ไทยจ่อขึ้นอันดับ1มูลค่าค้าออนไลน์สูงสุดในอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ธ.ค. 2560 เวลา 09:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/532483

ไทยจ่อขึ้นอันดับ1มูลค่าค้าออนไลน์สูงสุดในอาเซียน

พาณิชย์หวังคนช็อปผ่านออนไลน์พุ่ง ดันมูลค่าการค้าปี 2564 เพิ่มเท่าตัว แตะ 5 ล้านล้าน ขึ้นแท่นแชมป์อาเซียน

นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์  เปิดเผยภายว่า การประชุมร่วมกับตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (อี-มาร์เก็ตเพลส) และผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (อี-คอมเมิร์ซ) รายใหญ่ เพื่อวางแนวทางการส่งเสริมการค้าออนไลน์ โดยกรมตั้งผลักดันยอดค้าขายผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซของไทยเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว ซึ่งคาดว่าปี 2564 การค้าขายผ่านออนไลน์ของไทยมีมูลค่า 5 ล้านล้านบาท พร้อมขึ้นเป็นอันดับ 1 ประเทศ ที่มีมูลค่าค้าขายออนไลน์สูงที่สุดในอาเซียน

ทั้งนี้ ที่ประชุมเตรียมขับเคลื่อนผู้ประกอบการชุมชนในการใช้ช่องทางอี-คอมเมิร์ซทำการตลาดและกระจายสินค้าใน 3 แนวทาง คือ 1 พัฒนาผู้ประกอบการให้มีองค์ความรู้ผ่านการจัดอบรม โดยการนำจุดเด่นของสินค้า ที่ผู้ประกอบการมีอยู่แล้วมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค และใช้ช่องทางอี-มาร์เก็ตเพลสในการขยายช่องทางการตลาด โดยในปี 2561 ตั้งเป้าหมายพัฒนาผู้ประกอบการชุมชนเข้าสู่อี-คอมเมิร์ซกว่า 1 หมื่นราย สร้างยอดขายได้มากกว่า 500 ล้านบาท

สำหรับแนวทางที่ 2 คือ การสร้างบรรยากาศการซื้อขายผ่านอี-คอมเมิร์ซ โดยกระตุ้นให้ผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าออนไลน์มีตัวตนและความน่าเชื่อถือของร้านค้า ผ่านการให้เครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือในการประกอบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (DBD Verified) จากกรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อขายออนไลน์ ก่อให้ธุรกิจเกิดความเติบโตอย่างยั่งยืน และแนวทางที่ 3 การจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมการค้าออนไลน์ เช่น การจัดงานไทยแลนด์ ออนไลน์ เมกะ เซลส์ เป็นต้น ช่วยกระตุ้นยอดขายของผู้ประกอบการ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในตลาดออนไลน์ คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 100 ล้านบาท

นางกุลณี กล่าวว่า กรมคาดหวังว่าความร่วมมือกันในครั้งนี้ จะช่วยแก้ไขปัญหาและเพิ่มความมั่นใจให้ผู้บริโภคสามารถจับจ่ายซื้อสินค้าทางออนไลน์ได้อย่างไร้กังวล รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้ร้านค้าออนไลน์เห็นถึงความสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือ และขอรับเครื่องหมาย DBD มากขึ้น และใช้อี-คอมเมิร์ซ เป็นช่องทางการขยายตลาดและสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันได้อย่างมั่นคง

รัฐติดเน็ตความเร็วสูงครบ2.4หมื่นหมู่บ้านทั่วประเทศแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 ธ.ค. 2560 เวลา 09:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/532181

รัฐติดเน็ตความเร็วสูงครบ2.4หมื่นหมู่บ้านทั่วประเทศแล้ว

กระทรวงดิจิทัลฯเผยติดตั้งอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงครบ 24,000 หมู่บ้านเป็นของขวัญปีใหม่

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และคณะลงพื้นที่บ้านหัวแท หมู่ที่ 8ตำบลบ้านกร่าง จ.พิษณุโลก เพื่อเปิดโครงการเน็ตประชารัฐ ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ ที่จ.พิษณุโลกและจ.สุโขทัย  ระหว่างวันที่ 24-26 ธ.ค. 2560

รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ กล่าวว่า  รัฐบาลยังคงเดินหน้าขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศสามารถเข้าถึงบริการที่เท่าเทียม  ซึ่งเป็นไปตามนโยบายประเทศไทย 4.0   ได้มอบหมายให้ บมจ.ทีโอที ให้ติดตั้งขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วไปยังหมู่บ้านทั่วประเทศที่ไม่มีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงครบตามเป้าหมาย ซึ่งขณะนี้ได้ติดตั้งครบทั่วประเทศทั้งแล้ว 24,700 หมู่บ้าน

แบ่งเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 13,468 หมู่บ้าน  ภาคเหนือ 4,416 หมู่บ้าน  ภาคใต้ 3,097 หมู่บ้าน  ภาคกลาง 2,084 หมู่บ้าน ภาคตะวันออก 1,554 หมู่บ้าน และกรุงเทพฯ และปริมณฑล 81 หมู่บ้าน ซึ่งถือเป็นของขวัญปีใหม่ที่รัฐบาลโดยกระทรวงดิจิทัลฯ มอบให้กับประชาชน

นายพิเชฐ กล่าวว่า การที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อธุรกิจในชุมชน กระทรวงฯ  จึงมีโครงการอบรมพัฒนาวิทยากรที่แกนนำชุมชนในการที่จเผยแพร่ความรู้ นำไปพัฒนาขยายเครือข่ายสู่ผู้นำชุมชนในท้องถิ่นจำนวน 100,000 คน และเชื่อมโยงขยายความรู้ไปสู่ประชาชนในหมู่บ้านเน็ตประชารัฐประมาณ 750,000 -1,000,000 คน ภายในระยะเวลา 1 ปี

ทั้งนี้ เบื้องต้นกระทรวงดิจิทัลฯ ได้จัดอบรมพัฒนาวิทยากรแกนนำไปแล้วจำนวน 1,000 คน  เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชน และประชาชนในพื้นที่   และมีการการนำสินค้าโอทอป สินค้าในท้องถิ่นค้าขายสินค้าออนไลน์ (e-commerce)

นอกจากนี้ โครงการที่กระทรวงฯ ยังคงดำเนินการต่อต่อเนื่องนั้น คือการต่อยอดขยายโครงข่ายเน็ตประชารัฐไปยังโรงเรียน โรงพยาบาลสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อให้เกิดบริการออนไลน์ ด้านการศึกษา และสาธารณสุข  ผ่านโครงข่ายเน็ตประชารัฐ ซึ่งการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนจะเสริมสร้างชุมชนทั่วประเทศให้มีการพัฒนาเพิ่มศักยภาพ     เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ ทั้งภาคการผลิต ทั้งภาคเกษตรกรรม และภาคอุตสาหกรรมให้เกิดแหล่งความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม ตลอดจนแหล่งเงินทุน เพื่อให้สามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าออกสู่ตลาดระดับโลก และตลาด

เคาะราคาเน็ตประชารัฐเดือนละ349บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 ธ.ค. 2560 เวลา 08:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/532166

เคาะราคาเน็ตประชารัฐเดือนละ349บาท

ดีอีเตรียมเปิดให้ภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ เข้ามาเชื่อมต่อเน็ตประชารัฐให้บริการแก่ประชาชน กำหนดราคากลาง 349 บาท/เดือน

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า แผนงานของกระทรวงในปี 2561 จะเดินหน้าโครงการเน็ตประชารัฐที่ได้มีการติดตั้งโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเสร็จในวันที่ 20 ธ.ค.ที่ผ่านมาแล้ว ครบจำนวน 2.47 หมื่นหมู่บ้าน โดยบริษัท ทีโอที ได้ทำระบบการให้บริการเน็ตประชารัฐแบบเปิด เพื่อให้ภาครัฐ ภาคเอกชน หรือรัฐวิสาหกิจ เข้ามาเชื่อมต่อให้บริการกับประชาชนได้

สำหรับการเปิดให้ภาคเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจเข้ามาเชื่อมต่อเน็ตประชารัฐเพื่อให้บริการแก่ประชาชนปลายทาง กระทรวงได้ราคากลางค่าบริการแพ็กเกจรายเดือนแล้วอยู่ที่ประมาณ 349 บาท/เดือน ความเร็วอินเทอร์เน็ตอยู่ที่ 30/10 ถือเป็นราคาที่เหมาะสมเมื่อคิดตามพื้นที่การเข้าถึง เพื่อทำให้ประชาชนได้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตในราคาไม่แพง รวมถึงจะส่งเสริมทำให้เกิดประโยชน์ในการทำธุรกิจออนไลน์ หรืออี-คอมเมิร์ซ

ขณะเดียวกัน การส่งเสริมทำธุรกิจออนไลน์ หรือ อี-คอมเมิร์ซ จะเปิดให้บริการอี-คอมเมิร์ซระดับชุมชนที่จะครอบคลุมทั้งการชำระเงินและระบบการจัดส่งสินค้าทางไปรษณีย์ รวมถึงการมุ่งอบรมสร้างแกนนำคนรุ่นใหม่ ทำให้ประชาชนมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องเน็ตประชารัฐและการใช้บริการ คาดว่าจะสามารถอบรมให้ความรู้แก่ประชาชนในระยะแรกได้ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน

นอกจากนี้ กระทรวงจะเดินหน้าการจัดทำโครงการ ดิจิทัล พาร์ค ไทยแลนด์ ใน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ที่อยู่ภายใต้โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี ระยะแรกจะเริ่มสร้างสิ่งปลูกสร้างพื้นฐาน พร้อมจัดตั้งสถาบันอินเทอร์เน็ตเพื่อการพัฒนาประเทศ เพื่อทำให้เกิดการใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตอย่างสูงสุด และเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมต่างๆ

นายพิเชฐ กล่าวต่อว่า ส่วนแผนงานไซเบอร์ซีเคียวริตี้จะเดินหน้าต่อเนื่อง ทั้งการปิดกั้นเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการพิจารณากฎหมายและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และการผลักดันโครงการเมืองอัจฉริยะ หรือสมาร์ทซิตี้ 6 เมืองในปีหน้า การสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ พร้อมกับสร้างบุคลากรทางดิจิทัล

ทีโอทีชูแพ็กเกจ “ซิมสวัสดิการรัฐ” เดือนละ59บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 ธ.ค. 2560 เวลา 07:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/532158

ทีโอทีชูแพ็กเกจ "ซิมสวัสดิการรัฐ" เดือนละ59บาท

ทีโอทีเร่งหารือคลังข้อเสนอแพ็กเกจซิมสวัสดิการ 49-59 บาท/เดือน ได้ข้อสรุปก่อนสิ้นปี

นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที เปิดเผยว่า ความคืบหน้ากรณีที่กระทรวงการคลังจะจัดให้มีซิมอินเทอร์เน็ตฟรีให้กับผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือซิมสวัสดิการ โดยจะร่วมมือกับทีโอทีนั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการหารือเกี่ยวกับแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตที่จะให้บริการ โดยทีโอทีเสนอแพ็กเกจที่สามารถใช้งานได้ทั้งการโทร และการใช้ข้อมูล (ดาต้า) เพื่อให้เหมาะสมต่อการใช้งานมากที่สุด ในราคา 49-59 บาท/เดือน ด้วยอินเทอร์เน็ตจำนวน 1 กิกะไบต์ (GB) ซึ่งเป็นการให้บริการ3จี บนคลื่นความถี่ย่าน 2100 เมกะเฮิรตซ์ของทีโอที

อย่างไรก็ตาม แพ็กเกจดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างที่ทีโอทีนำเสนอ ยังต้องมีการหารืออีกครั้ง โดยคาดจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นปีนี้ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน ขณะที่ตัวเลขจำนวนซิมสวัสดิการที่จะแจกจ่ายให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย กระทรวงการคลังเสนอมาเบื้องต้นจำนวน 2 ล้านซิม สำหรับการดำเนินการแจกจ่าย และขึ้นทะเบียนผู้มีสิทธิได้รับซิมสวัสดิการเป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลัง เนื่องจากทีโอทีเป็นผู้ให้บริการที่เข้ามาร่วมสนับสนุนเท่านั้น

