กะเทาะมิติการตลาดดิจิทัล มัดใจผู้บริโภคหลากเจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2560 เวลา 21:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/515469

กะเทาะมิติการตลาดดิจิทัล มัดใจผู้บริโภคหลากเจน

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

หลายคนมักมองว่าเมื่อโลกเข้าสู่ดิจิทัล ช่องทางอี-คอมเมิร์ซกำลังจะมา และองค์กรหลายองค์กรเตรียมความพร้อมในการทรานส์ฟอร์ม แต่แท้ที่จริงแล้วยังมีอีกหลายมิติที่ธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทาย

าณัติ จุลินทร ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายขาย บริษัท เนสท์เล่ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำดื่มเนสท์เล่ เปิดเผยว่า การเข้าสู่ดิจิทัล และโลกของการค้าที่เรียกว่า อี-คอมเมิร์ซ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องจับตามองมีด้วยกัน 3 มิติ ประกอบด้วย 1.โครงสร้างประชากร กลุ่มเจเนอเรชั่น วายกับซี (Generation Y-Z) เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี ทำให้เข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้รวดเร็วจึงไม่เชื่อในพระเจ้า ไม่เชื่อในแบรนด์ แต่กลับเชื่อคอมเมนต์กูเกิล ดังนั้นการทำตลาดมีความยากและต้องปรับตัวมากขึ้น

ตามด้วยกลุ่มไฮเปอร์คอนเนก (Hiper Connect) หรือกลุ่มที่อยู่ในโลกของออนไลน์ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นกลุ่มผู้ซื้อสินค้าในช่องทางอี-คอมเมิร์ซเสมอไป เพราะคนกลุ่มนี้ต้องการสัมผัสสินค้าในช่องทางออฟไลน์ก่อน ขณะที่ไทยจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุโดยปี 2559 ผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี ซึ่งกลุ่มดังกล่าวจะมีพฤติกรรมการติดไลน์ ส่วนใหญ่มีเวลาว่าง มองว่าเป็นโอกาสของช่องทางออฟไลน์

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

มิติที่ 2 การช็อปปิ้งในช่องทางอี-คอมเมิร์ซ ระบบอัลกอริทึม (Algorithm) ช่วยจดจำเมื่อลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้ารายการอะไรบ้าง และคอยขึ้นเตือนเมื่อลูกค้าเข้ามา ทำให้การช็อปปิ้งมีความง่ายและสะดวกสบาย แต่ในไทยแม้ว่ามาร์เก็ตเพลสรายใหญ่อย่างลาซาด้ายังไม่มีระบบดังกล่าว เมื่อเทียบกับอังกฤษมีการนำระบบดังกล่าวมาใช้อย่างแพร่หลาย และมิติที่ 3 เงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) แม้ว่ารัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันให้คนไทยใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งพร้อมเพย์ ล่าสุดคิวอาร์โค้ด พฤติกรรมการใช้ยังไม่แพร่หลายเมื่อเทียบกับจีน

“จากประสบการณ์การดำเนินธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค เนสท์เล่มียอดขาย 3 ล้านล้านบาททั่วโลก มีแบรนด์มากกว่า 2,000 แบรนด์ ในไทยมีสินค้าด้วยกัน 12 แคธิกอรี่ อาทิ นมเด็ก กาแฟและน้ำดื่ม มุมมองต่อธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคมาไว้อย่างที่คาดคิด โดยในตลาดโลกอยู่อันดับ 12 เพราะมีข้อจำกัดเรื่องการขนส่งสินค้าซึ่งเป็นต้นทุน คาดการณ์ว่าอี-คอมเมิร์ซไทยมูลค่า 2.4 แสนล้านบาท เติบโต 16-20% อย่างต่อเนื่อง” อาณัติ กล่าว

ปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ ผู้ดำเนินธุรกิจร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น กล่าวว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุค 4.0 มีด้วยกัน 3 ด้าน ประกอบด้วย 1. พฤติกรรมการซื้อสินค้าเสิร์ช ช็อปและแชร์ มีการคิดและไตร่ตรอง-ศึกษาข้อมูลในการซื้อสินค้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขุดคุ้ย ข้อมูลรู้ลึก รู้จริง ตามด้วย พบว่า 50% ตัดสินใจซื้อจากการดูรีวิว

2.ช่องทางการซื้อสินค้า มีความสนใจหลากหลาย เน้นคุณภาพ โดย 80% ยินดีจ่ายเงินเพิ่ม เพื่อให้ได้สินค้าและบริการที่ปรับแต่งให้ตรงกับความต้องการเฉพาะบุคคล หรือได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูง ขณะเดียวกันก็ต้องการเลือกซื้อสินค้าและช่องทางชำระเงินหลายแพลตฟอร์ม ทั้งอี-คอมเมิร์ซ และเอ็ม-คอมเมิร์ซ 3.ให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์แต่ต้องได้สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ๆ (LIFESTYLE + Experiences)

สำหรับกลุ่มซีพีมองว่า ความท้าทายของผู้ประกอบการในยุคดิจิทัลมีด้วยกัน 4 มิติ ประกอบด้วย 1.การขยายตัวสังคมเมืองในปี 2559 จาก 31 ล้านคน หรือสัดส่วน 47% ของประชากรทั้งหมด เพิ่มเป็น 34 ล้านคน หรือสัดส่วนเป็น 52% ส่วนขนาดของครอบครัวจะเริ่มขนาดเล็กลงจาก 3.2 คน/ครอบครัว เหลือเป็น 2.6 คน/ครอบครัว และกลุ่มผู้สูงอายุเพิ่ม ราว 9 ล้านคน หรือ 13% ของประชากร และในปี 2563 จะมีประชากรเพิ่มเป็น 11.9 ล้านคน หรือ 15% ของประชากรทั้งหมด

ตามด้วยมิติที่ 2 การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การเกิดระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก การสร้างเมืองนวัตกรรมใหม่ มีสนามบินอู่ตะเภา หรือกระทั่งการเกิดของมอเตอร์เวย์ บางปะอิน-โคราช บางใหญ่-กาญจนบุรี ด้านที่ 3 เศรษฐกิจดิจิทัล การเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในรูปแบบต่างๆ เกิดขึ้น และมีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยพบว่าขณะนี้การซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านมือถือและโซเชียลมีเดีย สัดส่วน 50%

ขณะที่มิติที่ 4 โลกแห่งการแข่งขันสูงขึ้น เกิดการแข่งขันจากผู้ประกอบการรายเดิมและรายใหม่ เช่น SPAR กับ เนเธอร์แลนด์ร่วมกับบางจาก โลกของออฟไลน์ต้องแข่งขันกับออนไลน์ เช่น ลาซาด้า อีเลฟเว่นสตรีท เข้ามาทำตลาดในไทย และการแข่งขันของซัพพลายเออร์ที่ผันตัวไปสู่การขายตรงผ่านผู้บริโภคไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้าผ่านมาร์เก็ตเพลส แบรนด์ดอทคอม เช่น กลุ่มสหพัฒน์ขณะนี้เริ่มปรับตัวแล้ว

ความเข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งเป็นสิ่งสำคัญ แต่ละเจเนอเรชั่นมีความแตกต่างกัน เพราะนั่นหมายถึงว่าจับผู้บริโภคได้อยู่หมัด

 

ยักษ์อี-คอมเมิร์ซขยับทัพ หวังกินรวบออนไลน์-หน้าร้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กันยายน 2560 เวลา 07:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/515261

ยักษ์อี-คอมเมิร์ซขยับทัพ หวังกินรวบออนไลน์-หน้าร้าน

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

หลังประสบความสำเร็จในการครอบครองตลาดค้าปลีกออนไลน์ จนก้าวขึ้นมาเป็นยักษ์อี-คอมเมิร์ซเบอร์ 1 แดนมังกร อาลีบาบากำลังมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายลำดับถัดไป คือการบุกตลาดค้าปลีกแบบออฟไลน์ หรือแบบที่มีหน้าร้าน

แม้ตลาดอี-คอมเมิร์ซจีนกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยโตขึ้น 26.2% ไปอยู่ที่ 7.52 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 24 ล้านล้านบาท)เมื่อปี 2016 แซงหน้าอัตราการขยายตัวของภาคธุรกิจค้าปลีกในภาพรวมถึง 2 เท่า แต่สัดส่วนการซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภคจีนยังอยู่ที่ประมาณ 15% ของยอดค้าปลีกทั้งหมดที่ 4.98 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 164 ล้านล้านบาท) หมายความว่า ชาวจีนถึง 85% ยังคงจับจ่ายใช้สอยผ่านห้างร้านแบบดั้งเดิมอยู่

ด้วยเหตุนี้การช่วงชิงตลาดค้าปลีกออฟไลน์ที่ยังมีโอกาสเติบโตต่อไปได้อีกจึงมีความสำคัญเช่นกัน โดยไคซิน นิตยสารด้านการเงินของจีน รายงานว่า อาลีบาบาเตรียมจะเปิด “มอร์ มอลล์” ศูนย์การค้าแห่งแรกของบริษัทในจีน ขนาดใหญ่ 5 ชั้น ขึ้นที่เมืองหางโจว ในเดือน เม.ย. 2018 โดยศูนย์การค้าดังกล่าวจะประกอบด้วยแบรนด์สินค้ามากมายที่วางขายบนทีมอลล์และเถาเป่า แพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์ของอาลีบาบารวมถึงแบรนด์สินค้าชื่อดังอื่นๆ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

มอร์ มอลล์ จะมอบประสบการณ์ช็อปปิ้งแบบใหม่ให้กับลูกค้า เนื่องจากจะผสมผสานเทคโนโลยีเออาร์และวีอาร์เข้ามาในระบบการเลือกซื้อสินค้า เช่น ในห้องลองเสื้อผ้าเสมือนจริง หรือที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอางอัจฉริยะ

ห้างแห่งนี้ยังคาดว่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้กลยุทธ์ค้าปลีกใหม่ของอาลีบาบา ที่มีชื่อว่า “New Retail Strategy” ซึ่งเปิดเผยมาตั้งแต่ปี 2015 กลายเป็นความจริง โดยกลยุทธ์ดังกล่าวเป็นการพยายามเชื่อมต่อแพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์เข้ากับร้านแบบออฟไลน์ ด้วยการผสมผสานระบบการชำระเงินและระบบการเลือกซื้อสินค้าแบบออนไลน์เข้าไปไว้ในหน้าร้าน

แผนกลยุทธ์ค้าปลีกใหม่บ่งชี้ว่าอาลีบาบาหวังเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกออฟไลน์มาเป็นเวลานานแล้ว โดยก่อนหน้านี้เมื่อปี 2015 บริษัทเปิดร้านซูเปอร์มาร์เก็ต “เหอหม่า” เพื่อนำร่องทดลองกลยุทธ์ดังกล่าว โดยเหอหม่าจะมีบริการ 2 แบบ ทั้งการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านแอพพลิเคชั่นแล้วให้ผู้ซื้อมารับที่ร้าน และการเลือกซื้อสินค้าที่หน้าร้านโดยตรง ซึ่งในปัจจุบันอาลีบาบาเปิดเหอหม่า ซูเปอร์มาร์เก็ตแล้ว 18 สาขาทั่วจีน

การมุ่งรุกธุรกิจค้าปลีกออฟไลน์ของอาลีบาบายิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อบริษัทประกาศซื้อหุ้นเกือบทั้งหมดในธุรกิจห้างสรรพสินค้าของอินไทม์ กรุ๊ป มูลค่า 2,600 ล้านดอลลาร์ (ราว 8.6 หมื่นล้านบาท) เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา โดยอินไทม์บริหารจัดการห้างสรรพสินค้าราว 49 แห่งในประเทศจีน

กลยุทธ์ของอาลีบาบาในการบุกเบิกเปิดหน้าร้านเป็นของตัวเองนั้นแตกต่างจากคู่แข่งสำคัญรายใหญ่ในจีนอย่าง เทนเซนต์ เจ้าของเจดีดอทคอม แพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์ และวีแชต แอพพลิเคชั่น แชตชื่อดังและผู้ให้บริการอี-วอลเล็ต โดยกลยุทธ์ของเทนเซนต์นั้นเน้นผลักดันการเป็นพันธมิตรกับห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ และห้างค้าปลีกรายย่อยในท้องถิ่น ให้หันมาใช้บริการวีแชต วอลเล็ต มากกว่าที่จะเข้าไปจำหน่ายสินค้าผ่านหน้าร้านโดยตรง

