เครื่องซีทีสแกนสนามบิน ความหวังใหม่สกัดแบนแล็ปท็อป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2560 เวลา 21:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/497684

เครื่องซีทีสแกนสนามบิน ความหวังใหม่สกัดแบนแล็ปท็อป

เมื่อไม่นานนี้ ความวิตกเรื่องการห้ามนำแล็ปท็อปหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขึ้นเครื่องบินได้กลับมาอีกครั้ง หลังมีข่าวว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังพิจารณาขยายการแบนอุปกรณ์ดังกล่าวในทุกเที่ยวบินที่เดินทางเข้าออกประเทศ เพราะต้องการเพิ่มมาตรการเตรียมรับมือภัยก่อการร้าย

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

อย่างไรก็ดี ความเคลื่อนไหวล่าสุดของบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ความปลอดภัยสนามบิน ที่กำลังพัฒนาเครื่องสแกนกระเป๋าแบบใหม่ อาจเป็นหนทางช่วยให้รัฐบาลสหรัฐไม่ต้องประกาศขยายการแบนดังกล่าวเพิ่มก็เป็นได้ เนื่องจากเครื่องสแกนแบบใหม่ที่สแกนวัตถุอย่างละเอียดนั้น อาจทำให้ผู้โดยสารสามารถนำแล็ปท็อปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใส่กระเป๋าขึ้นเครื่องบินได้

ล่าสุดนั้น เครื่องสแกนกระเป๋าดังกล่าวของ อินเทอเกรท ดีเฟนซ์ แอนด์ซิเคียวริตี้ส์ โซลูชั่น (ไอดีเอสเอส) ผ่านการทดสอบเบื้องต้นจากหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐแล้ว ขณะที่บริษัทดังกล่าวรายใหญ่แห่งอื่นในประเทศกำลังยื่นเรื่องต่อหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยด้านการเดินทาง (ทีเอสเอ) ให้เข้ามาทดสอบเครื่องสแกนกระเป๋าแบบใหม่ของบริษัทด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ เครื่องสแกนดังกล่าวให้ภาพที่คมชัดกว่าแบบปัจจุบัน จากการนำเทคโนโลยีซีทีสแกนที่ใช้ทางการแพทย์มาปรับใช้กับเครื่อง โดยกล้องเอกซเรย์ที่หมุนได้รอบทิศทางสามารถจับภาพชิ้นส่วนวัตถุในกระเป๋าได้กว่า 1,000 ภาพจากมุมต่างๆ ช่วยให้เครื่องคอมพิวเตอร์สร้างภาพที่มีความละเอียดสูงแบบสามมิติ นอกจากนี้เครื่องดังกล่าวยังคำนวณความหนาแน่นของวัตถุได้ด้วย หมายความว่าสามารถตรวจจับการซุกซ่อนวัตถุระเบิดขนาดเล็กได้อย่างอัตโนมัติ รวมถึงของเหลวและเจลต่างๆ ด้วย

ขณะเดียวกัน บรรดาบริษัทผลิตอุปกรณ์ความปลอดภัยหลายรายมองว่าการติดตั้งเครื่องซีทีสแกนแบบใหม่ที่จุดตรวจกระเป๋าจะช่วยย่นระยะเวลาการตรวจสอบได้ราว 50% เพราะเครื่องรุ่นใหม่มีอัตราการแจ้งเตือนผิดพลาดน้อยกว่าเครื่องที่ใช้ระบบเอกซเรย์ทั่วไป และทำให้เจ้าหน้าที่ไม่ต้องมาเสียเวลาตรวจกระเป๋าเอง

ด้านทีเอสเอเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับประเด็นการแบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเริ่มทดสอบการทำงานของเครื่องสแกนกระเป๋าแบบใหม่ที่สนามบิน 10 แห่งทั่วสหรัฐเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

แต่การติดตั้งเครื่องสแกนแบบใหม่นี้ในสนามบินทั่วสหรัฐยังไม่น่าจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ เพราะหากจะเริ่มใช้งานเครื่องดังกล่าวจริง รัฐบาลสหรัฐต้องจ่ายเงินซื้อเครื่องหลายพันเครื่อง คิดเป็น 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.4 หมื่นล้านบาท) อีกทั้งทางสนามบินจำเป็นต้องอัพเกรดระบบโครงสร้างพื้นฐานบางอย่าง เนื่องจากเครื่องดังกล่าวใช้พลังงานไฟฟ้ามากกว่าเครื่องรุ่นปัจจุบัน

นอกจากนี้ เครื่องดังกล่าวที่ใช้เทคโนโลยีซีทีสแกน ก่อให้เกิดความวิตกเรื่องปัญหารังสีสะสม ทำให้ทางการต้องทดสอบอย่างถี่ถ้วนเสียก่อน

“แม้เครื่องสแกนเทคโนโลยีซีทีจะช่วยยกระดับความปลอดภัยได้อย่างมาก และลดความยุ่งยากของผู้โดยสาร แต่เราต้องทดสอบมากขึ้นให้แน่ใจก่อนจะดำเนินการติดตั้งทั่วประเทศ เครื่องดังกล่าวไม่เพียงแค่ต้องมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังต้องได้มาตรฐานด้านความปลอดภัยและกระบวนการดำเนินงานด้วย”ไมเคิล อิงแลนด์ โฆษกทีเอสเอ กล่าว

ภาพ…เอเอฟพี

 

ปราการ “อาเซียน” บททดสอบแรกยักษ์ไอทีจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2560 เวลา 07:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/497584

ปราการ "อาเซียน" บททดสอบแรกยักษ์ไอทีจีน

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน กำลังกลายเป็นบททดสอบแรกสำหรับบริษัทเทคโนโลยีแดนมังกรในการขยายธุรกิจออกไปนอกตลาดบ้านเกิดที่กำลังชะลอตัวอยู่ในขณะนี้ และกรุยทางสู่การครอบครองตลาดอื่นๆ ทั่วโลก

ภาคธุรกิจเทคโนโลยีนับเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่จีนกำลังผลักดันให้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ และการเคลื่อนไหวของบริษัทไอทีจีนในการเข้าซื้อกิจการและร่วมมือกับสตาร์ทอัพในภูมิภาคอาเซียน ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าจีนจริงจังกับตลาดอาเซียนไม่น้อย โดยไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส (พีดับเบิ้ลยูซี) เปิดเผยว่า การลงทุนด้านเทคโนโลยีในต่างประเทศของจีน เพิ่มขึ้นมา 2 เท่า อยู่ที่ 3.78 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.28 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2016

บลูมเบิร์กรายงานว่า เมื่อปีที่แล้ว อาลีบาบา ยักษ์อี-คอมเมิร์ซจีน ลงทุน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.4 หมื่นล้านบาท) เพื่อเข้าซื้อ
ลาซาด้า แพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซในสิงคโปร์ ด้าน เจดีดอทคอม คู่แข่งอาลีบาบาด้านอี-คอมเมิร์ซ กำลังเจรจาลงทุนหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐในโทโกพีเดีย แพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์จากอินโดนีเซีย

ขณะที่ เทนเซนต์ ยักษ์ด้านไอที ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นแชต วีแชท เพิ่มการลงทุนใน จูกซ์ แอพพลิเคชั่นฟังเพลงที่ได้รับความนิยมอย่างมากในไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย และเข้าลงทุนใน ซี (Sea) สตาร์ทอัพเทคโนโลยีมูลค่าสูงสุดในอาเซียน ซึ่งรีแบรนด์มาจาก การีนา บริษัทอินเทอร์เน็ตและเกมออนไลน์ รวมถึงเตรียมลงทุน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.4 หมื่นล้านบาท) ใน โก-เจ็ก ผู้ให้บริการไรด์-แชริ่ง จากอินโดนีเซีย ด้าน ตีตี้ ผู้ให้บริการไรด์-แชริ่งจากจีน ประกาศจับมือกับ แกร็บ บริษัทในธุรกิจเดียวกันจากสิงคโปร์ด้วยเช่นกัน

แม้ว่าธุรกิจไอทีในอาเซียนยังอยู่ในระยะตั้งไข่ แต่ประชากรมหาศาลโดยเฉพาะชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น และทิศทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ทำให้บริษัทจีนเห็นศักยภาพตลาดอาเซียน โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจ 5 ประเทศอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม จะโตกว่า 5% ต่อปี จนถึงปี 2022

“โอกาสในเอเชียไม่อาจเทียบกับที่อื่นๆ ได้ อาเซียนกำลังเติบโตในอัตราที่รวดเร็ว และมีความคล้ายคลึงกับจีนหลายอย่างในเรื่องพฤติกรรมผู้บริโภค” เกรซ เซีย ผู้อำนวยการระดับสูง ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนองค์กรของเทนเซนต์ กล่าว

รายงานระบุว่า อาลีบาบา เป็นเอกชนจีนที่รุกลงทุนในอาเซียนมากที่สุด เริ่มจากการซื้อลาซาด้า ตามด้วยการเดินทางเยือนมาเลเซียของ แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบา เมื่อเดือน มี.ค. เพื่อเจรจาตั้งศูนย์โลจิสติกส์แห่งแรกนอกจีนในมาเลเซีย รวมถึงขยายธุรกิจ แอนท์ ไฟแนนเชียล บริษัทลูกที่ให้บริการทางการเงินในไทยโดยร่วมมือกับบริษัท แอสเซนด์ มันนี่ เพื่อวางเครือข่ายระบบชำระเงินออนไลน์ให้ครอบคลุมพลเมืองอาเซียนราว 340 ล้านคน และลงนามข้อตกลงที่คล้ายคลึงกันกับบริษัท เอ็มเทก กรุ๊ปของอินโดนีเซีย

“ตอนแรกมีแค่อาลีบาบา แต่ตอนนี้เราเริ่มเห็นบริษัทจีนขนาดใหญ่รองลงมาให้ความสนใจตลาดอาเซียนมากยิ่งขึ้น” ไมเคิล ลินท์ หุ้นส่วนบริษัทร่วมทุน โกลเด้นเกต เวนเจอร์ ของสหรัฐ กล่าว

สมาร์ทโฟนจีนบุกแรง

ไอดีซี บริษัทวิจัยตลาดเทคโนโลยีสัญชาติสหรัฐ เปิดเผยว่า บรรดาผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจีนอย่างออปโป้ วีโว่ และหัวเว่ย กำลังเข้ามาช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนในอาเซียนแข่งกับซัมซุง ยักษ์สมาร์ทโฟนจากเกาหลีใต้อย่างดุเดือด โดยสมาร์ทโฟนจีน สามารถครองตลาดอาเซียนไปได้ 21% ในปี 2016 ห่างจากเบอร์หนึ่งอย่างซัมซุงเล็กน้อยที่ 23%

รายงานระบุว่า ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจีนทั้งสามทำได้ดีในการพัฒนาด้านการถ่ายภาพ โดยสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธง เช่น ออปโป้เอฟ1 วีโว่วี5 และหัวเว่ยพี9 ต่างมีจุดเด่นเรื่องกล้อง โดยออปโป้และวีโว่เน้นการถ่ายเซลฟี่เป็นหลัก ส่วนหัวเว่ย มุ่งพัฒนาคุณภาพและความคมชัดกล้องเพื่อจับกลุ่มผู้ชื่นชอบการถ่ายภาพ

นอกจากนี้ ไอดีซีเสริมว่า ความนิยมสมาร์ทโฟนแบรนด์จีนในอาเซียนที่เพิ่มขึ้นมาจากกลยุทธ์การตลาดอันยอดเยี่ยม โดยแคมเปญโฆษณาของออปโป้ใช้คนดังในประเทศนั้นๆ มาเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ และสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้เป็นสินค้าสำหรับคนรุ่นใหม่ เช่นเดียวกับวีโว่ที่ใช้เซเลบริตี้ในประเทศอาเซียนเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่หัวเว่ยเน้นนำเสนอคุณสมบัติโดดเด่นของสมาร์ทโฟนเรือธงเป็นหลัก

“เมื่อตลาดสมาร์ทโฟนเติบโตขึ้น ความต้องการเปลี่ยนสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่จะกลายเป็นปัจจัยหลักขับเคลื่อนการขยายตัวของตลาด โดยเฉพาะในเขตเมือง บริษัทที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดีกว่าย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า” เจนเซ่น โออิ นักวิจัยตลาดฝ่ายเอเชียแปซิฟิกของไอดีซี กล่าว

ภาพ…เอเอฟพี

 

กสทช.รับมือจัดทีมเฝ้าระวังแฮ็กเกอร์ป่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มิถุนายน 2560 เวลา 09:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/497446

กสทช.รับมือจัดทีมเฝ้าระวังแฮ็กเกอร์ป่วน

กสทช.ตั้งศูนย์เฉพาะกิจติดตามสถานการณ์แฮ็กเกอร์โจมตีไอทีภาครัฐ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจาย เสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏข่าวกรณีศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ไทยเซิร์ต) พบการเผยแพร่ข้อความผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก ชื่อ “Op Anonymous Greece” โดยระบุว่า จะมีการโจมตีระบบสารสนเทศของหน่วยงานภาครัฐของประเทศไทย พร้อมระบุเวลาในการโจมตีขึ้นในวันศุกร์ที่ 2 มิ.ย. 2560 เวลา 20.10-21.00 น.

ทั้งนี้ สำนักงาน กสทช.ได้จัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจคอยติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งมีหนังสือสั่งการผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไอเอสพี) และผู้ให้บริการวงจรสื่อสารระหว่างประเทศ (ไอไอจี) ทุกรายเฝ้าระวังความปลอดภัยเครือข่ายอย่างเข้มงวด รวมถึงเตรียมการรับมือกับผลกระทบ ที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย

“สำนักงาน กสทช. พร้อมสนับสนุนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และหน่วยงานความมั่นคงซึ่งเป็นหน่วยงานรักษาการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 ในการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่” นายฐากร กล่าว

ทั้งนี้ เฟซบุ๊กชื่อ Op Anonymous Greece ได้ประกาศโจมตีช่องโทรทัศน์รัฐบาลไทย ได้แก่ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 และช่อง MCOT 30 ในช่วงออกอากาศสด เนื่องในโอกาสครบรอบการดำเนินงานของโครงการซิงเกิ้ลเกตเวย์

 

สร้างครีเอเตอร์ เพิ่มโอกาสคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มิถุนายน 2560 เวลา 07:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/497411

สร้างครีเอเตอร์ เพิ่มโอกาสคนรุ่นใหม่

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

พฤติกรรมการรับชมคอนเทนต์ผ่านมือถือและแท็บเล็ตของคนรุ่นใหม่ ทำให้การเติบโตของคอนเทนต์บนยูทูบหรือแอพพลิเคชั่นไลฟ์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี ถือว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางรายได้ให้แก่คนที่สนใจได้อย่างมาก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินตลาดผลิตเนื้อหารายการที่แพร่ภาพผ่านทางทีวีออนไลน์โดยเฉพาะ ว่าจะมีมูลค่าประมาณ 600-615 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.5% ของมูลค่าตลาดผลิตรายการโทรทัศน์โดยรวม ที่คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 3.9-4 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ตลาดผลิตเนื้อหารายการที่แพร่ภาพผ่านทางทีวีออนไลน์มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยภายใน 5 ปีข้างหน้า คาดการณ์ว่า ตลาดผลิตเนื้อหารายการที่แพร่ภาพผ่านทางทีวีออนไลน์โดยเฉพาะ จะมีมูลค่าสูงถึง 1,880-2,190 ล้านบาท หรือ 3-3.5% ของมูลค่าตลาดผลิตรายการโทรทัศน์โดยรวม ซึ่งเติบโตมากกว่า 3 เท่าจากมูลค่าตลาดในปี 2558

เฟรด ชอง ประธานกรรมการบริหารระดับภูมิภาค บริษัท เว็บทีวีเอเชีย กล่าวว่า การรับชมคอนเทนต์ผ่านยูทูบมีการเติบโตมาก ซึ่งหลังเปิดให้บริการในประเทศไทยมา 3 ปี มีการเติบโตมากกว่า 5 เท่าทุกปีต่อเนื่อง อีกทั้งพฤติกรรมการรับชมคอนเทนต์ของคนรุ่นใหม่ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นคนดังเพียงอย่างเดียว ทำให้รายการที่ให้ความบันเทิงและมีเนื้อหาน่าสนใจได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

“แม้ว่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับศิลปินและคนดังยังเป็นรายการหลักที่คนสนใจ แต่คอนเทนต์ที่เกี่ยวกับการแต่งหน้า ท่องเที่ยว เด็กและตลกก็เป็นประเภทคอนเทนต์ที่คนบนโลกออนไลน์ค้นหาและต้องการรับชม” ชอง กล่าว

ขณะที่บริษัทดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับดูแลศิลปินมาก่อน และมองเห็นโอกาสจากกลุ่มดิจิทัล ซึ่งเริ่มจากมาเลเซียและขยายไปเปิดตลาดในจีนซึ่งมีจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนมากที่สุด ส่วนไทยเป็นประเทศที่สามที่มีการรับชมคอนเทนต์บนยูทูบสูงที่สุดในเอเชีย และขณะนี้มีช่องบนยูทูบแล้วกว่า 1,500 ช่องใน 6 ประเทศ มีผู้รับชมผ่านช่องทางเว็บทีวีเอเชียแล้วกว่า 1,500 ล้านวิว

ปัจจุบันเว็บทีวีเอเชียในประเทศไทย มียอดรับชมแล้วกว่า 300 ล้านวิว มีจำนวนครีเอเตอร์ประมาณ 300 คน ไม่ว่าจะเป็น บี้ เดอะสกา แร็ปอิสนาว คิดส์ทอย อาร์พีจี เป็นต้น และยังคงหาครีเอเตอร์ที่น่าสนใจเข้ามาร่วมเป็นพาร์ตเนอร์ในระบบอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ บริษัทยังดูแลครีเอเตอร์หากเซ็นสัญญาเป็นเอ็กซ์คลูซีฟ ไม่ว่าจะเป็น หาโฆษณามาลงในรายการ ช่วยคิดและผลิตรายการ รวมทั้งหางานแสดงเพื่อเป็นรายได้เสริมอีกช่องทางหนึ่ง

“หากครีเอเตอร์มีผู้ติดตามหลักแสนซับสไครเบอร์ จะมีผู้จัดการส่วนตัวคอยดูแลเพื่อช่วยเหลือและจัดการคิวงานให้ด้วย แต่บริษัทก็เปิดกว้างเรื่องการแสดงความคิดเห็นต่อรูปแบบรายการเพื่อดึงดูดให้คนเข้ามารับชมจำนวนมาก” ชอง กล่าว

ขณะเดียวกัน บริษัทยังมองว่ารายการบนยูทูบค่อนข้างที่จะมีเยอะและยากต่อการค้นหา จึงสร้างแอพพลิเคชั่นเลิฟ (LUVE) ขึ้น เพื่อเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มในการนำเสนอคอนเทนต์ที่เหมาะกับผู้ใช้งานแต่ละประเทศ โดยเลือกเปิดที่ไทยเป็นประเทศแรก ตั้งเป้ายอดดาวน์โหลดภายในสิ้นปีนี้ไว้ที่ 1 แสนดาวน์โหลด

ในอนาคตยังหวังจะให้คนซึ่งเป็นที่รู้จักในสื่อดั้งเดิมอย่างทีวี แมกกาซีน และภาพยนตร์มาโด่งดังบนโลกดิจิทัลด้วย เพื่อให้คนเหล่านี้มีโอกาสสร้างชื่อและรายได้ในช่องทางที่ข้ามแพลตฟอร์มกันได้ รวมทั้งมีโอกาสเติบโตในต่างประเทศ

ไมเคิล จิตติวาณิชย์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดด้านธุรกิจ ของ Google ประเทศไทย ได้เผยผลสำรวจเกี่ยวกับการใช้งานยูทูบของปีที่ผ่านมาไว้ว่า คนไทยบริโภควิดีโอออนไลน์มากถึง 62% ของการใช้งานอินเทอร์เน็ต ซึ่ง 61% ของคนกลุ่มนี้จะเลือกดูรายการผ่านทางยูทูบมากกว่าโทรทัศน์ และระหว่างสัปดาห์มีการรับชมยูทูบมากถึง 14 ชั่วโมง จาก 24 ชั่วโมง และกลุ่มผู้ใช้งานที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปี เป็นผู้รับชมสูงสุด ส่วนใหญ่เป็นการรับชมผ่านสมาร์ทโฟน

แม้ว่าการรับชมคอนเทนต์ออนไลน์จะมีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่การเป็นตัวกลางระหว่างผู้ให้บริการและครีเอเตอร์ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการสร้างคอนเทนต์ออนไลน์แม้จะดูว่าง่ายแต่ก็มีต้นทุนในการผลิตสูงไม่แพ้รายการจากสื่อหลักเลยทีเดียว หากจะทำให้โดนใจและดึงดูดให้ผู้ชมรับชมจนจบ เพราะคนดูคอนเทนต์ออนไลน์สามารถกดปิดและไม่ติดตามต่อได้อย่างรวดเร็ว

 

หัวเว่ยหนุนไทย4.0 ทุ่มผุดแล็บกว่า520ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มิถุนายน 2560 เวลา 09:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/497326

หัวเว่ยหนุนไทย4.0 ทุ่มผุดแล็บกว่า520ล.

หัวเว่ยจัดทำไวท์เปเปอร์ส่งเสริมไทยแลนด์ 4.0 พร้อมลงทุนโอเพ่นแล็บ 15 ล้านเหรียญสหรัฐ ดึงเอกชนและภาคการศึกษาร่วม

นายวิคเตอร์ จาง ประธาน บริหารฝ่ายสื่อสารรัฐกิจ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดทำรายงานเชิงลึกการพัฒนาเข้าสู่เศรษฐกิจฐานดิจิทัลของประเทศไทยเกิดจากการร่วมมือกับบริษัท โรแลนด์ เบอร์เกอร์ เพื่อเป็นแนวทางยกระดับเทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดผลดี 3 ประการ คือ บริหารจัดการสังคมสูงอายุ เพิ่ม รายได้ให้ภาคการเกษตร และเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

จากผลการศึกษาจะเห็นว่า การทำไวท์เปเปอร์สรุปปัญหาต่างๆ ด้านการใช้งานเทคโนโลยีในประเทศไทย จะช่วยให้พัฒนาและเพิ่มทักษะให้แก่บุคลากรในประเทศ ซึ่งการจัดทำวิสัยทัศน์ พ.ศ. 2564 ที่มีแนวทางการพัฒนาด้านต่างๆ ระยะ 5 ปี (2560-2564) ทั้ง 4 ด้าน ประกอบด้วย คลาวด์ นวัตกรรม บรอดแบนด์ และ ทุนมนุษย์ ถือว่าเป็นการเตรียมความพร้อมด้านกำลังคนดิจิทัลทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณให้พร้อมต่อเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล

ทั้งนี้ การร่วมมือกับภาครัฐจะช่วยสนับสนุนในเรื่องของการผลักดันให้ ผู้ประกอบการและผู้สนใจได้เข้ามา เรียนรู้กับนวัตกรรมใหม่ๆ มากขึ้น โดยการเปิดหัวเว่ย โอเพ่นแล็บที่ ใช้เงินลงทุนกว่า 520 ล้านบาท หรือกว่า 15 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งศูนย์ดังกล่าวถือว่าใหญ่ที่สุดสำหรับศูนย์นอกประเทศจากทั้งหมดที่มีอยู่ 7 แห่ง มีเนื้อที่ราว 2,000 ตารางเมตร

นายเดวิด ซุน ประธานกรรมการบริหารและหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีการเปิดศูนย์ CSIS ที่เพลินจิตเพื่อให้คู่ค้าได้เข้ามาศึกษาเรื่องนวัตกรรม แต่สำหรับศูนย์โอเพ่นแล็บที่ตึกจีทาวเวอร์นี้ จะเปิดกว้างสำหรับบุคคลทั่วไปที่ประกอบธุรกิจสตาร์ทอัพ นักศึกษาและคู่ค้าในการเข้ามาร่วมมือกันพัฒนา คิดค้นนวัตกรรมใหม่และเทรนนิ่งบุคลากร

“ศูนย์หัวเว่ย โอเพ่นแล็บ แบงค์กอก จะช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ ยุคดิจิทัลแก่ลูกค้าและพันธมิตรต่างๆ ในอุตสาหกรรม โดยจะเป็นแพลตฟอร์มแบบเปิดและดาต้าเซ็นเตอร์ต่างๆ ช่วยแก้ปัญหาการทดสอบโซลูชั่น การใช้งานต่างๆ กระตุ้นให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม ทั้งยังช่วยส่งเสริมการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรม และให้บริการฝึกอบรมด้านไอซีที” นายเดวิด กล่าว

นอกจากนี้ ยังช่วยอำนวยความสะดวกในการพัฒนานวัตกรรมความร่วมมือและการคิดค้นโซลูชั่นใหม่ร่วมกับลูกค้าและพันธมิตรทั้งในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้านต่างๆ อาทิ สมาร์ทซิตี้ ความปลอดภัยสาธารณะ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) การเงิน การศึกษา การขนส่งและผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต

 

ตลาดเกมร้อนแรง! เมื่อ”นินเทนโด”จะกลับมาใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มิถุนายน 2560 เวลา 14:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/497217

ตลาดเกมร้อนแรง! เมื่อ"นินเทนโด"จะกลับมาใหญ่

โดย… http://www.beatroot.cc

ถือเป็นการรุกตลาดอย่างหนักหน่วงเลยทีเดียว สำหรับค่ายเกมยักษ์ใหญ่อย่าง นินเทนโด (Nintendo) ที่ตอนนี้ได้เปิดตัว Nintendo New 2DS XL เครื่องเล่นเกมแบบพกพารุ่นใหม่ล่าสุด ในราคาสบายกระเป๋า โดยมีสนนราคาเพียงแค่ 149 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5,000 บาทเท่านั้น

สำหรับ Nintendo New 2DS XL เครื่องใหม่นี้ถือเป็นเครื่องเล่นเกมที่นำเทคโนโลยีจากเครื่องเกมรุ่นพี่อย่าง 3DS มาใส่ลงไปในเครื่องนี้ โดยตัดคุณสมบัติสามมิติที่เคยมีอยู่ในเครื่อง 3DS ออก นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์และดีไซน์ใหม่เล็กน้อย โดยตัวเครื่องของ New 2DS XL จะดูผอมบางและเพรียวกว่า 3DS นั่นเอง

NEW 2DS XL ที่เหมือนเป็นรุ่นอัพเกรดของ 2DS แบบปกติ ที่เป็นรุ่นประหยัดของ 3DS อีกที ด้วยรูปแบบฝาพับแบบ 3DS ปกติ และจะมีหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น และยังมาพร้อมกับลูกเล่นที่มีแบบเดิมๆ คือปุ่มอะนาล็อกอันที่ 2 มีปุ่ม ZL และ ZR และรองรับ NFC สามารถเอาตุ๊กตา Amiibo มาสแกนเล่นได้เลย

อย่างไรก็ตาม New 2DS XL ตัดเอาหน้าจอ 3D ของ 3DS ออกไป ทำให้จอแสดงผลได้แบบ 2D เท่านั้น และยังตัดกล้องถ่ายภาพ 3D ออกไป (มีแต่กล้องหน้าแบบ 2D) แต่ได้หน้าจอที่มีขนาดใหญ่แทน โดยจะวางขายวันที่ 13 ก.ค. ในญี่ปุ่น และวันที่ 28 ก.ค. ในสหรัฐ โดยมีสีดำตัดกับสีฟ้าในโซนสหรัฐ ส่วนในญี่ปุ่นจะมีสีขาวกับส้มคาดว่าจะมีออกมาอีกหลายสี

 

แต่ประเด็นสำคัญที่เอามาฝากกันในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของรูปลักษณ์และหน้าตาของเจ้า New 2DS XL เครื่องนี้ แต่เป็นเรื่องการทำการตลาดของทางนินเทนโดที่อยากนำเสนอ เพราะว่าเจ้าเครื่องเกมรุ่นใหม่เครื่องนี้ถือเป็นเครื่องเกมพกพาที่เปิดตัวมาในราคาไม่สูงมากนัก

ซึ่งในปีสองปีที่ผ่านมา ทางนินเทนโดได้เปิดตัวเครื่องเกมต่างๆ ไปแล้วหลายรุ่นด้วยกัน และก็ประสบความสำเร็จไปพอสมควรเลยทีเดียว

จุดที่น่าสังเกตคือการเปิดตัวเครื่องเกมใหม่ๆ ของนินเทนโด ส่วนใหญ่เกิดจากการนำของเก่ามาปัดฝุ่นขายและปรับปรุงใหม่ให้ดีขึ้น โดยก่อนหน้านี้มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ทางนินเทนโดเคยประสบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของทางตันในการผลิตแกดเจ็ตใหม่ๆ ป้อนสู่ตลาด รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทำให้ผู้พัฒนาเกมรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโซนี่ หรือไมโครซอฟท์ต่างครองใจผู้เล่นได้มากกว่า

ปัจจุบันด้วยเทคนิคการตลาดที่รุกหน้ามากขึ้นของนินเทนโด ทำให้สามารถเรียกความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและเรียกยอดขายกลับคืนมาได้ เห็นได้จากก่อนหน้านี้ที่ทั่วโลกต่างพูดถึงกระแสการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของนินเทนโดที่ส่งเกมคอนโซลรุ่นล่าสุดอย่าง Nintendo Switch ออกมา จนกลายเป็นเครื่องเกมในฝันของใครหลายๆ คน และในขณะเดียวกันเว็บไซต์ชื่อดังต่างประเทศทั้งหลายต่างหยิบยกเอากระแสการเปิดตัวเครื่องเกมรุ่นใหม่ๆ ของนินเทนโดมาทำข่าวกัน

ด้วยเหตุนี้เองจึงอาจทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นได้ว่าการกลับมาครั้งใหม่ของนินเทนโดในครั้งนี้ อาจเป็นการมาทวงบัลลังก์เจ้าพ่อวงการเกมกลับคืน ซึ่งในอดีตนั้นนินเทนโดถือว่าเป็นบริษัทที่แข็งแกร่งมากในเรื่องของวงการเกมครบวงจรและยากที่จะมีผู้ใดล้มได้

 

“นินเทนโด” ตำนานแห่งวิดีโอเกม

นินเทนโดเป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นก่อตั้งเมื่อปี2432 เริ่มแรกทำธุรกิจเกี่ยวกับการ์ดเกมและของเล่นรวมถึงธุรกิจอื่น เช่น โรงแรมและแท็กซี่

ในปี2526 นินเทนโดได้ผันตัวเองมาเป็นบริษัทวิดีโอเกม ซึ่งเป็นบริษัทเกี่ยวกับวิดีโอเกมที่มีอายุยาวนานที่สุดและทรงอิทธิพลที่สุดจนถึงปัจจุบัน

นินเทนโดได้วางจำหน่ายเครื่องเล่นเกมคอนโซล 6 รุ่นได้แก่คัลเลอร์ทีวีเกม ฟามิคอม ซูเปอร์ฟามิคอม นินเทนโด 64 เกมคิวบ์ วีวียู และนินเทนโดสวิตช์ สำหรับเครื่องเล่นเกมพกพา ได้วางจำหน่ายเกมบอย 7 รุ่น Virtual Boy นินเทนโด DS นินเทนโด 2DS นินเทนโด3DS นิว นินเทนโด 3 ดีเอส เกมกดและวิดีโอเกมอื่นๆ อีกมาก

นอกจากนี้ นินเทนโดมีเกมที่มีชื่อเสียงหลายเกม เช่น เกมชุดมาริโอเซลด้า ดองกี้คอง และโปเกมอนซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อวงการ

ที่มา www.beatroot.cc

ภาพจาก nintendo.com

 

 

 

มือถือจีนพาเหรดบุกไทย ป่วนตลาดแกดเจ็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มิถุนายน 2560 เวลา 13:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/497216

มือถือจีนพาเหรดบุกไทย ป่วนตลาดแกดเจ็ต

โดย…ทีมข่าวไอทีโพสต์ทูเดย์

นาทีนี้ต้องยอมรับว่าการเข้ามาของมือถือสัญชาติจีน ทำให้ตลาดแกดเจ็ต กระทบอย่างหนัก เพราะด้วยราคาของเครื่องที่ไม่สูงมาก ทำให้ความต้องการอุปกรณ์เสริม ไม่ว่าจะเป็นเคส พาวเวอร์แบงก์ หูฟัง ก็ราคาถูกลงไปด้วย

บรรพต วัฒนสมบัติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาตลาดแกดเจ็ตโตช้าเพราะการใช้จ่ายของผู้บริโภคไม่สูงมาก ทำให้ยอดขายของบริษัทลดลงกว่า 20% และมองว่าสภาพเศรษฐกิจจากนี้ไปจะอยู่ในภาวะทรงตัว กำลังซื้อของประชาชนไม่สูงนัก

“หากประเมินจากตลาดสมาร์ทโฟนจะเห็นได้ว่าความต้องการสินค้าไอทีนั้นเปลี่ยนไป ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการซื้อสินค้าราคาแพง ทำให้ความต้องการสินค้าระดับไฮเอนด์จะเจาะไปที่ตลาดเฉพาะกลุ่มมากกว่า”บรรพต กล่าว

ทั้งนี้ สินค้าไฮเอนด์ในปัจจุบันไม่ได้มองที่ระดับอายุหรือการศึกษา แต่มาจากพฤติกรรมและความชอบส่วนตัว ซึ่งการหาซื้อสินค้าแกดเจ็ตไฮเอนด์ ไม่ว่าจะเป็นโดรน หูฟัง ลำโพง อุปกรณ์เชื่อมต่อภายในบ้านและกล้องวงจรปิด ล้วนแล้วแต่อยู่ที่ความชอบส่วนบุคคลทั้งสิ้น

“เราไม่สามารถบอกมูลค่าตลาดของแกดเจ็ตได้เหมือนเมื่อก่อน เพราะตอนนี้ราคาค่อนข้างกว้างมากและมีผู้เล่นเข้ามาตัดราคาในตลาดเยอะขึ้น จึงต้องพยายามหาจุดเด่นเพื่อสร้างโอกาสในการนำเสนอสินค้าให้กว้างกว่าเดิม”บรรพต กล่าว

 

ขณะที่แบรนด์มือถือชื่อดังอย่างออปโป้ ที่จัดของแถมมาจำนวนมาก ทั้งหูฟัง ลำโพง ร่ม กระเป๋ากว่า 15 รายการ พร้อมกับเครื่องที่วางขายในระดับราคาที่จับต้องได้ ทั้งการขายในงานอีเวนต์และหน้าร้าน จนกลายเป็นหนึ่งความสนใจ เพราะทำให้ลูกค้าแทบไม่ต้องหาซื้ออุปกรณ์เสริม

ชานนท์ จิรายุกุล ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายขาย บริษัท ออปโป้ กล่าวว่า ในไตรมาสแรกของปี 2560 สมาร์ทโฟนแบรนด์ออปโป้มียอดขายแซงแบรนด์แอปเปิ้ลไปแล้ว แสดงให้เห็นว่าลูกค้าชาวไทยเปิดใจกับมือถือแบรนด์จีนมากขึ้นทำให้บริษัทยิ่งเดินหน้ารุกตลาดสมาร์ทโฟนอย่างต่อเนื่อง ส่วนของแถมที่จัดให้กับลูกค้าที่มาซื้อเครื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีความหลากหลาย และลูกค้าก็ชื่นชอบที่ซื้อเครื่องและมีของแถมให้เลือกมาก

อเล็กซ์ แอน ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ แอสเทล แอนด์ เคิร์น ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องเล่นพกพาแบรนด์แอสเทล แอนด์ เคิร์น กล่าวว่า ในอดีตเอ็มพี 3 กลายเป็นแกดเจ็ตพกพาติดตัวสำหรับผู้ที่ชอบฟังเพลง แต่เมื่อทุกสิ่งมารวมอยู่บนโทรศัพท์มือถือ ส่งผลให้เอ็มพี 3 ค่อยๆ หายไปจากตลาด บริษัทจึงพัฒนาเครื่องเล่นเพลงพกพาแบรนด์แอสเทล แอนด์ เคิร์น โดยเป็นการเล่นเพลงดิจิทัลในระบบเสียงแบบสตูดิโอ เจาะตลาดนิชมาร์เก็ต หรือกลุ่มที่ชื่นชอบการฟังเพลง

อัฐพงษ์ เอี่ยมไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มั่นคงแก็ดเจ็ท กล่าวว่า เครื่องเล่นเพลงพกพาไม่สามารถกลับมาเป็นตลาดที่ใหญ่เหมือนเช่นเอ็มพี 3 ที่ในอดีตเคยเป็นตลาดที่ใหญ่มากและครองใจสำหรับกลุ่มที่ชื่นชอบฟังเพลง

เมื่อเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมของคน ธุรกิจบางอย่างก็ต้องหายไป สิ่งที่จะอยู่ต่อได้คือการปรับตัวและสร้างโอกาสใหม่ให้กับตนเอง ธุรกิจแกดเจ็ตก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบที่ต้องเร่งปรับตัวไม่ให้สินค้าหายไปตามยุคสมัย

 

 

รัสเซียดึงไทยร่วมตั้งบริษัทเสิร์ชเอนจิ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มิถุนายน 2560 เวลา 07:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/497169

รัสเซียดึงไทยร่วมตั้งบริษัทเสิร์ชเอนจิ้น

รัสเซียจีบไทยตั้งบริษัทร่วมทุนเสิร์ชเอนจิ้น ลดการผูกขาดรายใหญ่

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ได้ลงนามความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ด้านไซเบอร์ กับนายนิโคลัย นิกิโฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโทรคมนาคมและการสื่อสารมวลชนของสหพันธรัฐรัสเซีย ผลักดันภาคเอกชน สร้างโปรแกรมเสิร์ชเอนจิ้น (Search Engine) หรือ โปรแกรมค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตลดการผูกขาดของผู้ให้บริการรายใหญ่ ซึ่งในรัสเซียมีการเขียนโปรแกรมดังกล่าวกว่า 1,000 ราย

“ทางรัสเซียได้เชิญชวนไทยจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเสิร์ชเอนจิ้น โดยใช้โมเดลรัสเซียเป็นต้นแบบ ซึ่งจะตั้งสำนักงานในไทย โดยไทยถือหุ้น 51% และรัสเซียถือหุ้น 49% ซึ่งเป็นบริษัทของเอกชนหรือรัฐบาลก็ได้ ทั้งนี้ยังเป็นการพูดคุยเบื้องต้น” นายฐากร กล่าว

อย่างไรก็ตาม กสทช.จะเร่งรวบรวมข้อมูลการประชุมหารือร่วมกันและเสนอต่อนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงประเด็นการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนของไทย-รัสเซียต่อไป ขณะที่ทางรัสเซียจะนำเสนอการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแก่นายกรัฐมนตรีในเดือน มิ.ย.นี้ และจะเสนอต่อนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดี ในเดือน ก.ค.

นอกจากนี้ รัสเซียได้สอบถาม กรณีไทยแต่งตั้งหัวเหว่ยเป็นที่ปรึกษาทางด้านไอทีของประเทศ ซึ่ง กสทช.ชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง

 

เงินดิจิทัลแพร่หลายยาก ความเสี่ยงเพียบ-ผันผวนหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 พฤษภาคม 2560 เวลา 20:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/497143

เงินดิจิทัลแพร่หลายยาก ความเสี่ยงเพียบ-ผันผวนหนัก

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

สกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่ราว 1,000 สกุลเงิน กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก หลังราคาบิตคอยน์ สกุลเงินดิจิทัลที่มีการซื้อขายมากที่สุดในขณะนี้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักลงทุนหลายรายเริ่มมองเห็นบิตคอยน์เป็นแหล่งทำเงินใหม่ โดยดีมานด์บิตคอยน์ที่กำลังปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น ก่อให้เกิดคาดการณ์ว่า บิตคอยน์อาจมีการใช้งานในวงกว้างในอนาคต

แม้ความนิยมบิตคอยน์กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่การผลักดันให้สกุลเงินดิจิทัลอย่างบิตคอยน์มีการถือครองและใช้ทำธุรกรรมทางการเงินอย่างแพร่หลายทั่วโลก กลับเกิดขึ้นได้ยาก

อุปสรรคอย่างแรกสำหรับบิตคอยน์ คงหนีไม่พ้นเรื่องปัญหาความผันผวน ซึ่งการซื้อขายในช่วงไม่นานนี้มีความผันผวนอย่างเห็นได้ชัด จากการที่ราคาบิตคอยน์ทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อยู่ที่ 2,791.69 เหรียญสหรัฐ (ราว 9.5 หมื่นบาท) เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากดีมานด์บิตคอยน์ในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ในวันที่ 29 พ.ค. ราคาบิตคอยน์ร่วงลงถึง 18.7% หรือ 520 เหรียญสหรัฐ (ราว 1.7 หมื่นบาท) ไปอยู่ที่ 2,267.73 เหรียญสหรัฐ (ราว 7.7 หมื่นบาท)

ทั้งนี้ บิตคอยน์เกิดจากการกระบวนการสร้างทางคอมพิวเตอร์ หรือที่เรียกว่า การขุด แต่ปริมาณของบิตคอยน์ทั่วโลกทั้งหมดจะถูกจำกัดอยู่ที่ 21 ล้านบิตคอยน์ หมายความว่า ราคาซื้อขายขึ้นอยู่กับดีมานด์นักลงทุนเป็นหลัก สะท้อนให้เห็นว่าบิตคอยน์มีความผันผวนสูง เพราะสามารถพุ่งขึ้นหรือลดฮวบได้ในเวลาอันรวดเร็ว

ปัญหาอีกประการที่ตามมาคือเรื่องความน่าเชื่อถือของบิตคอยน์ ส่วนหนึ่งมาจากการที่บิตคอยน์ไม่มีสินทรัพย์รับประกัน รวมถึงดำเนินการซื้อขายผ่านบล็อกเชนที่ไม่ได้มีธนาคารเป็นตัวกลางในการควบคุม ทำให้กฎระเบียบการกำกับดูแลเกี่ยวกับบิตคอยน์ยังคงไม่ชัดเจนนักในหลายประเทศ เช่น ในสหรัฐ โดยเมื่อเดือน มี.ค. คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ ปฏิเสธคำร้องจัดตั้งกองทุนบิตคอยน์อีทีเอฟในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ แต่ก็กลับมาพิจารณาการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวใหม่เมื่อต้นเดือน พ.ค.

ขณะที่ปัญหาการโจรกรรมบิตคอยน์ก่อนหน้านี้ ทำให้หลายฝ่ายยังคงตั้งคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยในการซื้อขาย โดยเมื่อเดือน ส.ค. 2016 เกิดเหตุแฮ็กเกอร์ขโมยบิตคอยน์ คิดเป็นมูลค่า 69 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,355 ล้านบาท) ออกไปจากบริษัทบิตไฟเน็กซ์ในฮ่องกง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายบิตคอยน์

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นหลังความปั่นป่วนในตลาดบิตคอยน์ครั้งใหญ่เมื่อปี 2014 โดยบริษัท Mt. Gox แพลตฟอร์มซื้อขายบิตคอยน์รายใหญ่ที่สุดในขณะนั้นจากญี่ปุ่น เปิดเผยว่า เกิดความผิดพลาดในระบบของบริษัทและทำให้บิตคอยน์จำนวนมากถูกขโมยไป คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 500 ล้านเหรียญสหรัฐ (1.7 หมื่นล้านบาท) ในขณะนั้น จนทำให้บริษัทต้องยื่นล้มละลายในที่สุด

สำหรับในแง่การใช้งานจริงนั้น แม้หลายประเทศจะอนุญาตให้ใช้บิตคอยน์ชำระเงินได้ตามกฎหมาย โดยญี่ปุ่นเป็นประเทศล่าสุดที่อนุญาตดังกล่าวเมื่อเดือน เม.ย. แต่ความผันผวนของราคาบิตคอยน์ทำให้ผู้บริโภคยังลังเลใช้สกุลเงินดังกล่าวในการชำระสินค้าและบริการต่างๆ ในชีวิตจริง

นอกจากนี้ รัฐบาลหลายประเทศยังไม่อนุมัติการใช้งานบิตคอยน์ตามกฎหมาย หมายความว่า หากต้องการใช้บิตคอยน์ในชีวิตประจำวันจะต้องทำการแปลงบิตคอยน์มาเป็นสกุลเงินกระดาษที่รัฐบาลกลางรับรองค่าเงินเสียก่อน (Fiat Currency)

ในปัจจุบัน ตู้เอทีเอ็มบิตคอยน์ที่แปลงสกุลเงินได้นั้น คิดค่าธรรมเนียมมากกว่า 15% ต่อการแปลงสกุลเงิน 1 ครั้ง โดยค่าธรรมเนียมที่สูงมาก ทำให้ผู้บริโภคมองว่า การใช้สกุลเงินกระดาษนั้นสะดวกกว่าและเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า

 

ด้านเว็บคอยน์เทเลกราฟ ที่รายงานข่าวเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลโดยเฉพาะเปิดเผยว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้งานบิตคอยน์ในวงกว้างประกอบด้วยขีดความสามารถในการใช้ทำธุรกรรม และระดับการยอมรับการใช้งานของร้านค้า ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่องทางการชำระเงินแบบอื่นๆ โดยเฉพาะบัตรเครดิต

สำหรับปัจจัยแรกนั้น เมื่อเทียบเป็นระยะเวลาแล้ว จำนวนการทำธุรกรรมด้วยบิตคอยน์เกิดขึ้นน้อยกว่าบัตรเครดิต หรือการใช้เงินสดอย่างมาก โดยการซื้อขายผ่านระบบบล็อกเชนทำให้จำนวนการทำธุรกรรม/1 วินาที อยู่ที่เพียง 3-7 ครั้ง ซึ่งนับว่าน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับการใช้บัตรเครดิต ที่จำนวนครั้งในการทำธุรกรรม/วินาที อยู่ที่ 5.6 หมื่นครั้ง

ขณะที่ปัจจัยต่อมา คือการเปิดรับการใช้บิตคอยน์ในวงกว้าง ซึ่งในบรรดาค้าปลีกแบบมีหน้าร้าน ยอมรับการจ่ายเงินด้วยบิตคอยน์ประมาณ 9,000 แห่งในสหรัฐ ขณะที่เมื่อเทียบกับบัตรเครดิตแล้ว ร้านค้ากว่า 40 ล้านแห่งทั่วโลกรับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต

อย่างไรก็ดี แม้การใช้งานบิตคอยน์ในวงกว้างดูจะเป็นเรื่องยาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบิตคอยน์เป็นช่องทางการเงินทางเลือก โดยเฉพาะบนโลกไซเบอร์ เห็นได้ชัดจากกรณีกลุ่มชาโดว์ โบรกเกอร์ แฮ็กเกอร์ผู้ปล่อย วอนนาคราย มัลแวร์เรียกค่าไถ่ไปยัง 150 ประเทศทั่วโลก เรียกค่าไถ่ข้อมูลผ่านบิตคอยน์

ขณะที่ก่อนหน้านี้ บิตคอยน์ยังถือเป็นตัวเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเคลื่อนย้ายเงินออกนอกประเทศแบบไม่โจ่งแจ้งเช่นกัน เช่นในกรณีของนักลงทุนจีน

ทั้งนี้ ปัญหาการอ่อนค่าอย่างหนักของค่าเงินหยวน จนทำให้เงินไหลออกนอกประเทศซึ่งเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2014 ที่ผ่านมา ส่งผลรัฐบาลจีนออกมาตรการคุมเข้มเงินทุนไหลออกอย่างเข้มงวด โดยสถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนบางรายเลือกโยกย้ายเงินไปนอกประเทศผ่านบิตคอยน์ ถึงขั้นที่รัฐบาลต้องขอความร่วมมือจากบริษัทซื้อขายบิตคอยน์ในประเทศให้ร่วมมือในการตรวจสอบของรัฐบาล

แม้ความนิยมของบิตคอยน์กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ปัญหาราคาผันผวนและความหวั่นใจเรื่องความน่าเชื่อถือของสกุลเงินดิจิทัล ทำให้การใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วโลกเกิดขึ้นยาก แต่ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธความจำเป็นที่ต้องมีทางเลือกอย่างบิตคอยน์ไม่ได้เช่นกัน

ภาพ…เอเอฟพี

 

โวยจ่ายน้อยได้คลื่น2300

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/497059

โวยจ่ายน้อยได้คลื่น2300

ทานตะวัน เทเลคอมฯ ยื่นประธานบอร์ดทีโอที ให้ชี้แจงเหตุผลเลือกดีแทคได้คลื่น 2300 ทั้งที่เสนอผลตอบแทนน้อยกว่า

นายประสิทธิ์ โพธสุธน กรรมการ บริษัท ทานตะวันเทเลคอมมูนิเคชั่น ในนามทานตะวัน คอนโซเตียม เปิดเผยว่า วันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมาได้ยื่นหนังสือต่อ พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.สส. ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท ทีโอที เพื่อขอทราบวิธีการและแนวทางในการคัดเลือกการเป็นคู่ค้าในการให้บริการไร้สายคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ (MHz)

ทั้งนี้ จากที่นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที ในฐานะประธานกรรมการเจรจาธุรกิจกับคู่ค้าตามแผนธุรกิจบริการไร้สายคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ แถลงผลประชุมคณะกรรมการทีโอทีมีมติให้กลุ่มบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต เป็นคู่ค้าให้บริการไร้สายคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ โดยดีแทคเสนอจะสร้างสถานีฐานกว่า 2 หมื่นแห่ง และจ่ายผลตอบแทนสุทธิให้ทีโอทีปีละ 4,510 ล้านบาท สำหรับการใช้งานโครงข่าย 60%

นายประสิทธิ์ กล่าวว่า จากข้อเสนอของดีแทคที่ให้กับทีโอที เป็นผลประโยชน์ที่น้อยกว่าทานตะวัน คอนโซเตียม แต่ดีแทคกลับได้รับคัดเลือกให้บริการคลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์ โดยทานตะวัน คอนโซเตียม เสนอผลประโยชน์จะสร้างสถานีฐาน 2.81 หมื่นฐาน ให้ทีโอทีเช่าใช้งาน และทีโอทียังเป็นผู้บริหารจัดการโครงข่ายสื่อสารไร้สายนี้ด้วยตัวเอง พร้อมทั้งจ่ายค่าตอบแทนให้ทีโอทีปีละ 1.41 หมื่นล้านบาท สำหรับใช้งานโครงข่าย 60% ตลอดอายุโครงการกว่า 8 ปี รวมกว่า 1.26 แสนล้านบาท มากกว่าผู้เข้าประมูลทั้ง 6 ราย

“บริษัท ทานตะวันฯ เสนอให้ผลประโยชน์ตอบแทนต่อทีโอทีมากที่สุด มากกว่าบริษัท ดีแทคฯ แต่คณะกรรมการกลับเลือกบริษัทที่ให้ผลประโยชน์กับ ทีโอทีที่น้อยกว่า ซึ่งทำให้ราชการเสียประโยชน์ ดังนั้น พล.อ.สุรพงษ์ จะต้องชี้แจงประเด็นเหล่านี้ เพื่อไม่ให้นักลงทุนเสียขวัญ นโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เชิญชวนให้นักลงทุนต่างชาติมาลงทุนกันมากๆ บริษัท ทานตะวันฯ ก็มีนักลงทุนต่างประเทศ ถือหุ้น แต่การกระทำครั้งนี้บั่นทอนกำลังใจนักลงทุน สังคมจึงต้องได้รับความกระจ่าง” นายประสิทธิ์ กล่าว

ภาพประกอบข่าว