กล้า ตั้งสุวรรณ จากเด็กติดเกมสู่ผู้กุมขุมทรัพย์โลกไอที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤษภาคม 2560 เวลา 15:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/496429

กล้า ตั้งสุวรรณ จากเด็กติดเกมสู่ผู้กุมขุมทรัพย์โลกไอที

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ในยุคที่การแข่งขันในสนามการค้าดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่เข้าถึงข้อมูลของผู้บริโภคได้มากที่สุดเท่านั้น จึงมีหวังได้เป็นผู้กำชัยชนะในสนามการค้า ด้วยความที่ กล้า ตั้งสุวรรณ เฝ้ามองการเปลี่ยนผ่านของโลกเทคโนโลยีมายาวนาน จากในฐานะผู้ใช้มาสู่การเป็นผู้ที่รวบรวม และประมวลผลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคบนโลกออนไลน์มาวิเคราะห์เพื่อส่งต่อให้แบรนด์สินค้าต่างๆ นำไปต่อยอดในการทำกลยุทธ์การตลาดออกมาเจาะใจผู้บริโภคต่อไป

ปัจจุบัน กล้า ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหารบริษัท โธธ โซเชียล นิยามธุรกิจของเขา ถ้าพูดกันแบบบ้านๆ อาจเรียกว่า เป็นบริษัทขายข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของประชากรบนโลกออนไลน์ แต่ถ้าจะนิยามให้ลึกลงไป เขาคือบริษัทที่รวบรวมพฤติกรรมและความคิดเห็นของผู้คนต่อสถานการณ์ เหตุการณ์ หรือแบรนด์สินค้าใดสินค้าหนึ่งที่แสดงออกผ่านทางโลกออนไลน์มาไว้ในถังข้อมูลใหญ่ (Big Data) จากนั้นจึงนำข้อมูลมหาศาลเหล่านี้มากลั่นกรอง และวิเคราะห์จนกลายเป็นข้อมูลวิจัยตลาดชั้นดี

“ข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย จริงๆ แล้วมีค่าไม่ต่างกับทอง สมัยนี้ใครที่นำข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้บนโลกออนไลน์มาวิเคราะห์ให้เกิดประโยชน์ในเชิงธุรกิจได้ หรือมีข้อมูลมากกว่า ถือว่าได้ครอบครองทรัพย์สินรูปแบบใหม่ สมัยนี้
โซเชียลมีเดียกลายเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการจะเข้าใจพฤติกรรมของคนทั้งประเทศ เพราะสมัยก่อนเวลาแบรนด์อยากรู้ความคิดเห็นของลูกค้า ต้องออกไปทำสำรวจ นอกจากต้องใช้เวลานาน บางครั้งยังสำรวจกลุ่มเป้าหมายได้ไม่มากพอ ไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ ซึ่งไม่ทันกับความต้องการของแบรนด์โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภค บริโภค หรือสมาร์ทโฟน ที่มีสินค้าใหม่ออกมาตลอดเวลา”

ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงยังฉายภาพของธุรกิจให้เข้าใจมากขึ้น… “ถามว่าเราเก็บรวบรวมข้อมูลแบบไหนบนโลกออนไลน์ เราเก็บข้อมูลบนโลกออนไลน์ที่เผยแพร่อย่างสาธารณะ เช่น หน้าเพจเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ เว็บบอร์ดของ Pantip Kapook Sanook ข้อดีของการเก็บข้อมูลบนโลกออนไลน์ คือ สามารถรู้ว่าฟีดแบ็กของผู้คนบนโลกออนไลน์ได้ทันที ที่สำคัญเป็นความคิดเห็นที่ไม่มีอคติ เพราะเราไม่ได้ไปตั้งคำถาม แต่ทุกคนแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ”

จากก้าวแรกมาจนถึงขวบปีที่ 4 กล้าบอกว่า ธุรกิจนี้จะเติบโตตามเทรนด์โลกออนไลน์ ยิ่งเราเก็บข้อมูลบนโลกออนไลน์ไว้ในถังข้อมูลได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เราวิเคราะห์ข้อมูลได้ลึกและหลากหลายมากขึ้น

“มีคำกล่าวที่ว่า วันที่ดีที่สุดที่จะเริ่มวิเคราะห์ข้อมูลคือ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เราเองก็โชคดีที่เริ่มเก็บข้อมูลมาได้ 4 ปีแล้ว จากนี้เราก็ตั้งเป้าจะขยายธุรกิจต่อไปทั้งในเชิงกว้าง คือ ขยายการเก็บข้อมูลครอบคลุมไปถึงประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยเริ่มจากเวียดนามและมาเลเซียก่อน ส่วนในเชิงลึก เราตั้งเป้าจะพัฒนาระบบ AI มาเสริมกำลังคนเพื่อช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล”

ก่อนจะพาตัวเองมาลงตัวกับธุรกิจที่เรียกว่ามาได้ตอบรับการตลาด และเทรนด์โลกในปัจจุบัน เชื่อหรือไม่ว่า ความสนใจในคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี เริ่มขึ้นจากการเป็นเด็กติดเกม ทำให้คลุกคลีกับคอมพิวเตอร์ไม่เคยห่าง แต่
โชคดีที่คุณแม่ยื่นคำขาดว่า จะเล่นเกมไม่ว่าแต่ต้องเอาผลการเรียนที่ดีมาแลก ดังนั้นเด็กชายกล้าจึงแตกต่างจากเด็กติดเกมทั่วไป เพราะเป็นเด็กเรียนที่บ้าเกม

จากความชอบในการเล่นเกมออนไลน์นี้เอง ทำให้กล้าค่อยๆ ดำดิ่งสู่โลกแห่งเทคโนโลยีทีละน้อย เมื่อเติบใหญ่เขาตัดสินใจเรียนต่อด้านไอที ที่สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ และเรียนต่อปริญญาโท สาขา Internet System Development ที่ University of Portsmouth ประเทศอังกฤษ

“หลังจากเรียนจบ ผมเริ่มงานแรกในตำแหน่ง Software Engineering ที่ Reuters Software Thailand การทำงานที่นี่ ทำให้ผมรู้ว่า ข้อมูลเป็นทรัพย์สินชนิดหนึ่ง เราอาจคิดว่า สำนักข่าวรอยเตอร์สขายข่าว จริงๆ แล้วไม่ใช่ สิ่งที่รอยเตอร์สขาย คือ ข้อมูลและข้อเท็จจริง หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่รอยเตอร์ส 2 ปี ผมตัดสินใจลาออกมาร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดธุรกิจรับทำซอฟต์แวร์ ด้วยความที่ประสบการณ์ยังน้อย เราผลิตซอฟต์แวร์ได้ แต่ทำธุรกิจไม่เป็น ไม่รู้ว่าธุรกิจต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง สุดท้ายหลังจากดื้ออยู่ปีกว่า ก็จำต้องปิดธุรกิจลง ต่างคนต่างแยกย้ายกลับไปทำงานประจำ”

ในเวลานั้น ผู้บริหารหนุ่มตัดสินใจเข้ามาเพิ่มความรู้ด้านการตลาดในบริษัทการตลาดแห่งหนึ่ง ในระหว่างนั้นเอง เขาได้เริ่มต้นอีกหนึ่งโปรเจกต์ที่กลายเป็นประตูสู่โอกาสครั้งสำคัญในชีวิต

“ในยุคนั้น บ้านเราไอทีเริ่มมีการพูดถึงบ้าง แต่สิ่งที่ผมสังเกตเห็น คือรายการไอทีในบ้านเราส่วนใหญ่ยังเน้นไปที่รายการแนะนำสินค้า ไม่มีรายการที่ได้คนไอทีมาพูดเรื่องไอทีจริงๆ ผมเลยคันไม้คันมือ ตัดสินใจทำรายการอินเทอร์เน็ตทีวีชื่อว่า ‘Duocore.tv’ โดยหยิบเอาเรื่องไอทีมาเล่าให้เข้าใจง่าย จนตอนหลังไปเข้าตาทางผู้บริหารช่องโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ก็ได้กลายเป็นรายการทีวีด้วย หลังจากทำรายการได้สักพัก ผมเริ่มเห็นช่องทาง จึงตัดสินใจตั้งบริษัทอีกครั้ง

“ถามว่าตอนนั้นกลัวจะล้มอีกมั้ย ผมเองนึกถึงประโยคที่ว่า ถ้าเป็นผู้บริหาร เวลาจะตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง ต่อให้มีอุปสรรค 100 อย่าง แต่ถ้าเห็นความสำเร็จ 1 อย่าง เขาจะไม่ลังเลที่จะกระโดดเข้าหา แต่ถ้าคิดแบบผู้จัดการ ต่อให้มีความสำเร็จ 100 อย่าง แต่มีอุปสรรคแค่ 1 อย่าง เขาก็จะไม่ลงมือทำ สำหรับผมมองว่าทุกอย่างรอบตัวเป็นเรื่องท้าทาย ความล้มเหลวเป็นเพียงเครื่องเตือนใจว่าอย่าทำซ้ำแบบเดิม”

หลังจากเริ่มต้นสร้างธุรกิจอีกครั้ง ครั้งนี้กล้าใช้ประสบการณ์ทั้งหมดที่มีมาใช้ หลังจากทำรายการบนอินเทอร์เนตสักพัก เขาเริ่มจับกระแสโลกออนไลน์ที่เริ่มเปลี่ยนแปลง จึงเบนเข็มจากผู้ผลิตรายการ มาเป็นดิจิทัล เอเยนซี ช่วยวางแผนกลยุทธ์ออนไลน์ให้กับแบรนด์ต่างๆ ซึ่งธุรกิจนี้ในเวลานั้นถือว่ายังใหม่มาก ต่างจากปัจจุบันที่มีมากมาย

“หลังจากวางตัวเป็นดิจิทัล เอเยนซี ผมเริ่มเห็นช่องทางอีกครั้ง เมื่อมีลูกค้ารายใหญ่ ยื่นข้อเสนอว่าจะขอรับเพียงข้อมูลการวิเคราะห์ของเราไปใช้เท่านั้น โดยไม่ต้องการการวางแผนกลยุทธ์การตลาดได้หรือไม่ ตอนนั้นทำให้ผมเก็ตไอเดียเลยว่า ความจริงแล้ว สิ่งที่มีค่าที่สุดคือ ข้อมูล เราจึงผันตัวมาเป็นผู้ให้บริการข้อมูลจากโซเชียลมีเดียให้แก่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ในหลากหลายธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจต่างๆ สามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์ วางแผนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจได้อย่างมีศักยภาพยิ่งขึ้น สามารถวางแผนกลยุทธ์โดยมีข้อมูลอ้างอิง ไม่ใช่การมโนเองจากรูปแบบการทำธุรกิจแบบเดิมๆ”

มาถึงวันนี้ กล้ายอมรับว่า พอใจกับความสำเร็จของตัวเองในระดับหนึ่ง แต่หนทางข้างหน้าก็ยังอีกยาวไกล ทุกวันนี้นอกจากภาระหน้าที่การงาน เขายังแบ่งเวลาส่วนหนึ่งให้กับการออกกำลังกาย และการสวมบทคุณพ่อมือใหม่ กล้าบอกว่า สุขภาพเป็นสิ่งที่ซื้อหาไม่ได้ ต้องใช้เวลาเข้าแลกเท่านั้น เพราะฉะนั้น เขาจึงแบ่งเวลาสำหรับกีฬาโปรดเสมอ ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล หรือวิ่งมาราธอน

“หลักการในการใช้ชีวิตของผม คือ ทุกอย่างต้องสมดุล เราไม่จำเป็นต้องทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ดีที่สุดในโลก แต่ทำทุกอย่างให้สมดุลทั้งการใช้ชีวิตและการทำงาน และผมเชื่อว่า สุดท้ายพลังแห่งความสมดุลจะทำให้เกิดบางสิ่งบางอย่างที่พิเศษขึ้นในอนาคต” กล้า กล่าวทิ้งท้าย

 

ภรณ มี้ด ครูสอนศิลปะแนวคิดก้าวหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/496272

ภรณ มี้ด ครูสอนศิลปะแนวคิดก้าวหน้า

โดย…ภาดนุ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

หนุ่มหล่อลูกครึ่งไทย-อังกฤษ วัย 32 ปี ภรณ มี้ด เติบโตในครอบครัวที่เป็นทั้งนักวิชาการ อาจารย์ และศิลปิน เขาจึงซึมซับและรักงานด้านศิลปะมาตั้งแต่เด็กๆ ปัจจุบันเขาเป็นทั้งอาจารย์สอนศิลปะที่โรงเรียนนานาชาติ เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนศิลปะ “ภรณ สคูล ออฟ อาร์ต” (Paron School of Art) และยังเป็นศิลปินนักวาดภาพซึ่งมีแนวคิดก้าวหน้าอีกด้วย

“ผมเรียนโรงเรียนประถมที่เมืองไทยจนถึง ป.5 ก็ย้ายไปเรียนไฮสกูลที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ช่วงที่เรียนมัธยมผมก็รู้ตัวแล้วว่าตัวเองมีความชอบและถนัดทางด้านศิลปะ ดังนั้นพอจบชั้นมัธยมผมจึงไปเรียนหลักสูตรศิลปะและการออกแบบ จากวิทยาลัยศิลปะแคมเบอร์เวล แล้วเรียนต่อปริญญาตรีด้านการออกแบบที่สถาบันเซ็นทรัล เซนต์ มาร์ตินส์ ในลอนดอน จนคว้าเกียรตินิยมมาได้ จากนั้นจึงเรียนต่อสาขาบัณฑิตศึกษาจากมหาวิทยาลัยซันเดอร์แลนด์ ที่ลอนดอน จนได้ประกาศนียบัตรมาเช่นกัน

ย้อนกลับไปตอนที่เรียนศิลปะที่เซ็นทรัล เซนต์ มาร์ตินส์ บรรยากาศตอนนั้นในความรู้สึกของผมแล้วอินเตอร์มาก ผมมีเพื่อนๆ ชาวยุโรปหลากหลายประเทศ แล้วยังมีอาจารย์สอนศิลปะท่านหนึ่งที่ผมมองว่าเขาเป็นไอดอลของผมเลยล่ะ เพราะนอกจากเป็นอาจารย์แล้วเขายังเป็นศิลปินด้วย แต่ต้องบอกว่าการสอบเข้าเรียนที่เซ็นทรัล เซนต์ มาร์ตินส์นั้นยากมาก เพราะต้องมีการนำเสนอพอร์ตโฟลิโอด้วย ซึ่งผมต้องเตรียมผลงานที่จะพรีเซนต์เป็นอย่างดีจนได้รับเลือกให้เข้าเรียน ผมเรียนอยู่ 4 ปี ต้องบอกว่าที่นี่ให้ทั้งความรู้และประสบการณ์ทางด้านศิลปะกับผมเป็นอย่างดี จะพูดว่าเปิดโลกทัศน์ด้านศิลปะให้ผมเลยก็ว่าได้”

ภรณเล่าว่า ตลอดระยะเวลาที่เรียนอยู่ในลอนดอน เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการขลุกอยู่ในโลกของแกลเลอรี่ โรงเรียน โรงละครโอเปร่าและบัลเลต์ หลังจากเรียนจบปริญญาตรีเขาได้ทำงานเป็นดีไซเนอร์ให้กับโรงละครขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางหลายแห่ง รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาทางด้านการเรียนศิลปะอีกด้วย หลังจากทำงานอยู่พักใหญ่ เขาก็เดินทางกลับมาเมืองไทยเพื่อบวชให้ครอบครัว เนื่องจากแม่ของเขาเป็นคนไทย และเขาก็นับถือศาสนาพุทธมาตั้งแต่เด็ก

“หลังจากสึกออกมาแล้ว ผมก็มีโอกาสได้เข้าไปทำงานด้านการศึกษา โดยไปเป็นครูสอนศิลปะนักเรียนชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ (Harrow International School) แต่กว่าจะเป็นครูได้จริงๆ ผมต้องไปเรียนวิชาชีพครูเพิ่มอีกเป็นปี เพื่อจะได้รู้เทคนิคการถ่ายทอดวิชาศิลปะไปสู่เด็กนักเรียนให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

ตอนนั้นผมอายุ 25 ปีได้ ผมเลยเป็นอาจารย์สอนศิลปะที่โรงเรียนอยู่ 5 ปีเต็ม และค้นพบว่าผมชอบการสอนศิลปะให้เด็กๆ เป็นอันมาก ผมจึงปิ๊งไอเดียในการตั้งโรงเรียนสอนศิลปะของตัวเองที่ชื่อ ‘ภรณ สกูล ออฟ อาร์ต’ ขึ้นมา พอเปิดโรงเรียนได้ไม่นานก็ได้รับฟีดแบ็กที่ดีมากๆ ประกอบกับช่วงนั้นกระแสการเรียนศิลปะกำลังมา ทำให้มีคนรู้จักและมีเด็กนักเรียนมาเรียนที่โรงเรียนของผมมากยิ่งขึ้น”

ภรณบอกว่า โรงเรียนสอนศิลปะของเขาจะไม่เน้นเปิดเป็นโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่มากนัก เพราะจะได้ดูแลเด็กนักเรียนได้อย่างทั่วถึง หลังจากเปิดมาได้ 2 ปีกว่า ปัจจุบันก็สามารถจ้างครูสอนศิลปะที่เก่งๆ มาช่วยสอนได้หลายคน โดยเปิดเป็นฮอลิเดย์ โปรแกรมให้เด็กๆ ได้สมัครเข้ามาเรียน ซึ่งในช่วงปิดเทอมก็จะมีเด็กๆ มาเรียนเกือบเต็มคลาส

“แนวทางการสอนศิลปะของผมจะเน้นด้านไฟน์อาร์ตเป็นหลัก ซึ่งมีทั้งการวาดรูป การปั้น การถ่ายรูป และงานมิกซ์มีเดีย โดยผมจะสอนแบบนอกกรอบ พร้อมทั้งมีกิจกรรมต่างๆ ให้ได้ทำกัน เพราะอยากให้เด็กๆ ที่มาเรียนศิลปะกับเราได้มีความรู้พื้นฐานที่สามารถไปเรียนต่อทางด้านดีไซน์ได้ ซึ่งตัวผมเองก็เรียนจบมาทางด้านนี้ จึงเข้าใจจุดมุ่งหมายของเด็กๆ ที่รักการดีไซน์เป็นอย่างดี

นักเรียนที่เรียนกับผมมีตั้งแต่ 7 ขวบไปจนถึงระดับมัธยม แม้แต่คนวัย 89 ปียังเคยมาเรียนเลยล่ะ ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าเขาต้องการจะค้นหาความชอบในตัวเองที่ในอดีตเขาไม่มีโอกาสได้ทำ แต่เมื่อมาเรียนศิลปะเพิ่มเติม จึงช่วยให้เขาเข้าใจตัวเองมากขึ้น แล้วศิลปะยังสร้างความสุขและความผ่อนคลายด้านจิตใจให้กับเขาได้อีกด้วย”

ภรณบอกว่า ปัจจุบันเขายังเป็นครูสอนศิลปะแบบพาร์ตไทม์ให้กับโรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์อยู่ด้วย ซึ่งในมุมมองของเขาแล้ว เขาคิดว่าศิลปะมีความสำคัญกับมนุษย์เราเป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนมีความคิดและไอเดียที่สดใหม่อยู่เสมอ

“สมมติว่าคุณมีลูกวัย 3 ขวบกำลังจะเข้าเรียนอนุบาลในปีนี้ กว่าลูกคุณจะเรียนจบปริญญาตรีก็น่าจะประมาณปี 2036 โน่นเลย ซึ่งในแวดวงการศึกษาแล้ว เราไม่สามารถทำนายได้ล่วงหน้าเลยว่า ในอนาคตจะมีอาชีพอะไรเกิดใหม่บ้าง แต่ทักษะที่สำคัญที่สุดที่เด็กยุคนี้ต้องมีก็คือ ความคิดที่แตกต่างจากคนอื่นๆ ซึ่งจะเป็นโอกาสที่เขาสามารถมองเห็นว่าตัวเองมีความแตกต่างจากคนรอบข้าง และทำให้เขาเห็นโอกาสใหม่ๆ ในอาชีพที่คนอื่นอาจจะมองไม่เห็นก็เป็นได้

หลักๆ แล้วผมเชื่อว่าการเรียนศิลปะจะช่วยให้คนเราเข้าใจตัวเองมากขึ้น รวมทั้งเข้าใจสิ่งรอบตัวมากขึ้น โดยส่วนตัวผมเอง ตั้งแต่เด็กๆ ศิลปะก็เป็นสิ่งที่ให้แรงบันดาลใจ ทำให้มีชีวิตชีวา แล้วยังสามารถสร้างความคิดที่แตกต่าง และช่วยให้ค้นพบอาชีพหรืองานอื่นๆ ในอนาคตได้

ตอนนี้ในเมืองไทยยังมีคนสนใจในเรื่องศิลปะน้อยอยู่ ส่วนใหญ่จะให้ความสนใจในเรื่องดีไซน์มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ที่เราดู อาหารที่เรากิน หรือเฟอร์นิเจอร์ที่เรานั่ง ซึ่งในวันเสาร์-อาทิตย์ หลายคนมักไปเดินห้างเพื่อจะได้สัมผัสกับประสบการณ์ทางด้านดีไซน์ต่างๆ เหล่านี้ แล้วใช้เงินกับงานดีไซน์เยอะมาก ผมจึงคิดว่าตอนนี้คนไทยควรเลิกมองศิลปินอินเตอร์ได้แล้ว แต่ควรสร้างศิลปินหรือดีไซเนอร์ของตัวเองขึ้นมาบ้าง ซึ่งก็น่าดีใจที่ปัจจุบันนี้เริ่มมีศิลปินหรือดีไซเนอร์หน้าใหม่ๆ ให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ”

ภรณบอกว่า ในฐานะที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนศิลปะและเป็นครูสอนศิลปะด้วย โดยส่วนตัวแล้วเขารู้สึกภาคภูมิใจมากที่ได้ทำหน้าที่ครู เพราะในความเห็นของเขาแล้ว คนไทยมักไม่ค่อยเห็นความสำคัญกับอาชีพครูสักเท่าไหร่ สาเหตุอาจเป็นเพราะระบบการศึกษาของไทยยังไม่ก้าวหน้าเหมือนประเทศในยุโรปก็เป็นได้

“ตอนผมเริ่มเป็นครูสอนศิลปะที่โรงเรียนนานาชาติ ก็มีเพื่อนๆ หลายคนพูดว่า จะเหนื่อยเปล่าๆ นะ จะคุ้มกับที่ทำเหรอ เพราะผมคนเดียวไม่น่าจะสร้างประโยชน์อะไรในแวดวงการศึกษาได้มากนักหรอก แต่ผมก็มีแนวคิดในแบบของตัวเองที่ว่า อยากจะมีส่วนช่วยสร้างระบบการเรียนศิลปะในแบบของผมที่อยากให้เมืองไทยได้มี ได้เป็น และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกว่าเดิม ผมว่าถ้ามีครูท่านอื่นๆ ที่คิดอย่างผมเยอะๆ สังคมก็น่าจะดีขึ้นได้ ตอนนี้ผมก็ทำหน้าที่ของผมอยู่ แม้จะเป็นส่วนเล็กๆ ก็ตาม

สำหรับผมโอกาสที่ได้เป็นครูสอนศิลปะหรือเป็นศิลปินนักวาดรูปก็ถือว่าเป็นสองอาชีพที่ไปด้วยกันได้ อย่างนักเรียนที่เรียนกับผม ผมก็อยากให้เขาได้ซึมซับในเรื่องศิลปะไปให้ได้มากที่สุด เมื่อเรียนจบคอร์สไปก็อยากให้พวกเขามีความเชื่อมั่นว่า เขาเป็นคนหนึ่งที่เก่งและมีความสามารถในเรื่องศิลปะ เพราะเมื่อคิดแบบนี้แล้ว พวกเขาก็จะสามารถนำศิลปะไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน” (ติดตามได้ที่ FB/IG : Paron School of Art)

ภรณทิ้งท้ายว่า นอกจากงานในอาชีพของตัวเองแล้ว เมื่อเร็วๆ นี้เขาและ “ภรณ สกูล ออฟ อาร์ต” ยังร่วมมือกับมูลนิธิสติ และเดอะฮับสายเด็ก จัดทำโครงการ “รันอะเวย์ อแวร์เนส” เพื่อสังคม โดยนำเด็กๆ ที่หนีออกจากบ้าน มาร่วมกันสรรค์สร้างศิลปะบนรถเมล์สาธารณะสาย ปอ.48 ซึ่งจะวิ่งไปทั่วกรุงเทพฯ เป็นเวลา 2 เดือน เพื่อสร้างการรับรู้ของผู้คนให้ตระหนักถึงปัญหาเด็กหายหรือเด็กหนีออกจากบ้านในประเทศไทยให้มากขึ้น โดยช่วยกันถ่ายภาพและแชร์ลงบนโซเชียลมีเดีย เพื่อกระจายการรับรู้ให้ผู้คนในสังคมได้กว้างยิ่งขึ้น

“ในวันที่ทำกิจกรรมเป็นวันที่ดีมากๆ สำหรับผม เพราะมีทั้งเด็กจากโรงเรียนอินเตอร์และเด็กที่หนีออกจากบ้านมาสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมกันบนรถเมล์คันนั้น ซึ่งผมมองว่ามันเปรียบเสมือนการสร้างครอบครัวใหม่ขึ้นมา และทำให้เชื่อมั่นว่า ถ้าเราอยากทำดีในเรื่องใดก็ตามให้ลุกขึ้นมาทำเถอะ เพราะผมเชื่อว่าเราก็จะพบคนดีๆ ที่อยากจะมาร่วมทำสิ่งดีๆ กับเราแน่นอน”

 

ขอเลือกมีชีวิตดีขึ้นเรื่อยๆ ฐาวรา สิริพิพัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤษภาคม 2560 เวลา 15:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/496165

ขอเลือกมีชีวิตดีขึ้นเรื่อยๆ ฐาวรา สิริพิพัฒน์

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

หลายคนรู้จักเขาดี “ดร.ป๊อป” นามปากกาของฐาวรา สิริพิพัฒน์ นักเขียนนิยายแนววิทยาศาสตร์แฟนตาซีผู้โด่งดัง ความสำเร็จมาถึงตั้งแต่วัยเพียง 17 ปี หากชื่อเสียงและความสำเร็จในอีกมุมแล้วคือการปรับตัวไม่ได้ ถึงขนาดตั้งใจจะฆ่าตัวตายก็ครั้งหนึ่ง ผ่านมาถึงวัย 32 ปี กับก้าวใหม่ของชีวิต…จิตวิทยาภาษาสื่อประสาท หรือเอ็นแอลพี ทางเลือกที่ช่วยเขาไว้ และทางที่เขาจะเลือกต่อไปสู่การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในสังคม

จากเด็กชายธรรมดาๆ ไร้ความโดดเด่น จุดเปลี่ยนคือการแต่งนวนิยายไซไฟจนกลายเป็นนักเขียนที่โด่งดังชั่วข้ามคืน เขากลายเป็นจุดสนใจของผู้คน กลายเป็นนักพูด นักคิดที่แฟนๆ ต้องการลายเซ็น ส่วนชีวิตในรั้วโรงเรียน จู่ๆ ก็เป็นประธานชมรมศิลปะการพูด กลายเป็นนักกิจกรรมตัวยง มองย้อนกลับไปเจ้าตัวยังออกปาก ช่างเป็นชีวิตที่ปุบปับขยับเปลี่ยนโดยแท้

ชื่อเสียงคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ “ส่วนผสม” ของชีวิตถูกเขย่า ฐาวรากลายเป็นคนอารมณ์แรง หรือจะพูดให้ถูกว่า ความเจ้าอารมณ์ที่มีอยู่เป็นทุนเดิมถูกฉายให้ชัดเจนขึ้น ต้นสายปลายเหตุที่มีมาเก่าคือปัญหาสุขภาพ ฐาวราเป็นเด็กสมาธิสั้น เข้ากับใครไม่ได้ จินตนาการไม่ได้ พูดกับใครไม่ได้ พูดกับใครไม่รู้เรื่อง แปลกแยก

“ผมเป็นโรคหอบหืดตั้งแต่เด็ก ครั้งหนึ่งหายใจไม่ออกแล้ว แม่ต้องอนุญาตหมอให้ยาขยายหลอดลม ยามากมายที่กินเข้าไป มีผลทำให้ผมเป็นโรคสมาธิสั้นตั้งแต่เด็ก”

การเป็นโรคสมาธิสั้นส่งผลอย่างรุนแรงต่อเจ้าของชีวิต เขากลายเป็นคนที่มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ ควบคุมอารมณ์ไม่เป็นและควบคุมอารมณ์ไม่ได้ แย่ที่สุดของเรื่องนี้คือเจ้าตัวไม่รู้ว่าทำไม ความระทมทุกข์จากความสัมพันธ์แย่ๆ กับผู้คนในชีวิตคือที่สุดของความบอบช้ำ มารดาปกปิดความจริงไว้เนื่องจากไม่ต้องการให้เขามีปม เพิ่งมาบอกให้ทราบเมื่อโตขึ้น

คำเฉลยที่ไขทุกอย่างว่าทำไมสมัยเรียน เขาจึงโดนเพื่อนแบน โดนไล่ออกจากกลุ่ม โดนหมายหัวไม่มีใครคบ หลายครั้งที่ต้องอยู่คนเดียว มีปัญหาชกต่อยเสมอ โกรธใครก็ชี้หน้าด่าแบบไม่ไว้  ทุบโต๊ะปังกลางโรงอาหารจนทุกคนหันมาดูเป็นตาเดียว เข้ากับใครไม่ได้ แม้แต่กับน้องสาวคนเดียวก็ปาจานใส่หน้ากัน ตบหน้ากัน เลิกคุยกันเกือบ 3 ปีทั้งที่อยู่บ้านเดียวกัน

 

“ผมหยิ่งยโสโอหัง ใครแรงมาก็แรงกลับ รับมือกับคนและปัญหาด้วยความก้าวร้าว ผมเป็นอย่างนั้น”

ท่ามกลางความโด่งดัง ฐาวราสูญเสียเพื่อนไปทีละคนๆ เสียทั้งเพื่อนเสียทั้งพี่น้อง จนในที่สุดชีวิตก็ไม่เหลือใครเลย อายุ 29 ปี ฆ่าตัวตายด้วยยานอนหลับ หากฉุกคิดได้ จึงกลับมาเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น ไม่อยากกลับไปทุกข์เหมือนเดิม แต่จะทำอย่างไร ช่วงนี้เองที่มารดาเฉลยให้รู้เบื้องหลังความผิดปกติในจิตใจเกี่ยวกับโรคสมาธิสั้น

เขาเข้ารับการรักษาทางจิต ต่อมาแพทย์เจ้าของไข้แนะนำกึ่งท้าทายว่า อยากรู้หรือไม่ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ อยากรู้หรือไม่ถึงต้นสายปลายเหตุที่แท้จริง แพทย์แนะนำให้ศึกษาด้วยตัวเองเสียเลยเกี่ยวกับจิตวิทยาภาษาสื่อประสาท (Neuro-Linguistic Programming) หรือเอ็นแอลพี ชายหนุ่มตัดสินใจเรียนทันทีที่สถาบันเอ็นแอลพีที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง

ปรากฏว่าเอ็นแอลพีที่เขาได้รู้จักเพียง 14 วันในครั้งนั้น ทำให้เขาเข้าใจชีวิตของตัวเอง ได้มองเห็นตัวเองอย่างทะลุปรุโปร่งจนตลอด 30 ปีที่เกิดมา เขาเรียนรู้มันอย่างจริงจังและทุ่มเท ได้โค้ชตัวเองอย่างสนุก นั่งแท็กซี่กลับบ้านก็โค้ชแท็กซี่ เจอแม่ค้าโค้ชแม่ค้า เจอใครโค้ชหมดและโค้ชทะลุหมด เคล็ดลับเรื่องนี้คือการไปให้ถึงต้นตอ ไปให้ถึงสาเหตุ สาวปมลึกและพลิกเปลี่ยนในฉับพลัน

สำคัญที่สุด คือการทำให้ผู้ที่ถูกโค้ชได้มองเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง ได้คิดได้เจ็บปวดได้ให้อภัยและได้ตัดสินใจเลือก เลือกที่จะเปลี่ยนชีวิตไปในทางที่ดี เลือกในสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง เลือกในสิ่งที่ตัวเองจะเป็นสุข เขาคิดในใจว่าเราจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ เขาอยากสอนเอ็นแอลพีให้แก่คนทั้งประเทศ

ฐาวราค่อยๆ เปลี่ยนตัวเองไปในทางที่ดี ในแง่ของอารมณ์และความรู้สึก เขาเลิก “ดราม่า” เลิกใจร้อน เลิกวีนเลิกเหวี่ยง เอ็นแอลพีนำมาซึ่งการปลดล็อกความทุกข์ของตัวเองและความทุกข์ของผู้อื่น ในใจตอนนั้นไม่คิดถึงความทุกข์ของตัวอีกต่อไป คิดแต่ว่าอยากรู้อยากเรียน อยากสอนคนไทยทั่วประเทศ

“คงดีไม่น้อย ถ้าเราช่วยเขาให้จบปมปัญหาของตัวเองได้แบบเรา”

ฐาวราตัดสินใจบินไปสเปน เพื่อเรียนเอ็นแอลพีอย่างจริงจังที่ NLP Academy ของจอห์น กรินเดอร์ หนึ่งในผู้คิดค้นและพัฒนาเอ็นแอลพีต้นแบบ หลักสูตร 400 ชั่วโมง เมื่อเรียนจบทำให้เขาดีใจ ปัญหาที่เกือบทำให้ตัวเองต้องแตกดับไปเพราะมันนั่นใช่ไหมเล่า ที่ทำให้ได้รู้จักกับการโค้ช ได้รู้จักกับเอ็นแอลพี ก็แล้วทำไมจะไม่ดีใจในเมื่อเรียนจบแล้วก็สามารถกลับมาเป็นอาจารย์สอนเอ็นแอลพีได้อย่างเต็มภาคภูมิ

“ปัญหาที่เคยทำให้ผมทุกข์ เคยทำให้ผมเสียใจ ถึงตอนนี้ผมโคตรดีใจ เพราะถ้าผมไม่เกือบบ้า ผมคงไม่รู้จักการเป็นโค้ช ไม่ได้เรียนรู้เรื่องจิตบำบัดที่เป็นเหมือนการลงทุนด้วยความรู้ ความรู้ที่มียังจะช่วยผู้คนได้ต่อไปด้วย”

หลักการเอ็นแอลพีพบว่า การทำงานของสมอง ความคิดหรือจิตใจ ล้วนเป็นเหตุและผลเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ โดยมีภาษาเป็นเครื่องมือในการสั่งการหรือคิด หากมีการฝึกใช้ชุดคำสั่งทางภาษาที่ถูกวิธี ภาษาหรือชุดคำสั่งสั้นๆ นั้น จะเป็นตัวสับไกก่อให้เกิดการกระทำที่ต้องการ หรือนำไปสู่เป้าหมายความสำเร็จที่ต้องการในชีวิตได้

ไม่เพียงภาษา แต่เป็นทุกประสาทสัมผัสที่เชื่อมโยงถึงกัน ทั้งหู ตา ลิ้น และการสัมผัสทางกาย การโค้ชอาศัยการฟัง อาศัยการมอง อาศัยการรู้สึก ความเป็นเหตุผล และความไม่เป็นเหตุผลทั้งหมด สำคัญคือการปลดล็อกในลัดนิ้วมือเดียว ต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์ความชำนาญสูงยิ่ง แต่คุ้มค่าใช่มั้ยเมื่อเราจบให้เขาได้ใน 1 นาที

“ผมปลดเปลื้องคน ซึ่งสำหรับผมมันมีความหมาย ทุกคนมีชีวิตที่เลือกได้ แล้วทำไมจะไม่ขอมีชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อยๆ”

แพสชั่นหรือความปรารถนาสูงสุดในยามนี้ ไม่มีอะไรที่เกินไปกว่าการโค้ชคนให้หลุดพ้นจากมวลปัญหา เมื่อตนหลุดพ้นจากตนได้แล้ว นั่นหมายถึงอิสระและความรักความกรุณาเมตตาที่จะแผ่ซ่านสู่กันและกันในสังคมต่อไป ปัจจุบันเขาเปิดบ้านเป็นออฟฟิศ NLP Infinity ให้บริการผู้คนที่ต้องการบำบัดด้วยเอ็นแอลพี

“หากความฝันคือการก่อตั้งโรงเรียนขนาด 1,000 ล้านบาท เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงมัธยมปลาย ขออนุญาตกระทรวงศึกษาธิการเพื่อผนวกหลักสูตรเอ็นแอลพีเข้าไปในทุกชั้นการศึกษา ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงเด็กโต เพื่อให้เด็กไทยเรียนรู้ที่จะรักตัวเองได้อย่างหมดใจ ช่วยคนอื่นด้วยการโค้ช ช่วยสังคมและช่วยโลกในที่สุด”

อยากทำ อยากเปลี่ยน อยากพัฒนา นี่คือตัวตน ณ ปัจจุบันของฐาวรา เอ็นแอลพีได้เปลี่ยนเขาให้เป็นคนใหม่ และเขาก็พร้อมแล้วที่จะส่งมอบความรู้ต่อไปเท่าที่จะทำได้ นอกเหนือจากนี้คือหนังสือ “ไปใช้ชีวิตซะ!” หนังสือเล่มใหม่ล่าสุด ที่เปลี่ยนแนวจากไซไฟแฟนตาซี เป็นฮาวทูการใช้ชีวิต อ้างอิงจากหลักเอ็นแอลพีแบบสุดเปรื่อง

ใครที่รอเรียนเอ็นแอลพีจากโรงเรียน ดร.ป๊อปไม่ไหว ก็ลองไปหาอ่านกันดูก่อน หรือ fb:drpopworld

 

ซีอีโอหญิง ‘จินา โอสถศิลป์’ เบื้องหลังค่ายหนังจีดีเอช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤษภาคม 2560 เวลา 17:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/496044

ซีอีโอหญิง ‘จินา โอสถศิลป์’ เบื้องหลังค่ายหนังจีดีเอช

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย  ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

 

กลับมาดังเป็นพลุอีกครั้ง กับความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่อง ฉลาดเกมส์โกง จากค่ายหนังแห่งความสุขใจ จีดีเอช ที่กวาดรายได้ 100 ล้าน ขึ้นแท่นตำแหน่งหนังดีแห่งปี ซึ่งนอกจากนักแสดงที่คนไทยกล่าวถึงแล้ว คนเบื้องหลังอย่างผู้กำกับและทีมงานก็ต้องชื่นชม (มาก) และยกเครดิตให้

หนึ่งในชื่อที่ปรากฏท้ายเรื่องนั้น มีบุคคลสำคัญท่านหนึ่งที่ไม่ว่าจะเป็นหนังเรื่องใดของค่ายก็ต้องมีชื่อ จีน่า-จินา โอสถศิลป์ ที่ได้รับกล่าวขานว่าเป็น หัวเรือผู้ขับเคลื่อนค่ายหนังที่เจ๋งที่สุดแห่งยุคอย่าง จีดีเอช

หญิงเก่งคนนี้เริ่มทำงานในวงการเอเยนซีโฆษณาอยู่หลายปี จากนั้นเธอและรุ่นพี่ เก้ง-จิระ มะลิกุล ได้เข้ามาทำบริษัท หับโห้หิ้น บางกอก ในปี 2534 ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า ในปัจจุบัน

“พี่เก้งเป็นหุ้นส่วนและเป็นพี่ที่ทำงานผู้กำกับมาตลอด” เธอกล่าว “เราค่อนข้างที่จะศรัทธาเขา ทั้งศรัทธาในงาน ศรัทธาในความเป็นตัวตน โดยแรกเริ่มพี่เก้งทำโฆษณา เราก็ซัพพอร์ตเขาทางโฆษณาคือสนับสนุนงานโฆษณาให้ดี ให้มันดีที่สุดในเชิงของการบริหารจัดการ แล้วพอวันหนึ่งพี่เก้งอยากทำหนัง เขาก็บอกให้เรามาช่วยทำ คือเราไม่ได้มาเพราะความเป็นคนทำหนัง แต่มาเพราะว่าอยากมาช่วยงาน เป็นกองหนุนให้คนที่ทำหนังได้ทำหนังที่ดีๆ นั่นคือพี่เก้ง-จิระ มะลิกุล เราเลยมาช่วยบริหารจัดการและเซตอัพการทำบริษัทต่างๆ เพราะจุดมุ่งหมายของเราตอนนั้นคืออยากทำหนังไทยให้เป็นอาชีพ”

จีน่าอธิบายต่อว่า สมัยก่อนหนังไทยไม่ได้ทำเป็นอาชีพ แต่เป็นการมารวมตัวกันทำเป็นเรื่องๆ พอจบก็ไปหางานอย่างอื่นทำ แต่คำว่า เป็นอาชีพ แปลว่า บริษัทนี้ต้องตั้งอยู่ได้ด้วยการทำหนังไทย และมีเงินกลับมาหล่อเลี้ยงบริษัทให้ทุกคนมีเงินเดือน มีโบนัสเหมือนองค์กรทั่วไป ซึ่งตอนนี้ก็สามารถพิสูจน์ได้แล้ว่า การทำหนังไทยเป็นอาชีพได้จริง เพราะเธอยึดอาชีพนี้มานาน 12 ปีแล้ว

 

 

 

“กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วง 5-6 ปีแรกเราก็ล้มลุกคลุกคลาน ดังนั้นเราต้องมีความอดทน เพราะหนึ่งคือ เราต้องพัฒนางานให้มันดี สองคือ คนทั้งหมดในวงการที่ทำอาชีพทำหนังไทยเป็นงานที่ไม่เคยทำมาก่อน ทุกคนก็ต้องใช้เวลาไปพร้อมกัน เพราะฉะนั้นหนังที่เราทำ เราตั้งใจให้มันดีทุกเรื่อง แต่บางเรื่องอาจจะรายได้ไม่ดีเท่าที่เราคาดหวัง มันอาจจะส่งผลขาดทุน แต่เราต้องมีความอดทนและตั้งใจว่า เราต้องค่อยๆ ทำ และในวันที่คนเราเก่งขึ้น วันที่งานของเราดีขึ้น มันก็จะเกิดการยอมรับซึ่งใช้เวลามานานหลายปีในช่วงแรก”

จีดีเอช (GDH) ย่อมาจาก Gross Domestic Happiness หมายถึง หน่อยวัดความสุขใจของคนดูและคนทำ โดยคนทำต้องมีความสุขก่อนเพื่อสร้างงานที่คนดูดูแล้วมีความสุข ส่วนตัวเลข 559 มาจากความตั้งใจที่จะเปิดบริษัทในวันที่ 5 ม.ค. 2559 ซึ่งไปพ้องกับจำนวนหุ้นส่วนที่มีทั้งหมด 59 รายชื่อ และประเดิมหนังเรื่องแรกในนามบริษัทใหม่อย่าง แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว ที่สามารถทำรายได้ทะลุ 100 ล้าน

“การเปิดบริษัทใหม่ แต่เรามีคนเดิมทั้งหมดทำงาน จึงไม่น่ามีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เพียงแต่ว่าเรามีโอกาสกลับมาทบทวนดูว่า ที่ผ่านมาเราอาจเป็นองค์กรที่ทำงานไปข้างหน้าอย่างเดียว จังหวะที่มีการหยุดชะงักแล้วเริ่มต้นใหม่ มันเหมือนกับมีโอกาสได้มองกลับมายังบริษัทว่า อะไรเป็นสิ่งที่เราทำได้ดีอยู่แล้ว เราชอบอะไรแล้วอยากทำมันต่อ หรือมีอะไรที่รู้สึกว่ามันย้วยไปไหม มันเกินความจำเป็นไปไหม เราก็ค่อยๆ ปรับเปลี่ยน เหมือนสร้างบ้านใหม่ เรามีโอกาสที่จะจัดวางเข้าของใหม่ ถ้าเป็นบ้านเดิมอยู่แล้วเราทำงานแต่ละวัน เราคงไม่ได้กลับมาดูมัน” จีน่ากล่าวเพิ่มเติม

สำหรับบริษัทลูกหรือบริษัทในเครือ โดยส่วนใหญ่คนทำงานในบริษัทแม่จะเป็นเจ้าของบริษัทลูกเหล่านั้นเพื่อทำงานซัพพอร์ตและทำงานคู่กันไป ทั้งบริษัททำโปรดักชั่น บริษัทหาศิลปิน บริษัทโปรโมท บริษัททำไอที บริษัททำขาย และบริษัททำเสียง

การมีบริษัทในเครือนั้น แปลว่า ได้แตกบริษัทใหญ่ให้เล็กลง เพื่อให้แต่คนทำงานได้มีโอกาสพัฒนางานอย่างเจาะจง เพราะการทำงานแบบบริษัทใหญ่ ระบบการทำงานจะเป็นแบบจากบนลงล่าง แต่หากแยกย่อยออกมาทุกคนจะสามารถทำงานในรายละเอียดของตัวเองได้ รวมถึงยังเป็นการฝึกให้เกิดการบริหารและตัดสินใจเองซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาคนได้มาก

บริษัทในครอบครัวจีดีเอช 559 ประกอบด้วย จอกว้างฟิล์ม เป็นบริษัทผลิตทั้งหมด แต่จีดีเอชไม่ได้ถือหุ้นเพราะคนถือหุ้นคือผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ ทำให้เขามีอิสระในการรับงาน แต่ที่มีการถือหุ้นอยู่คือ บริษัท นาดาว บางกอก ทำเรื่องบริหารศิลปิน โปรดักชั่น และทำซีรี่ส์ บริษัท ทวีสุข ทำโปรโมท บริษัท งานดีทวีสุข ทำพีอาร์และอีเวนต์ บริษัท เดอะ ซีเคร็ต ฟาร์ม ทำออนไลน์ดิจิทัลเอเยนซี บริษัท เสียงดีทวีสุข ทำเรื่องอัดเสียง และบริษัท กู๊ดติง ทำเรื่องการขาย

กล่าวคือ หับโห้หิ้นเป็นบริษัทแม่ที่ถือหุ้นในบริษัทจีดีเอช และจีดีเอชมีอีก 7 บริษัทที่กล่าวไป ซึ่งนับว่าเป็นครอบครัวใหญ่ที่ทำงานเกื้อหนุนกัน โดยจีน่าถือตำแหน่งเป็น “ซีอีโอ” ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและบริหารงานบางส่วน

“พอเราทำงานเป็นอาชีพ เรารู้ว่าเราอยากพัฒนาด้านไหน เราจำเป็นต้องสร้างคน ในภาวะการที่บริษัทยังไม่ดีมากถ้าเราไม่สร้างคน มันจะไม่มีวันโต แต่บริษัทอาจมีปัญหาเรื่องผลประกอบการนิดหน่อย แต่มันต้องสู้ ต้องบริหารการจัดการเรื่องระบบเงินดีๆ และบริหารคน คือ เข้าใจ ‘ใจ’ ของคน เพราะบุคคลเหล่านั้นคือบุคคลที่สำคัญมากในการสร้างงานครีเอทีฟ
ที่ดี

ดังนั้น เราต้องให้เขามีศักยภาพในการทำงานที่เขาถนัด ที่เขาทำได้ดีออกมา ซึ่งหลังบ้านต้องสร้างความมั่นใจให้ คือ มีเงินเดือนที่ดี มีความสบายใจว่าเมื่อทำงานออกไปแล้วจะมีคนดูแล เราก็จะคอยเป็นคนดูแลเขาอีกที รวมถึงสนับสนุน และส่งเสริมทุกอย่างในงานครีเอทีฟที่เขาอยากทำให้เกิดขึ้นจริง บนความเชื่อว่าทุกคนทำอย่างดีที่สุดเพื่อได้งานที่ดี

บริษัทของเราเป็นบริษัทคอนเทนต์ เป้าหมายคือ ผลิตคอนเทนต์ที่ดีที่สุดต้องก่อน แล้วคอนเทนต์นั้นค่อยแปรเปลี่ยนให้มันเกิดรายได้ เมื่อเราเชื่อใจ ไว้วางใจ และมั่นใจว่าเขาทำงานได้ดี เขาก็จะนำศักยภาพและสิ่งต่างๆ ที่เขามีอยู่ออกมาใช้อย่างเต็มที่”

ซีอีโอหญิงกล่าวด้วยว่า คนทำคอนเทนต์ล้วนต้องการผลิตสิ่งที่แปลกและสดใหม่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการลองจึงเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าจะไม่มีใครบอกได้ว่าสุดท้ายแล้วผลลัพธ์ของการลองจะดีหรือไม่ แต่ทุกคนต้องมั่นใจกับสิ่งที่ทำอยู่ และต้องมั่นใจไปด้วยกันทั้งทีม นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด

 

เชฟพาเวล วิคโทเร็ค หลงใหลในอาหารญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/495540

เชฟพาเวล วิคโทเร็ค หลงใหลในอาหารญี่ปุ่น

โดย…ภาดนุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

มีโอกาสได้เจอกับ พาเวล วิคโทเร็ค เชฟหนุ่มไฟแรงชาวโปแลนด์วัย 33 ปี ที่เพิ่งมารับตำแหน่งหัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารซูม่า (Zuma) สาขากรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ที่โรงแรมเดอะเซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ ทั้งที จะปล่อยโอกาสในการพูดคุยกันให้หลุดมือไปได้อย่างไร

“ผมเกิดและเติบโตในประเทศโปแลนด์ โดยส่วนตัวแล้วผมชื่นชอบและหลงใหลเรื่องการทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก เมื่อแน่ใจแล้วว่าตัวเองต้องการอะไร พออายุได้ 17 ปี ผมจึงตัดสินใจเรียนต่อทางด้านการทำอาหาร โดยเข้าศึกษาที่ School of Economics and Gastronomy ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนทำอาหารโดยเฉพาะ

หลังจากเรียนจบ ผมก็ตัดสินใจย้ายไปทำงานเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการทำอาหารที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ที่ทำให้ผมได้เรียนรู้เบื้องลึกของทักษะในการทำอาหารหลากหลายประเภท ทั้งอาหารอิตาเลียนและอาหารสเปน แต่อาหารที่ผมสนใจและหลงใหลเป็นพิเศษก็คืออาหารญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นเมนูที่ทำให้ผมมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่ตัวเองชอบ นี่จึงเป็นสาเหตุให้ผมตัดสินใจเดินทางไปหาประสบการณ์ที่ประเทศญี่ปุ่นในเวลาต่อมา”

เชฟพาเวล บอกว่า ณ ดินแดนอาทิตย์อุทัยซึ่งเป็นต้นกำเนิดของอาหารญี่ปุ่นนี้เอง ทำให้เขาได้เรียนรู้พื้นฐานที่สำคัญของการทำอาหารญี่ปุ่นอย่างจริงจัง ซึ่งเสน่ห์ที่ทำให้เชฟชาวต่างชาติอย่างเขาหลงใหลการทำอาหารญี่ปุ่นก็คือวัตถุดิบที่สดใหม่และมีคุณภาพสูง

“การได้ไปเยือนญี่ปุ่นในครั้งนั้นถือว่าเป็นความโชคดีมากๆ เพราะผมมีโอกาสได้รับคำแนะนำที่มีประโยชน์จากเชฟชาวญี่ปุ่นผู้มีชื่อเสียงหลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชฟอิจิโร่ คุโบตะ จากห้องอาหารมิชลินสตาร์ อูมุ (Umu) ซึ่งเป็นผู้เปิดประสบการณ์และความรู้ทางด้านอาหารญี่ปุ่นให้กับผมเป็นอย่างมาก

หลังจากนั้นผมก็มีโอกาสได้ไปทำงานเป็นเชฟที่ร้านอาหารญี่ปุ่นร่วมสมัยสไตล์อิซากายะ ชื่อ “ซูม่า” ที่ประเทศดูไบ ผมจึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานที่นั่นอยู่พักใหญ่ๆ และปัจจุบันนี้ผมได้ย้ายมาเป็นหัวหน้าเชฟที่ “ซูม่า” กรุงเทพฯ ได้ 3 เดือนแล้วครับ”

เชฟพาเวล บอกว่า หน้าที่หลักของเขาที่ซูม่า กรุงเทพฯ ก็คือดูแลรับผิดชอบในเรื่องของเมนูและส่วนผสมทั้งหมด โดยที่นี่จะเป็นเมนูอาหารสไตล์คอนเท็มโพรารี เจแปนนิสเสียส่วนใหญ่ ซึ่งจะแตกต่างจากเมนูฟิวชั่นตรงที่ เมนูฟิวชั่นจะเป็นการผสมผสานการทำอาหารระหว่างประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง แต่เมนูของซูม่าจะนำเสนอความเป็นญี่ปุ่นโดยใช้วัตถุดิบนำเข้ากว่า 90% จากญี่ปุ่นโดยตรง ที่สำคัญคือจะเน้นเรื่องความสดใหม่ รวมทั้งเทคนิคในการทำอาหาร เช่น การแล่ปลาและอื่นๆ ด้วย

“เมื่อผมเข้ามาดูแลห้องอาหารซูม่า แน่นอนว่าก็ต้องดูแลตั้งแต่ในครัว เช่น การเลือกวัตถุดิบอย่างปลาทูน่าจากฟาร์มในญี่ปุ่นที่มีเทคนิคในการเลี้ยงแบบยั่งยืน การเลือกใช้พืชผักจากโครงการหลวงของไทย และถ่านไม้ที่มีคุณภาพจากเชียงใหม่สำหรับนำมาปิ้งย่าง เป็นต้น

การสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ นอกเหนือจากการดูแลเมนูอะลาคาร์ตแล้ว ล่าสุดผมได้คิดค้น Business Lunch Menu ซึ่งเป็นเซตเมนูมื้อกลางวันขึ้นมาอีกหลายเมนู เช่น ข้าวโพดหวานย่างกับซอสเนยชิโสะ สลัดผักกาดแก้วราดซอสวาฟู และปลาฮามาจิราดซอสพอนสึ เป็นต้น

การที่ผมได้คลุกคลีอยู่ในแวดวงการทำอาหารญี่ปุ่นมานาน ทำให้ผมถนัดและชอบการทำเมนูสไตล์ญี่ปุ่นมากที่สุด ซึ่งจุดเด่นของเมนูที่ผมทำก็คือจะคงความเป็นญี่ปุ่นเอาไว้ แต่จะเพิ่มเติมสิ่งที่คิดว่าเป็นความต้องการของลูกค้าหรือนักชิมลงไปด้วย เพราะถ้าเป็นเมนูสไตล์ญี่ปุ่นแบบแท้ๆ เลย ก็อาจจะมีวัตถุดิบบางอย่างที่เหมาะกับคนญี่ปุ่นจริงๆ เท่านั้น ดังนั้นผมจึงต้องปรับเปลี่ยนวัตถุดิบบางอย่างให้เหมาะกับนักชิมในประเทศนั้นๆ เป็นหลัก”

เชฟพาเวล เสริมว่า สิ่งที่เขาคาดหวังสำหรับการมาเป็นหัวหน้าเชฟก็คือ อยากจะเห็นสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นที่ ซูม่า กรุงเทพฯ เช่น ลูกค้าใหม่ๆ ที่อยากจะมาลองชิมอาหารฝีมือเขา ซึ่งนอกจากจะได้ลิ้มรสชาติอาหารแล้ว ลูกค้ายังจะได้เห็นวิธีการทำเมนูต่างๆ จากครัวเปิด ได้เห็นวิธีแล่ปลา ได้เห็นบาร์เทนเดอร์ทำเครื่องดื่มให้ ได้ฟังดนตรีเพื่อผ่อนคลาย พูดง่ายๆ ว่าเขาอยากให้ลูกค้าชาวไทยได้สัมผัสประสบการณ์ที่ครบถ้วนในทุกๆ ด้าน

“ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปีที่ผ่านมา ผมมีประสบการณ์ทางด้านการเป็นเชฟในร้านอาหารญี่ปุ่นมาโดยตลอด โดยเริ่มจากร้านอาหารญี่ปุ่นมีชื่อในกรุงลอนดอนหลายร้าน เช่น สาเก โนะ ฮานะ (Sake No Hana) ตามด้วย ยากิโทริยะ (Yakitoriya) แล้วต่อด้วย อูมุ จากนั้นจึงไปที่ ซูม่า ดูไบ ก่อนจะมาเป็นหัวหน้าเชฟที่ซูม่า กรุงเทพฯ อย่างในตอนนี้

แพลนในอนาคตนับจากนี้ ในเมื่อผมตัดสินใจมาทำงานเป็นหัวหน้าเชฟที่ซูม่า กรุงเทพฯ แล้ว ผมก็จะขอโฟกัสที่ตัวห้องอาหาร โดยอยากให้มีคนรู้จักและให้การยอมรับซูม่ามากยิ่งขึ้นไปอีก เรื่องอื่นผมยังไม่ได้คิดไปไกลกว่านี้ พูดง่ายๆ ว่าผมอยากจะทำงานอยู่ที่นี่ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะผมรู้สึกชอบเมืองไทยในหลายๆ ด้าน

ที่สำคัญผมมองว่าที่เมืองไทยนี้โอกาสของธุรกิจร้านอาหารยังไปได้อีกไกล เพราะมีร้านอาหารดีๆ ใหม่ๆ เปิดขึ้นทุกวัน อีกอย่างตอนนี้ก็มีเชฟที่มีชื่อเสียงเริ่มมาลงทุนเปิดร้านอาหารในเมืองไทยกันหลายราย แล้วการที่ผมเคยทำงานร่วมกับร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์มาบ้าง จึงทำให้รู้ว่าร้านเหล่านี้ก็มีแผนที่จะมาเปิดตลาดในเมืองด้วยเช่นกัน อีกอย่างในฐานะที่ผมเป็นหัวหน้าเชฟที่นี่ ผมก็อยากจะผลักดันให้ซูม่าก้าวไปสู่ระดับมิชลินสตาร์ให้ได้ในอนาคต”

เชฟพาเวลทิ้งท้ายว่า ในวันว่างเขามักจะไปเที่ยวตามสถานที่ในเมืองไทยที่มีร้านอาหารแปลกใหม่ให้ชิม เช่น เยาวราช หรือตามย่านอื่นๆ เพราะการที่เขาได้ไปลองชิมอาหารตามสถานที่ต่างๆ นั้นจะทำให้เขารู้ว่าคนที่นั่นชอบอะไร หรือว่าไม่ชอบอะไร ที่สำคัญมันยังเป็นแรงบันดาลใจให้เขานำมาสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ในแบบของตัวเองต่อไปในอนาคตด้วย

Hamachi Tataki

ส่วนผสม

– เนื้อปลาฮามาจิ

– ซอสถั่วเหลือง ซอสยูสุจูซ

– รากบัว บีทรูต มะเขือเทศ

– หอมแดง กระเทียม เปลือกเลมอน

วิธีทำ

– นำมะเขือเทศไปย่างไฟให้ทั่วผลจนมีกลิ่นหอม จากนั้นนำมาหั่นเป็นชิ้นๆ พักใส่จานไว้

– นำเนื้อปลาฮามาจิไปนาบบนตะแกรงร้อนๆ ที่ตั้งไฟไว้ พอให้หนังด้านนอกเกรียม จากนั้นนำมาหั่นเป็นชิ้นบางๆ พักไว้

– นำกระเทียม หอมแดง เปลือกเลมอน มาซอยให้ละเอียดนำมาผสมกัน แล้วเติมซอสถั่วเหลืองและซอสยูสุจูซลงไป ก็จะได้ซอสพอนสึสำหรับราดเนื้อปลา

– นำรากบัวและบีทรูตมาซอยให้ละเอียด เติมน้ำส้มสายชูลงไปนิดหน่อยแล้วพักไว้

– เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อม ก็จัดจานโดยนำมะเขือเทศย่างไว้เรียงไว้ด้านล่างสุด ตามด้วยเนื้อปลา ราดด้วยซอสพอนสึที่เตรียมไว้ ตกแต่งด้วยผักมิซูน่าให้สวยงาม ท็อปปิ้งด้วยรากบัวและบีทรูตผสมน้ำส้มสายชู แล้วเสิร์ฟได้เลย

 

กิติกร เพ็ญโรจน์ เสิร์ฟรสดราม่า ในมาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/495344

กิติกร เพ็ญโรจน์ เสิร์ฟรสดราม่า ในมาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์

โดย…มัลลิกา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ประสบความสำเร็จกับรายการอาหารเชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย แล้วยังเคยปลุกปั้นรายการแข่งขันในรูปแบบเรียลิตี้ อย่าง ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย สุภาพบุรุษบอยแบนด์ และรายการปั้นฝันสนั่นเวที (The Trainer) ถึงวันนี้ หนุ่ม-กิติกร เพ็ญโรจน์ แห่งเฮลิโคเนีย เอชกรุ๊ป ทุ่มเงิน 70 ล้านบาท ซื้อลิขสิทธิ์รายการจากประเทศอังกฤษ “มาสเตอร์เชฟ” (MasterChef) ลงจอช่อง 7 ราวเดือน มิ.ย.นี้

ในยุคทีวีดิจิทัลที่ผังรายการหลายช่องฉายซ้ำวนไปมา ผู้จัดผู้ผลิตร่วงกันระนาว เม็ดเงินโฆษณาจากเอเยนซีก็สวนทางกับจำนวนช่องดิจิทัลเกิดใหม่ การลงทุน 70 ล้านบาท/1 รายการ มีจำนวน 17 ตอน ในขณะที่รายการส่วนใหญ่ผลิตกันในขณะนี้ใช้เงินลงทุนราว 1 ล้านบาท/ตอน ทำไมเขายังกล้าลงทุน ฟังคำตอบ

“ผมโกรธมากที่รัฐบาลเปิดช่องมาเยอะขนาดนี้ เมื่อปีที่แล้วธุรกิจทีวีกำลังดี รายการกำลังพัฒนา พอรัฐบาลเปิดช่องทำโดยไม่ได้คิดอะไรมาก ทำให้ทุกคนไม่กล้าลงทุน ทำให้คุณภาพรายการประเทศไทยตกต่ำอย่างเห็นได้ชัด ทุกคนพยายามเซฟคอร์สไม่ให้เข้าเนื้อ แต่เราเชื่อในรายการมาสเตอร์เชฟเราทำรายการอาหารเชฟกระทะเหล็ก เราลองถูกลองผิดมาแล้ว ถ้าเราไม่กล้าลุงทุนก็ไม่ซัคเซส

70 ล้านบาทแพง แต่รายการเราถ่ายทำแบบเรียลิตี้ การลงทุนตัวเลข 70 ล้านบาทที่ประมาณการไม่ต่ำกว่านี้ รวมค่าซื้อลิขสิทธิ์ รูปแบบรายการตามลิขสิทธิ์เราต้องเนรมิตสตูดิโอให้เป็นซูเปอร์มาร์เก็ต อันนี้รายการต้องเตรียมทั้งหมด เราไปเช่าโกดังเปลี่ยนให้เป็นแพนทรี รูม ให้ 24 คนใช้พื้นที่แข่งขันได้ จัดเป็นซูเปอร์มาร์เก็ต ลงทุนฉาก มีงบออกไปถ่ายทำข้างนอกอีก ค่าวัตถุดิบแต่ละตอนประมาณ 2-3 แสนบาท”

สร้างชื่อจากรายการบันเทิงเป็นสะพานให้คนหนุ่มสาวก้าวสู่ฝัน แต่ตอนนี้ หนุ่ม กิติกร ขอลุยเป็นเจ้ารายการประเภทอาหาร

“ส่วนตัวผมมีแพสชั่น 2 อย่าง คือ ดนตรีกับอาหาร ทำรายการเกี่ยวกับเพลง เดอะ เทรนเนอร์ เอเอฟ มาแล้ว พอมาทำเชฟกระทะเหล็ก ทำมา 5 ปี เราเห็นโอกาส ตอนนี้รายการเพลงมีเยอะ แต่ผู้ผลิตรายการอาหารที่แข็งแรงมีไม่เยอะ เราโฟกัสที่โซเชียลออนไลน์มีเดีย เราเป็นบริษัทที่มีคอนเทนต์ด้านอาหารที่แข็งแรงที่สุด

ในส่วนของคนดูผมเชื่อว่ายังต้องการรายการประเภทนี้ ผมยกตัวอย่างในเพจเชฟกระทะเหล็ก เราพยายามเอาเรื่องนั่นนี่มาโปรโมทไม่มีใครส่งต่อ แต่ลงคลิปสอนทำอาหาร สูตรอาหาร มียอดวิวเป็นล้าน แสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันเทรนด์คนทำอาหารเยอะ เหมือนสมัยก่อนถามผมโตมาอยากเป็นอะไร ผมอยากเป็นนักร้องเพราะเท่ มาถามเด็กปัจจุบันตอบอยากเป็นเชฟ เทรนด์การเป็นเชฟกำลังมา เพราะฟู้ด คือ อาร์ตฟอร์มประเภทหนึ่ง ที่สามารถบอกตัวตน อย่างอยากเป็นนักร้องร็อก นักร้องป๊อป ตอนนี้อยากเป็นเชฟอินโนเวทีฟ ทวิสต์ ไชนีส หรือตอนนี้ก่อนที่ทุกคนจะรับประทานอาหารก็ต้องถ่ายรูปอาหารเป็นคอนเทนต์ที่มาแน่”

มาถึงรายการใหม่ มาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์ (MasterChef Thailand) ที่เชื่อว่าจะโกยเรตติ้งได้เหนือเชฟกระทะเหล็ก เพราะมีรสชาติดราม่าที่ถูกจริตกับผู้ชมไทย เข้าถึงฐานผู้ชมได้กว้างกว่า เปิดตัวพิธีกรแล้ว คือ ป๊อก-ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์ และกรรมการที่จะมาเติมรสดราม่า ชูความแซ่บข้นให้กับรายการ ประกอบด้วย ม.ล.ภาสันต์ สวัสดิวัตน์ ม.ล.ขวัญทิพย์ เทวกุล และเชฟเอียน-พงษ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย

“เราทำเชฟกระทะเหล็กมา 5 ปี มีเชฟมาออกรายการกว่า 250 คน คือแทบจะมาหมดประเทศ จึงคิดว่าน่าจะขยายตลาดต่อ นอกจากเชฟเราเน้นไปที่คนธรรมดาที่อยากเป็นเชฟ จึงเป็นที่มาของมาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์ มาสเตอร์เชฟเป็นแบรนด์รายการเดียวที่ประสบความสำเร็จมาแล้วกว่า 50 ประเทศ เรตติ้งรายการชนะละครหรือรายการใหญ่ๆ มาแล้วทั้งนั้น

สมัยผมทำเอเอฟก็เอาคนธรรมดากลายมาเป็นนักร้อง อันนี้เหมือนกันเราเอาคนที่ไม่รู้เรื่องการทำอาหาร แต่รักในการทำอาหาร อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เราไม่ได้ต้องการคนทำอาชีพเชฟ เราต้องการโฮมคุก คนที่ทำอาหารอยู่กับบ้านอยากมีเวที คนที่มีสูตรจากคุณย่าคุณยาย คนชอบทำอาหารชวนเพื่อนมาจัดปาร์ตี้ที่บ้าน เราอยากให้มาในรายการนี้ ในแง่ของรายการจะแมสกว่าเชฟกระทะเหล็ก เสน่ห์อยู่ที่คนธรรมดากลายมาเป็นมาสเตอร์เชฟภายใน 17 สัปดาห์”

รายการที่จะจับกลุ่มคนดูขนาดใหญ่ ต้องรูปแบบรายการเรียลิตี้ “รูปแบบการแข่งขันเหมือนเรียลิตี้โชว์ รอบแรก เราคัดจากคนทั่วประเทศลดเหลือ 100-150 คน ดูจากคุณทำอาหารเป็นไหม คาแรกเตอร์คุณเป็นอย่างไร มุ่งมั่นเป็นเชฟขนาดไหน หลังจากนั้นจะเริ่มเข้าขั้นตอนการถ่ายทำ มีคณะกรรมการ 3 ท่าน แต่ละคนทำจริงมาให้คณะกรรมการกิน คณะกรรมการก็จะมีทั้งตบจูบ

ไปตบเขาทำไม เราต้องการดราม่า แต่เราต้องมีเหตุผลของดราม่า ถ้าคุณมาอยู่รายการนี้ คุณอยากเป็นเชฟ ต้องเคารพอาชีพเชฟ เชฟมีหน้าที่รับผิดชอบต่ออาหารทุกคำที่เข้าปากคนกิน อยากโชว์อยากดังไปไกลๆ ก็เป็นอารมณ์นี้ จากนั้นถูกตัดออกเหลือ 30 คน ต่อไปก็มีสกิลเทสต์ ทดสอบความสามารถขั้นพื้นฐานของเชฟ เช่น ซอยหอมในเวลากำหนด ต่อไปคุกกิ้งเทสต์ เช่น ให้ไข่ 1 ฟอง ทำให้เป็นอาหารชั้นหรู คัดเหลือ 15-16 คน ก็เหมือนเข้าบ้านเอเอฟ แต่ละวีกก็จะตัดออกจนเหลือคนสุดท้าย”

รายการเรียลิตี้ต้องไม่เขียนสคริปต์ แต่การจะเกิดดราม่าต้องมีแฮตทริก “เรื่องของดราม่าเป็นการดึงเรตติ้งส่วนหนึ่ง มันคือรายการทีวี มันมีจุดให้เกิดความน่าสนใจ แต่จุดนั้นต้องถูกบิลต์จากเรื่องจริง ไม่ใช่นึกจะด่าไม่มีเหตุผล ถูกบิลต์จากความเป็นจริงของอาชีพนั้นๆ เชฟอยู่กันหลายๆ คน ยิ่งกว่าเฮลล์ คิตเช่น บรรยากาศของการทำครัวเป็นแบบนั้น เราจำลองออกมา ทำดราม่าเบสออนความเป็นจริงของอาชีพ ต้องดราม่าอย่างมีเหตุผลคนดูจะรับได้ ถ้าไม่มีเหตุผลคนดูจะรับไม่ได้

ต้องมีดราม่า 30 เปอร์เซ็นต์ ประเทศอื่นก็มีดราม่า รายการสมัยปัจจุบันจะเปลี่ยนแปลงจากสมัยก่อน อย่างเชฟกระทะเหล็กเป็นคอนเทสต์ ไม่ลงดีเทลดราม่าของคนแข่งขัน ยกตัวอย่าง โหดมันฮา คน 100 คนวิ่งเข้าฐานแล้วหายไปเรื่อยๆ เราไม่รู้เลยแต่ละคนเป็นใคร ความยากของเกมเป็นยังไง เพราะมันคือคอนเทสต์

แต่รายการประเภทใหม่ที่เกิดขึ้น จะดึงความน่าสนใจของคนที่เข้าแข่งขันเข้ามา อย่างมาสเตอร์เชฟซึ่งเปรียบเสมือนละครจริงของคนเหล่านั้น ด้วยฟอร์แมตทุกประเทศทำหมด อยู่ที่ว่าเราจะทำดราม่าเลเวลไหนที่เหมาะสมกับคนไทย

การดึงความดราม่าของผู้เข้าแข่งขันนำเสนอให้คนดูประทับใจ ลุ้นเอาใจช่วย การทำแบบนี้ทำได้ 2 จุด หนึ่ง คือ โจทย์ที่ให้มันยากขนาดไหน เช่น ฉันไม่เคยเห็นคาเวียร์จะเอามาทำอะไร ทำผิดด่าว่าโง่อีก โจทย์ทำให้เกิดความดราม่า เครื่องมือที่ 2 คือ กรรมการ แต่กลับมาจุดเดิม กรรมการต้องด่า ต้องว่า ต้องชม อยู่ในความเหมาะสมกับอาชีพที่เขาแข่งขัน

คนทำเรียลิตี้แล้วเขียนสคริปต์ไม่ซัคเซส ผมก็เคยทำเจ๊งแล้ว เพราะว่าประเด็นที่หนึ่ง คนที่อยู่ในรายการคือคนธรรมดาไม่ใช่ดารา ใส่สคริปต์ไม่ได้ แล้วเรียลิตี้มันคือความจริง เราเอาความหลอกไปบอกว่าจริงก็เจ๊ง สองไม่มีจรรยาบรรณ

ดังนั้นความดราม่าอยู่ที่พล็อตไม่ใช่สคริปต์ พล็อตคือโจทย์ที่เราให้ เรารู้ว่าผู้เข้าแข่งขัน ใครเก่งเรื่องอะไร เราจะใส่โจทย์อะไรให้คนนี้ร้องไห้ เป็นขั้นตอนของการคิดรายการ วิธีการทำเรียลิตี้คือใส่โจทย์ให้เกิดความคับแค้นใจของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน”

มั่นใจว่ารายการมาสเตอร์เชฟในรูปแบบเรียลิตจะต้องถูกจริตกับผู้ชม เพราะรายการแนวนี้กำลังเป็นที่นิยม

“วิวัฒนาการของรายการเปลี่ยนไป สมัยก่อนถ้าเป็นรายการคุกกิ้งคอนเทสต์ทั่วไป มีแค่คนชอบดูรายการอาหารเท่านั้น แต่พอเป็นเรียลิตี้เขาดูคนแข่งด้วย ไม่ได้ดูแค่อาหาร ทำให้กลุ่มของผู้ชมกว้าง ทำให้รายการเรียลิตี้แข็งแรงขึ้น ซึ่งมันทำให้คนชอบดูละครมาดูด้วย เพราะเป็นละครของชีวิตจริง ผมว่าเรียลิตี้ก็ยังมา ที่จริงมันเข้าเมืองไทยมาสักพัก แต่ไม่ซัคเซสเพราะพวกเราคนทำรายการเองไม่มีโนว์เลจ โนว์ฮาวในการทำ ผมคิดว่าตอนนี้หลายบริษัทรู้แล้วว่าจะบิลต์ดราม่ายังไง”

 

ชลภัทร นฤนาทวานิช การบริหารเวลาคือสิ่งสำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/495041

ชลภัทร นฤนาทวานิช การบริหารเวลาคือสิ่งสำคัญ

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ในวันที่ท้องฟ้ามืดครึ้มมีฝนพรำทั่วทั้งกรุงเทพฯ แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคที่จะได้ไปสัมภาษณ์ชายหนุ่มรูปหล่อร่างสูงใหญ่ หน้าตายิ้มแย้ม ใจดี เขาเป็นชายหนุ่มวัยไม่ถึง 30 ปี เป็นนักบินของสายการบินแห่งชาติ สายการบินไทยรักคุณเท่าฟ้า นิก-ชลภัทร นฤนาทวานิช เขาเป็นนักบินที่ 2 ของการบินไทยได้ 2 ปีกว่า ซึ่งเป็นอาชีพที่เขาใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก

นอกจากนี้ เขายังมีอีกบทบาทหนึ่งในการช่วยธุรกิจของครอบครัวที่ทำธุรกิจทางด้านผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม โดยเขาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท บิวตี้ไลน์ ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม Paul Mitchell และยังมีร้านทำผมอยู่ 2 สาขาในชื่อ Beauty Line และโรงเรียนสอนทำผมชื่อ Pivot Point ซึ่งเปิดมานานกว่า 15 ปี

เขาบอกว่าที่จริงแล้วทางครอบครัวอยากให้เขามาเป็นนักธุรกิจมากกว่าจะมาเป็นนักบิน แต่การเป็นนักบินนั้นเป็นความฝันวัยเด็กของเขาที่ชอบเครื่องบิน และเคยเห็นว่าช่วงหนึ่งคุณพ่อของเขาเองก็เคยเป็นนักบินเหมือนกัน

 

“คุณพ่อผมเองท่านก็เคยเป็นนักบินอยู่ช่วงหนึ่ง แต่เมื่อที่บ้านขยายธุรกิจ ท่านถูกเรียกตัวมาช่วยธุรกิจที่บ้านก็เลยต้องออกมาทำธุรกิจของที่บ้าน ตัวผมเองที่บ้านก็อยากให้มาช่วยธุรกิจมากกว่า ผมเองก็เรียนมาทางด้านธุรกิจด้วย คิดว่าในอนาคตก็อาจจะทำธุรกิจของตัวเอง แต่ตอนนี้ผมมีใจรักเรื่องการเป็นนักบินมากกว่าก็เลยขอเป็นนักบินไปก่อน แต่ผมก็พอจะบริหารเวลาได้ ก็เป็นนักบินเป็นงานหลัก ช่วยที่บ้านเป็นงานเสริม เพราะเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น นั่งทำงานที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมานั่งประจำการที่ทำงานกันตลอดเวลา ก็เลยมีความสุขกับงานที่เราอยากทำและงานที่ต้องทำ รักษาทั้งสองอย่างไว้ได้ ไม่จำเป็นต้องเลือกแล้วทิ้งอีกอย่างที่เราก็ชอบไม่แพ้กัน” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

ทางด้านการศึกษานั้น เขาจบมัธยมปลายจากโรงเรียนนานาชาติเซนต์จอห์น ปริญญาตรีทางด้านวิศวกรรมอุตสาหการ จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโท 2 ใบ คือด้านบริหาร ที่มหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ประเทศอังกฤษ และทางด้านระบบโลจิสติกส์ ที่มหาวิทยาลัยวอร์ริค ประเทศอังกฤษ

เขาเล่าว่าตอนจบปริญญาตรีเขาก็ช่วยธุรกิจของที่บ้านมาเกือบปี ก่อนที่จะบินไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ เมื่อจบปริญญาโทไปสักพักก็มาสมัครเป็นนักบินที่บริษัท การบินไทย ซึ่งได้ทุนเรียนนักบินอยู่เกือบ 2 ปี หลังจากนั้นก็ได้มาเป็นนักบินผู้ช่วยอีก 1 ปี ซึ่งเป็นอาชีพที่เขาใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก

 

ชลภัทร กล่าวว่า อาชีพนักบินเป็นอาชีพที่ต้องมีระเบียบวินัยและดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัดในเรื่องสุขภาพ เช่น หากมีไฟลต์บินตอนเช้า ก่อนบิน 1 วัน ก็ต้องไม่นอนดึก ไม่อดนอน ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่จะส่งผลต่อสุขภาพ เพียงแค่เป็นหวัดคัดจมูกก็ไม่ควรจะขึ้นบิน เพราะจะส่งผลต่อสมรรถนะในการทำงาน

“ผมต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยต้องให้ได้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง แม้จะขี้เกียจอย่างไรก็ต้องฝืนใจไป ตัวผมเองไม่ค่อยชอบออกกำลังกายเท่าไร ก็ต้องเข็นตัวเองไปเข้าฟิตเนสให้ได้ทุกสัปดาห์ พยายามเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ควบคุมน้ำหนักให้คงที่ โดยเฉพาะช่วงที่ต้องมีบินนั้นต้องดูแลสุขภาพ ไม่ให้เป็นหวัด ไม่ให้ไอ เจ็บคอ ไม่กินอาหารอะไรที่จะทำให้ท้องเสียง่าย คือต้องเตรียมความพร้อมจากร่างกายของเราให้แข็งแรงเป็นลำดับแรกก่อน ถึงจะไปรับผิดชอบงานให้ดีที่สุด รับผิดชอบชีวิตคนอื่นให้ดีที่สุดได้” เขากล่าวอย่างตั้งใจ

ก่อนการบินทุกครั้งเขาจะต้องทำการบ้านก่อนทุกครั้งว่าต้องบินไปที่ไหน เช้าหรือดึก เวลาอะไร เพื่อทบทวนและเตรียมการทำงาน เนื่องจากสนามบินแต่ละแห่งก็มีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไป แต่ละสนามบินมีกฎไม่เหมือนกัน ต้องทำการบ้านไว้ก่อนทุกครั้งเป็นดีที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดการผิดพลาดแม้เพียงเรื่องเล็กน้อย

 

ทางด้านส่วนตัวนั้น เขาชอบอ่านหนังสือการ์ตูนของมาร์เวล อย่างเรื่องราวของไอรอนแมน ชอบอ่านอะไรที่เป็นแนวแอดเวนเจอร์ กึ่งๆ วิทยาศาสตร์แบบหนังไซไฟ นอกจากนี้เขาก็ชอบดื่มกาแฟเป็นชีวิตจิตใจ เรียกว่าติดกาแฟมาก ต้องดื่มทุกวัน มีร้านกาแฟที่ไหนใครว่าอร่อยจะต้องตามไปชิม เวลาไปไหนไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ ถ้ามีกาแฟเด็ดกาแฟดังจะตามไปซื้อกลับมาดื่มที่บ้าน ถึงขนาดซื้อเครื่องชงอย่างดีไว้ที่บ้านกันเลยทีเดียว อย่างน้อยต้องดื่มวันละ 2 แก้ว

เขาเคยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าอนาคตหากจะทำธุรกิจอะไรสักอย่าง ที่นอกเหนือจากธุรกิจของครอบครัว เขาคิดว่าที่น่าสนใจและเหมาะกับเขามากที่สุดก็น่าจะเป็นการเปิดร้านกาแฟนั่นเอง เพราะทั้งชอบดื่มกาแฟและมีความลุ่มหลงในรสชาติของกาแฟจนถอนตัวไม่ขึ้น

สำหรับงานอดิเรกนั้น เขาชอบเล่นดนตรี ตอนเรียนมัธยมจนถึงมหาวิทยาลัยเขาเล่นดนตรีมาโดยตลอด ทั้งกีตาร์และเปียโน และมีวงดนตรีเล็กๆ แนวร็อกเป็นของตัวเอง ชื่อวง บียอนอพอลโล เคยมีเอ็มวีเป็นของตัวเอง 3-4 เพลง เผยแพร่ในยูทูบ มีคนเข้ามาดูหลายหมื่นคนอยู่เหมือนกัน เขามีส่วนร่วมในการเล่นเพลงเอง แต่งเพลงเอง ร้องนำเองในบางเพลง

“มันเป็นวงตอนเราเป็นวัยรุ่น โตขึ้นแนวเพลงก็อาจจะเปลี่ยนไปบ้าง แต่ก็ยังชอบแนวร็อกๆ อยู่ แต่ตอนนี้อาจจะแก่ไปแล้วสำหรับการเป็นร็อกแบบหนักๆ (หัวเราะ)”

นอกจากนี้ เขายังกล่าวต่อไปถึงอนาคตอันใกล้นี้ ที่เขากำลังจะแต่งงานปลายปีนี้ และสร้างครอบครัวเล็กๆ ให้อบอุ่น เตรียมเป็นพ่อที่ดี มีลูกเล็กๆ สัก 2 คน และช่วยทำธุรกิจของครอบครัวให้แข็งแรงมั่นคงมากยิ่งขึ้น

 

เขามีแผนการที่จะเปิดสาขาของร้านทำผมเพิ่มอีกอย่างน้อย 2-3 ร้าน ภายใน 2 ปีนี้ โดยเน้นไปที่ห้างใหญ่ใจกลางเมือง เน้นกลุ่มเป้าหมายระดับบีขึ้นไป รวมทั้งสร้างชื่อเสียงของโรงเรียนให้กว้างขวางเป็นที่รู้จักและยอมรับมากยิ่งขึ้น

“ทางครอบครัวก็อยากให้ผมมาช่วยเต็มตัว จะได้ตั้งใจขยายร้านหาสาขาเพิ่มขึ้นสัก 2-3 สาขา ภายใน 2 ปีนี้ รวมทั้งโปรโมทโรงเรียนเพิ่มยอดนักเรียนเพิ่มขึ้น เพราะไม่ได้มีแผนงานที่จะใช้กระตุ้นเตือนมานานแล้ว ซึ่งปีหน้าเขาจะมาช่วยดูแลเรื่องนี้ให้เป็นจริงเป็นจังมากยิ่งขึ้น ส่วนปลายปีนี้ไม่มีเวลาเพราะยุ่งเรื่องงานแต่งงาน (หัวเราะ) ค่อยๆ จัดการทีละเรื่องไป” เขากล่าวอย่างมีความสุข

ทางด้านหลักในการทำงานของเขาก็คือ เลือกทำในสิ่งที่รัก และรักในสิ่งที่ทำ เนื่องจากว่าหากเราทำในสิ่งที่รักเราจะมีความสุขทุกวัน ไปทำงานเหมือนไปทำกิจกรรมที่มีความสุข ไม่ต้องฝืนใจไปทำงาน รวมทั้งมีความตั้งใจและเต็มที่กับงานที่เราเลือกแล้วหมั่นฝึกฝนเรียนรู้กับสิ่งที่ทำอยู่สมอ โลกนี้มีเรื่องใหม่ๆ ให้เรียนรู้ทุกวัน เปิดใจและทำงานด้วยความตั้งใจ

เมื่อเจอปัญหาอุปสรรคก็อย่าท้อถอยหรือถอดใจ ค่อยๆ แก้ไขไปทีละเรื่อง ปัญหาทุกปัญหาแก้ไขได้เสมอ  อาจใช้เวลามากน้อยแตกต่างกันไป เพียงแค่มองโลกแง่ดีเข้าไว้ อย่าใจร้อนหรือเจ้าอารมณ์เกินไปทุกอย่างจะดีขึ้นเอง

“ผมเชื่อในเรื่องการมองโลกในแง่ดี ยิ้มรับกับทุกปัญหา ถ้าเรามองแง่ดีปัญหาที่ว่าหนักก็ค่อยๆ แก้ไปได้ ถ้าใจร้อน เครียด กังวลมากไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ปัญหาเดียวกัน คนมองโลกแง่ดีจะแก้ปัญหาได้ดีกว่า เพราะเขาทำใจได้ง่ายและคิดบวก ขณะที่คนคิดลบจะใช้เวลาในการแก้ปัญหามากกว่า และจมอยู่กับปัญหานานกว่า ผมจึงเลือกที่จะยิ้มรับกับปัญหาดีกว่าครับ” เขาให้ความเห็นทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

 

กิตติพงษ์ สุขเคหา เถ้าแก่รุ่นใหม่ไฟแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2560 เวลา 16:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/494922

กิตติพงษ์ สุขเคหา เถ้าแก่รุ่นใหม่ไฟแรง

โดย…วรธาร ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ถ้าให้ระบุชื่อเถ้าแก่รุ่นใหม่ในเวลานี้ต้องมีชื่อ “แบงค์” กิตติพงษ์ สุขเคหา กรรมการผู้จัดการ บริษัท คริสปี้คอร์น สตอรี่ เจ้าของธุรกิจขนมคริสปี้ คอร์น (Krispy Corn) อย่างมิต้องสงสัย เพราะกว่าที่เขาจะมีวันนี้เป็นเจ้าของโรงงานขนมได้ ชีวิตเขาเคยสัมผัสมาครบทุกรสชาติ ทั้งความสุขที่ปรี่ล้น ความทุกข์ยากแสนสาหัส ความท้อแท้ ความเหน็ดเหนื่อย ความล้มลุกคลุกคลาน การถูกสบประมาท หนี้สินล้นเกินวัย และการคิดสั้น

ทว่า เขาสามารถฝ่าฟันอุปสรรคที่ถาโถมเข้าใส่เขาระลอกแล้วระลอกเล่าจนกลับมาผงาดอยู่บนเส้นทางธุรกิจขนมคริสปี้ คอร์นที่กำลังเจริญรุ่งเรืองในปัจจุบัน ด้วยความมุ่งมั่นอดทน ความไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา และด้วยทัศนคติที่เป็นบวก บวกกับความกล้า ความสามารถ และวิสัยทัศน์ที่แหลมคมสมเป็นเถ้าแก่รุ่นใหม่

แปรคำดูถูกเป็นพลังพัฒนาตัวเอง

แบงค์จบการศึกษาปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร แต่ก่อนใกล้จะจบได้ฝึกงานที่รถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) ที่กรุงเทพฯ ทำให้ได้เผชิญกับโลกกว้างครั้งแรก แต่แล้ววันหนึ่งก็ถูกปรามาสจากผู้หญิงที่เขาพยายามเข้าไปจีบ ทว่าเขาได้คำปรามาสนั้นมาเป็นจุดเริ่มต้นที่ได้บอกกับตัวเองว่าเขาจะรวยให้ได้

“หลังเลิกงานวันหนึ่งเจ้านายที่ฝึกงานพาไปผับ ได้เจอผู้หญิงคนหนึ่งก็พยายามจีบแต่ถูกดูถูกให้กลับไปดูดนมแม่ เด็กแว้นอย่างน้อง (ผมเคยเป็นเด็กแว้นมาก่อน) ไปจีบสก๊อยที่คู่ควรดีกว่า พอได้ยินคำนี้สะอึกเลย วินาทีถัดมาผมบอกตัวเองว่าจะรวยให้ได้ไม่ให้ใครมาสบประมาทอีก หลังจากนั้นกลับไปเรียนต่อพร้อมตั้งเป้าหมายว่าใครจะจ้างทำงานต้องให้เงินเดือนขั้นต่ำ 2.5 หมื่นบาทเท่านั้นจึงจะทำ”

ทั้งๆ ที่เรียนไม่เก่งและเกรดในปีสุดท้ายแค่ 2.20 แต่กิตติพงษ์กล้าตั้งเป้าสูงขนาดนั้น ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าคนไม่เก่งอย่างเขาที่สุดแล้วกลับไม่ต้องเดินหางานเหมือนคนอื่นๆ เมื่อเจ้านายเก่าที่ฝึกงานโทรหาให้ไปทำงานด้วย พร้อมให้เงินเดือนตามที่เขาตั้งไว้ที่ 2.5 หมื่นบาทอีกต่างหาก

“ผมทุ่มเททุกอย่างให้กับงาน ใครใช้อะไรทำหมด ผมถือว่างานพิสูจน์คน เราต้องการพิสูจน์ตัวเองว่าเกรดไม่ใช่เครื่องตัดสินคุณค่าคน เงินเดือนก็ไม่ใช่จุดที่จะมาวัดกันว่าใครเจ๋งกว่า ผลงานที่ทำให้ปรากฏจะพูดแทนเราเอง แค่ 8 เดือนก็ทำให้ผู้ใหญ่รถไฟฟ้าท่านหนึ่งออกปากชมว่าเด็กคนนี้อนาคตเป็นเจ้าของบริษัทแน่เลย เหมือนชี้โพรงให้กระรอกเลยกับคำว่าเจ้าของบริษัท”

ธุรกิจแรกรวยแต่ก็เจ๊ง

สองเดือนถัดมาแบงค์ได้ลาออกมาทำธุรกิจกล้องวงจรปิดขณะอายุ 23 ปีเป็นธุรกิจแรกในชีวิต แต่ด้วยประสบการณ์ที่น้อยและความประมาทในการใช้เงินที่หามาได้ รวมถึงการบริหารธุรกิจผิดพลาดทำให้มีหนี้ก้อนโตเกือบ 8 ล้านบาทจนเกือบคิดสั้น

“เงินทำธุรกิจได้จากพ่อ 1 ล้าน แต่ใช้หมดใน 3 เดือน ล้านที่ 2 กู้ธนาคาร แต่เปิดบริษัทไม่ถึง 3 เดือนน้ำท่วมกรุงเทพฯ แต่ไม่ท้อ ผมใช้คำของคุณตัน (ภาสกรนที) ที่ว่า จงเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส หันมารับจ้างเขียนเว็บไซต์แทน ภายใน 4-6 เดือนสามารถปลดหนี้ได้ อีก 4 เดือนต่อมาออกรถสปอร์ต หลงในความรวย แล้วมันกลับมาเล่นงานผมตอนอายุ 25 ทุกอย่างพังครืนเพราะความประมาท พร้อมหนี้ 7 ล้านกว่า เหลือเงินในกระเป๋าแค่ 40 บาท”

หนทางตีบตันไม่รู้จะพึ่งใครจึงโทรหาพ่อแม่ แต่เสียงปลายสายตอบมาว่า พ่อแม่หมดเนื้อหมดตัวไม่มีอะไรจะช่วยได้อีกต่อไป จงสู้ชีวิตไปตามทางของตัวเอง หลังจากนั้นพ่อแม่ก็ไม่รับโทรศัพท์อีก และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการคิดสั้น แต่ก็ต้องหยุดความคิดนั้นไว้เพราะได้รับข้อความจากเจ้าของโรงงานแอดด้า (Adda)

“ลุกขึ้นมาทำงานได้แล้ว จะมีเด็กสักกี่คนที่จะทำได้ขนาดนี้ จงลุกขึ้นมา นี่คือคำเตือนสติที่ทรงพลังและยิ่งใหญ่ที่สุดจากเจ้าของโรงงาน Adda ที่ทำให้ผมมีสติเลิกคิดสั้น ผมกราบขอบคุณท่านมากที่ทำให้ผมมีวันนี้”

ก้าวสู่ธุรกิจขนมคอนเฟลกคริสปี้ คอร์น

กิตติพงษ์ กล่าวว่า ตอนนั้นเขาไม่มีเงินแม้จะซื้อข้าวกิน แต่โชคดีที่แฟนก่อนจะบอกเลิกได้ทำคอนเฟลกเคลือบคาราเมลทิ้งไว้ให้กินก่อนเดินทางไปเกาหลี ด้วยความหิวจึงกินไปครึ่งกระปุกใหญ่ก็เห็นว่าอร่อยเลยโทรไปถามแฟนว่าทำอย่างไร และนั่นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจคริสปี้ คอร์นในเวลาต่อมา

“ผมได้เงินลงทุนจากแม่แฟน 9 หมื่น ส่วนพ่อแม่พอรู้ว่าผมคิดสั้นก็ยอมรับโทรศัพท์และช่วยมาหมื่นกว่าบาท ผมใช้เงินจำนวนนี้ไปตั้งต้นชีวิตใหม่ ก็คือทำขนมคริสปี้ คอร์นตั้งแต่นั้นมา โดยเอาเงินไปซื้อเตาอบ 1.8 หมื่นบาท ซื้อวัตถุดิบที่แม็คโคร และนำเงินสดที่ขายได้แต่ละวันไปซื้อซองฟอยล์และใช้เป็นค่าจ้างพนักงาน

ช่วงเดือนแรกที่วางขายมียอดขายราว 2 แสนบาท สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่วันละ 100 ซอง ซึ่งไม่คิดว่าคริสปี้ คอร์นจะทำให้ผมประสบความสำเร็จได้ในเวลาแค่ 1 ปี 7 เดือน ยอดขายเติบโตรวดเร็ว เพราะผมขายผ่านออนไลน์ ซึ่งเป็นวิธีที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นและวัยทำงานได้มากที่สุดและลงทุนที่น้อยสุด และไม่น่าเชื่อว่าจะมียอดขายสูงสุดเข้ามาถึงวันละประมาณ 10 กว่าล้านบาท”

จากนั้นเป็นต้นมาเขาสร้างธุรกิจคริสปี้ คอร์นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทโดยมีเป้าหมายในใจว่าวันหนึ่งจะต้องรวยให้ได้เป็นแรงผลักดัน แม้จะมีอุปสรรคใหญ่น้อยถาโถมเป็นระยะในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน แต่ก็ไม่เคยท้อถอยถึงขั้นวางมือ จนในที่สุดก็สามารถสร้างอาณาจักรธุรกิจคริสปี้ คอร์นขึ้นมาผงาดที่ใครได้เห็นก้าวที่ก้าวเดินในเส้นทางธุรกิจของเขาแล้วจะต้องซูฮกให้อย่างแน่นอน

หลักการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

ทุกวันนี้เขามีตัวแทนจำหน่ายอยู่ทั่วประเทศ ตัวสินค้าคริสปี้ คอร์นเองก็หลากหลาย โชว์ความโดดเด่นทั้งในเซเว่นฯ ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าทั่วไป

กิตติพงษ์ บอกว่า ถ้าหากใครมาดูถูกเราต่างๆ นานาก็ไม่ต้องไปตอบโต้อะไร แต่จงเปลี่ยนเอาแรงดูถูกนั้นมาเป็นแรงผลักดัน พัฒนาตัวเองแล้วทำให้เขาดู เดี๋ยวเขาก็เลิกดูถูกเราเอง

“อย่างที่บอกผมโดนผู้หญิงคนหนึ่งดูถูกตอนสมัยฝึกงาน วันนั้นผมบอกกับตัวเองเลยว่าผมต้องรวยให้ได้ จากนั้นผมหมั่นพัฒนาความรู้ตัวเอง พัฒนาการทำงาน ขยันทำงาน และหาลู่ทางจนประสบความสำเร็จเป็นเจ้าของโรงงานผลิตขนมในวันนี้ หรือแม้แต่ตอนผมทำขนมแล้วก็มีคนดูถูกว่าไอ้ขนมเด็กเล่น ของกิ๊กก๊อก แต่ผมก็ไม่สนใจตั้งหน้าทำมันขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ให้เขาเห็น” กิตติพงษ์ย้ำ

 

ณฐพล คงมาลัย ครูดำน้ำกับเชฟ ความสุขไม่ต่างกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/494446

ณฐพล คงมาลัย ครูดำน้ำกับเชฟ ความสุขไม่ต่างกัน

โดย…ปอย  ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

เริ่มจากความชอบกิน ชอบชิมอาหารทุกๆ สัญชาติ ไทย ญี่ปุ่น ฝรั่ง อาชีพที่สองจึงฝันอยากทำร้านอาหารแบบมืออาชีพ เชฟต๊อก-ณฐพล คงมาลัย บอกว่า ต้องขอบคุณพี่ชายนักร้องดัง “ตูน บอดี้สแลม” ที่แนะนำน้องชายว่าควรไปเรียนรู้ให้รู้จริงเสียก่อน ค่อยตัดสินใจเปิดร้าน

การก้าวสู่อาชีพนี้เริ่มไปฝึกงานร้านไฮด์แอนด์ซีค (Hyde & Seek) บาร์อาหารสไตล์อเมริกันในซอยร่วมฤดี จากการทำหน้าที่ Butcher Cook แม้ไม่ได้แตะการปรุงอาหารเลย แต่ก็ได้ความรู้เรื่องการเตรียมอาหารในครัวร้านอาหารชั้นดีกลับมาเพียบ

จากอาชีพหลักคือครูสอนดำน้ำ เมื่อมีร้านขายแฮมเบอร์เกอร์จึงใช้ชื่อว่า สคูบา เบอร์เกอร์ (Scuba Burger) กินง่ายๆ สไตล์โฮมเมดเบอร์เกอร์ ที่เร่ขายไปกับขบวนฟู้ดทรัคซึ่งกำลังฮิตในหมู่วัยรุ่น จึงเป็นช่องทางให้อาชีพเชฟอย่างใจฝันเริ่มต้นง่ายขึ้นอีกด้วย

“ฟู้ดทรัคเป็นธุรกิจที่คนรุ่นใหม่อยากทำ ง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนเยอะแบบร้านอาหาร พี่ตูนก็บอกว่าธุรกิจนี้เจ้าของต้องรู้จริง อยากทำจริงต้องไปฝึกงานก่อน นอกจากได้ความรู้เรื่องอาหารแล้ว ก็ยังได้รู้อีกว่าเราชอบจริงๆ หรือเปล่า ผมจึงเลือกร้านอาหารขนาดใหญ่ ที่ทำให้เราเรียนรู้อย่างมีระบบ เริ่มไปทีละฝ่าย ฝ่ายบุตเชอร์นี่ระดับล่างสุดเลย

ตอนนี้ ร้านสคูบา เบอร์เกอร์ ตระเวนไปเปิดร้านในแบบออกบูธอาหาร โดยไปกับเครื่องดื่มยี่ห้อต่างๆ ซึ่งก็ไม่แตกต่างอะไรกับขบวนฟู้ดทรัค แล้วเป็นวิธีเข้าไปหาผู้บริโภคโดยตรงอีกด้วย เจ้าของร้านได้พบปะพูดคุยกับคนกินหลากหลาย อย่างไปที่ย่านสาทรก็เป็นกลุ่มหนุ่มสาวออฟฟิศที่ตอนเย็นๆ มานั่งผ่อนคลายหลังเลิกงาน นั่งแฮงเอาต์กับเพื่อนๆ สั่งเครื่องดื่มกินคู่กับเบอร์เกอร์ซึ่งลงตัวมาก

เขาจะบอกเราโดยตรงว่าชอบ ไม่ชอบเบอร์เกอร์ของเราตรงไหนกันบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ชอบนะครับ (บอกพลางยิ้ม) ถามว่ามีหน้าร้านที่ไหนจะตามไปกิน

ผมชอบบรรยากาศการออกบูธอาหารไปในที่ต่างๆ สนุกดีครับ คนทำอาหารก็สนุก คนกินก็เอนจอย มีดนตรี มีอาหารให้เลือกหลายๆ ร้านเลย เป็นเทรนด์ที่ทำให้คนรุ่นใหม่เปิดร้านในฝันของตัวเองได้ง่ายขึ้น” เชฟต๊อก เล่ากลางลานพารากอนที่มาออกบูธสคูบา เบอร์เกอร์

Bite your Happiness กัดความอร่อย คือปรัชญาของสคูบา เบอร์เกอร์ เชฟต๊อกบอกรักการทำอาหารก็ตรงที่เห็นคนกินแล้วมีความสุข อิ่มอร่อย

“เบอร์เกอร์มีลูกเล่นเกี่ยวกับเนื้อคิดได้ไม่จบครับ ผมใช้เนื้อโคขุนของไทย ลองมาหลายแหล่ง เนื้อไทยไม่แพ้ที่ไหนนะครับ นุ่มอร่อยเลย คนไม่กินเนื้อก็มีชีสเบอร์เกอร์ใส่เบคอนให้เลือก เบอร์เกอร์อร่อยไม่จำเป็นต้องชิ้นโตดูดีถ่ายรูปสวย แต่กัดแล้วต้องลงตัว กินอร่อยตั้งแต่คำแรกจนคำสุดท้าย พี่ตูนชอบกินเบอร์เกอร์ก็มาช่วยกันชิม กว่าจะได้สูตรนี้ทิ้งไปหลายสิบอันครับ (หัวเราะ)

พื้นฐานการทำอาหารผมไม่มีนะ ได้เรียนรู้จริงจังก็ตอนฝึกงานเป็นเด็กบุตเชอร์ 1 เดือนเต็มๆ เตรียมเนื้อ เตรียมผัก วัตถุดิบให้เชฟเตรียมปรุงอาหาร ผมไม่ได้ก้าวเข้าไปในครัวฝั่งอาหารเลยนะครับ แต่ก็ได้ความรู้กลับมาทำร้านสคูบา เบอร์เกอร์ เยอะมาก

โดยเฉพาะในเรื่องของที่เหลือจากการปรุงเมนูหลัก เราสามารถนำไปทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้คุ้ม เป็นการดูแลควบคุมต้นทุนให้ดี อีกเรื่องคือการเรียนรู้เรื่องเนื้อในแต่ละประเภท งานประจำของฝ่ายบุตเชอร์ก็คือเตรียมวัตถุดิบสดใหม่อยู่เสมอเพื่อให้เชฟใหญ่นำไปปรุงอาหารให้อร่อยที่สุด แต่ละวันผมต้องอยู่กับเนื้อ หมู ไก่ และผักหลายๆ ชนิด เชฟวี ร้านไฮด์แอนด์ซีค คือครูคนแรก เขาสอนเราว่าอาหารแบบนี้ควรจัดมาอย่างไร รักษาความสดไว้ได้อย่างไร เรื่องพวกนี้นำมาใช้ในงานได้ทุกอย่างครับ”

เชฟต๊อกบอกว่าอาชีพหลักครูสอนดำน้ำ และอาชีพที่สองเป็นเชฟและเจ้าของร้านอาหาร ไม่แตกต่างกันเลย คือทั้งสองอาชีพล้วนทำให้คนมีความสุข

“ผมชอบธรรมชาติ ตอนเด็กๆ ก็ชอบขลุกอยู่ในสวนมะม่วงหลังบ้าน จ.สุพรรณบุรี ก็เลยเลือกเรียนคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เริ่มต้นดำน้ำ การสอนให้คนดำลงไปใต้น้ำ เห็นปะการังแล้วเขามีความสุข ส่วนการเป็นเชฟก็เป็นการเติมเต็มความสุขเข้าไปอีกครับ คนกินเบอร์เกอร์ของเราแล้วอยากกินซ้ำๆ อีก แฮปปี้กับอาหารของเรา แค่นี้ก็คิดพัฒนาต่อไปได้อีกหลายเมนูเลย” เชฟต๊อกทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

Pork Burger (สำ หรับ 4 ที่)

ส่วนผสม

1. หมูบด 400 กรัม

2. ซอส LP 10 กรัม

3. ซอสถั่วเหลือง 10 กรัม

4. น้ำมันงา 1 ช้อนชา

5. กระเทียมสับละเอียด 20 กรัม

6. พริกไทย 5 กรัม

7. หัวหอมสับ 20 กรัม

8. ขนมปังเบอร์เกอร์ 4 ก้อน

9. เบคอน ชีสแผ่น ซอสพริก ซอสบาร์บีคิว

10. ผักเครื่องเคียงตามใจชอบ ผักกาดแก้ว ผักกาดหอม หอมใหญ่มะเขือเทศ กะหล่ำม่วงดอง แตงกวาดอง

วิธีทำ

– นำเนื้อหมู ซอส LP 10 กรัม ซอสถั่วเหลือง 10 กรัม น้ำมันงา 1 ช้อนชา กระเทียมสับละเอียด 20 กรัม พริกไทย 5 กรัม หัวหอมสับ 20 กรัม ผสมให้เข้ากันแล้วแบ่งขนมปัง 4 แผ่นเท่าๆ กัน นำไปทอดบนกระทะก้นแบนหรือเตาทอดหน้าเรียบโดยใช้น้ำมันมะกอกเล็กน้อย ด้านละประมาณ 3 นาที โดยใช้ไฟกลางค่อนข้างแรง

– ผัดหัวหอมสับในน้ำมันเล็กน้อยจนเหลือง แล้วไปวางบนแผ่นหมูที่สุกแล้ว ใส่ซอสตามชอบ ผ่าครึ่งขนมปังนำไปย่างบนเตาทอดเบคอนให้เหลืองกรอบ เสิร์ฟคู่กับมันฝรั่งหรือสลัด

 

‘อัษฎางค์โยคะ อยากสุขภาพดีต้องฝึกเอง’ อลิสา อัศวโภคิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/494233

‘อัษฎางค์โยคะ อยากสุขภาพดีต้องฝึกเอง’ อลิสา อัศวโภคิน

โดย…วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

หลังจากก่อตั้งลัลลาบายโยคะ ที่ตึกคิวเฮ้าส์จนประสบความสำเร็จ แตง-อลิสา อัศวโภคิน ต่อยอดความชื่นชอบในโยคะด้วยการเปิดสตูดิโออัชทางก้า สมสถิติ (สะ-มะ-สะ-ถิ-ติ) บาย ลัลลาบายโยคะ ที่ชั้น F แกรนด์ เซนเตอร์พอยต์ สุขุมวิท 55 โดยตั้งใจให้ที่นี่กลายเป็นสตูดิโอโยคะระดับเอ็กซ์คลูซีฟ

สิ่งที่อลิสาได้จากการฝึกอัชทางก้า คือ คติที่ว่าอยากได้สุขภาพที่ดีต้องฝึกเอง ถือเป็นความท้าทายใหม่ๆ ที่ยิ่งฝึกโยคะศาสตร์นี้ไปเรื่อยๆ เธอยิ่งทึ่ง และขอเป็นสาวกอัชทางก้า เช่นเดียวกับ มาดอนนา กวินเน็ธ พัลโทรว์ หรือนักออกแบบไทยชื่อดัง วิค-ธีร์รัฐ ว่องวัฒนะสิน ที่ก็หลงเสน่ห์ในโยคะศาสตร์นี้

อลิสาศึกษาจบปริญญาตรีจาก University of Pennsylvania ด้านศึกษาเอเชียตะวันออกและเศรษฐศาสตร์ และศึกษาจบระดับปริญญาโทจาก New York University ด้านการสอนภาษาอังกฤษ เมื่อกลับมาเมืองไทย จึงเริ่มทำงานจากสิ่งที่เรียนมา และยังได้ศึกษาเพิ่มเติมด้าน MBA จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์  และเธอก็ก้าวสู่งานที่รักเลย โดยเธอเป็นหนึ่งในทีมครูสอนโยคะที่มุ่งมั่นในการสอน เธอเดินทางรอบโลกเพื่อเฟ้นหาหลักสูตรโยคะที่ดี ทีมคุณครูที่มีความสามารถ รวมทั้งยังเข้าร่วมอบรมคอร์สเทรนนิ่งกับครูสอนโยคะที่มีชื่อเสียงระดับโลกรวมๆ แล้วมากกว่า 1,000 ชั่วโมง เช่น โยคะเวิร์ก 200 ชั่วโมง ชีวามุติโยคะ 300 ชั่วโมงอีกด้วย

อลิสาเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่พลิกชีวิตให้หันมาสนใจโยคะว่าเกิดขึ้นเมื่ออายุประมาณ 20 ปี ช่วงที่เธอเรียนปริญญาโทในนิวยอร์ก ช่วงนั้นเรียนหนักและเครียดมาก เธอจึงต้องหากิจกรรมช่วยผ่อนคลายและได้ค้นพบว่า โยคะคือคำตอบที่ใช่ที่สุด ทำให้คลายความเครียด นิ่งขึ้น และได้สุขภาพเป็นโบนัสแถม

หลังจากเรียนจบและกลับมาอยู่เมืองไทย อลิสาจึงคิดอยากทำธุรกิจด้วยตัวเอง โดยมีแนวคิดในการทำธุรกิจที่ว่า การได้ทำในสิ่งที่ชอบ ผลที่ออกมาย่อมดี ทำให้อลิสาเลือกทางของตัวเองตัดสินใจเปิดธุรกิจโยคะสตูดิโอของตัวเองแห่งแรก จนกระทั่งล่าสุดกับการเปิดอัชทางก้า สมสถิติ บาย ลัลลาบายโยคะ สตูดิโอโยคะระดับพรีเมียมแห่งใหม่สายอัษฎางค์โยคะ ใจกลางทองหล่อ

อลิสาโชคดีที่เจอ ครูนวรัตน์ ตรีประเสริฐ 1 ใน 4 ของคุณครูสอนโยคะสายอัชทางก้า (Ashtanga) ในประเทศไทย (Authorized level2 ashtanga) ที่ได้รับการรับรองจากสถาบัน K Pattabhi Jois Ashtanga Yoga Institute (KPJAYI) เมืองมัยซอร์ ประเทศอินเดีย จึงชักชวนกันมาร่วมงาน

“การที่แตงฝึกอัชทางก้ามานาน ซึ่งเป็นการฝึกที่ต้องมีระเบียบวินัยและต้องตั้งใจ แตงจะฝึกทุกเช้าและฝึกทั้งวัน โดยแตงจะทำท่าช้าๆ แรกๆ อาจทำได้ไม่มาก แต่ถ้าเราฝึกบ่อยขึ้นเราจะทำได้มากขึ้น อย่างที่บอกว่าเป็นการฝึกที่เน้นสมาธิ

โยคะปัจจุบันแปรรูปแบบไปหลายแบบมาก แต่สุดท้ายแตงกลับมาดูที่จิตใจ คนที่ฝึกโยคะอื่นๆ สักพักจะรู้สึกเบื่อแล้วก็กลับสู่อัชทางก้า ที่แตงมาเปิดใจกลางทองหล่อเพราะแตงอยากให้เป็นไลฟ์สไตล์ของการออกกำลังกายที่น่าสนใจ ต่างชาติเยอะนะคะ เพื่อเป็นการบาลานซ์ในเรื่องของร่างกายและจิตใจ

อย่างที่บอกว่าเราตั้งใจให้ที่นี่เอ็กซ์คลูซีฟนิดหนึ่ง เพื่อที่เราจะได้ดูแลลูกค้าได้อย่างเต็มที่ ไม่ได้ฝึกเป็นกรุ๊ป แตงเน้นคนน้อย เพื่อที่ครูจะได้ดูแลได้ทั่วถึงแบบวันออนวัน อีกหนึ่งข้อดีของอัชทางก้า คือ สามารถสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย แต่บางคนจะทำไม่ถูก 100% บางคนบอกว่าเล่นแล้วเหนื่อย อีกคนบอกช้าไป ซึ่งจริงๆ เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

โยคะทั่วไป หรืออัชทางก้า 60-90 นาที ที่ฝึกมันเคลื่อนไหวตลอดเวลา ลมหายใจกำหนดความเคลื่อนไหว เวลาฝึกแล้วนิ่ง เราเหมือนได้อยู่กับตัวเอง เหมือนได้เพิ่มพลัง เพิ่มความนิ่งให้กับร่างกาย เวลาเราเล่นไปเราจะเริ่มสังเกตที่ร่างกาย เราทำได้มากกว่าเมื่อวานเสมอ”

ข้อดีของการฝึกอัชทางก้า อลิสาเพิ่มเติมอีกว่า เป็นการเปิดกล้ามเนื้อ อย่างเล่นเวตกล้ามเนื้อตึงไปแล้ว แต่การฝึกโยคะทำให้กล้ามเนื้อยืดด้วย เรียกว่าถ้าออกกำลังกายทั้งสองแบบ จะเป็นการออกกำลังกายที่ครบวงจรซึ่งดีมากๆ

“แตงออกกำลังกายทุกวัน เราต้องให้กำลังใจตัวเอง เหมือนต้องมีระเบียบวินัย ทำให้ภายในมีความแข็งแรงออกมาข้างนอก เช่น จิตใจเราดี เราก็ทำอะไรได้กระฉับกระเฉง อย่างแตงฝึกวินยาสะโยคะแต่ฝึกสักพักแตงต้องการความสงบและสมาธิที่มากขึ้น แต่อัชทางก้าแตงทำได้แค่ไหน ครูจะช่วยจัดท่าให้ สิ่งที่แตงได้จากอัชทางก้าคือการมีสมาธิและมีวินัย แต่ถ้าเราโหยหาสุขภาพที่ดีแต่เราไม่มาฝึก อยากออกกำลังกายเราต้องลองด้วยตัวเอง อยากได้อะไรต้องทำเอง เพราะไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ พอเรามีวินัยจะส่งผลถึงเรื่องงาน ทำงานก็รอบคอบขึ้น เพราะเรานิ่งขึ้น มีสมาธิมากขึ้น ใจร้อนน้อยลง ปล่อยวางได้มากขึ้น”

แม้การเป็นทายาทเจ้าสัวอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แต่คำสอนหนึ่งของพ่อคือทำอะไรก็ต้องขวนขวายด้วยตัวเอง

“พ่อแม่ไม่ได้ตามใจนะคะ อยากได้อะไรแตงต้องทำเอง อย่างจะเปิดโยคะแตงก็ต้องไปเทรนเอง อยากทำอะไรให้ดีต้องเรียนรู้เอง รวบรวมคนมีแนวคิดเดียวกันมาเปิดสตูดิโอโยคะ ถ้าเราจะจ้างคนอื่นมันจะไม่ยาวนาน อย่างโยคะเมื่อก่อนอยากทำท่าต่างๆ ได้ เพราะแตงตัวอ่อน แต่ทำเสร็จปุบหลังเจ็บไป 4 เดือน เกิดจุดเปลี่ยนเลยค่ะ คือทำได้แค่ไหน ทำได้แค่นั้น อย่าผลักดันตัวเองมาก ได้แค่นี้ก็แค่นี้ เราต้องรู้ลิมิตตัวเอง

แตงมองว่าอัชทางก้าคือความพอดี บางทีเราฝึกมากก็บาดเจ็บ โยงกับการทำงาน ถ้าเราทำงาน อยากมีกิจการเยอะๆ เราทำไม่ไหว ก็ต้องค่อยๆ ทำอย่ารีบ ทำไปช้าๆ เราค่อยๆ เปิด แตงไม่เน้นกำไร เพราะอยากให้คุณภาพ จริงๆ โยคะเป็นการฝึกจิตใจคนนะคะ”

อลิสาจัดเป็นเจ้านายที่ทำธุรกิจอย่างมีวินัย เธอมีกฎเหล็ก คือ ควรมาทำงานเช้ากว่าลูกน้อง มีนัดหมายต้องมาตรงเวลา ทั้งหมดเธอได้จากการออกกำลังกายให้มีประสิทธิภาพ คือ ต้องมีวินัยล้วนๆ

“บางคนอยากผอมจึงมาออกกำลังกาย แต่หลังออกแล้วก็กินเยอะเท่าเดิม จึงไม่ผอมสักที ตอนนี้เทรนด์ออกกำลังกายคือเน้นสุขภาพ มากกว่าการมีรูปร่างที่ผอมแล้วนะคะ บางคนต้องปรับค่านิยม พอมาออกกำลังกายสักพักแตงไม่แคร์เรื่องผอมเลยนะคะ แม้อ้วนนิดแต่ร่างกายเราดี ดีกว่าผอมสวยแล้วเป็นโรค แต่การฝึกโยคะทำให้เรามีรูปร่างสมส่วน กล้ามเนื้อกระชับ สำคัญที่สุดคือความสมดุลของร่างกาย เล่นแล้วไม่ควรเครียด แล้วหน้าจะอ่อนเยาว์ลงค่ะในมุมมองของแตง”

การมีคุณพ่อเป็นนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ แต่คุณพ่อก็ไม่บังคับลูกสาวให้ต้องก้าวเดินตาม

“จริงๆ คุณพ่อมีแนวคิดอีกแบบ เวลาทำต้องทำในสิ่งที่เราถนัด ไม่ถนัดไม่ต้องทำ ทุกวันนี้พ่ออยากให้แตงสร้างแบรนด์เพื่อความภูมิใจของตัวเอง ซึ่งดีมากๆ ถือว่าตัวเองโชคดี พ่อมีธุรกิจเยอะมาก เช่น ช็อปปิ้งมอลล์ ทำโรงแรม ขายบ้าน พ่อทำเยอะมาก แต่ในที่สุดพ่อบอกว่าไม่ได้ให้แตงมาทำที่บ้าน แต่ให้แตงสตาร์ทจากศูนย์ก่อน เรามีพร้อมแล้วทุกอย่าง มาอยู่ในตำแหน่งที่สูงเลย เราจะไม่รู้ว่าพื้นฐานต้องทำอะไรบ้าง

ธุรกิจไม่ว่าอะไรก็ตามเราต้องมีลูกน้อง เราต้องรู้คอสติ้ง รู้ว่าทำธุรกิจนี้ต้นทุนเท่าไหร่ วิธีทำให้มีกำไร ทำอะไรก็ต้องมีรายได้มาเลี้ยงคน เราทำอย่างไรที่ให้รายได้มากกว่ารายจ่าย พอแตงมาทำเราจะได้รู้จากศูนย์ พ่อเน้นว่าทำอะไรต้องมีความสุข เราต้องมีแรงปรารถนากับสิ่งที่เราทำ

แตงชอบพบปะกับลูกค้า เราช่วยเขาในเรื่องสุขภาพได้ สำหรับแตงเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญ แตงมีความสุขกับการเห็นคนมีสุขภาพดี เหมือนแตงเป็นครูที่ให้การศึกษาแก่คนอื่นบ้าง เมื่อเรามีเราควรให้คนอื่นบ้าง สำคัญมากๆ ที่เราจะต้องบริหารคนจำนวนเป็นร้อยในหลายธุรกิจ เราต้องอดทนต่อสู้ ดูคนเป็น”

อลิสา บอกว่า คุณพ่อของเธอถือเป็นต้นแบบในการทำงานทุกอย่าง ที่สำคัญคุณพ่อยังเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้กับเธอในทุกเรื่องอีกด้วย “หากมีปัญหาปรึกษาพ่อทุกเรื่องนะคะ พ่อสอนแตงว่าพ่อจะให้อุปกรณ์แตงไปตกปลา แต่ไม่ให้ปลา เหมือนให้เครื่องมือทำมาหากิน อยากได้ต้องทำเองเหมือนการออกกำลังกายเลยค่ะ พ่อสอนว่าให้ช่วยเหลือคน ต้องซื่อสัตย์ ต้องเวิร์กสมาร์ท แต่ไม่ใช่เวิร์กฮาร์ด

พ่อบอกว่าประชุม 5 ชั่วโมงไม่ได้หมายความว่าการประชุมนั้นจะมีคุณภาพ แต่ประชุมแค่ 2 ชั่วโมงถ้ามีคุณภาพเราก็ได้อะไรแล้ว พ่อดูแลแตงน้อยกว่าลูกน้องด้วยซ้ำ ทำให้แตงไม่รู้สึกเหลิง เพราะไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ จริงๆ แตงไม่ได้ดีใจที่มี 100 บริษัทในมือ ซึ่งถือว่าเราโชคดี แต่ก็ทำให้เรารู้ว่าเรามีโอกาสมากกว่าคนอื่น แต่เราจะช่วยเหลือคนอื่นต่อได้ไหม”

สุดท้ายอลิสา กล่าวว่า ปัจจุบันเธอพอใจกับชีวิตมาก เพราะภารกิจหนึ่งคือการให้สุขภาพที่ดีกับคน เธอสามารถทำได้แล้ว

“ตอนนี้แตงอยากทำอะไรเพื่อสังคมบ้าง แตงเคยไปร่วมกับโซเชียลกิฟเวอร์ส่งครูไปสอนโยคะ แล้วนำรายได้ทั้งหมดไปบริจาคให้ผู้ยากไร้ในองค์กรที่เขาต้องการความช่วยเหลือจริงๆ แตงอยากช่วยอยากให้คนที่ขาดจริงๆ เรามีจัดโปรแกรมสอนโยคะในคุกหญิงด้วยนะคะ เพราะเขาต้องการโยคะ โยคะไม่น่าเบื่อค่ะ”