ทีวีดิจิทัลเมินบอลโลก ชี้ค่าลิขสิทธิ์สุดแพงแมตช์ละเกือบ30ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/495810

ทีวีดิจิทัลเมินบอลโลก ชี้ค่าลิขสิทธิ์สุดแพงแมตช์ละเกือบ30ล้าน

ทีวีดิจิทัลเผยค่าลิขสิทธิ์บอลโลกแพงเว่อร์ ระบุแม้ลดราคา 50% ก็ยังไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

นายพรชัย พูนล้ำเลิศ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัทบางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง ผู้บริหารช่องพีพีทีวี เปิดเผยว่า กรณีที่ฟีฟ่ามีการตั้งราคาถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกเป็นเม็ดเงิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,700 ล้านบาท ทั้งหมด 64 นัด เฉลี่ยนัดละเกือบ 30 ล้านบาทนั้นราคานี้ถือว่าสูงเกินไป และไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยในขณะนี้

“หากช่องไหนมีแผนที่จะซื้อลิขสิทธิ์ดังกล่าวมองว่าไม่คุ้ม เพราะนอกจากราคาแพงแล้ว ยังมีปัจจัยลบจากลิงก์เถื่อนและเว็บผี ที่จะเข้ามาส่งผลกระทบ ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการก็บอบช้ำกับการทำธุรกิจทีวีดิจิทัลมากพอสมควรแล้ว” นายพรชัย กล่าว

นางพรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อาร์เอส ผู้บริการช่อง 8 กล่าวว่า ราคาที่ฟีฟ่าตั้งมาเกิดจากความคาดหวังบนสมมติฐานของตลาดในอดีต เพราะนำไปเปรียบเทียบกับราคาประมูลของพรีเมียร์ลีกซึ่งเป็นเนื้อหาที่อยู่บนธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก ไม่ใช่ฟรีทีวีเหมือนฟุตบอลโลกที่เกิดขึ้นในครั้งหลังสุดที่บริษัทไทยได้ประมูลมา และปัจจุบันบริษัทได้ออกจากธุรกิจดังกล่าวไปแล้ว เนื่องจากปัจจุบันสภาพตลาดเปลี่ยนไปมากไม่ว่าจะเป็นด้านของช่องทางการออกอากาศ หรือความซับซ้อนของการบริหารจัดการแพลตฟอร์มท่ามกลางกระแสสื่อออนไลน์

อย่างไรก็ดี อยากให้ฟีฟ่าพิจารณาในเรื่องของความคาดหวังทางด้านราคาใหม่ เพราะราคาฟุตบอลโลกทั้ง 64 นัดเป็นเนื้อหาที่อยู่ภายใต้กฎ มัสต์ แคร์รี่ ดังนั้นทุกนัดต้องทำการฉายให้ประชาชนดูฟรี ซึ่งหมายถึงการที่ผู้รับสิทธิในประเทศจะไม่สามารถไปหารายได้เพิ่มจากความเอ็กซ์คลูซีฟของคอนเทนต์ในช่องทางอื่นได้

“หากผู้ประกอบการรายใดต้องการจะซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดตามราคาที่ฟีฟ่าตั้งไว้ อาจจะต้องมองว่าส่วนหนึ่งของราคาที่ต้องจ่ายเป็นงบการตลาดของสถานี เพื่อตอบโจทย์ในการลงทุน” นางพรพรรณ กล่าว

ภาพ เอเอฟพี

 

บิ๊กไอทีมะกันเจอยุโรปฟันข้อหาฝ่ากฎ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/495491

บิ๊กไอทีมะกันเจอยุโรปฟันข้อหาฝ่ากฎ

ยุโรปสั่งปรับเฟซบุ๊ก กรณีแจ้งข้อมูลผิดพลาดระหว่างซื้อกิจการวอตส์แอพ

คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) สั่งปรับเฟซบุ๊กบริษัทสื่อโซเชียลสัญชาติสหรัฐ 110 ล้านยูโร (ราว 4,225 ล้านบาท) กรณีแจ้งข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานผิดพลาดระหว่างดำเนินการเข้าซื้อ กิจการวอตส์แอพ แอพพลิเคชั่นแชต เมื่อปี 2014 ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณเตือนบริษัทต่างชาติให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบของยุโรป

อีซีเปิดเผยว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าว จะไม่ส่งผลให้การซื้อกิจการวอตส์แอพเป็นโมฆะ โดย มาร์เกรธ เวสทาเกอร์ หนึ่งในคณะกรรมาธิการอีซี เปิดเผยว่า คำสั่งปรับเป็นการส่งสัญญาณว่าบริษัทต้องปฏิบัติตามกฎการควบรวมกิจการครบทุกข้อ ที่รวมถึงการแจ้งข้อมูลที่ถูกต้องด้วย

ทั้งนี้ การสั่งปรับล่าสุดยังเกิดขึ้นหลังหน่วยงานฝรั่งเศสสั่งปรับบริษัท 1.5 แสนยูโร (ราว 5.76 ล้านบาท) เนื่องจากเฟซบุ๊กตรวจจับข้อมูลของผู้ใช้ เช่น เพศ ทัศนคติทางการเมืองและความเชื่อทางศาสนา โดยไปใช้สำหรับการทำโฆษณาให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ก่อนหน้านี้อิตาลีสั่งปรับเฟซบุ๊ก 3 ล้านยูโร (ราว 115 ล้านบาท) กรณีบังคับให้ผู้ใช้ต้องยอมแชร์ข้อมูลส่วนตัวในวอตส์ แอพกับเฟซบุ๊ก

ขณะเดียวกันศาลสูงสุดของเยอรมนีตัดสินให้บริการ “อูเบอร์ แบล็ก” ของอูเบอร์ ผู้ให้บริการไรด์แชริ่งจากสหรัฐละเมิดกฎการแข่งขันทางธุรกิจของเยอรมนี แต่เสริมว่ายังต้องรอความชัดเจนจากศาลสูงยุโรปก่อนประกาศคำตัดสินขั้นสุดท้าย

 

มือถือคึกชิงท็อปทรี เปิดรุ่นใหม่ สาดโปรฯดันยอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤษภาคม 2560 เวลา 06:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/495477

มือถือคึกชิงท็อปทรี เปิดรุ่นใหม่ สาดโปรฯดันยอด

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจไอทีโพสต์ทูเดย์

เปิดศึกสมาร์ทโฟนไฮเอนด์ในช่วงกลางปีกันอย่างคึกคัก สำหรับค่ายโทรศัพท์มือถือทั้งยักษ์ใหญ่และรายเล็ก โดยเฉพาะค่ายเล็กที่พยายามจัดหนักอัดโปรโมชั่นเต็มที่ เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถแย่งส่วนแบ่งจากยักษ์ใหญ่ทั้งเบอร์ 1 และ 2 ให้ได้เพิ่มขึ้น แต่ทุกรายก็ไม่ได้มีสินค้าตัวใหม่สุดว้าวมาเปิดตัวในงาน นอกจากการนำพรีเซนเตอร์มาปลุกกระแสเท่านั้น

โอภาส เฉิดพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม วิชั่น ผู้จัดงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป เปิดเผยว่า การจัดงานไทยแลนด์โมบายเอ็กซ์โปช่วงกลางปีครั้งนี้ เชื่อว่ายังมีกำลังซื้อจากกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธง โดยได้ตั้งเป้าเงินสะพัดในงานไม่น้อยกว่า 1,830 ล้านบาท และยอดคนเดินภายในงานอยู่ที่ 7 แสนคน

วิชัย พรพระตั้ง รองประธานองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ กล่าวว่า ตลาดสมาร์ทโฟนคงไม่สามารถไปสร้างรายได้ระดับประเทศหรือสร้างจีดีพีได้ แต่มั่นใจว่าตลาดสมาร์ทโฟนไฮเอนด์จะต้องแข่งขันกันในเรื่องของนวัตกรรมมากขึ้น จะใช้จุดเด่นแบบเดิมไม่ได้ ซัมซุงพยายามที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ชีวิตคนรุ่นใหม่อย่างเช่น กล้องถ่ายรูป ระบบชาร์จ วีอาร์ เป็นต้น ส่วนรุ่น S8+ ตอนนี้เรียกได้ว่าเหลือน้อยจนต้องสั่งสินค้าเพิ่ม โดยรุ่น S8 และ S8+ มียอดขายที่ดีกว่ารุ่น S7 ถึง 1.5 เท่า

กันตวีร์ แสงสาย ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท นูเบีย กล่าวว่า นูเบียเพิ่งเข้ามาจับตลาดสมาร์ทโฟนในไทยเมื่อเดือน พ.ย. และจับตลาดสมาร์ทโฟนทุกกลุ่มตั้งแต่ราคา 3,000-1 หมื่นบาท โดยก่อนหน้านี้นูเบียเน้นทำตลาดออนไลน์ แต่ครึ่งปีหลังนี้จะเปิดแบรนด์ช็อปที่เอ็มบีเคและฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสและเห็นสินค้า และเลือกซื้อที่ร้านหรือกลับไปซื้อในเว็บไซต์เพื่อรับส่วนลดเพิ่มก็ได้ โดยนูเบียได้ทุ่มงบ 100 ล้านบาท หรือมากกว่าปีที่ผ่านมา 20-30% เพื่อทำตลาดโดยตั้งเป้าโตอย่างน้อย 30%

ด้านโนเกียที่เพิ่งกลับเข้ามาทำตลาดทั่วโลก หลังจากเอชเอ็มดี โกลบอล บริษัทสัญชาติฟินแลนด์เซ็นสัญญากับโนเกีย เทคโนโลยี เพื่อซื้อไลเซนส์แบรนด์โนเกียผลิตและตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต 10 ปี ซานดีป กุปตา ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากเอชเอ็มดี โกลบอล กล่าวว่า การกลับมาทำตลาดของโนเกียวางเป้าหมาย 3 ปีขึ้นเป็น ท็อปทรี หรือ 1 ใน 3 ของสมาร์ทโฟนทั่วโลกรวมทั้งในไทยด้วย

ทั้งนี้ ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟน 3 รุ่น ในไทยเป็นแห่งแรกในอาเซียน เนื่องจากตลาดสมาร์ทโฟนในไทยใหญ่สัดส่วนถึง 75% ของตลาดรวม เจาะกลุ่มเป้าหมายมิลเลเนียน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำทางเทคโนโลยี หรือเทรนด์เซ็ตเตอร์ ประกอบด้วย โนเกีย 3 ระดับ ราคา 4,850 บาท ซึ่งจะเปิดตัวกลางเดือน มิ.ย. เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายระดับแมสได้ ตามด้วยโนเกีย 5 ราคา 6,490 บาท ส่วนโนเกีย 6 ราคา 7,990 บาท เน้นความเป็นเอนเตอร์เทนเมนต์ เปิดตัวสิ้นเดือน มิ.ย. โดยดีเอชเอ็มดีได้ตั้งสำนักงานในไทย เพื่อบริหารงานทั้งฝ่ายตลาด ช่องทางจำหน่าย ร่วมกับพันธมิตร และศูนย์บริการหลังการขาย

ชานนท์ จิรายุกุล ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายขาย บริษัท ไทย ออปโป้ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือออปโป้ กล่าวว่า บริษัทได้เปิดตัวสมาร์ทโฟน ออปโป้ อาร์ไนน์เอส แบล็ก อิดิชั่น มีจุดขายการเป็นกล้องถ่ายรูประดับเวิลด์คลาสที่มีเซ็นเซอร์อัจฉริยะโซนี่ IMX 398 ขนาด 1/2.8 นิ้ว การให้ความสำคัญกับกล้องถ่ายรูป เพราะเป็นฟังก์ชั่นการใช้งานอันดับแรกที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อ โดยไตรมาสที่ผ่านมาออปโป้เป็นเบอร์ 2 ของตลาดแอนดรอยด์และไอโอเอส ทำให้เป้าหมาย 5 ปีขึ้นเป็นอันดับ 1 เร็วยิ่งขึ้น

สมาร์ทโฟนไทยยังคงเป็นตลาดที่หอมหวน จากทิศทางการเติบโตที่มาก กว่า 3-3.5% ทำให้ทุกค่ายต่างเปิดศึกท้าชิง ตำแหน่งท็อปทรี ขณะที่ซัมซุงต้อง พยายามรักษาตำแหน่งผู้นำตลาด หลัง จากแบรนด์จีนทั้งหัวเว่ย ออปโป้ วีโว่ และรวมทั้งน้องใหม่อย่างโนเกีย โมโต โรล่า ต้องการผงาดขึ้นมาเป็น 1 ใน 3 ของตลาดแทบทั้งสิ้น การแข่งขันคุกรุ่นรุนแรงแบบที่เรียกว่า ยอมกันไม่ได้

 

ชมไอเดียรถเก็บขยะไร้คนขับแห่งอนาคต โดยวอลโว่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2560 เวลา 16:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/495415

ชมไอเดียรถเก็บขยะไร้คนขับแห่งอนาคต โดยวอลโว่

ชวนชมคลิปวิดีโอแสดงศักยภาพของรถเก็บขยะต้นแบบจากวอลโว่ เตรียมทดลองการใช้งานในสวีเดน

บริษัทวอลโว่มีรถบรรทุกไร้คนขับทำงานอยู่ภายในเหมืองของสวีเดนตั้งแต่ปี 2016 มาตอนนี้ด้วยเทคโนโลยีเดียวกัน ทางบริษัทเตรียมก้าวไปอีกขั้นด้วยการออกแบบรถเก็บขยะอัจฉริยะไร้คนขับในแบบเดียวกัน

ทางวอลโว่ประกาศร่วมมือกับ Renova บริษัทสวีเดนที่ดำเนินงานจัดการกับขยะ ในการพัฒนารถเก็บขยะรุ่นใหม่แห่งอนาคต ตัวรถสามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง ผ่านระบบเซ็นเซอร์ และ GPS ในการตรวจดูเส้นทาง เมื่อเดินทางไปยังจุดที่ต้องเก็บขยะ ระบบจะบังคับให้รถคันดังกล่าวหยุด เจ้าหน้าที่จะลงมาเข็นขยะตามบ้านเรือนมายังรถ เพื่อให้รถคีบถังขยะเททิ้งลงในถังรวม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นระบบออโต้เมติก ที่ใช้งานง่ายเพียงแค่กดปุ่มเท่านั้น จากนั้นรถก็จะเคลื่อนไปยังจุดเก็บขยะจุดต่อไปเรื่อยๆ

สำหรับผู้คนที่สงสัยว่ารถยนต์อัจฉริยะจะสามารถควบคุม และวิ่งเข้าออกได้เหมือนรถยนต์ที่ใช้คนขับหรือไม่ ทางคลิปวิดีโอไพลอทที่วอลโว่จัดทำขึ้น แสดงให้เห็นว่ารถเก็บขยะของพวกเขานั้นสามารถถอยหลังจอดได้ตามปกติ ด้วยระบบเซ็นเซอร์ และกล้องแบบ 360 องศา นอกจากนั้นยังสามารถเบรกกระทันหัน เมื่อมีอุปสรรคขวางทางได้อีกด้วย

วอลโว่คาดหวังว่าเทคโนโลยีของพวกเขาจะมีส่วนช่วยลดความเครียดจากการทำงานของบรรดาเจ้าหน้าที่เก็บขยะ นอกจากนั้นด้วยระบบการวิ่งที่คงที่ยังช่วยประหยัดพลังงาน และลดมลพิษที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ขณะนี้โปรเจคดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการทดลอง ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ แม้ว่าความสำเร็จในฐานะรถอัจฉริยะที่สามารถใช้งานได้จริง อาจยังดูห่างไกล เพราะสถานการณ์ขับรถบนถนนจริงๆนั้นเต็มไปด้วยความซับซ้อน และสิ่งที่คาดไม่ถึง แต่เทคโนโลยีใหม่นี้ก็นับเป็นก้าวสำคัญสำหรับวอลโว่ และสนามรถยนต์ไร้คนขับที่กำลังขับเคี่ยวกันอยู่อย่างดุเดือดในปัจจุบัน เพื่อปฏิวัติการจราจรในอนาคต

 

ขอบคุณวิดีโอจาก Volvo Trucks

 

 

‘ConvoLab’ แชตบอต ขุมพลังเพื่อธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2560 เวลา 14:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/495399

'ConvoLab' แชตบอต ขุมพลังเพื่อธุรกิจ

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

ปัญญาประดิษฐ์ หรือ “เอไอ” หนึ่งเทคโนโลยีมาแรงสามารถนำมาสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ได้หลากหลาย รวมถึง “แชตบอต” ที่บริษัทไทย “ConvoLab” ได้พัฒนาแชตบอตให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าองค์กร และธุรกิจต่างๆ ซึ่งมีความพิเศษและโดดเด่นอย่างมาก

“ทัชพล ไกรสิงขร” ผู้ร่วมก่อตั้ง ConvoLab เปิดเผยว่า การสร้าง ConvoLab ที่เป็นแชตบอต (Chatbot) ระบบตอบรับอัตโนมัติ โดยเป็นเครื่องมือให้แก่บริษัทและธุรกิจสามารถโต้ตอบกับลูกค้าได้อย่างรวดเร็วผ่านโซเชียล แพลตฟอร์มต่างๆ โดยสามารถตอบคำถามของลูกค้าที่เข้ามาจำนวนมาก และทำให้ลูกค้าได้รับข้อมูลที่รวดเร็วเช่นกัน ส่งผลดีต่อองค์กรในการให้ข้อมูล การทำตลาด รวมถึงการชี้แจงต่างๆ ถือว่าบริษัทเป็นผู้พัฒนาระบบแชตบอต (Chatbot) เป็นรายแรกๆ ในประเทศไทย

ConvoLab ก่อตั้งโดยตนเอง พี่ชาย และคุณแม่ ที่มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน ทั้งด้านเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ การเงิน รวมถึงความเชี่ยวชาญในเรื่องเทรนด์ โดยตนเองก่อนหน้านี้ก็ทำงานในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมาเป็นเวลาหลายปี และมีความสนุกที่ได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี จึงสนใจพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมาสู่ตลาด ซึ่งได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เข้ามาสู่ตลาดในปี 2559 และเริ่มทำตลาดอย่างเป็นทางการตั้งแต่ต้นปี 2560

“ทีมก่อตั้งจาก 3 คน คือ ผม พี่ชาย และคุณแม่ ทุกคนจะมีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านต่างกัน ส่วนผมที่เรียนจบมาทางด้านวิศวกรรมพลังงานทดแทน และระหว่างเรียนก็เขียนโปรแกรมหารายได้เสริมจนกระทั่งเรียนจบที่ต่างประเทศ สกอตแลนด์ จึงเริ่มทำงานภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสิ่งที่เราชื่นชอบ” ทัชพล กล่าว

แชตบอต (Chatbot) ถือเป็นปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ เอไอ (AI) ของบริษัท จะมีความพิเศษไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถามได้อย่างรวดเร็วแล้ว โดยสามารถใช้งานโซเชียลแพลตฟอร์มต่างๆ ทั้งไลน์ แชต หรืออื่นๆ ได้ ซึ่งใช้เวลาในการตอบคำถามให้แก่ลูกค้าเพียง 3 วินาที อีกทั้งสามารถโต้ตอบเป็นภาษาอังกฤษได้ รวมถึงสามารถส่งข้อมูล แพ็กเกจ และรูปภาพ ไปจนถึงแผนที่ให้แก่ลูกค้าได้ด้วย ดังนั้นองค์กรที่ใช้บริการ ConvoLab ยังช่วยองค์กรเพิ่มยอดขายและลดต้นทุนในด้านต่างๆ รวมถึงส่งผลดีต่อการวางแผนกลยุทธ์การทำตลาด

 

ขณะเดียวกันบริษัทก็มีการพัฒนาเครื่องมือใหม่มาเสริมบริการต่างๆ แก่ลูกค้าเพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันมีทีมงานภายในองค์กรเพิ่มเป็น 7 คน ส่วนลูกค้าที่ใช้บริการในปัจจุบันจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ประมาณ 5 บริษัท ซึ่งผลตอบรับจากการใช้บริการนั้นอยู่ในระดับที่ดีต่อเนื่อง ทั้งนี้ แบรนด์ได้มีการทำตลาดของในประเทศ ผ่านเว็บไซด์ของบริษัทคือ www.convolab.ai

“ทัชพล” กล่าวต่อว่า การทำสตาร์ทอัพองค์ประกอบสำคัญ คือ การมีความอดทนและมีคุณธรรม รวมถึงต้องประเมินโอกาสทางธุรกิจและความเป็นไปได้ประกอบกันด้วย พร้อมกันนี้ต้องมีการปรับตัวและพัฒนาองค์กร เทคโนโลยีภายในอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสรรค์เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่ดีแก่ลูกค้า

“สตาร์ทอัพต้องมีความอดทนและมีคุณธรรมประกอบกัน พร้อมกับต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีโอกาสทางธุรกิจ ทุกอย่างไม่มีความสำเร็จเพียงคืนเดียว ทุกคนจะต้องผ่านช่วงที่มีอุปสรรค ไม่สำเร็จมาก่อน แต่อย่าหมดกำลังใจและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง” ทัชพล กล่าว

ขณะเดียวกันเริ่มมีการขยายแบรนด์ไปในตลาดต่างประเทศแล้ว โดยได้มีพันธมิตรที่ได้ร่วมมือทำตลาดในฮ่องกง รวมถึงสนใจจะขยายตลาดอื่นในอาเซียน เพราะเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีทิศทางที่กำลังเติบโตในระดับที่ดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการไปต่างประเทศอาจจะอยู่ในรูปแบบการมีพันธมิตรในต่างประเทศ

“อีกสิ่งสำคัญในการบริหารบริษัท คือ ทีมงานที่ทุกคนเปรียบเสมือนทีมเดียวกันที่ร่วมทำงานผลักดันบริษัทให้เติบโตไปด้วยกัน พร้อมกันนี้บริษัทก็ได้นำแนวทางตามที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้หลักการทำงานไว้ ทั้งเรื่องคุณธรรมมาเป็นแนวทางสำคัญของบริษัท” ทัชพล กล่าว

บริษัทได้วางเป้าหมายว่าจะพัฒนาทางด้านเอไอ (AI) เพื่อต่อยอดไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยี หรือผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ต่อไปได้อย่างไม่จำกัด โดยมีแชตบอตเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (แฟล็กชิป)

“ผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่พัฒนาจะช่วยตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า ส่งผลดีต่อองค์กรและธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งการวางแผนกลยุทธ์ทำการตลาด การทำแคมเปญการตลาด ไปจนถึงการช่วยเพิ่มยอดขายของลูกค้า พร้อมกันนี้ได้วางเป้าหมายที่จะผลักดันบริษัทสู่ผู้นำทางด้านเทคโนโลยี และสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีสุดออกมาสู่ประเทศไทย” ทัชพล กล่าวทิ้งท้าย

 

 

ดีอีเร่งเครื่อง เน็ตหมู่บ้าน เสร็จตามเป้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/495333

ดีอีเร่งเครื่อง เน็ตหมู่บ้าน เสร็จตามเป้า

“ดีอี” มั่นใจเน็ตหมู่บ้านเสร็จทันตามแผน พร้อมเร่งวางโครงสร้างพื้นฐานหนุนเศรษฐกิจดิจิทัลทุกระดับ

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงดำเนินการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลในทุกระดับ โดยในส่วนเศรษฐกิจท้องถิ่นนั้นกำลังเร่งวางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทุกหมู่บ้าน โดยปัจจุบันมีทั้งหมด 7.49 หมื่นหมู่บ้าน จะอยู่ในการดูแลของกระทรวง 2.47 หมื่นหมู่บ้าน ซึ่งมั่นใจว่าจะเสร็จในปีนี้แน่นอน เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความเจริญพอสมควร ส่วนที่เหลือจะเป็นส่วนที่อยู่ในความดูแลของ กสทช.ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2561

ทั้งนี้ โครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงนี้จะเป็นโครงข่ายที่สร้างโอกาสให้ประชาชนมีความเท่าเทียมกันในการที่จะเข้าถึงข้อมูลต่างๆ มีตลาดอี-คอมเมิร์ซที่กว้างขึ้น นอกจากนี้กระทรวงยังผลักดันโครงการดิจิทัลพาร์ค เพื่อเป็นพื้นที่ในการพัฒนาดิจิทัลเพื่อสนับสนุนโครงการอีอีซี ผลักดันการลงทุนระบบบิ๊กดาต้าตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และโครงการ อื่นๆ ที่จะสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลกำลังสร้างดิจิทัลแพลตฟอร์มขึ้นมาโดยเฉพาะการลงทุนในอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ต้องดำเนินการให้เสร็จภายในปีนี้ เคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศก็ต้องเสร็จภายใน 1 ปี ต้องทำให้ได้ ไม่มีผ่อนเวลาแล้ว ข้าราชการหรือปลัดคนไหนที่ทำไม่ได้ก็ปลด

“รัฐบาลมีเวลาอีกปี เพื่อดำเนินการด้านต่างๆ ใครบอกว่า 3 ปีรัฐบาลไม่ทำอะไร ผมเข้ามาปีครึ่งทำอะไรไปตั้งหลายอย่าง คนที่พูดตนเองรู้ปัญหา แต่ทำไมเมื่อก่อนอยู่เฉยๆ ถ้าลงมือทำวันนี้แน่นอนที่ผลมันจะออก 3-4 ปี ข้างหน้า” นายสมคิด กล่าว

 

ความจริงเรื่องเอกราช-อธิปไตยไซเบอร์ของไทยกับปัญหาการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤษภาคม 2560 เวลา 17:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/495270

ความจริงเรื่องเอกราช-อธิปไตยไซเบอร์ของไทยกับปัญหาการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

โดย…ปริญญา หอมเอนก ACIS/Cybertron Cybersecurity Research LAB  CIS Professional Center Co., Ltd. and Cybertron Co., Ltd.

จากกระแส “Digital Disruption” และ “Digital Transformation” ทั่วโลก ทำให้เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของโลกมีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำว่า ” Digital Transformation” หรือ “Digital Disruption” เป็นสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังกันบ่อยๆ ปัจจัยทั้ง 4 ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลดังกล่าวได้แก่ The Four IT Mega Trends in S-M-C-I Era (ดูรูปที่ 1)

 

 

 

ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากปัจจัยทั้งสี่ดังกล่าวจึงมีผลกระทบเกิดขึ้นใน 3 ระดับได้แก่ ระดับบุคคลและครอบครัว  ระดับองค์กร และระดับประเทศ ไปถึงผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ (National Security) ปัจจุบันประเทศไทยของเราเป็นประเทศที่มีเอกราชและอธิปไตยในดินแดนของประเทศเราในเชิงกายภาพ (Physical) แต่หลังจากระบบอินเทอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการติดต่อสื่อสารของคนไทยในหลายปีที่ผ่านมา ตลอดจนความนิยมในการใช้งานสมาร์ทโฟน และโปรแกรมเครือข่ายสังคมออนไลน์ของคนไทย ทำให้มีการเก็บข้อมูลคนไทยทั้งประเทศไว้ในระบบคลาวด์  โดยส่งผ่านจากทางสมาร์ทโฟนและโปรแกรมเครือข่ายสังคมออนไลน์ดังกล่าว ยกตัวอย่างเช่น Facebook, Youtube และ Line

ณ เวลาที่ผู้เขียนกำลังเขียนบทความ พฤษภาคม พ.ศ. 2560 มีคนไทยใช้งานสมาร์ทโฟนกว่าหนึ่งร้อยล้านเครื่อง เฉลี่ยใช้งานวันละ 6 ชั่วโมงต่อวัน โดยโปรแกรมยอดนิยมคงหนีไม่พ้นสามโปรแกรมเครือข่ายสังคมออนไลน์ดังที่กล่าวมาแล้ว ทำให้เกิดปรากฎการณ์มหกรรมการเก็บข้อมูลของคนไทยเข้าสู่ระบบคลาวด์ของบริษัทผู้ให้บริการโปรแกรมเครือข่ายสังคมออนไลน์ดังกล่าวสืบเนื่องจากการใช้งานสมาร์ทโฟนอย่างแพร่หลายทำให้มีการจัดเก็บเกิดการเก็บพฤติกรรมผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนอย่างต่อเนื่องทั้งที่ผู้ใช้ทราบและไม่ทราบมาก่อน  ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บข้อมูลตำแหน่งการใช้งาน (User Location) , พฤติกรรมการค้นหาข้อมูล (User Search Behavior and Search Keyword) พฤติกรรมการเข้าชมภาพและวิดีโอ ตลอดจนพฤติกรรมในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ เช่น การจองโรงแรม การจองตั๋วเครื่องบิน ทำให้ข้อมูลมหาศาลเหล่านี้ตกอยู่ในมือของผู้ให้บริการการค้นหาข้อมูล และ ผู้ให้บริการโปรแกรมเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การเก็บข้อมูลในระบบคลาวด์ขนาดใหญ่ มีกลไกในการวิเคราะห์เจาะลึกข้อมูลของเรา โดยใช้เทคโนโลยี่ Big Data Analytic และ Machine Learning  ทำให้ผู้ให้บริการสามารถล่วงรู้พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต การใช้สมาร์ทโฟน การค้นหาข้อมูล การใช้โปรแกรมเครือข่ายสังคมออนไลน์ การรับรู้ข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ทำให้ผู้ให้บริการสามารถทราบถึง “Digital Lifestyle” ของผู้คนอย่างไม่ยากเย็นนักจากข้อมูลที่เราเองเป็นคนใส่ข้อมูลเข้าไปในระบบทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว

ปัญหาใหญ่ที่ตามมาคือปัญหา “Cyber Sovereignty” หรือ “ความเป็นเอกราชทางไซเบอร์” ของผู้คนในประเทศตลอดจนไปถึงปัญหาความมั่นคงของชาติ (National Security) ซึ่งคนไทยเองส่วนใหญ่ยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่ากำลังถูกละเมิดในเรื่อง “Cyber Sovereignty”   เนื่องจากปัญหาดังกล่าวถูกซ่อนอยู่ในการใช้งานอินเทอร์เน็ตและการใช้งานสมาร์ทโฟนในปัจจุบันที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทย ทำให้ผู้ให้บริการที่เข้าถึงข้อมูลเชิงลึก มีความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ และ สามารถนำข้อมูลมาใช้ในการตลาดได้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงการขาดรายได้ของรัฐบาลไทยจากการจัดเก็บภาษีจากยอดเงินในระดับหมื่นล้านบาท โดยรัฐบาลไทยไม่สามารถจัดเก็บภาษีผู้ให้บริการได้อย่างที่ควรจะเป็น เนื่องจากผู้ให้บริการทำการ Settlement Payment โดยการใช้ Payment Gateway นอกประเทศไทย เป็นต้น

จึงมีผู้กล่าวเปรียบเปรยได้ว่าเรากำลังใช้ชีวิตประจำวันอยู่ใน “The Matrix” หลายท่านอาจกำลังนึกถึงนวนิยายไซไฟ แต่จริงๆแล้วเรากำลังอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงที่ชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคนมีความเกี่ยวพันกับ S-M-C-I อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้. ซึ่งเปรียบเหมือนเรากำลังอยู่ใน “สภาวะไซเบอร์” ซึ่งปัจจัยทั้งสี่ S-M-C-I กำลังมีผลกับเราอย่างไม่รู้ตัว โดยปัจจุบันคนไทยมี Facebook Account มากกว่า 42 ล้าน และ LINE Account มากกว่า 33 ล้าน โดยมีการใช้งานอย่างต่อเนื่องในแทบทุกวัน เรียกได้ว่าเป็น “New Platform” ที่คนไทยกำลังใช้ในการติดต่อสื่อสารกันแทนการใช้งานเทคโนโลยีในอดีต

 

หลายท่านอาจยังไม่ทราบอีกว่า การใช้งานโปรแกรมเครือข่ายสังคมออนไลน์ หรือการใช้งาน “Search Engine” ในการสืบหาข้อมูลนั้น หลายครั้งที่เราค้นหาข้อมูลอะไรบางอย่าง จากนั้นในเวลาไม่นานนักกลับมีการนำเสนอสินค้าและบริการต่างๆกลับมาหาเราได้อย่างตรงใจเราเหมือนว่าระบบนั้นรู้ใจเราเป็นพิเศษ ซึ่งปรากฎการณ์นี้ เราเรียกว่า “Filter Bubble Effect”  ที่ระบบจะแสดงผลลัพธ์การค้นหาข้อมูล เป็นไปตาม “Digital Lifestyle” ของเรา ยกตัวอย่าง เช่น คนสองคน ค้นหาคำๆเดียวกัน แต่ผลลัพธ์อาจจะไม่เหมือนกัน ท่านผู้อ่านลองค้นคำว่า “Hotel Bangkok” จากมือถือหรือคอมพิวเตอร์พร้อมๆกัน จะพบว่าระบบจะแสดงผลลัพธ์เสนอโรงแรมมาให้เราเลือกไม่เหมือนกันในเวลาเดียวกัน เป็นเรื่องแปลกแต่จริง

ปัญหาจากปรากฏการณ์ “Fitter Bubble Effect” ของโปรแกรมเครือข่ายสังคมออนไลน์และโปรแกรมค้นหาข้อมูลต่างๆก็คือ เราจะได้รับข้อมูลที่ต่างจากข้อมูลความเป็นจริง โดยเราจะได้รับข้อมูลที่ตรงกับใจเราเป็นส่วนใหญ่ กล่าวได้ว่าโปรแกรมดังกล่าวก่อให้เกิดปรากฎการณ์ที่เรียกว่า “Echo Chamber Effect” คือผลลัพธ์ที่ระบบแสดงออกมามักจะเป็นไปในทางเดียวกัน เช่น เป็น comment เชิงบวกจาก post social ของเรา โดยเราจะไม่ค่อยเห็น post หรือ comment ที่แตกต่างหรือขัดแย้งไปจากความคิดของเรา ทำให้เราไม่สามารถที่จะรับรู้ความจริงที่อาจจะตรงกันข้ามกับผลลัพธ์ที่เราเห็นในโลกโซเชียลมีเดีย กล่าวได้ว่าโซเชียลมีเดียมีผลต่อการตัดสินใจ ความเชื่อ ความคิด ความต้องการในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ มีผลกับแบรนด์ มีผลกับชื่อเสียงของบุคคลและองค์กร มีผลต่อความเชื่อถือในผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการต่างๆ เมื่อกระแสพาไป ทำให้คนส่วนใหญ่หลงเชื่อไปในทิศทางเดียวกัน

 

Thailand 4.0 จำเป็นต้อง Upgrade Digital Literacy ให้เป็น คนไทย 4.0 ด้วยเช่นกัน

ดังนั้นการใช้งานโปรแกรมเครือข่ายสังคมออนไลน์จึงจำเป็นต้องใช้งานอย่าง “มีสติ” และ “รู้เท่าทัน” เรียกว่าเราจำเป็นต้องมี “Digital Literacy” ที่ดีในระดับหนึ่ง ไม่หลงในกระแสโซเชียล ซึ่งไม่ง่ายนักสำหรับคนรุ่นใหม่ที่จะรู้เท่าทันภัยมืดดังกล่าว แม้กระทั่งผู้ใหญ่อย่างเราท่านบางครั้งยังมีความคิดตามไปกับกระแสโซเชียลอันเชี่ยวกรากเลยด้วยซ้ำไป ประโยชน์จึงไปตกอยู่ในมือผู้ให้บริการโปรแกรมเครือข่ายสังคมออนไลน์ และผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการโฆษณาโปรโมทสินค้าและบริการ เราจึงมีความจำเป็นต้องเข้าใจในสองปรากฎการณ์ดังกล่าวเพื่อที่จะไม่ตกเป็นเหยื่อความเข้าใจที่เกิดจากการรับรู้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงและถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างไม่รู้ตัว

 

จึงไม่น่าแปลกใจที่อาชีพที่กำลัง Hot Hit ที่สุดใน Silicon Valley ขณะนี้ก็คือ “Data Scientist” และ “Machine Learning Expert” ยกตัวอย่างใน Agoda หรือ Booking ซึ่งเป็นเว็บไซต์และโมบายแอพชื่อดังในการจองโรงแรม กำลังรับสมัครพนักงานในสาขานี้ เพื่อจะได้เสริมกำลังในการนำเสนอโรงแรมให้ตรงกับใจและพฤติกรรมของลูกค้าให้มากที่สุด โดยหลายท่านเคยพบกับประสบการณ์ในการเลือกชมสินค้าซ้ำๆกันหลายครั้งพบว่า หลังจากเข้าไปชม เข้าไปเลือกสินค้าและบริการดังกล่าวหลายครั้ง พอถึงเวลาจะซื้อจริงๆพบว่าราคาเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ แต่หลังจากที่ลองเปลี่ยน Internet Browser พบว่าราคากลับเข้าสู่ราคาปกติ นับเป็นปรากฏการณ์ที่แปลกใหม่สำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับ Data Scientist ถือเป็นเรื่องปกติ ดังนั้น ผู้ใช้บริการควรรู้เท่าทันวิธีการดังกล่าว และ ร่วมกันเรียกร้องสิทธิในการนำข้อมูลส่วนบุคคลของเราที่ไม่ควรจะถูกละเมิดไปใช้ในเชิงพาณิชย์ หรือนำไปใช้ทางการตลาดโดยไม่บอกกล่าวเล่าสิบต่อเจ้าของข้อมูลเสียก่อน

กล่าวโดยสรุป ปัญหาด้าน “Privacy” กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบันที่กำลังคืบคลานเข้ามาแบบเงียบๆ และปัญหาด้าน “Privacy”  จะหนักว่าปัญหาด้าน “Security” ในอนาคตอันใกล้นี้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่ต้องคอยหมั่นปรับปรุง “Digital Literacy” ของเราในการใช้งานโซเชียลมีเดีย และ สมาร์ทโฟนต่างๆที่ใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายในชีวิตประจำวันให้ “รู้เท่าทัน” เทคโนโลยีที่กำลังละเมิดความเป็นส่วนตัวของมนุษย์โดยมนุษย์ด้วยกัน อีกทั้งในมุม “เศรษฐศาสตร์” และ ในมุม “ความมั่นคงของชาติ” ที่รัฐบาลก็จำเป็นต้อง “ตื่นตัว” และ “ระวัง” ให้มากขึ้นกว่าเดิม พร้อมรับต่อ “Digital Disruption Effect”  เพื่อให้ประเทศไทยของเราเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 ได้อย่าง มั่งคั่ง มั่นคง และ ยั่งยืน สมดังที่ตั้งใจไว้ และ อย่าลืมว่า “Thailand 4.0 จำเป็นต้อง Upgrade Digital Literacy ให้เป็น คนไทย 4.0 ด้วยเช่นกัน”

มาถึงจุดนี้ท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุค “Data Economy” ที่ผู้ผลิตและผู้ให้บริการยักษ์ใหญ่กำลังใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่เราช่วยกันใส่เข้าไปในระบบอย่างเต็มที่ เปรียบเสมือนกำลังขุดเจาะน้ำมัน แต่หาใช่บ่อน้ำมันไม่ กลับเป็นบ่อข้อมูลที่ผู้ผลิตและผู้ให้บริการยักษ์ใหญ่กำลังขุดเจาะกันอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง สมกับคำกล่าวที่ว่า “Data is a new oil of Digital Economy”

 

กลุ่มทีวีดิจิทัลพลิกขาดทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/495181

กลุ่มทีวีดิจิทัลพลิกขาดทุน

กลุ่มธุรกิจทีวีดิจิทัลประกาศกำไรไตรมาสแรกขาดทุน 3.5 ล้าน พลิกจากกำไร 127 ล้าน ช่วงเดียวกันของปีก่อน เนชั่นขาดทุนหนัก เวิร์คพอยท์กำไรดี จีเอ็มเอ็มแกรมมี่เด้งมีกำไร3.5ล้าน

กลุ่มธุรกิจทีวีดิจิทัล 8 แห่ง ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาสแรกขาดทุน 3.5 ล้านบาท พลิกจากกำไร 127 ล้านบาท ช่วงเดียวกันของปีก่อน บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป (NMG) แย่ที่สุดขาดทุน 255 ล้าน บาท เพิ่มขึ้น 537.5% รองลงมา คือ บริษัท บีอีซีเวิลด์ (BEC) อันดับสาม อาร์เอส อันดับสี่ อสมท (MCOT) ขาดทุนลดลง อันดับห้า บริษัท อมรินทร์ พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง (AMARIN) ขาดทุนลดลง อันดับหก บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ (WORK) กำไรเพิ่มขึ้น อันดับเจ็ด บริษัท โมโนเทคโน โลยี (MONO) พลิกมีกำไร อันดับแปด จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ พลิกมีกำไร 3.5 ล้าน

ทั้งนี้ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป ชี้แจงว่ารายได้จากการขายและบริการลดลง 19% ตามภาวะเศรษฐกิจฉุดรายได้จากการขายโฆษณาลดลง 24% และรายได้จากการจำหน่ายสื่อสิ่งพิมพ์ พ็อกเกตบุ๊ก การ์ตูน และหนังสือเด็ก ลดลง 13% ต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 10% จากต้นทุนขายและบริการลดลง 7% ต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 50% เนื่องจาก มีค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขายและการ ตลาดเพิ่มขึ้นและจ่ายเงินชดเชยให้แก่พนักงานตามโครงการให้พนักงานลาออกโดยสมัครใจ

นายฉัตรชัย เทียมทอง ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัท บีซีอีเวิลด์ ชี้แจงว่ากำไรลดลง 57% จากการที่รายได้จากการขายเวลาโฆษณาต่ำกว่าที่เคยทำได้ แม้จะควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายแล้วก็ตาม อีกทั้งช่วงเดียวกันของปีก่อนยังมีกำไรพิเศษจากการขายทีมฟุตบอลมาเพิ่มอีกด้วย

นางระริน อุทกะพันธุ์ ปัญจรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง ชี้แจงว่าขาดทุนไตรมาสแรกปีนี้ลดลง 74% เพราะมีรายได้รวมทั้งสิ้น 465 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% เนื่องจากการเติบโตของรายได้ธุรกิจ ทีวีดิจิทัลช่องอมรินทร์ทีวี เอชดี ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสะท้อนมาจากเรตติ้งที่ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเป็นลำดับที่ 7 จากช่อง ฟรีทีวีทั้งหมด

 

ดีอียันเน็ตประชารัฐ รอส่งมอบครบสิ้นปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/495180

ดีอียันเน็ตประชารัฐ รอส่งมอบครบสิ้นปี

“ดีอี” ย้ำสิ้นปีติดตั้งอินเทอร์เน็ตหมู่บ้านครบ 2.47 หมื่นแห่ง ก่อนตั้งบรอดแบนด์แห่งชาติดูแลรักษาเครือข่าย

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2560 ได้เห็นชอบรายงานผลการดำเนินการโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ดีอี) วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท โดยโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในหมู่บ้านทั่วประเทศ 2.47 หมื่นหมู่บ้าน จะแล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค.นี้ จากที่ขณะนี้วางเครือข่ายแล้ว 99 หมู่บ้านในชื่ออินเทอร์เน็ตประชารัฐ หลังจากนี้จะทยอยส่งมอบในแต่ละเดือนให้ครบ 2.47 หมื่นหมู่บ้านภายในสิ้นปีนี้

สำหรับหมู่บ้านที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะติดตั้งเสร็จกลางปี 2561 ซึ่งจะทำให้ไทยมีโครงข่ายอินเทอร์เน็ตชุมชนครอบคลุม 7 หมื่นแห่งทั่วประเทศ โดยในระยะต่อไปจะมีการจัดตั้งบริษัทบรอดแบนด์แห่งชาติ ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม ขึ้นมาดำเนินการดูแลรักษาเครือข่ายด้วย

 

นายกฯย้ำทุกกระทรวงป้องกันมัลแวร์เรียกค่าไถ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤษภาคม 2560 เวลา 17:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/495093

นายกฯย้ำทุกกระทรวงป้องกันมัลแวร์เรียกค่าไถ่

นายกฯกำชับทุกกระทรวงป้องกันมัลแวร์เรียกค่าไถ่ พร้อมให้กระทรวงดีอีให้คำแนะนำหน่วยงานรัฐ

นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล รมช.ต่างประเทศ เปิดเผยถึงมาตรการป้องกันของกระทรวงการต่างประเทศกับปัญหามัลแวร์เรียกค่าไถ่ “วอนนาคราย (WannaCry)” แพร่ระบาดในระบบคอมพิวเตอร์ทั่วโลก ว่า นางบุษยา มาทแล็ง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้สั่งการหน่วยงานภายในต่างๆและศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศฯให้อัพเดทโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานอยู่ พร้อมกับติดตามเฝ้าระวังเรื่องมัลแวร์นี้ ขณะเดียวกัน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) มาช่วยติดตามพร้อมกับให้คำแนะนำเรื่องนี้ด้วย

ขณะเดียวกัน การประชุมครม.วันนี้ (16พ.ค.) นายกรัฐมนตรีได้กำชับทุกกระทรวงให้อัพเดทโปรแกรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรแกรมไมโครซอฟต์และระมัดระวังการใช้อีเมล เพื่อป้องกันการถูกมัลแวร์ดังกล่าวโจมตี อีกทั้ง ให้กระทรวงดีอีให้คำแนะนำแก่หน่วยงานรัฐต่างๆด้วย สำหรับกระทรวงการต่างประเทศนั้นระบบป้องกันฐานข้อมูลสำคัญต่างๆ และระบบทำหนังสือเดินทางยังมีความปลอดภัย

ด้าน นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศมีฝ่ายไอซีทีคอยเฝ้าดูเรื่องนี้อยู่รวมถึงทุกๆกระทรวง ซึ่งจะต้องพยายามดูแลให้ดีที่สุดเพื่อไม่ให้ระบบเกิดปัญหา เพราะกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นทั่วโลก และยืนยันว่าระบบของกระทรวงยังไม่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้กระทรวงให้ความสำคัญและเตรียมความพร้อมในเรื่องดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา