โสภาพรรณ ทรัพย์มณีอนันต์ ความเปล่งประกายของแบรนด์จัสมิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 เมษายน 2560 เวลา 08:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/490749

โสภาพรรณ ทรัพย์มณีอนันต์ ความเปล่งประกายของแบรนด์จัสมิน

โดย…ปอย ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

สิ่งที่แบรนด์จัสมินยึดถืออยู่เสมอ คือทำให้ทุกคนเมื่อได้เข้ามาภายในร้านจะต้องรู้สึก “ภาวะไร้แรงกดดัน”  ไม่ว่าใครก็ตามต้องไม่รู้สึกว่าตัวเองนั้นตัวเล็ก รู้สึกเกร็ง หรือกดดัน นี่คือวิสัยทัศน์ของร้านเพชรจัสมิน (JASMIN) ชื่อยี่ห้อบ่งบอกสัญชาติไทยแท้โดยชัดเจน ร้านหรูหราโดดเด่นในแบบไม่เกรงคู่แข่งแบรนด์อินเตอร์ที่ผุดเรียงรายบนศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม ผู้บริหารอายุยังน้อย โสภาพรรณ ทรัพย์มณีอนันต์ รองประธานกรรมการบริหาร จัสมิน จิวเวลรี่ กรุ๊ป อธิบายว่า ไม่ได้มองจิวเวลรี่เป็นแค่เพียงเครื่องประดับ แต่คืองานศิลปะช่วยเพิ่มความสวยงามและเสริมสร้างความมั่นใจ สร้างความสุข และความสบายใจให้กับผู้สวมใส่

โสภาพรรณ บอกพร้อมรอยยิ้มสดใสกันเองว่า “แม่ค้าขายเพชร” ร้านนี้จึงทำหน้าที่เป็นปรึกษาให้ทุกคนที่เดินเข้ามาอย่างเป็นกันเอง ไร้ภาวะกดดันให้คนต้องซื้อจนรู้สึกอึดอัด ความพยายามส่งความรู้สึกดีๆ เหล่านี้ผ่านอัตลักษณ์ของแบรนด์ ส่งให้บริการภายใต้บรรยากาศของร้านโชว์ความเรียบหรู จริงใจ และเป็นกันเอง กลายเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากแบรนด์อื่น

ทุกคนเปล่งประกายได้ทุกวัน

“ทุกคนคือคนพิเศษมีเสน่ห์ไม่ซ้ำใคร…”  โจทย์นี้จึงเป็นความภูมิใจ ความท้าทาย ที่ได้ช่วยคนมาเลือกเพชรค้นหาเครื่องประดับล้ำค่าให้ได้เหมาะกับความต้องการ เพื่อเผยความพิเศษซึ่งในแต่ละคนไม่ซ้ำกัน และให้เกิดความรู้สึกมั่นใจ มีความสุขกับตัวเองในทุกๆ วัน

“รสนิยมการเลือกเครื่องประดับก็ย่อมแตกต่างกันอยู่แล้วนะคะ ร้านมีลูกค้าหลากหลาย คนต่างชาติที่เข้ามาก็จะขอดูเพชรที่เรียกว่า DIF เพชรไร้ตำหนิขาวร้อยเปอร์เซ็นต์ดีที่สุด ถ้าไม่มีก็จบ แต่ถ้ามี ราคาหลักสิบล้านบาทแม้เป็นลูกค้าขาจรก็ตัดสินใจซื้อเลยก็เคยมีค่ะ แต่คนไทยไม่ซีเรียสว่าเพชรน้ำต้องขาวบริสุทธิ์สวยที่สุดเท่านั้น ทำให้กลายเป็นเสน่ห์ของธุรกิจสายนี้ คือการคุยกันแล้วถูกคอเอ็นจอยก่อนแล้วจึงตัดสินใจ ร้านเพชรไม่ได้ขายของอย่างเดียวนะคะ ธุรกิจนี้ขายเซอร์วิสติดให้ไปด้วยค่ะ เริ่มตั้งแต่การพูดคุยใส่ใจทุกๆ คน แล้วเมื่อมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นเราก็รับได้ทั้งหมด

ซึ่งไม่ได้ยากเกินความสามารถ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) จัสมินมีโรงงานผลิตอัญมณีเป็นของตัวเอง ดีไซน์แบบหรือปรับเปลี่ยนตามที่ลูกค้าต้องการได้ทั้งหมดค่ะ การบริการในเรื่องไทมิ่ง คนจ่ายเงินไปแล้วก็ย่อมอยากได้ของเร็วๆ เราก็สามารถกำหนดเวลาให้ได้เร็วขึ้นค่ะ คนซื้อก็ต้องอยากใสของสวยๆ เร็วๆ นะคะ”

โสภาพรรณ ผู้บริหารแบรนด์รุ่นสองแบรนด์จัสมิน เพชรอยู่ในวงการอัญมณีกว่า 50 ปีแล้ว สไตล์ร้านเพชรยี่ห้อไทยเน้นความหรูหราลักซ์ชัวรี่ไม่แพ้แบรนด์นอก และในความหรูระยิบระยับมีความอบอุ่นแฝงอยู่ด้วยเช่นกัน

“ดิฉันเน้นพนักงานเสมอค่ะ  ซึ่งพนักงานหลักใครเดินเข้ามาต้องมีโอกาสได้เจอมากกว่าไม่เจอเสมอ ก็คือดิฉันนี่ละค่ะ (บอกพลางหัวเราะชอบใจ) ดิฉันเน้นบริการให้คนเดินเข้าร้านเราที่บอกไว้คือต้องไม่รู้สึกว่าตัวเล็ก สิ่งที่แบรนด์จัสมินยึดถือจะต้องรู้สึกภาวะไร้แรงกดดัน เราใส่ใจตั้งแต่โทนสีของการตกแต่งร้านสีน้ำเงินอมเทานิดๆ ซึ่งเป็นโทนให้ความรู้สึกมั่นคงอบอุ่น สีนิ่งๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย

ดิฉันชอบพูดคุยทั้งลูกค้าขาประจำ หรือคนซื้อเพชรหน้าใหม่ก็พูดคุยกันได้สนุกค่ะ (ยิ้ม) เกี่ยวกับเพชร คนซื้อของราคาสูงย่อมต้องการของดีที่สุด แต่บางคนอาจไม่มีข้อมูลเรื่องอัญมณี ก็เปิดมินิคอร์สแนะนำกันเต็มที่กันได้เลย ร้านมี 2 สาขาค่ะ ที่ ดิ เอ็มโพเรียม อีกแห่งที่โรงแรมดุสิตธานีคุณพ่อบุกเบิกไว้เป็นร้านแรก คุณพ่อสนุกกับการทำงานค้าขายเพชร เป็นภาพในความทรงจำของดิฉันก็ว่าได้ค่ะ เพชรคือเครื่องประดับยอดนิยมมากๆ พ่อไปเปิดร้าน 8 โมงเช้ากว่าจะกลับถึงบ้านก็เที่ยงคืนไปแล้ว

ซึ่งทุกวันนี้คุณพ่อก็ประจำอยู่ที่ร้านดุสิตนะคะ พ่อรักในอาชีพนี้ ก็ส่งทอดความรักนี้มาสู่รุ่นลูก พี่ชายของดิฉันเริ่มเข้ามาต่อยอดกลุ่มคนที่เริ่มอิ่มกับเพชร หันมาสะสมพลอย เช่น ไพลิน มรกต ทับทิม แล้วสิ่งที่ท่านเน้นเสมอคือธุรกิจต้องทำให้ได้ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ครอบครัวเราเหมือนถูกกำหนดให้เดินมาทางสายอัญมณีแล้วนะคะ ก็มีญาติที่มีโรงงานเผาพลอย ก็ลงตัวกับการที่พี่ชายเริ่มทำธุรกิจค้าพลอยเพิ่มไลน์เข้ามาด้วยค่ะ การมีโรงงานทำให้เราควบคุมต้นทุนและราคาได้ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือทำให้เราไม่พลาด คุณพ่อส่งคัมภีร์ในเรื่องนี้ให้แก่รุ่นลูกๆ ค่ะว่าขายดีไม่ดีมีผลเสียน้อยกว่า ซื้อของมาขายผิด

ความจริงใจคือที่สุดของธุรกิจที่ไม่ได้ขายของแค่บาทสองบาท บางชิ้นขึ้นหลักหลายสิบล้านบาทเป็นมรดกส่งต่อรุ่นสู่รุ่น พ่อสร้างสมดีมาขนาดนี้ถ้ามาเสียรุ่นลูกก็เป็นเรื่องที่รุ่นเราคอนเซิร์น คุณภาพจึงเป็นสิ่งที่เราต้องใส่ใจตลอดเวลา

ดิฉันคลุกคลีอยู่กับเครื่องประดับทุกๆ ชิ้นในร้าน ก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้เลยค่ะ ถึงขายไม่ได้แต่เมื่อมองไปที่เครื่องประดับคุณภาพเยี่ยมงดงาม ก็มีความสุขแล้วนะคะ ไม่ใช่มองไปเจออะไรก็ไม่รู้นะที่อยากจะขายมันออกไปเร็วๆ ของแบบนี้สู้ไม่มีในร้านดีกว่าค่ะ ของในร้านทุกชิ้นต้องล้ำค่าในตัวเองค่ะ”

โสภาพรรณ บอกพลางรอยยิ้มสดใสกันเอง ดูสบาย กลายเป็นเสน่ห์ของร้านเพชรแบรนด์หรูหรา

เปล่งประกายบ่งบอกตัวตน

ใครชื่นชอบความเรียบง่ายไม่ไหวติงตามกระแสแฟชั่น ลองเริ่มต้นที่เพชรรูปทรงกลม-Round Brilliant Cut ความเรียบง่ายของเพชรทรงกลม นำมาสวมใส่ได้หลายโอกาส สื่อความเป็นสาวใจดีอารมณ์เย็นบุคลิกอ่อนหวาน นุ่มนวล อบอุ่น และมองโลกในแง่ดี โสภาพรรณ บอกเลือกเพชรรูปทรงนี้เลย แล้วแนะนำคล่องแคล่วแบบนี้แต่ก็เพิ่งเข้ามาสานต่อธุรกิจครอบครัวเมื่อ 2-3 ปีนี้เอง

หลังเรียนจบปริญญาตรีสะสมประสบการณ์เปิดโลกการทำงาน ฝ่ายการตลาดที่ห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง และอินเทิร์นในเอเยนซีระดับชาติ จากนั้นจึงตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการตลาด มหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐ ซึ่งเป็นช่วงที่ได้ไปฝึกงานกับร้านจิวเวลรี่ที่นั่น ซึ่งทำให้เกิดคำถามกับตัวเองในเรื่องการงาน

“ใช้เวลา 3 เดือนก่อนบินกลับ คือคำถามไม่รู้ว่าเราชินเห็นทุกวันกับจิวเวลรี่ หรือเรารักมันล่ะ? จุดเริ่มต้นฝึกงานที่ร้านเครื่องประดับเขาให้เราช่วยเรื่องงานออกแบบ ซึ่งไม่ใช่เพชรจ๋าแบบในเมืองไทย แต่เป็นอัญมณีผสมกับนิล ปะการัง พอได้ทำก็รู้สึกว่าเราก็ทำได้นี่ แต่เหตุผลที่สุดของชีวิตคือดิฉันเป็นคนบ้างานมาก งานคืออันดับหนึ่ง ครอบครัวจึงกลายเป็นเรื่องรองไปโดยปริยาย ขณะที่เราก็อายุมากขึ้นทุกวันและพ่อแม่ก็เช่นเดียวกันนะคะ แล้วถ้าเป็นแบบนี้จะกลายเป็นอนาคตที่เราเสียใจไหม? ถามตัวเองก็ได้คำตอบว่าเสียใจนะ เพราะฉะนั้นก็ควรกลับมาทำงานอยู่กับครอบครัว

กลับจากสหรัฐไม่นานค่ะ แค่ครึ่งปีก็ได้งานใหญ่คือได้ช็อปที่ ดิ เอ็มโพเรียม จำได้ว่าได้พื้นที่วันจันทร์ห้างต้องเปิดวันศุกร์ 3 วันค่ะ (หัวเราะ) ดิฉันต้องเสกเนรมิตร้านนี้ขึ้นมาให้ได้ ต้องจัดเครื่องประดับในสต๊อก 400 ชิ้นที่ต้องผ่านตาดิฉันจดจำให้ได้ทุกๆ ชิ้นเลยค่ะ โหดตรงนี้ (ว่าแล้วก็หัวเราะอีก) ใช้วิธีสเกตช์ลงสมุดไม่ใช้การถ่ายรูปด้วยนะคะ เพราะการถ่ายๆ ไปเรื่อยๆ จำไม่ได้แม่นเท่าการวาดมือหรอกค่ะ ทุกอย่างผ่านตาผ่านมือเรามากกว่า แล้วเป็นนิสัยการทำงานของเราด้วยค่ะ ชอบจดทุกอย่างลงสมุดมากกว่าบันทึกในโน้ตแพด ดิฉันเชื่อว่าระบบมือเร็วทันใจกว่า

ก้าวต่อไปก็คงไปพร้อมร้านนี้คือสร้างดีไซน์ที่เป็นยูนีค เอกลักษณ์ของเรา คือ “Everyday Shining ทุกคนเปล่งประกายได้ทุกวัน” ทุกคนมีค่าอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว และคงความคลาสสิกเอาไว้ด้วยค่ะ เพราะคือสิ่งที่ทำให้เพชรอยู่ได้ตลอดกาล”

ถ้าเพชรเปรียบเสมือนนางเอก นางเอกของแต่ละคนก็สวยไม่เหมือนกัน โสภาพรรณ บอกพร้อมไม่ลืมรอยยิ้มในฐานะเจ้าของร้านเพชรก็ขอเลือกเพชรรูปทรงสี่เหลี่ยมมรกต-Emerald Cut เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิงที่เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวเองค่อนข้างสูง เรียนรู้เร็ว คิดวิเคราะห์ไว เป็นนักคิด นักวางแผนตัวยง มีความกระตือรือร้นเปี่ยม

เพชรทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสื่อถึงความค่อนข้างทรงอิทธิพล ตรงไปตรงมา และซื่อสัตย์ มีศักยภาพสูง หัวแข็งโดยเฉพาะกับเรื่องของความคิด หรือสิ่งที่วางแผนไว้ก่อนแล้ว ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ตรงกับผู้บริหารหญิงคนนี้อย่างที่สุด

 

ฐาปกรณ์ สุจริตอภิรักษ์ ออกแบบเฟอร์นิเจอร์เพื่อชีวิตโฟลว์ๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 เมษายน 2560 เวลา 08:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/490605

ฐาปกรณ์ สุจริตอภิรักษ์ ออกแบบเฟอร์นิเจอร์เพื่อชีวิตโฟลว์ๆ

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

เมื่อนึกถึงการออกแบบแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะคิดถึงการออกแบบเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายไปในแนวทางแฟชั่นไปเลย หรือไม่ก็การออกแบบบ้าน แต่ถ้าเป็นเรื่องของการออกแบบเฟอร์นิเจอร์อาจจะนึกภาพไม่ค่อยออกเท่าใดนัก วันนี้เราได้ไปสัมภาษณ์ชายหนุ่มวัย 35 ปี ที่ทำงานทางด้านการออกแบบเฟอร์นิเจอร์มานานกว่า 10 ปี เป็นอาชีพที่เขาทำงานตามสายงานที่ได้ร่ำเรียนมา เป็นอาชีพเดียวที่เขาทำนับตั้งแต่จบการศึกษา

ฐาปกรณ์ สุจริตอภิรักษ์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์แบรนด์ โฟลเวิร์ก (Flowork) ของ บริษัท สยามสตีลอินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์เหล็กและเฟอร์นิเจอร์ไม้ชั้นนำของไทย เขาจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชาศิลปะอุตสาหกรรม ออกแบบผลิตภัณฑ์ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยจบเอกด้านการออกแบบเฟอร์นิเจอร์  ระหว่างเรียนมีการประกวดออกแบบ เขาได้รางวัลชมเชยจากการออกแบบเฟอร์นิเจอร์สนามทำจากหวาย ให้กับบริษัท ฮาวายไทย

เขาจะถนัดการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ โดยจะปรับให้เหมาะสมกับการผลิตแบบจำนวนมาก รวมไปถึงการวิเคราะห์และออกแบบเพื่อตอบสนองพฤติกรรมการใช้งานในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการออกแบบเพื่อรองรับพฤติกรรมในการใช้งานในการทำงาน และในสำนักงาน เฟอร์นิเจอร์เพื่อชีวิตโฟลว์ๆ ของคนออฟฟิศ

ด้วยความเข้าใจในความต้องการของคนรุ่นใหม่อย่างลึกซึ้ง เขาจึงพยายามจะออกแบบเฟอร์นิเจอร์เพื่อมุ่งตอบโจทย์เฟอร์นิเจอร์สำหรับออฟฟิศที่ลงตัวทั้งด้านดีไซน์และการใช้งาน

เขาบอกว่าโดยทั่วไปพนักงานใช้เวลาทำงานในออฟฟิศโดยเฉลี่ย 8-10 ชั่วโมง/วัน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก ดังนั้น เฟอร์นิเจอร์ที่เลือกใช้ในออฟฟิศจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้นำองค์กรรุ่นใหม่หันมาให้ความใส่ใจทั้งในเรื่องของคุณภาพและดีไซน์กันมากขึ้น จึงคิดค้นแบรนด์ที่จะเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้อย่างดีที่สุด มุ่งเน้นการผลิตเฟอร์นิเจอร์คุณภาพเยี่ยมสำหรับการใช้งานในออฟฟิศ จึงเป็น One Stop Service สำหรับมัณฑนากร ตอบทุกโจทย์ความต้องการของเฟอร์นิเจอร์สำหรับออฟฟิศได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ฐาปกรณ์ กล่าวว่า ในการดีไซน์เฟอร์นิเจอร์สำหรับออฟฟิศ นอกจากเรื่องของความสวยงามแล้ว ยังต้องคำนึงถึงขนาดพื้นที่และการใช้งานจริงด้วย เช่น โต๊ะทำงาน ต้องมีช่องสำหรับเดินสายไฟ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีพื้นที่ในการวางเอกสารและจัดเก็บอุปกรณ์ที่จำเป็น และเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งที่สำคัญมากก็คือเก้าอี้ พนักงานออฟฟิศใช้เวลาส่วนใหญ่ในการทำงานนั่งอยู่บนเก้าอี้ ดังนั้น เก้าอี้ที่ดีจะต้องออกแบบมาเพื่อท่านั่งที่ถูกต้อง ช่วยประคองหลัง ทำให้นั่งสบาย ลดการเป็นออฟฟิศซินโดรม

สำหรับโฟลเวิร์ก เฟอร์นิเจอร์สำหรับออฟฟิศที่ผ่านการดีไซน์และการผลิตด้วยความใส่ใจในทุกขั้นตอน นอกจากจะเสริมภาพลักษณ์ขององค์กร สะท้อนวิสัยทัศน์ของผู้บริหารแล้ว ยังส่งผลต่อความสุขของคนทำงาน และช่วยให้การดำเนินงานภายในองค์กรเป็นไปอย่างสะดวกราบรื่นอีกด้วย

ไอดอลที่เป็นแรงบันดาลใจของเขานั้น อันดับหนึ่งในดวงใจเลยก็คือ กษัตริย์นักพัฒนา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ของปวงชนชาวไทย ผู้ที่เป็นนักคิดและนักพัฒนาอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย “พระองค์ท่านมีบทบาทในชีวิตผมมากๆ ในตอนมัธยมปลายผมได้ศึกษาเรื่องกังหันน้ำชัยพัฒนาอย่างจริงจัง เลยกลายเป็นแรงบันดาลใจเลยว่าอยากเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์ อยากออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มาช่วยอำนวยความสะดวกและช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ใช้งาน” เขากล่าวอย่างภูมิใจ

เมื่อเข้ามาเรียนแล้วก็ได้เจอไอดอลอันดับที่สอง อาจารย์ต่อวงศ์ ปุ้ยพันธวงศ์ จากการที่เขาได้เรียนวิชาความรู้จากอาจารย์ และได้อาจารย์คอยให้คำแนะนำในเรื่องของหลักการทำงาน วิธีการทำงานออกแบบ ให้คำปรึกษาทั้งในเรื่องของการออกแบบและเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ชีวิตในฐานะนักออกแบบ

ในการทำงาน เขายึดหลักการทำงาน 23 ข้อ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้เป็นแนวทางในการทำงานเป็นหลัก พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีในการทำงาน ทรงมีมุมมองที่กว้างไกลทั้งในเชิงลึกและเชิงกว้าง

“ผมเป็นคนชอบมีทีมงานเป็นคนที่เก่งๆ เก่งกว่าได้ยิ่งดีเลย เราทำงานกันเป็นทีม เรียนรู้กันและกัน ยิ่งทำงานกับคนเก่ง เราก็จะเก่งขึ้นเรื่อยๆ และหลักการบริหารงานของผม คำว่าทีมสำคัญที่สุด ทุกคนต้องสามารถรู้เรื่องงานของแต่ละคนได้ เน้นให้มีการแชร์การทำงานกันเสมอ

ที่สำคัญคือหลักการ Work Life balance ที่ใช้โดยตลอดครับ โดยในทีมจะเน้นการทำงานแบบรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองให้เสร็จ ไม่อนุญาตให้อยู่ทำงานหลังเลิกงานครับ อันนี้ห้ามโดยเด็ดขาด เพราะต้องการให้เอาเวลาที่เหลือไปใช้ให้เกิดประโยชน์อื่นๆ เช่น เรียนรู้ พักผ่อน อยู่กับครอบครัว”

การทำงานต้องเป็นระบบ ที่เริ่มจากการศึกษาหาข้อมูลจากวงกว้างก่อน เพื่อให้เขามีข้อมูลโดยรวม จากนั้นค่อยทำการวิเคราะห์แก้ปัญหาจากจุดเล็กๆ ทีละจุดๆ โดยที่เขาต้องพยายามมองผลกระทบให้ครอบคลุมกับทุกข้อมูลที่มีมาทั้งหมดด้วย

เนื่องจากเขาต้องคอยตรวจเช็กก่อนว่าการออกแบบนั้นเหมาะสมกับกระบวนการผลิตภายในโรงงานหรือไม่ แต่ก็ไม่ได้ตีกรอบจำกัดอยู่แค่ความสามารถในการผลิตของโรงงานอย่างเดียว หากมีชิ้นส่วนในการออกแบบที่จำเป็นต้องมี แล้วเขาวิเคราะห์ถึงความคุ้มค่าแล้ว ก็จะหาผู้ผลิตที่สามารถทำได้มาผลิตให้ เพราะเขาคำนึงถึงการออกแบบสินค้าที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดเป็นหลัก

เรื่องการออกแบบนั้นมีตันหรือไม่นั้น เขาตอบว่ามีบ้างเหมือนกัน ส่วนมากจะเป็นขั้นตอนที่ทำการผลิตตัวอย่าง ที่ผลิตออกมาแล้วไม่ได้ตามที่ได้วิเคราะห์และออกแบบไว้ อาจจะเนื่องจากเทคโนโลยีในการผลิต หรือจากการทดลองใช้งาน ทำให้บางทีแทบจะไปต่อไม่ถูกเลย เพราะว่าเป็นแบบที่มีการกลั่นกรองแล้วพอสมควร พอทำไม่ได้เลยเหมือนแทบจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ส่วนตอนออกแบบจะเป็นตอนที่สรุปโจทย์ไม่ลงตัว ส่วนมากจะมาจากข้อมูลความต้องการที่เรามีนั้นมากเกินไป ทำให้ต้องคิดการออกแบบที่ตอบสนองหลายอย่างเกินไป เลยทำให้โจทย์กว้างมาก ทำไปเรื่อยๆ ก็จะเจอแต่ปัญหาให้แก้ไขที่เพิ่มเข้ามา ส่วนมากเลยต้องวนกลับมาตั้งโจทย์ใหม่อีกครั้ง และพยายามลดทอนให้เหลือเฉพาะสิ่งที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น

โชคดีว่าอยู่บริษัทแบบนี้แม้มีกรอบในการออกแบบ แต่ก็อิสระในการคิดพอสมควร เพราะที่บริษัทนี้ให้อิสระในการคิดกับเขามาก โดยทางทีมขายและการตลาดจะใส่ใจกับเรื่องที่ว่า งานที่ออกแบบมานั้นตอบโจทย์ความต้องการและข้อมูลที่ให้ไปได้แค่ไหน และมีจุดเด่นที่อะไร และให้ความสำคัญกับการทดลองใช้งานจริงมากกว่าที่จะมาจำกัดการออกแบบด้วยงบประมาณหรือต้นทุน เนื่องจากเขาดูแลครอบคลุมในส่วนของต้นทุนอยู่แล้วในขั้นตอนการออกแบบ ซึ่งทางบริษัทก็เชื่อใจและมั่นใจในประสบการณ์ทำงานของเขาพอสมควร เลยทำให้เขาสามารถทำงานออกแบบที่มีประสิทธิภาพที่ดีออกมาได้จริง ไม่ใช่ฝันอยู่แค่บนกระดาษออกแบบเท่านั้น

สำหรับการออกแบบที่ดีในความคิดเขานั้นคือเป็นการออกแบบที่คำนึงถึงภาพโดยรวมให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต้องตอบโจทย์ให้ได้ครอบคลุม และคิดถึงสภาพแวดล้อมรอบตัวของชิ้นงานที่เขาจะออกแบบ เพื่อให้สามารถเข้ากันได้อย่างลงตัว ทั้งในตอนที่มีการใช้งาน และไม่ได้มีการใช้งาน โดยเขามีคติประจำใจว่า สินค้าที่คุณออกแบบ ไม่ได้อยู่เพียงชิ้นเดียวในห้องเปล่าๆ ดังนั้นหากเขาจะเป็นนักออกแบบที่ดีเขาต้องไม่คิดถึงแค่งานออกแบบของเขาอย่างเดียว และถ้ายิ่งคิดถึงการลดภาระให้กับสภาพแวดล้อมได้ก็จะดีมากขึ้น

ซิกเนเจอร์ที่เป็นการออกแบบที่บ่งบอกถึงตัวเขาเอง อยู่ที่รายละเอียดข้างใน ภายนอกส่วนมากจะดูเรียบง่าย แต่ภายในจะประกอบไปด้วยหลายๆ ชิ้นงาน ที่มีการออกแบบมาให้รองรับกันและกัน ส่วนมากงานออกแบบจะออกแบบมาในแนวทางรองรับพฤติกรรมการใช้งานให้ได้หลายๆ รูปแบบ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบไปมาได้ในตัว และรูปแบบที่สามารถเข้ากับสภาพแวดล้อมได้กลมกลืนกัน

เขาบอกว่าเมื่อเจอปัญหาอุปสรรค เขาพยายามที่จะให้พลังใจตัวเอง ด้วยการพยายามมองบวกเข้าไว้ ส่วนมากก็จะคิดว่าเขาคงสื่อสาร ทำให้คนอื่นไม่เข้าใจเพียงพอ และยังพยายามไม่มากพอ ยังเก่งไม่มากพอ เลยทำให้ยังเจอกับอุปสรรคอยู่ แต่ถ้าเจออุปสรรคที่ไม่สามารถแก้ไขเลย ก็จะยอมถอยหลังมาหนึ่งก้าว เพื่อมองภาพรวมก่อน ค่อยก้าวเข้าไปใหม่ เขาคิดว่าถ้าพยายามมองบวกเข้าไว้ ใจเย็น และคิดให้รอบคอบอย่างมีสติ อุปสรรคถูกแก้ไข หรือทุเลาลงได้

 

หนึ่งโอกาส หนึ่งการพานพบ ดร.ณัชร สยามวาลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 เมษายน 2560 เวลา 12:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/489945

หนึ่งโอกาส หนึ่งการพานพบ ดร.ณัชร สยามวาลา

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

เวทีเป็ดเปลี่ยนโลกได้คัดเลือกเป็ด 14 คน ขึ้นไปพูดเรื่องที่ตัวเองถนัด ว่าด้วยสิ่งที่ทำจะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้อย่างไร หนึ่งในนั้นคือ ดร.ณัชร สยามวาลา ผู้ที่ถูกจั่วหัวว่า นักเขียน นักดาบ ผู้ค้นพบว่าสุดยอดการต่อสู้คือ การต่อสู้ภายใน

เขาเริ่มศึกษาเรื่องการเจริญสติตั้งแต่ปี 2545 ปัจจุบันเป็นนักเขียนและวิทยากรหัวข้อ “สติกับการพัฒนาภาวะผู้นำและทรัพยากรบุคคล” หรืออย่างเวทีเป็ดเปลี่ยนโลกนับเป็นเวทีทอล์กโชว์ครั้งแรก ซึ่งเขาได้ยกเรื่องการสื่อสารภายในขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญ

“การสื่อสารภายใน หมายถึง การตั้งความฝัน พูดกับตัวเอง ความคิด และการเจริญสติสมาธิ เพราะการที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนโลกจะต้องเริ่มจากการสื่อสารภายในอย่างใดอย่างหนึ่งก่อน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการสื่อสารสามารถเปลี่ยนโลกได้จริง ดังนั้นทุกคนต้องเริ่มจากการตั้งความฝันว่าจะทำอะไร”

การเจริญสติเบื้องต้นจะทำให้ตนรู้ทันใจตัวเองมากขึ้น เป็นทุกข์น้อยลง มีความสุขมากขึ้น แต่จะได้ผลดีที่สุดหากฝึกเป็นเวลานาน จะช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น มีสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ถึงระดับโครโมโซม และจะทำให้ค้นพบศักยภาพภายในที่ตนยังไม่รู้ว่ามี

การเจริญสติทำให้เขามีพลังให้สามารถอ่านหนังสือ 365 เล่ม ใน 365 วัน และทำให้กล้าทำความดี เช่น กล้าเปิดเพจเฟซบุ๊ก (ดร.ณัชร สยามวาลา Nash Siamwalla, PhD) ซึ่งต้องทนต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ กล้าพูดให้กำลังใจทหารหนุ่มที่บาดเจ็บ และกล้าที่จะถวายหนังสือเขียนแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9

“การทำสติยังทำให้เรารอดตาย” เขากล่าวต่อ “หลังจากเข้ารับการผ่าตัดและมีโอกาสที่จะไม่รอดชีวิตเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว แต่ช่วงวินาทีนั้นระหว่างความเป็นและความตาย สติที่ฝึกมาแล้วในระดับชาวบ้านธรรมดามันเข้ามาช่วยเราในช่วงรอยต่อที่กำลังจะตายได้อย่างดีเลย

ถ้าถามว่าหากตายตอนนั้นจะไปดีไหม ไปดีแน่นอนเพราะจิตสงบนิ่งเหมือนทะเลยามเช้าแม้ว่าร่างกายจะเจ็บปวดก็ตาม เหมือนกับว่ามีธรรมะมาสอนตอนที่กำลังจะตาย และเกิดความรู้ความเข้าใจในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ทำให้เห็นอริยสัจสี่ สองข้อคือทุกข์และสมุทัย และทำให้มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า ที่เจ้าชายสิทธัตถะบรรลุธรรมเป็นเรื่องจริงและพิสูจน์ได้จริง เพราะกระบวนการนั้นเป็นไปได้จริงๆ คนเรามักมองพระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธรูป แต่แท้จริงแล้วพระองค์เป็นคนธรรมดาที่สามารถตรัสรู้และบรรลุธรรม ดังนั้นทุกคนจึงสามารถเป็นเช่นนั้นได้หากได้รับการฝึกเจริญสติ”

เป้าหมายในชีวิตของเขาคือ การเผยแพร่การเจริญสติให้คนเข้าใจ จับต้องได้ เข้าถึงง่าย และให้คนรับรู้ว่าเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิต ซึ่งหลายคนมองว่า ดร.ณัชรเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ แต่เบื้องหลังพลังมหาศาลเหล่านั้นเป็นเรื่องของสติล้วนๆ

การเจริญสติไม่ใช่เป็นการนั่งสมาธิเพียงอย่างเดียว แต่สามารถฝึกสติได้ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน กล่าวคือ รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร รู้การเคลื่อนไหวของกาย ไวต่อการเปลี่ยนแปลง และรู้เท่าทันกาย รู้เท่าทันใจในปัจจุบันขณะ และเมื่อกำลังสติและสมาธิสมส่วนเมื่อไหร่ ปัญญาทางโลกและปัญญาทางธรรมจะผุดขึ้นมาเอง

“เวลาเข้าไปร้านหนังสือจะเห็นเรื่องฮาวทูเยอะมาก ทั้งการพัฒนาตัวเอง ทำอย่างไรให้มีความสุข ทำอย่างไรให้ร่ำรวย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนต้องการพัฒนาตัวเอง คนต้องการความสุขในชีวิต แล้วอะไรล่ะคือความสุข ความสำเร็จ เราจึงนำเรื่องสติและเรื่องทางธรรมะมาตอบ”

ยกตัวอย่างหนังสือเรื่อง ออกกำลังใจ เกี่ยวกับวิธีการหาความสุขง่ายๆ ในชีวิตประจำวันในมุมมองของการฝึกสติที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้ทันที และเรื่อง สำเร็จทางโลกเพราะสุขทางธรรม เกี่ยวกับธรรมวิทยาศาสตร์ หลังจากได้เรียนทางไกลด้านศาสตร์แห่งสุข (The Science of Happiness) กับมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ เพราะการทำทาน การให้ เป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย สุขภาพ สมอง และความอยู่เย็นเป็นสุข ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ในระดับชีววิทยา

เมื่อย้อนกลับไปในประวัติการศึกษา ดร.ณัชร เป็นแค่เด็กนิเทศศาสตร์คนหนึ่ง ที่รู้ว่าชอบอะไรเกี่ยวกับนิเทศศาสตร์ ขณะเดียวกันก็จะชอบรู้เรื่องนอกคณะ เริ่มจากการเป็นเด็กศิลป์-ภาษาที่มีความฝันอยากเขียนข่าวหนังสือพิมพ์ แต่คณะนิเทศศาสตร์ในสมัยนั้นเปิดรับทักษะของเด็กสายวิทย์-คณิต เขาจึงตัดสินใจลงติวคณิตศาสตร์ 2 เดือนก่อนสอบ และเลือกคณะนิเทศศาสตร์เป็นอันดับ 1 ปรากฏว่าสามารถเข้าคณะที่ตั้งใจได้เป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยในสายศิลป์-คำนวณ

“ที่มาของการเป็นเด็กนิเทศเป็นเรื่องสนุก เพราะไปด้วยความบ้าบิ่น ไปด้วยใจล้วนๆ และความฝันที่อยากเขียนลงหนังสือพิมพ์ก็เป็นจริงตั้งแต่ปี 1 ได้ลองเขียนประสบการณ์รับน้องเป็นภาษาอังกฤษส่งไปที่เครือบางกอกโพสต์ และได้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกเวิลด์ ดังนั้นถ้าเด็กอยากเป็นอะไร ผู้ใหญ่ควรให้การสนับสนุน เพราะถ้าเขารักที่จะทำอะไรและได้ไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ใช่จะช่วยกล่อมเกลาให้เขากล้า”

เมื่อเข้าสู่การศึกษาปริญญาโท เขาตัดสินใจไปสหรัฐ เพื่อศึกษาต่อด้านนิติศาสตร์และการทูต โรงเรียนกฎหมายฮาร์วาร์ด และนับเป็นอีกครั้งที่เขาพิสูจน์ได้ว่า หากมีความฝัน มีแรงบันดาลใจอันแรงกล้า และตั้งใจทำอย่างจริงจัง สิ่งที่เรียกว่าปาฏิหาริย์ก็จะเกิดขึ้นกับคนคนนั้น

นอกจากนี้ เขาได้กล่าวถึงจุดเริ่มต้นครั้งใหม่หลังจากทำงานไปได้ราว 10 ปี ว่า เริ่มสงสัยใคร่รู้ในเรื่องของการปฏิบัติธรรมจากการได้เห็นคนรอบข้างทำให้ดู

“ได้ลองไปปฏิบัติธรรมครั้งแรกที่บ้านไรวา ตอนนั้นรู้สึกเลยว่าเราได้เจอวิชาที่สุดยอดมาก เราเรียนมาหลายสาขาแต่ไม่มีสาขาไหนที่น่าตื่นเต้นเท่าสาขานี้ เพราะการปฏิบัติธรรมคือวิชาการใช้ชีวิต จะทำยังไงถึงจะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข มีความทุกข์น้อยลง

จำได้ว่าเมื่อกลับจากคอร์สปฏิบัติแล้วมาอยู่ในสิ่งแวดล้อม แต่ตัวเรากลับมีความสุขมากขึ้น และนอกจากจะมีความสุขแล้วยังโกรธด้วยว่า ทำไมประเทศไทยไม่ทำให้วิชานี้เป็นสิทธิพื้นฐานของคนทั้งประเทศ เพื่อคนไทยจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข”

การปฏิบัติธรรมคือ การลงมือทำอย่างพระพุทธเจ้าตั้งแต่ตื่นจนนอน แต่เป็นวิชาที่ยากและจำเป็นต้องมีอาจารย์ดี เขาค้นพบอาจารย์เหล่านั้นที่มูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่ ที่ได้กลับไปปฏิบัติธรรมบ่อยครั้ง เหมือนคนทั่วไปที่ติดใจในรสชาติของอาหารแล้วอยากกลับไปกินที่ร้านเดิมบ่อยๆ นอกจากนี้ ดร.ณัชรยังมีความประสงค์เผยแพร่วิชานี้ไปสู่คนทั่วไปในฐานะนักนิเทศศาสตร์

“อยากทำโฆษณาให้การวิปัสสนา โดยพระพุทธเจ้าไม่ต้องจ้าง แต่เราเป็นคนธรรมดา ไม่ใช่หลวงปู่หลวงตาที่คนรู้จักแล้วใครจะเชื่อ จึงเป็นที่มาให้อยากไปเรียนปริญญาเอกต่อในสาขาวิปัสสนา เพื่อพิสูจน์ว่าการวิปัสสนานั้นดีอย่างไร มีความเป็นสากล ข้ามกาลเวลา ข้ามทวีป และทุกคนสามารถใช้ได้อย่างไร”

ก่อนไป ดร.ณัชรคิดที่จะทำวิทยานิพนธ์หัวข้อ “การวิปัสสนากับเซน” เพราะเซนคือวัฒนธรรมที่อยู่ในชีวิตจิตใจของคนญี่ปุ่น เรียกได้ว่าการเจริญสติหรือการวิปัสสนาในชีวิตประจำวัน คือสิ่งที่อยู่ในทุกศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่น ประกอบกับได้รู้จักการทำสมาธิแบบเคลื่อนไหวแบบเซน และการฝึกดาบซามูไรโดยบังเอิญ เขาจึงได้เรียนรู้และฝึกฝนการฟันดาบภายใต้การเจริญสติ

จากนั้นได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่น และทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “บทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำในซามูไรโบราณของญี่ปุ่น”

เขายังได้เพียรฝึกฝนการฟันดาบอย่างจริงจัง จนได้เป็นนักกีฬาทีมชาติไทยลงแข่งชิงแชมป์โลก และได้กลับมาเขียนหนังสือเรื่อง วิถีดาบ วิถีเซน อย่างที่ตั้งใจตั้งแต่แรกเริ่ม

“การวิปัสสนาจะช่วยขัดเกลาและกล่อมเกลาเราไปให้เรากลายเป็นผู้ให้มากขึ้น อยากช่วยเหลือคนมากขึ้น และในที่สุดสิ่งที่อยากทำทุกอย่างก็ได้ทำ ได้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย จบปริญญาเอกด้านสังคมวิทยา ได้เขียนหนังสือ ซึ่งเราเห็นว่าเป็นเรื่องของการมีศีลและการฝึกเจริญสติ ถ้ามีสองสิ่งนี้ไม่ว่าจะยากแค่ไหนก็จะสำเร็จ”

ปัจจุบัน ดร.ณัชรใช้ชีวิตเต็มที่มาตลอด 50 ปี โดยไม่มีวันไหนที่เขาไม่นึกถึงความตาย เพราะเมื่อตนไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไร คำพูดที่ใช้กับคนที่รัก หรือการกระทำที่มีต่อเขาจะอ่อนโยนและจริงใจอย่างเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง

“คำขวัญประจำใจของตัวเองเป็นสุภาษิตของเซนประโยคหนึ่งคือ อิจิโกะ อิจิเอะ หมายความว่า หนึ่งโอกาส หนึ่งการพานพบ มันเป็นประโยคอันทรงพลังที่ทำให้รู้ว่า เราต้องทำให้การพบกันทุกครั้งกับทุกคนกับทุกกิจกรรมเป็นครั้งที่ดีที่สุด เพราะทุกครั้งคือครั้งเดียวเสมอ และโอกาสที่จะเป็นเช่นนั้นอีกอาจไม่มีอีกแล้ว” เขากล่าวทิ้งท้าย

ฉะนั้น หนึ่งโอกาส หนึ่งการพานพบ ไม่ว่าจะทำอะไร จงทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพราะนั่นอาจเป็นโอกาสเดียวที่จะได้ทำ และนั่นเป็นครั้งเดียว ณ ขณะนั้นก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลง

 

โอลิวิเยร์ โอเดอมาร์ ผู้ส่งต่อศิลปะแห่งเรือนเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2560 เวลา 10:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/489373

โอลิวิเยร์ โอเดอมาร์ ผู้ส่งต่อศิลปะแห่งเรือนเวลา

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

เพราะเชื่อว่าเรือนเวลาไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือบอกเวลา แต่แฝงไปด้วยแรงบันดาลใจ ความประณีตในการสร้างสรรค์ไม่ต่างกับงานศิลปะ จึงไม่แปลกที่โอเดอมาร์ส ปิเกต์ (Audemars Piguet) ผู้นำแห่งโลกของเครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จะร่วมเป็นผู้สนับสนุนรองอย่างเป็นทางการในงานอาร์ต บาเซิล ตั้งแต่ปี 2013 และยังร่วมกับศิลปินชื่อดังเพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะที่น่าประทับใจมาโชว์ ณ เลานจ์ของแบรนด์ในงาน “อาร์ต บาเซิล 2017” ซึ่งจัดขึ้น ณ คอลเลกเตอร์ เลานจ์ คอนเวนชั่น แอนด์ เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ ประเทศฮ่องกงอีกด้วย

เลานจ์ของโอเดอมาร์ส ปิเกต์ในปีนี้ โดดเด่นตั้งแต่แรกเห็นด้วยผลงานประติมากรรมต้นไม้ “Second Nature” โดยเซบาส เตียน เออร์ราซูริส โดยผลงานชิ้นนี้จะจัดแสดงเป็นซีรี่ส์ให้เห็นพัฒนาการการเติบโตในแต่ละยุคของต้นไม้ โดยจะหมุนเวียนไปโชว์ในงานอาร์ต บาเซิลทั้ง 3 เมือง ได้แก่ ฮ่องกง บาเซิล และไมอามี เปรียบเหมือนจิตวิญญาณของโอเดอมาร์ส ปิเกต์ที่ถ่ายทอดเป็นมรดกจากเจเนอเรชั่นสู่เจเนอเรชั่น ไม่ต่างกับต้นไม้ใหญ่ที่หยั่งรากลึกภายใต้ผืนดินพร้อมขยายกิ่งก้านสาขาและผลิใบ

ถัดจากประติมากรรมต้นไม้ แขกผู้มีเกียรติจะได้ตื่นตาตื่นใจกับการจัดแสดงเรือนเวลารุ่นประวัติศาสตร์และรุ่นพิเศษต่างๆ ก่อนจะได้ชื่นชมผลงานวิดีโอ “Circadian Rhythm” โดยเฉิง ราน ศิลปินดาวรุ่งจากจีน วิดีโออินสตอลเลชั่นชิ้นนี้จะพาผู้ชมท่องผ่านโลกแห่งภูมิทัศน์อันน่าอัศจรรย์ของ “วัลเลย์ เดอ ฌูซ์” ก่อนดำดิ่งเข้าสู่แต่ละองค์ประกอบของเรือนเวลาอันทรงคุณค่า

ในงานนี้ โอลิวิเยร์ โอเดอมาร์ รองประธานบอร์ดแห่งโอเดอมาร์ส ปิเกต์ ไม่เพียงเดินทางมาร่วมงานด้วยตัวเอง แต่ยังให้สัมภาษณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อพาไปรู้จักกับแบรนด์นาฬิกาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 141 ปี โดยโอลิวิเยร์ ร่วมพาย้อนวันวานไปสู่วัยเด็กอย่างน่าสนใจว่า ในวัยเด็ก เขาเคยสงสัยว่า ทำไมคุณปู่ (พอล เอ็ดเวิร์ด ปิเกต์) ถึงทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับจักรกลเล็กๆ เหล่านี้ กระทั่งวันหนึ่ง คุณปู่ได้ไขปริศนาที่ซ่อนอยู่ภายใต้จักรกลเล็กๆ จนจุดประกายให้เขาเริ่มหลงใหลในโลกของเรือนเวลาแบบไม่รู้ตัว

“ผมจำได้ว่า วันหนึ่งคุณปู่กลับมาพร้อมชิ้นส่วนของนาฬิกา ท่านค่อยๆ อธิบายให้ผมฟังถึงการทำงานของพวกมัน แถมยังประกอบชิ้นส่วนเหล่านั้นให้ผมดู ว่ามันทำให้นาฬิกาสามารถบอกเวลาได้อย่างไร เท่านั้นยังไม่พอ ท่านยังพาผมไปที่โรงงานไปนั่งอยู่ข้างๆ ช่างทำนาฬิกา เพื่อดูการทำงานแบบใกล้ชิด ทำให้ผมเริ่มอินกับโลกของการทำนาฬิกามาตั้งแต่ตอนนั้น”

ความประทับใจนี้ ถูกบันทึกไว้ในเสี้ยวความทรงจำของโอลิวิเยร์เสมอมา หลังจากเรียนจบด้าน Materials Physics เขาเปิดบริษัทของตัวเองเพื่อทำงานเกี่ยวกับการทดลองและวิจัยนานถึง 10 ปี ก่อนจะเข้ามาช่วยสานต่อธุรกิจของครอบครัว เขาเริ่มต้นจากการทำงานในฝ่ายปฏิบัติการก่อนเป็นเวลา 8 ปี ถึงก้าวขึ้นมาร่วมเป็นบอร์ดของบริษัท

“การเข้ามาทำงานที่นี่ทำให้ผมได้เรียนรู้มากมาย ความท้าทายของผมในเวลานั้นคือ จะนำความรู้ในสายงานเดิมที่อิงกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ มาเปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินธุรกิจของครอบครัว ซึ่งยังคงรูปแบบดั้งเดิมได้อย่างไร ตอนนั้นผมได้แต่ตั้งคำถามในใจ จนเมื่อทำงานไปสักพัก ผมถึงได้รู้ว่า ผมไม่มีทางเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะหัวใจในการผลิตของเรา คือ การใช้ทักษะแรงงานคนในการสร้างสรรค์เรือนเวลา เราไม่ได้เป็นผู้ผลิตนาฬิกาให้บอกเวลาได้เท่านั้น แต่เรากำลังสร้างสรรค์ชิ้นงานด้วยความประณีตและสวยงามที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

ถามถึงความกดดันในฐานะผู้สืบทอดตำนานของแบรนด์นาฬิการะดับตำนานจากวัลเลย์ เดอ ฌูซ์ โอลิวิเยร์ ตอบอย่างน่าสนใจว่า ถึงจะเป็นธุรกิจครอบครัว แต่เขาไม่ได้มองว่า โอเดอมาร์ส ปิเกต์ เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันคือสิ่งที่สะท้อนถึงแหล่งกำเนิดของศาสตร์นาฬิกาชั้นสูง อย่างวัลเลย์ เดอ ฌูซ์

“หน้าที่ของผม คือ รักษาแบรนด์โอเดอมาร์ส ปิเกต์ที่มีเอกลักษณ์ คือ การสร้างสรรค์เรือนเวลาด้วยฝีมือ ในฐานะแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์สืบทอดกันมายาวนานให้คงอยู่ในวัลเลย์แห่งนี้ต่อไป พร้อมส่งต่อความภาคภูมิใจจากรุ่นสู่รุ่นเหมือนที่บรรพบุรุษได้ส่งต่อมาให้ผม กว่าจะมาถึงวันนี้ บรรพบุรุษของเราต้องทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจมหาศาล ผมจำได้ว่าคุณปู่เคยเล่าให้ฟังว่า ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เราเหลือช่างทำนาฬิกาอยู่เพียง 3 คน ผลิตนาฬิกาได้แค่ 1 เรือนต่อปี แต่บรรพบุรุษของเราก็สามารถนำพาแบรนด์ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้นมาได้ เพราะฉะนั้นตัวผมเองในฐานะฟันเฟืองที่ทำงานร่วมกับฟันเฟืองอื่นๆอีกนับร้อย ก็ต้องทำให้เต็มที่เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดให้กับแบรนด์ของเรา”

อย่างไรก็ตาม โอลิวิเยร์ยังย้ำถึงอีกหนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้โอเดอมาร์ส ปิเกต์ ยังคงโลดแล่นในฐานะแบรนด์นาฬิกาชั้นสูงได้อย่างสง่างาม คือ โอเดอมาร์ส ปิเกต์ เป็นเพียงไม่กี่แบรนด์เรือนเวลาที่ยังคงสามารถดำเนินธุรกิจภายใต้ครอบครัวผู้ก่อตั้งมาจวบจนปัจจุบัน

“เหตุผลที่ยังเป็นเช่นนั้น เพราะพวกเราในฐานะผู้สืบทอดยังคงมุ่งมั่นที่จะสานต่อความเชื่อในอิสรภาพ การเป็นตัวของตัวเอง เพื่อสานต่อศิลปะชั้นสูงที่ได้รับการส่งต่อจากบรรพบุรุษอย่างแท้จริง สิ่งที่เราทำในวันนี้จะต้องดีกว่าเมื่อวาน และเรียนรู้ที่จะนำทุกบทเรียนมาพัฒนา เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่าภายใต้หัวใจหลัก นั่นคือ ความสง่างาม ความแม่นยำเที่ยงตรง และประสิทธิภาพอันเป็นเลิศ”

มาถึงคำถามสุดท้ายซึ่งเป็นที่มาที่ทำให้เราได้มาร่วมพูดคุยในวันนี้ นั่นคือ ในฐานะผู้ผลิตเรือนเวลา โอลิวิเยร์มองว่าเรือนเวลานั้นมีความสัมพันธ์กับงานศิลปะในแง่มุมใด

“ผมมีความเชื่อว่าศิลปิน หรือคนที่ทำงานเกี่ยวเนื่องกับศิลปะล้วนมีความเชื่อและแรงบันดาลใจมาจากรากฐานคล้ายๆ กัน หลายครั้งที่ศิลปะเป็นบ่อเกิดของแรงบันดาลในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ให้กับโอเดอมาร์ส ปิเกต์ หรือต่อยอดไปสู่ชิ้นงานที่เป็นเอกลักษณ์ เพราะฉะนั้นผมมองว่า เรือนเวลาก็เหมือนกับงานศิลปะชิ้นหนึ่ง เป็นมากกว่าเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้ในการบอกเวลา แต่สามารถกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกที่แตกต่างให้กับผู้พบเห็นได้ไม่ต่างกัน” โอลิวิเยร์กล่าวทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

 

ริค ดินเจน เชฟดาวรุ่งแห่งซาเวลเบิร์ก กรุงเทพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 เมษายน 2560 เวลา 10:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/488932

ริค ดินเจน เชฟดาวรุ่งแห่งซาเวลเบิร์ก กรุงเทพฯ

โดย…แมงโก้หวาน ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เชฟเฮงค์ ซาเวลเบิร์ก เจ้าของห้องอาหารฝรั่งเศสสไตล์โมเดิร์น “ซาเวลเบิร์ก” ซึ่งตั้งอยู่บนถนนวิทยุ ได้ประกาศแต่งตั้ง ริค ดินเจน เชฟหนุ่มไฟแรงบุคลิกดี วัย 25 ปี ชาวเนเธอร์แลนด์ เป็น Chef de Cuisine คนใหม่ประจำห้องอาหารซาเวลเบิร์ก

แม้ว่าเพิ่งเริ่มงานกับซาเวลเบิร์กเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา แต่ก็มีลูกค้าหลายรายเริ่มหลงใหลในรสชาติอาหารฝีมือของเขาเข้าแล้ว ยิ่งเป็นเชฟหน้าตาดีและอัธยาศัยดี เชื่อว่าเชฟริคจะเป็นที่รู้จักและครองใจลูกค้าของซาเวลเบิร์กอย่างแน่นอน

สำหรับเส้นทางเชฟของริคนั้นหลังจบจากวิทยาลัย De Rooi Pannen ในปี 2012 ก็พยายามพัฒนาฝีมือด้านการทำอาหารของเขาอย่างรวดเร็ว หลังฝึกงานในห้องอาหารหลายแห่งในประเทศเนเธอร์แลนด์ ก็ได้เริ่มงานแรกเป็น Chef de Partie ของสองห้องอาหาร ต่อมาได้ขึ้นเป็น Sous Chef ในห้องอาหารชั้นนำของเนเธอร์แลนด์

ริค กล่าวว่า การได้ทำงานที่ซาเวลเบิร์กภายใต้การดูแลของเชฟเฮงค์ผู้มีประสบการณ์การทำอาหารมายาวนาน ทั้งเป็นเจ้าของและหุ้นส่วนของห้องอาหารชั้นนำในต่างประเทศ และยังเป็นเชฟคนเดียวในเนเธอร์แลนด์ที่ได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ถึง 4 ร้านอีกด้วย ถือเป็นโอกาสที่ดีของสำหรับเขา

“เฮงค์มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในเนเธอร์แลนด์มาก การได้มาทำงานที่ซาเวลเบิร์กจึงเป็นโอกาสดีของผมที่จะได้เรียนรู้จากเขาให้มากที่สุด ซึ่งผมตั้งใจตลอดมาว่าวันหนึ่งจะต้องเป็นเชฟมืออาชีพตามความฝันของตัวเองตั้งแต่เด็ก ผมไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าการทำงานในครัวใกล้ชิดกับเชฟมากประสบการณ์เช่นเขา”

ริค กล่าวต่อว่า ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เชฟแต่ละคนที่เขาได้ทำงานด้วยต่างก็ได้สอนในสิ่งใหม่ๆ ให้อยู่ตลอดเวลา แต่ท้ายที่สุดแล้ว เขาเองคือคนที่สามารถเลือกและกำหนดสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองได้

“เวลาทำงานผมตั้งใจทำให้ดีที่สุดเสมอ ผมเริ่มจากทำงานในร้านขายแซนด์วิชในเนเธอร์แลนด์ จากนั้นก็ไต่เต้าไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ได้ทำในห้องอาหารระดับมิชลินสตาร์ 2 ดาว และยังเป็นห้องอาหารที่ได้รับรางวัลห้องอาหารที่ดีที่สุดในเนเธอร์แลนด์ ผมกำลังพยายามที่จะไปอยู่จุดนั้นบ้าง”

คุณลักษณะอย่างหนึ่งที่มีอยู่ในตัวของริค คือ เป็นคนมีความทะเยอทะยาน โดยเขาตั้งเป้าไว้ว่าจะคว้ามิชลินสตาร์ให้ได้ภายใน 5 ปี ซึ่งการได้ทำงานภายใต้การดูแลของเชฟเฮงค์ ซาเวลเบิร์ก ความฝันนี้ก็ไม่น่าจะไกลเกินเอื้อม

ปัจจุบันริคได้รังสรรค์เมนูของเขาให้กับซาเวลเบิร์ก โดยเพิ่งคิดเมนูหลักขึ้นมาเป็นเมนูล็อบสเตอร์ ที่มีขั้นตอนการทำหลายขั้นตอน เคี่ยวช้าๆ ด้วยน้ำมันสมุนไพร เพิ่มรสชาติด้วยยี่หร่า ส้ม เลมอน และคาเวียร์ เป็นจานที่สัมผัสได้ถึงรสชาติที่หลากหลาย

อีกเมนูคือหอยนางรมโปะด้วยเสาวรส แตงกวา และพริกแดง ถือเป็นเมนูระหว่างคอร์สที่ยอดเยี่ยม ซึ่งคุณจะได้ลิ้มรสเค็มๆ จากตัวหอยนางรม รสเปรี้ยวจากเสาวรส และความมันจากแตงกวา

ล็อบสเตอร์

สูตรสำหรับ 3-4 คน

วิธีทำ

– ต้มน้ำในกระทะให้เดือดแล้วใส่ส่วนก้ามของล็อบสเตอร์ลงไปต้มประมาณ 5 นาที

– ต้มส่วนหางเป็นเวลา 4 นาทีเมื่อสุกให้นำลงใส่ในน้ำเย็นจัดแล้วนำออกมาทำความสะอาด

– เสร็จแล้วให้หั่นส่วนหางเป็นแว่นๆ (เนื้อส่วนก้ามสำหรับทำเป็นทาร์ทาร์)

– ทำเจลยูซุ ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาล น้ำเปล่า ยูซุ ผงวุ้น เจลแลนและคูลี่มะนาวเหลือง

– ทำเฟนเนลกรอบ ประกอบด้วย น้ำตาล เนยละลาย เกลือดอกไม้ น้ำ เมล็ดเฟนเนล ผิวมะนาว

– ทำน้ำสต๊อกเฟนเนล ประกอบด้วย เฟนเนล หัวหอม กระเทียมพริกหยวก ผิวส้ม พริกไทยดำ เมล็ดผักชี เมล็ดเฟนเนล น้ำเปล่า

– ใส่เฟนเนลที่หั่นแล้วลงในน้ำเย็นจัดผสมมะนาวเพื่อให้เฟนเนลมีสีสวยงามและมีความกรอบ เสร็จแล้วแยกน้ำออก

– ผสมเฟนเนลเข้ากับเกล็ดส้มเมล็ดเฟนเนล ใบเฟนเนล น้ำมันมะกอก เกลือและพริกไทย

– ตกแต่งด้วยผักเครส น้ำมันมะกอก ใบเฟนเนล คาเวียร์ เนื้อส้มย่าง ดอกไม้

 

พิมจันทร์ วิมุกตานนท์ สมดุลคือความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2560 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/488567

พิมจันทร์ วิมุกตานนท์ สมดุลคือความสุข

โดย…กองทรัพย์ ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

อยู่ในแวดวงธุรกิจมาร่วม 20 ปี “พิมจันทร์ วิมุกตานนท์” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) ผ่านงานระดับโกลบอล ทำงานกับคนมาแล้วหลากหลาย แต่เธอยังมีความสุขและสนุกที่จะเรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ในวัยหนึ่งการเดินทางแบบแบ็กแพ็กคือความชื่นชอบ แต่วันหนึ่งเธอก็เลือกที่จะหยุดและสนุกกับสิ่งตรงหน้าคือการทำงาน

แม้จะเรียนจบปริญญาตรีภาคดุริยางคศิลป์ตะวันตก เอกเปียโน จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่สิ่งที่พิมจันทร์มองหาขณะนั้นไม่ใช่งานด้านดนตรี เธอมองหาสิ่งที่แตกต่างออกไป

“โดยปกติเราเป็นคนชอบสังเกตคน ใส่ใจผู้คน บวกกับชอบการทำงานเชิงสร้างสรรค์ และการวางแผน ตอนนั้นลองไปทำงานด้านการขายและการตลาด โชคดีที่บริษัทให้โอกาสคนที่ไม่มีประสบการณ์ด้านนี้ได้ศึกษาวิธีการทำงานด้านนี้ ยิ่งทำงานด้านการตลาดยิ่งสนุกทำให้เห็นทางของตัวเอง เห็นจุดแข็งตัวเอง

จากนั้นประมาณ 2-3 ปี ก็ไปเรียนต่อปริญญาโทในสาขาการบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก สเตต (New Mexico State University) สหรัฐอเมริกา กลับมาทำงานกับลอริอัลประเทศไทย แล้วก็ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศจนรู้สึกว่าคุ้มแล้วพอแล้ว อยากกลับมาทำงานที่บ้าน เพราะอยากดูแลคุณพ่อคุณแม่ด้วย สุดท้ายก็เลยมาดูแลงานด้านการตลาดให้โฟร์โมสต์ได้ 4 ปีแล้ว”

ด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบขณะนี้ คือการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด การดูแลผู้บริโภค “ทีมงาน” จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้งานต่างๆ บรรลุเป้าหมาย “ก่อนหน้านี้เราทำงานร่วมกับคนหลากหลายเชื้อชาติ พอกลับมาทำงานที่เมืองไทยคิดว่าจะเป็นปัญหา สรุปว่าไม่ใช่ ทุกครั้งที่เรามีการเปลี่ยนแปลง มีการได้ทำงานที่ใหม่ หรือเปลี่ยนประเทศใหม่ ก็ทำให้เรามีความสามารถในการปรับตัว มีความยืดหยุ่น และมีความสามารถในการทนรับความเสียดทานได้ดี

มาอยู่ที่โฟร์โมสต์แรกๆ ก็ไม่ต้องปรับมาก แต่เพราะเราอยู่กับองค์กรระดับโลกมานาน อยู่กับคนต่างชาติมาเกือบ 10 ปี พอมาอยู่ที่นี่เรามาดูแลประเทศไทย น้องๆ ในทีมและเพื่อนร่วมงานก็คนไทยทั้งหมด แต่ว่าเนื่องจากที่นี่เป็นอินเตอร์เนชั่นแนลอยู่แล้ว ก็มีความลงตัวมีความเป็นไทย นอบน้อม เคารพซึ่งกันและกันแบบไทยๆ ขณะเดียวกันก็มีประสิทธิภาพในการทำงาน มีการเรียนรู้ต่างๆ ที่เป็นของต่างประเทศ ฟรีสแลนด์คัมพิน่ามีความอินเตอร์สูง ทำให้เราไม่ต้องปรับตัวเยอะ

ดิฉันเข้ามาดูแลกลยุทธ์และดูแลทีมงานให้ได้ทีมที่ดีที่สุด เหนือกว่าวัฒนธรรมคือทัศนคติในการทำงานที่คล้ายคลึงกัน ความเก่งกาจของการทำงานก็เรื่องหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญสำหรับทีมเวิร์กก็คือทัศนคติ ดังนั้นถ้าหากเราจะรับคนเข้ามาร่วมทีมก็ต้องให้มั่นใจว่าคนใหม่ที่จะเข้ามาจะทำงานไปในทิศทางเดียวกัน มองเห็นสิ่งเดียวกันว่าเราได้ทำงานอยู่ในองค์กรที่อยู่แล้วมีคุณค่าต่อสังคม สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้คนก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งของการทำงาน”

พิมจันทร์ เล่าต่อว่า สภาพแวดล้อมในที่ทำงานกระตุ้นให้เธอสนุกและต้องหาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อนำมาแชร์ให้กับคนในองค์กร

“ดิฉันเชื่อว่าทำงานคือการใช้ชีวิตประจำวันของเรานี่แหละ เราต้องคิดเสมอว่าเราจะต้องเลือกคนที่มีนิสัยในการทำงานที่ดี ง่ายๆ คือเป็นคนนิสัยดี คือคนที่ควบคุมตัวเองได้ ควบคุมอารมณ์และทำงานร่วมกับคนอื่นได้ พอได้ทีมที่ดีการทำงานก็มีความสุขความสนุกอยู่ในนั้น ความเครียดจากงาน ซึ่งเป็นการแข่งขันก็จะลดลงไปครึ่งหนึ่ง แต่เมื่อมีทีมงานที่ดีมันหมดความกังวล

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคืออุปนิสัยในการเรียนรู้ การทำงานหลายคนคิดว่าสิ่งที่เราเรียนรู้มาเอามาใช้ได้เรื่อยๆ แต่จริงๆ แล้วคือไม่ใช่ เพราะเราก็เหมือนเราเป็นนักเรียน มีเรื่องใหม่ๆ ที่เราต้องเข้าใจตลอดเวลา ก็สนับสนุนให้น้องๆ ในทีมต้องออกไปเรียนรู้ หาสิ่งใหม่ๆ เข้ามาเติมในคลัง อ่านหนังสือ เทรนนิ่ง ทำให้คุณค่าของเราไม่หายไป

“น้องๆ ในทีมทำให้เราสดชื่นและเนื้องานที่ทำก็มีอะไรใหม่ๆ ให้ได้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา จึงทำให้การมาทำงานในทุกวันไม่มีอะไรน่าเบื่อ หลังจากเข้ามาทำงานที่โฟร์โมสต์ได้ประมาณหนึ่งปี ก็คิดว่าน่าจะปรับเปลี่ยนบรรยากาศในออฟฟิศให้เป็นลักษณะเปิดโล่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานของการตลาดคืองานที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์ และอีกหลายองค์ประกอบรวมกัน ดังนั้นไม่จำกัดความคิดสร้างสรรค์ด้วยฉากกั้น ทุกที่สามารถทำงานได้หมด สามารถใช้ห้องผู้บริหารเป็นห้องประชุมได้ ทุกคนสามารถเดินเข้าไปพูดคุยเรื่องงานได้ตลอดเวลา เมื่อบรรยากาศสนุก เราในทีมเป็นหนึ่งเดียวกัน การที่เราจะได้งานดีๆ ก็มีเปอร์เซ็นต์มากกว่า”

ตลอดเวลาของการสนทนา ตาเธอเป็นประกายเมื่อพูดถึงการทำงาน เธอบอกว่าในช่วงวัยหนึ่งการเดินทางคนเดียวคือความสุข แต่ในวันที่เป็นผู้บริหารและการได้กลับมาอยู่บ้านคือเมืองไทย สิ่งที่เธอยึดถือและทำมาตลอดคือ การมาทำงานคือการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

พิมจันทร์ยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะอธิบายว่าก่อนหน้านี้ชอบแบกเป้เที่ยวศึกษาผู้คนและธรรมชาติ “วันนี้พอเราหยุดเราพอกับสิ่งที่ต้องเดินทางก็มุ่งหน้าทำงาน แต่ทำโดยไม่เครียด ไม่ได้คิดว่ามันคือการทำงาน การทำงานนั้นเป็นการทำให้ตัวเองดีขึ้นในฐานะการเป็นมนุษย์ ถ้าไม่ทำงานเราก็ต้องทำอะไรบางอย่างอยู่ดี เพราะคงไม่ได้นั่งอยู่เฉยๆ ไปวันๆ แน่นอน

การทำงานคือการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและคนอื่น เป็นประโยชน์ต่อตัวเองยังไง คือเราต้องปรับปรุงตัวเองและปรับปรุงตัวเองทุกวัน วันนี้ในฐานะที่เป็นหัวหน้า เราเป็นหัวหน้าที่ดีหรือยัง เราเป็นพนักงาน เราดีต่อเพื่อนร่วมงานเราหรือเปล่า วันนี้เราสร้างความลำบากให้ใครบ้าง ถ้าเราคิดและตระหนักสิ่งเหล่านี้ตลอดเวลา เราก็จะเกิดการปรับปรุงทำให้ตัวเราเองดีขึ้น อารมณ์มั่นคงขึ้น โมโหน้อยลง บ่นน้อยลง คิดถึงคนอื่นมากขึ้น และมันสำคัญว่า การเป็นหัวหน้าคนต้องมีความมั่นคงทางอารมณ์ ถ้าเรามั่นคงทางอารมณ์เด็กๆ ก็จะไม่กลัว กล้าถาม กล้าเรียนรู้ บรรยากาศการทำงานก็ดีขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานก็สูงขึ้น แค่การทำงานและฝึกฝนตัวเองก็ส่งผลดีต่อคนอื่นทั้งลูกน้องและเพื่อนร่วมงาน”

ผู้บริหารฟรีสแลนด์คัมพิน่า บอกต่อว่า ถึงไม่ได้ทำงานก็ต้องคอยดูตัวเองตลอดเวลาว่าในฐานะเป็นลูกสาว เป็นพี่สาว เราเป็นยังไง “ก็เหมือนเป็นการใช้ชีวิตอยู่ทุกๆ วัน ทุกวันนี้เรามีความพอใจ รู้สึกว่ายังมีประโยชน์ต่อตัวเองและคนอื่นอยู่ ก็นับเป็นสิ่งที่ดีแล้ว เช่นเดียวกับปณิธานขององค์กรที่เกิดจากเกษตรกรโคนมเนเธอร์แลนด์ อยู่มานาน 60 ปี เพื่อพัฒนาสุขภาพของลูกค้าและพัฒนาเกษตรกรโคนมบ้านเราให้เป็นความยั่งยืนของการพัฒนา ดิฉันเข้ามาทำงานที่นี่ก็พยายามสานต่อความยั่งยืนต่อไป และพัฒนาให้มันดีขึ้นให้คนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของเรามากขึ้น”

ชีวิตที่แสนจะพอดีและเรียบง่ายของผู้บริหารที่มีรอยยิ้มในใบหน้าเสมอ กว่าจะเดินทางมาถึงจุดที่เป็นที่รักของทุกคน พิมจันทร์ บอกว่าเพราะไม่เครียด

“การจัดสมดุลให้ตัวเองจะทำให้เราไม่จำเป็นต้องลาพักร้อนเพื่อหนีความวุ่นวาย เราจะอยู่ในความวุ่นวายได้อย่างพอดี (ยิ้ม) วันทำงานก็สนุกกับงาน วันหยุดก็ให้เวลาดูแลครอบครัว ดูแลต้นไม้ที่ปลูก สอนเปียโนให้หลาน ไปออกกำลังกาย และเจอเพื่อนฝูง

ความเรียบง่ายคือความสุข ก็เลยไม่ได้ตั้งเป้าหมายให้ตัวเองเพราะใช้ชีวิตทุกวันให้มีความสุข ดิฉันมองว่าทุกคนต้องผ่านการเรียนรู้ บางคนแก่แล้วก็ยังแสวงหาอยู่ก็เหนื่อย เป็นภาระกับตัวเอง ถ้าเราฝึกตัวเองให้อยู่กับปัจจุบันได้มันก็ไม่เป็นภาระกับตัวเอง เริ่มต้นเลยเราก็จะสบายใจ ไม่มีเรื่องเดือดร้อนใจ” พิมจันทร์ ทิ้งท้าย

 

พชร วีระพันธ์ เริ่มจากเล็กไปใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 เมษายน 2560 เวลา 12:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/488395

พชร วีระพันธ์ เริ่มจากเล็กไปใหญ่

โดย…อนุสรา ทองอุไร

ชายหนุ่มวัย 30 ปลายๆ เขาเป็นตัวแทนของนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่สร้างเนื้อสร้างตัวมาด้วยตัวเขาเองด้วยเงินส่วนตัวก้อนเล็กๆ ขณะอายุยังน้อย หรืออาจจะใกล้เคียงคำว่าสตาร์ทอัพของยุคนี้ พชร วีระพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอยราวาณิชย์

เขาเล่าย้อนประวัติให้ฟังว่าหลังจากเรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ทางด้านวิศวกรรมโยธา ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ก็มาทำงานตามสายงานที่เรียนมาอยู่ 4-5 ปี ที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง ก็รู้สึกเบื่อหน่ายไม่มีความสุขกับงาน และโดยที่ไม่มีแผนการอะไรรองรับเลย เขารู้สึกเบื่อจนทนไม่ไหวก็ลาออกจากงานเลย โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรต่อไป และมีเงินเก็บอยู่ไม่กี่หมื่นบาท

“เคยรู้สึกไหมว่า อยู่ๆ เราก็เบื่อมากแล้ว จนไม่อยากไปทำงาน การไปทำงานคือความทุกข์ แล้วตอนนั้นไม่มีภาระต้องผ่อนอะไร ผมก็ลาออกทันที หยุดพักจริงๆ เลยอยู่บ้าน 2-3 เดือน พอหายเบื่อก่อนแล้วค่อยคิดว่าจะทำอะไรต่อ แบบว่าไปตายเอาดาบหน้าค่อยว่ากัน นึกย้อนกลับไปก็เออ บ้าบิ่นพอสมควรนะ (หัวเราะ) ตอนนั้นอายุ 27 ปี” เขาเล่าขำๆ

ออกจากงานได้พักใหญ่ แต่เขาเคยทำงานในสายช่างก็ยังมีคนรู้จัก ก็มีงานเล็กๆ น้อยๆ มีรายได้พอสมควรจากการไปรับตรวจงาน เวลาที่มีคนซื้อบ้านเสร็จแล้วก่อนโอนบ้านจะมีการไปตรวจบ้านก่อนการโอน ซึ่งคนซื้อบ้านจะไม่มีความรู้ว่าบ้านดีไหม ตรงไหนมีปัญหาหรือเปล่า เขาก็จะไปทำหน้าที่ตรวจเช็กแทน ก็จะได้ค่าตรวจหลังละ 5,000-7,000 บาท ก็มีงานเข้ามาตลอดเกือบทุกวัน วันละ 2-3 หลัง ก็อยู่ได้

เขาจึงตั้งบริษัทเล็กๆ ขึ้นมาเพื่อมารับงานตรงนี้ ทำอยู่ปีกว่าก็รู้สึกมันนิ่งไป เนื่องจากเป็นงานที่ต้องไปลงมือทำเอง ให้ลูกน้องไปทำแทนไม่ได้ ถ้าเราไม่ไปเองก็ไม่ได้เงิน ระยะยาวแล้วมันไม่มั่นคง เงินหมุนใช้ไปเรื่อย ไม่มีเงินเหลือเก็บ ทำอยู่ปีกว่าก็ขยายไปทำบริการหลังการขาย บ้านไหนน้ำรั่ว หลังคาเปิด น้ำซึม ก็ส่งช่างไปดูแล รับช่วงมาจากบริษัทใหญ่ๆ 2-3 โครงการที่เขาไม่ทำงานแบบนี้แล้ว ทำอยู่ 2 ปี เริ่มมีเงินเข้าพอสมควร

เขาตั้งบริษัทใหม่อีกครั้งชื่อไอยราวาณิชย์ โชคดีที่มีบริษัทหนึ่งเขาจะให้สร้างโกดังสินค้าขนาดกลางๆ มูลค่า 25 ล้านบาท เป็นงานแรกที่ได้งานใหญ่ระดับนี้ เป็นโกดังสินค้า ลูกค้าที่จ้างก็ใจดีให้เงินมาหมุนก่อนเพราะเขาเองก็ไม่มีทุนมากพอ ใช้เวลาสร้าง 1 ปี จบงานก็เหลือเงินพอสมควร

เขาทำคนเดียวไม่ได้หุ้นกับใคร ลุยเองทุกอย่าง รับสร้างแต่โรงงาน ไม่รับสร้างบ้าน เพราะงานบ้านจุกจิก โรงงานง่ายกว่า สะดวกรวดเร็ว ไม่จุกจิก จุดเด่นของเขาคือการสร้างโรงงานสำเร็จรูป ตอนตั้งบริษัทนี้อายุแค่ 31 ปี เขาไปเป็นตัวแทนจำหน่ายโรงงานสำเร็จรูปจากออสเตรเลียยี่ห้อ Ranbuild สร้างเร็ว ประหยัดเวลา ประหยัดงบประมาณ งบไม่บานปลาย

ทำอยู่ประมาณ 6 ปี มีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนมียอดขายปีละเกือบ 50 ล้านบาท ลูกค้าจะอยู่ย่านนิคมอุตสาหกรรมแถวชลบุรีและระยอง โดยอาคารเหล็กสำเร็จรูป Ranbuild นั้นมีจุดเด่นไม่เฉพาะเพียงรูปลักษณ์เท่านั้น แต่ยังสามารถออกแบบให้เหมาะสมกับธุรกิจได้หลากหลาย

นอกจากนี้ ยังผ่านกระบวนการทางวิศวกรรม เพื่อให้มีความทนทานและความแข็งแรงเพิ่มขึ้น คุณสมบัติพิเศษต่างๆ ของอาคารเหล็กสำเร็จรูป คุณภาพสูง อุปกรณ์ที่มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน โครงสร้างที่ไม่ต้องการการดูแลรักษามาก และมีความคุ้มค่าในเรื่องของราคา ระบบโมเดลที่เป็นเอกลักษณ์นั้นจะช่วยให้สามารถเสริมโครงสร้างชุดใหม่ขนาดต่างๆ เข้าไปกับโครงสร้างเดิมได้เพื่อขนาดที่เหมาะสมที่ต้องการ

แต่พอทำไปทำมามันก็เริ่มมีข้อจำกัด คือทำได้เฉพาะโรงงานขนาดเล็กและขนาดกลางเท่านั้น แต่โรงงานขนาดใหญ่ทำไม่ได้ เพราะบางทีลูกค้าต้องการโรงงานขนาดใหญ่เกิน 30 เมตรขึ้นไป โครงสำเร็จรูปใหญ่ไม่พอ

เขาก็เลยพัฒนาสินค้าจากที่มีอยู่แล้วสร้างแบรนด์เป็นของตัวเองชื่อ Easy Build โดยแบรนด์เขาเอง แต่ไปจ้างโรงงานผลิตที่ประเทศจีน ซึ่งมีโนว์ฮาวทางด้านนี้ สามารถทำออกมาใหญ่แค่ไหนก็ได้ ทำจากเหล็กรีดร้อน หลังจากนั้นมาพบว่าที่ประเทศเวียดนามก็มีการรับจ้างผลิตแบบนี้เช่นกัน ใกล้กว่าและถูกกว่า ก็เปลี่ยนมาใช้ซัพพลายเออร์ที่ประเทศเวียดนาม ส่งมาประกอบที่ประเทศไทย ซึ่งก็ไปได้ดีกว่าที่คิดไว้ เพราะบริษัทเขาสามารถรับสร้างโรงงานได้ครบวงจรตั้งแต่ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ มีอัตราการเติบโตปีละ 20-30% ต่อปี และปีนี้เขาตั้งยอดขายไว้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท สำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเทพฯ และมีโรงงานติดตั้งอยู่ที่ จ.ระยอง

พชร เล่าถึงการทำงานของเขาว่า เขาเริ่มทำธุรกิจจากเล็กๆ และค่อยขยายไปเรื่อยๆ แบบที่เรียกว่านกน้อยทำรังแต่พอตัว ไม่กู้เงินธนาคาร ใช้เงินสดเป็นหลักแล้วขยายไป ไม่ทำอะไรเกินตัว ไม่สร้างหนี้ ช้าๆ แต่มั่นคง เริ่มต้นธุรกิจตอนอายุ 27 ปี ด้วยเงินหลักหมื่น เรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเองมาเรื่อยๆ จนวันนี้อายุ 38 ปี เขาเริ่มมีความมั่นคงมากขึ้น

“ผมทำงานมาตามขั้นตอน ไม่เคยมีฟลุก ไม่เคยมีโชคช่วย กว่าจะได้งานได้เงินต้องลงทุนลงแรงด้วยตัวเองมาตลอด ไม่มีใครซัพพอร์ต แต่โชคดีว่าที่ทำงานมาแม้จะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ก็ไม่เคยเจอปัญหาอุปสรรคอะไรหนักๆ จนรับมือไม่ได้ ถือว่าเหนื่อยแต่ก็คุ้ม

วันที่ตัดสินใจลาออกจากงานมาทำของตัวเอง ถือว่าโชคดีที่มีลูกบ้าในวันนั้น เพราะถ้ายังทำงานเป็นลูกจ้างเขาอยู่ผมก็คงไม่รู้จักเงินล้าน คงติดอยู่กับความสบายในกรอบเดิมๆ ออกมาทำเอง ข้อดีคือเหนื่อยมากได้มาก และเราได้เป็นนายตัวเอง ทำให้รวยได้ด้วยตัวเราเอง ไม่ได้ไปทำให้คนอื่นรวยอย่างเดียวแล้วเราจน แต่ความเสี่ยงก็มากกว่าถ้าเกิดพลาดขึ้นมา” เขาเล่าอย่างจริงจัง

สไตล์การทำงานของเขานั้นไม่ชอบทำงานแบบอุ้ยอ้าย บริษัทไม่จำเป็นต้องมีพนักงานเยอะ ชอบเล็กกะทัดรัดตัดสินใจรวดเร็ว มีความคล่องตัว อะไรทำได้ทำเอง ที่เหลือตัดให้ซัพพลายเออร์เขาไม่ต้องแบกต้นทุนที่เป็นคนมาก เวลางานน้อยจะได้ไม่เครียด

เขาบอกว่าแนวโน้มของธุรกิจนี้ในระยะ 3-4 ปีนี้ยังไปได้ดี เพราะเมื่อปีน้ำท่วมใหญ่โรงงานจากอยุธยา ย้ายมาทางนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออกกันเยอะ ทำให้บริษัทเขามีงานอย่างต่อเนื่อง โตอย่างน้อย 15-20% ทุกปี บ่อยครั้งที่โรงงานขนาดใหญ่มากๆ เขาก็รับไม่ได้เพราะสร้างให้ไม่ทัน

กลุ่มลูกค้าของเขาจะป็นกลุ่มนักธุรกิจระดับเอสเอ็มอีเป็นหลัก มูลค่าการก่อสร้างโรงงานเขารับได้ตั้งแต่ระดับ 1 ล้านบาท จนถึง 100 ล้านบาท ถ้าใหญ่กว่านั้นเขาจะไม่รับ เพราะต้องใช้เวลาดูแลในการทำงานนานเกินไป

หลักปรัชญาในการทำงานของเขาก็คือทำงานให้เต็มที่ เรียนรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ เทคโนโลยีทางด้านนี้ก็มีเรื่องใหม่ๆ เข้ามาตลอดเวลา ต้องพยายามอัพเดทอยู่เสมอ บริหารจัดการเวลาให้ดี วันทำงานจันทร์-ศุกร์ เขาให้เวลากับงานอย่างเดียว วันหยุดให้เป็นเวลาของครอบครัวอย่างแท้จริง พยายามใช้ชีวิตหลายๆ ด้าน  พยายามไปท่องเที่ยวกับครอบครัวปีละ 1-2 ครั้ง คือ Work hard and play hard

“คือผมเห็นคนรุ่นคุณพ่อคุณแม่เราทำงานจนลูกโต รอให้เป็นคุณตาเป็นคุณยายก่อนถึงค่อยมีเวลาไปเที่ยวถึงตอนนั้นสุขภาพก็ไม่ค่อยดี เที่ยวไม่สนุก ลุกนั่งไม่สบาย ผมก็เลยเริ่มเที่ยวตอนยังมีแรง ถือว่าเงินหามาได้ก็ให้ความสุขกับตัวเองและคนที่เรารักไปพร้อมๆ กัน ทำทุกบทบาทให้เต็มที่ รักษาสมดุลทุกอย่างให้ลงตัว เรื่องงาน เรื่องครอบครัว เรื่องเงิน เรื่องเที่ยว” เขาเล่าด้วยรอยยิ้ม

 

ชัชพล แสงสุรีย์วัชชรา จากธุรกิจส่งออกสู่งานเอ็กซิบิชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2560 เวลา 09:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/488211

ชัชพล แสงสุรีย์วัชชรา จากธุรกิจส่งออกสู่งานเอ็กซิบิชั่น

โดย…วรธาร ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เดือน มิ.ย. 2560 จะมีงานมหกรรมแสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติเกี่ยวกับความสวยความงามครั้งแรกในเอเชีย ได้แก่งาน Beauty and Make Over Expo 2017 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 มิ.ย. ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ถือเป็นงานที่นักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงวัย 31 ปี “เบนซ์” ชัชพล แสงสุรีย์วัชชรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีเอ็มโอ (ประเทศไทย) เจ้าของธุรกิจส่งออกเสื้อผ้าและนำเข้าไวน์จากต่างประเทศ หมายมั่นและคาดหวังความสำเร็จไว้สูง แม้จะเป็นครั้งแรกของการจัดงานในลักษณะดังกล่าวก็ตาม

งานนี้เป็นการจับมือกันระหว่างบริษัท บีเอ็มโอ ของชัชพล กับนักลงทุนมาเลเซียที่รวมเอาคนกลาง ผู้ซื้อ ผู้ขาย ผู้ผลิต เจ้าของสินค้าและผลิตภัณฑ์ความงาม อาหารเสริม เครื่องมือแพทย์และคลินิกความงามทั้งในและต่างประเทศ ฯลฯ มากกว่า 200 บูธ มาไว้ในงานครบครัน โดยชัชพลบอกว่าการจัดงานเอ็กซิบิชั่นเป็นอีกไลน์ธุรกิจนอกเหนือจากธุรกิจส่งออกเสื้อผ้าและนำเข้าไวน์จากต่างประเทศ

“ผมว่าเศรษฐกิจไม่ตอบโจทย์จีดีพีเท่าไร ผันแปรตลอด จีดีพีไทยลดลงทุกปี แต่มีธุรกิจหนึ่งคือธุรกิจความงามไม่มีตกเลย ต่อให้เศรษฐกิจไม่ดี คนก็ยินดีจ่าย แล้วผมมองว่าประเทศไทยได้รับความนิยมลำดับต้นๆ ในแวดวงความงามและศัลยกรรม ต่างชาติเข้ามาเพื่อซื้อสินค้าและศัลยกรรมความงามเพิ่มทุกปี ทำให้ธุรกิจความงามเราเติบโตรวดเร็ว เนื่องจากราคาสินค้าและค่าบริการยังอยู่ในระดับจับต้องได้ เมื่อเทียบราคากับยุโรปและสหรัฐหรืออย่างเกาหลี แล้วมาตรฐานของเราก็อยู่ระดับไม่ต่างกัน นี่คือเหตุผลที่ผมเลือกธุรกิจนี้ และเน้นความงามเป็นหลัก” ชัชพล กล่าว

ด้วยความที่เป็นงานแรก ชัชพลหมายมั่นตั้งใจทำให้แตกต่างจากงานอื่นๆ โดยได้รวมเอาทุกปัจจัยสำคัญสำหรับตลาดความงามเพื่อช่วยให้คนในวงการนี้ไม่ต้องเสียเวลาติดต่องานหลายที่ เช่น ถ้าอยากเสริมความงาม อยากทำศัลยกรรมก็มีคลินิกความงามพร้อมให้คำปรึกษา เป็นต้น เขาจึงเน้นกลุ่มเจ้าของธุรกิจนำเข้าเครื่องมือการแพทย์ คลินิกศัลยกรรมและความงาม เจ้าของและผู้ผลิตเครื่องสำอางและอาหารเสริมทั้งหลายจากทั้งในและต่างประเทศมาอยู่ในงาน

“ไฮไลต์สำคัญในงานคือการมีสินค้าแบรนด์ใหม่ๆ จากต่างประเทศที่ยังไม่มีตัวแทนจำหน่ายในไทย ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่อยากเดินทางลัดเข้าสู่ธุรกิจความงาม รวมถึงเวิร์ก ช็อปต่างๆ เกี่ยวกับทิศทางธุรกิจความงามของไทยและเอเชียจากผู้เชี่ยวชาญในวงการ

ที่สำคัญงานนี้ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนให้การสนับสนุน อาทิ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย และ U Drink I Drive ที่มอบบัตรส่วนลดมูลค่า 3,000 บาท สำหรับผู้สนใจออกบูธในวันงานด้วย ตั้งเป้าคนมาร่วมงาน 3 วัน ที่ 2 หมื่นคน หรือวันละประมาณ 7,000 คน” ชัชพล กล่าว

นับเป็นผู้บริหารหนุ่มอายุยังน้อยที่มีวิสัยทัศน์ในการทำธุรกิจอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งถ้าย้อนชีวิตก่อนนี้ก็คงจะไม่แปลกใจกับมุมมองการทำธุรกิจของเขาในปัจจุบันที่น่าสนใจ ชัชพลมีความเป็นนักบริหารที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น อดทนและความกล้า ไม่ว่ากล้าคิดและกล้าทำ เคยผ่านชีวิตที่สุขสบายและสู้กับความยากลำบากมาครบ

“ครอบครัวผม คุณพ่อคุณแม่มีลูก 5 คน ผมเป็นคนที่ 2 ในวัยเด็กค่อนข้างสุขสบายมาก เพราะครอบครัวเราทำส่งออก แต่ต่อมาประสบปัญหาทางธุรกิจจนไม่สามารถทำต่อได้ พนักงานออกหมด ตอนนั้นผมพิ่งจบ ม.6 น้องๆ ก็เรียนอยู่ ส่วนผมก็เลือกเรียนรามคำแหงพร้อมหาทางช่วยครอบครัวด้วยการทำส่งออกนี่แหละ โดยไปดึงพนักงานเก่ามาช่วยเทรน

จากนั้นผมตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาทำแพตเทิร์นเดิมที่พ่อแม่เคยทำมา พยายามประคองธุรกิจมาเรื่อยๆ จนวันนี้และธุรกิจนี้ก็ยังเป็นธุรกิจที่หล่อเลี้ยงครอบครัวผมส่งน้องๆ เรียนจนจบและมีงานทำ ครอบครัวกลับมามีความสุขเหมือนเดิม ตอนนี้ผมมีบ้าน มีรถของตัวเอง แต่ผมก็ต้องทำงานหนักต่อไปเพื่อครอบครัว”

นอกจากธุรกิจส่งออก ชัชพลยังทำธุรกิจนำเข้าไวน์จากต่างประเทศ ส่งให้กับโรงแรมและร้านอาหารต่างๆ ในไทยอีกด้วย โดยเขารู้จักกับผู้ชายชาวสวิสคนหนึ่งที่มีความรู้เรื่องไวน์เลยได้มาร่วมธุรกิจกัน

“คนนี้เคยเป็นลูกค้าผมมาก่อน เขาอยากทำร้านนวดที่สวิตเซอร์แลนด์ก็มาปรึกษาผม แต่คุยไปคุยมาเขารู้เรื่องไวน์ดี ผมเลยชวนทำธุรกิจไวน์เลย เขาฟังเราพูดแล้วโอเค ก็เลยไปจดบริษัทหนึ่งเป็นดิสทริบิวเตอร์ (ผู้จัดจำหน่ายไวน์) ส่วนผมก็เป็นอิมพอร์เตอร์นำเข้าไวน์จากบริษัทเขา ซึ่งพอผมตัดสินใจนำเข้าไวน์ ก็ไปเรียนเรื่องไวน์ที่กอร์ดอง เบลอ 4 เดือน จนมีความรู้เรื่องไวน์สามารถสื่อสารเรื่องไวน์กับลูกค้าและผู้บริโภคได้”

เขากล่าวว่า เมื่อทำธุรกิจจำต้องรู้เรื่องนั้นๆ จึงต้องไปเรียน เพราะถ้าไม่เรียนก็จะไม่มีความรู้ที่จะไปสื่อสารกับคนอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าหรือผู้บริโภค ที่สำคัญเขามองถึงการเป็นอาชีพหนึ่งในอนาคต

“ชีวิตเราไม่มีอะไรแน่นอน ถ้าถามอนาคต อาชีพหนึ่งที่อยากเป็นก็คือซอมเมอลิเยร์ (Sommelier) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องไวน์ ซึ่งต้องไปเรียนต่ออีกมาก เมืองไทยตำแหน่งนี้เงินเดือนน่าจะสูง 7-8 หมื่น แต่เมืองนอกสตาร์ทขั้นต่ำ 2-3 แสน ก็มองเหมือนกันถ้าไม่มีอะไรทำหรือตกงาน (หัวเราะ) อาจจะไปสายนี้”

อย่างไรก็ตาม ขอเป็นกำลังใจให้นักธุรกิจหนุ่มผู้นี้ประสบความสำเร็จกับธุรกิจล่าสุด กับงาน Beauty and Make Over Expo 2017 ที่จะเกิดขึ้นในเดือน มิ.ย.นี้ ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

 

ญาดา เรืองสุขอุดม ปรุงโลกใบใหม่ในจานอาหารญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2560 เวลา 12:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/487808

ญาดา เรืองสุขอุดม ปรุงโลกใบใหม่ในจานอาหารญี่ปุ่น

โดย…ปอย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

อาหารมีความน่ารัก มีความขำขันอยู่ในสิ่งที่เรากำลังกินมัน เป็นมุมมองของเชฟหน้าใสมีรอยยิ้มติดมุมปากดูน่ารักน่าชังพอๆ กับอาหารที่ปรุง “เชฟแก้ว” ญาดา เรืองสุขอุดม เชฟและเจ้าของร้านอาหารชิโอะ (Shio) ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นแปลว่าเกลือ ครีเอทเมนูอาหารที่มีแบบฉบับของตัวเอง ชัดเจนทั้งรสชาติ การปรุงรส และการตกแต่งจานที่ไม่ซ้ำแบบใคร พิกัดร้านอยู่ที่ศูนย์การค้าดิ เอ็มควอเทียร์ คึกคักไปด้วยชาวอาทิตย์อุทัยมานั่งชิมเต็มร้าน

เกลือมีความหมายที่ธรรมดาสามัญ เป็นรสที่มีในอาหารทุกๆ ชาติ เชฟแก้ว บอกที่มาที่ไปของการเลือกตั้งชื่อร้านชื่อสั้นๆ จำง่ายๆ แนวทางของอาหารเติบโตไปพร้อมๆ กับระยะเวลา 4 ปีที่เปิดร้านขึ้นมา จากจุดเริ่มต้นอาหารจานเดียวที่เรียกว่า โยโชะกุ มีเมนูให้เลือกตั้งแต่หมูทอดทงคัตสึ เริ่มคลี่คลายจากรสดั้งเดิม เป็นการครีเอทเมนูให้เลือกได้หลากหลาย ในแบบอาหารฝรั่งของคนญี่ปุ่น ทั้งแฮมเบอร์เกอร์ สเต๊ก สปาเกตตีซอสครีมโชยุ พิซซ่าคาโบนาร่า ราดมาพร้อมไข่ออนเซ็น

ทุกๆ จาน เชฟเริ่มต้นที่ภาชนะหน้าตาแปลกใหม่ ช่วยชูรสและสีสันที่เป็นทั้งอาหารตาก็เป็นอีกเอกลักษณ์ของร้านอาหารฝรั่งสไตล์ญี่ปุ่นที่อร่อยล้ำ

“ปรัชญาการทำอาหารยึด 3 ข้อ คือ เข้าใจ เคารพ และชื่นชมในวัตถุดิบชนิดนั้นๆ อาหารของร้านจึงเป็นการนำความใหม่ ผสานกับทักษะการปรุงที่ยึดความเก่าแก่ดั้งเดิมไปด้วย แล้วความที่เราอายุไม่เยอะ (บอกพลางยิ้มน้อยๆ) ถ้าทำแต่อาหารสไตล์คลาสสิกออกมา วัยรุ่นก็คงไม่มีใครอยากกินนะ คนมากินอาหารที่ร้านเราคงอยากได้พลังงานของวัยรุ่น หาแรงบันดาลใจใหม่ๆ

กะหล่ำจิ๋วกับฟัวกราส์จานนี้ ก็เหมือนได้กินโลกในอีก Chapter โดยไม่ละทิ้งวิธีการปรุงตำรับเดิม แปรสภาพมิกซ์ขึ้นมาเป็นจานใหม่ เหมือนสนุกกับการปลูกผักจิ๋วๆ ใช้ผักกะหล่ำน้อยก็นำมาปลูกใหม่ แต่ก็ไม่เหมือนเดิมเพราะมีสิ่งที่เปลี่ยนไปซ่อนอยู่ข้างใน คือรสเข้มข้นของฟัวกราส์ที่ไปกันได้กับซอสบัลซามิกเทริยากิ ที่ให้รสเปรี้ยวและหวาน มีการจัดวางบนคุกกี้ครัมเบิ้ล ออกกรุบกรอบวางให้ดูคล้ายดิน เพิ่มรสชาติผักออกกรอบ มีฟัวกราส์หอมนุ่มเนียนลิ้น

หลายๆ เมนูมาจากการทำให้คนรอบข้างชิมกัน เพื่อนๆ ชอบขอให้ทำอาหารให้กิน ซึ่งเราก็รู้สึกดี รู้สึกสงบทุกครั้งที่ได้เข้าครัวทำอาหาร และเป็นอย่างแรกเลยนะที่ได้ทำแล้วไม่เคยเบื่อ ได้ลองหั่นผักครั้งแรกก็ชอบเลย ชอบความรู้สึกขณะหั่น (บอกพลางยิ้มอีกครั้ง) พอได้ลองผัด ทอด ก็ชอบทุกๆ ขั้นตอนในการปรุงอาหาร ไม่ได้คิดว่าต้องเป็นเชฟอะไรนะตอนนั้น ก็ทำแบบเด็กๆ ทำอะไรยังไม่เป็น แต่ก็ทำอาหารง่ายๆ ให้คุณแม่กิน แม่ก็ชมว่าผัดมาม่าฝีมือเราอร่อยดี (หัวเราะ) เส้นมาม่าแห้งดี เคล็ดลับก็แค่ไม่ต้องปรุงรสอะไรมากมาย กะเพราเนื้อก็ทำให้ง่ายที่สุด”

จากความสุขในการทำอาหาร จึงเลือกต่อยอดความรู้ไปร่ำเรียนที่สถาบันฮาโตริ กรุงโตเกียว พื้นฐานนอกจากเรียนการทำอาหารญี่ปุ่น หลักสูตรมีทั้งการเรียนทำอาหารฝรั่งและอาหารจีน เชฟแก้วบอกสิ่งที่ได้นอกจากความรู้ ก็คือการเปิดใจ เมนูอาหารที่ร้านชิโอะ จึงมีความหลากหลาย ออกแนวผสมผสานระหว่างอาหารฝรั่งและใส่ความเป็นญี่ปุ่นลงไปอย่างกลมกลืน

“ได้เรียนอาหารหลายๆ ชาติ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะจมอยู่กับรสชาติใดรสชาติหนึ่ง ไม่มีรสที่ดีที่สุด อาหารทุกจานมีเสน่ห์ที่ไม่เหมือนกัน ก็เลยชอบการแสวงหาเส้นทางใหม่ แต่ที่สุดแล้วคนเราก็อยากเดินทางกลับมาหารากเหง้าของเราเอง ตอนเด็กๆ เริ่มทำร้านด้วยแรงขับเคลื่อน แต่พอมาถึง ณ วันนี้กลายเป็นการปรุงด้วยความรู้สึกอยากทำอาหารญี่ปุ่นที่ใช้วัตถุดิบของไทย

เริ่มตั้งแต่เกษตรปลูกผักเอง รู้จักน้ำ รู้จักดินที่เราปลูก เราคงได้พื้นฐานอาหารญี่ปุ่นเน้นรสชาติจากธรรมชาติเอาไว้ พอมาผสมกับอาหารไทยที่เน้นการปรุงรสให้ครบรส”

สนุกกับการสร้างสรรค์ร้านญี่ปุ่นสไตล์มีแบบฉบับของตัวเอง เชฟแก้ว บอกด้วยรอยยิ้มเบาๆ เป็นบุคลิกติดตัวว่าจากร้านนี้เป็นความฝันวัยเด็ก พอมาถึง ณ เวลานี้ก็ขอฝันใหม่ไปอีกก้าว กำลังคิดนำอาหารไทยเข้ามาเป็นส่วนประกอบนำเสนอเมนูใหม่ๆ

แฟนคลับชิโอะโปรดติดตาม…

 

นักออกแบบแฟชั่นระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มีนาคม 2560 เวลา 11:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/487633

นักออกแบบแฟชั่นระดับโลก

โดย…มีนา

ทศวรรษนี้ไม่มีนักออกแบบชาวเอเชียคนใดที่จะโด่งดังในวงการแฟชั่นโลกเกินไปกว่า กัว เป่ย ดีไซเนอร์สุดอลังการ ที่สร้างชื่อในฐานะ “ดีไซเนอร์โอต-กูตูร์คนแรกของจีน” ปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งสมาชิกพิเศษแห่งสมาพันธ์ห้องเสื้อชั้นสูงแห่งเอเชีย (Asian Couture Federation) ทั้งเป็นผู้ก่อตั้งและหัวหน้าทีมดีไซน์แห่งโรส สตูดิโอ (Rose Studio) ที่มีทีมงานกว่า 450 คน ฝีมือคุณภาพที่เหนือมาตรฐาน ความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ รายละเอียดหรูวิจิตร และการบริการเหนือระดับ

โรส สตูดิโอ เป็นที่กล่าวขานในหมู่ลูกค้าชาวจีนที่นิยมแฟชั่นชั้นสูง กลายเป็นแบรนด์ที่บรรดานักการเมือง ดารา คนดัง นักธุรกิจชั้นนำ และแฟชั่นนิสต้าในจีนให้ความนิยม ไม่เพียงเท่านั้นชื่อของเธอยังขจรไกลไปทั่วโลก โดยเฉพาะหลังจากที่ ริอันนา ป๊อปสตาร์ชื่อดัง เลือกสวมใส่ชุดคลุมสุดอลังการสีเหลืองนกคานารี ที่หนักถึง 25 กิโลกรัมของ กัว เป่ย ไปเฉิดฉายบนพรมแดงงาน New York’s Met ที่ผ่านมา

ล่าสุดผลงานของเธอได้มาเป็นโชว์เปิดงานงาน BIFW 2017 (Bangkok Internation Fashion Week 2017) ที่จัดขึ้นที่สยามพารากอนเมื่อสัปดาห์ก่อน โดย กัว เป่ย ได้กล่าวชื่นชมในพระปรีชาด้านแฟชั่นของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถด้วย

กัว เป่ย ยังกล่าวถึงแฟชั่นโชว์ของเธอครั้งแรกในประเทศไทยครั้งนี้ว่ารู้สึกตื่นเต้นมาก เธออยากนำงานสวยๆ มาให้คนไทยได้ชม แต่ตัวคอลเลกชั่นล่าสุด Spring/Summer 2017 ยังจัดแสดงอยู่ที่ปารีส เธอจึงนำคอลเลกชั่นก่อนหน้ามาให้ชม ซึ่งมีชื่อคอลเลกชั่นว่ายุ่ยเจี้ย หมายถึงการพบปะ คนเราทุกคนจะเริ่มต้นรู้จักด้วยการพบกัน ก็เป็นการแนะนำกันระหว่าง กัว เป่ย กับประเทศไทย ถือเป็นแฟชั่นโชว์ที่มีความพิเศษมากๆ

“สำหรับความคาดหวังของดิฉันในการแสดงผลงานครั้งนี้  ถือเป็นการที่เราจะได้รู้จักกันและดิฉันก็ชอบประเทศไทย ดิฉันอยากจะลองนำศิลปะวัฒนธรรมไทยบางอย่าง หรือลวดลายบางอย่างนำเข้าไปผสมกับชิ้นงานออกแบบ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนนั้นมีความยาวนาน ดิฉันได้มีโอกาสเข้าไปพระบรมมหาราชวังไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ รู้สึกตื่นเต้นมาก ไม่เคยคิดว่าจะมีชิ้นงานที่พิเศษ สวยงาม และดูสูงส่งขนาดนี้ และคนไทยก็มีสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่เป็นที่น่ายกย่องมาก ดิฉันเลยคิดว่าจะนำอิทธิพลของศิลปะไทยไปลองใส่ในชิ้นงานดู นี่คือความคาดหวังในอนาคตของดิฉันด้วยค่ะ”

กัว เป่ย ได้รับการยกย่องจากนิตยสารไทม์ในฐานะ 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลของโลก โดยคอลเลกชั่น Magnificent Gold ของเธอนั้นได้รับการคัดเลือกให้จัดแสดงในนิทรรศการ Costume Institute’s Spring 2558 ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิแทน (Metropolitan Museum) มหานครนิวยอร์ก นอกจากนี้ เธอยังประสบความสำเร็จอย่างงดงามจากการจัดแสดงผลงานทั้ง 4 คอลเลกชั่นในจีน และได้รับ
คำเชิญให้เดินทางไปจัดแสดงคอลเลกชั่นโอต-กูตูร์ในงาน Paris Couture Show อีกด้วย

กัว เป่ย ในวัย 49 ปี เล่าว่า เธอเกิดมาในยุคที่เพิ่งผ่านการปฏิวัติวัฒนธรรมมาหมาดๆ ทำให้ทุกคนอยู่ในสภาพที่ไม่ได้คิดถึงความสวยงาม ทุกคนใส่เสื้อผ้าเหมือนยูนิฟอร์มกันหมด เช่น ชุดสีเทาและสีดำ ด้วยหัวคิดของนักออกแบบแฟชั่น กัว เป่ย จึงมองเห็นช่องว่างจึงเลือกเรียนออกแบบแฟชั่นในปี 1982 ระยะทางของการที่เป็นแฟชั่นดีไซน์จึงเป็นระยะทางที่ยาวนานมาก โดยความตั้งใจของเธอคือจะนำความงดงามของศิลปะจีน เช่น ศิลปะการปักผ้าแบบโบราณ รวมถึงความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมของจีนมาเผยแพร่ให้ได้ชมโดยทั่วกัน

 

“การเป็นดีไซเนอร์ที่ประเทศจีนนั้นยากมาก เรียกได้ว่าเหมือนหาต้นไม้สักต้นในโอเอซิส เพราะฉะนั้นกว่าที่จะก้าวมาถึงจุดนี้มันต้องใช้หลายอย่างมาก การเป็นดีไซเนอร์ทุกคนอาจจะคิดว่ามีแต่ความทันสมัย การมีชื่อเสียงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ในมุมมองของดิฉันไม่ใช่ การเป็นดีไซเนอร์ของดิฉันนั้นต้องมีแกนหลัก อย่างเช่น เทคนิคการตัดผ้าแบบโบราณ หรือการที่ลักษณะลวดลายตามแบบราชสำนักโบราณ พวกนี้คือแกนที่จะทำให้ดีไซเนอร์ยืนยงอยู่ได้นาน และสิ่งนี้คือสิ่งที่ดิฉันไปเสาะหาแสวงหามาตลอด 30 ปี ดีไซเนอร์ที่ดีจึงต้องมีแกนหลักค่ะ”

ทำงานด้านการออกแบบ แรงบันดาลใจถือเป็นสิ่งที่สำคัญ กัว เป่ย มักหาแรงบันดาลใจได้จากสิ่งที่อยู่ในใจเธอ รวมทั้งการเดินทางไปยังที่ต่างๆ ซึ่งสถานที่ที่ให้แรงบันดาลใจแก่ กัว เป่ย ได้ดีมากๆ คือ การเข้าชมพิพิธภัณฑ์ในต่างประเทศ เช่น อาหรับ หรือเอเชีย ซึ่งจุดต่างๆ ประวัติในที่ต่างๆ ออกมาเพื่อใส่ลงไปในชิ้นงาน เพื่อให้ทุกคนเห็นว่าชิ้นงานของเธอนั้นเน้นเรื่องอะไร หรืออย่างการไปปารีส เธอชื่นชอบการไปโบสถ์ โดยคอลเลกชั่นล่าสุดของเธอก็ได้อิทธิพลมาจากโบสถ์ที่ปารีสนี่เอง

“จริงๆ การทำงานระดับโลกหรือระดับไหน คุณจะเจออุปสรรคและปัญหาในทุกขั้นตอน ซึ่งตัวดิฉันเองไม่กลัวปัญหา เพราะปัญหาและอุปสรรคนำมาซึ่งโอกาสที่ดีมาให้ พอเจอปัญหาเราก็จะมีพลัง เหมือนออกไปรบกับศัตรู ซึ่งดิฉันจะรู้สึกแบบนี้ทุกครั้ง ฉะนั้นดิฉันจะยอมรับและเข้าใจและชอบปัญหามากกว่า เพราะปัญหาทำให้เราโตขึ้นก้าวไปอีกสเต็ปหนึ่งของชีวิต”

กัว เป่ย บอกว่า ชีวิตนี้ไม่เคยแพลนหรือคิดอะไรล่วงหน้า ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน ที่เธอได้เริ่มเรียนดีไซน์ โดยไม่ได้คิดว่าจะมีวันนี้ เพราะฉะนั้นปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ แต่ลึกๆ แล้วเธอรู้สึกว่า คนเราจะต้องมีหน้าที่บางอย่างที่ต้องทำ ในฐานะดีไซเนอร์เธอก็มีหน้าที่ที่จะสื่อในเรื่องวัฒนธรรมจีน ความงดงามและประวัติศาสตร์ของจีนออกไป นั่นคือเป้าหมายลึกๆ ของเธอ โดยในอนาคตอยากจะทำชุดเจ้าสาวในแนวชุดประจำชาติ เพื่อประกาศให้รู้ว่านี่คือคนจีนและเธอมีความภาคภูมิใจในประเทศของเธอ

“การเป็นดีไซเนอร์จะต้องมีไฟ ไฟก็คือแรงบันดาลใจลึกๆ ที่เป็นตัวกระตุ้นให้อยากทำ ถ้าถามว่าไฟมาจากไหน ไฟมาจากความรัก รักในสิ่งที่ทำ แต่ความรักนี้ไม่ใช่ความรักธรรมดา สำหรับมนุษย์ความรักนั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ต้องทุ่มเท ต้องอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างลงไป ให้มันออกมาเป็นชิ้นงาน ไม่ใช่ลักษณะที่ทำฉาบฉวย ทำให้ผ่านไปพอให้มีชื่อเสียงแล้วจบ สำหรับดิฉันมันคือการกระโดดลงไปทั้งชีวิต เพราะฉะนั้นปัจจัยตรงนี้ ถ้าคุณไม่มีความรักในงานที่ทำ ซึ่งเป็นความรักแบบลึกซึ้งทุ่มเททั้งชีวิต มันจะไม่ประสบความสำเร็จเลย

ดิฉันจะรู้สึกประทับใจมากที่มีคนเข้ามาหาให้ดิฉันทำเสื้อผ้าให้ เสื้อผ้าไม่ได้อยู่กับคนในช่วงเวลาเดียว แต่จะอยู่กับคนที่เข้ามาสั่งทำตลอดชีวิต มันเป็นการให้ช่วงเวลาดีๆ ที่สวยงามกับลูกค้า ดิฉันไม่ได้เหมือนกับแฟชั่นดีไซเนอร์ทั่วไป ไม่ได้เดินตามรอยดีไซเนอร์ชื่อดังในต่างประเทศ ดิฉันคิดว่าดิฉันมีทางเดินที่อยากนำเสนอว่า ในตู้เสื้อผ้าเรามีกางเกงยีนส์เป็นร้อยตัวซ้ำๆ มันเป็นการเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ หรือผู้หญิงบางคนจะซื้อเสื้อผ้าใส่ครั้งเดียวแล้วทิ้งมันดูเสียเปล่า การที่เราจะซื้อเสื้อผ้าเราต้องชอบก่อน และดิฉันอยากจะทำเสื้อผ้าที่ไม่ใช่แค่ชอบ แต่ให้คนที่ซื้อไปใส่รักไปเลย และอยู่กับลูกค้าไปตลอด”

สุดท้าย กัว เป่ย ฝากแนะนำดีไซเนอร์รุ่นใหม่ๆ ว่า เราต้องเซตเป้าหมายก่อน จากนั้นเราต้องขีดเส้นกรอบมันไว้ เส้นกรอบเหมือนข้างในมันว่าง อาจจะเป็นกลมๆ ขีดเส้นไว้เพื่อให้เรารู้ว่าเราจะเดินทางไปถึงได้อย่างไร“

ถ้าอยากมีชื่อเสียงก็ต้องมีคอนเนกชั่นกับนักข่าว ติดต่อดาราที่มีชื่อเสียงมาใส่ชุดของเรา จ่ายเงินมันทำได้แต่มันจะไปไม่ไกล เพราะสิ่งที่เราทำมันกลวง เหมือนในกล่องเรามันไม่เต็มมันกลวง ต้องทำชิ้นงานเยอะๆ เพื่อเติมเต็มกล่องของเราให้เต็ม เราก็จะสำเร็จและไปได้ไกล เพราะชิ้นงานมันจะพิสูจน์ตัวเอง บางคนอาจจะคิดว่าเงินบันดาลได้ทุกสิ่ง แต่ความจริงมันไม่ใช่ แต่เวลาต่างหากที่สำคัญ เพราะมันจะทำให้คุณประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง”