วิกฤตแฮ็ก “อูเบอร์” ตอกย้ำระบบเก็บข้อมูลไม่ปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 พ.ย. 2560 เวลา 10:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/527179

วิกฤตแฮ็ก "อูเบอร์" ตอกย้ำระบบเก็บข้อมูลไม่ปลอดภัย

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ ดารา โคสโรวชาฮี ได้รับเลือกมาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) คนใหม่ของบริษัท อูเบอร์ อิงค์ ธุรกิจไรด์-แชริ่งชื่อดังจากสหรัฐ เพื่อกอบกู้องค์กรจากภาวะวิกฤตครั้งใหญ่ของทีมผู้บริหาร พร้อมประกาศชัดเจนว่าจะเข้ามาปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กรที่ย่ำแย่มาอย่างยาวนาน แต่ผ่านไปไม่ถึง 4 เดือนหลังครองตำแหน่ง ก็เกิดกรณีฉาวอีกครั้ง

อูเบอร์ เปิดเผยว่า ถูกแฮ็กเกอร์โจรกรรมข้อมูลผู้ใช้งาน 50 ล้านราย และพนักงานอีก 7 ล้านรายทั่วโลก เมื่อเดือน ต.ค. 2016 หลังแฮ็กเกอร์สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลของบริษัทภายใน กิตฮับ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการร่วมพัฒนาซอฟต์แวร์และรับฝากข้อมูลไว้ในระบบคลาวด์ แต่อูเบอร์ได้ปิดบังเหตุดังกล่าวและจ่ายเงิน 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.2 ล้านบาท) เพื่อให้แฮ็กเกอร์ลบข้อมูลทิ้ง

การเปิดเผยดังกล่าวส่งผลให้บรรดาหน่วยงานรัฐบาล อาทิ คณะกรรมการด้านการค้าแห่งชาติสหรัฐ (เอฟทีซี) เริ่มสืบสวนอูเบอร์กรณีปกปิดการแฮ็ก โดยอูเบอร์เสี่ยงจะโดนปรับเงินจากข้อหาดังกล่าว ในขณะที่ความน่าเชื่อถือของบริษัทเองก็ได้รับผลกระทบ

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แฮ็กเกอร์เข้าถึงฐานข้อมูลของบริษัทไรด์-แชริ่งจากสหรัฐผ่านทางผู้ให้บริการรับฝากข้อมูล

เมื่อปี 2014 กลุ่มแฮ็กเกอร์โจรกรรมข้อมูลผู้ขับอูเบอร์ 5 หมื่นราย หลังค้นพบรหัสผ่านเข้าระบบของอูเบอร์เผยแพร่อยู่ในกิตฮับ โดยผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ของอูเบอร์เอง ซึ่งเอฟทีซีเปิดเผยภายหลังว่า ข้อมูลผู้ขับอูเบอร์ที่ถูกโจรกรรมอาจมากถึง 1 แสนราย

ณะเดียวกัน เหตุการณ์แฮ็กดังกล่าวบ่งชี้ถึงความเสี่ยงในการว่าจ้างบุคคลที่สามในการเก็บข้อมูล และแชร์โค้ดที่ใช้สำหรับเขียนโปรแกรม โดยบลูมเบิร์กรายงานว่า บริษัทจำนวนมากว่าจ้างบุคคลที่สาม อาทิ กิตฮับ กิตแล็บ และซอร์สฟอร์จ ที่ให้บริการระบบคลาวด์ ให้เข้ามาร่วมพัฒนาซอฟต์แวร์ของผู้จ้าง รวมไปถึงช่วยเผยแพร่ซอฟต์แวร์ดังกล่าว ดังนั้นบริษัทบุคคลที่สามดังกล่าวจึงเป็นเป้าหมายของแฮ็กเกอร์

“การฝากโค้ดโปรแกรมไว้กับบุคคลที่สามอาจสร้างปัญหาให้บริษัทได้” คริส บอยด์ นักวิเคราะห์จากบริษัท มัลแวร์ไบต์ส ที่พัฒนาระบบแอนตี้ไวรัสคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้อูเบอร์เองก็ไม่ใช่บริษัทเดียวที่ข้อมูลรั่วไหลเพราะบุคคลที่สาม

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา อิควิแฟ็กซ์ อิงค์ บริษัทข้อมูลบัตรเครดิตรายใหญ่ ถูกโจมตีไซเบอร์จนแฮ็กเกอร์สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าได้ถึง 145.5 ล้านคน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดในสหรัฐ โดยบริษัทได้กล่าวโทษว่า บริษัทบุคคลที่สามที่อิควิแฟ็กซ์ว่าจ้างให้ประเมินประสิทธิภาพการทำงานของเว็บไซต์ ทำงานผิดพลาดโดยการใช้โค้ดโปรแกรมที่เปิดช่องให้แฮ็กเกอร์เข้าถึงข้อมูลลูกค้าที่เข้ามายังหน้าเว็บไซต์อิควิแฟ็กซ์

นอกจากนี้ แอพธอรีทีย์ บริษัทด้านความมั่นคงไซเบอร์ เปิดเผยเมื่อวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า ผู้พัฒนาของ บริษัท ทวิลิโอ อิงค์ ที่รับฝากข้อมูลผ่านระบบคลาวด์ ได้เปิดเผยโค้ดโปรแกรมที่เปิดทางให้แฮ็กเกอร์เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้สมาร์ทโฟน ผ่านทางแอพพลิเคชั่นกว่า 685 แอพ

ด้าน เอ็ดวิน โฟวดิล ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ กล่าวกับบลูมเบิร์กว่า หลายบริษัทพลาดใส่รหัสผ่านและตัวเข้ารหัสไว้ในโค้ดโปรแกรมที่เก็บไว้ในระบบคลาวด์ของบุคคลที่สาม

“บริษัทเหล่านั้นเชื่อว่า ข้อมูลที่เก็บไว้กับระบบคลาวด์ของบุคคลที่สามจะปลอดภัย เพราะต้องใช้รหัสผ่านในการเข้าถึง แต่มันเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะข้อมูลโค้ดเหล่านั้นเข้าถึงง่ายกว่าที่หลายบริษัทคิด” โฟวดิล กล่าวพร้อมเสริมว่า แฮ็กเกอร์จะสแกนหาโค้ดโปรแกรมภายในระบบที่เปิดเป็นสาธารณะของกิตฮับ เพื่อควานหารหัสผ่านหรือตัวเข้ารหัสต่างๆ

ขณะเดียวกัน กลุ่มโปรแกรมเมอร์ 18เอฟ ที่ร่วมพัฒนาซอฟต์แวร์ให้กับรัฐบาลสหรัฐ ใช้กิตฮับในการเก็บโค้ดโปรแกรมเช่นกัน แต่ทางกลุ่มกำชับให้โปรแกรมเมอร์ใช้ซอฟต์แวร์ในการตรวจสอบว่า หลงเหลือรหัสผ่านหรือตัวเข้ารหัสอยู่ในโค้ดโปรแกรมหรือไม่ ก่อนโพสต์เข้าระบบทุกครั้ง

แต่โฟวดิลระบุว่า ซอฟต์แวร์ดังกล่าวที่ผู้พัฒนาใช้มักจะทำงานพลาด โดยระบุว่าโค้ดโปรแกรมทั่วไปมีรหัสผ่านหรือตัวเข้ารหัสฝังอยู่ ถึงแม้จะไม่มีก็ตาม ทั้งนี้โฟวดิลเสริมว่า ได้พบโค้ดโปรแกรมของ 18เอฟ ที่ฝังข้อมูลสำคัญไว้อยู่ระบบ ดังนั้นการเช็กโค้ดโปรแกรมด้วยตัวผู้พัฒนาเอง จึงเป็นวิธีที่ดีกว่าใช้ซอฟต์แวร์ตรวจจับ

อย่างไรก็ดี การแฮ็กอูเบอร์ก็อาจไม่ใช่กรณีสุดท้ายที่เกิดขึ้นกับบริษัทที่ฝากข้อมูลไว้กับบุคคลที่สาม โดยชูเอิร์ท แลงเคมเปอร์ ที่รับจ้างทดสอบความปลอดภัยของเว็บไซต์ ระบุว่า การใช้บริการบุคคลเก็บข้อมูลก็ยังคงมีข้อดีอยู่

“การเก็บข้อมูลในกิตฮับก็เปรียบเสมือนเก็บข้อมูลไว้ในกูเกิล ไดรฟ์ คือถึงแม้ว่าจะปลอดภัยน้อยกว่าการเก็บไว้ในฮาร์ดไดรฟ์ของคอมพิวเตอร์ส่วนตัว แต่ก็มีข้อดีมากกว่ามีความเสี่ยง” แลงเคมเปอร์ กล่าว

โลกสอบแฮ็ก’อูเบอร์’ ปกปิดโดนขโมยข้อมูล57ล้านรายปีก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 พ.ย. 2560 เวลา 07:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/527003

โลกสอบแฮ็ก'อูเบอร์' ปกปิดโดนขโมยข้อมูล57ล้านรายปีก่อน

สหรัฐสอบอูเบอร์ กรณีปกปิดการแฮ็ก ด้านอังกฤษ-ออสซี่แคนาดา เตรียมเปิดการสืบสวนด้วย

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า เจ้าหน้าที่จากสหรัฐ อังกฤษ ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า อาจเข้ามาสอบสวนอูเบอร์ ผู้ให้บริการไรด์-แชริ่งชื่อดัง กรณีโดนแฮ็กเกอร์โจรกรรมข้อมูลผู้ใช้และพนักงาน 57 ล้านรายทั่วโลก เมื่อเดือน ต.ค. 2016 ซึ่งอูเบอร์ปกปิดกรณีดังกล่าวด้วยการจ่ายเงิน 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.2 ล้านบาท) เพื่อให้ แฮ็กเกอร์ลบข้อมูลดังกล่าวทิ้ง

รอยเตอร์สระบุว่า หน่วยงานกำกับดูแลด้านความเป็นส่วนตัวประชาชนของแคนาดา ระบุจะขอความร่วมมือกับ อูเบอร์ในการให้ข้อมูลเพิ่มเติม และยังไม่เริ่มต้นเปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการ ขณะที่คณะกรรมาธิการการค้าแห่งชาติสหรัฐ (เอฟทีซี) พร้อมด้วยรัฐบาลท้องถิ่นจาก 6 รัฐ เข้าตรวจสอบอูเบอร์มีการทำผิดกฎหมายกรณีปกปิดการโจรกรรมดังกล่าวหรือไม่

ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมาธิการข่าวสารของอังกฤษ (ไอซีโอ) เปิดเผยกับสำนักข่าวซีเอ็นบีซีว่า อาจสอบสวนอูเบอร์เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วน ขณะที่ในแถลงการณ์ของไอซีโอ ระบุว่า กรณีแฮ็กดังกล่าวสร้างความกังวลด้านจริยธรรมและการปกป้องข้อมูลของผู้ใช้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังอูเบอร์เปิดเผยกรณีการแฮ็กดังกล่าว ซึ่งแฮ็กเกอร์สองคนได้ขโมยข้อมูลไปจากระบบคลาวด์เซอร์วิสของบริษัทบุคคลที่สาม โดยบลูมเบิร์กรายงานว่า เหตุการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงจุดเสี่ยงในการใช้ระบบดังกล่าวในการเก็บข้อมูลและแชร์โค้ดที่ใช้สำหรับเขียนโปรแกรม

ก่อนหน้านี้ ในปี 2014 แฮ็กเกอร์พบรหัสผ่านเข้าระบบของอูเบอร์เผยแพร่อยู่ในระบบคลาวด์ดังกล่าว และตามมาด้วยการโจรกรรข้อมูลของผู้ขับอูเบอร์ 5 หมื่นคน

ปี61โทรทัศน์ไทยยังเผชิญความท้าทายจากแพลตฟอร์มออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 พ.ย. 2560 เวลา 18:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/526887

ปี61โทรทัศน์ไทยยังเผชิญความท้าทายจากแพลตฟอร์มออนไลน์

ฟิทช์ เรทติ้งส์ ผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์ไทยยังเผชิญความท้าทายในปี61 ทั้งจากการแข่งขันดุเดือดและแพลตฟอร์มออนไลน์

ฟิทช์ เรทติ้งส์ เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์ของไทยจะยังคงเผชิญกับความท้าทายในปี 2561 อันเนื่องมาจากการแข่งขันอันดุเดือด และแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากการที่ผู้รับชมรายการโทรทัศน์ได้หันไปให้ความสนใจแพลตฟอร์มสื่อทางออนไลน์ โดยความท้าทายเหล่านี้จะส่งผลให้ผลประกอบการและศักยภาพในการทำกำไรของผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์ ถูกจำกัดลง

ฟิทช์คาดว่า ภาวะการแข่งขันสูงเช่นนี้จะยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อกระแสเงินทุนหมุนเวียนของผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์ในปี 2561 และคาดว่าอุตสาหกรรมทีวีของไทยจะมีต้นทุนการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในด้านการผลิตเนื้อหาของรายการ และการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อช่วงชิงเรทติ้งจากผู้ชม โดยคาดว่าผลการดำเนินงานผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์ ซึ่งได้แก่ สถานีโทรทัศน์ช่อง 3, ช่อง 7 และช่อง 5 จะชะลอตัวลง เนื่องจากสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับบรรดาผู้ประกอบการดิจิทัลทีวีรายใหม่ๆ

อย่างไรก็ตาม คาดว่ากระแสเงินสดหมุนเวียนของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลรายใหม่ๆเหล่านี้ อาจขยายตัวเพียงเล็กน้อย เนื่องจากการลงทุนเพื่อกระตุ้นยอดผู้ชมนั้น อาจสูงกว่ารายได้จากการโฆษณา

“อูเบอร์”ปิดบังถูกแฮกเกอร์ล้วงข้อมูลผู้ใช้งาน 57 ล้านราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 22 พ.ย. 2560 เวลา 11:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/526612

"อูเบอร์"ปิดบังถูกแฮกเกอร์ล้วงข้อมูลผู้ใช้งาน 57 ล้านราย

อูเบอร์จ่ายแสนดอลลาร์ ปิดปากแฮกเกอร์ล้วงข้อมูลลูกค้า 57 ล้านราย

บีบีซี – อูเบอร์ บริษัทให้บริการแอพพลิเคชันเรียกรถแท็กซี เปิดเผยเมื่อวันอังคาร(21พ.ย.)ตามเวลาท้องถิ่นว่า บริษัทถูกจารกรรมข้อมูลโดยฝีมือแฮกเกอร์ 2 คนในช่วงปลายปี 2016 ส่งผลให้ลูกค้าจำนวน 57 ล้านคน ถูกขโมยข้อมูลส่วนตัว รวมถึง ชื่อ อีเมล และหมายเลขโทรศัพท์ แฮกเกอร์กลุ่มนี้ ยังเข้าถึงข้อมูลใบขับขี่ของผู้ขับขี่ประมาณ 6 แสนคนในสหรัฐ โดยเจ้าหน้าที่ได้ปิดเป็นความลับมากว่า 1 ปีโดยไม่มีการแจ้งออกมาเป็นข้อมูลสาธารณะ เพื่อต้องการให้ให้เหตุการณ์นี้เงียบไปในที่สุด อย่างไรก็ดีทางอูเบอร์ชี้แจงว่า บริษัทได้จ่ายเงิน จำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (3.3 ล้านบาท)ให้แฮกเกอร์ลบข้อมูล

อเมซอนลุยอี-คอมเมิร์ซไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 22 พ.ย. 2560 เวลา 07:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/526579

อเมซอนลุยอี-คอมเมิร์ซไทย

อี-คอมเมิร์ซระอุ อเมซอนบุกไทยปีหน้า เร่งค้าปลีกออนไลน์ขยายตัว เผยธุรกิจเน้นรุกหลากหลายช่องทางก้าวสู่บีทูเอ

นายพอล ศรีวรกุล ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท เอคอมเมิร์ซ ประเทศไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในไทยจะมีความคึกคักมากขึ้น เพราะจะมีผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาทำตลาด โดยเฉพาะอเมซอนที่จะเข้ามาทำตลาดในปีหน้าอย่างแน่นอน ซึ่งมองว่าภาครัฐควรให้การสนับสนุนด้านตลาดอี-คอมเมิร์ซ เช่น ลดภาษีนำเข้า เพื่อผลักดันตลาดขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว

“ตลาดค้าปลีกรวมไทยปี 2559 มีมูลค่า 1.16 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอี-คอมเมิร์ซมีสัดส่วนอยู่ราว 2.5% หรือราว 2,900 ล้านดอลลาร์ และในปี 2568 ตลาดค้าปลีกจะเพิ่มเป็น 2 แสนล้านดอลลาร์ และอี-คอมเมิร์ซจะมีสัดส่วนเป็น 5.5% หรือมีมูลค่ากว่า 1.11 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งอัตราการช็อปปิ้งของคนไทยอยู่ที่ 1.2 หมื่นบาท/ปี ถือว่ายังมีอัตราการเติบโตอีกมากเมื่อเทียบกับสิงคโปร์” นายพอล กล่าว

นายพอล กล่าวอีกว่า จากนี้การแข่งขันจะรุนแรงยิ่งขึ้น จากการที่ช็อปปิ้งทางออนไลน์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโต 32% ต่อปี ซึ่งเป็นข้อมูลจากกูเกิลและเทมาเสก ส่วนแนวโน้ม 10 ปีข้างหน้า อเมซอน อาลีบาบา เจดีดอทคอม เข้ามาขยายตลาดค้าปลีกในภูมิภาคนี้ และปีนี้มีแบรนด์ดังอย่าง มาร์ส เนสท์เล่ และยูนิลีเวอร์ก็ได้จัดตั้งการบริการทางอีคอมเมิร์ซที่แข็งแกร่งในภูมิภาคนี้

ขณะที่เทรนด์การดำเนินธุรกิจอาเซียนหลายแบรนด์กำลังก้าวสู่การทำธุรกิจแบบหลากหลายช่องทาง เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ เช่น การค้าระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) การค้ากับรัฐบาล (B2G) อีกทั้งยังให้ความสำคัญของข้อมูลเพื่อที่จะอยู่รอดในอุตสาหกรรมการค้าปลีก

นอกจากนี้ ยังเตรียมความพร้อมก้าวสู่โมเดลธุรกิจบีทูเอ (Businessto-All : B2A) หรือการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น ด้วยการให้บริการที่ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทาน จากปัจจุบันโมเดลธุรกิจอี-คอมเมิร์ซแบบบีทูซี หรือธุรกิจไปสู่ผู้บริโภคโตเร็วในอาเซียน สำหรับไทยการค้าระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภคเติบโตและใหญ่ที่สุด ตามด้วยบีทูซี และบีทูบี ส่วนที่จีนธุรกิจแบบบีทูบีถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุด

สำหรับบริษัทได้ระดมทุนระดับ ซีรี่ส์บีกว่า 2,140 ล้านบาท เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มของบริษัท นอกจากนี้ยังขยายพันธมิตรระบบนิเวศค้าปลีกในสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ไทย และฟิลิปปินส์ และขยายธุรกิจใหม่ไปมาเลเซียและเวียดนามซึ่งจะเริ่มกลางปีหน้า

การระดมทุนครั้งนี้ผลักดันให้บริษัทมีรายได้ 3-5 ปี เติบโตไมต่ำกว่า 3-5 เท่า ขณะที่รายได้ปีนี้เติบโต 2.5 เท่า เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยไทยสร้างรายได้หลักในสัดส่วน 50% ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้ากว่า 196 รายในไทย โตขึ้น 75%

“อาลีบาบา” ทุ่มซื้อห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 พ.ย. 2560 เวลา 21:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/526480

"อาลีบาบา" ทุ่มซื้อห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของจีน

อาลีบาบาทุ่ม 9.5 หมื่นล้าน ซื้อห้างไฮเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่ มุ่งผสานออนไลน์-ออฟไลน์

บริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้ง ตกลงซื้อกิจการห้างค้าปลีกบริษัท ซัน อาร์ต รีเทล กรุ๊ป ซึ่งเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่สุดในจีน ด้วยวงเงิน 2,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.5 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเป็นการเดินหน้ายุทธศาสตร์เชื่อมร้านค้าปลีกออฟไลน์และออนไลน์ล่าสุดของอาลีบาบา

อาลีบาบาจะถือหุ้น 36% ในซัน อาร์ต ซึ่งมีสาขาราว 400 แห่งทั่วประเทศภายใต้แบรนด์โอชาน และอาร์ที มาร์ท โดยภายใต้ข้อตกลงนี้ บริษัท โอชาน รีเทล จากฝรั่งเศส จะเพิ่มสัดส่วนหุ้นในซัน รีเทล ให้เท่ากันด้วย เพื่อร่วมผนึกกำลังสู้กับห้างค้าปลีกรายอื่นในจีน หลังวอลมาร์ทของสหรัฐรุกตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ตในจีน

“ซัน อาร์ตมีระบบซัพพลายเชนที่ค่อนข้างดีมาก การที่อาลีบาบา เข้าไปซื้อจะช่วยประหยัดเรื่องค่าใช้จ่าย และทำให้ไม่ต้องเริ่มเองใหม่หมดตั้งแต่ต้น และยุทธศาสตร์ค้าปลีกรูปแบบใหม่นี้ก็ดูจะเป็นเทรนด์ใหม่ของบรรดายักษ์อี-คอมเมิร์ซไปแล้ว” จูเลีย ปัน นักวิเคราะห์จากยูโอบี เคย์เฮียน ในเซี่ยงไฮ้ กล่าว

ด้านยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า ซัน อาร์ตครองส่วนแบ่งตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ตมากสุดในจีนที่ 15% ตามด้วยวอลมาร์ทที่ 10% โดยซัน อาร์ตเจอปัญหายอดขาย ลดลงตลอด3 ปีที่ผ่านมา หลังผู้บริโภคเข้าหาตลาดออนไลน์มากขึ้น

ภาพ เอเอฟพี

ค่ายมือถือเปิดลงทะเบียนซิมด้วยการสแกนใบหน้า-นิ้วมือที่ศูนย์บริการ15ธ.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 พ.ย. 2560 เวลา 15:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/526252

ค่ายมือถือเปิดลงทะเบียนซิมด้วยการสแกนใบหน้า-นิ้วมือที่ศูนย์บริการ15ธ.ค.นี้

ทุกค่ายมือถือเปิดลงทะเบียนซิมการ์ดด้วยวิธีอัตลักษณ์ที่ศูนย์บริการตั้งแต่ 15 ธ.ค. ก่อนขายให้บริการที่จุดตัวแทนจำหน่ายภายใน 1 ก.พ.61

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า ตามที่สำนักงาน กสทช. ได้ออกประกาศ และแจ้งไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ทุกรายให้จัดทำระบบการลงทะเบียนผู้ใช้บริการด้วยระบบการตรวจสอบอัตลักษณ์ ทั้งการตรวจสอบใบหน้า (face recognition) หรือสแกนลายนิ้วมือ (finger print) โดยกำหนดให้เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2560 นั้น ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด และบริษัท เรียล มูฟ จำกัด พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับสำนักงาน กสทช.

แต่เนื่องจากการเตรียมความพร้อม เช่น การจัดหาอุปกรณ์ การปรับปรุงวิธีการปฏิบัติงานในช่องทางตัวแทนจำหน่าย และลูกตู้ ยังไม่สามารถพัฒนาบุคลากรได้ทัน สำนักงาน กสทช. จึงออกหนังสือตามคำร้องขอจากผู้ประกอบการ ให้วันที่ 15 ธ.ค. นี้ เริ่มให้บริการลงทะเบียนเฉพาะระบบเติมเงินด้วยวิธีอัตลักษณ์ ณ ศูนย์ให้บริการของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วประเทศ และวันที่ 1 ก.พ. 2561 เริ่มให้บริการลงทะเบียนด้วยวิธีอัตลักษณ์ ทั้งระบบเติมเงิน และระบบรายเดือน ณ จุดให้บริการทั้งหมดทั่วประเทศ เช่น modern trade ตัวแทนจำหน่าย และลูกตู้ เพื่อให้ประชาชนไม่ได้รับผลกระทบ

ด้านนายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 5 ค่าย ประกอบด้วย AIS DTAC TRUE TOT และ CAT ร่วมกับสำนักงาน กสทช. สาธิตการลงทะเบียนซิมด้วยระบบการตรวจสอบอัตลักษณ์ ทั้งวิธีตรวจสอบลายนิ้วมือ และตรวจสอบใบหน้า เพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจในขั้นตอนการลงทะเบียนว่า ง่าย สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย โดยขั้นตอนแบ่งเป็น 1. ใช้บัตรประชาชนฉบับจริงอ่านในเครื่องอ่านบัตร (card reader) และ 2. ทำการตรวจสอบใบหน้าจากการถ่ายภาพ หรือตรวจสอบลายนิ้วมือ หากใช้วิธีสแกนลายนิ้วมือ เพื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลในบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง โดยหากข้อมูลอัตลักษณ์ของผู้ซื้อซิมการ์ดใหม่ตรงกับข้อมูลในบัตรประชาชนจะสามารถลงทะเบียนและเปิดใช้งานซิมการ์ดได้

“การลงทะเบียนซิมการ์ดด้วยการตรวจสอบอัตลักษณ์ จะปกป้องผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย และป้องกันการปลอมแปลงการลงทะเบียนซิมการ์ด โดยมีการตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคลก่อนการลงทะเบียนและเปิดใช้งาน โดยข้อมูลของท่านจะได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย ซึ่งจะไม่มีการจัดเก็บข้อมูลลายนิ้วมือและข้อมูลบัตรประชาชนไว้ที่จุดบริการ ผู้ที่ซื้อซิมการ์ดใหม่ที่ผ่านการตรวจสอบอัตลักษณ์แล้ว ระบบจะทำการลงทะเบียนโดยส่งข้อมูลตรงไปที่ฐานข้อมูลกลางเพื่อเปิดใช้งานซิมการ์ด และจัดเก็บข้อมูลของผู้ให้บริการทันที โดยผู้ให้บริการมีหน้าที่ดูแล และเก็บรักษาข้อมูลตามกฎหมาย”นายก่อกิจ กล่าว

ทักษะไอทีไทยไม่แน่น แนะเร่งสร้างมาตรฐานสู้แรงงานต่างชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 พ.ย. 2560 เวลา 09:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/526216

ทักษะไอทีไทยไม่แน่น แนะเร่งสร้างมาตรฐานสู้แรงงานต่างชาติ

ไอซีดีแอล ระบุทักษะไอทีคนไทยยังไม่แน่นพอ แนะเร่งเสริมทักษะเดินหน้าไทยแลนด์ 4.0

น.ส.กฤษฎิ์กัญญา กานต์จิรธันย์ผู้อำนวยการอาวุโส ICDL ประเทศไทย ผู้จัดทำวุฒิบัตรมาตรฐานสากลด้านทักษะความรู้ดิจิทัล เปิดเผยว่า ปัจจุบันทักษะทางด้านไอทีของคนไทยยังไม่แน่น รวมไปถึงการสร้างองค์ความรู้ที่เหมาะสม และมีมาตรฐานในระดับสากล เหมือนกับประเทศพัฒนาที่สามารถใช้งานดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิตและธุรกิจได้

ทั้งนี้ การมีทักษะด้านดิจิทัลนั้น จะช่วยให้ประเทศที่กำลังพัฒนาเดินหน้าความสามารถและพัฒนาสังคมความเป็นอยู่ของประชากรด้วย ซึ่งกระบวนการผลักดันนั้น ไม่ใช่รัฐบาลไปกำหนดหรือบังคับว่าทุกคนต้องเข้ามาอยู่ในระบบดังกล่าว แต่ต้องเน้นการส่งเสริมที่เอื้อให้เกิดสภาพแวดล้อมพร้อมใช้งาน นอกจากด้านโครงสร้างพื้นฐาน การกระตุ้นให้ประชาชนรู้จักนำเทคโนโลยีไปปรับใช้ จะช่วยหนุนให้คนไทยเกิดความรู้และประโยชน์ในการนำไปใช้จริง

นอกจากนี้ การพัฒนาสู่ทักษะดิจิทัลช่วยเพิ่มมูลค่าให้แต่ละบุคคลหากมีนโยบายที่ดี แต่คนไม่นำไปปรับใช้ทักษะดังกล่าวก็ไม่อาจเกิดได้ ซึ่งการพัฒนาคนหรือบุคลากรนั้นถือว่าเป็นโครงสร้างที่สำคัญ การประกาศเดินหน้าสร้างผู้มีความรู้ด้านดิจิทัลไม่ใช่เรื่องง่าย

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจของ ICDL ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากประเทศต่างๆ ทั่วโลก พบว่าผู้สมัครงาน 29% แจ้งว่าตนเองมีทักษะความรู้ที่เกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการทำงาน “ดีมาก” และอีก 49% บอกว่าตนเองมีทักษะความรู้อยู่ในระดับ “ดี” หลังจากนำเอากลุ่มคนตัวอย่างเหล่านี้เข้าทดสอบทักษะความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานในหน้าที่ที่สมัครงานพบว่ามีเพียง 7% เท่านั้น ที่สอบผ่านตามเกณฑ์มาตรฐาน ชี้ให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงต้องอาศัยการทำความเข้าใจ เพราะถือว่าเป็นเรื่องใหม่กับคนไทย

จีนปฏิวัติหุ่นยนต์ขนส่ง รับออเดอร์โถม อี-คอมเมิร์ซผงาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 พ.ย. 2560 เวลา 20:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/526122

จีนปฏิวัติหุ่นยนต์ขนส่ง รับออเดอร์โถม อี-คอมเมิร์ซผงาด

โดย…ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

อี-คอมเมิร์ซแดนมังกรกำลังเติบใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วภายใต้การนำของ “อาลีบาบา” และ “เจดีดอทคอม” 2 ยักษ์ใหญ่ด้านค้าออนไลน์

ในวันคนโสดเมื่อ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการเติบใหญ่ดังกล่าวแล้ว โดยเพียงแค่อาลีบาบาเพียงเจ้าเดียวก็สามารถกวาดยอดขายไปมากถึง 2.54 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.3 แสนล้านบาท) ทุบสถิติใหม่และเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 39%

ยอดค้าออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น ดึงให้ยอดจำนวนพัสดุที่ต้องขนส่งปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งอี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ต่างดึงเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตั้งแต่การแนะนำลูกค้าระหว่างตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ไปจนถึงการใช้หุ่นยนต์เข้ามาช่วยเหลือในการขนส่ง

อาลีบาบาใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ในการช่วยแนะนำสินค้าให้กับผู้ใช้ โดยเลือกสรรจากประวัติการช็อปปิ้งของลูกค้าในอดีตโดยเมื่อลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าได้แล้ว คำสั่งซื้อจะส่งตรงไปยังหุ่นยนต์ที่คอยแพ็กและเตรียมพร้อมจัดส่งสินค้าโดยอัตโนมัติในโรงงานที่ใกล้ที่สุด

หนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ รายงานว่า อาลีบาบาใช้หุ่นยนต์ราว 200 ตัว ในโรงงานบริษัท ไช่เหนี่ยว ธุรกิจขนส่งของอาลีบาบา ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเมืองเสิ่นเจิ้น สำหรับการทำหน้าที่ดังกล่าว โดยการย่นระยะเวลาการขนส่งจะช่วยให้อาลีบาบาสามารถเลือกสรรสินค้าและส่งกับลูกค้าบางส่วนได้ภายในวันเดียว

“หุ่นยนต์ 200 ตัวนี้ สามารถจัดการพัสดุได้ 1 ล้านชิ้น/วัน มากกว่าปฏิบัติด้วยมนุษย์ถึง 3 เท่า และพักชาร์จไฟเพียง 1 ชั่วโมง หลังการทำงานทุก 6 ชั่วโมง” หลี่หยาคุน พนักงานของโรงงานดังกล่าว ระบุ

ในขณะเดียวกัน คู่แข่งอย่างเจดีดอทคอม กำลังพัฒนาการใช้หุ่นยนต์ในการขนส่ง เริ่มทดสอบในมหาวิทยาลัยเหรินหมินในกรุงปักกิ่ง โดยหุ่นยนต์ดังกล่าวควบคุมจากระยะไกลที่ 40 กิโลเมตร และยังให้บริการขนส่งด้วยโดรนในทางตะวันตกของเมืองซีอาน และทางตะวันออกของสู้เชียน มณฑลเจียงซู

การพัฒนาหุ่นยนต์ของจีนได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลภายใต้นโยบาย “เมด อิน ไชน่า 2025” ที่ต้องการสร้างนวัตกรรมมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เช่น การสนับสนุนผู้ผลิตหุ่นยนต์ในประเทศเข้าซื้อกิจการต่างชาติ เช่น ฟานัค จากญี่ปุ่น และอะเดฟท์ เทคโนโลยี จากแคลิฟอร์เนีย

อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์ส รายงานว่า ในปัจจุบันรัฐบาลจีนยังคงเข้มงวดด้านการจราจรทางอากาศอยู่ ซึ่งทำให้ยากต่อการนำโดรนออกขึ้นบิน โดยในปัจจุบันมีบริษัทไม่กี่แห่งที่ได้รับใบอนุญาตให้บินโดรนจากรัฐบาลจีน

“แอปเปิล”เลื่อนขายลำโพง “โฮมพอด” เป็นปีหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 พ.ย. 2560 เวลา 07:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/526052

"แอปเปิล"เลื่อนขายลำโพง "โฮมพอด" เป็นปีหน้า

แอปเปิลประกาศเลื่อนวางจำหน่ายลำโพงอัจฉริยะโฮมพอดเป็นปีหน้า จากเดิมที่เตรียมขายช่วงคริสต์มาสปีนี้

บริษัทแอปเปิล อิงค์ ประกาศว่า ทางบริษัทจะเลื่อนการเปิดตัวลำโพงอัจฉริยะโฮมพอด (HomePod) ไปเป็นปีหน้า จากกำหนดการเดิมที่ตั้งเป้าจะวางจำหน่ายในช่วงคริสต์มาสปีนี้

“เราก็ต้องการเวลาอีกสักหน่อยในการเตรียมผลิตภัณฑ์นี้ให้พร้อมก่อนส่งถึงมือลูกค้า เราจะวางจำหน่ายลำโพงตัวนี้ในสหรัฐ อังกฤษ และออสเตรเลียในช่วงต้นปี 2561” แถลงการณ์ของแอปเปิลระบุ

สำหรับฟีเจอร์หลักๆที่มากับลำโพงอัจฉริยะตัวนี้ประกอบไปด้วย ลำโพงขนาดเล็ก 7 ตัวที่ซ่อนอยู่ภายใน และไมโครโฟนอีก 6 ตัวเพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งการได้ด้วยเสียงอย่างง่ายดาย

แอปเปิลเคยโฆษณาเอาไว้ว่า คุณภาพเสียงของลำโพงตัวนี้เหนือกว่าแบรนด์คู่แข่งอย่างอเมซอนและกูเกิล ซึ่งจะวางจำหน่ายในช่วงปลายปีนี้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ถือเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 ปีที่แอปเปิลประกาศเลื่อนการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ โดยเมื่อปีที่ผ่านมา แอปเปิลเคยได้ประกาศเลื่อนวางจำหน่ายหูฟังแอร์พอดส์ (AirPods) จากเดือนตุลาคมไปยังเดือนธันวาคม 2559

ขณะที่ สื่อสหรัฐรายงานว่า แอปเปิลจะเดินหน้าผลิตลำโพง HomePod กว่า 4 ล้านตัวในปีหน้า

ภาพ เอเอฟพี