“อเมซอน” รุกซูเปอร์มาร์เก็ต

อาลีบาบาไม่ใช่ยักษ์อี-คอมเมิร์ซรายเดียวที่เล็งเห็นโอกาสใหม่จากร้านค้าแบบมีหน้าร้าน โดย อเมซอน อี-คอมเมิร์ซรายใหญ่สัญชาติสหรัฐ ก็หมายตาโอกาสดังกล่าวเช่นกัน และเดินหน้าเข้าซื้อโฮลฟู้ดส์ เชนซูเปอร์มาร์เก็ต มูลค่า 1.37 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 4.53 แสนล้านบาท) ไปเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา

หลังเข้าควบคุมโฮลฟู้ดส์นับตั้งแต่วันที่ 28 ส.ค. อเมซอนเริ่มใช้กลยุทธ์แรกในทันทีด้วยการหั่นราคาสินค้าในร้านลงกว่า 40% เพื่อหวังดึงดูดลูกค้า ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวนับว่าได้ผล โดยบริษัทวิจัยตลาด 2 แห่ง คือ โฟว์สแควร์ และ ออร์บิทัล อินไซต์ เปิดเผยว่า ผู้บริโภคเข้ามาซื้อสินค้าในร้านโฮลฟู้ดส์เพิ่มขึ้นกว่า 25% ระหว่างวันที่ 4-5 ก.ย.ที่ผ่านมา แม้จะยังไม่แน่ชัดว่ากลยุทธ์การลดราคาจะช่วยกระตุ้นยอดขายในระยะยาวได้หรือไม่ แต่สถานการณ์ดังกล่าวก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอเมซอน

อย่างไรก็ดี กลยุทธ์ของอเมซอนไม่ได้มีเพียงการหั่นราคาเท่านั้น แต่ยังมีอาวุธลับอีกอย่างชื่อ “อเมซอน ไพรม์”

อเมซอน ระบุว่า ในอนาคตลูกค้าอเมซอน ไพรม์ จะได้รับส่วนลดพิเศษของสินค้าโฮลฟู้ดส์ และอาจได้สิทธิประโยชน์อื่นๆ จากการซื้อของในร้าน โดย ไบรอัน โนวัก นักวิเคราะห์จากธนาคารมอร์แกนสแตนเลย์ คาดการณ์ว่า บริการอเมซอน ไพร์ม จะช่วยสร้างรายได้ให้โฮลฟู้ดส์มากถึง 1 ใน 3 ในอนาคต

ด้าน ชาร์ลส์ โอเช นักวิเคราะห์จาก บริษัทวิจัย มูดี้ส์ อนาไลติกส์ ระบุว่า อเมซอนจำเป็นต้องขยายสาขาโฮลฟู้ดส์เพิ่ม หากต้องการครองส่วนแบ่งธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตออฟไลน์มากขึ้น โดยโอเชยกตัวอย่างวอลมาร์ท บริษัทค้าปลีกที่สามารถทำรายได้มากขึ้นในการขายของชำ จากก่อนหน้านี้ที่ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.65 ล้านล้านบาท) มาเป็น 2.2 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 7.28 ล้านล้านบาท) ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา หลังวอลมาร์ทเดินหน้าขยายสาขาร้านอย่างต่อเนื่องทั่วสหรัฐ

โอเช เสริมว่า การหวังพึ่งบริการสั่งซื้อของชำออนไลน์และบริการส่งถึงบ้าน ยังไม่เพียงพอต่อการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของชำให้กับอเมซอน เนื่องจากในขณะนี้มีชาวอเมริกันเพียง 12% เท่านั้นที่สั่งซื้อของชำออนไลน์ในปี 2016

 

ไลน์เปิดฟีเจอร์ใหม่ลุยตลาดรายบุคคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กันยายน 2560 เวลา 06:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/514824

ไลน์เปิดฟีเจอร์ใหม่ลุยตลาดรายบุคคล

ไลน์พลิกโฉมการตลาดและโฆษณา เปิดตัวไลน์ออฟฟิเชียล แอ็กเคานต์ ฟีเจอร์ทาร์เก็ตติ้ง สร้างเครื่องมือการตลาดปั๊มยอดขาย

นายนรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร ผู้อำนวยการฝ่ายขายและสื่อโฆษณา ไลน์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวไลน์ ออฟฟิเชียล แอ็กเคานต์ ฟีเจอร์ใหม่ ทาร์เก็ตติ้ง (Targeting) หรือบริการที่ทำให้สินค้าและแบรนด์เลือกกลุ่มตลาดเป้าหมาย เพื่อดำเนินกลยุทธ์เพอร์ซันนัลมาร์เก็ตติ้งหรือการทำตลาดเจาะเฉพาะบุคคล มาใช้เป็นเครื่องมือที่เป็นมากกว่าแค่การสร้างการรับรู้ การเอนเกจเมนต์ แต่ต้องสร้างยอดขายได้

ขณะที่ฟีเจอร์ทาร์เก็ตติ้ง แบรนด์สามารถใช้เป็นเครื่องมือการตลาดโดยเลือกส่งข้อความระบุคุณสมบัติของผู้รับข้อความได้ตามเพศ อายุ สถานที่ได้อย่างกว้าง ระบบปฏิบัติการที่ใช้ระยะเวลาที่เป็นเพื่อน ภายใต้การทำดาต้า เบสมาร์เก็ตติ้ง ซึ่งเชื่อมโยงกับดาต้าของแบรนด์ ผ่านฟีเจอร์ไลน์ บีซีอาร์เอ็ม (Line BCRM) ช่วยการจัดการฐานข้อมูลกับแบรนด์ ง่ายขึ้น ทั้งศึกษาข้อมูล พฤติกรรมและประสบการณ์ที่ลูกค้าใช้สินค้าและบริการ

ทั้งนี้ การทำดาต้าเบส มาร์เก็ตติ้ง ยังมีการวิเคราะห์และนำเสนอสิ่งพึงใจผ่านระบบการจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) เพื่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย โดยเป็นฟีเจอร์ที่ช่วยเอนเกจเมนต์ได้ถึงสองเท่าตัว และยังเพิ่มโอกาสให้ลูกค้ารักแบรนด์ เช่น เมื่อค้าปลีกใช้ฟีเจอร์ใหม่ เพื่อเสนอโปรโมชั่นน้ำยาปรับผ้านุ่มและส่งสินค้าถึงบ้านให้กับแม่บ้านที่เข้ามาซื้อสินค้าประจำ โอกาสการซื้อจะมีมากกว่า

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อย่างไรก็ดี จากผลวิจัยเดือน ก.ค. พบว่า ผู้ใช้งานกว่า 50% รู้จักแบรนด์และจดจำผ่านทางสปอนเซอร์สติ๊กเกอร์ สำหรับงบโฆษณาผ่านทางไลน์ครึ่งปีแรกกว่า 500 ล้านบาท คาดว่าทั้งปีเพิ่มขึ้นสองเท่าตัวหรือ 1,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีลูกค้า ใช้บริการฟีเจอร์ทาร์เก็ตติ้ง 20 ราย จากจำนวนลูกค้าทั้งหมด 200 ราย

ภาพ http://thumbsup.in.th

“เอไอ” อาวุธใหม่สกัดภัยไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2560 เวลา 20:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/514818

"เอไอ" อาวุธใหม่สกัดภัยไซเบอร์

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

ภัยไซเบอร์ไม่ใช่สิ่งไกลตัวอีกต่อไป เห็นได้จากเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่แฮ็กเกอร์ปล่อยมัลแวร์ “เพทยา” เจาะระบบคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเกือบ 100 ประเทศ กระทบทั้งภาคธุรกิจและบุคคลธรรมดาทั่วไป

ปฏิบัติการแฮ็กครั้งใหญ่ในครั้งนั้น ทำให้ ลอยด์ส บริษัทประกันภัยสัญชาติอังกฤษ ออกมาเตือนว่า การโจมตีไซเบอร์อาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจทั่วโลกกว่า 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.97 ล้านล้านบาท) รุนแรงเกือบเทียบเท่าความเสียหายจากเฮอริเคนแคทรินา ที่ 1.6 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 5.29 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2005

ภัยคุกคามที่กำลังขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ทำให้บริษัท ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ เร่งแสวงหาแนวทางใหม่ๆ ในการรับมือ ซึ่งหนึ่งในแนวทางเหล่านั้นคือการเอาปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มาอุดช่องโหว่ระบบความปลอดภัย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เอ็มพาว สตาร์ทอัพด้านไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ จากสหรัฐ กำลังพัฒนา “เอไออ่านใจ” ซึ่งสามารถคาดเดาพฤติกรรมและเจตนาของบรรดาแฮ็กเกอร์ได้ในทันทีที่พบการเจาะระบบ โดย อาวี เชสลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเอ็มพาว กล่าวว่า จุดแข็งของเอไออ่านใจ คือความสามารถในการเก็บข้อมูลได้อย่างครอบคลุมและรวดเร็วทั้งจากภายในและภายนอกเครือข่าย แล้วประมวลผลข้อมูลดังกล่าวเพื่อคาดการณ์การโจมตี และอุดช่องโหว่ความปลอดภัยได้อย่างทันท่วงที

บริษัทเปิดเผยว่า การใช้เอไอในการดูแลความปลอดภัยช่วยลดต้นทุนและความยุ่งยาก อีกทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันระบบ โดยเอไอสามารถทำหน้าที่ปัญญาเสริม (Augmented Intelligence) ซึ่งหมายถึงการเป็นตัวช่วยเสริมความรู้ความเข้าใจ และลดระยะเวลาการทำงานให้ผู้ดูแลระบบความปลอดภัยได้ ซึ่งเอ็มพาว ระบุว่า เอไอของบริษัทสามารถคัดกรองและลดขอบเขตภัยโจมตีแบบเฉพาะเจาะจงลงมาอยู่ที่เพียง 3,618 ความเคลื่อนไหว เมื่อเทียบกับระบบความปลอดภัยของบริษัทอื่นๆ ที่ราว 1 หมื่นถึงกว่า 2 แสนความเคลื่อนไหว

นอกเหนือจากเอ็มพาวแล้ว ก่อนหน้านี้เมื่อปีแล้ว ศูนย์วิจัยเอไอของมหาวิทยาลัยสถาบันเทคโนโลยีแมสซา ชูเซตส์ (เอ็มไอที) ทดลองสร้างเอไอรักษาความปลอดภัยออนไลน์ ชื่อ AI2 ขึ้นมา ซึ่งสามารถตรวจจับการโจมตีได้ถึง 85%

แม้เอไอนับเป็นความหวังใหม่ในการป้องกันภัยไซเบอร์ แต่ก็อาจกลายเป็นเครื่องมือให้เหล่าแฮ็กเกอร์ใช้เจาะระบบได้ด้วยเช่นกัน

เมื่อปี 2016 ในช่วงไล่เลี่ยกับที่เอ็มไอทีพัฒนา AI2 นักวิจัยด้านข้อมูลจาก ซีโร่ ฟ็อกซ์ บริษัทไซเบอร์ ซีเคียวริตี้สหรัฐ ทดลองฝึกสอนให้เอไอชื่อ SNAP_R เข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้สื่อโซเชียล แล้วปฏิบัติการหลอกลวงเหยื่อมาติดกับด้วยฟิชชิ่ง (Phishing) ซึ่งเป็นการสร้างอีเมลหรือหน้าเว็บปลอมเพื่อขโมยข้อมูลส่วนตัว โดย ซีโร่ ฟ็อกซ์ เปิดเผยว่า เอไอดังกล่าวสามารถหลอกลวงผู้ใช้งานได้ถึง 275 ราย จาก 800 ราย และส่งฟิชชิ่งผ่านทวิตเตอร์ได้ 6.75 ทวีต/นาที สูงกว่าผู้เชี่ยวชาญที่เข้าร่วมการทดลองที่ 1.075 ทวีต/นาที และหลอกผู้ใช้มาได้เพียง 49 ราย

ความสามารถในการโจมตีที่รวดเร็ว ก่อความวิตกว่า การจู่โจมทางไซเบอร์ครั้งใหญ่รอบต่อไปอาจเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้ โดย ไซแลนซ์ บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ความปลอดภัย เปิดเผย ผลสำรวจเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา พบว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ 62% มองว่าจะเกิดการโจมตีไซเบอร์ด้วยเอไอ ภายในอีก 12 เดือนข้างหน้านี้

 

ส่องทัศนะกูรู iPhone X ล้ำหรือล้า?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2560 เวลา 12:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/514751

ส่องทัศนะกูรู iPhone X ล้ำหรือล้า?

นักวิจารณ์ในวงการไอทีไม่ประทับใจกับการเปิดตัวของ ไอโฟนX แถมมีกระแสเสียดสีการตั้งราคาที่สูงเกิน

เช่นเดียวกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของบริษัท แอปเปิล ครั้งที่ผ่านๆ มา การเปิดตัว iPhone X (ไอโฟนเทน หรือไอโฟน 10) เรียกความสนใจของคนทั่วโลกได้เป็นอันมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประจวบเหมาะกับโอกาสครบรอบ 10 ปีของการจำหน่ายสมาร์ทโฟนอัจฉริยะ โดยความสนใจหลักๆ พุ่งไปที่องค์ประกอบใหม่ๆ ของสมาร์ทโฟน เช่น หน้าจอโค้ง ชิปปัญญาประดิษฐ์ ระบบสแกนใบหน้า และอีกมากมาย แต่อีกหนึ่งความสนใจยังอยู่ที่ราคาของมันที่สูงถึง 999 เหรียญสหรัฐ หรือสูงกว่าราคาไอโฟนรุ่นแรกเมื่อ 10 ปีก่อนถึง 1 เท่าตัว

สำหรับฟีเจอร์เด่นๆ ของไอโฟน 10 ประกอบไปด้วย

1 อีโมจิแบบสั่งทำได้ด้วยการสแกนความเคลื่อนไหวถึง 50 จุดบนใบหน้าของเรา ผ่าน TrueDepth camera และอัดเสียงของเราประกอบ ทำให้ดูราวกับอีโมจิสามารถแสดงอารมณ์ได้ จากนั้นใช้มันผ่าน Apple message

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

2 ระบบปลดล็อกผ่านการสแกนใบหน้า เพียงแค่มองไปที่ตัวเครื่อง ซึ่งทำได้แม้แต่ในที่มืด เรียกว่าระบบ Face ID ทำงานผ่านกระบวนการของกล้องอินฟราเรด เซ็นเซอร์ 2 ตัว และเครื่องฉายแสง เป็นต้น เรียกได้ว่าใบหน้าของผู้ใช้คือพาสเวิร์ดนั่นเอง

3 ตัวช่วยถ่ายเซลฟีที่ลํ้าขึ้น โดยทุกครั้งที่เราถ่ายเซลฟี่ด้วยไอโฟน 10 จะมีออปชั่นในการจัดวางต้นกำเนิดแสงเพื่อให้ภาพออกมาดูมีมิติ โดยใช้ TrueDepth camera ซึ่งไม่ใช่ฟิลเตอร์ แต่เป็นการประมวลผลอัตราแสงแบบเรียลไทม์

4 ระบบชาร์จกระแสไฟฟ้าแบบไร้สาย คือเครื่องชาร์จไร้สายแบบใหม่ เพียงแค่วางไอโฟน 8 หรือไอโฟน 10 ลงบนเครื่องนี้ เครื่องก็จะชาร์จกระแสไฟฟ้าในทันทีโดยไม่ต้องเสียบปลั๊ก

5 A11 Bionic ซึ่งแอปเปิลโฆษณาว่าเป็นชิป ประมวลผลที่ทรงพลังและชาญฉลาดที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสมาร์ทโฟน สามารถประมวลผลได้ 600,000 ล้านการปฏิบัติงานในเวลา 1 วินาที

อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบใหม่ๆ ที่เพิ่มเข้ามายัง ไม่อาจสร้างความประทับใจให้กับบรรดาผู้คร่ำหวอดในวงการไอทีได้มากนัก เช่น ฝ่ายข่าวเทคโนโลยีของสำนักข่าวเอพี ชี้ว่า องค์ประกอบบางอย่างไม่ใช่ของใหม่ คู่แข่งสำคัญ เช่น ซัมซุง ก็ริเริ่มมีไปก่อนหน้านี้แล้ว และย้ำว่า สิ่งที่ นำเสนอมาไม่ใช่การปฏิวัติวงการ

ในส่วนของราคาที่เกือบจะถึง 1,000 เหรียญสหรัฐ พาเมลา เอ็น แดนซิเกอร์ คอลัมนิสต์ของนิตยสารฟอร์บส์ แสดงทัศนะว่า เป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งของแอปเปิล ที่จะดึงราคาสินค้ารุ่นเก่าที่ไม่ประสบความสำเร็จ นั่นคือ ไอโฟน 7 และรุ่นอื่นๆ

นอกจากนี้ ยังมีกระแสเสียดสีราคา สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ดูเหมือนจะสูงเกินไป ซึ่งแม้แต่สำนักข่าวธุรกิจอย่าง CNBC ก็ยังไม่วายเสียดสีเรื่องนี้กับเขาด้วย โดยแนะทีเล่นทีจริงว่า แทนที่จะนำเงิน 1,000 เหรียญสหรัฐ ไปซื้อไอโฟน 10 ควรจะนำเงินไปลงทุนในอัตราดอกเบี้ย 8% จะดีกว่า ภายในเวลา 25 ปี ก็จะทำเงินเท่ามหาเศรษฐีนั่นเอง

ภาพ…เอเอฟพี

 

ไทยเซิร์ตเตือนแฮกเกอร์ขโมยข้อมูลในอุปกรณ์ผ่านบลูทูธ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2560 เวลา 12:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/514528

ไทยเซิร์ตเตือนแฮกเกอร์ขโมยข้อมูลในอุปกรณ์ผ่านบลูทูธ

“ไทยเซิร์ต”เตือนประชาชนระวังถูกแฮกเกอร์ลอบขโมยข้อมูลผ่านบลูทูธ แนะหากไม่จำเป็นควรปิดการใช้งานบลูทูธในอุปกรณ์

เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ไทยเซิร์ต) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ได้แจ้งเตือนประชาชนให้ระวังภัยจากแฮกเกอร์ที่จะขโมยข้อมูลในอุปกรณ์ไอทีผ่านบลูทูธ พร้อมแนะนำว่าหากไม่มีความจำเป็นควรปิดการใช้งานบลูทูธทุกชนิด โดยไทยเซิร์ตระบุข้อมูลไว้ดังนี้

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2560 บริษัทด้านความมั่นคงปลอดภัย Armis ได้รายงานช่องโหว่ชื่อ BlueBorne ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดที่ส่งผลให้ผู้ประสงค์ร้ายสามารถขโมยข้อมูลหรือติดตั้งมัลแวร์ลงในอุปกรณ์ใดๆ ที่เปิดใช้งาน Bluetooth แล้วอยู่ในรัศมีใกล้เคียงกันได้ (ประมาณ 10 เมตร) โดยที่ตัวอุปกรณ์ไม่จำเป็นต้องจับคู่ (Pair) กับอุปกรณ์ที่ใช้โจมตี รวมถึงไม่จำเป็นต้องเปิดโหมดค้นหาอุปกรณ์ (Discovery mode) แต่อย่างใด

ช่องโหว่ดังกล่าวมีผลกระทบกับอุปกรณ์จำนวนมากที่มีการใช้งาน Bluetooth เช่น สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ Internet of Things ซึ่งปัจจุบันทางผู้ผลิตและผู้ที่เกี่ยวข้องกำลังพัฒนาและเผยแพร่อัปเดตเพื่อแก้ไขปัญหา

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ผลกระทบ

อุปกรณ์ที่เปิดใช้งาน Bluetooth แล้วอยู่ในรัศมีการรับส่งสัญญาณของอุปกรณ์ที่ใช้โจมตี มีโอกาสที่จะถูกขโมยข้อมูลหรือถูกติดตั้งมัลแวร์ลงในเครื่องได้

ณ วันที่เผยแพร่บทความ ยังไม่พบการเผยแพร่โค้ดตัวอย่างสาธิตการโจมตีสู่สาธารณะ รวมถึงยังไม่พบการนำช่องโหว่นี้มาใช้โจมตีโดยทั่วไป อย่างไรก็ตามผู้ใช้ที่เปิดใช้งาน Bluetooth มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกโจมตี ควรอัปเดตระบบปฏิบัติการเพื่อป้องกัน

ระบบที่ได้รับผลกระทบ

ระบบปฏิบัติการ iOS เวอร์ชัน 9.3.5 หรือต่ำกว่า

ระบบปฏิบัติการ Android ที่ยังไม่ได้ติดตั้งแพตช์ประจำเดือนกันยายน 2560

ระบบปฏิบัติการ Windows ที่ยังไม่ได้ติดตั้งแพตช์ประจำเดือนกันยายน 2560

ระบบปฏิบัติการ Linux ที่ยังไม่ได้ติดตั้งแพตช์หลังจากวันที่ 12 กันยายน 2560

ระบบปฏิบัติการ macOS เวอร์ชัน 10.11 หรือต่ำกว่า

ข้อแนะนำในการป้องกัน

หากไม่ได้มีความจำเป็น ควรปิดการใช้งาน Bluetooth ในอุปกรณ์ทุกชนิด จากนั้นตรวจสอบสถานะการอัปเดตแพตช์ โดยควรติดตั้งอัปเดตให้เรียบร้อยก่อนเปิดใช้งาน Bluetooth อีกครั้ง

สถานะการอัปเดตแพตช์สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้งานระบบปฏิบัติการต่างๆ (ณ วันที่เผยแพร่บทความ) มีดังนี้

iOS: เนื่องจาก iOS เวอร์ชัน 10 ไม่ได้รับผลกระทบจากช่องโหว่นี้ ผู้ใช้ควรอัปเดตระบบปฏิบัติการเป็นเวอร์ชัน 10 หรือใหม่กว่า

Android: ทาง Google ได้เผยแพร่อัปเดตแก้ไขช่องโหว่ในแพตช์ประจำเดือนกันยายน 2560 (September 2017) อุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ เริ่มได้รับการอัปเดตแล้ว

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ใช้อุปกรณ์รุ่นเก่าที่สิ้นสุดการสนับสนุนด้านความมั่นคงปลอดภัยแล้ว ควรพิจารณาความเสี่ยงหากเปิดใช้งาน Bluetooth

Windows: Microsoft ได้เผยแพร่แพตช์แก้ไขช่องโหว่เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2560 ผู้ใช้ควรอัปเดตให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด

Linux: ผู้พัฒนาหลายรายเริ่มทยอยเผยแพร่แพตช์แก้ไขช่องโหว่ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2560 ผู้ใช้สามารถตรวจสอบข้อมูลการอัปเดตจาก Distributor ที่ใช้งาน และควรอัปเดตให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด

macOS: ยังไม่มีข้อมูลยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ทาง Apple แจ้งว่าระบบปฏิบัติการเวอร์ชันล่าสุดไม่ได้รับผลกระทบ (ปัจจุบันเป็นเวอร์ชัน 10.12) ผู้ใช้ควรอัปเดตให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด

ที่มา https://www.thaicert.or.th/alerts/user/2017/al2017us003.html

 

แอปเปิ้ลเปิดตัว “iPhone X” ฉลองครบรอบ 10 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2560 เวลา 09:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/514499

แอปเปิ้ลเปิดตัว "iPhone X" ฉลองครบรอบ 10 ปี

เปิดตัว iPhone X ดีไซน์ใหม่หน้าจอไร้ขอบ พร้อมระบบสแกนใบหน้าและลูกเล่นจัดเต็ม

วันนี้ (13 ก.ย.) นายทิม คุก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอปเปิล อิงค์ “ไอโฟน X” หรือ “ไอโฟน10″ เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 10 ปีของการผลิตไอโฟน” โดยไอโฟน X ซึ่งเป็นไอโฟนรุ่นพิเศษของแอปเปิ้ลจะออกเสียงว่า “ไอโฟน เท็น” หรือ “ไอโฟน สิบ” ไม่ใช่ “ไอโฟน เอ็กซ์” เนื่องจากเอ็กซ์ (X) เป็นตัวเลขโรมันที่มีความหมายว่า 10 ซึ่งสอดคล้องกับการครบรอบ 10 ปีของไอโฟน

ตัวเครื่องนั้นจะเป็นอลูมิเนียมขัดเงาแบบโค้งมน รับกับหน้าจอไร้ขอบอย่างสวยงาม ส่วนวัสดุด้านหลังเป็นกระจก นอกจากนี้ ตัวเครื่องงยังประกอบมาในมาตรฐานแบบกันน้ำกันฝุ่นได้เหมือนใน iPhone 7

ส่วนฟังก์ชั่นเด่นของ iPhone X คือได้เอาปุ่มโฮมเป็นเอกลักษณ์มีมาตั้งแต่เป็นรุ่นแรกออกไป และเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานใหม่ ด้วยการกวาดนิ้วจากด้านล่างของจอขึ้นมา แทนการกดปุ่มโฮม พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยีการยืนยันตัวบุคคลแบบใหม่ที่เรียกว่า Face ID ที่เป็นการสแกนใบหน้าเพื่อเข้าใช้งานแทน และการสแกนใบหน้ามีการใช้เซนเซอร์หลายอย่างเข้าช่วยกันเพื่อให้สามารถเก็บรายละเอียดของใบหน้าได้อย่างแม่นยำ และสแกนใบหน้าของผู้ใช้ให้เป็นแบบ 3 มิติที่จดจำใบหน้าของผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งหน้า ทรงผม ใส่หมวก ใส่แว่น หรือแม้แต่ฝาแฝด ระบบ FaceID ก็ยังสามารถจำแนกตัวบุคคลได้อย่างแม่นยำ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ส่วนกล้องหลังจะเป็นแบบเดียวกับที่ใช้ใน iPhone 8 Plus เพียงแต่เปลี่ยนตำแหน่งการวางด้านหลังให้เป็นแนวตั้งแทน เพราะ iPhone X นั้นจะมีเซนเซอร์ต่างๆ เพิ่มเข้ามาด้านหน้ามากกว่าไอโฟน 8 นั่นเองทำให้วางกล้องแนวนอนไม่ได้ ความละเอียดของกล้องหลังอยู่ที่ 12 ล้านพิกเซล แฟลช LED ทรูโทน 4 ดวงให้ความสว่างเพิ่มขึ้น 2 เท่า แถมยังนำ AI ช่วยวิเคราะห์องค์ประกอบในภาพเพื่อให้คุณได้ภาพที่ดีที่สุด

ด้านชิปประมวลผลใน iPhone X นั้นจะเป็นรุ่นใหม่ A11 Bionic เหมือนกับใน iPhone 8 และ 8 Plus ที่เป็นแบบ 6 แกน แยกกันทำงานในระดับประสิทธิ 2 แกน และแบบ 4 แกน ในการทำงานทั่วไป

ทั้งนี้ iPhone X มี 2 ขนาดคือ 64GB และ 256GB ราคาขายเริ่มต้นที่ 999 ดอลล่าร์หรือประมาณ 34,000 บาท จะเปิดให้สั่งจอง 27 ต.ต. โดยจะเริ่มวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกวันที่่ 3 พ.ย.นี้

นอกจากนี้ แอปเปิ้ลยังเปิดตัวแอปเปิลทีวี 4K ซึ่งให้ความละเอียดสูงในการรับชมรายการโทรทัศน์ และภาพยนต์ โดยจะมีการวางจำหน่ายในวันที่ 15 ก.ย. และขณะเดียวกัน แอปเปิ้ลได้เปิดตัวแอ๊ปเปิ้ล วอทช์ ซีรีส์ 3 ซึ่งสามารถทำงานโดยไม่ต้องมีไอโฟน โดยจะมีการวางจำหน่ายในวันที่ 22 ก.ย.

 

ใกล้ชิดสัตว์เลี้ยงตัวโปรดด้วยเครื่องติดตามและนวัตกรรมป้อนอาหารอัจฉริยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2560 เวลา 10:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/514299

ใกล้ชิดสัตว์เลี้ยงตัวโปรดด้วยเครื่องติดตามและนวัตกรรมป้อนอาหารอัจฉริยะ

เตรียมพบกับ 3 ผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยให้เจ้าของใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงตัวโปรดมากยิ่งขึ้น

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสังคมไทยเป็นสังคมของคนรักสัตว์ แต่ด้วยสภาพสังคมตอนนี้ที่ผู้คนมักจะออกไปทำงานตั้งแต่เช้ายันเย็น ใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น อาจทำให้ไม่มีเวลาให้กับสัตว์เลี้ยงตัวโปรดเท่าที่ควร ล่าสุด Pawbo แบรนด์ในเครือของ Acer จึงได้เผยนวัตกรรมอัจฉริยะที่จะช่วยให้ทุกคนได้ใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้นในทุกที่ทุกเวลา ด้วยกองทัพผลิตภัณฑ์อันน่าทึ่งถึง 3 ชิ้น

Pawbo iPuppyGo อุปกรณ์ติดตามที่คอยเฝ้าดูกิจกรรมต่างๆ ของสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย รูปแบบการนอน การแสดงอารมณ์ และสุขภาพ เมื่อเชื่อมต่อแอปพลิเคชันผ่านบลูทูธแล้ว เจ้าของสามารถใส่ข้อมูลพื้นฐานของสัตว์เลี้ยงลงไป จากนั้นก็เริ่มบันทึกและติดตามความเป็นอยู่ของสัตว์เลี้ยงได้ ด้วยอุปกรณ์ที่เบาหวิว กับตัวเครื่องที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 35 มิลลิเมตร จึงสามารถติดไว้กับปลอกคอของสัตว์เลี้ยงได้เลย

Pawbo WagTag ปลอกคอที่เชื่อมต่อด้วยระบบคลาวด์ ติดตามสัตว์เลี้ยงไปทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะในบ้านหรือพ้นประตูออกไป ด้วยเทคโนโลยี Geo-fencing ช่วยให้เจ้าของกำหนดพื้นที่ปลอดภัย และรับการแจ้งเตือนทุกครั้งเมื่อสัตว์เลี้ยงเข้าหรือออกจากพื้นที่ปลอดภัยนั้นๆ แถมยังมาพร้อมนวัตกรรมสายจูงไดนามิกที่จะคอยเตือนเมื่อสัตว์เลี้ยงพลัดหลงไปไกล นอกจากนั้นยังมีฟีเจอร์ตรวจจับการเห่า ที่จะแจ้งเตือนไปยังเจ้าของเมื่อตรวจจับเสียงเห่าที่ผิดปกติ และสามารถเปิดเสียงที่ถูกบันทึกไว้ เพื่อรับฟังสิ่งที่เกิดขึ้นได้ด้วย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สุดท้าย Pawbo Munch ระบบให้ขนมอัจฉริยะ ซึ่งควบคุมผ่านรีโมทหรือแอปพลิเคชั่นบนมือถือ โดยเจ้าของสามารถเลือกรูปร่าง ขนาด ประเภท และปริมาณของขนมสำหรับสัตว์เลี้ยงได้ตามใจชอบ แถมยังมาพร้อมเกมสล็อตแมชชีนที่ให้เจ้าของให้รางวัลสัตว์เลี้ยงด้วยขนมหลากหลายชนิด โดยขนมจะถูกปล่อยออกมาจากช่องสไลด์หรือถาดขนมเมื่อสัญลักษณ์ถูกจับคู่ได้ลงตัว มอบความสนุกสนาน และช่วยให้เจ้าของและสัตว์เลี้ยงใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น

สำหรับนวัตกรรมแปลกใหม่ที่จะมาพลิกวงการการเลี้ยงสัตว์ทั้ง 3 ชิ้นนี้ เพิ่งเปิดตัวไปที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ยังไม่ทราบวันที่จะวางจำหน่ายและราคาที่แน่ชัด แต่ก็ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่น่าจับตามองสำหรับเหล่าคนรักสัตว์ทุกคน

 

จับตาแอปเปิลเปิดตัว “ไอโฟนเอ็กซ์” ฉลองครบรอบ10ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กันยายน 2560 เวลา 21:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/514184

จับตาแอปเปิลเปิดตัว "ไอโฟนเอ็กซ์" ฉลองครบรอบ10ปี

จับตาแอปเปิลเตรียมเปิดตัวไอโฟนรุ่นพิเศษ ฉลองครบรอบ 10 ปี การผลิตไอโฟน12 ก.ย.นี้ ภายใต้ชื่อ “ไอโฟนเอ็กซ์”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัทแอปเปิล อิงค์ เตรียมเปิดตัว “ไอโฟน” รุ่นใหม่ที่คาดว่าจะใช้ชื่อรุ่นว่า ไอโฟน เอ็กซ์ (iPhone X) ในวันที่ 12 ก.ย.นี้ เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 10 ปีของการผลิตไอโฟน

ทั้งนี้คาดว่าไอโฟนรุ่นใหม่จะสามารถจดจำใบหน้าของผู้ใช้ เนื่องจากมีเซนเซอร์ 3D ทางด้านหน้าของโทรศัพท์ และจะมีราคาขายเริ่มต้นที่ระดับ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่า แอปเปิลจะเปิดตัวไอโฟน 8 และไอโฟน 8 พลัส โดยจะไม่มีการออกรุ่นไอโฟน 7 เอส และไอโฟน 7 เอสพลัส

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อย่างไรก็ตามมีข่าวลือว่า การวางจำหน่ายไอโฟนรุ่นใหม่ของแอปเปิลในครั้งนี้ อาจเผชิญปัญหาล่าช้า เนื่องจากการขาดแคลนหน้าจอ OLED รวมทั้งจากการที่แอปเปิลจำเป็นต้องหาซัพพลายเออร์หน้าจอรายใหม่นอกเหนือจากซัมซุง

ขณะเดียวกัน ยังมีการคาดการณ์กันว่า นายทิม คุก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอปเปิล อิงค์ จะเปิดตัวเวอร์ชั่นใหม่ของแอปเปิลทีวี 4K รวมทั้งแอปเปิล วอทช์ด้วย

ภาพ…เอเอฟพี

 

กสทช.ยันค่าบริการเน็ตชายขอบต้องไม่เกินเดือนละ200บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กันยายน 2560 เวลา 13:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/514152

กสทช.ยันค่าบริการเน็ตชายขอบต้องไม่เกินเดือนละ200บาท

เลขาฯกสทช.ยืนยันค่าบริการเน็ตชายขอบไม่เกิน 200 บาท พร้อมเซ็นสัญญาไม่เกิน 20 ก.ย.นี้

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า กสทช.ได้ทำหนังสือลับชี้แจงต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (8 ก.ย.) กรณีที่ สตง.ท้วงติงค่าบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ในพื้นที่ชายขอบต่ำเกินไปที่ราคา 200 บาทต่อเดือนนั้น กสทช.ได้ชี้แจงสูตรการคำนวณการคิดค่าบริการที่ กสทช.กำหนดให้เอกชนเก็บค่าบริการได้ไม่เกิน 200 บาท/เดือน บนพื้นฐานที่รัฐลงทุน 70% และเอกชนลงทุน 30% ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขทีโออาร์ตามประกาศไว้ก่อนหน้าที่จะมีการประมูล

“ผมยืนยันว่าราคาบริการเน็ตชายขอบ คิดอัตราการบริการไม่เกิน 200 บาท/เดือน ซึ่งขณะนี้คิดได้ต่ำกว่า 180 บาท ราคานี้รวมค่าบำรุงรักษาด้วยระยะเวลา 5 ปี ที่ทำได้เพราะเอกชนลงทุน 30% เอง อีก 70% รัฐเป็นผู้ลงทุน”นายฐากร กล่าว

นายฐากร กล่าวว่า การดำเนินงานโครงการเน็ตชายขอบ ขณะนี้ล่าช้ากว่าแผนกว่า 10 วัน คาดว่าจะลงนามสัญญาอย่างช้าที่สุดไม่เกินวันที่ 20 ก.ย.นี้ และในปลายเดือน ธ.ค.นี้จะสามารถเปิดให้บริการ 15% ก่อนที่จะครบหมดในปี 61 โดยมี 700,000 ครัวเรือนในพื้นที่เน็ตชายขอบ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ส่วนกรณีที่ บมจ.ทีโอที ระบุว่า ราคาค่าบริการ 200 บาท/เดือนไม่สามารถทำได้นั้น นายฐากร กล่าวว่า ตนไม่รับรู้ แต่หากทีโอทีไม่สามารถรับงานในราคานี้ได้ก็ไม่ต้องมาเซ็นสัญญา และทีโอทีก็จะถูกขึ้นบัญชีดำ โดยสัญญาที่ทีโอทีชนะก็ต้องเปิดประมูลใหม่ ทั้งนี้ เงื่อนไขเรื่องค่าบริการได้กำหนดไว้ในทีโออาร์แล้ว เหตุใดทีโอทีจึงมาเรียกร้องภายหลัง

อนึ่ง เมื่อวันที่ 1-2 ส.ค.ที่ผ่านมา กสทช.เปิดประมูลโครงการเน็ตชายขอบ จำนวน 3,920 หมู่บ้าน แบ่งเป็น 8 สัญญา วงเงินรวม 13,614.61 ล้านบาท ผลประมูลเบื้องต้นว่า มีการเสนอราคาต่ำสุด 12,989.68 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 624.93 ล้านบาท หรือ 4.59% โดย บมจ.ทีโอที ได้ 3 สัญญา ,กลุ่มบมจ.ทรูคอร์ปอเรชั่น (TRUE) ได้ 3 สัญญา ,บมจ. กสท โทรคมนาคม ได้ 1 สัญญา และบมจ.อินเตอร์ลิงค์ เทเลคอม (ITEL) ได้ 1 สัญญา