สมาร์ทฟาร์เมอร์ 4.0 ด้วยระบบจ่ายน้ำอัจฉริยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 13:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/516436

สมาร์ทฟาร์เมอร์ 4.0 ด้วยระบบจ่ายน้ำอัจฉริยะ

 โดย ปอย

เพื่อแก้ปัญหาระบบการตั้งเวลาให้น้ำยังมีความแม่นยำไม่เพียงพอ ประสิทธิภาพการให้น้ำต่ำ และพืชแต่ละชนิดก็ต้องการน้ำมากน้อยไม่เท่ากัน ไม่สามารถรู้ได้ว่าปริมาณน้ำที่ให้กับพืชนั้นเพียงพอหรือไม่?

จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ ผศ.ดร.โชติพงศ์ กาญจนประโชติ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ออกแบบและพัฒนา “ระบบอุปกรณ์จ่ายน้ำเพื่อการเกษตรแบบแม่นยำอัจฉริยะ” เครื่องมือช่วยให้เกษตรกรสามารถให้น้ำพืชที่ปลูกได้แม่นยำ มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การทำงานสมาร์ทฟาร์เมอร์ 4.0 ด้วยระบบจ่ายน้ำอัจฉริยะเครื่องนี้ เปิดตัวในงาน Thailand Research Week : มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2560 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ผศ.ดร.โชติพงศ์ อธิบายว่า พืชแต่ละชนิดต้องการน้ำเพื่อการเจริญเติบโตในแต่ละช่วงไม่เท่ากัน ซึ่งจริงๆ แล้วมันคือ “ค่าปริมาณความชื้นในดิน” ส่งผลต่อการเจริญเติบโต โดยดินแต่ละชนิดก็มีค่าความชื้นที่เป็นประโยชน์กับพืชไม่เท่ากัน การศึกษาเริ่มจากการวิเคราะห์ค่าความชื้นในดินแต่ละชนิดที่ใช้ปลูกพืช เพื่อกำหนดค่ามาตรฐานต่ำสุดสูงสุดของดินแต่ละชนิด แล้วจึงได้ออกแบบพัฒนาระบบอุปกรณ์จ่ายน้ำแบบแม่นยำอัจฉริยะขึ้น

“ระบบอุปกรณ์จ่ายน้ำแบบแม่นยำอัจฉริยะ ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ แอพพลิเคชั่นสั่งการและแสดงผลบนสมาร์ทโฟน อุปกรณ์วัดค่าความชื้นในดินราคาถูก อุปกรณ์ประมวลผลและสั่งการไร้สายสำหรับการเปิด-ปิดวาล์วน้ำอัตโนมัติ และอุปกรณ์วาล์วน้ำอัจฉริยะไร้สาย โดยการทำงานของระบบอุปกรณ์ก่อนอื่นเกษตรกรจะต้องกำหนดค่าความชื้นในดินสูงสุด ต่ำสุด บนแอพพลิเคชั่น เพื่อส่งข้อมูลไปยังสมองกลฝังตัว (Microcontroller)

“ระบบจะทำกระบวนการประมวลผลโดยเปรียบเทียบค่าปริมาณความชื้นในดินในแปลงเพาะปลูก ที่ส่งมาจากเซ็นเซอร์ที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินในระดับรากพืช กับค่าความชื้นในดินสูงสุด ต่ำสุด และทำการสั่งการการทำงานของวาล์วเพื่อเปิดจ่ายน้ำไปสู่แปลงเพาะปลูก และเมื่อค่าความชื้นในดินเพิ่มขึ้นจนถึงค่าสูงสุดที่ตั้งไว้ เซ็นเซอร์จะสั่งการให้วาล์วปิดการให้น้ำด้วยตัวเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งเกษตรกรสามารถมอนิเตอร์การทำงานของระบบผ่านแอพพลิเคชั่นจากสมาร์ทโฟน”

ขั้นเริ่มต้นของการวิจัยออกแบบและพัฒนาระบบอุปกรณ์จ่ายน้ำแบบแม่นยำอัจฉริยะนั้น ผศ.ดร.โชติพงศ์ บอกแต่ในระยะแรกอุปกรณ์ทั้งหมดต้องอาศัยสายไฟฟ้า และสายนำสัญญาณต่อเข้าไปในแปลงการเพาะปลูก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อกิจกรรมการทำงานด้านการเกษตร รวมถึงวัสดุที่นำมาใช้ผลิตเป็นอุปกรณ์ตรวจวัดค่าความชื้นในดินยังไม่มีประสิทธิภาพมากนัก

เนื่องจากเมื่อใช้งานไปสักระยะ ค่าความแม่นยำในการวัดจะลดลงเนื่องจากจะเกิดสนิมเกลือบนพื้นผิววัสดุที่ใช้ ทำหัวตรวจวัดค่าการนำไฟฟ้าในดิน ทำให้การวัดค่าความชื้นมีความคลาดเคลื่อน และต้องเปลี่ยนชุดอุปกรณ์อยู่บ่อยครั้ง

“ปัจจุบันพัฒนาหาวัสดุมีความทนทานต่อการเกิดสนิมเกลือได้สำเร็จ แหล่งพลังงานของอุปกรณ์ทุกชิ้นเปลี่ยนมาเป็นพลังงานจากแสงอาทิตย์ และระบบสั่งการระหว่างอุปกรณ์ด้วยการใช้ระบบ Wi-Fi 2.4GHz ซึ่งทำให้สามารถติดตั้งชุดอุปกรณ์ตรงบริเวณใดก็ได้ในแปลงเพาะปลูก โดยไม่ต้องใช้สายไฟหรือสายสัญญาณใดๆ อีกต่อไป การติดต่อกันของอุปกรณ์ด้วยคลื่นความถี่วิทยุทำงานแบบ IoT มีระยะห่างระหว่างชุดอุปกรณ์ประมาณ 100 เมตร และสามารถทำงานแบบเป็นเครือข่ายได้ (Wireless Network Sensor)”

ข้อดีหรือประโยชน์ของการใช้ระบบอุปกรณ์จ่ายน้ำแบบแม่นยำอัจฉริยะ ผศ.ดร.โชติพงศ์ ชี้ว่า ต้นพืช ผัก ผลไม้ ที่ปลูกจะได้รับน้ำที่เหมาะสมเพียงพอต่อความต้องการ และมีความแม่นยำ ช่วยเกษตรกรลดการใช้แรงงาน หมดกังวลต่อระยะเวลาการรดน้ำแปลงเพาะปลูก ประหยัดไฟ

ที่สำคัญคือลดความสิ้นเปลืองทรัพยากรน้ำ โดยเฉพาะในฤดูฝนดินได้รับน้ำจากธรรมชาติ ดินมีค่าความชื้นที่ได้รับจากน้ำฝน ทำให้ประหยัดน้ำได้อีก นำไปสู่การลดต้นทุนการผลิต

“การทดลองใช้ในแปลงเพาะปลูกข้าวโพดหวานอุตสาหกรรมของเกษตรกร ซึ่งต้องการผลผลิตที่มีน้ำหนักต่อฝักประมาณ 500 กรัม เมล็ดเต็มฝัก ได้ผลผลิตเกรด A ประมาณ 80% ต่อไร่ เมื่อเทียบกับการให้น้ำแบบเดิมของเกษตรกร ซึ่งอยู่ที่ไม่เกิน 20% ต่อไร่ ส่วนผลผลิตกิโลกรัมต่อไร่เพิ่มขึ้นมาประมาณ 45%”

ผศ.ดร.โชติพงศ์ บอกว่า ต้องมีการศึกษาเพื่อพัฒนาระบบอุปกรณ์จ่ายน้ำแบบแม่นยำอัจฉริยะนี้ต่อเนื่อง

“ขณะนี้มอเตอร์วาล์วต้องซื้อจากภายนอก ซึ่งมีราคาประมาณ 3,000 บาท ทำให้ต้นทุนของระบบอุปกรณ์จ่ายทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 8,000 บาท หากเราผลิตได้เองก็จะลดราคาลงมาได้เหลือเพียง 5,000 บาท/ชุด เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

“นอกจากนี้ ยังต้องมีการพัฒนารูปแบบของแอพพลิเคชั่นให้ใช้งานกับชุดเซ็นเซอร์หลายตัวได้พร้อมๆ กัน ในกรณีที่แปลงเพาะปลูกจำเป็นต้องใช้ชุดอุปกรณ์หลายชุดในพื้นที่เดียวกัน และสิ่งสำคัญคือการพัฒนาอัลกอริทึมในการตัดสินใจการให้น้ำที่มีความแม่นยำมากขึ้น

“โดยนำค่าพารามิเตอร์ต่างๆ เกี่ยวข้องกับความต้องการการใช้น้ำของพืชเข้ามาใส่ในสมการ เช่น ค่าแรงดึงน้ำในอากาศ (Vapor Pressure Different) หรือ VPD และข้อมูลค่าดัชนีพืชพรรณ Normalized Difference Vegetation Index หรือ NDVI เข้ามาร่วมคำนวณสำหรับการตัดสินใจให้น้ำเพื่อความแม่นยำและเฉพาะเจาะจงในช่วงเวลาที่พืชต้องการใช้น้ำเท่านั้น ก็จะช่วยประหยัดน้ำได้มากขึ้น”

ขั้นตอนต่อไปคือการจดสิทธิบัตรผลงานระบบอุปกรณ์จ่ายน้ำแบบแม่นยำอัจฉริยะ ซึ่ง ผศ.ดร.โชติพงศ์ ในฐานะเจ้าของผลงานหวังว่าจะมีผู้ประกอบการ หรือสตาร์ทอัพเข้ามาผลักดันไปสู่การผลิตและจำหน่ายให้แก่เกษตรกร

“ในฐานะนักวิชาการ นักวิจัยด้านการเกษตร ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลงานชิ้นนี้จะช่วยสร้างสตาร์ทอัพ และสมาร์ทฟาร์เมอร์ให้กับประเทศไทยมากขึ้น เพราะการทำการเกษตรในยุคปัจจุบันและอนาคตเราไม่สามารถทำการเกษตรแบบเดิมๆ หรือพึ่งพาธรรมชาติได้อีกต่อไป

“การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาใช้จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร ซึ่งผมก็พยายามที่จะคิดเครื่องมือที่ให้เกษตรกรไทยเข้าถึงได้ ใช้งานได้จริง”

การนำเอาผลงานวิจัยมาใช้จริง เป็นการพัฒนาประเทศเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาลได้อย่างสัมฤทธิผล

 

สวทช.เผย10เทคโนโลยีน่าลงทุนขยายโอกาสธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2560 เวลา 18:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/516298

สวทช.เผย10เทคโนโลยีน่าลงทุนขยายโอกาสธุรกิจ

สวทช.เผย 10 เทคโนโลยีน่าจับตามองแนะผู้ประกอบการไทยเร่งศึกษาหาโอกาสขยายลงทุนระยะยาว

นายณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า สวทช.ได้จัดทำข้อมูล 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองสำหรับธุรกิจ ถือเป็นเทคโนโลยีใหม่และจะมีผลต่อภาคธุรกิจในอีก 5-10 ปีข้างหน้า จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยเตรียมพร้อมรับมือ หาโอกาสขยายลงทุน หรือขยายผลิตภัณฑ์ รวมถึงผู้ประกอบการสตาร์ทอัพจะขยายธุรกิจสู่กลุ่มดังกล่าวได้

สำหรับ 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามอง ประกอบด้วย

1.สารเสริมสุขภาพเนรมิตได้ (Phytonutrients) ที่สามารถนำพืชผัก ผลไม้ มาสกัดเอาสารสำคัญ ทำให้อยู่ในรูปลักษณะที่ชวนบริโภค ทั้งแคปซูล ผง แท่ง หรือละลายน้ำ ผลิตภัณฑ์ที่มีสารมีประโยชน์จากพืชออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นในแต่ละปี

