ไอทีหวังพีซีโน้ตบุ๊กฟื้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มิถุนายน 2560 เวลา 07:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/498113

ไอทีหวังพีซีโน้ตบุ๊กฟื้น

เออาร์ไอพีหวังตลาดพีซี-โน้ตบุ๊กรายได้ฟื้น จัดคอมมาร์ตจอยตั้งเป้าแตะ 3,000 ล้าน คนร่วมงานหลักล้าน

นายพรชัย จันทรศุภแสง ผู้อำนวยการธุรกิจสื่อไอทีและดิจิทัล บริษัท เออาร์ไอพี ผู้จัดงานคอมมาร์ต จอย 2017 กล่าวว่า เทรนด์ตลาดไอทีในช่วงครึ่งปีหลังตั้งแต่ มิ.ย.-ธ.ค. คาดว่าลูกค้าที่ต้องการสินค้ากลุ่มพรีเมียมจะช่วยให้ค่าเฉลี่ยในการจับจ่ายสินค้ากลุ่มนี้มีการเติบโตขึ้น เพราะความต้องการอัพเกรดเครื่องให้ดีขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งราคาอุปกรณ์เสริมต่างๆ ค่อนข้างสูง

“บริษัทตั้งเป้าเงินสะพัดภายในงานไว้ที่ 3,000 ล้านบาท ถือว่าไม่เยอะและไม่น้อยเกินไป โดยปกติช่วงกลางปีจะไม่มีการใช้จ่ายเท่ากับช่วงต้นปีหรือปลายปี แต่สินค้าราคาสูงขึ้นก็น่าจะช่วยดันยอดขายรวมให้สูงขึ้นด้วย” นายพรชัย กล่าว

ทั้งนี้ ค่าเฉลี่ยในการใช้จ่ายคาดว่าจะอยู่ที่ 4 หมื่นบาท/คน ถือว่าเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากครั้งที่แล้ว ซึ่งมีการใช้จ่ายอยู่ที่ 3.5 หมื่น/คน โดยเทียบจากราคาสินค้าที่แพงสุดและถูกสุด แต่เนื่องจากราคาสินค้าเปิดตัวใหม่ในครั้งนี้มีราคาแตะหลักแสน ส่วนระดับหมื่นต้นๆ ก็ยังมีขายภายในงาน แต่จะเป็นการลดราคาเครื่องรุ่นเก่าที่ตกรุ่นแล้ว

ขณะที่ผู้เข้าชมงานคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านราย เมื่อเทียบจากครั้งที่ผ่านมาอยู่ที่ 7-8 แสนราย โดยจะมีกิจกรรมส่งเสริมการตลาด งานสัมมนา รวมทั้งการแสดงนวัตกรรมอย่างเอไอ เออาร์ และวีอาร์ ที่เข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันมากขึ้น

สำหรับนวัตกรรมที่จะมาแสดงในงานจะช่วยให้ประชาชนทราบถึงประโยชน์มากขึ้น เช่น เครื่องดูดฝุ่น ทีวี ตู้เย็น ที่ผนวกกับเทคโนโลยีและมีประโยชน์ในการใช้งาน ซึ่งยังไม่ได้มีการเติบโตถึงขั้นสร้างรายได้ อาจต้องรอประมาณปลายปี-ต้นปีหน้าที่จะมีการรับรู้รายได้ด้านนวัตกรรมส่วนนี้

นอกจากนี้เทรนด์สินค้าในงานที่คาดว่าจะได้รับความสนใจ ได้แก่ สินค้าจาก DJI ทั้งโดรนและแว่นตาที่ทำงานร่วมกันซึ่งจะเปิดขายภายในงานเป็นครั้งแรก โน้ตบุ๊กจากเดลล์ ที่ทำจากอะลูมิเนียม เลอโนโว โยก้า ที่บิดหน้าจอได้แบบ 360 องศา จากอัลตราบุ๊กกลายเป็นแท็บเล็ตและเอซุส จะเปิดตัวรุ่นใหม่ครั้งแรกในงาน

ด้านโซนการจัดงานจะรวบรวมสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยีเอนเตอร์เทนเมนต์ทุกแบรนด์ โซนลดราคาสินค้าในกลุ่มแกดเจ็ตและแอกเซสซอรี่ การจัดกิจกรรมคอสเพลย์เพื่อชิงทุนการศึกษากว่า 5 หมื่นบาท สินค้าภายในบ้าน รวมทั้งบิ๊กโบนัสสำหรับบิลซื้อสินค้า 3,000 บาทขึ้นไปลุ้นรับรถยนต์นิสสัน มาร์ชและบัตรกำนัลมูลค่า 250 บาทสำหรับซื้อสินค้าภายในงานได้โดยไม่กำหนกการซื้อสินค้าขั้นต่ำ

อย่างไรก็ดี ยังมีการจัดงานสัมมนาสำหรับกลุ่มเอสเอ็มอี ชื่อว่า Business Success Stories เจาะกลยุทธ์ดิจิทัลธุรกิจ 4.0 ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการได้ไอเดียที่ดีเพื่อดำเนินธุรกิจสำหรับอนาคตด้วย สำหรับการจัดงานคอมมาร์ต จอย จะมีขึ้นในวันที่ 22-25 มิ.ย.นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ภาพประกอบข่าว

 

3 ประเด็นฮอต! คนทอล์คสนั่นโซเชียลวันฝนถล่มกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2560 เวลา 20:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/498099

3 ประเด็นฮอต! คนทอล์คสนั่นโซเชียลวันฝนถล่มกรุง

โดย…โธธโซเชียล

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคงไม่พ้นสภาพอากาศแปรปรวน ฝนตกกระหน่ำจนเกิดน้ำท่วมขัง! ทีมงานไม่รอช้ารีบรวบรวมประเด็นที่ประชากรชาวโซเชียลพูดถึงว่ามีอะไรบ้าง

ทั้งนี้ พบว่ามีการพูดถึงน้ำท่วมมากถึง 4 หมื่นข้อความ ประเด็นที่ถูกยกมาพูดในสถานการณ์น้ำท่วมแบ่งได้เป็น 3 ประเด็นหลักๆ ได้แก่ การเมือง ส่วนใหญ่จะเป็นการกล่าวถึงการบริหารของรัฐบาลชุดปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงอดีตผู้ว่าฯ กทม.

ต่อมาคือเรื่อง รถติด เพราะนอกจากบนถนนจะมีน้ำท่วมขังแล้ว รถยังต้องติดแหง็กอยู่บนถนนอีกด้วย ซึ่ง 3 เส้นทางที่รถติดสุดๆ คือ รัชดาภิเษก-ลาดพร้าว วิทยุ-ชิดลม และพหลโยธิน ประเด็นสุดท้ายคือ ความสู้ชีวิตของคนกรุงเทพฯ คนส่วนใหญ่จะโพสต์ข้อความว่า “ต่อให้ฝนตกน้ำท่วมแค่ไหนก็ต้องไปทำงานให้ได้!”

ทีมงานยังได้รวบรวมเพจบนโซเชียลที่รายงานสถานการณ์ฝนตกและน้ำท่วมอย่างรวดเร็ว โดยทางเฟซบุ๊ก คือ เพจ FM91 Traffipro ทวิตเตอร์ คือ เพจ Nakhon224 และทาง YouTube คือ TNN 24

 

เผย 5 อันดับ อาชญากรCyber ที่ทั่วโลกต้องการตัวมากที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2560 เวลา 20:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/498098

เผย 5 อันดับ อาชญากรCyber ที่ทั่วโลกต้องการตัวมากที่สุด

โดย…พงศ์วุฒิ ไพรไพศาลกิจ

การโจรกรรมข้อมูลทาง Cyber ถือว่าเป็นหัวข้อหลักที่มีการพูดถึงกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ซึ่งหลายครั้ง อาชญากรทาง Cyber ทำลงไปเพื่อเตือนสติหรือทดสอบระบบการรักษาความปลอดภัยขององค์กรบางแห่งเท่านั้น แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่กระทำการโดยมุ่งหวังเพื่อการจารกรรมข้อมูลทาง Cyber จริงๆและมีการจัดอันดับหัวโจกอาชญากร Cyber ที่ทั่วโลกต้องการตัวเพื่อนำตัวมาลงโทษให้เร็วที่สุด ดังนี้

อันดับที่ 5 หากพูดถึงเว็บไซต์ที่สร้างความก่อกวน (Advertise Website) คงเป็นสิ่งที่เราทุกคนเจออยู่เป็นประจำ Peteris Sahurovs หนึ่งในอาชญากรทาง Cyber ที่โลกต้องการตัว ซึ่งแฝงมากับแนวคิดการช่วยลูกค้าป้องกันเครื่องของตนเองโดยทำการปลอมแปลงโฆษณาที่มาพร้อมกับเว็บไซต์ต่างๆ และเปลี่ยนให้โฆษณาปกติเป็นการขายโปรแกรมป้องกันไวรัสออนไลน์แบบหลอกลวง (Fake Antivirus) โดยเจ้าหนุ่มคนนี้สามารถทำรายได้จากการหลอกลวงภายในปี 2010 ปีเดียวไปได้ถึง 10 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ FBI ออกมาประกาศเพื่อล่าตัวโดยเจ้าหนุ่มคนนี้มีค่าหัวถึง 5 หมื่นเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

อันดับที่ 4 และ 3 Noor Aziz Uddin และ Farhan Ul Archad ทั้งสองคนมีความสามารถในการหลอกลวง ขโมยและปลอมแปลงเอกสารสำคัญของบุคคลในองค์กรยักษ์ใหญ่หลายแห่ง ไม่เพียงเท่านั้น ยังสามารถเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในองค์กรและเข้าไปเพื่อทำการขโมยข้อมูลสำคัญออกมาเพื่อประกอบการทำธุรกรรมอย่างผิดกฎหมาย โดยรวมแล้วไม่เพียงแต่บริษัทในสหรัฐเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงปากีสถาน ฟิลิปปินส์ ซาอุดิอาระเบีย สวิตเซอร์แลนด์ สเปน สิงคโปร์ อิตาลีและมาเลเซีย ทำรายได้ไปได้กว่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีการตั้งค่าหัวของทั้งสองไว้ที่ 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ อีกเช่นเดียวกัน

อันดับที่ 2 ข่าวที่ดังมากในรอบหลายปีที่ผ่านมาคือ บริษัทไอทียักษ์ใหญ่อย่าง Yahoo ถูกมือดีแฮ็กระบบ Database ของผู้ใช้งานทั้งหมดไปกว่า 500 ล้านบัญชีผู้ใช้งาน (Accounts) สิ่งที่ได้ไม่เพียงแค่ User Accounts เท่านั้น แต่รวมถึงข้อมูลส่วนตัว รหัสผ่านและนำข้อมูลไปขายในโลกใต้ดิน มูลค่าแบบประเมินไม่ได้กันเลยทีเดียว ทำให้ Alexsay Belan ถือว่าเป็นหนึ่งในอาชญากรที่ถูกการันตีจากค่าหัวที่สูงถึง 1 แสนเหรียญสหรัฐ ถือว่ายังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ

เรื่องราวของการแฮ็กครั้งใหญ่ที่สุดคงจะเทียบไม่ได้กับการปลอมแปลงตัวเองในเว็บไซต์ออนไลน์และทำการเปลี่ยนแปลงตัวเลขในการโอนเงินสำหรับการขายในแต่ละครั้งคงต้องพูดถึง Nicolae Popescu ด้วยค่าหัวสูงถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ แลกมากับประวัติสุดแสบที่แอบซ่อนตัวเองอยู่ในระบบของเว็บไซต์ประมูลออนไลน์ และส่งข้อมูลการประมูลของที่ไม่มีอยู่จริง รวมถึงการปลอมแปลงใบเรียกเก็บเงินของร้านค้าไปยังผู้ซื้อ มูลค่าที่สูญเสียนับไม่ถ้วน ทำให้นี่คือสุดยอดของอาชญากรทาง Cyber ที่เรารู้ตัวได้เท่านั้นเอง

ภาพจาก https://www.fbi.gov

 

93% ของอีเมล Phishing แถมไวรัสโปรแกรมเรียกค่าไถ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2560 เวลา 13:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/498041

93% ของอีเมล Phishing แถมไวรัสโปรแกรมเรียกค่าไถ่

โดย…welivesecurity

ณ ตอนนี้ 93% ของอีเมล Phishing มีโปรแกรมเรียกค่าไถ่ (Ransomware) ฝังอยู่ด้วย จากรายงานของ PhishMe

มีหลายเหตุผลที่ทำให้จำนวนโปรแกรมเรียกค่าไถ่ใช้ประโยชน์จากอีเมล Phishing อย่างแรกก็คือ วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่อาชญากรไซเบอร์ใช้แพร่กระจายมัลแวร์ หรืออีกเหตุผลก็คือโปรแกรมเรียกค่าไถ่สามารถสร้างกำไรได้อย่างดี

ขณะที่ Phishing แบบอื่นสามารถสร้างรายได้ให้อาชญากรได้น้อย แต่โปรแกรมเรียกค่าไถ่หรือ Ransomware สามารถจำกัดเวลาและทำให้เหยื่อจ่ายเงินค่าไถ่ได้รวดเร็วและง่ายกว่า

การโจมตีอื่นๆ ของอาชญากรไซเบอร์ เช่น การขโมยข้อมูล ข้อมูลดังกล่าวจะต้องถูกนำไปซื้อ-ขายในตลาดมืดถึงจะสร้างรายได้ให้กับอาชญากร

Brendan Griffin ผู้จัดการในหน่วยข่าวกรองไซเบอร์จาก PhishMe กล่าว “ถ้าเรานั่งคิดเกี่ยวกับราคาของค่าไถ่ คือประมาณ 1 หรือ 2 บิตคอยน์นั่นเท่ากับ 400-800 เหรียญสหรัฐ นี่ยังไม่นับเงื่อนไขของอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจจะทำให้ตัวเลขสูงถึง 1,000 เหรียญสหรัฐเลยทีเดียว”

หลายธุรกิจกำลังพบว่าตัวเองกำลังตกเป็นเหยื่อของโปรแกรมเรียกค่าไถ่ มากพอๆ กับคนที่พยายามแลกเงินเป็นบิตคอยน์เพื่อจ่ายค่าไถ่

PhishMe ยังมีรายงานว่า จำนวนอีเมล Phishing กำลังเพิ่มขึ้นเป็น6.3 ล้านอีเมลในไตรมาสแรกของปี 2016 เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4 ของปี 2015ถึง 789%

Anti-Phishing Working Group ออกความเห็นว่า ในปี 2016 มีการโจมตีแบบ Phishing มากที่สุดในประวัติศาสตร์

ที่มา https://www.welivesecurity.com/2016/06/03/nearly-phishing-emails-now-contain-ransomware/

*********************

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ https://blog.eset.co.th/

 

หยุดแชตขณะขับขี่ ฟีเจอร์ใหม่ลดอุบัติเหตุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2560 เวลา 13:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/498039

หยุดแชตขณะขับขี่ ฟีเจอร์ใหม่ลดอุบัติเหตุ

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

การแชตผ่านสมาร์ทโฟนเป็นสาเหตุหลักที่นำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนหลายครั้ง โดยหน่วยงานความปลอดภัยบนท้องถนนของสหรัฐ ระบุว่า การมัวพะวงกับการใช้สมาร์ทโฟนระหว่างขับรถคร่าชีวิตประชาชนไป 8 ราย/วัน และทำให้มีผู้บาดเจ็บกว่า 1,000 ราย

ด้วยเหตุนี้ ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายพยายามหาทางแก้ไข และเทคโนโลยีกำลังกลายเป็นทางเลือกหนึ่งในการเข้ามาช่วยควบคุมพฤติกรรมผู้ขับขี่ไม่ให้มุ่งความสนใจไปที่สมาร์ทโฟนมากเกินไปจนละเลยสภาพการจราจรบนถนน

แอปเปิ้ล อิงค์ ยักษ์ไอทีระดับโลกคือบริษัทล่าสุดที่ต้องการเพิ่มความปลอดภัยให้กับการขับขี่รถ โดยในงาน WWDC ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-9 มิ.ย.นี้ เพื่ออัพเดทนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของบริษัท แอปเปิ้ลได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ชื่อ Do Not Disturb While Driving (DNDWD) ส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการ iOS11 ซึ่งจะบล็อกการแชตและการใช้แอพพลิเคชั่นระหว่างขับขี่โดยเฉพาะ รวมถึงปิดการแจ้งเตือนต่างๆ

เมื่อใดก็ตามที่สมาร์ทโฟนเชื่อมต่อกับรถยนต์ผ่านบลูทูธหรือสายเคเบิลขณะที่รถกำลังวิ่งอยู่ ฟีเจอร์ DNDWD จะตรวจจับความเร็วรถและรับรู้ได้ทันทีว่าผู้ใช้กำลังขับรถอยู่ ทำให้คนขับไม่สามารถใช้งานสมาร์ทโฟนได้ นอกจากนี้เมื่อมีผู้ส่งข้อความเข้ามา ฟีเจอร์ดังกล่าวจะส่งข้อความอัตโนมัติตอบกลับไปเพื่อแจ้งว่าเจ้าของสมาร์ทโฟนกำลังขับรถอยู่และไม่สามารถตอบข้อความได้

อย่างไรก็ดี ผู้ใช้สมาร์ทโฟนยังสามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นแผนที่ หรือแอพพลิเคชั่นช่วยนำทางของแอปเปิ้ลได้ระหว่างขับรถ แต่ไม่สามารถป้อนจุดหมายปลายทางเพิ่มได้ รวมถึงสามารถใช้แอพพลิเคชั่นนำทางอื่นได้ด้วยเช่นกันเช่น กูเกิล แมป

แม้ว่าฟีเจอร์ใหม่ดังกล่าวอาจไม่ได้ป้องกันการใช้สมาร์ทโฟนขับขี่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากผู้ขับขี่บางรายอาจปิดฟีเจอร์ดังกล่าวโดยระบุว่าตัวเองไม่ได้กำลังขับรถอยู่ แต่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวนับเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ดี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแอปเปิ้ลหันมาใส่ใจปัญหาการใช้สมาร์ทโฟนระหว่างขับรถมากขึ้น

แอปเปิ้ลไม่ใช่เอกชนรายแรกที่ต้องการเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง ด้วยการป้องกันไม่ให้คนขับไปสนใจสมาร์ทโฟนมากเกินไป

ก่อนหน้านี้เมื่อต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมานิสสัน ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากญี่ปุ่น เปิดตัวอุปกรณ์ต้นแบบชื่อ ซิกแนล ชิลด์ (Signal Shield) สำหรับใช้เก็บสมาร์ทโฟนบนรถ ที่จะบล็อกการเชื่อมต่อสัญญาณไวร์เลสกับสมาร์ทโฟน ทำให้ไม่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อแชตหรือใช้งานแอพพลิเคชั่นสื่อโซเชียลต่างๆ คล้ายคลึงกับการทำงานของกรงฟาราเดย์ (Faraday Cage) ที่ปิดกั้นกระแสไฟฟ้าเข้ามายังอุปกรณ์ที่อยู่ภายใน

นิสสันระบุว่า แม้อุปกรณ์ดังกล่าวยังเป็นเพียงตัวต้นแบบและยังต้องมีการพัฒนาปรับปรุงอุปกรณ์อีก แต่ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการปิดสมาร์ทโฟนเพราะคนขับยังสามารถฟังเพลงบนรถได้ด้วยการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับสายเคเบิล รวมถึงรับสายเข้าสำคัญๆ ผ่านบลูทูธได้ เพียงแค่เปิดฝากล่องเก็บอุปกรณ์ดังกล่าว

ภาพ…AFP

 

ภาพชุด “HomePod” แก็ดเจ็ทล่าสุดจากแอปเปิลราคา349เหรียญสหรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2560 เวลา 12:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/497929

ภาพชุด "HomePod" แก็ดเจ็ทล่าสุดจากแอปเปิลราคา349เหรียญสหรัฐ

แอปเปิลเผยโฉม “HomePod” ลำโพงอัจฉริยะในงาน WWDC ราคา 349 เหรียญสหรัฐเริ่มขาย 3 ประเทศปลายปีนี้

เป็นประจำทุกปีในงานประชุมประจำปีของบริษัท (WWDC) ที่แอปเปิลจะประกาศการอัพเดทซอฟท์แวร์ให้กับแก็ดเจ็ทในตระกูลไอทั้งหลาย แต่ปีนี้พิเศษตรงที่แอปเปิลยังใช้โอกาสนี้เปิดตัวของเล่นชิ้นใหม่และเผยการยกเครื่องผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วครั้งใหญ่

ปีนี้ยักษ์ใหญ่ไอทีตีตลาดคู่แข่งอย่างกูเกิลและอเมซอนด้วยการเผยโฉม HomePod ลำโพงอัจฉริยะสำหรับคนที่รักเสียงดนตรี โดยเจ้าลำโพงสูง 7 นิ้วหน้าตาเหมือนหัวไมโครโฟนเครื่องนี้มาพร้อมลำโพง 7 ตัวที่สามารถปรับเสียงให้เข้ากับสภาพแวดล้อมแบบอัตโนมัติ

อีกฟีเจอร์ที่เป็นจุดขายคือ HomePod ยังมีไมโครโฟนอีก 6 ตัวเพื่อรองรับคำสั่งเสียงที่ทำงานร่วมกับ SIRI เพียงแค่พูดว่า Hey Siri แล้วตามด้วยคำสั่ง เช่น ช่วยเล่นเพลงนี้ให้หน่อย เพลงนี้ใครร้องนะ หรือเล่นเพลงฮิปฮอปหน่อย หรือจะเปลี่ยนเป็นผู้ช่วยประจำบ้าน เช่น รายงานสภาพอากาศ การแจ้งเตือนต่างๆ ผ่าน iMessage ลำโพงอัจฉริยะเครื่องนี้สามารถเชื่อมต่อกับแอปเปิลมิวสิค หรือ iTunes เพื่อเล่นเพลงในคลังได้เลย

HomePod มีสองสีให้เลือกคือ ขาวและดำ สนนราคาที่ 349 เหรียญสหรัฐ หรือราว 11,845 บาท โดยจะเริ่มเปิดตัวที่สหรัฐ อังกฤษ และออสเตรเลียปลายปีนี้ ส่วนประเทศอื่นยังไม่มีกำหนด

ภาพ : เอเอฟพี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ยอดช็อปออนไลน์โต16% PayPalรุกตลาดรายย่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2560 เวลา 06:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/497885

ยอดช็อปออนไลน์โต16% PayPalรุกตลาดรายย่อย

PayPalขยายฐานผู้ค้ารายย่อยคาดยอดใช้จ่ายผ่านออนไลน์ปีนี้โต 16% มูลค่า 376.8 พันล้าน

นายสมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรี ผู้จัดการ PayPal ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันโซเชียลคอมเมิร์ซเป็นช่องทางการขายที่สำคัญของผู้ค้ารายย่อยในไทยและมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น โดยคาดว่ายอดใช้จ่ายผ่านออนไลน์ปีนี้โตขึ้นประมาณ 16% มูลค่า 3.768 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 อยู่ที่ 3.256 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาด บริษัทจึงนำระบบชำระเงินแบบดิจิทัล PayPal.Me รุกทำตลาดครั้งใหญ่สำหรับกลุ่มผู้ประกอบอาชีพ อิสระร้านค้ารายย่อย และธุรกิจบีทูบี สามารถชำระเงินจากผู้ซื้อหรือลูกค้าในต่างประเทศได้มากกว่า 200 ล้านราย ในสกุลเงินมากกว่า 100 สกุลเงิน ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าผู้ค้ารายย่อยยังมี ความกังวลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมออนไลน์

สำหรับระบบดังกล่าวเปิดให้ บริการตั้งแต่เดือน ก.ค. 2559 มีคนไทยเข้ามาใช้งานถึง 5.4 หมื่นครั้ง มีสัดส่วน 26.8% จาก 2 แสนครั้ง ขึ้นเป็นอันดับ 1 ของเซาท์ อีสท์ เอเชีย ซึ่งปีนี้บริษัทตั้งเป้าโตด้วยตัวเลขสองหลัก

 

กสทช.เผย5วันทดลองเปิดสแกนนิ้วลงทะเบียนซิมเติมเงินได้ยอด700เลขหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มิถุนายน 2560 เวลา 17:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/497861

กสทช.เผย5วันทดลองเปิดสแกนนิ้วลงทะเบียนซิมเติมเงินได้ยอด700เลขหมาย

เลขาธิการ กสทช. เผยเปิดทดลองลงทะเบียนซิมเติมเงินด้วยการสแกนลายนิ้วมือ 5 วัน ใน 30 จุดให้บริการ ยอดลงทะเบียน 700 เลขหมาย

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า หลังจากที่สำนักงาน กสทช. ได้เปิดทดลองให้ลงทะเบียนซิมเติมเงินด้วยระบบสแกนลายนิ้วมือ (finger print) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดย AIS DTAC และ TRUE ให้บริการที่ศูนย์บริการสยามพารากอน ส่วน TOT และ CAT ให้บริการที่ศูนย์บริการหลักสี่ และเปิดให้บริการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 2 อำเภอในจังหวัดสงขลา คือ อำเภอนาทวี และอำเภอจะนะ รวมทั้งสิ้น 30 จุด ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2560 ที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบของสำนักงาน กสทช. พบว่า มีประชาชนให้ความสนใจมาใช้บริการลงทะเบียนซิมเติมเงินด้วยระบบสแกนลายนิ้วมือแล้วเป็นจำนวน 700 เลขหมาย โดยแยกเป็น กรุงเทพมหานคร 15 เลขหมาย ปัตตานี 200 เลขหมาย ยะลา 204 เลขหมาย นราธิวาส 173 เลขหมาย และสงขลา 108 เลขหมาย

การลงทะเบียนซิมเติมเงินด้วยระบบสแกนลายนิ้วมือที่ให้บริการอยู่ในขณะนี้เป็นการเปิดทดลองให้บริการนำร่องก่อนที่เครื่องสแกนลายนิ้วมือ 20,000 กว่าเครื่องจะส่งไปยังจุดให้บริการทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการทั่วประเทศในเดือน ส.ค. 2560 ทั้งนี้ในช่วงทดลองให้บริการประชาชนยังคงสามารถลงทะเบียนด้วยวิธีการเดิม หรือจะใช้วิธีการลงทะเบียนซิมแบบใหม่ด้วยระบบสแกนลายนิ้วมือได้ในพื้นที่เปิดทดลองให้บริการ และในเดือน ส.ค. 2560 เมื่อเครื่องสแกนถูกติดตั้งครบทั้ง 20,000 กว่าจุดทั่วประเทศ การลงทะเบียนซิมเติมเงินจะเปลี่ยนมาใช้วิธีการบริการลงทะเบียนด้วยระบบสแกนลายนิ้วมือทั้งหมด

“การลงทะเบียนซิมเติมเงินด้วยระบบสแกนลายนิ้วมือนี้ เป็นการตรวจสอบลายนิ้วมือของผู้ใช้บริการ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อมูลในบัตรประชาชนที่เก็บบันทึกโดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ไม่ใช่การตรวจสอบการใช้งานของประชาชน จึงทำให้ประชาชนสามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลส่วนบุคคลจะถูกจัดเก็บเป็นความลับและปลอดภัย”นายฐากร กล่าว

 

กลุ่มไอทียันต้านก่อการร้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มิถุนายน 2560 เวลา 07:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/497785

กลุ่มไอทียันต้านก่อการร้าย

บริษัทโซเชียลมีเดียดัง ยืนยันพยายามต้านก่อการร้าย หลังผู้นำอังกฤษจ่อเข้มงวดอินเทอร์เน็ต

บรรดาบริษัทเทคโนโลยี เช่น ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก และกูเกิล ออกมายืนยันความพยายามป้องกันการใช้ โซเชียลมีเดียในการโฆษณาชวนเชื่อและเป็นเครื่องมือสื่อสารของกลุ่ม ก่อการร้าย หลังนายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์ ของอังกฤษ เตรียมจะเพิ่มความเข้มงวดกับบริษัทเทคโนโลยีต่อกรณี ดังกล่าวจากกรณีการก่อการร้ายที่ สะพานลอนดอน

ทั้งนี้ การก่อการร้ายดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยผู้ต้องสงสัย 3 ราย ขับรถพุ่งเข้าชน ผู้สัญจรบริเวณสะพานลอนดอน ก่อนใช้มีดไล่แทงผู้คนในตลาดโบโร มาร์เก็ต ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 7 ราย บาดเจ็บจำนวนมาก ก่อนที่กลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) จะออกมาอ้างตัวอยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายครั้งล่าสุดในอังกฤษ

ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า อังกฤษผ่านกฎหมายเพิ่มอำนาจการสืบสวนเมื่อ เดือน พ.ย. 2016 โดยเป็นการเพิ่มอำนาจให้กับผู้บังคับใช้กฎหมายของอังกฤษ ให้สามารถแฮ็กเข้าโทรศัพท์มือถือ หรือเรียกดูประวัติการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านเว็บเบราเซอร์ได้ ทั้งนี้ยังไม่แน่ชัดว่าเมย์ต้องการเพิ่มความเข้มงวดกฎหมายดังกล่าวเพิ่มเติมแค่ไหน

“เราใช้เทคโนโลยีผสมผสานกับการใช้พนักงานพิจารณา สำหรับการทำงานอย่างหนักเพื่อลบเนื้อหาของกลุ่มก่อการร้ายออกจากแพลตฟอร์มของเราทันทีที่พวกเราพบ” ไซมอน มิลเนอร์ ผู้อำนวยการด้านนโยบายของเฟซบุ๊ก กล่าว

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจอังกฤษสามารถยืนยันอัตลักษณ์ของผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 ราย ซึ่งถูกตำรวจวิสามัญขณะเกิดเหตุได้แล้ว แต่เบื้องต้นยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้เพิ่มอีกหลายราย จากเดิมที่จับกุมไปแล้ว 12 ราย เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ภาพ รอยเตอร์ส

เตือนภัยไซเบอร์ค้าออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มิถุนายน 2560 เวลา 07:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/497695

เตือนภัยไซเบอร์ค้าออนไลน์

เคพีเอ็มจี ชี้ภาคธุรกิจตื่นตัวไวรัสเรียกค่าไถ่ ห่วงค้าปลีกออนไลน์เป้าหมายโจมตี จับตาขยายวงกว้างสู่มือถือและเว็บเบราเซอร์

น.ส.ศรีสุชา ลิ่มทอง กรรมการบริหาร ที่ปรึกษาธุรกิจ เคพีเอ็มจี ประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังจากมัลแวร์ WannaCry Ransomeware ส่งผลกระทบไปทั่วโลกในช่วงเดือนที่ผ่านมา จนมีระบบคอมพิวเตอร์ได้รับผลกระทบแล้วกว่า 2 แสนระบบใน 150 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ทำให้หลายฝ่ายมีความตื่นตัวทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนเพื่อหาวิธีรับมือปัญหาดังกล่าว

ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจที่ต้องเฝ้าระวังที่จะตกเป็นเป้าหมายของอาชญากรไซเบอร์คือ กลุ่มธุรกิจค้าปลีก ที่มีฐานลูกค้าจำนวนมาก และมีระบบการเชื่อมต่อการจ่ายเงินผ่านออนไลน์ รวมถึงการกดซื้อสินค้าและบริการผ่านออนไลน์ จึงอยากแนะนำให้ป้องกัน

ขณะที่กลุ่มสถาบันการเงินมีความตื่นตัวอย่างมาก ส่วนกลุ่มธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิตยังไม่ได้รับความสนใจในการป้องกันเท่าไร เพราะอาจอยู่ระหว่างการจัดทำข้อกำหนดเงื่อนไขการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Fund Transfer : EFT)

ปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้ากว่า 2,000 ราย แบ่งเป็นกลุ่ม ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ 100 ราย ซึ่งคาดว่าภายใน 1-2 ปีนี้จะมีมูลค่าราว 100 ล้านบาท โดยมองว่าบริษัทในตลาดหลักทรัพย์จะลงทุนด้านไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ส่งผลให้ตลาดในกลุ่มดังกล่าวมีมูลค่าอยู่ที่ 1,500 ล้านบาท

นายประธาน พงศ์ทิพย์ฤกษ์ ผู้จัดการที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยไซเบอร์ เคพีเอ็มจี ประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทได้มีการเฝ้าระวังซึ่งข้อมูลจากอาชญากรไซเบอร์รายนี้ระบุว่า มัลแวร์ WannaCry Ransomeware ตัวนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ซึ่งต่อไปจะมีการโจมตีไปสู่โทรศัพท์มือถือ และเว็บเบราเซอร์ เพื่อขยายวงกว้าง

ทั้งนี้ วิธีการที่ดีที่สุดคือการอัพเดทเวอร์ชั่นของระบบปฏิบัติการให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดอยู่เสมอ รวมถึงควรมีการประเมินความเสี่ยงขององค์กร 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.กำหนดนโยบายผู้ใช้งาน 2.ให้ความรู้ผู้ใช้งาน และ 3.อัพเดทการป้องกัน

นอกจากนี้ยังได้ประสานงานไปยังบริษัทต่างๆ ของเคพีเอ็มจี ในภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และสหรัฐ เพื่อมอนิเตอร์การแก้ไขปัญหาและการป้องกันความเสี่ยงของปัญหาดังกล่าว

ภาพ…เอเอฟพี