กสทช.คาดเริ่มเรียกคืนคลื่นความถี่ก.ย.-ต.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 20:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/503657

กสทช.คาดเริ่มเรียกคืนคลื่นความถี่ก.ย.-ต.ค.นี้

เลขาฯกสทช.คาดประกาศใช้หลักเกณฑ์เรียกคืนคลื่นความถี่เดือนก.ย.-ต.ค.นี้ เน้นคลื่นที่ไม่ได้ใช้งานหรือนำมาใช้แต่ไม่คุ้มค่า

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวถึงการตั้งคณะทำงานกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเรียกคืนคลื่นความถี่ เพื่อจัดทำหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการเรียกคืนคลื่นความถี่ ว่า กสทช.คาดว่าร่างประกาศหลักเกณฑ์จะมีผลบังคับใช้ภายในเดือน ก.ย.-ต.ค.นี้ ซึ่งจะทำให้กระบวนการเรียกคืนคลื่นเริ่มต้นขึ้น โดยการเรียกคืนจะดำเนินการตามลำดับความเหมาะสม สำหรับคลื่นความถี่ที่อยู่ในความสนใจ คือ คลื่น 2600 เมกกะเฮิร์ตช (บมจ.อสมท. (MCOT) , คลื่น 2300 เมกกะเฮิร์ตช (บมจ.ทีโอที (TOT)), คลื่น 700 เมกกะเฮิร์ตช  (ปัจจุบันใช้บริการกระจายเสียและแพร่ภาพทีวีดิจิตอล ) และคลื่น 1500 เมกกะเฮิร์ตช (บมจ.ทีโอที (TOT))

สำหรับเกณฑ์ในการเรียกคืนคลื่นความถี่จะพิจารณาตามความเหมาะสม โดยดูจากคลื่นที่ไม่ได้ใช้งานหรือนำมาใช้แต่ไม่คุ้มค่าหลังจากประกาศหลักเกณฑ์ฯ แล้ว โดยร่างหลักเกณฑ์จะมีการประกาศตั้งคณะอนุกรรมการกำหนดค่าเยียวยา ชดใช้ หรือจ่ายค่าตอบแทนสำหรับผู้ที่ถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ ประกอบด้วย ตัวแทนจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) , ผู้แทนจากกระทรวงการคลัง, สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, สำนักงานอัยการสูงสุด , สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณ เพื่อทำหน้าที่กำหนดแนวทางการเยียวยาที่เหมาะสม สำหรับการกำหนดมูลค่าคลื่นความถี่ กสทช.จะให้บริษัทที่ปรึกษา 3 บริษัทมาทำการประเมินมูลค่าคลื่นโดยเอาราคาประเมินของทั้ง 3 บริษัทมาเฉลี่ยหามูลค่าคลื่นที่เหมาะสม

การกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามมาตรา 27 (12/1) พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2560 กำหนดให้ กสทช. มีอำนาจหน้าที่เรียกคืนคลื่นความถี่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า จากผู้ได้รับใบอนุญาตเพื่อนำมาจัดสรรใหม่ได้ โดย กสทช. ต้องทดแทน ชดใช้ หรือจ่ายตอบแทนให้กับผู้ที่ถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ในแต่ละกรณีด้วย ทั้งนี้คณะทำงานต้องดำเนินการจัดทำหลักเกณฑ์ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน หลังจากนั้น กสทช.จะนำร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุม กสทช. เพื่อนำไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อไป

 

“แสนรู้” (Zanroo) บุกตลาดโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กรกฎาคม 2560 เวลา 18:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/503257

"แสนรู้" (Zanroo) บุกตลาดโซเชียล

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

การสอดส่องข่าวลือ ข่าวร้าย กระแสกระหน่ำไลค์แอนด์แชร์บนโลกโซเชียลหากทำผ่านพนักงานองค์กรเพียงอย่างเดียวคงไม่พออีกแล้ว เพราะโลกออนไลน์เดินหน้าไปรวดเร็วขึ้นมากดังนั้น การหาเครื่องมือเข้ามาช่วยสอดส่องปัญหาในแง่ลบบนโลกออนไลน์ของแบรนด์ จำเป็นต้องมีเครื่องมือเข้ามาช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงานมากขึ้น

ชิตพล มั่งพร้อม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Zanroo ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจนี้ว่า หลังสำเร็จการศึกษาจากวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ได้ประกอบธุรกิจมาหลายประเภททั้งเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย บริการอาหารและเครื่องดื่ม จนเห็นจุดเปลี่ยนและได้ชักชวนเพื่อน อุดมศักดิ์ ดอนขำไพร เข้ามาช่วยทำธุรกิจ แสนรู้ เพราะมั่นใจว่าจะช่วยคิดค้นวิธีแก้ปัญหาให้กับองค์กรทางธุรกิจและสร้างความเข้าใจในข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย เพื่อให้องค์กรนำข้อมูลไปใช้งานได้

“ขณะนั้น ผมได้ชวนอ๋อม ซึ่งกำลังมีอาชีพการงานที่มั่นคง เพราะเขามีความสามารถด้านซอฟต์แวร์และเป็นผู้ช่วยนักวิจัยให้กับเนคเทค มาทำแสนรู้ด้วยกัน ซึ่งอ๋อมยินดีลาออกจากงานมาทำด้านนี้เต็มตัว ก่อนที่ผมจะตัดสินใจลาออกจากงานเสียอีก”

แสนรู้ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2556 โดยร่วมกันเริ่มต้นที่กรุงเทพฯ ทำสาขาแรกที่มาเลเซียซึ่งเป็นห้องแถวเก่าๆ แต่ก็ขยายออฟฟิศไปในหลายประเทศได้ เพียงเปิดให้บริการ 1 เดือนแรก บริษัทก็สามารถมีรายได้แตะหลักล้านบาทแรกผ่าน 3 กลุ่มธุรกิจ คือ กลุ่มแก๊ส กระจกรถยนต์ติดฟิล์มและคอมพิวเตอร์ได้แล้ว ถึงแม้ว่าพวกเขาจะบอกว่าตัวเองเป็นสตาร์ทอัพ แต่หลังเดินทางธุรกิจและมีรายได้ที่มั่นคงมาสักระยะหนึ่งแล้ว กลับเพิ่งเริ่มคิดที่จะระดมทุนในครั้งแรก

เราต้องการที่จะบุกตลาดจีนให้ได้ หลังศึกษาข้อมูลมาประมาณ 2 ปี แต่การเริ่มต้นอาจต้องใช้เงินลงทุนสูง ซึ่งการได้เงิน 7.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะช่วยให้เราเดินหน้าแข่งขันในกลุ่มอุตสาหกรรม Martech & AdTech ระดับโลก ที่มีมูลค่าตลาดกว่า 24.18 ล้านดอลลาร์ ได้ดีขึ้น แต่เพียงครึ่งปีแรก กวาดรายได้ไปแล้ว 77 ล้านบาท ถือว่าโตขึ้น 2 เท่า จึงคาดว่าสิ้นปีนี้จะทำรายได้ทั่วโลก 260 ล้านบาทได้ไม่ยาก

ทั้งนี้ ชิตพล ตั้งเป้าว่าในปี 2562 บริษัทจะก้าวขึ้นเป็นสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นได้ โดยยังถือหุ้นหลักอยู่มากกว่า 50% เพราะมีความพร้อมทั้งด้านทีมงาน พาร์ตเนอร์ กลยุทธ์และโปรดักต์กำลังเป็นที่ต้องการระดับโลก แม้ว่าจะมีคู่แข่งระดับโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้กว่า 300 ราย แต่ในไทยยังมีน้อย รวมทั้งการมีพาร์ตเนอร์ที่ดียิ่งส่งเสริมให้บริษัทเป็นที่จับตามอง

ก้าวสำคัญของแสนรู้ที่ต้องการเดินหน้า คือการเปิดให้บริการใน 40 ประเทศทั่วโลก หลังเปิดให้บริการไปแล้วกว่า15 ประเทศ อย่างไทย มาเลเซีย สิงคโปร์อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เมียนมา กัมพูชา เวียดนาม ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง ออสเตรเลีย ศรีลังกา ปากีสถานและอังกฤษ มีทีมงานทั่วโลกกว่า 150 คน และเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดอีกกว่า 400%

ด้วยจุดเด่นของบริการด้านซอฟต์แวร์ ได้แก่ Social Listening และ Social Engagement ที่เข้าถึงข้อมูลบนโซเชียลมีเดียได้แบบเจาะลึก และเข้าถึงภาษาท้องถิ่นทุกภาษาทั่วโลก ทำให้แบรนด์ที่มีสาขาในต่างประเทศรับทราบว่ามีคนกล่าวถึงแบรนด์อย่างไร แม้ภาษาจะแตกต่างกัน ทั้งยังมีการให้คำปรึกษา เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกที่ได้ไปต่อยอดเพื่อตอบสนองผลกระทบและวางกลยุทธ์ด้านการตลาดให้เกิดประโยชน์ที่ดีต่อแบรนด์

“สิ่งที่แบรนด์ต่างๆ ต้องการจากเรา คือการตอบสนองอย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดปัญหา ซึ่งซอฟต์แวร์จะตรวจพบได้แบบเรียลไทม์ แจ้งเตือนให้ลูกค้าทราบโดยเร็วเพื่อพร้อมรับมือกับกระแสต่างๆ” ชิตพล กล่าว

ด้านลูกค้าของแสนรู้ ส่วนใหญ่จะเป็นแบรนด์ชั้นนำในทุกธุรกิจทั้งธนาคาร ยานยนต์ โทรคมนาคม อี-คอมเมิร์ซ การบินและสินค้าอุปโภคบริโภค รวมแล้วกว่า 300 ราย ต่างก็เป็นลูกค้าของแสนรู้ทั้งสิ้น ซึ่งบริษัทมีแผนจะเจาะกลุ่มเอสเอ็มอีเพิ่มเติมหลังบริการใหม่ ที่ชื่อว่า อรุณ (Arun) เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ

อุดมศักดิ์ ดอนขำไพร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีและผู้ก่อตั้ง Zanroo กล่าวเสริมว่า อรุณ ถูกออกแบบมาเพื่อประมวลผลข้อมูลมหาศาล หรือบิ๊กดาต้า เพื่อเป็นจุดเปลี่ยนในการยกระดับธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแบรนด์ต่างๆ ทั่วโลก

จุดแข็ง 6 ด้านของอรุณ คือ Targeted Listening, Multi-Language, Real-Time Insight, Intuitive user Control, Data Security, All in One Product จะช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงโลกโซเชียลสำหรับทุกธุรกิจได้มากขึ้น

