ฟอร์เรสเตอร์ชี้ แนวโน้มปีจอศึกอัลกอริทึม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ม.ค. 2561 เวลา 06:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/533445

ฟอร์เรสเตอร์ชี้ แนวโน้มปีจอศึกอัลกอริทึม

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

เศรษฐกิจที่กำลังเติบโตขึ้น การจ้างงาน ที่เพิ่มขึ้น เป็นสัญญาณบวกของภาพธุรกิจโดยรวม แต่ความไม่แน่นอนของแต่ละองค์กรถือว่าเป็นการบอกให้รู้ว่าใครปรับตัวหรือเตรียมพร้อมรับเทรนด์ใหม่ๆ มากน้อยแค่ไหน หลายปัจจัยที่กลายมาเป็นสิ่งที่องค์กรไม่ควรมองข้าม อย่างเช่น ความคาดหวังเรื่องดิจิทัล อุตสาหกรรมที่เข้ามาเปลี่ยนผู้นำตลาดและโมเดลธุรกิจเดิมที่ล้มเหลว

ทางด้านของ ฟอร์เรสเตอร์ บริษัทวิจัยตลาดระดับโลกได้คาดการณ์เทรนด์ของปี 2561 ไว้ว่า อเมซอนและกูเกิล จะกลายเป็นแพลตฟอร์มหลักที่ควบคุมทุกธุรกิจทำให้บางองค์กรมีความเสี่ยง รวมทั้งรูปแบบการใช้จ่ายจะเปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งปรับองค์กรที่ปรับตัวมาใช้ดิจิทัล จะช่วยสร้างความภักดีต่อแบรนด์ได้ดีขึ้น

ทั้งนี้ ประสบการณ์ของลูกค้า หรือ Customer Experience จะกลายมาเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญขององค์กรที่ต้องการ เดินหน้าด้วยดิจิทัล โดย 30% ของบริษัทต่างๆ ที่ไม่ได้ตระหนักถึงประสบการณ์ของลูกค้าจะเสียโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจ ทำให้องค์กรต้องบริหารจัดการให้ลูกค้าด้วยความซื่อสัตย์อย่างมาก รวมทั้งเทรนด์นี้จะต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2562 เลย

ทางด้านของวิกฤตการณ์ทางดิจิทัลนั้น กล่าวได้ว่า ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นไม่ใช่ทางลัดในการเดินหน้าธุรกิจ แต่จะเป็นการตอบสนองสินค้าและบริการที่สำคัญ ตามความต้องการของลูกค้า ซึ่ง 60% ของผู้บริหารระดับสูงเชื่อว่าการพัฒนาประสบการณ์เฉพาะรายบุคคล และการดำเนินงานตามความเร็วของตลาด จะเป็นเบื้องหลังของดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นที่สำคัญ

นอกจากนี้ ดิจิทัลจะขยายขอบเขตความสามารถของคน เพราะความสามารถด้านดิจิทัลของมนุษย์ยังมีน้อยเกินไป ทำให้เทรนด์ของการทำงานแบบ Gig Economy หรือทำงานแบบอิสระ ยังคงเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะงานเชิงเทคนิคที่ยังขาดแคลนอย่างมาก โดยคนกลุ่มนี้ยังคงมีค่าจ้างเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2-4% เพราะการขาดแคลนแรงงานกลุ่มนักวิเคราะห์ข้อมูล ที่ปรึกษาด้านระบบรักษาความปลอดภัย นักพัฒนาซอฟต์แวร์ระดับสูง และฝ่ายออกแบบตามความต้องการของลูกค้า ยังเป็นช่องว่างอีกมาก

ในปี 2561 นี้ ปัญหาเรื่องความสามารถจะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ผู้นำและผู้ตามเทคโนโลยี ทำให้องค์กรต้องมีการจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะด้านดิจิทัล เพื่อดึงคนที่มีความสามารถเข้าสู่ธุรกิจและยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้น 20% เพื่อดึงคนกลุ่มนี้ไว้ให้องค์กรเพื่อสร้างความ แข็งแรงของธุรกิจ

นอกจากนี้ การเพิ่มขีดความสามารถให้เครื่องจักรก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่ไม่ควรมองข้าม เพราะลูกค้าเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเกิดปัญหาและทำลายโมเดลธุรกิจเดิม จากพฤติกรรมต่างๆ ดังนั้น การ ดึงแมชีนเข้ามาใช้งาน จะช่วยเพิ่มโอกาสในการแก้ปัญหา เพราะแพลตฟอร์มและตัวแทนแบบอัจฉริยะ ที่เข้ามาตอบสนองในเรื่องของการเก็บข้อมูล เชิงพฤติกรรม อารมณ์ การใช้จ่าย และสร้างมุมมองที่หลากหลายของแต่ละบุคคล โดยในปี 2561 องค์กรจะตัดสินใจจ่ายเงินเพื่อซื้อแพลตฟอร์มตัวแทนเหล่านี้เพิ่มขึ้น 10% เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการที่ดีขึ้น พร้อมทั้งเป็นแกนหลักสำคัญในการช่วยสื่อสารตลาดสำหรับอนาคต

สุดท้าย สงครามอัลกอริทึม เพราะ อัลกอริทึมเป็นพื้นฐานของแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น กูเกิลและ อเมซอนที่เป็นตัวกลางในการเข้าถึงแบรนด์ รวมทั้ง สร้างความรู้สึกพึงพอใจของลูกค้า ซึ่งอัลกอรึทึมจะกลายเป็นภาษาของแพลตฟอร์ม

แต่ต้องยอมรับว่า แบรนด์ก็ยังเข้าในเรื่องของแพลตฟอร์มอัลกอริทึมได้ไม่มากนัก โดยเฉพาะเมื่อแบรนด์หัวเก่าไม่มีการนำพฤติกรรมของลูกค้าในมือมาวิเคราะห์และปรับใช้กับธุรกิจ ทำให้เสียโอกาสทางด้านข้อมูล ซึ่งในปี 2561 นั้นผู้บริหารฝ่ายการตลาดจำเป็นต้องนำทักษะในการตีความและมาปรับใช้เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการทำธุรกิจ ผ่านแพลตฟอร์มที่ใช้ระบบเอไอ

แม้ว่าทั่วโลกรวมทั้งไทยมีการเดินหน้าเรื่องดิจิทัลกันไปบ้างแล้ว แต่การที่ธุรกิจเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมหรือยังนั้น อนาคตจะเป็นตัวตัดสินว่าสิ่งที่ลงมือทำไปในปีที่ผ่านมานั้น คุ้มค่ากับการลงทุนหรือยัง

สวัสดีปีใหม่ผ่านมือถือคึกรอบนี้ขึ้น2เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ม.ค. 2561 เวลา 08:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/533315

สวัสดีปีใหม่ผ่านมือถือคึกรอบนี้ขึ้น2เท่า

3 ค่ายมือถือชี้ ดาต้าสวัสดีปีใหม่ผ่านสมาร์ทโฟนพุ่งกว่า 2 เท่าตัว ระบุวิดีโอแซงขึ้นอันดับแรกทั้งไลฟ์-สตรีมมิ่ง

นายปรัธนา ลีลพนัง รักษาการหัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้า ทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า ภาพรวมการใช้งานดาต้าของคนไทยเพื่อส่งความสุข สื่อสาร แชร์ช่วงปีใหม่ของเอไอเอสปีนี้เพิ่ม 2 เท่าเทียบช่วงเดียวกันครั้งก่อน โดย รูปแบบใช้งานวิดีโอเป็นอันดับ 1 ทั้งถ่ายทอดสด หรือไลฟ์ และการชม หรือสตรีมมิ่ง รองลงมาคือการไลค์ แชร์ คอมเมนต์ บนโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ ท้ายสุดคือไลน์

นายประเทศ ตันกุรานันท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มเทคโนโลยี บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กล่าวว่า ยอดการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือเพิ่ม 3.5 เท่าจากการใช้งานปกติ สำหรับแอพพลิเคชั่นที่นิยมใช้สูงสุดคือ 1.เฟซบุ๊ก/เฟซบุ๊กเมสเซจ 2.ไลน์ 3.ยูทูบ 4.อินสตาแกรม และ 5.ทวิตเตอร์

นายสกลพร หาญชาญเลิศ รองผู้อำนวยการสายงาน Mobile Non-Voice บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ยอดการใช้งานดาต้าอวยพรและฉลองปีใหม่ วันที่ 31 ธ.ค. 2560- 1 ม.ค. 2561 ผ่านเครือข่ายทรูมูฟเอช 4G+ เพิ่มถึง 200% เพราะเครือข่ายครอบคลุม และมีฟังก์ชั่น ใหม่ๆ แบบเรียลไทม์ อาทิ เฟซบุ๊กไลฟ์มีส่วนทำให้การใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้น โดยแอพที่ใช้มากสุด ครั้งนี้คือเฟซบุ๊ก รองลงมาคือ ยูทูบ ไลน์ เฟซบุ๊ก วิดีโอ และ อินสตาแกรม

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกปีจอ ออนไลน์เชื่อมออฟไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ม.ค. 2561 เวลา 06:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/533300

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกปีจอ ออนไลน์เชื่อมออฟไลน์

ความท้าทายการทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมูลค่า ปี 2561 แบรนด์ต้องเติบโตให้เร็ว ให้ทันกับกระแสหรือความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีปัจจัยการแข่งขันจากยักษ์ใหญ่ระดับโลก กลยุทธ์การตลาด เทคโนโลยีใหม่ๆ และพฤติกรรมผู้บริโภค ที่กำหนดว่าใครจะอยู่หรือไปในอุตสาหกรรมอี-คอมเมิร์ซ

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

เพ็ญสิริ เสถียรวงศ์นุษา ประธานเจ้าหน้าที่ร่วมบริหาร บริษัท เอ คอมเมิร์ซ ผู้ให้บริการโซลูชั่นอี-คอมเมิร์ซครบวงจร เปิดเผยว่า การแข่งขันมาร์เก็ตเพลสเมืองไทยในช่วง 3 ปีข้างหน้า ทุกค่ายยังคงงัดกลยุทธ์ราคา ลด แลก แจก แถมขึ้นมาแข่งขัน เพราะราคาเป็นปัจจัยหลักการตัดสินใจซื้อสินค้าของคนไทยอยู่ และเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกมาช็อปปิ้งออนไลน์มากกว่าจะเป็นซื้อในออฟไลน์

อย่างไรก็ดี การช็อปปิ้งออนไลน์ของผู้บริโภคคนไทย จะเริ่มเห็นสัญญาณ ดีขึ้นว่า การตัดสินใจซื้อสินค้าส่วนหนึ่งมาจากความสะดวกสบายมากกว่าจะเป็นเรื่องราคาอีกต่อไป พฤติกรรมคนไทยเริ่มไม่ต้องการเดินทางไปห้างสรรพสินค้าเพื่อซื้อสินค้า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการช็อปปิ้งออนไลน์ที่แท้จริง ขณะนี้เริ่มมีพฤติกรรมการช็อปปิ้งสินค้าอุปโภคบริโภคและกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง เมื่อใดก็ตามที่ปัจจัยด้านความสะดวกมาจะส่งผลให้สงครามราคามีน้อยลง

ทั้งนี้ ประเด็นที่ต้องจับตาอี-คอมเมิร์ซในไทย คาดการณ์ว่าตลาดเติบโต 10% หรือมีมูลค่าเพิ่มจาก 2.8 ล้านล้านบาท เป็น 3 ล้านล้านบาท สำหรับเวทีการแข่งขันมาร์เก็ตเพลส สองรายใหญ่ ลาซาด้า ช้อปปี้ เดินหน้าดึงแบรนด์ใหญ่เข้ามาร่วมมือ และควบคุมคนขายสินค้าเลียนแบบ และก้าวต่อไปการสร้างแบรนด์ตัวเองเพื่อจำหน่ายช่องทางออนไลน์ ส่วนผู้ค้าทางโซเชียลคอมเมิร์ซ จะต้องปรับตัวหันมาสร้างคอนเทนต์มากกว่าจะขายของเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต

นอกจากนี้ อี-คอมเมิร์ซบางรายเริ่มขยายช่องทางขายสู่ออฟไลน์ เช่นโพเมโล เริ่มเปิดร้านป๊อปอัพ สโตร์ รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเข้ามาสร้างสีสันกับ ผู้บริโภค อาทิ โลกของเออาร์ วีอาร์ สำหรับพฤติกรรมผู้บริโภคไทย สั่งซื้อสินค้าผ่านทางมือถือมากกว่า 50% แล้ว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการซื้อผ่านเว็บไซต์มากกว่าจะเป็นแอพพลิเคชั่น พบว่าอุปสรรคของแอพพลิเคชั่น คือ คนส่วนใหญ่มีแอพจะจำนวนมากบนมือถือ ทำให้การดาวน์โหลดเพื่อซื้อสินค้ามีน้อย

ขณะที่ตลาดอี-คอมเมิร์ซในเอเชีย อาลีบาบาหรือลาซาด้ายังคงเป็นมาร์เก็ตเพลสรายใหญ่ แต่การแข่งขันจะเข้มข้นภายใน 3-4 ปีข้างหน้า ซึ่งจับตาดูว่าเมื่ออเมซอนเริ่มเข้ามาบุกตลาดเอเชีย อาลีบาบายังสามารถตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดได้หรือไม่ สำหรับไทย อาลีบาบา ก็เผชิญกับความท้าทายการแข่งขันของ เจดีดอทคอม ยักษ์อี-คอมเมิร์ซจากประเทศจีน ผนึกความร่วมมือกับเซ็นทรัล กรุ๊ป ผู้ประกอบการค้าปลีกในไทยที่มีความแข็งแกร่งจะเข้าสร้างความร้อนแรงการแข่งขันเพิ่มขึ้น

สำหรับอี-คอมเมิร์ซในระดับโลก การแข่งขันอี-คอมเมิร์ซ มาร์เก็ตเพลสยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง ทั้งในระดับโลกในตลาดอเมริกาและยุโรป โดยมีผู้เล่นยักษ์ใหญ่ อเมซอน อาลีบาบา แต่เป็นการแข่งขันทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ นอกจากนี้ต้องจับตาดูการทำตลาดของวอลมาร์ทที่ขับเคลื่อนสู่ช่องทางออนไลน์ได้รวดเร็วมากขึ้น สำหรับในภูมิภาคเอเชีย จะเป็นปีที่ค้าปลีกขับเคลื่อนการเชื่อมต่อจากโลกออฟไลน์ไปสู่ออนไลน์

แม้อนาคตอี-คอมเมิร์ซในเอเชียจะดูสดใส แต่เมื่อพิจารณาดูอี-คอมเมิร์ซแบบบีทูซี หรือการค้าระหว่างธุรกิจไปสู่ผู้บริโภคในปัจจุบันยังมีน้อยมาก แต่ด้วยเป้าหมายการเติบโต แบรนด์ มาร์เก็ตเพลส ผู้ค้าปลีกออนไลน์ เริ่มมองหาช่องทางที่ไม่ใช่บีทูซี แต่เป็นช่องทางจาก ค้าปลีกไปสู่ค้าส่งออนไลน์

กวาดสตาร์ทอัพพลัดถิ่น หวังสูซิลิคอนวัลเลย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 ม.ค. 2561 เวลา 07:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/533160

กวาดสตาร์ทอัพพลัดถิ่น หวังสูซิลิคอนวัลเลย์

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ถ้าพูดถึงซิลิคอนวัลเลย์คงนึกถึงศูนย์กลางแห่งสตาร์ทอัพและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำมากมาย แม้ว่าหลายประเทศจะพยายามปั้นซิลิคอนวัลเลย์ในประเทศของตนขึ้นมา เพื่อกวาดสตาร์ทอัพชั้นนำระดับโลกที่ออกมาหาโอกาสนอกประเทศ พร้อมสิ่งดึงดูดใจมากมาย และไทยก็ถือเป็นอีกหนึ่งปลายทางที่สตาร์ทอัพต้องการเข้ามาทำธุรกิจมากขึ้น

อรนุช เลิศสุวรรณกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เทคซอส มีเดีย เล่าว่า สตาร์ทอัพไทยในวันนี้มองเรื่องเทคโนโลยีเชิงลึกมากขึ้น และบริหารการตลาดดีขึ้น รวมทั้งเจาะอุตสาหกรรมที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา เฮลท์แคร์ อาหาร แม้ว่ารอบปีที่ผ่านมากลุ่มฟินเทคจะบูมมาก แต่กลุ่มไบโอเมตริกซ์และอาหารก็เริ่มส่งสัญญาณที่ดีขึ้นกว่าเมื่อ 5 ปีก่อน

ทั้งนี้ กลุ่มสตาร์ทอัพระดับโลกชั้นนำที่เดินทางเข้ามาในไทยนั้น สนใจอยากลงทุนและหาความรู้ในระดับภูมิภาคให้มากขึ้น เพราะต่างชาติไม่สามารถเข้าใจวัฒนธรรมของไทยมากพอ ทำให้การปรับตัวหลายอย่างต้องมีผู้ชี้แนะ

ด้าน อมฤต เจริญพันธ์ ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง ฮับบ้า เสริมว่า แม้ว่าผู้ประกอบการไทยจะมีความชำนาญเรื่องเทคโนโลยีมากขึ้น แต่ก็ยังต้องการโอกาสและอีโคซิสเต็มส์อีกหลายอย่าง ต้องยอมรับว่าในระยะหลายปีที่ผ่านมา ไทยมีความพร้อมหลายอย่าง แต่ก็ยังขาดเรื่องความรู้รอบด้านในการทำธุรกิจและโอกาสเข้าถึงลูกค้าในระดับโลก

นอกจากนี้ กลุ่มสตาร์ทอัพไทย ยังกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นส่วนมาก ในขณะที่หัวเมืองใหญ่อย่างเช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา กลับมีสตาร์ทอัพจากต่างประเทศย้ายถิ่นฐานมาสร้างโอกาสในการทำธุรกิจที่ไทยมากขึ้น แต่ก็ยังติดในเรื่องวีซ่าในการทำงานและข้อกฎหมายหลายอย่าง ทำให้มีข้อจำกัดในการพำนักและเดินหน้าธุรกิจต่อได้

ปัจจุบันสตาร์ทอัพในไทยที่คาดว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจเกิดใหม่อยู่ที่ 5 แสนราย แต่อยู่รอดได้จริงๆ เพียงแค่ 8,000 ราย และยังเดินหน้าธุรกิจอย่างจริงจัง รวมทั้งมีเพียง 100 รายเท่านั้น ที่สามารถระดมทุนได้และเดินหน้าลงทุนโอกาสใหม่ๆ

ฐนสรณ์ ใจดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทรู ดิจิทัล พาร์ค มองว่า แนวทางการปั้นสตาร์ทอัพของไทยต่างกับในประเทศ อื่นๆ ที่มุ่งเน้นให้คนที่มีประสบการณ์มาทำธุรกิจ แต่ในไทยหวังปั้นคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเรียนจบและยังไม่มีอาชีพรองรับ ซึ่งเป็นเรื่องยาก เพราะคนรุ่นใหม่นั้นไม่มีประสบการณ์ในปัญหาและความรู้เชิงลึกที่ดีพอ จึงทำให้ส่วนใหญ่เป็นการคิดแอพด้านการตลาด

ในขณะที่ต่างประเทศ คนที่พร้อมเป็นสตาร์ทอัพคือคนที่เข้าใจปัญหา มีความรู้มากพอ รวมทั้งมีการหาช่องทางเงินทุนได้เอง ยกตัวอย่าง แจ็ค หม่า จากอาชีพครูและเจอปัญหา จึงคิดที่จะทำอี-คอมเมิร์ซขึ้นมา ด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาการสั่งซื้อและจัดส่งในระยะทางไกลได้แบบรวดเร็ว ทำให้มีโอกาสและอี-คอมเมิร์ซในจีนก็บูมมาก

การจะปั้นธุรกิจสตาร์ทอัพให้เกิดได้นั้น ไม่ใช่แค่มีไอเดีย แต่ต้องมองให้รอบด้าน ต้องคิดและวิเคราะห์ตลาดให้เป็น ถึงจะทำให้นักลงทุนเชื่อถือและลูกค้าอยากซื้อสินค้าได้ ถ้ามีองค์ประกอบครบ ธุรกิจก็เกิดได้ไม่ยาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กเรียนจบใหม่เป็นสตาร์ทอัพไม่ได้ เพราะมีเด็กไทยหลายคนที่ถูกสร้างมาให้พร้อมทำธุรกิจได้ อาจเป็นคนที่ครอบครัวมีธุรกิจมาก่อน มีการเรียนรู้รูปแบบการทำธุรกิจมา เมื่อเจอกับคนที่เก่งด้านเทคโนโลยี การปั้นธุรกิจให้สำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องยาก

แม้ว่าภาพของสตาร์ทอัพในไทยจะอยู่ภายใต้อุตสาหกรรมโทรคมนาคม หรือการเงินมากกว่าการเป็นอิสระ แต่ฐนสรณ์มองว่า ธุรกิจโทรคมนาคมต้องให้บริการอินเทอร์เน็ตและตามเทรนด์เทคโนโลยีให้ทัน เพื่อรองรับการใช้งานของลูกค้า จึงต้องการเครื่องมือหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ จึงลงทุนในกลุ่มสตาร์ทอัพและเดินหน้าเรื่องนี้ก่อน

เช่นเดียวกับธุรกิจการเงินที่มองอนาคต ก็ทราบว่าฟินเทคจะเข้ามาดิสรัปตนเอง จึงต้องปรับตัว มองกลยุทธ์และหาโอกาสก่อน แต่เชื่อว่าภาพของการลงทุนในกลุ่มสตาร์ทอัพในอนาคตจะเปลี่ยนไป และผู้นำในตลาดนี้ก็จะเข้าถึงทุกอุตสาหกรรมมากขึ้น เพราะทุกธุรกิจต่างก็ต้องการนวัตกรรมและเครื่องมือมาใช้ในธุรกิจให้เดินหน้า

นอกจากนี้ การที่ทรูจับมือกับแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น ทำทรูดิจิทัลพาร์คขึ้นมา ก็เพื่อสร้างอีโคซิสเต็มส์ให้รองรับสตาร์ทอัพทั่วโลก ทั้งไทยและต่างชาติสามารถใช้งานพื้นที่ส่วนกลางร่วมกันได้ รวมทั้งดึงบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ วีซี สตาร์ทอัพรุ่นพี่ให้เข้ามาอยู่ภายในโครงการ เพื่อช่วยเหลือและแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน กลายเป็นอีโคซิสเต็มส์ที่สมบูรณ์แบบ จะเปิดให้บริการในเดือน ต.ค. 2561

การเดินหน้าสตาร์ทอัพในปีหน้าจะร้อนแรงหรือเงียบเหงาต้องจับตายาวๆ เพราะหลายสตาร์ทอัพที่ผ่านเวทีประกวดใช่ว่าจะไปรอดทุกราย และหายไปจากตลาดเพราะทำธุรกิจไม่เป็นก็มีไม่น้อย

3ข้อต้องตระหนัก เพื่อการซื้อของออนไลน์อย่างปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 ธ.ค. 2560 เวลา 16:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/532968

3ข้อต้องตระหนัก เพื่อการซื้อของออนไลน์อย่างปลอดภัย

โดย…แอนโทนี จีแอนโดเมนิโก นักยุทธศาสตร์อาวุโส ด้านความปลอดภัยของฟอร์ติเน็ต

ฟอร์ติเน็ต ผู้นำระดับโลกในด้านโซลูชั่นรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงเตือนผู้บริโภคให้ระมัดระวังอาชญากรไซเบอร์ในขณะซื้อของออนไลน์ โดยเฉพาะวันหยุดสิ้นปีที่ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญของอาชญากรไซเบอร์ซึ่งหวังขโมยข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางการเงิน

ฟอร์ติเน็ต ขอแนะนำกฎง่ายๆ ที่ปลอดภัย สะดวกในการซื้อของขวัญ ดังนี้

1.ระวังเครือข่ายไร้สายที่เชื่อมต่ออยู่

ในช่วงเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา รายงานจากฟอร์ติเน็ต ระบุว่า เกิดการแฮ็กที่โปรโตคอล WPA2 ซึ่งเป็นโปรโตคอลการเข้ารหัสที่ใช้เพื่อปกป้องข้อมูลที่เคลื่อนย้ายระหว่างคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไร้สายใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตไว-ไฟ ซึ่งหมายความว่า ท่านต้องระวังเป็นพิเศษ หากจะช็อปปิ้งออนไลน์โดยใช้ไว-ไฟสาธารณะ ทั้งนี้อาชญากรจะมุ่งแอบแฝงมาทางเว็บไซต์ไว-ไฟสาธารณะและขโมยข้อมูลบัตรเครดิต รหัสผ่านและข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ ของท่าน

2.ฝึกวิธีการท่องไซเบอร์ปลอดภัย

มีหลายสิ่งที่สามารถทำได้เพื่อป้องกันตัวเองเมื่อช็อปปิ้งออนไลน์ รวมถึงตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ได้รับการอัพเดทและใช้แพตช์ผู้ผลิตอุปกรณ์จะออกแพตช์ เพื่อปรับปรุงด้านความปลอดภัยปกป้องผู้ใช้ให้พ้นจากภัยคุกคามที่พบแล้ว

ทั้งนี้ โทรศัพท์มือถือของท่านมักมีความเสี่ยงต่อภัยคุกคามมากกว่าแล็ปท็อป ระมัดระวังในการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นที่ออกในเทศกาลใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโทรศัพท์แอนดรอยด์ เนื่องจากผลการวิจัยจากฟอร์ติการ์ตแล็ปส์ของฟอร์ติเน็ตพบแอพพลิเคชั่นที่ติดเชื้อหรือปลอมแปลงเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่ได้ดาวน์โหลดโดยตรงจากไซต์ผู้สร้างแอพพลิเคชั่นอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ ยังควรใช้บัตรเครดิตแทนบัตรเดบิต เนื่องจากบัตรเครดิตส่วนใหญ่มักมีการป้องกันการฉ้อโกง โดยอาจตรวจสอบกับธนาคารหรือผู้ให้บริการบัตรของท่านเพื่อทราบถึงวิธีการปกป้องและคุ้มครองใดๆ ที่บัตรของท่านได้จัดไว้ให้ ตรวจสอบว่าการเชื่อมต่อของท่านมีความปลอดภัย โดยเมื่อท่านกำลังจะซื้อสินค้าให้ดูที่แถบที่อยู่ของเบราเซอร์และให้แน่ใจว่าเริ่มต้นด้วย “https: //” แทนที่จะเป็น “http: //” เป็นต้น

3.ระมัดระวังเมื่อเข้าใช้เว็บไซต์ที่ไม่คุ้นเคย

หากกำลังช็อปปิ้งที่ร้านค้าออนไลน์ที่ไม่คุ้นเคย ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ ตัวอย่างเช่น อย่าคลิกลิงค์ในโฆษณาที่ส่งไปยังอีเมลหรือเว็บไซต์ของท่านจนกว่าท่านจะตรวจสอบก่อน หากเลื่อนเมาส์ไปวางเหนือลิงก์ จะสามารถดู URL ได้ ขั้นตอนนี้ควรพิจารณาอย่างระมัดระวัง เพื่อดูสิ่งผิดปกติ เช่น ชื่อยาวเกินไปมีสัญลักษณ์ขีดกลางหรือตัวเลขมากเกินไป มีการแทนที่ตัวอักษรด้วยตัวเลข เช่น “amaz0n.com”

ขณะเดียวกัน ไม่ควรเปิดอีเมลหรือคลิกไฟล์แนบจากคนที่ท่านไม่รู้จัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีบรรทัดหัวเรื่องที่ดีน่าคล้อยตามมาก เช่น รางวัลเงินสดหรือการเรียกเก็บเงินสำหรับสิ่งที่ท่านไม่ได้ซื้อ

อีกประการสำคัญที่ทำได้ คือ ควรใช้เครื่องมือค้นหา (Search) เพื่อค้นหาความเห็นและการจัดอันดับเรตติ้งโดยทั่วไปของเว็บไซต์ที่ท่านไม่รู้จักหรือไม่คุ้นเคยนั้นก่อนตัดสินใจซื้อของ อาจคีย์คำต่างๆ เช่น “หลอกลวง” หรือ “Scam” หรือ “Fraud”ในการค้นหาด้วย

เว็บไซต์ยังสามารถบอกได้จากการออกแบบเว็บไซต์ ว่าดูเป็นมืออาชีพหรือไม่? มีการเชื่อมโยงที่ถูกต้องและรวดเร็วหรือไม่? มีป๊อปอัพจำนวนมากซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีหรือไม่? ขณะที่ในข้อความให้ลองสังเกตว่ามีไวยากรณ์ที่ไม่เหมาะสม คำอธิบายที่คลุมเครือและคำที่สะกดผิดมากหรือไม่

ท้ายที่สุด ตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ค้าปลีกออนไลน์ใช้ระบบรับชำระเงินที่ปลอดภัย เพราะโดยปกติแล้วผู้ค้าออนไลน์จะรับบัตรเครดิตรายใหญ่ จึงควรหลีกเลี่ยงไซต์ที่ต้องชำระเงินโดยการโอนเงินผ่านธนาคารโดยตรง หรือรูปแบบการชำระเงินที่ไม่สามารถตรวจสอบเส้นทางได้

“แอปเปิล”ขอโทษทำไอโฟนรุ่นเก่าทำงานช้า พร้อมลดราคาแบตฯเอาใจลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 ธ.ค. 2560 เวลา 09:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/532803

"แอปเปิล"ขอโทษทำไอโฟนรุ่นเก่าทำงานช้า พร้อมลดราคาแบตฯเอาใจลูกค้า

แอปเปิลแถลงการณ์ขอโทษที่ทำให้ไอโฟนรุ่นเก่าทำงานช้า พร้อมลดราคาให้ลูกค้าที่มาเปลี่ยนแบตเตอรี่

แอปเปิล อิงค์ ออกแถลงการณ์ขอโทษผ่านทางเว็บไซต์หลังจากที่ทางบริษัทได้ออกมายอมรับก่อนหน้านี้ว่าได้ทำให้ไอโฟน รุ่นเก่าทำงานช้าลงเพื่อให้ลูกค้าแก้ไขโดยการเปลี่ยนแบตก้อนใหม่

แอปเปิลระบุว่า ตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป บริษัทจะลดราคาให้กับลูกค้าที่เปลี่ยนแบตเตอรี่ก้อนใหม่แทนแบตเก่าที่หมดประกันสำหรับ ไอโฟน 6 หรือไอโฟน รุ่นหลังจากนั้น จากราคา 79 ดอลลาร์ เหลือ 29 ดอลลาร์ เพื่อกอบกู้ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ให้กลับมาอีกครั้ง

นอกจากนี้ แอปเปิลจะทำการอัพเดทระบบปฏิบัติการ ไอโอเอสเพื่อให้ผู้ใช้สามารถสังเกตว่าแบตเตอรี่ในสมาร์ทโฟนของพวกเขามีปัญหาหรือส่งผลกระทบต่อการทำงานของเครื่องหรือไม่

ทั้งนี้ แอปเปิลกำลังถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย หลังจากที่นายสเตฟาน บอกดาโนวิช และนายดาโกตา สปีส์ ซึ่งเป็นชาวสหรัฐที่อาศัยอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ยื่นฟ้องบริษัทแอปเปิล อิงค์ หลังจากที่บริษัทยอมรับว่าได้ทำให้ไอโฟน รุ่นเก่าทำงานช้าลง เพื่อรักษาประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ไม่ให้เครื่องดับระหว่างการใช้งาน

นายบอกดาโนวิช และนายสปีส์ อ้างว่า แอปเปิลไม่ได้ขอความยินยอมจากพวกเขาในการทำให้ไอโฟน ทำงานช้าลง ทำให้พวกเขาได้รับผลกระทบจากการแทรกแซงต่อการใช้งาน ไอโฟน 7 ของพวกเขา อันเนื่องจากการที่แอปเปิลจงใจทำให้เครื่องทำงานอืด

นอกจากนี้ ทั้งสองยังระบุว่า พวกเขาได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจ และผลกระทบอื่นๆ ซึ่งทำให้พวกเขามีสิทธิที่จะได้รับการชดเชย และขณะนี้ พวกเขากำลังดำเนินการเพื่อให้แอปเปิลให้การชดเชยครอบคลุมถึงผู้ใช้ไอโฟน รุ่นที่เก่ากว่า ไอโฟน 8 ทั้งหมดในสหรัฐ

ภาพ เอเอฟพี

เกาหลีใต้เร่งคุม “บิตคอยน์” หวั่นทำคนขาดทุนหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 ธ.ค. 2560 เวลา 08:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/532798

เกาหลีใต้เร่งคุม "บิตคอยน์" หวั่นทำคนขาดทุนหนัก

เกาหลีใต้เตรียมออกมาตรการคุมเงินดิจิทัลเพิ่ม หวั่นแห่เก็งกำไรดันความเสี่ยงพุ่ง

รัฐบาลเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า จะออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อควบคุมการเก็งกำไรในการซื้อขายเงินสกุลดิจิทัล โดยอาจมีคำสั่งห้ามเปิดบัญชีของบุคคลที่ไม่สามารถยืนยันตัวตนได้ รวมถึงการออกกฎหมายใหม่ตามคำแนะนำของกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้อำนาจเจ้าหน้าที่สามารถสั่งปิดการเทรดได้หากมีความจำเป็น

“รัฐบาลได้เตือนมาหลายครั้งแล้วว่า เงินดิจิทัลยังไม่สามารถทำหน้าที่แทนสกุลเงินจริงได้ และอาจทำให้ขาดทุนหนัก เนื่องจากมีความผันผวนสูง” แถลงการณ์ของรัฐบาลกรุงโซล ระบุ

รัฐบาลระบุด้วยว่า สกุลเงินดิจิทัลส่วนใหญ่ที่มีการซื้อขายในตลาดเกาหลีใต้นั้น มีราคาแพงกว่าในต่างประเทศมาก โดยบิตคอยน์เป็นเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมที่สุด และมีการเทรดทั้งจากกลุ่มนักเรียนนักศึกษาจนถึงแม่บ้าน ขณะที่เอเอฟพีระบุว่าปัจจุบันธุรกรรมบิตคอยน์ในเกาหลีใต้มีสัดส่วนเป็น 20% ของโลก

สำหรับท่าทีดังกล่าวส่งผลให้เกิดแรงเทขายหนักในการซื้อขายวานนี้ จนราคาร่วงลงกว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ราว 1.35 หมื่นดอลลาร์/บิตคอยน์

ภาพ เอเอฟพี

เทรนด์เทคโนโลยี 2561 ภัยคุกคามบุกต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ธ.ค. 2560 เวลา 18:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/532692

เทรนด์เทคโนโลยี 2561 ภัยคุกคามบุกต่อเนื่อง

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ปีหน้า 2561 ถือว่าเป็นปีแห่งดิจิทัลอย่างแท้จริง หลังจากที่ไทยผ่านพ้นการประมูลคลื่นและนักธุรกิจหลายชาติเข้ามาลงทุน ความชำนาญและกล้าลงทุนของธุรกิจไทย เรียกได้ว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร และกำลังเข้าสู่ยุคของความเสี่ยงในการใช้เทคโนโลยีหลังลองผิดลองถูกมาพอสมควร โดย 3 ค่ายด้านระบบรักษาความปลอดภัยได้มองเทรนด์ในปี 2561 ไว้ดังนี้

วุฒิไกร รัตนไมตรีเกียรติ ที่ปรึกษาด้านโซลูชั่นความปลอดภัยทางไซเบอร์ บริษัท เทรนด์ไมโคร (ประเทศไทย) กล่าวว่า ภัยคุกคามที่เรียกว่าแรนซัมแวร์นั้น มีการขายในตลาดมืด ทำให้แฮ็กเกอร์สร้างรูปแบบใหม่ๆ ของภัยคุกคามขึ้นมา เพื่อเรียกเงินขององค์กรที่ไม่ได้เตรียมตัวรับมือ

แม้ว่าปีที่ผ่านมาจะมีแฮ็กเกอร์ใช้บิตคอยน์ในการจ่ายค่าไถ่ แต่ด้วยความนิยมของบิตคอยน์ในปีนี้ ทำให้บิตคอยน์มีความเสี่ยงเช่นกัน แม้จะมีหลายฝ่ายมองว่าการทำงานของบิตคอยน์ที่ผ่านระบบบล็อกเชนนั้นมีความปลอดภัย แต่ในความเป็นจริงก็ไม่ได้ปลอดภัย 100% หากผู้ที่อยู่ในระบบไม่ได้เช็กว่าการอนุมัติส่งต่อผ่านระบบนั้น ใช่คนที่ได้รับการอนุญาตจริงหรือไม่

ทั้งนี้ คริปโตเคอร์เรนซี หรือเงินสกุลดิจิทัล และบล็อกเชนกำลังเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรง โดยเอไอจะเข้ามาช่วยคิดและมองหาความสัมพันธ์เพื่อตรวจจับมัลแวร์ แต่หากไม่ได้เขียนรหัสป้องกันการโจมตีไว้ ก็อาจจะเจอปัญหาได้เช่นกัน ด้วยจำนวนข้อมูลที่มีการเปิดเผยมากขึ้น อีกทั้งความนิยมในบิตคอยน์ที่ชื่อว่า อีเธอเรียม (Etherium) ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลตัวแรกๆ ที่เจอปัญหาถูกขโมยเงินออกไปจากระบบแล้ว เพราะเมื่อได้รับความนิยมในการนำไปใช้เป็นช่องทางหารายได้มากขึ้น ย่อมเจอปัญหาการโจมตีเพิ่มขึ้น

จากการสำรวจของเทรนด์ไมโครยังคงพบว่า องค์กรต่างๆ ยังตื่นตัวเรื่องปัญหาภัยคุกคามน้อย แบ่งเป็น 66% ยังไม่ให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยของระบบเลย รองลงมา42% องค์กรยังไม่รู้ตัวว่าควรตรวจสอบข้อมูลที่มีอยู่ในมือ มีเพียง 34% ขององค์กรทั่วโลกที่เริ่มลงมือป้องกันความปลอดภัย

นอกจากนี้ องค์กรสหภาพยุโรปที่ประกาศออกมาว่าองค์กรที่มีการร้องขอข้อมูลส่วนตัวของลูกค้านั้น ต้องมั่นใจว่าสามารถรักษาความปลอดภัยได้ หากข้อมูลลูกค้ารั่วไหลจะถูกปรับเงินตามเปอร์เซ็นต์รายได้ของบริษัท

ทั้งนี้ เทรนด์ไมโครแนะนำว่า หากองค์กรต้องการลดความเสี่ยงในการถูกโจรกรรมข้อมูล ควรมีการเข้ารหัส (Encryption) ในการเข้าใช้อุปกรณ์และระบบของบริษัท และสร้างความมั่นใจได้ว่า หากอุปกรณ์โน้ตบุ๊กหรือพีซีหายไป ข้อมูลภายในจะต้องไม่รั่วไหล ไม่ว่าจะเป็นการเก็บข้อมูลไว้ในเครื่องหรือว่าบนคลาวด์ก็ตาม

ด้าน วัชระ จิระเจริญสุวรรณ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัทF5 เน็ตเวิร์กส์ ประเทศไทย กล่าวว่า องค์กรในไทยส่วนใหญ่พัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อใช้ภายในองค์กรมากขึ้น ซึ่งยังมีความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยสูง เพราะยังไม่เข้าใจเรื่องการป้องกันที่ดีพอ

การพัฒนาระบบแอพพลิเคชั่นนั้น ผู้เข้าใช้งานจะสามารถเข้าไปถึงเกตเวย์ของระบบเพื่อดึงข้อมูลมาใช้แบบเรียลไทม์ ดังนั้นความเสี่ยงในการเจอแฮ็กข้อมูลมีสูง ยิ่งจำนวนข้อมูลบนระบบมีมากความเสี่ยงก็ย่อมมากไปด้วย

ขณะที่การโจมตีระบบหน้าบ้านของแอพพลิเคชั่น (Application Programming Interface : API) นั้น โปรแกรมเมอร์ที่เขียนระบบมองเรื่องความรวดเร็วในการสร้างระบบให้เสร็จ แล้วค่อยมองเรื่องความปลอดภัยของระบบ ทำให้ความเสี่ยงในการเจาะข้อมูลมีสูง

“โดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ทอัพที่พัฒนาแอพพลิเคชั่นตามไอเดียก่อนที่จะมองเรื่องความปลอดภัย ทำให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้งานมีความเสี่ยงในการถูกขโมยข้อมูล โดยแฮ็กเกอร์ยังเจาะถึงรากฐานของระบบปฏิบัติการอย่างไอโอเอสและแอนดรอยด์ไม่ได้ แต่การเจาะระบบแอพพลิเคชั่นได้ ก็จะเป็นรูรั่วด่านแรกก่อนเข้าถึงโครงสร้างทั้งหมด”วัชระ กล่าว

นอกจากนี้ การโจมตีแบบ Ddos บนโมบายแบงก์กิ้งก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยง ยิ่งกลุ่มธุรกิจธนาคาร พัฒนารูปแบบการใช้จ่ายผ่านมือถือมากขึ้น ย่อมทำให้การเข้าใช้งานมีปัญหาอาจส่งผลให้ทำทรานแซ็กชั่นผ่านมือถือไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ากังวลและธุรกิจการเงินก็ลงทุนด้านความปลอดภัยมากที่สุดไม่แพ้กลุ่มโทรคมนาคม ภาครัฐและเฮลท์แคร์

ประชากรของไทยกำลังเข้าสู่ยุคมิลเลนเนียล ในปี 2563 จะมีประชากรประมาณ 1 ใน 3 หรือ 22 ล้านคน จากทั้งหมดกว่า 60 ล้านคน ที่มีการใช้งานสมาร์ทโฟนและแอพพลิเคชั่นมากขึ้น หากองค์กรที่พัฒนาระบบไม่วางฐานเรื่องความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้งานก่อน ย่อมเป็นปัญหาต่อการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

ประเทศไทยจะเดินหน้าสุ่ยุค 4.0 ได้อย่างมั่นคงนั้น สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ เรื่องความปลอดภัย  เพราะเหตุการณ์แรนซัมแวร์ทำให้ทั่วโลกบาดเจ็บกันสาหัสมาแล้ว

จับตา 10 เทรนด์ไอทีโลกปี 2018

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ธ.ค. 2560 เวลา 13:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/532612

จับตา 10 เทรนด์ไอทีโลกปี 2018

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

ขณะที่ปี 2017 กำลังจะสิ้นสุดลง การ์ทเนอร์ บริษัทวิจัยด้านเทคโนโลยีสหรัฐได้คัดเลือกแนวโน้มเทคโนโลยีที่จะมีบทบาทสำคัญอย่างมากในเชิงกลยุทธ์สำหรับปี 2018 นี้ไว้ 10 อย่างด้วยกัน ซึ่งสรุปสั้นๆ มาได้ดังนี้

1.ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)

หลังการพัฒนาและประยุกต์ใช้ เอไอเกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา ในปีหน้านี้เอไอจะเข้ามาเป็นรากฐานของโมเดลธุรกิจและระบบการดำเนินการต่างๆ ในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวมข้อมูลเพื่อการตัดสินใจต่างๆ หรือการเสริมสร้างงานบริการลูกค้า แนวโน้มดังกล่าวคาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2025

2.แอพพลิเคชั่นอัจฉริยะ

การ์ทเนอร์ ระบุว่า ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าแอพพลิเคชั่นจะเพิ่มความอัจฉริยะมากขึ้นจากการผสมผสานเข้ากับเอไอ และกลายเป็นผู้ช่วยเสมือนจริงทั้งสำหรับภาคธุรกิจและผู้บริโภค รวมถึงพลิกโฉมรูปแบบและโครงสร้างการทำงานในองค์กร

3.อุปกรณ์อัจฉริยะ

ในปีหน้านี้อุปกรณ์และเครื่องใช้ต่างๆ ภายในบ้านจะสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ได้มากขึ้นและใช้งานได้หลากหลายด้าน เช่น เครื่องดูดฝุ่นแบบกำหนดทิศทางได้เอง หรืออุปกรณ์เก็บเกี่ยวผลผลิตเกษตรอัตโนมัติ นอกจากนี้อุปกรณ์อัจฉริยะจะเปลี่ยนจากการใช้งานแบบเดี่ยวไปเป็นแบบกลุ่ม ที่อุปกรณ์ต่างๆ จะทำงานร่วมกันและเชื่อมต่อถึงกันเป็นเครือข่าย

4.ดิจิทัล ทวิน

ดิจิทัล ทวิน คือ บันทึกข้อมูลดิจิทัลของอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งได้มาจากเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งอยู่บนตัวอุปกรณ์ เพื่อบ่งบอกสถานะและการทำงานของอุปกรณ์ในแบบเกือบเรียลไทม์ โดยการ์ทเนอร์ คาดว่าจุดเชื่อมต่อดิจิทัล ทวิน จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 2.1 หมื่นล้านจุด ในปี 2020

5.เอดจ์ คอมพิวติ้ง (Edge com puting)

เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นการย้ายการประมวลผลและรวบรวมข้อมูลไปใกล้กับแหล่งข้อมูลมากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพและลดความล่าช้า เมื่อนำไปผสมผสานกับคลาวด์ คอมพิวติ้ง เทคโนโลยีเอดจ์ คอมพิวติ้งจะช่วยเติมเต็มการเชื่อมต่อต่างๆ ในระบบได้ดีขึ้น

6.ระบบการสนทนากับคอมพิวเตอร์

ระบบดังกล่าวจะเปลี่ยนการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะได้รับการพัฒนาให้มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น และทำได้มากกว่าการตอบคำถามธรรมดา เช่น การนำไปใช้เป็นพยานยืนยันเหตุอาชญากรรม หรือสเกตช์ภาพผู้ต้องสงสัยก่อเหตุจากข้อมูลเบื้องต้น

7.อิมเมอร์ซีฟ เอ็กซ์พีเรียนส์

การ์ทเนอร์ ระบุว่า อิมเมอร์ซีฟ เอ็กซ์พีเรียนส์ เป็นการสร้างประสบการณ์รับรู้โดยผสานโลกจริงกับโลกออนไลน์ ด้วยการใช้เทคโนโลยี เออาร์ วีอาร์ และเอ็มอาร์ (Mixed Reality) ทำให้ผู้ใช้สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับวัตถุต่างๆ ทั้งในโลกจริงและโลกดิจิทัลได้มากขึ้น

8.บล็อกเชน

แม้ขณะนี้บล็อกเชนยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่และยังไม่มีระเบียบกำกับดูแลชัดเจน แต่เทคโนโลยีดังกล่าวจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงภาคอุตสาหกรรม และมีการใช้งานในวงกว้างนอกจากด้านการเงิน

9.Event-Driven

การ์ทเนอร์ อธิบายว่า ธุรกิจดิจิทัลในอนาคตจะขับเคลื่อนจากกระแสและความเคลื่อนไหวต่างๆ (Event-Driven) การนำเอไอ อุปกรณ์ไอโอที หรือเทคโนโลยีอื่นๆ มาใช้ จึงจะช่วยให้ตรวจจับกระแสต่างๆ ได้รวดเร็วกว่า และวิเคราะห์ข้อมูลได้ตรงจุดมากกว่า

10.ระบบป้องกันความเสี่ยงแบบยืดหยุ่นได้

เนื่องจากธุรกิจดิจิทัลมีความ ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การพัฒนาระบบป้องกันความเสี่ยงและภัยคุกคามต่างๆ จึงมีความสำคัญ การประเมินความเสี่ยง ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์จึง เข้ามาช่วยในการตัดสินใจแบบเรียลไทม์ โดยจะต้องเปลี่ยนให้คนเป็นศูนย์ กลางระบบ และเปิดให้นักพัฒนารับผิดชอบมาตรการด้านความปลอดภัยต่างๆ มากขึ้น n

กสทช.กำชับโอเปอเรเตอร์ดูแลคุณภาพสัญญาณมือถือช่วงปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ธ.ค. 2560 เวลา 10:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/532644

กสทช.กำชับโอเปอเรเตอร์ดูแลคุณภาพสัญญาณมือถือช่วงปีใหม่

กสทช. กำชับโอเปอเรเตอร์ดูแลคุณภาพสัญญาณ พร้อมให้เพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการช่วงเทศกาลปีใหม่ 30 ธ.ค. 2560-2 ม.ค. 2561

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ วันที่ 30 ธ.ค. 2560-2 ม.ค. 2561 เป็นอีกเทศกาลหนึ่งที่มีสถิติการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่กันมาก ประชาชนนิยมติดต่อสื่อสารและส่งข้อความอวยพรกันผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค หรือคลิปวิดีโอสั้น ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ถือเป็นอีกหนึ่งเทศกาลที่ทุกคนในครอบครัวมารวมกัน

สำนักงาน กสทช. เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนผู้ใช้บริการในการติดต่อสื่อสารผ่านบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และเพื่อป้องกันไม่ให้คุณภาพและมาตรฐานในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในช่วงเวลาดังกล่าวลดลง สำนักงานฯ จึงได้สั่งการไปยังผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายให้เพิ่มขีดความสามารถและความระมัดระวัง ในการดูแลบำรุงรักษา ซ่อมแซม และแก้ไขปรับปรุงโครงข่ายโทรคมนาคม เครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์ ที่นำมาใช้ในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดระยะเวลาช่วงเทศกาลปีใหม่

“การดำเนินการทั้งหมดของสำนักงาน กสทช. ก็เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับให้ประชาชนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถใช้บริการอย่างต่อเนื่อง และไม่มีปัญหาในการใช้งานในช่วงวันปีใหม่” นายฐากร กล่าว