“ในส่วนของรายละเอียดงบประมาณค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น หรือรูปแบบการให้บริการนั้น เบื้องต้นทีโอทีได้เสนอว่า ซิมการ์ดดังกล่าวไม่ควรใช้แค่เข้าอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่ควรใช้โทรได้ด้วย เพราะเป็นการมอบให้กับผู้ที่มีรายได้น้อยซึ่งยังไม่มีโทรศัพท์มือถือไว้ใช้งาน ซึ่งแพ็กเกจที่มีอยู่ปัจจุบันของทีโอที คือ แพ็กเกจที่ไม่เกิน 100 บาท/เดือน โดยมองว่าแพ็กเกจราคาซิมสวัสดิการน่าจะอยู่ที่ประมาณ 49-59 บาท/เดือน ด้วยจำนวน 1 กิกะไบต์ โดยเป็นเพียงข้อเสนอที่ได้แจ้งให้กระทรวงการคลังทราบเท่านั้น ยังไม่ใช่ราคาที่ถูกเลือก เพราะต้องหารือกันอย่างละเอียดอีกครั้ง” นายมนต์ชัย กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการดังกล่าวจะมีขึ้นด้วยรัฐบาลมีวัตถุประสงค์สนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยมีโอกาสเข้าถึงบริการจากภาครัฐได้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆ เป็นช่องทางการเข้าถึงความรู้เพื่อนำไปประกอบอาชีพ มีเป้าหมายสำคัญคือลดความเหลื่อมล้ำ

ITC Cooling Batt Building อาคารแบตหนึ่งเดียวในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ธ.ค. 2560 เวลา 12:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/531906

ITC Cooling Batt Building อาคารแบตหนึ่งเดียวในโลก

โดย กองทรัพย์

วิศวกรไทยเจ้าของรางวัลระดับโลก จากกลุ่มบริษัท ไอ.ที.ซี. ผู้นำด้านเทคโนโลยีระบบทำความเย็นถนอมอาหาร เจ้าของรางวัลชนะเลิศ “เทคโนโลยีอะวอร์ด” หมวดอุตสาหกรรมและกระบวนการผลิตจากสมาคมแอชเร่ย์ (ASHRAE) สหรัฐอเมริกา ในปี 2552 จากสมาคมทางวิชาการด้านวิศวกรรมการปรับอากาศและทำความเย็นระดับโลก

เพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำนวัตกรรมด้านพลังงานของบริษัท ไอ.ที.ซี. กับสำนักงานประหยัดพลังงานแห่งใหม่ “Cooling Batt Building by ITC” บนพื้นที่ใช้สอยกว่า 3,000 ตร.ม. ภายใต้งบประมาณการก่อสร้างกว่า 120 ล้านบาท กับอาคารที่มีแบตเตอรี่กักเก็บความเย็น หรือถังกักเก็บความเย็นหนึ่งเดียวในโลก ที่ติดตั้งระบบทำความเย็น “Cooling Batt” และชุดระบายความร้อน “Fanless Evaporative Condenser”

นวัตกรรมที่ไม่ต้องใช้พัดลมเป็นครั้งแรกของโลก ต้นแบบรักษ์พลังงาน สำหรับการศึกษาและเรียนรู้เรื่องของการบริหารจัดการพลังงานเพื่อต่อยอดไปสู่การจัดสรรการใช้พลังงานในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการจุดประกายให้คนไทยคิดค้นนวัตกรรมที่ช่วยในการประหยัดพลังงานต่อไปในอนาคต

อภิชัย ล้ำเลิศพงศ์พนา กรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ไอ.ที.ซี. กล่าวว่า “Cooling Batt by ITC นิยามที่ใช้เรียกอาคารสำนักงานแห่งใหม่ของกลุ่มบริษัท ไอ.ที.ซี. เปรียบเสมือนอาคารที่มีแบตเตอรี่กักเก็บความเย็นหรือถังกักเก็บความเย็น

 

“อาคาร Cooling Batt แห่งนี้เป็นอาคารหนึ่งเดียวในโลกที่มีความพิเศษเฉพาะตัว 2 ประการ คือ ใช้สารทำความเย็นจากธรรมชาติ อาศัยหลักการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่มีปริมาณมากเกินสมดุลของระบบนิเวศทางธรรมชาติมาใช้เป็นสารทำความเย็น ช่วยลดปัจจัยอันเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อน

รวมทั้งสร้างนวัตกรรมทางวิศวกรรมทำความเย็น ‘Fanless Evaporative Condenser’ การระบายความร้อนของระบบทำความเย็นโดยไม่ใช้พัดลม แต่ใช้หลักการนำพาความร้อนออกไปจากระบบทำความเย็น โดยภูมิปัญญาของมนุษย์และกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ลมบก ลมทะเล”

สำหรับระบบทำความเย็นของอาคาร Cooling Batt  อภิชัย ขยายความรู้ว่ามีการทำงานพื้นฐานไม่ต่างจากระบบทำความเย็นปรับอากาศทั่วไปที่ใช้ฟรีออนเป็นสารทำความเย็น โดยกลุ่มบริษัท ไอ.ที.ซี. นำคาร์บอนไดออกไซด์ มาใช้ในกระบวนการกักเก็บไว้ใน Cooling Batt เป็นสารทำความเย็นให้แก่น้ำ

“สะสมความเย็นเปลี่ยนน้ำให้เป็นน้ำแข็งด้วยพลังงานไฟฟ้าในช่วงเวลากลางคืนที่อัตราค่าไฟฟ้าราคาถูก ซึ่งการสะสมความเย็นในรูปของน้ำแข็งนั้นจะเพียงพอกับการปรับอากาศช่วงเวลากลางวัน เมื่อต้องการทำความเย็นระบบปรับอากาศจะปั๊มหมุนเวียนน้ำเข้า-ออก Cooling Batt ละลายน้ำแข็งเป็นน้ำเย็นไปแจกจ่ายความเย็นตามจุดต่างๆ ภายในอาคาร”

 

อภิชัย ย้ำว่า กลุ่มบริษัท ไอ.ที.ซี. ต้องการสร้างอาคาร Cooling Batt เป็นอาคารต้นแบบ เพื่อตอบโจทย์สังคมว่าแท้จริงแล้วเราสามารถกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ไม่ให้ปล่อยออกสู่บรรยากาศได้ โดยนำมาเป็นสารทำความเย็นในระบบปิด

“คาร์บอนไดออกไซด์มีราคาถูกกว่าสารฟรีออน แต่ให้ประสิทธิภาพการทำความเย็นไม่แตกต่างจากสารอื่นๆ ที่ใช้อยู่ในระบบปรับอากาศทั่วไป เช่น R22 ซึ่งเป็นสาร Hydrochlorofluorocarbon (HCFC) ที่ส่งผลเสียก่อให้เกิดการทำลายชั้นโอโซน รังสีอัลตราไวโอเลตและอินฟราเรด ส่องผ่านลงมายังพื้นโลกมากขึ้น และกีดขวางไม่ให้แผ่รังสีออกไปจากชั้นบรรยากาศโลกได้เช่นกัน สารทำความเย็นดังกล่าวที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันจึงเป็นอีกปัจจัยทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ในทางตรงกันข้าม CO2 ส่งผลดีต่อระบบนิเวศของโลก CO2 เป็นสารทำความเย็นธรรมชาติที่มีค่า Ozone Depleting Potential (ODP) และ Global Warming Potential (GWP) ต่ำ

เมื่อนำสารทำความเย็นคาร์บอนไดออกไซด์มาใช้ควบคู่กับการสะสมพลังงานความเย็นด้วย Cooling Batt ผสมผสานกับนวัตกรรมใหม่ Fanless Evaporative Condenser  กระบวนการทำความเย็นระบบปรับอากาศจึงมีสมรรถนะสูง Coefficient of Performance (COP) และประหยัดพลังงาน ใช้พลังงานไฟฟ้าในช่วงเวลากลางคืนที่โรงงานอุตสาหกรรมและบ้านเรือนมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าน้อย และนำความเย็นที่สะสมไว้มาใช้ในช่วงเวลากลางวันโดยใช้พลังงานไฟฟ้าในช่วงระหว่างวันไม่เกิน 25% เมื่อเทียบกับเครื่องปรับอากาศแบบ Split Type หรือ Chiller จึงช่วยลดภาระการผลิตกระแสไฟฟ้าของประเทศในช่วง On Peak และช่วยประหยัดค่าพลังงานไฟฟ้าให้กับผู้ใช้งานได้”

ทางด้าน ดร.อภิชิต ล้ำเลิศพงศ์พนา กรรมการผู้จัดการกลุ่มบริษัท ไอ.ที.ซี. กล่าวเสริมว่า นอกจากการตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งลดการใช้พลังงานไฟฟ้าจากระบบปรับอากาศดังกล่าวแล้ว อาคารนี้ยังได้คำนึงถึงการใช้แสงอาทิตย์จากภายนอกมาใช้ส่องสว่างภายในอาคาร

 

“โดยพื้นที่ติดตั้ง Cooling Batt บริเวณส่วนกลางอาคารถูกออกแบบเป็นช่องโล่งช่วยให้ความสว่างส่องเข้าภายในอาคารได้อย่างทั่วถึง ลดการใช้หลอดไฟส่องสว่างภายในบริเวณอาคารส่วนสำนักงานทั้งหมด อาคาร Cooling Batt จึงเป็นตัวอย่างการบริหารจัดการพลังงานของกลุ่มบริษัท ไอ.ที.ซี. ที่นอกจากช่วยประหยัดค่าไฟ การอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด ยังไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ลดภาวะโลกร้อน

เป็นอาคารต้นแบบที่มีส่วนช่วยให้การผลิตพลังงานไฟฟ้าของประเทศเป็นไปอย่างเหมาะสม มีพลังงานไฟฟ้าสำรองอย่างเพียงพอโดยไม่ต้องเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าโดยไม่จำเป็น ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับจากการบริหารจัดการพลังงานของอาคาร Cooling Batt  ให้คุณประโยชน์กับทุกภาคส่วนในสังคม ใกล้ตัวที่สุดส่งผลดีทางตรงต่อผู้ใช้อาคาร สามารถคืนทุนได้ภายในระยะสั้น 4-5 ปี”

ดร.อภิชิต กล่าวอีกว่า อาคาร Cooling Batt  ไม่เพียงแต่ช่วยให้การใช้พลังงานไฟฟ้าลดลง แต่ยังสนับสนุนให้นำพลังน้ำมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าให้มากที่สุด

“เพราะพลังน้ำเป็นพลังงานสะอาด ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยทำให้ประเทศได้ผลดีในเรื่องคาร์บอนเครดิตตามมา ด้วยกำลังผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังน้ำซึ่งมีอยู่ถึง 3,400 เมกะวัตต์ สามารถใช้ปรับอากาศในอาคาร Cooling Batt ได้ถึง 22,667 อาคาร โดยใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดวันละ 23.8 ล้านหน่วย (kW.h) เทียบเท่าปริมาณก๊าซธรรมชาติถึง 218 ล้านลูกบาศก์ฟุต คิดเป็นมูลค่า 61.9 ล้านบาท/วันเลยทีเดียว

ถ้าคิด 22 วันทำงาน ก็จะคิดเป็นค่าก๊าซธรรมชาติถึง 1,346 ล้านบาท/เดือน นี่คือส่วนต่างที่เราสามารถช่วยประเทศลดค่าพลังงานลงได้”

บิตคอยน์ดิ่งหนัก40%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ธ.ค. 2560 เวลา 10:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/531884

บิตคอยน์ดิ่งหนัก40%

ราคาบิตคอยน์ร่วงหนักเกือบ 40% ด้านแบงก์ชาติโลกประสานเสียงเตือนความเสี่ยงเงินดิจิทัล

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า บิตคอยน์สกุลเงินดิจิทัลที่มีการซื้อขาย มากที่สุดในโลกปรับตัวลงถึง 38% ไปอยู่ที่ 1.21 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ/บิตคอยน์ ระหว่างการซื้อขายเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. จากระดับสูงสุดที่ 1.95 หมื่นดอลลาร์/บิตคอยน์ เมื่อต้นเดือน ธ.ค. เนื่องจากแรงเทขายทำกำไร ซึ่งส่งผลให้บิตคอยน์ ปรับตัวลงเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน

รายงานระบุว่า นักลงทุนเทขายเงินดิจิทัลสกุลอื่นๆ เช่นกันโดยอีเธอเรียม ซึ่งมีสัดส่วนการซื้อขายมากที่สุดอันดับ 2 ปรับลง 26% และบิตคอยน์ แคช ซึ่งแตกตัวออกมาจากบิตคอยน์ร่วงลง 38%

นายรอสส์ นอร์แมน ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บริษัทหลักทรัพย์ ชาร์ปส์ พิกซ์ลีย์ เปิดเผยกับ บลูมเบิร์กว่าดีมานด์จากนักลงทุน รายย่อยทำให้ราคาบิตคอยน์ทะยานขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดีการเปิดขาย บิตคอยน์ในรูปแบบสัญญาล่วงหน้า (ฟิวเจอร์ส) อาจทำให้นักลงทุนสถาบันรอโอกาสเข้ามาซื้อบิตคอยน์ แล้วเทขายทำกำไรในภายหลัง ซึ่งจะทำให้ราคา บิตคอยน์ร่วงหนักยิ่งขึ้น

บลูมเบิร์กเสริมว่า ราคาบิตคอยน์ปรับขึ้นมากว่า 1,100% แล้วในปี 2560 โดยราคาที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีความผันผวนสูงมาก ทำให้หน่วยกำกับดูแลการเงินของหลายประเทศเตือนความเสี่ยงในการลงทุนและฟองสบู่เงินดิจิทัล ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลก

ด้านสำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า สัญญาณเตือนความเสี่ยงเงินดิจิทัลล่าสุดมาจาก นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ซึ่งระบุว่าราคาบิตคอยน์ผิดปกติ แม้ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นประกาศยอมรับให้บิตคอยน์สามารถใช้ชำระเงินได้ตามกฎหมาย และรัฐบาลออกใบอนุญาตให้แพลตฟอร์มซื้อขายเงินดิจิทัล 11 แห่ง สามารถทำธุรกิจดังกล่าวได้เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางออสเตรเลีย เกาหลีใต้ อินเดีย สิงคโปร์ รวมถึงไทย แสดงความวิตกเกี่ยวกับการลงทุนในเงินดิจิทัลด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ คริปโตคอมแพร์ บริษัทรวบรวมและวิจัยข้อมูลเงินดิจิทัล ระบุว่า ประเทศเอเชียโดยเฉพาะญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเวียดนาม มีสัดส่วนการซื้อขายบิตคอยน์ รวมกันถึง 80% จากทั่วโลก

ท้าชนแกร็บ-อูเบอร์แดคซีดึงแท็กซี่ร่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ธ.ค. 2560 เวลา 07:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/531861

ท้าชนแกร็บ-อูเบอร์แดคซีดึงแท็กซี่ร่วม

แดคซีหวังแจ้งเกิด ตีตลาดแกร็บ-อูเบอร์ ดึงแท็กซี่ป้ายเหลืองเข้าระบบ ตั้งเป้าแท็กซี่ใช้งานไม่น้อยกว่า 5 หมื่นราย

นายอเล็กซานเดอร์ วอน คัลเดนเบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แอพพลิเคชั่น แดคซี (DACSEE) เปิดเผยว่า แอพพลิเคชั่นแดคซีเป็นบริการเรียกรถแท็กซี่ผ่านแอพพลิเคชั่นที่เปิดให้บริการทั่วโลก คล้ายกับอูเบอร์และแกร็บ แต่ไม่คิดค่าใช้บริการทั้งผู้เรียกและคนขับ

ทั้งนี้ แดคซีมองว่าบริการไรด์แชริ่ง อาจจะดีในแง่การเดินทางไปในทิศทางเดียวกัน แต่ส่งผลกระทบกับอีโคซิสเต็มของธุรกิจที่ถูกกฎหมาย รวมทั้งผู้ให้บริการไรด์แชริ่งก็เรียกค่าใช้ระบบสูงถึง 30% ต่อการเรียกใช้งานในแต่ละครั้งของลูกค้า ส่งผลให้รายได้แท็กซี่ไม่คุ้มกับการทำงาน

อย่างไรก็ตาม แดคซีไม่ใช่บริษัทจึงไม่มีการหักรายได้ส่วนหนึ่งของผู้ขับเข้าบริษัท แต่จะเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ให้กับคนขับ ในรูปแบบของสกุลเงินดิจิทัลที่แลกเปลี่ยนได้ตามสกุลเงินท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ

นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าแท็กซี่ ที่จะเข้ามาใช้งานระบบ 2-5 หมื่นรายในปีหน้า ซึ่งแอพจะเปิดให้บริการ อย่างเป็นทางการประมาณเดือน ก.พ. 2561 ขณะนี้อยู่ระหว่างการพูดคุยกับหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการเงินในไทยเพื่อเปิดให้บริการได้อย่างถูกกฎหมาย

ทางด้านเงินทุนในการตั้งบริษัทได้ระดมทุนแบบ ICO (Initial Coin Offering) การระดมทุนรูปแบบใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มสตาร์ทอัพทั่วโลก โดยตั้งเป้าระดมทุนไว้ที่ 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3,930 ล้านบาท

แนวโน้มภัยไซเบอร์ปี’61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ธ.ค. 2560 เวลา 07:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/531860

แนวโน้มภัยไซเบอร์ปี'61

ปี 2561 การขู่กรรโชกทางดิจิทัลจะเป็นโมเดลธุรกิจหลักของอาชญากรคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่

ทักษะและทรัพยากร คือองค์ประกอบ2 อย่างที่ผู้โจมตีใช้สร้างอาวุธ แต่ผู้โจมตีจะไม่มีวันเจาะผ่านระบบความปลอดภัยหรือทำการโจมตีที่ซับซ้อนได้ หากไม่ค้นพบจุดอ่อนในระบบตั้งแต่แรก การโจมตีด้วยมัลแวร์จำนวนมาก กลโกงทางอีเมล การเจาะระบบอุปกรณ์ และการสร้างความเสียหายให้กับบริการ ทั้งหมดนี้ล้วนอาศัยช่องโหว่ของเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นจากเทคโนโลยีหรือบุคลากร เพื่อให้บรรลุภารกิจดังกล่าว

มีหลายตัวอย่างที่ทราบกันดี เช่น การเชื่อมต่อและการมีปฏิสัมพันธ์ที่เพิ่มมากขึ้นในเครือข่ายที่ไม่ปลอดภัย แต่โชคร้ายที่การนำเทคโนโลยีที่ไม่สมบูรณ์ไปใช้ยิ่งเพิ่มโอกาสของการเกิดภัยคุกคามเพิ่มมากขึ้น การป้องกันในจุดที่จำเป็นและในเวลาที่จำเป็นจึงกลายเป็นเสาหลักของการรักษาความปลอดภัยในโลกที่ภัยคุกคามมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ใน และเป็นแรงผลักดันให้เกิดอุบายอื่นๆ ที่จะหลอกลวงเหยื่อกระเป๋าหนัก ขณะที่ช่องโหว่ในอุปกรณ์ไอโอที จะเริ่มขยายพื้นที่ของการโจมตีอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้จะเชื่อมต่อถึงกันมากยิ่งขึ้นจนเป็นสภาพแวดล้อมแบบอัจฉริยะในทุกแห่งหน อุบายหลอกลวงทางอีเมลธุรกิจจะดักเหยื่อที่เป็นองค์กรมากขึ้นเพื่อหลอกเอาเงิน ยุคสมัยของข่าวปลอมและการโฆษณาชวนเชื่อทางอินเทอร์เน็ตจะยังคงดำเนินต่อไปด้วยลูกไม้เก่าๆ ของอาชญากรคอมพิวเตอร์

การเรียนรู้ของเครื่องจักร (แมชีนเลิร์นนิ่ง) และแอพพลิเคชั่นด้านบล็อกเชนจะให้ทั้งความหวังและเป็นหลุมพรางอันตราย บริษัทต่างๆ จะต้องเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวให้ทันกับการบังคับใช้กฎหมายการปกป้องข้อมูลทั่วไป (General Data Protection Regulation-GDPR) ไม่เพียงแต่องค์กรจะเต็มไปด้วยจุดอ่อนเท่านั้น แต่ช่องโหว่ในกระบวนการภายในจะถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อบ่อนทำลายการผลิตด้วย

สิ่งเหล่านี้คือภัยคุกคามที่เข้ามามีบทบาทในปี 2561 “เทรนด์ แล็บส์ ศูนย์วิจัยและพัฒนา และสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วโลก” ชี้ว่า ภัยคุกคามเหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ว่าโซลูชั่นความปลอดภัยแบบเดิมๆ ล้าสมัยเกินกว่าที่จะระบุและตรวจจับภัยคุกคามได้ เมื่อสภาพแวดล้อมเริ่มเชื่อมต่อถึงกันมากขึ้นและซับซ้อนขึ้น โดยบริษัท เทรนด์ ไมโคร ได้ตรวจสอบภัยคุกคามทั้งปัจจุบันและที่อุบัติใหม่ ซึ่งโมเดลธุรกิจของซอฟต์แวร์เรียกค่าไถ่หรือแรนซัมแวร์ยังคงเป็นอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ที่พบในปี 2561 และเริ่มตรวจพบการขู่กรรโชกทางดิจิทัลด้วยการเสนอซอฟต์แวร์เรียกค่าไถ่ในฐานะบริการ (RaaS) ตาม ฟอรั่มสนทนาใต้ดินโดยใช้บิตคอยน์ซึ่งปลอดภัยในการเก็บค่าไถ่ ส่งผลให้อาชญากรคอมพิวเตอร์เริ่มเข้าสู่โมเดลธุรกิจมากยิ่งขึ้น

 

ด้วยซอฟต์แวร์เรียกค่าไถ่ที่เติบโตสมบูรณ์จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการขู่กรรโชกทางดิจิทัล ภัยคุกคามทางออนไลน์ในยุคแรกๆ จะเน้นไปที่ซอฟต์แวร์ขโมยข้อมูลและมัลแวร์ที่เข้าควบคุมธุรกรรมของธนาคารเพื่อขโมยข้อมูลส่วนตัว ต่อมาภัยเปลี่ยนเป็นโซลูชั่นแสร้งเป็นโปรแกรมต้านมัลแวร์ (FakeAV) เพื่อลวงให้ดาวน์โหลดและเน้นไปที่เรียกค่าไถ่เป็นตัวเงิน

ขณะที่ผู้ใช้และองค์กรสามารถรับมือกับการขู่กรรโชกทางดิจิทัลเหล่านี้ได้ โดยใช้โซลูชั่นเกตเวย์สำหรับเว็บและอีเมลเพื่อเป็นปราการป้องกันด่านแรก โซลูชั่นที่อาศัยการเรียนรู้ของเครื่องจักรที่แม่นยำสูง การติดตามพฤติกรรมและการอุดช่องโหว่จะช่วยป้องกันไม่ให้ภัยคุกคามบรรลุเป้าหมาย ความสามารถเหล่านี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกรณีของซอฟต์แวร์เรียกค่าไถ่สายพันธุ์ต่างๆ ที่เริ่มหันไปส่งแบบไม่มีไฟล์ ซึ่งทำให้ไม่มีเนื้อหาอันตรายหรือไม่มีไฟล์ไบนารีให้โซลูชั่นแบบเดิมๆ ตรวจพบได้

รวมทั้งอาชญากรคอมพิวเตอร์จะสำรวจวิธีใหม่ๆ เพื่อใช้อุปกรณ์ไอโอทีสร้างประโยชน์ให้กับตนเอง การโจมตีที่ใช้เทคนิคของ Distributed Denial of Service ในแบบกระจาย หรือดีดอส (DDoS) จำนวนมาก การใช้อุปกรณ์ ไอโอทีสร้างพร็อกซีอำพรางตำแหน่ง จะมีการแฮ็กโดรนซึ่งในสหรัฐบินอยู่นับแสนเครื่องให้เกิดอุบัติเหตุมากขึ้น

นอกจากนี้ ปี 2561 คาดจะเกิดคดีเกี่ยวกับการแฮ็กข้อมูลชีวภาพ ผ่านทางอุปกรณ์สวมใส่และอุปกรณ์ทางการแพทย์ อุปกรณ์บันทึกชีวมาตร เช่น เครื่องติดตามการเต้นของหัวใจและสายรัดบันทึกการออกกำลังกาย ซึ่งพบมีช่องโหว่อาจใช้เพื่อทำร้ายถึงชีวิต

