กสทช.จัดประชาพิจารณ์ ประมูลคลื่น900,1800 “ดีแทค”เสนอแก้บางส่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 ธ.ค. 2560 เวลา 17:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/531006

กสทช.จัดประชาพิจารณ์ ประมูลคลื่น900,1800 "ดีแทค"เสนอแก้บางส่วน

กสทช. จัดรับฟังความเห็นหลักเกณฑ์การประมูลคลื่น 900, 1800 เมกกะเฮิร์ตชที่จะเปิดประมูลในเดือน พ.ค.61นี้

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 พ.ย.2560 สำนักงานกสทช. จัดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกกะเฮิร์ตช และ 1800 เมกกะเฮิร์ตช จำนวน4ฉบับ ได้แก่ 1.ร่างประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 890-895 เมกกะเฮิร์ตช /935-940 เมกกะเฮิร์ตช สำหรับการประมูลคลื่นความถี่ย่าน900เมกกะเฮิร์ตช  2.ร่างประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 1740-1785 เมกกะเฮิร์ตช /1835-1880 เมกกะเฮิร์ตช สำหรับการประมูลคลื่นความถี่ย่าน1800 เมกกะเฮิร์ตช  3.ร่างประกาศ กสทช. เรื่อง แผนความถี่วิทยุกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล (IMT) ย่านความถี่ 824-839/869-884 เมกกะเฮิร์ตช และ 4.ร่างประกาศ กสทช. เรื่อง แผนความถี่วิทยุกิจการเคลื่อนที่ ย่านความถี่ 885-895/930-940 เมกกะเฮิร์ตช

ทั้งนี้ประเด็นสำคัญสำหรับการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะครั้งนี้ ได้แก่ คลื่นความถี่ย่าน 900 เมกกะเฮิร์ตช กำหนดให้มีการประมูล 1 ชุดคลื่นความถี่ (1 ใบอนุญาต) ขนาดคลื่นความถี่ 5 เมกกะเฮิร์ตช มีอายุใบอนุญาต 15 ปี โดยราคาขั้นต่ำของการประมูลครั้งนี้อยู่ที่ 37,988 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่กำหนดตามมติที่ประชุม กทค. ครั้งที่ 31/2558 ที่กำหนดให้นำราคาสุดท้ายของการประมูลคลื่น 900 เมกกะเฮิร์ตช ในปี 2558 มาคำนวณเป็นพื้นฐานที่เป็นอัตราส่วนเดียวกัน ในส่วนของการเคาะราคาจะเพิ่มขึ้นรอบละ 0.2% ของราคาขั้นต่ำ คิดเป็นการเคาะราคาต้องไม่ต่ำกว่าครั้งละ 76 ล้านบาท สำหรับการชำระเงินค่าประมูลแบ่งเป็น4งวด ครั้งที่1ชำระ4,020 ล้านบาท ครั้งที่2และครั้งที่3 ชำระ2,010ล้านบาท และครั้งที่4ชำระในส่วนที่เหลือ

ขณะที่หลักเกณฑ์การเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900เมกกะเฮิร์ตช ในกรณีที่มีผู้เข้าร่วมการประมูลมากกว่า 1 ราย ก็จะเปิดให้มีการประมูล กรณีที่มีผู้เข้าร่วมการประมูลเพียง 1 ราย จะขยายเวลาเปิดรับผู้เข้าร่วมการประมูลไปอีก 30 วัน ถ้ายังไม่มีผู้เข้าร่วมการประมูลเพิ่ม ให้เปิดการประมูล โดยผู้เข้าร่วมการประมูลต้องเคาะเพิ่มราคา 1 ครั้ง

สำหรับสาระสำคัญของหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800เมกกะเฮิร์ตช คือ แบ่งใบอนุญาตเป็น 3 ชุดคลื่นความถี่ ขนาดคลื่นความถี่ชุดละ15 เมกกะเฮิร์ตช มีอายุใบอนุญาต 15 ปี โดยราคาขั้นต่ำของการประมูลครั้งนี้อยู่ที่ 37,457 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่กำหนดตามมติที่ประชุม กทค. ครั้งที่ 31/2558 ที่กำหนดให้นำราคาสุดท้ายของการประมูลคลื่น 1800 เมกกะเฮิร์ตช ในปี 2558 มาคำนวณเป็นพื้นฐานที่เป็นอัตราส่วนเดียวกัน รวมถึงการนำหลักการคิดมูลค่าเงินตามเวลาจริง (Time Value of Money) มาใช้เพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลาใบอนุญาตที่ปรับลดลงจาก 18 ปีเหลือ 15 ปี มาใช้ในการคำนวณราคาขั้นต่ำด้วย ในส่วนของการเคาะราคาจะเพิ่มขึ้นรอบละ 0.2% ของราคาขั้นต่ำ คิดเป็นการเคาะราคาต้องไม่ต่ำกว่าครั้งละ 75 ล้านบาท

ขณะที่หลักเกณฑ์การเข้าร่วมการประมูลกรณีที่มีผู้เข้าร่วมการประมูลมากกว่า 3 ราย จะประมูล 3 ชุดคลื่นความถี่ และกรณีที่มีผู้เข้าร่วมการประมูลน้อยกว่า 3รายจะประมูลชุดคลื่นความถี่น้อยกว่าจำนวนผู้เข้าประมูล 1ใบอนุญาต เพื่อให้เกิดการแข่งขันในการประมูล แต่ในกรณีที่มีผู้เข้าร่วมการประมูลเพียง 1 ราย จะขยายเวลาเปิดรับผู้เข้าร่วมการประมูลไปอีก 30 วัน ถ้ายังไม่มีผู้เข้าร่วมการประมูลเพิ่ม ให้เปิดการประมูล โดยผู้เข้าร่วมการประมูลต้องเคาะเพิ่มราคา 1 ครั้ง ขณะที่การชำระเงินของผู้ชนะการประมูลจะแบ่งเป็น3งวด ได้แก่ งวดที่1 ชำระ50%ของราคาที่ชนะการประมูล งวดที่2และ3ชำระอีกครั้งละ25% ทั้งนี้กสทช. จะรวบรวมความคิดเห็นที่ได้รับครั้งนี้ เพื่อเสนอต่อที่ประชุมกสทช.เพื่อพิจารณาเห็นชอบ โดยผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนทั่วไปยังสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะมายังสำนักงาน กสทช. ได้อีกจนถึงวันที่ 29 ธ.ค. 2560 ซึ่งคาดว่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้ได้ในเดือน ม.ค. 2561 หลังจากนั้นจะเปิดให้มีการประมูลได้ในเดือน พ.ค. 2561 และจะออกใบอนุญาตได้ในเดือน มิ.ย. 2561 ก่อนที่สัญญาสัมปทานจะหมดอายุ

ด้านนายนฤพนธ์ รัตนสมาหาร ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เปิดเผยว่า ดีแทค เสนอให้กสทช. ปรับปรุงเงื่อนไขการประมูลที่สำคัญบางประการ เช่นการยกเลิกหลักเกณฑ์การเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ย่าน1800 เมกกะเฮิร์ตช ที่กสทช. กำหนดว่า กรณีที่ผู้เข้าร่วมประมูลน้อยกว่า3รายจะลดจำนวนใบอนุญาตให้เหลือน้อยกว่าผู้เข้าร่วมประมูล1ใบ ให้เปลี่ยนเป็น การเปิดประมูลครบทุกใบอนุญาตไม่ว่าจะมีผู้เข้าร่วมกี่รายก็ตาม และกรณีที่กสทช.กำหนดชุดคลื่นความถี่ย่าน1800เมกกะเฮิร์ตช ให้ประมูล3ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ15เมกกะเฮิร์ตช ดีแทคเสนอให้เปลี่ยนเป็นการประมูลจำนวน 9 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ5เมกกะเฮิร์ตชแทนที่

เอไอสอนภาษา อนาคตใหม่การเรียนรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 ธ.ค. 2560 เวลา 21:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/530868

เอไอสอนภาษา อนาคตใหม่การเรียนรู้

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

ในอนาคตอันใกล้นี้ ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ไม่ได้แค่จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์เท่านั้น แต่กำลังจะมีบทบาทมากขึ้นในการใช้ชีวิตเกือบทุกด้าน ซึ่งรวมถึงการเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน

แม้ในปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้การเรียนภาษากับแอพพลิเคชั่นหรือซอฟต์แวร์ต่างๆ ไม่ใช่เรื่องแปลกนัก แต่การเรียนภาษากับ “คุณครูเอไอ” นับเป็นเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นแล้วในขณะนี้

กลอสสิกา (Glossika) เป็นสตาร์ทอัพแห่งหนึ่งที่นำเอไอมาช่วยสอนภาษาให้ผู้เรียน ซึ่งบริษัทระบุว่า จะทำให้ผู้เริ่มเรียนใช้ภาษาได้อย่างคล่องแคล่วและเรียนรู้ได้เร็วกว่าการเรียนภาษาแบบเดิมในเวลาเพียง 2-3 เดือน โดยใช้เวลาเรียนเพียง 20 นาที/วัน

“ไม่จำเป็นต้องให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษามาบอกว่าควรสอนแบบไหน หรือสอนอะไรตอนไหน ระบบเอไอของเราจะสามารถประมวลผลให้เอง รวมถึงวิเคราะห์ความซับซ้อนและแยกแยะภาษาต่างๆ โดยอัตโนมัติ” ไมเคิล แคมเบลล์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของกลอสสิกา กล่าว พร้อมเสริมว่า ระบบของกลอสสิกาจะเน้นสอนให้คุ้นเคยกับรูปแบบภาษาก่อน ซึ่งจะช่วยให้การเรียนรู้ขั้นต่อไปง่ายขึ้น

นอกจากกลอสสิกาแล้ว ไมโครซอฟท์ ยักษ์ไอทีชื่อดังเป็นบริษัทอีกแห่งที่เปิดตัวแอพพลิเคชั่นสอนภาษาขับเคลื่อนด้วยเอไอ ซึ่งเน้นการสอนพูดภาษาจีนโดยเฉพาะ ชื่อ “เลิร์น ไชนีส” โดยแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ สำหรับผู้เริ่มต้นและผู้มีพื้นฐานแล้ว

จุดเด่นของแอพพลิเคชั่นดังกล่าวอยู่ที่รูปแบบการเรียน ลักษณะคล้ายการแชตคุยกับเพื่อน ซึ่งเพื่อนที่ว่าก็คือระบบผู้ช่วยเอไอนั่นเอง

“แอพพลิเคชั่นจะเป็นเหมือนเพื่อนเรียนภาษา ที่จะคอยพูดคุยและให้คำแนะนำต่างๆ เกี่ยวกับการออกเสียง” หยานเซี่ย หัวหน้าทีมนักพัฒนาของไมโครซอฟท์ กล่าว โดยระบบเอไอของแอพพลิเคชั่นสามารถคาดเดาได้ว่า ผู้เรียนต้องการพูดอะไร และจะประเมินการออกเสียงของผู้พูดไปพร้อมๆ กัน

ขณะเดียวกัน ในจีนเองก็มีผู้พัฒนาแอพพลิชั่นสอนภาษาอังกฤษสำหรับชาวจีนโดยเฉพาะ ชื่อ “ลินโก แชมป์” ซึ่งนำระบบเอไอมาช่วยประเมินทักษะการออกเสียงของผู้เรียน

นอกเหนือจากการสอนภาษาแล้ว เอไอยังได้เริ่มมีการนำไปใช้สอนวิชาอื่นๆ ด้วยเช่นกัน โดย ไซแอนซ์ นิวส์ ฟอร์ สติวเดนต์ เว็บไซต์นำเสนอข่าวด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสหรัฐ รายงานว่า โรงเรียนกว่า 2,500 แห่งในประเทศใช้ “Mathia” ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ขับเคลื่อนด้วยระบบเอไอสำหรับสอนคณิตศาสตร์ให้นักเรียนเกรด 6-11

โดย Mathia มีความแตกต่างจากซอฟต์แวร์สอนเลขทั่วไป เพราะสามารถจดจำวิธีการเรียนรู้ของเด็กๆ แล้วคอยให้คำแนะนำที่เหมาะกับเด็กแต่ละคน

แม้ขณะนี้เอไอยังเป็นเพียงผู้ช่วยสอนเท่านั้น แต่หากได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่แน่ใจว่าวันหนึ่ง เอไออาจกลายมาเป็นคุณครูสอนภาษาเต็มตัวก็เป็นได้

มองโลกไอที ที่พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 ธ.ค. 2560 เวลา 09:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/530807

มองโลกไอที ที่พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ

โดย / ภาพ กั๊ตจัง

เกิดเป็นเด็กยุคดิจิทัล ไม่ควรพลาดมาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งตั้งอยู่ภายในเขตพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ หลายคนที่เคยมาเที่ยวที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ นั้นมักจะพลาดมาชมพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ เพราะว่าตัวอาคารตั้งอยู่ไกลกว่าอาคารหลักพอสมควร อีกทั้งใช้เวลาเที่ยวแค่ 2 อาคารแรกก็หมดเวลาทั้งวันแล้ว วันนี้เราจึงพาไปชมพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศกันดูบ้างว่า ข้างในจะมีอะไรน่าสนใจบ้าง

เมื่อเดินเข้ามาภายในอาคารส่วนแรกที่เราจะได้พบก็คือ ส่วนการจัดแสดงความเป็นมาด้านการสื่อสารของมนุษย์ ซึ่งทางเดินของพิพิธภัณฑ์ถูกออกแบบมาให้เดินชมในส่วนของชั้น 2 ก่อน

ดูเหมือนเป็นแนวคิดหลักในการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ทุกที่ก็คือ การย้อนอดีตตั้งแต่แรกเริ่มการสื่อสารของมนุษยชาติตั้งแต่การวาดภาพตามผนังถ้ำเพื่อสื่อเรื่องราวต่างๆ ในยุคสมัยนั้น คนที่ชอบประวัติโบราณคดีน่าจะชอบในโซนแรก เพราะมีการอธิบายความหมายของบางรูปที่พอเข้าใจได้ เช่น ผู้ชาย ผู้หญิง อาวุธการออกล่าสัตว์ พระอาทิตย์ การบูชาเทพเจ้า อันแสดงถึงวิถีีชีวิตชนเผ่าโบราณ ที่แม้จะอยู่คนละที่แต่มนุษย์ก็รู้จักพัฒนาการสื่อสารที่มีความละเอียดซับซ้อนได้มากกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ

การสื่อสารในยุคแรกเน้นการสื่อสารในรูปแบบง่ายๆ คือ วาดสิ่งที่ต้องการจะสื่อออกมาเป็นรูปโดยตรงและเรียงลำดับเรื่องราวออกมา แต่ยังติดในเรื่องการสื่อสารความต้องการบางอย่างออกมาไม่ได้ จึงเริ่มมีวิวัฒนาการตัวอักษรขึ้นมา ซึ่งเห็นได้ชัดเจนที่สุดจากภาษาจีนที่ใช้ลากเส้นแทนรูปร่างสิ่งต่างๆ และแปรเปลี่ยนไปตามธรรมชาติ เปลี่ยนจากการบันทึกจากผนังถ้ำมาเป็นแผ่นไม้และพัฒนารุดหน้าอย่างรวดเร็วด้วยการทำกระดาษและน้ำหมึก ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคแรกๆ ที่ช่วยจดบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และสื่อสารระหว่างกันได้เป็นอย่างดี

เดินตามทางมาอย่างช้าๆ เราจะเริ่มเห็นการสื่อสารด้วยรูปแบบอื่นๆ ที่มนุษย์คิดค้นขึ้น อย่างเช่นการใช้ควันไฟส่งสัญญาณ การใช้หอกระจายข่าว การใช้นกพิราบสื่อสาร การใช้ม้าเร็วส่งสาร แต่ละวิธีล้วนมีข้อดีข้อเสียและความเหมาะสมในการใช้งานแตกต่างกันออกไป จนเข้าสู่ยุคของการสื่อสารด้วยระบบไปรษณีย์ มีการส่งจดหมายและโทรเลขได้เริ่มต้นขึ้น

พอเดินมาถึงยุคนี้เราก็เริ่มรู้สึกสนุกกับการเดินพิพิธภัณฑ์มากขึ้น เพราะมีเกมให้เล่นหลายอย่างให้เราสื่อสารด้วยวิทยุสื่อสาร มีการจัดแสดงตู้โทรศัพท์สมัยโบราณ เวลาที่จะต่อสายหาใครก็ต้องเรียกเข้าส่วนกลางให้คนเดินเสียบต่อคู่สายให้ จนกระทั่งการมาของระบบคอมพิวเตอร์ที่ช่วยต่อสายให้อัตโนมัติและรองรับการใช้งานคู่สายได้นับแสนได้ภายในเวลาเดียวกัน

ในขณะเดียวกันเราได้เห็นเทคโนโลยีการสื่อสารด้านอื่นๆ อย่างเช่นวิทยุโทรทัศน์ เติบโตมาในยุคของเทคโนโลยีการสื่อสารด้วยระบบวิทยุโทรทัศน์ จอทีวี 14 นิ้วรุ่นโบราณที่ยุคหนึ่งเราเคยคิดว่ามีขนาดใหญ่มากกลายเป็นจอเล็กจิ๋วเมื่อเทียบกับจอภาพแอลอีดี 40 นิ้ว ที่อยู่ในโซนถัดไป

มีห้องจัดรายการโทรทัศน์และห้องจัดรายการวิทยุที่เปิดให้เด็กๆ เข้าชมเป็นรอบ แสดงให้เห็นถึงยุครุ่งเรืองของสื่อวิทยุโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ ก่อนที่เราจะเดินเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่อยู่ชั้น 1 ต่อไป เมื่อการพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทแทนที่การทำงานของมนุษย์ไปทีละส่วน

เดินลงมาที่ชั้น 1 เราจะเห็นรูปแบบวิวัฒนาการของเครื่องคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่คอมพิวเตอร์ยังใช้ซีพียูอินเทล i486 เด็กรุ่นใหม่อาจจะเห็นเป็นแค่ของเก่าชิ้นหนึ่ง แต่สำหรับคนที่มีประสบการณ์ใช้งานแล้วจะเป็นตัวช่วยระลึกความหลังได้เป็นอย่างดี เพราะในช่วงเวลาหนึ่งราวปี 2530 เป็นช่วงเวลาที่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมีราคาถูกลงและเริ่มเป็นที่แพร่หลายใช้งานในประเทศไทยมากขึ้น

ส่วนเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเข้ามาในประเทศไทยและใช้งานเชิงพาณิชย์ประมาณปี 2538 ในยุคนั้นการใช้บริการอินเทอร์เน็ตจะต้องใช้โมเด็มต่อสายโทรศัพท์เพื่อโทรเข้าเซิร์ฟเวอร์ หากมีสายโทรเข้ามาระหว่างเล่นอินเทอร์เน็ตจะหลุด เช่าใช้งานนับเป็นรายชั่วโมง ที่ความเร็ว 35-56 กิโลบิต เราก็จะได้ระลึกความหลังกันที่นี่ซึ่งถือว่ามีครบ ซึ่งในโซนคอมพิวเตอร์จะมีเกมให้เด็กๆได้เล่นประกอบคอมพ์ผ่านกล้องจับความเคลื่อนไหว และยังมีห้องสำหรับอบรมการใช้งานคอมพิวเตอร์และเวิร์กช็อปเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อีกมากมาย

โซนถัดมาเป็นเทคโนโลยีหุ่นยนต์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งเราจะได้เรียนรู้เรื่องของการเขียนโปรแกรมเล็กๆ น้อยๆ และการใส่คำสั่งควบคุมหุ่นยนต์ของเล่น และที่สำคัญมีเกมให้เด็กๆได้เล่นกันมีทั้งเกมคอมพิวเตอร์ที่ใช้กล้องเว็บแคม และเกมที่ใช้เทคโนโลยีแสงเลเซอร์ในการทำงาน และปิดท้ายก่อนเดินออกจากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ด้วย ตู้จัดแสดงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ยุคเก่า บ้างเคยแค่ผ่านตาแต่หลายอย่างก็เคยผ่านมือกัน

หากจะใช้เวลาเดินศึกษาที่พิพิธภัณฑ์นี้อย่างจริงจังน่าจะใช้เวลาอยู่ประมาณ 4 ชั่วโมงเต็ม ถึงจะเที่ยวชมได้ครบ แต่หากอยากทำกิจกรรมควรเผื่อเวลาให้ทั้งวันสำหรับที่นี่ บอกเลยว่าคนที่ชอบเรื่องเทคโนโลยี ไอทีไม่ควรพลาดมาเที่ยวที่พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศแห่งนี้

เมื่อได้ลองขับรถไฟความเร็วสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 ธ.ค. 2560 เวลา 13:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/530635

เมื่อได้ลองขับรถไฟความเร็วสูง

โดย ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

สมัยเด็กเคยไปนั่งยานอวกาศจำลองกลางสวนสยาม ตอนนั้นรู้สึกตื่นเต้นข้างในมืดมีจอภาพเหมือนไปสำรวจจักรวาล ล่องลอยไปดวงดาวต่างๆ หลบอุกกาบาตที่จะวิ่งมาชน เครื่องเล่นแบบนี้ทันสมัยสุดแล้วในสมัยนั้น ประทับใจจนขนาดเก็บมาอยู่ในความทรงจำปัจจุบัน

มายุคนี้ห้องจำลองเสมือนจริงมีให้เห็นไปทั่ว โดยเฉพาะการเล่นเกมตู้ สงครามข้าศึก ยิงรถถัง เลเซอร์สะบั้นหั่นแหลก ขับรถแข่งแซงโค้งกระเด็นออกนอกจอ

เดือนที่แล้วมันทำให้ผมหวนนึกถึงบรรยากาศที่สวนสยามเมื่อ 30 ปีก่อน เมื่อมีโอกาสไปทดลองขับรถไฟความเร็วสูงที่ประเทศจีน แต่ไม่ใช่รถไฟหัวกระสุนจริงนะครับ เป็นหัวรถไฟจำลองที่ศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพรถไฟครบวงจรที่เมืองอู่ฮั่น แห่งเดียวในประเทศจีน ที่เข้าไปนั่งขับบรรยากาศเหมือนจริงทุกประการ

ถึงแม้จะไม่โลดโผนเหมือนนั่งยานอวกาศ แต่การอยู่ในห้องจำลองบนความเร็วที่พา กระชากไต่ระดับถึง 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง มันชวนให้หวาดเสียว เพราะจินตนาการไปด้วยว่าเรารับผิดชอบพาผู้โดยสารหลายร้อยคนร่วมชะตากรรมบนความปลอดภัยขั้นสูงสุด

ที่มาของทริปนี้ กระทรวงต่างประเทศจีนเชิญสื่อมวลชนไทย-ลาว ดูงานเรื่องรถไฟความเร็วสูงในหลายเมืองของจีน จุดเยี่ยมชม เช่น ศูนย์บัญชาการใหญ่ บริษัทการรถไฟที่ดูแลกิจการรถไฟความเร็วสูง ศูนย์ควบคุมตารางการรถไฟแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์รถไฟในสองเมืองใหญ่ที่คุนหมิงและปักกิ่ง เพื่อสร้างความมั่นใจว่ารถไฟจีนมีมาตรฐานและก้าวหน้าด้วยเทคโนโลยี ซึ่งไทยและ สปป.ลาว ลงนามให้จีนมาลงทุนสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามประเทศ เปิดใช้ในปี 2564

ว่าตามจริงนวัตกรรมรถไฟความเร็วสูงของจีนพัฒนาในระดับไฮสปีดจริงๆ ในช่วง 10 ปีหลังมานี้ จนขึ้นแท่นเป็นอภิมหาที่สุดแห่งรถไฟความเร็วสูงในโลก ทั้งเส้นทางบุกป่าฝ่าดง ลุยทะเลทราย ไปหิมะ ระยะทางก็ยาวถึง 2.5 หมื่นกิโลเมตรทั่วประเทศ ความเร็วอยู่ที่ 350 กิโลเมตร/ชั่วโมง จีนต้องการใช้รถไฟความเร็วสูงเป็นพาหนะขนถ่ายคน สินค้า เหนืออื่นใดใช้ทะลุทะลวงตามยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมเชื่อมต่อประเทศต่างๆ กว่า 60 ประเทศ ฟื้นความยิ่งใหญ่ในอดีตกลับมา

ที่เมืองอู่ฮั่นที่คณะจีนนำเราไปเยี่ยมชมคือ ศูนย์อบรมวิชาชีพการรถไฟความเร็วสูงประจำนครอู่ฮั่น (Wuhan High-speed Railway Vocational Skill Training Duan) ศูนย์แห่งนี้เป็นศูนย์ฝึกระดับชาติของจีนเพิ่งเปิดเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมานี่เอง

เหตุที่ตั้งอยู่ในเมืองอู่ฮั่นก็เพราะเมืองนี้เป็นจุดศูนย์กลางการเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายต่างๆ ไปภาคเหนือ ใต้ ออก ตก รวมกว่า 2.5 หมื่นกิโลเมตร สถานีรถไฟความเร็วสูงของอู่ฮั่นก็ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของจีนและได้รับรางวัลมาแล้ว และยังเชื่อมกับรถไฟสายใต้ดินอีกหลายสายที่วิ่งส่งผู้โดยสารในเมือง

ในหัวรถไฟจำลองที่ผมเข้าไปทดสอบ ปุ่มบังคับไม่มากมายเหมือนเครื่องบิน ขั้นตอน ต่างๆ ดูไม่ยุ่งยาก เช่น ใช้คันโยกเวลาออกตัว การเพิ่มระดับความเร็วจาก 0-300 กม./ชั่วโมง เวลาเจอหิมะหรือฝนจะต้องทำอย่างไร และช่วงเทียบชานชาลาที่ต้องชะลอรถให้เนียนห้ามเกินเส้นที่กำหนดไว้

ใครที่ได้มีโอกาสนั่งรถไฟความเร็วสูงจะรู้ ว่าเรียบ เร็ว ไม่ต่างจากเครื่องบิน เผลอๆ อาจจะนุ่มกว่าด้วยซ้ำ เพราะที่นั่งสะดวกสบาย ยิงยาวอย่างเดียว ไม่ต้องกังวลเรื่องตกหลุมอากาศครืนๆ

ผู้ที่จะมาเป็นพนักงานขับรถไฟความเร็วสูงต้องผ่านการฝึกฝนหลายชั่วโมงบินที่มีมาตรฐานการฝึกอบรมเข้มข้นเพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับผู้โดยสาร

หงซื่อเฉียง ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรม เล่าให้เราฟังว่า ศูนย์แห่งนี้เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจของจีน จะอบรมงานด้านรถไฟความเร็วสูงครบทุกวงจร วิชาหลักๆ คือ การสื่อสาร ระบบไฟฟ้า การฝึกขับ คนที่มาเรียนจะเป็นนักศึกษาที่เรียนเอกวิชาวิศวะรถไฟ การฝึกจะกินนอนที่นี่ใช้เวลาตั้งแต่ 11 วันจนถึง 2 ปี ทั้งหมดอยู่ที่ลักษณะงานที่จะทำ เช่น ถ้าเป็นพนักงานขับรถไฟต้องอบรมนาน 2 ปี ที่สำคัญต้องมีพื้นฐานการเรียนมาจากที่อื่นก่อนถึงจะมาฝึกที่นี่ได้ เมื่ออบรมเสร็จทุกคนต้องผ่านการสอบและได้ประกาศนียบัตรรับรอง

สำหรับค่าใช้จ่าย ถ้าเป็นบริษัทการรถไฟจีนส่งมาไม่ต้องเสีย แต่ถ้าเป็นต่างชาติก็มีบ้าง กระนั้นที่ผ่านมามีไม่มาก ส่วนใหญ่หลายประเทศเลือกที่จะมาดูงาน รวมถึงประเทศไทย ซึ่งแต่ละปีทางศูนย์สามารถรองรับการฝึกได้ 1.4 หมื่นคน ผ่านมา 3 ปี จนถึงขณะนี้ฝึกไปแล้ว 6.3 หมื่นคนเพื่อไปทำงานด้านรถไฟความเร็วสูง

หงซื่อเฉียง บอกว่า ก่อนหน้าที่ไม่มีศูนย์ฝึกอบรมจะใช้วิธีเรียนรู้กันในหน่วยงาน หรือในมหาวิทยาลัยก็มีวิชาวิศวะรถไฟ แต่ปัจจุบันจีนได้ขยายเส้นทางรถไฟความเร็วสูงมากขึ้น ทำให้มีความต้องการผู้เชี่ยวชาญ พนักงานด้านนี้เป็นเงาตามตัว การจัดตั้งศูนย์ฝึกช่วยพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมรองรับได้มาก

สำหรับศูนย์ฝึกทักษะมนุษย์รถไฟความเร็วสูง รัฐบาลจีนได้ลงทุนสร้างด้วยงบ 1,280 ล้านหยวน หรือประมาณ 6,000 ล้านบาท รองรับการฝึกบุคลากรได้ครั้งละ 1,400 คน มีอาคารใหญ่ที่ใช้เป็นหัวใจประกอบไปด้วย ศูนย์จำลองตรวจสอบตารางคิวรถไฟ ห้องนิทรรศการรถไฟความเร็วสูง ห้องฝึกอุปกรณ์ ห้องเรียนทฤษฎี ห้องฝึกในส่วนงานต่างๆ เช่น ช่างเทคนิค การดูแลเครื่องยนต์ เทคโนโลยี ระบบควบคุม ระบบสื่อสาร การขับรถไฟความเร็วสูงในห้องรถไฟจำลองอีกนับสิบห้อง

ครับ เทคโนโลยีและการฝึกคนของจีนนี่ไม่ต้องห่วง นึกจินตนาการอีก 4-5 ปี ประเทศไทยจะได้มีรถไฟความเร็วสูงสัญชาติจีนใช้เส้นกรุงเทพฯ-โคราช ถึงตอนนั้นรถไฟหลายสายในกรุงเทพฯและปริมณฑลคงเสร็จพอดี การคมนาคมในเมืองน่าจะสะดวกคล่องตัว ข้อสำคัญ รถไฟความเร็วสูงราคาต้องไม่แพงเกินไป มิฉะนั้นจะไม่ตรงโจทย์ คนจะไม่ขึ้นและขาดทุนได้

คลังเตือนบิตคอยน์ เหมือนเล่นการพนัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 ธ.ค. 2560 เวลา 09:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/530669

คลังเตือนบิตคอยน์ เหมือนเล่นการพนัน

คลังชี้บิตคอยน์เป็นการพนัน ด้าน ธปท. ศึกษาหวั่นกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า การลงทุนบิตคอยน์ ในขณะนี้เป็นการซื้อขายเหมือนเล่นการพนัน เพราะเป็นการแทงว่าค่าเงินจะขึ้นหรือลงที่ไม่มีใครรู้ราคาที่แท้จริง ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่รับรองบิตคอยน์เป็นเงินที่ใช้ในการชำระหนี้ตามกฎหมายได้ คลังก็มีหน้าที่ ต้องเตือนประชาชน หากอยากลงทุนก็ให้ไปลงทุนผ่านกองทุนหรือซื้อหุ้นจะดีกว่า

“ธปท.กำลังศึกษาอยู่ว่าหากมีการลงทุนในลักษณะนี้จะเป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจหรือไม่ ซึ่งผลการศึกษายังไม่แล้วเสร็จ การเข้าไปลงทุนซื้อขายบิตคอยน์ต้องระวังเรื่องความเสี่ยงให้ดี หากเกิดความเสียหายจะไม่สามารถเรียกร้องกับใครได้”  รมว.คลัง ระบุ

อย่างไรก็ดี ขณะนี้มีหลายที่พัฒนารูปแบบเงินดิจิทัล เช่น ประเทศสิงคโปร์ ที่การกำหนดสกุลเงินดิจิทัลในการทำธุรกรรมระหว่างธนาคารกลางกับสถาบันการเงิน เพื่ออำนวยความสะดวกในการโอนเงินทำธุรกรรมระหว่างองค์กรต่อองค์กรเท่านั้น ยังไม่มีการใช้กันในระหว่างประชาชน แต่ในอนาคตเมื่อมีการพัฒนารูปแบบที่เหมาะสมก็อาจเปิดให้ประชาชนเข้ามาใช้ได้

แหล่งข่าวจาก ธปท. เปิดเผยว่า ธปท.ยังไม่รับรองการทำธุรกรรมสกุลเงินดิจิทัลว่าถูกกฎหมาย ซึ่งขณะนี้มีการเปิดลงทุนเงินบิตคอยน์ ในเว็บไซต์ที่จดทะเบียนในต่างประเทศจำนวนมาก ธปท.คงไม่สามารถ ห้ามนักลงทุนได้ แต่หากสนใจไปซื้อขายบิตคอยน์ก็จะต้องรับความเสี่ยงเอง จึงควรศึกษาหาความรู้ก่อนจะลงทุน

ก่อนหน้านี้ นายกรณ์ จาติกวณิช ประธานสมาคมฟินเทคแห่งประเทศไทย และอดีต รมว.คลัง ออกมาเรียกร้องหน่วยงานของทางการเข้ามามีบทบาทหน้าที่กำกับดูแล สกุลเงินดิจิทัล ปัจจุบันเงินสกุลดิจิทัล (คริปโตเคอเรนซี) เกิดมากขึ้นและมีการเติบโตสูง ทั้งนี้ ธนาคารกลาง หรือ  ธปท. ควรเตรียมการกำกับเพื่อประโยชน์ของประชาชน พร้อมทั้งควรหาทางรับมือกับความเสี่ยงที่สูงให้คนใช้ได้ปลอดภัยขึ้นแทนที่จะหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับมัน และการที่ไทยไม่เปิดรับเงินสกุลดิจิทัลนี้จะทำให้เสียโอกาสของประชาชนและเสียประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

ด้านธนาคารดอยช์แบงก์ เตือนว่า บิตคอยน์เป็น 1 ใน 30 ปัจจัยเสี่ยงของโลก ซึ่งคาดว่ามีโอกาสที่บิตคอยน์จะเกิดภาวะฟองสบู่แตกขึ้นในปี 2018 เพราะมีการเก็งกำไรกันอย่างมาก ในขณะที่บิตคอยน์ไม่ใช่สินทรัพย์ที่จับต้องได้ และมองว่าสกุลเงินดิจิทัลไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการเก็งกำไร ซึ่งกำลังจะมีการเปิดซื้อขายบิตคอยน์ฟิวเจอร์สเพิ่มเติมในอีกสองตลาดของสหรัฐภายในช่วงต้นปีหน้า

ทั้งนี้ ราคาบิตคอยน์ปรับตัว ทำสถิติใหม่ต่อเนื่อง ส่งผลให้มูลค่าตลาดของบิตคอยน์เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.3 ล้านล้านบาท หลังราคาปรับขึ้นต่อเนื่อง กว่า 500% ในปีนี้

เพราะเรากำลังพัฒนา ค่าไฟฟ้าจึงต้องไม่แพง!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 ธ.ค. 2560 เวลา 09:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/530664

เพราะเรากำลังพัฒนา ค่าไฟฟ้าจึงต้องไม่แพง!!!

ยานยนต์ไฟฟ้า (EV : Electric Vehicle) กำลังมาแรง รถยนต์ไฮบริด (Hybrid Car) ก็ได้รับความนิยมมากขึ้น ในขณะที่บางประเทศก็มีนโยบายลดการใช้เครื่องยนต์สันดาป (Combustion Engine) ลง ทำให้มีการคาดเดากันว่า อนาคตข้างหน้าประเทศเศรษฐีน้ำมันอาจไม่ได้ครองเศรษฐกิจโลกเหมือนในอดีตที่ผ่านมา และวาระสำคัญของทุกประเทศ คือ การผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอและมั่นคง

แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรให้เพียงพอและมั่นคง นอกจากนั้นยังต้องบวกเอาคำว่ายั่งยืนเข้าไปด้วย ซึ่งประเด็นนี้อาจยังไม่มีคำตอบสำเร็จรูปว่าจะต้องลงมือปฏิบัติอย่างไร เพราะท้ายที่สุดแล้ว จะมีปัจจัยสำคัญที่เรียกว่า “บริบท” มาเป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจเสมอ

ประเทศฝั่งตะวันตกหลายประเทศ ตั้งใจจะสร้างความมั่นคง และความยั่งยืนด้านไฟฟ้า โดยตั้งเป้าว่าจะเลิกใช้เชื้อเพลิงแบบเดิมๆ แล้วหันไปใช้พลังงานหมุนเวียนแทน ดังเช่นตัวอย่างที่เกิดขึ้นในเยอรมนี  เดนมาร์ก และนอร์เวย์

เยอรมนี ตั้งเป้าว่าจะยกเลิกการใช้ถ่านหินให้ได้ภายในปี ค.ศ. 2040 และเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้ถึงร้อยละ 45 ในปีเดียวกัน ส่งผลให้พลังงานหมุนเวียนได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนอย่างเป็นจริงเป็นจัง จนเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด ในช่วงที่ผ่านมา แต่นอกจากเยอรมนีแล้วก็ดูเหมือนว่าแทบจะไม่มีประเทศอื่นใดที่จะสามารถทำได้แบบเดียวกัน นั่นก็เพราะว่า เยอรมนีมี “บริบท” เป็นของตนเอง ประการแรก คือ ประเทศนี้มีประวัติศาสตร์การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 90 ทำให้มีพื้นฐานที่เข้มแข็ง ประการที่สอง คือ เยอรมนีมีโรงไฟฟ้าฐานที่เพียงพออยู่แล้ว ทำให้การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนไม่สร้างความเสี่ยงของการเกิดไฟฟ้าดับ ในกรณีไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนผลิตได้ไม่เพียงพอ ประการที่สาม คือ เยอรมนีเป็นประเทศพัฒนาแล้วทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนมีศักยภาพในการจ่ายค่าไฟ (แม้ว่าจะแพงติดอันดับต้นๆ ของโลกก็ตามที) ซึ่งเหตุผลที่ชาวเยอรมันต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงกว่าคนของประเทศอื่นๆ ก็เพราะว่างบประมาณที่รัฐบาลนำไปอุดหนุนค่าไฟฟ้านั้น ต้องนำไปบวกเพิ่มจากบิลไฟฟ้าของประชาชน

อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ เดนมาร์ก ประเทศที่ไม่อยากต้องปวดหัวกับความผันผวนของราคาน้ำมัน จึงเริ่มต้นพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของตนเอง ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 จนปัจจุบัน ตั้งเป้าหมายว่า จะใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้ทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2050 ซึ่งก็อาจทำได้จริง ก็เพราะว่า ประเทศนี้มี “บริบท” ที่สนับสนุนความเป็นไปได้ ประการแรก คือ เดนมาร์กเป็นประเทศเล็กๆ ที่มีประชากรแค่ 5.6 ล้านคน ทำให้การใช้ไฟฟ้ามีไม่มาก ประการที่สอง คือ กำลังการผลิตที่มีอยู่บวกกับโรงไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านที่สามารถถ่ายเทไฟฟ้าเข้าหากันได้ ทำให้เดนมาร์กมีกำลังการผลิตสูงเกือบ 3 เท่าตัวของความต้องการใช้ไฟฟ้าจริง ดังนั้น จะเพิ่มพลังงานหมุนเวียนอีกเท่าไรก็ไม่ต้องกังวล ส่วนเหตุผลประการที่สาม คือ ประเทศนี้เป็นผู้นำเทคโนโลยี กังหันลมของโลก ทำให้มีข้อได้เปรียบเรื่องต้นทุน มิหนำซ้ำ มูลค่าจากการส่งออกเทคโนโลยีและอุปกรณ์ ก็มากมายจนไม่ต้องกังวลเรื่องค่าไฟฟ้าที่แพงจนติดอันดับต้นๆ ของโลก (เดนมาร์ก มีค่าไฟฟ้าแพงที่สุดในยุโรปและอเมริกา)

นอร์เวย์ ประเทศที่ใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามากที่สุดในโลก และเป็นประเทศที่ตั้งเป้าว่า จะต้องใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ได้ทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2050 เช่นกัน ซึ่งปัจจัยสำคัญ ประการที่หนึ่ง ที่ทำให้นอร์เวย์ค่อนข้างมั่นใจมาก ก็เพราะว่าประเทศนี้มีไฟฟ้าพลังน้ำถึงร้อยละ 93 รวมกับก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่มาก ทำให้ผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาดได้แบบสบายๆ ประการที่สอง คือ ประเทศนี้มีประชากรน้อยมาก (5.3 ล้านคน) แต่เศรษฐกิจดี ติด 1 ใน 10 ของโลก ประการที่สาม คือ ภูมิประเทศที่แสนจะอุดมไปด้วยทรัพยากรณ์ด้านพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำ น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ

ในบรรดาทั้งสามประเทศที่ยกตัวอย่างมา ดูเหมือนว่านอร์เวย์จะโชคดีที่สุด เพราะแหล่งพลังงานหลักที่ได้จากน้ำ ทำให้ค่าไฟฟ้าถูกที่สุด ซึ่งแม้ว่าจะมีหลายประเทศไปขอดูงานและหวังจะเอามาเป็นแบบอย่าง แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีประเทศไหนบนโลกนี้ที่จะมีองค์ประกอบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเหมือนนอร์เวย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยเรา แทบจะเรียกได้ว่า เป็นประเทศที่ไม่มีทรัพยากรณ์ด้านพลังงานเป็นของตนเองเลยก็ว่าได้ ถ้าจะพิจารณาที่พลังน้ำ ก็ต้องบอกว่า น้ำท่าในบ้านเรามีความจำเป็นต้องกักเก็บและจัดสรรสำหรับการเกษตรกรรมเสียมากกว่า  ส่วนเรื่องน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินั้น แม้เราจะมีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีมากพอที่จะทำให้อุ่นใจได้ในระยะยาว ซึ่งนั่นอาจจะเป็นที่มาว่า ทำไมรัฐบาลไทยจึงต้องมีโครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้

แต่หนทางก็ไม่ราบรื่นนัก เมื่อกลุ่มผู้เห็นต่างออกมาแสดงความเห็นว่า การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นการสวนกระแสโลก เพราะบรรดาประเทศพัฒนาแล้วกำลังมีนโยบายยกเลิกการใช้ไฟฟ้าจากถ่านหินกันแทบทั้งนั้น

แล้วกระแสโลกกำลังจะยกเลิกการใช้ถ่านหินจริงหรือไม่ หากเรามองในกลุ่มประเทศตะวันตก ก็อาจได้คำตอบว่า “ใช่” แต่หากมองใกล้เข้ามาในประเทศแถบตะวันออก ก็จะได้คำตอบที่แตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าพิจารณาไปที่ประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นจีน  ญี่ปุ่น  เกาหลีใต้ ก็ล้วนแล้วแต่พึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหินและพลังงานนิวเคลียร์แทบทั้งสิ้น

จีนเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจที่สุด เพราะเป็นประเทศที่มีมูลค่าการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนสูงที่สุดในโลก และเป็นประเทศผู้นำเศรษฐกิจของภูมิภาค แต่ก็ไม่สามารถพึ่งพิงพลังงานหมุนเวียนได้เหมือนชาติตะวันตก จึงยังคงต้องอาศัยถ่านหินและพลังงานนิวเคลียร์เป็นแหล่งเชื้อเพลิงหลักต่อไป ซึ่งนั่นก็ทำให้จีนยังคงรักษาอันดับ ประเทศที่มีต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำเป็นอันดันต้นๆ ของโลกต่อไป

นอกจากจีนแล้ว หากเรามองไปที่ญี่ปุ่น ประเทศที่ผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ไม่แพ้ชาติตะวันตก อีกทั้งยังมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี ก็ได้ตัดสินใจหันกลับมาใช้พลังงานนิวเคลียร์ โดยคำนึงถึงความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อม

ยิ่งถ้าพิจารณาเกาหลีใต้ด้วยแล้ว ยิ่งเห็นภาพชัดว่า การจะพัฒนาเศรษฐกิจและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ได้อย่างต่อเนื่องนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ไฟฟ้าที่มาจากแหล่งพลังงานที่มีประสิทธิภาพ และราคาไม่แพง ซึ่งถ่านหินและพลังงานนิวเคลียร์ก็ยังคงเป็นคำตอบที่ลงตัวที่สุดสำหรับประเทศในภูมิภาคตะวันออก

ขยับเข้ามามองใกล้ตัวเราอีกนิด แล้วพิจารณาประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งลาว  กัมพูชา  เมียนมา  เวียดนาม มาเลเซีย  อินโดนีเซีย ล้วนแต่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินกันทุกประเทศ ดังนั้น คำถามที่ว่าทั่วโลกจะยกเลิกการใช้ถ่านหินหรือไม่ คงได้คำตอบว่า ไม่ใช่เวลาอันใกล้นี้อย่างแน่นอน และคงไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศตะวันออกของพวกเราในเร็ววันนี้

แม้ว่าเราจะอยากได้แหล่งพลังงานหมุนเวียนเหมือนประเทศตะวันตก แต่ดูเหมือนว่า บริบทของประเทศไทยเราจะสอดคล้องกับประเทศในแถบตะวันออกเสียมากกว่า เพราะเราเป็นประเทศกำลังพัฒนา เราจึงยังคงต้องการแหล่งพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง ในราคาที่ประชาชนพอจ่ายไหว และไม่สร้างผลกระทบในระดับที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ประเทศไทยคงหนีไม่พ้นถ่านหิน แต่ถ้าจะทำทั้งทีก็ต้องทำให้ดี ทำให้โปร่งใส ทำให้ประชาชนยอมรับได้อย่างสนิทใจ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลไทยที่ต้องเสริมความรู้ และสร้างความเชื่อมั่นกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมและพัฒนาพลังงานหมุนเวียนก็คงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องไม่ละทิ้ง เพียงแต่ทำในสัดส่วนที่เหมาะสม ทำในระดับที่เหมาะกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีของบ้านเรา ส่วนแนวคิดที่ว่า จะยกเอาโมเดลความสำเร็จของประเทศอื่นมาใช้กับประเทศไทยคงเป็นเรื่องยาก เพราะ “บริบท มันไม่เหมือนกัน!!”

รัฐตื่นตัวแห่ใช้โซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 ธ.ค. 2560 เวลา 08:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/530504

รัฐตื่นตัวแห่ใช้โซเชียล

สรอ.คาดไทยพร้อมก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัลเต็มรูปแบบใน 5 ปี  ขณะที่สำรวจแอพพลิเคชั่นยอดนิยมอันดับ 1 ประกันสังคม

นายศักดิ์ เสกขุนทด ผู้อำนวยการ สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สรอ. (EGA) เปิดเผยว่า ผลการสำรวจความพร้อมรัฐด้านดิจิทัลของภาครัฐประจำปี 2560 หน่วยงานภาครัฐมีความพร้อมด้านดิจิทัลมากขึ้น โดยภาพรวมได้คะแนน 57.8 คะแนน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่มีคะแนนความพร้อมมากสุด รองลงมา ด้านศักยภาพของเจ้าหน้าที่ภาครัฐด้านดิจิทัลและนโยบายและแนวทางปฏิบัติ จึงมั่นใจว่าหน่วยงานภาครัฐจะพร้อมก้าวสู่ดิจิทัลอย่างเต็มตัวภายใน 5 ปีข้างหน้าหรือในปี 2564

สำหรับความพร้อมโครงสร้าง พื้นฐานที่มีความมั่นคงและมีประสิทธิภาพ มีคะแนนความพร้อมมากสุด 67 คะแนน รองลงมา ศักยภาพของเจ้าหน้าที่ ภาครัฐด้านดิจิทัล 66 คะแนน และด้านนโยบายและแนวปฏิบัติ 57.9 คะแนน ส่วนคะแนนน้อยสุดจะเป็นด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะและการนำมาใช้ส่วนระดับจังหวัด มีระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัลภาพรวม 34.4 คะแนน ส่วนที่ต้องมีการปรับปรุงจะเป็นด้านบริการภาครัฐที่สะดวกเข้าถึงง่าย ได้รับคะแนนน้อยสุด 31 คะแนน

ขณะที่การดาวน์โหลดแอพพลิ เคชั่นของหน่วยงานภาครัฐมากสุด อันดับหนึ่งเป็น ประกันสังคม SSO Conect รองลงมาเรื่องการบริหารจัดการน้ำ Thaiwater และสรรพากร RD Smart Tax โดยภาพรวมมีการดาวน์ โหลดแอพพลิเคชั่นของหน่วยงานภาครัฐ 1.5 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น และภาคประชาชนสนใจทำธุรกรรมทางออนไลน์ผ่านแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือเพิ่มสูงขึ้น

ด้านการใช้งานสังคมออนไลน์ (โซเชียล มีเดีย) หน่วยงานภาครัฐมีการใช้เฟซบุ๊ก 70% ใช้ช่องทางยูทูบ 40% ส่วนหน่วยงานระดับจังหวัดมีการใช้เฟซบุ๊ก 49% และใช้ไลน์แอพพลิเคชั่น 37% เพื่อเป็นช่องทางสำหรับการติดต่อสื่อสารกับประชาชน ส่งผลทำให้เข้าถึงบริการของหน่วยงานภาครัฐได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ในภาพรวมหน่วยงานภาครัฐมีการทำแผนดิจิทัลแล้ว 70% และอีก 30% ที่ยังไม่ดำเนินการ คาดว่า ภายในปี 2561 ทุกหน่วยงานจะมีการจัดทำแผนด้านดิจิทัลได้ครบทั้งหมดส่วนการจัดส่งเอกสารของหน่วยงานภาครัฐ 200 หน่วยงาน มี 47 หน่วยงานที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และ 133 หน่วยงานที่ใช้ทั้งแบบอิเล็กทรอนิกส์และกระดาษ ส่วนที่เหลือ 26 หน่วยงานยังใช้เป็นกระดาษ

โอกาสของ 5จี ใกล้แค่เอื้อมหรือต้องรอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ธ.ค. 2560 เวลา 21:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/530399

โอกาสของ 5จี ใกล้แค่เอื้อมหรือต้องรอ

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

การใช้งานเครือข่าย 5จี ในกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคมนั้น ไม่ว่าจะเป็นบนคลื่นความถี่ใด ก็ควรเป็นสิ่งที่ต้องเริ่มเกิดขึ้นได้แล้ว เพราะในหลายประเทศมีการเดินหน้าใช้เทคโนโลยีนี้ไปแล้วในอุตสาหกรรมต่างๆ แต่ในไทยยังไม่มีเป็นรูปเป็นร่างที่ชัดเจน

วุฒิชัย วุฒิอุดมเลิศ หัวหน้างานฝ่ายเน็ตเวิร์ค โซลูชั่นส์ บริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า การจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับใช้งาน 5จี นั้นอยู่ที่ความเหมาะสมของอีโคซิสเต็มส์โดยรวมของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความถี่ สมาร์ทโฟน อุปกรณ์รับส่งและเชื่อมต่อ เป็นต้น

การเลือกคลื่นที่เหมาะสมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปนั้น ของไทยอาจจะต่างจากประเทศในฝั่งยุโรป ซึ่งต้องอยู่ที่ตลาดมีการตอบสนองเรื่องคลื่นอย่างไรมากกว่าคิดเอาเองว่าควรใช้คลื่นใด เพราะการวางแผนแม่บทและจัดสรรคลื่นที่เหมาะสมนั้น ควรจะมีการระดมความคิดเห็นจากผู้ให้บริการก่อน เพื่อที่จะได้วางโครงสร้างพื้นฐานได้ถูกต้อง

“ในยุโรปจะใช้คลื่นสูงในการให้บริการ 5จี แต่ก็บอกไม่ได้ว่าในไทยควรใช้คลื่นที่เท่าไร หากไทยเลือกช่วงคลื่นที่ต่างกับตลาด โอเปอเรเตอร์ก็ต้องหาดีไวซ์ที่เหมาะสมมาจำหน่าย ไม่อย่างนั้น ที่ลงทุนไปก็เรียกว่าสูญเปล่า” วุฒิชัย กล่าว

หากมองที่ความเหมาะสมของคลื่น ต้องบอกว่าเทคโนโลยีมีความพร้อมแล้ว ไม่ว่าจะใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อใด เพราะผู้ให้บริการทุกรายต่างก็ออกแบบอุปกรณ์มาเพื่อความเหมาะสมกับการใช้งานของผู้บริโภคทั้งสิ้น อยู่ที่ว่าผู้ให้บริการโครงข่ายจะเลือกของแบรนด์ใด

ขณะที่อีริคสันมีการเตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์เชื่อมต่อโครงข่ายร่วมกับทั้งดีแทคและทรู เพื่อให้การเชื่อมต่อไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่ใดก็สามารถให้บริการได้

นอกจากนี้ การใช้งานข้อมูลโดยรวมไม่ว่าจะเป็นบนเครือข่ายมือถือและอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) ผู้ใช้งานในประเทศที่มีค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัวสูง (GDP) จะมีการสมัครใช้งานแพ็กเกจแบบไม่จำกัดในการรับส่งข้อมูลสูงกว่าผู้ใช้งานทั่วไปประมาณ 20% ซึ่งเป็นโอกาสทางรายได้ของผู้ให้บริการเครือข่าย

อย่างไรก็ตาม ไม่มีแพ็กเกจใดที่ตอบสนองการใช้งานเครือข่ายของผู้บริโภคได้เต็มที่ในทุกความต้องการ เพราะยังมีกลุ่มผู้ใช้งาน 2-50 GB/เดือน ที่ต้องการแพ็กเกจที่ครอบคลุมการใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่แพ็กเกจที่นิยมมากที่สุดในทั่วโลกจะอยู่ที่ 1-10 GB/เดือน และผู้ให้บริการก็พยายามที่จะปรับแพ็กเกจตามความเหมาะสมโดยที่ไม่เสียเปรียบทั้งสองฝ่าย

ในส่วนของผู้บริโภคในกลุ่มมิลเลนเนียล ก็ยังคาดหวังถึงปัจจัยต่างๆ ในการใช้บริการเครือข่ายที่ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานแบตเตอรี่เครื่องที่นานขึ้น ความเสถียรของประสิทธิภาพเครือข่าย การครอบคลุมในพื้นที่ให้บริการและความเร็ว เป็นต้น ซึ่งการที่จะทำได้อย่างครอบคลุมความต้องการนั้น เชื่อมโยงกับศักยภาพของเทคโนโลยี 5จีทั้งนี้ ความคาดหวังของผู้บริโภคในการรับชมคอนเทนต์ประเภทวิดีโอนั้น จะมุ่งสู่การเป็นสตรีมมิ่งและวิดีโอออนดีมานด์มากขึ้น จากปัจจุบันที่มีการใช้งานวิดีโอกว่า 50% แต่ในปี 2566 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 75% เลยทีเดียว

ดังนั้น การพัฒนาของสื่อคอนเทนต์จะมีความเสมือนจริงมากขึ้นและซับซ้อนขึ้น เทคโนโลยีวีอาร์และเออาร์จะส่งผลให้เกิดความต้องการใช้งานเครือข่ายในรูปแบบใหม่มากขึ้น

จากผลการสำรวจเกี่ยวกับเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงหรือวีอาร์ใน 8 ประเทศ พบว่า ผู้บริโภค 7 ใน 10 ของกลุ่มคนคาดหวังว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะเข้ามาเปลี่ยนการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างสิ้นเชิง โดย 5จี จะเป็นปัจจัยสำคัญ รวมทั้งการลดค่าความเร็ว การรับส่งข้อมูล หรือการตอบสนองระหว่างอุปกรณ์ ระบบฟีดแบ็ก จำเป็นต้องผสานกันอย่างดีขึ้นด้วย

การใช้งานในเทคโนโลยีเออาร์และวีอาร์ในไทยนั้น คาดว่าจะเกิดขึ้นได้จริง เพราะมีการปรับใช้งานได้สะดวกและการลงทุนสูง คือ กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ยานยนต์ ผู้ผลิตสื่อและค้าปลีก เป็นต้น ด้วยการใช้งานระหว่างกล้อง 3 มิติ และแอพพลิเคชั่นที่รองรับได้แล้ว

ทางด้านโอกาสของประเทศไทยในการเดินหน้า 5จี นั้นจะช่วยให้เกิดการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมโดยรวมได้ถึง 22% ในปี 2569 ผ่านเทคโนโลยีที่อีริคสันกับพาร์ตเนอร์มีการติดตั้งและคาดว่าจะใช้งานในไทยในอนาคตได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เชื่อมโยงเครือข่าย ตัวรับสัญญาณ เทคโนโลยี VoLTE เป็นต้นนอกจากนี้ อีริคสันยังคาดการณ์ว่าจะมีการเข้าถึงเทคโนโลยี LTE ในไทยได้ประมาณปลายปีนี้ ซึ่งกว่า 60% จะเป็นการเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟน จากนั้นในปี 2566 คาดว่าจะมีการเชื่อมต่ออุปกรณ์กับผู้ให้บริการเครือข่าย 5จี กว่า 1,000 ล้านราย

ท้ายที่สุดแล้วคาดว่าหลังเสร็จสิ้นการประมูล 5จี โอเปอเรเตอร์ทุกรายจะไม่มีต้นทุนมากเกินไปจนต้องผลักภาระแพ็กเกจราคาแพงมาให้ผู้บริโภคอีก และไทยก็จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ใช้งานเทคโนโลยีได้เต็มรูปแบบเสียที

ภาพ เอเอฟพี

แจกเน็ตฟรี3ปีพื้นที่ชายขอบเริ่มส.ค.ปี’61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ธ.ค. 2560 เวลา 08:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/530304

แจกเน็ตฟรี3ปีพื้นที่ชายขอบเริ่มส.ค.ปี'61

กสทช.มอบของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนรายได้น้อยใช้เน็ตฟรี 3 ปี ในโครงการเน็ตชายขอบ เทงบ 4,600 ล้าน เริ่ม 1 ส.ค. 2561

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มอบนโยบายให้กับ กสทช.เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตของประชาชนรายได้น้อยโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 3 ปี จากเดิมค่าบริการไม่เกิน 200 บาท/เดือน ด้วยความเร็ว 30/10 เมกะบิต/วินาที ภายใต้โครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ จำนวน 3,920 หมู่บ้าน หรือเน็ตชายขอบ

ทั้งนี้ ทาง กสทช.เป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายภายในกรอบวงเงินงบประมาณ 4,683.73 ล้านบาท โดยใช้จ่ายจากวงเงินเหลือจ่ายภายใต้แผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (พ.ศ. 2555-2559)

สำหรับครัวเรือนที่อยู่ภายใต้โครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ จำนวน 3,920 หมู่บ้าน มีทั้งสิ้น 6.07 แสนครัวเรือน โดย กสทช.ประเมินว่าการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจะช่วยเพิ่มรายได้ประชาชน อาทิ การขายสินค้าโอท็อปผ่านระบบออนไลน์ การประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว และยกระดับคุณภาพชีวิต รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลด้านสาธารณสุข ซึ่งจะทำให้ครัวเรือนมีรายได้เพิ่มขึ้น 2,000 บาท/เดือน/ครัวเรือน ทำให้เศรษฐกิจฐานรากเติบโตปีละ 12,480 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม จะเริ่มเก็บข้อมูลครอบครัวที่มีรายได้น้อยในพื้นที่ ชายขอบ ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ค. 2561 เพื่อให้ทันต่อการเปิดใช้บริการอินเทอร์เน็ต โดยไม่มีค่าใช้จ่ายวันที่ 1 ส.ค. 2561 สำหรับระบบการลงทะเบียนเพื่อยืนยันว่าเป็นครอบครัวที่มีรายได้น้อยในพื้นที่รัฐจะหารือร่วมกันอีกครั้งว่าจะใช้วิธีการใด โดยเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในโครงการนี้มาจากการดำเนินการของ  กสทช. ร่วมกับเอกชน

รัฐเปิดให้คนชายขอบใช้เน็ตความเร็วสูงฟรีเดือนละ200บาทนาน3ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 ธ.ค. 2560 เวลา 16:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/530167

รัฐเปิดให้คนชายขอบใช้เน็ตความเร็วสูงฟรีเดือนละ200บาทนาน3ปี

รัฐมอบของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนในพื้นที่ชายขอบ ให้ใช้เน็ตความเร็วสูงฟรี เดือนละ 200 บาท เป็นเวลา 3 ปี

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า รัฐบาลมอบของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนในพื้นที่ชายขอบ ที่มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนกับกระทรวงการคลัง ให้ใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วความเร็วสูง 30/10 Mbps ฟรี โดย กสทช. ได้มีมติเห็นชอบแนวทางการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อบริการอินเทอร์เน็ตให้กับผู้มีรายได้น้อยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของการดำเนินโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ จำนวนประมาณ 3,920 หมู่บ้าน เป็นระยะเวลา 3 ปี (36 เดือน) ภายในกรอบวงเงินงบประมาณ 4,683.73 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยใช้จ่ายจากวงเงินเหลือจ่ายภายใต้แผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (พ.ศ. 2555-2559)

ตามข้อมูลของกรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ปี 2560 พบว่า ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยที่อยู่ในพื้นที่ชายขอบนั้น มีรายได้เฉลี่ย 5,000 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน แต่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 10,000 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน มติของ กสทช. ดังกล่าวนี้จะช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่างคนเมืองกับคนในพื้นที่ชายขอบ อีกทั้งยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน เช่น การรักษาแพทย์ทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง การสร้างองค์ความรู้ในด้านต่างๆ รวมถึง เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้

ทั้งนี้สำนักงาน กสทช. ประเมินว่าหากครัวเรือนในพื้นที่ชายขอบสามารถสร้างรายได้  อาทิ การขายสินค้าโอท็อปผ่านระบบออนไลน์ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เกิดรายได้เพิ่มขึ้นเพียง 2,000 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน จะทำให้เศรษฐกิจฐานรากเติบโตปีละ 12,480 ล้านบาท

นายฐากร กล่าวว่า ประชาชนในพื้นที่ชายขอบที่ผ่านเกณฑ์เป็นผู้มีรายน้อยของกระทรวงการคลัง กสทช. คาดว่าจะมีประมาณ 520,000 ครัวเรือน (คิดเป็น 86%) จาก 607,000 ครัวเรือน จะได้รับประโยชน์ในการเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงตามนโยบายรัฐบาล ในที่ประชุม กสทช. ได้มอบหมายให้สำนักงาน กสทช. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายการเชื่อมต่อบริการอินเทอร์เน็ตให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ได้ลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการของรัฐ สำนักงาน กสทช. จะประสานฐานข้อมูลการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยกับกระทรวงการคลังต่อไป