นายกฯเปิดใช้เคเบิ้ลใต้น้ำเพิ่มโอกาสเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กันยายน 2560 เวลา 20:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/517585

นายกฯเปิดใช้เคเบิ้ลใต้น้ำเพิ่มโอกาสเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

นายกฯเปิดโครงการเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศมูลค่าการลงทุน 20,000 ล้านบาท เพิ่มโอกาสผู้มีรายได้น้อยเข้าสู่บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

พลเอก ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางเปิดโครงการเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ ระบบ Asia–Africa–Europe–1 (AAE-1) ตั้งอยู่ที่บ้านตะโล๊ะใส ต.ปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ โดย บมจ.ทีโอที ได้ร่วมลงทุนกับกลุ่มทุนจากบริษัทโทรคมนาคมชั้นนำระหว่างประเทศอีก 17 ประเทศ (France, Italy, Greece, Egypt, Saudi Arabia, Djibouti, Yemen, Oatar, UAE, Oman, Pakistan, India, Myanmar, Cambodia, Vietnam, HongKong, Malaysia และ Singapore) ในการก่อสร้างระบบเคเบิลใต้น้ำความจุสูงระบบแรกที่มีเส้นทางหลักผ่านประเทศไทยโดยมีแนวเส้นทางเคเบิลจากฮ่องกง พาดผ่านภาคใต้ซึ่งมีจุดขึ้นบกที่จังหวัดสงขลาและเชื่อมต่อผ่านสายเคเบิลใยแก้วนำแสงภาคพื้นดิน Thailand Crossingไปยังจังหวัดสตูล เชื่อมโยงไปยุโรป โดยโครงการระบบ AAE-1ใช้เทคโนโลยีล่าสุด 100Gbps ต่อหนึ่งคลื่นนำแสง มีความจุอย่างน้อย 32 ถึง40 Tbps มูลค่าการลงทุน 20,000 ล้านบาท

ปัจจุบันภาพรวมของโครงการดำเนินการแล้วเสร็จร้อยละ 90 โดย phase 1เส้นทางประเทศไทย-ยุโรป ได้เปิดใช้งานแล้ว และเส้นทางประเทศไทย-สิงคโปร์อยู่ระหว่างการทดสอบ สำหรับ phase 2 เส้นทางประเทศไทย-ฮ่องกง จะสามารถเปิดใช้งานได้ประมาณไตรมาสสุดท้ายของปี 2560ในส่วนของประเทศไทยทีโอที ได้ติดตั้งอุปกรณ์สถานีเคเบิลใต้น้ำปากบาราที่จังหวัดสงขลาและจังหวัด.สตูล และได้ดำเนินการติดตั้งเคเบิลใยแก้ว Thailand Crossingเสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งโครงการเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ ระบบ AAE-1 จะสร้างประโยชน์โดยรวมให้กับประเทศไทยโดยสามารถเพิ่มความจุวงจรสื่อสารระหว่างประเทศซึ่งจะสามารถรองรับความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตของประเทศได้อย่างหลากหลายและเพียงพอในระยะยาวช่วยลดต้นทุนในการเชื่อมต่อวงจรต่างประเทศ ส่งผลให้บริการของผู้ประกอบการโทรคมนาคมในประเทศไทยลดลง ทำให้การให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ภาคราชการ และธุรกิจด้วยราคาที่ถูกลง ทั้งนี้ จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ของประชาชนที่มีรายได้น้อยและสามารถใช้เป็นเส้นทางสำรองในกรณีเกิดอุบัติเหตุ เช่น จากสมอเรือ แผ่นดินไหวกลางทะเล ทำให้การสื่อสารของประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

 

เน็ตชายขอบเดือนละ200บ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กันยายน 2560 เวลา 09:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/517511

เน็ตชายขอบเดือนละ200บ.

กสทช.เคาะอัตราอินเทอร์เน็ตชายขอบไม่เกิน 200 บาท/เดือน เร่งเปิดใช้ภายในสิ้นปีนี้

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กสทช.ได้อนุมัติโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน พร้อมดำเนินการจ้างบริการ เพื่อให้เปิดใช้งานได้ตามเป้าหมายภายในปีนี้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 ก.ย. กสทช.ได้ลงนามสัญญาโครงการแล้วจำนวน 8 สัญญา วงเงินรวม 12,989.69 ล้านบาท โดยประชาชนที่อยู่ในพื้นที่โครงการจะสามารถใช้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 30/10 Mbps ได้ในราคาไม่เกิน 200 บาท/เดือน

นอกจากนี้ ยังมีบริการยูโซ่ (USO) แพ็กเกจรุ่นเล็ก ความเร็ว 15 Mbps ราคาไม่เกิน 150 บาท/เดือน และ ยูโซ่แพ็กเกจรุ่นจิ๋ว ความเร็ว 10 Mbps ราคาไม่เกิน 100 บาท/เดือน เฉลี่ยไม่เกินเมกละ 10 บาท ให้บริการสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อยและมีความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วต่ำกว่า 30 Mbps ส่วนการให้บริการที่ไม่เสียค่าบริการเพื่อสาธารณะ ได้แก่ ไว-ไฟสาธารณะ 3,149 จุด เฉลี่ยหมู่บ้านละ 1 จุด อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในหน่วยงานภาครัฐ ทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล รวม 1,317 แห่ง รวมทั้งมีศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะ 763 ศูนย์ พร้อมผู้ดูแลประจำศูนย์อย่างน้อย 1 คน ซึ่งทั้งหมดจะให้บริการฟรีตลอดระยะเวลา 5 ปี

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นายฐากร กล่าวว่า เป้าหมายให้มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไม่ต่ำกว่า 30 Mbps ต้องเปิดบริการไม่น้อยกว่า 588 หมู่บ้าน ภายในเดือน ธ.ค. 2560 ส่วนอีก 2,352 หมู่บ้าน ภายในเดือน เม.ย. 2561 ก่อนเปิดให้บริการครบ 100% ในเดือน ส.ค. 2561

“การดำเนินโครงการเน็ตชายขอบครั้งนี้ สามารถประหยัดงบประมาณลงได้ 624.93 ล้านบาท จากราคากลางโครงการ จำนวน 13,614.62 ล้านบาท ผมเชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลได้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตราคาถูก และมีโอกาสเหมือนคนเมือง” นายฐากร กล่าว

สำหรับผู้ประกอบการที่ได้เข้าร่วมงานบริการอินเทอร์เน็ต ได้แก่ บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต คอร์ปอเรชั่น บริษัท ทีโอที บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น และ บริษัท กสท โทรคมนาคม

 

ดีแทคยันไลน์โมบาย ไม่เป็น’เอ็มวีเอ็นโอ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กันยายน 2560 เวลา 06:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/517487

ดีแทคยันไลน์โมบาย ไม่เป็น'เอ็มวีเอ็นโอ'

ดีแทคยันไลน์ โมบายไม่ใช่เอ็มวีเอ็นโอ ระบุเป็นแบรนด์ที่สอง รับยุทธศาสตร์สู่การให้บริการดิจิทัลปี 2563

นายแอนดริว กวาลเซท รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มดิจิทัล บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค เปิดเผยว่า กรณีการเปิดตัวไลน์ โมบาย ให้บริการผ่านดีแทค ไตรเน็ต โดยร่วมมือกับ ไลน์ ประเทศไทย เป็นบริการที่ดำเนินการโดยดีแทค ที่อยู่บนกฎระเบียบและข้อบังคับโทรคมนาคม บริษัทขอยืนยันว่าไม่ใช่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนโครงข่ายเสมือน (Mobile Virtual Network Operator : MVNO) จากรับใบอนุญาตซึ่งขายส่งเพื่อไปให้บริการ เพราะไลน์ โมบาย เป็นแบรนด์ที่สองของดีแทค ซึ่งดีแทคเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตและมีโครงข่ายของตัวเอง (MNO)

ทั้งนี้ ไลน์ โมบาย ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้า 1.5% ให้กับไลน์ และค่าบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการสังคม (USO) 2.5% ให้กับ กสทช.อย่างไรก็ตามการให้บริการ 2 แบรนด์ของโอเปอเรเตอร์ พบว่าปี 2557 ข้อมูลจาก จีเอสเอ็มเอ ระบุว่าผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั่วโลกมีการใช้กลยุทธ์แบรนด์ที่สอง กว่า 260 แบรนด์ กับตลาดมือถือที่เริ่มอิ่มตัว

นอกจากนี้ ไลน์ โมบาย ไม่ใช่แบรนด์แรกที่ดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าวในไทย โดยมี ยู โมบาย (You Mobile) ของเอไอเอสเป็นผู้ให้บริการ สำหรับไลน์ โมบาย ออกมาตามนโยบายของดีแทควางเป้าหมายปี 2563 จากผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือก้าวไปสู่ผู้บริการทางด้านดิจิทัล รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เข้าสู่ดิจิทัล ช่วงทดลองใช้บริการไลน์ โมบาย มีผู้ใช้กว่า 1 หมื่นราย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สำหรับพฤติกรรมคนไทย การใช้งานโซเชียลมีเดียติดอันดับโลก อาทิ ผู้ใช้ไลน์ 41 ล้านราย สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่อุตสาหกรรมโทรคมนาคมมียอดขายผ่านออนไลน์ 5% และน้อยกว่า 15% ของบริการลูกค้าทำผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งผู้ประกอบการต้องตอบสนองความต้องการตลาดได้ช้า โดยดีแทคได้ตั้งหน่วยงานดิจิทัล กรุ๊ป มีแบรนด์ไลน์ โมบายเป็นสินค้า ตั้งเป้าปี 2563 คือยอดขายโทรคมนาคมบนออนไลน์เป็น 40% และให้บริการลูกค้าผ่านออนไลน์เป็น 80%

 

มือถือระดับกลางแข่งดุ หวังงานอีเวนต์ช่วยดัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กันยายน 2560 เวลา 05:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/517394

มือถือระดับกลางแข่งดุ หวังงานอีเวนต์ช่วยดัน

กระแสการจัดงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป ที่ปีนี้ขยับขึ้นมาเร็วกว่าเดิม เพราะงานพระราชพิธีและการงดทำตลาดทุกรูปแบบในช่วงเดือน ต.ค.นี้ ทำให้ภาคธุรกิจไอที เช่น สมาร์ทโฟน โอเปอเรเตอร์ และแอกเซสซอรี่ แข่งกันลดแลกแจกแถมอย่างเต็มที่ก่อนสภาพตลาดจะเข้าบรรยากาศไว้อาลัย

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

โอภาส เฉิดพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม วิชั่น เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดงานเป็นที่น่าพอใจ คาดจะมียอดเงินสะพัดในงานกว่า 2,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 10% ตั้งเป้าผู้เข้าร่วมชมงานกว่า 7 แสนคน

ด้วยเทรนด์สมาร์ทโฟนรูปแบบใหม่ทั้งกล้องคู่ หน้าจอกว้างไร้ขอบและระบบปฏิบัติการใหม่ ต่างก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคที่กำลังต้องการเปลี่ยนเครื่องใหม่น่าจะมาจับจ่ายในงานนี้ อีกทั้งเป็นจังหวะที่ค่ายยักษ์ใหญ่ระดับโลกมีรุ่นแฟล็กชิปเข้ามาทำตลาด รวมทั้งของแถมภายในงานก็จัดเต็มทุกค่าย จึงน่าจะเป็นสีสันสำคัญของงานสิ้นปีครั้งนี้

ทั้งนี้ ค่ายมือถือส่วนใหญ่ล้วนส่งสินค้าราคาระดับกลาง ตั้งแต่ 7,000-1 หมื่นบาท เข้ามาทำตลาดมากขึ้น เพราะทุกค่ายมีการเก็บข้อมูลมาว่าเป็นช่วงราคาที่เหมาะกับกำลังซื้อของผู้บริโภค จะมีก็เพียงฟีเจอร์โฟนรายเดียวอย่าง โนเกีย ที่ส่งรุ่น 3310 ราคา 1,790 บาท เข้ามาทำตลาด

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ซานดีฟ กุพทา ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาค บริษัท เอชเอ็มดี โกลบอล กล่าวว่า ตลาดฟีเจอร์โฟนในไทยมีกว่า 5 ล้านเครื่องทุกปี เฉลี่ยทุกแบรนด์ขายได้ 1 ล้านเครื่อง/เดือน บริษัทเชื่อว่ายังมีผู้บริโภคที่ต้องการสินค้ากลุ่มนี้ ถึงแม้จะเป็นฟีเจอร์โฟนที่ใช้งาน 3จี เพื่อเป็นเครื่องสำรองหรือเป็นโทรศัพท์มือถือเครื่องที่สอง

ทางด้าน วิชัย พรพระตั้ง รองประธานองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลค โทรนิคส์ กล่าวว่า บริษัทไม่กังวล เรื่องยอดขาย เพราะรุ่นแฟล็กชิปสามารถขายได้ทะลุเป้าที่วางไว้ ส่วนรุ่นที่มาขายในงานก็พยายามจะนำเสนอนวัตกรรมและเทรนด์ใหม่ๆ อย่างสังคมไร้เงินสด กาแล็คซี่กิฟต์ รวมทั้งกำลังพัฒนาระบบกิฟต์การ์ดร่วมกับพาร์ตเนอร์เพื่อให้เติมเงิน ซื้อของผ่านมือถือในวงเงินไม่เกิน 2 หมื่นบาทได้

อีกหนึ่งมือถือรายใหม่อย่าง จีโอนี (GIONEE) หยู ป่าวชิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จีโอนี ไทยแลนด์ กล่าวว่า บริษัทเป็นรายใหม่ที่เพิ่งมาทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางการ ทุ่มงบกว่า 150 ล้านบาท ทำตลาดและสร้างแบรนด์ คาดว่าจะขึ้นเป็นท็อป 4 ในไทยประมาณปลายปีหน้า

ภาพรวมทั้งหมดจะเห็นได้ว้าทุกค่ายต่างจัดหนักโปรโมชั่นเพื่อสะสมยอดขายให้ได้มากไว้ก่อน เพราะผ่านเดือน ต.ค.ไปแล้วยังไม่รู้ว่าตลาดจะกลับมาคึกคักได้เมื่อไหร่

ถ่ายปุ๊บ ปริ้นท์ปั๊บ! กล้องโพลารอยด์ดิจิทัล Kodak Printomatic

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2560 เวลา 10:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/517302

ถ่ายปุ๊บ ปริ้นท์ปั๊บ! กล้องโพลารอยด์ดิจิทัล Kodak Printomatic

กล้องดิจิทัลพกพา Kodak Printomatic ที่ถ่ายออกมาแล้วสามารถปรินท์ภาพได้ทันที
คล้ายกับกล้องโพลารอยด์ เพื่อช่วยบันทึกความทรงจำดีๆ ได้ทุกที่ ทุกเวลา

ตำนานกล้องและฟิล์ม Kodak ได้กลับมาทวงบัลลังก์อีกครั้ง ด้วยการเปิดเปิดตัว
Kodak Printomatic กล้องดิจิทัลขนาดพกพาในกลุ่ม Instant Camera หรือกล้องพกพาที่ถ่ายแล้วสามารถปรินท์ภาพออกมาได้ทันที
คล้ายกับกล้องโพลารอยด์ที่รู้จักกันดี

สำหรับฟังก์ชั่นหลักๆ ของ Kodak Printomatic
คือความละเอียด 10 ล้านพิกเซล มีแฟลชในตัว ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ซึ่งเป็นแบตในตัว
ไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้ โดยจะมีตัวแจ้งสถานะแบตเตอรี่ สถานะการปรินท์รูป
และช่องไมโครเอสดีการ์ด ส่วนโหมดถ่ายภาพมีให้เลือกสองโหมด คือ สีสันสดใส
และภาพขาวดำ

ส่วนขั้นตอนการใช้งาน ก็ง่ายๆ เพียงแค่ผู้ใช้กดถ่ายรูป กล้องก็จะสั่งพิมพ์ภาพดังลงบนกระดาษ
Zink หรือกระดาษไร้หมึก ขนาด 2×3 นิ้ว ทันที โดยกระดาษดังกล่าวมีความพิเศษคือ
ตัวกระดาษจะบรรจุแม่สีหลักลงไปในเนื้อกระดาษ
ทำให้ในตัวกล้องไม่จำเป็นต้องมีตลับหมึก
แถมยังทำให้รูปที่ปริ้นท์ออกมามีสีสันสวยงาม ทั้งยังป้องกันน้ำ และทนทานต่อการฉีกขาดอีกด้วย

ตัวกล้องมาในรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีให้เลือก 2 สี
คือสีเหลืองคลาสสิคแบบฉบับ Kodak และสีเทาฟ้า
เริ่มวางจำหน่ายในสหรัฐปลายเดือนกันยายนนี้ ราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 69 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ
หรือประมาณ 2,000 กว่าบาท โดยในกล่องจะมีสายเคเบิล การ์ดความจำ และกระดาษปรินท์ภาพจำนวน
10 แผ่นมาให้ด้วย
หากต้องการซื้อเพิ่มจะมีวางขายในราคา 20 แผ่น 300 บาท และ 50 แผ่น 600 บาท

ที่มา: Theverge.com

ภาพ: Kodak

 

‘กูเกิล’ยอมแยกธุรกิจเอาใจอียูสอบผูกขาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2560 เวลา 07:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/517283

'กูเกิล'ยอมแยกธุรกิจเอาใจอียูสอบผูกขาด

กูเกิลประกาศแยกบริการ “กูเกิล ช็อปปิ้ง” หวังแก้ปัญหาผูกขาดตลาด หลังยุโรปกดดันหนัก

บลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวเกี่ยวข้องว่า กูเกิล บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จากสหรัฐ จะแยกบริการ กูเกิล ช็อปปิ้ง ออกมาจากธุรกิจเสิร์ชเอนจิ้น และบริหารงานแยกโดยเฉพาะ หลังกูเกิลถูกคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) สั่งปรับวงเงิน 2,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.9 หมื่นล้านบาท) เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา กรณีผูกขาดตลาดจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบหน้าแสดงผลการค้นหาของเสิร์ชเอนจิ้น ให้เน้นแสดงบริการช็อปปิ้งของบริษัทเป็นหลัก

ทั้งนี้ สหภาพยุโรป (อียู) ให้เวลากูเกิลแก้ปัญหาการผูกขาดตลาดดังกล่าวภายในวันที่ 28 ก.ย. หากไม่สามารถทำได้กูเกิลต้องเสียค่าปรับเพิ่มกว่า 5% จากรายได้ต่อวัน

นอกจากแยกบริการช็อปปิ้งแล้ว ก่อนหน้านี้บริษัทระบุว่าจะปรับเปลี่ยนระบบการแสดงโฆษณาบนหน้าผลการค้นหา โดยจะเปิดให้ธุรกิจต่างๆ สามารถแข่งขันประมูลพื้นที่โฆษณา 10 จุด อย่างไรก็ดี กูเกิลเปิดเผยว่า บริการช็อปปิ้งของบริษัทจะเข้าร่วมประมูลพื้นที่โฆษณาดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดยไม่รับเงินสนับสนุนจากบริษัทแม่

 

‘ทวิตเตอร์’ เล็งเพิ่มส่งข้อความ 280 ตัวอักษร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2560 เวลา 18:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/517181

'ทวิตเตอร์' เล็งเพิ่มส่งข้อความ 280 ตัวอักษร

ทวิตเตอร์ทดลองให้ผู้ใช้ทวีตข้อความได้มากถึง 280 ตัวอักษรเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 2 เท่า หวังดึงดูดความสนใจผู้ใช้ แต่โลกออนไลน์หวั่น”ทรัมป์”ทวีตกระจาย

สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า – สื่อสังคมออนไลน์อย่าง’ทวิตเตอร์’ แถลงเมื่อวันอังคาร (26 ก.ย.) ที่ผ่านมาว่า ได้ทำการทดลองให้ผู้ใช้งานสามารถทวีตข้อความเพิ่่มขึ้นจาก 140 เป็น 280 ตัวอักษร

อลิซา โรสเซน ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของทวิตเตอร์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “งานวิจัยของบริษัทระบุว่า การจำกัดตัวอักษรเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความไม่พอใจให้กับคนที่ใช้ภาษาอังกฤษ แต่ไม่มีปัญหากับการทวีตด้วยภาษาญี่ปุ่น แต่หากมองตลาดในภาพรวม การที่ประชาชนไม่ต้องบีบความคิดลงมาอยู่แค่ 140 ตัว ทั้งๆ ที่ยังมีที่ให้ขยายได้ ก็น่าจะทำให้คนใช้ทวิตเตอร์มากขึ้น”

ทั้งนี้ ยังไม่มีกำหนดการที่ชัดเจนว่าทวิตเตอร์จะเริ่มปรับการให้บริการทวีตข้อความเป็น 280 ตัวอักษรเมื่อใด แต่กระแสการตอบรับของโลกออนไลน์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คงจะใช้ทวิตเตอร์เป็นเครื่องมือแสดงความคิดเห็นก้าวร้าวได้ยาวมากขึ้นแน่นอน

 

แจ็คส่งเถาเป่าผนึกลาซาด้าเจาะอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2560 เวลา 07:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/516869

แจ็คส่งเถาเป่าผนึกลาซาด้าเจาะอาเซียน

อี-คอมเมิร์ซแข่งดุ ลาซาด้าช่วยอาลีบาบาดึงสินค้าเถาเป่าเจาะตลาดอาเซียนเพิ่ม

เว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ในอาเซียน ลาซาด้า เตรียมนำสินค้าที่วางขายในเถาเป่า แพลตฟอร์มค้าออนไลน์จากอาลีบาบา กรุ๊ป ยักษ์ใหญ่ด้านอี-คอมเมิร์ซจากจีน เข้าบุกตลาดอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า หลังเริ่มเจาะตลาดสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยลาซาด้าจะเลือกสินค้าของเถาเป่ามาวางขายในเว็บไซต์ลาซาด้าในหมวดหมู่ที่ชื่อ “เถาเป่า คอลเลกชั่น”

ลาซาด้าจะเป็นผู้เลือกผลิตภัณฑ์จากเถาเป่าที่สอดคล้องกับความนิยมของท้องถิ่น ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ รวมถึงจะเพิ่มคำบรรยายสินค้าเป็นภาษาท้องถิ่นด้วย

ก่อนหน้านี้ ลาซาด้าได้นำสินค้าจากเถาเป่าไปเจาะตลาดสิงคโปร์และมาเลเซียเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โดยในหมวดหมู่ “เถาเป่า คอลเลกชั่น” ของสิงคโปร์นั้น มีเนื้อความเป็นภาษาอังกฤษ และยังกำหนดค่าส่งในอัตราคงที่ ที่ 2.99 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 72 บาท) รวมถึงสามารถติดตามการจัดส่งผ่านแพลตฟอร์มของลาซาด้าได้

ทั้งนี้ การเติบโตของชนชั้นกลางในอาเซียนซึ่งมีประชากรกว่า 600 ล้านคน กำลังดึงดูดการลงทุนด้านการค้าออนไลน์จากทั่วโลก เช่น อเมซอน อิงค์ จากสหรัฐ ซึ่งเปิดตัวบริการส่งด่วน ไพรม์ นาว ในสิงคโปร์ไปเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา และ เจดี ดอต คอม อี-คอมเมิร์ซเบอร์ 2 จากจีนที่จับมือเป็นพันธมิตรกับกลุ่มเซ็นทรัลในประเทศไทย

 

ใครควรจะอยู่ ใครน่าจะไป (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2560 เวลา 14:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/516514

ใครควรจะอยู่ ใครน่าจะไป (2)

โดย ดร.เพียงออ เลาหะวิไลยpiangor@hotmail.com

และแล้วสิ่งที่เราคาดการณ์ไว้ก็มาถึงเร็วกว่ากำหนด (ต่อจากบทความก่อน)…

องค์กรแรงงานโลก บอกว่า ในอนาคตแรงงานประเทศอาเซียนจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะตกงานกันเป็นเบือ เพราะการมาของเทคโนโลยีใหม่ 3 อย่าง คือ Robotic (หุ่นยนต์ผลิตแทนคน) Automation (ระบบอัตโนมัติในการผลิต) และ 3D printing (การพิมพ์แบบ 3 มิติ ที่ทำสำเนาผลิตของออกมาเป็นชิ้นๆ ได้เลย)… วันนั้นมาถึงแล้วค่ะ ณ โรงงานแห่งหนึ่งในไทย ที่ใช้เทคโนโลยีในการผลิตสินค้าระดับสูงที่อยู่เหนือขีดความสามารถทางสายตาหรือการหยิบจับของมนุษย์จะจัดการได้ เช่น การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่บรรจุวงจรขนาดเล็กมากเท่ากับปลายปากกา 0.7 มิลลิเมตร ไว้ภายในเท่านั้น!

เป็นเครื่องจักรที่มีความฉลาดล้ำ เป็น “ปัญญาประดิษฐ์” (Artificial Intelligence) ของจริงเพิ่งประกอบเสร็จใหม่ๆ ส่งตรงมาจากเกาหลี 2 สัปดาห์ก่อน ในโรงงานซึ่งเป็น ที่ทำงานเดิมและปัจจุบันนี้ “เชกา” ก็ยังไปให้คำปรึกษาอยู่ค่ะ โรงงานทดลองสั่งประกอบเอา มาใช้ 1 เครื่อง ในราคาเครื่องละ 3.5 ล้านบาท แต่สามารถทำงานแทนพนักงานตรวจสอบคุณภาพสินค้าได้ถึง 15 คน!

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ด้วยความที่ต้องการประเมินสถานภาพของพนักงาน 15 คน ที่ถือว่าเป็นสหายเก่า จึงได้ไปคุยกับกลุ่มวิศวกรเกาหลีที่เข้ามาติดตั้งเครื่อง ว่ามันทำงานอย่างไร เลยได้รู้ว่า ยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์มาเคาะประตูรออยู่ที่หน้าบ้านเราแล้ว… เครื่องตรวจสอบนี้มีกลไกการทำงานโดยเริ่มต้นจากการสร้างความรู้ที่ป้อนเข้าไปว่า อะไรคือถูก อะไรคือผิด ป้อนต้นแบบลักษณะสินค้าที่เป็นของดีเข้าไป และวิศวกรซอฟต์แวร์จะกำหนดพื้นที่จุดต่างๆ ของชิ้นงานด้วยโปรแกรมควบคุมการมองเห็น (Vision) ของเครื่อง ออกมาเป็นภาพ (Image) ว่าแต่ละส่วนมีสีสันอย่างไร สว่างมืดอยู่ระหว่างเท่าไร ขนาดขอบเขตเท่าไร สินค้าทุกชิ้นที่วิ่งตามรางผ่านเข้ามาในจอภาพจะได้รับการประมวลผลตามสเปก…ชิ้นที่มีภาพนอกเหนือจากคุณสมบัติที่กำหนดไว้จะถูกบันทึกลงฐานข้อมูลและทำเครื่องหมายไว้ว่าเป็นของเสีย เพื่อคนจะได้กลับมากำจัดมันทิ้งไป…

โดยภาพรวม หากใช้มนุษย์ในการตรวจสอบ มนุษย์ก็ต้องเปรียบเทียบสิ่งที่สายตาตนเองเห็นและประมวลผลในสมอง เปรียบเทียบกับภาพและสิ่งที่ตนเองรู้อยู่ก่อน ว่าของชิ้นนั้นดีหรือเสีย มนุษย์ทำได้อย่างไร เครื่องจักรก็ทำได้อย่างนั้น นอกจากนี้เครื่องยังสามารถส่งข้อมูลต่อเข้าระบบการผลิตที่เชื่อมโยงถึงกัน เมื่อใดที่ตรวจพบของเสียมากกว่ามาตรฐานที่ตั้งไว้ เครื่องจักรสมองกลจะสั่งการไปยังเครื่องจักรที่อยู่ก่อนหน้าให้หยุดการผลิตทันทีก่อนที่จะเสียหายไปมากกว่านี้…คนที่เคยทำงานตรงนี้ไม่ต้องคิดประเมินสถานการณ์ให้ยุ่งยากอีก ต่อไป เหลือภารกิจเพียงแค่วิ่งมาดูเครื่องจักรที่หยุดแล้วเท่านั้นเองค่ะ

เครื่องจักรตัวนี้บริษัทเกาหลีที่อยู่ในโซนเทคโนโลยีในเมืองแดจอนเป็นผู้รับจ้างผลิต บริษัทนี้มีผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิทยาศาสตร์ ชั้นสูงแห่งเกาหลี (Korea Advanced Institute of Science and Technology หรือ KAIST) มาเป็นที่ปรึกษา… KAIST เป็นสถาบันอุดม ศึกษาเดียวของเกาหลีที่ดูแลโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแทนที่จะเป็น กระทรวงศึกษาธิการ มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิต นักวิทยาศาสตร์และวิศวกร ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี-โท-เอก ที่มีความสามารถสูงให้กับองค์กรต่างๆ ในเกาหลี

การสร้างเครื่องจักรไม่ได้ใช้เวลานานเลยค่ะ ใช้เวลาประกอบแค่ 2 เดือนครึ่ง ก็สร้างเสร็จ แต่ก่อนหน้านั้นต้องใช้เวลาในการประชุมสรุปความต้องการของลูกค้า 4 เดือนกว่า ถึงจะได้ข้อสรุปในการออกแบบฟังก์ชั่นการทำงานที่ถูกต้องตรงกับความต้องการของผู้ว่าจ้างได้…งานนี้ มองเห็นผลกระทบในวงกว้างของจริง เพราะนอกจากจะลดคนได้ทันที 15 คน/เครื่อง หากติดตั้งทุกสายการผลิต 5 เครื่อง ก็จบเลย คนจะหายไป 75 คนทันที ยังมีระยะเวลาคืนทุนเพียงแค่ 12 เดือนเศษๆ เท่านั้น!

ในแง่คุณภาพ เครื่องจักรยังทำงานได้ถูกต้องแม่นยำถึง 100% ในขณะที่หากใช้คนตรวจสอบกลับมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากสินค้าที่ต้องตรวจมีขนาดเล็กมาก ต้องใช้แว่นขยายขนาด 10 เท่า สายตาคนจึงจะพอมองเห็นได้ ที่ผ่านมาคนของเราตรวจสินค้าของเสียผ่านออกไปเยอะ จนทำให้ประธานบริษัทต้องบินด่วนไปเกาหลี เพื่อเข้าชี้แจงข้อผิดพลาดกับผู้บริหารของซัมซองที่เป็นลูกค้า จึงทำให้บริษัทต้องตัดสินใจใช้เครื่องจักรแทนคน ปัจจุบันก็แก่ๆ กันแล้ว นั่งทำงานตรวจคุณภาพสินค้ามานานเกือบจะ 20 กว่าปี เกือบจะเท่าอายุของบริษัท ความสามารถทางร่างกายและสายตาก็ถดถอยลงไปเยอะ เรียกว่า Physical Deterioration ที่มาในรูปของหู ตา และความว่องไวเสื่อมถอยตามอายุและการใช้งาน

นี่ละค่ะ จึงกลายเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข หากสร้างลักษณะงานใหม่ขึ้นมาไม่ได้ก็ต้องมีการคัดสรรคนที่จะ “เชิญให้กลับไปพักผ่อนที่บ้านพร้อมกับเงินจูงใจติดกระเป๋าไปเริ่มต้น ชีวิตใหม่”…ตอนนี้เทคโนโลยีกระทบชีวิตมนุษย์เกือบทั้งหมดในบริษัทที่ใช้เครื่องจักรเป็น Capital หลักในการสร้างรายได้ ที่เชื่อกันว่าบรรษัทต่างชาติย้ายฐานการผลิตไปหาประเทศที่ต้นทุนแรงงานที่ถูกลงนั้น เป็นส่วนหนึ่งซึ่งเกิดกับโรงงานที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตระดับต่ำ และระดับกลาง แต่บรรษัทที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตระดับสูงที่ยังเลือกเมืองไทยอยู่ ก็นำ ระบบอัตโนมัติต่างๆ มาใช้ทดแทนคน… ผลคือ คนก็ยังตกงานอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม เมื่อบริษัทนำเครื่องจักรเข้ามาแทนที่ หรือใช้ทางเลือกอื่นหากยังไม่สามารถหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมได้ เช่น การผลัดเปลี่ยนคนที่ความสามารถลดลงด้วยอายุที่สูงวัยขึ้น แล้วรับพนักงานหนุ่มสาวเข้ามาใหม่ จะได้ลดอายุขององค์กรให้เด็กลงด้วย ได้ความสด ไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ๆ ด้วย …แต่บริษัทยังต้องรักษาคนที่เป็นหัวกะทิอยู่ทำงานต่อ เพื่อป้องกันความเสี่ยงและความสูญเสียด้านคุณภาพและบริการ แล้ว “ใครควรจะอยู่ ใครควรจะไป”…คำถามนี้ ฝ่าย HR สรุปกันมาตามหลักปฏิบัติทั่วไปว่า “ใช้ผลการทำงานเป็นตัวชี้วัดสิ” แล้วหากคนเหล่านี้เป็นกลุ่ม Expert ที่มีประสบการณ์นานกว่า 20 ปี จะวัดกันยังไงล่ะ… คิดให้ถี่ถ้วนจริงจังในเชิงการบริหารสินทรัพย์ (Asset Management) มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกค่ะ…

 

ช่อง8ค้านทีวีดิจิทัลคืนสัมปทานหลังขาดทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2560 เวลา 06:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/516539

ช่อง8ค้านทีวีดิจิทัลคืนสัมปทานหลังขาดทุน

ผู้บริหารช่อง 8 ขวางคืนไลเซนส์ทีวีดิจิทัล ชี้ไม่ใช่ทางออกที่ถูก แนะรัฐปฏิบัติตามกฎหมาย

นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส ผู้ดำเนินธุรกิจสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 เปิดเผยว่า กรณีที่มีผู้ประกอบการส่วนหนึ่งจะขอคืนใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ทีวีดิจิทัล หรือไลเซนส์ โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับความพยายามจะผลักดันให้มีการใช้มาตรา 44 เพื่อเปิดช่องให้คืนไลเซนส์ทีวีดิจิทัล เพราะไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องและต้องคิดให้รอบคอบ เนื่องจากผู้ประกอบการทุกรายมีการวางแผนธุรกิจตามเงื่อนไขข้อกำหนดของผู้ว่าจ้าง (TOR) ตอนเข้าประมูล หากไปแก้ไขกติกาอาจทำให้เกิดผลได้ผลเสีย และเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการบางราย

นอกจากนี้ ยังทำรัฐเสียรายได้ ซึ่งในส่วนของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมสื่อตอนนี้ต้องมองเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจที่ต้องมีทั้งผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จและยังไม่สำเร็จ หากการดำเนินธุรกิจมีปัญหาก็ต้องแก้กันไป แต่หากจะมีมาตรการเข้ามาช่วยผู้ประกอบการจริงๆ ควรคิดแนวทางที่ทั่วถึงกับผู้ประกอบการทุกราย เพราะความจริงในสภาพเศรษฐกิจและการแข่งขันที่รุนแรง ผู้ประกอบการทุกรายก็เจอเช่นเดียวกัน

“ตอนนี้ผู้ประกอบการจะพยายามหาทางออกให้กับสถานการณ์ที่ยากลำบากของตัวเองตามวิถีทางธุรกิจ ดังที่เห็นการหาทุนใหม่ของหลายๆ ช่องเพื่อดำเนินการต่อไปได้เอง ดังนั้นภาครัฐควรมีบทบาทหน้าที่ กำกับ ดูแล และสนับสนุนส่งเสริมผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันก็ต้องระวังการทำให้เกิดผลกระทบกับการแข่งขันและการสร้างปัญหาใหม่ๆ ให้ผู้ประกอบการเพราะธุรกิจทีวีดิจิทัลเป็นการลงทุนเผาเงินทิ้งทุกวินาที ไม่เหมือนกับธุรกิจอื่นๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ ทำธุรกิจขาดทุน ไปไม่รอด ก็ยังมีทรัพย์สินที่เป็นสิ่งปลูกสร้างเหลือให้เห็นและมาปัดฝุ่นทำต่อได้”นายสุรชัย กล่าว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เริ่มเห็นภาพชัดเจนว่าใครจะจอดและใครจะไปต่อ ขณะเดียวกันก็มีบางช่องที่แม้จะเห็นว่าอยู่ในสถานะทางการเงินไม่ดี ผลกำไรไม่มี เรตติ้งไม่มี แต่ก็สามารถประคองตัวให้ผ่านพ้นไปได้เพราะสายป่านยาว ทั้งนี้ ช่องที่เรตติ้งดีก็ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จว่ารอดและไปต่อได้ เนื่องจากผลกำไรเท่านั้นที่เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จและการไปต่อในธุรกิจนี้ ซึ่งภาพชัดเจนตอนนี้คือ ช่องที่เกาะกลุ่มมีเรตติ้ง5 อันดับแรกสามารถยืนอยู่บนธุรกิจนี้ได้แน่นอน แต่ที่เหลืออีกกว่า 10 ช่อง แนวโน้มอาจจะหายไปจากตลาด