เอไอเอสคุมเชิงชิงคลื่น ขอดู3ปัจจัยก่อนตัดสินใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 พ.ย. 2560 เวลา 05:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/525079

เอไอเอสคุมเชิงชิงคลื่น ขอดู3ปัจจัยก่อนตัดสินใจ

เอไอเอส คุมฟอร์มประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ กับ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ขอดู 3 ปัจจัยก่อนร่วมชิง ชี้เทรนด์ปีหน้าแข่งบริการดิจิทัล

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เปิดเผยว่า การเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ กับ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่จะจัดขึ้นราวเดือน พ.ค. 2561  ตามคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) บริษัทเอไอเอสจะพิจารณาเข้าร่วมประมูลดังกล่าวจาก 3 ปัจจัย

ทั้งนี้ ประกอบด้วย 1.ความต้องการใช้คลื่นความถี่ซึ่งขณะนี้บริษัทมีถึง 55 เมกะเฮิรตซ์ เท่ากับทรู โดยปัจจุบันการใช้งานคลื่นความถี่ของเอไอเอสยังเหลือมากพอ เมื่อเทียบกับในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ปัจจัยที่ 2 การเคาะราคาของคลื่นความถี่สำหรับการประมูลที่จะมีขึ้นในต้นปีหน้า

สำหรับร่างหลักเกณฑ์การประมูลได้กำหนดราคาขั้นต่ำของคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ จัดประมูลจำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 1 ใบอนุญาต ราคาเริ่มต้น 37,988 ล้านบาท ถือว่าเป็น ราคาค่อนข้างสูงจึงต้องพิจารณาถึง ความคุ้มค่า เพราะหากราคาสูงเกินไปจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจ

ด้านปัจจัยที่ 3 สถานการณ์การแข่งขันของธุรกิจโทรคมนาคมที่มี 3 ราย ได้แก่ เอไอเอส ทรู และดีแทค โดยมองว่าในสถานการณ์นี้รายที่ 4 จะเกิดขึ้นได้ยาก อย่างกลุ่มจัสมินที่จะเข้ามา เพราะรายใหญ่มีความแข็งแกร่ง

นอกจากนี้ ยังมองว่าโครงสร้างการประมูลคลื่นของ กสทช.ไม่มีความชัดเจน เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่มีการแจกคลื่นความถี่ให้รายใหม่ที่จะเข้ามาทำธุรกิจได้ใช้ฟรีเพื่อทดลองก่อน

ขณะที่แนวโน้มการแข่งขันธุรกิจโทรคมนาคมปีหน้า ผู้ประกอบการต้องนำเสนอการบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์ สไตล์ผู้ใช้งานด้านดิจิทัลเป็นหลักมาก กว่าจะเน้นที่ความเร็วของดาต้า โดยจำนวนผู้ใช้งานของเอไอเอสในระบบ 4จี มีราว 16.9 ล้านเลขหมาย หรือ 42% จากจำนวนผู้ใช้งาน 40.19 ล้านเลขหมาย

“อาลีบาบา” ทุบสถิติ 24 ชั่วโมงโกย 8 แสนล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 พ.ย. 2560 เวลา 06:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/524865

"อาลีบาบา" ทุบสถิติ 24 ชั่วโมงโกย 8 แสนล้านบาท

อาลีบาบาสร้างสถิติใหม่ มหกรรมช้อปฯวันคนโสดทำยอดขายได้ถึง 8.37 แสนล้านบาทภายใน 24 ชั่วโมง

งานมหกรรม โกลบอล ช้อปปิ้ง เฟสติวัล 2017 อาลีบาบาทุบสถิติใหม่ทำยอดขายสินค้าออนไลน์ผ่านอาลีเพย์ภายใน 24 ชั่วโมงได้ถึง 1.68 แสนล้านหยวน หรือราว 8.37 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ถึงร้อยละ 42.7

มหกรรมช้อปปิ้งในวันคนโสดของชาวจีน หรือ วันที่ 11 เดือน 11 ได้เปิดทำการซื้อขายทันทีตั้งแต่วินาทีแรก โดยอาลีบาบาสามารถทำสถิติสร้างยอดขายผ่านระบบออนไลน์อาลีเพย์แตะ 1 พันล้านดอลล่าร์ หรือราว 3.3 หมื่นล้านบาท ในเวลาเพียง 2 นาทีแรก จากนั้น 1 ชั่วโมงต่อมาอาลีบาบาทำรายได้ได้มากกว่า 8.3 พันล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของเมื่อปีที่แล้วถึงร้อยละ 39

การซื้อขายสินค้าในวันคนโสดเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ของอาลีบาบา โดยการซื้อขายวันนี้มีขนาดใหญ่กว่างานแบล็ค ฟรายเดย์ และไซเบอร์ มันเดย์ รวมกัน ซึ่งถือเป็นการซื้อขายสินค้าออนไลน์ 24 ชั่วโมงที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เก้าอี้อัจฉริยะ ปกป้องเสริมฟิตผู้สูงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 พ.ย. 2560 เวลา 14:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/524756

เก้าอี้อัจฉริยะ ปกป้องเสริมฟิตผู้สูงวัย

โดย วรธาร

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เปิดตัว “ซิต ทู สแตนด์” นวัตกรรมเครื่องออกกำลังกาย ลุก-นั่ง ที่ผู้สูงอายุสามารถใช้ออกกำลังกายได้ด้วยตนเอง เพียงปรับระดับเก้าอี้และแรงเสริมให้เหมาะสมกับผู้ใช้งาน จากนั้นจึงทำการฝึกลุก-นั่งอย่างสม่ำเสมอประมาณ 10-15 ครั้งต่อวัน

นวัตกรรมดังกล่าวประกอบด้วยการทำงานร่วมกันของ 3 ระบบ ได้แก่ 1.ระบบพยุงน้ำหนัก ด้วยการเสริมแรงบริเวณเบาะนั่งเพื่อลดการออกแรงของผู้สูงอายุ ประกอบกับการดันลำตัวผู้สูงอายุให้สามารถลุกยืนได้ง่ายขึ้น 2.ระบบป้องกันเข่าทรุด ผ่านการติดตั้งสปริงเพื่อลดแรงกระแทกบริเวณข้อและเข่า ซึ่งจะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถลุก-นั่งได้อย่างปลอดภัย 3.ระบบวิเคราะห์สมดุลการทรงตัว ใช้ระบบการประเมินผลการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุ เพื่อให้สามารถลุก-นั่งได้ถูกต้องตามหลักชีวกลศาสตร์

ปัจจุบัน นวัตกรรม ซิต-ทู-สแตนด์ อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาตัวเครื่องให้มีรูปแบบที่สวยงามและพร้อมจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในปลายปี 2560 พร้อมกันนี้ได้เริ่มนำเสนอภาครัฐ เพื่อขยายโอกาสให้ผู้สูงอายุทั่วประเทศมีโอกาสในการเข้าถึงนวัตกรรมที่จะฟื้นฟู รักษา และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่ดีขึ้น

ผศ.ดร.บรรยงค์ รุ่งเรืองด้วยบุญ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ คือการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่จะมาพร้อมปัญหาต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะในเรื่องสุขภาพ

“ทำให้มีการคิดค้นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ดูแลสุขภาพผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของเครื่องออกกำลังกายสำหรับบุคคลทั่วไปนั้น จะเป็นหลักการใช้แรงต้านเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ในทางกลับกันเครื่องออกกำลังกายของผู้สูงอายุจะต้องใช้แรงเสริม เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุให้สามารถเคลื่อนไหวได้”

ผศ.ดร.บรรยงค์ กล่าวต่อว่า เครื่องออกกำลังกายผู้สูงอายุที่มีอยู่ในท้องตลาดและในศูนย์สุขภาพต่างๆ ในปัจจุบันมีการใช้งานลำบาก และสามารถทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้งานได้หากใช้ไม่ถูกวิธี

“ด้วยเหตุนี้ทีมนักศึกษา 6 คน จากคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงได้รวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความชำนาญแบบบูรณาการและพัฒนาขึ้นเป็นนวัตกรรมเครื่องออกกำลังกายลุก-นั่ง สำหรับผู้สูงอายุ ซิต-ทู-สแตนด์ ที่มีจุดเด่นอยู่ที่ผู้สูงอายุสามารถใช้ออกกำลังกายได้เอง สามารถทำได้ทุกวัน และยังกลายเป็นตัวช่วยนักกายภาพบำบัดที่มีประสิทธิภาพ”

สายรัก สอาดไพร นักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวหน้าทีมนักศึกษาเจ้าของผลงาน ซิต-ทู-สแตนด์ กล่าวว่า การออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุต้องให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก จึงได้เริ่มคิดค้นเครื่องออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ

โดยเริ่มจากการออกกำลังกายแบบพื้นฐานที่สุดของผู้สูงอายุ คือ การลุก-นั่ง ขึ้นและลงจากเก้าอี้ และพัฒนาขึ้นมาเป็น “ซิต-ทู-สแตนด์” ที่เกิดจากการทำงานร่วมกันของ 3 ระบบ คือ 1.ระบบพยุงน้ำหนัก 2.ระบบป้องกันเข่าทรุด และ 3.ระบบวิเคราะห์สมดุลการทรงตัว

“การทำงานของนวัตกรรมเครื่องออกกำลังกายนี้ เริ่มจากการปรับความสูงของเก้าอี้และแรงเสริมที่จะช่วยดันตัวขึ้น จากนั้นทำการรัดเข็มขัดบริเวณเอวและทำการออกกำลังกายโดยการลุก-นั่งใน 3 รูปแบบแล้วแต่ความเหมาะสม คือแบบยืนสองขาพร้อมจับราวเพื่อฝึกกล้ามเนื้อแขน แบบยืนขาเดียวและยืนกอดอกโดยที่ไม่จับราว เพื่อฝึกกล้ามเนื้อเฉพาะขา โดยสามารถออกกำลังกายลุก-นั่ง วันละประมาณ 10-15 ครั้ง

ในกรณีที่ผู้สูงอายุใช้เวลาลุก-นั่งนานกว่าปกติอาจเสี่ยงต่อการล้มขณะก้าวเดินมากยิ่งขึ้น ควรฝึกลุก-นั่งอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการกระตุ้นระบบประสาทและการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณข้อ เข่าและขา ให้มีความแข็งแรงมากขึ้น” สายรัก ให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการใช้นวัตกรรมดังกล่าว

อาคารประหยัดพลังงาน ด้วยระบบ Internet of Things

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 พ.ย. 2560 เวลา 13:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/524755

อาคารประหยัดพลังงาน ด้วยระบบ Internet of Things

โดย มีนา

นวัตกรรมแห่งโลกอนาคต คือการมีที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น ตั้งแต่บ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมต่างๆ ด้วยการยืนหยัดอยู่ในเวทีระดับโลกในกว่า 100 ประเทศ เผยการใช้ IoT หรือ Internet of Things จะช่วยต่อยอดระบบจัดการพลังงานสำหรับอาคารให้ทันสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมขึ้น

หากให้มองศูนย์กลางหรือการเป็น ดิจิทัลฮับ ระบบจัดการพลังงานในอาคาร หรือ BEMS (Building Energy Management Systems) นับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดในการทำให้อาคารมีความเป็นอัจฉริยะมากขึ้น เนื่องจากอาคารที่สมาร์ท ก็จะช่วยให้การปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ทำได้ในแบบอัตโนมัติ เช่น เรื่องอุณหภูมิ ระบบอากาศหมุนเวียน รวมถึงระบบแสงสว่าง

ทั้งนี้ การศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า 27% ของผู้ที่อยู่ในอาคารรู้สึกมีความสุขมากขึ้น ในขณะที่เจ้าของอาคารสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้มากถึง 25%

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ BEMS จะขึ้นแท่นผู้นำในรายงานของ Navigant Research ที่ว่า ระบบการบริหารจัดการพลังงานในอาคารเป็น “เทคโนโลยีเสาหลักสำหรับอาคารอัจฉริยะ” ซึ่งเป็นหมวดของซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้สามารถแปลงข้อมูลที่ได้จากสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไปเป็นข้อมูลที่นำไปใช้ดำเนินการต่อได้

 ข้อมูลดังกล่าวที่สามารถนำไปใช้งานได้ มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว สาเหตุเกิดจากการมาของ IoT หรือ Internet of Things บางคนเรียก Internet of Everything ไม่ว่าจะเรียกอะไรก็ตาม ความหมายของมันก็คือ เครื่องกล หรืออุปกรณ์ที่พูดคุยกันได้

 ลองคิดภาพตาม หากประชากรทุกคนบนโลกเชื่อมต่อกัน ก็จะทำให้มีประชากรที่ใช้อินเทอร์เน็ตรวมทั้งสิ้นถึง 7,300 ล้านคนเลยทีเดียว แต่จำนวนอุปกรณ์ที่มีการติดตั้งเพื่อใช้ IoT นั้นมีจำนวนเป็น 2 เท่าของตัวเลขดังกล่าวไปแล้ว และคาดการณ์ว่าจะสูงถึง 75 พันล้านชิ้น ภายใน 10 ปี ซึ่งนับเป็น 10 เท่า ของคนจำนวนผู้ที่อาศัยอยู่บนโลก

ทั้งนี้ อุปกรณ์เหล่านี้บางตัวจะเป็นเซ็นเซอร์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของอุณหภูมิ ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ หรือข้อมูลอื่นๆ ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการจัดการอาคารผ่านการผสานการทำงานร่วมกันอย่างเหมาะสมในเรื่องของการวิเคราะห์และควบคุมการใช้งาน

 ข้อมูลเหล่านี้ทำให้สามารถรับรู้เกี่ยวกับการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านพลังงานได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น บริษัทแม่ของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในกรุงปารีส สามารถลดการใช้พลังงานได้ถึง 4 เท่า จากการผสานรวมระบบจัดการพลังงานในอาคาร หรือ BEMS เข้ากับขั้นตอนการดำเนินการทั้งเรื่องของการตรวจสอบและควบคุมการใช้พลังงาน ซึ่งการปรับปรุงนั้นขึ้นอยู่กับการนำข้อมูลที่ได้จากเซ็นเซอร์จำนวนกว่า 3,000 ตัวทีเดียว มาใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพตั้งแต่ในระดับของตัวอุปกรณ์ไปจนถึงการบริการ

IoT ยังรวมถึงตัวเซ็นเซอร์ที่ตรวจจับการใช้อาคารและเรื่องของสภาพแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีเซ็นเซอร์อื่นๆ เช่น เซ็นเซอร์ในการตรวจสอบการใช้พลังงาน ข้อมูลที่ได้จากเซ็นเซอร์เหล่านี้จะใช้เป็นพื้นฐานเพื่อการประหยัดพลังงาน ตัวอย่างเช่น ประสิทธิภาพด้านพลังงานสามารถปรับปรุงได้

จากการลดจำนวนชั่วโมงในการระบายอากาศ ในเวลาที่ไม่ได้มีการใช้ห้อง ผ่านการตรวจสอบในเรื่องของคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงอุณหภูมิ ความชื้น และเซ็นเซอร์ด้านอื่นๆ ผลที่ได้ต่อมาก็คือ การสามารถปรับระบบระบายอากาศให้เหมาะสมกับจำนวนผู้ใช้งานได้ โดยแนวโน้มของการมีข้อมูลมากขึ้น พุ่งสูงก่อนที่จะเริ่มมี IoT เกิดขึ้นในเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเกิดขึ้นมากมาย นับเป็นการเร่งให้เกิดข้อมูลมากยิ่งขึ้นไปอีก และด้วย IoT ที่จะเติบโตถึงสามเท่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ก็จะได้เห็นข้อมูลที่เติบโตไปในอัตราเดียวกัน เทคโนโลยี BEMS ต้องเตรียมรับมือกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน

นับเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นของการพัฒนานวัตกรรมด้านที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริง โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่ตอบสนองโจทย์ชีวิตคนเมืองในยุคดิจิทัล

“อาลีบาบา”ฟันยอดขายวันคนโสด 3 นาทีแรกเกือบ 5 หมื่นล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 พ.ย. 2560 เวลา 13:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/524742

"อาลีบาบา"ฟันยอดขายวันคนโสด 3 นาทีแรกเกือบ 5 หมื่นล้านบาท

อาลีบาบา ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์สของจีน ทำยอดขายสินค้าออนไลน์ในวันคนโสดของจีนใน 3 นาทีแรก ทะลุหมื่นล้านหยวน

เอเอฟพีรายงาน – บริษัทอาลีบาบากรุ๊ปเผยหลังจากที่มีการนับถอยหลังเริ่มขายสินค้าออนไลน์ตั้งแต่เมื่อเที่ยงคืนที่ผ่านมา ในสามนาทีแรก พุ่งทะลุ 1 หมื่นล้านหยวน หรือ 49,500 ล้านบาท และผ่านไปอีก 6 นาที ยอดขายทะลักเป็น 2 เท่า ถึง 19,000 ล้านหยวน สำหรับอาลีบาบา ได้จัดมหกรรมช็อปปิ้งออนไลน์ 11.11 มาตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม ซิงเกิล เดย์ หรือวันคนโสดที่หนุ่มสาวโสดจะฉลองด้วยการสั่งซื้อสินค้าพิเศษให้ตัวเอง ในอดีตที่ผ่านมายอดขายของอาลีบาบาในวันคนโสดของจีน ซึ่งตรงกับวันที่ 11 เดือน 11 ของทุกปี สามารถทำสถิติสูงกว่ายอดขายในเทศกาลแบล็ค ฟรายเดย์ และไซเบอร์ มันเดย์ ของเว็ปไซต์อีคอมเมิรซ์อย่างอเมซอน ของสหรัฐฯ รวมกันเสียอีก โดยในปีนี้อาลีบาบาได้เชิญ ฟาร์เรล วิลเลียมส์ ศิลปินเจ้าของรางวัลแกรมมี่และโปรดิวเซอร์เพลงชื่อดัง มาแสดงในงาน ขณะที่นิโคล คิดแมน ดาราฮอลลีวู้ดชื่อดังก็ได้มาร่วมงานเช่นกัน

ทั้งนี้  คาดการณ์กันว่า การจัดมหกรรมช้อปปิ้งออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในวันคนโสดปีนี้ ซึ่งตรงกับวันที่ 11 เดือน 11 ของทุกปี อาลีบาบาจะสามารถทำยอดขายถล่มทลาย สูงกว่า 1.78 หมื่นล้านดอลลาร์ของปีที่แล้ว โดยสำหรับวันคนโสดในปีนี้ อาลีบาบาขนสินค้า 15 ล้านรายการ จากแบรนด์มากกว่า 140,000 แบรนด์ รวมถึงแบรนด์เนมชื่อดังกว่า 60,000 แบรนด์ทั่วโลก ซึ่งได้แก่  Adidas, Bose, Gap, Mac, Nike, Macy’s และ Zara

 

อาลีบาบาปรับทัพรับวันคนโสด11/11

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 พ.ย. 2560 เวลา 07:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/524549

อาลีบาบาปรับทัพรับวันคนโสด11/11

อี-คอมเมิร์ซเบอร์ 1 ของจีนเล็งดึงร้านค้าปลีกรายย่อยทั่วประเทศร่วมมหกรรมช็อปปิ้งวันคนโสด หวังออนไลน์-ออฟไลน์โตไปด้วยกัน

บริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้ง เปิดเผยว่า การจัดมหกรรมช็อปปิ้งเนื่องในวันคนโสด หรือในวันที่ 11 เดือน 11 ปีนี้ ตั้งเป้าหมายดึงร้านค้าปลีกรายย่อยแบบมีหน้าร้านทั่วประเทศให้เข้าร่วมถึง 6 แสนราย หรือราว 10% ของร้านค้าในจีน ซึ่งจะนับเป็นการดึงร้านค้าออฟไลน์มาร่วมด้วยครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา พร้อมประมาณการยอดขายในปีนี้ทุบสถิติใหม่อีกครั้งที่ 1.58 แสนล้านหยวน (ราว 7.95 แสนล้านบาท)

บลูมเบิร์กระบุว่า ในปีนี้ทีม เจ้าหน้าที่ของอาลีบาบาต่างเร่งลงพื้นที่ ไปทั่วประเทศ เพื่อช่วยร้านค้าปลีก รายย่อยปรับปรุงระบบให้พร้อมรับมือการขายในวันคนโสด ซึ่งเป็นวันช็อปปิ้งออนไลน์ในจีนที่ใหญ่ที่สุดของปี และทำยอดขายมากกว่าวันแบล็กฟรายเดย์และวันไซเบอร์มันเดย์ในสหรัฐรวมกัน

ทั้งนี้ ในการเชื่อมการค้าโลกเสมือนและโลกจริงเข้าด้วยกัน อาลีบาบาจะเปิดให้ร้านขนาดเล็กร่วมใช้แอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่อร้านค้าต่างๆ เข้าด้วยกันเป็นเครือข่าย โดยแลกกับการได้รับข้อมูลผู้บริโภคมากขึ้น นอกจากนี้ยังปรับร้านค้าปลีกราว 1 แสนรายให้เป็นสมาร์ทสโตร์ โดยมีแบรนด์สินค้าราว 1,000 รายการ และหากสินค้าของร้านใดหมด ลูกค้าก็สามารถค้นหาร้านอื่นที่อยู่ใกล้กันได้ ทั้งการไปซื้อที่ร้านเองหรือให้จัดส่งที่บ้าน

“จากยุทธศาสตร์ค้าปลีกนี้จะเห็นได้ว่าจีนกำลังขึ้นเป็นผู้นำด้านนี้อย่างแท้จริง ซึ่งวันคนโสดถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ทดลองแผนใหม่ๆ และทำให้เห็นว่าร้านออนไลน์และออฟไลน์สามารถร่วมมือกันได้” จอห์น ชอย นักวิเคราะห์ของบริษัท ไดวะ ซีเคียวริตีส์ กรุ๊ป กล่าว

เอชทีซีประกาศลุยวีอาร์ ชู 4 เสาหลักผู้ท้าชิงโซนี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 พ.ย. 2560 เวลา 19:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/524438

เอชทีซีประกาศลุยวีอาร์ ชู 4 เสาหลักผู้ท้าชิงโซนี่

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

เมื่อพูดถึงเทคโนโลยีที่เปิดประตูสู่โลกเสมือนจริง (Virtual Reality : VR) หลายคนมักมองว่าอุปกรณ์เสมือนจริงในขณะนี้กำลังแพร่หลายในตลาดเกมมิ่ง แต่แท้ที่จริงแล้ว “วีอาร์” กำลังขยายตัวไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ บนโลกใบนี้ หนึ่งในผู้เล่นที่กำลังเข้ามาท้าชิงในตลาดวีอาร์อีกหนึ่งแบรนด์คือ เอชทีซี

เรย์มอนด์ เปา รองประธานบริหารฝ่ายผลิตภัณฑ์วีอาร์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท เอชทีซี ผู้ผลิตอุปกรณ์สวมศีรษะเวอร์ชวลเรียลิตี้ยี่ห้อไวฝ์ (VIVE) เปิดเผยว่า เอชทีซีวางแผนรุกกลุ่มธุรกิจวีอาร์ที่ไม่ใช่แค่เกม แต่จะลุยทุกธุรกิจที่เป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ขณะนี้ภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่อย่างทรานส์ฟอร์เมอร์ส และแบทแมน เริ่มนำเทคโนโลยีวีอาร์เข้ามาใช้เพื่อการโปรโมทหนังบ้างแล้ว นอกจากนี้ในอุตสาหกรรมแฟชั่น เฟอร์นิเจอร์ การใช้วีอาร์สำหรับเทรนนิ่งบุคลากรด้านต่างๆ อาทิ โลจิสติกส์

ขณะที่ธุรกิจทางด้านการศึกษายังไม่ค่อยเห็นถึงการเคลื่อนไหว เบื้องต้นบริษัทได้ดีลกับองค์กรภาคธุรกิจ เช่น ธุรกิจการผลิต 3 มิติ วีอาร์จะเป็นตัวช่วยสำคัญ เช่น Dassault Systèmes คือ บริษัทในเยอรมนี ขายทั้งซอฟต์แวร์และเซอร์วิสที่เกี่ยวกับงาน 3D การเทรนนิ่งต่างๆ ของยูพีเอส ซึ่งเป็นธุรกิจโลจิสติกส์ เพื่อฝึกอบรมการขับรถ ตามด้วยอิเกีย ธุรกิจรถยนต์อย่างโฟล์คสวาเกน อีกทั้งยังมีแผนธุรกิจแบบให้เช่ากับสถานศึกษาหรือองค์กรที่สนใจอีกด้วย

สำหรับการดำเนินธุรกิจวีอาร์มีด้วยกัน 4 เสาหลัก ได้แก่ เสาหลักแรก กลุ่มผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์ ซึ่งจะเน้นพัฒนาสินค้าให้ผู้ใช้ได้สัมผัสการใช้งานที่ดี โดยได้เปิดตัว ไวฝ์ (VIVE) ผู้นำต้นแบบแพลตฟอร์มเทคโนโลยีเวอร์ชวลเรียลิตี้แบบ Room-scale และพัฒนาประสบการณ์เสมือนจริงในรูปแบบต่างๆ ไวฝ์นำเสนอนวัตกรรมใหม่พลิกโฉมวงการเกมและผลิตคอนเทนต์คุณภาพบนแพลตฟอร์ม SteamVR ซึ่งมีการพัฒนาคอนเทนต์ให้ครอบคลุมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเกม ด้านการศึกษา นวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ โซลูชั่นทางธุรกิจ

เรย์มอนด์ เปา รองประธานบริหารฝ่ายผลิตภัณฑ์วีอาร์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท เอชทีซี

ล่าสุดได้เปิดตัวเทคโนโลยีวีอาร์ในไทยเป็นแห่งที่สองรองจากสิงคโปร์เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ด้วยราคาเริ่มต้น 30,599 บาท ซึ่งปีแรกบริษัทจะเร่งสร้างการรับรู้แบรนด์ในวงกว้าง โดยมุ่งเจาะช่องทางร้านเกมคาเฟ่ อาเขต เพื่อทำให้คนได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์จากเอชทีซี นอกจากนี้ในอนาคตวางเป้าหมายจะนำวีอาร์ที่ไร้สาย เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้งานได้มากขึ้น พัฒนาคอนเทนต์ภาษาไทยลงตลาดเสาหลักที่ 2 ไวฝ์ พอร์ต อาเขต (Viveport Arcade) เป็นแหล่งรวมซอฟต์แวร์แพลตฟอร์มทางด้านวีอาร์ที่มีดำเนินการทั่วโลก เพื่อรองรับการขยายขององค์กรธุรกิจต่างๆ ให้สามารถเข้าถึงประสบการณ์เทคโนโลยีเสมือนจริง ไวฝ์ พอร์ต อาเขต ใช้งานง่ายและสามารถใช้ร่วมกันกับระบบเดิมที่องค์กรใช้อยู่แล้ว สามารถนำไปใช้ในหลากหลายธุรกิจทั้งอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ หรือสถานความบันเทิงต่างๆ ขณะนี้ยังไม่ได้เปิดตัวในไทย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสามารถผลิตคอนเทนต์ของตัวเองได้ในโลกของวีอาร์

ตามด้วยเสาหลักที่ 3 ไวฝ์ แลนด์ (VIVELAND) เป็นโครงการเริ่มต้นของสถาบัน Institute for Information Industry ร่วมกับบริษัทผู้นำด้านนวัตกรรมต่างๆ ไวฝ์แลนด์ ศูนย์รวมความบันเทิงจำลองบรรยากาศเติมเต็มทุกจินตนาการในโลกของวีอาร์ เปิดให้บริการแห่งแรกที่ ประเทศไต้หวัน ศูนย์แห่งนี้จะช่วยสนับสนุนทำให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมคอนเทนต์และแอพพลิเคชั่นด้านวีอาร์ใหม่ๆ

ในส่วนของเสาหลักที่ 4 โครงการไวฝ์ เอ็กซ์ (VIVE X) เราต้องการช่วยพัฒนา เกื้อหนุน และสร้างการเติบโตให้กับการสร้างระบบ Eco system อันแข็งแกร่งที่เชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ด้านวีอาร์ต่างๆ ของบริษัทโครงการมีเม็ดเงินลงทุนมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สนับสนุนให้แก่เหล่าสตาร์ทอัพจากทั่วโลกเพื่อใช้ในการพัฒนาโปรเจกต์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องเทคโนโลยีวีอาร์ร่วมกันกับบริษัท

สำหรับไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพ มีบุคลากรที่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรือกระทั่งเกม ซึ่งล้วนเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เทคโนโลยีวีอาร์ ในอนาคตหวังว่าจะได้ร่วมสร้างสรรค์คอนเทนต์กับนักพัฒนาเกมในประเทศไทย ส่วนการแข่งขันของตลาดวีอาร์ แม้ว่าสถานการณ์ตลาดคู่แข่งจะเริ่มลดราคาลงแล้ว เช่น โซนี่ แต่สำหรับเอชทีซีเปิดตัวไวฝ์ในระดับที่กว่า 3 หมื่นบาทนั้น มองว่าการเปิดตัวสินค้าระดับพรีเมียมในตลาดไทย ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการทำตลาดมากนัก เพราะต้องการสร้างประสบการณ์การใช้งานให้ที่ดีที่สุด

ตลาดเกมเป็นสินค้าตัวแรกที่เข้ามาจุดชนวนวีอาร์ให้ครึกครื้น แต่ต่อไปอุตสาหกรรมต่างๆ จะหันมาใช้วีอาร์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะด้านการเพิ่มยอดขาย “เอชทีซี” เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่พร้อมจะพัฒนาคอนเทนต์ต่างๆ เพื่อป้อนกับธุรกิจ แต่ความท้าทายของเอชทีซีในเวลานี้ คงเป็นเรื่องของการแข่งขันสมรภูมิเกมที่มีคู่แข่งขันแข็งแกร่งอย่างโซนี่นั่นเอง

แก้เกมเฟซบุ๊ก”Reach”ลด แนะซีทูซีปรับคอนเทนต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 พ.ย. 2560 เวลา 16:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/524423

แก้เกมเฟซบุ๊ก"Reach"ลด แนะซีทูซีปรับคอนเทนต์

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

กระแสข่าวการโพสต์สินค้าและบริการของเฟซบุ๊กในปีนี้ว่ามีอัตราการเข้าถึงคนได้น้อยลง 20% นั่นย่อมหมายความว่า การทำตลาดในโซเชียลมีเดียจากนี้ไปของแบรนด์ต่างๆ โดยเฉพาะแบรนด์ใหม่ที่มีฐานการเข้าถึงคนได้น้อยจะได้ยากกว่าแบรนด์อื่นๆ ส่งผลให้แบรนด์ต่างๆ ต้องปรับกลยุทธ์การตลาด การขายสินค้าในโลกของโซเชียลมีเดียครั้งใหม่ เพื่อรองรับกับนโยบายของเฟซบุ๊ก

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย และกรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ บริษัท ตลาด ดอท คอม เปิดเผยว่า กลยุทธ์การตลาดโซเชียลมีเดียเพื่อรับมือกับการเข้าถึงคนได้น้อยลงของเฟซบุ๊ก คือ การเข้าสู่ยุคการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพในเชิงสร้างสรรค์เป็นความรู้ หากแบรนด์ขายสินค้าหรือทำโปรโมชั่นเพียงอย่างเดียวแน่นอนว่าการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ จะมีน้อยลง

สำหรับกลยุทธ์การสร้างเนื้อหา คนส่วนใหญ่อยากรู้ คือ มีสาระและเป็นประโยชน์ต่อชีวิต ไม่ว่าจะเป็น สุขภาพ หรือกระทั่งความสวยความงาม มีความสดใหม่อยู่เสมอ เช่น ถ้าเพจขายรองเท้าก็ควรแนะนำวิธีการเลือกรองเท้า แบบแตกต่างที่เหมาะสมกับการแต่งตัว หรือเทรนด์รองเท้าที่กำลังมาแรง และหากขายเสื้อผ้าก็ควรสร้างคอนเทนต์ที่เป็นแฟชั่นจากต่างประเทศหรือกระทั่งเซเลบริตี้ในไทย เป็นต้น ที่สำคัญเนื้อหาต้องเป็นสไตล์ของตัวเองที่ครีเอทขึ้นมา

ขณะที่อีกกรณีหนึ่ง การลงทุนซื้อการเข้าถึงจากทางเฟซบุ๊ก ซึ่งก็เป็นทางลัดสำหรับแบรนด์ใหม่ๆ อย่างไรก็ดีการใช้งบลงทุนอาจจะเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กๆ ในโซเชียลคอมเมิร์ซ หรือในกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นผู้ขายสินค้าให้กับผู้บริโภค (Customer to Customer : C2C) หากเฟซบุ๊กกำหนดการเข้าถึงจริง โอกาสที่โซเชียลคอมเมิร์ซในรูปแบบซีทูซีจะลดลงก็มีความเป็นไปได้ เมื่อเทียบกับผู้ดำเนินธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอีสามารถลงทุนได้

อย่างไรก็ดี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึง อีกหนึ่งกลยุทธ์การกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่อยากให้เนื้อหานั้นเข้าถึง โดยสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายที่น่าจะสนใจคอนเทนต์นั้นๆ หรือแม้กระทั่งเลือกช่วงเวลาที่มีคนเอนเกจเฟซบุ๊กจำนวนมาก สำหรับ Zocial Awards 2016 พบว่า ช่วงเวลาที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กนิยมโพสต์มากที่สุดยังคงเป็นช่วง 10.00-12.00 น. ของแต่ละวัน รองลงมาก็เป็นช่วงบ่าย และก็มาพีกอีกทีในช่วง 20.00-21.00 น.

ทางด้านกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้ปรับตัวจากช่องทางออฟไลน์มาสู่ช่องทางออนไลน์ กฤตภาส สุทธาผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ขาวละออเภสัช ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสมุนไพรขาวละออ กล่าวว่า บริษัทเริ่มขยายช่องทางจัดจำหน่ายจากออฟไลน์มาสู่ออนไลน์อย่างจริงจังเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา โดยสร้างช่องทางจำหน่ายผ่านแบรนด์ดอทคอม และจำหน่ายผ่านมาร์เก็ตเพลสของลาซาด้า

นอกจากนี้ ยังใช้เฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือในการเอนเกจ โดยเป็นช่องทางสร้างการรับรู้สมุนไพรและประโยชน์ในด้านต่างๆ สามารถประยุกต์ใช้ร่วมกับการรักษาแพทย์ปัจจุบัน เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ อาทิ คนรุ่นใหม่ 20 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ดีปัญหาของที่แบรนด์ใหม่ๆ หรือรายเล็กต้องเผชิญ ในยุคที่การเข้าถึงของเฟซบุ๊กที่น้อยลง มองว่าถึงเวลาที่ทุกคนต้องปรับตัวการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ ตรงกับกลุ่มเป้าหมายสนใจซึ่งจะช่วยคนเข้ามาแชร์และเห็นฟีดนั้นๆ

ทั้งนี้ อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะเพิ่มการเข้าถึง การดึงให้คนเข้ามามีส่วนร่วมบนเพจ มองว่า การจัดกิจกรรม การประกวดโครงการต่างๆ ของแบรนด์ผ่านทางเฟซบุ๊ก เช่น การให้คนเข้ามาคอมเมนต์โพสต์ หรือให้เข้ามากดไลค์ จัดรางวัลหาผู้ชนะเลิศ ซึ่งก็เป็นวิธีง่ายๆ ในการสร้างเอนเกจเมนต์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค

“อุปสรรคการของการ Boost Post แตกต่างจากในอดีตเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ใช้เงินแค่ 3,000 บาทสามารถเข้าถึงคน 1 แสนราย แต่ในขณะนี้ใช้เงิน 3,000 บาท ความสามารถการเข้าถึงยังไม่ถึงหมื่นรายด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดีนอกจากการเข้าถึงที่น้อยลงในขณะนี้แล้ว และแบรนด์ต่างๆ จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อสร้างการเข้าถึงคนได้จำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เม็ดเงินที่ลงทุนไปนั้นเพื่อสร้างการเข้าถึงแล้วคนจะหันมาซื้อสินค้า”กฤตภาส กล่าว

ปัจจุบัน เฟซบุ๊กกลายช่องทางสร้างรายได้ของกลุ่มซีทูซีและบีทูซี ซึ่งพบว่าพฤติกรรมของคนไทยส่วนใหญ่ซื้อสินค้าผ่านทางโซเชียลคอมเมิร์ซ โดยคาดว่าปีนี้ตัวเลขการซื้อ-ขายสินค้าผ่านทางโซเชียลคอมเมิร์ซจะพุ่งจาก 2.7 แสนล้านบาท เพิ่มเป็น 3 แสนล้านบาท หรือเติบโต 30%

นโยบายการปั๊มรายได้ของเฟซบุ๊กที่ต้องการให้แบรนด์ใช้เงิน Boost Post ครั้งนี้ ต้องจับตาดูว่าจะสร้างผลกระทบให้กับธุรกิจซีทูซีหรือไม่ เพราะซีทูซีถือว่าเป็นฟันเฟืองที่สำคัญที่ทำให้คนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีกำลังซื้อที่ดีขึ้น

หูฟังไร้สาย วัดการเต้นของหัวใจ ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 พ.ย. 2560 เวลา 11:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/524370

หูฟังไร้สาย วัดการเต้นของหัวใจ ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ

หูฟังไร้สายตัวใหม่ล่าสุดจาก “จาบรา” (Jabra) ตอบโจทย์การออกกำลังกายและการเช็กสุขภาพผ่านการตรวจวัดหัวใจและชีพจรไปด้วยในตัว

หนึ่งในอุปกรณ์เสริมที่คนออกกำลังกายเลือกเป็นอันดับ 1 นั้น คือ “หูฟัง” เนื่องจากการฟังเพลงในการออกกำลังกายนั้นมีผลต่อความอดทนของร่างกาย ดนตรีหรือบทเพลงช่วยเพิ่มความอดทนของกล้ามเนื้อ ถ้าเป็นการเดินฟังเพลงนั้น เพลงจะช่วยให้การเดินมีอัตราที่เร็วขึ้น รวมทั้งเพลงยังช่วยเพิ่มระยะเวลาในการออกกำลังกาย โดยการเดินหรือการวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้า ซึ่งการฟังเพลงจังหวะช้าๆ เสียงเบาๆ จะทำให้ออกกำลังกายได้นานกว่าการฟังเพลงจังหวะเร็วและเสียงดัง แล้วจะเลือกหูฟังอย่างไรให้เหมาะสมกับการออกกำลังกายให้มากที่สุด

สำหรับใครที่กำลังมองหาหูฟังดีๆ สักอันมาไว้ใช้และต้องการคุณสมบัติการใช้งานที่มีมากกว่าหูฟังแบบปกติทั่วไปแล้ว หูฟังไร้สายตัวใหม่ล่าสุดจาก “จาบรา” (Jabra) คงจะตอบโจทย์การออกกำลังกายและการเช็กสุขภาพผ่านการตรวจวัดหัวใจและชีพจรไปด้วยในตัว เพราะนอกจากจะเป็นหูฟังไร้สายระบบบลูทูธที่เล็กกว่าทุกรุ่นที่เคยมีมาแล้ว ยังมีฟีเจอร์อำนวยความสะดวกให้แก่กลุ่มคนรักสุขภาพอีกด้วย

จาบรา (Jabra) แบรนด์ผู้ผลิตหูฟังไร้สายสัญชาติเดนมาร์ก ที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากการผลิตหูฟังบลูทูธสำหรับใช้สนทนาทางโทรศัพท์ จนปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หูฟังเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมาย รวมถึง “จาบรา อีลิต สปอร์ต” (Jabra Elite Sport) หูฟังไร้สายตัวใหม่ล่าสุด ซึ่งมีคุณภาพระดับไฮเอนด์ ลักษณะเป็นหูฟังไร้สายแบบอินเอียร์ (in-ear) ที่เชื่อมต่อผ่านสัญญาณบลูทูธ 4.1 สามารถรองรับทั้งระบบ iOS และแอนดรอย์

โดยภาพรวมทั้งรูปแบบการใช้งานและแนวคิดการออกแบบของหูฟังไร้สายดังกล่าวแทบจะดูคล้ายกับแอปเปิ้ล แอร์พอดส์ (Apple Airpods) เพียงแต่แตกต่างตรงที่หูฟังไร้สายจาบรา ตอบโจทย์กลุ่มคนรักการออกกำลังกายเป็นหลัก ผู้ใช้งานจึงหมดกังวลเรื่องของการนำไปใช้ขณะออกกำลังกายได้เลย เพราะวัสดุครอบตัวหูฟังผลิตจากยาง มีคุณสมบัติป้องกันน้ำตามมาตรฐาน IP67 ไม่เป็นปัญหาแม้จะลงน้ำลึก 1 เมตร

อีกหนึ่งคุณสมบัติพิเศษเฉพาะหูฟังไร้สาย จาบรา อีลิต สปอร์ต คือมาพร้อมเซ็นเซอร์ภายในมากมายทั้งเซ็นเซอร์ Tri-Axis Accelerometer ที่รองรับการตรวจจับการเคลื่อนไหว สำหรับการวิ่งหรือเดินออกกำลังกาย และเซ็นเซอร์ in-ear Heart Rate Monitor หรือเซ็นเซอร์ตรวจวัดหัวใจ ก็ได้ถูกติดตั้งมากับตัวหูฟังเพื่อใช้ตรวจวัดชีพจรระหว่างออกกำลังกายด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ หูฟัง จาบรา อีลิต สปอร์ต ยังช่วยอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ที่ผู้ใช้หูฟังประเภทอินเอียร์ มักจะไม่ได้ยินเสียงรถที่วิ่งอยู่ข้างหลัง ด้วยการใส่ฟังก์ชั่นพิเศษ “HEARTHROUGH” เมื่อผู้ใช้งานเปิดโหมดดังกล่าว ไมโครโฟนจะรับเสียงสภาพแวดล้อมต่างๆ รอบตัวเข้ามาที่หูฟัง สร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้สวมใส่แม้ขณะกำลังใส่หูฟังอยู่ ก็ไม่ทำให้ผู้สวมใส่ตัดขาดจากโลกภายนอกแต่อย่างใด

ส่วนไมโครโฟนรับเสียงสนทนาทางโทรศัพท์เอง ก็มาพร้อมกับเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวน (Advanced Noise Cancellation Technology) ช่วยให้คู่สนทนาได้ยินเสียงของผู้ใช้งานได้ชัดเจนไร้เสียงไม่พึงประสงค์รอบข้างเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ตัวหูฟัง จาบรา อีลิต สปอร์ต มาพร้อมกับกล่องขนาดกะทัดรัดที่มีคุณสมบัติเป็นทั้งกล่องใส่และที่ชาร์จแบตเตอรี่ไปในตัว โดยหูฟังสามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง 3 ชั่วโมงเต็ม และนำมาใส่กล่องชาร์จได้มากสุด 2 ครั้ง หลังจากนั้นต้องนำกล่องไปเชื่อมต่อกับสาย MicroUSB เพื่อชาร์จไฟภายนอก โดยสามารถใช้อะแดปเตอร์ร่วมกับสมาร์ทโฟน ที่ชาร์จแบตสำรอง หรือเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และสามารถเลือกตัวหูฟัง หรือ Earbuds และ EarWings ได้ถึง 3 ขนาด คือ S M L มีให้เลือกทั้งชนิดซิลิโคนและโฟมตามความถนัดของผู้ใช้งาน

ค่ายสมาร์ทโฟนจีนบุกยุโรป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 พ.ย. 2560 เวลา 08:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/524347

ค่ายสมาร์ทโฟนจีนบุกยุโรป

4 บริษัทสมาร์ทโฟนจีนเตรียมเดินหน้าขยายธุรกิจสู่ยุโรป ลุยแข่งแอปเปิ้ล-ซัมซุง  หวังใช้ราคาย่อมเยาเป็นจุดขาย

หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์รายงานว่า ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนใหญ่ 4 รายของจีน ประกอบด้วย เสี่ยวหมี่ หัวเว่ย ออปโป้ และวีโว่ กำลังเดินหน้าขยายธุรกิจในตลาดยุโรป หลังประสบความสำเร็จในจีนและกลุ่มตลาดเกิดใหม่

รายงานระบุว่า ค่ายสมาร์ทโฟนจีนหวังใช้สมาร์ทโฟนสเปกสูงแต่ราคาย่อมเยามาเป็นจุดขายในการแข่งขันกับแอปเปิ้ลและซัมซุง

ไฟแนนเชียลไทมส์ระบุว่า เสี่ยวหมี่จะใช้สเปนเป็นตลาดแรกในการขยายธุรกิจสู่ยุโรป โดยเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา เสี่ยวหมี่เปิดตัวสมาร์ทโฟน รุ่นใหม่ในสเปน ราคา 578 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.9 หมื่นบาท) พร้อมเปิดร้านเสี่ยวหมี่ สโตร์ 2 แห่งในกรุงมาดริด และจะเริ่มการจำหน่ายสมาร์ทโฟนผ่านห้างค้าปลีก เช่น คาร์ฟูร์และมีเดีย มาร์กซ์ นับตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย. เช่นเดียวกับวีโว่ที่เตรียมทำธุรกิจในยุโรปแห่งแรกที่รัสเซีย

ด้านหัวเว่ยประกาศเมื่อเดือน ต.ค.ว่า บริษัทจะเปิดร้านจำหน่ายแอพพลิเคชั่นในยุโรปช่วงไตรมาสแรก ปี 2018 ซึ่งเป็นการเปิดบริการดังกล่าวครั้งแรกนอกตลาดจีน ขณะที่ ดิจิเดย์ เว็บข่าวเทคโนโลยีรายงานว่า หัวเว่ยตั้งทีมการตลาดขยายธุรกิจสู่ 10 ประเทศยุโรป ที่รวมถึงอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี

อย่างไรก็ดี ปีเตอร์ ริชาร์ดสัน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของบริษัท เคาน์เตอร์พอยต์ เปิดเผยว่า ประเด็นเรื่องสิทธิบัตรคาดว่าจะเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดที่จะสกัดการขยายธุรกิจสู่ยุโรป จากการที่ค่ายสมาร์ทโฟนจีนหลีกเลี่ยงเปิดเผยตัวเลขการจดสิทธิบัตร ซึ่งอาจก่อปัญหาทางกฎหมายได้ในอนาคต ท่ามกลางกฎหมายสิทธิบัตรที่เข้มงวดของยุโรป

ทั้งนี้ การเดินหน้าบุกตลาดยุโรปเกิดขึ้นหลังบริษัทสมาร์ทโฟนจีนมียอดขายแข็งแกร่ง โดยบริษัทวิจัย ไอเอชเอส มาร์กิต รีเสิร์ช ระบุว่า ยอดขายของ 4 บริษัทสมาร์ทโฟนจีนปรับตัวขึ้นในไตรมาส 3 ของปี 2017 โดย หัวเว่ยมียอดขายทั่วโลกเพิ่มขึ้น 16.4% อยู่ที่ 39.1 ล้านเครื่อง และครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนอันดับ 3 รองจากแอปเปิ้ลและซัมซุง

ขณะที่ยอดขายของออปโป้เพิ่มขึ้น 17.9% อยู่ที่ 31.6 ล้านเครื่อง ด้านเสี่ยวหมี่มียอดขายเพิ่มขึ้นมากที่สุด ปรับขึ้นถึง 111.2% อยู่ที่ 27.6 ล้านเครื่อง ส่วนวีโว่ที่ทำยอดขายมากขึ้นเช่นกันที่ 20.4% อยู่ที่ 25.4 ล้านเครื่อง