ด้านราคาสำหรับการให้บริการเริ่มต้นที่ 7 หมื่น หรือ 2 แสน หรือ 3.5 แสนบาท หรือถ้าเป็นแบบกำหนดใช้งานเองขั้นสูงจะแตะ 3 แสนบาท ซึ่งลูกค้าอย่าง ไทยพาณิชย์ กสิกรไทย เอสซีจี ซีพี เนสท์เล่ เรดบูล ต่างก็เป็นกลุ่มท็อปสเปนเดอร์ เพื่อใช้บริการแบบครบวงจรอย่างการกรองข้อมูล สรุปประเด็นต่างๆ บนโลกออนไลน์และเป็นคอลเซ็นเตอร์ด้วย

ทั้งนี้ การเจาะกลุ่มเอสเอ็มอี คาดว่าจะมีแพ็กเกจพิเศษออกมาช่วงปลายปี ด้วยราคาหลักหมื่นต้นๆ เพื่อช่วยให้ทุกกลุ่มธุรกิจสามารถใช้งานเครื่องมือของแสนรู้ได้สะดวกขึ้น

ต้องยอมรับว่าการทำธุรกิจในปัจจุบัน เรื่องของชื่อเสียงบนโลกออนไลน์มีความสำคัญมากขึ้น ทำให้แบรนด์ชั้นนำต่างให้ความสนใจกับการเตรียมกลยุทธ์ออนไลน์และรับมือกับกระแสต่างๆ มากขึ้น เพราะกระแสของธุรกิจไม่ว่าจะแง่ดีหรือร้าย ล้วนเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว ซึ่งแบรนด์ที่ตอบสนองบนโลกออนไลน์อย่างรวดเร็วนั้น จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการขาย และสร้างความภักดีต่อแบรนด์ได้มากขึ้น

 

เทคโนโลยีผู้สูงวัย โอกาสทองธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กรกฎาคม 2560 เวลา 18:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/503256

เทคโนโลยีผู้สูงวัย โอกาสทองธุรกิจ

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

จากอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุของปี 2553 ที่มีอยู่ 8.4 ล้านคน และเพิ่มขึ้นเป็น 12.6 ล้านคน ในปี 2563 นั้น เรียกได้ว่าเป็นจังหวะของการปรับเปลี่ยนทางธุรกิจอีกครั้ง หากภาคธุรกิจไม่เตรียมพร้อมรับมือ ย่อมกลายเป็นเสียโอกาสทางรายได้และคนกลุ่มนี้ต่างจากในปัจจุบันคือมีความพร้อมด้านการรับมือเทคโนโลยีได้ดีกว่าเดิม

วันทนีย์ พันธชาติ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีเพื่อคนพิการและผู้สูงอายุ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากตัวเลขประชากรไทยที่มีกว่า 65 ล้านคนในปัจจุบัน แบ่งเป็นกลุ่มผู้สูงวัยแล้วกว่า 17% หรือประมาณ 10-11 ล้านคน ซึ่งคนกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นตัวแปรสำคัญด้านเศรษฐกิจชาติและมีแนวโน้มที่จะมีการใช้จ่ายมากเป็นอันดับต้นๆ

ปัญหาการจ้างงานของวัยทำงานที่ลดลง ในอีก 26 ปีข้างหน้าที่ประชากรวัยทำงานลดลง 11.2% ทำให้แนวโน้มการจ้างงานจะยืดอายุของผู้สูงวัยที่ยังแข็งแรงออกไป โดยอาจจะใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือให้คนกลุ่มนี้ยังสามารถทำงานต่อไปได้และลดค่าใช้จ่ายภาครัฐในการดูแลคนกลุ่มนี้

ทั้งนี้ กรอบการปฏิรูปที่ภาครัฐวางรากฐานไว้คือ ส่งเสริมการจ้างงาน เพราะผู้สูงวัยจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศ โดยการทำงานนอกจากจะใช้เทคโนโลยีเข้ามาส่งเสริมแล้ว ยังมีการจัดจ้างให้ทำงานแบบออนไลน์ พาร์ตไทม์ เพื่อช่วยให้สะดวกในการลดการใช้แรงงาน พัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบสนองความต้องการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีแก่ผู้ประกอบการที่จ้างผู้สูงวัย รวมทั้งมีการทำงานแบบโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์มากขึ้น

ทางด้านการใช้เทคโนโลยีสำหรับผู้สูงวัยในขณะนี้ เริ่มต้นจากการใช้งานเพื่อสื่อสารอย่างไลน์ เฟซบุ๊ก เพื่อหาข้อมูล แต่ยังเป็นที่น่ากังวลว่า ด้วยข้อมูลที่ไหลไปอย่างรวดเร็ว ผู้สูงวัยยังไม่สามารถรับมือกับการหลั่งไหลข้อมูลที่รวดเร็วได้ดีนัก และยังหลงเชื่อได้ง่าย การมีหน่วยงานส่วนกลางเข้ามาควบคุมจะช่วยเรื่องการดูแลเป็นอย่างดี

ชาติชาย อติชาติ ผู้จัดการเว็บไซต์อาวุโสดอทคอม กล่าวว่า การหาข้อมูลด้านสุขภาพ ฝึกสมองและข่าวสารสำหรับผู้สูงวัยโดยตรงยังมีน้อยทั้งที่คนกลุ่มนี้มีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยในเว็บไซต์มีผู้ใช้งานระดับอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไปที่ต้องการหาข้อมูลสำหรับการใช้ชีวิตในอนาคต

“หลังจากเปิดให้บริการมาเพียง 3 เดือน มีการใช้งานกว่า 5,000 คน/เดือน และติดอันดับการค้นหาเพื่อเข้าใช้งานเป็นอันดับ 8 ของเว็บไซต์ truehit เชื่อว่าในอนาคตจะมีการใช้งานเพิ่มมากขึ้น” ชาติชาย กล่าว

ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่าเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นสำหรับกลุ่มคนสูงวัยในไทยยังมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นในเรื่องของที่พักอาศัย อุปกรณ์ช่วยเหลือสำหรับเดินทาง อุปกรณ์ทางการแพทย์ ศูนย์พักผู้ป่วยและศูนย์สุขภาพจากโรงพยาบาลและหน่วยงานเอกชนต่างๆ ทั้งที่กลุ่มคนสูงวัยมีโอกาสที่จะใช้อุปกรณ์ไอโอทีและบิ๊กดาต้ามากกว่ากลุ่มอื่น

ทรงพล องค์วัฒนกุล อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ไอโอทีและบิ๊กดาต้าเป็นเทคโนโลยีที่ต้องใช้งานร่วมกัน คนที่ต้องการเข้ามาให้บริการด้านการแพทย์และพัฒนานวัตกรรมด้านดิจิทัลเฮลท์แคร์จำเป็นต้องจับสองเทคโนโลยีนี้มาขับเคลื่อนไปด้วยกัน

ยกตัวอย่างในเรื่องของแวร์เอเบิลและไอโอทีที่มีการเก็บข้อมูลด้านสุขภาพผ่านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา แต่ข้อมูลด้านสุขภาพกลับไปอยู่กับผู้ให้บริการด้านอุปกรณ์จากต่างประเทศ ซึ่งหากมีการนำข้อมูลส่วนนี้มาใช้ทางการแพทย์ของไทยจะช่วยในการพัฒนาบริการและการรักษาที่เหมาะสมต่อไป โดยเทคโนโลยีด้านแวร์เอเบิลที่ไทยมีเพียงการใช้คิวอาร์โค้ดเชื่อมต่อกับข้อมูลด้านการติดต่อ เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินในรูปแบบริสแบนด์ของ MIDAT และ ME-D

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีอย่างเอไอที่เริ่มเข้ามามีส่วนในการดูแลสอดส่องผู้สูงวัย ซึ่งเอไอต้องมีข้อมูลเป็นตัวนำทางและนำข้อมูลไปประมวลผลผ่านดาต้าไมนิ่ง เพื่อช่วยให้หุ่นยนต์เอไอมีความฉลาดและเป็นประโยชน์มากขึ้น

แต่ดูเหมือนว่าการใช้เทคโนโลยีสำหรับผู้สูงวัยของไทยยังอยู่ในยุคเริ่มต้น แม้รัฐจะเริ่มให้การสนับสนุนแต่ภาคเอกชนยังตื่นตัวน้อยกว่าที่คาดการณ์ ดังนั้น หากเทรนด์ผู้สูงวัยเป็นที่ตระหนักของภาคเอกชนมากขึ้น ก็น่าจะมีสีสันทางเทคโนโลยีที่น่าสนใจออกมาก แต่อาจต้องใช้เวลารออีกสัก 2-3 ปี ถึงจะมีความชัดเจนกว่านี้ก็เป็นได้

 

ซัมซุงมั่นใจตลาดไทยโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กรกฎาคม 2560 เวลา 06:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/503082

ซัมซุงมั่นใจตลาดไทยโต

ซัมซุงตอกย้ำความเป็นผู้นำ มั่นใจตลาดมือถือไทยยังเติบโต รับยุคไทยแลนด์ 4.0

นายดีเจ โกห์ ประธานธุรกิจโทรคมนาคม บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ เปิดเผยว่า ไทยและเกาหลีต่างเป็นพันธมิตรกันมานานทั้งในแง่ภาพรวมประเทศและธุรกิจของบริษัท และได้ประกาศย้ำความเป็นผู้นำตลาดสมาร์ทโฟน โดยมั่นใจว่าสินค้าและนวัตกรรมใหม่ของบริษัทยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคชาวไทย

ทั้งนี้ แม้ประชากรของไทยจะมีน้อยกว่าอินโดนีเซีย แต่ความสามารถในการบริโภคเทคโนโลยีถือว่าล้ำหน้าไม่แพ้ประเทศอื่นๆ ทำให้ซัมซุงยังคงเดินหน้าสานต่อนวัตกรรมและนำเสนอสินค้าที่ดีสู่ตลาด เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีสินค้าที่เหมาะกับความต้องการต่อเนื่องและตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาด

ขณะที่การสนับสนุนด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นของภาครัฐยิ่งส่งเสริมให้นวัตกรรมหลายอย่างของซัมซุงเดินหน้าไปด้วย เช่น การส่งเสริมให้เกิดสังคมไร้เงินสดด้วยซัมซุงเพย์ ที่มีผู้ใช้งานแล้วกว่า 20 ประเทศทั่วโลก หรือบริการเลขาส่วนตัว บิกซ์บี้ (Bixby) ที่ตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคชาวไทยได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ในภูมิภาคเอเชีย ซัมซุงยังเดินหน้าทำตลาดเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้งานต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดหลัก

 

 

เอกชนรุกแชตบอต หวังเติมเต็มงานบริการลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2560 เวลา 15:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/503054

เอกชนรุกแชตบอต หวังเติมเต็มงานบริการลูกค้า

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

แชตบอต ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการสนทนากับมนุษย์ กำลังกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้การทำธุรกิจคล่องตัวยิ่งขึ้น นับตั้งแต่เฟซบุ๊ก บริษัทโซเชียลมีเดียชื่อดัง ริเริ่มพัฒนาการใช้แชตบอตเมื่อปีทีผ่านมา ทำให้ขณะนี้เอกชนทั่วโลกกว่า 1 แสนแห่งเดินหน้าพัฒนาแชตบอตเพื่อหวังเอามาช่วยทำธุรกิจ โดยเฉพาะงานบริการลูกค้าในการใช้ตอบคำถามและจัดการปัญหาจุกจิกกวนใจลูกค้า ขณะที่เอกชนบางแห่ง เช่น โดมิโน่ พิซซ่า หรือธนาคารแบงก์ ออฟ อเมริกา เริ่มทดลองนำแชตบอตมาใช้งานแล้ว

การใช้งานแชตบอตคาดว่าจะแพร่หลายในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ โดยมาร์เก็ต รีเสิร์ช ฟิวเจอร์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาทางธุรกิจในอินเดีย คาดการณ์ว่าการขยายตัวของแชตบอตทั่วโลก จะเพิ่มขึ้นอีก 23% คิดเป็น 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2 แสนล้านบาท) ภายในปี 2023 จากการที่เอกชนจำนวนมากต้องการนำแชตบอตมาใช้ในงานบริการลูกค้ามากยิ่งขึ้น

รายงานวิจัยดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของ เคนเหยือง ผู้ร่วมก่อตั้ง แคลร์เอไอ สตาร์ทอัพเอไอในฮ่องกง ซึ่งเปิดเผยว่า เอกชนหลายภาคส่วนกำลังทุ่มเงินพัฒนาแชตบอตและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพื่อนำมาใช้ในงานบริการลูกค้า โดยเฉพาะภาคธนาคาร ที่ลงทุนด้านดังกล่าวประมาณ 150 ล้านดอลลาร์/ปี (ราว 5,116 ล้านบาท)

สำหรับเอกชนชาติตะวันตกแล้ว การใช้แชตบอตคงไม่ใช่เรื่องใหม่นัก แต่สำหรับเอกชนจีน การพัฒนาแชตบอตเกิดขึ้นล่าช้ากว่า จนทำให้บริษัทเทคโนโลยีจีนต้องเร่งพัฒนาแชตบอตภาษาจีนเพื่อนำมาใช้ให้บริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

เจอราร์โด ซาลันดรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ร็อกเก็ตบอตส์ ในฮ่องกง เปิดเผยว่า เทคโนโลยีแชตบอตจะเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการยกระดับงานบริการลูกค้า โดยคาดว่าเอกชนทั่วโลกจะนำแชตบอตมาใช้ทำงานส่วนดังกล่าวถึงราว 80% ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า ทำให้บริษัท ร็อกเก็ตบอตส์ แคลร์เอไอมายด์เลเยอร์ ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพเอไอ 3 รายในฮ่องกงจะเตรียมเปิดตัวโปรเจกต์ใหญ่ในการพัฒนาแชตบอตในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

แม้ความก้าวหน้าในการพัฒนาแชตบอตจะรุดหน้าไปมาก แต่ความก้าวหน้าดังกล่าวเกิดขึ้นแค่กับแชตบอตภาษาอังกฤษเท่านั้น

ซาลันดรา กล่าวว่า แชตบอตที่พัฒนาโดยบริษัทไอทีรายใหญ่ เช่น กูเกิล และไอบีเอ็ม มีความแม่นยำในการเข้าใจภาษาอังกฤษถึง 95% แต่เมื่อเทียบกับภาษาจีนแล้ว อัตราความแม่นยำดังกล่าวอยู่ที่เฉลี่ยเพียง 30%

“เทคโนโลยีแชตบอตภาษาอังกฤษพร้อมแล้ว ขาดแค่การนำไปปรับใช้งานจริงเท่านั้น แต่สำหรับในภาษาจีน อัตราความแม่นยำสูงสุดนั้นอยู่ที่ราว 55%”ซาลันดรา กล่าว

ในขณะนี้ การพัฒนาความแม่นยำของแชตบอตภาษาจีนจึงนับเป็นความท้าทายใหญ่ของบรรดาบริษัทไอทีแดนมังกร ซึ่งหากทำได้สำเร็จ คงมีเอกชนจำนวนมากหันมาใช้เทคโนโลยีดังกล่าวอย่างกว้างขวางมากขึ้น

ภาพ…เอเอฟพี

 

แอปเปิ้ลผุดดาต้าเซ็นเตอร์จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/502993

แอปเปิ้ลผุดดาต้าเซ็นเตอร์จีน

แอปเปิ้ลเล็งตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในจีนครั้งแรก ด้านบริษัท มะกันโวยกฎหมายจีนทำแข่งขันไม่เป็นธรรม

บริษัท แอปเปิ้ล อิงค์ เตรียมจับมือกับบริษัท กุ้ยโจว คลาวด์ บิ๊ก ดาต้า อินดัสทรี (ซีจีบีดี) ลงทุน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.4 หมื่นล้านบาท) เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลในจีนขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อปรับตามกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ที่รัฐบาลจีนบังคับใช้เมื่อเดือนก่อน ซึ่งกำหนดว่าบริษัทต่างชาติที่จะให้บริการคลาวด์ในจีนนั้น จำเป็นต้องร่วมมือกับบริษัทท้องถิ่น และเก็บข้อมูลไว้ในจีนเท่านั้น

ทั้งนี้ โฆษกของแอปเปิ้ล ยืนยันว่า บริษัทมีนโยบายการเก็บรักษาและปกป้องข้อมูลอย่างรัดกุม และย้ำว่าไม่มีการสร้างแบ็กดอร์ หรือช่องทางพิเศษเผื่อเอาไว้ไม่ว่าในกรณีใดๆ ขณะที่การสร้างศูนย์ข้อมูลในมณฑลกุ้ยโจวครั้งนี้ ยังมีขึ้นเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทภายในจีน โดยแอปเปิ้ลเป็นบริษัทข้ามชาติแห่งแรกที่ปรับแผนเรื่องศูนย์ข้อมูล ภายหลังจีนผ่านกฎหมายดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.

ก่อนหน้านี้ บริษัทต่างชาติหลาย รายได้วิพากษ์วิจารณ์ว่ากฎหมายฉบับนี้คลุมเครือมากเกินไป และเพิ่มความเสี่ยงด้านกฎระเบียบรวมถึงกรรมสิทธิ์ในข้อมูล ขณะที่ทางการจีนยืนยันว่ากฎหมายนี้ไม่ได้มีเป้าหมายทำให้บริษัทต่างชาติเสียเปรียบการแข่งขัน แต่เพื่อรับมือภัยคุกคามไซเบอร์และการก่อการร้ายเท่านั้น

ในวันเดียวกัน หอการค้าสหรัฐในนครเซี่ยงไฮ้ เปิดเผยผลสำรวจบริษัทสัญชาติสหรัฐ 426 แห่ง ในจีน ตั้งแต่ วันที่ 11 เม.ย.-7 พ.ค. ว่ามีบริษัทถึง 73.5% ที่มีผลประกอบการเติบโตดีขึ้นในปี 2016 หรือมากกว่าในปีก่อนหน้าที่มีสัดส่วนเพียง 61% ซึ่งสะท้อนถึงบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น แม้ว่าจีนจะยังคงเป็นตลาดที่ท้าทายและยังต้องทุ่มความพยายามอีกมากก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจยังระบุ ด้วยว่าภาคธุรกิจยังคงกังวลกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ของจีน รวมไปถึงนโยบาย “เมดอินไชน่า 2025” ที่มีเป้าหมายยกระดับภาคการผลิตในประเทศ ซึ่งบริษัทต่างชาติกังวลว่าจะยิ่งเปิดช่องการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรมที่เอื้อต่อบริษัทสัญชาติจีนมากกว่า โดยผลสำรวจพบว่า บริษัทมากกว่าครึ่งโดยเฉพาะในธุรกิจด้านสุขภาพ เชื่อว่าได้รับการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรมในจีน

 

จับตา! “โลว์คอสต์เอไอ” กำลังมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2560 เวลา 12:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/502848

จับตา! "โลว์คอสต์เอไอ" กำลังมา

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์ postforeign@gmail.com

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดความเคลื่อนไหวใหม่ที่น่าจับตามองในแวดวงอุปกรณ์ไอที เมื่อ อาลีบาบา ยักษ์อี-คอมเมิร์ซ เบอร์ 1 แดนมังกร เปิดตัวอุปกรณ์ลำโพงอัจฉริยะ “ทีมอลล์ จีนี” ขับเคลื่อนด้วยอาลีจีนี ระบบปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ของอาลีบาบา หลังปล่อยให้บริษัทไอทีฝั่งตะวันตกเปิดเผยความก้าวหน้าด้านการพัฒนาเอไออย่างคึกคัก

สิ่งที่น่าสนใจคืออุปกรณ์ผู้ช่วยอัจฉริยะของอาลีบาบามีราคาย่อมเยากว่าบริษัทคู่แข่ง โดยอยู่ที่เพียง 73.42 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,504 บาท) ถูกกว่าเอคโค่ของอเมซอนเกือบเท่าตัวที่ 120-180 ดอลลาร์ (ราว 4,093-6,139 บาท) ซึ่งนอกจากจะราคาถูกกว่าแล้ว ฟังก์ชั่นการใช้งานยังคล้ายคลึงกับเอคโค่ ไม่ว่าจะเป็นระบบการควบคุมอุปกรณ์สมาร์ทโฮมภายในบ้าน การสั่งขอข้อมูลสภาพอากาศ เล่นเพลง รายงานข่าว และการใช้งานอื่นๆ รวมถึงผู้ใช้ยังสามารถสั่งซื้อสินค้าออนไลน์บนทีมอลล์ ผ่านทีมอลล์ จีนี ได้ เช่นเดียวกับการส่งเสียงสั่งของบนอเมซอนผ่านเอคโค่ แต่จุดที่แตกต่างคือลำโพงอัจฉริยะของอาลีบาบารองรับแค่คำสั่งเสียงภาษาจีนกลางเท่านั้น

แม้ตอนนี้ลำโพงอัจริยะของอาลีบาบาจะวางจำหน่ายแค่ในประเทศจีน และมีระบบสั่งการด้วยเสียงแค่ในภาษาจีนกลาง แต่ด้วยราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่ง จึงมีแนวโน้มว่าลำโพงอัจฉริยะของอาลีบาบาอาจได้รับความนิยมในประเทศบ้านเกิด หากอาลีบาบาประสบความสำเร็จในการจำหน่าย ทีมอลล์ จีนี ในจีน การเดินหน้าทำตลาดในต่างประเทศก็อาจไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม

อาลีบาบาไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีจีนรายเดียวที่หวังจับตลาดอุปกรณ์อัจฉริยะ โดยก่อนหน้านี้ เจดีดอทคอม บริษัทอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่อีกแห่งคู่แข่งอาลีบาบาในจีน เปิดเผยว่า กำลังพัฒนาระบบผู้ช่วยอัจฉริยะขับเคลื่อนด้วยเอไอ ชื่อ “หลิงหลง ดิงด่อง” (LingLong DingDong) ด้านไป่ตู้ ยักษ์ไอทีชื่อดังของจีน เริ่มพัฒนาระบบผู้ช่วยดังกล่าวแล้วเช่นกัน ซึ่งมีระบบการใช้งานคล้ายคลึงกับสิริ ผู้ช่วยอัจฉริยะของแอปเปิ้ล

นอกเหนือจากบริษัทแดนมังกรแล้ว ซัมซุงผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่จากเกาหลีใต้ กำลังพัฒนา “เวกา” ลำโพงผู้ช่วยอัจฉริยะสั่งการด้วยเสียงที่เอาบิ๊กซ์บี ระบบเอไอของบริษัทมาผสมผสานเข้าไปในการสั่งการ โดยขณะนี้ซัมซุงยังไม่ได้เปิดเผยคุณสมบัติหรือการใช้งานของอุปกรณ์ดังกล่าว

ทั้งนี้ ตลาดอุปกรณ์ผู้ช่วยอัจฉริยะที่กำลังขยายตัวสดใส เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้บริษัทไอทีหันมาผลิตอุปกรณ์ดังกล่าวมากยิ่งขึ้น โดยบริษัทวิจัยตลาด อีมาร์เก็ตเทอร์ ในสหรัฐ คาดการณ์ว่าชาวอเมริกันเกือบ 36 ล้านคน จะใช้อุปกรณ์ดังกล่าวอย่างน้อย 1 ครั้ง/เดือน ภายในปีนี้ เพิ่มขึ้นเกือบ 130% จากตัวเลขการใช้งานปีที่แล้ว

 

‘เสี่ยวหมี่’เล็งเปิด2,000สาขาลุยบุกอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/502814

'เสี่ยวหมี่'เล็งเปิด2,000สาขาลุยบุกอาเซียน

เสี่ยวหมี่เตรียมเปิดร้าน 2,000 สาขาทั่วโลก พร้อมเน้นขยายธุรกิจในอาเซียนมากขึ้นปีหน้า

เสี่ยวหมี่ ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่จากจีน เตรียมเปิดร้านจำหน่ายสินค้าของบริษัท 2,000 แห่งทั่วโลกภายในอีก 3 ปีข้างหน้า จากเดิมที่เน้นจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก พร้อมเน้นขยายธุรกิจในตลาดอาเซียนมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เสี่ยวหมี่จะร่วมมือกับหุ้นส่วน ในการเปิดร้านค้าดังกล่าวครึ่งหนึ่งจาก จำนวนร้านเป้าหมาย ขณะที่บริษัทจะ บริหารจัดการร้านค้าอีกครึ่งหนึ่ง โดย ตรงจากจีน โดย หวังเซี่ยง รองประธานกรรมการอาวุโสของเสี่ยวหมี่ เปิดเผยว่า การมีหน้าร้านจะทำให้ผู้บริโภคสามารถทดลองใช้สินค้าของบริษัทได้ และอาจเปลี่ยนมุมมองผู้บริโภคต่อคุณภาพสมาร์ทโฟนราคาไม่แพง ของบริษัท อีกทั้งยังช่วยในการแข่งขันกับบริษัทสมาร์ทโฟนคู่แข่ง จากจีน เช่น หัวเว่ย ออปโป้ และวีโว่

หวังเซี่ยง เสริมว่า เสี่ยวหมี่ยังเตรียมเน้นขยายธุรกิจในประเทศอาเซียนมาก ยิ่งขึ้นในปีหน้า เช่น ฟิลิปปินส์ และประเทศยุโรปตะวันออก หลังเปิดสาขาในรัสเซีย สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอียิปต์ รวมถึงเพิ่มโรงงานผลิตในอินเดียและอินโดนีเซียไปแล้วในปีนี้

ทั้งนี้ เสี่ยวหมี่เริ่มขายสมาร์ทโฟนออนไลน์นับตั้งแต่ปี 2010 ในจีน ซึ่งช่วงหนึ่งทำยอดขายมากถึง 2.12 ล้านเครื่อง/วัน นอกจากนี้บริษัทยังเริ่มจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ประเภทอื่น เช่น สายรัด ข้อมืออัจฉริยะและสกู๊ตเตอร์อัจฉริยะ รวมถึงวางแผนพัฒนาอุปกรณ์อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) ด้วยเช่นกัน

ภาพ เอเอฟพี

 

สุดเจ๋ง! ไต้หวันทดสอบรถเมล์ไร้คนขับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กรกฎาคม 2560 เวลา 12:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/502647

สุดเจ๋ง! ไต้หวันทดสอบรถเมล์ไร้คนขับ

ไต้หวันพัฒนารถเมล์ไฟฟ้าปัญญาประดิษฐ์ได้สำเร็จ หวังใช้ในขนส่งสาธารณะในอนาคต

ไต้หวันเริ่มทดสอบรถเมล์ไร้คนขับพลังงานไฟฟ้า โดยการวิจัยและพัฒนาของของมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันร่วมกับบริษัท 7Starlake ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตและพัฒนาระบบขนส่งหลากหลายรูปแบบ โดยรถมินิบัสรุ่น EZ10 นี้จะวิ่งทดลองให้บริการเป็นครั้งแรกโดยเป็นรถที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (A.I.) ในการควบคุมการขับเคลื่อนด้วยแบตเตอร์รี่พลังงานไฟฟ้า

นายทิง เยน ยุน ผู้จัดการทั่วไปของบริษัท 7Starlake กล่าวว่า รถบัสดังกล่าวสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้12คน และสามารถวิ่งได้เร็ว 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต่อการชาร์จ 1 ครั้งใช้เวลาในการชาร์จ 8 ชั่วโมง “เราหวังว่ารถประเภทนี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของขนส่งสาธารณะในอนาคต” นายทิงกล่าว

ผู้โดยสารที่ทดลองใช้บริการรายหนึ่งกล่าวว่า”รู้สึกเหมือนรถยนต์ทั่วไปและวิ่งได้เงียบมาก” ทั้งนี้รถเมล์ดังกล่าวจะวิ่งทดสอบให้บริการเป็นระยะทางสั้นๆภายในมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันจนถึงวันที่ 13 กรกฏาคมนี้

 

ภาพ..Taiwan News

 

 

ภัยไซเบอร์อาจสร้างความเสียหายให้บริษัทประกันกว่า8หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/502296

ภัยไซเบอร์อาจสร้างความเสียหายให้บริษัทประกันกว่า8หมื่นล้าน

คาดภัยไซเบอร์ใหม่อาจกระทบประกันภัยกว่า 8 หมื่นล้าน หลังภัยเกิดถี่ ทั่วโลกเร่งทำประกัน

แกรม นิวแมน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายนวัตกรรมของบริษัท ซีเอฟซี อันเดอร์ไรท์ติง เปิดเผยว่า แม้บริษัทประกันส่วนใหญ่จะรอดพ้นจากการรับประกันภัยโจมตีไซเบอร์ครั้งที่ผ่านมาได้ ทว่าหากในอนาคตมีมัลแวร์ที่ร้ายกาจโดยแพร่ขยายได้ในวงกว้างเหมือนมัลแวร์วอนนาคราย และมีอนุภาพโจมตีที่รุนแรงเหมือนมัลแวร์เพทยา ก็อาจสร้างความเสียหายให้บริษัทประกันภัยในวงเงินสูงถึง 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.52 หมื่นล้านบาท) หรือเทียบเท่ากับเบี้ยประกันสุทธิในรอบปีของตลาด

นิวแมน กล่าวว่า เบี้ยประกันภัยไซเบอร์ขยายตัวขึ้นกว่า 60% ในปีที่แล้ว และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในปีนี้ ขณะที่บริษัท มิวนิก รี ระบุว่า เบี้ยในปี 2016 ขยายตัวแตะ 3,400 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.16 แสนล้านบาท) และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 8,500-1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.9-3.41 แสนล้านบาท) ภายในปี 2020

ทั้งนี้ บริษัทเรคคิต เบนคิเซอร์ กรุ๊ป ในอังกฤษ นับเป็นบริษัทแรกที่ลดคาดการณ์ยอดขายประจำปี หลังเผชิญการโจมตีทางไซเบอร์จนกระทบต่อการผลิตและจัดจำหน่าย ขณะที่บริษัท เอ พี โมลเลอร์ เมอร์สก์ ผู้ให้บริการขนส่งรายใหญ่ ของโลก ซึ่งต้องปิดระบบไปหลายจุดหลังเผชิญการโจมตีนั้น ระบุว่า ยังเร็วไปที่จะคาดการณ์ผลกระทบ

ด้านนิวยอร์กไทมส์ อ้างสำนักงานสืบสวนสอบสวนของรัฐบาลสหรัฐและกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ว่า นับตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา มีแฮ็กเกอร์พยายามเจาะเข้าระบบบริษัทที่ควบคุมดูแลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และพลังงานอื่นๆ ทั้งในสหรัฐและต่างประเทศ อาทิ บริษัท โวล์ฟ ครีก นิวเคลียร์ ในรัฐแคนซัส แต่รายงานไม่ได้ให้รายละเอียดว่ามีการเจาะระบบหรือสร้างความเสียหายได้มากน้อยเพียงใด

ภาพ…เอเอฟพี