เคาะประมูลเน็ตชายขอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 สิงหาคม 2560 เวลา 08:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/507063

เคาะประมูลเน็ตชายขอบ

นายฐากร  ตัณฑสิทธิ์  เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยถึงผลการประมูลโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน (ยูโซ่) หรือเน็ตชายขอบ  ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 8 สัญญา โดยราคาชนะการประมูลรวม 12,989.683 ล้านบาท จากราคากลาง 13,614.618 ล้านบาท ประหยัดงบประมาณเพิ่มขึ้น 624.935 ล้านบาท

กสทช.แจงผลประมูลสัญญาณอินเทอร์เน็ตโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3,000 หมู่บ้าน 1.29 หมื่นล้าน ต่ำกว่าราคากลางประหยัด624ล้านบาท

ทั้งนี้ 8 สัญญา แบ่งเป็นสัญญา 1 การจัดให้มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง คือ สัญญาที่ 1 (พื้นที่โครงการภาคเหนือ 1) ราคาชนะการประมูล 2,812.014 ล้านบาท จากราคากลาง 2,857.014 ล้านบาท  สัญญาที่ 2 (พื้นที่โครงการภาคเหนือ 2) ราคาชนะการประมูล 2,103.8 ล้านบาท จากราคากลาง 2,123.937 ล้านบาท สัญญาที่ 3 (พื้นที่โครงการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ราคาชนะการประมูล 2,492.599 ล้านบาท จากราคากลาง 2,542.753 ล้านบาท และสัญญาที่ 4 (พื้นที่โครงการภาคกลางและภาคใต้) ราคาชนะการประมูล 1,868.235 ล้านบาท จากราคากลาง 1,888.238 ล้านบาท

สำหรับสัญญาการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Service) อีก 4 สัญญา โดยสัญญาที่ 1 (พื้นที่โครงการภาคเหนือ 1) ราคาชนะการประมูล 1,889.999 ล้านบาท จากราคากลาง 2,120.933  ล้านบาท สัญญาที่ 2 (พื้นที่โครงการภาคเหนือ 2) ราคาชนะการประมูล 786.549 ล้านบาท จากราคากลาง 904.080 ล้านบาท สัญญาที่ 3 (พื้นที่โครงการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ราคาชนะการประมูล 532.064 ล้านบาท จากราคากลาง 641.042 ล้านบาท สัญญาที่ 4 (พื้นที่โครงการภาคกลางและภาคใต้) ราคาชนะการประมูล 504.423 ล้านบาท จากราคากลาง 536.621 ล้านบาท

นายฐากร กล่าวถึง การร่วมประชุมกับสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทยและอินเตอร์เนชั่นเนล อินเทอร์เน็ต เกตเวย์ (International Internet Gateway (IIG) หรือ ไอไอจี  ว่าความคืบหน้าการปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมายตามคำสั่งศาลระหว่างวันที่ 1 พ.ค.-16 ก.ค. 2560 มีจำนวนทั้งสิ้น 3,726 URL  มาจากเฟซบุ๊ก 2,556  URL  ปิดกั้นแล้ว  1,039 URL  คิดเป็น 40.6%  ส่วนจากยูทูบ 980 URL  ปิดกั้นแล้ว 779URL คิดเป็น 79% มาจาก http://106URL ปิดกั้นได้ทั้งหมดแล้ว และอื่นๆ 84 URL ปิดกั้นได้แล้ว 16 URL คิดเป็น 19%

“การปิดกั้น URL ผิดกฎหมายของเฟซบุ๊กคิดเป็น 40.6% ถือว่าเป็นจำนวนน้อย ซึ่งยังมีเวลาถึงวันที่ 7 ส.ค.นี้ ต้องการให้เฟซบุ๊กให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามกฎหมายไทย” นายฐากร กล่าว

 

ไทยยังรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ต่ำกว่ามาตรฐาน เผยเหล่าทัพเร่งสร้างนักรบออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 สิงหาคม 2560 เวลา 16:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/506916

ไทยยังรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ต่ำกว่ามาตรฐาน เผยเหล่าทัพเร่งสร้างนักรบออนไลน์

สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศชี้ไทยยังมีมาตรการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ต่ำกว่ามาตรฐาน ประธานกสทช.เผยเหล่าทัพเริ่มสร้างนักรบไซเบอร์แล้ว

เมื่อวันที่ 3 ส.ค. พล.อ.ประวิตร  วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เปิดการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสวันสื่อสารแห่งชาติ ประจำปี 2560 หัวข้อ “สงครามไซเบอร์ในยุคเศรษฐกิจดิจิตอล การพิจารณาเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย จัดขึ้นโดยสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมร่วมกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)จัดขึ้น โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานสังกัดกระทรวงกลาโหม หน่วยงานภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง และ หน่วยงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้าร่วม

ในการสัมมนาครั้งนี้ได้มีการเชิญ นายริชาร์ด เอ. คลาร์ก ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของสหรัฐ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐ มาร่วมบรรยายพิเศษด้วย

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ระบุว่า ปัจจุบันความก้าวหน้าในทางเทคโนโลยี สารสนเทศและการเสื่อสารทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของภัยคุกคามที่เรียกว่า สงครามไซเบอร์ ที่นับเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ที่หน่วยงานด้านความมั่นคงทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ให้ความสำคัญและตระหนักถึงภัยคุกคามต่างๆ เป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทั้งด้านการทหาร เศรษฐกิจ และความมั่นคง ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ และ ของโลก เชื่อว่าข้อมูลจากวิทยากรที่มาให้ความรู้ระหว่างการสัมมนา ไปใช้ประโยชน์ในการเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ สงครามไซเบอร์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาโลกให้ความสนใจเกี่ยวกับการระบาดของ มัลแวร์ Petyaที่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานของประเทศยูเครน ในขณะที่ ประเทศมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐฯ รัสเซีย จีน เกาหลีเหนือ ก็ใช้มัลแวร์ในการโจมตีโครงสร้างประเทศฝ่ายตรงข้ามเช่นกัน

“การดำเนินการในลักษณะนี้นับวันจะขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ในรูปแบบสงครามที่ไม่มีการประกาศ ดังนั้นหลายประเทศจึงได้เตรียมหน่วยงานเตรียมรับมือภัยคุกคามด้านไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นนี้ด้วยโดยเฉพาะด้านความมั่นคง เช่นสหรัฐฯ ได้มอบหมายให้ national security agency กระทรวงกลาโหม กระทรวงป้องกันมาตุภูมิ ร่วมกันรับผิดชอบ”พล.อ.อ.ธเรศกล่าว

พล.อ.อ.ธเรศกล่าวอีกว่า ในเกาหลีใต้  สิงคโปร์ มาเลเซีย ก็มีหน่วยงานระดับชาติที่ตั้งขึ้นมา ทำหน้าที่บริหารและจัดการความเสี่ยงด้านไซเบอร์ และจัดทำแผนยุทธศาสตร์ โดยมีผู้นำสูงสุดของประเทศเป็นผู้บังคับบัญชา

ขณะที่ในประเทศไทยแนวโน้มการใช้อินเทอร์เน็ตของภาคประชาชนได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยจากสถิติของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจโทรคมนาคมของ กสทช. ในปีที่แล้วพบว่ามีผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือกว่า 113 ล้านหมายเลข การเติบโตที่รวดเร็วขนาดนี้ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดภัยคุกคามด้านไซเบอร์เพิ่มขึ้นมาเป็นเงาตามตัว

“จากการที่เราดูจากการประเมินความเสี่ยงจากหน่วยงานต่างประเทศ เช่น เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ได้ประเมินความพร้อมในการรับมือกับไซเบอร์ จะเห็นว่า มาเลเซีย มีความพร้อมในการรับมือที่สูงมาก นอกจากนี้สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) พบว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีทางไซเบอร์ค่อนข้างสูง คืออยู่ในลำดับที่ 15 ของโลกจาก 165 ประเทศ ตามหลัง อินโดนีเซีย สิงคโปร์และมาเลเซีย”พล.อ.อ.ธเรศกล่าว

ประธาน กสทช. กล่าวว่า การจัดลำดับความเสี่ยง จะดูที่มาตรการใน 5 ด้าน เช่น ในด้านกฎหมาย คณะกรรมการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ได้เสนอ พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยด้านไซเบอร์ พ.ศ. อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ใน พ.ร.บ.ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กภช.)  เสนอให้ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เป็นหน่วยงานที่กำหนดนโยบาย ถ้ากฎหมายนี้ออกมา จะมีหน่วยงานที่สั่งการหน่วยงานราชการ และเอกชนให้กระทำ หรือ ยุติการกระทำต่างๆ เมื่อเกิดเหตุภัยคุกคามด้านไซเบอร์

ส่วนการจัดโครงสร้างองค์กรก็ต้องรอดูกฎหมายที่จะออกมาก่อน ตนคิดว่าระดับปฏิบัติเราเองอาจจะต้องมีเช่นเดียวกับที่สหรัฐฯ ในลักษณะของ Cyber command ในแง่ความมั่นคงอาจรวมกันระหว่าง 3 เหล่าทัพ

สำหรับด้านเทคนิคกับการพัฒนาบุคคลากรนั้น เหล่าทัพก็เริ่มมีการสร้างนักรบไซเบอร์ กันบ้างแล้ว แต่หลักการแล้วการปฏิบัติการเชิงรุกง่ายมาก แต่ที่สำคัญคือด้านการป้องกัน  ส่วนความร่วมมือก็ได้ดำเนินการมากับหลายประเทศ ญี่ปุ่น นอร์เวย์ รัสเซีย อย่างไรก็ตาม จากการประเมินทั้ง5 ด้าน ITU ประเมินว่าเรายังอยู่ในประเทศที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ต้องปรับปรุง

นอนไม่หลับมาทางนี้! แว่นอัจฉริยะช่วยได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 สิงหาคม 2560 เวลา 13:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/506896

นอนไม่หลับมาทางนี้! แว่นอัจฉริยะช่วยได้

สภาพสังคมในปัจจุบันโดยเฉพาะสังคมเมือง ล้วนมีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความเครียด อันเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการนอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิทซึ่งจะนำไปสู่โรคนอนไม่หลับ (Insomnia)

โดย… www.beatroot.cc

โรคนอนไม่หลับ สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้คนทุกเพศทุกวัย แต่มักจะเป็นมากในกลุ่มผู้หญิงและผู้สูงอายุ

โดยโรคนอนไม่หลับนั้น มีทั้งชนิดที่ไม่รุนแรงมาก อย่างโรคนอนไม่หลับที่เกิดจากปัญหาการปรับตัว (Adjustment Insomnia) ที่มักเกิดจากความเครียดหรือความตื่นเต้น เช่น คืนก่อนการสอบ คืนก่อนการแข่งกีฬา การทะเลาะกับคนใกล้ตัว การเดินทางไปต่างถิ่น ซึ่งหากสถานการณ์ความตึงเครียดนั้นผ่อนคลายลง การนอนหลับก็จะกลับมาเป็นปกติเอง

ส่วนโรคนอนไม่หลับชนิดที่รุนแรงขึ้นมาก็คือ โรคนอนไม่หลับเรื้อรัง (ChronicInsomnia) เป็นอาการนอนไม่หลับที่พบติดต่อกันนานเกิน 1 เดือน อาจเกิดจากความกังวล ปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ หรือการทำงานของกล้ามเนื้อที่ผิดปกติ

ริชาร์ด แฮนบิวรี ผู้ก่อตั้งบริษัท ซาน่าเฮลธ์ เคยประสบอุบัติเหตุรถชนเมื่อครั้งอายุ 19 ปี ซึ่งมีผลกระทบต่อระบบประสาททำให้เกิดอาการปวดเรื้อรัง ส่งผลให้เขาเป็นโรคนอนไม่หลับตามมา

เขาใช้เวลาอยู่หลายปีในการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ชิ้นหนึ่งเพื่อช่วยเขาจากอาการป่วยนี้ จนเกิดเป็น “ซาน่า สลีป” (Sana Sleep) แว่นตาอัจฉริยะ ที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานนอนหลับได้อย่างง่ายดายภายในเวลา 10 นาทีเท่านั้น

 

ซาน่า สลีป ไม่ใช่แค่แว่นตาที่ช่วยบดบังแสงรบกวนขณะนอนหลับเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมนวัตกรรมพิเศษที่มีกลไกคล้ายกับแว่นวีอาร์ (VR-Virtual Reality) ซึ่งประกอบไปด้วยเลนส์มองภาพ และลำโพงบริเวณด้านข้าง ที่จะช่วยปล่อยภาพและเสียง เพื่อทำปฏิกิริยากับสมอง ส่งผลให้ร่างกายผ่อนคลาย และช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับได้

นอกจากนั้น ยังมีเซ็นเซอร์เอชอาร์วี(HRV-Heart Rate Variability) ตัวเซ็นเซอร์ที่มาพร้อมระบบตรวจจับความเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทของผู้ใช้งานทำให้สามารถปรับเปลี่ยนภาพ รวมไปถึงเสียงภายในแว่น ให้เหมาะสมตามสถานการณ์และความต้องการของผู้ใช้งานแต่ละคนได้อีกด้วย

แว่นตาอัจฉริยะ ซาน่า สลีป ถูกวิจัยและพัฒนาขึ้นโดยกลุ่มวิศวกร ดีไซเนอร์ และเหล่าผู้คนที่เชื่อว่าการนอนหลับอย่างเต็มอิ่ม จะช่วยให้พวกเขามีชีวิตยืนยาวไปอีกหลายปี

 

 

ทีมนักประดิษฐ์ค้นคว้าวิจัยและทดลองต้นแบบสิ่งประดิษฐ์เวอร์ชั่นแรกกับผู้คนมากกว่า 700 ราย โดยเน้นไปทางกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการพีเอสดี (PSD-Post Traumatic Stress Disorder) หรืออาการความเครียดหลังจากประสบเหตุการณ์สะเทือนใจ

รวมไปถึงผู้ป่วยโรคนอนไม่หลับ และโรคนอนไม่หลับเรื้อรัง จนกระทั่งออกมาเป็น ซาน่า สลีป ที่ได้มีการทดลองกับ เบอร์เทรนด์ พิคการ์ด นักบินที่เดินทางรอบโลกไปกับโซลาร์ อิมพัลส์ เครื่องบินพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ทำให้เจ้าตัวมีเวลาพักผ่อนรวมแล้วแค่ 3 ชั่วโมง/วัน

โดยถูกแบ่งย่อยเวลาพักเพียงครั้งละ20 นาทีเท่านั้น ทำให้ต้องมีตัวช่วยให้หลับง่ายขึ้น เพื่อให้ได้ใช้เวลาพักผ่อนนั้นอย่างเต็มที่ โดยทาง ซาน่า เฮลธ์ มีแผนที่จะนำแว่นตาอัจฉริยะอันนี้ ไปทดสอบกับกลุ่มนักกีฬาที่มีเวลาพักผ่อนเพียงแค่ตอนเดินทางเป็นลำดับถัดไป

ซาน่า สลีป ไม่ใช่นวัตกรรมที่ถูกออกแบบให้ใช้แค่กับนักบินหรือนักกีฬาเท่านั้น แต่ยังเหมาะสำหรับผู้คนทั่วไปที่มีปัญหานอนไม่หลับอีกด้วย

โดยตอนนี้ทางบริษัทได้ระดมเงินทุนไปแล้วกว่า 1.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 44.2 ล้านบาท ซึ่งทางผู้ก่อตั้ง ริชาร์ด แฮนบิวรี กล่าวว่า แว่นตา ซาน่า สลีปน่าจะถูกนำออกวางจำหน่ายจริงช่วงไตรมาส 2 ของปี 2018 หรือช่วงกลางปีหน้าโดยคาดว่าราคาจะอยู่ที่ 400 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1.3 หมื่นบาท

 

 

เบิ้ล ปทุมราช ตามฝันบนโลกออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 สิงหาคม 2560 เวลา 12:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/506836

เบิ้ล ปทุมราช ตามฝันบนโลกออนไลน์

เรื่อง ปอยภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ทําหน้าที่ตอบแชตด้วยตัวเองผ่านทางเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อว่า เบิ้ล ปทุมราช อาร์สยาม รวมทั้งอินสตาแกรม @ble_patumrach_rsiam แฟนๆนักร้องโด่งดังค่ายอาร์สยามกรี๊ดกร๊าดดีใจกันบ่อยครั้ง เมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกับตัวจริงเสียงจริง เบิ้ล ปทุมราช หนุ่มน้อยวัย 21 ปี เจ้าของบทเพลงลูกทุ่ง “อ้ายมีเหตุผล” เพลงซึ้งๆ แนวอีสานคลาสสิก ผสมผสานดนตรีระหว่างโฟล์กซอง การพูดคุยกับแฟนเพลงผ่านทางโลกออนไลน์ เขาบอกว่าถือเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องทุ่มเทเวลาให้เลยทีเดียว

เบิ้ล เจ้าของเพลงที่มีเนื้อหานำเสนอภาพชีวิตหนุ่มบ้านนา ไม่หยุดตามหาฝัน และการรับทำหน้าที่แอดมินเพจเอง ก็เพราะโลกโซเชียลสร้างชื่อเสียงเรียก ได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างสุดๆ ทันทีที่เพลง “อ้ายมีเหตุผล” ได้รับความนิยมจนไต่ขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตของคลื่นวิทยุหลายแห่ง แถมตัวเอ็มวีก็ยังกวาดยอดผู้เข้าชมทะลุ 140 ล้านวิว

“ทุกเส้นทางการตามฝันต้องมุ่งมั่นครับ นอกจากการตอบแชตแฟนๆ ทุกวันแล้ว อีกเรื่องที่ผมเลือกสื่อสารกับกลุ่มแฟนคลับที่เข้ามาคุยก็คือ ชีวิตจริงอีกด้านนอกวงการเพลง เป็นชีวิตจริงของผมที่หล่อหลอมให้เราเติบโตมา ชีวิตท้องไร่ท้องนาที่ จ.อำนาจเจริญ

ผมทำสกู๊ปเรื่องชาวบ้านถ่ายทอดเรื่องราวตัวแทนคนอีสาน องค์ความรู้ การทำนาที่เรียกว่า นาโยน ผมก็เล่าเรื่องราวเหล่านี้ผ่านทางเฟซบุ๊กของผมด้วยครับ ผมเป็นอย่างไรก็เขียนเล่าออกมาอย่างนั้น กินอยู่เลี้ยงปากท้องอย่างที่บรรพบุรุษคนอีสานสืบทอดต่อกันมา ผมไม่ใช่เด็กติดเกมออนไลน์ยอมรับว่าล่าช้าเรื่องเทคโนโลยีมาก ในขณะที่กลุ่มเพื่อนๆ ผมติดเกมกันทุกคน ยอมเสียเงินค่าขนมวันละ 40-50 บาท เพื่ออัพเลเวล โชคดีที่เวลานั้นผมโง่เรื่องนี้นะครับ (หัวเราะ)

ตอนเรียนมัธยมต้น เพื่อนเล่น เฟซบุ๊กกันแล้ว แต่ผมไม่เป็นคนเดียวในชั้นเรียน ไม่มีเฟซบุ๊กเพราะเล่นไม่เป็น (เผยความลับพร้อมเสียงหัวเราะเขินๆ อีกครั้ง) เราเป็นเด็กโลว์เทคชอบอยู่กับธรรมชาติ ชีวิตสนุกเรื่องเล่นของเราคือออกไปเที่ยวป่า ปิ้งไก่กิน

พอเริ่มออนไลน์เฟซบุ๊ก ก็ติดเลยออนไม่หยุดทักเขาไปทั่ว เรียกว่าเห่อเหมือนเราค้นพบเพื่อนๆ อีกหลายคนไปโลกที่เรียกว่าเสมือนจริง มีทั้งเพื่อน ที่เราไม่รู้จักและเพื่อนๆ ในชีวิตจริง ก็เริ่ม ไม่กี่ร้อยคนนะครับ ตอนนี้คนกดติดตามเรา 3 ล้านกว่าคนแล้ว ผมจึงถือเป็นหน้าที่ ที่ต้องดูแลตอบคำถาม พูดคุยเมื่อมีเวลา แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะตอบทุกๆ คน ก็ใช้วิธีสุ่มตอบ อาจมีเลือกตอบสาวๆ ในสเปกผิวขาวๆ ผมยาวกันบ้าง (หัวเราะ) แต่ขอเผยความลับนะครับว่า ถ้ารูปลักษณ์ คนสวยที่ชอบจริง ผมไม่ค่อยกล้าเข้าไปตอบหรอก…เขินๆ ครับ แต่ก็อยู่บนพื้นฐานสุ่มตอบแฟนเพลงครับ” เบิ้ล เผยความลับ เรื่องชีวิตออนไลน์พร้อมรอยยิ้ม

จากหนุ่มวัยทีนโลว์เทค กลายเป็นหนุ่มวัย 20 ที่เลือกอยู่กับไอโฟน 6 พลัส เบิ้ลยอมรับว่าใช้เวลาท่องโลกโซเชียลวันละมากกว่า 4-5 ชั่วโมงเลยทีเดียว ชีวิตทุกวันนี้คิดออนสุดๆ ไปเลย ขาดกันไม่ได้คืองาน และเป็นการผ่อนคลายไปในโลกเดียวกัน

“ผมเรียนมัธยมปลายในแบบ กศน. หรือเรียกทางการเต็มๆ ว่า สำนักงาน ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (หัวเราะ) ชีวิตงานก็ทุ่มไปเต็มที่กว่าการเรียน แล้วโลกตรงนี้ผมขอเปรียบให้เป็นปริญญาชีวิตนะครับ เราเรียนรู้ทุกๆ อย่างโดยการเปิดสมาร์ทโฟนได้จนมีสมาธิอยู่กับการสร้างผลงานซิงเกิ้ลที่มาจากฝีมือการแต่งของตัวเอง ได้อยู่ในโลกศิลปินเสนอผลงานเพลงตามความฝัน ผ่านโลกออนไลน์ ผ่านช่องยูทูบ การเรียนรู้หลากหลายนอกห้องเรียนได้เจอเพื่อน

ผมมีกฎกติกามารยาทในการเล่น คือจะไม่โพสต์เกี่ยวกับสิ่งเสพติด อาจมีคำสบถตามประสาเด็กผู้ชายลูกทุ่ง แต่ต้องไม่มีความหยาบคาย ไม่มีสิ่งยั่วยุ เพราะแฟนเพลงของเราก็คือวัยรุ่นคนอายุเท่าๆ กับเรา ก็ไม่ควรพากันเป็นแบบอย่างที่ผิดๆ นะครับ

ผมเป็นนักร้องได้เพราะโลกโซเชียล จากคนติดตามเริ่มที่ 3,000 คน ไต่มาเป็นแสน แต่ก็เคยมีปัญหาท้อแท้จนคิดว่าจะไม่เล่นเฟซบุ๊กอีกแล้ว ปัญหาเกิดขึ้น ตอนมียอดคนติดตาม 6 แสนกว่าคน โดน แฮ็กครับจนเฟซบุ๊กปลิว เสียใจมากขอหยุด ไปพักหนึ่งเลยครับ หันไปเล่นไอจีที่คนตาม 6 แสนกว่าคน แต่ก็มีแฟนเรียกร้องให้ เปิดเฟซใหม่ตลอดเวลา จึงตัดสินใจกลับมาโดยไม่หวังเลยว่าจะมีคนตามเป็นแสนเหมือนเดิม คิดเพียงว่ามีเพื่อนๆ น้องๆ และแฟนที่รักเราอีกหลายคน อยากเห็นความสำเร็จคอยรอให้กำลังใจเราอยู่ แล้วมันคือความเกินคาดครับ ในวันนี้คนติดตาม 3 ล้านกว่าคน

ตอนนี้ติดเฟซบุ๊กมากๆ ชอบเข้าไปตอบ ไปคุยกับ แฟนเพลง ยังคิดเลยว่าเดือน ต.ค. ผมต้องบวช 10 วัน แล้วผมต้องไปเป็นทหารเกณฑ์ผมจะอยู่ได้อย่างไรถ้าไม่มีโลกออนไลน์”

นักร้องหนุ่มคนดัง เบิ้ล บอกทิ้งท้าย ว่าโลกออนไลน์ให้อนาคตเด็กบ้านนอก จาก จ.อำนาจเจริญ เวลานี้เขาขอเป็นตัวแทนของเด็กอีสาน ซึ่งกลายเป็นคนทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวได้เลี้ยงดูพ่อแม่ สามารถไถ่ถอนที่ดินให้ครอบครัวจำนวน 20 ไร่ เป็นอิสระจากหนี้สินได้น่าชื่นใจ

ต่อจากนี้คือการต่อยอดวิถีเกษตรกรรมต่อจากพ่อแม่ ไม่ทิ้งฝัน ทั้งงานศิลปิน ทั้งยืนหยัดสื่อชีวิตชาวนาผ่านทางโลกออนไลน์ใบนี้ n

 

ยอดสมาร์ทโฟนพุ่ง หัวเว่ยเร่งเครื่องบุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 สิงหาคม 2560 เวลา 06:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/506749

ยอดสมาร์ทโฟนพุ่ง หัวเว่ยเร่งเครื่องบุก

หัวเว่ยแถลงยอดขายสมาร์ทโฟนในกลุ่มพรีเมียมของไทยโต 8 เท่า มั่นใจสิ้นปีนี้โตตามคาด

นายทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ตลาดสมาร์ทโฟนประเทศไทยยังมีแนวโน้มที่ดี ซึ่งในครึ่งปีที่ผ่านมา สมาร์ทโฟนกลุ่มไฮเอนด์ของหัวเว่ยมีการเติบโตขึ้น 8 เท่า จากผลิตภัณฑ์เรือธง ไม่ว่าจะเป็น Huawei Mate 9, Huawei P10, Honor 9 และ Huawei MateBook E/X/D ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วโลก ทำให้หัวเว่ยได้รับการยอมรับในระดับโลกว่าเป็นแบรนด์พรีเมียม ทำให้ช่วงครึ่งปีหลังจะเดินหน้าเปิดรุ่นเรือธงเพิ่ม

ทั้งนี้ พฤติกรรมการเปลี่ยนเครื่องใหม่ที่เร็วขึ้นทำให้ผู้ใช้งานมองหาเครื่องรุ่นใหม่ที่มีความฉลาดขึ้น จากการวิจัยตลาดสมาร์ทโฟนเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้า พบว่า ค่าเฉลี่ยการใช้งานในแต่ละวันเพิ่มขึ้น การใช้งานสมาร์ทโฟนเพื่อ ถ่ายรูป 60% มีผู้ใช้งานเพื่อเล่นเกมกว่า 2,700 ล้านเครื่อง ความต้องการใช้งานวิดีโอออนดีมานด์เพิ่มขึ้นเป็น 800 ล้านครั้ง โดยกว่า 90% เป็นการใช้งานสตรีม คอนเทนต์ ด้านการใช้จ่ายอี-คอมเมิร์ซส่วนใหญ่ 47% ถือว่าเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโต

ขณะเดียวกัน บริษัทยังเดินหน้า หนุนผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคม ทั่วโลก เพื่อช่วยลดต้นทุนการสร้าง เครือข่ายเน็ตเวิร์กได้อย่างครบวงจร เพื่อสร้างความสำเร็จให้กับลูกค้า รวมทั้งกำลังเดินหน้าเรื่องนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อมองหาโอกาสจากธุรกิจตลาด วิดีโอ B2B และเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (IoT)

นอกจากนี้ จะเดินหน้าสร้างแพลต ฟอร์มด้านไอซีทีแบบเปิด ยืดหยุ่นและปลอดภัย โดยมีพันธมิตรจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น คลาวด์ คอมพิวติ้ง, All Cloud Networks, Enterprise Wireless, IoT, บิ๊กดาต้า, สตอเรจและเซิร์ฟเวอร์ ที่ใช้กันแพร่หลายในภาครัฐ การเงิน พลังงานไฟฟ้า คมนาคม การผลิต โดยเฉพาะ การสร้างเมืองปลอดภัย (Safe City) รวมทั้งได้ผนึกกำลังและขยายการลงทุนไป สู่ความร่วมมือเชิงอุตสาหกรรม ความ ร่วมมือเชิงธุรกิจ, ชุมชนโอเพ่นซอร์ส และแพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนาเพื่อสร้างระบบนิเวศแบบเปิดด้านดิจิทัล

 

ถูกโกงซื้อของผ่านเน็ต โอนเงินไม่ได้รับสินค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 สิงหาคม 2560 เวลา 21:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/506549

ถูกโกงซื้อของผ่านเน็ต โอนเงินไม่ได้รับสินค้า

โดย….นิติพันธุ์ สุขอรุณ

ยุคสมัยที่รูปแบบการค้าขายไร้พรมแดนบนโลกอินเทอร์เน็ตได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะไม่ว่าใครก็สามารถนำสิ่งของมือ 1 มือ 2 มาโพสต์ประกาศขายได้ตามต้องการ จากนั้นทำการเจรจาตกลงราคาเสร็จสรรพ พร้อมโอนเงินเพื่อส่งสินค้ามายังที่อยู่ปลายทาง

ทว่าเหล่ามิจฉาชีพได้เล็งเห็นช่องทางฉ้อโกงผู้คนด้วยการสร้างเพจเฟซบุ๊กประกาศขายสินค้าขึ้นมาหลอกล่อ หากมีเหยื่อหลงเชื่อโอนเงินให้ คนร้ายก็จะเชิดเงินหนีหาย ปิดเบอร์โทรศัพท์ตามตัวไม่ได้ คดีเช่นนี้กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากสถิติข้อมูลจาก PayPal ผู้นำด้านการชำระเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการผ่านระบบออนไลน์ระดับโลก คาดการณ์ว่า ปี 2560 คนไทยจะช็อปปิ้งผ่านออนไลน์ทั้งในประเทศและทั่วโลกคิดเป็นมูลค่าถึง 3 แสนล้านบาท

แต่จำนวนดังกล่าวยังมีผู้ร้องเรียนแจ้งความหลังถูกหลอกซื้อสินค้าผ่านโลกออนไลน์ โดยข้อมูลจากเว็บไซต์อย่าง http://www.antcrime.com ซึ่งเป็นศูนย์รับแจ้งเหตุการณ์โกง พบว่ามีผู้เสียหายมากถึงวันละ 10-20 คน หรือเฉลี่ยเดือนละ 300-600 คน ซึ่งจำนวนดังกล่าวยังไม่รวมถึงผู้เสียหายที่เพิกเฉยไม่ได้ดำเนินการเอาผิด ซึ่งยังมีจำนวนที่มากเช่นกัน

สงกรานต์ เขื่อนศรี ผู้ค้าขายออนไลน์ เปิดเผยว่า ทุกวันนี้โลกของการซื้อขายสินค้าบนสังคมออนไลน์ มีสิ่งของแทบทุกอย่างให้เลือกซื้อตามต้องการ ไม่ว่าจะประกาศขายเองผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว หรือโพสต์ขายบนหน้าเว็บไซต์องค์กรใหญ่ซึ่งเป็นตัวกลางช่องทางจำหน่าย หากผู้ค้ามีคุณธรรมซื้อขายอย่างตรงไปตรงมาก็ไม่เกิดปัญหา แต่มิจฉาชีพขณะนี้กำลังหลอกลวงคนให้หลงเชื่อโอนเงินหลัก 1,000-2,000 บาท/ผู้เสียหาย 1 คน เข้ากระเป๋า เนื่องจากเงินจำนวนนี้ง่ายที่เหยื่อจะตัดสินใจโอนมาให้มากกว่าเงินหลัก 1 หมื่นขึ้นไป

ผู้ค้ารายนี้เล่าว่า เขามีประสบการณ์ถูกโกงเงินเมื่อไม่นานมานี้ เนื่องจากต้องการซื้ออะไหล่รถจักรยานยนต์ เป็นเงินจำนวน 1,600 บาท หลังจากตกลงราคาเพื่อให้ส่งของมาตามที่อยู่ ระยะเวลาผ่านไปหลายวันก็ยังไม่มีของส่งมาถึง จึงเริ่มทวงถามกลับไปยังผู้ขายแต่ก็ถูกบ่ายเบี่ยงไม่ยอมคืนเงิน เกิดการทะเลาะกันจนถึงขั้นคนร้ายโพสต์รูปปืนและภาพถ่ายหน้าบ้านของผู้เสียหาย สร้างความหวาดกลัวไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

สงกรานต์ เล่าว่า เขาพยายามสืบค้นหาข้อมูลของคนร้ายทำให้พบว่า พฤติกรรมของพวกมิจฉาชีพมักเปิดเฟซบุ๊กไว้หลายชื่อ หากเพจไหนหลอกลวงได้สำเร็จก็จะปิดแล้วเปิดใหม่ เปลี่ยนชื่อใหม่ต่อไปอีก เมื่อนำข้อมูลที่ได้ไปค้นหาในกูเกิลทำให้พบผู้เสียหายรายอื่นอีกจำนวนนับ 10 ราย มีลักษณะหลอกลวงให้โอนเงินแล้วเชิดหนีเช่นเดียวกัน จึงได้นำเรื่องไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

“ทันทีที่ถึง สน.เจ้าหน้าที่ตำรวจถามผมว่าเฟซบุ๊กคืออะไร ผมว่าเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงตำรวจไม่ทันต่อสถานการณ์ ไม่ปรับตัวให้ทันโลก ผมจึงเปลี่ยนไปแจ้งความที่กองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แต่เขาคงมองว่าเป็นคดีเงินจำนวนเล็กน้อย จึงไม่มีความคืบหน้าอะไร สุดท้ายผู้เสียหายต้องพยายามสืบหากันเอง” สงกรานต์ กล่าว

สงกรานต์ กล่าวอีกว่า บทเรียนที่ได้ทำให้เขาเรียบเรียงเรื่องราวผ่านเพจ “SONGKRAN KUENSRI” และเขียนข้อควรระวังเพื่อเตือนภัยสังคมไม่ให้ตกเป็นเหยื่อถูกโกงขายของออนไลน์ อาทิ 1.นำชื่อของผู้ประกอบการที่ปรากฏในบัญชีธนาคารไปค้นหาในกูเกิล เพื่อตรวจสอบว่าเคยมีคนร้องเรียนหรือไม่ 2.ขอสำเนาบัตรประชาชน ที่อยู่ให้ชัดเจน ดูให้ดีว่าภาพถูกเปลี่ยนแปลงด้วย Photo shop หรือไม่ 3.ถ้ามีหน้าร้านควรไปดูสินค้าให้เห็นกับตา 4.เมื่อโอนเงินแล้วควรเก็บสลิปไว้เป็นหลักฐานจนกว่าของที่สั่งมาส่งมาถึง และ 5.ทวงถามหมายเลขการส่งพัสดุผ่านไปรษณี เพื่อยืนยันว่าส่งของแล้ว

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า สังคมกำลังให้ความนิยมซื้อขายออนไลน์มากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาที่พบมากคือ โอนเงินแล้วไม่ได้รับของ หรือ ของที่สั่งไม่เป็นอย่างที่โฆษณาไว้ หรือแม้กระทั่งได้ของไม่ครบ ซึ่งขั้นตอนในการติดตามหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษนั้น แม้ไม่ได้เป็นเรื่องยากของเจ้าหน้าที่ แต่ขึ้นอยู่กับเร่งรีบตามเรื่องให้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเหล่านี้เป็นโจทย์สำคัญที่หลายหน่วยงาน อาทิ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สพธอ. กำลังระดมสมองหาทางแก้ไขคือ ทำอย่างไรให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจกล้าซื้อสินค้า ควรจัดประเภทของผู้บริโภคกับผู้บริโภคซื้อขายกันเองหรือไม่ หรือผู้บริโภคที่นำของมาขายอีกทอดหนึ่งจะถูกจัดเป็นผู้ประกอบการด้วยหรือไม่ คำถามเหล่านี้ยังต้องถูกตีกรอบให้ชัดเจน

ขณะเดียวกันการซื้อขายยังต้องมีระบบป้องกันคุ้มครองผู้บริโภครองรับอีกชั้นหนึ่งด้วย เบื้องต้นผู้เสียหายสามารถโทรสายด่วน 1212 รับแจ้งเว็บไซต์ไม่เหมาะสม ขัดต่อความมั่นคง วัฒนธรรม ศีลธรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นผู้รับเรื่องประสานงานต่อไป

ด้าน พ.ต.อ.สยาม บุญสม รอง ผบก.กองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ปอท. กล่าวว่า ทุกวันนี้เกิดกรณีซื้อของออนไลน์แล้วไม่ได้รับขสินค้าเป็นจำนวนมาก โดยผู้เสียหายสามารถเดินทางเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อาคาร บี ชั้น 4 ถ.แจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กทม. 10210 TH หมายเลขติดต่อ : 02-142 2555-60

นอกจากนี้ ขอฝากเตือนมิจฉาชีพที่เปิดเฟซบุ๊กประกาศขายของเพื่อหวังหลอกลวงให้คนหลวงเชื่อโอนเงินแล้วไม่ได้สินค้าตามที่สั่ง จะมีความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ในข้อหาฉ้อโกงประชาชนและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน อันเป็นเท็จก่อใก้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น มีโทษจำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท

 

เฟซบุ๊กสั่งปิดระบบAI หลังสร้างภาษาเพื่อคุยกันเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 สิงหาคม 2560 เวลา 16:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/506524

เฟซบุ๊กสั่งปิดระบบAI หลังสร้างภาษาเพื่อคุยกันเอง

เฟซบุ๊กสั่งปิดระบบปัญญาประดิษฐ์หลังพบสามารถสร้างภาษาขึ้นสื่อสารระหว่างกันโดยมีภาษาอังกฤษเป็นพื้นฐานและมนุษย์ไม่สามารถเข้าใจได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทีมวิจัยปัญญาประดิษฐ์ (FAIR) ของเฟซบุ๊กได้ประกาศปิดระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังพัฒนา หลังพบว่าแชทบอทสามารถพัฒนาภาษาของตัวเองเพื่อสื่อสารระหว่างกัน โดยมีภาษาอังกฤษเป็นพื้นฐานจนมนุษย์ไม่สามารถเข้าใจได้เมื่อ เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา

สาเหตุคาดว่ามาจากระบบการกระตุ้นให้แชทบอทพัฒนาตัวเองในด้านการต่อรองระหว่างกันเพื่อให้ได้รางวัล จึงนำมาสู่การคิดค้นภาษาที่ช่วยให้การต่อรองมีประสิทธิภาพแทนภาษาอังกฤษ

การประกาศนี้มีขึ้นไม่กี่วันหลังจาก เอลอน มัสก์ ทวีตข้อความว่า มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เจ้าพ่อเฟซบุ๊ค ยังไม่เข้าใจเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

ภาพ…เอเอฟพี

 

เปิดไลน์แท็กซี่แข่งบริการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 สิงหาคม 2560 เวลา 06:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/506403

เปิดไลน์แท็กซี่แข่งบริการ

ไลน์ผนึกสหกรณ์แท็กซี่กรุงเทพฯ พัฒนา “ไลน์ แท็กซี่” ยกระดับให้บริการ

นายอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ ไลน์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ไลน์ได้ร่วมกับเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่เขตกรุงเทพมหานครพัฒนาบริการ “ไลน์ แท็กซี่” ซึ่งจะเปิดบริการเป็นทางการปลายปี 2560 คาดมีแท็กซี่เข้าร่วมเฟสแรกราว 2-3 หมื่นคัน

ทั้งนี้ ไลน์ แท็กซี่ เป็นบริการภายใต้แอพพลิเคชั่น ไลน์ แมน ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงโลกออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมช่วยยกระดับคุณภาพการให้บริการและลดปัญหาการถูกปฏิเสธ อีกทั้งช่วยเพิ่มรายได้ให้ผู้ขับแท็กซี่

นายวิฑูรย์ แนวพานิช ประธานกรรมการสหกรณ์แท็กซี่สยาม และประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่กรุงเทพฯ กล่าวว่า ปัจจุบันแท็กซี่รับรู้การใช้แอพพลิเคชั่นเรียกรถแท็กซี่ ราว 30% ของจำนวนแท็กซี่ในกรุงเทพฯ ที่มี 9 หมื่นคัน ซึ่งไลน์จะช่วยให้การรับรู้เพิ่มขึ้น และดึงแท็กซี่ให้เข้าสู่ระบบช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ปัญหาแกร็บและอูเบอร์อยู่ระหว่างให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ศึกษา คาดจะเห็นความคืบหน้าในเดือน ก.ย.-ต.ค.นี้

 

หัวเว่ยจัดไทยเทียร์วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 สิงหาคม 2560 เวลา 06:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/506374

หัวเว่ยจัดไทยเทียร์วัน

หัวเว่ยวางไทยเป็นตลาดเทียร์วันสมาร์ทโฟน ครึ่งปีหลังระดมวางรุ่นใหม่ หวังยอดสิ้นปีนี้เกือบ 1 แสนล้าน

นายริชาร์ด ยู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป บริษัท หัวเว่ย แถลงผลประกอบการครึ่งปีแรกของบริษัทเติบโตดี โดยตลาดสมาร์ทโฟนกลุ่มไฮเอนด์ของหัวเว่ยในประเทศไทยโตเพิ่ม 6.7% จากที่ไทย ปีก่อนมีส่วนแบ่งเพียง 1.6% ขณะนี้เพิ่มเป็น 8.3% ทำให้หัวเว่ยภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนทุกกลุ่มมีส่วนแบ่ง 10.7% เฉพาะเดือน พ.ค. 2560 ในกลุ่มพีซีรี่ส์และเมทซีรี่ส์ถือว่าโตรวดเร็ว หัวเว่ยจึงจัดให้ไทยเป็นตลาดเทียร์ วันที่จะนำสินค้าใหม่มาเปิดตัวเป็นแห่งแรกๆ

ด้านจำนวนเครื่องสมาร์ทโฟนที่ ขายทั่วโลก แบ่งเป็นหัวเว่ย Mate 9 และ Mate 9 โปร อยู่ที่ 8.5 ล้านเครื่อง หัวเว่ย P10 และ P10 พลัส อยู่ที่ 6 ล้านเครื่อง หัวเว่ย Nova 2 และ Nova 2 พลัส อยู่ที่ 1 ล้านเครื่อง ซึ่งเป็นยอดขายหลังเปิดตัวได้เพียง 1 เดือน หลังเปิดตัว และรุ่น Honor 9 ขายได้ 1 ล้านเครื่อง หลังเปิดตัวเพียง 28 วัน

สำหรับภาพรวมของหัวเว่ยในไทยมีการยอมรับจากลูกค้ามากขึ้น แต่สิ่งที่บริษัทต้องการไม่ใช่แค่รับรู้แต่จะต้อง มีความชื่นชอบ โดยจะสื่อสารตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจและเลือกแบรนด์หัวเว่ยเป็นอันดับต้นๆ ในใจ ซึ่งไทยถือว่าเป็นกลุ่ม 20 ประเทศแรก ในการทำตลาด โดยจะใช้งบ พัฒนาและวิจัยกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 330 ล้านบาท และตั้งเป้าเติบโตดับเบิลดิจิท ทำให้สิ้นปีบริษัทจะมีรายได้ 2 หมื่นล้านหยวน หรือประมาณเกือบ 1 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทเชื่อว่าเทรนด์การเปลี่ยนเครื่องใหม่ของลูกค้ายังมีโอกาสอยู่ จึงวางแผนเปิดตัวสินค้ารุ่นเรือธงใหม่ ครึ่งปีหลัง ด้วยเทคโนโลยีที่ดีกว่าเดิม สู้กับรายใหญ่ที่มีได้ทั้งในเรื่องของระบบเซ็นเซอร์ ระบบชาร์จและกล้องถ่ายภาพ รวมทั้งสามารถใช้งานบนเครือข่าย 4จี-5จี เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมอีกด้วย

นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าเรื่องเอไอ Kirin ซึ่งจะเป็นการพัฒนา GPU ที่ฝังไปในชิปเซตเพื่อให้สมาร์ทโฟนที่นอกจากใช้งานเรื่องการสื่อสารแล้วยังเก็บข้อมูลอื่นๆ ได้ล้ำหน้าไปอีก โดยจะเปิดตัวในงาน ifa ที่ประเทศเยอรมนีต้นเดือน ก.ย.นี้

 

“ทีวีดิจิทัล” ส่อถอดใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/506289

"ทีวีดิจิทัล" ส่อถอดใจ

นักวิชาการเผยหากรัฐไฟเขียวให้คืนใบอนุญาตทีวีดิจิทัลได้จริง คาดเหลือผู้เล่นไม่ถึง 10 ช่อง

นายมานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า กรณีที่มีผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลเข้าไปพูดคุยกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เพื่อขอคืนใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลนั้น หากภาครัฐให้ผู้ประกอบการคืนใบอนุญาตได้ตามคำขอ เชื่อว่าส่วนใหญ่คืน เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบการหลายช่องยังขาดทุน และคาดว่าจะเหลือผู้ประกอบการที่เดินหน้าทำธุรกิจทีวีดิจิทัลต่อไม่ถึง 10 ช่อง

นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท กล่าวว่า บริษัทยังไม่มีแนวคิดจะคืนใบอนุญาตทีวีดิจิทัลทั้งสองช่อง คือ MCOT HD และ MCOT Family เนื่องจากยังไม่ทราบแนวทางที่ชัดเจนของภาครัฐในเรื่องนี้ อีกทั้ง อสมท ดำเนินการในนามของภาครัฐ จึงต้องยึดผลประโยชน์ที่รัฐจะได้รับเป็นหลัก และยังเป็นบริษัทมหาชน ซึ่งต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับด้วย

ทั้งนี้ การที่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลเข้าหารือกับภาครัฐในเรื่องดังกล่าว เกิดขึ้นตั้งแต่การทำธุรกิจทีวีดิจิทัลปีที่ 2 ซึ่งมีการยื่น 10 ข้อเสนอไปยังสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อขอให้ กสทช.เยียวยาและช่วยเหลือ หลังจากเผชิญปัจจัยลบด้านเศรษฐกิจ และต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น