แกร็บแท็กซี่รุกให้บริการเพย์เมนต์ปีหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 พ.ย. 2560 เวลา 06:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/524249

แกร็บแท็กซี่รุกให้บริการเพย์เมนต์ปีหน้า

แกร็บ เชื่อยังเป็นเบอร์หนึ่งในแอพเรียกรถ ปีหน้าเปิดให้บริการ เพย์เมนต์อย่างเป็นทางการ

นายยี วี แตง ผู้อำนวยการ บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ามีค่าเฉลี่ยการใช้บริการเพิ่ม หลังมีแท็กซี่ในระบบมากกว่า 50% ของจำนวนรถแท็กซี่ทั้งหมดในไทย โดยมี ส่วนแบ่งตลาดบริการเรียกรถแท็กซี่อยู่ที่ 95% และคนขับยังเพิ่มขึ้น 150% ต่อเนื่องทุกปี ด้วยการเปิดให้บริการในเส้นทางภาคใต้เพิ่มเติม คือ สงขลาและหาดใหญ่ สุราษฎร์ธานีและเกาะสมุย เพราะเป็นเมืองท่องเที่ยวและมีนักเดินทางต้องการใช้บริการ

ด้านสัดส่วนความนิยมใช้บริการของแกร็บในส่วนของแท็กซี่คาร์ และมอเตอร์คาร์ มีตัวเลขที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งไทยถือว่าเป็นประเทศที่มีการเติบโตด้านการใช้งานที่ดีเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ซึ่งตลอด 5 ปีที่เปิดให้บริการมีการเดินทางกว่า 1,000 ล้านเที่ยว เฉลี่ย 66 เที่ยวในการเดินทางต่อวินาที ทำให้แกร็บเป็นแอพพลิเคชั่นที่มีการใช้งานวันละ 3.5 ล้านเที่ยว

ทั้งนี้ แกร็บมีแผนจะเปิดให้บริการแกร็บเพย์อย่างเป็นทางการปีหน้า ซึ่งขณะนี้มีการใช้งานแล้วที่ประเทศสิงคโปร์ สำหรับบริการดังกล่าวจะช่วยให้ลูกค้าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ผ่านรูปแบบของกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-วอลเล็ต ที่นอกจากจ่ายค่าบริการรถโดยสาร ค่าทางด่วนแล้ว ยังใช้จ่ายในร้านอาหารต่างๆ ซึ่งในไทยกำลังอยู่ในช่วงขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจบริการเงินอิเล็กทรอนิกส์หรืออี-มันนี่

นอกจากนี้ แกร็บยังมีการเข้าไปทำความเข้าใจกับหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ที่บริการเข้าไปเกี่ยวข้องเพื่อให้ภาครัฐเข้าใจถึงระบบการให้บริการ และยังยืนยันว่าแกร็บเป็นบริษัทที่จดทะเบียนบริษัท ถูกต้องตามกฎหมายของไทย จึงต้องการที่จะปฏิบัติตามกฎและเงื่อนไขที่ภาครัฐกำหนด บนพื้นฐานการใช้งานที่ได้รับมาตรฐานเท่าเทียมกับทั่วโลก

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กรรมการบริหาร บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) กล่าวเสริมว่า การที่ภาครัฐเดินหน้านโยบายไทยแลนด์ 4.0 นั่นแสดงให้เห็นถึงนโยบายที่ต้องการยกระดับประเทศให้ทัดเทียมกับต่างชาติ ด้วยโครงการเน็ตประชารัฐที่ช่วยให้การใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วถึง และบริการของแกร็บก็เข้าถึงได้ง่าย รวมทั้งคาดหวังให้คนทั่วประเทศได้ใช้บริการอย่างเท่าเทียมกัน

ขณะที่เรื่องความกังวลเกี่ยวกับผู้ขับขี่เดิมในเส้นทางภาคใต้ ทางบริษัทก็เข้าไปพูดคุยต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ขับขี่เดิมมั่นใจว่ารายได้มั่นคง

มติกสทช.ผ่านเกณฑ์ประมูลคลื่น900และ1800ที่จะหมดสัญญาสัมปทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 พ.ย. 2560 เวลา 16:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/524224

มติกสทช.ผ่านเกณฑ์ประมูลคลื่น900และ1800ที่จะหมดสัญญาสัมปทาน

กสทช. ผ่านหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ย่าน900และ 1800 ที่จะใช้ในการประมูลคลื่นความถี่ฯ ที่จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า วันนี้ (8 พ.ย. 2560)  ที่ประชุม กสทช. มีมติเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 900 MHz      (890-895 MHz/935-940 MHz) และย่าน 1800 MHz (1740-1785 MHz/1835-1880 MHz) ของสำนักงาน กสทช.     ที่ผ่านความเห็นชอบของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงานของ กสทช. ด้านกิจการโทรคมนาคม และให้นำร่างประกาศดังกล่าว พร้อมทั้งข้อสังเกตต่างๆ ของกรรมการ กสทช. นำไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อไป

โดยมีเงื่อนไขถ้ามีการออกประกาศสรรหา กสทช. ออกมาให้สำนักงาน กสทช. ทำหนังสือขอหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า กสทช. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามบทเฉพาะกาลมีอำนาจในการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวได้หรือไม่ ซึ่งตามแผนคาดว่าน่าจะประกาศหลักเกณฑ์การประมูลได้ในเดือน ม.ค. 2561 และน่าจะเปิดให้มีการประมูลได้ในเดือน พ.ค. 2561 ซึ่งคาดว่าจะออกใบอนุญาตได้ในเดือน มิ.ย. 2561

สำหรับสาระสำคัญของร่างประกาศดังกล่าว ได้แก่ คลื่นความถี่ย่าน 900 MHz กำหนดให้มีการประมูล 1 ชุดคลื่นความถี่ ( 1 ใบอนุญาต) ขนาดคลื่นความถี่ 5 MHz มีอายุใบอนุญาต 15 ปี โดยราคาขั้นต่ำของการประมูลครั้งนี้อยู่ที่ 37,988 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่กำหนดตามมติที่ประชุม กทค. ครั้งที่ 31/2558 ที่กำหนดให้นำราคาสุดท้ายของการประมูลคลื่น 900 MHz ในปี 2558 มาคำนวณเป็นพื้นฐานที่เป็นอัตราส่วนเดียวกัน ในส่วนของการเคาะราคาจะเพิ่มขึ้นรอบละ 0.2% ของราคาขั้นต่ำ คิดเป็น 76 ล้านบาท

กรณีที่มีผู้เข้าร่วมการประมูลมากกว่า 1 ราย ก็จะเปิดให้มีการประมูล กรณีที่มีผู้เข้าร่วมการประมูล   1 ราย จะขยายเวลาเปิดรับผู้เข้าร่วมการประมูลไปอีก 30 วัน ถ้ายังไม่มีผู้เข้าร่วมการประมูลเพิ่ม ให้เปิดการประมูล โดยผู้เข้าร่วมการประมูลต้องเคาะเพิ่มราคา 1 ครั้ง

การชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz จะแบ่งการชำระออกเป็น 4 งวด ดังนี้

– งวดที่ 1 ชำระ 4,020 ล้านบาท พร้อมหนังสือค้ำประกันการชำระค่าเงินประมูลฯ ในส่วนที่เหลือ ภายใน 90 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งเป็นผู้ชนะการประมูล

– งวดที่ 2 ชำระ 2,010 ล้านบาท พร้อมหนังสือค้ำประกันการชำระค่าเงินประมูลฯ ในส่วนที่เหลือ ภายใน 15 วัน เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 2 ปีนับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาต

– งวดที่ 3 ชำระ 2,010 ล้านบาท พร้อมหนังสือค้ำประกันการชำระค่าเงินประมูลฯ ในส่วนที่เหลือ ภายใน 15 วัน เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 3 ปีนับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาต

– งวดที่ 4 ชำระเงินค่าประมูลส่วนที่เหลือทั้งหมด ภายใน 15 วัน เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 4 ปีนับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาต

ทั้งนี้ สำหรับการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz กสทช. ได้กำหนดมาตรการเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคไว้ในเงื่อนไขท้ายใบอนุญาต โดยกำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาต ต้องขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมประชากรมากกว่า 50% ภายใน 4 ปี และต้องครอบคลุมประชากรมากกว่า 80% ภายใน 8 ปี  และต้องมีการจัดเก็บข้อมูลและลงทะเบียนผู้ใช้บริการ รวมถึงดูแลคุณภาพสัญญาณให้ได้มาตรฐานตามที่ กสทช. กำหนด

กรณีผู้ชนะการประมูลไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขก่อนรับอนุญาต สำนักงาน กสทช. จะริบหลักประกันการประมูล ซึ่งคิดเป็นเงิน 5% ของราคาขั้นต่ำ พร้อมทั้งคิดค่าปรับในอัตรา 15% ของราคาขั้นต่ำ

นาย ฐากร กล่าวว่า ในส่วนของการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz หลักเกณฑ์กำหนดให้มีการประมูลคลื่นความถี่จำนวน 45 MHz โดยแบ่งเป็น 3 ชุดคลื่นความถี่ (3 ใบอนุญาต) ขนาดคลื่นความถี่ชุดละ15 MHz มีอายุใบอนุญาต 15 ปี โดยราคาขั้นต่ำของการประมูลครั้งนี้อยู่ที่ 37,457 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่กำหนดตามมติที่ประชุม กทค. ครั้งที่ 31/2558 ที่กำหนดให้นำราคาสุดท้ายของการประมูลคลื่น 1800 MHz ในปี 2558 มาคำนวณเป็นพื้นฐานที่เป็นอัตราส่วนเดียวกัน ในส่วนของการเคาะราคาจะเพิ่มขึ้นรอบละ 0.2% ของราคาขั้นต่ำ คิดเป็น     75 ล้านบาท

กรณีที่มีผู้เข้าร่วมการประมูลมากกว่า 3 ราย จะประมูล 3 ชุดคลื่นความถี่ กรณีที่มีผู้เข้าร่วมการประมูล 2-3 ราย จะนำคลื่นความถี่ออกมาประมูลเท่ากับ N-1 ชุด โดย N=ผู้เข้าร่วมการประมูล นั่นคือถ้ามีผู้เข้าร่วมการประมูล 3 ราย จะนำคลื่นความถี่ออกมาประมูล 2 ชุด และถ้ามีผู้เข้าร่วมการประมูล 2 ราย จะนำคลื่นความถี่ออกมาประมูล 1 ชุด ในกรณีที่มีผู้เข้าร่วมการประมูล 1 ราย จะขยายเวลาเปิดรับผู้เข้าร่วมการประมูลไปอีก 30 วัน ถ้ายังไม่มีผู้เข้าร่วมการประมูลเพิ่ม ให้เปิดการประมูล โดยผู้เข้าร่วมการประมูลต้องเคาะเพิ่มราคา 1 ครั้ง

สำหรับการชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz จะแบ่งการชำระออกเป็น 3 งวด ดังนี้

– งวดที่ 1 ชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่จำนวน 50% ของราคาการประมูลสูงสุดของผู้ชนะการประมูลแต่ละราย พร้อมหนังสือค้ำประกันการชำระค่าเงินประมูลฯ ในส่วนที่เหลือ ภายใน 90 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งเป็นผู้ชนะการประมูล

– งวดที่ 2 ชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่จำนวน 25% ของราคาการประมูลสูงสุดของผู้ชนะการประมูลแต่ละราย พร้อมหนังสือค้ำประกันการชำระค่าเงินประมูลฯ ในส่วนที่เหลือ ภายใน 15 วัน เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 2 ปีนับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาต

– งวดที่ 3 ชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่จำนวน 25% ของราคาการประมูลสูงสุดของผู้ชนะการประมูลแต่ละราย ภายใน 15 วัน เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 3 ปีนับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาต

ทั้งนี้ สำหรับการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz กสทช. ได้กำหนดมาตรการเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคไว้ในเงื่อนไขท้ายใบอนุญาต โดยกำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาต ต้องขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมประชากรมากกว่า 40% ภายใน 4 ปี และต้องครอบคลุมประชากรมากกว่า 50% ภายใน 8 ปี  ในส่วนของอัตราค่าบริการ 4G จะต้องมีอัตราค่าบริการถูกกว่าอัตราค่าบริการ 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz ที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน

นอกจากนั้นผู้รับใบอนุญาตจะต้องจัดให้มีแพ็คเกจราคาประหยัดสำหรับผู้พิการ และจัดทำแผนความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) โดยให้ครอบคลุมถึงการจัดการขยะอิเล็คทรอนิกส์ สุขภาพของผู้ใช้บริการ

กรณีผู้ชนะการประมูลไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขก่อนรับอนุญาต สำนักงาน กสทช. จะริบหลักประกันการประมูล ซึ่งคิดเป็นเงิน 5% ของราคาขั้นต่ำ พร้อมทั้งคิดค่าปรับในอัตรา 15% ของราคาขั้นต่ำ

นายฐากร กล่าวว่า ที่ประชุม กสทช. ได้มีมติเห็นชอบสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เกี่ยวกับการใช้คลื่นความถี่ 920-925 MHz จำนวน 3 ฉบับ เพื่อรองรับการใช้งานในลักษณะ Internet of Things (IoT)  ได้แก่

1. (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 920-925 MHz

2. (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานทางเทคนิคของเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์สำหรับเครื่องวิทยุคมนาคมประเภท Radio Frequency Identification: RFID

3. (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานทางเทคนิคของเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์สำหรับเครื่องวิทยุคมนาคมที่ไม่ใช่ประเภท Radio Frequency Identification: RFID ซึ่งใช้คลื่นความถี่ย่าน 920-925 MHz  และให้นำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้

เอไอเอสแย้ม ลดลงทุนปี’61 กั๊กร่วมประมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 พ.ย. 2560 เวลา 07:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/524151

เอไอเอสแย้ม ลดลงทุนปี'61 กั๊กร่วมประมูล

เอไอเอสลดการลงทุนปีหน้า ยังกั๊กเข้าร่วมประมูลคลื่นรอบใหม่กับ กสทช.

นายศิรภพ ปภัทธนนันท์ นักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ให้ข้อมูลในงาน “บริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน” ว่า ปีหน้าบริษัทจะมีงบลงทุนน้อยกว่าปีนี้ ที่มีการลงทุนประมาณ 4-4.5 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันใช้ไปแล้วประมาณ 3.4 หมื่นล้านบาท

นอกจากนั้น ยังไม่ชัดว่าบริษัทจะรุกธุรกิจอินเทอร์เน็ตขยายพื้นที่ใน 28 จังหวัดเพิ่มในปีหน้าหรือไม่ อยู่ระหว่างจัดทำแผนธุรกิจ เพราะหากจะรุกให้บริการอินเทอร์เน็ตต้องใช้เงินลงทุนมาก ซึ่งแผนธุรกิจปี 2561 จะชัดเจนในเดือน ก.พ.ปีหน้า

ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าบริษัทจะเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ และคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่จะประมูลรอบใหม่ปีหน้าหรือไม่ ต้องรอดูความชัดเจนหลักเกณฑ์ก่อน ซึ่ง กสทช.ยังไม่ได้เปิดรับฟังความเห็นเป็นทางการ และต้องรอคณะกรรมการ กสทช.ชุดใหม่ที่จะแต่งตั้งในต้นปีหน้า

บริษัทมีคลื่นเพียงพอขยายธุรกิจได้ทั้ง คลื่น 900 คลื่น 1800 และคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ รวม 55 เมกะเฮิรตซ์ แต่จะพิจารณาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคตอีกครั้ง

สำหรับความคืบหน้าการเป็นพันธมิตรกับบริษัท ทีโอที ในการใช้คลื่น 2100 ขนาด 15 เมกะเฮิรตซ์ ยังอัยการสูงสุดกำลังพิจารณาเงื่อนไขสัญญา จึงตอบไม่ได้ว่าเมื่อไรจะเซ็นสัญญา แต่บริษัทได้ทดลองใช้คลื่นเชิงพาณิชย์แล้ว ทำให้ปีนี้ค่าใช้จ่ายการใช้คลื่น เสา และอุปกรณ์ให้ทีโอทีรวม 9,500 ล้านบาท

หวั่นอี-คอมเมิร์ซชะงัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 พ.ย. 2560 เวลา 06:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/524055

หวั่นอี-คอมเมิร์ซชะงัก

อีเลฟเว่นสตรีท ชี้ภาครัฐยังไม่ควรเร่งเก็บภาษีอี-คอมเมิร์ซ ส่งผลกระทบเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นฐานหลักของอี-คอมเมิร์ซ

นายฮงโชลจอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารอีเลฟเว่นสตรีท ประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมอี-คอมเมิร์ซของประเทศไทยกำลังมีทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยมองจากการซื้อขายภายในอีเลฟเว่นสตรีทหลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการมาเกือบ 1 ปี มียอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิลเพิ่มขึ้นจาก 700 บาท เป็น 1,400 บาท และมียอดการเข้าชมเว็บไซต์กว่า 17 ล้านครั้ง/เดือน

ทั้งนี้ โอกาสในการใช้จ่ายออนไลน์มีทิศทางที่ดีขึ้น แม้ว่าตัวเลขการเติบโตจะอยู่ที่ 1% ของธุรกิจค้าปลีกและต้องยอมรับกลุ่มเอสเอ็มอีถือว่าเป็นฐานใหญ่ของการซื้อขายผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย

“การเก็บภาษีอี-คอมเมิร์ซ ถ้าเริ่มเก็บในตอนนี้เอสเอ็มอีจะได้รับผลกระทบ มากอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างในเกาหลีใต้ที่มีการเก็บภาษีและส่งผลกระทบกับ ภาพรวมตลาดอย่างมาก และใช้เวลาสักพักใหญ่ก่อนที่ผู้ขายรายย่อยจะเข้าใจและกลับมาทำการขายอีกครั้ง” นายฮงโชลจอน กล่าว

อย่างไรก็ตาม อี-คอมเมิร์ซของไทยมีการปรับตัวได้เร็ว การเก็บภาษีอี-คอมเมิร์ซคงใช้เวลาไม่นานที่ผู้ขายรายย่อยของไทยจะเข้าใจระบบต่างๆ แต่ควรจะให้เวลาอีกสัก 3-5 ปี โดยรอสัดส่วนการใช้จ่ายออนไลน์โตถึง 5% ของธุรกิจค้าปลีกก่อนก็ยังไม่สาย เพราะน่าจะเป็นจังหวะที่ผู้ซื้อและผู้ขายเข้าใจระบบ อี-คอมเมิร์ซได้ดีกว่านี้

นอกจากนี้ บริษัทมองว่าการจัดกิจกรรมการตลาดช่วงเทศกาลคนโสดภายใต้แคมเปญ 11.11 Mega Sale  จะช่วยกระตุ้นตลาดอี-คอมเมิร์ซปลายปีให้กลับมาคึกคัก เพราะทุกรายอัดงบตลาดกันเต็มที่ โดยที่อีเลฟเว่นสตรีทได้ใช้งบในรูปแบบส่วนลดมูลค่ากว่า 72 ล้านบาท เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้ได้กับสินค้าทุกหมวด

กสทช.ดีเดย์ลงทะเบียนซิมด้วยการสแกนใบหน้า-ลายนิ้วมือ15ธ.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 พ.ย. 2560 เวลา 16:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/523816

กสทช.ดีเดย์ลงทะเบียนซิมด้วยการสแกนใบหน้า-ลายนิ้วมือ15ธ.ค.นี้

สำนักงาน กสทช. เดินหน้าลงทะเบียนซิมด้วยวิธีอัตลักษณ์ทั้งการตรวจสอบใบหน้า-สแกนลายนิ้วมือเริ่ม 15 ธ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 6 พ.ย. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ได้ออกประกาศ และแจ้งไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ทุกรายเริ่มจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วยวิธีอัตลักษณ์ ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถพิสูจน์และยืนยันตัวบุคคล และป้องกันการแอบอ้างหรือปลอมแปลงการลงทะเบียนซิมการ์ดได้

การตรวจสอบอัตลักษณ์ทำได้ทั้งการตรวจสอบใบหน้า (face recognition) หรือสแกนลายนิ้วมือ (finger print) ขึ้นอยู่กับว่าจุดรับลงทะเบียนให้บริการแบบใด โดยระบบดังกล่าวใช้สำหรับผู้ที่ซื้อซิมการ์ดใหม่เท่านั้น ทั้งแบบรายเดือน และแบบเติมเงิน มีกำหนดเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2560 พร้อมกันทุกโอเปอเรเตอร์ทั่วประเทศ ซึ่งรวมถึงกรณีบุคคลที่ไม่ใช่สัญชาติไทยด้วย

การลงทะเบียนซิมด้วยวิธีอัตลักษณ์เป็นการส่งเสริมนโยบายของของรัฐบาลในเรื่องการดำเนินธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจำเป็นต้องมีการปรับปรุงการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการ และต้องมีการปรับปรุงการพิสูจน์และยืนยันตัวบุคคลของผู้ใช้บริการให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะมีการเปรียบเทียบใบหน้า (face recognition) หรือ ลายนิ้วมือ (finger print) ของผู้ซื้อซิมการ์ดกับข้อมูลที่เก็บในบัตรประชาชนฉบับจริง โดยหากข้อมูลมีความถูกต้องตรงกัน จึงจะอนุญาตให้มีการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการและเปิดใช้งานซิมการ์ดได้

ดังนั้น ประชาชนที่ต้องการเปิดซิมใหม่ จะต้องนำบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงไปด้วยเพื่อให้จุดให้บริการตรวจสอบข้อมูล อย่างไรก็ตาม หากมีการตรวจสอบอัตลักษณ์แล้วไม่สามารถดำเนินการตรวจสอบได้ ให้ผู้ใช้บริการติดต่อศูนย์ให้บริการหรือสำนักงานบริการลูกค้าเพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมการเปิดใช้งานซิมการ์ดต่อไป

“เมื่อมีการลงทะเบียนซิมการ์ดเรียบร้อยแล้ว ข้อมูลของผู้ใช้บริการจะถูกจัดส่งตรงไปยังฐานข้อมูลของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยไม่ได้มีการจัดเก็บข้อมูลไว้ที่จุดให้บริการ ซึ่งประชาชนสามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลส่วนบุคคลจะถูกจัดเก็บเป็นความลับและปลอดภัยอย่างแน่นอน ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้เป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการดำเนินการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ในการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้มีประสิทธิภาพ มีการพิสูจน์ตัวตนได้ และยังช่วยในเรื่องความมั่นคงของรัฐ และความปลอดภัยของสังคมด้วย”นายฐากร กล่าว

ผู้ผลิตชิปรายใหญ่สหรัฐ เล็งซื้อ”ควอลคอมม์” คาดมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 พ.ย. 2560 เวลา 08:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/523614

ผู้ผลิตชิปรายใหญ่สหรัฐ เล็งซื้อ"ควอลคอมม์" คาดมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์

บรอดคอมเตรียมซื้อควอลคอมม์กว่า 3 ล้านล้าน ปูทางขึ้นแท่นบริษัทชิปเบอร์ 3 ของโลก

บลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวเกี่ยวข้องว่า บรอดคอมบริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของสหรัฐและหนึ่งในซัพพลายเออร์ของแอปเปิ้ล อิงค์ จะเสนอซื้อกิจการควอลคอมม์ บริษัทผลิตชิปใหญ่อีกรายในประเทศ โดยข้อเสนอดังกล่าวคาดว่ามีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 ล้านล้านบาท) และอาจกลายเป็นการซื้อกิจการมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในภาคธุรกิจเทคโนโลยี

รายงานระบุว่า บรอดคอมเตรียมเสนอซื้อหุ้นควอลคอมม์ที่ 70-80 ดอลลาร์/หุ้น สูงกว่าราคาหุ้นบริษัทในปัจจุบันที่ 61.81 ดอลลาร์/หุ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยรอยเตอร์สรายงานว่าบรอดคอมจะยื่นข้อเสนอดังกล่าวต่อควอลคอมม์ในวันที่ 6 พ.ย.

บลูมเบิร์กเสริมว่า การซื้อธุรกิจควอลคอมม์จะส่งผลให้บรอดคอมมีมูลค่าตลาดทั้งหมดประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 6.6 ล้านล้านบาท) และกลายเป็นธุรกิจชิปรายใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของโลก รองจากบริษัท อินเทล คอร์ป และบริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ โดยขณะนี้บรอดคอมและควอลคอมม์เป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดอันดับ 4 และอันดับ 6

“ข้อตกลงดังกล่าวถือว่าสมเหตุสมผล โดยบรอดคอมจะมีรายได้เพิ่มอีกประมาณ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 9.9 แสนล้านบาท)” โรมิต ชาห์ นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัย อินสติเน็ต กล่าว

ทั้งนี้ ข่าวการเสนอซื้อกิจการดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่ควอลคอมม์กำลังมีคดีฟ้องร้องกับแอปเปิ้ลกรณีปัญหาเรื่องสิทธิบัตร ซึ่งเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งตลอดช่วงที่ผ่านมา และส่งกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท จนทำให้ก่อนหน้านี้หุ้นควอลคอมม์ร่วงลงแล้ว 20% ในปีนี้

สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดยังมีขึ้นหลังบรอดคอมประกาศย้ายสำนักงานใหญ่จากสิงคโปร์กลับมายังสหรัฐเมื่อวันที่ 2 พ.ย. เนื่องจากบริษัทมองว่าข้อเสนอปฏิรูปภาษีของรัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ทรัมป์ ซึ่งจะลดภาษีนิติบุคคลจาก 35% เหลือ 20% จะเป็นผลดีต่อธุรกิจ

นอกจากนี้ รายงานระบุว่า การย้ายสำนักงานใหญ่กลับมาสหรัฐจะส่งผลให้การเสนอซื้อกิจการดำเนินการได้ง่ายขึ้น เนื่องจากบรอดคอมไม่ต้องขออนุมัติจากคณะกรรมาธิการกำกับดูแลการลงทุนจากต่างประเทศ (ซีเอฟไอยูเอส) ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบธุรกิจในต่างชาติที่ต้องการซื้อธุรกิจสหรัฐ

ขณะที่ ร็อบ ไลน์แบค นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัย ไอซี อินไซต์ เปิดเผยกับรอยเตอร์สว่า ความวิตกกรณีการผูกขาดตลาดคาดว่าไม่ส่งผลสำคัญต่อข้อตกลงซื้อธุรกิจดังกล่าว โดยนอกจากธุรกิจระบบไว-ไฟเราเตอร์ อุปกรณ์บลูทูธและเซมิคอนดักเตอร์บางประเภทแล้ว ขอบเขตธุรกิจส่วนใหญ่ของทั้งสองบริษัทค่อนข้างแตกต่างกัน และยังต้องให้ซัพพลายเออร์ขนาดเล็กกว่าผลิตสินค้าให้

ยาขมของชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 พ.ย. 2560 เวลา 13:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/523515

ยาขมของชีวิต

โดย ธนะโรจน์ สิทธาธีระวัฒน์ ภาพ : อีพีเอ

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม ได้เผยถึงการนำการเรียนรู้ของเครื่อง หรือ Machine Learning มาทดสอบกับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งเต้านม 335 ราย ซึ่งวินิจฉัยว่าเป็นเนื้อร้ายได้แม่นยำถึง 97% และการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) เข้ามาใช้ในการวินิจฉัย ซึ่งช่วยลดจำนวนการผ่าตัดที่ไม่จำเป็นไปได้มากกว่า 30% (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ QR Code ด้านล่างนี้)

 

 หากนี่คือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่มีส่วนสำคัญต่อความก้าวหน้าทางการแพทย์ มันก็เป็นดับเบิ้ลความก้าวหน้าที่ส่งผลดีต่อการมีอายุที่ยืนยาวนานของเราๆ ท่านๆ ทำให้ฐานของสังคมผู้สูงวัย ที่นับวันจะขยายใหญ่โตมากขึ้น ยิ่งขยายใหญ่โตมากกว่าที่เคยเป็นมา

ต่อไปคนชราที่เจ็บป่วยออดๆ แอดๆ มีภาวะการสื่อสารบกพร่อง หรือเป็นผู้ป่วยติดเตียง จะมีผู้ช่วยเป็นหุ่นยนต์อัจฉริยะ ที่สามารถรับรู้ เข้าใจ สื่อสารและช่วยเหลือเราได้เหมือนคนจริงๆ นี่ยังไม่นับรวมไปถึงการเดินทางโดยรถที่ไม่มีคนขับ ทั้งรถส่วนตัวและรถโดยสาร หรือการโต้ตอบกับงานบริการข้อมูล หรือรับข้อร้องเรียนของลูกค้าขององค์กรต่างๆ ด้วย Chatbot (โปรแกรมคอมพิวเตอร์ชนิดหนึ่งที่สามารถพูดคุยโต้ตอบเราได้)

 รศ.ดร.เจริญศรี มิตรภานนท์ คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหา วิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นเจ้านายของผม ท่านได้บอกเล่าให้ฟังว่า ขณะนี้โลกของเราได้เคลื่อนตัวเข้าสู่ Digital World แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Social Media การใช้ Big Data การวิเคราะห์ด้วย Machine Learning การสื่อสารเชื่อมต่อด้วย Internet of Things หรืออินเทอร์เน็ตในสรรพสิ่ง รวมไปถึงการพัฒนาสู่ AIoT หรือ Artificial Intelligence in IoT นั่นเอง

 “ดิจิทัลเทคโนโลยีเหล่านี้ก่อให้เกิดคุณค่าต่างๆ มากมาย เช่น Smart City Smart Home Smart Health Smart Car หรือ e-Car Smart Farming Smart Tourism E-Sport Virtual and Augmented Reality for Game and Simulation หรือการเกิดเทคโนโลยีด้าน FinTech การวิเคราะห์การลงทุนใน BitCoin และ DigiCoin ในสกุลอื่น เรื่องเทคโนโลยี BlockChain หรือ Smart Energy ที่พูดถึงการบินรอบโลกโดยไม่ใช้น้ำมัน แต่ใช้ Solar Energy แทน หรือเทคโนโลยีหุ่นยนต์

สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างของการที่เรากำลังอยู่ในโลกและสังคมดิจิทัล ซึ่งทุกคนในโลกควรได้ประโยชน์และคุณค่าอย่างมหาศาลจาก ICT ใน Digital World นี้”

ในฐานะคนธรรมดาทั่วไป ไม่ต้องนับว่ากว่าจะเข้าใจศัพท์แสงทางด้านดิจิทัลเทคโนโลยีในแต่ละคำ ซึ่งก็ว่ายากแล้ว การได้ตระหนักรู้ว่ามันมีบทบาทหน้าที่อย่างไร มีผลกับชีวิตเราในด้านไหน และเราจะอยู่ร่วม ใช้งาน หลีกเลี่ยง รับมือ หรือเดินทางไปพร้อมๆ กับมันได้อย่างไร อันนี้สิยิ่งยากลำบากกว่า

หากความยากลำบาก คือยาขมที่กลืนลงคอในคราวแรก แล้วแทบอยากจะคายยาทิ้ง แต่มันจะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นในคราวต่อมา มันก็คงเป็นความยากลำบากที่จะทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ

เหมือนที่ ซามูเอล กรีนการ์ด ได้กล่าวไว้ในหนังสือ The Internet of Things อินเทอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง (แปลโดย ทีปกร วุฒิพิทยามงคล จัดพิมพ์โดย สนพ.โอเพ่นเวิลด์ส) ว่า ล้อทำให้เราขนย้ายสิ่งของและผู้คนได้ ดังนั้นมันจึงเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งตั้งแต่เกษตรกรรมไปจนถึงการเมืองการปกครอง

หลอดไฟที่ส่องแสงสว่างในบ้านเรือนและร้านค้าเองก็ค่อยๆ เปลี่ยนวิธีที่สถาปนิกออกแบบโครงสร้างและวางผังเมือง รถยนต์ซึ่งทำให้คนสามารถเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วระหว่างจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง ก็เปลี่ยนวิถีชีวิตและการทำงานของพวกเรา

นอกจากนี้ คอมพิวเตอร์ยังทำให้เรารู้จักโลกดิจิทัลที่สามารถเก็บและแบ่งปันข้อมูลด้วยวิธีใหม่ๆ อันน่าทึ่ง (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ QR Code ด้านล่างนี้)

 แน่นอนว่า เมื่อดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาทำให้ชีวิตของเราต้องไม่เหมือนเดิมเหมือนที่เคยเป็นมา โปรดอย่าลืมว่าอาจยากลำบากในการเรียนรู้และใช้งานในคราแรก แต่แปลกที่มันจะหลอมรวมเข้าไว้กับชีวิตเราจนกลายเป็นเนื้อเดียวกันในท้ายที่สุด และเราจะไม่รู้สึกว่ายากลำบากอีกเลย จนกว่าจะมีสิ่งใหม่ๆ ผ่านเข้ามา

ซึ่งนั่นเดี๋ยวค่อยว่ากันอีกที

…………ล้อมกรอบ………..

ธนะโรจน์ สิทธาธีระวัฒน์

อดีตผู้สื่อข่าวแห่งหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ รวมทั้งนักเขียนแห่งสำนักพิมพ์ใยไหมและโพสต์บุ๊กส์ ปัจจุบันเป็นรองหัวหน้างานสื่อสารองค์กร ที่คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหาวิทยาลัยมหิดล พูดคุยทักทาย รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรื่องราวดีๆ แก่กันได้ที่www.facebook.com/thanaroht

แซดทีอีแนะไทยจัดคลื่นสู่5จี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 พ.ย. 2560 เวลา 07:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/523460

แซดทีอีแนะไทยจัดคลื่นสู่5จี

แซดทีอีหวังเป็นผู้นำในตลาด 5จี จับมือคู่ค้าเสริมบริการลงตลาด มองไทยคลื่นไม่ตรงจุดและน้อยไป เร่งปรับผลิตภัณฑ์รองรับ

นายจื้อหมิง หาน ประธานกรรมการ บริษัท แซดทีอี (ไทยแลนด์) เปิดเผยว่า นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีของประชาชน ทำให้บริษัทเร่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ 5จี เพื่อรองรับการใช้งานอุปกรณ์ไอโอที แอพพลิเคชั่นและการทำงานต่างๆ ด้วยดิจิทัลแก่คู่ค้า

ทั้งนี้ บริษัทมีความร่วมมือด้าน 3จี และ 4จี กับเอไอเอส ทีโอทีและทรู พร้อมทั้งกำลังจะเปิดตัวบริการใหม่ร่วมกับเอไอเอสในการใช้งาน 5จี ซึ่งแซดทีอีไม่ได้มีต้นทุนในการดำเนินงาน เพราะโอเปอเรเตอร์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมด เพื่อให้ลูกค้าเครือข่ายสามารถใช้บริการต่างๆ ได้อย่างราบรื่น

นอกจากนี้ เรื่องของคลื่นความถี่ที่เหมาะสมนั้น ต้องยอมรับว่าแต่ละประเทศจะมีการเลือกใช้คลื่นที่แตกต่างกัน เช่น ในบางประเทศจะเลือกใช้คลื่นความถี่สูงในการให้บริการ บางประเทศเลือกคลื่นระดับกลาง ส่วนในไทยนั้นทางคู่ค้าเลือกใช้คลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ในการพัฒนาบริการ

อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่สามารถบอกได้เต็มปากว่าคลื่นที่ใช้งานนี้เหมาะสมหรือไม่ แต่บริษัทต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อให้รองรับการใช้คลื่น 800-900 เมกะเฮิรตซ์ เพราะเป็นคลื่นที่มีโอเปอ เรเตอร์บางรายมีอยู่ในมือ และจะใช้พัฒนาบริการ 5จี ในอนาคต ซึ่งสิ่งแรกที่ไทยควรมีคือ มีจำนวนคลื่นในมือมากพอจะรองรับการใช้งานของผู้บริโภค

นายจื้อหมิง กล่าวว่า บริษัทได้นำผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับโซลูชั่นสำหรับ 5จี มานำเสนอแก่ภาคธุรกิจ ในรูปแบบของ สมอลล์เซลล์ที่รองรับ Massive MIMO หรือการรับส่งคลื่นหลายชุดพร้อมๆ กันให้กับทางเอไอเอส ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงทดลอง คาดว่าปีหน้าจะเปิดให้บริการได้อย่างเป็นทางการ

ด้านความต้องการใช้งาน 5จี ที่หลากหลายนั้น สิ่งสำคัญที่โอเปอเรเตอร์ควรมีเป็นอันดับแรกคือ แบนด์วิดท์ที่มีขนาดใหญ่มาก เลเทนซี่ที่ต่ำมาก และเน็ตเวิร์กที่แยกออกจากบริการอื่นๆ เพราะการรับส่งข้อมูลทั่วไปของเครือข่ายกับอุปกรณ์ไอโอทีนั้น จำเป็นต้องแยกคลื่นกัน เพื่อลดปัญหาในการรับส่งข้อมูลและป้องกันการสั่งงานผิดพลาด

สำหรับปี 2563 ที่คาดจะมีอุปกรณ์เชื่อมต่อกันได้ 3,000 ล้านชิ้นนั้น ทำให้การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อรองรับการใช้งานเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งโลกเวอร์ชวลและจริงจะเชื่อมกันอย่างเลี่ยงไม่ได้

“ในการเชื่อมโยงดังกล่าวจะมาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ สภาพแวดล้อมในเมืองที่พร้อม การลงทุนของภาคอุตสาหกรรม และการใช้งานของบุคคล โดยไอโอทีมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัจจัยเหล่านี้เกือบพร้อมแล้ว เหลือแค่วางรากฐานและนำมาใช้งานจริง” นายจื้อหมิง กล่าว

ภาพประกอบข่าว

‘ไอโฟน X’ เปิดตัวในสิงคโปร์คึกคัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 พ.ย. 2560 เวลา 17:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/523363

'ไอโฟน X' เปิดตัวในสิงคโปร์คึกคัก

บรรยากาศซื้อไอโฟน X ที่สิงคโปร์สุดคึกคัก เผยสองหนุ่มไทยได้เข้าซื้อคนแรก

แชลแนลนิวส์เอเชียของสิงค์โปร์รายงานว่า – ภายหลังจากบริษัทแอปเปิ้ลได้เริ่มจำหน่ายโทรศัพท์มือถือไปโฟนรุ่นใหม่ อย่าง ไอโฟน X ในวันนี้โดยสิงคโปร์เป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีแฟนๆสาวกแอปเปิ้ล รอต่อคิวที่ด้านนอกร้านแอปเปิ้ลสโตร์ราว 300 คนตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา

โดยรายงานระบุว่า มีสองหนุ่มไทยชื่อ ศุภกร ฤกษ์ศิริ และนายกิตติวัฒน์ หวัง วัย 22 ปีที่ได้เข้ารับไอโฟน X เป็นรายแรกของร้าน ซึ่งทั้งคู่เผยว่า เดินทางมาสิงคโปร์ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเพื่อรอรับไอโฟนที่สั่งจองไว้

นายศุภกรกล่าวว่า “ด้วยฟีเจอร์ที่แตกต่างอย่างเทคโนโลยีจดจำใบหน้า และหน้าจอที่ใหญ่กว่า ก็ถือว่าคุ้มค่ามากๆ” อีกทั้งการมารับไอโฟนครั้งนี้ เครื่องหนึ่งเป็นของขวัญให้คุณแม่ ส่วนอีกเครื่องเป็นของตน เช่นเดียวกับร้านแอปเปิ้ลสโตร์ในย่านโอโมเตซันโดของกรุงโตเกียว ซึ่งมีสาวกไอโฟนราว 550 คน ยืนต่อแถวยาว 600 เมตรเพื่อจับจองไอโฟนรุ่นใหม่ ยามามูระ นักศึกษาวัย 21 ปี ซึ่งต่อคิวมาเป็นเวลา 6 วัน กล่าวหลังได้รับไอโฟนX ว่า เขาจะรีบกลับบ้าน หลังจากนั้นจะพักผ่อนและเพลิดเพลินกับไอโฟนเครื่องใหม่

ขณะที่ในฮ่องกง ลูกค้าหลายรายที่สั่งพรีออเดอร์ไอโฟน X ไว้ทางออนไลน์ ต่างมาเข้าคิวรอรับเครื่อง ซึ่งหลายคนระบุเหตุผลที่ซื้อไอโฟนรุ่นนี้ว่า รุ่นนี้เป็นรุ่นที่มีความหมายสำคัญ คือเป็นรุ่นที่ทำขึ้นมาเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีไอโฟน แถมยังมีฟีเจอร์เจ๋งๆ อย่างการปลดล็อกด้วยใบหน้าอีกด้วย

 

จัดคอมมาร์ทคึกท้ายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 พ.ย. 2560 เวลา 05:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/523181

จัดคอมมาร์ทคึกท้ายปี

เออาร์ไอพีมั่นใจงานคอมมาร์ท เวิร์ก เงินสะพัดไม่ต่ำ  3,200 ล้าน สินค้าไอทีแห่อัดโปร-โชว์นวัตกรรม

นายพรชัย จันทรศุภแสง ผู้อำนวยการธุรกิจสื่อไอทีและดิจิทัล บริษัท เออาร์ไอพี เปิดเผยว่า ภาพรวมของงานคอม มาร์ท เวิร์ก (COMMART WORK 2017) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-5 พ.ย.นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พื้นที่ 2,000 ตารางเมตร ยังมีความคึกคักพิจารณาได้จากการเปิดงานในวันแรก คาดว่าจะมีคนมาเดินในงานตลอดระยะเวลา 4 วันไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน และมีเงินสะพัดภายในช่วงการจัดงานไม่ต่ำกว่า 3,200 ล้านบาท ภายใต้งบในการจัดงาน 30 ล้านบาท

“ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมากำลังซื้ออั้น เนื่องจากประชาชนยังไม่มีอารมณ์ในการจับจ่าย เนื่องจากเป็นช่วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แต่หลังจากผ่านช่วงเวลานั้นไปแล้ว มั่นใจว่าการจับจ่ายจะปรับตัวดีขึ้น คาดว่ากำลังซื้อเฉลี่ยต่อรายจะอยู่ที่  4 หมื่นบาท เพิ่มขึ้นจากงานครั้งก่อนเมื่อช่วงต้นปี ที่มีกำลังซื้ออยู่ที่เฉลี่ย 3.2 หมื่นบาท/ราย เนื่องจากสินค้าไอทีหลายรายการมีการขยับราคาที่สูงขึ้นด้วย” นายพรชัย กล่าว

สำหรับในงานมีไฮไลต์สินค้าและนวัตกรรม อาทิ Tech of the Year รวมที่สุดเทคโนโลยีแห่งปีจากบรรดาแบรนด์ไอซีทีชั้นนำ ทัพสินค้ากลุ่ม Home Entertainment และ Home Appliance ในโซน Home Electric Super Sale by HomePro  & The Power

พร้อมกันนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษ อาทิ งาน Thailand Software Fair 2017 งานแสดงและจัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ใหญ่ที่สุดในไทย และการแข่งขัน Thailand Open Hackathon 2017 เฟ้นหาสุดยอด นักพัฒนาซอฟต์แวร์รุ่นใหม่

ทั้งนี้ สินค้าที่จะขายได้ดีจะเป็นคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กสัดส่วน 50% อุปกรณ์ทางด้านเกมมิ่ง 30%  ที่เหลือ 20% เป็นสินค้าเซ็กเมนต์ประเภทซอฟต์แวร์ เป็นต้น ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้เจ้าของแบรนด์สินค้าอย่างเลอโนโว เดล ได้มีการแยกบูธสินค้าระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ออกจากกัน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ปี 2561 ทางบริษัทมีแนวคิดที่จะจัดงานในรูปแบบคู่ขนานการจัดงานแฟร์สินค้าไอที ทั้งผ่านช่องทางออนไลน์ร่วมกับการขายจริงที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เนื่องจากจะช่วยเอื้อประโยชน์ทางด้านการขาย เพราะพฤติกรรมคนรุ่นใหม่นิยมซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น