หนุ่มหล่อนักสร้างบ้าน วีระศักดิ์ จงประวัติสกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มีนาคม 2560 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/487433

หนุ่มหล่อนักสร้างบ้าน วีระศักดิ์ จงประวัติสกุล

โดย…โยธิน อยู่จงดี

“สําหรับผมแล้วบ้านคือจุดเริ่มต้นชีวิตที่ไม่ว่าเราจะล้มหรือท้อสักกี่ครั้ง เราก็ยังมีบ้านให้กลับมีคนในครอบครัวอยู่ให้กำลังใจเราเสมอ ผมจึงใฝ่ฝันอยากเป็นคนที่สร้างบ้านให้ทุกคนได้อยู่อย่างมีความสุขในบ้านที่ผมสร้างขึ้น” เปา-วีระศักดิ์ จงประวัติสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามมั่นคง กล่าว

วีระศักดิ์ เรียนจบด้านวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเรจินา (University of Regina) ประเทศแคนาดา เป็นทายาทคนที่ 3 ของสมศักดิ์-วีนัส จงประวัติสกุล เจ้าของกลุ่มธุรกิจผลิตและจำหน่ายเสาเข็ม แผ่นพื้น บริษัท สยามคอนกรีต ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ มากมาย จนเริ่มขยายกิจการมาสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในพื้นที่ชานเมืองและ จ.ปทุมธานี ในนามบริษัท สยามมั่นคง

“ด้วยความที่ครอบครัวของผมคลุกคลีอยู่กับธุรกิจก่อสร้างมาหลายสิบปี จนมาทำธุรกิจอพาร์ตเมนต์ ผมก็มีความตั้งใจว่าวันหนึ่งเราจะต้องกลับมาช่วยธุรกิจของทางบ้านให้เติบโตขึ้น จึงตัดสินใจเรียนต่อทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเรจินา ประเทศแคนาดา

พอกลับมาประเทศไทยในช่วงที่ผมช่วยงานที่บ้าน บริษัทก็สร้างอพาร์ตเมนต์อีกร่วม 10 ตึก และตัวผมเองก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลโรงงานเสาเข็มอีกแห่งหนึ่ง จึงมีโอกาสได้เรียนรู้ทั้งเรื่องระบบการเงิน บัญชีเบื้องต้น รวมทั้งงานก่อสร้าง ผมคิดว่าข้อดีอย่างหนึ่งของการช่วยธุรกิจของครอบครัวก็คือช่วยสร้างประสบการณ์ในการทำงานอีกระดับ ที่เราไม่ต้องเสียเวลาไปเรียนรู้ด้วยตัวเอง

อย่างเวลาเราอยู่ที่บ้านเราจะได้ฟังเวลาคุณพ่อคุณแม่คุยกับแขกผู้ใหญ่ของท่าน และก็จะได้คำสอนข้อคิดของคนที่มีประสบการณ์อยู่เสมอๆ และยังได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ให้เรียนรู้งานใหญ่ที่สำคัญ เพื่อนำมาปรับใช้กับธุรกิจของเราเอง อย่างครั้งหนึ่งผมมีโอกาสได้เรียนรู้งานจากคุณโกมลและคุณปราโมทย์ เจษฎาวรางกูล ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท วังทอง กรุ๊ป

ตอนนั้นท่านทั้งสองได้ให้โอกาสร่วมทำหมู่บ้านไอ ดีไซน์ วิภาวดี ให้เรียนรู้งานตั้งแต่เริ่มโครงการ การวางผังออกแบบโครงการ ออกแบบบ้าน ดูงานก่อสร้าง และงานขาย ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ถือว่าได้เรียนรู้ประสบการณ์จริงจากมืออาชีพที่มีค่ามากสำหรับเรา จนเราคุยกับครอบครัวว่าเราน่าจะออกมาทำโครงการอสังหาฯ ของเราเองเพราะอสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจที่เป็น 1 ในปัจจัย 4 เป็นธุรกิจที่มีเสน่ห์ มีมูลค่าเพิ่มตามกาลเวลาเพราะมีอย่างจำกัด”

จนกระทั่งโครงการสยามไฮวิลล์ออกมาเป็นรูปร่างและถูกจองจนเกือบหมดในเวลาอันรวดเร็ว จนสามารถเปิดโครงการที่ 2 สยามไฮวิลล์ วงแหวนธัญญะ การันตีความสามารถของผู้บริหารหนุ่มหล่อรายนี้เป็นอย่างดี

“ผมคิดว่าการบริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นงานที่สนุก ตั้งแต่การที่เราจะเลือกทำเลที่ดินมาทำโครงการ เลือกรูปแบบโครงการที่เราจะทำ รวมทั้งรูปแบบทางสถาปัตยกรรม มีความท้าทายจากปัญหาในทุกขั้นตอน ซึ่งทำให้เราต้องมองหานวัตกรรมมาใส่ เพื่อให้เราแตกต่างจากคู่แข่ง

แนวทางในการเลือกทำเลของผม อยู่บนพื้นฐานความต้องการของตลาด ต่อมาก็คือการเดินทางสะดวก สิ่งแวดล้อมดี ผมชอบเลือกโครงการที่ใกล้กับทางด่วนสามารถเดินทางเข้าตัวเมืองได้ง่าย มีตลาด วัด ศูนย์การค้า ที่ผู้อยู่อาศัยสามารถเดินทางซื้อของใช้ในบ้านได้สะดวกก็ทำให้บ้านชานเมืองเป็นทั้งบ้านที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกและยังได้บรรยากาศบริสุทธิ์อีกด้วย

ในความคิดของผมบ้านต้องเป็นมากกว่าสิ่งปลูกสร้าง แต่ต้องเป็นรากฐานอนาคตอันมั่นคงให้กับลูกค้า เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสุขในทุกๆ วัน เราจึงออกแบบบ้านของเราโดยคำนึงถึงผู้อยู่อาศัย เน้นวัสดุที่มีคุณภาพ การก่อสร้างที่ได้มาตรฐาน การออกแบบที่เน้นการอยู่สบาย ให้ผู้อยู่อาศัยอยู่แล้วมีความสุข

ขั้นตอนการสร้างก็เป็นงานหนักที่ต้องเจอปัญหารอบด้าน ผมจำได้ว่าในโครงการแรกนั้นถือว่าเรายังเป็นมือใหม่มากในการบริหารงานในขั้นตอนการก่อสร้าง เรามีเพียงประสบการณ์ด้านวัสดุก่อสร้าง และการทำอพาร์ตเมนต์ แต่กับหมู่บ้านจัดสรรแล้วเป็นสิ่งที่แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง มีความซับซ้อนกว่ามากในแง่ของการออกแบบและการบริการลูกค้า”

ผู้บริหารหนุ่มเชื่อว่าการซื้อบ้านคือการต่อยอดของชีวิต “คนเราเลือกบ้านที่ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะหาได้ และเปลี่ยนแปลงปรับปรุงบ้านในแบบที่ตัวเองเป็น ให้อยู่แล้วมีความสุขอยู่แล้วสบาย หลายคนเลือกซื้อบ้านให้เป็นของตัวเอง เพื่อจะได้ประโยชน์อย่างอื่นตามมา เช่น สร้างครอบครัว แต่งงาน มีห้องให้ลูกอยู่ ไม่ต้องไปอยู่ห้องเช่าเหมือนเมื่อตอนอยู่คนเดียว

บางคนก็ปรับพื้นที่บ้านในการทำธุรกิจ เพราะไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเช่า ถือเป็นการประหยัดต้นทุนของกิจการของตัวเองได้ หลายๆ คนอาจจะกำลังทำงานประจำอยู่และมีเวลาว่างวันเสาร์-อาทิตย์ ก็สามารถนำพื้นที่ใช้สอยของบ้านและเวลาที่ว่างของตัวเองนั้นมาประกอบกิจการตามความถนัดของตัวเอง เช่น การเปิดสอนพิเศษให้กับเด็กๆ ในหมู่บ้าน การสอนดนตรี ศิลปะต่างๆ

หากพื้นที่บ้านค่อนข้างกว้างก็สามารถจัดพื้นที่เป็นธุรกิจงานสัมมนา การทำเวิร์กช็อปในบ้าน ในสวนหลังบ้าน สำหรับผู้ที่สนใจในการเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาวิชาชีพต่างๆ ได้ ซึ่งหากทำได้สำเร็จจริงเราอาจจะไม่เชื่อเลยว่า รายได้ที่ได้เพียงแค่ในวันเสาร์-อาทิตย์ อาจจะสามารถสร้างได้มากกว่าการผ่อนบ้านทั้งเดือนเลยก็เป็นได้ และนั่นหมายความว่าเราสามารถนำทรัพย์สินของบ้านมาใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด นอกจากจะได้บ้านเป็นของตัวเองแล้วยังสามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิตได้ด้วย”

 

ฉัตรชัย ศิริไล โลกที่ต้องก้าวตามให้ทัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2560 เวลา 08:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/487230

ฉัตรชัย ศิริไล โลกที่ต้องก้าวตามให้ทัน

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

“ไม่มีอะไรในโลกที่ได้ผลออกมาร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกอย่างมันย่อมมีข้อผิดพลาด เพราะเราต้องทำงานกับทีม กับลูกค้า กับคู่ค้า เราจึงต้องมีจุดที่เราต้องถอยคนละก้าว มีจุดที่ยอมรับได้ ถึงจะได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย หากทุกคนจะเอาแต่ได้ทั้งหมดมันจะเกิดปัญหาและทำให้องค์กรไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้” ฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ เริ่มต้นบทสนทนา

“ย้อนไปตั้งแต่สมัยผมเรียนหนังสือ ผมมีเป้าหมายอยู่อย่างหนึ่งในชีวิตคืออยากเป็นหมอ เพราะในยุคสมัยที่ข่าวอีสเทิร์นซีบอร์ดกำลังดัง เด็กเอนทรานซ์ส่วนใหญ่อยากจะเลือกเรียนอยู่ 2 คณะก็คือ วิศวกร กับแพทย์ ส่วนตัวผมไม่ชอบทำงานตากแดด (หัวเราะอารมณ์ดี) เลยขอเลือกเรียนหมอดีกว่า

เอนทรานซ์ยุคนั้นจะมีให้เลือก 6 คณะ 3 คณะแรกผมเลือกคณะแพทยศาสตร์หมดเลย ที่เหลืออีก 2 อันดับ ผมก็เลือกคณะที่เกี่ยวกับประมง คิดว่าไม่ได้เรียนหมอก็จะไปเป็นประมง อันดับสุดท้ายเลือกคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี (สถิติศาสตร์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่าคะแนนของเราสามารถลงได้ก็ไปลงเอาไว้ ปรากฏว่าผลสอบออกมาไปติดที่คณะสุดท้าย

ผมก็เลยคิดว่า ก็จะลองเรียนรู้ไปก่อน ถึงเวลาสอบเอนทรานซ์ใหม่อีก 1 ปีค่อยสอบหมอใหม่ แต่พอเรียนไปเรียนมากลายเป็นว่าเราตั้งใจที่จะเรียนให้จบ เพราะว่าเราเลือกสาขาการประมวลผลสถิติด้วยการใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งเราก็ชอบและสนใจด้านคอมพิวเตอร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

 

เรียนจบก็เข้ามาทำงานธนาคารได้ทุนเรียนต่อปริญญาโทวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยซีราคิวส์ สหรัฐอเมริกา สมัยนั้นการเรียนวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ในต่างประเทศจะเรียนกันค่อนข้างหนัก ทำงานอยู่แล็บประมาณตี 3 กลับถึงหอพักโดยใช้รถบัสของทางมหาวิทยาลัยประมาณตี 4 แล้วก็ตื่น 7 โมงเช้า เพื่อเดินทางไปเรียนที่มหาวิทยาลัยต่อแล้วก็เลิกประมาณตี 3 ชีวิตก็จะวนเวียนอยู่อย่างนี้ประมาณ 2 ปี

สิ่งที่ผมได้จากการเรียนวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ระบบการจัดการความคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ แต่สิ่งที่ได้มากกว่านั้นคือคำว่า อาร์ต ออน ไซน์ หรือการมีศิลปะบนวิทยาศาสตร์ จริงอยู่ว่าการคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์สอนให้เรารู้จักวิธีการคิดออกมาให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด คือถ้ามีคะแนนร้อยคุณจะต้องทำให้ได้เต็มร้อย แต่ในชีวิตของการทำงานจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ เพราะว่าเราไม่ได้ทำงานเพียงคนเดียว จึงต้องมีจุดยืดหยุ่นในการทำงาน ไม่มีทางที่ทุกคนจะเห็นเหมือนคุณ และไม่มีสิ่งใดจะได้ผลสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราคิดว่าไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามต้องทำให้เต็มที่ เพราะระบบการสอบของมหาวิทยาลัยซีราคิวส์ ในข้อสอบแต่ละข้อ หากคุณทำได้จะได้บวกจากคะแนนปกติไปอีก 20 คะแนน แต่หากทำไม่ได้จะกลายเป็นติดลบ 20 ที่อื่นเป็นแบบนี้หรือเปล่าผมไม่ทราบ แต่ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าระบบการคิดคะแนนแบบนี้เป็นระบบคิดคะแนนที่ดี ทำให้เราต้องตอบอย่างเต็มที่ มั่วไม่ได้ เพราะถ้ามั่วคือติดลบ ถ้าทำเต็มที่เต็มกำลังจะได้คะแนนบวกเพิ่มไปอีก ข้อไหนไม่ได้พักไว้ก่อนไปทำข้ออื่นแล้วกลับมาตอบใหม่ ตั้งใจคิดคำตอบออกมา ติดนิสัยมาจนถึงวันนี้ที่ไม่ว่าจะทำอะไรต้องเต็มที่เสมอ”

ไม่ใช่เพียงแค่หลักวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่ผู้บริหารหนุ่มเลือกมาใช้ เทคนิคจากงานอดิเรก เช่น การต่อจิ๊กซอว์และมุมมองในการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารงานธนาคาร ก็ช่วยให้เขานำพาองค์กรให้เดินหน้าประสบความสำเร็จให้เป็นองค์กรสมัยใหม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคด้วยเช่นกัน

 

“ทุกวันนี้เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตคนเราค่อนข้างมาก ข้อดีอย่างหนึ่งก็คือร่นระยะทางความเร็ว ความรู้ ให้สั้นลง เดี๋ยวนี้เด็กๆ อยากจะรู้เรื่องอะไรสักเรื่องแค่เข้าอินเทอร์เน็ตก็ได้ข้อมูลเพียงพอที่จะทำให้เขามีความรู้มากพอๆ กับผู้ใหญ่ ดังนั้นเราจะต้องยอมรับและใช้เทคโนโลยีให้ตรงตามจุดประสงค์ และเรื่องอายุก็ไม่ใช่อุปสรรคในการเรียนรู้อีกต่อไป เพราะเทคโนโลยีเริ่มปรับตัวให้เข้ากับชีวิตเราได้มากขึ้น

องค์กรของเราเองก็เช่นกันที่ต้องปรับให้ทันตามเทคโนโลยี แต่ความเปลี่ยนแปลงคงจะไม่เกิดในทันทีทันใดภายในหนึ่งเดือน ยิ่งเป็นองค์กรใหญ่ยิ่งต้องใช้เวลานาน แต่เราก็เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องพัฒนาตัวเองให้ทันโลก ยิ่งการทำงานในสายการเงินแล้วยิ่งได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

สิ่งที่ธนาคารทำ ก็คือการนำเอาเทคโนโลยีด้านการเงินเข้ามาร่วมให้บริการ อย่างเช่นการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านอินเทอร์เน็ต ผ่านแอพพลิเคชั่น และอนาคตต่อไปอาจจะมีระบบการจองคิวล่วงหน้าเพื่อไม่ให้ลูกค้าเสียเวลาเข้ามารอครึ่งค่อนวันเหมือนแต่ก่อน เพื่อลดคำว่าเสียเวลาลงให้มากที่สุด แต่การเข้ามาของเทคโนโลยีก็หมายความว่าพนักงานของเราทุกคนก็ต้องปรับตัวให้ก้าวทันตามเทคโนโลยีที่เข้ามาด้วยเช่นกัน เพียงแต่จะต้องเป็นไปในรูปแบบที่ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป

การทำงานก็เหมือนกับการต่อจิ๊กซอว์ ทุกอย่างมันไม่จำเป็นต้องทำให้เสร็จภายในครั้งเดียวหรือเห็นภาพภายในครั้งเดียว สิ่งที่เราทำก็คือหาชิ้นส่วนที่เป็นขอบเพื่อสร้างกรอบการทำงานออกมา รู้ว่าขอบเขตของรูปอยู่ตรงจุดไหนบ้าง จากนั้นก็ค่อยไปแยกส่วนทีละชิ้น บ้าน ท้องฟ้า ต้นไม้ และน้ำทะเล หรือขึ้นอยู่กับว่าเราต่อภาพอะไร จากนั้นแยกภาพส่วนใดส่วนหนึ่งออกมาต่อข้างนอกให้สำเร็จ แล้วก็นำมาต่อให้เสร็จเป็นส่วนๆ

 

ส่วนไหนที่คุณหาไม่เจอ ส่วนใดที่คุณยังไม่สามารถต่อได้เลย เวลานั้นให้คุณถอยออกมาก่อน การทำงานก็เช่นกัน เวลาที่เราทำงานแล้วเราเจอปัญหาไม่ว่าจะพยายามแก้อย่างไรก็แก้ไม่ได้ อยากหาทางออกก็ไม่เจอ ให้ถอยออกมาก่อนแล้วค่อยกลับเข้าไปใหม่ ก็เหมือนกับการต่อจิ๊กซอว์ จะมีชิ้นส่วนบางชิ้นที่เราหาอย่างไรก็ไม่เจอ ให้พักไว้ก่อนแล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ ไปกินข้าว ทำสมองให้กลับมาปลอดโปร่ง

เมื่อเดินกลับมาหาใหม่ คุณจะพบว่า ในทุกครั้งคุณจะพบจิ๊กซอว์ที่เป็นปัญหา ในการทำงานของเราก็เช่นกัน หากจะพูดในแง่ของการทำงานเป็นทีมก็สามารถทำได้เช่นกัน การทำงานเป็นทีมเราต้องแยกให้ชัดเจนว่าทีมไหนที่จะต่อกรอบ ทีมไหนจะหาชิ้นส่วนภายในภาพ เมื่อทุกทีมทำภาพเสร็จแล้วก็นำมาต่อรวมกันเป็นภาพใหญ่ที่สวยงาม แต่ปัญหาอย่างหนึ่งในการทำงานเป็นทีมก็คือจะมีบางชิ้นส่วนที่ก้ำกึ่งคาบเกี่ยวระหว่างการทำงาน ซึ่งมันจะเป็นชิ้นส่วนปัญหา ให้แยกมาพักไว้แล้วค่อยคิดกันทีหลัง เพราะว่าถ้าเกิดคุณมัวเสียเวลาในการแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ อยู่ตลอดทำงานอย่างไรก็จะไม่มีวันสำเร็จ

ถ้าเวลานี้คุณต่อรูปนี้ไม่ได้ คุณก็ไปต่อรูปอื่นค่อยๆ เป็นรูปร่าง เมื่อคุณทำไปเรื่อยๆ วันละเล็กวันละน้อยมันจะประสบความสำเร็จในภาพที่คุณต้องการ มีคำกล่าวที่เขาชอบว่ากันว่ากรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว การต่อจิ๊กซอว์หรือการวางแผนในการทำงานให้ประสบความสำเร็จก็เช่นเดียวกัน มันต้องใช้เวลา

ในการบริหารงานผมตั้งเป้าไว้ 4 ปี เราจะต้องเห็นอะไรในองค์กร แล้วก็แบ่งออกไปว่าในแต่ละปีเราจะต้องเห็นอะไร แล้วสื่อสารกับทุกคนในองค์กรให้เห็นภาพเดียวกัน ในการทำงานผมจะบอกลูกน้องเสมอว่าแผนเปลี่ยนได้ แต่เป้าหมายเปลี่ยนไม่ได้ เพราะว่าในสถานการณ์จริงมันมีตัวแปรอย่างอื่นมากมายที่ทำให้เราไปไม่ถึงเป้าหมาย ดังนั้นแผนจะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ เพื่อทำให้งานของเราเดินหน้าไปถึงเป้าหมายที่เราต้องการ

 

ในการทำงานของผมจะมีเป้าหมายสูงสุดที่เราตั้งไว้ว่า ถ้าทำได้ก็คือกำไรและเกิดถึงจุดนึงที่เราตั้งอยู่ แต่ถ้าเกิดไม่ถึงจุดที่เราตั้งไว้แต่ว่ายังอยู่ในระดับที่เราพอใจว่าสามารถทำได้แค่นี้ก็ดีแล้ว มันก็เป็นสิ่งที่เรารับได้ ยิ่งในฐานะเบอร์หนึ่งขององค์กรเวลาเกิดปัญหาเราจะเสียกำลังใจไม่ได้ และเวลาที่เราจะทำงานอะไรก็ตาม เราต้องทำให้เต็มที่เต็มร้อยเต็มความสามารถที่มี

เพราะชีวิตมีอยู่ 2 อย่างที่เราเอาคืนไม่ได้ก็คือเวลากับความตาย ถ้าเราทำไม่เต็มที่อย่ามาทำให้เสียเวลาชีวิต เพราะว่าเวลาผ่านไปแล้วก็ผ่านไปเลย มันย้อนกลับคืนแก้ไขไม่ได้ ถามว่าในชีวิตมีสิ่งไหนที่เรารู้สึกเสียดายไปบ้างที่ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปเอาได้ ก็ต้องบอกว่าเป็นช่วงชีวิตที่ผมอายุประมาณ 29 ปี

ตอนนั้นผมเป็นเลขาฯ ผู้จัดการใหญ่ ประมาณทุ่มสองทุ่มผมยังนั่งทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ มองกระจกลงไปข้างล่างเห็นเพื่อนๆ ในรุ่นเดียวกันลงไปเตะบอลบ้าง ก็ออกไปเดินช็อปปิ้ง รับประทานอาหารกับครอบครัว กับคนรัก ซึ่งผมไม่ได้มีชีวิตแบบนั้น แต่ผมก็ได้ชีวิตที่ดีอีกด้านหนึ่งกลับมา

หากจะบอกจริงๆ แล้วในชีวิตของคนเราไม่ได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องการ ได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมาก็อาจจะต้องยอมเสียอีกสิ่งหนึ่งไปเป็นเรื่องธรรมดา ขอให้ทำให้ดีที่สุด ทำเต็มที่ในทุกสิ่งที่เราได้ทำก็พอ”

 

บนเส้นทางตัวโน้ตแห่งฝัน วรเศรษฐ์ อภิญญาวัชรกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มีนาคม 2560 เวลา 10:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/487084

บนเส้นทางตัวโน้ตแห่งฝัน วรเศรษฐ์ อภิญญาวัชรกุล

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ระหว่างที่กลับมาเยือนเมืองไทยในระยะเวลาสั้นๆ วรเศรษฐ์ อภิญญาวัชรกุล หรือ ต๊ะ มีงานดนตรีให้ทำไม่น้อย ในค่ำวันที่เราไปสัมภาษณ์นั้น เขาต้องไปเล่นกีตาร์ให้กับ อะตอม-ชนกันต์ รัตนอุดม ก่อนหน้านั้นก็เพิ่งไปร่วมวงกับ หนึ่ง-จักรวาล เสาธงยุติธรรม ที่รายการ The Mask Singer ในวันถัดไปเขาก็มีคิวทำเวิร์กช็อปและมินิคอนเสิร์ตกับ แจ็ค-ธรรมรัตน์ ดวงศิริ ที่ลาว รวมทั้งยังมีเล่นให้กับ บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ อีกด้วย นั่นแสดงให้เห็นว่า ในแวดวงนักดนตรีไทยแล้ว ต๊ะได้รับการยอมรับในฝีมือไม่น้อย ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเป็นมือกีตาร์ชาวไทยซึ่งกำลังโลดแล่นสร้างชื่อสร้างงานอยู่ในอเมริกาด้วย

นักกีตาร์หนุ่มวัย 30 ปีคนนี้ จบการศึกษาสาขา Guitar Institute of Technology (GIT) จาก Musician Institute (MI) สหรัฐอเมริกา เคยทำงานเป็นครูผู้ช่วยสอนที่สถาบันนี้ ก่อนจะกลายเป็นนักดนตรีอิสระ ซึ่งมีงานแสดงตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะในลอสแองเจลิส รวมถึงการบันทึกเสียงให้ห้องอัดให้กับศิลปินมีชื่อ และสอนกีตาร์ให้กับคนที่สนใจ

8 ปีที่อเมริกา ทำให้ต๊ะกลายเป็นมือกีตาร์ผู้ช่ำชองในหลากหลายแนวทางดนตรี ทั้งแจ๊ซ อาร์แอนด์บี กอสเพล ฯลฯ แต่ถ้าย้อนไปยังจุดเริ่มต้น หนุ่มเชียงใหม่คนนี้เริ่มมาจากเปียโนคลาสสิก ก่อนจะมาหลงรักกีตาร์ และดนตรีเมทัล “พ่อส่งไปเรียนออร์แกนตั้งแต่ 5 ขวบ แล้วก็เรียนเปียโนคลาสสิกมาจนถึงอายุ 15 ปี พอตอนเรียนมัธยมผมก็มาเจอเพื่อนกลุ่มหนึ่ง เขาก็เอาเอ็กซ์เจแปนมาให้ฟัง” นั่นกลายเป็นจุดเปลี่ยน บวกกับการได้รู้จักกับงานของ ไมเคิล แจ็กสัน ทำให้เขาเลิกเรียนเปียโนหันไปสนใจกีตาร์อย่างจริงจัง และในปีท้ายๆ ของการเรียนระดับมัธยม ต๊ะก็ตัดสินใจลาออกมาศึกษานอกโรงเรียนและฝึกกีตาร์คลาสสิก เขาใช้เวลา 1 ปี จากที่เล่นไม่เป็นเลยจนสามารถสอบเข้าเรียนภาควิชาดนตรีในมหาวิทยาลัยพายัพได้ ระหว่างนั้นเขากับเพื่อนก็ตั้งวงเมทัล และมีผลงานอัลบั้มออกมาหนึ่งชุด

ไม่นานต่อมาก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ต๊ะต้องออกจากมหาวิทยาลัยและเดินทางไปออสเตรเลีย เขาตั้งใจจะไปเรียนที่นั่น แต่ทิศทางชีวิตก็หันเหอีกครั้ง เมื่อนักดนตรีรุ่นพี่แนะนำให้ไปเรียนกีตาร์ที่อเมริกาแทน “พี่เขาบอกว่า ถึงแม้ว่ายูจะเก่งที่สุดในออสเตรเลีย ก็ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จหรือจะดังได้ ที่อเมริกาน่าจะมีโอกาสมากกว่า แล้วพอดีช่วงนั้นดอลลาร์อเมริกากำลังลงด้วย ก็เลยไป”

พอไปถึงอเมริกาได้ 6 เดือน ด้วยความจำเป็นของทางบ้านทำให้ต๊ะต้องดูแลค่าใช้จ่ายของตัวเอง นอกเหนือไปจากค่าเล่าเรียนซึ่งพ่อแม่จ่ายให้ “ตอนนั้นอายุประมาณ 22 รู้สึกเคว้งคว้างมาก ตอนแรกว่า เราจะเน้นไปเรียนอย่างเดียว” หนุ่มน้อยจึงต้องหางานทำ ซึ่งก็รวมถึงเล่นดนตรีที่ร้านอาหารไทยด้วย

ที่เอ็มไอ ต๊ะมีโอกาสได้ฝึกวิชากับอาจารย์ ซึ่งเป็นนักดนตรีระดับโลก หลังเรียนจบเขาถูกเลือกให้เป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอน เขาทำงานนี้อยู่หนึ่งปี ก่อนออกมาเป็นนักดนตรีอิสระทำงานในสตูดิโอและสถานที่ต่างๆ ซึ่งเปิดโอกาสให้ต๊ะได้เรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านการทำงานกับนักดนตรีต่างเชื้อชาติ วัฒนธรรม และแบ็กกราวด์ มือกีตาร์หนุ่มเชื้อสายเอเชียคนหนึ่งต้องดิ้นรนต่อสู้ไม่น้อย แรกๆ เขาหางานตามประกาศ ต่อมาเมื่อมี “คอนเนกชั่น” มากขึ้น ก็ทำให้โอกาสและประสบการณ์ถูกหยิบยื่นมามากขึ้น “งานตอนนี้ก็อาทิตย์หนึ่งก็น่าจะประมาณ 4 งาน ก็ไม่ถึงกับสบายมาก แต่ก็ไม่ได้แร้นแค้น พอมีเก็บนิดหน่อย ไม่ถึงกับว่าสามารถจับจ่ายใช้สอยได้เต็มที่”

เป้าหมายในอนาคตของต๊ะ คือ “ทำอัลบั้มของตัวเองให้เสร็จภายในปีนี้ เป็นเพลงบรรเลงแนวทางดนตรีน่าจะรวมแนวทางที่ผมชอบ ทั้งแจ๊ซ อาร์แอนด์บี ทั้งหมดให้ผสมอยู่ด้วยกันได้ ปกติผมเล่นกีตาร์หลากหลายแนวอยู่แล้ว มันเกิดจากการเรียนรู้จากคนที่ถนัดในแนวทางนั้น ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าของจริงมันเป็นยังไง เวลาเราไปทำงานที่ไหน เราก็ต้องดูด้วยว่า งานนี้คนนี้เขาต้องการยังไง ผมไม่ได้เป็นคนที่ต้องยึดกับสิ่งที่เคยเรียนมา หรือเคยฟัง หรือเคยทำ แต่ละคนซึ่งผมไปร่วมงานด้วยเขาก็ไม่เหมือนกัน ถ้าเขาเลือกผมไปทำงานด้วย ผมก็จะทำสุดความสามารถให้ได้อย่างที่เขาต้องการ แต่เราก็ไม่ลืมใส่ความเป็นตัวเราเข้าไปด้วย เพราะนี่คือเหตุผลที่เขาเลือกเรามา”

อีกหนึ่งความตั้งใจของต๊ะ คือ การออกทัวร์กับศิลปินที่มีชื่อเสียง ซึ่งน่าจะเป็นประสบการณ์สนุกและท้าทาย เพราะการใช้ชีวิตในรถบัสกับวงยาวนานหลายๆ เดือนเพื่อไปเล่นตามที่ต่างๆ นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องปรับตัวทุกอย่าง แม้จะยาก แต่ต๊ะคิดว่าโอกาสกำลังจะมาถึงไม่นานนี้ งานชิ้นล่าสุดของต๊ะ คือสร้างสรรค์แอมป์กีตาร์รุ่นซิกเนเจอร์ให้กับบริษัทผู้ผลิตแอมป์กีตาร์ในไทยแห่งหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันออกจำหน่ายแล้ว

ประสบการณ์เกือบ 10 ปี ทำให้ต๊ะเชื่อว่านักดนตรีไทยมีความสามารถ และน่าจะมีโอกาสในการทำงานระดับอินเตอร์มากกว่านี้ อีกทั้งวงการดนตรีไทยน่าจะพัฒนาไปได้อีกไกล หากรัฐบาลหรือเอกชนให้ความสำคัญและสนับสนุนด้วย “เหมือนเกาหลีที่เขาลงทุนไปมาก ทุกวันนี้เขาก็ได้กลับคืนมาเพราะอุตสาหกรรมบันเทิง ถ้าลองฟังเทียบดูระหว่างเคป๊อปกับเพลงฝรั่ง ผมว่าปัจจุบันคุณภาพมันใกล้กันมาก เพราะเขาเอาโปรดิวเซอร์ระดับโลกเข้าไปทำงานเพลง ทำให้เกิดการพัฒนาในวงการเพลงของเขา จริงๆ แล้วไทยเราควรจะทำได้มากกว่านี้ เรามีนักดนตรีและโปรดิวเซอร์เก่งเยอะแยะ”

บนเส้นทางสายดนตรี ยังคงมีฝันที่ วรเศรษฐ์ อภิญญาวัชรกุล ต้องการไปให้ถึงและทำให้ได้ “ตอนนี้งานที่อเมริกาก็ยังมีให้ทำเรื่อยๆ ที่เมืองไทยก็มีบ้าง ก็ไม่อยากทิ้ง ถ้ามีโอกาสก็คงต้องไปๆ มาๆ แบบนี้ก่อน” อาจจะไม่ได้สวมเสื้อทีมชาติไทยเหมือนนักกีฬา แต่หลายคนที่ได้รับรู้เรื่องราวของเขาต่างก็ส่งกำลังใจไปให้ และเชียร์ให้มือกีตาร์คนนี้ประสบความสำเร็จที่อเมริกา

 

ฮง เต็ง โป เชฟเบเกอรี่สุดครีเอท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มีนาคม 2560 เวลา 10:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/486641

ฮง เต็ง โป เชฟเบเกอรี่สุดครีเอท

โดย…ภาดนุ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เชฟหนุ่มเชื้อสายจีนมาเลย์ วัย 30 ปี  ฮง เต็ง โป คือหัวหน้าส่วนครัวขนมหวานประจำโรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ และโรงแรมดับเบิลทรี บาย ฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ ด้วยฝีมือการทำเบเกอรี่ที่รสชาติอร่อย บวกกับไอเดียแสนครีเอทในการสร้างสรรค์รูปลักษณ์เมนูที่หาตัวจับยาก ทำให้เขาก้าวหน้าในอาชีพอย่างรวดเร็วแม้อายุจะยังน้อย

“ผมให้ความสนใจในเรื่องการทำอาหารมาตั้งแต่เด็กๆ ในวัยเยาว์ผมมีความฝันอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือการเป็นกราฟฟิก ดีไซเนอร์ และอย่างที่สอง ก็คือการเป็นเชฟหรือเป็นพ่อครัว ดังนั้นหลังจากที่เรียนจบชั้นมัธยมปลาย ผมจึงไม่รีรอที่จะสมัครเรียนที่ Flamingo International College, Selangor ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนทำอาหารในทันที

ในช่วงที่เรียนใกล้จะจบ ผมได้สมัครเข้าไปฝึกงานที่โรงแรมอีควาทอเรียล (Equatorial) ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ที่โรงแรมแห่งนี้ ผมได้ฝึกฝนฝีมือและสะสมประสบการณ์ในการทำอาหารและขนม โดยมีหัวหน้าเชฟขนมหวานชื่อ เชฟเอสเค ลิม เป็นผู้สอนเทคนิคให้ด้วยความเอาใจใส่ เมื่อนึกย้อนไปแล้วผมรู้สึกขอบคุณเขามากจริงๆ เลยครับ”

จากประสบการณ์ในการฝึกงานที่โรงแรมครั้งนี้ ทำให้เชฟฮงได้งานเต็มเวลางานแรกที่โรงแรมเรเนซองส์ ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ในตำแหน่งผู้ช่วยเชฟในเวลาต่อมา ซึ่งเขาใช้เวลากว่า 2 ปีที่นั่น ก่อนจะย้ายไปฝึกฝนฝีมือและหาประสบการณ์ยังที่ใหม่ ณ โรงแรมฮิลตัน เปตาลิง จายา

“หลังจากทำงานที่โรงแรมฮิลตัน เปตาลิง จายา ได้พักใหญ่ ผมก็ได้รับโอกาสใหม่ๆ โดยถูกเสนอให้ไปทำงานที่โรงแรมอีควาทอเรียล ที่เกาะปีนัง โดยครั้งนี้ผมได้รับการโปรโมทให้เป็นหัวหน้าส่วนครัวขนมหวานของที่นั่น ซึ่งถือว่าเป็นงานแรกที่ทำให้ผมมีโอกาสได้เรียนรู้บทบาทหน้าที่ใหม่ นั่นคือการเป็นหัวหน้างานที่ต้องรับผิดชอบการทำงานของทีมงานและลูกน้องในทีมไปในตัว”

ด้วยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ชอบลองผิดลองถูก และมักจะหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการคิดค้นสูตรขนมอยู่เสมอ ทำให้เบเกอรี่เมนูใหม่ๆ ที่เชฟฮงคิดค้นขึ้นจึงไม่ได้มีดีแค่รสชาติ หากแต่มีรูปลักษณ์ที่สวยงามแปลกตาและมีเอกลักษณ์ของตัวเอง จึงเป็นจุดเด่นที่ทำให้เขาพัฒนาตัวเองได้เร็วกว่าคนอื่น แถมยังได้รับคำชมและกล่าวขานถึงความเป็นเชฟเบเกอรี่ไฟแรง จนได้รับโอกาสก้าวหน้าในอาชีพอีกหลายครั้งตามมา

“หนึ่งในโอกาสดีๆ ที่ผมได้รับก็คือ การได้เดินทางมาทำงานที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยเริ่มงานที่โรงแรมฮิลตัน ภูเก็ต อาร์เคเดีย รีสอร์ท แอนด์ สปา ที่นี่ทำให้ผมได้เรียนภาษาและวัฒนธรรมไทยเพิ่มเติมด้วย หลังจากทำงานที่ภูเก็ตได้ 2 ปี ผมก็ได้รับโอกาสในการก้าวหน้าอีกครั้ง นั่นคือการมาเป็นหัวหน้าส่วนครัวขนมหวานที่ต้องดูงานของ 2 โรงแรมในกรุงเทพฯ นั่นคือ โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ และโรงแรมดับเบิลทรี บาย ฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ อย่างในปัจจุบันนี้

การได้มาดูแลรับผิดชอบส่วนครัวขนมหวานของทั้งสองโรงแรม ทำให้ผมรู้สึกสนุกกับงานมาก เพราะโดยนิสัยส่วนตัวของผมแล้วจะชอบความท้าทาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคิดเมนูขนมใหม่ๆ ที่มีความสร้างสรรค์ โดยหยิบเอาวัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่นมาเป็นส่วนประกอบของเบเกอรี่ ซึ่งสามารถเรียกรอยยิ้มของทุกคนที่เห็นและได้ชิมออกมาได้”

เชฟฮงเสริมว่า เขารักที่จะเรียนรู้บนเส้นทางสายนี้ไปเรื่อยๆ และคิดไว้ว่าจะพัