คนไอทีขาดหนัก ชี้รัฐยิ่งแก้ช้ายิ่งเสียโอกาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 พฤษภาคม 2560 เวลา 05:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/497047

คนไอทีขาดหนัก ชี้รัฐยิ่งแก้ช้ายิ่งเสียโอกาส

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

การเดินหน้าประเทศด้วยนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเกิดจากการผลักดันของทั้งภาครัฐและเอกชนดูเหมือน จะมีทิศทางที่ดี แต่ปัญหาหลักที่ยัง คงทำให้นโยบายไม่สามารถเดินหน้า ต่อไปได้อย่างเต็มกำลังนั่นคือ เรื่องของบุคลากรไอทีที่ยังมีอยู่อย่างจำกัด

ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี กล่าวว่า ตอนนี้ปัญหาบุคลากรด้านไอทียังมีอยู่จำกัด จากจำนวนนักศึกษาจบใหม่กว่า 2 หมื่นคน มีเพียง 3,000 คนเท่านั้น ที่ยังสนใจทำงานด้านนักพัฒนาระบบ ซึ่งในจำนวนนี้ถูกซื้อตัวไปทำงานต่างประเทศมากกว่าครึ่ง ทำให้เหลือตัวเลือกในตลาดงานไทยน้อยลงไปอีก

“แรงงานไอทีไทยในปัจจุบันที่ทำงานตรงสายมีอยู่จำนวนแสนคน ทำงานอยู่ในบริษัทซอฟต์แวร์ข้ามชาติอยู่ 5 หมื่นคน อีก 5 หมื่นคน ก็กระจายตัวในสายงานต่างๆ ซึ่งตลาดยังคงต้องการคนกลุ่มนี้เพิ่มอีกอย่างน้อย 5,000-1 หมื่นคน/ปี หากไม่สามารถผลิตออกมาได้ทัน เราจะยิ่งเสียโอกาสในการเดินหน้าประเทศด้วยเทคโนโลยี”

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่านักศึกษาที่เรียนจบมาด้านไอทีค้นพบตัวเองเมื่อเรียนจบแล้ว รวมทั้งเรื่องรายได้ก็เป็นส่วนสำคัญ ขณะนี้ค่าจ้างแรงงานไอทีเริ่มต้นที่ 2 หมื่นบาท หากทำงานในบริษัทต่างชาติจะได้ 3-5 หมื่นบาท ทำให้การไหลออกของคนกลุ่มนี้เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ

สำหรับสิ่งที่ภาคเอกชนเสนอ เกี่ยวกับการเพิ่มแรงงานคนคือ การออกกฎหมายรองรับให้คนไอทีจากต่างประเทศเข้ามาทำงานในไทยเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มทักษะและแรงจูงใจในคนในประเทศอยากทำงานไอทีมากขึ้น โดยอาจจะเปิดสถาบันอบรมด้านความรู้หรือเข้ามาทำงานในหน่วยงานต่างๆ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการสานต่อธุรกิจที่กำลังต้องการคนไอทีกลุ่มนี้

ขณะที่ ศุภชัย สัจไพบูลย์กิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออพติมุส (ประเทศไทย) กล่าวว่า นักพัฒนาระบบของไทยยังไม่ค่อยเข้าใจการ ทำงานระบบไอทีมาก ความเชี่ยวชาญการทำระบบเว็บเซอร์วิสของนักพัฒนาไทยมีมากถึง 72.2% แต่นักพัฒนาไทยยังไม่คุ้นใช้งานระบบไมโครเซอร์วิสและการใช้ภาษา R, Ruby, Python ซึ่งเป็นภาษานิยมในต่างประเทศ

ในอนาคตกลุ่มคนไอทีเดิมจะหายไปจากตลาดงานไปทำอาชีพอื่นที่ รายได้ดีกว่า หากเราไม่สามารถรักษาคนกลุ่มนี้ไว้ได้ ก็ยากที่จะหาคนไอทีหน้าใหม่ นอกจากนำเอาทักษะใหม่ๆ เข้าไปสอนในสถาบันการศึกษามากขึ้นและวางรากฐานอาชีพให้กลุ่มนี้ตั้งแต่ต้น

ทางด้านเทคโนโลยีบล็อกเชน ก็จะเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ของอนาคต ซึ่งกลุ่มธุรกิจโรงงานอุตสาหกรรม ประกันภัยและสถาบันการเงินกำลังต้องการคนเข้ามาช่วยพัฒนาระบบ

“เสน่ห์ของบล็อกเชนคือ แม่นยำและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ การเขียนระบบจะไม่ผูกติดกับคนใดคนหนึ่งแต่ต้องการันตีจากระบบถึงสี่ด้าน เพื่อยืนยันความถูกต้อง ซึ่งบล็อกเชนไม่ใช่ บิตคอยน์ แต่เป็นการนำเทคโนโลยีส่วนหนึ่งมาพัฒนารูปแบบทางการเงินให้ใช้เงินได้ง่ายขึ้น”

การพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชนนั้นมีแล้วในสิงคโปร์ ดูไบ และออสเตรเลีย ซึ่งนักพัฒนาของไทยอาจต้องเร่งเพิ่มทักษะด้านนี้ให้ทันกระแสเทคโนโลยีสำหรับอนาคต เพราะเรื่องของการใช้จ่ายจะเป็นปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยน โลกเร็วขึ้นกว่าเดิม

 

จับชีพจรอี-คอมเมิร์ซโลก เทรนด์นักช็อป FMCG

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤษภาคม 2560 เวลา 18:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/497031

จับชีพจรอี-คอมเมิร์ซโลก เทรนด์นักช็อป FMCG

การจับจ่ายใช้สอยสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซ มีอัตราการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยที่ส่งผลต่อวิวัฒนาการด้านอี-คอมเมิร์ซ แต่ละประเทศเติบโตเร็วหรือช้า มาจากวัฒนธรรรม อุปนิสัย และความเชื่อที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ที่มีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคออนไลน์ จับชีพจรนักช็อปปิ้งทั่วโลก

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

คาร์เร็ต อลิส ผู้อำนวยการด้านคอมเมอร์เชียล บริษัท กันตาร์ เวิร์ลพาแนล เปิดเผยว่า ประเทศที่มีการใช้จ่ายบนอี-คอมเมิร์ซ ส่วนใหญ่เป็นประเทศเศรษฐกิจเติบโตเต็มที่อย่าง อเมริกา เยอรมนี และประเทศเกิดใหม่อย่างบราซิล แม้ว่าตลาดยังมีสัดส่วนที่ยังเล็กอยู่ก็ตาม แต่ประเทศเหล่านี้ส่อเค้าให้เห็นถึงแนวโน้มการเปิดรับต่อการซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์อย่างชัดเจน

สำหรับพฤติกรรมนักช็อปเกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ อัตราการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในครัวเรือนพุ่งสูงถึง 70% ปัจจัยที่ผลักดันให้คนเกาหลีเป็นนักช็อปอี-คอมเมิร์ซตัวยง มาจากความเป็นสังคมเมือง ชีวิตส่วนใหญ่ใช้เวลากับการทำงานนาน และไม่มีเวลาซื้อสินค้าผ่านช่องทางร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและไว-ไฟ รวมถึงอัตราการใช้สมาร์ทโฟน

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซเกาหลีใช้กลยุทธ์การทำโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม และบริการส่งสินค้าฟรีเป็นปัจจัยที่เร่งให้คนหันมาซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น

ขณะที่ในจีนการจับจ่ายซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านทางอี-คอมเมิร์ซ เติบโตอย่างรวดเร็วมาก ในปี 2556 อัตราการซื้อในครัวเรือนสัดส่วน 30% ปี 2557 เพิ่มเป็น 35% และปี 2559 เพิ่มเป็น 48.8% โดยปัจจัยที่ผลักดันให้เติบโต ส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมการซื้อสินค้าระหว่างคนเมืองและต่างจังหวัดไม่มีความแตกต่างกัน จากปกติที่การซื้อสินค้าผ่านทางอี-คอมเมิร์ซจะเติบโตในกลุ่มคนเมืองมากกว่า

นอกจากนี้ การทำแคมเปญการตลาดอี-คอมเมิร์ซจีน ขับเคลื่อนโดยอาลีบาบา เช่น “วันคนโสด” (Singles Day) ตรงกับวันที่ 11 พ.ย. หรือ 11/11 ตั้งแต่ปี 2552 มีแบรนด์ระดับโลกนำสินค้ามาลดราคา 50-60% รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคใช้แอพพลิเคชั่นแพร่หลาย จึงมีการสั่งซื้อสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่น 70% ขณะที่ระบบเพย์เมนต์ก็พร้อมรองรับทำให้การชำระเงินผู้ซื้อสินค้าได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว โดยระบบอาลีเพย์ถือว่าได้รับการยอมรับทั่วโลกว่าเป็นระบบที่ดีที่สุด

ในส่วนของพฤติกรรมนักช็อปญี่ปุ่น รูปแบบของสื่อที่ใช้ในการเข้าถึงนักช็อปมีหลากหลายมากขึ้น เช่น การดูทีวีผ่านทางอินเทอร์เน็ต สังเกตได้จากจำนวนสมาร์ทโฟนที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นรูปแบบของการเสพสื่อของนักช็อปจึงช่วยให้สามารถรู้ได้ว่าออกโปรโมชั่น เพื่อให้เข้าถึงนักช็อปแต่ละกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดีในเอเชียนั้นตลาดอี-คอมเมิร์ซคาดว่าจะขยายตัวที่สุด คือ เกาหลีกับจีน

 

ภาพ : เอเอฟพี

สำหรับตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านทางอี-คอมเมิร์ซ ในไทยคาดว่าในปี 2562 การซื้อสินค้าครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้น 3-4 เท่าตัว จาก 4.4% ในปี 2559 เพิ่มเป็น 15-20% จากปัจจุบันความถี่การซื้อ 2.3 ครั้ง/ปี ซึ่งพบว่าพฤติกรรมการซื้อสินค้าทางออนไลน์โดยเฉลี่ย 658 บาท/ครั้ง สูงกว่าการที่ผู้บริโภคไปซื้อสินค้าทางออฟไลน์ 279 บาท/ครั้ง โดยสินค้ายอดนิยม อาทิ นมผงเด็ก สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม ส่วนพฤติกรรมที่น่าจับตามองในขณะนี้คือ เริ่มเปรียบเทียบราคาสินค้า และพร้อมจะหันไปซื้อออนไลน์หากมีโปรโมชั่นลดราคาที่ถูกกว่าไปซื้อออฟไลน์

ด้านพฤติกรรมนักช็อปทวีปยุโรป ประเทศฝรั่งเศสและอังกฤษ ต้องใช้ระยะเวลา 10-15 ปี ในการพัฒนาตลาด และแม้ว่าฝรั่งเศสจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว อัตราการช็อปปิ้งออนไลน์ก็ยังคงน้อยอยู่ แต่สำหรับคนที่ซื้อสินค้าทางออนไลน์แล้วส่วนใหญ่จะซื้อในปริมาณมาก การจับจ่ายใช้สอยโดยเฉลี่ยผ่านทางออนไลน์กว่า 2,600 บาท/ครั้ง สูงกว่าการช็อปผ่านออฟไลน์ราว 1,200 บาท/ครั้ง ซึ่งพฤติกรรมของคนฝรั่งเศสส่วนใหญ่จะเน้นการจ่ายเงินปลายทางหรือเมื่อสินค้าถึงหน้าบ้าน โดยมีเพียง 6% เท่านั้นที่ยินดีจ่ายเงินล่วงหน้า

อลิส กล่าวว่า ตลาดอี-คอมเมิร์ซในอังกฤษ เซ็กเมนต์ที่เติบโตมากคือ สินค้าสำหรับเด็ก ผลิตภัณฑ์ความงาม เว็บไซต์ที่คนนิยมซื้อสินค้า อาทิ อเมเซอน อีเบย์ หรือร้านค้าเพื่อสุขภาพความงามอย่างบู๊ทส์ สำหรับผู้ประกอบการใช้กลยุทธ์การสร้างประสบการณ์ใหม่ เน้นความสะดวกสบาย และนำเสนอนวัตกรรมใหม่และแนวใหม่

“เทสโก้ โลตัส เป็นแบรนด์แรกที่ปรับตัวขยายช่องทางออนไลน์ควบคู่ออฟไลน์ จึงกลายเป็นผู้นำตลาดอี-คอมเมิร์ซมีสัดส่วนถึง 47.2% เมื่อเทียบกับแบรนด์อันดับ 2 มีส่วนแบ่งหายไปถึงเท่าตัว สะท้อนว่าแบรนด์ใดที่เปิดช่องทางจำหน่ายออนไลน์ก่อน นั่นหมายถึงการเป็นผู้นำตลาดโดยปริยาย เพราะผู้บริโภคมีความคุ้นชินและซื้อสินค้ามากกว่า”

ด้านตลาดที่ยังพบว่าไม่ค่อยเกิดความเปลี่ยนแปลงคือ ละตินอเมริกา พฤติกรรมการช็อปปิ้งออนไลน์ยังค่อนข้างน้อย ปัจจัยหลักมาจากวัฒนธรรมของผู้บริโภค 73% ซื้อสินค้าผ่านช่องทางออฟไลน์ เพื่อต้องการได้สัมผัสสินค้า และ 30% ไม่ต้องการแชร์ข้อมูล 11% มาจากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต การใช้สมาร์ทโฟน และ 10% ต้องการคุยกับผู้แนะนำสินค้า สำหรับกลยุทธ์ที่จะกระตุ้นตลาดออนไลน์ในละตินอเมริกาให้เติบโต ต้องสร้างคุณค่าและรับประกัน การพัฒนาบริการช่องทางออนไลน์ให้ทัดเทียมบริการที่ให้ในระบบออฟไลน์ และจุดประกายการช็อปปิ้งออนไลน์ให้เป็นบรรทัดฐานทางสังคม

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจทั่วโลกช่วง 3-4 ปี (2557-2560) เติบโตคงที่โดยเฉลี่ย 3.1% ส่งผลให้การบริโภคสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ลดลงต่อเนื่องจากในปี 2559 เติบโต 1.3% และปี 2560 เติบโต 1.2% แต่ช่องทางที่น่าจับตามองสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกคือเทรนด์การซื้อสินค้าผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซ ที่คาดว่าปี 2568 จะมีมูลค่าแตะ 1.5 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 9% ของยอดขายทั้งหมด จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 4% มูลค่า 4.8 หมื่นล้านบาท

อลิส กล่าวว่า การพัฒนาช่องทางอี-คอมเมิร์ซทั่วโลก แบ่งออกเป็น 3 ระยะด้วยกัน เฟสแรก จุดเริ่มก้าวสู่ช่องทางอี-คอมเมิร์ซ ได้แก่ อาร์เจนตินา โปรตุเกส บราซิล และเม็กซิโก เฟส 2 ช่วงการเติบโต ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี สเปน อังกฤษ ญี่ปุ่น และจีน เฟส 3 ดิจิทัลเต็มรูปแบบ คือ เกาหลีใต้

นั่นคือเทรนด์นักช็อปปิ้งทั่วโลกที่เกิดขึ้น จากเดิมซื้อสินค้าออนไลน์แต่สินค้าแฟชั่น เครื่องสำอาง และเริ่มลามมาสู่สินค้าอุปโภคบริโภคบนออนไลน์ ผู้ค้าปลีกรวมถึงเจ้าของแบรนด์จำเป็นที่จะต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพื่อวางแผนการตลาดและกลยุทธ์การขายที่ตอบสนองได้ตรงตามพฤติกรรมการบริโภค

 

ทานตะวันเทเลคอมฯขอทีโอทีแจงเหตุผลดีแทคชนะประมูลคลื่นความถี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/496965

ทานตะวันเทเลคอมฯขอทีโอทีแจงเหตุผลดีแทคชนะประมูลคลื่นความถี่

บริษัททานตะวันเทเลคอมมูนิเคชั่นยื่นหนังสือถามประธานบอร์ดทีโอทีชี้แจงเหตุผลเลือกดีแทคได้สัมปทานคลื่นความถี่ 2300 MHz ทั้งที่ให้ผลตอบแทนน้อยกว่า

เมื่อวันที่ 30พ.ค.60 นายประสิทธิ์ โพธสุธน กรรมการบริษัท ทานตะวันเทเลคอมมูนิเคชั่น ในนามทานตะวัน คอนโซเตียม เปิดเผยว่า ได้ยื่นหนังสือต่อ พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.สส.ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท ทีโอที  เพื่อขอทราบวิธีการและแนวทางในการคัดเลือกการเป็นคู่ค้าในการให้บริการไร้สายคลื่นความถี่ 2300 MHz

ทั้งนี้ เป็นผลมาจาก นายมนต์ชัย หนูแสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที และประธานกรรมการเจรจาธุรกิจกับคู่ค้าตามแผนธุรกิจบริการไร้สายคลื่นความถี่ 2300 MHz  แถลงผลการประชุมคณะกรรมการทีโอที ที่มีมติเห็นชอบให้กลุ่มบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด  เป็นคู่ค้าในการให้บริการไร้สายคลื่นความถี่ 2300 MHz

อย่างไรก็ตาม นายมนต์ชัยชี้แจงว่า กลุ่มบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต  จะเป็นผู้ดำเนินการจัดให้มีสถานีฐานจำนวนประมาณ 20,000 กว่าแห่งให้ ทีโอที เช่าใช้งาน  โดย ทีโอที เป็นผู้บริหารจัดการโครงข่ายสื่อสารไร้สายด้วยตนเองและ ทีโอที จะให้บริษัทในกลุ่มฯ ใช้บริการโดยจ่ายค่าตอบแทนสุทธิให้ ทีโอที ปีละ 4,510 ล้านบาท สำหรับการใช้งานโครงข่ายร้อยละ 60

นายประสิทธิ์ กล่าวว่า  ขอทราบเหตุผลว่าเหตุใด กรรมการทีโอทีจึงปฎิเสธข้อเสนอของบริษัททานตะวันฯ ทั้งที่ยื่นข้อเสนอที่ดีกว่า บริษัท ดีแทค คือดำเนินการจัดให้มีสถานีฐานจำนวน 28,100ฐานเพื่อให้ทีโอทีเช่าใช้งาน และทีโอทียังเป็นผู้บริหารจัดการโครงข่ายสื่อสารไร้สายนี้ด้วยตัวเอง อีกทั้งยังจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ทีโอทีปีละ 14,100 บ้านบาทสำหรับการใช้งานโครงการร้อยละ 60 โดยข้อเสนอทางการเงินรายได้รวมที่ทีโอทีจะได้รับตลอดอายุโครงการในเวลากว่า 8 ปีรวมทั้งสิ้นกว่า  126,860 ล้านบาท เฉลี่ยแล้วปีละประมาณ 14,100 ล้านบาท

นายประสิทธิ์ กล่าวว่า กลุ่มบริษัทที่ยื่นข้อเสนอในการเป็นคู่ค้าในการให้บริการไร้สายคลื่นความถี่ 2300 MHz ครั้งนี้มี 6 ราย  ซึ่งบริษัททานตะวันฯ ได้เสนอให้ผลประโยชน์ตอบแทนต่อทีโอทีมากที่สุด มากกว่า บริษัท ดีแทคด้วย  แต่คณะกรรมการฯกลับเลือกบริษัทที่ให้ผลประโยชน์กับทีโอทีที่น้อยกว่า ซึ่งทำให้ราชการเสียประโยชน์  ดังนั้่น พล.อ.สุรพงษ์ จะต้องชี้แจงในประเด็นเหล่านี้ เพื่อไม่ให้นักลงทุนเสีขวัญ  นโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เชิญชวนให้นักลงทุนต่างชาติมาลงทุนกันมาก ๆ บริษัท ทานตะวันฯ ก็มีนักลงทุนต่างประเทศถือหุ้น แต่การกระทำครั้งนี้บั่นทอนกำลังใจนักลงทุน สังคมจึงต้องได้รับความกระจ่าง

 

 

หนุนสตาร์ทอัพไทย ต้องวางฐานให้แน่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤษภาคม 2560 เวลา 05:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/496928

หนุนสตาร์ทอัพไทย ต้องวางฐานให้แน่น

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

การสนับสนุนสตาร์ทอัพในกลุ่มคนรุ่นใหม่นั้น ต้องยอมรับว่ามีทั้งภาครัฐและภาคเอกชนผลักดันกันอย่างต่อเนื่อง โดยจุดประสงค์หลักยังคงเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายในประเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

เฉลิมพล ตู้จินดา ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (ซอฟต์แวร์พาร์ค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า สิ่งสำคัญของสตาร์ทอัพที่โตช้าเพราะจุดเริ่มต้นความคิดยังมาจากความต้องการของตนเองก่อน แล้วค่อยสร้างนวัตกรรม

“การสร้างนวัตกรรมของคนรุ่นใหม่ต้องคิดในแนวกว้างมากกว่านี้ มองให้ชัดว่าคุ้มกับการลงทุนไหม และควรดูความสนใจของลูกค้าเป็นหลัก จากนั้นจึงนำโมเดลธุรกิจที่คิดไปทดสอบตลาดว่าเหมาะกับการเดินหน้าต่อหรือไม่” เฉลิมพล กล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพอย่าง ต่อเนื่อง ทั้งด้านเงินทุน แนวความคิด ทักษะการบริหารงาน แต่จำนวนของสตาร์ทอัพที่เดินหน้าต่อและมีนายทุนเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่องได้นั้นยังมีน้อย เพราะเด็กรุ่นใหม่เหล่านี้ยังขาดแรงกระตุ้นอย่างแท้จริง ขณะที่สตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มที่มีประสบการณ์

ปัจจุบันสตาร์ทอัพที่เป็นนักศึกษาจบใหม่ยังประสบความสำเร็จไม่มากนัก เพราะยังไม่เปิดกว้างด้านความคิดมากนักและอาจยังไม่มีความพร้อมเท่ากับสตาร์ทอัพในต่างประเทศ ดังนั้น ทักษะที่สตาร์ทอัพไทยซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ควรมีคือ จุดมุ่งหมายและแรงกระตุ้นที่จะอยากเดินหน้าทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

“จุดมุ่งหมายที่สตาร์ทอัพไทย ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ควรมีคือ อยาก เปลี่ยนโลก หรือทำอย่างไรให้ธุรกิจเดินหน้าประสบความสำเร็จได้มากกว่าแค่หวังเงินรายได้จะได้มีแรงผลักดัน” เฉลิมพล กล่าว

ด้าน ปารดา ทรัพย์ประเสริฐ รองผู้อำนวยการ 500 ตุ๊กตุ๊ก กองทุนร่วมลงทุนจากซิลิคอน วัลเลย์ กล่าวว่าปัญหาของผู้ลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ คือ ค้นหาสตาร์ทอัพที่น่าสนใจและประสบความสำเร็จได้ยาก รวมถึงช่องทางกลางในการเข้าถึงคนกลุ่มนี้ก็ยังไม่มี

“มีนักลงทุนจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก ให้ความสนใจกับสตาร์ทอัพของไทย เพราะสตาร์ทอัพของประเทศเขาเองไม่ค่อยน่าสนใจเท่าที่ควร ทำให้นักลงทุนเหล่านี้มองหาสตาร์ทอัพที่มีสีสันและความ โดดเด่นทางธุรกิจมากขึ้น” ปารดา กล่าว

สำหรับบริษัท 500 ตุ๊กตุ๊ก ยังคงเลือกลงทุนในสตาร์ทอัพระดับเริ่มต้น (Seed) เพราะมองว่าการลงทุนไม่สูงและเน้นเรื่องความรู้ในการเดินหน้าธุรกิจมากกว่า เพราะถ้าคนกลุ่มนี้มีรากฐานที่ดีโอกาสเติบโตของธุรกิจก็ไม่ใช่เรื่องยาก

ทั้งนี้ จำนวนสตาร์ทอัพทั่วโลกที่เดินหน้าต่อได้มีเพียง 30-40% ได้รับเงินทุนในซีรี่ส์เอและบีเพียง 10% ส่วนสตาร์ทอัพที่จะไปถึงระดับยูนิคอร์นมีเพียง 0.5% เท่านั้น ชี้ให้เห็นว่าธุรกิจสตาร์ทอัพยังพัฒนาอีกมาก

 

54%ของชาวเฟซบุ๊กเป็นโสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2560 เวลา 16:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/496802

54%ของชาวเฟซบุ๊กเป็นโสด

ทีมงาน โธธ โซเชียล ได้ดึงข้อมูลประชากรบนเฟซบุ๊กของประเทศไทย ในสถานะต่างๆ ตามช่วงอายุ ตั้งแต่ 13-64 ปี พบว่า 54% ของชาวเฟซบุ๊กเป็นโสด โดยช่วงอายุที่เป็นโสดมากที่สุดคือ 18-22 ปี หรือช่วงที่กำลังเป็นนักศึกษา

โดย…โธธโซเชียล

เพราะฉะนั้นหากมีใครมาแซวน้องๆ นักศึกษาว่าทำไมยังโสดก็บอกไปเลยว่าฉันคือคนส่วนใหญ่ของประเทศ! มั่นใจเข้าไว้หน้าที่ของเราตอนนี้คือตั้งใจเรียนครับ

แล้วคนเริ่มแต่งงานกันตอนไหน? คำว่ามีคู่นั้นมี 2 สถานะ คือ In Relationship (เป็นแฟนเฉยๆ หรือกำลังคบหาดูใจ) และ Married (แต่งงานแล้ว) จากข้อมูลพบว่าช่วงอายุ 27 ปี คือช่วงที่คนเริ่มเปลี่ยนจาก “คบหาดูใจ” เป็น “แต่งงาน” และช่วงอายุ 38 ปี คือช่วงที่คนที่เป็นโสดเปลี่ยนสถานะเป็นแต่งงานเยอะขึ้น

ดังนั้น หากคุณกำลังจะแต่งงานในช่วงอายุ 35 ปี ก็ไม่แปลก และถือเป็นเรื่องปกติของประชากรเฟซบุ๊กไทยไปแล้วครับ

 

ดีแทคลั่นชิงคลื่นเพิ่มหลังได้2300

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤษภาคม 2560 เวลา 06:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/496568

ดีแทคลั่นชิงคลื่นเพิ่มหลังได้2300

ดีแทค ยืนยันเข้าประมูลคลื่น 2600 กับ 1800 แม้จะได้ 2300 ของทีโอทีไปแล้ว

นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค เปิดเผยว่า บริษัทจะเข้าร่วมประมูลใบอนุญาต คลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่จะเกิดขึ้นปี 2560-2561 แม้ดีแทคจะได้คลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์ไปแล้ว โดยดีแทคยังคงยืนยันว่าบริษัทสนับสนุนให้มีการนำ คลื่นมาประมูลของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพราะเชื่อมั่นว่าเป็นวิธีที่โปร่งใส ทั้งสนับสนุนให้มีการวางแผนประมูลล่วงหน้าก่อนคลื่นหมดสัญญา

สำหรับความร่วมมือคลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์ กับบริษัท ทีโอที จะช่วยทำประโยชน์ให้ประเทศได้เยอะ ดีแทคได้เตรียมความพร้อมไว้หลายด้าน ในกรณีรองรับการใช้งานหากหมดสัญญาสัมปทาน ทั้งการลงทุนด้านเสาโครงข่ายเพิ่มเติมและการร่วมมือ กับทีโอที เพื่อไม่ให้กระทบการใช้งาน เครือข่ายลูกค้าที่มีในมือ

“ปีที่ผ่านมา ดีแทคใช้งบ 2 หมื่นล้านบาท ขยายเสาสัญญาณ 4จี บนคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้ลื่นและปีนี้จะใช้เงินเพิ่มอีก 1.7-2 หมื่นล้านบาท เดินหน้าขยายเสาสัญญาณต่อ ซึ่งบริษัทมั่นใจว่า จะช่วยรองรับการใช้งานดาต้าของลูกค้าในอนาคตได้แน่นอนและเป็นโอกาสของบริษัทในการให้บริการลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง” นายนอร์ลิ่ง กล่าว

ทั้งนี้ คลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์ ที่ได้มา 60 เมกะเฮิรตซ์นั้น ดีแทคสามารถนำไปใช้งานได้เต็มที่ ซึ่งบริษัทจะเดินหน้าขยายเสาสัญญาณและให้บริการลูกค้าได้ครบ 80% ของจำนวนประชากร

นายนอร์ลิ่ง กล่าวว่า ดีแทคและทีโอทีจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการจัดทำร่างสัญญาทางธุรกิจในไตรมาส 4 ของปีนี้ สำหรับการร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยให้ทั้งสององค์กรสามารถให้บริการ ไร้สายคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไร้สายได้มากขึ้น รองรับกับความต้องการใช้งานข้อมูลขนาดใหญ่ของทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ด้วยช่องสัญญาณที่กว้างถึง 60 เมกะเฮิรตซ์ บริษัทสามารถ ให้บริการดาวน์โหลดได้ถึง 300 Mbps และมีแผนขยายให้บริการในพื้นที่ ห่างไกล เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด แก่ประเทศ

 

การบินไทยเปิดตัวสติ๊กเกอร์ไลน์ใหม่ ดาวน์โหลดฟรี30 พ.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤษภาคม 2560 เวลา 13:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/496523

การบินไทยเปิดตัวสติ๊กเกอร์ไลน์ใหม่ ดาวน์โหลดฟรี30 พ.ค.

การบินไทย เปิดให้ผู้ใช้แอพพลิเคชั่น ไลน์ดาวน์โหลดสติ๊กเกอร์การบินไทยชุดใหม่ฟรี  ตั้งแต่ 30 พ.ค. นี้

นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การบินไทยประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่งในฐานะที่เป็นองค์กรหรือ LINE Official Accounts กลุ่มแรกๆ ของประเทศไทย ที่จัดทำสติ๊กเกอร์ไลน์และเปิดให้ดาวน์โหลดสติ๊กเกอร์ได้ฟรี ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก สำหรับในปีนี้ตรงกับวาระที่การบินไทยดำเนินกิจการมาครบ 57 ปี และเพื่อแสดงความขอบคุณแก่ลูกค้าสมาชิก และบุคคลทั่วไป รวมถึงเป็นการขยายช่องทางการสื่อสารบนสื่อออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สมาชิกรู้สึกใกล้ชิดและผูกพันกับการบินไทยมากขึ้น การบินไทยจึงได้จัดทำสติ๊กเกอร์ไลน์ชุดใหม่โดยใช้ชื่อว่า “Happy Flights with the THAI Family” ประกอบด้วยการ์ตูนรูปเครื่องบินของการบินไทยในอิริยาบถต่างๆ อาทิ เครื่องบิน Airbus A350 เครื่องบิน Boing 787 และ เครื่องบิน Airbus A380 จำนวน 16 แบบ ซึ่งสติกเกอร์ไลน์ดังกล่าวมีอายุการใช้งาน 90 วันนับจากวันที่ดาวน์โหลด และสามารถดาวน์โหลดได้ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2560 จนถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2560 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดสติ๊กเกอร์ได้ โดยเข้าแอพพลิเคชั่น LINE และเลือกหัวข้อ More และ Sticker Shop จากนั้นกดค้นหา THAI Official Accounts โดยพิมพ์ในช่องค้นหาว่า “Thai Airways” และกดเพิ่มเป็นเพื่อนเพื่อดาวน์โหลดสติ๊กเกอร์ “Happy Flights with the THAI Family” นอกจากนั้นยังสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของการบินไทยผ่านสื่อออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ www.thaiairways.com และ www.facebook.com/ThaiAirways

 

สูงวัย-ดิจิทัล ดันไอโอทีไทย โอกาสโตสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/496493

สูงวัย-ดิจิทัล ดันไอโอทีไทย โอกาสโตสูง

โนเกีย คาดตลาดไอโอทีไทยมีโอกาสสูง หลังธุรกิจลงทุนดิจิทัล สังคมสูงวัยต้องการอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพิ่ม

นายชนะกัญจน์ ศรีรัตนบัลล์ ผู้จัดการลูกค้าสัมพันธ์ บริษัท โนเกีย ประเทศไทย กล่าวว่า มูลค่าของอุปกรณ์เชื่อมต่อหรือไอโอที ที่การ์ทเนอร์คาดการณ์ในปี 2563 ยังคงเติบโตมากถึง 2 หมื่นล้านชิ้น ไม่ว่าจะเป็น แกดเจ็ต เซ็นเซอร์และเครือข่าย

ขณะที่ตลาดไทยก็มีโอกาสโตไม่แพ้กัน เพราะมีความพร้อมด้านโครงข่ายมากขึ้น รวมทั้งความต้องการใช้งานอุปกรณ์ของลูกค้าและภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้น ทำให้การลงทุนในเรื่องของอุปกรณ์เชื่อมต่อ ดีไวซ์ ไปจนถึงระบบโครงสร้างพื้นฐาน มีมากขึ้นไปด้วย

นอกจากนี้ ประชากรโลกกว่า 16% ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีภายในปี 2573 มีความต้องการดูแลและช่วยเหลือในการใช้ชีวิต เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทจึงพูดคุยกับบริษัทผู้ผลิตสินค้าในกลุ่มโฮมเกตเวย์เพื่อนำเสนอสินค้ากลุ่มสมาร์ทโฮมร่วมกัน โดยเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกกว่า 80 บริษัท คาดเห็นความชัดเจนในครึ่งปีหลังนี้

ด้านภาพรวมบริษัท หลังจากเข้าซื้อกิจการอัลคาเทล ลูเซ่น โนเกียสามารถสร้างยอดขายได้กว่า 2,360 ล้านยูโรหรือประมาณ 8.9 หมื่นล้านบาทและช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาได้เปิดตัวระบบช่วยเหลือแบบดิจิทัลสำหรับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ทำให้บริการคู่ค้าได้มากขึ้น

 

สแกนลายนิ้วซิมมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/496489

สแกนลายนิ้วซิมมือถือ

กสทช.ดีเดย์ลงทะเบียนซิมแบบสแกนลายนิ้วมือ เริ่ม 1 มิ.ย.นำร่อง 25 เครื่อง ชายแดนใต้ หวังป้องกันเหตุก่อการร้าย

นายฐากร  ตัณฑสิทธิ์  เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า กสทช.เตรียมนำเครื่องลงทะเบียนซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือแบบอัตลักษณ์ (สแกนลายนิ้วมือ) จำนวน 25 เครื่องไปนำร่องใช้งานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ และอีก 2 อำเภอใน จ.สงขลา (จะนะ และนาทวี) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจและป้องกันการเป็นสาเหตุนำไปก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ โดยจะให้เวลาผู้ที่เปิดเบอร์ใหม่มาลงทะเบียนแบบสแกนนิ้วมือภายใน 120 วัน หากไม่มาลงทะเบียนอาจพิจารณาตัดเบอร์การใช้งาน

“การลงทะเบียนซิมแบบสแกนนิ้วจะนำร่องใช้ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ลอบวางระเบิด โดยจะเริ่มบังคับใช้กับกลุ่มที่เปิดเบอร์ใหม่ก่อน ส่วนกลุ่มที่มีการเปิดใช้งานนานแล้วจะใช้วิธีขอความร่วมมือก่อนจนกว่าเครื่องและระบบจะพร้อม ซึ่งคาดว่าเครื่องจะมาพร้อมและครอบคลุมทั่วประเทศจำนวน 2-3 หมื่นเครื่อง ภายในปี 2561” นายฐากร กล่าว

นอกจากนี้ จะส่งเครื่องให้กับ 5 โอเปอเรเตอร์ค่ายมือถือ (เอไอเอส ดีแทค ทรู แคท ทีโอที) นำร่องให้บริการลงทะเบียนซิมแบบสแกนนิ้วมือในพื้นที่กรุงเทพฯ (บริเวณสยามพารากอน) ก่อน ซึ่งจะเป็นการช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานในระบบโมบาย แบงก์กิ้ง ที่มีการผูกบัญชีธนาคารกับเบอร์มือถือไว้

ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนซิมโทรศัพท์ไว้แล้วทั้งหมด 120 ล้านเลขหมาย หลังจากนี้ กสทช.จะเร่งทำการประชาสัมพันธ์เพื่อทำความเข้าใจกับผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณเพียง 10 กว่าล้านบาทเท่านั่น เนื่องจากเป็นการต่อยอดจากฐานข้อมูลทะเบียนเดิม

อย่างไรก็ดี ยืนยันว่า การให้มาลงทะเบียนซิมแบบสแกนนิ้วมือ ไม่ใช่เป็นการให้ลงทะเบียนเพื่อใช้เป็นวิธีในการติดตามการใช้ข้อมูลของประชาชน และไม่ได้เป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัว เนื่องจากเป็นการเชื่อมฐานข้อมูลจากองค์การปกครองที่มีการเก็บข้อมูลไว้ในบัตรประชาชนอยู่แล้วมาตรวจสอบยืนยันตัวตนกับผู้ใช้งานซิมมือถือว่าตรงกันหรือไม่เท่านั้น โดยที่โอเปอเรเตอร์ผู้ให้บริการเครือข่ายจะไม่ได้ทำการเก็บฐานข้อมูลนั้นไว้

สำหรับขั้นตอนการลงทะเบียน เจ้าของโทรศัพท์เคลื่อนที่จะต้องแสดงตัวพร้อมกับบัตรประชาชนในจุดให้บริการ ซึ่งระบบจะตรวจสอบพิสูจน์ได้ทั้งกรณีลายนิ้วมือ (Finger Print) และตรวจสอบใบหน้า (face recognition) โดย กสทช.ติดตามและประเมินผลการทดลองให้บริการและจะกำหนดแผนงานในระยะต่อไป

 

“FindYourSpace” เครื่องมือจัดการอสังหาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤษภาคม 2560 เวลา 21:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/496468

"FindYourSpace" เครื่องมือจัดการอสังหาฯ

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

จากการรวมพลังของผู้ก่อตั้งไทยและนอร์เวย์ ซึ่งต่างมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีในระดับสูงสู่การสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพ “ไฟด์ยัวร์สเปซ” (FindYourSpace) ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ระบบจัดการข้อมูลหลังบ้านให้แก่นายหน้าและโบรกเกอร์ในอสังหาริมทรัพย์ เอเยนซี ที่ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้มีความแตกต่างและตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้าเป้าหมายได้อย่างดี โดยทั้งคู่ต่างมีแผนการจะสร้างธุรกิจขยายไปสู่ตลาดในภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลก

“โจสไตน์ อาคส์เนส” และ “สัมพันธ์ พจนโสภณากุล” ผู้ร่วมก่อตั้งไฟด์ยัวร์สเปซ บริษัท ไฟด์ยัวร์สเปซ (ไทยแลนด์) เปิดเผยว่า ทั้งคู่ได้ร่วมก่อตั้ง “FindYourSpace” (ไฟด์ยัวร์สเปซ) ที่เป็นระบบจัดการข้อมูลหลังบ้านให้แก่นายหน้าและโบรกเกอร์ในอสังหาริมทรัพย์  บริษัทตัวแทน (เอเยนซี) ดังนั้น ระบบจึงสามารถจัดการข้อมูลหลังบ้านที่มีจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยรวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาอยู่ในเครือข่ายออนไลน์ ส่งผลให้นายหน้าอสังหาริมทรัพย์มีเครื่องมือจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ และเข้าถึงข้อมูล หรือการจัดการข้อมูลได้ทุกอย่างผ่านโทรศัพท์มือถือได้แบบเรียลไทม์

การจัดการข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นการนำข้อมูลที่อยู่ในระบบออฟไลน์มาสร้างแพลตฟอร์มอยู่บนออนไลน์ ทำให้ผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์ จัดการเก็บข้อมูลได้เป็นระบบ พร้อมนำเสนอข้อมูล เชื่อมโยงผ่านเว็บไซต์ หรือเครื่องมือออนไลน์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เข้าถึงลูกค้าและเจรจาติดต่อซื้อขายได้อย่างสะดวก รวดเร็วมากขึ้น รวมถึงมีบริการที่ครบวงจรตรงกับความต้องการ อีกทั้งกลุ่มลูกค้าสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องในทุกเวลา

 

ทั้งนี้ หลังจากพัฒนาระบบสมบูรณ์จึงได้เริ่มเปิดตัวและนำเสนอเข้าทำตลาดในช่วงเดือน ก.พ. 2559 ผ่านเว็บไซต์ http://pro.findyourspace.co และมีลูกค้าขนาดใหญ่ที่พร้อมใช้ระบบของบริษัทแล้ว ซึ่งเป็นลูกค้าจากต่างประเทศ คือ RE/MAX Thailand ซึ่งเป็นแฟรนไชส์ด้านอสังหาริมทรัพย์และมีลูกค้าจำนวนมากได้มาใช้ระบบของบริษัท ซึ่งเมื่อใช้ระบบของบริษัทต่างให้ความพอใจ จากก่อนหน้านี้ใช้ระบบของบริษัทอื่นและตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ

สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่ตลาดและทำให้ได้ลูกค้าตอบรับที่ดีมาจากการที่ทีมงานพร้อมนำทุกความเห็นของลูกค้านำมาพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์ โดยก่อนหน้านี้ไฟด์ยัวร์สเปซได้รวบรวมข้อมูลทางด้านอสังหาริมทรัพย์และนำเสนอแก่ลูกค้าทั่วไป ต่อมาหลังจากการได้พัฒนาผลิตภัณฑ์สู่ตลาดเป็นเวลา 6 เดือน ก็ได้นำทุกความคิดเห็นของลูกค้ามาปรับปรุงสร้างโมเดลธุรกิจใหม่สู่ไฟด์ยัวร์สเปซในปัจจุบัน

ขณะเดียวกันจากการที่มีผลิตภัณฑ์แตกต่าง รวมถึงมีระบบการจัดการข้อมูลแก่ลูกค้า ซึ่งไม่มีรายใดที่พัฒนาเหมือนบริษัท ทำให้ลูกค้าตอบรับออกมาดีต่อเนื่อง โดยช่วงแรกได้มีผู้ลงทุนส่วนบุคคล (แองเจิล ฟันด์) เข้ามาลงทุนในบริษัท ต่อมาได้มีกองทุนร่วมลงทุน (เวนเจอร์ แคปปิตอล) ที่เป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น ซึ่งมีธุรกิจจดทะเบียนในสิงคโปร์ คือ “REAPRA” เข้ามาลงทุนในบริษัทแล้ว วงเงินประมาณ 3 แสนเหรียญสหรัฐ

“สัมพันธ์” กล่าวว่า สิ่งที่ท้าทายของบริษัทในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่ลูกค้า คือ ทำให้ลูกค้าเข้าใจระบบของบริษัท โดยสุดท้ายเมื่อลูกค้าได้รู้จักและเข้าใจระบบของบริษัทที่แตกต่าง ซึ่งเปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่ ส่งผลให้ลูกค้าต่างพอใจ และเมื่อใช้บริการแล้วต่างตอบรับในระดับที่ดี อีกทั้งลูกค้าก็จะมีการแนะนำไปยังลูกค้าคนอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ไฟด์ยัวร์สเปซไม่มีการหยุดนิ่งที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่ลูกค้า

ทั้งนี้ FindYourSpace ยังได้เป็น 1 ใน 12 ทีมที่ผ่านการคัดเลือก เข้าโครงการบ่มเพาะและเร่งสร้างวิสาหกิจเริ่มต้น ภายใต้ชื่อสปาร์ค (SPARK) เพื่อส่งเสริมการสร้างผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไทยที่มีศักยภาพสู่ประเทศไทยและการขยายสู่ตลาดโลก จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ร่วมกับเอจีดับเบิลยู กรุ๊ป ซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนจากอิสราเอล ซึ่งมีโอกาสอย่างมากในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และขยายตลาดสู่ระดับโลกต่อไป อีกทั้งองค์กรได้เข้าร่วมโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง

 

“บริษัทได้เน้นกลุ่มลูกค้าที่เป็นเอเยนซี อสังหาริมทรัพย์ที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญ ที่ทุกคนจะต้องติดต่อในเรื่องซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นลูกค้าที่จะไม่มีวันหายไป เหมือนกับในสหรัฐ ที่เอเยนซีอสังหาริมทรัพย์เป็นกลุ่มที่มีความสำคัญอย่างมาก” สัมพันธ์ กล่าว

“โจสไตน์” กล่าวต่อว่า การเข้ามาร่วมทำธุรกิจสตาร์ทอัพ สิ่งสำคัญคือการมีผลิตภัณฑ์ที่ดีและตรงกับความต้องการของลูกค้า และเป็นผลิตภัณฑ์สามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้แก่ลูกค้าได้ รวมทั้งผลิตภัณฑ์สามารถขยายตลาด และเพิ่มส่วนแบ่งกลุ่มลูกค้าได้ต่อไปในอนาคต พร้อมกันนี้ต้องมีการพัฒนาธุรกิจและองค์กร รวมถึงทีมงานอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ บริษัทพร้อมให้บริการที่ดีและทำให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการได้รับความสะดวกมากที่สุด อีกทั้งทีมงานพร้อมให้คำแนะนำในด้านต่างๆ แก่ลูกค้า รวมทั้งมีการจัดกิจกรรมเวิร์กช็อป เพื่อให้ความรู้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

“สตาร์ทอัพที่ต้องการเริ่มต้นสร้างผลิตภัณฑ์สู่ตลาด จะต้องมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีและเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีกลุ่มลูกค้าต้องการใช้งาน รวมทั้งต้องบริหารจัดการในเรื่องการขยายธุรกิจ การเติบโตขององค์กร และการขยายตลาดให้ชัดเจน รวมถึงต้องไม่หยุดมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างไม่หยุดนิ่ง”โจสไตน์ กล่าว

“โจสไตน์” และ “สัมพันธ์” กล่าวต่อว่า ทั้งคู่ต่างมีความเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์และไอที เพราะเรียนจบในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทที่เกี่ยวข้องกับสาขาดังกล่าว ซึ่ง “โจสไตน์” เป็นชาวนอร์เวย์ ได้มาทำงานในไทยเป็นเวลาหลายปี และทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมทำงานที่ทำงานมาด้วยกันก่อนที่ “โจสไตน์” จะตัดสินใจออกมาจัดตั้งบริษัท หลังจากนั้นได้ชักชวนให้ “สัมพันธ์” มาร่วมสร้างไฟด์ยัวร์สเปซ

ในระยะต่อไปบริษัทมีแผนจะขยายตลาดในประเทศเพื่อเพิ่มกลุ่มลูกค้าใหม่มากขึ้น เพราะตลาดในประเทศมีแนวโน้มขยายตัวที่ดีเช่นกัน รวมถึงการขยายสู่ต่างประเทศ โดยประเมินว่าตลาดในภูมิภาคอาเซียนมีศักยภาพอย่างมากที่จะเข้าไปทำตลาด เพราะยังไม่มีใครเป็นผู้นำอย่างชัดเจน จึงสนใจตลาดทั้งในภูมิภาคอาเซียนและประเทศจีนที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งในทุกประเทศต่างมีกลุ่มลูกค้า เอเยนต์ โบรกเกอร์อสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องการระบบจัดการข้อมูลภายในที่ดี พร้อมกับสนใจจะขยายธุรกิจในส่วนต่างๆ และผลักดันให้องค์กรเติบโตอย่างแข็งแกร่งมากที่สุด อีกทั้งมีแผนจะเพิ่มทีมงานในองค์กรมากขึ้น

“บริษัทมีบริการที่ครบวงจรแก่ลูกค้าจึงแตกต่างจากรายอื่น พร้อมกันนี้บริษัทยังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง จึงมองโอกาสของตลาดในอาเซียนมีความน่าสนใจ และไม่มีผู้ประกอบการรายใดเป็นรายใหญ่ในตลาด รวมถึงลูกค้าเอเยนซีในต่างประเทศจะใช้ระบบออฟไลน์ยังไม่ได้ใช้ออนไลน์ ดังนั้นจึงมีช่องว่างที่ไฟด์ยัวร์สเปซ จะเข้าไปพัฒนาและเข้าไปทำตลาดอย่างมาก” ทั้งคู่ กล่าว

“โจสไตน์” และ “สัมพันธ์” กล่าวทิ้งท้ายร่วมกันว่า มีความมั่นใจว่าในระยะยาว “FindYourSpace” จะพร้อมสร้างสรรค์และบริการที่ดีแก่ลูกค้า มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีสู่ลูกค้า โดยมีเป้าหมายสู่ผู้นำในตลาดในไทยและภูมิภาคอาเซียน