กสทช.ยกร่างชิงคลื่นมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 ต.ค. 2560 เวลา 09:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/518548

กสทช.ยกร่างชิงคลื่นมือถือ

กสทช.เตรียมจัดทำร่างประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz และ 850 MHz ภายในเดือน เม.ย. 2561 เพื่อประมูลในเดือน ก.ย. 2561

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า สัมปทานคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz จำนวน 45 MHz และสัมปทานคลื่นความถี่ย่าน 850 MHz จำนวน 5 MHz ของบริษัท กสท โทรคมนาคม หรือ CAT กับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในเดือน ก.ย. 2561

ทั้งนี้ กสทช.ได้เตรียมจัดทำร่างประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz และ 850 MHz ภายในเดือน เม.ย. 2561 แต่เนื่องจากคณะกรรมการ กสทช.จะสิ้นสุดวาระการทำงานในวันที่ 6 ต.ค.นี้ และจะมีคณะทำงานชุดใหม่เข้ามาแทนที่ ซึ่งหากคณะกรรมการชุดใหม่ไม่เห็นด้วยกับร่างประมูลดังกล่าวจะมีการแก้ไขและร่างให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ค.-ส.ค. 2561 เพื่อให้ทันการประมูลในเดือน ก.ย. 2561 ซึ่งจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานเดิม

ขณะที่ความคืบหน้าการจัดประมูลโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความ เร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน หรืออินเทอร์เน็ตชายขอบในพื้นที่ที่เหลือ สำนักงาน กสทช. เตรียมออกประกาศการประมูลภายในเดือน พ.ย. 2560 และลงนามสัญญาอินเทอร์เน็ตชายขอบ ภายในเดือน ม.ค. 2561 เพื่อเปิดให้บริการอินเทอร์เน็ตครบทุกพื้นที่ 3,920 หมู่บ้าน ภายในเดือน ธ.ค. 2561

นอกจากนี้ มีวาระการประชุม คณะกรรมการ กสทช. ครั้งที่ 13/2560 เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2560 ประธาน กสทช.มีความเห็นให้ยกวาระการประชุมสำคัญไปหารืออีกครั้งในวันที่ 11 ต.ค. 2560 ได้แก่ ประเด็นเพิกถอนใบอนุญาตบริษัท ดับเบิลยู วาย มีเดียฯ 11 ช่องรายการ พิจารณาอุทธรณ์ผู้รับใบอนุญาต 9 ราย กรณีไม่จ่ายค่า USO ปี 2554-2555 แผนรองรับการให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานของทีโอทีภายหลังทรูฯ สิ้นสุดสัญญา เป็นต้น เนื่องจากประธาน กสทช.จะหมดวาระการทำงานในวันที่ 5 ต.ค. 2560 จึงต้องการให้คณะกรรมการชุดใหม่เป็นผู้พิจารณาและรับวาระต่อไป

ยาฮูเผย 3 พันล้านบัญชีผู้ใช้งานถูกล้วงข้อมูลในปี56

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 ต.ค. 2560 เวลา 20:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/518441

ยาฮูเผย 3 พันล้านบัญชีผู้ใช้งานถูกล้วงข้อมูลในปี56

“ยาฮู” เผยบัญชีผู้ใช้งานรวม 3 พันล้านบัญชีถูกแฮคเกอร์ล้วงข้อมูลในปี 56

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า “ยาฮู” ผู้ให้บริการอีเมลชื่อดังของโลกได้ออกมาเปิดเผยข่าวชวนตะลึงว่า บัญชีผู้ใช้งานของยาฮูรวม 3 พันล้านบัญชี ได้ถูกล้วงข้อมูลในปี 2556 ซึ่งสูงกว่าตัวเลขเบื้องต้นที่ยาฮูรายงานไว้ในเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว

การเปิดเผยครั้งนี้มีขึ้นหลังจากเวอไรซอน คอมมิวนิเคชั่น อิงค์ ได้เข้าซื้อสินทรัพย์ด้านอินเทอร์เน็ตของยาฮูเป็นเงินกว่า 4.48 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา โดยปัจจุบันยาฮูเป็นบริษัทในเครือโอธ อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทสื่อดิจิทัลของเวอไรซอน

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของโอธ อิงค์ ระบุว่า การสืบสวนล่าสุดบ่งชี้ว่า ข้อมูลบัญชีผู้ใช้ที่แฮคเกอร์ขโมยมาได้นั้น ไม่รวมถึงรหัสผ่าน ข้อมูลบัตรเครดิต และข้อมูลบัญชีธนาคาร

นักสิทธิสตรีค้าน! หนุ่มอินโดผุดแอพฯหนุนการแต่งงานผัวเดียวหลายเมีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ต.ค. 2560 เวลา 18:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/518225

นักสิทธิสตรีค้าน! หนุ่มอินโดผุดแอพฯหนุนการแต่งงานผัวเดียวหลายเมีย

นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีโวยหนุ่มอินโดฯพัฒนาแอพฯสนับสนุนการแต่งงานแบบสามีคนเดียวแต่มีหลายภรรยา

เมื่อเร็วๆ นี้ ชาวอินโดนีเซียเพื่อนบ้านของเรามีโอกาสได้ใช้แอพพลิเคชั่นใหม่ที่คิดและพัฒนาโดยคนอินโดเอง แอพที่ว่านี้คือ AyoPoligami คล้ายๆ กับแอพพลิเคชั่นหาคู่ Tinder ที่หลายคนคุ้นเคย แต่ที่ไม่เหมือนคือ แอพสัญชาติอินโดนี้เกิดมาเพื่อคนที่แต่งงานมีสามีภรรยาเป็นตัวเป็นตนแล้ว แต่ยังต้องการมองหาคู่ชีวิตเพิ่มเติมอีก

เจ้าของแอพคือ ลินดู ปรานายามา หนุ่มอินโดวัย 35 ปี ที่ผุดไอเดียนี้มาจากประสบการณ์การใช้งานแอพพลิเคชั่นหาคู่ของตัวเองเมื่อ 1 ปีก่อน ที่ไม่มีตัวเลือกสำหรับผู้ชายที่ต้องการสถานะการแต่งงานแบบผัวเดียวหลายเมีย จึงพัฒนา AyoPoligami ขึ้นมาตามดีมานด์ของคนใช้

แม้จะเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา แต่ก็มีชาวอิเหนาสนใจลงทะเบียนเข้าใช้แล้วกว่า 10,000 คน ซึ่งก็แน่นอนว่าส่วนใหญ่ หรือกว่า 60% เป็นคุณผู้ชาย ที่ใช้แอพนี้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้ชีวิตแบบมีภรรยาหลายคน หรือบางคนก็เข้ามาขอคำแนะนำจากรุ่นพี่

แต่ถึงตัวเลขคนใช้งานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็มีเสียงวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน ซาเกีย ตูนิซา นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรี ที่ออกอาการไม่ปลื้ม AyoPoligami เอามากๆ เธอเผยว่า แอพของปรานายามาจะค่อยๆ เปลี่ยนความคิดให้คนในสังคมยอมรับการมีคู่สมรสหลายคนในเวลาเดียวกัน หรืออาจเลวร้ายถึงขั้นบังคับแบบกลายๆ ให้ผู้หญิงยอมรับพฤติกรรมดังกล่าว

งานโมบายยอดทะลักคนช็อปทะลุเป้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ต.ค. 2560 เวลา 06:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/518117

งานโมบายยอดทะลักคนช็อปทะลุเป้า

ผู้จัดงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โปเผยยอดคนเข้าร่วมชมงานและยอดเงินสะพัดทะลุเป้า 2,000 ล้าน หลังผู้ซื้ออั้นรอช็อปช่วงสิ้นปี

นายโอภาส เฉิดพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม วิชั่น กล่าวถึงภาพรวมการจัดงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป ครั้งที่ 28 โชว์เคส ว่า จากการเช็กยอดขายของทุกแบรนด์รวมกัน คาดว่าเกินเป้าที่ตั้งไว้ที่ 2,000 ล้านบาท เพราะราคาเครื่องที่มาวางขายมีทั้งระดับไฮเอนด์ และระดับกลางที่ราคาอยู่ที่ 7,000-1 หมื่นบาท และบางค่ายแม้ไม่มีรุ่นใหม่ก็ขนของแถมมาแจกลูกค้าเต็มที่

ขณะที่ก่อนหน้านี้ บริษัทได้ประเมินไว้ว่าจะมีผู้ที่สนใจมือถือเครื่องใหม่และอั้นกำลังซื้อตั้งแต่ช่วง 3 เดือนก่อนวันจัดงาน ต้องยอมรับว่าช่วงกลางปีเศรษฐกิจค่อนข้างแย่และไม่มีเครื่องรุ่นใหม่ที่มีนวัตกรรมโดดเด่นดึงดูดความสนใจเท่าช่วงปลายปี ทำให้งานช่วงกลางปีที่จัดครั้งก่อน มียอดเงินสะพัดอยู่ที่ 1,800 ล้านบาท

สำหรับการจัดงานครั้งนี้หากเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ 2,000 ล้านบาท ถือว่าโตตามเป้า 10% แต่เท่าที่เช็กยอดขายและข้อมูลคร่าวๆ จากแบรนด์สมาร์ทโฟนต่างๆ พบว่าเกินเป้าที่คาดไว้ไปแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก ด้านจำนวนผู้เข้าชมงานที่คาดไว้ 7 แสนคน ก็น่าจะเกินเป้าที่วางไว้ เพราะวันสุดท้ายมีลูกค้าบางส่วนไม่สามารถเข้ามาภายในงานได้เพราะสถานที่ไม่เพียงพอรองรับ

นอกจากนี้ พฤติกรรมการเลือกซื้อของผู้เข้าชมงานมีความต้องการที่หลากหลายยิ่งขึ้นรวมทั้งเทรนด์กล้องคู่ของแต่ละแบรนด์ที่แข่งกันมากขึ้น ขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น รวมทั้งระบบปฏิบัติการล่าสุด ต่างเป็นปัจจัยที่ตอบโจทย์ให้ผู้บริโภคที่กำลังมองหาเครื่องใหม่ได้เป็นอย่างดี

ด้านสีสันสำคัญที่เป็นกระแสในโลก โซเชียลคือเรื่องของแถม ซึ่งมีหลายแบรนด์แข่งกันดุมาก ทั้งแจกทีวี ส่วนลดค่าเครื่องรุ่นก่อนหน้านี้ บัตรของขวัญและของแถมที่เรียกได้ว่าต้องเตรียมกระเป๋ามาขนของแถมกลับบ้าน ด้านพื้นที่จัดงานครั้งนี้ก็เต็มทุกโซน ใช้พื้นที่จัดงานคุ้มทุกจุด และทุกรายที่เคยหายไปจากตลาดก็กลับมาร่วมแชร์พื้นที่กับพาร์ตเนอร์ด้วย

“ฮอร์แกไนซ์”ระบบบริหารหอพัก ครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ต.ค. 2560 เวลา 22:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/518037

"ฮอร์แกไนซ์"ระบบบริหารหอพัก ครบวงจร

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

ฮอร์แกไนซ์ (Horganice) ระบบบริหารจัดการหอพักอย่างครบวงจรที่มีเป้าหมายร่วมเปลี่ยนแปลง และผลักดันให้ธุรกิจหอพักสามารถบริหารธุรกิจได้อย่างดีที่สุด รวมถึงทำให้ลูกค้าของหอพักได้รับความสะดวกไปพร้อมกัน อีกทั้งทีมงานได้ก่อตั้งขึ้นจากคนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในประเทศไทย

“ธนวิชญ์ ต้นกันยา” ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮอร์แกไนซ์ เปิดเผยว่า ฮอร์แกไนซ์ระบบจัดการหอพักอย่างครบวงจรที่ได้มีจุดเริ่มต้นมาจากการมองเห็นปัญหาและอุปสรรคจากสิ่งใกล้ตัวคือจากการเดินทางที่ได้พบกับหอพักมีการติดป้าย ไม่รับเงินสด และธุรกิจที่บ้านก็ทำในด้านหอพัก จึงพบว่าปัญหาในด้านนี้มีอยู่อย่างแท้จริง ทำให้สนใจสร้างระบบเพื่อตอบโจทย์ความต้องการและการร่วมแก้ปัญหาให้แก่กลุ่มลูกค้า

ทั้งนี้ จากความสนใจทำให้ตนเองได้เริ่มต้นสำรวจความต้องการของผู้ประกอบการหอพัก ในเบื้องต้นจำนวน 30-40 ห้อง และขยายการสำรวจเป็น 100 ห้อง ก่อนที่จะศึกษาแนวทางและมีอาจารย์ที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำ ทำให้มองเห็นโอกาสและศักยภาพความเป็นไปได้ในการทำระบบ

“ผมสนใจอยากสร้างธุรกิจตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย โดยในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยด้านวิศวะคอมพิวเตอร์ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ไปเรียนวิชาเลือกด้านนวัตกรรมการตลาด รวมถึงได้ไปฝึกงานที่บริษัท ทรูได้ทดลองด้านการตลาด ได้ทำโครงการ ซึ่งพบว่าที่เราทำนาฬิกาให้แก่บริษัททัวร์อาจจะไม่เหมาะสมด้านต้นทุนการผลิต แต่เมื่อทำจึงได้เรียนรู้และสนใจมาสู่การทำระบบจัดการหอพักอย่างครบวงจร” ธนวิชญ์ กล่าว

ขณะเดียวกัน การเริ่มต้นสร้างฮอร์แกไนซ์ที่ได้ทางการตั้งแต่ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยปีที่ 3 พร้อมกันนี้ได้มีนักลงทุนที่เป็นบุคคล สนใจเข้ามาร่วมลงทุนในบริษัท พร้อมกับได้เสนอให้เริ่มต้นเขียนแผนธุรกิจและหาผู้ร่วมก่อตั้ง ซึ่งตนเองได้ผู้ร่วมก่อตั้งที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ทั้งนี้ ได้ใช้ระยะเวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ก่อนออกมาสู่ตลาดประมาณ 4-6 เดือน พร้อมกับได้นำเสนอข้อมูลให้แก่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหอพักต่างๆ ซึ่งได้เริ่มที่ จ.เชียงใหม่ ในช่วงประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา หลังจากนั้นจึงได้ลูกค้ารายแรกที่เชียงใหม่ที่เป็นหอพัก ต่อมามีกลุ่มลูกค้าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในช่วงแรกจะเปิดให้ลูกค้าทดลองได้ใช้บริการฟรี เพื่อให้ได้รับฟังความคิดเห็นในด้านต่างๆ เพื่อให้สามารถสร้างรูปแบบ (แพลตฟอร์ม) ที่ดีสุดแก่ลูกค้า“การได้นักลงทุนจำนวน 4 ราย เข้ามาในบริษัท ทำให้ได้ร่วมส่งเสริมพัฒนาการออกแบบดีไซน์ภายใน รวมถึงช่วยผลักดันการขยายองค์กรในด้านต่างๆ มากขึ้น” ธนวิชญ์ กล่าว

ในปีล่าสุด ฮอร์แกไนซ์ได้มีลูกค้าหอพักใช้บริการจำนวน 2,000 รายแล้ว คิดเป็นจำนวน 7 หมื่นห้อง พร้อมกันนี้บริษัทมีรายได้เข้ามาในองค์กรต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มลูกค้าก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น 20 เท่าตัวต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งลูกค้าสามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ผ่านเว็บไซต์ www.horganice.in.th หรือผ่านเฟซบุ๊ก Horganice

“ธนวิชญ์” กล่าวต่อว่า ระบบของบริษัทจะทำให้ผู้ใช้บริหารคือ เจ้าของหอพักใช้งานได้อย่างง่ายที่สุด รวมถึงสามารถใช้งานผ่านระบบแอพพลิเคชั่นทั้งผ่านโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต ทำให้บริหารจัดการทั้งหอพัก พนักงาน และการดูแลแจ้งข่าวสารไปยังลูกค้าที่เข้ามาเช่าหอพักได้สะดวกมาก รวมถึงช่วยลดต้นทุนบริหาร อีกทั้งยังช่วยป้องกันการดูแลใบเสร็จ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ส่วนผู้เช่าหอพัก ก็จะได้ผลดีเช่นกัน ทั้งด้านข้อมูลข่าวสาร การแจ้งเตือนและส่งใบเสร็จ ส่วนอัตราค่าการใช้บริการจะอยู่ที่ 97 บาท/เดือน และราคาสูงสุดอยู่ที่ 979 บาท/เดือน โดยจะขึ้นอยู่กับจำนวนห้องพักในการบริหารจัดการ ซึ่งผลที่ลูกค้าได้ใช้บริการต่างให้การตอบรับในระดับที่ดีอย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ ในระบบยังรวบรวมข้อมูลของหอพักต่างๆ จึงเปรียบเสมือนการมีมาร์เก็ตเพลสให้แก่หอพักอย่างครบวงจร รวมถึงบริษัทสามารถเพิ่มให้บริการและสินค้าต่างๆ แก่หอพักได้ อีกทั้งบริษัทมีพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้งบริการช่าง ระบบบัญชี รวมถึงศูนย์รวมระบบก่อสร้างและบริษัทรับเหมาก่อสร้าง เป็นต้น ทำให้กลุ่มลูกค้าเจ้าของหอพักได้รับบริการและข้อมูลครบวงจร

 

“ธนวิชญ์” กล่าวต่อว่า การบริหารงานขององค์กรตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจะเน้น 5 ด้านที่สำคัญ ทั้ง 1.ด้านการนำเสนอบริการต่างๆ ทำให้ลูกค้าได้รับสิ่งที่ดีที่สุด 2.การร่วมมือสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่ดี เพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีแก่ลูกค้า 3.การมีทีมงานภายในองค์กรต้องมีแนวคิดและมุมมองในทิศทางเดียวกัน 4.การร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีสู่สังคม (อีโคซิสเต็ม) ท้ายที่สุด เมื่อได้ปรับมุมมอง ร่วมพัฒนาสังคมให้ดีมากขึ้นแล้ว เชื่อว่ามั่นจะผลักดันให้บริษัทเติบโตอย่างดี ร่วมนำเสนอสิ่งที่ดี ทั้งนี้ ปัจจุบันจากการที่เริ่มต้นจากผู้ร่วมก่อตั้ง 2 คน ในปัจจุบันมีทีมงานขยายเพิ่มเป็น 8 คนแล้ว

อีกทั้งองค์กรได้เข้าร่วมโครงการของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยได้ร่วมงานสตาร์ทอัพไทยแลนด์ ที่จัดใน จ.เชียงใหม่ช่วงที่ผ่านมา และทีมได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดสตาร์ทอัพ ภาคเหนือ สำหรับการร่วมประกวดในครั้งนี้ เพราะต้องการนำเสนอข้อมูลและจุดประกายความสนใจให้แก่คนรุ่นใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นทำธุรกิจ โดยเฉพาะนักศึกษา ถ้าเริ่มต้นมีแนวคิด มุมมองที่ดี ก็สามารถผลักดันบริหารสร้างธุรกิจ และสร้างสิ่งที่ดีแก่สังคมได้

ส่วนการทำสตาร์ทอัพถือเป็นการทำธุรกิจแบบหนึ่ง โดยการทำธุรกิจถือว่ามีความยากอยู่แล้ว และการทำสตาร์ทอัพจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ดังนั้น ทุกคนต้องพร้อมเรียนรู้ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที ปรับเปลี่ยนให้เร็ว

“สตาร์ทอัพเป็นธุรกิจที่ต้องใช้ความรวดเร็ว ผมมองว่า หากเราเป็นปลาไวก็สามารถที่จะชนะในธุรกิจได้หรือชนะปลาใหญ่ได้ ดังนั้น ในยุคนี้ เข้าสู่ เมื่อปลาเล็กรวมกลุ่มกันหลายตัวก็มีโอกาสชนะปลาใหญ่ได้ แตกต่างจากในยุคอดีตที่ปลาใหญ่ชนะปลาเล็ก”ธนวิชญ์ กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทพร้อมขยายฮอร์แกไนซ์ผลักดันการขยายตัวทั้งในพื้นที่ ภาคเหนือ กทม. และในจังหวัดหัวเมืองของประเทศ พร้อมกับสนใจขยายธุรกิจออกไปในต่างประเทศในอนาคต เชื่อมั่นว่าศักยภาพของธุรกิจสามารถจะเติบโตได้อย่างยั่งยืน รวมถึงบริษัทจะมุ่งนำเสนอทั้งบริการระบบต่างๆ ให้แก่ลูกค้าได้ใช้ เพื่อผลักดันการสร้างบริการที่ดีแก่สังคม

“ผมใช้หลักการแนวคิดของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาบริหารองค์กร เพื่อร่วมผลักดันบริษัทให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต เพื่อสร้างทั้งทีมงาน บริการ และร่วมทำให้สังคมของประเทศไทยดีขึ้นไปพร้อมกัน”ธนวิชญ์ กล่าว

“เอไอ”ขับเคลื่อนโลกแห่งการออกแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 ต.ค. 2560 เวลา 19:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/517870

"เอไอ"ขับเคลื่อนโลกแห่งการออกแบบ

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

เมื่อไม่นานนี้ การปรากฏตัวขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ได้สร้างความน่าหวาดหวั่นขึ้นในหลายภาคอุตสาหกรรม เพราะเอไอมีขีดความสามารถเพิ่มมากขึ้นทุกวันจนทำสิ่งต่างๆ ได้ไม่แพ้มนุษย์ และอาจกำลังก้าวเข้ามาแทนที่คนในงานบางประเภท

ขณะนี้ โลกแห่งการออกแบบเป็นอีกหนึ่งแวดวงที่เริ่มเผชิญการท้าทายจากเอไอ หลังบรรดาสตาร์ทอัพเอไอจำนวนมาก มีความก้าวหน้าในการพัฒนาเอไอจนสามารถทำงานออกแบบบางอย่างได้แล้ว

ล่าสุดนั้นเอไอสามารถสร้างสรรค์โลโก้แบรนด์ธุรกิจ โดย โลโก้จอย (Logojoy) สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีในแคนาดา ประสบความสำเร็จในการป้อนกฎการออกแบบหลายพันรูปแบบเข้าไปในอัลกอริทึมของเอไอ ทำให้เอไอสามารถเลือกสรรสีสัน ดีไซน์ สัญลักษณ์ และตัวอักษรโลโก้ได้ตามความต้องการของผู้สร้างภายในเวลาเพียง 2 นาที

โลโก้จอยก่อตั้งขึ้นโดย ดอว์สัน วิตฟีลด์ กราฟฟิกดีไซเนอร์ผู้มีประสบการณ์คร่ำหวอดมานานกว่า 12 ปี วิตฟีลด์ เปิดเผยว่า ต้องการให้โลโก้จอยเป็นทางเลือกสำหรับธุรกิจหน้าใหม่ที่ยังไม่มีเงินทุนในการออกแบบแบรนด์มากนัก โดยราคาโลโก้ของบริษัทอยู่ที่ 20-65 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 663-2,156 บาท)

แม้ขณะนี้เอไอของโลโก้จอยออกแบบได้เพียงโลโก้แบบธรรมดาเรียบง่าย แต่บริษัทเปิดเผยว่านับตั้งแต่ก่อตั้งธุรกิจในปี 2016 มีผู้สมัครใช้งานแล้ว 8 แสนราย และสามารถจำหน่ายโลโก้ได้แล้ว 1.5 หมื่นแบบ ซึ่งหากยิ่งมีผู้ใช้งานมากขึ้น เอไอจะสามารถเรียนรู้และออกแบบโลโก้ได้ตรงใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น

ความสามารถในการออกแบบของเอไอไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างโลโก้เท่านั้น แต่เอไอยังยังร่วมสร้างสรรค์เว็บไซต์ได้ด้วยเช่นกัน โดยบริษัทให้บริการแพลตฟอร์มเว็บไซต์หลายแห่ง เช่น กริด (Grid) และ วิกซ์ (Wix) ได้นำเอไอมาช่วยออกแบบเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเทมเพลต วางรูปแบบอินเทอร์เฟซ และเลือกสีสันในส่วนต่างๆ แม้เอไอเหล่านี้ ยังไม่สามารถออกแบบเว็บเองได้ทั้งหมด แต่ก็ช่วยแบ่งเบางานออกแบบไปได้ไม่น้อย และทำให้หน้าตาเว็บไซต์ดูไม่สำเร็จรูปเหมือนออกมาจากพิมพ์เดียวกันจนเกินไป

นอกจากการออกแบบเว็บและโลโก้เชิงพาณิชย์ทั่วไปแล้ว เอไออาจกลายเป็นผู้ทำนายเทรนด์แฟชั่นในอนาคตอันใกล้นี้ โดยทีมนักวิจัยของอเมซอน ยักษ์อี-คอมเมิร์ซจากสหรัฐ ได้ตั้งแล็บ 126 ขึ้น เพื่อสร้างเอไอสำหรับการออกแบบแฟชั่นโดยเฉพาะ ซึ่งทีมงานได้ป้อนรูปภาพจำนวนมากเข้าไปในอัลกอริทึมเอไอ และให้เอไอเรียนรู้แฟชั่นจากรูปดังกล่าว แล้วสร้างสไตล์แฟชั่นขึ้นมาเองจากข้อมูลที่มีอยู่ โดยการพัฒนาเอไอแฟชั่นดีไซเนอร์ของอเมซอน คาดว่าจะเปิดทางบริษัทเข้าสู่ธุรกิจเสื้อผ้าในเวลาต่อไป

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ นับเป็นเพียงก้าวแรกของเอไอในโลกแห่งการออกแบบสร้างสรรค์ และในไม่ช้าเอไอคงสามารถสร้างสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจออกมาได้เรื่อยๆ แม้ความก้าวหน้าดังกล่าวถือเป็นการสั่นสะเทือนวงการออกแบบ แต่ก็จะช่วยกระตุ้นให้งานออกแบบมีการพัฒนามากยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องเอกลักษณ์และคุณภาพงานจนไปสู่ความพรีเมียมมากยิ่งขึ้นในอนาคต

โลกอ้าแขนรับฟินเทค ปรับสู่ผู้นำสร้างนวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 ก.ย. 2560 เวลา 14:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/517638

โลกอ้าแขนรับฟินเทค ปรับสู่ผู้นำสร้างนวัตกรรม

โดย ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

เมื่อผู้ให้บริการระบบชำระเงินระดับโลกมีความท้าทายจากกระแสฟินเทค และแนวโน้มสังคมไร้เงินสด ในหลายประเทศหนีไม่พ้นที่ต้องเปลี่ยนจากผู้ให้บริการเป็นผู้พัฒนา เพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการชำระเงิน โดยศูนย์กลางของการพัฒนานวัตกรรมการเงินในเอเชียแปซิฟิกอยู่ที่ สิงคโปร์

เริ่มที่ มาสเตอร์การ์ด ได้คิดค้นการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ที่ศูนย์แสดงนวัตกรรมและมาสเตอร์การ์ดแล็บ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี 3 ด้าน ได้แก่ การสื่อสารกับดีไวซ์ (Conversation System) อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (IoT) และเทคโนโลยีเพื่อร้านค้า (Merchant Experience) นวัตกรรมเด่นที่จัดแสดงที่สิงคโปร์ ประกอบด้วย

เปปเปอร์ (Pepper) เป็นหุ่นยนต์เสมือนมนุษย์ตัวแรกที่รับรู้อารมณ์ของมนุษย์ได้ มีแอพพลิเคชั่นที่เชื่อมโยงข้อมูลร้านค้า ส่วนลูกค้าเชื่อมต่อบัญชีมาสเตอร์พาสผ่านอีวอลเล็ตหรือคิวอาร์โค้ด เปปเปอร์ก็พูดคุยให้คำแนะนำและสั่งซื้อสินค้าได้

ควิกเกอร์ (Qkr) โซลูชั่นเพื่อร้านค้าที่ลดขั้นตอนการรับออร์เดอร์จาก 11 นาที เหลือ 1 นาที เพราะผู้บริโภคสามารถสั่งซื้อได้ด้วยตัวเอง อีกทั้งยังปรับใช้กับตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (Qkr Vending) ที่ใช้เทคโนโลยีชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ด ไม่ต้องใช้เหรียญ

แอพพลิเคชั่นยืนยันตัวตนผ่านมือถือ (ID Check Mobile) ด้วยถ่ายรูปหรือ Facial Biometrics จาก 3 หมื่นจุดบนใบหน้า ไม่ต้องใช้พินหรือสแกนนิ้วมือ เพราะมือถือบางรุ่นก็ไม่มีโปรแกรมสแกนนิ้ว

“พัฒนาการชำระเงินของไทยไปเร็วมาก เมื่อ 4-5 เดือนที่แล้ว เพิ่งเดินทางไปคุยกับธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับมาตรฐานคิวอาร์โค้ด แต่ขณะนี้ไทยเตรียมใช้คิวอาร์โค้ดที่เป็นมาตรฐานเป็นประเทศแรกในภูมิภาค ขณะที่สิงคโปร์ยังช้ากว่า” เดวิด ชาน Senior Vice President ด้านพัฒนาตลาด มาสเตอร์การ์ดประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

ด้าน วีซ่า ได้ตั้งศูนย์นวัตกรรมที่สิงคโปร์ เป็นสถานที่ที่ร่วมกับพาร์ตเนอร์มาพัฒนานวัตกรรมใหม่ด้วยกัน ซึ่งวีซ่าได้เปิดระบบเป็น Open API ให้ผู้เล่นทั่วโลกเข้ามาพัฒนาร่วมกัน ภายใต้ 3D Discover Design Develop แบ่งทีมผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี การตลาด และประสบการณ์ลูกค้า มาร่วมกันทำงาน

อาเช็ค หัวหน้าอินโนเวชั่นของวีซ่า เล่าว่า ตอนอินเดียประกาศเลิกใช้ธนบัตรใบละ 500 และ 1,000 รูปี วีซ่าส่ง ทีมไปศึกษาพฤติกรรม จากนั้นก็เริ่มดีไซน์หาโซลูชั่น ซึ่งพบว่า เอ็มวีซ่า คิวอาร์โค้ด ตอบโจทย์การชำระเงินที่อินเดีย

นวัตกรรมใหม่ที่กำลังพัฒนาในศูนย์นวัตกรรม อาทิ การเปิดวอลเล็ตเองผ่านแอพพลิเคชั่น การชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดให้รถตุ๊กตุ๊ก แพลตฟอร์ม ร้านค้าออนไลน์บนเฟซบุ๊ก แพลตฟอร์มร้านค้าที่มีหน้าร้าน และ IoT ในยานยนต์ ซึ่งเป็นเป้าหมายของ วีซ่า ที่ต้องการเป็นแพลตฟอร์ม (Visa as a Platform) อย่างแท้จริง

ด้าน ไอบีเอ็ม ยาเชส กัมพานี หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านบริการทางการเงินประจำอาเซียน กล่าวว่า ไอบีเอ็มที่เคยถูกมองเป็นผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ คอมพิวเตอร์ หรือโน้ตบุ๊ก ได้ทรานส์ฟอร์มจากภายใน พร้อมตั้งไอบีเอ็ม สตูดิโอ ที่สิงคโปร์ เป็นศูนย์กลางทำงานร่วมกับบริษัทและสตาร์ทอัพ บนพื้นฐานของเทคโนโลยี ค็อกนิทีฟ บล็อกเชน และแนวคิดการออกแบบ (Design Thinking)

บล็อกเชน เป็นเทคโนโลยีที่ไอบีเอ็มมองว่าจะเปลี่ยนโลก เพราะเป็นแหล่งข้อมูลความจริงหนึ่งเดียวของการทำธุรกรรมหรือเอกสาร ที่ตรวจสอบย้อนหลังได้เสมอ โดยไอบีเอ็มได้ร่วมกับหลายองค์กรนำบล็อกเชนไปใช้ อาทิ ร่วมกับ Maersk ทำแพลตฟอร์มบล็อกเชนเชื่อมต่อซัพพลายเชนโลจิสติกส์ทั่วโลก

แม้แต่บริษัทระดับโลกทั้ง 3 รายยังตื่นตัว หลังมองเห็นถึงพฤติกรรม ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป จากเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แต่พลวัตการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้น่ากลัวเท่ากับที่เปลี่ยนตัวเองได้ทันหรือไม่

“บิ๊กตู่”ลุยเน็ตหมู่บ้านลั่นศูนย์กลางดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 12:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/517704

"บิ๊กตู่"ลุยเน็ตหมู่บ้านลั่นศูนย์กลางดิจิทัล

“พล.อ.ประยุทธ์” เร่งเครื่องอินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน วางระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ ลั่นเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนถึงนโยบายของรัฐบาลในการ เดินหน้าขับเคลื่อนประเทศ ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและสารสนเทศ ขณะนี้กำลังดำเนินโครงสร้าง พื้นฐานดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ต ความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ประมาณ 7.5 หมื่นแห่ง หรือทุกหมู่บ้าน โดยเร่งดำเนินการอยู่เกือบ 2.5 หมื่นหมู่บ้าน

ขณะเดียวกันโครงการระบบ เคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ ระหว่างเอเชีย แอฟริกา ยุโรป ที่จะเพิ่มศักยภาพของวงจรสื่อสารระหว่างประเทศของไทย ลดต้นทุนในการเชื่อมต่อวงจรต่างประเทศลง เพิ่มโอกาสการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสำหรับทุกๆ คน รวมทั้ง ผู้มีรายได้น้อยด้วยนะครับ เป็นช่องทางที่สำคัญที่สุด

“สำหรับผู้มีรายได้น้อยนะครับ เข้าถึงได้ง่าย เข้าถึงได้เร็ว เราต้องพยายามเรียนรู้นะครับ ที่สำคัญคือจะส่งเสริมให้ไทยนั้นเป็น ‘ศูนย์กลางด้านดิจิทัล’ ของภูมิภาคอาเซียนอีก เพราะเราเป็นแกนกลางของอาเซียนอยู่แล้วทางภูมิศาสตร์” นายกฯ กล่าว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ ได้เดินทางไปเป็นประธานเปิดใช้งานเน็ตประชารัฐทั่วประเทศ โดยนำร่องเปิดใช้ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา วิทยาเขตสตูล จ.สตูล เป็นพื้นที่แรกอย่างเป็นทางการพร้อมส่งมอบเน็ตประชารัฐให้กับหมู่บ้านที่ติดตั้งเสร็จแล้ว 18,018 หมู่บ้าน

อย่างไรก็ตาม เน็ตประชารัฐ มีประชาชนลงทะเบียนใช้แล้ว 8 แสนคน โดยใช้ระบบ Android ถึง 90% คาดว่าจะติดตั้งเสร็จทั้งหมดในสิ้นปีนี้

นายกฯ กล่าวด้วยว่า อยากให้ประชาชนทุกคนเตรียมพร้อมเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม และปรับเปลี่ยนปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก เพื่อใช้เน็ตประชารัฐหาข้อมูลในการทำการค้า การลงทุน และการศึกษา ด้วยระบบออนไลน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อก้าวเข้าสู่ประเทศไทย 4.0

นอกจากนี้ นายกฯ กล่าวอีกว่า เรื่องการทำเคเบิลใต้น้ำที่มีบางฝ่ายบอกว่าเป็นการรบกวนปะการัง ชี้แจงว่าเป็นการวางสายในพื้นดินใต้น้ำ ไม่ได้ฝังกลบ รื้อย้ายหรือเปลี่ยนเมื่อไหร่ก็ได้ และมีการเลือกทำในพื้นที่รบกวนธรรมชาติน้อยที่สุด จึงขออย่ามองเพียงแง่เดียว

 

IDC Robocon 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/517691

IDC Robocon 2017

โดย มีนา

เด็กไทยก็เก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก เมื่อศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่ง 5 นักศึกษาตัวแทนประเทศไทยที่ชนะเลิศจากการแข่งขันออกแบบและสร้างหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 10 เข้าร่วมแข่งขันการออกแบบและสร้างหุ่นยนต์ระดับนานาชาติ &##8220;IDC Robocon 2017” ณ เมืองหางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา

ภายใต้โจทย์ “Silk Road” ร่วมกับเยาวชนตัวแทนจาก 8 ประเทศ รวม 55 คน โดยได้มีการจัดแบ่งกลุ่มเป็นทีมละ 4-5 คน แบบคละสมาชิกต่างประเทศและมหาวิทยาลัย

สำหรับผลการแข่งขัน ปรากฏว่านักศึกษาตัวแทนประเทศไทย ทำผลงานยอดเยี่ยมคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 คือ ฐิติมา สุขจิตร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ทีม Skyblue สุทิวัส ญาณชโลทร จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทีม Blue คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 และ วิวัฒน์ ศิลารักษ์ มหาวิทยาลัยมหิดล ทีม White คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ในฐานะประธานจัดการแข่งขัน กล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า รู้สึกภูมิใจกับนักศึกษาทุกคนที่มีโอกาสเข้าแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติ ทำให้ความสามารถด้านหุ่นยนต์ของเยาวชนไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้น นอกจากการเรียนแล้วจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ด้วย

“แม้ว่าการแข่งขันหุ่นยนต์จะจำกัดด้วยระยะเวลา แต่เยาวชนไทยมีความมุ่งมั่นตั้งใจและพยายามทำงานร่วมกับเพื่อนสมาชิกในทีมที่แตกต่างทางที่ใช้สื่อสาร หากมีการส่งเสริมและสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐ เยาวชนต้นกล้าเหล่านี้จะช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนและเติบโตเป็นบุคลากรทางด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่มีคุณภาพและช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศในยุคไทยแลนด์ 4.0 อย่างแน่นอน”

ขณะที่ ฐิติมา สุขจิตร นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม เจ้าของรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 กล่าวว่า ตนได้จับสลากอยู่ทีม “Sky Blue” ร่วมกับเพื่อนอีก 4 ชาติ คือ อียิปต์ เม็กซิโก ญี่ปุ่น และจีน โดยตนทำหน้าที่เป็นแมคคานิกส์ คือ ออกแบบหุ่นยนต์ด้านกลไก ซึ่งการแข่งขันเต็มไปด้วยความสนุก ตื่นเต้นและต้องมีการแก้ไขปัญหาอยู่ตลอดเวลา หน้าที่หลักของฐิติมาในการร่วมทีม สกาย บลู คือ คิดกลไกหุ่นยนต์ 2 ตัว โดยฐิติมาจับคู่ทำกับเพื่อนชาวญี่ปุ่น

“บรรยากาศการแข่งขันคือคณะกรรมการให้โจทย์ในขณะแข่งขันโดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ พื้นดินกับทะเล ฝั่งพื้นดินเขาให้เรานำหุ่นยนต์ของทีมไปชนกับกล่องที่บรรจุลูกปิงปองแล้วให้ลูกปิงปองไหลสู่หุ่นยนต์ที่รออยู่ด้านล่างของเรา

“หน้าที่ของหนูคือออกแบบกลไก พอได้โจทย์ เราทำหุ่นยนต์สองตัวแบ่งใช้ภาคพื้นดินกับทะเล หุ่นภาคพื้นดินเราใช้เป็นคีพเปอร์มีแขนเพื่อหยิบกล่อง แต่ตอนเก็บปิงปองเอาไปชน เราทำฐานเป็นแผ่นไม้เพื่อรองรับปิงปองไว้ที่ตัวหุ่น ก็เป็นเทคนิคทำให้เราชนะเพราะทีมหนูได้ลูกปิงปองเยอะมาก”

เธอเล่าว่า ตัวหุ่นยนต์พื้นดินมีปัญหาเยอะ เพื่อนชาวจีนกับอียิปต์ทำคีพเปอร์อยู่พื้นดิน เธอทำงานกับเพื่อนชาวญี่ปุ่นในภาคทะเล

“ของหนูทำง่ายมากๆ แต่เวิร์กมาก เพราะเราทำระบบง่ายๆ ทำเหมือนรอกหุ่นยนต์ พอไปแตะปิงปองปุ๊บ ปิงปองจะลงมาในหุ่นหมดเลย พอเราเก็บปิงปองเสร็จเอาไปใส่ในตำแหน่งที่เราต้องการ โดยเราทำเป็นรอกใช้ระบบขับเคลื่อนรอกด้วยเซอร์โว เป็นตัวขับเคลื่อน 360 องศา หมุนได้ทุกทิศทุกทาง จะได้ความแม่นยำ หุ่นเราเจาะรูไว้ให้พอดีกับลูกปิงปองหนึ่งลูก เวลาเราเคลื่อนรอก แผ่นกระดานจะขึ้นมาด้วย ลูกปิงปองก็จะไหลลงรูตามที่เรากำหนดทำให้การทำงานแม่นยำที่สุด”

สำหรับความประทับใจจากรองแชมป์คนเก่ง ฐิติมา คือการทำงานเป็นทีมเวิร์กสำคัญที่สุด โดยเพื่อนๆ ในทีมต่างรับฟังความคิดเห็นของแต่ละคนเพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาหุ่นยนต์ของทีมให้ดีที่สุด

“และอีกข้อ คือได้รับประสบการณ์มาเยอะมาก ซึ่งเราหาไม่ได้ในห้องเรียน เพราะเวลาลงแข่งทุกแมตช์ แน่นอนว่าย่อมต้องมีปัญหามาให้เราแก้ไขทุกครั้ง ซึ่งทุกคนต่างก็ช่วยกันแก้ไขปัญหากันอย่างเต็มที่ ส่วนอุปสรรคที่เจอก็จะเป็นเรื่องภาษา ซึ่งยอมรับว่าแรกๆ จะไม่ค่อยกล้าพูดคุย เพราะตนพูดอังกฤษไม่เก่ง แต่ก็สามารถสื่อสารได้

“พอมาช่วงหลังๆ ที่มีการเบรนสตรอมหรือระดมสมองก็เริ่มกล้าคุยมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ต้องเตรียมไปอีกในการแข่งระดับนานาชาติคือ ความรู้พื้นฐาน เช่น การเขียนโปรแกรม การใช้เครื่องมือช่าง ระบบอิเลกทรอนิกส์ขับเคลื่อน เพราะเวลาทำงานกันเป็นทีมจะเราได้สามารถช่วยเพื่อนในทีมได้เต็มที่”

 

คนซื้อรถค้นข้อมูลผ่านออนไลน์ตรึม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 07:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/517657

คนซื้อรถค้นข้อมูลผ่านออนไลน์ตรึม

กูเกิลกางผลสำรวจคนไทย ใช้ช่องทางออนไลน์หาข้อมูลก่อนซื้อรถยนต์ คาดอนาคตลดโชว์รูม

นายภูมิภัต ฉัตรแก้ว ผู้จัดการกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ กูเกิล ประเทศไทย เปิดเผยว่า พฤติกรรมผู้บริโภคไทย ตัดสินใจซื้อรถเปลี่ยนไป จากผลวิจัยหัวข้อการตัดสินใจซื้อรถที่กูเกิลทำร่วมกับ ทีเอ็นเอส พบว่า ผู้บริโภคเลือกที่จะศึกษาและค้นหาข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ก่อน เมื่อไปถึงโชว์รูมก็จะตัดสินใจซื้อได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ผู้ที่จะซื้อรถกว่า 74% จะยังไม่มีตัวเลือกที่ชัดเจนก่อนหาข้อมูล แต่เมื่อมีปัจจัยเกื้อหนุนอย่างสถานการณ์ทางการเงินดีขึ้น ครอบครัวขยายใหญ่ขึ้น เปลี่ยนงานหรือได้งานใหม่ แต่งงานและเหตุผลด้านสุขภาพ จะทำให้ผู้บริโภคมองหารถยนต์ใหม่เพื่ออำนวยความสะดวก

นอกจากนี้ 96% ของผู้บริโภคจะค้นหาข้อมูลผ่านเสิร์ชเอนจิ้นก่อน จากนั้นจะเป็นการดูพรีวิวผ่านวิดีโอออนไลน์ 88% และอีก 82% จะดูผ่านโซเชียล มีเดีย ดังนั้น ผู้ที่เริ่มมองหาข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์จะเลือกดูผ่านวิดีโอออนไลน์เกี่ยวกับรถรุ่นใหม่ที่ไม่เคยคิดจะซื้อมาก่อน 87% อีก 77% ชมวิดีโอออนไลน์เพื่อให้กรอบการพิจารณาแคบลง และอีก 94% จะติดตามอย่างต่อเนื่อง โดย 49% ของผู้ที่รับชมวิดีโอออนไลน์จะเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของตัวแทนจำหน่าย 44% จะถามราคาจากนั้นก็อยู่ที่ฝ่ายขายแต่ละแบรนด์

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นายภูมิภัต กล่าวว่า กูเกิลเชื่อว่า การนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้าจะช่วยให้ค่ายรถยนต์วิเคราะห์และตัดสินใจในการวางแผนลงสื่อโฆษณาได้ดีขึ้น เลือกใช้สื่อได้อย่างเหมาะสมและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย พร้อมแนะ ให้แบรนด์สร้างคอนเทนต์ให้โดนใจ ผู้ชม โดย 47% ควรมีรีวิวรถหรือทดลองขับการทดสอบเปรียบเทียบ 44% นำเสนอความปลอดภัยของรถ 40% ชมสภาพภายในและนอกรถ อีก 39% นำเสนอสมรรถนะของรถและควร เลือกผลิตคอนเทนต์แบบ 360 เพื่อให้ลูกค้ามีการเห็นสินค้ารอบด้านก่อนตัดสินใจซื้อและลดการเดินทางไปที่ศูนย์บริการ

ด้าน นายศรุต อิงคะวัต ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) กล่าวว่า เรื่องของศูนย์บริการไม่ได้หายไปจากตลาด แต่จะปรับรูปแบบให้รองรับบริการลูกค้าได้ดีขึ้น และยังคงมีแผนขยายสาขาที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาด แต่ต้องยอมรับว่าการใช้ช่องทางออนไลน์สื่อสารกับลูกค้าจะเป็นบริการอีกรูปแบบหนึ่งที่พนักงานต้องรู้จักปรับตัว เพื่อให้งานบริการดีขึ้นกว่าเดิม

สำหรับการลงทุนโฆษณาออนไลน์นั้น ทุกแบรนด์ลงทุนกันไม่น้อยกว่า 80-100 ล้านบาท เพราะช่วยลดต้นทุนด้านสื่อหลักแบบเดิม รวมทั้งเข้าถึง ผู้บริโภคได้ดีขึ้น โดยบริษัทยังคงควบคู่งานบริการและสื่อสารการตลาดอย่างเหมาะสม เพราะหลังจากที่มีการทำสื่อโฆษณาออนไลน์ทุกรูปแบบ พบว่าลูกค้าเดินทางเข้ามาที่โชว์รูมลดลง และการติดต่อขอทดลองขับก็น้อยลง