ทีโอทีตั้งบริษัทลูกเปิดให้บริการพ.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มิถุนายน 2560 เวลา 08:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/499544

ทีโอทีตั้งบริษัทลูกเปิดให้บริการพ.ย.

ทีโอทีเตรียมจัดตั้งบริษัทลูกในเดือน ก.ค. คาดให้บริการเดือน พ.ย. พร้อมแจงบริษัท ทานตะวันฯ สอบตกด้านคุณสมบัติ

นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที เปิดเผยว่า ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้จัดตั้งบริษัทโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ (National Broadband Network:NBN Co) ของบริษัท ทีโอที และโครงการจัดตั้งบริษัทโครงข่ายระหว่างประเทศและศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต (Neutral Gate way & Data Center:NGDC Co) ของบริษัท กสท โทรคมนาคม (แคท) ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการจัดตั้งในขอบข่ายการดำเนินงาน

ทั้งนี้ แผนดำเนินงานแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ยื่นขอจัดตั้งบริษัทที่ต้องเสนอชื่อคณะกรรมการบริษัทการจัดตั้ง บริษัททั้งสองแห่ง โดยหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเสนอชื่อคณะกรรมการบริษัท คือ กระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม บริษัท กสท โทรคมนาคม และ ทีโอที ในฐานะบริษัทถือหุ้น เมื่อได้รายชื่อครบถ้วนจึงสามารถยื่นขอจัดตั้งแก่กระทรวงพาณิชย์ได้ ภายในเดือน ก.ค.นี้

สำหรับส่วนที่สอง คือ เตรียมความพร้อมภายในองค์กรทีโอทีและแคทในการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน คาดจะแล้วเสร็จในช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค.ปีนี้ จากนั้นเป็นการโอนทรัพย์สินและการเคลื่อนย้ายบุคลากร โดยภายในเดือน พ.ย.บริษัท NBN และ  NGDC จะสามารถเปิดให้บริการได้

นายมนต์ชัย กล่าวว่า กรณีบริษัท ทานตะวันเทเลคอมมูนิเคชั่น ในนามทานตะวัน คอนโซเตียม ยื่นหนังสือต่อ พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท ทีโอที เพื่อขอทราบวิธีการและแนวทางการคัดเลือกการเป็นคู่ค้าการให้บริการไร้สายคลื่นความถี่ โดยทีโอทีได้ตอบข้อสงสัยแก่บริษัทดังกล่าวแล้ว ซึ่งการพิจารณานั้นมีขั้นตอนเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่ยื่นเอกสารว่าครบถ้วนหรือไม่

“บริษัทขาดคุณสมบัติด้านประสบการณ์ทำงาน โดยท้ายที่สุดจะตกไปอยู่กับบริษัทใหญ่เจ้าเดิม ซึ่งทีโอทีได้แก้ปัญหาโดยการให้ยื่นในลักษณะคอนโซเตียม แต่ต้องให้หนึ่งในนั้นมีประสบการณ์ด้านโครงข่าย แต่ก็ตกไป ด้วยสัญญาคู่ค้าบนคลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์ มีกรอบระยะเวลาจำกัด แค่ปี 2568 ทีโอทีจึงต้องคัดเลือกคู่ค้า ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดเพื่อประโยชน์ต่อประชาชน” นายมนต์ชัย กล่าว

 

เกมมิ่งปลุกตลาดไอที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มิถุนายน 2560 เวลา 06:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/499527

เกมมิ่งปลุกตลาดไอที

กระแสเกมมิ่งปลุกตลาดเดสก์ท็อป โน้ตบุ๊กคึกคักครึ่งปีหลัง คนไทยยกระดับแยกเซ็กเมนต์การใช้งานจับตาวีอาร์สร้างสีสันดันไอทีโต

นายพรชัย จันทรศุภแสง ผู้อำนวยการธุรกิจสื่อไอทีและดิจิทัล บริษัท เออาร์ไอพี เปิดเผยว่า แนวโน้มการใช้โน้ตบุ๊กของคนไทยเริ่มยกระดับมากขึ้น จากปกติที่ซื้อสำหรับทำงานอยู่ในระดับราคากว่า 1 หมื่นบาท ขยับเพิ่มเป็นกว่า 2 หมื่นบาท และมีแนวโน้มว่าจะแตะ 3 หมื่นบาท เพื่อให้ได้สเปกการใช้งานที่ดีขึ้น

ขณะที่การซื้อโน้ตบุ๊กสำหรับเล่นเกมราคาขยับเพิ่มจากราคา 3.5 หมื่นบาท เป็น 4 หมื่นบาท และเชื่อว่าทิศทางสินค้าไอทีในช่วงครึ่งปีหลังจะมีความคึกคัก ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะตลาดเกมมิ่งต้องจับตามองอย่างมาก

สำหรับงานคอมมาร์ท จอย 2017 มหกรรมและบริการไอซีที ครั้งที่ 17 ภายใต้แนวคิดเอ็นจอย อินโนเวชั่น พบว่า กลุ่มสินค้าไอทีค่ายต่างๆ มุ่งเน้นนำผลิตภัณฑ์ เกมมิ่งทั้งเดสก์ท็อป โน้ตบุ๊กที่เพิ่งเปิดตัวไปมาจัดแสดงในงาน ซึ่งปีนี้มีพื้นที่งานแสดงสินค้าไอที 90% ส่วนอีก 10% นำกลุ่มผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฮมมาแสดงเป็นครั้งแรก โดยจับมือร่วมกับโฮมโปรเพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่

ทั้งนี้ ภาพรวมคอมมาร์ท จอย ระหว่างวันที่ 22-25 มิ.ย. 2560 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ปีนี้จะคึกคักจากกระแสเกมมิ่งที่มาแรง โดยเฉพาะจากบิตคอยน์ หรือสกุลเงินในรูปแบบของดิจิทัล ทำให้กลุ่มเป้าหมายเกมต้องซื้อการ์ดจอใหม่เพื่อสำหรับบิตคอยน์ พบว่ามีกลุ่มเป้าหมายมารอซื้อสินค้าตั้งแต่เวลา 08.00 น. และปัจจัยสำคัญมาจากพฤติกรรมการใช้โน้ตบุ๊กเริ่มแยกเซ็กเมนต์อย่างชัดเจน เช่น สำหรับทำงานและเพื่อเล่นเกมโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ ไฮไลต์ภายในงานพบว่าส่วนใหญ่ทุกค่ายจะจัดกิจกรรมเกมมิ่ง อาทิ แคมเปญแข่งขันชิงรางวัล พร้อมนำสินค้ามาลดราคาและมอบของแถม ดุเดือดยิ่งขึ้น ประเมินว่าเงินสะพัดภายในงาน 4 วัน ราว 3,200 ล้านบาท และมีผู้เข้าชมงานจำนวน 9 แสน-1 ล้านราย เมื่อเทียบกับการจัดงานไตรมาสแรก เงินสะพัด 3,000 ล้านบาท จากเป้าหมายวางไว้ 2,800 ล้านบาท และมีผู้เข้าชมงาน 8 แสนราย

นายถกล นิยมไทย ผู้จัดการฝ่ายผลิต ภัณฑ์คอนซูมเมอร์ เลอโนโวประเทศไทย กล่าวว่า แนวโน้มกลุ่มผลิตภัณฑ์เดสก์ท็อป โน้ตบุ๊ก ครึ่งปีหลังสดใสกว่าครึ่งปีแรก โดยเติบโตเชิงมูลค่าเพิ่มขึ้น ส่วนเชิงปริมาณไม่เติบโต ผู้บริโภคเริ่มแบ่งตามเซ็กเมนต์การใช้งาน ซึ่งครึ่งปีหลังเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (Virtual Reality) จะสร้างตลาดเกมมิ่งให้คึกคัก โดยเลอโนโวตั้งเป้ายอดขายในงานไว้ที่ 2,000 เครื่อง

 

ค้าปลีกลุยพัฒนาโดรน หวังใช้พลิกโฉมระบบขนส่งสินค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2560 เวลา 20:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/499521

ค้าปลีกลุยพัฒนาโดรน หวังใช้พลิกโฉมระบบขนส่งสินค้า

โดย…นรินนรัตน์ พรหมพิทักษ์

ท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือดของธุรกิจค้าปลีก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจค้าปลีกแบบมีหน้าร้านทั่วไป และค้าปลีกแบบอี-คอมเมิร์ซ การแสวงหาแนวทางเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมๆ กับวิธีการลดต้นทุนของภาคธุรกิจนับเป็นเรื่องสำคัญ โดยหนึ่งในหนทางที่ว่าคือการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าให้รวดเร็ว ครอบคลุม และมีต้นทุนน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่บรรดาธุรกิจค้าปลีกหันไปให้ความสนใจกับการใช้โดรนขนส่งสินค้า ท่ามกลางต้นทุนการขนส่งที่เป็นสัดส่วนค่อนข้างสูง โดยคิดเป็นประมาณ 7 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.65 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2016 ตามการรายงานของบริษัท แมคคินซีย์ ซึ่งบริการจัดส่งสินค้าในช่วงสุดท้าย (Last Mile Delivery) หรือการส่งให้ผู้รับปลายทางมีต้นทุนมากที่สุด ที่บริษัทอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง 50%

ต้นทุนที่สูงมากดังกล่าวทำให้ เจดีดอทคอม บริษัทอี-คอมเมิร์ซเบอร์ 2 สัญชาติจีน เป็นบริษัทล่าสุดที่ออกมาเผยความก้าวหน้าในการพัฒนาการใช้โดรนส่งสินค้า โดยเฉพาะในเขตชนบทของจีน

“ทุกวันนี้เรามีพนักงานส่งสินค้ากว่า 7 แสนคน ซึ่งต้องใช้ต้นทุนสูงมาก และหากสามารถนำโดรนมาใช้ในการขนส่งได้ ต้นทุนการขนส่งจะลดลงอย่างน้อย 70%” ริชาร์ด หลิว ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเจดีดอทคอม กล่าว พร้อมเสริมว่า การใช้โดรนขนส่งสร้างโอกาสให้บริษัทขยายธุรกิจเข้าสู่เขตชนบทได้ง่ายขึ้น

 

เมื่อไม่นานนี้ เจดีดอทคอม ทดลองใช้โดรนขนส่งสินค้าจริง หลังเริ่มการพัฒนาโดรนนับตั้งแต่ปี 2015 โดยโดรนของบริษัทสามารถบินด้วยความเร็วกว่า 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพื่อส่งสินค้าน้ำหนัก 5-30 กิโลกรัม ขณะที่โดรนทดลองยังสามารถส่งสินค้าน้ำหนักถึง 1,000 กิโลกรัมได้ด้วยเช่นกัน

เจดีดอทคอม ไม่ใช่บริษัทค้าปลีกรายเดียวที่เห็นโอกาสทางธุรกิจจากการใช้โดรนส่งของ โดยอเมซอน ยักษ์อี-คอมเมิร์ซจากสหรัฐ กำลังพัฒนาการใช้โดรนส่งสินค้า และเริ่มเปิดทดลองส่งจริงในสหรัฐเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โดยอเมซอนตั้งเป้าให้โดรนเป็นวิธีการขนส่งสินค้าที่รวดเร็วที่สุด อย่างไรก็ดีโดรนของอเมซอนยังมีข้อจำกัดเรื่องแบตเตอรี่ ทำให้ส่งของได้แค่ในระยะ 10 ไมล์ (ราว 16 กิโลเมตร)

ด้านวอลมาร์ท ห้างค้าปลีกชื่อดังในสหรัฐ กำลังหาทางเอาระบบบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้ในการวางระบบเส้นทางโดรน โดยสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐ เปิดเผยว่า วอล-มาร์ทจดสิทธิบัตรเกี่ยวกับระบบบริหารจัดการการขนส่งสินค้าไว้แล้ว โดยรายงานจากเว็บไซต์ฟอร์จูน ลองคาดเดาระบบของวอลมาร์ทว่า จะเป็นระบบที่ให้โดรนป้อนรหัสยืนยันตัวตนเพื่อเข้าสู่ระบบบล็อกเชน หากรหัสดังกล่าวถูกต้อง โดรนสามารถเอาของจากระบบไปส่งได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยลดความยุ่งยากในการบริหารจัดการขนส่งสินค้าลงได้อย่างมาก

แม้การขนส่งสินค้าด้วยโดรนกำลังอยู่ในช่วงการทดลองและพัฒนา แต่ก็นับเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามอง ซึ่งอาจพลิกโฉมระบบการขนส่งสินค้าในอนาคตก็เป็นได้

 

รีเมกอีกครั้ง! “ทามาก็อตจิ” สัตว์เลี้ยงดิจิทัลสุดฮิตแห่งยุค’90

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2560 เวลา 19:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/499519

รีเมกอีกครั้ง! "ทามาก็อตจิ" สัตว์เลี้ยงดิจิทัลสุดฮิตแห่งยุค'90

โดย… http://www.beatroot.cc

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ หรือบางคนอาจจะเคยเล่น “ทามาก็อตจิ” ของเล่นสุดฮิตแห่งยุคทศวรรษที่ 90 ซึ่งผลิตขึ้นโดยบริษัท Bandai ประเทศญี่ปุ่น กันมาบ้างแล้ว

ในปี 2017 นี้ ทามาก็อตจิรุ่นใหม่ล่าสุด ก็ออกมาอาละวาด ทามาก็อตจิ มินิ 2017 หรือ Tamagotchi 20th Edition รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ หน้าตาถอดแบบรุ่นมินิ 2005 แบบตั้งใจ เพราะว่าเอามารีเมก โดยมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมถึง 80% มีทั้งหมด 6 สีด้วยกัน โดยมี 5 คาแรกเตอร์หลัก มะเมจจิ คุจิปัจจิ มะซึคุจจิ เนียวรดจิ และโอยะจิดจิ และอีก 1 ตัวละครลับ

แต่ถ้าย้อนกลับไปในปี 2016 บริษัท Bandai ผู้ผลิตทามาก็อตจิได้เปิดตัวทามาก็อตจิ มิกซ์ (Tamagotchi m!x) ออกมาเพื่อฉลองครบรอบ 20 ปี ตั้งแต่ได้เริ่มมีวางขายทามาก็อตจิเมื่อปี 1996 โดยมี 2 แบบ คือเวอร์ชั่น คือ Melody m!x ver. และ Spacy m!x ver. จุดเด่นของทามาก็อตจิ รุ่น “Tamagotchi m!x Sanrio Characters m!x Version” ที่มีตัวการ์ตูนจากค่าย Sanrio ที่เหล่าคนในยุค 90s ส่วนใหญ่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่ยังเด็ก

Tamagotchi m!x Sanrio Characters m!x Version ประกอบไปด้วยตัวการ์ตูนยอดฮิตจากค่าย Sanrio อย่าง Hello Kitty, Kiki, Lala, Gudetama, Pompompurin, Cinnamoroll และ My Melody นอกจากตัวละครที่น่ารักขึ้นแล้ว ทามาก็อตจิรุ่นใหม่นี้ยังถูกพัฒนาให้สามารถทำอะไรได้มากกว่ารุ่นคลาสสิก ทั้งพาสัตว์เลี้ยงไปเที่ยว ตกแต่งห้องนอน ซึ่งข้าวของเครื่องใช้และสถานที่ก็จะเป็นไปตามธีมของตัวละครจากค่าย Sanrio รวมไปถึงระบบมินิเกมที่เพิ่มเกมเข้ามาใหม่ถึง 2 เกม ได้แก่ เกมจับตัวการ์ตูนที่หล่นจากฟ้าและเกมจับคู่การ์ด

นอกจากนั้น Tamagotchi m!x ยังสามารถมิกซ์ตัวละครได้อย่างสมชื่อ โดยสามารถจับคู่ตัวละครให้แต่งงานผสมข้ามสายพันธุ์กันได้ ทั้งตัวละครดั้งเดิมและตัวละครที่เพิ่มเข้ามาใหม่จาก Sanrio ทำให้มีสิทธิได้เห็นสัตว์เลี้ยงดิจิทัลหน้าตาแปลกๆ เช่น กระต่ายหน้าตาขี้เกียจนั่งอยู่ในเปลือกไข่ ซึ่งเป็นลูกผสมของ Gudetama และ My Melody นั่นเอง

หลังจากนั้นก็กำเนิดเกิด ลูกทามาก็อตจิขึ้นมา ซึ่งพฤติกรรม ลักษณะหน้าตา จะได้รับมาจากพ่อแม่ทามาก็อตจิ อีกทั้งยังสามารถแลกเปลี่ยนไอเท็ม รูปถ่ายของครอบครัวทามาก็อตจิของตัวเองให้กับเพื่อนที่เล่นทามาก็อตจิ Tamagotchi m!x หรือร้านของเล่นที่มี Tamagotchi m!x Station ติดตั้งอยู่

 

ทามาก็อตจิ คิดค้นขึ้นโดย อากิ มาอิตะ ผู้พัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ของ Bandai โดยมีแรงบันดาลใจมาจากความใฝ่ฝันที่อยากจะมีสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนแก้เหงา แต่ด้วยสภาพสังคมที่แออัดคับแคบในประเทศญี่ปุ่น จึงทำให้ไม่เอื้ออำนวยในการเลี้ยงสัตว์

ในช่วงแรกทามาก็อตจิถูกผลิตและจัดจำหน่ายขึ้นภายในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปลายปี 1996 ก่อนจะนำออกจำหน่ายไปทั่วโลกช่วงกลางปี 1997 และได้กลายเป็นของเล่นที่ฮิตติดลมบนมากที่สุดชิ้นหนึ่งในช่วงปี 1999-2000 เคยขายได้สูงสุดเฉลี่ยนาทีละ 15 ตัว สร้างยอดขายได้สูงสุดถึง 40 ล้านตัว

ทามาก็อตจิเป็นสัตว์เลี้ยงดิจิทัลที่มาในรูปแบบของเล่นอันจิ๋วพกพาง่าย โดยชื่อของมันมีที่มาจากคำว่า “ทามาโกะ” ในภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า “ไข่” บวกเข้ากับคำว่า “Watch” ในภาษาอังกฤษ เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะการเล่นที่ต้องรอเวลาฟักไข่ คอยดูแลและให้อาหารเจ้าสัตว์เลี้ยงในจออยู่ตลอด

เมื่อนำทั้งสองคำมารวมกัน จึงกลายเป็น “Tamagotch” แต่ด้วยสไตล์การออกเสียงของภาษาญี่ปุ่นเลยได้เติมตัว “i” ต่อท้ายเข้าไป ทำให้เพี้ยนมาเป็น “Tamagotchi” หรืออ่านว่าทามาก็อตจิแบบที่เราเรียกกันในปัจจุบัน

ในช่วงแรกทามาก็อตจิรุ่นคลาสสิกเป็นเกมหน้าจอขาวดำที่ให้เราเลี้ยงสัตว์ โดยมีกิจกรรมเพียง 4 อย่าง ได้แก่ ให้อาหาร พาเข้าห้องน้ำ รักษาโรค และปิดไฟเพื่อให้สัตว์เลี้ยงพักผ่อน

ต่อมาเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เทคโนโลยีได้ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้โลกกลายเป็นยุคดิจิทัลโดยแท้จริง การเข้าถึงเกมต่างๆ ทำได้ง่ายเพียงปลายนิ้วแค่กดเลือกแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ทำให้กระแสของเล่นที่ต้องพกเครื่องแยกอย่างทามาก็อตจิค่อยๆ เงียบหายไป

จากเด็กที่เล่นทามาก็อตจิในยุคนั้น ล้วนเติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่กันหมด ซึ่งปกติแล้วคนเรามักจะจินตนาการถึงประสบการณ์ชีวิตในรูปแบบของการมองย้อนอดีต (Nostalgia) ด้วยเหตุนี้คาดว่าทางบริษัท Bandai น่าจะหวังฟื้นคืนกระแสทามาก็อตจิอีกครั้งจากความโหยหาอดีต

โดยออกบนโลกยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีล้วนก้าวไปข้างหน้า แต่อย่างไรก็ตาม ความหวนคิดถึงอดีตก็น่าจะถูกฝังอยู่ลึกในจิตใจของผู้คนเช่นกัน ทามาก็อตจิโฉมใหม่ที่ออกแบบรูปลักษณ์ให้คล้ายเคียงกับรุ่นคลาสสิกในยุคทศวรรษที่ 90 น่าจะพอร่างภาพความทรงจำเก่าๆ ให้ไหลเวียนเข้ามาสู่จิตใจของผู้ที่คิดถึงวัยเด็กกันบ้างไม่มากก็น้อย

ที่มา www.beatroot.cc

 

เอชพีบุกกลุ่มอี-สปอร์ต รับเครื่องเดสก์ท็อปเกมคึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มิถุนายน 2560 เวลา 13:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/499374

เอชพีบุกกลุ่มอี-สปอร์ต รับเครื่องเดสก์ท็อปเกมคึก

เอชพีชูแผนเซ็กเมนต์เทชั่น เปิดตัวเดสก์ท็อปโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่บุกตลาดเกม 9,000 ล้าน หวังดันรายได้โตตามกระแสอี-สปอร์ต

นายสุธี สุวงศ์วัฒนากุล ผู้จัดการผลิตภัณฑ์กลุ่มคอนซูเมอร์พีซี บริษัท เอชพี อิงค์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเดสก์ท็อปโอเมน (OMEN) เปิดเผยว่า นโยบายของบริษัทการทำตลาดสินค้าทุกกลุ่มนั้นจะเซ็กเมนต์เทชั่นตามไลฟ์สไตล์ หรือการใช้งานของผู้บริโภคมากขึ้น นอกจากนี้ยังเดินหน้าสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าเอชพีมีความแข็งแกร่ง โดยในกลุ่มสินค้าเดสก์ท็อป โน้ตบุ๊ก บริษัทเดินหน้าสร้างเซ็กเมนต์บุกตลาดเกมมีมูลค่า 9,000 ล้านบาท ในไทย ส่วนตลาดโลกมีมูลค่า 9 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทได้เปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์โอเมน บาย เอชพี กลุ่มเดสก์ท็อป มาพร้อมกับดีไซน์สำหรับคอเกมและสามารถอัพเกรดได้ง่าย และโน้ตบุ๊กโอเมน บายเอชพี ขนาดหน้าจอ 15 นิ้ว กับหน้าจอ 17 นิ้ว ให้มีพอร์ตมากขึ้นและมีความสามารถในการใช้งานกับวีอาร์ได้มากขึ้น ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ในการเล่นเกมในอุปกรณ์ขนาดกะทัดรัด แพลตฟอร์มที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ง่าย อุปกรณ์เสริมที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคีย์บอร์ด หูฟังที่จะช่วยลดเสียงภายนอกได้ดีขึ้น และแผ่นรองเมาส์

ขณะที่ภาพรวมตลาดเดสก์ท็อปและโน้ตบุ๊กยังคงไม่มีการเติบโต อย่างไรก็ดีหลังจากโอเมน บาย เอชพี ออกสู่ตลาด เพื่อต้อนรับการเติบโตของเกมเมอร์ในไทย คาดว่าเกมเดสก์ท็อปจะโตขึ้น 12-15% และคาดว่าจะมีผู้เล่นเกมในปีนี้สูงถึง 18.3 ล้านคน ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยมีรายได้จากการเล่นเกมสูงเป็นอันดับที่ 20 ของโลก และเพื่อตอบรับการเติบโตของอี-สปอร์ตในไทยที่เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ โดยใช้งบการตลาดเพิ่มขึ้นมุ่งเน้นโฆษณาตามร้านเกม โฆษณาเคลื่อนที่ และผู้สนับสนุนการแข่งขันอี-สปอร์ตเพื่อสร้างการรับรู้

สำหรับภาพรวมทั่วโลกและภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกของเอชพีมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากยอดขายคอมพิวเตอร์ในกลุ่มเพอร์ซันนัลซิสเต็มส์ โดยเอชพีครองตำแหน่งพีซีอันดับหนึ่งของโลกในไตรมาสแรกของปีนี้ เติบโตขึ้น 26.1% เมื่อเทียบกับในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สำหรับไทยมีการเติบโตเหนือกว่าตลาดในทุกเซ็กเมนต์ โดยในตลาดของพีซีในกลุ่มของคอนซูมเมอร์และคอมเมอเชียลโตขึ้น  16.6% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และในกลุ่มของพีซีคอนซูมเมอร์เอเชพีเติบโตเพิ่มขึ้น 33.4% จากตลาดรวมที่ติดลบถึง 6.3%

 

ไทยติดอันดับ4ในเอเชียแปซิฟิก ถูกแฮ็กเกอร์โจมตี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มิถุนายน 2560 เวลา 12:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/499373

ไทยติดอันดับ4ในเอเชียแปซิฟิก ถูกแฮ็กเกอร์โจมตี

จับตาแนวโน้มแรนซัมแวร์ 6 เดือนซับซ้อนขึ้น ไทยติดอันดับ 4 โดนโจมตี กระทรวงดีอีใช้งบ 128 ล้าน ลงทุนซอฟต์แวร์ส่องสังคมออนไลน์

น.ส.ไมร่า พิเลา ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยเทรนด์แล็บ-บริษัท เทรนด์ไมโคร เปิดเผยว่า แนวโน้มภัยคุกคามบนโลกไซเบอร์ทั่วโลก 6 เดือน ปริมาณแรนซัมแวร์ลดลงแต่จะมีรูปแบบการทำงานซับซ้อนมากขึ้น โดยคาดการณ์การเติบโตของแรนซัมแวร์เติบโต 25% ลดลงจากปกติคาดว่าโต 172% ขณะนี้มีธุรกิจเปิดให้บริการแรนซัมแวร์โดยจ่ายค่าบริการตลอดชีพ 1,300 บาท

นอกจากนี้ ยังมีรูปแบบใหม่ อาทิ โฆษณาชวนเชื่อในโลกโซเชียลมีเดีย สร้างข่าวลวงโดยตรง รูปภาพลวง ส่วนใหญ่จะหวังผลทางด้านการเมือง หรือการแฮ็กฐานข้อมูลเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัว การแฮ็กหน่วยงานขององค์กร อาทิ แผนกจัดซื้อ หรือกระทั่งอุปกรณ์ไอโอที ส่วนใหญ่ป้องกันโดยติดตั้งระบบป้องกันและยืนยันตนบนอุปกรณ์ส่วนตัว

สำหรับในไทยติดอันดับที่โดนแฮ็กเกอร์โจมตีติดเป็นอันดับ 4 ของเอเชียแปซิฟิกในสัดส่วน 4% ธุรกิจกิจที่โดนภัยคุกคามส่วนใหญ่เป็นสถานบันการเงิน อย่างไรก็ดีเริ่มมีหลายประเทศที่วิธีการป้องกันมากกว่าจะปล่อยให้แรนซัมแวร์โจมตี เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง อินโดนีเซีย

ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) เตรียมใช้งบประมาณราว 128.56 ล้านบาท ลงทุนด้านซอฟต์แวร์ระบบวิเคราะห์ข้อมูลเครือข่ายโซเชียลมีเดีย เพื่อจับตาและระบุเครือข่ายความสัมพันธ์ของผู้ใช้งานกว่า 1 ล้านคน โดยซอฟต์แวร์นี้วิเคราะห์สื่อสังคมออนไลน์และรัฐบาลเปิดรับข้อเสนอ และจะนำซอฟต์แวร์ที่ได้ไปใช้ควบคู่กับกฎหมายไซเบอร์ฉบับใหม่ของไทยในอนาคต

ทั้งนี้ ไทยเป็นหนึ่งในรัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกที่กำลังเพิ่มการลงทุนซอฟต์แวร์ติดตามและประมวลผลด้านโซเชียลมีเดีย ก่อนหน้านี้นักวิจัยในมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก พบว่าหน่วยงานหลายแห่งภายใต้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐได้ลงทุนกว่า 5.82 ล้านเหรียญสหรัฐ ในซอฟต์แวร์ประเภทดังกล่าว

ภาพ…เอเอฟพี

 

ไทม์จับมือสแนปแชต ทุ่ม3,400ล.เจาะวัยรุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มิถุนายน 2560 เวลา 07:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/499321

ไทม์จับมือสแนปแชต ทุ่ม3,400ล.เจาะวัยรุ่น

ไทม์ลงทุนใหญ่ผลิตคอนเทนต์ป้อน “สแนปแชต” ขยายฐานกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ผ่านสมาร์ทโฟน

บลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่า บริษัท ไทม์ วอร์เนอร์ เตรียมลงทุน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3,400 ล้านบาท) ในบริษัท โซเชียล มีเดีย สแนป อิงค์ เพื่อทำคอนเทนต์เน้นเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นเวลา 2 ปี นับเป็นทิศทางการลงทุนด้านสื่อล่าสุด ที่สื่อเก่าหันมาร่วมกับสื่อใหม่เพื่อเจาะตลาดกลุ่มมิลเลนเนียลมากขึ้น

ไทม์ วอร์เนอร์ จะผลิตคอนเทนต์เฉพาะเพื่อป้อนบนแพลตฟอร์มสแนปแชตบนสมาร์ทโฟนโดยตรง อาทิ ละคร รายการตลก และสารคดี ความยาว 3-5 นาที  โดยคาดจะผลิตได้ 3 รายการ/วัน ภายในสิ้นปีนี้ จากปัจจุบันที่มี วันละ 1 รายการ ขณะที่บริษัทในเครือของไทม์ วอร์เนอร์ อาทิ เอชบีโอ เทอร์เนอร์ และวอร์เนอร์ บราเธอร์ส ก็จะโฆษณาบนสแนปแชตด้วย

ทั้งนี้ สแนปแชตเป็นแอพพลิเคชั่นแชตด้วยรูปภาพและวิดีโอที่ดังใน กลุ่มวัยรุ่นและเพิ่งเปิดขายหุ้นไอพีโอ โดยไทม์ วอร์เนอร์ กล่าวว่า ข้อตกลงครั้งนี้จะช่วยให้คอนเทนต์เข้าถึงกลุ่มผู้ชมกว้างขึ้น

 

กสทช.เปิดประมูลโครงการเน็ตในพื้นที่ชายขอบ เผยค่าบริการเริ่มเดือนละ100บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2560 เวลา 15:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/499270

กสทช.เปิดประมูลโครงการเน็ตในพื้นที่ชายขอบ เผยค่าบริการเริ่มเดือนละ100บาท

กสทช. เปิดขายซองประมูลโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่-บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า วันนี้ (20 มิ.ย. 2560) เป็นวันแรกของการเปิดขายซองประกวดราคาโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน โดยสำนักงาน กสทช. จะเปิดขายซองประกวดราคาตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 29 มิ.ย. 2560 จากนั้นจะจัดให้มีการประกวดราคาในเดือน ก.ค. 2560 โดยใช้วิธีการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Auction โดยอาศัยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2543 เพื่อให้การดำเนินโครงการมีค่าใช้จ่ายที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน จากนั้นคาดว่าจะสามารถลงนามในสัญญาได้ในเดือน ส.ค. 2560 เริ่มเปิดให้บริการได้ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2560 ไม่น้อยกว่า 15% ของหมู่บ้านเป้าหมาย และจะให้บริการครบทั้ง 3,920 หมู่บ้านภายในเดือน ก.ค. 2561

โครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบนี้ใช้งบประมาณในการดำเนินงาน 13,614.62 ล้านบาท เพื่อให้มีการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband Internet Service) และให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Service) ในพื้นที่เป้าหมายที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลมาก 3,920 หมู่บ้าน แบ่งเป็น 5 พื้นที่ดำเนินการ ได้แก่ 1.กลุ่มหมู่บ้านพื้นที่ชายขอบภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด จำนวน 1,013 หมู่บ้าน 2.กลุ่มหมู่บ้านพื้นที่ชายขอบภาคเหนือตอนล่าง 9 จังหวัด จำนวน 1,014 หมู่บ้าน 3.กลุ่มหมู่บ้านพื้นที่ชายขอบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 18 จังหวัด จำนวน 1,085 หมู่บ้าน 4.กลุ่มหมู่บ้านพื้นที่ชายขอบภาคกลางและภาคใต้ 24 จังหวัด จำนวน 752 หมู่บ้าน และ 5.กลุ่มหมู่บ้านพื้นที่ชายขอบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา (อ.จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย) จำนวน 56 หมู่บ้าน

นายฐากร กล่าวว่า เมื่อโครงการฯ ดำเนินการแล้วเสร็จและเปิดให้บริการ ประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ชายขอบจะได้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งจะมีการติดตั้งจุดกระจายสัญญาณรวมทั้งสิ้น 4,916 จุด รวมถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ที่มีความเร็วไม่น้อยกว่า 30 Mbps โดยการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะมีการเชื่อมต่อโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Fiber Optic Cable) ไปยังหมู่บ้านเป้าหมาย ระยะทางประมาณ 8,500 กิโลเมตร รวมถึงมีการจัดให้มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสาธารณะ USO Free WiFi ประชารัฐ ให้บริการฟรี ในทุกหมู่บ้านเป้าหมาย จำนวน 5,229 จุด และมีการสร้างศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะ (USO Net) พร้อมผู้ดูแลศูนย์แห่งละ 1 คน เปิดให้บริการฟรีจำนวน 763 แห่ง โดยแต่ละศูนย์สามารถรองรับการเข้าถึงและการใช้งานของประชาชนจาก 2-4 หมู่บ้าน

นอกจากนั้นโครงการนี้ยังจะมีการเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไปยังหน่วยงานของรัฐ 1,317 แห่ง ประกอบด้วย โรงเรียน 1,210 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลอีก 107 แห่ง ให้มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตใช้ฟรีตลอดระยะเวลา 5 ปี โดยทั้งหมดนี้สำนักงาน กสทช. จะสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานให้บริการและบำรุงรักษาต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 ปี

เมื่อเปิดใช้บริการจะมีแพ็คเกจอินเทอร์เน็ตบ้านที่ราคาถูกกว่าราคาตลาดให้กับประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่โครงการฯ ได้ใช้งาน โดยแพ็คเกจปกติความเร็ว 30/10 Mbps ที่ให้บริการอยู่ในตลาดราคา 599 บาท ประชาชนในโครงการจะสามารถใช้งานความเร็วระดับนี้ได้ในราคาที่ถูกกว่า

นอกจากนั้น ยังมี USO แพ็คเกจ เน็ตประชารัฐ สำหรับผู้มีรายได้น้อยและมีความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ความเร็วต่ำกว่า 30 Mbps อีก 3 แพ็คเกจให้เลือกใช้บริการ ได้แก่ 1. USO แพ็คเกจ รุ่นจิ๋ว ความเร็ว 10 Mbps ราคาไม่เกิน 100 บาทต่อเดือน  2. USO แพ็คเกจ รุ่นเล็ก ความเร็ว 15 Mbps ราคาไม่เกิน 150 บาทต่อเดือน และ 3. USO แพ็คเกจ รุ่นกลาง ความเร็ว 20 Mbps ราคาไม่เกิน 200 บาทต่อเดือน

 

จากช่างภาพสมัครเล่นสู่เจ้าของธุรกิจเลนส์เสริมสมาร์ทโฟน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2560 เวลา 13:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/499259

จากช่างภาพสมัครเล่นสู่เจ้าของธุรกิจเลนส์เสริมสมาร์ทโฟน

โดย… http://www.m2fnews.com

จากการจับกระแสความนิยมที่คนในโลกโซเชียลแข่งกันแชะภาพสวยๆ แนวๆ แชร์อวดเพื่อนในเฟซบุ๊คหรืออินสตาแกรม บวกกับการคาดเดาว่าคนที่รักการถ่ายภาพคงจะอยากได้อุปกรณ์เสริมที่ทำให้พวกเขาได้ภาพล้ำๆ เรียกไลค์จากโลกออนไลน์ แพทริก โอนีล ช่างภาพมือสมัครเล่นวัย 50 ปี เข้าใจความต้องการนี้ดี จึงลงมือคิดค้นเลนส์เสริมสำหรับกล้องสมาร์ทโฟน Olloclip

ปรากฏว่า โอนีล เดาตลาดถูก เพราะนอกจากเพื่อนๆ ตากล้องสมัครเล่นจะอยากอุดหนุนเลนส์ของเขาแล้ว ยังสนใจสนับสนุนด้านการเงินเพื่อให้ Olloclip ได้แจ้งเกิดอีกด้วย ปี 2011 โอนีล ได้รับเงินจากการระดมทุนในเว็บไซต์ Kickstarter กว่า 68,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 2.3 ล้านบาท) โดยเจ้าตัวยังนำบ้านในรัฐแคลิฟอร์เนียไปจำนองได้ทุนมาอีก 200,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 6.78 ล้านบาท)

การทุ่มทุนของ โอนีล ไม่เสียเปล่า เพียงไม่กี่ปีบริษัทมียอดจำหน่าย Olloclip กว่า 1.5 ล้านชิ้น แต่ละปียอดสั่งซื้อยังโตขึ้นเฉลี่ย 20% โดยยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด รุ่นที่ขายดีที่สุดเป็นรุ่น 4 in 1 ที่มี 4 เลนส์ ได้แก่ เลนส์ฟิชอาย เลนส์ถ่ายมุมกว้าง และเลนส์มาโครอีก 2 ชิ้นสำหรับถ่ายวัตถุใกล้ๆ

นอกจากไอเดียธุรกิจจากโลกโซเชียลแล้วโอนีล อดีตเจ้าของบริษัทผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ยังได้แรงบันดาลใจของ Olloclip มาจากความต้องการของตัวเองอีกด้วย เขาได้คลุกคลีอยู่กับการถ่ายภาพกับคุณปู่ตั้งแต่วัยเด็ก พอเป็นผู้ใหญ่ก็ยังแบกกล้องแบกเลนส์สำหรับกล้องดิจิทัล SLR ติดตัวไปด้วยทุกทริปการเดินทาง

ปัญหาที่เขาพบกับตัวเองคือ ทุกครั้งที่ออกไปเก็บภาพ เขาต้องแบกสัมภาระสำหรับกล้องที่หนักอึ้ง โอนีล แก้ปัญหาด้วยการนำเลนส์มาติดเพิ่มเข้าไปที่ไอโฟนของตัวเอง ซึ่งเป็นที่มาของ Olloclip ที่ผลิตออกมาทั้งใช้กับสมาร์ทโฟนของซัมซุงและแอปเปิล

อย่างไรก็ดี แม้เลนส์ของ โอนีล จะใช้ได้กับสมาร์ทโฟนของสองค่ายหลัก แต่ส่วนใหญ่เขาจะเน้นที่สินค้าตระกูลไอของแอปเปิลเป็นหลัก เนื่องจากตัวเองเป็นแฟนพันธุ์แท้ของค่ายฝั่งสหรัฐ และลูกค้าของแอปเปิลส่วนใหญ่มักจะใช้เงินกับแอคเซสซอรี่สมาร์ทโฟนมากกว่าผู้ใช้แบรนด์อื่น นอกจากนี้ บริษัท แอปเปิล ยังมีส่วนช่วยให้ Olloclip เป็นที่รู้จักในวงกว้างหลังจากนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายในแอปเปิลสโตร์

 

ความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดของ Olloclip คือต้องตามให้ทันการเปลี่ยนแปลงดีไซน์ของสมาร์ทโฟน ที่มักจะมีรุ่นใหม่ๆ ออกมาแทนที่ตลอดเวลา เมื่อมีโทรศัพท์รุ่นใหม่เปิดตัวพวกเขาก็ต้องออกแบบเลนส์ใหม่ให้ใช้งานกับโทรศัพท์รุ่นนั้นๆ ได้ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ โอนีล และทีมงานจะใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติผลิตแบบจำลองของโทรศัพท์ที่เตรียมจะเปิดตัว ซึ่งมักจะมีตัวต้นแบบหลุดออกมาก่อนการจำหน่ายอย่างเป็นทางการ แล้วทดสอบกับเลนส์

แม้ว่า Olloclip จะถูกนำมาใช้กับการถ่ายภาพโพสต์ลงโซเชียลเป็นส่วนใหญ่ แต่เลนส์ของ โอนีล ยังมีอีกหน้าที่หนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน Olloclip จะถูกส่งไปที่เนปาลพร้อมกับทีมแพทย์ของสหรัฐ เป็นอุปกรณ์ช่วยในการตรวจวินิจฉัยโรคตา โดยแพทย์จะใช้เลนส์มาโครขยายภาพลูกตาของคนไข้ในพื้นที่ที่ไม่สะดวกในการขนอุปกรณ์วินิจฉัยโรคทางการแพทย์ขนาดใหญ่และน้ำหนักมากเข้าไปตรวจคนไข้

เมื่อได้ภาพขยายของดวงตาแล้ว แพทย์สามารถส่งภาพนั้นกลับไปให้โรงพยาบาลที่สหรัฐ เพื่อขอความเห็นที่สองอีกครั้งในกรณีที่เป็นเคสซับซ้อนได้ทันที เมื่อเทียบกับการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ต้องใช้เวลาส่งนานกว่า

จุดมุ่งหมายต่อไปของช่างภาพมือสมัครเล่นวัย 50 คือการขยายสายการผลิตไปที่เคสโทรศัพท์และแอคเซสซอรี่ในการถ่ายภาพอื่นๆ โอนีล กล่าวว่า ทุกอย่างที่ผมจะทำต่อไปนี้จะเกี่ยวข้องกับการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟนทั้งหมด ผมอยากอัพเกรดสิ่งที่ผู้คนสามารถทำผ่านสมาร์ทโฟนให้ล้ำยิ่งกว่าเดิม และสิ่งนั้นจะต้องไม่ธรรมดาแน่นอน

 

“อเมซอน” รุกค้าปลีกพลิกเกมธุรกิจโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มิถุนายน 2560 เวลา 18:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/499187

"อเมซอน" รุกค้าปลีกพลิกเกมธุรกิจโลก

โดย…นันทิยา วรเพชรายุทธ

“อเมซอน อิงค์” ยักษ์ใหญ่อี-คอมเมิร์ซเบอร์ 1 ในสหรัฐ ได้ประกาศดีลที่สร้างความตกตะลึงไปทั้งประเทศและทั่วโลกเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กับการซื้อกิจการ “โฮลฟู้ดส์” (Whole Foods) ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ที่เน้นอาหารเป็นมิตรต่อสุขภาพ ในราคา 1.37 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.65 แสนล้านบาท)

การขยับตัวของอเมซอนในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเข้ามาเล่นในตลาดค้าปลีกกลุ่มอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างเต็มตัวเท่านั้น แต่ก็ยังส่งสัญญาณถึงจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรม “ค้าปลีก” และ “อี-คอมเมิร์ซ” ที่อาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และเป็นก้าวย่างที่ทั่วโลกต้องจับตามอง

เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาอเมซอนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วถึงบทบาทการเป็น “ผู้เปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรม” หรือ Disruptor ในสหรัฐมาโดยตลอด โดยพาตัวเองจากร้านขายหนังสือทางออนไลน์ที่ตั้งขึ้นเมื่อปี 1995 ไปสู่อี-คอมเมิร์ซเบอร์ 1 ในสหรัฐ ที่กวาดส่วนแบ่งการตลาดธุรกิจค้าปลีกในสหรัฐไปถึง 43%

อเมซอนไม่ได้แค่เปลี่ยนตัวเองจากร้านหนังสือไปสู่ร้านค้าปลีกออนไลน์ขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ความโดดเด่นยังรวมถึงพัฒนาการทางด้าน “เทคโนโลยี” ที่มุ่งสู่การพัฒนาหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และยังถือเป็นหัวแถวของตลาด “คลาวด์ คอมพิวติ้ง” โดยอเมซอน เว็บ เซอร์วิส (AWS) ที่แซงหน้าอัลฟาเบต (กูเกิล) และไมโครซอฟท์ ขึ้นเป็นเบอร์ 1 และมีส่วนแบ่งการตลาดราว 40% ของตลาดพับลิก คลาวด์ เซอร์วิส ในไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา

การที่ยักษ์ออนไลน์และไอทีระดับนี้รุกเข้าสู่ภาคค้าปลีกกลุ่มอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค (Grocery) ที่มีมูลค่าถึง 8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ/ปี (ราว 27.1 ล้านล้านบาท) นอกจากจะถูกจับตามองเรื่องการนำเทคโนโลยีในมือไปเปลี่ยนโฉมธุรกิจค้าปลีกแบบเดิมที่มีหน้าร้าน (Brick and Mortar) แล้วก็ยังถูกจับตามองว่าอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการ “กินรวบ” อุตสาหกรรมอีกด้วย

แม้ปัจจุบันการค้าทั่วไปจะหันเข้าสู่ยุคออนไลน์มากขึ้นแล้ว ทว่ามีธุรกิจในกลุ่มค้าปลีกด้านอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคเพียงประมาณ 1-2% เท่านั้นที่มุ่งเข้าตลาดออนไลน์ โดยคาดว่าตัวเลขนี้จะขยับขยายเป็น 6% ภายในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยได้แรงหนุนของผู้บริโภคในกลุ่มมิลเลนเนียลที่จะหันมาซื้อสินค้าประเภทดังกล่าวทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้น

ที่ผ่านมา อเมซอนเองก็เคยจับมือเป็นพันธมิตรกับธุรกิจในกลุ่มดังกล่าวเพื่อขยายไลน์สินค้าให้หลากหลายขึ้นแล้ว โดยมีมานานราว 10 ปีแล้ว ทว่าการซื้อโฮลฟู้ดส์เป็นของตัวเองในครั้งนี้ บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าอเมซอนต้องการเดินหน้าธุรกิจนี้อย่างจริงจัง จึงหันมาซื้อโฮลฟู้ดส์ที่มีทั้งหน้าร้านและโกดังเก็บของสด ซึ่งเป็นจุดอ่อนเดิมของบริษัท เพราะโกดังเดิมของอเมซอนนั้นไม่ได้รองรับสินค้าในกลุ่มนี้

จอห์น แม็คคีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของโฮลฟู้ดส์ เคยกล่าวเอาไว้เมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ ในยุคที่อเมซอนวิ่งเข้าสู่ธุรกิจนี้ว่า วันใดที่อเมซอนได้ธุรกิจนี้ไป จะเป็นเหมือนวันแห่งการประกาศชัยชนะในสมรภูมิรบ หรือเป็นเหมือน Waterloo ของอเมซอน

เป็นที่คาดว่าอเมซอนจะใช้ทรัพยากรในมือ โดยเฉพาะระบบอี-คอมเมิร์ซและคลาวด์ คอมพิวติ้ง เข้ามาปรับโฉมการค้าปลีกแบบ Grocery ที่ส่วนใหญ่ยังเป็นแบบพึ่งพาหน้าร้านอยู่ ให้กลายเป็นการค้าแบบใหม่ทางออนไลน์มากขึ้น

หรือขณะเดียวกัน ก็อาจเป็นการปรับโฉมหน้าร้านให้มีความทันสมัยรับยุคใหม่ คล้ายกับที่อเมซอนเพิ่งออกโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตอัจฉริยะนำร่องไปในเมืองซีแอตเทิล ที่ใช้เทคโนโลยีประมวลผลการหยิบจับของออกจากชั้นวางได้อย่างแม่นยำ ทำให้ลูกค้าที่ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นมาใช้ไม่จำเป็นต้องนำของไปจ่ายเงิน แต่สามารถหยิบของแล้วออกนอกร้านได้เลย โดยจะมีการตัดเงินในบัญชีโดยอัตโนมัติพร้อมส่งใบเสร็จมาให้เอง

ซาคารี ฟาเดม นักวิเคราะห์จากธนาคารเวลส์ ฟาร์โก ให้มุมมอง กับบลูมเบิร์กถึงดีลในครั้งนี้ว่า อเมซอนจะเป็นผู้พลิกเกมในอุตสาหกรรมนี้ และยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้เล่นรายอื่นๆ ในกลุ่มค้าปลีกอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคว่าการแข่งขันกำลังจะดุเดือดเข้มข้นขึ้น

ที่ผ่านมา ห้างค้าปลีกในกลุ่ม Grocery หลายรายต้องเร่งปรับตัวอย่างหนักในโลกออนไลน์ ให้ทันกับกลุ่มอี-คอมเมิร์ซที่เข้ามาเจาะตลาดของตนเองกันมากขึ้น นำโดยวอลมาร์ทที่ทุ่มเม็ดเงินลงทุนเฉพาะปีที่แล้วไปถึง 3,300 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.12 แสนล้านบาท) เพื่อมุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ใน Jet.com โดยขยายร้านค้าออนไลน์ไปมากกว่า 600 แห่ง จากร้านค้าจริงของวอลมาร์ทที่มีอยู่ราว 4,700 สาขาทั่วประเทศ และทำให้มียอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้นถึง 63% ในปีที่แล้ว

ขณะที่ห้างค้าปลีกรายอื่นๆ ก็กำลังมุ่งเบนเข็มเข้าสู่ออนไลน์มากขึ้นให้ทันเกมเช่นกัน ก่อนที่จะช้าไปจนไม่สามารถแข่งขันได้ เช่นเดียวกับร้านค้าปลีกอื่นๆ ทั้งที่อยู่ในกลุ่ม Grocery หรือประเภทอื่นๆ ที่ปรับตัวตามไม่เร็วพอจนตกขบวนไปตามๆ กัน เช่น ห้างเจซีเพนนี และเมซีส์ ที่ทยอยปิดสาขาจำนวนมากไปแล้วก่อนหน้านี้ ขณะที่ร้านค้าปลีกแบบมีหน้าร้านอีกมากก็ทยอยประกาศล้มละลายอย่างต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปีมานี้

หากปรับตัวตามไม่ทัน แม้จะใหญ่แค่ไหนก็มีสิทธิล้มได้เสมอ ในยุคของคลื่นการค้ายุคใหม่วันนี้