3 โอเปอเรเตอร์ แข่งเพิ่มลอยัลตี้แบรนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 สิงหาคม 2560 เวลา 05:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/510713

3 โอเปอเรเตอร์ แข่งเพิ่มลอยัลตี้แบรนด์

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

นอกจากเรื่องของเครือข่ายและแพ็กเกจที่ โอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 ค่ายแข่งกันอย่างดุเดือดแล้ว พูดได้ว่าเรื่องของสิทธิพิเศษก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยดึงให้ลูกค้ามีความเป็นลอยัลตี้ต่อแบรนด์ และลดอัตราการย้ายค่ายได้มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งบางค่ายลูกค้ายอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อให้ได้ใช้งานสิทธิประโยชน์ต่างๆ

บุษยา สถิรพิพัฒน์กุล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานบริหารลูกค้าและการบริการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กล่าวว่า จุดเด่นของสิทธิพิเศษสำหรับเซเรเนดคือเน้นทุกงานด้านบริการและสิทธิประโยชน์ โดยเน้นในเรื่องกิจกรรมเป็นหลัก

สำหรับเอไอเอสใช้คอนเซ็ปต์ The Ultimate Life Experience เพิ่มสิทธิพิเศษเข้าไปอีก 4 ด้าน คือ 1.ขยาย เอไอเอสคลับเพิ่มจากเดิมที่มี 4 แห่ง เป็น 11 แห่ง ใน กทม.และหัวเมืองใหญ่ภายในปีนี้ 2.เพิ่มไลฟ์สไตล์ที่เป็นปาร์ตี้แบบเอ็กซ์คลูซีฟในลูกค้าแฟนคลับ 3.เจาะกลุ่มสตาร์ทอัพหรือนักธุรกิจหน้าใหม่ ด้วยการเพิ่มพื้นที่ในการทำงานและความรู้ร่วมกับพาร์ตเนอร์ และ 4.พริวิลเลจร้านอาหาร ซึ่งร่วมมือกับวงในให้ลูกค้าในแต่ละท้องถิ่นได้รับประสบการณ์พิเศษมากขึ้น ทั้งร้านอาหาร ห้องพัก ห้างสรรพสินค้าและทริปต่างๆ

“การเดินหน้าสิทธิพิเศษต่อเนื่อง 10 ปี ทำให้เข้าใจสิ่งที่ลูกค้าต้องการและลดอัตราการย้ายค่ายได้ เรียกได้ว่าลดลงจนแทบจะน้อยกว่า 1% เพราะสิทธิพิเศษที่ครอบคลุมทุกด้านในการใช้ชีวิต รวมทั้งการมีเลขาฯ ส่วนตัวก็ เป็นอีกหนึ่งบริการเสริมที่ลูกค้าพอใจ” บุษยา กล่าว

ด้าน ปริศนา รัตนสุวรรณศรีผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการตลาดธุรกิจโพสต์เพด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค เล่าให้ฟัง ว่า สิทธิประโยชน์ด้านไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่มีร้านค้ากว่า 2.5 หมื่นร้านค้า เพิ่มขึ้นจากเดิม 1 หมื่นร้านค้า และสิ้นปี 2560 คาดว่าจะมีถึง 3 หมื่นร้านค้าทั่วประเทศ

“ดีแทคจะใช้งบด้านสิทธิประโยชน์ลูกค้ากว่า 400-500 ล้านบาท/ปี เพื่อเข้าถึงทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้า” ปริศนา กล่าว

ขณะที่งานบริการลูกค้าถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างหลักที่บริษัทให้ความสำคัญในการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กลยุทธ์การพัฒนาเครือข่ายและการให้บริการที่ดีที่สุด ใส่ใจและดูแลลูกค้าด้วยความซื่อสัตย์และจริงใจ ควบคู่กับกลยุทธ์ซีอาร์เอ็มที่มอบสิทธิพิเศษและบริการให้ลูกค้าเพื่อสร้างความสัมพันธ์และความผูกพันกับลูกค้าอย่างต่อเนื่องและยาวนานขึ้น ที่ผ่านมาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ บลูเมมเบอร์ถือว่าเป็นสิทธิพิเศษที่ให้แก่ลูกค้า ที่มียอดใช้จ่ายมากกว่า 2,000 บาทในแต่ละเดือน หรือลูกค้าที่อยู่กับดีแทคมายาวนานกว่า 20 ปี โดยมียอดใช้จ่ายเดือนละ 300 บาท สำหรับลูกค้าดีแทคร่วมเปิดประสบการณ์ประทับใจที่คัดสรรมา อาทิ บริการผู้ช่วยส่วนตัว บริการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนบริการรถรับ-ส่งสนามบิน ฟรีเมนูพิเศษจากร้านค้าและร้านอาหารชั้นนำ เป็นต้น

ปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ ผู้ช่วยบริหารงานประธานคณะผู้บริหาร ด้านแบรนด์และการสื่อสาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า นอกจากสิทธิพิเศษของลูกค้าแล้ว ทรูสเฟียร์ เฟิร์สคลาส โค-เวิร์กกิ้งสเปซ ถือว่าเป็น อีกหนึ่งบริการที่ลูกค้าชื่นชอบเป็น อย่างมาก

ฝั่งทรูฯ ได้แบ่งบริการเป็น 2 ส่วน คือ สิทธิพิเศษ ที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เน้นเรื่องของกินดื่ม-ช็อปปิ้งและท่องเที่ยว และด้านบริการ ถือเป็นส่วนเสริมที่ช่วยในกรณีฉุกเฉินได้ไม่แพ้กัน ซึ่งจะมอบให้กับลูกค้าแบล็ก การ์ดที่มียอดการใช้จ่าย 3,000 บาท/เดือน ส่วนเรดการ์ดต้องมียอดการใช้จ่าย 2,000 บาท/เดือน

จากไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่นิยมทำงานนอกสถานที่มากขึ้นทำให้ความต้องการใช้งานโค-เวิร์กกิ้งสเปซเพิ่มเติมขึ้น ทั้งแบบสตาร์ทอัพ หน่วยงานภาครัฐหรือผู้ให้บริการโทรคม นาคม ต่างก็มีการแข่งขันมากขึ้น โอกาสของผู้แข่งขันในตลาดโค- เวิร์กกิ้งสเปซคือ สาขาที่ใกล้และสะดวกต่อการใช้งาน ซึ่งการขยายสาขาจำเป็นต้องดูความเหมาะสมเป็นส่วนสำคัญ

นอกจากการแข่งขันเรื่องสิทธิพิเศษของผู้ให้บริการเครือข่ายแล้ว ทรูสเฟียร์ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งบริการ ที่คาบเกี่ยวกับธุรกิจโค-เวิร์กกิ้งสเปซ อีกด้วย

“ทรูไม่ได้มองว่าเป็นการแข่งขันกับธุรกิจใด นอกจากการเพิ่มสิทธิประโยชน์ที่ต่างจากผู้ให้บริการรายอื่นและนอกเหนือจากเรื่องกิน-เที่ยว-ช็อปที่เหมือนกัน” ปพนธ์ กล่าว

ความแตกต่างของผู้ใช้งานสิทธิพิเศษคือ ลูกค้าไม่ได้อยากได้ส่วนลดเสมอไป เพราะลูกค้าแบล็กการ์ดถือว่าเป็นผู้มีกำลังจ่าย แต่ต้องการความพิเศษมากขึ้นในการใช้ชีวิตนอกบ้าน โดยบริการทรูสเฟียร์ถือว่าตอบโจทย์ คนรุ่นใหม่ที่ยอมจ่ายเพิ่มเพื่อแลกกับความสะดวกสบายในการเรียนและทำงาน

การที่ทรูฯ  ทุ่มงบกว่า 290 ล้านบาท ภายใน 3 ปีนี้สำหรับการขยายโค-เวิร์กกิ้งสเปซให้ได้ 20 สาขาใน กทม.และหัวเมืองใหญ่เพื่อตอบสนองลูกค้าทรูฯ ทั้งในและต่างประเทศให้ ได้ตามความต้องการของลูกค้ามากที่สุด เพราะมองเห็นโอกาสที่เพิ่มเติมนอกจากการซื้ออุปกรณ์สื่อสาร จ่าย ค่าบริการแล้ว การมานั่งใช้บริการทรูสเฟียร์ก็กลายเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่ลูกค้าจะเดินเข้ามาที่สาขาต่างๆ ของทรู

การแข่งขันด้านงานบริการจะ เพิ่มโอกาสในการแข่งขันกันดึงลูกค้า ไว้กับตัวได้มากแค่ไหน ต้องมาพิสูจน์กัน เพราะไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปตามใจฉันอย่างรวดเร็ว เหลือเกิน

 

ชี้เอเชียแปซิฟิก โดนภัย “มัลแวร์” กระหน่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 สิงหาคม 2560 เวลา 19:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/510699

ชี้เอเชียแปซิฟิก โดนภัย "มัลแวร์" กระหน่ำ

เทรนด์ ไมโคร ชี้ครึ่งปีแรกเอเชียแปซิฟิก โดนมัลแวร์โจมตีสูงสุด ชูเทคโนโลยีคอนเนกเต็ด ทรีท ดีเฟนส์ ดันขึ้นผู้นำไฮบริดคลาวด์องค์กร

นายดันญ่า ธัคการ์ รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท เทรนด์ ไมโคร เปิดเผยในงานเทรนด์ ไมโคร คลาวด์เซค 2017 ที่สิงคโปร์ว่า ในครึ่งปีแรกภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถูกโจมตีจากแรนซัมแวร์ หรือมัลแวร์เรียกค่าไถ่สูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ โดยมีสัดส่วน 33.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 17.6% โดยเทรนด์ไมโครได้บล็อกการโจมตีของแรนซัมแวร์มากกว่า 1,200 ล้านครั้งทั่วโลก และสร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ ในเอเชียแปซิฟิก ประเทศอินเดียโดนโจมตีถึง 26% ตามด้วยเวียดนาม 25% ส่วนไทยรั้งอันดับ 8 สัดส่วน 3.99% โดยพบว่ามัลแวร์ถูกออกแบบโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมาย โดยเฉพาะผู้ใช้มือถือ การดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น ที่พบว่ามีการดาวน์โหลดแอพที่ประสงค์ร้ายที่มากับเกมยอดฮิตมากกว่า 47 ล้านครั้ง

สำหรับ เทรนด์ ไมโคร ได้เปิดตัวเทคโนโลยีคอนเนกเต็ด ทรีท ดีเฟนส์ ภายใต้แพลตฟอร์ม เอ็กซ์เจน ซีเคียวริตี้ ที่มีความแม่นยำสูง โดยนำเทคโนโลยีการป้องกันแบบอัจฉริยะแมชีน เลิร์นนิ่งสมาร์ท ดีเทคชั่น มาใช้กับผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ และเทคนิคการป้องกันภัยคุกคามแบบผสมผสาน รวมทั้งในไตรมาส 4 จะเปิดตัว ไฮบริด คลาวด์ ซีเคียวริตี้

น.ส.ปิยธิดา ตันตระกูล ผู้จัดการประจำประเทศไทยและเวียดนาม บริษัท เทรนด์ ไมโคร กล่าวว่า ประเทศไทยวางนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และมีความตื่นตัวในการลงทุนระบบป้องกันความปลอดภัยไอทีเพิ่มขึ้น หลังจากการเกิดมัลแวร์วอนนาคราย และเพตยา โดยมีแนวโน้มว่าจะลงทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งตลาดไฮบริดคลาวด์เติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก

“การเปิดตัวเทคโนโลยี คอนเนกเต็ด ทรีท ดีเฟนส์ คาดว่าจะผลักดันรายได้ของบริษัททั้งปีเติบโต 25% และสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดไฮบริดคลาวด์เอนเตอร์ไพรส์ จากปีที่ผ่านมาอยู่อันดับ 2”น.ส.ปิยธิดา กล่าว

ภาพ…เอเอฟพี

 

“Nasket”รวมทุกสินค้า-บริการ ไว้ในห้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 สิงหาคม 2560 เวลา 20:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/510153

"Nasket"รวมทุกสินค้า-บริการ ไว้ในห้อง

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

“Nasket” เป็นทั้งเครื่องที่สามารถใช้ในการสั่งสินค้าได้ สามารถสแกนบาร์โค้ด และบริการดูแลทำความสะอาดบ้าน (โฮมเซอร์วิส) ไว้พร้อมกัน รวมถึงมีบริการเสริมอีกมากมายที่คิดค้นโดยทีมคนไทย และเป็นครั้งแรกในโลกที่มีระบบบริการแบบนี้ ซึ่งนาสเกตได้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิตคนเมืองในปัจจุบัน

ผรินทร์ สงฆ์ประชา ซีอีโอ และ ผู้ร่วมก่อตั้ง Nasket บริษัท นาสเกต รีเทล เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัว Nasket ออกมาสู่ตลาดอย่างเป็นทางการในปี 2560 โดยเป็นเครื่องที่ลูกค้าสามารถสแกนบาร์โค้ดสินค้าที่ต้องการได้ในห้อง โดยจะเหมือนสินค้าที่มีขายในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือในห้าง ซึ่งสินค้าที่สแกนจะมาส่งที่ห้อง และสามารถเลือกจ่ายด้วยเงินสด หรือบัตรเครดิตได้เช่นกัน

พร้อมกันนี้ ยังมีบริการภายในเครื่อง ทั้งบริการดูแลทำความสะอาดบ้าน (โฮมเซอร์วิส) ทั้งบริการเรียกแม่บ้านทำความสะอาด บริการสั่งอาหารได้โดยร่วมมือกับแบรนด์ดังหลายราย รวมถึงชำระค่าบริการต่างๆ ผ่านการสแกนบิลชำระเงินได้ หรือบริการเรียกช่างในด้านต่างๆ ได้เช่นกัน อีกทั้งเมื่อมีคนมาหาที่คอนโด กล่องข้างล่างที่เชื่อมต่อกับนาสเกตจะบันทึกภาพคนที่มาหา และส่งภาพ เอ็มเอ็มเอส (MMS) ไปให้เจ้าของทางโทรศัพท์มือถือในทันที ถือเป็นเครื่องที่มีบริการที่ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า และบริษัทได้พัฒนาเป็นรายแรกในโลก

 

ผรินทร์ สงฆ์ประชา ซีอีโอ และ ผู้ร่วมก่อตั้ง Nasket

ขณะเดียวกัน บริการดังกล่าวจะให้ผู้ใช้งานเลือกสแกนเพื่อสั่งซื้อสินค้าในช่วงเช้า และในเวลา 19.00 น. ของทุกวัน จะมีสินค้ามาส่งที่ห้อง ทำให้ลูกค้าได้รับความสะดวก โดยกลุ่มเป้าหมายที่เน้นจะเป็นกลุ่มที่อาศัยในคอนโดมิเนียม และเน้นเป็นพื้นที่มีคอนโดมิเนียมจำนวน 300 ยูนิตขึ้นไป อีกทั้งส่งผลดีต่อลูกค้าและไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางไปเลือกซื้อสินค้า หรือต้องไปต่อเข้าแถวคิว

“ผรินทร์” กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของ “นาสเกต” เกิดขึ้นมาจากการที่เราเห็นว่า ตลาดอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยมีการเติบโตรวดเร็ว แต่มีตลาดที่เล็ก จึงสนใจดึงตลาดกลุ่มลูกค้าที่นิยมซื้อสินค้าออฟไลน์มาสู่ตลาดออนไลน์ให้ได้ ประกอบกับที่ผ่านมา ตนเองมีประสบการณ์การทำงานเป็น หัวหน้าฝ่ายอี-คอมเมิร์ซของ บริษัท เซเว่นอีเลฟเว่น ได้ร่วมพัฒนาระบบอี-คอมเมิร์ซ ซึ่งได้ทำงานในบริษัทดังกล่าวเป็นเวลาร่วม 10 ปี อีกทั้งจากข้อมูลลูกค้าในประเทศไทยมีการใช้จ่ายผ่านออนไลน์ประมาณ 1% เท่านั้น ส่วนในภูมิภาคอาเซียนอยู่ที่ 2% เชื่อมั่นว่า ตลาดมีโอกาสจะเติบโตอีกมาก

“ผมเป็นผู้ริเริ่มบุกเบิกตลาดอี-คอมเมิร์ซในไทย และเป็นผู้ที่ได้เริ่มพัฒนาระบบออนไลน์ ทู ออฟไลน์ ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บและมารับสินค้าที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นได้เลย ทำให้ยอดขายผ่านระบบเติบโตมากขึ้น และมีผลให้ตลาดในภูมิภาคอาเซียนสนใจในระบบนี้อย่างมาก” ผรินทร์ กล่าว

สำหรับ นาสเกต ได้ออกแบบทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้บริการได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก โดยเครื่องสามารถเปิดให้บริการเมื่อมีการเสียบปลั๊กไฟเท่านั้น และไม่ต้องมีขั้นตอนลงทะเบียน ต่อมาคือ การเลือกนำเสนอกิจกรรมและบริการที่ลูกค้าเลือกใช้ประจำ อีกทั้งได้ออกแบบให้สามารถติดตั้งไว้ในคอนโดมิเนียม หรือในพื้นที่ที่ต้องการ ส่วนน้ำหนักเครื่องเบาอย่างมาก

ทีมก่อตั้งรวมประมาณ 8 คน และใช้เวลาในการพัฒนาประมาณ 2 ปี ใช้งบลงทุนพัฒนาต่อเนื่องจำนวนหลายล้านบาท โดยได้พัฒนาตั้งแต่รุ่นแรกของเครื่องมาจนถึงรุ่น 9 ในปัจจุบันแล้ว ซึ่งที่ผ่านมามีการพัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์ ทดสอบระบบและสำรวจพฤติกรรมของลูกค้าอย่างใกล้ชิด มีการทดสอบการใช้งาน เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้อย่างคล่องตัวและน่าใช้

“ในช่วงแรกๆ ที่พัฒนาคนอาจจะไม่รู้จัก ไม่ได้ลองใช้ แต่เรามีความมุ่งมั่นในการทำ เราค้นพบว่า เมื่อได้ทำแล้วมีความสนุกทุกครั้งจนถึงปัจจุบัน เราได้เห็นโอกาสเรื่อยๆ และมีโอกาสใหม่อย่างไม่หยุด และเมื่อผู้ใช้งานมีความเข้าใจกับเครื่องบริการ จึงเกิดความชอบสินค้า” ผรินทร์ กล่าว

 

ทั้งนี้ Nasket ได้เริ่มเปิดตัวครั้งแรก ในงานคอมพิวเท็กซ์ ของประเทศไต้หวัน ที่บริษัทได้ไปร่วมงาน เนื่องจากได้เข้าร่วมโครงการของ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในชื่อ สตาร์ทอัพเวาเชอร์ (Startup Voucher) ซึ่งลูกค้าในไต้หวันให้การตอบรับในระดับที่ดี ต่อมาได้ร่วมงาน สตาร์ทอัพไทยแลนด์ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงมีพันธมิตรจากประเทศฟิลิปปินส์ที่ได้สนใจและติดต่อมาแล้ว

“คำแนะนำเบื้องต้นในการบริหารสตาร์ทอัพให้สามารถอยู่ได้ในตลาดได้นั้น จะต้องนำปัญหาที่มีอยู่ หรือปัญหาที่เกิดขึ้นมาแก้ไขด้วยเทคโนโลยี เพราะบริษัทเห็นปัญหาของลูกค้าที่อาศัยในคอนโดมิเนียมที่ไม่ต้องการหิ้วถุงซื้อสินค้าจำนวนมาก ลูกค้าจะซื้อสินค้าไม่เยอะ แต่จะซื้อถี่มากขึ้น ต่อมาคือ การต้องหารูปแบบของธุรกิจ (โมเดล) ที่เหมาะสมให้ได้ ท้ายสุดคือ การต้องยึดทุกความต้องการของลูกค้าเพื่อนำมาพัฒนาต่อไป”ผรินทร์ กล่าว

เป้าหมายที่ได้วางแผนธุรกิจไว้ ภายใน 3 ปีข้างหน้า จะขยายตลาดให้ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าในคอนโดมิเนียม และเป็นผู้นำในตลาดคอนโดมิเนียมในประเทศไทย ส่วนระยะยาวภายใน 5 ปีข้างหน้า วางเป้าหมายจะเป็นผู้นำในตลาดในต่างประเทศ ซึ่งสนใจขยายตลาดไปหลายประเทศ ทั้งประเทศที่มีประชากรจำนวนมากคือ ในเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น หรือเมืองจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

“ทุกอย่างที่บริษัทนำเสนอ ผ่านการคิดเพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีสุด หรือซูเปอร์ท็อปส์ ตอบโจทย์ทุกความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ออกแบบให้ใช้งานง่าย หรือทำให้คุณแม่ใช้งานผ่านเครื่องได้อย่างสะดวกเช่นกัน” ผรินทร์ กล่าว พร้อมทิ้งท้ายว่า บริษัทพร้อมพัฒนาและสร้างสรรค์บริการ รวมถึงฮาร์ดแวร์ระบบ เพื่อให้ตรงกับทุกความต้องการของลูกค้าทุกคน

 

เอไอเอสออกเน็กซ์จีเร็วขึ้นเตรียมรับ5จี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 สิงหาคม 2560 เวลา 06:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/509660

เอไอเอสออกเน็กซ์จีเร็วขึ้นเตรียมรับ5จี

เอไอเอส ออก เอไอเอส เน็กซ์ จี รวมความเร็วเน็ตมือถือกับไว-ไฟ รับการใช้งานวิดีโอเร็ว 1 กิกะไบต์

นายปรัธนา ลีลพนัง รักษาการหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า จากการใช้อินเทอร์เน็ตดูวิดีโอมากขึ้น เอไอเอสจึงพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายใหม่ “AIS NEXT G” ที่รวมความเร็วอินเทอร์เน็ตของเครือข่ายมือถือกับเครือข่ายไว-ไฟ กว่า 8 หมื่นจุดทั่วประเทศ

ทั้งนี้ โดยร่วมมือกับ KT หรือ Korea Telecom ใช้เทคโนโลยี Multipath TCP ทำให้พื้นที่ซึ่งมีเครือข่าย AIS 4G ADVANCE 4.5จี กับ AIS SUPER WIFI ในพื้นที่เดียวกันเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ตสูงสุด 1 กิกะไบต์ (Gbps) ต่อวินาที รับการใช้งานเครือข่าย 5จี ในอนาคต

สำหรับการให้บริการดังกล่าวจะมีที่หัวเมืองใหญ่ เช่น กทม. เชียงใหม่ หาดใหญ่ ก่อน นอกจากนี้ เรื่องของอุปกรณ์สื่อสารก็ต้องมีความพร้อม ซึ่งเอไอเอสได้ร่วมมือกับซัมซุงพัฒนาซอฟต์แวร์ใช้งานเครือข่ายใหม่นี้ 4 รุ่น คือ ซัมซุง กาแลคซี่เอส8 เอส8 พลัส เอส7 และเอส7 เอดจ์ พร้อมออก แพ็กเกจ 4G Max Speed Unlimited 1,099 บาท/เดือน

“ขณะนี้เอไอเอสมีลูกค้า 4จี อยู่ที่ 16 ล้านราย จากจำนวนลูกค้าทั้งหมด 35 ล้านราย และคาดว่าลูกค้าที่จะใช้งานเครือข่ายใหม่อยู่ที่หลักแสนราย แต่ก็ต้องดูที่ความพร้อมของเครื่องและเต็มใจในการเปลี่ยนแพ็กเกจใหม่ด้วย สำหรับพื้นที่ใดที่มีเครือข่าย AIS 4G ADVANCE และไว-ไฟในพื้นที่เดียวกัน ทำให้ความเร็วในการใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงสุดถึง 1 กิกะไบต์ ซึ่งไว-ไฟมีให้บริการครอบคลุมกว่า 8 หมื่นจุดทั่วประเทศแล้ว” นายปรัธนา กล่าว

นางบุษยา สถิรพิพัฒน์กุล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานบริหารลูกค้าและการบริการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส กล่าวว่า การปรับโฉมสาขาแฟล็กชิปที่เซ็นทรัลเวิลด์นั้น ใช้งบ 40 ล้านบาท เพื่อให้ลูกค้าสามารถทดลองและเลือกซื้อสินค้าต่างๆ ด้วยตนเอง เปรียบเสมือนนวัตกรรมเทคโนโลยีของโลกยุคดิจิทัล เพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้า

นอกจากนี้ เอไอเอสมีแผนที่จะนำนวัตกรรมบางส่วนไปปรับใช้กับสาขาอื่นๆ เพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งสาขาที่จะปรับปรุงแห่งต่อไปคือที่มหาชัย และปีหน้าจะมีอีก 10 แห่ง ซึ่งงบในการปรับปรุงแต่ละที่จะไม่เท่ากัน ส่วนสาขาเซ็นทรัลเวิลด์มากเพราะรีโนเวต

 

เอซุสลุยสมาร์ทโฟน4รุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 สิงหาคม 2560 เวลา 06:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/509632

เอซุสลุยสมาร์ทโฟน4รุ่น

เอซุสเปิดตัวสมาร์ทโฟน 4 รุ่น จับกลุ่มเซลฟี่ ชูนวัตกรรมป้องกันภาพไหว คมชัดกลางคืน หวังเพิ่มส่วนแบ่งเป็น 8-10%

นายฌอห์ณ แชง หัวหน้า ฝ่ายจัดการผลิตภัณฑ์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท เอซุสเทค คอมพิวเตอร์ อินคอร์เปอเรชั่น เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนตระกูลเซนโฟน 4 (ZenFone 4) จำนวน 4 รุ่นพร้อมกันทั่วโลก โดยทั้ง 4 รุ่น แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ZenFone 4 series มี 2 รุ่น คือ ZenFone 4 Pro ราคา 599 ดอลลาร์สหัฐ หรือประมาณ 2 หมื่นบาท ZenFone 4 ราคาเริ่มต้น 399 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1.32 หมื่นบาท

ขณะที่อีกกลุ่มเป็น ZenFone 4 Selfie 2 รุ่น คือ ZenFone 4 Selfie Pro ราคาประมาณ 379 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1.26 หมื่นบาท และ ZenFone 4 Selfie ราคาประมาณ 279 ดอลลาร์ หรือประมาณ 9,290 บาท โดยชู จุดเด่นกล้องชัดแม้แสงน้อย นวัตกรรมป้องกันภาพไหว เลนส์กว้าง แบตเตอรี่ที่ใช้ได้นาน

สำหรับไทยตั้งเป้า 6 เดือน จะเพิ่มส่วนแบ่งจาก 3-5% เป็น 8-10% หรือขึ้นจากอันดับ 6 มาอยู่อันดับ 4 ของสมาร์ทโฟน

ภาพ อีพีเอ

 

แลกหมัดต่อหมัด ยักษ์อี-คอมเมิร์ซจีน แห่ชิงปักธงในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 สิงหาคม 2560 เวลา 21:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/509564

แลกหมัดต่อหมัด ยักษ์อี-คอมเมิร์ซจีน แห่ชิงปักธงในไทย

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

มูลค่าการเติบโตด้านอี-คอมเมิร์ซของไทยที่เพิ่มขึ้น 10% ต่อเนื่องมาทุกปี ใครจะคาดคิดว่าประเทศไทยจะกลายเป็นที่ต้องการของ 2 ยักษ์ใหญ่อี-คอมเมิร์ซจากจีนอย่างอาลีบาบา (Alibaba) และเจดีดอทคอม (jd.com) ซึ่งการเข้ามาวางรากฐานของทั้งสองยักษ์ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจอย่างเดียว แต่เพื่อวางไทยเป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าและบริการออกสู่ประเทศอื่นๆ ในเอเชียด้วย

แม้ว่าอาลีบาบาจะเข้ามาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการไทยก่อนหลายปี ผ่านทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อดึงดูดธุรกิจเข้าไปขายสินค้าในช่องทางของตน แต่เจดีดอทคอมก็เดินหน้ากลยุทธ์ไม่ต่างกันที่เข้ามาเพื่อจับมือกับกระทรวงพาณิชย์และศูนย์สร้างโอกาสธุรกิจไทยสู่จีน หรือ TSTC เพื่อเชื่อมโยงระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์

ยงค์กิจ ธรรมพัฒนาภรณ์ กรรมการบริหาร ศูนย์สร้างโอกาสธุรกิจไทยสู่จีน หรือ TSTC กล่าวว่า ได้ร่วมมือกับทางเจดีดอทคอมในรูปแบบของการนำสินค้าไทยที่ขายแบบหน้าร้านไปไว้ในระบบออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าชาวจีนสามารถหาซื้อได้สะดวกรวดเร็ว

ทั้งนี้ ทางบริษัทได้จัดทำศูนย์สร้างโอกาสธุรกิจไทยสู่จีนเพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจของไทย นำตัวอย่างสินค้าไปเป็นตัวอย่างในจีน เมื่อลูกค้าสนใจก็สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อสั่งซื้อ และล่าสุดได้เพิ่มโอกาสในการขายด้วยการเปิดให้ผู้ที่เข้ามาชมสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ทันที เพื่อขยายโอกาสทางการขายทั้งสองช่องทาง

ด้านตัวแทนจากเจดีดอทคอม จั่วยู่เจี๋ย ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายสินค้านำเข้า บริษัท จิงตงที่เข้ามาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการของไทยกล่าวว่า การดึงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ช่องทางอี-คอมเมิร์ซนั้น จะช่วยให้ลูกค้ารู้สึกถึงความปลอดภัย เพราะสินค้าจะได้รับมาตรฐานทางการรับรองจากภาครัฐแล้ว ต้นทุนในการขนส่งสินค้าก็สะดวกกว่า และภาษีสำหรับการนำเข้าก็ไม่แพง

อี-คอมเมิร์ซของไทยที่เจดีมองว่าเป็นโอกาสนั้น เพราะการใช้งานอินเทอร์เน็ตและผู้ใช้งานอี-คอมเมิร์ซของไทยมีทิศทางการเติบโตที่ดี มีการใช้จ่ายออนไลน์จากปี 2559 อยู่ที่ 7,420 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปี 2560 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 21.7% และภายในปี 2564 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 24.5%

สำหรับสินค้าที่คนจีนต้องการส่วนใหญ่3 อันดับแรก คือ เครื่องสำอาง อาหารและเครื่องดื่ม และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เพราะหลายสินค้ามีคุณภาพที่ดีตรงกับความต้องการ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์หลายอย่างก็ตรงกับตลาดเอเชียที่มีคุณลักษณะทางกายภาพและวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน

ขณะที่ตลาดอี-คอมเมิร์ซของจีนเอง ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมีกว่า 688 ล้านราย เป็นนักช็อปออนไลน์ 448 ล้านคน และการใช้จ่ายกว่า 70% ยังเป็นการโอนเงินผ่านมือถือแสดงให้เห็นว่าการเติบโตในอี-คอมเมิร์ซไทยสามารถโตได้อีกมาก

วรวุฒิ อุ่นใจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออฟฟิศเมท กล่าวว่า โลกของเรากำลังหมุนเวียนไปอย่างรวดเร็ว การแข่งขันทางธุรกิจบนโลกไซเบอร์ถือว่าเป็นสงครามทางการค้าประเภทหนึ่ง ในฝั่งยุโรปเองมีแพลตฟอร์มทางการค้าอย่างอเมซอน ฝั่งเอเชียเองก็มีทั้งอาลีบาบา และเจดี ซึ่งไทยเป็นประเทศเล็กๆ แม้จะมีโอกาสเติบโตด้านอี-คอมเมิร์ซ แต่ก็ต้องอยู่ท่ามกลางการแข่งขัน

“สิ่งที่ธุรกิจไทยต้องทำคือปรับตัวตามยุคสมัยให้ได้ ไม่ว่าจะเลือกช่องทางการขายฝั่งใดก็ต้องอยู่รอดให้ได้ ธุรกิจรายเล็กย่อมน่าเป็นห่วงกว่ารายใหญ่ ซึ่งรัฐก็ต้องหาวิธีการเจรจากับรายใหญ่เหล่านี้ ไม่ให้ธุรกิจภายในประเทศเสียเปรียบในการแข่งขันระดับโลก”วรวุฒิ กล่าว

ปัจจุบันรูปแบบของอี-คอมเมิร์ซ ประกอบไปด้วย อี-เพย์เมนต์, อี-บิซิเนส, อี-โลจิสติกส์, อี-ดาต้า ซึ่งการนำทั้ง 4 อย่างนี้มาเชื่อมโยงกันให้เกิดประโยชน์ ธุรกิจเองต้องพร้อมวางแผนให้ดี จะขาดด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้ เพราะการทำงานร่วมกันของ 4 อี จะช่วยให้ธุรกิจแบบเดิมมีโอกาสโตในอนาคตได้

เช่นเดียวกับ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ TARAD.com กล่าวว่า ในแง่ของธุรกิจ ตลาดดอทคอมกำลังจะมีการประกาศกลยุทธ์ใหม่ เพราะธุรกิจต้องมีการปรับตัวไม่ว่ายักษ์ใหญ่อี-คอมเมิร์ซรายใดจะเข้ามาธุรกิจออนไลน์ของไทยเองก็ต้องอยู่ให้ได้

การเข้ามาทำตลาดในไทยของเจดีดอทคอมนั้น ก็น่ากังวลไม่แพ้กัน ก่อนหน้านี้ที่อาลีบาบาเข้ามาไทยก็จะเห็นความร่วมมือใหญ่ๆ จำนวนมากร่วมกับภาครัฐและเอกชน ซึ่งหลังจากมีข่าวลือว่าเจดีดอทคอมวางกลยุทธ์ว่าจะใช้ไทยเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมตลาดอี-คอมเมิร์ซ แสดงว่าต้องมีการลงทุนใหญ่ๆ แน่นอน

“ผมเพิ่งทราบว่าจะมีการเข้ามาเปิดออฟฟิศที่ไทยภายในปีนี้ ต้องรอดูว่าจะออกมาเป็นรูปแบบใด” ภาวุธ กล่าว

ภาวุธ ทิ้งท้ายไว้ให้คิดคือ ไม่ว่ายักษ์ใหญ่รายใดจะเข้ามา สิ่งที่จะเสียเปรียบคือผู้ประกอบในไทยนั่นเอง ดังนั้นสิ่งที่ต้องธุรกิจไทยต้องเลือกคือจะปรับตัวให้ทันต่อเทคโนโลยีหรือเลิกกิจการไปเลย เพราะรายใหญ่ที่เข้ามาแย่งกัน ย่อมไม่มีใครยอมใครแน่นอน

พบผู้ใช้ในไทยถูกแฮก “แอปเปิลไอดี” สั่งล็อกเครื่องเรียกค่าไถ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 สิงหาคม 2560 เวลา 16:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/509541

พบผู้ใช้ในไทยถูกแฮก "แอปเปิลไอดี" สั่งล็อกเครื่องเรียกค่าไถ่

“ไทยเซิร์ต” เผยพบผู้ใช้คอมพิวเตอร์Macในไทย ถูกแฮก “แอปเปิล ไอดี” สั่งล็อกเครื่องเรียกค่าไถ่ ควรตรวจสอบรหัสผ่าน

เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ไทยเซิร์ต) แจ้งว่า พบรายงานผู้ใช้คอมพิวเตอร์แมค (Mac) ในประเทศไทยถูกล็อกเครื่องเรียกค่าไถ่ โดยลักษณะคือไม่สามารถเปิดเครื่องขึ้นมาใช้งานได้เนื่องจากติดรหัสผ่าน โดยข้อความในหน้าจอระบุว่าให้ติดต่อไปยังอีเมลของผู้โจมตี พร้อมกับมีอีเมลส่งเข้ามาแจ้งว่าเครื่องถูกล็อก ให้จ่ายเงิน 50 ดอลลาร์ผ่าน Bitcoin เพื่อให้ได้รหัสปลดล็อกเครื่อง หากไม่จ่ายเงินภายใน 24 ชั่วโมง อุปกรณ์อื่นๆ ที่เหลือจะถูกสั่งล็อกตามไปด้วย

จากการตรวจสอบ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ลักษณะของการติดมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) แต่เกิดจากการที่ผู้ประสงค์ร้ายล่วงรู้รหัสผ่านบัญชี Apple ID ของเหยื่อ (ซึ่งอาจเกิดจากการตั้งรหัสผ่านที่คาดเดาได้ง่าย ตกเป็นเหยื่อฟิชชิ่ง หรือใช้รหัสผ่านเดียวกับบริการอื่น) และได้ล็อกอิน Apple ID ดังกล่าวในเว็บไซต์ icloud.com แล้วใช้งานฟีเจอร์ Find My iPhone ซึ่งมีความสามารถในการติดตามตำแหน่งล่าสุดของเครื่อง สั่งล็อกเครื่อง หรือสั่งลบข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในเครื่องได้

ถึงแม้ผู้ใช้จะเปิดใช้งานการยืนยันตัวตนแบบ 2 ขั้นตอน ด้วยการให้ส่งรหัสยืนยันการล็อกอินมาทาง SMS แต่ฟีเจอร์ Find My iPhone นั้นไม่จำเป็นต้องใช้รหัสยืนยัน ทำให้เพียงแค่รู้รหัสผ่านบัญชีของเหยื่อ ก็สามารถสั่งล็อกเครื่องหรือสั่งลบข้อมูลได้ มีตัวอย่างกรณีที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้วหลายครั้ง

ข้อแนะนำวิธีแก้ไขหากตกเป็นเหยื่อ

หากยังสามารถล็อกอินบัญชี Apple ID ได้ ควรรีบเปลี่ยนรหัสผ่าน เพื่อป้องกันไม่ให้อุปกรณ์อื่นที่ผูกกับบัญชีนี้ถูกสั่งล็อกไปด้วย

ควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนจ่ายเงินค่าไถ่ เพราะมีโอกาสที่ผู้ประสงค์ร้ายจะไม่ยอมให้รหัสปลดล็อคเครื่อง

ติดต่อ Apple Support หรือศูนย์บริการเพื่อขอความช่วยเหลือปลดล็อกเครื่อง โดยอาจต้องส่งเครื่องเข้าศูนย์บริการ พร้อมใบเสร็จ เพื่อยืนยันการเป็นเจ้าของ (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://support.apple.com/th-th/HT203409

ข้อแนะนำในการรับมือ

ตั้งรหัสผ่าน Apple ID ให้ปลอดภัย โดยควรเป็นรหัสผ่านที่คาดเดาได้ยากและไม่ซ้ำกับรหัสผ่านที่ใช้ในบริการอื่นๆ

ควรเปิดใช้งานการยืนยันตัวตนแบบ 2 ขั้นตอน ถึงแม้ว่าอาจไม่ช่วยป้องกันการถูกล็อกเครื่องผ่าน Find My iPhone แต่ก็ช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ประสงค์ร้ายเข้าถึงข้อมูลอื่นๆ ที่อยู่ในบัญชี (เช่น รูปถ่าย อีเมล)

สำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจใช้ Time Machine หรือสำรองข้อมูลที่จำเป็นขึ้น iCloud

ตรวจสอบให้แน่ใจก่อนที่จะล็อกอิน Apple ID ในเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันใดๆ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อฟิชชิ่ง

 

“Ockel Sirius” สุดยอดคอมพิวเตอร์เครื่องจิ๋วที่สุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 สิงหาคม 2560 เวลา 11:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/509510

"Ockel Sirius" สุดยอดคอมพิวเตอร์เครื่องจิ๋วที่สุดในโลก

โดย…พงศ์วุฒิ ไพรไพศาลกิจ

คอมพิวเตอร์ในทุกวันนี้แต่ละรุ่นแต่ละแบรนด์ก็พยายามที่จะผลิตเพื่อตอบโจทย์คนหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องที่เร็วที่สุดในโลก สามารถเล่นเกมหรือทำกราฟฟิกได้ดีที่สุด หรือแม้กระทั่งบางที่สุดในโลก เพื่อที่จะให้คนหลากหลายไลฟ์สไตล์ได้เลือกใช้งานกันตามใจชอบ ส่วนบางยี่ห้อก็พยายามเน้นในเรื่องที่แตกต่างออกไป เช่น แปลกที่สุดในโลก หรือสามารถปรับแต่งได้เยอะที่สุด เป็นต้น

Ockel คืออะไร?

Ockel แบรนด์น้องใหม่ที่จับตลาดคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่สุดในโลก โดยมาพร้อมคอนเซ็ปต์เจ๋งๆ ที่เคลมไว้ว่า เป็น “คอมพิวเตอร์ที่สามารถเก็บไว้ได้ในกระเป๋าเสื้อ” โดยภายในของเจ้า Ockelนี้จะมีฟังก์ชั่นการทำงานเสมือนคอมพิวเตอร์โดยทั่วไปทุกอย่าง ซึ่งมาพร้อมกับ CPU Intel ATOM และ RAM มีให้เลือกได้สูงสุดถึง 8 กิกะไบต์ โดยมี Windows 10 ทำหน้าที่เป็นระบบปฏิบัติการหลัก (Operating System) ทำให้การเรียนรู้เพื่อใช้งานแทบจะไม่ได้มีความจำเป็นหรือแตกต่างจากผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์โดยทั่วไปมากนัก และยังสามารถเพิ่มหน่วยจัดเก็บข้อมูลสำรองได้โดยผ่าน USB Drive หรือ Micro SD Card ที่ปัจจุบันมีขนาดความจุมากสวนทางกับราคาที่ถูกลงอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนั้น ยังสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้เพิ่มเติม เช่น USB Wi-Fi หรือแม้กระทั่งการเชื่อมต่อชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น HDMI หรือ Displayport ก็สามารถเชื่อมต่อได้เลยทำให้ Ockel มีข้อดีที่อยู่เหนือกลุ่มของ Mini PC เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีพอร์ตใหม่เอี่ยมอย่าง USB Type-C เพื่อรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้อีกเช่นเดียวกัน แถมยังใส่แบบจัดเต็มมาให้พร้อมกับ USB 3.0 อีก 2 ช่องเพื่อเพิ่มความเร็วในการเชื่อมต่อข้อมูลได้สบายๆ อีกด้วย

ความเล็กที่มาพร้อมกับความเงียบซึ่งโดยธรรมชาติของเครื่องคอมพิวเตอร์จะมีการใส่พัดลมเพื่อปรับอากาศให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ Ockel จะมีการออกแบบระบบการถ่ายเทความร้อนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่จำเป็นที่จะต้องมีพัดลมเลยแม้แต่ตัวเดียว

จุดเด่นที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของ Ockel คือ ถ้าเป็นรุ่น Ockel Sirius A ขึ้นไปจะมาพร้อมกับหน้าจอทัชสกรีนติดตั้งมาด้วยเลยโดยที่ไม่จำเป็นจะต้องพกพาหน้าจอไปให้ลำบากได้อีกด้วย

ภาพจาก www.ockelcomputers.com

 

เพนกวินลุยเพิ่มซิมประหยัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 สิงหาคม 2560 เวลา 22:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/509392

เพนกวินลุยเพิ่มซิมประหยัด

ซิมเพนกวิน ควัก 80 ล้าน ผนึกเสก โลโซ เปิดตัวซิมเราและนาย ชูประหยัดค่าโทรค่าเน็ต ขยายฐานลูกค้า ทั้งปีหวัง 1 ล้านซิม

นายชัยยศ จิรบวรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารซิมเพนกวิน บริษัท เดอะ ไวท์สเปซ เปิดเผยว่า หลังจากเปิดตัวซิมเพนกวินเมื่อปีที่ผ่านมา มีผู้ซื้อซิม 5 แสนซิม ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1 ล้านซิม เพื่อขยายฐานลูกค้าบริษัททุ่มงบ 80 ล้านบาท เปิดตัวซิมเพนกวินเราและนาย ออกแบบเพื่อให้กลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการใช้งานค่าโทรและอินเทอร์เน็ตแบบประหยัด คิดค่าโทรวินาทีละ 1 สตางค์ ตั้งแต่วินาทีแรกทุกเครือข่าย ค่าอินเทอร์เน็ตจ่ายตามจริง 1MB เท่ากับ 0.25 บาท ในความเร็ว 1Mbps

ทั้งนี้ ซิมเพนกวินเราและนาย ยังมีโปรเสริมด้วยกัน 3 แพ็กเกจ คือ โปร 7 วัน เล่นเฟซบุ๊กและไลน์ไม่อั้น ด้วยความเร็วสูงสุด 1GB สามารถเล่นต่อที่ความเร็ว 384 Kbps ราคา 89 บาท โปร 30 วัน 279 บาท เล่นเน็ต 1GB สามารถเล่นได้ความเร็ว 384 Kbps และโปร 30 วัน เล่นเฟซบุ๊กและไลน์ไม่อั้น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 10GB ราคา 559 บาท โดยเมื่อเงินหมดสามารถยืมเงินได้ 30 บาท ซึ่งจะวางจำหน่ายซิมผ่านช่องทางร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น และเจมาร์ท และช่องทางเติมเงิน 2 แสนแห่งทั่วประเทศ

ขณะที่การจับมือร่วมกับเสก โลโซ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายสอดคล้องกับซิมเพนกวินระหว่าง 18-34 ปี ฐานลูกค้าอยู่ในตลาดต่างจังหวัด 80% และกรุงเทพฯ 20% ขณะที่แฟนเพจเสก โลโซ มีด้วยกันมากกว่า 5 ล้านคน มีด้วยกัน 6 ประเทศ ไทย สปป.ลาว อินโดนีเซีย กัมพูชา มาเลเซีย เมียนมา ในจำนวนนี้มีการออนไลน์ 2.6 ล้านคน/วัน โดยบริษัทใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียผ่านทางเฟซบุ๊กเสก โลโซ ในการสื่อสาร ทั้งการไลฟ์สดและจัดกิจกรรมตลาด อาทิ แจกค่าโทร แจกเน็ต แจกของพรีเมียม เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้งาน

นายชัยยศ กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาโอเปอเรเตอร์แข่งขันกันรุนแรงของทั้งสามค่ายเพื่อช่วงชิงลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการแจกโทรศัพท์มือถือฟรีพร้อมเบอร์ อย่างไรก็ตามบริษัทมองว่ายังมีช่องว่างให้ทำตลาด โดยเฉพาะผู้ที่ใช้งานผ่านวอยซ์ และอินเทอร์เน็ตที่ต้องการความประหยัดและความคุ้มค่า เพราะเพนกวินเป็นค่ายเดียวที่คิดอัตราค่าโทรเป็นวินาที อย่างไรก็ดีการรุกตลาดดังกล่าวผลักดันให้มีผู้ซื้อซิม 3 แสนซิมในช่วง 4 เดือน และทั้งปียอดการซื้อซิมแตะ 1 ล้านซิม

 

เล็งโยกเงินค้างซิมโทรศัพท์ไปบริจาคเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 สิงหาคม 2560 เวลา 07:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/508890

เล็งโยกเงินค้างซิมโทรศัพท์ไปบริจาคเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

กสทช.หวังดึงเงินคงค้างซิม 102 ล้าน เพื่อประโยชน์ส่วนรวม พร้อมพัฒนาระบบบริจาคร่วมกับโอเปอเรเตอร์

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า กสทช.มีแนวคิดสร้างระบบบริจาคเงินในซิมโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ประชาชนไม่ใช้งานแล้วร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย (โอเปอเรเตอร์)

ทั้งนี้ ได้จัดทำโครงการ “เงินจากซิมไม่ใช้ จากใจสู่ไทย” โดยมีวัตถุประสงค์ในการเชิญชวนประชาชนชาวไทยและนักท่องเที่ยวบริจาคเงินในซิมโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม แต่ได้ยกเลิกการแถลงข่าวดังกล่าว เนื่องจากระบบการบริจาคเสร็จไม่ทันตามกำหนด ซึ่งตามแผนเดิมประชาชนสามารถกดบริจาคผ่าน *171# แล้วโทรออกเพื่อโอนเงินที่เหลือในซิมที่ไม่ใช้งานแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม

อย่างไรก็ตาม โอเปอเรเตอร์ได้แจ้งกับ กสทช.ว่า ระบบดังกล่าวต้องใช้เวลาพัฒนาประมาณ 1 เดือน จึงจะใช้งานได้ ทำให้การบริจาคเงินดังกล่าวไม่ทันกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม กสทช.จึงวางแผนพัฒนาเพื่อช่วยเหลือโครงการอื่นๆ ของประเทศต่อไป ปัจจุบันมีเงินค้างอยู่ในระบบจากซิมที่ไม่ใช้งานประมาณ 102 ล้านบาท จากโอเปอเรเตอร์ทั้งหมดในประเทศ โดยเงินจำนวนดังกล่าวภาครัฐ โอเปอเรเตอร์ หรือ กสทช.ไม่สามารถดึงไปใช้งานได้ หากเจ้าของซิมไม่ยินยอม ส่งผลให้เงินค้างอยู่ในระบบจำนวนมากและไม่ถูกนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ

“เงินที่เหลือในซิมที่ไม่ใช้งานของผู้บริโภคบางราย เหลือไม่ถึงหลักสิบ เจ้าของซิมสามารถเดินทางติดต่อเพื่อขอเงินคืนได้ แต่บางคนเลือกทิ้งไปเพราะไม่คุ้มกับค่าเดินทางหรือค่าเสียเวลา การบริจาคจึงเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถนำเงินไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นต่อไป”นายฐากร กล่าว

สำหรับเงินคงเหลือในซิมที่ไม่ใช้ประโยชน์ มาจาก 2 ทาง คือ 1.จากเหตุการณ์ที่รัฐบาลให้ประชาชนลงทะเบียนซิมยืนยันตัวตนในปี 2557ช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. 2557 ถ้าไม่ลงทะเบียนซิมจะใช้งานไม่ได้ ทำให้เงินบางส่วนยังคงค้างอยู่ และ 2.จากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศ และมีการเติมเงินเพื่อใช้งาน แต่ใช้งานไม่หมด รวมจำนวนเงินคงค้างจากซิมที่ไม่ใช้งานมูลค่า 102 ล้านบาท แม้ว่าจะดึงเงินไปช่วยเหลือในสถานการณ์น้ำท่วมไม่ทัน แต่หลังจากนี้ กสทช.จะปรับไปช่วยเหลือในภารกิจอื่นๆ ต่อไป โดยคาดว่าจะยึดหมายเลขการกดโอนหมายเลขเดิมคือ *171# แล้วโทรออก