ค้านเลิกประมูลคลื่น900 หวั่นเสียโอกาสเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 ม.ค. 2561 เวลา 08:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/537027

ค้านเลิกประมูลคลื่น900 หวั่นเสียโอกาสเศรษฐกิจ

นักวิชาการชี้ กสทช.ไม่ควรยกเลิกการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ เสี่ยงเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ

นายสืบศักดิ์ สืบภักดี นักวิจัยด้านโทรคมนาคม ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยว่า ไม่เห็นด้วยหากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะเสนอให้กรรมการ กสทช.ทบทวนการ นำคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ มาประมูล เพราะจะทำให้เสียโอกาสทางเศรษฐกิจและการนำคลื่นไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาประเทศ แต่หากกังวลจะรบกวนสัญญาณการเดินรถของรถไฟความเร็วสูงภายใต้ความร่วมมือระหว่างไทย-จีน เพราะ ใช้งานคลื่นความถี่ย่านเดียวกัน ทาง กสทช.สามารถชะลอการประมูลไว้ก่อนเพื่อรอความชัดเจนได้ แต่ไม่ควรยกเลิกไปเลย

ด้านการปรับปรุงเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ตามที่มีผู้เสนอให้แบ่งคลื่นความถี่ทั้ง 45 เมกะเฮิรตซ์ ออกเป็น 9 ใบอนุญาต ชุดใบอนุญาตละ 5 เมกะเฮิรตซ์ หากมีการกำหนดมาในรูปแบบดังกล่าว เชื่อว่าจะเป็นทิศทางและแนวทางที่ดีกว่าแบบเดิมที่กำหนดตายตัวที่ชุดคลื่นความถี่ละ 15 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 3 ใบอนุญาต เพราะเอกชนสามารถเลือกได้ว่าตนเองต้องการแบนด์วิดท์เท่าใด เนื่องจากเอกชนแต่ละรายมีความต้องการไม่เท่ากัน ซึ่งทำให้ความถี่ถูกประมูลและจัดสรรออกไปใช้ประโยชน์มากที่สุด แทนที่จะประมูลไม่หมด เสียโอกาสในการพัฒนาของประเทศ

สำหรับราคาตั้งต้นการประมูล คลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ จะอยู่ที่ 12,485 ล้านบาท/ใบอนุญาตแบนด์วิดท์ละ 5 เมกะเฮิรตซ์

“เอกชนบางรายมีแบนด์วิดท์จากการประมูลครั้งก่อน 15 เมกะเฮิรตซ์ อาจต้องการเพียง 5 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อไปเติมให้เต็มผืน 20 เมกะเฮิรตซ์ เพราะจริงๆ ส่วนที่เกินมาหากประมูลแบบเดิมมีต้นทุนสูงไป หรือเอกชนบางรายที่ยังไม่มีความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ อาจอยากได้เต็มผืนที่ 20 เมกะเฮิรตซ์ หรือต้องการเพียง 10 เมกะเฮิรตซ์ ก็สามารถมีทางเลือกได้” นายสืบศักดิ์ กล่าว

ภาพประกอบข่าว

เกาหลีใต้ห้ามใช้บัญชีนิรนามซื้อขายเงินดิจิทัลหวังสกัดฟอกเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ม.ค. 2561 เวลา 19:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/536925

เกาหลีใต้ห้ามใช้บัญชีนิรนามซื้อขายเงินดิจิทัลหวังสกัดฟอกเงิน

เกาหลีใต้ออกมาตรการห้ามใช้บัญชีซื้อขายเงินดิจิทัลที่ไม่เปิดเผยชื่อเจ้าของที่แท้จริง หวังสกัดการฟอกเงิน

เมื่อวันที่ 23 ม.ค. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการเกาหลีใต้ได้ประกาศห้ามการใช้บัญชีที่ไม่เปิดเผยชื่อเจ้าของที่แท้จริงทำการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล โดยมีเป้าหมายที่จะสกัดการฟอกเงิน ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 ม.ค.นี้

รายงานข่าวระบุว่า ผู้ที่มีกระเป๋าเงินดิจิทัลแต่ไม่ระบุตัวตน จะต้องทำการผูกกระเป๋าเงินเข้ากับบัญชีธนาคารที่ใช้ชื่อจริง และทำการยืนยันข้อมูลส่วนบุคคล ขณะที่ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และชาวต่างชาติจะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการเปิดบัญชีสกุลเงินดิจิทัลในเกาหลีใต้

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่เตรียมออกกฎหมายเพื่อให้มีการเรียกเก็บภาษีต่อตลาดซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลในประเทศ เพื่อสกัดภาวะร้อนแรงของสกุลเงินดังกล่าว

เกาหลีใต้นับเป็นตลาดซื้อขายบิตคอยน์ และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ รายใหญ่อันดับ 3 ของโลก รองจากญี่ปุ่น และสหรัฐ โดยมีสัดส่วนการซื้อขายบิตคอยน์ 6-12% ของปริมาณการซื้อขายทั่วโลก ขณะที่มีการซื้อขายอีเธอเรียม 14% และริพเพิล 33% โดยมีนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากที่ลาออกจากงานประจำมาซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลอย่างเต็มตัว

ภาพ เอเอฟพี

‘ไอทียู’เคาะ ย่านความถี่รุกบริการ5จี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ม.ค. 2561 เวลา 07:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/536851

'ไอทียู'เคาะ ย่านความถี่รุกบริการ5จี

ไอทียูเสนอใช้คลื่นความถี่ย่าน 27000-28000 เมกะเฮิรตซ์ในบริการ 5จี “ฐากร” ชี้ไม่กระทบบริการในไทย

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 18-20 ม.ค. 2561 ที่ผ่านมาสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) ได้จัดประชุมในหัวข้อ “รับผิดชอบการหาคลื่นความถี่เพิ่มเติม สำหรับร่างหลักเกณฑ์การจัดสรรคลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคม (ไอเอ็มที) ในอนาคต” ได้มีมติให้จัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 27000-28000 เมกะเฮิรตซ์ สำหรับบริการ 5จี เพื่อรองรับการใช้งานข้อมูล (ดาต้า) ที่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการและลงสัตยาบันร่วมกันในเดือน ส.ค.นี้

ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยใช้งานคลื่นความถี่ย่าน 27000-31000 เมกะเฮิรตซ์ สำหรับกิจการดาวเทียม ซึ่งการประกาศใช้งานคลื่นความถี่ 27000-28000 เมกะเฮิรตซ์ สำหรับบริการ 5จี ของไอทียู จะไม่กระทบต่อการใช้งานเดิม เนื่องจากในกิจการดาวเทียมยังมีการใช้งานจำนวนไม่มาก สามารถใช้งานคลื่นความถี่ซ้ำได้ ดังนั้นคลื่นความถี่ย่าน 27000- 28000 เมกะเฮิรตซ์ ที่ทั่วโลกใช้ในกิจการดาวเทียมทั้งหมด จึงไม่มีปัญหาต่อการประกาศใช้ สำหรับบริการ 5จี

ขณะที่ประเทศสมาชิกไอทียู 80% รวมถึงไทยเห็นด้วยกับการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 27000-28000 เมกะเฮิรตซ์ สำหรับบริการ 5จี ทางด้านคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่ไทยจัดสรรรองรับกิจการโทรคมนาคม ที่รวมถึงบริการ 5จี ในอนาคต สามารถใช้งานควบคู่กับบริการ 5จี บนคลื่นความถี่ย่าน 27000-28000 เมกะเฮิรตซ์ได้ เพื่อรองรับจำนวนผู้ใช้งานที่มากขึ้น อีกทั้งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อไอโอที (อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์) ในด้านการใช้งานดาต้า

“ปัจจุบันทั่วโลกมีการใช้คลื่นความถี่ย่าน 27000-28000 เมกะเฮิรตซ์ ในกิจการดาวเทียม จึงไม่มีปัญหาต่อการประกาศใช้ในบริการ 5จี ครั้งนี้ แต่จะ ยิ่งทำให้การใช้งาน 5จี มีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายฐากร กล่าว

ไลน์เพิ่มฟีเจอร์รับสินค้า-แบรนด์ หลังเฟซบุ๊กลดนิวส์ฟีด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 22 ม.ค. 2561 เวลา 16:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/536716

ไลน์เพิ่มฟีเจอร์รับสินค้า-แบรนด์ หลังเฟซบุ๊กลดนิวส์ฟีด

ไลน์เตรียมเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ รองรับสินค้าและแบรนด์ แห่ใช้เป็นเครื่องมือเอนเกจเมนต์ปั้นยอดขาย หลังเฟซบุ๊กลดนิวส์ฟีด

นายอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ ไลน์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการที่เฟซบุ๊กประกาศอย่างเป็นทางการปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอข่าวสารหรือนิวส์ฟีดของผู้ใช้งานครั้งใหญ่ หลังพบว่าเนื้อหาในเชิงธุรกิจ เพจข่าวสาร หรือแบรนด์ มากเกินไป ทำให้แบรนด์ต่างๆ หรือผู้ประกอบการโซเชียลคอมเมิร์ซต้องปรับกลยุทธ์การตลาดและการสื่อสารใหม่นั้น เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ครอบคลุม

สำหรับแผนของไลน์ในปีนี้ เบื้องต้นได้เตรียมเพิ่มฟีเจอร์ของไลน์ใหม่ ซึ่งจะเปิดตัวในเร็วๆ นี้ ขณะที่ปริมาณการใช้ไลน์แอท (LINE@) หรือบัญชีไลน์แบบใหม่เหมือนมีไลน์ ออฟฟิเชียล แอ็กเคานต์ เปิดให้กลุ่มผู้ค้าโซเชียลคอมเมิร์ซใช้เป็นหนึ่งในเครื่องมือการจำหน่ายสินค้าที่เข้าถึงผู้ซื้อได้เฉพาะบุคคลผ่านการแชต จำนวนผู้ใช้งานยังไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังจากที่เฟซบุ๊กลดนิวส์ฟีดลง

ทั้งนี้ ไลน์มีฐานผู้ใช้งานมากกว่า 41 ล้านคน ตอบโจทย์ของการสร้างแบรนด์ เอนเกจเมนต์ โดยเฉพาะผู้บริโภคกลุ่มวัยรุ่น คนรุ่นใหม่ และยังสามารถขยายไปถึงคนทุกกลุ่มแมสด้วย ซึ่งมีแนวโน้มว่าผู้ใช้งานไลน์ที่เพิ่มขึ้นจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงานเท่านั้น แต่ขยายสู่กลุ่มผู้ใหญ่ในอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย จากการที่คนไทยสามารถเข้าถึงการใช้งานสมาร์ทโฟน 44 ล้านคน หรือคิดเป็น 70% ของจำนวนประชากรทั้งหมด

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวไลน์ ออฟฟิเชียล แอ็กเคานต์ ฟีเจอร์ใหม่ ทาร์เก็ตติ้ง (Targeting) หรือบริการที่ทำให้สินค้าและแบรนด์เลือกกลุ่มตลาดเป้าหมาย เพื่อดำเนินกลยุทธ์เพอร์ซันนัลมาร์เก็ตติ้งหรือการทำตลาดเจาะเฉพาะบุคคล โดยปัจจุบันไลน์มีลูกค้าจำนวนทั้งหมด 200 ราย ล่าสุดไลน์ได้ร่วมกับน้ำดื่มสิงห์ทำเป็นเครื่องมือรอยัลตี้ โปรแกรม เป็นช่องทางสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า และจัดโปรโมชั่นสะสมแต้มแลกของรางวัลต่างๆ

ต้นแบบอุปกรณ์ไอโอทีแบบพกพา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ม.ค. 2561 เวลา 10:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/536402

ต้นแบบอุปกรณ์ไอโอทีแบบพกพา

โดย  ภาดนุ

ในการแข่งขันอิมเมจินคัพ 2017 ภายใต้ธีม “StudentsInSTEM” ที่ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) ได้จัดขึ้นเพื่อตอกย้ำความสำคัญของวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ ซึ่งช่วยเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นให้กับนักเรียน นักศึกษา ในการคิดวิเคราะห์ สามารถแก้ไขปัญหา และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเตรียมพร้อมก้าวเข้าสู่ประเทศไทยในยุค 4.0 อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ชนะเลิศประจำปี 2017 ซึ่งได้แก่ ทีมเวลส์ (Welse) จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่ได้ผ่านการแข่งขันอย่างเข้มข้น หลังจากผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ 7 ทีมสุดท้ายจากทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันกว่า 100 ทีมทั่วประเทศ จนทำให้ทีมเวลส์สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศระดับประเทศครั้งนี้ไปได้

คเณศ เขมิกานิธิ วัย 23 ปี อดีตนักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งปัจจุบันทำงานเป็นนักพัฒนาเว็บไซต์ของบริษัท อโกด้า หนึ่งในสมาชิกทีมเวลส์ พร้อมเพื่อนอีกสองคนคือ ภาสกร จันทรมหา และ พสธร สุวรรณศรี เล่าถึงตอนที่ทีมเวลส์ส่งผลงานเข้าแข่งขันในโครงการอิมเมจินคัพ 2017

“สิ่งที่ทีมเราคิดและประดิษฐ์ขึ้น เป็นอุปกรณ์ไอโอทีแบบพกพา หรือเรียกว่า ‘ต้นแบบอุปกรณ์สำหรับตรวจเลือด’ ที่ช่วยสร้างการทดสอบเชิงคลินิก (Clinical Test) ของเลือดก็ได้ เมื่อตรวจแล้วก็จะส่งผลไปยังแอพพลิเคชั่น เพื่อทำการวิเคราะห์ต่อไป ซึ่งการคิดค้นอุปกรณ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการสื่อสารและอำนวยความสะดวกในเรื่องการทำงานให้กับเครือข่ายอาสาสมัครและสถานีอนามัยท้องถิ่น

 ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือเจ้าเครื่องไอโอทีนี้จะมีหลักการคล้ายกับเครื่องตรวจน้ำตาลในเลือด ซึ่งจะมีแผ่นชิปพลาสติกใสเอาไว้แต้มหยดเลือดจากนิ้วผู้ที่ต้องการทดสอบลงไป โดยแผ่นพลาสติกนี้จะมีปฏิกิริยาเมื่อเลือดที่แตะลงไปผสมกับสารที่เคลือบแผ่นพลาสติก จากนั้นก็จะนำแผ่นพลาสติกไปเข้าเครื่องอ่านที่สามารถยิงแสงผ่านแผ่นพลาสติกใสอีกทีเพื่อหาค่าตัวกลาง ก็จะได้ออกมาเป็นค่าความเข้มข้นของสารที่ต้องการ ซึ่งหากจะเรียกอุปกรณ์นี้ว่า ‘อุปกรณ์หาค่าความผิดปกติของตับและไต’ ก็ได้เช่นกัน”

คเณศบอกว่า เครื่องอ่านค่าแผ่นพลาสติกใสนี้ จะใช้เทคนิคที่เรียกว่า “การดูดกลืนแสง” ซึ่งจะทำให้รู้ค่าเอนไซม์เบื้องต้นของคนที่นำหยดเลือดมาตรวจ จากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของแพทย์ที่จะนำค่าที่เครื่องอ่านได้ไปแปลผลอีกทีว่าตับกับไตของคนที่มาตรวจเลือดนั้นมีความผิดปกติหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนสุดท้ายก็จะนำคนคนนั้นไปเช็กร่างกายแบบละเอียดอีกที ว่าเข้าข่ายเป็นโรคอะไรกันแน่

“ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ อุปกรณ์ตัวนี้เปรียบเหมือนตัวสกรีนนิ่ง เทสต์ เบื้องต้น หากจะนำไปใช้ในวงการแพทย์อย่างจริงจัง ก็ต้องให้นักวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นผู้พัฒนาต่อไป เนื่องจากตอนที่ทีมของเราส่งผลงานเข้าแข่งนั้น เรามาถึงจุดที่ต้องนำผลไปทดสอบต่อในแล็บแค่นั้น ซึ่งจะทดลองเพียงว่าค่าที่เครื่องอ่านได้นั้นมีผลสอดคล้องกับค่าเอนไซม์ที่ตรวจได้ในแล็บแบบละเอียดจริงๆ จากแพทย์

ผลของค่าเอนไซม์ที่อ่านได้นี้ จะสามารถส่งไปจัดเก็บไว้ในระบบคลาวด์ได้ โดยตอนนั้นเราจะมีเว็บเพื่อรองรับจัดเก็บการแสดงผลไว้ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การพัฒนาต่อยอดเจ้าเครื่องนี้จะเน้นหนักไปทางด้านการแพทย์ที่ต้องนำไปพัฒนาต่อ เพราะว่าตอนที่ทดลองเบื้องต้น เราจะนำพลาสม่าที่มีโมเลกุลคล้ายกับเลือดจริงของคนมาใช้ทดลองแทน แต่หากวงการแพทย์จะนำไปทดลองต่อโดยใช้กับเลือดจริงๆ ของคน ก็ต้องมีการพัฒนาต่อยอดและต้องมีการเช็กผลวิจัยให้ละเอียดด้วย พูดง่ายๆ ว่าทีมเวลส์คือผู้คิดค้นอุปกรณ์เบื้องต้นเพื่อให้บุคลากรในวงการแพทย์ไปต่อยอดจากเราอีกทีนั่นเอง”

คเณศทิ้งท้ายว่า นับจากเรียนจบมาและทำงานประจำได้ 6 เดือน เขาและเพื่อนๆ ทีมเวลส์ก็ยังไม่ได้คิดค้นหรือทำโปรเจ

กต์ใดๆ เพิ่มเติมเลย เนื่องจากทุกคนได้แยกย้ายกันไปทำงานประจำแล้ว แต่ในอนาคตข้างหน้ากลุ่มเพื่อนๆ ทีมเวลส์ก็อาจจะกลับมาทำโปรเจกต์ใหม่ๆ ร่วมกันอีกก็ได้ “ผมว่าตอนนี้อย่างน้อยผลงานของทีมเวลส์ ก็ยังเป็นต้นแบบให้กับอาจารย์ที่ปรึกษาของพวกเราได้นำผลการทดลองจากแล็บที่เราทำไว้ ไปให้นักศึกษารุ่นน้องได้ศึกษาวิจัยและพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ได้ เพราะถึงอย่างไรก็ถือว่าสิ่งที่ทีมเราคิดค้นขึ้นนี้ เป็นงานวิจัยของมหาวิทยาลัยที่จะต้องดำเนินการต่อไปอยู่แล้ว”

สื่อโซเชียลพลิกเกม กดหน้าใหม่ทำเงินยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ม.ค. 2561 เวลา 08:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/536376

สื่อโซเชียลพลิกเกม กดหน้าใหม่ทำเงินยาก

โดย..ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

หลัง “เฟซบุ๊ก” โซเชียลมีเดียยักษ์ยอดนิยมของผู้คนทั่วโลก ประกาศยกเครื่องการแสดงคอนเทนต์ในหน้า “นิวส์ฟีด” เพื่อลดการมองเห็นของเพจธุรกิจ แบรนด์ หรือสื่อ ก็ถึงคราว “ยูทูบ” เว็บไซต์แชร์วิดีโอชื่อดังในเครือกูเกิล ปรับเงื่อนไขการทำเงินจากวิดีโอที่เผยแพร่บนเว็บ

การยกเครื่องใหญ่ของ 2 ยักษ์โซเชียลมีเดีย นับว่าสร้างความสั่นสะเทือนอย่างมากต่อวงการนักทำคอนเทนต์ออนไลน์ เพราะจะทำให้บรรดารายย่อยหาเงินได้ยากขึ้น ขณะที่เหล่าหน้าใหม่ต้องเผชิญแรงกดดันมากกว่าเดิมหากต้องการประสบความสำเร็จบนโลกโซเชียล

สำหรับเฟซบุ๊กนั้น จุดมุ่งหมายหลักในการปรับเปลี่ยนนิวส์ฟีดก่อนหน้านี้คือเพื่อเพิ่มการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนหรือครอบครัวให้มากยิ่งขึ้น หลังมีเสียงเรียกร้องจากผู้ใช้ว่าเห็นคอนเทนต์จากธุรกิจและแบรนด์ต่างๆ มากเกินไป

แม้เฟซบุ๊กเพิ่งประกาศนโยบายใหม่เมื่อไม่นานนี้ แต่ที่ผ่านมาบริษัทเริ่มลดการเข้าถึงผู้ใช้ของเพจธุรกิจและสื่อต่างๆ มาระยะหนึ่งแล้ว โดย ฟราส ดอท แอลวาย บริษัทวิจัยสื่อออนไลน์จากสหรัฐ เปิดเผยว่า ยอดการคลิกเข้าเว็บไซต์จากเฟซบุ๊ก (Referral Traffic) ของเพจต่างๆ ลดลง 25% จากปีก่อนหน้า ในช่วงเดือน ก.พ.-ต.ค. 2017 โดยยอดคลิกดังกล่าวที่ลดลงย่อมส่งผลต่อการตัดสินใจลงโฆษณาในเพจ ซึ่งกระทบต่อการทำรายได้จากโฆษณาโดยตรง

ขณะที่ยูทูบนั้นมีท่าทีที่ชัดเจนกว่าเฟซบุ๊ก จากการปรับเปลี่ยนเกณฑ์สมัครเข้า “โปรแกรมพันธมิตร” (YouTube Partner Program) จากเดิมที่ช่องบนเว็บไซต์ต้องมียอดวิวสะสมทั้งหมด 1 หมื่นวิว มาเป็นต้องมียอดวิวมากกว่า 4,000 ชั่วโมงภายในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และต้องมีผู้กดติดตามอย่างน้อย 1,000 คนขึ้นไป หมายความว่า ถ้าช่องไม่สามารถทำได้ครบตามเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง จะทำเงินจากโฆษณาไม่ได้อีกในอนาคต

เงื่อนไขใหม่ดังกล่าวซึ่งจะเริ่มมีผลนับตั้งแต่วันที่ 20 ก.พ. เพิ่มแรงกดดันต่อช่องขนาดเล็กและช่องใหม่ๆ บนยูทูบโดยตรง โดยคาดว่าจะกระทบต่อช่องขนาดเล็กถึง 99% ที่ทำเงินได้น้อยกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐ/ปี (ราว 3,188 บาท) และ 90% ของช่องที่มีรายได้จากโฆษณายูทูบไม่ถึง 2.50 ดอลลาร์ (ราว 80 บาท) เมื่อเดือนที่ผ่านมา

ไม่เพียงแค่เงื่อนไขการทำเงินจะยากยิ่งขึ้นเท่านั้น นักทำคอนเทนต์ออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งทำให้การแข่งขันชิงยอดวิวและยอดผู้ติดตามบนยูทูบยากขึ้นตามไปด้วย โดยเอนเทรอเพรอเนอร์ เว็บนำเสนอข่าวสารธุรกิจ เปิดเผยว่า จำนวนช่องบนยูทูบเพิ่มขึ้นมา 40% จากปี 2016 มาอยู่ที่กว่าหลักหลายแสนช่องแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา

รุกขจัดคอนเทนต์ล่อแหลม

สาเหตุสำคัญที่ทำให้สื่อโซเชียลใหญ่อย่างเฟซบุ๊กและยูทูบลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มมาจากความต้องการปราบปรามคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาสุ่มเสี่ยงหรือรุนแรง โดยตลอดปี 2017 ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กประสบปัญหา “ข่าวปลอม” แพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องจนสร้างเสียงโจมตีจากหลายฝ่าย ขณะที่เนื้อหาปลุกระดมความรุนแรงจากกลุ่มสุดโต่ง และถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง หรือ Hate Speech นั้น ทำให้รัฐบาลหลายประเทศ โดยเฉพาะจากสหภาพยุโรป (อียู) กดดันให้เฟซบุ๊กและยูทูบเร่งจัดการประเด็นดังกล่าว

แม้สื่อโซเชียลเริ่มพยายามหาทางแก้ไขปัญหานี้แล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก โดยล่าสุดนั้น โลแกน พอล ยูทูบเบอร์ชื่อดังเผยแพร่วิดีโอป่าฆ่าตัวตายในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวในประเทศ หรือก่อนหน้านี้ยังเคยมีกรณีพิวดี้พาย (PewDiePie) ยูทูบเบอร์ดังอีกรายโพสต์คลิปเหยียดเชื้อชาติ จนกลายเป็นประเด็นวิจารณ์ทั่วโลกออนไลน์

นอกเหนือจากแรงกดดันของภาครัฐและคนทั่วไปแล้ว ความไม่พอใจของภาคธุรกิจทำให้สื่อโซเชียลต้องหาทางบรรเทาปัญหาโดยด่วน โดยเฉพาะยูทูบที่เผชิญกรณีแบรนด์กว่า 250 รายแห่ถอดโฆษณาออกจากแพลตฟอร์มเมื่อปีที่ผ่าน เนื่องจากหลายแบรนด์พบว่าโฆษณาไปปรากฏบนวิดีโอของกลุ่มหัวรุนแรงและวิดีโอล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ซึ่งเหตุครั้งนั้นคาดว่าทำให้รายได้จากโฆษณาของยูทูบหายไป 750 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.3 หมื่นล้านบาท)

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ยูทูบประกาศว่านับตั้งแต่เดือน มี.ค.จะใช้ทีมงานกว่า 1 หมื่นคนตรวจสอบวิดีโอในโปรแกรม Google Preferred หรือช่องที่ได้รับความนิยมสูงสุดบนยูทูบ คิดเป็นสัดส่วน 5% ของคอนเทนต์ทั้งหมด และขายโฆษณาในราคาสูงกว่า

การเดินหน้าปรับกลยุทธ์ใหม่ของสื่อโซเชียลจึงทำให้ทุกฝ่ายที่ต้องการใช้ช่องทางดังกล่าวเข้าถึงผู้บริโภคและสร้างรายได้ จำเป็นต้องระดมกำลังหาทางปรับตัวอย่างเร่งด่วน

จากสมาร์ทโฟนหักศอกสู่เอไอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ม.ค. 2561 เวลา 06:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/536363

จากสมาร์ทโฟนหักศอกสู่เอไอ

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างรวดเร็ว และเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เชลล์ ประเทศไทย จัดสัมมนา เมืองอัจฉริยะในอนาคตของไทย (Make the Future Thailand) ครอบคลุมทั้งธุรกิจ เทคโนโลยี การวางผังเมืองและชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย

ไมเคิล จิตติวาณิชย์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดด้านธุรกิจ กูเกิล ประเทศไทย เปิดเผยว่า เทคโนโลยีที่จะมีอิทธิพลและเป็นพื้นฐานต่อการเปลี่ยนแปลงธุรกิจและไลฟ์สไตล์ของคนในอีก 10 ปีข้างหน้า ต่อจากยุคของสมาร์ทโฟน ก็คือ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) โดยมองว่าแมชีนเลิร์นนิ่งเป็นคลื่นสึนามิที่เป็นลูกใหญ่เปิดโอกาสให้ทุกธุรกิจนำไปใช้

ทั้งนี้ จากนี้ไปธุรกิจต่างๆ จะนำ แมชีนเลิร์นนิ่งมาใช้เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับนโยบายของกูเกิลทุกโปรดักต์ที่ต้องนำแมชีนเลิร์นนิ่งไปใช้ โดยกูเกิลได้เปิดตัวระบบ TensorFlow ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแมชีนเลิร์นนิ่ง โดยสามารถนำระบบดังกล่าวมาต่อยอดการทำ ธุรกิจ อาทิ เกษตรกรรมในญี่ปุ่น นำแมชีน เลิร์นนิ่ง ติดเซ็นเซอร์เพื่อคัดแยกขนาดของผลผลิต หรือเนเธอร์แลนด์ ทำฟาร์มนมโค เพื่อติดตามพฤติกรรมวัวหากเกิดอาการป่วย จะช่วยให้สร้างผลผลิตได้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

ขณะที่ เรืองโรจน์ พูนผล ผู้บุกเบิกสตาร์ทอัพเมืองไทยและผู้ก่อตั้งกิจการ 500 ตุ๊กตุ๊กส์ มองว่า เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมนุษย์อยู่ในแค่ยุคหักศอกเท่านั้น ส่วนในอนาคตจะก้าวข้ามผ่านอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ หรืออินเทอร์เน็ตทุกสรรพสิ่ง สู่เป็นอินเทอร์เน็ต ออฟ เอเวอรีติง หรืออินเทอร์เน็ตสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง โดยการทำธุรกิจหรือสร้างแพลตฟอร์มใหม่ๆ ในยุคนี้มนุษย์มีพลังอำนาจสามารถใช้เทคโนโลยีสร้างสิ่งต่างๆ ราวกับพระเจ้า

สำหรับสินค้าที่มนุษย์ใช้เทคโนโลยีการพัฒนา อาทิ เทสล่าค่ายรถยนต์ ผลิตสมาร์ทคาร์ออกมาที่โหลดแอพ พลิเคชั่นสั่งงานได้ทุกอย่าง ต่อไปหลังคาและฝาผนังของบ้านจะถูกพัฒนาให้ เป็นติดแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ หรือกระทั่งเกษตร กรรม รีคัลท์ สตาร์ทอัพน้องใหม่ที่เชื่อมต่อโลกเกษตรเข้ากับเทคโนโลยี ช่วยวิเคราะห์พื้นที่เกษตรกรรมทำการเพาะปลูกได้ผลผลิตดี หรือหมายความว่ามีเครดิตดีสำหรับการปล่อยสินเชื่อ

“บริษัทที่เติบโตในยุคนี้ล้วนแต่ เกิดจากการนำเทคโนโลยีมาดำเนิน ธุรกิจ เช่น รายได้ปี 2559 แอปเปิ้ล 5.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ บริษัท อัลฟาเบท ซึ่งเป็นบริษัทแม่กูเกิล 5.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ผู้ใช้ งานอินเทอร์เน็ตเซาท์อีสต์เอเชียเพิ่มขึ้นจาก 260 ล้านคน เพิ่มเป็น 480 ล้านคนในปี 2563 จึงมองว่าเป็นโอกาสของธุรกิจออนไลน์ 10 ปีข้างหน้า มีผู้ประกอบการลงทุน 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในกลุ่มธุรกิจออนไลน์มีเดีย ท่องเที่ยว อี-คอมเมิร์ซ” เรืองโรจน์ กล่าว

ด้าน นิรมล กุลศรีสมบัติ ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง กล่าวว่า ความต้องการบ้านในฝัน ของคนยุคนี้เปลี่ยนไป มองว่าบ้านเป็นแค่ห้องนอน แต่ต้องการโลเกชั่น หรือสถานที่ที่มีฟังก์ชั่นตอบโจทย์ทางไลฟ์สไตล์อย่างครอบคลุมและที่พื้นที่การพบปะกัน ขณะนี่ทางศูนย์เดินหน้าพัฒนาพื้นที่หลายโครงการ อาทิ โครงการริมน้ำยานนาวา ตรงพื้นที่ท่าเรือตากสินทางเชื่อมติดกับรถไฟฟ้าบีทีเอส ย่านกะดีจีน-คลองสาน เพิ่มพื้นที่สาธารณะให้กับคนเมือง

“การจะสร้างเมืองแห่งอนาคต ทางศูนย์ได้ทำการเก็บข้อมูลหรือนำดาต้ามาพัฒนาเมืองแห่งอนาคต หรือกระทั่งนำเทคโนโลยีมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น เช่น ที่อังกฤษมีแอพพลิเคชั่น Fix my street ช่วยตรวจสอบการซ่อมถนนและลด ระยะเวลาการซ่อมลง หรือกระทั่งแอพพลิเคชั่นตรวจอาชญากรรมที่เกิดตามเมืองต่างๆ เป็นต้น” นิรมล กล่าว

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ กล่าวว่า แพลตฟอร์มหรือโมเดลธุรกิจการทำอสังหาริมทรัพย์เปลี่ยนไป แต่ความเป็นพื้นฐานของ บ้านยังคงอยู่ เช่น บ้านหนึ่งหลังต้องมีประตู แต่แนวโน้มผู้ประกอบการ 70% ขับเคลื่อนใช้นวัตกรรมสร้างความ ยั่งยืนให้กับธุรกิจ ขณะที่ความต้องการ โลเกชั่นจะเปลี่ยนไปตามการเกิดแนวรถไฟฟ้า ในปี 2570 จะมีรถไฟฟ้า 11 สาย หรือ 297 สถานี ซึ่งในอนาคตคอนโดมิเนียมจะเริ่มขยายจากในเมืองสู่นอกเมือง เนื่องจากพื้นที่ในเมืองราคาสูงขึ้น

ความท้าทายของธุรกิจ คือ การนำเทคโนโลยีสร้างเมืองอัจฉริยะและ ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลได้อย่างไร

ยุติประมูลคลื่น900 กระทบรถไฟไทยจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 ม.ค. 2561 เวลา 07:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/536232

ยุติประมูลคลื่น900 กระทบรถไฟไทยจีน

กสทช.ยุติประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ หวั่นรบกวนสัญญาณรถไฟความเร็วสูง

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า หลังเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเกี่ยวกับร่างหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ในย่าน 900 และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่เดิมจะจัดการประมูลคลื่นในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. 2561 นั้น ผลศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า การเปิดประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์นั้น มีความเป็นไปได้ที่จะรบกวนสัญญาณรถไฟความเร็วสูง ที่สำนักงาน กสทช.อนุมัติให้ใช้งานภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างไทย-จีน จำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์ ดังน้นจึงมีการเสนอให้ยุติการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ไว้ก่อน

ทั้งนี้ กสทช.ได้เตรียมเสนอผลการยุติดังกล่าวต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ในวันที่ 25 ม.ค.นี้ และเมื่อคณะกรรมการ กทค.เห็นชอบจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม กสทช. วันที่ 31 ม.ค.นี้

สำหรับการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์นั้น ยังดำเนินการต่อไป แต่จะมีการปรับเปลี่ยนขนาดใบอนุญาต ซึ่งจากเดิมได้แบ่งใบอนุญาตการประมูลเป็น 3 ชุดคลื่นความถี่ ขนาดคลื่นความถี่ชุดละ 15 เมกะเฮิรตซ์ เปลี่ยนเป็นการประมูล 9 ชุดคลื่นความถี่ ชุดคลื่นความถี่ละ 5 เมกะเฮิรตซ์ ตามการเสนอความเห็นของผู้ให้บริการ (โอเปอเรเตอร์) เพื่อประโยชน์แก่ทุกฝ่าย

ยูทูบปรับแผนคุมเข้มแชนเนลหาเงินยากขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 ม.ค. 2561 เวลา 08:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/536015

ยูทูบปรับแผนคุมเข้มแชนเนลหาเงินยากขึ้น

ยูทูบปรับแผนเพิ่มกฎใหม่ ทำผู้ผลิตคอนเทนต์รับเงินโฆษณายากขึ้น

เว็บไซต์โซเชียลมีเดียชื่อดัง ยูทูบ ประกาศปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ครั้งใหญ่ของการหารายได้จากการทำคอนเทนต์บนยูทูบ โดยกำหนดให้แต่ละแชนเนลต้องมีผู้ลงทะเบียนอย่างน้อย 1,000 คน และมีการเข้าชมวิดีโอไม่ต่ำกว่า 4,000 ชม. ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา จึงจะสามารถทำเงินจากการลงโฆษณาได้ เพื่อหวังปรับภาพลักษณ์จากปัญหา คอนเทนต์ไม่เหมาะสมจนบริษัทหลายแห่งลดการโฆษณาในยูทูบลง

“ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปี 2017 เป็นปีที่ยากลำบากของเรา มีหลายปัญหาเข้ามากระทบสังคมของเราและหุ้นส่วนโฆษณาของเรา ซึ่งความท้าทายจากปีที่แล้วทำให้เราต้องเปลี่ยนแปลงเข้มงวดมากขึ้นในปีนี้” พอล มูเรท รองประธานฝ่ายดิสเพลย์ วิดีโอ และการวิเคราะห์ของยูทูบ กล่าว

ทั้งนี้ ยูทูบเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งที่ถอนตัวจากการลงโฆษณาในยูทูบ เนื่องจากพบว่าโฆษณาสินค้าของตนเองไปปรากฏในวิดีโอที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการก่อการร้ายหรือเนื้อหาไม่เหมาะสม โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ยูทูบจะเฝ้าระวังเรื่องสแปม ธงแดงและสัญญาณอื่นๆ ที่บ่งชี้ปัญหาของแต่ละแชนเนลให้มากขึ้นด้วย

ก่อนหน้านี้ ยูทูบตั้งเงื่อนไขเพียงว่าแชนเนลที่จะสามารถรับเงินจากโฆษณาได้จะต้องมียอดวิว 1 หมื่นวิวขึ้นไปเท่านั้น

พาสเวิร์ดของคุณอยู่ในนี้หรือไม่? เผยรหัสผ่านยอดแย่แห่งปี2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 ม.ค. 2561 เวลา 18:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/535907

พาสเวิร์ดของคุณอยู่ในนี้หรือไม่? เผยรหัสผ่านยอดแย่แห่งปี2017

โดย…GRAHAM CLULEY

เว็บไซต์ welivesecurity ซึ่งนำเสนอข่าวด้านความปลอดภัยไซเบอร์โดยผู้เชี่ยวชาญจาก ESET ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสและรักษาความปลอดภัยอินเทอร์เน็ต รายงานว่า จากงานวิจัยของ SplashData พบว่ามีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่ตัดสินใจผิดพลาดเมื่อถึงเวลาต้องตั้งรหัสผ่านให้กับบัญชีออนไลน์ อย่างที่เราเคยเห็นข่าวข้อมูลจากฐานข้อมูลใหญ่ๆ หลุดออกไปหรือโดนแฮ็ก

แต่มีแฮ็กเกอร์อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งใช้ประโยชน์จากชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านที่คาดเดาง่าย เพื่อเจาะระบบ ซึ่งทาง SplashData ก็ได้จัดอันดับรหัสผ่านที่แย่ที่สุด โดยใช้ข้อมูลจากรหัสผ่านจำนวน 5 ล้านบัญชีที่เคยโดนแฮ็ก แต่ในความเป็นจริงแล้วมีรหัสผ่านมากกว่า 5 ล้านบัญชีที่ถูกแฮ็กในปี 2017

ตัวอย่างรหัสผ่านยอดแย่ 30 อันดับของปี 2017 ได้แก่

1. 123456

2. password

3. 12345678

4. qwerty

5. 12345

6. 123456789

7. letmein

8. 1234567

9. football

10. iloveyou

11. admin

12. welcome

13. monkey

14. login

15. abc123

16. starwars

17. 123123

18. dragon

19. passw0rd

20. master

21. hello

22. freedom

23. whatever

24. qazwsx

25. trustno1

26. 654321

27. jordan23

28. harley

29. password1

30. 1234

รหัสผ่านเหล่านี้นอกจากจะถูกคาดเดาได้ง่ายแล้ว ยังอยู่ในรายชื่อรหัสผ่านที่แฮ็กเกอร์ใช้เพื่อเจาะระบบ ถ้าคุณหรือเพื่อนๆ ของคุณมีรหัสผ่านเหล่านี้อยู่ในครอบครองเปลี่ยนเสียเดี๋ยวนี้

ปัจจุบันมีโปรแกรม Password Manager ที่สามารถช่วยดูแลรับผิดชอบรหัสผ่านได้ นอกจากโปรแกรมนี้จะสามารถบริหารจัดการและเก็บข้อมูลรหัสผ่านให้กับคุณแล้ว ตัวโปรแกรมยังสามารถสร้างรหัสผ่านที่ซับซ้อน และคาดเดายากให้คุณได้อีกด้วย

บางทีผู้ให้บริการเว็บไซต์ก็อาจจะต้องหาวิธีรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูล และต้องหาแนวทางให้ผู้ใช้สร้างรหัสผ่านที่คาดเดาและแกะได้ยากด้วย อย่างเช่นไม่อนุญาตให้ผู้ใช้ตั้งรหัสผ่านเหมือนกับตัวอย่าง 30 อันดับ หรือเตือนว่าผู้ใช้เลือกใช้รหัสผ่านที่ไม่ปลอดภัย

ผมรู้สึกชื่นชมที่เห็นหลายเว็บไซต์ตั้งเป้าว่าในปีนี้จะนำการยืนยันตัวตนสองขั้นตอน (Two-factor-authentication) มาใช้ เนื่องจากฟังก์ชั่นนี้จะทำให้บัญชีของผู้ใช้ปลอดภัยแม้คนอื่นจะได้ชื่อบัญชีกับรหัสผ่านของเราไป

นับเป็นฤกษ์งามยามดีที่หลายคนจะได้เปลี่ยนรหัสผ่านที่เคยใช้มาแสนนาน และยิ่งไปกว่านั้นบอกต่อให้กับเพื่อนๆ พี่ เพื่อนร่วมงาน และครอบครัวให้เปลี่ยนรหัสผ่านที่คาดเดาได้ยาก และซับซ้อนมากกว่าเดิม และอธิบายว่าการยืนยันตัวตนสองขั้น (Two-factor authentication) คืออะไร

ที่มา

https://www.welivesecurity.com/2017/12/27/worst-passwords-year-revealed/

https://blog.eset.co.th/