สำหรับภาพรวมทั่วโลกจะสูญเงินจากอีเมลหลอกลวงจะทะลุ 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2561 จากข้อมูลของสำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (เอฟบีไอ) การโฆษณาชวนเชื่อทางอินเทอร์เน็ตจะมีประสิทธิภาพกว่าเดิม มีเครื่องมือตัดต่อเสียงและวิดีโอที่สามารถสร้างคลิปที่ดูเหมือนจริง สื่อสังคมออนไลน์จะนำมาใช้ทางการเมืองมากขึ้น เช่นเลือกตั้งทั่วไปในสวีเดน การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ฟาร์มโทรล (Troll Farm) อยู่เบื้องหลังผู้มีอิทธิพลในทวิตเตอร์ผู้คุกคามจะจ้องฉวยโอกาสจากการเรียนรู้ของเครื่องจักร (แมชีนเลิร์นนิ่ง) และเทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อขยายเทคนิคการคุกคามของตัวเอง

ดังนั้น การจัดการความปลอดภัยปี 2561 สิ่งที่ทั้งองค์กรและผู้ใช้งานทำได้มากที่สุด คือการลดความเสี่ยงทุกชั้นของระบบ การรักษาความปลอดภัยแบบหลายชั้นสำหรับองค์กร โดยเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัย เช่น การสแกนแบบเรียลไทม์ การสแกนที่ทำงานอัตโนมัติตลอดเวลาช่วยตรวจพบมัลแวร์ที่มีฤทธิ์รุนแรง การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์และไฟล์ การวิเคราะห์พฤติกรรม การเพิ่มข้อมูลด้านการเรียนรู้ต่อภัยคุกคาม แมชีนเลิร์นนิ่ง การรักษาความปลอดภัยที่อุปกรณ์ปลายทาง

ด้านแนวทางปฏิบัติการป้องกันภัยที่ยั่งยืนสำหรับผู้ใช้งานปลายทาง เช่น เปลี่ยนรหัสผ่านเสมอ ตั้งค่าอุปกรณ์ให้มีความปลอดภัย ติดตั้งซอฟต์แวร์อุดช่องโหว่ให้ทันเวลา อย่าเพิกเฉยต่อกลวิธีโจมตีแบบวิศวกรรมสังคม ทั้งหมดนี้เพื่อให้มั่นใจว่าระบบจะได้รับการป้องกันขั้นสูงสุดต่อภัยที่จะเกิดขึ้นใหม่ในปี 2561 ที่จะถึงนี้

“วอยซ์ ทีวี”ปลดพนักงาน-ปรับโครงสร้างองค์กร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 22 ธ.ค. 2560 เวลา 16:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/531767

"วอยซ์ ทีวี"ปลดพนักงาน-ปรับโครงสร้างองค์กร

“วอยซ์ ทีวี”แถลงปรับโครงสร้างองค์กร ปลดพนักงาน127ชีวิต ปรับผังลดจำนวนรายการ รุกช่องทางการสื่อสารออนไลน์

เมื่อวันที่22ธ.ค.60 นายเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วอยซ์ ทีวี แถลงว่า ตั้งแต่วันที่ 1ม.ค.61  บริษัทฯ จะมีการปรับโครงสร้างองค์กร ปรับผังรายการทีวี และพัฒนาการนำเสนอผ่านทุกช่องทางออนไลน์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในองค์กรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัล ให้เป็นไปตามแผนธุรกิจและเป้าหมายของบริษัทฯ ปี 2561

แถลงการณ์ระบุว่า ภายใต้สถานการณ์การเมืองที่มีข้อจำกัดมาเกือบ 4 ปี แม้บริษัทฯ ได้รับผลกระทบทางธุรกิจอันเนื่องมาจากคำสั่งของหน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่ควบคุมการเสนอข้อมูลข่าวสารอยู่บ่อยครั้ง แต่การที่บริษัทฯ ได้พยายามรักษาสมดุลระหว่างเสรีภาพในการนำเสนข้อมูลข่าวสาร และข้อจำกัดทางการเมืองที่ต้องให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างเต็มที่เท่าที่ทำได้ จึงยังทำให้บริษัทฯ สามารถยืนหยัดในการผลิตผลงานคุณภาพที่มีคุณค่ากับสังคม เป็นทางเลือกในการรับชมรายการทีวีที่มีสาระสร้างสรรค์ เสนอข้อมูลข่าวสารพร้อมบทวิเคราะห์ที่ทำให้สังคมไทยคิดก้าวหน้าอย่างนานาอารยประเทศ

นอกเหนือจากสภาวการณ์ทางการเมืองที่บริษัทฯ ต้องบริหารอย่างสมดุลแล้ว สถานการณ์ของอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลคืออีกปัจจัยที่มีผลกระทบแทบทุกช่องอย่างถ้วนหน้า รวมถึง ‘วอยซ์ ทีวี’ ด้วยเช่นกัน ความจำเป็นในการปรับโครงสร้างองค์กรให้สอดคล้องต่อความเป็นจริงในอุตสาหกรรมดิจิทัลทีวีจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

โดยบริษัทฯ ได้ปรับสัดส่วนการผลิตรายการทีวีใหม่ เน้นรายการวิเคราะห์ข่าวคุณภาพ 2 ช่วงเวลาไพรม์ไทม์ ด้วยการลดจำนวนรายการลง แต่เพิ่มช่วงเวลาการออกอากาศมากขึ้น นอกจากออกอากาศผ่านทางดิจิทัลทีวี ‘วอยซ์ ทีวีช่อง 21’ แล้ว ยังนำเสนอผ่านทางสื่อออนไลน์ด้วยเทคโนโลยีออโต้เมทต่างๆ รวมถึงการปรับระบบ Progressive Web Application เพิ่มประสิทธิภาพในการส่งวีดีโอคอนเทนท์ เพื่อให้ผู้ชมสามารถรับชมรายการได้ทันทีทุกช่องทางทุกเวลาที่ต้องการอีกด้วย

จากแผนธุรกิจปี 2561 ที่จะมีการปรับสัดส่วนการผลิตรายการ ทำให้บริษัทฯจำเป็นต้องปรับลดจำนวนพนักงานลง ด้วยการเลิกจ้างพนักงานจำนวน 127 คน โดยพนักงานที่ถูกเลิกจ้างทุกคนจะได้รับเงินค่าชดเชยไม่น้อยกว่าที่กฎหมายแรงงานกำหนด ซึ่งจะมีพนักงานส่วนหนึ่งที่ถูกเลิกจ้างยังคงร่วมงานในรูปแบบ outsource กับบริษัทฯ

อย่างไรก็ตาม แม้การปรับโครงสร้างองค์กรต้องเกิดขึ้นตามแผนธุรกิจภายใต้สภาวการณ์ทางการเมืองและสถานการณ์ของอุตสาหกรรมดิจิทัลทีวี แต่การที่บริษัทฯ ต้องเลิกจ้างพนักงานที่เป็นทั้งเพื่อน พี่ และน้องที่ทำงานร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมายาวนานนั้น เชื่อว่าเพื่อนร่วมงานทั้งที่ผู้ที่ต้องจบภารกิจและผู้ที่ยังต้องมีภารกิจต่อไป ยังมีความรู้สึกผูกพันต่อกันไม่เปลี่ยนแปลง

บริษัทฯ ขอขอบคุณพนักงานทุกคน ขอบคุณผู้บริหารระดับอาวุโสหลายท่านที่เสียสละเพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทฯ ได้ส่งเสริมพนักงานที่เป็นคนรุ่นใหม่อีกหลายคนได้ขึ้นมาทำงานภายใต้โครงสร้างใหม่ที่กระชับคล่องตัวสอดคล้องกับอุตสาหกรรม สร้างสรรค์รายการคุณภาพดีๆ ให้กับผู้ชม ‘วอยซ์ ทีวี’ ในปี 2561

ทั้งนี้ การอัพเดทรายการต่างๆ สามารถติดตามได้จากทางสถานี ‘วอยซ์ ทีวี ช่อง 21’ และทุกช่องทางออนไลน์ ‘วอยซ์ ทีวี’

สุดท้ายนี้’วอยซ์ ทีวี’ ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงสำหรับผู้ชมที่ส่งกำลังใจ และติดตามชมรายการอย่างเหนียวแน่น ขอบคุณลูกค้า ผู้มีอุปการะคุณที่เชื่อมั่นสนับสนุนรายการของเราอย่างต่อเนื่องยาวนานต่อไป และพร้อมก้าวเดินไปด้วยกัน

รู้แล้ว!สาเหตุอัพเดทไอโฟนแล้วอืด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 22 ธ.ค. 2560 เวลา 10:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/531727

รู้แล้ว!สาเหตุอัพเดทไอโฟนแล้วอืด

แอปเปิ้ลรับ จงใจทำให้ไอโฟนรุ่นเก่าอัพเดตแล้วทำงานช้าลง อ้างเพื่อรักษาแบตเสื่อมเร็ว

บริษัทอุปกรณ์สื่อสารระดับโลก แอปเปิล แถลงยอมรับว่า ซอฟท์แวร์ซึ่งเปิดให้ผู้ใช้งานไอโฟนอัพเดทไปใช้ มีผลทำให้อุปกรณ์ทำงานช้าลงจริง แต่ยืนยันมีเหตุผลเพื่อรักษาประสิทธิภาพการใช้งาน

การเปิดเผยมีขึ้นหลังจากผู้ใช้งานเว็บไซต์ Reddit ตั้งกระทู้เล่าการค้นพบครั้งสำคัญเกี่ยวกับอุปกรณ์สื่อสารไอโฟนรุ่น 6s ที่เขาใช้งานอยู่ว่า เมื่อเขาพบว่ามันทำงานช้าลง ก็พยายามแก้ปัญหาด้วยการอัพเดทซอฟท์แวร์ของเครื่อง แต่ไม่ช่วยให้ดีขึ้น จึงลองเปลี่ยนแบตเตอรี่ของอุปกรณ์ และใช้โปรแกรมวิเคราะห์ความสามารถของคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนยอดนิยม Geekbench วัดค่า พบว่าระบบของตัวเครื่องทำงานได้ไวขึ้น

 

 กระทู้ดังกล่าวเป็นที่สนใจและเผยแพร่ต่อกัน และยิ่งเป็นที่น่าเชื่อถือและชวนติดตามมากขึ้น เมื่อ จอห์น พูล ผู้ก่อตั้งบริษัท Primate Labs ผู้พัฒนาซอฟท์แวร์ Geekbench เผยผลการทดสอบไอโฟนรุ่นต่างๆ ของเขา และสรุปว่า ระบบการทำงานของเครื่องมือช้าหรือแย่ลงเป็นเพราะแบตเตอรี่ของเครื่องมือจริง

การจุดประกายครั้งนี้ทำให้บริษัท แอปเปิล ผู้พัฒนาอุปกรณ์และระบบปฏิบัติการสำหรับไอโฟน แถลงการณ์ยอมรับว่า เมื่อปีที่แล้วหรือปี 2016 ทางบริษัทจัดทำฟีเจอร์หรือระบบย่อยในซอฟท์แวร์ สำหรับไอโฟนรุ่น 6, 6s และ SE เพื่อบรรเทาปัญหาเครื่องดับตัวเองหรือฉับพลัน ในสภาพแวดล้อมที่หนาวเย็น เนื่องจากเครื่องมือรุ่นเหล่านี้ใช้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ซึ่งจะลดประสิทธิภาพการทำงานลง เช่น ค่าพลังงานหมดเร็ว ชาร์จไฟเข้าช้าลงเมื่อเจออากาศเย็น

 

 นอกจากนี้ ทางบริษัทยังเผยว่า ฟีเจอร์ดังกล่าวปรากฏอยู่ในอุปกรณ์รุ่นใหม่กว่าของเจ้าของกระทู้ด้วย นั่นคือ ไอโฟน 7 ที่อัพเดทระบบปฏิบัติการ iOS เป็นเวอร์ชั่น 11.2 ก่อนจะปิดท้ายว่า จะใส่ฟีเจอร์ดังกล่าวในอุปกรณ์รุ่นอื่นของบริษัทต่อไปในอนาคต

ทั้งนี้ ผู้ใช้งานไอโฟนวิพากษ์วิจารณ์ไปจนถึงขั้นร้องเรียนปัญหาอุปกรณ์ทำงานช้าลง หลังจากใช้งานไปสักระยะหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นความตั้งใจของผู้ผลิตที่ต้องการให้ผู้บริโภคซื้ออุปกรณ์รุ่นใหม่ล่าสุดที่มักเปิดตัวทุกปี ข้อสังเกตนี้ยังเป็นที่เห็นพ้องต้องกันในผู้ใช้งานอุปกรณ์สื่อสารยี่ห้ออื่น แต่แอปเปิลและบริษัทไอทีทุกรายก็ยืนกรานว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง