“Streamcam” อีกขั้นของกล้องเพื่อไลฟ์สด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 ก.พ. 2561 เวลา 21:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/538567

"Streamcam" อีกขั้นของกล้องเพื่อไลฟ์สด

บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีในแคนาดาเตรียมผลิตกล้องจิ๋วที่สามารถถ่ายสดผ่านสังคมออนไลน์ด้วยการสัมผัสเพียงครั้งเดียว

ขณะที่คุณกำลังอ่านบทความนี้ คนอื่นๆ หรือแม้แต่คนที่นั่งอยู่ข้างๆ คุณ อาจกำลังถ่ายทอดสดภาพหรือภาพเคลื่อนไหว ในยุคที่ทุกคนมีอุปกรณ์เผยแพร่ภาพในมือ การสื่อสารข้อมูลหรือสถานการณ์ที่ตัวเองต้องการสื่อถึงผู้คนทั่วไปหรือชาวโลกที่ไม่รู้จักมาก่อน เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายและง่ายยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

แต่ในเดือน ก.พ.ที่จะถึงนี้ การถ่ายทอดสดจะสดกว่าที่เคย หรืออาจเรียกได้ว่า ผู้คนรับรู้ชีวิตของเราในวินาทีที่เกิดขึ้นจริงๆ ด้วย Streamcam กล้องจิ๋วที่บันทึกภาพพร้อมเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียเพียงแค่สัมผัสเดียว

ผู้คนได้รู้จักกับ Streamcam ครั้งแรกเมื่อเดือน ส.ค.ปีที่แล้ว ผ่านเว็บไซต์ระดมทุน kickstarter โดยเป็นผลิตภัณฑ์จากบริษัทพัฒนาเทคโนโลยี Shonin ในเมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา

ซาเมียร์ ฮาซัน ผู้ร่วมก่อตั้ง Shonin ที่ผลิตอุปกรณ์ชิ้นนี้อธิบายโดยคร่าวๆ ว่า ภายในอุปกรณ์ชิ้นเล็กประมาณนามบัตรบรรจุกล้องบันทึกภาพกันน้ำ IP67 เทคโนโลยีเดียวกับกล้องของไอโฟนรุ่น 7 และ 7 พลัส ที่ความชัด 1080p และระบบบันทึกภาพเคลื่อนไหวด้วยการกดที่ตัวเครื่องแค่ครั้งเดียว โดยระบบจะทำการส่งข้อมูลภาพที่บันทึกเข้าระบบจัดเก็บคลาวด์ (cloud backup system) รวมถึงถ่ายทอดสดไปยังบัญชีสังคมออนไลน์ของผู้ใช้งาน เช่น เฟซบุ๊ค ยูทูบ ผ่านเครือข่ายการเชื่อมต่อ LTE หรือ WiFi แคนาดา กล้องตัวนี้มีขนาดประมาณตลับสี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็กๆ แต่สามารถนำมาคลิปติดกับเสื้อผ้าได้ เช่น บริเวณหน้าอก

หากไม่อัพโหลดลงโซเชียลมีเดียทันที ก็มีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลใน Streamcam เช่นกัน ใน SD การ์ดสูงสุด 8GB โดยสามารถบันทึกภาพได้นานถึง 2.5 ชม.

ทั้งนี้ สตาร์ทอัพดังกล่าวตั้งเป้าระดมทุนใน Kickstarter แค่ 30,000 เหรียญสหรัฐเท่านั้น แต่ ณ เวลาปัจจุบัน มีผู้ร่วมลงขันผลักดันการสร้างกล้องถ่ายทอดสดแล้วมากกว่า 310,000 เหรียญสหรัฐ เพราะนอกจากคุณสมบัติของตัวสิ่งประดิษฐ์ 

ที่น่าสนใจ ผู้ผลิตอย่าง ฮาซัน เองก็มีเครดิตในฐานะนักปั้น Kobo แท็บเล็ตสำหรับอ่านหนังสือหรือ e-reader ที่กันน้ำเหมาะสำหรับผู้รักการอ่านหนังสือทุกที่ทุกเวลา

ทำให้ Streamcam เป็นที่จับตามากว่าจะเกิดขึ้นเป็นรูปร่างได้จริง และจะกลายเป็นนวัตกรรมที่ยิ่งไสส่งให้การ Live ของผู้คนยิ่งง่าย ในยุคที่ภาพคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ชี้เป็นชี้ตายความถูกต้อง ในวันหนึ่งการถ่ายทอดสดก็อาจจะกลายเป็นกิจวัตร ที่ไม่ต่างจากการกินข้าวหรือหายใจเข้าออกเลย

 

กสทช.เผยตั้งแต่1ก.พ.นี้ ซื้อซิมใหม่ต้องลงทะเบียนแบบอัตลักษณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 ก.พ. 2561 เวลา 13:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/538495

กสทช.เผยตั้งแต่1ก.พ.นี้ ซื้อซิมใหม่ต้องลงทะเบียนแบบอัตลักษณ์

ดีเดย์ 1 กุมภาพันธ์ ซื้อซิมใหม่ต้องลงทะเบียนแบบอัตลักษณ์ กสทช. ลงพื้นที่ตรวจโอเปอร์เรเตอร์ 3 ค่าย กระตุ้นให้ความรู้เป็นผลดีประชาชน

นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไปผู้ที่ซื้อซิมการ์ดใหม่ทั้งแบบรายเดือน และแบบเติมเงิน รวมถึงบุคคลที่ไม่ใช่สัญชาติไทย จะต้องลงทะเบียนผู้ใช้บริการด้วยระบบการตรวจสอบอัตลักษณ์ ทั้งการตรวจสอบใบหน้า (face recognition) หรือสแกนลายนิ้วมือ (finger print) ที่ศูนย์ให้บริการของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วประเทศ ตัวแทนจำหน่าย และลูกตู้ทั่วประเทศ

รองเลขาธิการ กล่าวว่า การลงทะเบียนซิมด้วยวิธีอัตลักษณ์ เป็นการส่งเสริมนโยบายของภาครัฐในการดำเนินธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่จำเป็นต้องมีการจัดเก็บข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อเป็นการยืนยันและพิสูจน์ตัวบุคคลของผู้ใช้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยจะไม่มีการจัดเก็บข้อมูลลายนิ้วมือและข้อมูลบัตรประชาชนไว้ที่จุดบริการ ผู้ที่ซื้อซิมการ์ดใหม่ที่ผ่านการตรวจสอบอัตลักษณ์แล้ว ระบบจะทำการลงทะเบียนโดยส่งข้อมูลตรงไปที่ฐานข้อมูลกลางเพื่อเปิดใช้งานซิมการ์ด และจัดเก็บข้อมูลของผู้ให้บริการทันที โดยผู้ให้บริการมีหน้าที่ดูแล และเก็บรักษาข้อมูลตามกฎหมาย

“ประชาชนสามารถมั่นใจได้ว่าการลงทะเบียนซิมด้วยวิธีอัตลักษณ์ จะปลอดภัยต่อผู้ใช้บริการ และป้องกันการปลอมแปลงการลงทะเบียนซิมการ์ด ผ่านการตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคลก่อนการลงทะเบียนและเปิดใช้งาน ทำให้การเก็บข้อมูลมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”นายก่อกิจ กล่าว

ไลน์โดดลุยธุรกิจเงินดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 ก.พ. 2561 เวลา 09:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/538461

ไลน์โดดลุยธุรกิจเงินดิจิทัล

ไลน์ เตรียมลุยเงิน ดิจิทัล ด้านเฟซบุ๊กแบนโฆษณา บิตคอยน์ ตลท.ย้ำเจมาร์ทแจงนักลงทุนให้ชัดเจน

บริษัทผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่น แชตชื่อดัง ไลน์ คอร์ปอเรชัน เปิดเผยว่า เตรียมขยายการให้บริการสู่ภาคการเงิน ซึ่งรวมถึงการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัล การปล่อยกู้ และการทำประกันบนแอพพลิเคชั่น โดยได้แตกบริษัทใหม่เป็น ไลน์ ไฟแนนเชียล คอร์ปอเรชัน เมื่อวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา และได้ยื่นขอใบอนุญาตการเทรดเงินดิจิทัลกับสำนักงานกำกับดูแลภาคบริการทางการเงินของญี่ปุ่น (เอฟเอสเอ) เรียบร้อยแล้ว

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่า ไลน์มีแผนจะขยายบริการซื้อขายเงินดิจิทัลไปยังฮ่องกงและลักเซมเบิร์กในอนาคต โดยจะเพิ่มการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านฟินเทคและเทคโนโลยีบล็อกเชนจากทั่วโลก และกำลังพิจารณาผลักดันเทคโนโลยีบล็อกเชน ในประเทศที่ยังไม่มีโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีการเงินที่มากเพียงพอ เพื่อเปิดใช้บริการชำระเงิน เช่น ค่าน้ำค่าไฟ ผ่านโทรศัพท์มือถือได้

ทั้งนี้ ไลน์มีแผนจะลงทุนในเทคโนโลยีการเงิน (ฟินเทค) วงเงิน 3 หมื่นล้านเยน (ราว 8,700 ล้านบาท) ในปีนี้สำหรับแผนการดังกล่าวของไลน์ เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัยในการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัล หลังเกิดกรณีการแฮ็กคอยน์เช็ก ผู้ให้บริการซื้อขายเงินดิจิทัลของญี่ปุ่น ส่งผลให้สูญเงินไปราว 5.8 หมื่นล้านเยน (ราว 1.6 หมื่นล้านบาท) และทำให้ทางการญี่ปุ่นต้องเร่งเข้ามาตรวจสอบเว็บซื้อขายเงินดิจิทัลทุกแห่ง

ด้านเฟซบุ๊ก สื่อสังคมออนไลน์ชื่อดัง ประกาศห้ามโฆษณาเกี่ยวกับเงินดิจิทัล ซึ่งรวมถึงบิตคอยน์ และการออกเหรียญเสนอขายครั้งแรก (ไอซีโอ) ด้วย เนื่องจากผลิตภัณฑ์และการให้การบริการทาง การเงินดังกล่าวมักจะเกี่ยวข้องกับการ หลอกลวง

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทย (ตลท.) กล่าวว่า ที่ผ่านมากรณี ที่บริษัท เจ เวนเจอร์ส บริษัทย่อยของบริษัท เจมาร์ท (JMART) ซึ่งบริษัท จดทะเบียน (บจ.) ไทย จะระดมทุนใหม่เป็นเงินสกุลดิจิทัล (ไอซีโอ) ได้เข้ามาปรึกษากับ ตลท. แต่ที่ ตลท.อยากให้ JMART ชี้แจงในหนังสือชี้ชวนฉบับย่อ (ไวท์เปเปอร์) มีการแก้ไขในฉบับสุดท้ายซึ่งจะมีความชัดเจนสุด ขอให้เปิดเผยข้อมูลโดยรายงานมาให้ทาง ตลท. เพราะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสถานะและมูลค่าของ บจ. ซึ่งถือเป็นลักษณะการรายงานตามเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลปกติของ บจ.ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ

“มาตรการที่ ตลท.ให้ JMART ถือเป็นเกณฑ์ปกติที่ บจ.ทุกแห่งต้องรายงานอยู่แล้ว เพราะสิ่งที่ บจ.จะทำถ้ามีผลต่อฐานะ หรือมูลค่าเพิ่มของ บจ. ต้องมีการแจ้งให้ ตลท.รับทราบ ทั้งหมดนี้เพื่อให้นักลงทุนได้มีข้อมูลที่ชัดเจนและสามารถใช้ประกอบการตัดสินใจในการลงทุน” นางเกศรา กล่าว

‘ไทยคม’พลิกดาวเทียม ลุยแพลตฟอร์มดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 ก.พ. 2561 เวลา 06:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/538388

'ไทยคม'พลิกดาวเทียม ลุยแพลตฟอร์มดิจิทัล

โดย..ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

นับว่าเป็นวิกฤตของชีวิต หลังจาก ไทยคมผู้ให้บริการโครงข่ายรายใหญ่ของไทยที่เปิดให้บริการมานานกว่า 26 ปี เจอมรสุมหลายด้านเข้ามา ทั้งการพลาดโอกาสสร้างดาวเทียมไทยคม 9 หรือปัญหาไทยคม 7-8 ที่ยื่นขอใบอนุญาตไปและยังอยู่ในขั้นอนุญาโตตุลาการ รวมทั้งในบางประเทศมีการยกเลิกสัญญาไปใช้โครงข่ายของประเทศตนเอง กลายเป็นปัญหาหลายด้านที่ทำให้ภาพการ ให้บริการของไทยคมอาจเปลี่ยนไป

ไพบูลย์ ภานุวัฒนวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม เปิดเผยว่า ภาพรวมรายได้อาจจะยังบอกไม่ได้ เพราะต้องเข้าประชุมบอร์ดก่อน แต่ยอมรับว่ารายได้ที่เกิดจากดาวเทียม ไทยคม 4 ไทยคม 5 และไทยคม 6 มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งรายได้ในไตรมาส 3 ของปี 2560 ที่แจ้งตลาดหลักทรัพย์ไปแล้วคือ ทำรายได้ 7,982 ล้านบาท (เป็นรายได้ที่รวม บริษัท ซีเอสล็อก อินโฟ) ส่วนสรุปรวมทั้งปีต้องรอแจ้งตลาดหลักทรัพย์อีกครั้ง

ทั้งนี้ การที่ลูกค้าในต่างประเทศของบริษัทหันไปใช้ดาวเทียมของประเทศตนเอง ทำให้ไทยคมเหลือพื้นที่ให้บริการมากขึ้น โดยไทยคม 4 ลูกค้าออสเตรเลียยกเลิกไป ทำให้ต้องหาโอกาสทางธุรกิจใหม่เข้ามาเสริม หรือในจีนที่ซื้อพื้นที่ไปก็ยังไม่ได้ใช้งานอย่างเต็มที่ ส่วนอินเดียยังมีการใช้งานต่อเนื่อง แม้จะมีการใช้เติบโต แต่ก็ไม่ได้โตแบบก้าวกระโดด

สำหรับดาวเทียมไทยคม 6 ก็ประสบปัญหาการแข่งขันสูงในตลาดแอฟริกา แต่การให้บริการในไทยมีการใช้งาน เต็มความสามารถแล้ว ส่วนแผนสร้างดาวเทียมดวงใหม่หลังพลาดจากสัญญาไทยคม 9 ไป ขณะนี้ยังไม่มีแผนที่จะสร้างขึ้นมาใหม่

นอกจากนั้น ปัญหาใหญ่ที่ไทยคมจะเจอในปี 2564 คือ กำลังจะหมดอายุสัญญาสัมปทานที่เหลือเวลาอีกประมาณ 4 ปีต่อจากนี้ ทำให้บริษัทต้องปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อรองรับธุรกิจ หลังไม่ได้รับความชัดเจนจากภาครัฐว่าจะให้สถานะดาว เทียมดวงใหม่ในรูปแบบสัมปทานหรือใบอนุญาต

จากแนวโน้มดังกล่าวปี 2561 บริษัทจะเปลี่ยนรูปแบบองค์กร จากการเป็นผู้ให้บริการดาวเทียม มาเป็นผู้ให้บริการด้านแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อสอดรับ กับการเติบโตทางด้านเทคโนโลยี และตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การใช้งานอุปกรณ์ไอโอทีสมาร์ทโฮม สมาร์ทคาร์ที่จำเป็นต้องมีโครงข่ายตอบรับการส่งต่อข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม บรรษัทยังเดินหน้าพัฒนาทีมงานเพื่อเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำ ด้านดาวเทียมและบริการแพลตฟอร์มของเอเชีย รวมทั้งจะเป็นกลยุทธ์ที่สร้างความยั่งยืนให้แก่บริษัทได้ในระยะยาว ดังนั้น ความร่วมมือจากพนักงาน พาร์ต เนอร์และลูกค้าจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดและไปต่อได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งบริหารพื้นที่ความจุของโครงข่ายให้เกิดผลดีต่อธุรกิจและบริหารจัดการอย่างมีระบบ

ไพบูลย์ กล่าวว่า บริษัทหวังว่า หน่วยธุรกิจใหม่ที่จะเริ่มเดินหน้า ไม่ว่าจะเป็นบริการแพลตฟอร์มทีวีออนไลน์ LOOX TV ที่มีการดาวน์โหลดไปใช้งานแล้วกว่า 1 แสนครั้ง คาดว่า ถ้ามียอดดาวน์โหลดถึง 3 แสนครั้ง จะเริ่มรับรู้รายได้และต่อยอดนำข้อมูลไปจัดเรตติ้งเพื่อต่อยอดธุรกิจได้

นอกจากนี้ ยังมีการหารือกับพาร์ต เนอร์ในการเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มแบบใหม่ คาดจะสรุปผลได้เร็วๆ นี้ รวมทั้งทดลองให้บริการกลางปีนี้น่าจะเติมเต็มรายได้ที่หายไปได้ โดยตั้งเป้า 5 ปี สัดส่วนรายได้จากธุรกิจใหม่จะเพิ่มขึ้นเป็น 50% รวมทั้งมั่นใจว่าการปรับผังครั้งนี้จะยังรักษาธุรกิจให้ไปต่อได้

รัฐบาลเวเนฯประกาศขาย”เงินดิจิทัล”หวังช่วยประเทศพ้นวิกฤต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ม.ค. 2561 เวลา 20:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/538346

รัฐบาลเวเนฯประกาศขาย"เงินดิจิทัล"หวังช่วยประเทศพ้นวิกฤต

รัฐบาลเวเนซุเอลาออกสกุลเงินดิจิทัล “petro” หวังรายได้จากการขายช่วยประเทศพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจ

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า รัฐบาลเวเนซุเอลาเตรียมประกาศขายสกุลเงินดิจิทัลชื่อ “petro” ซึ่งเป็นสกุลเงินที่ออกโดยรัฐบาลในวันที่ 20 ก.พ. โดยหวังว่ารายได้จากการขายสกุลเงินดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศพ้นวิกฤตเศรษฐกิจ

ก่อนหน้านี้ นายนิโคลาส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา กล่าวว่า รัฐบาลจะออกสกุลเงิน petro เป็นจำนวน 100 ล้านเหรียญ หรือ 100 ล้าน token โดยแต่ละ token จะมีมูลค่าและได้รับการรองรับโดยน้ำมันดิบของเวเนซุเอลาจำนวน 1 บาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้วงเงินการออกสกุลเงิน petro มีมูลค่ารวมมากกว่า 6 พันล้านดอลลาร์

“รัฐบาลหวังว่าการออกสกุลเงิน petro จะช่วยให้ประเทศมีรายได้ และพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจ หลังจากที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ”ประธานาธิบดีเวเนซุเอลากล่าว

ขณะที่ พรรคฝ่ายค้านโจมตีรัฐบาลว่า การออกสกุลเงินดังกล่าวเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย และเหมือนกับการสร้างหนี้ด้วยการออกพันธบัตร ขณะที่ประเทศกำลังเผชิญปัญหาเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก

ด้านรัฐบาลสหรัฐได้เตือนนักลงทุนที่ต้องการเข้าซื้อสกุลเงิน petro ว่า อาจละเมิดมาตรการคว่ำบาตรที่สหรัฐบังคับใช้ต่อเวเนซุเอลา

“เฟซบุ๊ก”เล็งดันข่าวท้องถิ่นขึ้นสู่นิวส์ฟีด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ม.ค. 2561 เวลา 06:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/538234

"เฟซบุ๊ก"เล็งดันข่าวท้องถิ่นขึ้นสู่นิวส์ฟีด

เฟซบุ๊กเตรียมดันข่าวท้องถิ่นขึ้นท็อปนิวส์ฟีด หวังลดข่าวลวง เพิ่มคุณภาพข่าว

มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเฟซบุ๊ก ยักษ์สื่อโซเชียล เปิดเผยว่า เตรียมปรับเพิ่มการมองเห็นรายงานข่าวภายในท้องถิ่นในกระดานข่าวของผู้ใช้ หรือนิวส์ฟีด ให้มากขึ้น โดยนับเป็นความพยายามล่าสุดของเฟซบุ๊กในการเพิ่มการเข้าถึงเนื้อหาคุณภาพสูงหรือข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อปราบปรามข่าวลวงระบาด ทั้งนี้เฟซบุ๊กจะเริ่มใช้มาตรการดังกล่าวในสหรัฐ ก่อนจะขยายไปในอีกหลายประเทศ

รายงานระบุว่า รายงานข่าวเกี่ยวกับเมืองหรือรัฐที่ผู้ใช้อาศัยอยู่ ซึ่งโพสต์โดยสำนักข่าวที่ผู้ใช้กดถูกใจหรือที่เพื่อนของผู้ใช้กดแชร์มา จะปรากฏในหน้านิวส์ฟีด ก่อนโพสต์อื่นๆ อาทิ โพสต์โฆษณา โดยซัคเกอร์เบิร์กกล่าวว่า ผู้ใช้ที่ได้รับข่าวสารท้องถิ่นมีแนวโน้มจะเพิ่มการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน

อย่างไรก็ดี เอเอฟพีรายงานว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการลดคุณภาพของข่าวลง โดยเจนนิเฟอร์ กรีย์กีล ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากคณะนิเทศศาสตร์ของมหาวิทยาลัยซีราคิวส์ในสหรัฐ ระบุว่า มาตรการของเฟซบุ๊กจะส่งผลให้รัฐบาลมีอำนาจมากขึ้นในการกำหนดสารที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กจะได้รับ เนื่องจากผู้ใช้จะได้รับข่าวที่มาจากสื่อรัฐบาลท้องถิ่นมากขึ้น และส่งผล กระทบต่อสื่ออิสระ รวมถึงคุณภาพและความน่าเชื่อถือของข่าว

ใช้งานผ่านอุปกรณ์ส่วนตัว องค์กรเสี่ยงภัยไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ม.ค. 2561 เวลา 06:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/538164

ใช้งานผ่านอุปกรณ์ส่วนตัว องค์กรเสี่ยงภัยไซเบอร์

โดย…Onepen

ยุคดิจิทัลที่อำนวยความสะดวกให้สามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา จนเกิดเทรนด์การนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้ในเรื่องงาน (Bring-Your-own-Device : BYOD) และการใช้งานแอพพลิเคชั่นของตนเองในเรื่องงาน (Bring-Your-Own-Application : BYOA) ส่งผลให้เครือข่ายขององค์กรมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้น

ชาญวิทย์ อิทธิวัฒนะ ผู้จัดการประจำประเทศไทย ฟอร์ติเน็ต กล่าวว่า ปัจจุบันพนักงานมักคาดหวังว่าจะมีโทรศัพท์มือถืออยู่กับพวกเขาตลอดเวลา และสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ในการทำงานจากอุปกรณ์ของตนเองได้ทุกที่ ทำให้องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องช่วยให้พนักงานสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายขององค์กรได้มากขึ้นจากอุปกรณ์ส่วนบุคคล โดยยังมีควบคุมการใช้แอพพลิเคชั่นน้อยมาก

ทั้งนี้ องค์กรวิจัย IDC Asia Pacific ได้สำรวจการทำงานเคลื่อนที่ขององค์กร (Enterprise Mobility Survey) ในปี 2560 พบว่า BYOD กลายเป็นทางเลือกหลักในการปฏิบัติงานในองค์กร โดยมี 31% เลือกใช้วิธีนี้ เมื่อเทียบกับ 19% ในปี 2558 ขณะที่ในรายงานการสำรวจตลาดทั่วโลก (Global Market Insights Report) คาดการณ์ว่าขนาดของตลาด BYOD ทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 366.95 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2565 โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเติบโตเร็วที่สุดหรืออัตรา 20.8%

“องค์กรทุกขนาดต่างอยู่ในเทรนด์ที่ให้อิสระแก่พนักงานในการทำงานนอกสถานที่มากขึ้น ทำให้องค์กรมีความเสี่ยงเมื่ออุปกรณ์ต่างๆ ดังกล่าวที่ไม่มีการป้องกันภัยเชื่อมต่อเข้ามาใช้เครือข่ายและทรัพยากรดิจิทัลต่างๆ ขององค์กร” ชาญวิทย์ กล่าว

นอกจากนี้ ผลสำรวจอุตสาหกรรมไอทีล่าสุด เปิดเผยว่า ประมาณ 65% ขององค์กรกำลังเปิดให้อุปกรณ์ส่วนบุคคลเชื่อมต่อกับเครือข่ายขององค์กรได้ โดยผู้บริหารระดับซีอีโอ 95% ระบุถึงความห่วงใยในการจัดเก็บอีเมลในอุปกรณ์ส่วนบุคคล และ 94% กังวลเกี่ยวกับข้อมูลขององค์กรที่เก็บไว้ในแอพพลิเคชั่นโทรศัพท์มือถือของพนักงาน

สำหรับวิธีจัดการเพื่อให้องค์กรยังได้รับประโยชน์จาก BYOD และ BYOA โดยไม่ส่งผลต่อความปลอดภัยของเครือข่ายหรือการพลาดการควบคุมดูแลข้อมูลสำคัญที่พนักงานนำไปใช้นอกสถานที่นั้น องค์กรในประเทศไทยควรพิจารณาแก้ปัญหาด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ 3 ข้อ ได้แก่

เรื่องที่ 1 ชาโดว์ไอที (Shadow IT) หรือระบบไอทีเงา ซึ่งเป็นสภาพการสร้างโครงสร้างไอทีที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือระบบที่ใช้งานกันอย่างเองในองค์กร มักจะเป็นการใช้ระบบไอทีภายนอกองค์กร ข้อเสียคือ ข้อมูลที่เป็นความลับบางอย่างมีสิทธิรั่วไหลไปยังบุคคลภายนอกได้ ดังนั้นองค์กรจึงควรออกมาตรการนโยบายที่เข้มงวดเกี่ยวกับแอพพลิเคชั่นและประเภทของบริการที่อนุญาตให้พนักงานสามารถใช้บนอุปกรณ์ของตนได้ หรืออย่างน้อยแนะนำให้พนักงานตรวจสอบให้แน่ใจว่าแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ได้รับการอัพเดทด้วยแพตช์ล่าสุด

เรื่องที่ 2 การรั่วไหลของข้อมูล อันหมายถึงการเคลื่อนย้ายข้อมูลขององค์กรไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากดาต้าเซ็นเตอร์ที่องค์กรจัดไว้ ไปยังอุปกรณ์หรือสถานที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อพนักงานถ่ายโอนไฟล์ระหว่างอุปกรณ์ขององค์กรและอุปกรณ์ส่วนบุคคล หรือเมื่อพวกเขามีสิทธิเข้าถึงข้อมูลสำคัญที่ไม่เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของตนในที่ทำงาน เนื่องมาจากการใช้งานผ่านระบบคลาวด์กลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น และจำนวนจุดเชื่อมต่อที่เพิ่มขึ้น ทำให้ทีมไอทีมักจะไม่สามารถเห็นการใช้งานนอกสถานที่และการใช้ข้อมูลขององค์กร

ดังนั้น เพื่อลดการรั่วไหลของข้อมูล ผู้บริหารระดับสูงด้านไอทีควรพิจารณาด้านการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลและการแบ่งส่วนของเครือข่ายซึ่งจะทำให้สามารถมองเห็นได้ชัดเจนว่า มีการใช้ข้อมูลและเคลื่อนย้ายข้อมูลไปทั่วเครือข่ายอย่างไรและที่ใด

ประเด็นสุดท้าย เรื่องที่ 3 คือ การรักษาความปลอดภัยแก่แอพพลิเคชั่น โดยเฉลี่ยแล้วองค์กรมีการใช้งานแอพพลิเคชั่นที่ทำงานภายในองค์กรมากถึง 216 แอพ ไม่รวมแอพพลิเคชั่นส่วนบุคคลที่เก็บอยู่ในอุปกรณ์ที่พนักงานเป็นเจ้าของ องค์กรจึงจำเป็นต้องมีการรักษาความปลอดภัยแอพพลิเคชั่นในเชิงลึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแอพพลิเคชั่นบนคลาวด์ซึ่งอาจเป็นเรื่องยากที่ทีมไอทีจะใช้นโยบายด้านความปลอดภัยมาตรฐานขององค์กรได้

“เพื่อให้มั่นใจถึงความปลอดภัยของข้อมูลในยุคของพนักงานที่ทำงานนอกสถานที่ ผู้บริหารไอทีระดับสูงต้องใช้ระบบวิธีการรักษาความปลอดภัยที่แบ่งเป็นหลายๆ ชั้นเลเยอร์ เพื่อให้สามารถมองเห็นการเคลื่อนย้ายข้อมูลในเครือข่ายได้ดี” ชาญวิทย์ กล่าว

หัวเว่ยรุกออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ม.ค. 2561 เวลา 05:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/538158

หัวเว่ยรุกออนไลน์

หัวเว่ยรุกตลาดอี-คอมเมิร์ซ ปั้นออนไลน์สโตร์เข้าลาซาด้า ช้อปปี้ หวังดันสินค้าเข้าถึงลูกค้าทั่วไทย

นายทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า หลังจากขยายช่องทางจำหน่ายผ่านร้านค้าโดยมีร้านค้าจำหน่ายครอบคลุมกว่า 9,000 แห่ง และมีหัวเว่ยแบรนด์ช็อปกว่า 60 แห่งทั่วประเทศ ในปีนี้บริษัทจะรุกขยายช่องทางจำหน่ายทางออนไลน์เต็มรูปแบบ

ทั้งนี้ ล่าสุดได้จัดตั้งร้านค้าออนไลน์อย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ “หัวเว่ย ออฟฟิเชียล ออนไลน์ สโตร์” บนเว็บไซต์ของ ลาซาด้า และช้อปปี้ เพื่อขยายการทำตลาดและจัดจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ และให้สินค้าของหัวเว่ยเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค ได้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการซื้อสินค้า

นอกจากนี้ ยังพบว่าตลาดอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยมีการเติบโตเพิ่มขึ้น โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือเอ็ตด้า ประเมินตลาดในปี 2560 ที่ผ่านมามีมูลค่าอยู่ที่ 2.8 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 9.8% และคาดว่าในปี 2561 จะขยายตัวเพิ่มเป็น 3 ล้านล้านบาท

สำหรับปี 2560 ที่ผ่านมา พบว่าได้รับการตอบรับเพิ่มขึ้น เป็นผลมาจาก 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภค 2.การจับมือกับพันธมิตรระดับโลก 3.การยกระดับบริการหลังการขายเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า 4.การสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่อง และ 5.การขยายช่องทางจำหน่าย

เครือสหพัฒน์ลุยปั้นเว็บ “ไทยแลนด์เบสต์” ดันยอดอีคอมเมิร์ซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 ม.ค. 2561 เวลา 21:42 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/538150

เครือสหพัฒน์ลุยปั้นเว็บ "ไทยแลนด์เบสต์" ดันยอดอีคอมเมิร์ซ

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

เครือสหพัฒน์ ถือเป็นอีกบริษัทหนึ่งในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และธุรกิจสินค้าแฟชั่นไทย ที่เริ่มขับเคลื่อนธุรกิจอี-คอมเมิร์ซตั้งแต่เมื่อปีที่ผ่านมา แม้ว่าขณะนี้ยอดขายทางออนไลน์ยังคงเป็นสัดส่วนไม่ถึง 3% ของรายได้โดยรวม ซึ่งการจับมือร่วมกับลาซาด้า ทำให้สหพัฒน์เรียนรู้ระบบและค่อยๆ ทรานส์ฟอร์มองค์กรจำนวนมาก เพื่อรุกธุรกิจอี-คอมเมิร์ซอย่างจริงจัง

สุรัตน์ วงศ์รัตนภัสสร ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่นในเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า เครือสหพัฒน์วางแผนปรับอี-คอมเมิร์ซใหม่ โดยสร้างเว็บไซต์ไทยแลนด์เบสต์ ช็อปปิ้งมอลล์ (www.thailandbest.in.th) ของเครือสหพัฒน์ ให้กลายเป็นช็อปปิ้งมอลล์ออนไลน์ที่รวบรวมสินค้าไว้อย่างครบครันหลากหลายหมวดหมู่ นอกจากเหนือของสินค้าอุปโภคบริโภค ยังรวมถึงสินค้าที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์

ทั้งนี้ ในช่วงกลางปีนี้ บริษัทจะโยกสินค้าที่อยู่บนเว็บไซต์ฮีสแอนด์เฮอร์ ซึ่งเป็นเว็บไซต์ในเครือ แต่มีจุดเด่นคือมีสินค้าหลากหลายนอกเครือมาจำหน่าย อาทิ กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ภายในบ้าน อุปกรณ์สำหรับรถยนต์ สินค้าไอทีและอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์เดินทางและการท่องเที่ยว มารวมไว้ภายในเว็บไซต์ไทยแลนด์เบสต์ฯ เพื่อนำสินค้าที่ในเครือไม่มีจำหน่ายมารวมไว้และเพื่อเสริมสร้างให้อี-คอมเมิร์ซของเครือให้มีความแข็งแกร่ง

“ที่ผ่านมาในเครือมีเว็บไซต์ถึง 4 เว็บไซต์ ได้แก่ ไทยแลนด์เบสต์ ช็อปปิ้งมอลล์ จำหน่ายสินค้าในเครือสหพัฒน์ทั้งหมด ส่วนไลอ้อน จำหน่ายสินค้าอุปโภค ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำหน่ายสินค้าแฟชั่นทั้งผลิตเองและเป็นตัวแทนจำหน่าย ส่วนฮีสแอนด์เฮอร์ช็อปสมาร์ท จำหน่ายสินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์”

ดังนั้น การปรับครั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความคล่องตัว ลดความซ้ำซ้อนของเว็บไซต์ในเครือ กำหนดเป้าหมายในทิศทางเดียวกัน และต้องการผลักดันให้ไทยแลนด์เบสต์ฯ เป็นเว็บไซต์เรือธงของเครือ จากขณะนี้มีคนติดตามเว็บไซต์ราว 6 ล้านคน ส่วนฮีสแอนด์เฮอร์ราว 8 หมื่น-1 แสนคน

อย่างไรก็ดี ไทยแลนด์เบสต์ฯ ถือว่าเป็นตราสัญลักษณ์ที่แข็งแกร่งของเครือสหพัฒน์และคนจำนวนมากรู้จักเป็นอย่างดี เพราะที่มาของโครงการไทยแลนด์ เบสต์ (Thailand Best) เริ่มต้นในช่วงปี 2540 จากสถานะการวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งทางภาครัฐและเอกชนมีแนวทางที่จะให้คนไทยร่วมแรงร่วมใจกันหันมาอุปโภคบริโภคสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย เครือสหพัฒน์จึงหันมารณรงค์ให้ใช้สินค้าที่ผลิตในไทย โดยคนไทย เพื่อคนไทย เพื่อเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ภายใต้โครงการ ไทยแลนด์ เบสต์

