เอไอเอสกำไรปี 2560 ร่วง 1.9%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ก.พ. 2561 เวลา 07:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/539308

เอไอเอสกำไรปี 2560 ร่วง 1.9%

เอไอเอสกำไรปี 2560 เท่ากับ 3 หมื่นล้าน ลดลง 1.9% จากปี 2559 คงปันผล 70% ของกำไร

น.ส.สุนิธยา ชินวัตร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) แจ้งว่า สิ้นปี 2560 บริษัทมีกำไร 30,077 ล้านบาท ลดลง 1.9% จากปี 2559 หรือมีอัตรากำไรสุทธิ 19.1%

ทั้งนี้ จากผลประโยชน์ทางภาษีจากเงินลงทุนที่บริษัทใช้ไปในปี 2559 และ ปี 2560 ซึ่งต้องทยอยรับรู้ผลประโยชน์เป็นเวลา 5 ปี จะทำให้อัตราภาษีเงินได้สุทธิอยู่ที่ประมาณ 16% จนถึงปี 2563 ในปี 2560 กำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อม (อีบิตดา) อยู่ที่ 70,498 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น อัตรากำไรอีบิตดา เพิ่มขึ้นเป็น 44.7% ดีกว่าคาดการณ์ อยู่ที่ 42-44% และเพิ่มขึ้นจาก 39.9% ในปีก่อน

อย่างไรก็ดี ไตรมาส 4 บริษัทมีกำไรสุทธิ 7,701 ล้านบาท ยังคงเติบโต 19% เทียบกับปีก่อน และเติบโต 3.1% เทียบกับไตรมาสก่อน คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 18.7% การทำกำไรดีขึ้นต่อเนื่องขึ้น ทำให้อีบิตดาเติบโต 23% เทียบกับปีก่อน และเติบโต 4.9% เทียบกับไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 18,454 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรอีบิตดา 44.8% แม้ว่าค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายยังคงเพิ่มสูงขึ้นจากการลงทุน

นอกจากนี้ คาดการณ์ปี 2561 เมื่อรวมบริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟร์ (CSL) รายได้การให้บริการ ไม่รวมค่าเชื่อมโยงโครงข่าย จะเติบโต 7-8%

นอกจากนั้น คาดว่าอัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อม จะอยู่ที่ 45-47% จากแนวโน้มของรายได้ที่เติบโต และการบริหารต้นทุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะต้นทุนโครงข่าย งบลงทุนที่เป็นเงินสดจะลดลงจากปีก่อน และอยู่ในกรอบ 3.5-3.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะขยายโครงข่าย 4จี และการลากสายไฟเบอร์เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตบ้าน และคงจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 70% ของกำไรสุทธิ

อย่างไรก็ตาม บริษัทจ่ายปันผลเป็นเงินสดงวดครึ่งหลังปี 2560 หุ้นละ 3.57 บาท จากมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท โดยกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผลวันที่ 9 เม.ย. 2561 วันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 5 เม.ย. 2561 และจ่ายปันผลวันที่ 26 เม.ย. 2561 รวมถึงการทำคำเสนอซื้อหุ้น CSL โดยบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (AWN) หุ้นละ  7.80 บาท เพื่อเพิกถอนออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียน

เปิดกลยุทธ์ไลน์ มุ่งฟินเทค-เอไอต่อยอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ก.พ. 2561 เวลา 06:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/539297

เปิดกลยุทธ์ไลน์ มุ่งฟินเทค-เอไอต่อยอด

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

แม้ว่าไลน์ในประเทศไทยจะเป็นบริการ ที่มีการเติบโตมาก เพราะคนไทยใช้งานกันอย่างแพร่หลายทั้งในเชิงธุรกิจและการใช้งานทั่วไป แต่การประกาศจัดตั้งบริษัทใหม่ LINE Financial Corporation ที่ประเทศญี่ปุ่น ถือว่าเป็นก้าวใหม่อีกก้าวหนึ่งของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มด้านการสื่อสาร

กลยุทธ์ของไลน์ สำนักงานใหญ่ที่ญี่ปุ่น ประกาศออกมาในปีนี้จะเน้น 3 เรื่องด้วยกัน คือ ธุรกิจโฆษณา ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพและแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นโดยใช้ประโยชน์จากคลังข้อมูลหลักในญี่ปุ่น เพิ่มการติดต่อ กับผู้ใช้งานเพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้น  พร้อมตั้งเป้าไว้ว่าจะสำเร็จได้ทั้งในญี่ปุ่น และนอกประเทศ

นอกจากนี้ ไลน์จะเดินหน้าเรื่องธุรกิจการเงินหรือฟินเทคมากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าใช้จ่ายผ่านไลน์ วอลเล็ต สะดวกขึ้น โดยจะเชื่อมต่อการใช้จ่ายผ่านไลน์เพย์ รวมทั้งการตั้งบริษัทใหม่ ไลน์ ไฟแนนเชียล เพื่อช่วยด้านบริการข้อมูลและนำเสนอการให้บริการทางการเงินแก่ผู้ใช้งานและเป็นพื้นฐานเตรียมตัวให้บริการทางการเงินที่หลากหลาย อาทิ การเทรดเงินเสมือนหรือเวอร์ชวลเคอเรนซี ธุรกิจกู้ยืมและธุรกิจประกัน โดยเริ่มต้นเงินทุนจดทะเบียน 5,000 ล้านเยน หรือ 1.2 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ภาคธนาคารของไทยมีความกังวลว่าการเข้ามาจับธุรกิจฟินเทคของไลน์นั้น จะกระทบกับการผลักดันให้ลูกค้าใช้จ่ายผ่านมือถือมากขึ้น ทั้งคิวอาร์โค้ด พร้อมเพย์ แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะคนไทยยังไม่กล้าใช้จ่ายผ่านมือถือเนื่องจากกังวลในเรื่องความปลอดภัย แต่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย หรืออี-คอมเมิร์ซ กล่าวว่า ต้องมองภาพย้อนกลับไปก่อนว่า ก่อนหน้านี้ไลน์ประเทศไทยเคยทำไลน์เพย์มาแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทำให้ต้องไปร่วมมือกับแรบบิท จนกลายเป็นแรบบิทไลน์เพย์ แต่ก็ยังมีการใช้งานไม่มากนัก อาจเป็นเพราะผู้ใช้งานยังไม่คุ้นชินกับการใช้จ่ายผ่านมือถือทำให้ไม่บูม

“แม้ว่าการเข้ามาของไลน์เพย์จะเคยเป็นสิ่งที่ผู้บริหารธนาคารกังวล แต่ก็อย่าเพิ่งให้น้ำหนักมากไป เพราะพฤติกรรมการใช้งานออนไลน์ของคนไทยยังไม่เหมือนต่างประเทศทั้งหมด” ภาวุธ กล่าว

ขณะที่การประกาศจัดตั้งบริษัทใหม่ ไลน์ ไฟแนนเชียล คอร์ปอเรชั่น ขึ้นมา น่าจะเป็นจังหวะเหมาะ เพราะที่ญี่ปุ่นการทำธุรกรรมผ่านช่องทางไลน์เพย์เติบโตมาก โดยมียอดการทำธุรกรรมทั่วโลกมากกว่า 4.5 แสนล้านเยน หรือประมาณ 1.28 แสนล้านบาท จำนวนผู้ใช้งานมากกว่า 40 ล้านคนทั่วโลก

ดังนั้น ประเทศไทยและอินโดนีเซียที่มีจำนวนผู้ใช้งานมากเป็นอันดับ ต้นๆ ย่อมเป็นประเทศที่ไลน์อาจ ผลักดันบริการนี้เข้ามาให้ใช้งานเพิ่มเพื่อมูลค่าการซื้อขาย แต่ต้องรอดูว่าจะมีแผนธุรกิจเป็นไปในทิศทางใด เพราะการบริหารงานของไทย กับญี่ปุ่นจะแยกกัน จึงเป็นเหตุผลให้ ผู้บริหารในไทยอาจกำลังรอดูจังหวะที่เหมาะสมก่อน

กลยุทธ์สุดท้ายที่ไลน์จะทำคือเรื่องของธุรกิจเอไอที่พัฒนาจากการเก็บข้อมูลของสังคมผู้ใช้งานไลน์ในแพลตฟอร์มทั้งหมด เพื่อให้รับทราบพฤติกรรมมนุษย์ทั้งเสียงพูด ฟังเพลง ดูทีวี อ่านข่าวสาร ฟังวิทยุและการค้นหา และจะนำมาวางขายในรูปแบบไลน์ ดีไวซ์ ที่ประกอบไปด้วย ลำโพง Clova WAVE, Clova Friends, หูฟัง MARS และอุปกรณ์การจดจำเสียงในปีนี้

ต้องจับตาก้าวเดินของไลน์ว่าจะเข้ามาเขย่ารูปแบบการใช้จ่ายเงินของผู้บริโภคไทยได้มากน้อยขนาดไหน

ปีนี้ภาคธุรกิจใช้แชตบอต 5 หมื่นตัวแทนที่มนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 ก.พ. 2561 เวลา 21:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/539210

ปีนี้ภาคธุรกิจใช้แชตบอต 5 หมื่นตัวแทนที่มนุษย์

เฮ็ดบอท ชี้ปีนี้กระแสเอไอเข้ามาแทนที่มนุษย์แรงขึ้น แชตบอต ดิสรัปชั่นคอลเซ็นเตอร์ 10-20% จับตา 7 ธุรกิจบริการแห่ใช้บอต

นายโกศล ทรัพย์ประเสริฐ ผู้ก่อตั้งบริษัท เฮ็ดบอท (Hbot) ผู้ดำเนินธุรกิจแชตบ็อต เปิดเผยว่า แนวโน้มในปีนี้การใช้เอไอหรือหุ่นยนต์สำหรับการแชตโต้ตอบกับมนุษย์ ซึ่งจะเข้ามาแทนที่การทำงานคอลเซ็นเตอร์หรือพนักงานโต้ตอบคำถาม คาดเพิ่มขึ้น 10-20% หรือประเมินว่าจะมีบอตสำหรับการแชตราว 3-5 หมื่นตัว

ทั้งนี้ เป็นจำนวนประชากรของแชตบอตเพิ่มขึ้น 5-10 เท่าตัว จากเมื่อปีที่ผ่านมาการใช้บอตของประเทศไทยยังมีน้อยมากราว 3,000-5,000 ตัว โดยจะมี 7 ธุรกิจที่นำแชตบ็อตมาใช้เพิ่มขึ้นและต้องจับตามอง ประกอบด้วย ธนาคาร ประกันภัย โรงพยาบาล อี-คอมเมิร์ซ ค้าปลีก โอเปอเรเตอร์ และท่องเที่ยว

“การใช้แชตบอตจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะธุรกิจบริการ แม้ว่าธนาคารจะเริ่มก้าวสู่ฟินเทค มีเครื่องบริการต่างๆ แต่ก็ยังต้องใช้พนักงานทำงาน เพื่อตรวจสอบการมีตัวตนของลูกค้า แต่ธุรกิจที่มีแนวโน้มปรับมาใช้แชตบอตอย่างชัดเจน ก็คือกลุ่มโอเปอเรเตอร์มีโอกาสที่ธุรกิจลดจำนวนพนักงานลง เพราะเป็นงานบริการที่ตอบคำถามซ้ำไปซ้ำมา”นายโกศล กล่าว

แผนธุรกิจปีนี้คาดว่าจะมีลูกค้าใช้บริการสร้างบอตสำหรับการแชตทะลุ 2 หมื่นตัว จากปีที่ผ่านมามีจำนวนกว่า 1,000 ตัว ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจใช้แชตบอต เพราะช่วยลดต้นทุนในการใช้แรงงานคน โต้ตอบคำถามซ้ำๆ เรียนรู้พฤติกรรมของลูกค้า มีความฉลาด ให้บริการ 24 ชั่วโมง ในช่วงเวลานี้คนไทยต้องปรับตัวสร้างมูลค่าของตัวเอง โดยเฉพาะด้านดิจิทัล

ขณะที่การทำตลาด บริษัทได้เปิดฟีเจอร์ใหม่ ยิ่งรัก ทักแชต เพื่อสร้างแพลตฟอร์มให้ใหญ่ขึ้น มีจำนวนใช้งานเพิ่มขึ้น ฟีเจอร์ดังกล่าวสามารถนำไปใช้ในโซเชียลมีเดีย ในกรณีที่ลูกค้าเข้ามาถามคำถามหน้าเพจ แอดมินได้ดูแลหน้าเพจ 24 ชั่วโมง ยิ่งรัก ทักแชต จะช่วยตอบคำถามในอินบ็อกซ์ให้ ซึ่งเป็นบริการฟรี ขณะนี้มีแบรนด์อิชิตัน เอสซีจี เจมาร์ท ใช้ฟีเจอร์ดังกล่าว

โกศล ทรัพย์ประเสริฐ ผู้ก่อตั้งบริษัท เฮ็ดบอท (Hbot)

รัฐบาลเดินหน้าขยายไว-ไฟฟรี8หมื่นหมู่บ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 ก.พ. 2561 เวลา 08:04 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/539129

รัฐบาลเดินหน้าขยายไว-ไฟฟรี8หมื่นหมู่บ้าน

รัฐบาลอนุมัติงบกลาง 602 ล้าน หนุนโครงการใหม่ติดตั้งไว-ไฟฟรี ในโรงเรียนและโรงพยาบาลตำบล ก.ย.นี้

น.ส.อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ภายหลังจากการหารือร่วมกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงดีอีได้รับงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2560 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายส่งเสริมและการสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจภายในประเทศ มูลค่า 602 ล้านบาท เพื่อใช้ดำเนินโครงการติดตั้งจุดบริการไว-ไฟฟรี ในพื้นที่โรงเรียน ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทั่วประเทศ ต่อเนื่องจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ตในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายขับเคลื่อนด้านดิจิทัลของรัฐบาลเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ การดำเนินการติดตั้งจุดให้บริการไว-ไฟในโรงเรียน และ รพ.สต. กระทรวงดีอีจะมอบหมายให้บริษัท ทีโอที เป็นผู้ดำเนินการ กำหนดติดตั้งแล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. 2561

“งบประมาณ 602 ล้านบาทก้อนนี้ จะไม่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณของกระทรวงในการติดตั้งจุดให้บริการอินเทอร์เน็ตฟรีในโครงการอื่น ดังนั้นการดำเนินการในพื้นที่จะไม่ทับซ้อนกัน” น.ส.อัจฉรินทร์ กล่าว

นอกจากนี้ จากการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ใน “โครงการสร้างการรับรู้การใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐ” ระหว่างกระทรวงดีอี กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย เมื่อเดือน พ.ย. 2560 โดยได้อบรมแกนนำจำนวน 1,000 ราย ขณะนี้เตรียมขยายผลสู่ผู้นำชุมชนและขยายผลสู่บุคคลทั่วไปจำนวนกว่า 1 ล้านราย ใน 2.47 หมื่นหมู่บ้าน และจะขยายผลเข้าร่วมโครงการไทยนิยมของกระทรวงมหาดไทยอีก 8 หมื่นหมู่บ้าน ภายในเดือน มี.ค.นี้

น.ส.อัจฉรินทร์ กล่าวว่า สำหรับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จะทบทวน พ.ร.บ.โดยเพิ่มข้อบัญญัติด้านการจัดเก็บข้อมูลในต่างประเทศ โดยเตรียมหารือร่วมสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในสัปดาห์หน้า ด้าน พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เตรียมทดลองปฏิบัติงานของหน่วยงานกลางในเดือน ก.พ.นี้

“ยูทูบ”ลุยจัดการข่าวลวง-โฆษณาชวนเชื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 ก.พ. 2561 เวลา 07:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/538981

"ยูทูบ"ลุยจัดการข่าวลวง-โฆษณาชวนเชื่อ

ยูทูบจะเพิ่มป้ายบอกรายละเอียดใต้คลิป หวังคุมการแพร่ข่าวปลอม-โฆษณาชวนเชื่อ

วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่ายูทูบ แพลตฟอร์มแชร์เพลงและวิดีโอรายใหญ่จากสหรัฐ ประกาศจะเพิ่มรายละเอียดใต้คลิปว่าวิดีโอใดได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลหรือส่งเสริมทฤษฎีสมคบคิด เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแหล่งที่มาของวิดีโอ และช่วยให้ผู้ใช้ตัดสินใจได้ว่าควรเชื่อข้อมูลในวิดีโอดังกล่าวหรือไม่ โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในการควบคุมการเผยแพร่ข่าวลวงและโฆษณาชวนเชื่อ

ด้าน เดอะ เวิร์จ เว็บไซต์ข่าวเทคโนโลยี ระบุว่า นอกจากเพิ่มรายละเอียดดังกล่าวแล้ว ยูทูบจะเพิ่มลิงค์เชื่อมต่อไปยังหน้าวิกิพีเดียของสำนักข่าวเจ้าของวิดีโอด้วย

รายงานระบุว่า ยูทูบเริ่มใส่รายละเอียดใต้วิดีโอทุกคลิปที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยเริ่มที่สหรัฐก่อน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกับสำนักข่าวอาร์ทีของรัฐบาลรัสเซียมากที่สุด เนื่องจากใช้ยูทูบเป็นหนึ่งในช่องทางเผยแพร่ข่าวหลัก

นอกจากนี้ รายงานระบุว่า เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ ยูทูบเริ่มปรับเปลี่ยนระบบค้นหาในแพลตฟอร์มโดยแสดงผลวิดีโอที่มาจากแหล่งข่าวน่าเชื่อถือมากขึ้นกว่าเดิม

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของยูทูบเกิดขึ้นหลังสื่อโซเชียลรายใหญ่ของสหรัฐ เช่น ยูทูบ เฟซบุ๊ก หรือทวิตเตอร์ ได้รับเสียงวิจารณ์ว่ามีส่วนช่วย เผยแพร่ข่าวปลอมหรือโฆษณาชวนเชื่อที่สร้างความเข้าใจผิดให้ผู้คน เช่น กรณีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปี 2016

ไทยโดนมัลแวร์ขุดคริปโตดุสุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ก.พ. 2561 เวลา 10:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/538859

ไทยโดนมัลแวร์ขุดคริปโตดุสุดในโลก

บริษัทวิจัยชี้ไทยตกเป็นเป้ามัลแวร์เหมืองขุดเงินดิจิทัล พบการระบาด 3.5 ล้านครั้ง มากที่สุดในโลก

พาโล อัลโต เน็ตเวิร์ก บริษัทวิจัยด้านความปลอดภัยองค์กรและเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจากสหรัฐ เปิดเผยว่า ไทยติดอันดับประเทศที่พบการระบาดของมัลแวร์ขุดเหมืองเงินดิจิทัลมากที่สุดในโลก โดยอยู่ที่กว่า 3.5 ล้านครั้ง ในช่วงปี 2560

ทั้งนี้ รายงานเปิดเผยว่า จำนวนครั้งดังกล่าวหมายความว่า คอมพิวเตอร์ในไทยติดมัลแวร์ดังกล่าวที่สัดส่วน 1 ต่อทุกๆ 20 เครื่อง โดยมัลแวร์ดังกล่าวใช้สำหรับขุดเงินดิจิทัลชื่อโมเนโร ซึ่งจะดึงความสามารถในการประมวลผลของซีพียูคอมพิวเตอร์ไปใช้ในการขุดเงินดิจิทัล และทำให้เครื่องทำงานช้าลง

สำหรับในไทยนั้นจำนวนผู้ติดมัลแวร์ดังกล่าวถือว่าอยู่ในระดับสูงมาก โดยห่างจากเวียดนามที่มีจำนวนการระบาดมากที่สุดอันดับ 2 ถึงเกือบ 2 ล้านครั้ง

พาโล อัลโต เน็ตเวิร์ก เสริมว่า ในการแพร่กระจายมัลแวร์ดังกล่าว ผู้ปล่อยมัลแวร์สร้างความสับสนให้กับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตด้วยการย่อลิงค์เว็บไซต์เผยแพร่มัลแวร์ให้สั้นลง เพื่อให้ดูเหมือนลิงค์เว็บไซต์ทั่วไป ส่งผลให้มัลแวร์ดังกล่าวเข้าไปติดตั้งในคอมพิวเตอร์โดยผู้ใช้ไม่รู้ตัว

นอกจากนี้ รายงานเปิดเผยว่า ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบการระบาดของมัลแวร์ขุดเหมืองเงินดิจิทัลมากที่สุด โดยไทยพบมากเป็นอันดับ 1 ตามด้วย เวียดนาม อียิปต์ อินโดนีเซีย และตุรกี

ขณะเดียวกัน พาโล อัลโตเน็ตเวิร์ก กล่าวว่า จากรายงานดังกล่าวบ่งชี้ว่า มัลแวร์ขุดเหมืองเงินดิจิทัลกำลังเป็นภัยที่น่าวิตกมากขึ้นในด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยบริษัทพบว่าตลอด 4 เดือน ของการทำการศึกษามีประชากรทั่วโลกติดมัลแวร์ดังกล่าวถึง 15 ล้านคน“เมื่อพิจารณาจากรายงานแล้ว กระบวนการแพร่กระจายมัลแวร์ขุดเหมืองเงินดิจิทัลอยู่ในขอบเขตกว้างมากและสูงมาก ซึ่งบ่งขี้ว่าแฮ็กเกอร์ผู้ปล่อยมัลแวร์เน้นไปที่การหาทางขุดเงินดิจิทัลโดยเฉพาะ”  พาโล อัลโต เน็ตเวิร์ก ระบุ

3 บริษัทยักษ์ใหญ่ เทคโนโลยีสหรัฐทำกำไรพุ่งทุบสถิติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ก.พ. 2561 เวลา 09:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/538852

3 บริษัทยักษ์ใหญ่ เทคโนโลยีสหรัฐทำกำไรพุ่งทุบสถิติ

บริการเสริม-ไอโฟนเทนดันกำไรแอปเปิ้ลทุบสถิติ กูเกิลกินโฆษณาดันรายได้ทะลุ 3.4 ล้านล้าน แผนภาษีสหรัฐหนุนอเมซอน

บรรดาบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐต่างทำกำไรทุบสถิติของบริษัทในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2017 นำโดย แอปเปิ้ล อิงค์ มีกำไรแตะ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.2 แสนล้านบาท) ในช่วงเวลาดังกล่าว หรือมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังทำรายได้ปรับตัวขึ้น 13% จากปีก่อนหน้า 8.8 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.7 ล้านล้านบาท)

แม้ว่ายอดขายไอโฟน สินค้าชูโรงของบริษัท จะปรับตัวลง 1% จากปีก่อน ไปแตะที่ 77.3 ล้านเครื่อง แต่ราคาเฉลี่ยของไอโฟนที่ขายได้ปรับตัวขึ้นจาก 696 ดอลลาร์ (ราว 2.1 หมื่นบาท) ไปอยู่ที่เกือบ 800 ดอลลาร์ (ราว 2.5 หมื่นบาท) เนื่องจากราคาที่สูงของไอโฟนเทน จน ไม่ส่งผลกระทบต่อยอดขายนัก

นอกจากนี้ บริการอื่นของบริษัท อาทิ แอพ สตอร์ ที่ขายแอพพลิเคชั่น และแอปเปิ้ล มิวสิค บริการฟังเพลง ยังช่วยส่งเสริมกำไรให้บริษัทอีกด้วย

อย่างไรก็ดี แอปเปิ้ลคาดการณ์ว่า ยอดขายในไตรมาสแรกของปีนี้จะอยู่ที่ราว 6-6.2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.8-1.9 ล้านล้านบาท) หรือต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ ภายหลังดีมานด์ไอโฟนเทน ตกต่ำ ส่งผลให้แอปเปิ้ลต้องปรับลดการผลิตลงกว่าครึ่ง

ด้าน อัลฟาเบต อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล อิงค์ เปิดเผยว่า ยอดขายในไตรมาสที่ผ่านมาแตะที่ 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1 ล้านล้านบาท) จนส่งผลให้รายได้ตลอดทั้งปีของบริษัทปรับตัวขึ้นจาก 9 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.8 ล้านล้านบาท) ในปี 2016 ไปแตะที่ 1.1 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 3.4 ล้านล้านบาท) หรือรายได้ปรับตัวขึ้นเกินหนึ่งแสนล้านครั้งแรกของบริษัท โดยมีรายได้ส่วนใหญ่มาจากการโฆษณา แม้ก่อนหน้านี้ บริษัทจะแห่ถอนโฆษณาออกจากยูทูบ หลังพบโฆษณาของบริษัทตนปรากฏในคลิปวิดีโอที่มีเนื้อหารุนแรง

ด้าน อเมซอน เปิดเผยว่า กำไรของบริษัทในช่วงไตรมาสที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นไปแตะที่ 1,900 ล้านดอลลาร์ (ราว 5.9 หมื่นล้านบาท) หรือปรับตัวขึ้นมากกว่าครึ่งจากปีก่อนหน้าและทะลุพันล้านเป็นครั้งแรก ภายหลังแผนปฏิรูปภาษีใหม่ของสหรัฐ ที่มีการปรับลดภาษีนิติบุคคลจาก 35% เป็น 21% หนุนกำไรของอเมซอน ให้เพิ่มขึ้น 789 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.4 หมื่นล้านบาท) ขณะที่ยอดขายของบริษัทยังเติบโตต่อเนื่อง

ทั้งนี้ รายได้ของอเมซอนปรับตัวขึ้น 38% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ไปแตะที่ 6 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.8 ล้านล้านบาท) มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ภายหลังจำนวนการสั่งซื้อสินค้าช่วง เทศกาล อาทิ วันขอบคุณพระเจ้า วันสิ้นปี ในอเมซอนคิดเป็นสัดส่วน 50% ของการสั่งซื้อสินค้าผ่านบริการอี-คอมเมิร์ซทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว

ไทยเสี่ยงถูกโจมตีผ่านมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ก.พ. 2561 เวลา 08:42 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/538689

ไทยเสี่ยงถูกโจมตีผ่านมือถือ

แคสเปอร์สกี้ แลป ชี้ คนไทยตื่นตัวโมบายซีเคียวริตี้น้อย แต่มีแนวโน้มถูกโจมตีผ่านอีเมล โซเชียล มีเดีย ธุรกรรมการเงินสูงขึ้น

น.ส.ซิลเวีย อึง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แคสเปอร์สกี้ แลป เอเชียตะวันออก เฉียงใต้ เปิดเผยว่า พฤติกรรมคนไทย ให้ความสำคัญกับโมบายซีเคียวริตี้ หรือระบบรักษาความปลอดภัยบนมือถือน้อยมาก โดยอยู่อันดับ 3 หรือ 4 เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีการลงทุนระบบรักษาความปลอดภัยในอาเซียนมากที่สุด รองจากมาเลเซีย ส่วนเวียดนามถือว่าคนมีความตื่นตัวมากที่สุด เนื่องจากมีความถี่ในการโจมตีของแฮ็กเกอร์จำนวนมาก ส่วนไทยการโจมตีมีน้อยแต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ภัยไซเบอร์บนโทรศัพท์มือถือเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากขึ้น เพราะทุกคนต้องเชื่อมต่อทุกสิ่งไว้บนมือถือ โดยเป้าหมายการโจมตีจะผ่านทางอีเมล โซเชียลมีเดีย การทำธุรกรรมการเงิน และเชื่อมต่อ กับไอโอที หรืออินเทอร์เน็ตทุกสรรพสิ่ง นอกจากนี้ยังพบว่าพฤติกรรมของคนพึ่งพาบัญชีออนไลน์ในการดำเนินชีวิตมากขึ้น แต่จากรายงาน 100 พาสเวิร์ดยอดแย่ประจำปี 2560 ระบุว่า พาสเวิร์ดที่ยังใช้กันทั่วไป 5 อันดับแรก คือ 1232456 หรือ 12345678

“แสดงให้เห็นว่า ลักษณะพฤติกรรมดิจิทัลของผู้ใช้ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผู้ใช้ยังคงใช้วิธีการนับตัวเลขและบางคนก็ใช้วิธีกลับตัวเลขแทน หลายคนเข้าใจดีถึงความจำเป็นในการ ใช้พาสเวิร์ดยากๆ เพื่อทำบัญชีธนาคารออนไลน์ แอพพลิเคชั่นการเงิน อี-วอลเล็ต และซื้อของออนไลน์ แต่ผู้ใช้กลับมีแนวโน้มที่จะลืมพาสเวิร์ด และถูกล็อกเอาต์จากบัญชีของตัวเอง” น.ส.ซิลเวีย กล่าว

นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ใช้ 38% ไม่สามารถนึกหรือกู้คืนพาสเวิร์ดได้ จึงส่งผลให้ผู้ใช้ 51% เก็บพาสเวิร์ดแบบไม่ปลอดภัย และ 23% ใช้วิธีเขียนบนกระดาษโน้ต แปะไว้ให้เห็นง่ายๆ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ Kaspersky Secure Pass word Check เป็นเครื่องมือช่วยให้ผู้ใช้เห็นว่าพาสเวิร์ดของตัวเอง มีจุดอ่อน หรือจุดแข็งอยู่แล้ว

ขณะที่แนวโน้มลงทุนระบบซีเคียวริตี้ระดับองค์กร พบว่า ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย อยู่อันดับต้นในกลุ่ม ประเทศอาเซียนที่ให้ความสำคัญ สำหรับแผนของแคสเปอร์สกี้ แลป ในไทย จะเน้นลูกค้ากลุ่มองค์กร โดยเฉพาะผู้ดำเนินธุรกิจขนาดกลางและย่อม หรือเอสเอ็มอี ในต่างจังหวัดที่มีโอกาสเติบโตอีกมาก ตั้งเป้ารายได้ไทยปีนี้โตเป็นตัวเลขสองหลักเท่ากับปีที่ผ่านมา

โซเชียลมีเดียอ่วม ข่าวลวงฉุดยอดใช้ฮวบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ก.พ. 2561 เวลา 07:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/538684

โซเชียลมีเดียอ่วม ข่าวลวงฉุดยอดใช้ฮวบ

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

“เฟซบุ๊ก” โซเชียลมีเดียชื่อดัง เปิดเผยภายในการประกาศผลประกอบการประจำไตรมาส 4 ที่ผ่านมาว่า ยอดผู้ใช้งานในแต่ละวันอยู่ที่ 1,400 ล้านคนทั่วโลก ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ของสำนักข่าวบลูมเบิร์กคาดการณ์ไว้ที่ 1,410 ล้านคน ขณะที่ยอดผู้ใช้ในสหรัฐและแคนาดายังลดลง “เป็นครั้งแรก” จาก 185 ล้านคนในไตรมาส 3 มาอยู่ที่ 184 ล้านคนในไตรมาสที่ผ่านมา

มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเฟซบุ๊ก ระบุว่า ยอดผู้ใช้ที่ลดลงเป็นผลมาจากที่เฟซบุ๊กปรับลดการแสดงวิดีโอที่กำลังได้รับความนิยมในกระดานข่าวหรือนิวส์ฟีดของผู้ใช้ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาให้กับผู้ใช้จากหน้าจอเฟซบุ๊กในแต่ละวันได้ 50 ล้านชั่วโมง/วัน

เฟซบุ๊กยังมองบวกว่าบรรดาผู้ลงโฆษณาในเฟซบุ๊กทั้งหลายมีผลตอบรับที่ดีกับการเปลี่ยนแปลงของเฟซบุ๊ก และคาดว่าจะมีการลงโฆษณาเพิ่มอีกในปีนี้ แม้เฟซบุ๊กจะปรับเปลี่ยนนิวส์ฟีดให้เห็นเนื้อหาจากบรรดาแบรนด์ ธุรกิจ และสื่อน้อยลง ขณะที่ผลประกอบการในไตรมาส 4 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.29 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4 แสนล้านบาท)

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เฟซบุ๊กต้องเร่งเปลี่ยนแปลงเป็นผลมาจากการแพร่กระจายของ “ข่าวลวง” ที่ระบาดอย่างหนักและปั่นป่วนให้เกิดความแตกแยกในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปี 2016 โดยรัสเซียได้เข้าเผยแพร่ข้อความทางการเมืองของสหรัฐและเข้าถึงผู้ใช้เฟซบุ๊กและอินสตาแกรมชาวสหรัฐมากถึง 150 ล้านคนผ่านการโฆษณา

ดึงคนกลับเข้าใช้

หากคนกลับมาใช้เฟซบุ๊ก เม็ดเงินจากโฆษณาย่อมตามมา แต่ข่าวลวงดังกล่าวทำให้ความเชื่อมั่นต่อโซเชียลมีเดียลดลงในหลายประเทศทั่วโลก โดยผลสำรวจประชากรกว่า 8,000 คน จากสหรัฐ บราซิล อังกฤษ และฝรั่งเศส ของบริษัทวิจัย กันตาร์ ซึ่งเปิดเผยเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา พบว่า ความเชื่อถือต่อโซเชียลมีเดียและสื่อออนไลน์ปรับลดลงไปจากข่าวลวง

ผลกระทบเกิดขึ้นอย่างหนักกับโซเชียลมีเดียเมื่อเทียบกับสื่อกระแสหลัก โดย 58% ของผู้ตอบแบบสอบถามไม่เชื่อถือข่าวในโลกโซเชียลมีเดียที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เมื่อเทียบกับสื่อกระแสหลักที่มี 24% ไม่เชื่อถือ

เฟซบุ๊กประกาศปรับอีกครั้งเมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยซัคเกอร์เบิร์ก เปิดเผยว่า เตรียมปรับเพิ่มการมองเห็น “ข่าวท้องถิ่น” ในกระดานข่าวของผู้ใช้ หรือนิวส์ฟีดให้มากขึ้น ซึ่งหากผู้ใช้ตามเพจของสื่อท้องถิ่นหรือมีเพื่อนแชร์ข่าวดังกล่าว เฟซบุ๊กจะทำให้เห็นเป็นสิ่งแรกๆ ในนิวส์ฟีด

นอกจากนี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายรายซึ่งไม่ได้ล็อกอินเข้าเฟซบุ๊กมานานได้รับอีเมลจากเฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อความชักชวนให้กลับมาใช้เฟซบุ๊ก เช่น เพื่อนได้โพสต์ข้อความ รูปภาพ หรือเขียนคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดียดังกล่าว หรือถามว่ามีปัญหาในการล็อกอินเข้าเฟซบุ๊กหรือไม่

โซเชียลเร่งรุกสู้ข่าวลวง

ไม่ใช่แค่เฟซบุ๊กเพียงเจ้าเดียวที่ต้องสู้กับข่าวลวงระบาด “ทวิตเตอร์” เปิดเผยว่า มีผู้ใช้มากถึง 1.4 ล้านคน ที่มีปฏิสัมพันธ์กับบัญชีผู้ใช้รัสเซียที่ปั่นป่วนการเลือกตั้งสหรัฐเมื่อปี 2016 ทั้งกดฟอลโลว์ รีทวิต หรือคอมเมนต์พูดคุย มากกว่าที่เปิดเผยทีแรกที่มากกว่า 6.77 แสนคน

ทวิตเตอร์พบแอ็กเคาต์ที่เกี่ยวเนื่องกับรัสเซียมากกว่า 5 หมื่นบัญชีผู้ใช้ ซึ่งแอ็กเคาต์จำนวน 3,800 บัญชี จากจำนวนดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต รีเสิร์ช เอเยนซี (ไออาร์เอ) บริษัทของรัสเซีย ที่มักปั่นป่วนโลกอินเทอร์เน็ตตามคำสั่งของรัฐบาลรัสเซีย

ด้านหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ รายงานว่า ทวิตเตอร์ได้ลบแอ็กเคาต์ปลอมมากกว่า 1 ล้านแอ็กเคาต์ที่สร้างขึ้นเพื่อเพิ่มยอดฟอลโลเวอร์ (ติดตาม) หลังได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่ามีการซื้อขายยอดฟอลโลเวอร์จากบริษัทเดวูมี ซึ่งขายยอดฟอลโลเวอร์ในทวิตเตอร์และโซเชียลมีเดียอื่นๆ

ขณะเดียวกัน ทวิตเตอร์ ได้เข้าลงทุนในแฟคเมต้า สตาร์ทอัพจากสหราชอาณาจักรที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อช่วยโซเชียลมีเดีย สื่อ และผู้ลงโฆษณา ในการตรวจสอบข่าวลวงและคอนเทนต์ล่อให้กด (คลิกเบต) โดยสตาร์ทอัพดังกล่าวมีแผนจะเริ่มให้บริการด้านข่าวภายในปีนี้

กังวลโมเดลธุรกิจ “ไลน์”

ด้านบริษัท ไลน์ คอร์ปอเรชัน ที่เพิ่งประกาศแผนเตรียมลงสนามซื้อขายเงินสกุลดิจิทัลผ่านแอพพลิเคชั่น เผชิญแรงกดดันจากราคาหุ้นที่ร่วงลงถึง 5.6% ระหว่างการซื้อขายวานนี้ โดยนอกจากนักลงทุนจะแสดงความไม่เชื่อมั่นต่อการเข้าสู่ตลาดเงินดิจิทัลแล้ว ก็ยังเป็นเพราะผลประกอบการไตรมาส 4 ที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทขาดทุน 4,000 ล้านเยน (ราว 1,160 ล้านบาท) เมื่อเทียบกับคาดการณ์ที่จะกำไร 2,340 ล้านเยน (ราว 6.78 แสนล้านบาท) เนื่องจากการลงทุนปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถพูดได้ การทำตลาดเกม และค่าใช้จ่ายสำหรับการลงทุนต่างๆ

ทาเคชิ อิเดซาวะ ซีอีโอของไลน์มุ่งเป้าจะผลักดันให้ไลน์เป็นมากกว่าแอพพลิเคชั่นแชต ด้วยการเป็นศูนย์รวมความบันเทิง รวมไปถึงการทำธุรกรรมการเงินด้วย โดยไลน์เพิ่งประกาศจะเปิดให้บริการซื้อขายเงินดิจิทัลไปเมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา และได้ยื่นจดทะเบียนกับทางการญี่ปุ่นแล้ว

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ใช้ในตลาดหลัก 4 ประเทศแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ที่ 167.5 ล้านคน เมื่อไตรมาส 4 ที่ผ่านมา โดยยอดขายของบริษัทปรับขึ้น 19% ขณะที่ยอดโฆษณาปรับขึ้น 40% แต่ยอดขายจากเกมปรับลดลง 10%

“การเข้าสู่ตลาดเงินดิจิทัลนั้นมีทั้งความเสี่ยง (ทางการเงิน) และผลลัพธ์ที่ดี (ราคาหุ้นที่ปรับขึ้น) พวกเราสงสัยว่าเมื่อไรที่นักลงทุนจะเห็นกำไรจากไลน์” อาตุล โกยัล นักวิเคราะห์ของเจฟเฟอรี่ย์ส กรุ๊ป กล่าวกับบลูมเบิร์ก

เร่งพัฒนาคนสู่ดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ก.พ. 2561 เวลา 05:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/538574

เร่งพัฒนาคนสู่ดิจิทัล

เอไอเอสสวนกระแส ลั่นไม่มีแผนลดคน แต่หากทนไม่ไหวก็ไม่รั้ง พร้อมส่งหลักสูตรพัฒนาคุณภาพบุคลากรให้เท่าทันยุคดิจิทัล

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เปิดเผยว่า จากกระแสการลดพนักงานเพื่อให้ทันต่อยุคดิจิทัลนั้น ต้องยอมรับว่าไม่ว่าจะอุตสาหกรรมการเงินหรือโทรคมนาคมที่มีพนักงานจำนวนมาก ต่างก็ต้องหากลยุทธ์ในการปรับแผนลดต้นทุนที่ต่างกัน ซึ่งเอไอเอสแม้จะมีพนักงานกว่า 1.2 หมื่นคน แต่ก็ไม่มีแผนลดพนักงาน แต่จะเร่งสร้างคุณภาพให้แทน

ทั้งนี้ แม้ว่าเอไอเอสจะมุ่งเน้นเรื่องของดิจิทัล นำเรื่องของเทคโนโลยีและคุณภาพเข้ามาใช้แทนที่การให้บริการ เช่น การให้ลูกค้าจ่ายเงินกับตู้จ่ายเงินอัตโนมัติแทนการรอคิวจ่ายเงินหน้าเคาน์เตอร์ เพื่อให้คุณภาพงานบริการดีขึ้น แต่ก็มีการโยกพนักงานไปให้บริการด้านอื่นแทน

ขณะเดียวกัน ยอมรับว่าการปรับกลยุทธ์นั้น อาจจะมีบางส่วนที่ไม่พอใจและไม่อยากปรับตัว ก็มีคนที่ลาออกไปบ้างแต่ไม่ได้เป็นจำนวนมากจนมีนัยสำคัญ เพราะเอไอเอสมองว่า การที่เติบโตจนเป็นเบอร์หนึ่งทุกวันนี้ มาจากทีมงานและพนักงานที่มีความแข็งแรง ทำให้บริษัทสามารถก้าวมาสู่จุดนี้ได้

นอกจากนี้ การมีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรงก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ เอไอเอสจึงมีการพัฒนาหลักสูตรมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้แก่พนักงาน โดยพนักงานใหม่ทุกคนต้องได้รับการอบรมในมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้รู้ว่ากว่าจะมาถึงวันนี้บริษัทเป็นมาอย่างไร รวมทั้งมีคอร์สอัพเกรดที่เจาะจงเฉพาะความสามารถของคนแต่ละกลุ่ม แต่ละระดับ ที่ต้องการเปิดรับความรู้ใหม่ๆ

“การปรับตัวหลายอย่างของเอไอเอส ทั้งเรื่องของการลดระดับขั้นระหว่างผู้บริหารและพนักงานให้ทำงานร่วมกันได้อย่างใกล้ชิด เปิดโอกาสให้พนักงานรุ่นใหม่มีสิทธิในการแสดงความคิดเห็น พนักงานที่มีความสามารถจะได้รับการผลักดันให้ก้าวสู่ ตำแหน่งใหม่ๆ และมีวันโนมีตติ้งเดย์ (งดประชุม) ก็ช่วยให้พนักงานมีเวลาว่างไปหาความรู้ใหม่ๆ รวมทั้งใครที่มีความคิดสร้างสรรค์บริษัทก็พร้อมให้เงินทุนเพื่อนำไปต่อยอดและพัฒนาจนเกิดเป็นสินค้าใหม่ได้ด้วย” นายสมชัย กล่าว

นายสมชัย กล่าวต่อว่า เอไอเอสมีคนยุคเบบี้บูมเมอร์ประมาณ 2% ที่เหลือคือเจนเอ็กซ์และเจนวายผสมกัน แม้ว่าโครงสร้างแบบเดิมจะทำให้บริษัทสามารถเป็นเบอร์หนึ่งได้แบบทุกวันนี้ แต่ก็ต้องปรับปรุงให้เข้ากับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ โดยวางแผนปรับปรุงโครงสร้างพนักงานที่เตรียมความพร้อมมาแล้ว 3 ปี และตั้งเป้าจะเข้าสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลที่ทรานส์ฟอร์เมชั่นได้เต็มรูปแบบในปี 2563 หรือภายใน 5 ปี ซึ่งปัจจุบันเป็นไปตามที่วางแผนไว้ได้ครึ่งทางแล้ว

นอกจากนี้ บริการต่างๆ ที่วางแผนไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฟิกส์บรอดแบนด์ การเข้าซื้อกิจการล็อกซอินโฟเพื่อต่อ ยอดเรื่องอินเทอร์เน็ตไร้สาย หรือความร่วมมือกับผู้ให้บริการด้านคอนเทนต์ต่างก็มีทิศทางที่ดีขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าจะเป็นไปตามเป้าที่วางไว้

ทางด้านของไทยคมนั้น บริษัทมีความร่วมมือในการใช้ดาวเทียมมาเสริมในการให้บริการด้านมีเดีย เพื่อให้บริการในพื้นที่ห่างไกลอยู่แล้ว และยังไม่ได้มีแผนงานใหม่ การปรับตัวเข้าสู่ดิจิทัลของไทยคมจึงต้องดูว่ามีแนวทางอย่างไร และจะให้เอไอเอสเข้าไปเสริมในจุดไหน ซึ่งบริษัทพร้อมให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี