“บิตคอยน์”เงินดิจิทัลทุบสถิติมูลค่าพุ่งเหนือ7,000ดอลลาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 พ.ย. 2560 เวลา 21:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/523177

"บิตคอยน์"เงินดิจิทัลทุบสถิติมูลค่าพุ่งเหนือ7,000ดอลลาร์

มูลค่าสกุลเงินดิจิทัล “บิตคอยน์” พุ่งทุบสถิติเป็นประวัติการณ์ด้วยอัตราแกลเปลี่ยน 1 บิตคอยน์ต่อ 7,000 ดอลลาร์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บิตคอยน์ สกุลเงินดิจิทัล ได้พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์โดยมีมูลค่าต่อ 1 บิตคอยน์ถึง 7,000 ดอลลาร์ หรือ มากกว่า 236,000 บาท หลังจากที่ Chicago Mercantile Exchange (CME) ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์สที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เปิดเผยว่า ทางตลาดมีแผนที่จะเปิดการซื้อขายสัญญาบิตคอยน์ภายในปีนี้ หากได้รับการอนุมัติจากเจ้าหน้าที่ควบคุมกฎระเบียบ

บิตคอยน์สามารถพุ่งทะลุระดับ 7,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรก หลังจากที่เพิ่งดีดตัวเหนือระดับ 6,500 และ 6,600 ดอลลาร์เมื่อวานนี้

การพุ่งขึ้นของบิตคอยน์ในวันนี้ส่งผลให้มูลค่าโดยรวมของบิตคอยน์ในตลาดมีมากกว่า 1.18 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่มูลค่าโดยรวมของสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมดในตลาดมีมากกว่า 1.90 แสนล้านดอลลาร์

ขณะนี้บิตคอยน์ได้ดีดตัวขึ้นมากกว่า 600% เมื่อเทียบจากต้นปีนี้

“เมื่อพิจารณาจากความสนใจที่เพิ่มมากขึ้นของลูกค้าต่อสกุลเงินดิจิทัล เราจึงตัดสินใจที่จะเปิดการซื้อขายสัญญาบิตคอยน์” นายเทอร์รี ดัฟฟี ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ CME Group ระบุในแถลงการณ์

“เรากำลังดำเนินการร่วมกับเจ้าหน้าที่ควบคุมกฎระเบียบ ซึ่งพวกเขาเข้าใจดีถึงการยื่นขออนุญาตทำการซื้อขายสัญญาบิตคอยน์ และเข้าใจถึงรูปแบบการซื้อขายของเราเป็นอย่างดี” เขากล่าว

หากบิตคอยน์ได้รับการยอมรับในฐานะตราสารอนุพันธ์ ก็จะถือเป็นอีกก้าวหนึ่งในพัฒนาการของบิตคอยน์ในการเป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น และจะทำให้มีนักลงทุนสถาบันเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ซึ่งจะช่วยหนุนราคาของบิตคอยน์ต่อไป

ภาพ…เอเอฟพี

ใกล้ถึงยุค “สมาร์ทโฮม” เอกชนเร่งดันนวัตกรรมปฏิวัติบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 พ.ย. 2560 เวลา 20:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/523175

ใกล้ถึงยุค "สมาร์ทโฮม" เอกชนเร่งดันนวัตกรรมปฏิวัติบ้าน

“บ้าน” แบบเดิมๆ ที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกำลังจะโดนพลิกโฉมโดยบริษัทไอทีในอีกไม่นานนี้ ตามหลังการเปลี่ยนแปลงของสิ่งของเครื่องใช้และบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน หรือบริการไรด์แชริ่ง ซึ่งช่วยให้การใช้ชีวิตในปัจจุบันง่ายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

แม้ความพยายามเปลี่ยนบ้านธรรมดาสู่บ้านอัจฉริยะเริ่มต้นขึ้นมานับตั้งแต่ปี 2014 จากการที่กูเกิล บริษัทในเครืออัลฟาเบท ยักษ์ไอทีสหรัฐเข้าซื้อ เนสต์ ผู้ผลิตตัวควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติและตัวตรวจจับควัน มูลค่า 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1 แสนล้านบาท) จนปลุกความคาดหวังว่าอาจเกิดการพัฒนาอุปกรณ์สมาร์ทโฮมใหม่ๆ ขึ้นมา แต่ความคืบหน้าดังกล่าวก็ยังไม่ปรากฏชัดมากนัก

จนกระทั่งเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เนสต์เปิดตัวอุปกรณ์ความปลอดภัยภายในบ้านหลายอย่าง เช่น “เฮลโหล” กริ่งประตูอัจฉริยะที่มีกล้องและเทคโนโลยีตรวจจับใบหน้าผู้มาเยือน “ดีเทก” อุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหวทั้งในระยะใกล้และระยะไกล

ขณะที่ อเมซอน เป็นยักษ์ไอทีใหญ่อีกรายที่ขยับเข้าสู่ตลาดสมาร์ทโฮม จากการเปิดตัว “เอคโค” ลำโพงอัจฉริยะที่มาพร้อมระบบผู้ช่วย อเล็กซา ซึ่งสามารถสั่งการให้เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อเมซอนเปิดตัวบริการ “อเมซอน คีย์” ที่ช่วยให้คนส่งสินค้าของบริษัทสามารถเข้าไปส่งของในบ้านได้แม้เจ้าของบ้านไม่อยู่ โดยใช้การเชื่อมต่อกับคลาวด์แคม กล้องรักษาความปลอดภัยเพื่อปลดล็อกประตู ขณะที่เจ้าของบ้านสามารถคอยดูการส่งสินค้าได้ผ่านสมาร์ทโฟน หรือจะสั่งบันทึกวิดีโอเพื่อย้อนกลับมาดูภายหลังก็ทำได้เช่นกัน

ทั้งนี้ ตลาดสมาร์ทโฮมมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดยบริษัทวิจัย ไอเอชเอส มาร์กิต คาดการณ์ว่าตลาดสมาร์ทโฮมในอเมริกาเหนือจะขยายตัวขึ้น 2 เท่า จาก 7,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.32 แสนล้านบาท) ในปี 2017 ไปอยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.16 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2021ด้วยเหตุนี้ นอกจากบริษัทรายใหญ่แล้ว สตาร์ทอัพไอทีรายเล็กกว่าในซิลิคอนวัลเลย์ จึงเปิดตัวอุปกรณ์สมาร์ทโฮมออกมาด้วยเช่นกัน เพื่อหวังชิงส่วนแบ่งตลาด โดยในเวลาไล่เลี่ยกับการเปิดตัวบริการอเมซอน คีย์นั้น สตาร์ทอัพนูนโฮม เปิดตัวระบบไฟอัจฉริยะที่บริษัทหวังจะนำมาใช้แทนสวิตช์ไฟปกติ โดยอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นกล่องควบคุมอันเล็กที่มีหน้าจอสัมผัส ซึ่งเมื่อนำไปต่อกับสายไฟในผนัง จะสามารถควบคุมความสว่าง ปิด-เปิดไฟได้ทุกจุดในบ้าน รวมถึงยังเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้

ขณะเดียวกัน ริงและออกัส สตาร์ทอัพอีก 2 แห่ง ออกผลิตภัณฑ์ที่คล้ายคลึงกับเนสต์ด้วยเช่นกัน คือกริ่งและตัวล็อกประตูอัจฉริยะ ซึ่งการเดินหน้าออกอุปกรณ์สมาร์ทโฮมของหลายบริษัทจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค และสร้างนวัตกรรมต่างๆ ออกมามากยิ่งขึ้น

ภาพ…เอเอฟพี, อเมซอน

รีดเงินสกัดดาวรุ่ง “เฟซบุ๊ก” ปิดทางเว็บดัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 พ.ย. 2560 เวลา 12:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/523110

รีดเงินสกัดดาวรุ่ง "เฟซบุ๊ก" ปิดทางเว็บดัง

ในช่วง2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวหนึ่งที่ไม่ค่อยจะเป็นข่าวในบ้านเรานัก นั่นคือการที่เฟซบุ๊กได้ทำการทดลองระบบใหม่ใน 6 ประเทศขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ได้แก่ กัมพูชา สโลวะเกีย ศรีลังกา เซอร์เบีย โบลิเวีย และกัวเตมาลา การทดลองนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ใช้เข้าถึงความเคลื่อนไหว หรือโพสต์ของเพื่อนๆ มากขึ้น แล้วซ่อนฟีดจากเว็บขนาดใหญ่หรือมีผู้ติดตามมากเอาไว้ในช่องที่จัดไว้ให้เป็นพิเศษ เรียกว่า Explore Feed

“Explore Feed” ความพยายามจากเฟซบุ๊กที่บีบให้เว็บไซต์ใหญ่ต้องจ่ายเงินเพื่อใช้พื้นที่เป็นช่องทางเข้าถึงผู้คน

แต่การทดลองนี้ สร้างความไม่พอใจให้กับสื่อมวลชนสายดิจิทัลเป็นอันมาก เพราะดูเหมือนว่าจุดประสงค์ของ Explore Feed ไม่ใช่เพียงแค่ให้ผู้ใช้เข้าถึงเพื่อนๆ มากขึ้นเท่านั้น (รวมถึงฟี๊ดชีวิตส่วนตัวที่ซ้ำซากน่าเบื่อหน่าย) แต่ยังเป็นการปิดกั้นสื่อไม่ให้เข้าถึงผู้เสพได้ง่ายๆ โอกาสที่สื่อจะเข้าถึงผู้ใช้มีช่องทางเดียวเท่านั้น นั่นคือการซื้อโฆษณาจากเฟซบุ๊ก ซึ่งหมายความว่า จะมีแต่สื่อรายใหญ่และเงินหนาเท่านั้นที่จะอยู่รอด ส่วนสำนักข่าวอิสระที่ทำงานข่าวอย่างเป็นกลาง แต่เงินไม่มากพออาจถูกซ่อนโพสต์จนเข้าไม่ถึงผู้เสพ และต้องร่วงโรยไปในที่สุด

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนผลประโยชน์ทางธุรกิจของเฟซบุ๊กอย่างชัดเจน และหากสื่อเองจะใช้บริการจากโซเชียลเน็ตเวิร์ครายนี้ ต้องตระหนักว่าการขอใช้พื้นที่ฟรีๆ จากเฟซบุ๊กเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ดังนั้น เราจะเห็นสื่อใหญ่ๆ หลายรายขยับขยายสร้างแพล็ตฟอร์มของตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาเฟซบุ๊ก

แต่ถึงกระนั้นก็ตัดเยื่อใยไม่ขาด เพราะเฟซบุ๊กเป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงมวลชน เช่น กัมพูชา เฟซบุ๊กเป็นช่องทางเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากที่สุดเป็นอันดับ 1 หากเฟซบุ๊กเกิดให้ระบบ Explore Feed ขึ้นมาจริงๆ การเข้าถึงข่าวสารที่เป็นกลางและหลากหลายของคนในประเทศเหล่านี้จะยากขึ้น และต้องหันไปเสพข่าวจากทางการ ซึ่งมีวาระซ่อนเร้นทางการเมือง

ภาพ…เอเอฟพี

ดอมินิค สุทธิรักษ์ เทคโนโลยีทำให้ชีวิตง่ายขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 พ.ย. 2560 เวลา 11:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/523055

ดอมินิค สุทธิรักษ์ เทคโนโลยีทำให้ชีวิตง่ายขึ้น

เรื่อง อณุสรา ทองอุไรภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ดอมินิค สุทธิรักษ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอช แอนด์ โก ผู้บริหารร้านอาหารโพรวองซ์ ทั้ง 5 สาขา และผู้บริหารปารีสสปา อยู่ในแวดวงร้านอาหารและสปามานานกว่า 10 ปี ด้วยหน้าที่การงานที่มีมากมายหลากหลายสิ่ง เพราะธุรกิจร้านอาหารมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย สูตรอาหารที่ต้องมีความคงที่เพื่อให้ทุกสาขามีรสชาติเดียวได้มาตรฐาน ในเรื่องสต๊อกสินค้า ยอดขายแต่ละวัน ของแต่ละสาขา

เขาจึงต้องใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยเพื่อให้ระบบการทำงานมีความสะดวกราบรื่นไร้ปัญหา ไม่อย่างนั้นจะยุ่งเหยิงไปหมด ทั้งสต๊อกสินค้า สูตรอาหารต่างๆ หรือหากหน้าร้านต้องการซื้ออะไรเร่งด่วน ก็ส่งรูปมาให้ดูแล้วตัดสินใจได้ทันที

“คือแม่ครัวของเรามีฝีมือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวกันอยู่แล้ว แต่เราก็ต้องมีสูตรอาหารเก็บไว้เป็นสูตรกลาง เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกสาขา เผื่อวันไหนแม่ครัวหยุดก็มีเชฟคนอื่นทำแทนได้ ส่วนยอดขายแต่ละสาขาทุกวัน สต๊อกเครื่องดื่ม ก็บันทึกลงคอมพิวเตอร์ไว้ การปรับเปลี่ยนเมนูต่างๆ ซึ่งมีการปรับย่อยทุกเดือน และปรับเปลี่ยนใหญ่ทุก 3 เดือน ถ้าไม่มีเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยชีวิตคงจะวุ่นวาย และเต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารมากมาย แต่พอเรามีเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยจัดระบบก็ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น” เขากล่าวอย่างสบายใจ

ทุกวันนี้เขาจะมีโน้ตบุ๊กและโทรศัพท์มือถือติดตัวไปด้วยทุกที่ ทำงานได้ทุกที่ทุกเวลาตามที่ต้องการ แม้วันไหนติดงานติดภารกิจอื่นๆ อยู่ข้างนอกก็ไม่ต้องเป็นห่วงกังวล สามารถสื่อสารกับทีมงานได้ทุกที่ บางทีผู้จัดการร้านมีปัญหาก็สามารถส่งไลน์มาถาม ถ่ายรูปมาให้ดูเพื่อเห็นหน้างานว่ามีปัญหาอุปสรรคอะไร คือฟังเสียง และดูภาพไปพร้อมกันครบวงจรเลยทีเดียว

สำหรับเขาแล้วเทคโนโลยีมีความจำเป็นกับชีวิตมาก เรียกว่าขาดไม่ได้ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ช่วยทำให้ชีวิตง่ายขึ้น สื่อสารด้วยรวดเร็วทันใจ บ่อยครั้งมีปัญหาเรื่องเอกสาร ส่งรูปมาให้ดูสามารถตัดสินใจแล้วเซ็นอนุมัติส่งเมลกลับไปได้ทันทีแถมนั่งทำงานที่ไหนก็ได้ บางครั้งมีแค่โทรศัพท์เครื่องเดียวก็ทำงานได้

บางคนอาจจะคิดว่าเทคโนโลยีเข้ามาในพื้นที่ชีวิตของเรามากไป แต่สำหรับเขาไม่ได้คิดแบบนั้น เขาไม่ปฏิเสธเทคโนโลยีเพราะเห็นถึงความจำเป็นทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ได้ทั้งสาระและบันเทิง ว่างจากงาน ระหว่างเดินทางต่อเครื่องบิน เขาก็ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือเพื่อฆ่าเวลาไป

“ตอนนี้ลูกชายคนโตของผม เพิ่งไปเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 ที่อังกฤษ ไปส่งกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เราพ่อลูกยังคุยไลน์กันทุกวัน คิดถึงก็โทรวิดีโอหากันพ่อ แม่ ลูก คอลผ่านเฟซบุ๊ก สะดวกรวดเร็ว และประหยัดงบประมาณมาก ถ้าสมัยก่อนทำได้แค่โทรศัพท์อย่างเดียว ค่าโทรก็แสนแพง มันทำให้ชีวิตเราใกล้ กันเหมือนเดิม ไม่รู้สึกว่าลูกไปอยู่ห่างไกลกันคนละทวีปเลย สำหรับผมมันดีมากๆ คือ ถ้าวันไหนขาดโทรศัพท์เหมือนชีวิตขาดหายอะไรที่สำคัญไป เปรียบเสมือนอวัยวะชิ้นที่ 33 เลยทีเดียว”

เขาคิดว่าทุกสิ่งจะเกิดประโยชน์หรือให้โทษ อยู่ที่การเลือกใช้ หรือกำหนดเวลาใช้ให้เหมาะสมของแต่ละคนแต่ละวัย เป็นเด็กคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องดูแลใกล้ชิดหน่อย ส่วนตัวเขาเอง ถ้าช่วงไหนคิดว่าเทคโนโลยีมีอิทธิพลมากกับชีวิตมากเกินไป ก็อาจจะปิดไปสัก 2-3 ชั่วโมง บางครั้งก็จะปิดเครื่องหลังเที่ยงคืน ถ้ารู้สึกว่าช่วงนั้นเหนื่อยอยากพักก็ปิดเครื่องไปเลย ทุกอย่างจัดการได้อยู่ที่การเลือกใช้ n

คลอดเกณฑ์ประมูล900/1800

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 พ.ย. 2560 เวลา 08:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/523072

คลอดเกณฑ์ประมูล900/1800

กสทช.ออกโรดแมปประมูลคลื่นความถี่ 900 กับ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ขั้นต่ำ 3.7 หมื่นล้าน ต่อใบอนุญาต คาดเคาะราคา พ.ค. 2561

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ได้กำหนดร่างหลักเกณฑ์ และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อเตรียมเปิดประมูลหาผู้รับสัมปทานรายใหม่จากเดิมที่จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน วันที่ 15 ก.ย.2561 นี้

ทั้งนี้ เตรียมนำเสนอที่ประชุม คณะกรรมการ กสทช.วันที่ 8 พ.ย.นี้ หลังจากนั้นจะนำร่างประกาศดังกล่าวรับฟังความคิดเห็นสาธารณะอย่างน้อย 30 วัน หากเป็นไปตามแผนดังกล่าว สามารถประกาศหลักเกณฑ์ในราช กิจจานุเบกษาได้ในเดือน ม.ค. 2561 โดยคาดว่าจะเปิดการประมูลและเคาะราคาได้ในเดือน พ.ค. 2561

สำหรับการเปิดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ จะจัดประมูล 1 ใบอนุญาต จำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์ สัญญาสัมปทาน 15 ปี และคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ จัดประมูล 3 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 15 เมกะเฮิรตซ์ รวมจำนวน 45 เมกะเฮิรตซ์ สัญญาสัมปทาน 15 ปี  โดยผู้เข้าประมูลครั้งนี้ กำหนดราคาประมูลขั้นต่ำ 37,988 ล้านบาท คลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ และราคาขั้นต่ำ 37,457 ล้านบาท คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์

“นอกจากนี้ ผู้เข้าประมูลต้องวางเงินประกัน 5% ของราคาขั้นต่ำ และกรณีชนะการประมูล แต่ไม่ชำระเงินประมูล จะถูกริบเงินประกัน และปรับ 15% ของราคาขั้นต่ำ ในการประมูล ส่วนผู้มีสิทธิเข้าประมูล หากเคยทำผิดเงื่อนไขที่ กสทช.กำหนด แต่ได้ดำเนินการจ่ายค่าปรับ ไม่ติดค้าง และไม่เคยยื่นฟ้อง กสทช.ในการประมูลครั้งที่จะถึงนี้ก็ยังมีโอกาสเข้าร่วมประมูลได้ หากมีคุณสมบัติครบ อาทิ กรณีของบริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ หรือ JAS” นายฐากร กล่าว

กูเกิลเจาะเอสเอ็มอี ลุยออมนิแชนแนลสร้างเว็บไซต์ฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 พ.ย. 2560 เวลา 06:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/522972

กูเกิลเจาะเอสเอ็มอี ลุยออมนิแชนแนลสร้างเว็บไซต์ฟรี

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

แม้ว่าธุรกิจอี-คอมเมิร์ซจะมาแรงและเติบโตในไทยอย่างมาก แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าท้ายที่สุดแล้วออนไลน์คงไม่ได้เข้ามาแทนที่ออฟไลน์แบบ 100% และช่องทางออฟไลน์ก็ยังคงมีความสำคัญ กูเกิลจึงเล็งเห็นโอกาสเชื่อมโลกระหว่างออฟไลน์ไปสู่ออนไลน์ ด้วยการเปิดตัวเว็บไซต์ กูเกิล มาย บิซิเนส

ไมเคิล จิตติวาณิชย์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด กูเกิล ประเทศไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในภูมิภาคอาเซียนในปี 2568 คาดว่าจะมีมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับในไทยธุรกิจอี-คอมเมิร์ซจะมีมูลค่า 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ปัจจุบันกลุ่มผู้ดำเนินธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีของไทย ราว 2 ล้านรายเป็นผู้ดำเนินธุรกิจร้านค้า ร้านอาหาร และธุรกิจบริการประเภทต่างๆ มีสัดส่วน 71% แต่พบว่ามากกว่า 80% ไม่มีอี-คอมเมิร์ซเป็นช่องทางจำหน่าย

การขยายช่องทางอี-คอมเมิร์ซเอสเอ็มอีไทยที่ไม่สอดคล้องกับเทรนด์ของโลก ทั้งๆ ที่พฤติกรรมคนไทยก็พร้อมช็อปปิ้ง จากการใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือ 45% ส่งผลให้เอสเอ็มอีเสียโอกาส และมองว่ากลยุทธ์ออมนิแชนแนลเชื่อมระหว่างโลกออฟไลน์กับออนไลน์ จะผลักดันให้เอสเอ็มอีก้าวสู่ยุค 4.0 ได้ จึงเดินหน้าปลุกปั้น “เว็บไซต์ กูเกิล มาย บิซิเนส” เครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจทุกขนาดในไทยสามารถสร้างเว็บไซต์อย่างจริงจัง หลังจากเปิดให้บริการเมื่อปี 2557 มีการลงสมัครใช้เพิ่มขึ้น 120% ในปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ฟีเจอร์สำหรับการสร้างเว็บไซต์ ผู้ประกอบการสามารถสร้างเว็บไซต์ได้ฟรีบนโทรศัพท์มือถือ โดยใช้ข้อมูลจากรายชื่อธุรกิจบนกูเกิล ในการสร้างเว็บไซต์ โดยดูแลออกแบบและตรวจสอบให้แน่ใจว่าเว็บไซต์จะถูกค้นพบในกูเกิล เสิร์ช และกูเกิล แมป ซึ่งกูเกิล มาย บิซิเนส ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นเครื่องมือที่ร้านค้าสามารถเอนเกจกับลูกค้าได้ เช่น เมื่อคนรีวิวทั้งด้านดีและไม่ดี สามารถตอบโต้ทันทีผ่านเว็บไซต์ การทำโปรโมชั่น และยังสามารถเช็กช่วงเวลาที่ขายดี

นอกจากนี้ ยังเจาะลึกถึงประชากร ศาสตร์ เพศ อายุ เพื่อนำเสนอสินค้าได้ตรงกับความต้องการ ทำให้การทำการตลาดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังเปิดคอลเซ็นเตอร์เพื่อให้บริการสอบถามสถานที่ของร้านค้าเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี จากการสำรวจในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาของผู้ประกอบการ 400 ราย พบว่า เอสเอ็มอีที่ใช้ช่องทางออนไลน์ควบคู่กับออฟไลน์ ในแง่ของกำไรมีอัตราการเติบโตมากกว่า 26% และมูลค่าทางธุรกิจมีอัตราการเติบโต 12%

แน่นอนว่า พฤติกรรมคนไทยขณะนี้ ส่วนใหญ่ใช้กูเกิลเป็นเครื่องมือการเสิร์ชหาข้อมูล “กูเกิล มาย บิซิเนส” เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่แตกบริการไปสู่การเจาะกลุ่มอี-คอมเมิร์ซ แม้ว่ากูเกิลจะเปิดให้ใช้บริการเว็บไซต์ กูเกิล มาย บิซิเนส ฟรี และวางเป้าหมายเพียงว่า ทำให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลที่ดี ตอบโจทย์การฟีดข้อมูล แต่หากเว็บไซต์แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในอนาคต แต่ท้ายที่สุดแล้ว ก็ไม่มีใครรู้ว่าบริการดังกล่าวจะเปิดให้ใช้ฟรีอีกต่อไปหรือไม่

ทีวีดิจิทัลปี’61แข่งดุชิงผู้นำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 พ.ย. 2560 เวลา 07:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/522871

ทีวีดิจิทัลปี'61แข่งดุชิงผู้นำ

ช่อง 8 เผยธุรกิจทีวีดิจิทัลปี 2561 แข่งขันดุ ส่งผลให้ต้องลุย คอนเทนต์พรีเมียม พร้อมเล็งขยับค่าโฆษณา 40%

นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจทีวีดิจิทัลในปี 2561 คาดว่าจะมีการแข่งขันกันรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการแต่ละรายเริ่มออกมาปรับตัวเพื่อเป็นหนึ่งในผู้ชนะ ประกอบกับปัจจุบันเม็ดเงินโฆษณาเริ่มกลับมาฟื้นตัว จึงน่าจะส่งผลให้ภาพรวมอุตสาหกรรมโฆษณาในปี 2561 ขยายตัวดีขึ้น และส่งผลให้ธุรกิจทีวีดิจิทัลฟื้นตัวตามไปด้วย

สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจของช่อง 8 ในปี 2561 นั้น บริษัทจะนำคอนเทนต์พรีเมียมระดับคุณภาพมาออกอากาศมากขึ้น ทั้งในส่วนของคอนเทนต์ในประเทศและต่างประกาศ โดยการเน้น 2 เวลาหลักในการออกอากาศ คือ เวลา 06.00-09.00 น. และเวลา 18.00-22.30 น. เพื่อขยายฐานผู้ชมให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

“ปัจจุบันช่อง 8 มีฐานผู้ชมออนไลน์เติบโตค่อนข้างก้าวกระโดด เพราะมีการเชื่อมหน้าจอทีวีกับสื่อออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊ก ยูทูบ ไลน์ทีวี และเว็บไซต์ ด้วยการนำรายการข่าวซีรี่ส์บอลลีวู้ดและละครมาไลฟ์สดบนเฟซบุ๊กคู่ขนานไปกับแพลตฟอร์มหน้าจอทีวี จึงทำให้มียอดผู้ชมติดตามจำนวนมาก” นายสุรชัย กล่าว

ทั้งนี้ เบื้องต้นบริษัทได้เตรียมนำซีรี่ส์บอลลีวู้ดที่โด่งดังระดับโลกอย่าง วัลลัภ มหาราชย์สุดแผ่นดิน และพิฆเนศ มหาเทพไอยรา ซึ่งถือเป็นซีรี่ส์ฟอร์มยักษ์จากอินเดียมาออกอากาศ เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากซีรี่ส์เรื่อง หนุมาน สงครามมหาเทพ ขณะเดียวกันก็จะเพิ่มความเข้มข้นของคอนเทนต์ข่าว ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ กีฬา บันเทิง และสังคมให้มีความน่าสนใจมากขึ้น ภายใต้แนวคิด เล่าง่าย ดูง่าย และเข้าใจง่าย

นอกจากนี้ บริษัทยังจะตอกย้ำการเป็นคิง ออฟ ไฟต์ สปอร์ต เพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำกลุ่มรายการมวย ด้วยการนำ 3 รายการที่ได้รับความนิยมอย่าง 8 แม็กซ์มวยไทย มวยไทย แบทเทิ้ล ศึกค่ายชนค่าย และเดอะ แชมเปี้ยน มวยไทยตัดเชือก รวมไปถึงรายการมวยระดับโลกอื่นๆ ที่ได้ลิขสิทธิ์นำมาออกอากาศอย่างต่อเนื่อง

นายสุรชัย กล่าวอีกว่า ในส่วนของรายการวาไรตี้ก็จะมีรายการใหม่ๆ มาออกอากาศเพิ่มเติมเช่นกัน รวมไปถึงละครต่างๆ ซึ่งจากฐานผู้ชมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปี 2561 บริษัทมีแผนที่จะปรับค่าโฆษณาเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 40% เพื่อให้สอดคล้องกับฐานผู้ชมที่เพิ่มขึ้น โดยในสิ้นปี 2561 คาดว่าจะมีฐานผู้ชมอยู่ที่ 7 แสนราย/นาที และมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท

“นิคอน”ปิดโรงงานในจีน หลังสมาร์ทโฟนทำกล้องคอมแพคตกยุค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ต.ค. 2560 เวลา 12:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/522708

"นิคอน"ปิดโรงงานในจีน หลังสมาร์ทโฟนทำกล้องคอมแพคตกยุค

นิคอนประกาศปิดโรงงานผลิตกล้องดิจิทัลในจีน ย้ายบางส่วนมาไทย หลังสมาร์ทโฟนเข้ามาทดแทนกล้องคอมแพค

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า บริษัท นิคอน คอร์ป ผู้ผลิตอุปกรณ์ด้านการถ่ายภาพรายใหญ่จากญี่ปุ่น ได้ประกาศปิดโรงงานผลิตกล้องดิจิทัลคอมแพคและเลนส์สำหรับถอดเปลี่ยน ในเมืองอู๋ซี มณฑลเจียงซู ทางตะวันออกของจีน ซึ่งมีพนักงาน 2,300 คน หลังดีมานด์กล้องดิจิทัลลดลงอย่างต่อเนื่องจากการแทนที่ด้วยสมาร์ทโฟน โดยบริษัทเตรียมย้ายการผลิตของโรงงานดังกล่าวไปยังโรงงานอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งรวมถึงประเทศไทยแทน

ทั้งนี้ การปิดโรงงานซึ่งคาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายราว 7,000 ล้านหยวน (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท) นับเป็นความพยายามล่าสุดของนิคอน ที่เริ่มแผนปฏิรูปการผลิตสินค้าของบริษัทมาตั้งแต่เดือน พ.ย. 2016 โดยหันไปเน้นการผลิตกล้องคุณภาพสูงที่มีราคาแพงกว่า เช่น เอสแอลอาร์ และดีเอสแอลอาร์ แทนเพื่อเพิ่มกำไรและการแข่งขันในตลาด โดยปัจจุบันนิคอนครองส่วนแบ่งการตลาดในจีนเกือบ 30%

ด้านนิกเกอิ เอเชียน รีวิว เปิดเผยว่า ตลาดกล้องดิจิทัลทั่วโลกหดตัวลงเหลือ 10% จากจุดสูงสุดที่เคยเติบโตได้ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ ขณะที่นิคอนคาดการณ์ว่ายอดขายกล้องดิจิทัลทั้งหมดในปีงบประมาณปัจจุบันสิ้นสุดเดือน มี.ค. 2018 จะอยู่ที่ 4.8 ล้านกล้อง หรือลดลง 24% จากปีก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มกล้องคอมแพคที่คาดว่าจะมียอดขายลดลง 28%

“วีโว่ V7+” ชื่อนี้มีดีกว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 ต.ค. 2560 เวลา 21:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/522578

"วีโว่ V7+" ชื่อนี้มีดีกว่าที่คิด

โดย…โยธิน อยู่จงดี

หลายคนเข็ดขยาดกับสมาร์ทโฟนสัญชาติจีนที่เต็มไปด้วยปัญหาสารพัดแต่ในวันนี้วีโว่ รุ่นใหม่อาจจะทำให้คุณเปลี่ยนความคิดไปอย่างสิ้นเชิงเพราะด้วยราคาเปิดตัว 11,000 บาทกลับอัดฟีเจอร์เข้ามาอย่างล้นหลาม ซึ่งไม่เพียงแค่ระบบการทำงานของกล้อง ที่ให้ความละเอียดภาพ 24 ล้านพิกเซล และการใส่ชิปเสียงไฮไฟ เพื่อการฟังเพลงแบบ Lossless ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่นักฟังเพลง ยิ่งทำให้มูลค่าของวีโว่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าระดับกลางที่ต้องการ

ฟีเจอร์การใช้งานก็เรียกได้ว่าได้รับการปรับปรุง ตอบสนองรูปแบบการใช้งานที่ลูกค้าส่วนใหญ่ถามหา ไม่ว่าจะเป็นระบบสแกนลายนิ้วมือ และใบหน้า สำหรับปลดล็อคเครื่อง ระบบการจัดวางระบบใช้งานภายในเครื่องก็จัดว่าตอบสนองการใช้งานได้ค่อนข้างดีกว่าวีโว่รุ่นก่อนๆที่ผ่านมา

เริ่มจากสเปกเครื่องกันเลยดีกว่าตัวเครื่องออกแบบ โดยใช้หน้าจอขนาด 5.9 นิ้ว แบบไร้ปุ่มโฮมเพื่อให้ผู้ใช้งานได้พื้นที่หน้าจอเครื่องแบบเต็มกรอบ พร้อมกล้องหน้าความละเอียด 24 ล้านพิกเซล ด้านขวาของตัวเครื่องคือปุ่มควบคุมเสียง และปิดเปิดเครื่อง ด้านหลังเป็นกล้อง 16 ล้านพิกเซลพร้อมไฟแฟลช และช่องสแกนลายนิ้วมือ

รุ่นนี้ไม่สามารถถอดฝาหลังเพื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่และใส่ซิมได้ แต่ช่องใส่ซิมจะอยู่ทางด้านซ้ายของตัวเครื่อง ถาดใส่สามารถใส่ซิมขนาด นาโนซิมได้ 2 ชิ้น และไมโครเอสดีการ์ดได้ อีก 1 ช่อง รองรับ 4G LTE ทั้งแบบ FDD และ TDD ใช้ได้กับผู้ให้บริการมือถือทุกค่าย

ตัวเครื่องใช้ซีพียู Qualcomm Octa – core ที่ความเร็ว 1.8 GHZ แรมขนาด 4 GB พร้อมรอมบันทึกข้อมูลภายในที่ 64 GB สามารถรองรับไมโครเอสดีการ์ดได้อีก 256 GB ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอย 7.1 ครอบทับด้วย Funtouch OS 3.2 ของทางวีโว่ ซึ่งหัวใจความสามารถในการใช้งานของเครื่องนี้ก็คือตัว Funtouch นี่ละครับ

 

สำหรับผู้รู้ที่ติดตามวงการสมาร์ทโฟนอาจจะเห็นได้ว่าตัวซีพียูนั้นไม่ได้เป็นรุ่นที่สูงอะไรมากนักเมื่อเทียบกับเครื่องในระดับราคาใกล้เคียงกัน แต่ฟังก์ชั่นบางอย่างก็ทดแทนด้วยความสามารถของกล้องความละเอียดสูง การใช้ชิปเสียงแบบไฮไฟที่เพิ่มเข้ามา และความสามารถของโปรแกรมซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งในการพัฒนาสมาร์ทโฟนเครื่องนี้

โดยเฉพาะความสามารถในการใช้งานของ Funtouch OS 3.2 มีอยู่หลายส่วนที่น่าสนใจได้แก่ ฟังก์ชัน Smart split ที่สามารถแบ่งหน้าจอออกเป็น 2 ส่วนคล้ายๆกับการเปิดคอมพิวเตอร์และมี 2 หน้าต่างโปรแกรมทำให้เราสามารถชมยูทูบได้พร้อมๆกับการตอบไลน์ เป็นอีกหนึ่งฟังก์ชั่นที่มีประโยชน์จริงในการใช้งาน

อีกฟังก์ชั่นหนึ่งก็คือ App Clone ที่ช่วยให้คุณสร้างแอคเคาท์ใหม่ในแอพเดิมได้ เช่นถ้าคุณมีไลน์อยู่ 2 แอคเคาท์ คุณก็สามารถใช้งานไลน์ทั้ง 2 แอคเคาท์ได้ในเครื่องเดียว ด้วยการโคลน์แอพไลน์อีกอันหนึ่งได้แบบง่ายๆ ไม่ต้องถือสมาร์ทโฟน 2 เครื่องเพียงเพื่อใช้ไลน์ต่างแอคเคาท์อีกต่อไป

ความละเอียดหน้าจอ ใช้จอแบบ IPS Capacitive Touch Screen ความละเอียด 1440 x 720 พิกเซล หน้าจอสว่างคมชัดระบบปรับแสงอัตโนมัติทำงานได้ดีแต่ปรับความสว่างค่อนข้างช้าไปนิด แต่เวลาดูหน้าจอกลางแดดสามารถมองเห็นหน้าจอได้อย่างชัดเจนไม่ต้องแอบหลบเข้าร่ม มีฟังก์ชั่นปรับแสงหน้าจอสำหรับการเล่นในที่มืดโดยเฉพาะเพื่อถนอมดวงตา

จากการทดสอบใช้งานจริงเราพบว่า V7+ เครื่องนี้ใช้งานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมาก อย่างเช่นการโทรศัพท์เราสามารถบันทึกเสียงได้เพียงแค่กดปุ่มบันทึกเสียงที่หน้าจอระหว่างการสนทนา และจะเซฟอัตโนมัติเมื่อวางสายโดยเราสามารถกลับไปฟังเสียงบันทึกได้ที่แอพบันทึกเสียงที่มากับเครื่อง ไม่จำเป็นต้องหาซื้อแอพมาติดตั้งเพิ่มเติม

ในระหว่างการเล่นเกมโดยเฉพาะคนที่ชอบเล่นเกม ROV หรือเกมออนไลน์ที่ไม่สามารถหยุดเล่นจนกว่าจะจบด่านมักจะหงุดหงิดเวลาที่มีคนอื่นโทรเข้ามาหรือส่งขอความไลน์เข้ามารบกวนระหว่างการเล่น สำหรับ V7+ จะแสดงเป็นเพียงแค่ข้อความว่ามีสายเรียกเข้าโดยที่เรายังสามารถเล่นต่อเนื่องหรือจะเลือกรับสายหรือตอบข้อความที่เข้ามาก็ได้เช่นกัน

ฟีเจอร์เด่นอีกอย่างหนึ่งก็คือระบบเสียงไฮไฟจากชิป AK4376A ของค่าย AKM ของญี่ปุ่น สเปกทางเว็บ AKM ระบุว่าเป็นชิปเสียงแบบ 32 บิต (32-bit advanced D/A converter (DAC)) ชิปเสียงทั่วไปจะใช้อยู่ที่ 16-24 บิต จึงทำให้ตัว V7+ ขับเสียงออกมาได้ดีกว่าให้เสียงที่ชัดใสอิ่มตัวกว่า ซึ่งวีโว่นั้นขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพเสียงที่ดีกว่าแบรนด์อื่นๆมาหลายปีแล้ว รุ่นนี้ก็ไม่พลาดเช่นกันแต่จะให้เสียงดีที่สุดก็ต้องคู่กับหูฟังแบบไฮไฟ และไฟล์เสียงเพลงแบบมาสเตอร์ถึงจะคู่ควรกัน

สำหรับการใช้งานทั่วไปกับการลงแอพพลิเคชั่นเต็มที่เหมือนใช้งานจริงพบว่าลื่นไหลดีไม่มีอาการหน่วงค้าง ลื่นไหลทันใจ รูปถ่ายชัดเจนมีลูกเล่นที่เหมาะกับการเซลฟี่หลายตัวที่ใช้งานได้บ่อยในชีวิตจริง แอพกล้องจะมีข้อเสียอย่างหนึ่งก็คือไม่สามารถกำหนดความละเอียดของภาพได้ แต่การใช้งานด้านอื่นๆเช่น ใช้อีเมล โซเซียลมีเดีย ไลน์ ฟังเพลง สามารถได้ตลอดวันกลับบ้านยังเหลือแบตเตอรี่มากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่ต้องชาร์จเพิ่มระหว่างวันเพราะใช้แบตเตอรี่ความจุดสูงถึง 3,225 มิลลิแอมป์ จึงจัดว่าเป็นสมาร์ทโฟนอีก 1 รุ่นที่น่าจับมาอยู่ในลิสต์เลือกซื้ออย่างมากโดยเฉพาะคนที่ชอบการเซลฟี่และฟังเพลงน่าจะติดใจ วีโว่ V7+ ได้ไม่ยากเลย

‘Shippop’ ระบบจองขนส่งออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ต.ค. 2560 เวลา 15:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/521942

‘Shippop’ ระบบจองขนส่งออนไลน์

โดย  วราภรณ์ เทียนเงิน

“Shippop” บริการส่งของ จองขนส่งออนไลน์ในรูปแบบใหม่ ทำให้กลุ่มผู้ใช้บริการ ร้านค้าได้รับทั้งความสะดวก จัดส่งสินค้าได้ถูกต้องถึงผู้รับ พร้อมมีบริการใหม่ๆ ซึ่งจากบริการที่ไม่เหมือนใคร ส่งผลให้สตาร์ทอัพมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีกลุ่มลูกค้าใช้บริการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

สุทธิเกียรติ จันทรชัยโรจน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง “Shippop” เปิดเผยว่า “Shippop” http://www.shippop.com คือ ระบบบริการส่งของ การจองขนส่งออนไลน์ และพัสดุออนไลน์ เพื่อทำให้กลุ่มลูกค้าที่ต้องการใช้บริการระบบขนส่งได้รับความสะดวก สามารถเลือกจองบริษัทส่งของได้ตามที่ต้องการ รวมถึงสามารถเลือกเปรียบราคาของแต่ละราย พร้อมกับการเลือกได้ว่าบริการใดมีส่วนลดพิเศษ และการติดตามสถานะการขนส่งได้อย่างสะดวกที่สุด

ขณะเดียวกันระบบยังมีการให้คำแนะนำขนส่งที่เหมาะสมกับผู้ใช้ รวมถึงผู้ใช้บริการสามารถชำระค่าขนส่งได้ผ่านออนไลน์ ด้วยบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต และมีระบบใบปะหน้าที่สามารถพิมพ์ใบปะหน้าจากระบบได้ทันที มีบริการติดตามพัสดุ ทราบหมายเลขติดตามพัสดุได้ล่วงหน้าจากระบบ อีกทั้งสามารถช่วยควบคุมรายจ่าย จากการทราบราคาขนส่งล่วงหน้า วางแผนการเลือกใช้งานได้ทันที นอกจากนี้ยังมีบริการรับของถึงบ้าน หรือไม่ต้องรับคิวเข้าแถว ส่งผลดีในการบริหารจัดการเวลาและช่วยลดต้นทุนในการเดินทาง

ทั้งนี้ การเปิดให้บริการมาเป็นระยะเวลากว่า 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา บริษัทสามารถเติบโตได้ 3,200% จากจุดเริ่มต้นที่มีลูกค้าใช้บริการขนส่งสินค้าผ่านระบบเฉลี่ย 3,000 ชิ้น/เดือน และในปัจจุบันมีลูกค้าใช้บริการผ่านระบบแล้วกว่า 1 แสนชิ้น/เดือน

ปัจจัยที่ทำให้บริษัทมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง การนำเสนอบริการ ที่ดี และมีความแตกต่างแก่กลุ่มลูกค้า รวมถึงการมีพันธมิตรที่ดี และได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ ทั้งการมีที่ปรึกษาเป็น “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการตลาดดอทคอม และนายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ในการร่วมให้คำแนะนำในด้านต่างๆ

ขณะเดียวกันยังได้รับการผลักดันเข้าร่วมโครงการของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ในชื่อ เดอะ สตาร์ทอัพ และได้เข้าร่วมโครงการสตาร์ทอัพ วอร์เชอร์ ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อีกทั้งได้รับการส่งเสริมจากนักลงทุนรายบุคคลที่เข้ามาลงทุนส่วนตัว

ล่าสุด ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวด “GSB สุดยอด SMEs Startup ตัวจริง” ภายใต้แนวคิด “ทำได้เลย ทำได้เร็ว ทำได้จริง” จัดโดยธนาคารออมสิน และได้รับเงินทุนส่งเสริมจำนวน 1 ล้านบาท และการได้ไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นไปจนถึงการสนับสนุนในด้านต่างๆ

“สุทธิเกียรติ” กล่าวต่อว่า การทำสตาร์ทอัพจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญทั้งเรื่องทีมงานทุกคนในการร่วมขับเคลื่อนถือว่าสำคัญอย่างมาก โดยในปัจจุบันมีทีมงานรวมจำนวน 16 คน ต่อมาการมีพันธมิตรทางธุรกิจ (พาร์ตเนอร์) ที่ดี สตาร์ทอัพไม่สามารถทำทุกอย่างคนเดียวได้ทั้งหมดจะต้องมีพาร์ตเนอร์ ซึ่งบริษัทมีพาร์ตเนอร์ที่ดีจำนวนมาก ต่อมาการมีที่ปรึกษาทางธุรกิจที่ดีเพื่อให้คำแนะนำในด้านต่างๆ รวมถึงต้องเป็นองค์กรที่มีการวางแผนระยะยาว และสามารถสร้างรายได้ทางธุรกิจได้ เพื่อทำให้องค์กรมีการขยายตัวได้ต่อเนื่อง

สำหรับการที่เข้ามาร่วมทำ “Shippop” ในครั้งนี้ มาจากการที่ตนเองได้ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ดูแลเว็บไซต์ต่างๆ จำนวนมากกว่า 100 เว็บไซต์ โดยพบปัญหาของผู้ที่ทำอี-คอมเมิร์ซ ผู้ที่เปิดขายสินค้าต่างๆ ในเรื่องการขนส่งสินค้า และปัญหาการจ่ายเงิน ที่ไม่มีความสะดวก จึงเป็นจุดผลักดันทำให้สนใจต้องการเข้ามาแก้ปัญหาด้านนี้

“การได้เข้ามาทำทีมเรามีความสนุกและเป็นสิ่งที่อยากทำ ได้สร้างสรรค์เรื่องใหม่อย่างเต็มที่ ได้เข้ามาร่วมแก้ปัญหา หาวิธีทำให้กลุ่มลูกค้าได้รับบริการได้ง่ายและสะดวก” สุทธิเกียรติ กล่าว

ประกอบกับการที่เห็นว่าตลาดอี-คอมเมิร์ซของประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีกลุ่มลูกค้าที่ต้องการใช้บริการอีกจำนวนมาก ขณะเดียวกันจากข้อมูลบางส่วนในประเทศไทยพบว่ากลุ่มลูกค้าที่ใช้บริการขนส่งสินค้าอยู่ที่ประมาณ 6 ล้านชิ้น/เดือน จึงถือว่าเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีศักยภาพ บริษัทสามารถขยายส่วนแบ่งการตลาดได้เพิ่มขึ้นในอนาคต ส่วนอัตราการคิดค่าบริการแก่ลูกค้าบริษัทจะคิดตามอัตราการขนส่งตามจริง และไม่ได้มีการไปคิดเพิ่มเติมแก่ลูกค้าแต่อย่างใด

“สิ่งที่ยากสุดอย่างหนึ่งในการทำคือการทำให้กลุ่มร้านค้าต่างๆ เจ้าของร้านค้า หันมาใช้บริการของบริษัทมากที่สุด โดยกลุ่มร้านค้าต่างๆ ที่ได้ใช้บริการแล้ว ก็จะเกิดการบอกปากต่อปาก มีผลทำให้ร้านค้าต่างๆ รู้จักเพิ่มมากขึ้น และทีมงานทุกคนก็พร้อมให้บริการที่ดี ให้บริการที่เป็นมิตร ให้คำแนะนำ แก่ลูกค้าทุกคนอย่างเต็มที่” สุทธิเกียรติ กล่าว

ขณะเดียวกัน บริษัทจะมุ่งทั้งการให้บริการแก่ลูกค้า พร้อมกับการเสริมบริการใหม่ๆ เพื่อให้กลุ่มผู้ใช้บริการได้รับบริการที่ดีสุด โดยระยะต่อไปสนใจขยายตลาดสู่ต่างประเทศ ซึ่งได้ขยายไปในมาเลเซียและสิงคโปร์แล้ว สำหรับการไปในตลาดต่างประเทศ จะมีการร่วมมือกับพันธมิตรในแต่ละประเทศ และตามแผนงานในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า จะขยายในภูมิภาคอาเซียนให้ครอบคลุมมากขึ้น รองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าในทุกพื้นที่

“ผมชื่นชอบการทำเว็บไซต์ตั้งแต่ ช่วงเรียนประถมศึกษา 4 ที่เริ่มเขียนเว็บไซต์ ต่อมาในช่วงมัธยมก็เริ่มทำเสิร์ชเอนจิ้น มีการทำเว็บ สอนให้คนที่ใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น ให้ใช้เป็น รวมถึงได้ ทำต่อเนื่องในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย และ ได้เข้าร่วมโครงการยัง เว็บ มาสเตอร์ แคมป์ ที่ทีมได้รับรางวัลชนะเลิศ เมื่อเรียนจบ มหาวิทยาลัย ในคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้เข้ามาทำงานดูแลเว็บเด็กดี และในปัจจุบันได้มาทำ Shippop อย่างเต็มตัว” สุทธิเกียรติ กล่าว

ทั้งนี้ ได้วางเป้าหมายในระยะยาว Shippop จะมีกลุ่มลูกค้าเข้ามาใช้บริการและรู้จักแบรนด์เพิ่มมากขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง พร้อมกับการก้าวสู่ผู้นำการจัดการขนส่งในทุกอย่างทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน

“สุทธิเกียรติ” กล่าวทิ้งท้ายว่า การทำสตาร์ทอัพตนเองได้น้อมนำ พระบรมราโชวาทของ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” มาเป็นแนวคิดสำคัญโดยเฉพาะใน เรื่องการคิดก่อนพูด เราเป็นสตาร์ทอัพต้องมีการพูดคุยและพร้อมรับฟังเสียงปัญหาจากลูกค้าและการพูดคุยในทีมกันอยู่เสมอ หลายต่อหลายครั้งอาจจะมีสิ่งที่ทำให้เราพูดอย่างไม่คิด จึงทำให้เกิดผลกระทบที่ไม่ดีตามมาหลายๆ อย่าง ดังนั้นเราควรคิดก่อนพูด ก่อนจะพูดจะทําสิ่งอะไรจําเป็นต้องหยุดคิดเสียก่อนว่า ถ้าพูดไปแล้วเกิดผลดีผลเสียอย่างไร บางทีการพูดประโยคเดียวกันด้วยอารมณ์แตกต่างกันไป ก็ทำให้ผลลัพธ์แตกต่างกันอีกด้วย

ถือเป็นสตาร์ทอัพไทย ผลักดันสิ่งที่ชอบ และมีความชำนาญมาสู่ธุรกิจบริการที่มีความสร้างสรรค์ และนำเทคโนโลยีมาร่วมขับเคลื่อนองค์กรอย่างแข็งแกร่ง n