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

2.เนื้อสัตว์ไม่ต้องฆ่า (Cellular Agriculture) โดยในประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ทดลองนำเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อวัว ที่ได้จากการเลี้ยงในห้องปฏิบัติการมาทำเป็นแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งแนวคิดการผลิตเนื้อสัตว์จากเซลล์แบบนี้ มาจากความต้องการผลิตเนื้อสัตว์แบบยั่งยืนดีต่อโลก โดยใช้เทคโนโลยี Cell Culture เพิ่มจำนวนสเต็มเซลล์อย่างรวดเร็ว

3.จุลินทรีย์ผลิตสารมูลค่าสูงจากอากาศ (From-Air-To-Chemicals Bacteria) ซึ่งนักวิจัยจาก University of Minnesota ผลิตแบคทีเรีย 2 ชนิด คือ ซินนีโคค็อกคัส (Synechococcus) ที่สังเคราะห์แสงโดยตรึงคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศ แล้วเปลี่ยนให้เป็นน้ำตาล ก่อนส่งต่อให้แบคทีเรีย ชีวาเนลลา (Shewanella) เปลี่ยนให้เป็นกรดไขมัน นำไปใช้ผลิต “คีโตน” ถือเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำคัญของสารประกอบอินทรีย์อื่นๆ และน้ำมันดีเซลได้

4.บรรจุภัณฑ์กินได้ (Edible Packaging) เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากผลผลิตทางการเกษตร เพื่อใช้ห่อหุ้มอาหารไม่ให้เกิดความเสียหาย ยืดอายุ รักษาคุณภาพของอาหารให้เก็บไว้ได้นานขึ้น และสามารถรับประทานอาหารชนิดนั้นๆ พร้อมกับส่วนที่ห่อหุ้มอยู่ได้เลย ปัจจุบันมีงานวิจัยและได้เริ่มทดลองใช้กันแล้วในหลายประเทศ

5.ถุงปลูกเพิ่มผลผลิต (Nonwovens for Agriculture) หรือ ที่ทุกคนพูดถึง นอนวูฟเวนส์ (nonwovens) หรือ “ผ้าไม่ถักไม่ทอ” พบได้แพร่หลาย คือหน้ากากอนามัย โดย นักวิจัยจากศูนย์เอ็มเทค สวทช. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยนเรศวร ทำวิจัยถุงปลูกนอนวูฟเวน โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มคุณภาพและปริมาณผลิตผลทางการเกษตรให้มากขึ้น

6.หุ่นยนต์หมอนาโน (Medical Nanorobot) ตัวยาที่ใช้รักษามะเร็งขาดความจำเพาะ จึงทำลายเซลล์มะเร็งเป้าหมายได้แค่ 1–2% ที่เหลือกลับทำลายเซลล์ดี ทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมา มีทีมวิจัยที่ศึกษานำ T Cell มาใช้เป็น Nanorobot นำส่งยาที่ใช้ฆ่าเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะ

7.เข็มจิ๋วจิ้มไม่เจ็บ (Nano Needle) ที่มีการพัฒนาเข็มขนาดเล็กมาก เรียกว่า Micro/Nano Needles หรือ MNN มีเส้นผ่านศูนย์กลางระดับไมโครและนาโนเมตร คือราว 1 ในล้าน และ 1 ในพันล้านส่วนของเมตร ขณะนี้มีงานวิจัยเพื่อสร้างเข็มจิ๋วที่เหมาะกับการฉีดยาหรือวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และการฉีดอินซูลินสำหรับการรักษาโรคเบาหวาน

8.บล็อกเชนเพื่อสุขภาพ (Blockchain for Health) คือ เทคโนโลยีการเก็บข้อมูลธุรกรรม ทำให้เก็บข้อมูล และใช้การเข้ารหัส หรือ คริปโตกราฟี (cryptography) เพื่อป้องกันการแอบแก้ไขข้อมูล และกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูล ทำให้ระบบมีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากไม่จำเป็นต้องใช้คนในการบริหารจัดการข้อมูล มีความปลอดภัยจากการแอบแก้ไขและแอบเข้าถึงข้อมูล

9.โรงยิมสมอง (Brain Gym) สมองเป็นอวัยวะที่มีความซับซ้อนมาก ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์นับแสนนับล้านเครื่อง เพื่อจำลองการทำงานของสมองเพียงเสี้ยววินาที แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ (Sensor) ที่นำมาศึกษาสมองได้ดี เช่น มีเทคโนโลยีการสร้างภาพประสาท (Neuroimaging) และเทคนิคการวิเคราะห์ Big Data ทำให้อ่านข้อมูลสมองได้อย่างรวดเร็ว

10.พิมพ์ฟังก์ชัน 3 มิติ (Functional 3D Printing) โดยตลาดของวัสดุสำหรับการพิมพ์สามมิติมีการเติบโตสูงมาก และในอนาคต วัสดุใหม่ๆ เช่น วัสดุคอมพอสิต จะช่วยให้สามารถพิมพ์วัสดุที่มีคุณสมบัติเฉพาะต่างๆ ได้หลากหลาย ทำให้สร้างอุปกรณ์ที่ทำงานได้เลยหลังพิมพ์เสร็จ

 

สั่งสร้างนักรบไซเบอร์พันคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2560 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/516218

สั่งสร้างนักรบไซเบอร์พันคน

“บิ๊กตู่” เร่งเครื่องดันดิจิทัล 3 ด้าน เปลี่ยนผ่านสู่ประเทศไทย 4.0 ปั้นนักรบไซเบอร์พันคน สร้างความเชื่อมั่น

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยระหว่างเป็นประธานเปิดนิทรรศการนานาชาติ “Digital Thailand Big Bang 2017” ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านดิจิทัลในฐานะที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายประเทศไทย 4.0 แต่ในการพัฒนานี้มีประเด็นสำคัญมากที่รัฐบาลจะเร่งดำเนินการคือ การสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยกระทรวงดิจิทัลฯ ได้มีเครือข่ายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์กับต่างประเทศ (CERT) ที่เข้มแข็ง

“พร้อมกันนี้กำลังเร่งสร้างผู้เชี่ยวชาญ หรือนักรบไซเบอร์ ที่ขาดแคลนเป็นอย่างมากด้วย โดยมีเป้าหมายจะสร้างให้ได้ 1,000 คนในปี 2561” นายกรัฐมนตรี กล่าว

สำหรับการดำเนินการเพื่อเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัล (ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น) มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ด้วยโครงการเน็ตประชารัฐ เพื่อขยายและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเชื่อมโรงเรียน โรงพยาบาล เทศบาลตำบล โดยจะครอบคลุม 74,965 หมู่บ้านทั่วประเทศภายในปี 2561 โครงการนี้จะเป็นการสร้างความเท่าเทียม เข้าถึงโอกาส และยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ด้านที่ 2 มุ่งเน้นการปรับฐานเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยจะมีการพัฒนาโครงการดิจิทัลพาร์คไทยแลนด์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) อีกทั้งยังมีการเร่งพัฒนาสมาร์ทซิตี้ ซึ่งจะรับการออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์ระบบดิจิทัลจากดิจิทัลพาร์คมาพัฒนาเมือง

ด้านที่ 3 การเชื่อมโยงประเทศไทยไปสู่โลก ดำเนินการผ่านทั้งการเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศระบบเคเบิลใต้น้ำ เป็นต้น เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน และวันเบลต์วันโร้ดของจีน ด้วยตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ทำให้ไทยสามารถเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน และการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตที่สำคัญของเอเชียหรือ World Connectivity แห่งใหม่ในเอเชีย

ภาพ/นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมบรรยากาศภายในงาน

 

กูเกิลซื้อHTC3หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2560 เวลา 08:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/516211

กูเกิลซื้อHTC3หมื่นล้าน

ซื้อหน่วยธุรกิจ พิกเซล หวังคุมฮาร์ดแวร์ลุยตลาดสมาร์ทโฟน

อัลฟาเบต อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล อิงค์ ตกลงซื้อหน่วยธุรกิจวิจัยและพัฒนาสมาร์ทโฟนของบริษัทเอชทีซีจากไต้หวัน ซึ่งเป็นทีมที่ร่วมพัฒนาสมาร์ทโฟนพิกเซลกับกูเกิล ในวงเงิน 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.64 หมื่นล้านบาท) เพื่อหวังควบคุมธุรกิจฮาร์ดแวร์ให้มากขึ้น และเสริมความแกร่งในตลาดสมาร์ทโฟน

ทั้งนี้ กูเกิลจะรับพนักงานในหน่วยดังกล่าวที่มีอยู่ราว 2,000 คน หรือครึ่งหนึ่งจากพนักงานทั้งหมดของเอชทีซีไปร่วมงาน และยังได้รับสิทธิโดยไม่จำกัดแต่เพียงผู้เดียวในทรัพย์สินทางปัญญาของเอชทีซี แต่กูเกิลจะไม่เกี่ยวข้องในส่วนการผลิตสมาร์ทโฟนแบรนด์เอชทีซี โดยการซื้อธุรกิจด้วยเงินสดครั้งนี้คาดว่าเสร็จสิ้นภายในต้นปี 2018

อย่างไรก็ดี ข้อตกลงนี้จะช่วย ให้กูเกิลที่เดิมเน้นการพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นมามีบทบาทด้านฮาร์ดแวร์ทั้งการผลิตและออกแบบสมาร์ทโฟน รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อผลักดันนวัตกรรมผ่านผลิตภัณฑ์ของตนเอง และเป็นบรรทัดฐานสำหรับแอนดรอยด์อีโคซิสเต็มต่อไป และยังช่วยให้แข่งขันกับค่ายแอปเปิ้ล อิงค์ ได้มากขึ้น ทั้งนี้ กูเกิลเตรียมเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่พิกเซล 2 ในเดือน ต.ค.นี้

 

วีโกบุกหนักสมาร์ทโฟน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2560 เวลา 06:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/516199

วีโกบุกหนักสมาร์ทโฟน

วีโก แบรนด์สมาร์ทโฟนสัญชาติฝรั่งเศส รุกตลาดสมาร์ทโฟนกลาง-ล่าง เปิดตัว 3 รุ่นใหม่เสริมทัพ ดันส่วนแบ่งขยับเป็น 5%

นายอาณัติ วัดจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีโก โมบาย (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนแบรนด์วีโก เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนรุกตลาดสมาร์ทโฟนเซ็กเมนต์ระดับกลาง-ล่าง หรืออยู่ในระดับราคา 4,900-8,000 บาท เพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ หลังจากกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ได้ทำตลาดสมาร์ทโฟนระดับล่างราคาต่ำกว่า 4,000 บาท กระทั่งมีความแข็งแกร่งติดอันดับ 1 ใน 3 ของตลาดด้วยการครองส่วนแบ่ง 30% จากตัวเลขในตลาดล่างราว 1.83 แสนเครื่อง

ทั้งนี้ บริษัทจึงได้เปิดตัวสมาร์ทโฟน “วีโก วิว ซีรี่ส์” ที่พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดให้ผู้บริโภคสัมผัสกับมุมมองที่กว้างด้วยคอนเซ็ปต์หน้าจอขนาดใหญ่ 18:9 และรวมทุกเทคโนโลยีที่ลูกค้าต้องการภายใต้การวางกลยุทธ์ราคาที่จับต้องได้ เป็นทางเลือกของลูกค้าที่มองหาสมาร์ทโฟนที่คุ้มค่าคุ้มราคา โดยมีด้วยกัน 3 รุ่น ได้แก่ โก วิวไพร์ม หน้าจอขนาด 5.7 นิ้ว ความละเอียด 20+8 ล้านพิกเซล เจาะกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพราคา 7,490 บาท

ขณะที่อีก 2 รุ่น คือ วีโก วิว เอ็กซ์แอล และวีโก วิว หน้าจอขนาด 5.99 นิ้ว และ 5.7 นิ้ว กล้องหน้ามีความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ราคา 5,990 บาท และ 4,990 บาท ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังได้ใช้งบการตลาด 120 ล้านบาท นำ คิมเบอร์ลี่ แอน เทียมศิริ มาเป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูพรีเมียม พร้อมกับเดินหน้าขยายช่องทางจำหน่ายผ่านทางร้านค้าจากปัจจุบันมี 4,000 แห่งเพิ่มขึ้น รวมทั้งกลุ่มโอเปอเรเตอร์

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ด้านภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนไม่เติบโต มีตัวเลขในเชิงปริมาณอยู่ที่ 17 ล้านเครื่อง มีการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะตลาดสมาร์ทโฟนราคาต่ำกว่า 8,000 บาท เพราะเป็นตลาดใหญ่ อีกทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภคเริ่มเลือกสมาร์ทโฟนที่เหมาะกับความต้องการใข้งานจริง วีโกเป็นแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งในตลาดต่างจังหวัด เป็นทางเลือกของผู้เปลี่ยนจากการใช้โทรศัพท์มือถือมาสู่การใช้สมาร์ทโฟน มีสัดส่วนลูกค้าต่างจังหวัด 75% ที่เหลืออีก 25% เป็นกรุงเทพฯ

สำหรับเป้าหมายทั้งปีรายได้ 2,500 ล้านบาท หรือยอดขายจำนวน 1 ล้านเครื่อง และผลักดันให้มีส่วนแบ่งเพิ่มจาก 3.5% เพิ่มเป็น 5% ในสิ้นปี ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกจำนวนเครื่องเติบโต 54% และยอดขายเติบโต 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่วนปีหน้าวางเป้าหมายมีส่วนแบ่ง 10% หรือมียอดขาย 1.8 ล้านเครื่อง

อย่างไรก็ดี เป้าหมายในตลาดโลก ปีนี้ตั้งเป้ามียอดขาย 15 ล้านเครื่อง จากปีที่ผ่านมา 10 ล้านเครื่อง โดยภายในปี 2563 ต้องการเป็นหนึ่งในผู้นำสมาร์ทโฟนในตลาดโลก โดยปัจจุบันวีโกเป็นแบรนด์จากฝรั่งเศสมีความแข็งแกร่งในตลาดยุโรป ตัวเลขเดือน ม.ค.-ก.ค. มีส่วนแบ่ง 17% เป็นอันดับสอง ซัมซุง ส่วนแบ่ง 31%

 

‘อเมซอน’เว็บฯรุก สตาร์ทอัพหน้าใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2560 เวลา 06:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/516092

'อเมซอน'เว็บฯรุก สตาร์ทอัพหน้าใหม่

อเมซอน เว็บ เซอร์วิส ชูผลิตภัณฑ์ใหม่คิดค่าบริการรายวินาทีเจาะกลุ่มสตาร์ทอัพ โฟกัสองค์กรปรับแผนรับไทยแลนด์ 4.0

นายเอกราช กลิ่นบุบผา ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาคู่ค้า บริษัท อเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการคลาวด์โซลูชั่นครบวงจร เปิดเผยว่า ล่าสุดบริษัทมีผลิตภัณฑ์ใหม่รองรับความต้องการของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยการคิดค่าบริการเป็นรายวินาทีหรือสามารถชำระค่าบริการเท่าที่ลูกค้าใช้งาน จับกลุ่มตลาดนักพัฒนาหน้าใหม่หรือนักพัฒนารายย่อย (สตาร์ทอัพ)

ทั้งนี้ เทรนด์ความต้องการใช้บริการคลาวด์เซอร์วิสในประเทศไทยในอนาคตต้องการการวิเคราะห์ข้อมูล การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (บิ๊กดาต้า) และปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ซึ่งบริษัทมีผลิตภัณฑ์ที่รองรับความต้องการในอนาคต

นอกจากนี้ บริษัทมีแผนการให้ความรู้ต่อตลาดในประเทศไทยด้วยการเพิ่มความถี่ในการจัดกิจกรรมอมรมและพัฒนาบุคลากรสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ภายในองค์กร และนักพัฒนาซอฟต์แวร์อิสระ รวมถึงประชาชนทั่วไป โดยล่าสุดเตรียมจัดงาน เทคชิฟต์ (TechShift) งานสัมมนาพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ประเทศไทย ในวันที่ 3 ต.ค. 2560 คาดว่าจะมีนักพัฒนาและองค์กรต่างๆ เข้าร่วมงานดังกล่าวเพื่อขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สำหรับแผนงานในปี 2560 บริษัทมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซ สถาบันการเงิน และภาครัฐ ที่ให้ความสนใจในการพัฒนาระบบด้วยการนำคลาวด์โซลูชั่นไปปรับใช้กับองค์กรตามแผนประเทศไทย 4.0 (ไทยแลนด์ 4.0) ซึ่งจะช่วยให้พันธมิตรทางธุรกิจของบริษัทสามารถยกระดับการให้บริการและการผลักดันให้ไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่แต่ละองค์กรวางไว้

“บริษัทเน้นให้ความรู้และการพัฒนาบุคลากรเพื่อยกระดับความสามารถของพันธมิตรทางธุรกิจ โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะพัฒนาให้มีพันธมิตรทางธุรกิจเฉพาะทางเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า” นายเอกราช กล่าว

 

“ไบโอเมตริก” ผงาด ครองตลาดสมาร์ทโฟน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2560 เวลา 13:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/516037

"ไบโอเมตริก" ผงาด ครองตลาดสมาร์ทโฟน

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

การใส่พาสเวิร์ดหรือวาดแพตเทิร์นปลดล็อกสมาร์ทโฟนอาจกลายเป็น “อดีต” เทคโนโลยีในอีกไม่ช้า หลังแอปเปิ้ลเปิดตัว ไอโฟนเท็น (iPhone X) ที่มาพร้อมเฟซไอดี (Face ID) หรือระบบการปลดล็อกสมาร์ทโฟนด้วยใบหน้า

แม้ไบโอเมตริกบนสมาร์ทโฟนไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยแอปเปิ้ลเริ่มใส่เทคโนโลยีดังกล่าวเข้ามาในอุปกรณ์นับตั้งแต่ปี 2013 เมื่อเปิดตัวไอโฟน 5เอส ที่มีระบบสแกนลายนิ้วมือเพื่อปลดล็อกโทรศัพท์หรือซื้อสินค้าและบริการต่างๆ แต่เทคโนโลยีดังกล่าวกำลังมีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเฟซไอดีของแอปเปิ้ลสามารถสแกนใบหน้าได้แบบ 3 มิติ ต่างจากไบโอเมตริกในสมาร์ทโฟนรุ่นก่อนๆ ที่เป็นเพียงการสแกนลายนิ้วมือ

แอปเปิ้ลไม่ใช่บริษัทเดียวที่เดินหน้าพัฒนาการใช้ไบโอเมตริกบนสมาร์ทโฟน โดยซัมซุง คู่แข่งจากแดนโสม เริ่มใส่ระบบการสแกนม่านตาเข้าไปสมาร์ทโฟนกาแล็คซี่ โน้ต 7 รวมถึงในรุ่นกาแล็คซี่ เอส8 และกาแล็คซี่ โน้ต 8 รุ่นล่าสุด ขณะที่บรรดาค่ายมือถือแดนมังกร อย่างวีโว่และเสี่ยวหมี่ เปิดเผยว่าสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของบริษัทจะมีระบบสแกนใบหน้าด้วยเช่นกัน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

การที่ค่ายมือถือทั่วโลกต่างเพิ่มเทคโนโลยีไบโอเมตริกเข้าไปในสมาร์ทโฟน บ่งชี้ว่า การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวจะยิ่งเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ โดย อะควิตี้ มาร์เก็ต อินเทลลิเจนส์ เปิดเผยว่า ภายในปี 2019 สมาร์ทโฟนทั้งหมดทั่วโลกจะมีเทคโนโลยีไบโอเมตริกฝังอยู่ภายใน ขณะที่เทรนด์ฟอร์ซ บริษัทวิจัยตลาดจีน คาดการณ์ว่า ตลาดไบโอเมตริกจะขยายตัวจาก 145 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4,798 ล้านบาท) ในปีนี้ ไปมีมูลค่า 827 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.7 หมื่นล้านบาท) ภายในปี 2025

เมื่อมีการใช้ไบโอเมตริกมากขึ้น โดยเฉพาะการสแกนใบหน้าปลดล็อกอุปกรณ์ พฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนจึงใกล้จะเปลี่ยนไปสู่แบบ “แฮนด์ฟรี” หรือการสั่งงานอุปกรณ์โดยไม่ต้องใช้มือสัมผัส ซึ่งไม่เพียงแต่จะเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานอุปกรณ์ด้วยเช่นกัน โดยในกรณีของเฟซไอดีบนไอโฟนเท็นนั้น แอปเปิ้ลระบุว่า มีโอกาสเพียง 1 ในล้านที่บุคคลอื่นจะสามารถปลดล็อกสมาร์ทโฟนได้

นอกจากเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน ความก้าวหน้าของไบโอเมตริกยังเป็นส่วนเสริมการใช้งานเออาร์บนสมาร์ทโฟนด้วย โดยระบบการสแกนใบหน้าของไอโฟนเท็น ช่วยให้ผู้ใช้สามารถถ่าย “เออาร์ เซลฟี่” ได้ และอาจต่อยอดไปสู่การประยุกต์ใช้งานในด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมแบบเสมือนจริง หรือการสร้างภาพและวิดีโอแบบเสมือนบนโลกจริง ซึ่งจะยิ่งทำให้สมาร์ทโฟนกลายเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะที่ใช้งานได้หลากหลายกว่าในปัจจุบัน

 

‘โซนี่’ชูนวัตกรรมสู้ศึกมือถือปลายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2560 เวลา 05:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/515686

'โซนี่'ชูนวัตกรรมสู้ศึกมือถือปลายปี

โซนี่ส่งรุ่นแฟล็กชิปสู้ศึก ชูเทคโนโลยีถ่ายภาพ 3 มิติ หวังส่วนแบ่งตลาด 10% สิ้นปีนี้

นายซาโตชิ เมกาตะ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขายผลิตภัณฑ์โซนี่โมบายล์ บริษัท โซนี่ ไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวสมาร์ทโฟน Xperia 3 รุ่น คือ XZ1 XZ1 compact และ XZ1 Plus พร้อมกับที่สิงคโปร์และเวียดนาม โดยมีจุดขายที่เทคโนโลยี 3D Creator สามารถถ่ายภาพ 3 มิติได้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมล่าสุดที่นำมาใช้ใน 3 รุ่นใหม่ ถือเป็นรุ่นเรือธง (แฟล็กชิป) ของบริษัทที่จะวางขายครั้งแรกในงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป ในวันที่ 28 ก.ย.-1 ต.ค. 2560

“บริษัทเชื่อว่า ด้วยเทคโนโลยี 3D Creator ที่พัฒนาขึ้นล่าสุดยังเป็นเรื่องใหม่ในตลาด และไม่มีผู้ผลิตรายใดทำ จึงน่าจะเป็นจุดขายหลัก และเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งตลาดพรีเมียมมีการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง และเน้นจุดขายเรื่องนวัตกรรมเป็นหลัก จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ จะคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน” นายเมกาตะ กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทจะยังใช้งบที่วางไว้ในช่วงครึ่งปีหลัง 70 ล้านบาท ในการทำตลาด Xperia ทั้ง 3 รุ่น โดยคาดว่าเมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณของบริษัทในเดือน มี.ค. 2561 จะมีส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มโทรศัพท์แอนดรอยด์พรีเมียมเพิ่มเป็น 10% แน่นอน จากปัจจุบันโซนี่มีส่วนแบ่งทางการตลาดในกลุ่มนี้อยู่ที่ 5%

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ขณะเดียวกัน บริษัทจะไม่ทิ้งตลาดระดับกลาง แต่ในปีนี้คงไม่มีรุ่นใหม่ออกมาแล้วต้องรอดูในช่วงปีหน้า แต่ราคาระดับกลางของบริษัทยังคงอยู่ที่ระดับ 8,000-1.5 หมื่นบาท สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ซึ่งการแข่งขันในกลุ่มนี้ถือว่าสูงมาก แต่หลังจากมีแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ทำให้บริษัท มีฐานลูกค้ากว้างขึ้น และมีโอกาสทำตลาดในกลุ่มผู้ใช้งานผู้หญิงมากขึ้น

สำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของโซนี่ยังคงผสาน 4 เทคโนโลยีเด่นของโซนี่ ได้แก่ 1.Cyber-shot TและT 2.BRAVIA T และ VAIOฎ 3.Handy cam และ 4.Walk manฎ บวกกับเลนส์ และเซ็นเซอร์อัจฉริยะ อยู่ในโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียว รวมทั้งระบบล่าสุด 3D Creator ระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบต่อเนื่อง ระบบตรวจจับ รอยยิ้มรุ่นใหม่ สำหรับราคาขาย Xperia T XZ1 เปิดตัวในราคาที่ 22,990 บาท ส่วนรุ่นอื่นๆ ยังไม่มีการกำหนดราคาขาย

 

กสทช.เตรียมคาดโทษทีวีโฆษณาเกินเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2560 เวลา 15:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/515641

กสทช.เตรียมคาดโทษทีวีโฆษณาเกินเวลา

คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯเตรียมเสนอที่ประชุมกสทช.พิจารณากรณีช่องทีวีโฆษณาเกินเวลา ขณะที่ รองประธาน กสทช.แนะควรทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการก่อน

ในการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ครั้งที่ 12/2560 วันพุธที่ 20 ก.ย. 2560 สำนักงาน กสทช. เตรียมเสนอที่ประชุมพิจารณากรณีช่องรายการอัมรินทร์ทีวีมีการโฆษณาบริการหรือสินค้าเกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดและการออกอากาศรายการในลักษณะที่จัดให้มีข้อความหรือข้อมูล ซึ่งมีขนาดพื้นที่บนหน้าจอรวมกันเกินกว่าที่กำหนด

ทั้งนี้ สำนักคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ได้ตรวจสอบพบการออกอากาศรายการและการโฆษณาของรายการ “ทุบโต๊ะข่าว” ทางช่องอมรินทร์ทีวีว่ามีการโฆษณาสินค้าหรือบริการเกินกว่าชั่วโมงละ 12.30 นาที ในวันที่ 16 สิงหาคม 2560 และวันที่ 20 สิงหาคม 2560 รวมทั้งมีการออกอากาศรายการในลักษณะที่จัดให้มีข้อความหรือข้อมูลซึ่งมีขนาดพื้นที่รวมกันเกินหนึ่งในแปดของขนาดพื้นที่หน้าจอโทรทัศน์ในวันที่ 21 สิงหาคม 2560 ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์

โดยในเรื่องนี้ คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ได้พิจารณาแล้ว มีมติให้สำนักงาน กสทช. มีคำสั่งทางปกครองให้บริษัทอมรินทร์ทีวีระงับการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้โภค ทั้งการออกอากาศโฆษณาเกินเวลา และจัดให้มีข้อความหรือข้อมูลเกินขนาดพื้นที่ที่กฎหมายกำหนด หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ให้ปรับทางปกครองเป็นจำนวนเงิน 1 ล้านบาท และปรับอีกวันละ 50,000 บาทตลอดเวลาที่ยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง รวมทั้งให้แจ้งผลการพิจารณาและคำสั่งให้ระงับการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคไปยังกองทัพบกซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายเพื่อทราบ และมีหน้าที่ติดตาม กำกับดูแล มิให้ผู้ใช้บริการโครงข่ายมีการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบอีกต่อไป โดยสำนักงาน กสทช. เตรียมนำมติของคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เสนอต่อที่ประชุมเพื่อพิจารณา

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

พันเอก ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช. ได้มีความเห็นในชั้นคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงานของ กสทช. ด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ว่า วิธีการนับเวลาโฆษณายังไม่มีการกำหนดกฎกติกาที่ชัดเจน ประกอบกับยังมีการออกคำสั่งลงโทษทางปกครองต่อกรณีดังกล่าว และมีการฟ้องร้องทางปกครองอยู่ที่ศาลปกครอง ซึ่งคดียังไม่ถึงที่สุด เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น จึงควรมอบหมายให้คณะอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการร่วมกับคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ ร่วมกันจัดทำร่างประกาศเพื่อกำหนดวิธีการโฆษณาให้ชัดเจน และทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการเพื่อสร้างแนวปฏิบัติให้ตรงกันเสียก่อน

นอกจากนี้ สำนักงาน กสทช. ยังเตรียมเสนอที่ประชุมพิจารณาการกระทำผิดด้านเนื้อหารายการ ได้แก่ รายการ “ปากโป้ง” ที่ออกอากาศทางช่อง 8 ตอนอาถรรพ์ทางสามแพร่ง! ออกอากาศเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2559 และตอนขอเลขเด็ดเจ้าแม่ตะเคียน ออกอากาศเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2560 ซึ่งเข้าข่ายเป็นการนำเสนอเนื้อหารายการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นความเชื่อนอกระบบ และอาจกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และรายการ “แฉ” ที่ออกอากาศทางช่อง GMM 25 ออกอากาศเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 ซึ่งในช่วงสัมภาษณ์แขกรับเชิญ มีการใช้คำพูดหยาบคาย ล่อแหลม ส่อไปในเรื่องทางเพศ อันเป็นเนื้อหาที่มีผลกระทบต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน และเข้าลักษณะลามกอนาจาร หรือมีผลกระทบต่อการให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจของประชาชนอย่างร้ายแรง

ซึ่งในกรณีของรายการ “ปากโป้ง” ทางช่อง 8 คณะอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการให้สำนักงาน กสทช. มีคำสั่งตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังช่องรายการซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตให้ระมัดระวังในการนำเสนอรายการให้มีความเหมาะสม ส่วนกรณีของรายการ “แฉ” ทางช่อง GMM 25 คณะอนุกรรมการด้านผังรายการฯ มีมติลงโทษปรับทางปกครองเป็นเงิน 50,000 บาท

 

ขายของออนไลน์ต้องรู้!! จ่ายเงินผ่านเฟซบุ๊กดีจริงหรือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2560 เวลา 21:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/515470

ขายของออนไลน์ต้องรู้!! จ่ายเงินผ่านเฟซบุ๊กดีจริงหรือ

โดย…ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ECOMMERCE COACH คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ สมาคมอีคอมเมิร์ซ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์

ระบบการชำระเงินอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทย ปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งการจ่ายเงินผ่านหน้าเคาน์เตอร์ธนาคาร จ่ายผ่านตู้เอทีเอ็ม หรือจ่ายผ่านหน้าเว็บด้วยการตัดผ่านบัตรเครดิต จนถึงการจ่ายเงินเมื่อได้รับสินค้า สาเหตุที่ระบบการจ่ายเงินมีหลายรูปแบบ เพราะพฤติกรรมของผู้ซื้อของออนไลน์แตกต่างกันไป

เมื่อเฟซบุ๊กได้นำฟีเจอร์ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับระบบชำระเงินเข้ามาใช้ในสังคมออนไลน์ อนาคตจะทำให้การซื้อขายออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊กทำได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ปลอดภัยขึ้น โดยในปี 2559 มีข้อมูลจาก PayPal และ Ipsos ว่า คนไทยช็อปออนไลน์กว่า 3 แสนล้านบาท/ปี และในปี 2560 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 4 แสนล้านบาท/ปี

เฟซบุ๊กกับระบบชำระเงิน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ถ้าเราเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และเปิดร้านค้าไว้กับเฟซบุ๊ก ลองสังเกตดูดีๆ จะเห็นว่ามีการแจ้งอัพเดทใหม่ ให้สามารถเรียกชำระเงินจากลูกค้าผ่านเฟซบุ๊กได้โดยตรง โดยเราต้องชำระเงินผ่านแมสเซนเจอร์ของเฟซบุ๊ก เมื่อเราสมัครเข้าใช้ระบบแล้วมันจะตัดผ่านบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตที่เราลงทะเบียนไว้ ถือว่าสะดวกสบายไม่น้อย แต่การมีระบบอะไรก็ตามมันก็มีข้อดีข้อเสียตามมา ลองดูกันครับ

มาสรุปข้อดีกัน

• ตอบโจทย์โซเชียลคอมเมิร์ซ ตลาดในไทยมีนักช็อปผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซถึง 51% ถือเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดในโลก การที่เฟซบุ๊กเข้ามาสนับสนุนช่องทางการชำระเงินก็เท่ากับเป็นการตอกย้ำกระแสของโซเชียลคอมเมิร์ซในไทยที่ยังแรงไม่ตก

• สะดวกขึ้น ง่ายขึ้น ถ้าเราซื้อของออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊กอยู่แล้ว สามารถตัดเงินผ่านเฟซบุ๊กได้โดยตรง แน่นอนที่สุดว่าเราย่อมรู้สึกสะดวกสบาย ในฝั่งของคนขายก็เช่นกัน ย่อมสะดวกไปด้วยเพราะลูกค้าชำระเงินทันทีให้เราเห็นในระบบชัดเจน และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ไม่ต้องมานั่งนับภาพถ่ายรูปสลิปให้ยุ่งยาก

ข้อพึงระวัง

• อันดับแรกคือ “ความปลอดภัย” ของผู้ใช้ ลองคิดดูว่าถ้ามีใครมาแฮ็กเฟซบุ๊กของเราไปมันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่มากๆ และหวังว่าเฟซบุ๊กเองจะมีนโยบายความปลอดภัยเป็นพิเศษ

• การตัดบัตรผ่านเฟซบุ๊กโดยตรงนั้น มันไม่ผ่านระบบการเงินแบบเดิมๆ ทำให้อาจเกิดการหลีกเลี่ยงภาษี และการซื้อขายธุรกิจที่ไม่โปร่งใสก็ทำได้ง่ายขึ้น

ผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจและสังคม

• ผลดีด้านเศรษฐกิจก็คือ จะทำให้การทำมาค้าขายออนไลน์สะดวกสบายมากขึ้น และจะถึงขั้นลดการใช้เงินสดลงไปได้มาก ซึ่งก็จะนำไปสู่สังคมไร้เงินสด หรือ Cashless Society นั่นเอง

• เมื่อคนหันมาจับจ่ายซื้อของมากขึ้น โดยเฉพาะผ่านช่องทางออนไลน์ก็จะช่วยให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนดีขึ้น คนขายของใช้ต้นทุนต่ำลง เพราะไม่จำเป็นต้องไปเปิดร้านค้าจริงๆ ให้เปลืองค่าเช่าที่

• กระทบภาษีอี-คอมเมิร์ซ การชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิต จะมีค่าธรรมเนียมต่ำสุด 2.75% และเนื่องจากเฟซบุ๊กมีสำนักงานใหญ่อยู่ต่างประเทศ ทำให้เงินไหลออกนอกระบบ การติดตามเรื่องราวที่เกี่ยวกับภาษีทำได้ยากขึ้น ส่งผลกระทบต่อรายได้ของรัฐบาลที่จะนำมาพัฒนาประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตรงนี้ก็คงต้องรอความชัดเจนเรื่องภาษีอี-คอมเมิร์ซในเร็วๆ นี้ครับ

แน่นอนว่า หากมีระบบการชำระเงินผ่านเฟซบุ๊ก แล้วมัน ปัง!! หรือเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วย่อมส่งผลกระทบต่อการซื้อขายของรายอื่นๆ ไม่มากก็น้อย เว็บอี-คอมเมิร์ซเองก็ต้องปรับตัวและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง คุณละครับพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนเพื่อพัฒนาธุรกิจอี-คอมเมิร์ซของตัวเองแล้วหรือยัง