กสทช.ส่งเงินค่าประมูลคลื่นโปะรายได้คลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ต.ค. 2560 เวลา 07:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/521113

กสทช.ส่งเงินค่าประมูลคลื่นโปะรายได้คลัง

กสทช.นำเงินประมูลคลื่น 1800 MHz งวด 2 กว่า  2.16 หมื่นล้าน ส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

นายฐากร  ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช.เตรียมนำเงินรายได้ที่เกิด จากประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800  MHz งวดที่ 2 ในเดือน ธ.ค.2560  จำนวน 21,608.12 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ส่งกระทรวงการคลัง เพื่อเป็นรายได้แผ่นดิน แบ่งเป็นของบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค ที่จะครบกำหนดการชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz งวดที่ 2 ในวันที่ 11 ธ.ค. 2560 อีก 25% จำนวน 10,963.76 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และเป็นของบริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น ที่จะครบกำหนดการชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz งวดที่ 2 ในวันที่ 19 ธ.ค. 2560 อีก 25% จำนวน 10,644.36 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช.ได้มีหนังสือแจ้งกำหนดชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz งวดที่ 2 พร้อมนำส่งหนังสือค้ำประกันการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่งวดที่ 3  ซึ่งเป็นงวดสุดท้าย อีก 25% ในเดือน ธ.ค. 2561 ให้กับทั้งสองบริษัทไปแล้ว และเมื่อสำนักงานฯ ได้รับการชำระเงินก็จะรีบนำเงินดังกล่าวส่งกระทรวงการคลังเพื่อเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป

กูเกิลปล่อย หูฟังนักแปลอัจฉริยะ “Pixel Buds” ลดกำแพงกั้นระหว่างภาษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 ต.ค. 2560 เวลา 11:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/520962

กูเกิลปล่อย หูฟังนักแปลอัจฉริยะ “Pixel Buds” ลดกำแพงกั้นระหว่างภาษา

หูฟังอัจฉริยะออกแบบมาเพื่อใช้คู่กับสมาร์ทโฟนของกูเกิล สามารถแปลบทสนทนาโต้ตอบได้แบบเรียลไทม์  รองรับได้สูงสุดถึง 40 ภาษา

สำหรับใครที่เคยใฝ่ฝันถึงวุ้นแปลภาษาของโดราเอมอน ตอนนี้ฝันนั้นคงจะเป็นจริงแล้ว แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลมากขึ้นในปัจจุบันจึงไม่จำเป็นต้องพึ่งของในจิตนาการที่ไม่น่าจะมีจริงอย่างวุ้นแปลภาษาแต่อย่างใด เพราะบริษัทกูเกิล (Google) ได้เปิดตัวโปรดักส์ฮาร์ดแวร์ตัวใหม่อย่าง “Google Pixel Buds” หรือหูฟังอัจฉริยะไร้สาย ที่รองรับการใช้งาน Google Assistant รวมถึงสามารถแปลภาษาได้แบบเรียลไทม์ รองรับได้สูงถึง 40 ภาษาเลยทีเดียว

หูฟังอัจฉริยะไร้สาย Google Pixel Buds ทำมาจากวัสดุผ้าถักเพื่อความคงทนแข็งแรง ด้วยความยืดหยุ่นที่มากกว่าหูฟังทั่วไป จึงช่วยลดปัญหาอะไหล่ด้านในขาดง่ายได้อย่างดี หูฟังดังกล่าวมาพร้อมกับคุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยม และไฮไลท์ที่โดดเด่นเห็นจะเป็นความสามารถด้านการแปลภาษาที่รวดเร็ว จึงเป็นเรื่องไม่ยากหากผู้ใช้จะนำมาแปลการสนทนาพูดคุยโต้ตอบกัน

ทั้งนี้หูฟังอัจฉริยะไร้สาย Google Pixel Buds ต้องใช้คู่กับสมาร์ทโฟน “Google Pixel” ของกูเกิลเท่านั้น จากรูปลักษณ์ภายนอกจะเห็นว่าหูฟังดังกล่าวไม่มีปุ่มใดๆ เนื่องจากใช้งานด้วยระบบสัมผัส เมื่อผู้ใช้งานกดค้างที่ทัชแพดทางด้านขวาของหูฟัง ระบบ Google Assistant  ก็จะทำการแปลภาษาโดยอัตโนมัติ

การทำงานของหูฟังอัจฉริยะไร้สายจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อผู้ใช้งานหูฟังที่เป็นผู้สนทนาต้นทางพูดเสร็จ ระบบ Google Assistant  ก็จะแปลบทสนทนาดังกล่าวผ่านลำโพงบนสมาร์ทโฟน Pixel ไปยังคู่สนทนาปลายทาง จากนั้นเมื่อคู่สนทนาปลายทางตอบกลับผ่านสมาร์ทโฟน หูฟังก็จะแปลภาษาให้ผู้ใช้งานต้นทางเข้าใจโดยอัตโนมัติ นับเป็นการลดกำแพงที่กั้นระหว่างภาษาลงอย่างที่หลายๆ คนเคยใฝ่ฝันไว้ในอดีต

ส่วนการชาร์จแบตเตอร์รี่ของหูฟังอัจฉริยะนั้น จะชาร์จผ่านเคสในลักษณะเดียวกับ AirPod เพียงแค่ผู้ใช้งานเปิดเคสใกล้ๆ กับตัวเครื่องก็สามารถเชื่อมต่อการชาร์จได้แล้ว ทั้งนี้หูฟังอัจฉริยะรองรับระบบแอนดรอยด์ Nougat ขึ้นไปเท่านั้น

โดยหูฟัง Google Pixel Buds มีสามสีให้เลือก คือสีขาว สีเทา และสีดำ สนนราคาอยู่ที่ 159 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5,000 กว่าบาท เริ่มวางขายในสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร เยอรมณี ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

กสทช.ลดค่าต๋งอุ้มทีวีดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 ต.ค. 2560 เวลา 07:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/520922

กสทช.ลดค่าต๋งอุ้มทีวีดิจิทัล

กสทช.มีมติลดค่าธรรมเนียมทีวีดิจิทัล ระบุข้อเรียกร้องผู้ประกอบการไม่จ่ายเงินที่เหลืออีก 1.6 หมื่นล้าน เกินอำนาจ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า มติที่ประชุม กสทช. ครั้งที่ 11/2560 วันที่ 18 ต.ค. 2560 เห็นชอบแนวทางลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์

ทั้งนี้ ให้ปรับลดอัตราค่าธรรมเนียม ดังนี้ 1.รายได้ 0-100 ล้านบาท คิดอัตราค่าธรรมเนียม 0.125% 2.รายได้ 100-500 ล้านบาท คิดค่าธรรมเนียม 0.25% 3.รายได้ 500-1,000 ล้านบาท คิดค่าธรรมเนียม 0.5% 4.รายได้ 1,000-5,000 ล้านบาท คิดค่าธรรมเนียม 0.75% 5. รายได้เกิน 5,000 ล้านบาท คิดค่าธรรม เนียม 1.5% โดยจะนำร่างประกาศ เรื่อง ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ฯ (ฉบับที่ 3) ไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ต่อไป

สำหรับกรณีที่สมาคมทีวีดิจิทัลแห่งประเทศไทย ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการปฏิรูปสื่อ เสนอปรับโครงสร้างอุตสาห กรรมทีวีดิจิทัลไปอยู่ในแผนปฏิรูปสื่อ ของประเทศ เมื่อวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา พร้อมข้อเสนอ 3 ข้อ คือ 1.ให้ผู้ประกอบการ ไม่ต้องชำระเงินค่าประมูลส่วนที่เหลืออีก 1.6 หมื่นล้านบาท 2.สถานการณ์ธุรกิจทีวี ดิจิทัลไม่เอื้ออำนวยให้ชำระเงินค่าประมูล 3.ให้นำเงินที่เหลือจากการแจกคูปอง 3-4,000 ล้านบาท มาชดเชย รวมทั้งให้นำคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ เปิดประมูลในส่วนกิจการโทรคมนาคมเพื่อนำเงินมาชดเชย

นายฐากร กล่าวว่า ตนได้เข้าร่วมหารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ซึ่งข้อเสนอของสมาคมทีวีดิจิทัลแห่งประเทศไทย ทั้ง 3 ประการ เกินอำนาจในการตัดสินของ กสทช. และเงินในการประมูลทีวีดิจิทัล รวมทั้งเงินที่เหลือจากการแจกคูปองทีวีดิจิทัล สำนักงาน กสทช.ต้องนำส่งเป็นรายได้ของรัฐ ดังนั้นหากจะดำเนินการตามข้อเรียกร้องของผู้ประกอบการต้องรอกฎหมายพิเศษในการช่วยเหลือต่อไป โดยการใช้อำนาจตามมาตรา 44 เป็นต้น

นอกจากนี้ มติที่ประชุมยังเห็นชอบ ให้สำนักงาน กสทช. จัดประมูลหมายเลขสวยครั้งที่ 3-2560 วันที่ 19 พ.ย. 2560 ณ สำนักงาน กสทช. จำนวน 95 เลขหมาย เป็นเลขหมายสวย รวยมงคล ราคาเริ่มต้นการประมูลที่ 5 แสน- 3 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถนำรายได้ส่งเข้ารัฐไม่ต่ำกว่า 80 ล้านบาท

เฟซบุ๊กแจง “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” ยังไม่มีกำหนดเยือนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 ต.ค. 2560 เวลา 19:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/520820

เฟซบุ๊กแจง "มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก" ยังไม่มีกำหนดเยือนไทย

โฆษกเฟซบุ๊กแจงผู้บริหารระดับสูงของเฟซบุ๊กยังไม่มีกำหนดเดินทางมาเยือนประเทศไทย

เมื่อวันที่ 18 ต.ค. จากกรณที่ที่มีข่าวว่า นายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก จะเดินทางมาเยือนไทยช่วงปลายเดือนต.ค.นี้ และมีกำหนดเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในวันที่ 30 ต.ค.นั้น

ล่าสุดโฆษกเฟซบุ๊กได้ชี้แจงว่า ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงของเฟซบุ๊กยังไม่มีกำหนดเดินทางมาเยือนประเทศไทยแต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 17 ต.ค. พล.อ.ประยุทธ์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า การเดินทางมาเยือนของนายมาร์ก และพบกับตนนั้น เป็นเรื่องปกติธรรมดา เป็นการเดินทางมาดำเนินการในส่วนของเขา และมีการขอเข้าพบและหารือร่วมกันในการแสวงหาความร่วมมือในเรื่องของการป้องกันแก้ไขปัญหา ในเรื่องผลกระทบของอาชญากรรมข้ามชาติ ว่า จะมีมาตรการและแผนการป้องกันอย่างไร ซึ่งก็ไม่มีอะไรที่จะทำให้เกิดปัญหา

“MyCloudFulfillment”ผู้ช่วยเอสเอ็มอี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 ต.ค. 2560 เวลา 13:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/520584

"MyCloudFulfillment"ผู้ช่วยเอสเอ็มอี

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

MyCloudFulfillment” เป็นทีมที่มีการบริหารจัดการ นำเสนอบริการและเทคโนโลยีที่ตรงใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทำให้ทีมสามารถสร้างธุรกิจเติบโตอย่างดีในเวลากว่า 2 ปีนับจากก่อตั้ง และยังสามารถคว้ารางวัล Startup Thailand 2017 Grand Pitching Challenge ครั้งล่าสุดมาสำเร็จ

“นิธิ สัจจทิพวรรณ” กรรมการ ผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้ง MyCloudFulfillment บริษัท อี-เอ็มพาวเวอร์เมนท์ เปิดเผยว่า MyCloudFulfillment หรือคลัง Mycloud สำหรับกลุ่มร้านค้า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยบริการของบริษัทจะช่วยร่วมเปลี่ยนโฉมธุรกิจไทยให้มีความแข็งแกร่ง และเพิ่มโอกาสการส่งออกสินค้าไปได้ทุกตลาดทั่วโลก ไปจนถึงการเพิ่มลูกค้าใหม่ได้อย่างไม่จำกัด

“บริษัทเปรียบเสมือนการเป็นผู้ช่วยด้านโลจิสติกส์ให้แก่ร้านค้าและผู้ประกอบการ ได้ขายสินค้าในหลากหลายช่องทาง ลูกค้าได้รับบริการรวดเร็ว” นิธิ กล่าว

สำหรับผู้ประกอบการร้านค้า เอสเอ็มอี และร้านค้าออนไลน์ที่เข้ามาใช้บริการจะต้อง 1.นำสินค้ามาเก็บไว้ที่คลังสินค้าของบริษัท ที่จะมีการจัดเก็บทั้งสินค้าแบบธรรมดา หรือเก็บในห้องเย็นได้ ต่อมา 2.การให้บริการแพ็กสินค้า เพื่อส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า โดยจะมีการแพ็กได้หลากหลายตามแบบที่ต้องการ หรือเลือกแพ็กสินค้าเป็นของขวัญได้ และมีการจัดทำบาร์โค้ดอย่างชัดเจน

“นิธิ สัจจทิพวรรณ” กรรมการ ผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้ง MyCloudFulfillment บริษัท อี-เอ็มพาวเวอร์เมนท์

3.การให้บริการจัดส่งสินค้า โดยลูกค้าจะสามารถเลือกได้ว่าจะจัดส่งของบริษัทแบบใด และสามารถจัดส่งไปยังลูกค้าในต่างประเทศ หรือทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ลูกค้าที่มีช่องทางการขายสินค้าได้รับความสะดวกมากที่สุด ซึ่งหากลูกค้ามียอดคำสั่งสินค้าทางออนไลน์มาหลายด้านพร้อมกัน หรือมีคำสั่งซื้อสินค้า (ออร์เดอร์) เข้ามาจำนวนมาก จะบริหารจัดการอย่างไร ถือว่าบริษัทเข้าไปทำหน้าที่ดูแลทั้งสินค้าและการแพ็กสินค้า และขนส่งไปจนถึงลูกค้าที่เลือกซื้อทั้งนี้ กลุ่มร้านค้าและผู้ประกอบการที่เลือกใช้บริการ จะมีค่าบริการทั้งการค่าเช่าในการจัดเก็บสินค้ารายเดือน การแพ็กสินค้า และขนส่งที่คิดค่าบริการตามความเป็นจริง ยกตัวอย่างลูกค้า เมื่อได้รับออร์เดอร์และส่งออร์เดอร์มาที่บริษัท ทำให้สามารถจัดส่งผลิตภัณฑ์ไปให้ได้ถึงมือในช่วงบ่ายหรือเย็นวันเดียวกันได้ทันที

ผลการเปิดให้บริการต่างได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มร้านค้าและเอสเอ็มอี ต่างเชื่อมั่นในระบบที่เป็นมาตรฐาน และระบบของทีมมีความแตกต่าง ไม่เหมือนกับบริษัทอื่นๆ ทำให้ตลอด 2 ปีมีลูกค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

“ธฤษ ตัณฑเสถียร” รองกรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้ง MyCloudFulfillment กล่าวว่า จุดแข็งของบริการของเราจะมีทั้งด้านโลจิสติกส์และคลังสินค้า รวมถึงการมีบริการที่ครบวงจรในจุดเดียว และส่งผลทำให้ร้านค้าและเอสเอ็มอีมีความสะดวกอย่างมาก และลูกค้าที่เมื่อเลือกใช้บริการแล้วต่างได้รับประสบการณ์ที่ดี จึงเลือกจัดส่งสินค้าผ่านบริษัทอย่างต่อเนื่อง โดยลูกค้าสามารถเข้าไปใช้บริการได้ผ่านทาง www.mycloudfulfillment.com“ระบบออกแบบมาทำให้ลูกค้าใช้งานได้อย่างง่าย มีความยืดหยุ่นสูง ทำให้ผู้ใช้สามารถจัดการธุรกิจ หรือให้บริการขายสินค้า ไปทำด้านอื่นๆ ทั้งมุ่งดูแลลูกค้า หรือการดูแลด้านตลาด ถือเป็นระบบที่มีความสมบูรณ์และเหมาะกับผู้ใช้งานอย่างมาก อีกทั้งในไทยยังไม่มีบริการในแบบนี้มาก่อน ซึ่งผู้ใช้งานทุกคนเมื่อใช้แล้วก็จะกลับมาเลือกใช้บริการซ้ำ” ธฤษ กล่าว

“นิธิ” กล่าวต่อว่า MyCloudFulfillment เปิดให้บริการมาในช่วงปี 2558 หรือกว่า 2 ปีแล้ว เริ่มต้นมาจาก 3 คน ทั้งตนเอง “ธฤษ” และเพื่อนร่วมทีมอีก 1 คน คือ “คุณบูม” ซึ่งธุรกิจสามารถสร้างรายได้ตั้งแต่ปีแรก และปีที่ 2

รายได้เติบโตขึ้น 10 เท่าจากปีแรกและมีกำไรแล้ว แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงแรกประมาณปี 2555 บริษัทไม่ได้ให้บริการด้านนี้ แต่ทำด้านจิวเวลรี่ออนไลน์ เปิดเป็นเว็บไซต์ ที่ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกแบบและผลิตได้ตามต้องการ ซึ่งช่วงแรกยอดขายเติบโตดีมาก แต่ต่อมาทีมได้มุ่งพัฒนาระบบหลังบ้านให้ดีที่สุด ไม่ได้มุ่งดูทางด้านหน้าร้าน ส่งผลให้มีลูกค้าใช้บริการน้อยลง ทำให้ต้องหยุดด้านจิวเวลรี่ออนไลน์ แต่เพื่อนและเพื่อนร่วมทีมต่างบอกว่าระบบที่ได้พัฒนาถือว่าดีมาก จึงทำให้ปรับมาเป็น MyCloudFulfillment เริ่มเปิดให้ร้านค้าทดลองใช้ฟรี และมีการพัฒนาระบบต่อเนื่อง เพื่อนำสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการมาพัฒนา สร้างสรรค์ให้ดีที่สุด และไม่มีการหยุดนิ่งที่จะพัฒนา

“ผมยังมีคุณพ่อทำด้านคลังสินค้าและโลจิสติกส์คอยให้คำแนะนำในด้านต่างๆ ทีมงานของคุณพ่อมีความเชี่ยวชาญในด้านจัดการโลจิสติกส์อย่างมาก ประกอบกับทีมก่อตั้ง 3 คน มีความถนัดแต่ละด้านแตกต่างกัน รวมถึงมีทีมงานแข็งแกร่ง จึงเสริมการทำงานร่วมกัน” นิธิ กล่าว

องค์ประกอบหลักที่ทำให้องค์กรเติบโตและอยู่ได้อย่างยั่งยืนนั้นมีหลายด้าน ทั้งการมีทีมงานที่เข้มแข็ง และการวางแผนบริหารจัดการคน จัดระบบเป็นโครงสร้างการบริหารแบบบริษัทที่ชัดเจน มีการวางแผนทางการเงินและการลงทุน เพื่อคุมค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ และบริหารจัดการด้านเวลาให้ดี พร้อมกับประเมินเรื่องผลรายได้ในอนาคต เพื่อให้องค์กรเดินหน้าต่อไป อีกทั้งการมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของตลาดและกลุ่มเป้าหมาย

“ธฤษ ตัณฑเสถียร” รองกรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้ง MyCloudFulfillment

“จุดที่สตาร์ทอัพไทยต้องระมัดระวัง มีทั้งการดูแลและบริหารจัดการด้านการเงินให้ดีที่สุด ลงทุนทีละน้อยๆ ในช่วงแรกทุกคนก็ใช้เงินส่วนตัวมาลงทุน พร้อมกำหนดระยะเวลาทำงานให้ดี พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตลาดต้องการ สามารถสร้างรายได้ เพื่อทำให้มีรายได้ในองค์กรเข้ามาต่อเนื่อง” นิธิ กล่าวจากจุดโดดเด่นในหลายด้าน ทำให้ทีมสามารถชนะเลิศรางวัล “Startup Thailand 2017 Grand Pitching Challenge” ในงานสตาร์ทอัพไทยแลนด์ 2017 จัดโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งผลตอบรับหลังจากการประกวด ทำให้ลูกค้ารู้จักเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าต่างประเทศ สนใจเข้ามาเป็นลูกค้าใหม่ และทำให้แบรนด์เติบโตมากขึ้น รวมถึงที่ผ่านมาทีมได้เข้าร่วมโครงการของทั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อร่วมพัฒนาทีมด้านต่างๆ ต่อเนื่อง

“นิธิ” กล่าวต่อไปว่า เป้าหมายของบริษัทต้องการมุ่งผลักดันให้ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีไทย มีธุรกิจเติบโตมากขึ้น และขยายตลาดส่งออกไปในต่างประเทศ เชื่อมั่นว่าธุรกิจเอสเอ็มอีไทยมีศักยภาพสูงมาก และไม่แพ้ชาติใดในโลก ทุกบริษัทสามารถสร้างตลาดได้ทั่วโลก

พร้อมกันนี้ในระยะยาวหรืออีก 5 ปีข้างหน้า บริษัทสนใจขยายตลาดให้ครอบคลุมในภูมิภาคอาเซียน ผ่านการนำโมเดลของบริษัทไปเปิดในประเทศต่างๆ หรือสามารถหาพันธมิตรในต่างประเทศ รองรับความต้องการของลูกค้าทั้งในภูมิภาคเอเชียและในตลาดโลก

คลังเร่งเก็บภาษีอี-คอมเมิร์ซ คาดบังคับใช้ปี61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 ต.ค. 2560 เวลา 07:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/520551

คลังเร่งเก็บภาษีอี-คอมเมิร์ซ คาดบังคับใช้ปี61

คลังเดินเครื่อง รีดภาษีโซเชียลดัง คาดมีผลบังคับใช้ปีงบประมาณ 2561

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เก็บภาษีจากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) หรือภาษีอี-คอมเมิร์ซ จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) และเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาและมีผลบังคับใช้ให้ได้ปีงบประมาณ 2561 ซึ่งจะทำให้การเก็บภาษีของกรมสรรพากรได้เพิ่มขึ้นและเป็นไปตามเป้าหมาย หลังจากหลายปีที่ผ่านมาเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าหมายจำนวนมาก

สำหรับร่าง พ.ร.บ.ภาษีอี-คอมเมิร์ซ กำหนดให้เก็บภาษีกับผู้ประกอบการนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ประกอบกิจการโดยการใช้ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ทำให้เกิดรายได้ในประเทศไทย เช่น เฟซบุ๊ก กูเกิล ยูทูบ ไลน์ เป็นต้น จะมีการกำหนดอัตราเพดานสูงสุดไว้ในกฎหมาย ให้เสียภาษีหักที่จ่ายไม่เกิน 15% โดยผู้จ่ายเงินเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีและนำส่งให้กรม สรรพากร อย่างไรก็ตามจะต้องมีการออกกฎหมายลูกเพื่อกำหนดอัตราที่แท้จริงอีกครั้ง ซึ่งจะมีหลายอัตราตามประเภทการประกอบธุรกิจ

นายสมชัย กล่าวว่า ปลายปีงบ ประมาณ 2560 ที่ผ่านมาทาง 3 กรมภาษีได้ทำแผนเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษีให้กระทรวงการคลังพิจารณา ซึ่งได้สั่งการให้นำมาใช้ในปีงบประมาณ 2561 ด้วย เพื่อให้การเก็บภาษีของ 3 กรมภาษี จะได้ตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ ซึ่งส่วนหนึ่งมีปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจ ที่ขยายตัวต่อเนื่อง จะทำให้การเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงการคลังได้สั่งการให้กรมสรรพากรเร่งขยายฐานภาษีทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลเข้ามาในระบบและเสียภาษีจริงมากขึ้น ซึ่งมีการดำเนินมาตรการบัญชีเดียว การส่งเสริมให้บุคคลธรรมดามาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เพราะที่ผ่านมาพบว่ามีบุคคลธรรมดาอยู่ในระบบภาษีกว่า 10 ล้านคน แต่มีการเสียภาษีจริงไม่ถึง 6 ล้านคน ส่วนนิติบุคคลมีอยู่ในระบบประมาณ 6 แสนราย และมีการเสียภาษีจริงไม่ถึงครึ่งเช่นกัน

สำหรับการเก็บภาษีของกรมศุลกากรก็ยอมรับว่าน่าเป็นห่วง ที่ได้รับผลกระทบจากข้อตกลงการค้าเสรี หรือ เอฟทีเอ ซึ่งมีการใช้สิทธิภาษีนำเข้า 0% เพิ่มมากขึ้น ซึ่งได้สั่งการให้มีการอุดช่องรั่วไหลการเก็บภาษีต่างๆ เพื่อให้การเก็บภาษีได้ตามเป้าหมาย

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2561 กรมสรรพากรมีเป้าหมายเก็บภาษี 1.9 ล้านล้านบาท กรมสรรพสามิต 6 แสนล้านบาท และกรมศุลกากร 1.1 แสนล้านบาท สำหรับปีงบประมาณ 2560 ยอดการเก็บภาษีรอบ 11 เดือนแรก กรมสรรพากรเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมาย 6.77 หมื่นล้านบาท กรมศุลกากรต่ำกว่าเป้าหมาย 1.35 หมื่นล้านบาท กรมสรรพสามิตเก็บได้เกินเป้าหมาย 1.25 หมื่นล้านบาท ทำให้การเก็บภาษีรวมต่ำกว่าเป้าหมาย 6.87 หมื่นล้านบาท

‘บัญชีนวัตกรรมไทย’ ก้าวไกลสู่ไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 ต.ค. 2560 เวลา 14:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/520304

‘บัญชีนวัตกรรมไทย’ ก้าวไกลสู่ไทยแลนด์ 4.0

โดย อาทิตย์ ลมูลปลั่ง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

การทำงานวิจัย คิดค้นนวัตกรรมเพื่อประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ นับเป็นงานที่ท้าทายความสามารถอย่างยิ่งยวด สำหรับนักวิจัย หรือผู้ประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมนั้น แต่การทำให้งานวิจัยใช้ได้จริง ขายได้และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคคนไทยนั้น อาจเป็นเรื่องที่ความท้าทายยิ่งกว่า

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุน “นวัตกรรมฝีมือคนไทย” รัฐบาลได้ทำนโยบาย “บัญชีนวัตกรรมไทย” ให้เกิดการพัฒนาต่อยอดและสร้างสรรค์นวัตกรรมไปสู่การผลิตและบริการที่ทันสมัย โดยจัดทำนโยบายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เปิดโอกาสให้ภาครัฐเข้าถึงและใช้งานนวัตกรรมจากผลงานวิจัยและพัฒนาของคนไทย ที่ได้มาตรฐานและคุ้มค่าใช้จ่าย ทั้งยังเป็นการลดการซื้อและนำเข้าสินค้านวัตกรรมจากต่างประเทศ โดยมติคณะรัฐมนตรี (เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2558) มอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นหน่วยตรวจสอบ คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย

สำหรับสำนักงบประมาณ รัฐบาลมอบให้เป็นหน่วยงานที่ตรวจสอบราคากลางของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ รวมทั้งจัดทำประกาศบัญชีนวัตกรรมไทยด้วย อย่างไรก็ตาม การกำหนดแนวทางส่งเสริมนวัตกรรมไทย ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ถือเป็นเครื่องมือและกลไกการจัดทำบัญชีนวัตกรรมไทย เพื่อให้ผลงานนวัตกรรมไทยถูกนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง ซึ่งตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา มีผลงานขึ้นบัญชีนวัตกรรมที่ผ่านคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ พร้อมขายให้ภาครัฐแล้ว 81 ผลงาน โดยมีหลักเกณฑ์การขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทย คือ ต้องเป็นผลงานวิจัยของคนไทย ผู้ขอขึ้นทะเบียนเป็นนิติบุคคลไทย (หรือคนไทยถือหุ้นเกินร้อยละ 51) ผลงานถูกกฎหมายผ่านมาตรฐานบังคับ และมีผลการวิเคราะห์ทดสอบยืนยันประสิทธิภาพนวัตกรรม จากหน่วยงานที่เชื่อถือได้

แล้วผู้ประกอบการที่คิดค้นวัตกรรมจะได้อะไรจากการนำสินค้านวัตกรรมมาขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทย? คำตอบที่ชัดเจน คือ หน่วยงานภาครัฐจะช่วยสนับสนุนการซื้อสินค้าและบริการที่ขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทย ซึ่งภาครัฐสามารถจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการได้ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ภาครัฐสามารถซื้อโดยตรงกับภาคเอกชนแบบทันที โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการประกวดราคา ไม่ต้องหาคู่เทียบราคาหรือหาวิธีคัดเลือกว่าใครราคาถูกที่สุด เหตุผลเพราะว่าสินค้าในบัญชีนวัตกรรมฯ ล้วนเป็นสินค้าที่คณะกรรมการคัดเลือกแล้ว ซึ่งผ่านเกณฑ์ทั้งด้านราคา ประสิทธิภาพ และได้รับรองมาตรฐานต่างๆ จึงจะช่วยให้การตัดสินใจซื้อสินค้าระหว่างเอกชนกับภาครัฐง่ายขึ้น

ขอยกตัวอย่างผลงานนวัตกรรมไทยบางส่วนที่น่าสนใจ ได้แก่

“รถตรวจการณ์” หรือรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ใช้หลักการออกแบบและคำนวณทางวิศวกรรมขั้นสูงทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งโครงสร้างออกแบบโดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้โดยสาร ความแข็งแรง ทนทาน ของตัวถังรถยนต์ และการนั่งที่สะดวกสบายตามมาตรฐานการออกแบบและผลิตรถยนต์

จุดเด่นของเทคโนโลยี คือการผ่านการทดสอบด้านความแข็งแรงโครงสร้าง และด้านสภาวะความสบายของการโดยสาร โดยภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและการบิน-อวกาศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และบริษัท ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกให้ทำการดัดแปลงรถยนต์ เนื่องจากวัตถุประสงค์ของรถตรวจการณ์ต้องใช้งานสมบุกสมบันในพื้นที่ห่างไกลหรือถิ่นทุรกันดาร จึงมีการทดสอบความแข็งแรง และการทดสอบด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในด้านความเสถียรของการขับขี่ ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานของรัฐซื้อสินค้านวัตกรรมนี้ไปใช้ในงานราชการแล้ว

อีกผลงานนวัตกรรม คือ “ยูนิตทำฟัน” ฝีมือคนไทย ใช้เทคโนโลยีพลังงานนิวเมติก (พลังงานลม) เพื่อควบคุมการทำงานของเครื่อง เช่น ระบบดูดเลือด น้ำลาย ด้ามกรอฟันผ่าตัด ระบบแรงดันจ่ายน้ำแทนการใช้มอเตอร์ไฟฟ้า โดยอาศัยหลักการ “กาลักน้ำ” นำมาต่อยอดเป็นนวัตกรรม จุดเด่นของยูนิตทำฟัน ยังสามารถใช้งานต่อเนื่องแม้ขณะไฟฟ้าดับ และได้ผ่านการทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้า โดยศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) และได้รับมาตรฐานอุตสาหกรรม รวมถึงมาตรฐานด้านเครื่องมือแพทย์อีกด้วย

เหล่านี้เป็นเพียงผลงานตัวอย่างนวัตกรรมไทยที่ได้มาตรฐานระดับสากล ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่รัฐบาลส่งเสริมให้ผู้ประกอบการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไทยใน “ตลาดภาครัฐ” ลดการนำเข้าและลดการซื้อสินค้าจากต่างชาติ ดังนั้นคนไทยจึงควรร่วมกันสร้างความเชื่อมั่น ให้นักจัย นักประดิษฐ์คิดค้น ได้สร้างสรรค์นวัตกรรมที่ได้คุณภาพมาตรฐานแบบนี้ โดยสนับสนุนให้มีการนำไปใช้งานจริง ในรูปแบบ “ไทยทำ ไทยใช้ ก้าวไกลสู่ไทยแลนด์ 4.0 ไปด้วยกัน”

สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทย สามารถติดต่อที่ สวทช. 02-564-8000 หรือศึกษารายละเอียดสินค้าบัญชีนวัตกรรมไทย ได้ที่ http://www.innovation.go.th/

ซีอีโอซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์ลาออก สะท้อนวิกฤตผู้นำครั้งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ต.ค. 2560 เวลา 10:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/520134

ซีอีโอซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์ลาออก สะท้อนวิกฤตผู้นำครั้งใหญ่

ซีอีโอซัมซุงลาออก เปิดทางคนรุ่นใหม่ชี้นำพาอนาคตองค์กร นักวิเคราะห์หวั่นเผชิญภาวะสุญญากาศยามทายาทตัวจริงถูกจำคุก

ควอนโอยุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งซีอีโอและรองประธานบริษัทแล้ววานนี้ เพื่อเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ขึ้นมานำทิศทางองค์กรแทน ซึ่งนับเป็นการสร้างความประหลาดใจให้หลายฝ่ายที่เชื่อว่า ควอนจะขึ้นมามีบทบาทมากขึ้น ในขณะที่ อีแจยอง ทายาทของซัมซุง กรุ๊ป ถูกจำคุกในคดีคอร์รัปชั่นอยู่ ในขณะที่ผู้บริหารหลายคนได้ลาออกไปก่อนหน้านี้

“ผมเชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่บริษัทจะเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ กับจิตวิญญาณใหม่ภายใต้ผู้นำรุ่นใหม่ เพื่อให้รับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้ดีขึ้น เราโชคดีที่ทำรายได้สูงสุดทุบสถิติในขณะนี้ แต่นี่ก็เป็นผลจากการตัดสินใจและการลงทุนในอดีต และลำพังเพียงแค่การจับสัญญาณเทรนด์ในอนาคตก็ยังไม่เพียงพอต่อการหากลไกการเติบโตใหม่ๆ ให้กับองค์กร” ควอนซึ่งเป็นเสมือนผู้นำหมายเลข 2 ของซัมซุง กล่าว

การประกาศลาออกอย่างกะทันหันโดยไร้สัญญาณบ่งชี้มาก่อน มีขึ้นในวันเดียวกันหลังจากที่บริษัทเพิ่งรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 เบื้องต้น โดยสามารถทำผลกำไรการดำเนินงานได้ 14.5 ล้านล้านวอน (ราว 4.3 แสนล้านบาท) ซึ่งสูงสุดทุบสถิติที่เคยทำมา และสูงกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อนเกือบ 3 เท่า

ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ระบุด้วยว่า บริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้น 29.65% ไปอยู่ที่ 62 ล้านล้านวอน (ราว 1.82 ล้านล้านบาท) โดยเป็นผลจากยอดขายเซมิคอนดักเตอร์ที่ปรับตัวดีขึ้น และคาดว่าจะรายงานผลประกอบการฉบับสมบูรณ์ได้ในช่วงปลายเดือน ต.ค.นี้

ชุงซุนซับ ซีอีโอของบริษัทวิจัยแชบุล กล่าวว่า รู้สึกประหลาดใจและสงสัยเป็นอย่างมากต่อการประกาศลาออกดังกล่าว ทั้งที่ซัมซุงกำลังทำกำไรได้สูงสุดทุบสถิติใหม่ พร้อมแสดงความกังวลว่าซัมซุงอาจเผชิญภาวะสุญญากาศ ซึ่งปัจจุบัน อีแจยอง ก็ยังอยู่ระหว่างการถูกจำคุกในคดีติดสินบนคนสนิทของอดีตประธานาธิบดี ปาร์กกึนเฮ

ด้านปาร์กจูกึนจากบริษัท ซีอีโอสกอร์ ระบุว่า แม้บริษัทจะทำผลประกอบการได้ดี แต่ก็ถือว่ายังมีความเสี่ยงสูงอยู่ ซึ่งคงไม่มีใครอยากทำหน้าที่หัวเรือใหญ่ของซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ในขณะนี้ โดยปกติแล้วผู้ที่ทำหน้าที่นี้จะทำงานได้ดีหากอยู่ในเงาและไม่ต้องออกหน้าสื่อมากกว่า

ทั้งนี้ ควอนในวัย 64 ปี ซึ่งทำหน้าที่เสมือนตัวแทนของซัมซุงนับตั้งแต่อีแจยองถูกตัดสินจำคุก 5 ปี ในคดีคอร์รัปชั่นเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา จะทำหน้าที่ไปจนถึงสิ้นเดือน มี.ค. 2018 ที่จะถึงนี้ ขณะที่อีแจยองได้ยื่นต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์แล้วในสัปดาห์นี้

หุ่นยนต์พลิกโฉมบริการส่งอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 ต.ค. 2560 เวลา 12:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/519817

หุ่นยนต์พลิกโฉมบริการส่งอาหาร

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

สำหรับพนักงานออฟฟิศแล้ว บางครั้งงานที่ยุ่งวุ่นวายอาจทำให้การปลีกตัวไปซื้ออาหารกลางวันกลายเป็นเรื่องยากและเสียเวลาไม่ใช่น้อย ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากที่แห่ไปเข้าคิวตามร้านอาหารภายในเวลาช่วงพักกลางวันอันจำกัด

แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีจะทำให้ปัญหาการเสียเวลาซื้ออาหารกลางวันหมดไป โดย เอเล่ ดอท มี บริษัทผู้ให้บริการขนส่งอาหารในจีน เปิดศูนย์หุ่นยนต์เพื่อส่งอาหารกลางวันให้กับพนักงานออฟฟิศโดยเฉพาะเมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งประเดิมที่ หงเฉียว วานเคอ เซ็นเตอร์ ในนครเซี่ยงไฮ้เป็นที่แรก

แม้พนักงานในเซี่ยงไฮ้บางส่วนจะใช้บริการส่งอาหารเพื่อลดเวลาการออกไปซื้ออาหารเอง แต่พนักงานที่ให้บริการดังกล่าวยังมีไม่มากพอ ทำให้หลายครั้งเกิดปัญหาการส่งอาหารล่าช้า บริษัท เอเล่จึงหวังเอาหุ่นยนต์มาแก้ปัญหาดังกล่าว โดยหุ่นของบริษัทจะจัดส่งอาหารในทันทีเมื่อได้รับคำสั่งซื้อ พร้อมทั้งจะแจ้งเตือนลูกค้าไปตลอดการส่งสินค้า ซึ่งหุ่นสามารถส่งอาหารได้ 3 จาน/ครั้ง และใช้งานได้สูงสุดประมาณ 8 ชั่วโมง/การชาร์จแบตเตอรี่ 1 ครั้ง หากการดำเนินงานในอาคาร หงเฉียว วานเคอ เซ็นเตอร์ เข้าที่เข้าทางแล้ว บริษัทเปิดเผยว่าจะเตรียมขยายบริการต่างๆ ไปอาคารสำนักงานหลายแห่งทั่วเซี่ยงไฮ้

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน ก.ย. เอเล่ยังทดลองใช้โดรนส่งอาหารในเมืองเซี่ยงไฮ้ด้วยเช่นกัน ซึ่งสามารถขนอาหารได้ราว 6-20 กิโลกรัม แต่การวางเครือข่ายการบินของโดรนยังอยู่ระหว่างการพัฒนา การส่งอาหารด้วยโดรนจึงยังไม่ได้ดำเนินการเต็มรูปแบบ

นอกจากบริษัทจีนแล้ว สตาร์ทอัพหลายแห่งในสหรัฐ ก็เริ่มพัฒนาและนำหุ่นยนต์มาใช้ส่งอาหารอย่างจริงจัง โดยล่าสุดนั้น ซูเม่ พิซซ่า สตาร์ทอัพหุ่นยนต์ กำลังเร่งพัฒนาหุ่นยนต์ทำพิซซ่าและส่งอาหารเอง เพื่อหวังลดต้นทุนค่าแรงในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ซึ่งเมื่อไม่นานนี้ บริษัทสามารถระดมทุนมาพัฒนาหุ่นดังกล่าวได้แล้ว 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,666 ล้านบาท)ขณะนี้ ซูเม่ พิซซ่า ทดลองทำและส่งพิซซ่าด้วยหุ่นดังกล่าวแล้วในซิลิคอน วัลเล่ย์ ซึ่งกระบวนการทำงานมีความคล้ายคลึงกับหุ่นยนต์ประกอบชิ้นส่วนในโรงงงาน โดยหุ่นจะเริ่มด้วยการนวดแป้งพิซซ่า ใส่ส่วนประกอบต่างๆ เช่น เนื้อสัตว์ ชีส และซอส ลงไป จากนั้นส่งไปอบในเตาบนตู้คอนเทนเนอร์ โดยพิซซ่าจะสุกพอดีในระหว่างการขนส่ง

แม้การริเริ่มใช้หุ่นส่งอาหารจะยังจำกัดอยู่แค่ในสตาร์ทอัพขนาดเล็ก แต่ก็นับเป็นความก้าวหน้าสำคัญที่อาจพลิกโฉมการสั่งอาหารในอนาคตให้มีความสะดวกสบายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

กสทช.สั่งห้ามใช้โดรนหากไม่ได้ลงทะเบียน ฝ่าฝืนคุก5ปีปรับ1แสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 ต.ค. 2560 เวลา 18:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/519671

กสทช.สั่งห้ามใช้โดรนหากไม่ได้ลงทะเบียน ฝ่าฝืนคุก5ปีปรับ1แสน

มติ กสทช.ห้ามโดรนใช้งานจนกว่าจะมาลงทะเบียน ฝ่าฝืนโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า วันนี้ (11 ต.ค. 2560) มติที่ประชุม กสทช. วาระพิเศษ ได้มีการพิจารณาเรื่องการใช้งาน โดรน เนื่องจากขณะนี้มีการใช้งานเป็นจำนวนมาก แต่ได้มีการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยเพียง 350 ลำ ดังนั้น เพื่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือป้องกันราชอาณาจักร โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 ประกอบกับมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่ประชุม กสทช. จึงมีคำสั่ง ดังนี้

1.ห้ามการใช้เครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone) ยกเว้น มีการขึ้นทะเบียนเพื่อแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าว หรือมีการขึ้นทะเบียนตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง หลักเกณฑ์การขออนุญาตและเงื่อนไขในการบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone) พ.ศ. 2558 หรือเป็นเครื่องบินเล็กซึ่งใช้เป็นเครื่องเล่นตามกฎกระทรวงคมนาคมซึ่งไม่เป็นอากาศยาน พ.ศ. 2548

2.การขึ้นทะเบียนเพื่อแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก(Drone)ให้ดำเนินการ ดังนี้

2.1 เอกสารและข้อมูลการลงทะเบียน

– กรณีบุคคลซึ่งครอบครองการใช้งาน

ให้แจ้ง ชื่อ-สกุลผู้ครอบครอง หมายเลขเครื่องหรือ Serial Number ยี่ห้อเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก(Drone)และอื่นๆ ตามแบบฟอร์มของสำนักงาน กสทช. ภาพถ่ายของ Drone ที่ลงทะเบียน และบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงของผู้ครอบครอง

– กรณีบุคคลซึ่งครอบครองเพื่อจำหน่าย (ร้านค้า)

ให้แจ้งบัญชีแสดงรายการเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone) ตามแบบฟอร์มของสำนักงาน กสทช. ภาพถ่ายของ Drone ที่ลงทะเบียน และบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงของผู้ครอบครอง

2.2 สถานที่ลงทะเบียน ได้แก่ สำนักงาน กสทช. ถนนพหลโยธิน 8 (ซอยสายลม) พญาไท กรุงเทพฯ สำนักงาน กสทช. ภาค และสำนักงาน กสทช. เขต ทั่วประเทศ สถานีตำรวจทั่วประเทศ หรือที่สำนักงานการบิน พลเรือนแห่งประเทศไทย

3.ในการบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone) ให้ถือปฏิบัติตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง หลักเกณฑ์การขออนุญาตและเงื่อนไขในการบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone) พ.ศ. 2558 ประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง การบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone) ระหว่างพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งอื่นที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด

4.ให้ผู้ครอบครองเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone) ดำเนินการขึ้นทะเบียนภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันนี้ (11 ต.ค. 2560)

5.ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ. วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม