‘ดีแทค’ผนึกยูทูบดันลูกค้าใช้ดาต้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 06:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/502004

'ดีแทค'ผนึกยูทูบดันลูกค้าใช้ดาต้า

ดีแทคร่วมมือยูทูบ หวังลูกค้าใช้ดาต้าเพิ่ม สร้างโอกาสรายได้ครึ่งปีหลัง

นายสิทธิโชค นพชินบุตร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค เปิดเผยว่า จากพฤติกรรมการใช้งานยูทูบของคนไทยกว่า 5 แสนคน ในทุกนาที เป็นโอกาสที่ลูกค้าจะใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้น จึงร่วมมือกับยูทูบเพิ่มความสะดวกแก่ลูกค้าเติมเงินให้ซื้อแพ็กเกจเสริมแบบไม่จำกัด บนความเร็วสูงสุด 2 Mbps เพิ่มจากบริการยูทูบได้เลย

ทั้งนี้ การใช้งานดาต้ากว่า 1 ใน 3 ถูกใช้ไปกับการรับชมคอนเทนต์บนยูทูบมากขึ้น ทำให้การร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าที่สามารถซื้อ แพ็กเกจผ่านล็อกอินส่วนตัวได้เลย เพราะปัจจุบันลูกค้าที่ใช้งานโมบายอินเทอร์เน็ตเข้าใจถึงวิธีการซื้ออินเทอร์เน็ตเพิ่มเพื่อให้ใช้งานความเร็วที่สูงต่อเนื่อง

นอกจากนี้ สัดส่วนรายได้ของดีแทคที่มาจากดาต้าเพิ่มขึ้นเป็น 60% จากช่วงปลายปีที่ผ่านมา จากฐานลูกค้า 25 ล้านราย แบ่งเป็น รายเดือน 5 ล้านราย เติมเงิน 20 ล้านราย ซึ่งลูกค้าเติมเงินส่วนใหญ่เลือกซื้อแพ็กเกจเสริมทั้งโทรและเน็ต

ขณะที่ในครึ่งปีหลังดีแทคมีแผนเพิ่มกิจกรรมส่งเสริมการตลาดให้มากขึ้น ทั้งด้านการใช้งานเครือข่ายและสิทธิพิเศษต่างๆ เพื่อเพิ่มการใช้งานเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง โดยมุมการแข่งขันยังคงเน้นเพิ่มส่วนแบ่งรายได้เป็นหลัก ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมารายได้ยังเติบโตดี แม้ปริมาณลูกค้าจะลดลง

 

ไมโครซอฟท์ ปลดพนักงาน 3,000 คน มุ่งจับธุรกิจ “คลาวด์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2560 เวลา 14:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/501967

ไมโครซอฟท์ ปลดพนักงาน 3,000 คน มุ่งจับธุรกิจ "คลาวด์"

บริษัทไมโครซอฟท์ ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ รวมถีงเตรียมปลดพนักงาน 3,000 คนทั่วโลก

ไมโครซอฟท์ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจไอทีประกาศปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ซึ่งจะรวมถึงการปลดพนักงาน 3,000 คนทั่วโลก โดยเป็นการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อพุ่งความสนใจไปในผลิตภัณฑ์ Azure ซึ่งอยู่ในธุรกิจคลาวด์
ด้านโฆษกของไมโครซอฟต์เปิดเผยว่า พนักงานที่จะถูกปลดออกมีจำนวนไม่ถึง 10% ของพนักงานในฝ่ายขาย และราว 75% ของการปลดจะเป็นพนักงานภายนอกสหรัฐ

ธุรกิจคลาวด์ของไมโครซอฟต์มีการขยายตัวอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา โดย Azure ซึ่งมียอดใช้งานสูงขึ้น 93% ในไตรมาสที่ผ่านมา ทั้งนี้ บริษัทไมโครซอฟต์มีพนักงานกว่า 71,000 คนในสหรัฐ และ 121,000 คนทั่วโลก

ภาพ..เอเอฟพี

 

อาลีบาบาลุยเอไอโลว์คอสต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/501826

อาลีบาบาลุยเอไอโลว์คอสต์

“อาลีบาบา”  ส่ง “ทีมอลล์ จีนี เอ็กซ์ 1” ลงตลาดจีนเป็นทางการ

อาลีบาบาเปิดตัว ทีมอลล์ จีนี่ ลำโพงปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) สั่งการด้วยเสียง ในราคา 499 หยวน (ราว 2,500 บาท) ซึ่งถูกกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับค่ายอเมซอนและกูเกิล โดยบริษัทไอทีจีนกำลังแข่งขันในตลาดเอไอกันมากขึ้น

ภาพ รอยเตอร์ส

 

 

 

ยูทูบชี้เทรนด์โฆษณา เปิดฟีเจอร์ชมคอนเทนต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กรกฎาคม 2560 เวลา 05:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/501626

ยูทูบชี้เทรนด์โฆษณา เปิดฟีเจอร์ชมคอนเทนต์

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ตัวเลขการรับชมยูทูบของคนทั่วโลก 1,000 ล้านชั่วโมง/วัน หรือราว 1 แสนปี/วัน ขณะที่ไทยติดอันดับท็อปเทนของโลก ซึ่งคนไทย 71% ดู ยูทูบมากกว่า 1 ครั้ง/วัน และ 89% เข้าดูทุกวัน แบรนด์สินค้าต่างๆ จึงปฏิเสธไม่ได้สำหรับการทุ่มงบลงทุนโฆษณาผ่านยูทูบเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้หลายช่องทาง

ไมเคิล จิตติวาณิชย์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด กูเกิล ประเทศไทย เปิดเผยว่า นโยบายยูทูบโกลบอล มุ่งเน้นให้ผู้ชมสามารถค้นหาคอนเทนต์ได้ง่าย ด้วยการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะและในปีที่ผ่านมาเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่มากกว่า 160 ฟีเจอร์ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือช่วยสร้างประสบการณ์การรับชมดีไวซ์ให้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมือถือที่การรับชมเติบโตมากกว่า 90%

ประเด็นที่ต้องจับตามองในไทย คือ การดูผ่านทางสมาร์ททีวีเติบโตมากที่สุดมากกว่า 2 เท่าตัว ขณะที่การดาวน์โหลดวิดีโอมากกว่า 1 ล้านชั่วโมง และมีจำนวนโกลด์ ชาแนล หรือช่องที่จำนวนติดตามมากกว่า 1 ล้านคน ราว 55 ช่อง และคาดว่า ปีหน้าแตะ 100 ช่อง

ทั้งนี้ มี 3 เทรนด์คอนเทนต์ที่คนไทยให้ความสนใจ คือ 1.อาหารและเครื่องดื่ม การรับชมมากกว่า 1,400 ปี/เดือน 2.เรื่องความงามและฟิตเนสมากกว่า 1,300 ปี/เดือน 3.รถยนต์และยานยนต์ 1,100 ปี/เดือน โดยปัจจุบันการเข้าถึงผู้ชมในยุคนี้ทำได้ง่ายขึ้น เพราะสื่อมีหลากหลายช่องทางแต่การที่ทำโฆษณาและจะดึงความสนใจได้นั้นเป็นเรื่องยาก

สำหรับเทรนด์โฆษณา 6 เดือน (ม.ค.-มิ.ย.) พบว่า 10 โฆษณาที่ติดอันดับ YouTube Ads Leaderboard อาทิ ซันซิล เมย์เบลลีน วอลล์ เป็นต้น โดยเทรนด์การนำเสนอคอนเทนต์ที่น่าสนใจ 3 เทรนด์ ได้แก่ เทรนด์ที่ 1 เน้นการเล่าเรื่องมากกว่าการขาย ที่สำคัญ คือ การสร้างคอนเทนต์ต้องเข้าใจผู้บริโภคและแบรนด์ ซึ่งโฆษณาจะสั้นหรือยาวหากแต่เนื้อหาดีคนก็เลือกดู

เทรนด์ที่ 2 เพลงติดหู โฆษณาที่ไม่มีเพลงหรือดนตรี จะไม่ค่อยได้รับความสนใจ ซึ่งโฆษณาส่วนใหญ่ใน 10 อันดับนี้ มีการนำเพลงยอดนิยมมาใช้ เพื่อให้เรื่องราวดึงดูดและตรึงความสนใจจากผู้ชม และ 95% ของโฆษณาบนยูทูบเป็นโฆษณาที่มีเสียง ส่วนกลยุทธ์ยอดนิยม เทรนด์ที่ 3 การใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง ช่วยดึงดูดให้คนเข้ามาชมโฆษณา แสดงให้ความเห็นว่าคนไทยสนใจบุคคลที่มีชื่อเสียงผ่านทางสื่อออนไลน์และออฟไลน์

การทำโฆษณาที่ดีต้องวัดจำนวนการรับชม การได้ยิน และระยะเวลาการรับชม แต่หัวใจหลักที่จะดึงความสนใจได้ คือ การสร้างสรรค์คอนเทนต์และเลือกไทมิ่งที่ใช่สำหรับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์

 

ยูทูบชี้ กสทช.ห้ามโฆษณาผลกระทบตกอยู่ที่เอเจนซี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กรกฎาคม 2560 เวลา 17:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/501601

ยูทูบชี้ กสทช.ห้ามโฆษณาผลกระทบตกอยู่ที่เอเจนซี่

ยูทูบยังไม่ชี้ชัดขึ้นทะเบียน OTTหรือไม่ ระบุกสทช.ยังไม่ประกาศออกมาให้ชัดเจนว่าข้อตกลกคืออะไร ระบุหากห้ามลงโฆษณาผลเสียตกอยู่ที่เอเจนซี่

จากกรณีที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดให้ผู้ประกอบการบริการ Over The Top (OTT)  มาแจ้งขึ้นทะเบียนเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ที่ผ่านมา แต่สองผู้ประกอบการรายใหญ่อย่าง เฟซบุ๊ก (Facebook) และยูทูบ (Youtube) ยังไม่มาขึ้นทะเบียน ขณะที่กสทช.ขีดเส้นตายให้ขึ้นทะเบียนภายในวันที่ 22 ก.ค. นี้ ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็นกิจการที่ผิดกฎหมายไทยนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ก.ค. โฆษกฝ่ายประชาสัมพันธ์กูเกิล ประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของยูทูบ กล่าวถึงกรณีนี้ว่า ทีมกฎหมายของกูเกิลที่สิงคโปร์กำลังศึกษากฎนี้อยู่ อย่างไรก็ตามตั้งแต่มีการประกาศออกมาเรายังไม่เห็นกฎหรือข้อระเบียบของกสทช.ที่ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะฉะนั้นยังไม่มีการยืนยันว่าเราจะมีแนวทางแบบไหน แต่เมื่อมีกำหนดเส้นตายให้ขึ้นทะเบียนภายในวันที่ 22 ก.ค.นี้ เราคงมีการตอบกลับไปภายในวันดังกล่าว

“เรายังไม่ทราบว่ากสทช.ต้องการอะไร เรายังไม่ทราบเลยว่าคำว่าไปลงทะเบียนแปลว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะว่ากสทช.ยังไม่ได้ประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรออกมาว่าข้อตกลงนี้คืออะไร” โฆษกฝ่ายประชาสัมพันธ์กูเกิล ประเทศไทย กล่าว

ส่วนผลกระทบหากยูทูบขึ้นทะเบียนไม่ทันวันที่ 22 ก.ค.นั้น แน่นอนว่าถ้ากฎออกมาแล้วผิดกฎหมายเราก็ต้องได้รับผลกระทบ แต่ตอนนี้สิ่งที่ยูทูบร่วมกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตระดับโลกทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไลน์  ก็คือเราทั้งหมดอยู่ภายใต้สมาพันธ์อินเทอร์เน็ตแห่งเอเชีย (AIC) ซึ่งเราต้องการคือความชัดเจนว่าข้อกฎหมายนี้คืออะไรต้องการควบคุมจัดการด้านไหน ทันทีที่ทุกอย่างชัดเจนทาง AIC ก็จะมีข้อตกลงที่ชัดเจนขึ้น อย่าไปมองว่า AIC เป็นลHอบบี้ยิสต์ AIC เป็นองค์กรที่บริษัทอินเทอร์เน็ตใหญ่ๆในโลกรวมตัวกันอยู่ภายใต้นั้นเพราะเราไม่สามารถเข้าไปต่างคนต่างพูดได้ สิ่งที่ดีที่สุดเข้าไปในฐานะตัวแทน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราจึงขอให้ติดต่อพูดคุยกับ AIC เพราะจะได้เป็นเสียงเดียวกัน

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า กูเกิลสำนักงานใหญ่ที่สหรัฐฯติดต่อจะเข้าพบกับกสทช.นั้น ปกติกูเกิลสำนักงานใหญ่ติดต่อกับทางกสทช.และกระทรวงดีอีอยู่ตลอดเวลา เราอยู่ในประเทศไหนเราก็คุยกับรัฐบาลประเทศนั้น กูเกิลสำนักงานใหญ่มีการพูดคุยกับฝ่ายรัฐบาลไทยบ่อยและคุยกันหลายเรื่องไม่ใช่เฉพาะเรื่อง OTT

“AIC เป็นตัวแทนพวกเราอยู่แล้ว ถ้ามีการติดต่อ AIC จะเป็นคนตอบคำถาม และจัดการ เพื่อความเป็นเอกภาพ กูเกิล ยูทูบ เฟซบุ๊ก ไลน์ จะได้เป็นเสียงเดียวกัน” โฆษกฝ่ายประชาสัมพันธ์กูเกิล ประเทศไทย กล่าว

ส่วนกรณีที่ กสทช. ขอความร่วมมือบริษัทที่ลงโฆษณาแพลตฟอร์มดิจิทัลมากที่สุด 47 บริษัท ให้หยุดลงโฆษณาบน เฟซบุ๊ก–ยูทูบ หากไม่มาลงทะเบียน OTT นั้น โฆษกฝ่ายประชาสัมพันธ์กูเกิล ประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบกับเรา ยังไม่มีการหยุดโฆษณาใด ๆ ส่วนกรณีหากพ้นวันที่ 22 ก.ค.ยูทูบยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน OTTนั้น บริษัทก็จะได้รับผลกระทบเพราะถือว่าผิดกฎหมาย แต่เบื้องต้นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือยูทูบครีเอเตอร์ที่หลายคนมีชื่อเสียงและรายได้จากการทำคอนเทนต์บนยูทูบ ขณะที่บริษัทโฆษณา สมมติบอกว่าห้ามซื้อโฆษณากับยูทูบประเทศไทย แต่ทุกบริษัทต้องพึ่งดิจิทัลแพลตฟอร์ม ดังนั้นบริษัทก็อาจจะไปซื้อเข้ามาจากต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ หรือ สหรัฐอเมริกา ดังนั้นผู้ที่ได้รับผลกระทบน่าจะเป็นเอเจนซี่โฆษณามากกว่า

 

ซัมซุงเตรียมขาย “กาแล็กซี่ โน้ต 7″รุ่นปรับปรุงราคาถูกกว่าเดิม30%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2560 เวลา 15:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/501386

ซัมซุงเตรียมขาย "กาแล็กซี่ โน้ต 7"รุ่นปรับปรุงราคาถูกกว่าเดิม30%

ซัมซุงเตรียมวางขายสมาร์ทโฟน “กาแล็กซี่ โน้ต 7 แฟนอิดิชัน” ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ในเกาหลีใต้ 7 ก.ค.นี้ ราคาถูกกว่าเดิม 30%

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนสัญชาติเกาหลี เตรียมเริ่มวางจำหน่ายสมาร์ทโฟนรุ่น กาแล็กซี่ โน้ต 7 ที่ผ่านการปรับปรุงใหม่ ในประเทศเกาหลีใต้ในวันที่ 7 ก.ค.นี้

ซัมซุง แถลงว่า บริษัทจะนำสมาร์ทโฟนที่ใช้ชื่อรุ่นว่า กาแล็กซี่ โน้ต 7 แฟนอิดิชัน (Galaxy Note 7 Fan Edition) จำนวน 400,000 เครื่อง มาวางจำหน่ายในประเทศกาหลีใต้ สนนราคา 699,600 วอน หรือประมาณ611 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถูกลงกว่าราคา กาแล็กซี่ โน้ต 7 รุ่นเดิมประมาณ 30%

สมาร์ทโฟนรุ่นกาแล็กซี่ โน้ต 7 แฟนอิดิชัน นี้ ถูกผลิตขึ้นจากอุปกรณ์เดิมของ กาแล็กซี่ โน้ต 7 แต่ได้รับการปรับปรุงแบตเตอรี่ให้ใช้พลังงานน้อยลง และผ่านการทดสอบตามมาตรฐานความปลอดภัยใหม่

ทั้งนี้ ซัมซุงได้ประกาศยุติการจำหน่ายและผลิต กาแล็กซี่ โน้ต 7 ในเดือนต.ค.ปีที่แล้ว หลังจากเกิดเหตุการณ์เครื่องลุกไหม้และร้อนจัด ภายหลังเปิดขายไปเพียง 2 สัปดาห์ โดยปัญหาดังกล่าวยังเกิดกับเครื่องที่เปลี่ยนใหม่ให้กับลูกค้า จนเป็นเหตุให้ซัมซุงตัดสินใจยุติการผลิตถาวรในเวลาต่อมา และส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของบริษัท

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซัมซุงได้ออกมาประกาศว่า จะนำกาแล็กซี่ โน้ต 7 ที่ผ่านการปรับปรุงแล้วมาวางจำหน่าย และระบุว่าสาเหตุที่ทำให้เครื่องติดไฟนั้น เกิดจากความผิดพลาดในการทำงานของแบตเตอรี่

ซัมซุงกล่าวว่า จะพิจารณาถึงการวางจำหน่าย  กาแล็กซี่ โน้ต 7 แฟนอิดิชัน ในประเทศอื่นๆ ภายหลัง แต่ไม่มีแผนที่จะวางจำหน่ายสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวในสหรัฐอเมริกาและอินเดีย

“คุยกับรถ”ช่วยลดอุบัติเหตุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2560 เวลา 15:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/501048

"คุยกับรถ"ช่วยลดอุบัติเหตุ

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

บางครั้งอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงได้ยาก แม้ผู้ขับขี่จะระมัดระวังตัวมากเพียงใดก็ตาม โดยเว็บไซต์เดอะ ไวร์ดที่นำเสนอข่าวเทคโนโลยีและข่าวทั่วไปในกระแส ระบุว่า ผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์มีแนวโน้มได้รับบาดเจ็บหนักกว่าผู้ขับขี่รถยนต์เกือบ 30 เท่าเมื่อประสบอุบัติเหตุบนท้องถนน

ด้วยเหตุนี้ ออโต้ทอล์กส์ สตาร์ทอัพในอิสราเอลจึงคิดหาวิธีลดอุบัติเหตุบนท้องถนนของผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ โดยจับมือกับบอช บริษัทด้านวิศวกรรมและผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่สัญชาติเยอรมัน พัฒนาระบบการสื่อสารกับมอเตอร์ไซค์ Bike-to-Vehicle (B2V) ซึ่งจะประเมินสภาพแวดล้อมในบริเวณโดยรอบควบคู่กับสภาวะของรถ เช่น ความเร็ว ทิศทางการเคลื่อนที่ และระบบการเบรก เพื่อส่งเสียงแจ้งเตือนผู้ขับล่วงหน้าหากมีแนวโน้มจะเกิดอุบัติเหตุขึ้น

ออโต้ทอล์กส์ เปิดเผยว่า ระบบดังกล่าวต่อยอดมาจากระบบ Bike-to-Everything (B2X) ของบริษัท ที่ช่วยให้มอเตอร์ไซค์สามารถเชื่อมต่อกับมอเตอร์ไซค์และรถยนต์คันอื่นๆ ได้ ผ่านเทคโนโลยีการใช้คลื่นความถี่สั้นเพื่อการสื่อสารระยะใกล้ หรือที่เรียกว่า Dedicated short-range communication (DSRC) ซึ่งจะรับส่งข้อมูลขนาดเล็กไปมาระหว่างเครือข่ายรถ เช่น ตำแหน่งรถ ความเร็ว ทิศทางการเคลื่อนที่ โดยไม่จำกัดว่าเป็นรถประเภทใด

นอกจากนี้ เทคโนโลยี DSRC ยังสามารถทำงานได้แม้รถคันที่ใช้งานระบบมองไม่เห็นรถคันอื่นๆ ในเครือข่ายก็ตาม อีกทั้งการติดตั้งระบบ DSRC มีราคาไม่สูงใช้พลังงานไฟฟ้าน้อย และตัวอุปกรณ์มีขนาดเล็กจนสามารถติดที่ส่วนใดของรถมอเตอร์ไซค์ก็ได้

จากการทดสอบล่าสุดกับรถมอเตอร์ไซค์ดูคาตินั้น ระบบ B2V ของออโต้ทอล์กส์ทำงานได้ดี โดยสามารถเชื่อมต่อและรับส่งข้อมูลระหว่างเครือข่ายรถมอเตอร์ไซค์ด้วยกันอย่างราบรื่น

“นี่เป็นทางออกราคาประหยัด ซึ่งสำคัญมากสำหรับบรรดาผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์โดยระบบ B2V สามารถทำงานได้ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิแตกต่างกัน และติดตั้งอุปกรณ์ไว้ตรงจุดใดของรถก็ได้” อนน์ ฮาราน ผู้ร่วมก่อตั้งออโต้ทอล์กส์ กล่าว

ฮารานเสริมว่า ระบบ B2V ยังสามารถขยายขอบเขตการใช้งานไปยังยานพาหนะชนิดอื่นๆ เช่น จักรยาน รวมถึงเพิ่มความปลอดภัยให้ชาวเมืองสูงวัยที่เดินอยู่ตามท้องถนนเพียงแค่มีสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่อกับไว-ไฟ อีกทั้งยังอาจนำไปประยุกต์ใช้งานกับรถยนต์ไร้คนขับด้วยเช่นกัน ในการส่งต่อข้อมูลสิ่งกีดขวางและหลบหลีกยานพาหนะต่างๆ

ด้านบอชซึ่งเป็นพันธมิตรในการพัฒนาร่วมกับออโต้ทอล์กส์ และศึกษาผลลัพธ์จากการนำระบบ B2V มาใช้งาน คาดว่าระบบ B2V อาจช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นกับผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ได้ราว 1 ใน 3 ในเยอรมนี ซึ่งบริษัทดำเนินการศึกษาในพื้นที่ดังกล่าว

แม้ระบบ B2V จะเป็นความหวังใหม่ในการลดอุบัติเหตุบนถนน แต่ในการใช้งานเทคโนโลยีนี้อย่างมีประสิทธิภาพ รถทุกคันต้องติดตั้งระบบดังกล่าว ซึ่งกว่าจะทำเช่นนั้นได้ต้องผ่านการพิจารณาจากรัฐบาลเสียก่อน และแต่ละประเทศเองก็มีกฎระเบียบด้านจราจรที่แตกต่างกันไป

เอจิล จูลิอัสเซน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเทคโนโลยีรถยนต์จากบริษัทวิจัย ไอเอชเอสมาร์กิต เปิดเผยว่า สำหรับในประเทศสหภาพยุโรป (อียู) การนำระบบ B2V มาติดตั้งที่รถอาจเป็นไปได้ยากในขณะนี้ แต่สำหรับที่สหรัฐ เริ่มมีความเป็นไปได้อยู่บ้าง เนื่องจากหน่วยกำกับดูแลความปลอดภัยบนถนนของสหรัฐกำลังพิจารณาออกกฎให้รถใหม่ต้องติดตั้งระบบดังกล่าว

 

เอไอซีค้านคุมโอทีที ส่งหนังสือแจงกสทช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/500818

เอไอซีค้านคุมโอทีที ส่งหนังสือแจงกสทช.

เอไอซี ตัวแทนเฟซบุ๊ก กูเกิล ร่อนจดหมายถึงประธาน กสทช. ค้านคุมโอทีที “นที” ยันเดินหน้า

นายเจฟ เพน ผู้อำนวยการสมาคมความร่วมมืออินเทอร์เน็ตเอเชีย (เอไอซี) ผู้แทนเฟซบุ๊ก กูเกิล ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) วิจารณ์การกระทำของ กสทช.เกี่ยวกับการออกกฎควบคุมบริการโอทีที

ทั้งนี้ ใจความหลัก ระบุว่า กฎควบคุมโอทีทีจะเป็นผลเสียอย่างมากต่อผู้บริโภคและผู้ผลิตคอนเทนต์ และสกัดการเข้ามาลงทุนในภาคส่วนดิจิทัล บั่นทอนเป้าหมายของรัฐบาลในการผลักดันแผนไทยแลนด์ 4.0

นอกจากนี้ เอไอซียังเรียกร้องให้ กสทช.เผยแพร่ร่างนโยบายใหม่ดังกล่าวต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความเห็น เนื่องจาก กสทช.ยังไม่ได้ออกกฎใดๆ แต่กำหนดให้บริษัทต้องลงทะเบียนเป็นผู้ให้บริการโอทีที ภายใน 30 วัน

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการ กสทช. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โอเวอร์ เดอะ ท็อป (โอทีที) กล่าวว่า ไม่ขอตอบคำถามในจดหมายของเอไอซี แต่หากผู้ให้บริการมีข้อกังวลให้ติดต่อ กสทช.โดยตรง ไม่ต้องผ่านเอไอซี

อย่างไรก็ตาม เตรียมนำจดหมายดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะอนุกรรมการโอทีทีในสัปดาห์หน้า ซึ่งเป็นการแจ้งให้ที่ประชุมทราบเกี่ยวกับเนื้อหาในจดหมายเท่านั้น แต่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแนวทางการกำกับดูแล เพราะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดแล้ว

ภาพประกอบข่าว

 

บีบโฆษณาเลิกซื้อ’โอทีที’นอกระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มิถุนายน 2560 เวลา 07:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/500623

บีบโฆษณาเลิกซื้อ'โอทีที'นอกระบบ

กสทช.เรียกเจ้าของสินค้ารายใหญ่ กระตุ้นใช้ธรรมาภิบาล ลงโฆษณาโอทีทีไม่เข้าระบบ

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โอเวอร์ เดอะ ท็อป หรือโอทีที เปิดเผยว่า ได้ขอความร่วมมือกับบริษัทใหญ่ 47 รายใน 7 กลุ่มธุรกิจ เช่น โตโยต้า ฮอนด้า อีซูซุ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารไทยพาณิชย์ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ และบริษัท ศุภาลัย บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย โฮลดิ้งส์ และบริษัท ปตท. เป็นต้น ให้ลงโฆษณากับผู้ให้บริการโอทีทีที่เข้าระบบอย่างถูกต้อง

“เราไม่ต้องการใช้มาตรการที่รุนแรงเหมือนประเทศเพื่อนบ้าน ที่กำกับดูแลบริการโอทีทีอย่างเข้มข้น เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ที่ใช้มาตรการทางภาษีเรียกเก็บจากผู้ประกอบการ โดยในเบื้องต้นจะยึดตามแนวทางธรรมาภิบาลเป็นหลัก การลงโฆษณากับผู้ไม่เข้าระบบ ถือว่าทำผิดทางอ้อม ถ้าจำเป็นต้องใช้มาตรการทางกฎหมาย” พ.อ.นที กล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2559 การโฆษณาในตลาดโอทีทีของไทยมีมูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในช่องทาง เฟซบุ๊ก 2,800 ล้านบาท และช่องทางยูทูบ 1,000-1,500 ล้านบาท โดยผู้ให้บริการทั้งสองราย และเน็ตฟลิกซ์ ยังไม่เข้าระบบ ซึ่ง กสทช.จะให้เวลาถึง 22 ก.ค.นี้

 

ศึกชิปเซตเดือด!! จับตาสองยักษ์สลับยุค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2560 เวลา 14:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/500569

ศึกชิปเซตเดือด!! จับตาสองยักษ์สลับยุค

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ใครจะไปคาดคิดว่า ในยุคที่คนทั่วโลกเปลี่ยนตัวเองจากการทำงานแบบดั้งเดิมมาเป็นใช้งานเทคโนโลยีและลงทุนระบบไอทีกันมหาศาล กลับเป็นการสลับขั้วของยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิ้นส่วนชิปเซตสำหรับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์

อินเทลก่อตั้งขึ้นโดย กอร์ดอน มัวร์ (Gordon Moore) และโรเบิร์ต นอยซ์ (Robert Noyce) ผู้เชี่ยวชาญด้านสารกึ่งตัวนำ โดยเป็นอดีตพนักงานของ Fairchild Semiconductor หลัง อินเทล อินไซด์ ประสบผลสำเร็จอย่างกว้างขวางในช่วงทศวรรษ 1990 ชื่อของอินเทลก็กลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปในทันที โดยมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่รู้จักคือ หน่วยประมวลผลกลางตระกูลเพนเทียม (Pentium)

ขณะที่ แอดวานซ์ ไมโคร ดีไวซ์ หรือ เอเอ็มดี (AMD) บริษัทสัญชาติอเมริกันก่อตั้งเมื่อปี 1969 โดยพนักงานเก่าจากบริษัท Fairchild Semiconductor เช่นกัน โดยเป็นผู้ผลิตสินค้าเกี่ยวกับเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งยังพัฒนาซีพียูและเทคโนโลยีต่างๆ ออกสู่ตลาด

สำหรับผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นที่รู้จัก ได้แก่ ไมโครโพรเซสเซอร์ตระกูล APU, Phenom II, Athlon II, Opteron สำหรับเซิร์ฟเวอร์และชิปกราฟฟิก Readeon เป็นผู้ผลิตอันดับ 2 ในตลาดของไมโครโปรเซสเซอร์ ทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้ผลิตชิปกราฟิกการ์ดรายใหญ่ของโลก

เอเอ็มดีนับเป็นคู่แข่งที่สำคัญของอินเทลในตลาดไมโครโปรเซสเซอร์ และมีคดีความฟ้องร้องกันอยู่ในหลายประเทศ เรื่องอินเทลผูกขาดการค้า ปัจจุบันได้ทำการยอมความกันไปแล้ว (ที่มา : วิกิพีเดีย)

ก่อนหน้านี้ ผู้บริหารใหญ่ของเอเอ็มดีได้ประกาศในงาน Computex 2017 ไว้ว่าจะมีการเปิดตัว ผลิตภัณฑ์ EPYC โปรเซสเซอร์ประสิทธิภาพสูงตระกูลใหม่สำหรับใช้กับดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งที่ติดตั้งอยู่ในองค์กรและที่อยู่บนระบบคลาวด์

จากนั้นเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2560 ที่ผ่านมา ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวในงาน Celebrate The New Center of Data : EPYC ว่า “AMD is Back!!” และเชื่อมั่นว่าผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่นี้จะสร้างทั้งชื่อและรายได้ให้เอเอ็มดีเป็นเจ้าตลาดชิปเซตได้ในอนาคต

ลิซา ซู ประธานและซีอีโอ AMD กล่าวว่า โปรเซสเซอร์ EPYC จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้แก่อุตสาหกรรมชั้นนำ คลาวด์และเครื่องยนต์ระบบอัจฉริยะ สำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ และเชื่อมั่นว่าผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่นี้จะมีทิศทางการเติบโตกว่า 70% และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“เรามั่นใจกลยุทธ์และการเดินหน้าธุรกิจของเรา ว่าตรงกับสิ่งที่ตลาดกำลังต้องการเพื่อเดินหน้าเรื่องเทคโนโลยีในขณะนี้ จากผลสำรวจพบว่า 52% ขององค์กรในยุคนี้ ต้องการสินค้าที่ตรงกับโครงสร้างของธุรกิจ ซึ่งเราจะมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออนาคตต่อไป” ลิซา ซู กล่าว

ทั้งนี้ เอเอ็มดี มองว่า ตลาดคอมเมอร์เชียลมีโอกาสโตสูงมาก เพราะภาคธุรกิจต้องการสินค้าที่มีคุณภาพสูงและบริษัทก็มั่นใจว่าโปรดักต์มีความโดดเด่นตอบโจทย์การทำงานในแต่ละด้าน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างสถาปัตยกรรมขององค์กรเพื่อสร้างคลาวด์หรือดาต้าเซ็นเตอร์ในองค์กร รวมทั้งฟีเจอร์ต่างๆ ที่จะช่วยตอบโจทย์ด้านกราฟฟิกให้ทำงานดีขึ้น

ขณะที่โรดแมปต่อจากนี้ไปจะเน้นตลาด APEC เพราะยังมีความต้องการสินค้าที่มีความสามารถขั้นสูงและมีเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่รองรับการออกแบบนวัตกรรมระดับสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือโรบอต ผ่านอุปกรณ์และระบบคลาวด์

ทั้งนี้ เหตุผลที่จะทำให้เอเอ็มดีประสบความสำเร็จคือ มีกลยุทธ์ที่แตกต่างแข็งแกร่งด้านนวัตกรรมใหม่และมีโรดแมปแบบผู้นำ รวมทั้งโฟกัสในสิ่งที่แตกต่าง ผลิตภัณฑ์ EPYC ถือว่าเป็นโลกแห่งความจริงใบใหม่ในตลาดที่จะสร้างความน่าสนใจ นอกจากดีไซน์ที่แตกต่างแอพพลิเคชั่นที่น่าสนใจ คุณยังได้รับประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร

จากการประกาศกลยุทธ์ในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่า เอเอ็มดี เดินหน้าเต็มสูบพร้อมมีความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์แทบจะทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น Baidu, ASUS, Microsoft, Bloomberg, Dropbox, Gigabyte Technology, Lenovo, Samsung เป็นต้น

ดูเหมือนว่างานนี้จะกลายเป็นศึกหนักของทางอินเทลที่กำลังเพลี่ยงพล้ำ หากไม่เร่งปรับตัวประกาศเรียกความมั่นใจจากภาคธุรกิจอีกครั้ง อาจเสียโอกาสในการทำตลาดเอเชียอีกมาก เพราะตลาดประเทศไทยในขณะนี้ การดูแลภาพรวมธุรกิจถูกถอนสมอไปรวมกับออฟฟิศที่สิงคโปร์เสียแล้ว ดูเหมือนศึกชิปเซตครั้งนี้จะไม่ธรรมดา อาจถึงขั้นเปลี่ยนยุคกันเลยทีเดียว