สงครามชวนเชื่อรูปแบบใหม่ ใช้โซเชียลปั่นกระแสเกลียดชัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2560 เวลา 13:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/513988

สงครามชวนเชื่อรูปแบบใหม่ ใช้โซเชียลปั่นกระแสเกลียดชัง

เฟซบุ๊กตรวจพบบัญชีผู้ใช้-เพจที่รัสเซียหนุนหลัง เผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อสร้างความแตกแยกช่วงเลือกตั้งผู้นำสหรัฐ

เมื่อเร็วๆนี้ หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ รายงานข้อมูลที่น่าตกใจว่า เฟซบุ๊ก เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตรวจพบบัญชีและเพจเฟซบุ๊กที่ได้รับการหนุนหลังจากรัสเซียเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้ข้อมูลที่สร้างความแตกแยกในโลกออนไลน์ในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งผู้นำสหรัฐจำนวนหลายพันชิ้น โดยพุ่งเป้าที่ชาวอเมริกันที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง

อเล็กซ์ สตามอส หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายความปลอดภัยของเฟซบุ๊ก เผยว่า ระหว่างเดือน มิ.ย. 2015-พ.ค. 2017 เฟซบุ๊กได้ขายโฆษณาให้กับกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับรัสเซียจำนวน 3,300 ชิ้น เป็นเงิน 100,000 เหรียญสหรัฐ โดยโฆษณาส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การโหมกระพือสร้างความแตกแยกทางสังคมและการเมืองผ่านประเด็นอ่อนไหว อาทิ เพศที่สาม เชื้อชาติ ผู้อพยพ และสิทธิ์ในการครอบครองอาวุธปืนของพลเมืองสหรัฐ

เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียด ทีมงานเฟซบุ๊คพบว่าโฆษณาเหล่านี้เกี่ยวข้องกับบัญชีและเพจปลอมในเฟซบุ๊กราว 470 บัญชี ซึ่งเชื่อมโยงกับสำนักวิจัยอินเทอร์เน็ต (Internet Research Agency หรือ IRA) ในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กของรัสเซียที่มักจะเผยแพร่ข้อมูลสนับสนุนรัฐบาลรัสเซียในโลกออนไลน์ โดยยังระบุอีกว่าราว 1 ใน 4 ของโฆษณาที่ตรวจพบมีการเจาะจงกลุ่มเป้าหมายผู้ที่จะได้เห็นข้อความชวนเชื่อต่างๆ อย่างชัดเจน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การขายโฆษณาของเฟซบุ๊กจะเป็นระบบให้บริการตนเอง โดยผู้ซื้อสามารถกำหนดกลุ่มคน พื้นที่ และความสนใจของกลุ่มคนเป้าหมายได้ และด้วยความที่จำนวนการซื้อขายโฆษณาเกิดขึ้นมากมาย ทำให้ทีมงานของเฟซบุ๊คไม่สามารถตรวจสอบการซื้อขายที่ผิดปกติในช่วงเวลาที่ทำรายการได้ อย่างไรก็ดี หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายความปลอดภัยยืนยันว่าได้ปิดบัญชีต้องสงสัยหมดแล้ว

การตรวจพบของเฟซบุ๊คครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของเฟซบุ๊คและหน่วยงานสืบสวนของสหรัฐ เพื่อหาหลักฐานพิสูจน์กรณีที่รัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาของสหรัฐ โดยที่ผ่านมาเฟซบุ๊กตกเป็นจำเลยว่าเป็นช่องทางในการเผยแพร่ข่าวปลอมในช่วงก่อนการเลือกตั้งสหรัฐ จนทำให้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับชัยชนะ กระทั้่งนำมาสู่การเพิ่มมาตรการป้องกัน เช่น ปรับปรุงระบบการตรวจจับบัญชีปลอม

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ชื่อของ IRA ที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้เคยปรากฏเป็นข่าวหลายครั้ง โดยปี 2013 อดีตพนักงานขององค์กรนี้เผยว่าตัวเองมีหน้าที่สร้างบัญชีทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กปลอม เพื่อเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อที่สนับสนุนรัฐบาลรัสเซีย

ถัดมาอีก 2 ปี นิวยอร์ก ไทม์ส รายงานว่า IRA ปล่อยข่าวลือว่ามีสารเคมีรั่วไหลในรัฐลุยเซียนาเมื่อปี 2014 เพื่อสร้างความหวาดกลัว รวมถึงรายงานของหน่วยข่าวกรองสหรัฐที่พบว่านายทุนขององค์กรดังกล่าวเป็นคนสนิทของ ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ที่มีสัมพันธ์อันดีกับหน่วยข่าวกรองรัสเซีย

ภาพ…เอเอฟพี

ที่มา www.m2fnews.com

เราจะมีหุ่นยนต์เป็นเพื่อนร่วมงานมากขึ้นในยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 16:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/513868

เราจะมีหุ่นยนต์เป็นเพื่อนร่วมงานมากขึ้นในยุค 4.0

โดย อนัญญา มูลเพ็ญ

ในระยะ 1-2 ปีมานี้ผู้อ่านทุกท่านคงคุ้นหูคุ้นตากับคำว่า “ไทยแลนด์ 4.0” หรือ “ประเทศไทย4.0” แม้จะพูดถึงกันมาก แต่จนแล้วจนรอดคนไทยก็ยังเข้าใจคำๆ นี้ที่แตกต่างกัน คนจำนวนมากเข้าใจว่าไทยแลนด์ 4.0 เป็นนโยบายอะไรสักอย่างที่เป็นเรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง รวมๆคืออะไรก็ตามที่เหมือนอยู่ไกลสิ่งที่ประเทศไทยเป็นอยู่ในปัจจุบัน

ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าความเข้าใจอันสับสนน่าจะเริ่มต้นจากการที่ทางรัฐบาลไทยกำหนด “ไทยแลนด์ 4.0”ไปสอดคล้องกับยุคของการพัฒนาอุตสาหกรรมของทางฝรั่งยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนีที่ตอนนี้ได้ประกาศชัดเจนในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไปสู่ยุคที่ 4 หรืออุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งเป็นการพัฒนาในระดับที่ผสมผสานหลายเทคโนโลยีเข้ามาสู่ภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นการพัฒนาที่ไปไกลกว่าไทยแลนด์ 4.0 ของประเทศไทยอย่างมาก

หากจะให้สรุปให้เข้าใจแบบสั้นๆไทยแลนด์ 4.0 เป็นนโยบายที่จะนำประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจอีกยุคหนึ่งที่จะขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม จากเดิมที่ผ่านยุค 1.0-3.0 ที่เป็นเศรษฐกิจที่ผลักดันด้วยเกษตรกรรม ด้วยแรงงานและเครื่องจักรในอุตสาหกรรมหนักแต่การพึ่งพิงแรงขับเคลื่อนเดิมๆ มาหลายสิบปีทำให้ประเทศไทยเหมือนติดกับดักการพัฒนายังไม่สามารถยกระดับตัวเองไปสู่เศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วแบบประเทศใกล้เคียงอย่างสิงคโปร์เกาหลีใต้ ญี่ปุ่นได้ รัฐบาลเขาจึงตั้งโจทย์ว่า การจะหลุดกับดักการพัฒนาได้จะต้องเปลี่ยนแรงขับเคลื่อนใหม่ไปสู่การใช้นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

แต่การไปถึงตรงนั้น ไทยแลนด์4.0 จึงไม่ใช่เพียงการลงทุนพัฒนาระบบอินเทอร์เน็ตให้วิ่งเร็ว มีการผลิตอุตสาหกรรมที่เป็นยุค 4.0 เหมือนประเทศในยุโรป แต่มีหลายองค์ประกอบที่ต้องทำตั้งแต่การพัฒนาคนระบบการศึกษา การวิจัยและพัฒนาการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านกายภาพและด้านกฎระเบียบ และที่สำคัญคือการทำนโยบายส่งเสริมจูงใจ ที่สนับสนุนการพัฒนาแต่ละด้าน

บางคนอาจมองว่านี่เป็นเรื่องนโยบายและไกลตัว หรือบางคนอาจคิดว่านโยบายรัฐบาลนี้ พอเลือกตั้งรัฐบาลใหม่มานโยบายก็คงเปลี่ยนแต่จริงๆ แล้วต่อให้รัฐบาลเปลี่ยนทิศทางประเทศไทยก็ต้องไปทางนี้ เพราะทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วได้เดินไปทางนี้แล้ว การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายครั้งนี้จึงไม่ได้ไกลตัวเราๆ ท่านๆ เลย

อย่างน้อยๆ หากเรามีความเข้าใจว่าทิศทางโลกและการพัฒนาประเทศ หรือทิศทางการส่งเสริมอุตสาหกรรม ก็จะรู้ว่าความสามารถด้านใด เรื่องอะไรที่เป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจในอนาคต นำไปสู่ทั้งการปรับตัวเอง การวางแผนการศึกษา การพัฒนาทักษะคนรอบข้างให้รับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ไม่ถูกคลื่นการเปลี่ยนแปลงพัดพาให้ล้มหายไป

ในฐานะที่ได้ทำข่าวที่ใกล้ชิดกับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ผู้เขียนขอหยิบตัวอย่างความคืบหน้าทางนโยบายมาให้เห็นสัก 1 เรื่อง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้อนุมัติมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเป็นการส่งเสริมที่ต่อเนื่องจากนโยบายสำคัญภายใต้ไทยแลนด์ 4.0 นั่นคือรัฐบาลสนับสนุนให้อุตสาหกรรมทั้งขนาดเล็กขนาดใหญ่ลงทุนใช้เครื่องจักรและระบบอัตโนมัติแทนแรงงานคน ทั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและรองรับกับจำนวนแรงงานในประเทศที่ลดลงตามแนวโน้มสังคมสูงอายุที่จำนวนคนทำงานลดลง กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบเหล่านี้ เช่น กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ ระบบเครื่องกลที่ใช้ระบบเล็กทรอนิกส์ควบคุม รวมถึงกลุ่มดิจิทัล เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อและบังคับอุปกรณ์ต่างๆปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว จึงเป็นเป้าหมายสำคัญที่จะมีการสนับสนุน

มาตรการส่งเสริมที่ได้รับการอนุมัตินั้น มีทั้งมาตรการกระตุ้นให้เกิดการใช้ในประเทศ การลงทุนผลิตและพัฒนาคนรองรับ ซึ่งภายใต้การส่งเสริมนี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะให้โรงงานอุตสาหกรรมมีการใช้ระบบอัตโนมัติในการผลิตเพิ่มเป็น 50%จากปัจจุบัน 30% ภายใน 5 ปี และมีเป้าหมายสำคัญคือการเป็นประเทศที่สามารถผลิตหุ่นยนต์ของตนเองสามารถส่งออกหุ่นยนต์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องได้ภายใน 10 ปี

นโยบายส่งเสริมการลงทุนนี้อาจจะยังไม่สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ประสบการณ์จากอดีตแสดงให้เห็นว่านโยบายส่งเสริมการลงทุนนี้มีผลอย่างมากต่อการพัฒนาหลายๆอุตสาหกรรม ซึ่งผลต่อกลุ่มหุ่นยนต์อุตสาหกรรมและระบบอัตโนมัตินี้ก็คงไม่แตกต่างกัน ภาพที่จะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ คือภาพที่ทั้งในภาคการผลิตและบริการจะนำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาใช้แทนกำลังคนมากขึ้นแม้แต่ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่เคยพึ่งแรงงานคนก็เปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีเหล่านี้มากขึ้นๆ

เมื่อติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และแนวนโยบายของภาครัฐแล้ว จะเห็นว่าขณะนี้ถือเป็นช่วงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เราน่าจะต้องหันมามองว่าในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลกระทบทางบวกหรือลบต่อตัวเราและคนรอบข้างอย่างไรหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่มีการสนับสนุนให้ใช้มากขึ้นจะมาแย่งงานที่เราทำอยู่หรือไม่ เราต้องพัฒนาตนเองอย่างไหนให้ยังสามารถยืนอยู่เหนือหุ่นยนต์

คนทำงานทุกคนคงต้องตระหนักในประเด็นนี้ เพราะการพัฒนาระบบอัจฉริยะทั้งหลายไปไกลกว่าที่เราเคยจินตนาการไว้มาก เรากำลังเดินเข้าสู่ยุคที่มีเพื่อนร่วมงานเป็นหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมากขึ้นๆ

แม้แต่นักข่าวเองยังเริ่มร้อนๆหนาวๆ เพราะขณะนี้เริ่มมีการพัฒนาหุ่นยนต์เขียนข่าวแล้วค่ะ!!

 

รู้จัก ‘เสียมลม’ นวัตกรรมดูแลต้นไม้เมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 15:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/513858

รู้จัก 'เสียมลม' นวัตกรรมดูแลต้นไม้เมือง

โดย สมแขก

เมื่อไม่นานนี้ ศูนย์อาสาสมัคร Volunteers For Dad และกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ติดตามดูผลของการเปิดหน้าดินและพรวนดินต้นมะขามรอบท้องสนามหลวงจำนวน 12 ต้น ด้วยการใช้เสียมลม (Air Spade) ที่ทดลองใช้ในพื้นที่เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

โดยพบว่าสภาพต้นมะขามมีความสมบูรณ์มากขึ้น เริ่มผลิใบ แตกยอดอ่อน และมีขนาดใบใหญ่ขึ้น แตกต่างจากก่อนหน้านี้ที่ต้นมะขามได้รับความเสียหายจากการถูกเทน้ำ เทเศษอาหารลงโคนต้น รวมถึงถูกเหยียบย่ำจนดินอัดแน่น ทำให้บริเวณรากขาดอากาศ ใบเหี่ยวแห้งเกือบยืนต้นตาย

พล.ต.ธานี ฉุยฉาย ที่ปรึกษาแม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวถึงครั้งแรกของประเทศไทยกับการใช้เสียมลมเพื่อฟื้นฟูต้นมะขามในบริเวณท้องสนามหลวงที่มีอาการป่วยทางระบบราก ผนังกั้นรากไม่สัมผัสออกซิเจน เนื่องจากสภาพดินที่เป็นดินเหนียว ซึ่งได้รับปริมาณน้ำเกินความต้องการ ทำให้ต้นไม้บริเวณสนามหลวงเกิดวิกฤต อีกทั้งดินรอบสนามหลวงก็ถูกอัดแข็ง เป็นอุปสรรคต่อการยืนต้นรอดชีวิตของต้นมะขาม

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ศ.กิตติคุณ เดชา บุญค้ำ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภูมิสถาปัตยกรรม) กล่าวถึงอาการของต้นไม้ป่วย ซึ่งจะมีกลไกการเอาตัวรอด โดยการแตกกิ่งบริเวณกลางลำต้น ซึ่งปกติแล้วจะแตกกิ่งบริเวณยอด การแตกกิ่งกระโดงคือการสะสมแหล่งอาหารจำพวกแมกนีเซียมและโปรตีน ซึ่งหากไม่มีความรู้ โดยทั่วไปมักจะตัดออก นั่นเท่ากับเป็นการตัดแหล่งอาหารของต้นไม้ ซึ่งหลังจากนั้นต้นไม้จะค่อยๆ ตายลงไปในที่สุด

ด้วยเหตุนี้ ศ.กิตติคุณ เดชา จึงร่วมกับศูนย์อาสาสมัคร (Volunteers for Dad) และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จึงริเริ่มนำเสียมลมมาใช้ในงานฟื้นฟูระบบรากต้นมะขามบริเวณทิศเหนือของท้องสนามหลวง โดยร่วมกับ สุวรรณา จุ่งรุ่งเรือง ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร (กทม.) และ อภิวรรณ เนียมประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานสวนสาธารณะ สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร (กทม.)

โดย ศ.กิตติคุณ เดชา กล่าวว่า การทดลองใช้เสียมลมเปลี่ยนดินให้ต้นมะขามที่สนามหลวง ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้มานานแล้วในสหรัฐอเมริกาและสิงคโปร์ เสียมลมช่วยเป่าดินเดิมออก โดยไม่ทำให้รากเสียหาย แล้วเติมดินและปุ๋ยที่อุดมสมบูรณ์ หวังว่าจะช่วยให้ปู่มะขามฟื้นตัว กระปรี้กระเปร่าสดชื่นในเร็ววัน

เสียมลม (Air Spade) มีลักษณะเป็นแท่งคล้ายเครื่องรดปุ๋ย มีวิธีใช้คล้ายกับเสียมธรรมดา คือใช้ในการขุดดิน การทำงานของเสียมลมทำได้ด้วยการใช้แรงดันอากาศขนาดสูงจากเครื่องอัดอากาศขนาดใหญ่ เพื่อใช้พรวนและขุด แต่ที่ดีกว่านั้นคือสามารถเจาะดินได้ ตัดหน้าดินได้ และที่ดีที่สุดเสียมลมจะไม่ทำให้รากกิ่งของต้นไม้เสียหาย

การใช้เสียมลมในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ฟื้นฟูดินให้ต้นไม้ประวัติศาสตร์ที่สหรัฐอเมริกา เยอรมนีใช้เสียมลมมากว่า 20 ปีแล้ว แต่สำหรับเมืองไทยมีการใช้เสียมลมครั้งแรกกับต้นมะขามที่สนามหลวง เพื่อฟื้นฟูดินเฉพาะต้นที่ยังอยู่ที่สนามหลวง

การทำงานของเสียมลม คือการใช้แรงดันอากาศขนาดสูง จากเครื่องอัดอากาศขนาดใหญ่ เพื่อใช้พรวนขุดเจาะดิน โดยผู้ที่ใช้เครื่องมือนี้ควรจะมีความรู้ทางด้านชีววิทยา ด้านต้นไม้

เสียมลมนั้นเหมาะกับดินร่วนมากกว่าดินเหนียว แต่สภาพดินใน กทม. ส่วนใหญ่เป็นดินเหนียว จึงต้องปรับให้เหมาะสมกับสภาพดิน ซึ่งวิธีการใช้เสียมลม ซึ่งเป็นเครื่องอัดอากาศขนาดใหญ่ที่ใช้ในการเบาหรือขุดหน้าดิน เจาะดินเก่าออก แล้วเติมดิน ปุ๋ย ที่อุดมสมบูรณ์ แตกต่างจากการเปิดหน้าดินทั่วไปที่จะใช้เสียมตักจนอาจทำให้รากได้รับความเสียหายและอาจยืนต้นตาย ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันแพร่หลายในต่างประเทศ โดยเฉพาะต้นไม้ในเมือง

จากคำแนะนำของ ศ.กิตติคุณ เดชา ควบคู่ไปกับการปฏิบัติงาน โดยเหล่ารุกขกรและเจ้าหน้าที่เกิดกระบวนการทำงานดังนี้

1.เริ่มจากการใช้เสียมลมเจาะหน้าดินรอบๆ ต้นมะขาม เพื่อให้ดินบริเวณนั้นร่วน ซึ่งพื้นดินส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ นั้นเป็นดินเหนียว

2.ต่อจากนั้นใช้เสียมลมขุดหลุม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20 ซม. ลึกประมาณ 50 ซม. เพื่อให้ต้นมะขามมีอากาศหายใจ

3.ใส่กาบมะพร้าวรองพื้นเพื่อฟื้นฟูสภาพดิน

4.ใส่ดินหมักผสมทรายเพื่อให้โครงสร้างดินเหนียวโปร่งขึ้น

 

ม.สแตนฟอร์ดสร้าง AI สามารถบอกได้ว่าใครเป็นเกย์จากภาพถ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 12:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/513832

ม.สแตนฟอร์ดสร้าง AI สามารถบอกได้ว่าใครเป็นเกย์จากภาพถ่าย

มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดสร้าง AI ที่สามารถระบุได้ว่าใครมีพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน จากภาพถ่ายใบหน้า แต่นวัตกรรมดังกล่าวกลับถูกตั้งคำถามว่าอาจละเมิดความเป็นส่วนตัว

เว็ปไซต์เดอะการ์เดี้ยนรายงานว่า – ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดของสหรัฐฯ ทำสร้าง AI หรือปัญญาประดิษฐที่สามารถระบุภาพถ่ายจากใบหน้าได้ว่าใครเป็นคนรักเพศเดียวกัน โดยอัลกอริธึมจะสามารถคำนวนลักษณะใบหน้า เพื่อแบ่งระหว่างผู้ชายรักต่างเพศและชายรักร่วมเพศได้อย่างถูกต้องถึงร้อยละ 81 เปอร์เซ็นต์ และแยกผู้หญิงรักต่างเพศออกจากเลสเบี้ยนได้ถูกต้องร้อยละ 74 ในขณะที่มนุษย์คาดคะเนถูกเพียงร้อยละ 61 และ 54

โดยผลการวิจัยถูกตีพิมพ์ลงในนิตยสารวิชาการด้านจิตวิทยาบุคลิกภาพและสังคม ระบุว่า AI นี้ได้เก็บข้อมูลภาพถ่ายใบหน้าของผู้ชายและผู้หญิงมากกว่า 35,000 ภาพที่โพสต์เป็นสาธารณะบนเว็ปไซต์หาคู่ในสหรัฐ และได้วิเคราะห์ลักษณ์เฉพาะของใบหน้าด้วยเครือข่ายประสาทเทียมระดับลึก (deep neural networks) ซึ่งเป็นระบบคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน

งานวิจัยดังกล่าวพบว่าชายและหญิงที่เป็นเกย์นั้นส่วนใหญ่แล้วจะมีองค์ประกอบทางใบหน้าที่ไม่ตรงกับแบบแผนนัก โดยพบว่าพบว่า เกย์และเลสเบี้ยนจะมีการแสดงออกบนใบหน้าที่แตกต่างไป หรือลักษณะการไว้หนวดเคราต่างกับคนอื่น รวมถึง ลักษณะบนใบหน้าบางอย่าง เช่น เกย์จะมีกรามแคบกว่า จมูกยาวกว่า และหน้าผากกว้างกว่า ส่วนเลสเบี้ยนก็จะมีกรามใหญ่กว่า และหน้าผากเล็กกว่า ทั้งนี้ชายที่เป็นเกย์นั้นมีองค์ประกอบ สีหน้า และลักษณะการดูแลตัวเอง (ในที่นี้เช่น ทรงผม คิ้ว หนวด) ทีมีความเป็นผู้หญิงมากกว่าชายที่นิยมเพศตรงข้าม และในทำนองเดียวกันหญิงที่เป็นเกย์นั้นก็มักจะมีองค์ประกอบที่มีความเป็นชายมากกว่าหญิงอื่นๆ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นอกจากนี้นักวิจัยยังระบุว่า นี่อาจจะเป็นการสนับสนุนทฤษฎีว่า ความหลากหลายทางเพศเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด อยู่ในยีน หรือเป็นผลมาจากสารเคมีที่กระทบกับฮอร์โมนมาตั้งแต่เกิด

อย่างไรก็ตาม การวิจัยนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า การเก็บข้อมูลวิจัยบกพร่อง เนื่องจากไม่มีการเก็บข้อมูลของคนผิวสี และไม่มีการพิจารณาความหลากหลายทางเพศอื่นๆเช่น ไบเซ็กชวลหรือคนข้ามเพศ

อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงวิจารณ์ว่า เป็นการตีตราและแปะป้ายคนที่มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน จากรูปลักษณ์ภายนอก ยิ่งไปกว่านั้น AI นี้ยังละเมิดความเป็นส่วนตัวของประชาชนด้วย เพราะบางประเทศที่มีกฎหมายลงโทษพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน อาจใช้เทคโนโลยีนี้ไปไล่ปราบปรามคนรักเพศเดียวกัน หรือหากมีการเปิดให้คนใช้ทั่วไป อาจมีการนำภาพของคนอื่นไปให้ AI ตรวจสอบโดยไม่ได้รับอนุญาต จนอาจเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้

ภาพ : RT

 

คนไทยเชื่อข้อมูลออนไลน์ก่อนจะซื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2560 เวลา 08:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/513635

คนไทยเชื่อข้อมูลออนไลน์ก่อนจะซื้อ

กูเกิลชี้พฤติกรรมคนไทย เชื่อและชอบหาข้อมูลบนมือถือก่อนซื้อ แนะแบรนด์ทำเนื้อหาครอบคลุม

นางเอพริล ศรีวิกรม์ หัวหน้าทีมอุตสาหกรรม กูเกิล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์กว่า 4,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ พบว่าผู้บริโภคที่มีอายุระหว่าง 18-60 ปี มีการค้นหาข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ รวมทั้งเชื่อข้อมูลบนโลกออนไลน์มากกว่าการแนะนำจากตัวแทนขายแบบเดิม

ทั้งนี้ ผู้บริโภคกว่า 61% ใช้สมาร์ทโฟนในการค้นหาและศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคจะไม่เดินไปห้างสรรพสินค้าแล้ว เพียงแค่ใช้ข้อมูลมาช่วยตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้า ซึ่งคนที่ค้นหาข้อมูลออนไลน์ กล้าที่จะซื้อสินค้าในราคาที่แพงขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเครื่องสำอาง

นางเอพริล กล่าวว่า การค้นหาบนโลกออนไลน์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ชี้ให้เห็นว่า อี-คอมเมิร์ซของประเทศไทยมีโอกาสเติบโตดีขึ้นต่อเนื่อง ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม ช่องทางการชำระเงินและขนส่งก็ดีขึ้นกว่าเดิม แต่การใช้จ่ายออนไลน์ยังกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่เป็นส่วนใหญ่ หากภาครัฐมีการขยายโครงสร้างพื้นฐานให้ทั่วประเทศ น่าจะช่วยให้พื้นที่ห่างไกลที่มีการใช้งานสมาร์ทโฟนมีโอกาสตัดสินใจซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ทั้งนี้ แบรนด์ควรมีการวางแผนในการบริหารจัดการสื่อออนไลน์ให้ดีกว่าเดิม เพราะมีเพียง 21% ของครัวเรือนที่ยังเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต ในขณะที่ 79% ของครัวเรือนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตแล้ว มีโอกาสจับจ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มกว่า 6% และเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ผู้บริโภคไทยเชื่อมั่นข้อมูลบนโลกออนไลน์มากกว่าเดิม ซึ่งสื่อออนไลน์มีอิทธิพลมากถึง 80% ในการค้นหาข้อมูลโดยเฉพาะสินค้าสำหรับเด็กแรกเกิด และเสิร์ชเอนจิ้นมีอิทธิพลถึง 85% ในการค้นหาสินค้าดูแลผิวหน้า นักการตลาดและแบรนด์ไม่ควรมองข้ามช่องทางออนไลน์ เพราะกระแสออนไลน์ส่งผลได้ทั้งบวกและลบ จึงไม่ควรมองข้ามการสื่อสารผ่านเนื้อหาประเภทวิดีโออย่างยิ่ง

 

“จดจำใบหน้า” พุ่งแรงแดนมังกร ยักษ์เทคโนโลยีหันใช้ดึงลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2560 เวลา 19:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/513509

"จดจำใบหน้า" พุ่งแรงแดนมังกร ยักษ์เทคโนโลยีหันใช้ดึงลูกค้า

โดย…ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

เทคโนโลยี “การจดจำใบหน้า” หรือ Facial Recognition เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งจะแยกแยะอัตลักษณ์ของบุคคล ด้วยการเปรียบเทียบใบหน้าจริงกับข้อมูลใบหน้าที่บันทึกเอาไว้ก่อนหน้านี้ โดยการจดจำใบหน้าดังกล่าวมักใช้ในกระบวนการรักษาความปลอดภัย เหมือนที่เห็นในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดที่นิยมใช้ใบหน้าในการเปิดประตูห้องเก็บของสำคัญๆ

แต่ในปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น และเริ่มมีการนำมาใช้จริงกับผู้บริโภคอย่างกว้างขวางในจีน ซึ่งกำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมไร้เงินสดไปทีละก้าว โดยการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวก็นำโดยบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งโลกอิเล็กทรอนิกส์อย่างอาลีบาบาและไป่ตู้

แอนท์ ไฟแนนเชียล ผู้ให้บริการชำระเงินออนไลน์ “อาลีเพย์” ของอาลีบาบาเตรียมจะนำเทคโนโลยีจดจำใบหน้ามาใช้ในเว็บไซต์ค้าออนไลน์ของบริษัท ได้แก่ เทาเป่าและทีมอลล์ ซึ่งจะกลายเป็นการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้เชิงพาณิชย์สำหรับการชำระเงินออนไลน์เป็นครั้งแรก

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นอกจากนี้ ในร้าน “เคโปร” ซึ่งเป็นสาขาที่เสิร์ฟอาหารเพื่อสุขภาพของเคเอฟซี เชนไก่ทอดชื่อดังที่อาลีบาบาเป็นหุ้นส่วนสาขาในจีนอยู่ ยังเริ่มใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าดังกล่าวสำหรับสาขาในเมืองหางโจว มาตุภูมิของอาลีบาบา ในฟีเจอร์ “สไมล์ ทู เพย์” (ยิ้มเพื่อจ่าย) สำหรับผู้ใช้บริการอาลีเพย์

“เราผนวกกล้องสามมิติเข้ากับอัลกอริทึมตรวจจับความเหมือนเข้าด้วยกัน ทำให้สไมล์ทูเพย์ป้องกันการใช้รูปถ่ายหรือวิดีโอของผู้อื่น เพื่อปลอมแปลงการชำระเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เฉินจีตง ประธานฝ่ายเทคโนโลยีตรวจหาอัตลักษณ์ทางชีวภาพของแอนท์ ไฟแนนเชียล กล่าว

ก่อนหน้านี้ ไป่ตู้ ผู้ให้บริการเสิร์ชเอนจิ้นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในจีน ติดตั้งเทคโนโลยีจดจำใบหน้าในท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง โดยจะใช้สำหรับการเข้างานของเจ้าหน้าที่ภาคพื้นและลูกเรือ ก่อนจะขยายไปยังผู้โดยสารทั่วไป ซึ่งจะสามารถใช้ “ใบหน้า” แทนบอร์ดดิ้งพาสได้อย่างเร็วที่สุดภายในปี 2018

ไป่ตู้ไม่ใช่เจ้าแรกที่นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในการบิน โดยทั่วโลกมีการใช้การจดจำใบหน้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรักษาความปลอดภัยอยู่แล้ว รวมถึงเพื่อเพิ่มความรวดเร็วให้กับกระบวนการคัดกรองผู้โดยสารท่ามกลางการโดยสารทางอากาศที่เพิ่มมากขึ้น เช่น เดลต้าแอร์ไลน์ที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในการโหลดกระเป๋าและบริติชแอร์เวย์ส ใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าในการคัดกรองผู้โดยสารที่ท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์

“ดีอี” แจงยังไม่เคาะค่าบริการเน็ตชายขอบ แต่ประเมิน30เมกฯเดือนละ300บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2560 เวลา 15:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/513487

"ดีอี" แจงยังไม่เคาะค่าบริการเน็ตชายขอบ แต่ประเมิน30เมกฯเดือนละ300บาท

โฆษกกระทรวงดีอี เผยยังไม่สรุปค่าบริการ”เน็ตประชารัฐ-เน็ตชายขอบ”แต่ประเมินเบื้องต้น 30 เมกะบิตต์เดือนละ 300 บาท

นาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกประจำกระทรวงดีอี กล่าวว่า โครงการเน็ตชายขอบของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยังไม่ได้มีการกำหนดอัตราค่าบริการสำหรับผู้ที่ต้องการใช้อินเทอร์เน็ตครัวเรือน ภายใต้โครงการดังกล่าวในราคา 100-150-200 บาทต่อเดือนตามที่เป็นข่าว

เพียงแต่มีแนวคิดเบื้องต้นว่า หากให้บริการที่ความเร็วต่ำกว่า 30 เมกะบิตต์ จะคิดค่าใช้จ่ายไม่เกินเมกะบิตต์ละ 10 บาท ซึ่งหากการให้บริการจริงที่ความเร็วเท่ากับโครงการเน็ตประชารัฐของกระทรวงดีอีมอบหมายให้ บมจ.ทีโอที (TOT) ดำเนินการไป คือ 30 เมกะบิตต์จะมีค่าบริการอยู่ที่ประมาณ 300 บาทต่อเดือน

สำหรับอัตราค่าบริการตามโครงการเน็ตประชารัฐที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงดีอี และสำนักงาน กสทช.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการคิดต้นทุนค่าบริการโครงข่าย เพื่อนำไปใช้ในการพิจารณากำหนดค่าบริการครัวเรือนนั้น จะพิจารณาโดยใช้หลักการเดียวกัน คือ คำนวนจากราคาค่าบริการเชิงพาณิชย์ของผู้ให้บริการ หักลบกับต้นทุนค่าบริการโครงข่ายที่รัฐลงทุนไป

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ทั้งนี้หากมีการกำหนดราคาค่าบริการอินเทอร์เน็ตภายในครัวเรือนเรียบร้อยแล้ว กระทรวงดีอีจะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบต่อไป

 

กุลวรา อติเมธิน ชีวิตง่ายไว้ใจเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/513394

กุลวรา อติเมธิน ชีวิตง่ายไว้ใจเทคโนโลยี

เรื่อง สมแขกภาพ กิจจา อภิชนรุจเรข

ในโลกยุคดิจิทัลที่มีผลิตภัณฑ์มากมายในชีวิตประจำวัน เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่อย่างรอบด้าน โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาอำนวยความสะดวกเพื่อคุณภาพในการใช้ชีวิตที่ดีกว่าและง่ายขึ้น การเริ่มต้นใช้ชีวิตครอบครัวที่บอสตันมาหลายปี ทำให้ ซิง-กุลวรา อติเมธิน ผู้บริหาร บริษัท วินเทค แมนูแฟคเจอริ่ง ผู้นำด้านการผลิตสินค้าประเภทอุปกรณ์ประตู และหน้าต่างของเมืองไทย ภายใต้แบรนด์ วีโก้ (Veco) สังเกตและมองเห็นเทรนด์ของการอยู่อาศัยที่ผูกติดกับระบบอัตโนมัติ จากโปรเจกต์ที่มหาวิทยาลัย นำมาสู่การนำมาใช้ในชีวิตจริงเมื่อเธอย้ายครอบครัวมาที่เมืองไทย

“ก่อนหน้านี้ซิงกับสามีอยู่ที่บอสตันมาหลายปี ตอนอยู่ที่โน่นเราสังเกตพบปัญหาอย่างหนึ่งว่าเวลาหอบข้าวของพะรุงพะรังทำให้เวลาเปิดประตูเข้า-ออกบ้านลำบาก บ้านเราทำธุรกิจเกี่ยวกับประตูอยู่แล้ว เราก็คิดว่าถ้ามีประตูที่เปิดรอโดยไม่ต้องควักการ์ดมาเปิดก็คงจะดี คิดเรื่องนี้เมื่อหลายปีที่แล้ว ในที่สุดก็มีคนพัฒนาระบบดิจิทัลล็อกเข้ามาตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ให้ใช้ชีวิตได้ง่ายและสะดวกสบายมากขึ้น

พอกลับมาเมืองไทยก็เลือกบ้านที่อยู่กลางเมืองขนาดกะทัดรัด กับครอบครัว เล็กๆ แต่บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่เราอยู่อาทิตย์ละ 2 วัน เพราะหลักๆ เราจะอยู่บ้านที่ฝั่งธนบุรีมากกว่า ดังนั้นเวลาเราเข้าเมือง จะเหมือนเราไปพักร้อน คือกระเป๋าใหญ่สัมภาระเยอะเพราะมีของลูกๆ ด้วย ซิงจึงวางแผนการอยู่อาศัยของเราให้ง่าย และปลอดภัยขึ้น เพราะเป็นบ้านที่เราไม่ค่อยได้อยู่ ก็คิดว่าใครจะมาดูแลให้เรา ประกอบกับเราขายประตูระบบอัตโนมัติ ตอนนั้นเพิ่งเริ่มมาขาย ก็เลยนำมาติดก่อน เป็นเซตเบสิก เพื่อจะต้องใช้เพื่อมาเรียนรู้ เริ่มนำมาใช้เองก่อน เราต้องรู้ก่อนว่าดีจริงไหม ใช้งานยังไง เราก็เลยติดวงจรปิดที่ เชื่อมกับระบบแอพคุมแอร์ คุมการเปิดไฟ”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

กุลวรา อธิบายว่า ระบบสมาร์ทโฮมที่เธอใช้อยู่เป็นเทคโนโลยีมาจากยุโรป เธอใช้แอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟน เชื่อมต่อกับระบบดิจิทัลล็อกด้วยบลูทูธ และลูกเล่น ที่ทำให้เธอและสามีชอบในบ้านหลังนี้ คือการวางเซ็นเซอร์จับอุณหภูมิเวลา เดินผ่าน ไฟจะเปิดอัตโนมัติ

“อุปกรณ์พวกนี้เซตได้หลากหลายมาก ไม่ได้ใช้เปิดปิดไฟ ปิดแอร์จากมือถือเท่านั้นจบ แต่แบบนั้นเหมือนรีโมทคอนโทรลเพราะเรายังต้องควัก มือถือขึ้นมากด หรือไม่ใช่ระบบคีย์การ์ดที่จะต้องควักบัตรขึ้นมาแตะ แต่สำหรับบ้านซิงคือเราแค่เปิดบลูทูธในมือถือไว้ แค่ขับรถเข้ามาในบ้าน จอดรถก็ได้ยินเสียงปลดล็อกของประตูแล้ว เพราะเชื่อมด้วยระบบบลูทูธได้ดีมาก เดินถือกระเป๋าเข้ามาเลย ไม่ต้องเปิดมือถือ ไม่ต้องควักการ์ด แค่เราเปิดบลูทูธในมือถือไว้

ข้อสำคัญของความสบายที่เราชอบ คือสามารถตั้งค่าการทำงานตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนเลยว่า เราใช้ชีวิต ยังไงในแต่ละวัน ครั้งแรกที่เรามาอยู่บ้านเราตั้งค่าอีกฟังก์ชั่นหนึ่ง พอเราอยู่ไป สักพักจะพบว่า จริงๆ แล้วต้องการ อีกแบบหนึ่ง อย่างสามีของซิงเขาชอบออกไปวิ่งตอนเช้า เขาจะต้องออกไปตั้งแต่ตี 4-5 เพื่อไปสวนลุม เวลาออกไปวิ่งตอนเช้าฟ้าจะยังมืดอยู่ พอฟ้ามืดเดินลงบันไดก็ลำบาก ไฟที่ชั้นลอยสวิตช์อยู่ชั้นหนึ่ง ดังนั้นก็จะลำบากเวลาเดินลงมาจากชั้น 3 เขาต้องเสี่ยงเดินลงบันไดมาเพื่อเปิดไฟชั้นลอย หรือไม่ก็เดินวนไปวนมาเพื่อเปิดปิดไฟหลายรอบ

เราก็เลยย้ายไฟอัตโนมัติ จากไฟหน้าบ้านมาเป็นดวงที่จำเป็นคือไฟชั้นลอย ด้วยระบบโฮมออโตเมชั่นตัวนี้ไม่ต้องเดินสายไฟ จึงเปลี่ยนแปลงง่ายมาก เราเลยเปลี่ยนและตั้งค่าใหม่ ก็เลยเป็นว่าตอนเช้าเราเซตเวลาเลยว่า ตี 4-6 โมง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มืดและสามีต้องเดินลงมาจากห้องนอน เมื่อเดินผ่านเซ็นเซอร์ก็จะรู้ว่ามีคนเดินผ่าน ไฟก็จะเปิดอัตโนมัติ แต่ถ้าเราเดินผ่านตอนกลางวันก็ไม่ได้เปิดเพราะเราไม่ได้เซตเวลาไว้ ช่วยเราได้มากอย่างน้อยก็ทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น เริ่มต้นวันดีๆ โดยไม่หงุดหงิด (ยิ้ม)”

อีกเรื่องหนึ่ง เนื่องจากบ้านนี้เราไม่ได้เอาอะไรมาเลย ไม่ได้เอาของทิ้งไว้ ทุกคนจะมีกระเป๋าหนึ่งกระเป๋า พอเราเข้ามาในบ้านเราจะเซตไฟ แอร์ เปิดอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นระบบที่ว่าควบคุมผ่านมือถือ ก็ส่วนหนึ่ง น้อยมากที่เราจะเปิดแอพ นอกจากว่าเราไม่ได้อยู่บ้านนานๆ แล้วเป็นห่วงบ้านว่ามีเปิดแอร์ เปิดไฟทิ้งไว้ไหม ประตูปิดสนิทไหม เราเช็กได้จาก มือถือ หรือประตูมีเซ็นเซอร์ดูว่าถ้าประตูเปิดอยู่ รูปในแอพก็จะเป็นภาพประตูแง้ม แต่เราเช็กได้อีกทีผ่านแอพ

“เราไว้ใจเทคโนโลยี ใช้เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน นอกจากระบบล็อกอัตโนมัติ กรณีที่เราจะอนุญาตให้คนอื่นเข้าบ้าน กรณีเราไม่อยู่บ้าน เราก็เช็กได้หรือให้เขาเข้ามารอในบ้านได้ ด้วยการเปิดบ้านผ่านสมาร์ทโฟนได้ อย่างซิงเพิ่มคุณแม่เข้ามาในแอพด้วย เวลาคุณแม่มาหาเราที่บ้าน ท่านก็เข้าบ้านเราได้เลยโดยไม่ต้องมีกุญแจ” กุลวรา พูดถึงบ้านหลังเล็กที่เต็มไปด้วยมุมสะดวกสบายจากเทคโนโลยีของเธอ

 

รื้อใบอนุญาต หั่นราคาถูกลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2560 เวลา 08:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/513410

รื้อใบอนุญาต หั่นราคาถูกลง

กสทช.ปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตฯ 50% เพิ่มการแข่งขันรายเล็ก ลุ้น สตง.ไฟเขียวโครงการเน็ตชายขอบ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ กสทช. ว่า ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางการทบทวนค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม เป็นอัตราใหม่ที่มีการปรับลดจากอัตราเดิมเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมีการจัดเก็บตามอัตราขั้นบันไดของรายได้ ดังนี้ รายได้ 0-100 ล้านบาท คิดอัตราค่าธรรมเนียม 0.125% (จากเดิมเก็บ 0.25%) รายได้เกิน 100-500 ล้านบาท คิดอัตราค่าธรรมเนียม 0.25% (จากเดิมเก็บ 0.5%) รายได้เกิน 500-1,000 ล้านบาท คิดอัตราค่าธรรมเนียม 0.5% (จากเดิมเก็บ 1%) รายได้เกิน 1,000-5,000 ล้านบาท คิดอัตราค่าธรรมเนียม 0.75% (จากเดิมรายได้เกิน 1,000 ล้านบาทขึ้นไป คิดอัตราค่าธรรมเนียม 1.5%) และรายได้เกิน 5,000 ล้านบาทขึ้นไป คิดอัตราค่าธรรมเนียม 1.5%

ทั้งนี้ กสทช.ต้องการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการรายเล็ก ขณะเดียวกันจะพิจารณาทบทวนค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันด้วย นอกเหนือจากนี้ยังมีมติเห็นชอบการลดหย่อนค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีของช่องสปริงนิวส์ จำนวน 2 ใบอนุญาต ในอัตราลดหย่อน 15% ของค่าธรรมเนียมใบอนุญาตที่พึงชำระ เนื่องจากนำเสนอเนื้อหารายการในสัดส่วนที่เป็นข่าวสารหรือสาระที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนตลอดทั้งปีจำนวน 61.87% ตรงตามระเบียบ กสทช.ว่าด้วยการลดหย่อน หรือยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการฯ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาข้อสังเกตของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ต่อโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน จำนวน 8 สัญญา ซึ่งได้ชี้แจงการประกวดราคาโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ราคาชนะการประมูลรวมทั้ง 8 สัญญา คือ 12,989.69 ล้านบาท จากราคากลาง 13,614.62 ล้านบาท ประหยัดงบประมาณ 624.93 ล้านบาท ขณะนี้รอหนังสือตอบจาก สตง. หลังได้ชี้แจงกลับไป คาดลงนามสัญญาได้ก่อนวันที่ 10 ก.ย.นี้ และจะทราบอัตราค่าบริการเน็ตชายขอบไม่เกินสิ้นเดือน ก.ย. โดยหากเอกชนลงทุน 30% (รัฐลงทุน 70%) อัตราค่าบริการจะอยู่ที่ 180 บาท/เดือน หากเอกชนลงทุน 20% อัตราค่าบริการอยู่ที่ 120 บาท/เดือน และหากเอกชนลงทุน 15% อัตราค่าบริการจะอยู่ที่ 107 บาท/เดือน

 

‘แอลจี’ลุยคืนสังเวียนสมาร์ทโฟน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2560 เวลา 06:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/513299

'แอลจี'ลุยคืนสังเวียนสมาร์ทโฟน

แอลจีคัมแบ็กตลาดสมาร์ทโฟนไทย เตรียมจัดทัพธุรกิจใหม่ พร้อมเปิดตัวรุ่นพรีเมียมสร้างภาพลักษณ์ปีแรกแชร์ 5%

นายนิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนกลับมาทำตลาด สมาร์ทโฟนอีกครั้งในไทยรอบ 2 ปี จากการที่บริษัทมีสินค้าครบไลน์ ในช่วง 4 เดือนนี้บริษัทจะวางโครงสร้างกลุ่มธุรกิจสมาร์ทโฟนและวางระบบช่องทางจำหน่ายสินค้า โดยยังมุ่งเน้นกลุ่มระดับพรีเมียมเป็นหลักพร้อมกับเปิดตัวสินค้าใหม่ 4 รุ่น

ทั้งนี้ บริษัทจะใช้งบ 15 ล้านบาท เปิดตัวสมาร์ทโฟนแอลจี G6 ในตลาดพรีเมียม เพราะการทำตลาดมือถือ แบรนด์มีความสำคัญมาก สินค้าพรีเมียมจะสะท้อนถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ ทำให้เข้าถึงลูกค้าได้ง่าย โดยแอลจี G6 เป็นเทคโนโลยีดอลบี้ วิชั่น เอชดีอาร์ 10 การแสดงภาพคมชัด เจาะกลุ่มที่ใช้สมาร์ทโฟนชอบดูหนังบนมือถือ

“แอลจี G6 จะวางจำหน่ายในวันที่ 7 ก.ย. โดยร่วมกับเอไอเอสจัดโปรโมชั่นแถมโทรทัศน์แอลจี 43 นิ้ว มูลค่า 1.35 หมื่นบาท คาดว่าใน 4 เดือน จะมียอดขาย 1 หมื่นเครื่อง และหลังจากเดือน ต.ค. จะเปิดตัวมือถือรุ่นในตลาดแมสราคาต่ำกว่า 5,000 บาท มั่นใจว่าการมีสินค้าครบไลน์จะทำให้ปีหน้าแอลจีมีส่วนแบ่งโดยรวม 3% และส่วนแบ่งตลาดพรีเมียม 5% จากเดิมมีส่วนแบ่ง 2-3%” นายนิพนธ์ กล่าว

สำหรับภาพรวมตลาดโทรศัพท์มือถือครึ่งปีแรกเติบโต 2-3% แต่คาดว่าครึ่งปีหลังตลาดจะเติบโตมากกว่า ส่งผลให้ทั้งปีตลาดจะเติบโต 3-4% มีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท หรือมีปริมาณ 16-17 ล้านเครื่อง แบ่งเป็นพรีเมียมระดับราคา 1.5 หมื่นบาท สัดส่วน 30-32%

ภาพ รอยเตอร์ส