“ซูเปอร์ เรโทร บอย” ฟื้นคืนชีพเครื่องเกมพกพาในตำนาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2560 เวลา 14:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/500568

"ซูเปอร์ เรโทร บอย" ฟื้นคืนชีพเครื่องเกมพกพาในตำนาน

ในโลกยุคปัจจุบัน ความนิยมของเกมออนไลน์และเกมบนสมาร์ทโฟนได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่งผลกระทบต่อธุรกิจเครื่องเล่นเกมพกพาโดยตรงอย่าง “เกมบอย” (Game Boy) จนทำให้พักหลังๆ ไม่ค่อยได้เห็นผลิตภัณฑ์เครื่องเล่นเกมพกพาออกมาวางขายในตลาดมากนัก

โดย… www.beatroot.cc

เจ้าเครื่องเล่นเกมพกพาอย่างเกมบอยนี้ ผลิตวางจำหน่ายครั้งแรกในช่วงปี 1989 นับจากวันนั้นจนวันนี้ก็เกือบจะ 28 ปีเต็มแล้ว แต่กาลเวลาที่ผ่านไปเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็เข้ามาแทนที่ทำให้เกมบอยค่อยๆ เลือนรางไปจากความทรงจำ

ว่าไปแล้ว เกมบอย สามารถเรียกได้ว่าเป็นตำนานเครื่องเล่นเกมสุดคลาสสิกที่ทุกคนต้องรู้จักกันดี

เกมสนุกๆ ที่อยู่ในความทรงจำของหลายๆ คน สามารถพกพาไปไหนได้ ถอดเปลี่ยนตลับเกมได้อย่างหลากหลาย ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ แถมยังได้มีการผลิตรุ่นต่างๆ ออกมาให้เลือกกันอีกมากมาย จนทำให้กลายเป็นเครื่องเล่นเกมที่มียอดขายสูงที่สุดตั้งรุ่นเปิดตัวจนถึงปัจจุบัน

เกมบอยยุคแรกที่บุกเบิกออกมาตีตลาดเกม ซึ่งทันสมัยมากในยุคเกือบ 30 ปีที่แล้ว เครื่องมีลักษณะเป็นทรงแท่ง มีหน้าจอแอซีดีแสดงผลแบบขาวดำ แบบไม่มีหลอดไฟ ที่มีความละเอียด 160×144 พิกเซล มีปุ่มบังคับทิศทาง D-Pad และปุ่มซีเล็กสตาร์ท และปุ่ม B กับ A ที่มองภาพรวมเหมือนถอดมาจากเครื่องแฟมิคอมที่บังคับง่าย และมีลำโพงขนาดใหญ่อยู่ด้านล่างของเครื่อง

ส่วนด้านซ้ายของเครื่องจะมีที่ปรับคอนทราสต์ เพื่อเพิ่มหรือลดความเข้มของหน้าจอ ส่วนด้านขวาจะมีที่ปรับเสียง และช่องสำหรับเสียบสายเพื่อเชื่อมต่อกับเครื่องอื่น และปุ่มปิดเปิดจะอยู่ด้านบน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวล็อกตลับไม่ให้ดึงออกได้ถ้าไม่ปิดเครื่อง ตัวเครื่องใช้ถ่านไฟฉายแบบ AA 4 ก้อน เล่นต่อเนื่องได้นานถึง 12 ชั่วโมง มากกว่าเครื่องเล่นเกมปัจจุบันมาก

 

โดยจากสถิติครบรอบ 25 ปีที่ผ่านมา เกมบอย สามารถทำยอดขายไปได้มากกว่า 119 ล้านเครื่อง (รวมเกมบอย พ็อกเกต และเกมบอย คัลเลอร์) ส่วนตลับของเกมนั้นก็ขายได้ทั้งสิ้น 501.11 ล้านตลับ หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย จนปรับปรุงพัฒนามาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเกมบอย พ็อกเกต เกมบอย ไลท์ เกมบอย แอดวานซ์ เกมบอย แอดวานซ์ เอสพี และเกมบอย ไมโคร ก่อนจะหันไปผลิตเครื่องเกมพกพาสองจอภายใต้แบรนด์ นินเทนโด ดีเอส แท

ล่าสุด ในงาน CES 2017 ได้ทำการเปิดตัวเกมที่สามารถทำให้ผู้คนกลับไปสนุกเหมือนในวัยเด็กได้อีกครั้ง กับการเปิดตัว “ซูเปอร์ เรโทร บอย” (Super Retro Boy) ซึ่งด้านดีไซน์ ทางเรโทร-บิต ได้ปลุกคืนชีพเกมบอยรุ่นแรก ให้คุ้นหน้าคุ้นตากัน

เพราะมองเผินๆ แล้ว แทบจะเหมือนกับรุ่นเก่าทั้งหมด ความหนาของเครื่องอยู่ในระดับที่พอดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ดูเหมือนว่าจะให้อารมณ์เหมือนเครื่องยุคแรกด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นตัวปุ่มควบคุม  A, B, L และ R รวมถึงการทำงานอื่นๆ ที่แทบจะเหมือนเดิมในทุกจุด

อีกทั้งความพิเศษของเจ้าเครื่องเล่นเกมพกพานี้อยู่ที่ความสามารถในการรองรับตลับเกมบอยในอดีต ได้ตั้งแต่รุ่นแรก รุ่นมีสี ไปจนถึงเกมบอย แอดวานซ์ ได้ครบหมด คือ ไม่ว่าจะเสียบตลับเกมบอยรุ่นไหนลงไป ก็สามารถเปิดเล่นได้ทุกตลับ รวมเกมบอยทุกรุ่นไว้ในเครื่องเดียว

นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังมาพร้อมกับจอกระจก TFT พิเศษแบบกันรอย และเพิ่มความสว่างด้วยหน้าจอแบบ TFT-HD ที่มีหลอดไฟทำให้สีสันที่แสดงผลจึงสดใสกว่า (ใกล้เคียง PSP) ไม่เหมือนเกมบอยต้นฉบับที่ต้องเล่นในห้องที่สว่างๆ เท่านั้น และด้วยเทคโนโลยีจัดการประจุไฟแบบเดียวกับที่ใช้ในสมาร์ทโฟนรุ่นท็อป ทำให้เครื่องเล่นเกมบอยฉบับรีเมก สามารถเล่นได้นานต่อเนื่องถึง 10 ชั่วโมง ถึงแม้ว่าแบตเตอรี่จะให้มาเพียง 2500 mAh เท่านั้น

ทางช่องของ CNET ยังได้ถ่ายคลิปโชว์ภาพชัดๆ ของเครื่อง ซูเปอร์ เรโทร บอย มาให้ชมแบบทุกซอกทุกมุม และในคลิปมีการยืนยันว่ามันรองรับการเล่นด้วยตลับเกม และภาพหน้าจอถือว่ามีความคมชัดกว่าเกมบอยในอดีตทุกรุ่น โดยจะขายราคา 79.99 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,800 บาทไทย และวางขายในเดือน ส.ค. 2017 ที่จะถึงนี้

แต่ไม่แน่ว่าจะมีการเอาเข้ามาขายในไทยหรือไม่ เพราะมันไม่ใช่เครื่องเกมอย่างเป็นทางการจากค่ายนินเทนโด

คงต้องคอยลุ้นกันว่า ซูเปอร์ เรโทร บอย ซึ่งมีความน่าสนใจอยู่ที่การนำเทคโนโลยีเก่ามาพัฒนา โดยเพิ่มนวัตกรรมสมัยใหม่ใส่เข้าไป จะออกมาโลดแล่นเล่นท้าทายกับกระแสย้อนยุคที่กำลังมาแรง กลายเป็นอีกของเล่นยอดฮิตเหมือนที่เกมบอยเคยทำได้ในอดีตหรือไม่?

ที่มา www.beatroot.cc

 

 

อาลีบาบาหนุนลาซาด้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2560 เวลา 06:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/500431

อาลีบาบาหนุนลาซาด้า

อาลีบาบาเล็งอัดฉีดลาซาด้าเพิ่มอีกเกือบ 4 หมื่นล้าน หวังขยายตลาดในเอเชีย

อาลีบาบา ยักษ์อี-คอมเมิร์ซจากจีน เตรียมลงทุนเพิ่มอีก 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.4 หมื่นล้านบาท) ในลาซาด้า อี-คอมเมิร์ซสัญชาติสิงคโปร์ ที่อาลีบาบาซื้อกิจการเมื่อ ปี 2016 ส่งผลให้อาลีบาบาถือหุ้น เพิ่มขึ้นจาก 51% เป็น 83% ขณะที่ อาลีบาบาขยายธุรกิจค้าออนไลน์ในอาเซียน แข่งขันกับ เจดี ดอทคอม อี-คอมเมิร์ซจีนอีกราย

“เห็นได้ชัดว่าความเคลื่อนไหวนี้ช่วยให้อาลีบาบาขยายธุรกิจไป ทั่วโลก เปิดทางเข้าถึงจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะการเข้าถึงตลาดอี-คอมเมิร์ซในอาเซียนอยู่ที่เพียงแค่ 3% เท่านั้น” แมคซิมิเลียน บิทท์เนอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของลาซาด้า กล่าว

ด้านบลูมเบิร์กรายงานว่า อาลีบาบาใกล้บรรลุข้อตกลงซื้อ แซด ทีอีซอร์ฟ เทคโนโลยี คอร์ป ผู้ให้บริการช่วยเหลือด้านซอฟต์แวร์โทรคมนาคม ของ แซดทีอี คอร์ป ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือสัญชาติจีน โดยข้อตกลงดังกล่าวทำให้อาลีบาบาเข้าถึงฐานลูกค้าเก่าของแซดทีอีซอร์ฟ รวมไปถึงความสัมพันธ์กับผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สายในยุโรปและแอฟริกา

 

กสทช.ขอเอเจนซี่ระงับโฆษณา หากเฟซบุ๊ก-ยูทูป ไม่ขึ้นทะเบียนโอทีที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มิถุนายน 2560 เวลา 19:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/500410

กสทช.ขอเอเจนซี่ระงับโฆษณา หากเฟซบุ๊ก-ยูทูป ไม่ขึ้นทะเบียนโอทีที

กสทช. ขอความร่วมมือมีเดียเอเจนซี่ระงับโฆษณา หากเฟซบุ๊ก – ยูทูป ไม่มาแจ้งเป็นผู้ให้บริการโอทีที

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ OTT (Over The Top) กล่าวว่า ในวันนี้ กสทช.ได้จัดประชุมชี้แจงแนวทางการโฆษณาผ่านผู้ให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ และการเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ Over The Top สำหรับเอเจนซี่โฆษณา โดยกสทช.จะใช้หลักการบรรษัทธรรมาภิบาลที่ต้องประกอบธุรกิจอย่างเป็นธรรม มีความรับผิดชอบต่อสังคม กสทช.จะใช้กระบวนการทางกฏหมายเป็นวิธีสุดท้าย สิ่งที่กสทช. ทำเพื่อสร้างกระบวนการกำกับดูแลที่เหมาะสมในอนาคต

โดยหากผู้ให้บริการ OTT ทั้ง 2 บริษัท(Facebook, Youtube) ยังไม่มาแจ้งในเวลาที่กำหนดในวันที่ 22 ก.ค. ทางกสทช. จะแจ้งกับตัวผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม สถานฑูต มีเดียเอเจนซี่ สมาคมโฆษณา รวมถึงตลาดหลักทรัพย์ฯว่าไม่ควรสนับสนุนคนที่ปฏิบัติไม่ชอบตามกฏหมายไม่มีธรรมาภิบาล และเมื่อมีบริษัทใดไม่มีธรรมาภิบาล การสนับสนุนใดๆควรระงับไว้ก่อน

นอกจากนี้ กสทช.ได้แจ้งกับเอเจนซี่โฆษณาถึงข้อกฎหมาย โดยนำพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์  และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มาปรับใช้กับการกำกับดูแล OTT โดยมาตรา 27 วรรคหนึ่ง (6) กำหนดว่า การอนุญาตและกำกับดูแลการประกอบกิจการ เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับบริการที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ รวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นธรรม กสทช.มีหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการเกี่ยวกับการกำกับการอนุญาต เงื่อนไข ดังกล่าว มาตรา 66 ผู้ใดประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยจะปรับวันละไม่เกินห้าหมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืน มาตรา 83 กรณีความผิดที่เกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคล

อีกทั้ง กสทช.ได้นำรูปแบบการกำกับดูแลโดยอ้างอิงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่เชื่อมโยงฐานการกระทำความผิดระหว่าง ตัวการ ผู้ใช้ และผู้สนับสนุน โดยระบุว่า การสนับสนุนผู้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือกระทำความผิดตามกฎหมาย มีโทษ 2 ใน 3 ตามกฎหมายอาญา

ด้านนายไตรลุจน์ นวะมะรัตน์ นายกสมาคมมีเดียเอเจนซี่ กล่าวว่า แนวทางที่กสทช.ได้ชี้แจงเป็นสิ่งที่มีเดียเอเจนซี่จะปฎิบัติตามโดยจะแจ้งกับเจ้าของลูกค้าถึงกรอบแนวทางของกสทช. ซึ่งหากผู้ให้บริการแพลตฟอร์มทั้ง 2 ราย ไม่มาแจ้งเป็นผู้ให้บริการกับกสทช. หมายความว่าเอเจนซี่ไม่สามารถลงโฆษณาในแพลตฟอร์มทั้ง 2 ได้  อย่างไรก็ดี เชื่อว่าผู้ให้บริการแพลตฟอร์มทั้ง 2 รายจะมาแจ้งเป็นผู้ให้บริการ OTT กับกสทช.ตามกำหนดเวลา

อนึ่ง สำหรับมูลค่าโฆษณาของ Facebook และ Youtube ในประเทศไทย คิดเป็นอัตรา 40% ของมูลค่าโฆษณาบนสื่อออนไลน์ โดยในปี 59 มูลค่าการลงโฆษณาออนไลน์อยู่ที่ 9,700 ล้านบาท โดยสมาคมฯ คาดว่าปีนี้มูลค่าโฆษณาจะอยู่ที่ 22,000 ล้านบาท

เฟซบุ๊กเผยยอดผู้ใช้แตะ 2 พันล้านรายแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มิถุนายน 2560 เวลา 16:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/500397

เฟซบุ๊กเผยยอดผู้ใช้แตะ 2 พันล้านรายแล้ว

เฟซบุ๊กเผยยอดผู้ใช้งานทั่วโลกแตะ 2 พันล้านรายแล้ว คิดเป็น 1 ใน 4ของประชากรโลก

เฟซบุ๊ก อิงค์ ผู้ให้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์กรายใหญ่ เปิดเผยว่า ขณะนี้ยอดผู้ใช้งานบัญชีเฟซบุ๊กมีจำนวนถึง 2 พันล้านรายทั่วโลกแล้ว ส่งผลให้เฟซบุ๊กกลายเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลเน็ตเวิร์กที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก

มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ เฟซบุ๊ก ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเดินทางมากับพวกคุณทุกคน”

รายงานข่าวระบุว่า ตัวเลขผู้ใช้งานเฟซบุ๊กบ่งชี้ว่า ขณะนี้ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กมีจำนวนมากกว่า 1 ใน 4 ของประชากรโลก (7.5 พันล้านคน) หรือมากกว่าจำนวนประชากรของบางประเทศเสียอีก

สำหรับแพลตฟอร์มโซเชียลยอดนิยมอย่างทวิตเตอร์และสแนปแชท มียอดผู้ใช้งานอยู่ที่ 328 ล้านคน และ 166 ล้านคนตามลำดับ

ส่วนยอดผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียสัญชาติจีนอย่างวีแชทอยู่ที่ 938 ล้านคนในไตรมาสแรกของปีนี้

ภาพ…เอเอฟพี

“เฟซบุ๊ก”รุกสตรีมมิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มิถุนายน 2560 เวลา 13:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/500374

"เฟซบุ๊ก"รุกสตรีมมิ่ง

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์ postforeign@gmail.com

ข่าวสารฮือฮาในวงการอุตสาหกรรมสตรีมมิ่งใน 2-3 วันที่ผ่านมานี้ คือ การเตรียมบุกตลาดสตรีมมิ่งของสื่อโซเชียลมีเดียอันดับหนึ่งของโลกอย่าง “เฟซบุ๊ก” และจะเป็นการเข้าแข่งขันโดยตรงกับออนไลน์สตรีมมิ่งเจ้าใหญ่อย่าง “เน็ตฟลิกซ์” ด้วยเนื้อหาออริจินัลที่สร้างขึ้นด้วยความร่วมมือกับสตูดิโอต่างๆ จากฮอลลีวู้ด

ในการออกฉายเนื้อหาที่เป็นของตัวเองในครั้งนี้ เฟซบุ๊กจะแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ ภาพยนตร์สั้นแค่ 3-10 นาที โดยลงทุนตอนละตั้งแต่ 5,000-2 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 1.75-7 แสนบาท) ซึ่งเฟซบุ๊กจะไม่ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพยนตร์หรือโชว์เหล่านั้น และผู้ผลิตสามารถนำโชว์ออกจากเฟซบุ๊กไปฉายที่อื่นได้หลังจากผ่านไป 2-3 สัปดาห์

ส่วนในระดับที่ 2 ซึ่งเป็นระดับที่สร้างความฮือฮา คือ โชว์ระดับไฮ-เอนด์ตอนละ 30 นาที ที่เตรียมให้งบสูงถึงตอนละ 3 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 105 ล้านบาท) โดยงบประมาณดังกล่าวใกล้เคียงกับระดับการลงทุนของเน็ตฟลิกซ์ในซีรี่ส์ดังเรื่อง “เฮาส์ ออฟ การ์ด” ที่ลงทุนราวตอนละ 4.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 157 ล้านบาท)

“พวกเราจะให้ทุนโดยตรงสำหรับโชว์เหล่านี้ก่อน แต่จากนั้นเราจะให้ผู้สร้างทั้งหลายได้แบ่งปันรายได้กับเราแบบเดียวกับแอดเบรก” นิก กรูดิน รองประธานฝ่ายหุ้นส่วนสื่อของเฟซบุ๊ก เปิดเผยกับบิซิเนสอินไซเดอร์ โดย แอดเบรก หมายถึงการแบ่งปันรายได้โฆษณาให้ผู้ใช้จากการฉายเฟซบุ๊กไลฟ์เมื่อมีผู้ชมถึงระดับ 300 คน

อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยดังกล่าวยังไม่เป็นทางการ และเฟซบุ๊กเลื่อนการประกาศรุกตลาดสตรีมมิ่งมาแล้วหลายครั้ง โดยบิซิเนสอินไซเดอร์ ระบุว่า เฟซบุ๊กเตรียมจะประกาศการฉายเนื้อหาของตัวเองในกลางเดือน เม.ย. ก่อนจะเลื่อนมาประกาศในงานเทศกาลโฆษณา “คานส์ ไลออน” ซึ่งเริ่มต้นไปแล้วเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่กลับไม่มีการประกาศได้ตามกำหนด

หากเฟซบุ๊กจะรุกตลาดสตรีมมิ่งจริง จะต้องเผชิญกับคู่แข่งรายใหญ่อยู่แล้ว โดย เบ็น ดันบาร์ นักวิเคราะห์ของเกอร์เบอร์ คาวาซากิ เปิดเผยกับซีเอ็นบีซีว่า เน็ตฟลิกซ์ลงทุนมากกว่า 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ(ราว 2.1 แสนล้านบาท) และมีคอนเนกชั่นกับบรรดาสตูดิโอต่างๆ อยู่แล้ว ทำให้ภาคส่วนนี้กลายเป็นพื้นที่แข่งขันสูง

นอกจากนี้ เฟซบุ๊กยังพยายามหลีกเลี่ยงเนื้อหาเชิงการเมือง ข่าวสาร และความโป๊เปลือย ซึ่งเป็นเนื้อหาที่ทำให้ “เฮาส์ ออฟ การ์ด” ของเน็ตฟลิกซ์โด่งดัง เช่นเดียวกับ “เกม ออฟ โทรน” ของเอชบีโอ ทำให้เฟซบุ๊กเสียเปรียบในด้านการสร้างเนื้อหาที่จะติดตลาด

“ไทยเซิร์ต”แจ้งเตือนมัลแวร์เรียกค่าไถ่พันธุใหม่ระบาด พร้อมข้อแนะนำป้องกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มิถุนายน 2560 เวลา 12:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/500363

"ไทยเซิร์ต"แจ้งเตือนมัลแวร์เรียกค่าไถ่พันธุใหม่ระบาด พร้อมข้อแนะนำป้องกัน

“ไทยเซิร์ต”แจ้งเตือนการระบาดของ “Petya” มัลแวร์เรียกค่าไถ่พันธุ์ใหม่ พร้อมข้อแนะนำในการป้องกันและแก้ไขหากตกเป็นเหยื่อ

ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ไทยเซิร์ต) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ได้เผยแพร่ข้อความ แจ้งเตือน มัลแวร์เรียกค่าไถ่สายพันธุ์ใหม่ชื่อ “Petya” ที่แพร่กระจายแบบเดียวกับ มัลแวร์ “WannaCry” โดยระบุว่า

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2560 มีรายงานการแพร่ระบาดของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ Petya สายพันธุ์ใหม่ที่แพร่กระจายผ่านช่องโหว่ของระบบ SMBv1 แบบเดียวกับที่มัลแวร์ WannaCry ใช้ (มัลแวร์เรียกค่าไถ่ WannaCry https://www.thaicert.or.th/alerts/user/2017/al2017us001.html) สถิติความเสียหายพบคอมพิวเตอร์ทั่วโลกติดมัลแวร์นี้แล้วกว่า 300,000 เครื่องภายใน 72 ชั่วโมง ประเทศที่ได้รับแจ้งว่าถูกโจมตี ได้แก่ รัสเซีย ยูเครน อินเดีย และประเทศในแถบยุโรป หน่วยงานที่ได้รับผลกระทบ เช่น ธนาคารกลาง บริษัทพลังงานไฟฟ้า สนามบิน เป็นต้น

มัลแวร์เรียกค่าไถ่ Petya เคยมีการแพร่ระบาดมาแล้วก่อนหน้านี้เมื่อกลางปี 2559  ลักษณะการทำงานจะไม่ใช่การเข้ารหัสลับไฟล์ข้อมูลเหมือนมัลแวร์เรียกค่าไถ่ทั่วไป แต่จะเข้ารหัสลับ Master File Table (MFT) ของพาร์ทิชัน ซึ่งเป็นตารางที่ใช้ระบุตำแหน่งชื่อไฟล์และเนื้อหาของไฟล์ในฮาร์ดดิสก์ ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ได้เครื่องที่ตกเป็นเหยื่อมัลแวร์เรียกค่าไถ่ จะไม่สามารถเปิดระบบปฏิบัติการขึ้นมาใช้งานได้ตามปกติ โดยจะปรากฏหน้าจอเป็นข้อความสีดำตามรูปที่ 1 ผู้พัฒนามัลแวร์เรียกร้องให้เหยื่อจ่ายเงินเป็นจำนวน 300 ดอลลาร์สหรัฐ โดยให้จ่ายเป็น Bitcoin เพื่อปลดล็อกถอดรหัสลับข้อมูล

จากข้อมูลเบื้องต้น มัลแวร์เรียกค่าไถ่ Petya สายพันธุ์ใหม่ (ถูกเรียกชื่อว่า Petwrap) มีความสามารถในการแพร่กระจายโดยอัตโนมัติผ่านช่องโหว่ของระบบ SMBv1 ใน Windows ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ยังไม่ได้อัปเดตแพตช์แก้ไขช่องโหว่หรือเปิดให้สามารถเชื่อมต่อบริการ SMBv1 ได้จากเครือข่ายภายนอก มีโอกาสที่จะตกเป็นเหยื่อได้

ข้อแนะนำในการป้องกัน

1.สำหรับครั้งแรกก่อนมีการเปิดใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ ให้ตัดการเชื่อมต่อทางเครือข่ายก่อน (LAN และ WiFi) จากนั้นเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อติดตั้งแพตซ์ (ข้อ 3) หรือตั้งค่าปิดการใช้งาน SMBv1 (ข้อ 4) และทำการ Restart เครื่องคอมพิวเตอร์อีกครั้ง

2.ในขณะใช้งานหากเครื่องคอมพิวเตอร์หยุดทำงานและแสดงหน้าจอสีน้ำเงิน ห้าม Restart เครื่อง เนื่องจากมัลแวร์ Petya จะเข้ารหัสลับข้อมูลหลัง Restart เครื่อง ฉะนั้นให้รีบปิดเครื่องคอมพิวเตอร์และติดต่อผู้ดูแลระบบเพื่อสำรองข้อมูลออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์โดยด่วน

3.ติดตั้งแพตช์แก้ไขช่องโหว่ SMBv1 จาก Microsoft โดย Windows Vista, Windows Server 2008 ถึง Windows 10 และ Windows Server 2016 ดาวน์โหลดอัปเดตได้จาก https://technet.microsoft.com/en-us/library/security/ms17-010.aspx ส่วน Windows XP และ Windows Server 2003 ดาวน์โหลดอัปเดตได้จาก https://blogs.technet.microsoft.com/msrc/2017/05/12/customer-guidance-for-wannacrypt-attacks/

4.หากไม่สามารถติดตั้งอัปเดตได้เนื่องจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ Petya แพร่กระจายผ่านช่องโหว่ SMBv1 ซึ่งถูกใช้ใน Windows เวอร์ชันเก่า เช่น Windows XP, Windows Server 2003 หรืออุปกรณ์เครือข่ายบางรุ่น หากใช้งาน Windows เวอร์ชันใหม่และไม่มีความจำเป็นต้องใช้ SMBv1 ผู้ดูแลระบบอาจพิจารณาปิดการใช้งาน SMBv1 โดยดูวิธีการปิดได้จาก https://support.microsoft.com/en-us/help/2696547/how-to-enable-and-disable-smbv1,-smbv2,-and-smbv3-in-windows-vista,-windows-server-2008,-windows-7,-windows-server-2008-r2,-windows-8,-and-windows-server-2012

5.หากไม่สามารถติดตั้งอัพเดตได้ ผู้ดูแลระบบควรติดตามและป้องกันการเชื่อมต่อพอร์ต SMB (TCP 137, 139 และ 445 UDP 137 และ 138) จากเครือข่ายภายนอก อย่างไรก็ตาม การบล็อกพอร์ต SMB อาจมีผลกระทบกับบางระบบที่จำเป็นต้องใช้งานพอร์ตเหล่านี้ เช่น file sharing, domain, printer ผู้ดูแลระบบควรตรวจสอบก่อนบล็อกพอร์ตเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา

6.อัปเดตระบบปฎิบัติการให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ หากเป็นได้ได้ควรหยุดใช้งานระบบปฏิบัติการ Windows XP, Windows Server 2003 และ Windows Vista เนื่องจากสิ้นสุดระยะเวลาสนับสนุนด้านความมั่นคงปลอดภัยแล้ว หากยังจำเป็นต้องใช้งานไม่ควรใช้กับระบบที่มีข้อมูลสำคัญ

7.ติดตั้งแอนติไวรัสและอัปเดตฐานข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ ปัจจุบันแอนติไวรัสจำนวนหนึ่งสามารถตรวจจับมัลแวร์ Petya สายพันธุ์ที่กำลังมีการแพร่ระบาดได้แล้ว

ข้อแนะนำในการแก้ไขหากตกเป็นเหยื่อ

1.หากพบว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ตกเป็นเหยื่อมัลแวร์เรียกค่าไถ่ Petya ให้ตัดการเชื่อมต่อเครือข่าย (ถอดสาย LAN, ปิด Wi-Fi) และปิดเครื่องทันที

2.แจ้งเตือนผู้ดูแลระบบในหน่วยงานว่ามีเครื่องคอมพิวเตอร์ตกเป็นเหยื่อ

ข้อแนะนำอื่นๆ

– ปัจจุบันยังไม่พบช่องทางที่สามารถกู้คืนไฟล์ที่ถูกเข้ารหัสลับจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ Petya ได้โดยไม่จ่ายเงิน แต่การจ่ายเงินก็มีความเสี่ยงเนื่องจากไม่สามารถมั่นใจได้ว่าจะได้ข้อมูลกลับคืนมา

– ยังไม่พบรายงานว่ามัลแวร์เรียกค่าไถ่ Petya เวอร์ชันที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในปัจจุบันมีการแพร่กระจายผ่านอีเมลเหมือนเวอร์ชันก่อนหน้าด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ควรตระหนักถึงความเสี่ยงของการเปิดไฟล์แนบจากอีเมลที่น่าสงสัย

– ควรสำรองข้อมูลบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานอย่างสม่ำเสมอ และหากเป็นไปได้ให้เก็บข้อมูลที่ทำการสำรองไว้ในอุปกรณ์ที่ไม่มีการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่ายอื่นๆ โดยสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากบทความข้อแนะนำวิธีสำรองข้อมูลเพื่อป้องกันมัลแวร์เรียกค่าไถ่หรือข้อมูลสูญหาย https://www.thaicert.or.th/papers/general/2017/pa2017ge002.html

– หากมีการแชร์ข้อมูลร่วมกันผ่านระบบเครือข่าย ให้ตรวจสอบสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลแต่ละส่วน และกำหนดสิทธิ์ให้ผู้ใช้มีสิทธิ์อ่านหรือแก้ไขเฉพาะไฟล์ที่มีความจำเป็นต้องใช้สิทธิเหล่านั้น

– หากพบเหตุต้องสงสัยหรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมในกรณีนี้ สามารประสานกับไทยเซิร์ตได้ทางอีเมล report@thaicert.or.th หรือโทรศัพท์ 0-2123-1212

ที่มา https://www.thaicert.or.th/alerts/user/2017/al2017us002.html

 

ไทยเสิร์ชผ่านมือถือมากขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มิถุนายน 2560 เวลา 07:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/500239

ไทยเสิร์ชผ่านมือถือมากขึ้น

กูเกิลชี้คนไทยนิยมค้นหาข้อมูลผ่านมือถือก่อนตัดสินใจซื้อ แนะแบรนด์ปรับตัวรับเทรนด์

นายไมเคิล จิตติวาณิชย์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด กูเกิล ประเทศไทย เปิดเผยว่า ด้วยพฤติกรรมการใช้งานสมาร์ทโฟนของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้ยี่ห้อหรือแบรนด์สินค้าและบริการต้องปรับกลยุทธ์ เพื่อรองรับกับความเปลี่ยนแปลง

“ทุกอุตสาหกรรมเกื้อหนุนกัน ตั้งแต่สมาร์ทโฟน การใช้งานดาต้า เพราะมีการย้ายค่ายเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า นับตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน” นายไมเคิล กล่าว

ทั้งนี้ จากความร่วมมือของกูเกิลและ TNS วิจัยเกี่ยวกับกระบวนการของ ผู้บริโภคก่อนตัดสินใจซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ พบว่า 89% ของผู้บริโภคจะเลือกแบรนด์ไว้ในใจก่อนตัดสินใจเดินไปซื้อที่หน้าร้าน ผู้บริโภคกว่า 93% ของผู้ซื้อแพ็กเกจมือถือจะมีการค้นหาข้อมูลบนออนไลน์ก่อน เพื่อประกอบการตัดสินใจ โดย 2 ใน 3 ของผู้บริโภค จะใช้เว็บเสิร์ชเอนจิ้นในการค้นหาจุดให้บริการ

ขณะที่การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคไทยได้รับข้อมูลข่าวสารที่ดีขึ้นกว่าเดิม เปิดใจรับฟังความคิดเห็นต่างๆ และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่สนใจ โดย 93% ของผู้บริโภคยอมรับว่า สื่อออนไลน์มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ ดังนั้น เสิร์ชเอนจิ้นจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสืบค้น และวิดีโอมีบทบาทในการเลือกแบรนด์ด้วยเช่นกัน

สำหรับนักการตลาดจะต้องให้ความสำคัญในการวางแผนการตลาดและหาข้อมูลทางอ้อมอื่นๆ ที่นอกเหนือจากข้อมูลพื้นฐาน เนื่องจากในปัจจุบันสื่อต่างๆ ได้เข้ามามีบทบาทต่อการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคมากขึ้น

นอกจากนั้น ก็ควรตระหนักถึงความสำคัญของเสิร์ชเอนจิ้น เพราะถือว่าเป็นจุดเชื่อมโยงสู่แหล่งข้อมูลอื่นๆ บนอินเทอร์เน็ต และนำไปสู่การตัดสินใจเลือกซื้อของผู้บริโภค โดยการสำรวจพฤติกรรมของลูกค้าแบรนด์ที่นักการตลาดควรทำ คือ คอยจับตาดูตลอดเวลาว่า ลูกค้าของคุณกำลังค้นหาอะไร (Be There) เพื่อที่จะได้นำเสนอสิ่งที่เหมาะสม ควรเลือกคอนเทนต์ที่เหมาะสมกับลูกค้าของคุณ (BeRevelevant) เพราะไม่ใช่ทุกคอนเทนต์จะตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ควรคัดกรองสิ่งที่ลูกค้าต้องการ

นายไมเคิล กล่าวว่า ควรดูกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของแบรนด์ด้วยว่า โปรโมชั่นหรือราคาควรอยู่เท่าไร ถึงจะเหมาะสมกับความต้องการของตลาด อาจใช้แมชีนเลิร์นนิ่งเข้ามาช่วยเก็บข้อมูลและประมวลผล เพื่อนำไปปรับใช้กับลูกค้าได้อย่างเหมาะสม เพราะวัตถุประสงค์หลักลูกค้าคือราคาและคุณภาพ

 

ยุโรปสั่งปรับ “กูเกิล” 2 พันล้านยูโรฐานละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มิถุนายน 2560 เวลา 20:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/500215

ยุโรปสั่งปรับ "กูเกิล" 2 พันล้านยูโรฐานละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาด

เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ซึ่งกำกับดูแลการแข่งขันในสหภาพยุโรป ประกาศปรับบริษัทกูเกิล เป็นเงินจำนวน 2.42 พันล้านยูโร (2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในข้อหาละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาดจากการให้บริการช้อปปิ้งในระบบออนไลน์

คณะกรรมาธิการยุโรปสั่งปรับ “กูเกิล” 2.42 พันล้านยูโรฐานละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาดจากการให้บริการช้อปปิ้งออนไลน์

คณะกรรมาธิการยุโรป ระบุว่า กูเกิลได้ใช้ความสามารถในการเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการค้นหาข้อมูลในการสร้างความได้เปรียบอย่างผิดกฎหมายต่อการให้บริการเปรียบเทียบราคาสินค้า ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์อีกอย่างหนึ่งของกูเกิล

“กูเกิลมีเวลา 90 วันที่จะหยุดพฤติกรรมดังกล่าว มิฉะนั้นจะถูกปรับสูงถึง 5% ของรายได้เฉลี่ยต่อวันทั่วโลกของบริษัทอัลฟาเบท ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล”คณะกรรมาธิการยุโรประบุ

รายข่าวระบุว่า วงเงินค่าปรับดังกล่าวถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในคดีต่อต้านการแข่งขัน โดยสูงกว่าที่คณะกรรมาธิการยุโรปเคยสั่งปรับบริษัทอินเทล 1.06 พันล้านยูโรในปี 2009

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ทำการสอบสวนเรื่องดังกล่าวเป็นเวลา 7 ปี หลังได้รับการร้องเรียนจากบริษัทคู่แข่งของกูเกิล เช่น เว็บไซต์ Yelp, TripAdvisor และ Foundem รวมถึงบริษัท News Corp และ FairSearch

ด้าน บริษัทกูเกิล อิงค์ออกแถลงการณ์คัดค้านคำตัดสินของคณะกรรมาธิการยุโรป โดยระบุว่า ทางบริษัทกำลังพิจารณายื่นอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าวต่อศาลยุติธรรมแห่งยุโรป ซึ่งเป็นศาลสูงสุดของยุโรป พร้อมชี้แจงว่า ทางบริษัทได้จัดการแสดงผลการค้นหาข้อมูลในลักษณะที่ทำให้ลูกค้ามีความสะดวกในการค้นหาสิ่งที่ต้องการ

ภาพ…เอเอฟพี

 

กสทช.เผย44ผู้ผลิตคอนเทนต์บนยูทูปพร้อมเข้าระบบ OTT

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มิถุนายน 2560 เวลา 12:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/500054

กสทช.เผย44ผู้ผลิตคอนเทนต์บนยูทูปพร้อมเข้าระบบ OTT

กสทช.เชิญ 44 ผู้ผลิตคอนเทนต์บนยูทูปร่วมประชุม เผยพร้อมเข้าระบบ OTT ร่วมสร้างเนื้อหาที่ดี

พันเอก ดร. นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ Over The Top กล่าวว่า คณะอนุกรรมการโอทีทีได้เชิญกลุ่มผู้ผลิตคอนเทนต์บน Youtube หรือ Youtuber เข้าร่วมประชุม เพื่อชี้แจงขอบเขต ขั้นตอน และแนวทางการให้บริการโอทีทีในประเทศไทย โดยผู้ผลิตคอนเทนต์กลุ่มนี้เป็นผู้ผลิตเนื้อหารายการคุณภาพที่มีการเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง และมีผู้ติดตามจำนวนมาก จนสามารถสร้างรายได้จำนวนมหาศาลให้แก่ Youtube ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ Over The Top

การประชุมของคณะอนุกรรมการโอทีทีในครั้งนี้มีผู้ผลิตคอนเทนต์บน Youtube จำนวน 44 ราย เข้าร่วมประชุม ได้แก่ Dek Jew Chill Out, My Mate Nate, TackleMinecraft, Bie The Ska, Spicydisc, RAP IS NOW, TeamGarryMovieThai, TOPLINE Music Official, OKyouLIKEs, 108Life, Jannine Weigel และ GDH 559 รวมไปถึงผู้ดูแลช่องรายการของผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล เช่น ช่อง 3 ช่อง 7 ไทยรัฐทีวี ช่องวัน เวิร์คพอยท์ และแกรมมี่ เป็นต้น

“Youtube ถือได้ว่าเป็นโครงข่ายโอทีทีที่เป็นศูนย์รวมของผู้ผลิตคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์ มีคุณภาพ และมีมูลค่าการโฆษณาสูง ซึ่งผู้ผลิตคอนเทนต์บน Youtube ที่คณะอนุกรรมการได้เชิญมาวันนี้ยืนยันที่จะแจ้งเป็นผู้ให้บริการและพร้อมที่จะร่วมมือกับ กสทช. การประชุมในวันนี้เสมือนเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเพื่อให้โอทีทีเป็นบริการที่สามารถสร้างรายได้ให้กับกลุ่มผู้ผลิตคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์ และมีคุณภาพ ภายใต้กรอบกฎหมายของประเทศไทย”พันเอก ดร. นที กล่าว

 

กสทช.จัดประมูลเบอร์สวยครั้งที่2ได้เงินกว่า 28 ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2560 เวลา 17:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/499900

กสทช.จัดประมูลเบอร์สวยครั้งที่2ได้เงินกว่า 28 ล้านบาท

กสทช. จัดประมูลเบอร์โทรเลขสวยครั้งที่ 2 ของปีนี้ ได้เงินทะลุกว่า 28 ล้านบาท เบอร์ 095-999-9999 ได้ราคาสูงสุด4.8ล้านบาท

เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กล่าวว่า ผลการประมูลเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เป็นเลขหมายสวย ครั้งที่ 2/2560 จำนวน 168 เลขหมาย มีผู้สนใจประมูลเลขหมายรวมทั้งสิ้น 32 เลขหมาย คิดเป็นเงินที่ได้จากการประมูลรวม 28,844,999  บาท โดยรายได้จากการประมูลหลังหักค่าใช้จ่าย สำนักงาน กสทช. จะนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน

สำหรับเลขหมายที่มีการประมูลราคาสูงสุดในวันนี้ กลุ่ม 7 ตัวเหมือน ราคาตั้งต้น 3 ล้านบาท ได้แก่ เลขหมาย 095-999-9999 ในราคาชนะประมูล 4,800,000 บาท รองลงมามี 2 เลขหมาย คือ เลขหมาย 095-666-6666 และ 096-000-0000 ในราคาเลขหมายละ 3 ล้านบาท

สำหรับกลุ่ม 6 ตัวเหมือน ราคาตั้งต้น 500,000 บาท มีผู้เสนอราคาเลขหมาย 092-899-9999 สูงสุดในราคา 1,004,999 บาท โดยกลุ่มเลขหมาย 9 ตัวเหมือน ราคาตั้งต้น 20 ล้านบาท และ 8 ตัวเหมือน ราคาตั้งต้น 6 ล้านบาท ไม่มีผู้ประมูล