ขณะที่การดำเนินธุรกิจอี-คอมเมิร์ซของเครือสหพัฒน์ จะวางให้ไทยแลนด์เบสต์ฯ คือช็อปปิ้งมอลล์ออนไลน์ ที่รวบรวมสินค้าไว้อย่างครบครัน สามารถซื้อสินค้าสบายตลอด 24 ชั่วโมง โดยที่ผู้ซื้อจะได้รับสินค้าคุณภาพดีในราคาที่คุ้มค่า เพราะบริษัทเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าโดยตรงจากเครือ “สหพัฒน์” และนอกจากอี-คอมเมิร์ซในเครือแล้ว บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับคู่ค้าอย่างมาร์เก็ตเพลส อาทิ ลาซาด้า ลุคสิ เพื่อทำให้สินค้าของเครือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างครอบคลุมสำหรับเป้าหมายรายได้ของเครือสหพัฒน์ในธุรกิจอี-คอมเมิร์ซปีนี้ราว 600 ล้านบาท แบ่งเป็น รายได้เว็บไซต์ในเครือ 200 ล้านบาท จากในปีที่ผ่านมารายได้ราว 100-150 ล้านบาท และจากทีวีช็อปปิ้ง 300-400 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าผลักดันรายได้จากเว็บไซต์ภายในเครือเพิ่มจาก 20% เป็น 50% ส่วนเว็บไซต์คู่ค้าหรือมาร์เก็ตเพลสจาก 80% เป็นเหลือ 50% ซึ่งหลังจากยกเครื่องเว็บไซต์ไทยแลนด์เบสต์ฯ จะผลักดันให้จำนวนผู้ซื้อสินค้าเพิ่มจาก 1 แสนราย เป็น 2 แสนราย

นอกจากธุรกิจอี-คอมเมิร์ซที่เครือสหพัฒน์ปักธงบุกแล้ว ที่ผ่านมาเครือสหพัฒน์ยังเป็นองค์กรที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น นำหุ่นยนต์นักขายมาบริการร้านแอร์โรว์ สาขาเทอร์มินอล 21 การเปิดตัว ICC App เป็นช่องทางการให้ข้อมูลสินค้าและโปรโมชั่นต่างๆ เชื่อว่าในปีนี้ เครือสหพัฒน์ คงนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้สำหรับการนำสินค้าจำหน่ายหรือการให้บริการอีกมากมายอย่างแน่นอน

“ญี่ปุ่น”ลุยตรวจสอบตลาดเทรดเงินดิจิทัลหลังเจอแฮ๊กครั้งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 ม.ค. 2561 เวลา 20:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/538146

"ญี่ปุ่น"ลุยตรวจสอบตลาดเทรดเงินดิจิทัลหลังเจอแฮ๊กครั้งใหญ่

ญี่ปุ่นเล็งสอบตลาดแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัล หลังแฮ็กครั้งใหญ่ พร้อมสั่งคอยน์เช็กคุมเข้ม

สำนักงานกำกับดูแลภาคบริการทางการเงินของญี่ปุ่น (เอฟเอสเอ) เปิดเผยว่า เตรียมเข้าตรวจสอบตลาดซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลทุกแห่งในประเทศ โดยอาจเข้าตรวจสอบอาคารสำนักงานของบริษัทที่ให้บริการดังกล่าวด้วยเช่นกัน หลังเกิดกรณีแฮ็กเกอร์เจาะระบบของคอยน์เช็ก เว็บเทรดเงินดิจิทัลรายใหญ่ของญี่ปุ่น และขโมยเงินดิจิทัลในสกุลเงินเอ็นอีเอ็ม (NEM) มูลค่า 5.8 หมื่นล้านเยน (ราว 1.6 หมื่นล้านบาท)

รายงานระบุว่า เอฟเอสเอยังสั่งให้คอยน์เช็กเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในการเทรดเงินดิจิทัล และเปิดเผยรายงานการตรวจสอบสาเหตุการแฮ็กดังกล่าวและมาตรการควบคุมไม่ให้เกิดการแฮ็กขึ้นอีกภายในวันที่ 13 ก.พ.

อย่างไรก็ตาม กรณีการแฮ็กดังกล่าวยังส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความปลอดภัยทางไซเบอร์ของการเทรดเงินดิจิทัล แม้ญี่ปุ่นออกกฎกำหนดให้เว็บเทรดเงินดิจิทัลต้องจดทะเบียนกับรัฐบาล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มความปลอดภัยในการซื้อขาย

เดวิด มอสโกวิสซ์ ผู้ก่อตั้งบริษัท อินโดส พีทีอี แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนข้อมูลเทคโนโลยีบล็อกเชนในสิงคโปร์ ระบุว่า การแฮ็กส่งผลให้รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการคุมเข้มเว็บแลกเปลี่ยน และยังเป็นการกระตุ้นให้มีการเทรดเงินดิจิทัลแบบบุคคลต่อบุคคลมากขึ้น โดยไม่ผ่านตัวกลางซื้อขายอย่างเว็บเทรดแบบรวมศูนย์กลาง

ทั้งนี้ รอยเตอร์สและบลูมเบิร์กรายงานว่า คอยน์เช็กเก็บสกุลเงินเอ็นอีเอ็มไว้ในรูปแบบ “ฮอต วอลเล็ต” หรือกระเป๋าเงินออนไลน์ที่เก็บข้อมูลไว้บนอินเทอร์เน็ต ส่งผลให้แฮ็กเกอร์สามารถเข้ามาเจาะระบบได้ง่ายกว่า และมีความปลอดภัยน้อยกว่าการเก็บไว้ใน “โคลด์ วอลเล็ต” ที่เป็นระบบการเก็บเงินแบบออฟไลน์