รัฐบาลใช้ดิจิทัลยกระดับภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 พ.ย. 2560 เวลา 18:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/525989

รัฐบาลใช้ดิจิทัลยกระดับภาคเกษตร

รัฐบาลเดินหน้ายกระดับภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเตรียมเร่งพัฒนาคนและไอทีรองรับการใช้งาน

พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้พัฒนาการเกษตร โดยได้จัดทำเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน เพื่อให้ประชาชนและเกษตรกรเข้าถึงบริการของภาครัฐผ่านโทรศัพท์ได้สะดวกและรวดเร็ว

“ที่ได้ดำเนินการแล้ว เช่น เว็บไซต์ตลาดออนไลน์ www.dgtfarm.com รวบรวมสินค้าเกษตรให้ผู้บริโภคเลือกซื้อได้โดยตรง แอปพลิเคชันกระดานเศรษฐี 4.0 ช่วยให้เกษตรกรฝึกคำนวณต้นทุนการผลิตด้วยตนเอง แอปพลิเคชันจองรถเกี่ยว ช่วยจัดหารถเกี่ยวแก่เกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกมาก หรือแอปพลิเคชันชาวนาไทย ที่รวบรวมข้อมูลมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ เป็นต้น”

อย่างไรก็ตาม พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงความเป็นห่วงเกษตรกรที่อาจจะไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟน หรือยังขาดทักษะการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ จึงขอให้ไปติดต่อใช้บริการที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) หรือศูนย์ดิจิทัลชุมชน ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำในเรื่องต่าง ๆ และมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้ใช้งานได้ พร้อมทั้งกำชับให้กระทรวงดิจิทัลฯ เป็นแกนกลางไปแก้ไขปัญหาแอปพลิเคชันของภาครัฐที่บางส่วนยังมีข้อมูลซ้อนทับกันอยู่ เพื่อให้เกิดความสะดวกแก่ผู้ใช้

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงโครงการเกษตรกรแปลงใหญ่ของรัฐบาล โดยห่วงใยเกษตรกรที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการหรือปัจจุบันทำเกษตรแบบแปลงเล็กแปลงน้อย เพราะพื้นที่ไม่ได้ติดกับแปลงใหญ่ของผู้อื่น จึงแนะนำให้ใช้วิธีการรวมกลุ่มแทน เช่น หากปลูกพืชชนิดเดียวกันก็สามารถรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์การเกษตรได้ เพื่อช่วยกันพัฒนาสินค้า เพิ่มมูลค่าผลผลิต และสร้างอำนาจต่อรองกับตลาด

“นายกฯ ย้ำว่า วันนี้บ้านเมืองต้องการความเปลี่ยนแปลง จึงต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะการปรับวิธีคิดและเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งหน่วยราชการ นักกฎหมาย พรรคการเมือง สื่อ และภาคประชาชน การกล่าวเช่นนี้เป็นเพียงการสร้างหลักคิด และกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ไม่ได้มีเจตนาดูถูก อ้างความดีของ คสช. หรือหวังผลทางการเมืองใดๆ”

สำหรับสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านการเกษตรในขณะนี้คือ การติดตั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและจุดบริการ wifi ใน ศพก. และมีแนวคิดที่จะยกระดับ ศพก.ที่มีศักยภาพให้เป็นศูนย์ดิจิทัลชุมชน เพื่อให้เกิดการบูรณาการข้ามหน่วยงาน เช่น การพัฒนาบุคลากรผู้ดูแล ศพก. ให้เข้าร่วมกิจกรรมของศูนย์ดิจิทัลฯ แล้วนำไปถ่ายทอดแก่เกษตรกรในพื้นที่

โดยในปี 2561 รัฐบาลจะอบรมประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรที่อยู่ในหมู่บ้านเป้าหมายของโครงการเน็ตประชารัฐ 24,700 หมู่บ้าน จำนวนกว่า 1 ล้านคน โดยจะสอดแทรกเนื้อหาการใช้งานแอปพลิเคชันให้ทุกคนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

“แอพไลน์”เตรียมเปิดฟีเจอร์ให้ลบข้อความที่ส่งไปแล้วได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 พ.ย. 2560 เวลา 16:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/525984

"แอพไลน์"เตรียมเปิดฟีเจอร์ให้ลบข้อความที่ส่งไปแล้วได้

แอพฯไลน์ที่ญี่ปุ่นเตรียมเปิดฟีเจอร์ใหม่สามารถลบข้อความที่ส่งไปแล้วได้ภายใน 24 ชั่วโมง ตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป

เจเแปนทูเดย์ – แอพพลิเคชั่นส่งข้อความยอดนิยม “ไลน์” ประกาศว่าในเดือนหน้าผู้ใช้บริการสามารถยกเลิกหรือลบข้อความที่ส่งไปแล้วได้ โดยเรียกฟีเจอร์การใช้บริการนี้ว่า  “Unsend” คือ จะต้องเป็นข้อความที่ถูกส่งภายใน 24 ชั่วโมง และข้อความจะถูกลบจากหน้าจอของทั้งคู่สนทนาทั้งสองฝ่าย แม้ว่าอีกฝ่ายจะอ่านข้อความแล้วก็ตาม ซึ่งจะมีประโยชน์ในกรณีที่ส่งผิดและไม่ต้องการให้อีกฝ่ายเห็นข้อความ ทั้งนี้ฟีเจอร์ดังกล่าวจะให้บริการที่เฉพาะประเทศญี่ปุ่นเป็นที่แรก

ที่มา : https://japantoday.com/

คิวอาร์โค้ดดันพร้อมเพย์โต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 พ.ย. 2560 เวลา 14:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/525959

คิวอาร์โค้ดดันพร้อมเพย์โต

โดย จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

ในที่สุดประเทศไทยก็ได้เวลาก้าวสู่สังคมไร้เงินสดเต็มรูปแบบแล้วเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศให้ธนาคาร 5 แห่งผ่านการทดสอบบริการในวงจำกัด หรือที่เรียกว่าอยู่ในแซนด์บ็อกซ์ โดยเมื่อออกจากแซนด์บ็อกซ์ก็ให้บริการทั่วไปในการใช้คิวอาร์โค้ดมาตรฐานชำระเงินค่าสินค้าและบริการผ่านพร้อมเพย์ได้แล้ว

สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า มีผู้สมัครใช้พร้อมเพย์แล้ว 36 ล้านบัญชี 70% สมัครด้วยบัตรประชาชน 30% เบอร์โทรศัพท์ โดยเป็นนิติบุคคลกว่า 5 หมื่นบัญชี ตั้งแต่เปิดระบบมามียอดใช้บริการแล้วกว่า 2 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่ยอดเฉลี่ยต่ำกว่า 5,000 บาท/รายการ คาดว่าหลังคิวอาร์โค้ดมาตรฐานเปิดใช้ทั่วไป ยอดสมัครและใช้จ่ายผ่านพร้อมเพย์จะเพิ่มขึ้นอีก

สำหรับร้านค้าที่ต้องการใช้คิวอาร์โค้ดมาตรฐาน ให้ติดต่อธนาคารพาณิชย์ที่ตัวเองใช้บริการ ธนาคารจะพิมพ์คิวอาร์โค้ดมาตรฐานให้ไปติดในร้านค้า ส่วนลูกค้าใช้งานโดยเปิดแอพพลิเคชั่นในมือถือ ใส่รหัสผ่าน กดชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ด แล้วนำมือถือมายิงคิวอาร์โค้ดที่ร้านค้า ใส่จำนวนเงินแล้วยืนยันรายการ ซึ่งก่อนยืนยันรายการควรตรวจสอบชื่อร้านค้าและจำนวนเงินให้ดี

นอกจากธนาคาร 5 แห่งที่ให้บริการทั่วไปได้ มีธนาคาร 3 แห่งและสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (นันแบงก์) อีก 1 แห่งทดสอบในแซนด์บ็อกซ์ ได้แก่ ธนาคารทหารไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารธนชาต และบริษัท บัตรกรุงไทย ซึ่งคงทยอยออกจากแซนด์บ็อกซ์ตามมา โดยที่ออกจากแซนด์บ็อกซ์ช้ากว่า 5 รายแรกเพราะเวลายื่นขอทดสอบเข้ามาต่างกัน

หลังจากนี้ ธปท.จะเดินหน้าขั้นต่อไป ทดสอบให้บริการคิวอาร์โค้ดมาตรฐานชำระเงินค่าสินค้าและบริการด้วยบัตรเครดิต คาดว่าต้นปีหน้าคงใช้งานได้ทั่วไป ส่วนกลุ่มผู้ทำกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อี-วอลเล็ต) ที่ต้องการร่วมใช้คิวอาร์โค้ดมาตรฐานได้ ต้องเข้าทดสอบในแซนด์บ็อกซ์ก่อน

“ธนาคารที่ผ่านการทดสอบในแซนด์บ็อกซ์ให้บริการทั่วไปต้องแจ้งข้อมูลมากกว่าช่วงทดสอบ ต้องส่งข้อมูลปริมาณการใช้จ่ายพร้อมรายงานปริมาณธุรกรรมเพื่อให้รู้ว่าทำผ่านช่องทางใดบ้าง ข้อมูลเหล่านี้ส่งเป็นรายเดือน” สิริธิดา กล่าว

นอกจากคิวอาร์โค้ดมาตรฐาน ธปท. เปิดให้บริการระบบกลางบริการชำระบิลข้ามธนาคารวันที่ 18 พ.ย.นี้ บริการนี้ใช้โครงสร้างพื้นฐานของระบบพร้อมเพย์ทำให้ร้านค้าที่ออกบิล รับชำระบิลแบบข้ามธนาคารได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีไว้กับทุกธนาคาร ต่างจากการชำระบิลรูปแบบเดิมที่ลูกค้าจะชำระบิลได้เฉพาะธนาคารที่ปรากฏบนใบแจ้งหนี้ ส่วนภาคธุรกิจต้องไปเปิดบัญชีหลายธนาคารให้ลูกค้าสะดวกชำระเงิน

สิริธิดา กล่าวว่า ร้านค้าที่ต้องการใช้ระบบชำระบิลใหม่ให้ติดต่อธนาคารที่ร่วมโครงการ ส่วนประชาชนจะได้ใช้เมื่อใด รอผู้ออกบิลกับธนาคารทยอยแจ้งชื่อผู้ออกบิลที่รองรับ คาดว่าระบบนี้จะทำให้ยอดชำระบิลผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์สูงขึ้น โดย ธปท.กำหนดว่าหากชำระเงินให้องค์กรการกุศลจะไม่มีค่าธรรมเนียม ถ้าชำระให้ภาคธุรกิจด้วยช่องทางอิเล็กทรอนิกส์คิดค่าธรรมเนียมไม่เกิน 5 บาท/รายการ ชำระผ่านสาขาธนาคารคิดไม่เกิน 20 บาท/รายการ

“ช่วงแรกคงเห็นการชำระบิล 2 ระบบ เพราะร้านค้าบางแห่งอาจยังไม่เข้าโครงการ ส่วนลูกค้าทำทุกอย่างเหมือนเดิม ทั้งนี้คาดว่าอาจเห็นธนาคารแข่งขันกันโดยคิดค่าธรรมเนียมต่ำกว่าเพดานที่ให้ ปัจจุบันมีธนาคารร่วมโครงการฝั่งให้บริการชำระบิล 10 แห่ง และฝั่งให้บริการแก่ผู้ออกบิล 10 แห่ง” สิริธิดา กล่าว

ด้าน บัญชา มนูญกุลชัย ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเทคโนโลยีทางการเงิน สายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธปท. กล่าวว่า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีอื่นทดสอบในแซนด์บ็อกซ์ 4 รายการ เป็นเทคโนโลยีทำธุรกรรมผ่านบล็อกเชน 3 รายการ อีกรายการเป็นเทคโนโลยีพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (ไบโอแมตริกซ์) ด้วยการสแกนม่านตา ส่วนจะได้ประกาศใช้ทั่วไปได้เมื่อไหร่ ธปท. คงต้องพิจารณาก่อนว่าได้มาตรฐานสากล ปลอดภัย เชื่อถือได้ ผู้ให้บริการพร้อมคุ้มครองผู้บริโภค และต้องดูความแพร่หลายของเครื่องมือ เช่น การสแกนม่านตา ปัจจุบันยังมีแค่สมาร์ทโฟนรุ่นราคาสูงๆ เท่านั้น

หากเทคโนโลยีทั้งหมดที่กล่าวมาทยอยใช้ปีหน้า จะพลิกโฉมการทำธุรกรรมในไทยให้ต่างจากอดีตอย่างสิ้้นเชิง เข้าสู่ยุคประเทศไทย 4.0 อย่างแท้จริง

ยักษ์ไอทีโลกผงาด หวั่นผูกขาดภาคธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 พ.ย. 2560 เวลา 08:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/525902

ยักษ์ไอทีโลกผงาด หวั่นผูกขาดภาคธุรกิจ

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ช่วงไม่กี่ปีมานี้ การขยายขอบเขตธุรกิจของยักษ์ไอทีจนคว้าส่วนแบ่งตลาดขนาดใหญ่ไปครองนั้น สร้างความกังวลเรื่องการ “กินรวบ” ภาคธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทขนาดเล็กกว่าแข่งขันได้ยากยิ่งขึ้นในอนาคต

ความรุ่งโรจน์ของบริษัทไอทีสะท้อนออกมาจากมูลค่าตลาด โดยกลุ่ม “บิ๊กไฟว์” ที่ประกอบด้วย แอปเปิ้ล อัลฟาเบท ไมโครซอฟท์ เฟซบุ๊ก และอเมซอน มีมูลค่ารวมกันกว่า 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 108 ล้านล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนกว่า 40% ในดัชนีแนสแด็กของสหรัฐ

สำหรับในธุรกิจค้าปลีกนั้น“อเมซอน” ถือเป็นบริษัทที่สร้างความสั่นสะเทือนในภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวมากที่สุด โดยธุรกิจอี-คอมเมิร์ซของอเมซอน ทำให้บรรดาห้างค้าปลีกแบบเดิมต้องเร่งยกเครื่องกลยุทธ์เพิ่มการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์มากยิ่งขึ้น

เมื่อไตรมาส 3 ที่ผ่านมา อเมซอนทำยอดขายได้ 4.37 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.43 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 34% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้านี้ และคาดว่าจะปรับขึ้นต่อเนื่อง จากการที่ชาวอเมริกันนิยมซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น

บริษัทวิจัย สไลซ์ อินเทลลิเจนส์ เปิดเผยว่า เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา ยอดค้าปลีก 43% มาจากอี-คอมเมิร์ซ ซึ่งอเมซอนครองตลาดค้าปลีกสหรัฐไปถึง 33% โดยการเข้าซื้อโฮลฟู้ด เชนซูเปอร์มาร์เก็ต เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา จะยิ่งหนุนให้ยอดขายของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากอเมซอนจะมีช่องทางการขายแบบมีหน้าร้านจากเครือข่ายโฮลฟู้ดเพิ่มขึ้น

แม้อเมซอนได้ชื่อว่าเป็นอี-คอมเมิร์ซ แต่บริษัทมีธุรกิจและบริการหลายประเภท เช่น ธุรกิจคลาวด์คอมพิวติ้ง การผลิตฮาร์ดแวร์ ออกแบบแฟชั่น สตูดิโอภาพยนตร์ และธุรกิจอื่นๆ โดยบริษัทบริหารจัดการกองทุน พิตช์บุ๊ก คาดการณ์ว่า อเมซอนซึ่งทำธุรกิจหลากหลายต้องแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่อย่างน้อย 129 แห่ง และจำนวนบริษัทคู่แข่งเพิ่มขึ้น เมื่ออเมซอน ขยายขอบเขตธุรกิจไปในด้านอื่นๆ

ด้าน “เฟซบุ๊ก”บริษัทสื่อโซเชียล มีเดียรายใหญ่ และ “กูเกิล” บริษัทลูกของอัลฟาเบท กำลังรุกเข้าสู่ธุรกิจโฆษณาออนไลน์อย่างต่อเนื่องจากการที่มีฐานผู้ใช้งานมหาศาลอยู่ในมือ โดยเฟซบุ๊กนั้นมีผู้ใช้รายเดือนเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 2,070 ล้านราย/เดือนแล้วเมื่อไตรมาส 3 ปี 2017

บริษัทวิจัย อีมาร์เก็ตเตอร์ เปิดเผยว่า รายได้จากโฆษณาออนไลน์ของทั้งสองบริษัทคาดว่าจะคิดเป็นสัดส่วนกว่า 50% ของธุรกิจดังกล่าวทั่วโลก ขณะที่ในสหรัฐคิดเป็นสัดส่วน 60% ซึ่งมากกว่าแพลตฟอร์มโฆษณาออนไลน์อื่นๆ ในสหรัฐที่ได้ส่วนแบ่งตลาดไม่เกิน 5%

รอยเตอร์สรายงานว่า การยึดหัวหาดในธุรกิจโฆษณาออนไลน์ของทั้งสองบริษัท ทำให้บรรดาผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโฆษณาออนไลน์รายเล็กกว่าในสหรัฐ ร่วมมือกันผลักดันแคมเปญเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองกับเฟซบุ๊กและกูเกิล

ขณะที่ในยุโรปนั้น ล่าสุดเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) สั่งปรับกูเกิล วงเงิน 2,700 ล้านดอลลาร์ (ราว 8.9 หมื่นล้านบาท) กรณีผูกขาดตลาดจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบหน้าแสดงผลการค้นหาของเสิร์ชเอนจิ้น ให้เน้นแสดงบริการ “กูเกิล ช็อปปิ้ง” ของบริษัทเป็นหลัก จนทำให้กูเกิลต้องประกาศเตรียมแยกกูเกิล ช็อปปิ้ง ออกมาจากธุรกิจเสิร์ชเอนจิ้น และบริหารงานแยกโดยเฉพาะ

สำหรับในฝั่งเอเชีย “อาลีบาบา” และ “เทนเซ็นต์” สองยักษ์ไอทีแดนมังกรทำธุรกิจหลายประเภท โดยอาลีบาบามีเครือข่ายอี-คอมเมิร์ซหลักๆ สองแพลตฟอร์มคือ ทีมอลล์และเถาเป่า อีกทั้งยังมี อาลีเพย์ แพลตฟอร์มรับชำระเงินออนไลน์เว่ยป๋อสื่อโซเชียลมีเดีย รวมถึงมีไช่เหนี่ยวที่เป็นเครือข่ายโลจิสติกส์ในมือ ทำให้การทำการตลาดหรือขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าใหม่ๆ ทำได้อย่างรวดเร็ว

อาลีบาบายังได้ปัจจัยหนุนจากรูปแบบตลาดอี-คอมเมิร์ซจีน โดยผู้ค้าปลีกออนไลน์รายย่อยต่างจำหน่ายสินค้าผ่านทีมอลล์และเถาเป่า ทำให้การขายสินค้าออนไลน์กว่า 75% ดำเนินการผ่านแพลตฟอร์มของอาลีบาบา ซึ่งอาจจำกัดทางเลือกผู้บริโภค และเพิ่มความยากลำบากให้ธุรกิจค้าปลีกรายย่อยอื่นๆ ที่ต้องการทำแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าแบบอิสระของตัวเอง

ด้านเทนเซ็นต์มีธุรกิจโซเชียลมีเดียที่แข็งแกร่งคือ แอพพลิเคชั่นแชตวีแชต และคิวคิว ซึ่งมีฐานผู้ใช้ราว 2 ใน 3 ของประชากรจีน ขณะที่บริษัทยังมีรายได้มหาศาลจากเกมออนไลน์บนมือถือ โดยรายได้ของเทนเซ็นต์ปรับขึ้น 61% ไปอยู่ที่ 6.5 หมื่นล้านหยวน (ราว 3.22 แสนล้านบาท) ในไตรมาส 3 ขยายตัวมากที่สุดในรอบ 7 ปี

นิตยสาร นิกเกอิ เอเชียน รีวิว รายงานว่า นอกจากจะผลักดันธุรกิจของตัวเองแล้ว ทั้งอาลีบาบาและเทนเซ็นต์ยังใช้วิธีซื้อกิจการขนาดเล็กกว่าเพื่อขยายเครือข่ายการดำเนินงาน โดยบริษัทวิจัยข้อมูล ดีโลจิก เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ปี 2013 อาลีบาบาทุ่มเงินกว่า 1,720 ล้านดอลลาร์ (ราว 5.6 หมื่นล้านบาท) ซื้อสตาร์ทอัพขนาดกลางและขนาดเล็กไปอย่างน้อย 50 แห่ง ขณะที่เทนเซ็นต์ใช้เงินซื้อกิจการไปอย่างน้อย 780 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.5 หมื่นล้านบาท) ในช่วงดังกล่าว

“อิทธิพลของสองบริษัทกำลังกลายเป็นข้อจำกัด ซึ่งนั่นไม่เป็นผลดีนัก” ไคเฟิง ผู้อำนวยการธนาคารเพื่อการลงทุน ไชน่า เรอเนสซองซ์ ในจีนกล่าว พร้อมเสริมว่า อำนาจผูกขาดตลาดดังกล่าวจะบั่นทอนการแข่งขันทางธุรกิจและสกัดการสร้างนวัตกรรมในจีนในที่สุด

หูฟังที่คาดผมอัจฉริ (เยอะ) ปรับเปลี่ยนหูได้ตามใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 พ.ย. 2560 เวลา 12:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/525769

หูฟังที่คาดผมอัจฉริ (เยอะ) ปรับเปลี่ยนหูได้ตามใจ

นวัตกรรมหูฟังปรับเปลี่ยนรูปแบบหูได้ พร้อมสะดวกในการพกพา และเป็นเครื่องประดับไปได้ในตัว

“ที่คาดผม” เดิมทีเป็นเทรนด์ที่มาพร้อมๆ กับการแต่งกายของสาวสไตล์โบฮีเมียน ซึ่งเป็นบรรดาสาวๆ ที่ไม่พิถีพิถันในเรื่องการแต่งกายมากนัก ชอบใส่เสื้อผ้าเนื้อบางเบา และใส่เครื่องประดับต่างๆ เช่น แหวน สร้อยข้อมือข้อเท้า ลูกปัดร้อยเป็นเส้นๆ ที่คาดผม เพื่อเสริมลุคให้ดูเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด สาวๆ ที่ชื่นชอบการแต่งกายสไตล์นี้ส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่รักอิสระไม่ชอบอยู่ในกรอบและกฎเกณฑ์ที่ตายตัว

สำหรับที่คาดผมในยุคนี้ กลายเป็นแฟชั่นที่สร้างสีสันให้กับสาวๆ ให้ตื่นเต้นมากกว่าเดิม เพราะมีดีไซน์แปลกตาและเก๋ไก๋ให้เลือกสวมใส่เข้าชุดกับเดรสสั้น เดรสยาว หรือกางเกงขาสั้นที่กำลังฮิต รวมไปถึงที่คาดผมสำหรับออกงานกลางคืนที่ประดับด้วยคริสตัลแพรวพราว

แฟชั่นนี้เริ่มจากดาราฮอลลีวู้ดที่ลุกขึ้นมาใช้ที่คาดผมแบรนด์เนม เพื่อเพิ่มความเก๋ให้กับเสื้อผ้าหน้าผม จากนั้นก็เริ่มแพร่ระบาดมายังเอเชียและเมืองไทย โดยมีดารานางแบบใส่ที่คาดผม ประกอบเข้าฉากในละครและใส่ออกงาน จึงทำให้กลายมาเป็นแอกเซสซอรี่ลำดับต้นๆ

และเมื่อในยุคนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแทบทุกคนต้องมีสมาร์ทโฟนอย่างน้อยๆ สักเครื่องอยู่ในมือ นอกจากสมาร์ทโฟนแล้ว แกดเจ็ตล้ำๆ ก็เป็นสิ่งที่มาคู่กันด้วย และแกดเจ็ตหลักๆ อย่าง หูฟัง ก็มักจะเป็นสิ่งผู้ใช้สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ต้องมีติดตัวไปด้วยทุกที่ สังเกตได้จากเวลาเดินทางตามระบบขนส่งสาธารณะก็มักจะเห็นผู้คนก้มหน้าก้มตากดสมาร์ทโฟน พร้อมกับสวมใส่หูฟังกันอยู่เสมอ หูฟังจึงเปรียบเสมือนอีกหนึ่งอุปกรณ์จำเป็นที่หลายคนต้องมีติดกระเป๋าไปด้วยทุกที่ทุกเวลา

ในปัจจุบันตามท้องตลาดก็มีหูฟังออกมาให้เลือกซื้อเลือกใช้กันมากมายหลายแบบหลากสไตล์ ตามแต่ความชอบของแต่ละคน แต่จะดีแค่ไหนถ้าหากหูฟังคู่ใจที่พกติดตัวอันนั้น สามารถนำมาปรับใช้เป็นเครื่องประดับชิ้นหนึ่งได้ด้วย เรียกว่า ซื้อหนึ่งได้ถึงสอง คุ้มค่าเหมาะกับสังคมในยุคนี้สุดๆ

เคเดรา ไวร์เลส เค้ต เอียร์ แฮร์แบนด์ เอียร์โฟนส์ (Kedera Wireless Cat Ear Hairband Earphones) เป็นนวัตกรรมหูฟังไร้สายอัจฉริยะ ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นโดยผู้ผลิตเดียวกับบริษัท อินเทล และซัมซุง โดยออกแบบมาให้พกพาง่ายและสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้ด้วยตัวเอง ให้เหมาะกับบุคลิกของผู้ใช้งานแต่ละคนได้ตามใจ ด้วยขนาดกะทัดรัดและน้ำหนักเบาเพียงแค่ 0.03 ปอนด์ นอกจากนั้นยังสามารถพับเก็บได้และมาพร้อมกับกล่องเก็บหูฟังสุดน่ารัก พร้อมกระจกในตัว เหมาะอย่างยิ่งสำหรับพกพาระหว่างการเดินทาง

จุดเด่นของหูฟังรุ่นนี้คือ ความน่ารักที่ถูกออกแบบมาเป็นที่คาดผม ทำให้หูฟังชิ้นนี้สามารถเป็นได้ทั้งหูฟังสำหรับฟังเพลงและเป็นเครื่องประดับไปในตัวได้ด้วย นอกจากนั้น ยังสามารถเปลี่ยนลักษณะของหูได้ โดยสามารถเลือกใช้สลับกันระหว่างหูแมวและหูกวางเรนเดียร์ได้ อีกทั้งตรงหูยังสามารถเปิดไฟให้เรืองแสงในที่มืดได้อีกด้วย

หูฟังรุ่นนี้มีระยะทางในการส่งข้อมูลคือ 33 ฟุต ทำให้ผู้ใช้สามารถเดินไปรอบๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าเพลงที่ฟังจะหยุด เมื่ออยู่ที่โรงยิม หรือไกลจากอุปกรณ์ อีกทั้งยังมาพร้อมกับไมโครโฟนในตัว เพื่อให้สามารถเดินทางและพูดคุยผ่านอุปกรณ์มือถือได้ในเวลาเดียวกัน

นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกที่น่ารักแล้ว คุณภาพเสียงของหูฟังรุ่นนี้ก็ทำได้ดี ด้วยเทคโนโลยีเสียง Qualcomm aptX HD ที่ให้คุณภาพเสียงที่ชัดเจน นอกจากนี้ยังใช้เทคโนโลยีลดเสียงรบกวน CVC 6.0 เพื่อป้องกันเสียงภายนอกทั้งหมดได้เช่นกัน นับว่าเป็นนวัตกรรมที่นอกจากจะน่ารักน่าใช้แล้ว ยังคุณภาพดีไม่มีตก แถมยังสะดวกต่อการพกพาไปในทุกที่อีกด้วย

ไทยเลื่อนขั้นพัฒนาไอซีทีผลประมูล4จี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 พ.ย. 2560 เวลา 07:04 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/525549

ไทยเลื่อนขั้นพัฒนาไอซีทีผลประมูล4จี

ไอทียู เผยดัชนีการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไทย ปี 2560 ขยับอยู่ที่อันดับ 78 ของโลก

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2560 สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ไอทียู เปิดรายงานประจำปีเรื่องมาตรวัดสังคมสารสนเทศ 2017 (Measuring the Information Society 2017) ซึ่งจะมีการจัดอันดับดัชนีชี้วัดด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Development Index หรือ IDI) ของปี 2560 จาก 176 ประเทศทั่วโลกเพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อของประเทศต่างๆ

ทั้งนี้ พบว่าประเทศไทยขยับอันดับดีขึ้นโดยอยู่ในอันดับ 78 ของโลก จากปี 2559 อยู่ที่อันดับ 82 ของโลก สำหรับในระดับเอเชียแปซิฟิกประเทศไทยอยู่ลำดับที่ 10 เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา เทียบกับภูมิภาคอาเซียน ไทยอันดับที่ 4 รองจาก สิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย สำหรับ 3 อันดับแรกของการจัดอันดับไอดีไอ ได้แก่ ประเทศไอซ์แลนด์ เกาหลีใต้ และ สวิตเซอร์แลนด์

นายฐากร กล่าวว่า อันดับของไทยที่ดีขึ้น มาจากจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น จากการเปิดให้บริการ 3จี และ 4จี

อันดับโลกไทยด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารปี60ขยับดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 พ.ย. 2560 เวลา 16:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/525434

อันดับโลกไทยด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารปี60ขยับดีขึ้น

สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศเผยอันดับด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารของไทยขยับจาก 82 มาอยู่ที่ 78 ของโลก

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ITU ได้เปิดตัวรายงานประจำปีเรื่องมาตรวัดสังคมสารสนเทศ 2017 (Measuring the Information Society 2017) ซึ่งจะมีการจัดอันดับดัชนีชี้วัดด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ( ICT Development Index หรือ IDI) ของปี 2560 จาก 176 ประเทศทั่วโลกเพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อของประเทศต่าง ๆ โดยดัชนีดังกล่าวจะประเมินจากดัชนีย่อย 3 กลุ่ม คือ 1.ดัชนีย่อยด้านการเข้าถึงไอซีที (Access sub-index) 5 ตัว 2.ดัชนีย่อยด้านการใช้งานไอซีที (Use sub-index) 3 ตัว และ 3.ดัชนีย่อยด้านทักษะความสามารถด้านไอซีที (Skills sub-index) 3 ตัว ผลปรากฏว่า ประเทศไทยขยับอันดับดีขึ้นโดยอยู่ในอันดับ 78 ของโลก จากเดิมเมื่อปี 2559 อยู่ที่อันดับ 82

นายฐากร กล่าวว่า การที่อันดับของประเทศไทยในปี 2560 ขยับขึ้นจากปี 2559 เป็นผลจากจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายการจัดสรรคลื่นความถี่และการเปิดให้บริการ 3G/4G ครอบคลุมการให้บริการ ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ค่าดัชนีที่ใช้ในการประเมินเพิ่มขึ้น

สำหรับแผนการดำเนินการในปี 2561 ภายใต้นโยบายของรัฐบาล เมื่อโครงการ USO เพื่อให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ และโครงการUSO เพื่อให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นห่างไกล ของสำนักงาน กสทช. รวมทั้งโครงการเน็ตประชารัฐของกระทรวงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมดำเนินการแล้วเสร็จ ประชาชนในพื้นที่ 74,000 กว่าหมู่บ้าน จะเข้าถึงบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง นอกจากนี้ กสทช. จะจัดให้มีการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz และ 1800 MHz ที่สัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดลง รวมถึงการดำเนินการเพื่อสนับสนุน IoT (Internet of Things) ตามที่ กสทช. ได้ประกาศให้ใช้คลื่นเพื่อรองรับการใช้งานด้านนี้แล้ว ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงไอซีทีได้มากยิ่งขึ้น

นายฐากร กล่าวว่า ความท้าทายของประเทศไทยที่จะต้องดำเนินการ นอกเหนือจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึงการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของประชาชนแล้ว กสทช. จะพัฒนาทักษะด้านการใช้งานไอซีทีของประชาชน ทั้งนี้เมื่อศูนย์ USO NET ของ กสทช. เริ่มเปิดให้บริการจะมีเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์เพื่อให้ความรู้ในการใช้งานกับประชาชน รวมทั้งโครงการเพื่อฝึกอบรมพัฒนาทักษะด้านการใช้งานไอซีทีให้กับประชาชนทั่วประเทศจำนวนจำนวน 500,000 คน ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานของแผน USO

“ผมเชื่อว่าการดำเนินการทั้งหมดจะส่งผลให้ดัชนีย่อยทั้ง 3 กลุ่ม ทั้งดัชนีย่อยด้านการเข้าถึงไอซีที (Access sub-index) ดัชนีย่อยด้านการใช้งานไอซีที (Use sub-index) และดัชนีย่อยด้านทักษะความสามารถ

ด้านไอซีที (Skills sub-index) พัฒนาขึ้น ส่งผลให้อันดับของประเทศไทยขยับขึ้น ในการประกาศการจัดอันดับดัชนีชี้วัดด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของ ITU ครั้งต่อๆ ไป”นายฐากร กล่าว

สื่อสารไอทีลุยปลายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 พ.ย. 2560 เวลา 06:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/525269

สื่อสารไอทีลุยปลายปี

ยักษ์มือถือจีนส่งรุ่นใหม่ชิงตลาดหวังดันยอดปลายปี ด้านเอซุสแจกวินโดวส์ 10 ทุกรุ่น

นายสตีเวน หวัง ผู้อำนวยการฝ่ายการพัฒนาการตลาดเสี่ยวมี่ โกลบอล เปิดเผยว่า เสี่ยวมี่มองว่าประเทศไทยยังมีความต้องการมือถือรุ่นใหม่อยู่ จากยอดการใช้จ่ายในประเทศ สินค้ากลุ่มสื่อสารและไอทียังเป็นที่ต้องการในตลาดต่อเนื่อง บริษัทจึงส่งรุ่น Mi MIX 2 ราคา 17,990 บาท เข้ามาขายเพื่อสู้กับคู่แข่งในราคาที่จับต้องได้ เมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดอย่างไอโฟนและซัมซุง แม้ขณะนี้เสี่ยวมี่ยังไม่มีส่วนแบ่งตลาดในไทยไม่ชัดเจน เพราะเข้ามาเต็มตัวไม่ถึงปี แต่มั่นใจว่าด้วยนวัตกรรมที่โดดเด่นจะสู้ได้

นอกจากนี้ บริษัทเชื่อว่าการใช้กลยุทธ์มี่แฟน (Mi Fan) จะยังคงเป็นจุดเด่นในการสร้างความนิยมของแบรนด์เป็นหลัก เพราะสินค้าที่นำเข้ามาขายในไทยนอกจากสมาร์ทโฟน ก็มีแนวโน้มจะนำสินค้าด้านไอโอทีเข้ามาวางขายด้วย ซึ่งต้องพูดคุยกับทางคู่ค้าก่อน

สำหรับช่องทางการขายนอกจากออนไลน์แล้ว บริษัทมีการเปิดหน้าร้านที่ซีคอนสแควร์ สาขาบางแค และอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง เพื่อให้ลูกค้าได้เข้าไปสัมผัสสินค้าของจริงและแลกเปลี่ยนความรู้ในการใช้งานสินค้าได้ ซึ่งเคยตั้งเป้าไว้ว่าจะมีไม่น้อยกว่า 10 สาขาในไทย

ด้านกลุ่มสินค้าไอที นายอัลวิน เฉิน ผู้บริหารบริษัท เอซุส มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า 3 ไตรมาสบริษัทมียอดขายโน้ตบุ๊กอยู่ที่ 1.78 แสนเครื่อง ลดลง 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ตลาดโน้ตบุ๊กในประเทศ ไทยมีอัตราลดลง 7-9% ในช่วงเวลาเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม มองว่าในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีจากมาตรการการกระตุ้นของรัฐและปัจจัยบรรยากาศการใช้จ่ายฟื้นตัวจะส่งผลให้ยอดขายของบริษัทบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ 2.2 แสนเครื่อง ในปี 2560 ไว้ได้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ล่าสุดบริษัทได้ร่วมกับไมโครซอฟท์ติดตั้งแพลตฟอร์ม วินโดวส์ 10 ใน โน้ตบุ๊กเอซุสทุกรุ่นที่วางขายหลังจากนี้ พร้อมแนะนำโปรแกรมรับประกันตัวเครื่องที่ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุ 80% ของราคาซ่อมในปีแรกของการ รับประกัน

เวียดนามโชว์คลิปเผยช่องโหว่สแกนใบหน้าปลดล็อคจอ “ไอโฟนX”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 พ.ย. 2560 เวลา 15:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/525228

เวียดนามโชว์คลิปเผยช่องโหว่สแกนใบหน้าปลดล็อคจอ "ไอโฟนX"

บริษัทด้านความปลอดภัยออนไลน์ของเวียดนามเผยคลิปสะท้อนช่องโหว่ของเทคโนโลยีสแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อคหน้าจอของไอโฟนX

เทคโนโลยีสแกนใบหน้าเพื่อเปิดสมาร์ทโฟน iPhone 10 (หรือ X) นั้น ยังเป็นที่ถกเถียงถึงความปลอดภัย และลักษณะการใช้งานของระบบว่าสมควรมีในเครื่องมือสื่อสารหรือไม่ เพราะทุกวันนี้ มันเปรียบเสมือนตู้เซฟเคลื่อนที่ ที่มีข้อมูลแทบทุกอย่างของมนุษย์ผู้ใช้งาน

ล่าสุด บริษัทนิรภัยทางระบบออนไลน์ Bkav ในเวียดนาม ยังสาดน้ำมันเข้ากองไฟอีก หลังประกาศว่า สามารถผลิตหน้ากากใบหน้าคนที่ใช้สแกนเพื่อใช้งานไอโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดได้ โดยเผยคลิปการทดสอบเครื่องมือโดยใช้หน้ากากหน้าตาเหมือนคนจริงๆ ถูกเข้าเฝือกที่หน้า แต่ที่จริงเป็นของปลอมที่ผลิตขึ้นด้วยการพิมพ์แบบ 3 มิติ ประกอบกับการตกแต่งด้วยเครื่องสำอาง และภาพ 2 มิติ

การจัดทำหน้ากากนี้เน้นการตกแต่งบริเวณแก้ม จมูก และรอบๆ ใบหน้า เป็นพิเศษด้วยซิลิโคน ผลการทดลองเปิดไอโฟนของนักวิจัย ปรากฏว่า ตัวเครื่องสามารถเปิดเข้าใช้งานตั้งแต่ครั้งแรกที่ทดลองโดยไม่มีอุปสรรค ซึ่งนักวิจัยสรุปปิดท้ายคลิปว่า ระบบสแกนใบหน้าไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่บริษัท แอปเปิล อ้างไว้

อีกสิ่งที่สร้างความประหลาดใจคือ บริษัทป้องกันภัยไซเบอร์ของเวียดนาม เผยว่า ต้นทุนการผลิตหน้ากากชนิดนี้อยู่ที่แค่ 150 เหรียญสหรัฐ และสามารถผลิตเสร็จพร้อมใช้งานได้ในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ด้วย

แต่ยังไม่ต้องตกใจ ทางบริษัทบอกแล้วว่า หน้ากากนี้เป็นแค่สิ่งพิสูจน์ช่องโหว่ของอุปกรณ์ และยังต้องทดสอบต่อไป ก่อนปิดท้ายฝากเตือนไปถึงเหล่าผู้นำประเทศ กลุ่มนักธุรกิจองค์กรใหญ่ๆ ให้ระวังการใช้งานอุปกรณ์ประเภทนี้ เพราะคนกลุ่มนี้มีข้อมูลที่ควรค่าต่อการลอบปลดล็อก ถ้าขายก็คงย้อนแย้งไปอีก

 

จัสมินทุ่มหมื่นล้านหวังขึ้นผู้นำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 พ.ย. 2560 เวลา 07:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/525161

จัสมินทุ่มหมื่นล้านหวังขึ้นผู้นำ

จัสมินลงทุน 1 หมื่นล้าน เร่งเพิ่มโครงข่ายอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์ออปติก 1 หมื่นชุมสาย หวัง 5 ปีโค่นเอไอเอสขึ้นเป็นผู้นำตลาด

นายสิทธา สุวิรัชวิทยกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ (3BB) บริษัทในกลุ่มจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนลงทุนเพิ่มอีก 1 หมื่นล้านบาท เพื่อเพิ่มโครงข่ายการให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูง ด้วยเทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติกทั่วประเทศจำนวน 1 หมื่นชุมสาย ซึ่งได้เริ่มขยายแล้วเมื่อเดือน ก.ย. และคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดในไตรมาสแรกของปีหน้า จากปัจจุบันมีราว 2,000 ชุมสาย เมื่อเทียบกับคู่แข่งในขณะนี้แต่ละรายมีจำนวน 5,000-6,000 ชุมสาย

ทั้งนี้ การลงทุนดังกล่าวเพื่อขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตรองรับเทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติกใหม่ ที่ช่วยเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ตจาก 1,000 เมกะบิต เป็น 1 หมื่นเมกะบิต นอกจากนี้ยังเพิ่มช่างเทคนิค 4,600 คน จากที่มีอยู่แล้วเกือบ 3,000 คน รวมเป็น 7,600 คนภายในเดือน ธ.ค. เพื่อให้บริการติดตั้งไฟเบอร์ออปติกทั่วประเทศ วางเป้าหมาย 5 ปีข้างหน้าจะขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดมีส่วนแบ่งเพิ่มจาก 18% เป็นมากกว่า 50% หรือผู้ใช้เพิ่มเป็น 2.5 ล้านราย จากปัจจุบัน 2.6 แสนราย สิ้นปีเพิ่มเป็น 3.1 แสนราย โดยปัจจุบันไฟเบอร์ออปติก เอไอเอสเป็นผู้นำมีส่วนแบ่ง 35%

ขณะที่ภาพรวมตลาดโครงข่ายอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์ออปติก 1.3 ล้านราย ยังมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมาก จากปริมาณครัวเรือนไทยที่มีราว 25 ล้านครัวเรือน ซึ่ง 5 ปี ฟิกซ์ บรอดแบนด์ หรืออินเทอร์เน็ตภายในครัวเรือนจะมีอัตราการใช้งาน 50% และในส่วนนี้ 50% เป็นไฟเบอร์ออปติก ส่วนกลยุทธ์ตลาดบริษัทไม่เน้นสงครามราคา แต่มุ่งเน้นความเร็วอินเทอร์เน็ตและบริการ พร้อมกับเริ่มจัดโปรโมชั่นสำหรับดูหนังฟรีของกลุ่มโมโนฟรี 30 วันสำหรับผู้ที่สมัครใช้งานครั้งแรก และปีหน้าจัดแพ็กเกจใหม่ ซึ่งปัจจุบัน 100 เมกะบิต เริ่มต้นที่ 700 บาท ส่วนเทคโนโลยี VDSL 100 เมกะบิต เริ่มต้น 590 บาท

“จุดเด่นของโครงข่ายอินเทอร์เน็ตของบริษัท มีความโดดเด่นที่ราคาถูกและความเร็ว ขณะเดียวกันก็ขยายธุรกิจไปสู่โครงการอสังหาริมทรัพย์และองค์กรต่างๆ ในส่วนของการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ กับ 1800 เมกะเฮิรตซ์ บริษัทยังไม่ได้ตัดสินใจจะเข้าร่วมประมูลหรือไม่” นายสิทธา กล่าว

สำหรับรายได้บริษัท จัสมิน ทั้งปีคาดจะโต 10-15% หรือ 1.6-1.8 หมื่นล้านบาท จากปีที่ผ่านมา 1.4 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น รายได้ 3BB มีสัดส่วน 94% ของรายได้รวม สำหรับผู้ใช้บริการฟิกซ์ บรอดแบนด์ โดยรวมทั้งปีตั้งเป้าเติบโต 30% หรือเพิ่มจาก 2.4 ล้านราย เป็น 2.8-2.9 ล้านราย จากในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาราว 2.7 ล้านราย แบ่งผู้ใช้บริการต่างจังหวัด 75% กรุงเทพฯ 25% ตั้งเป้า 5 ปีมีลูกค้ารวมทั้งหมด 5 ล้านราย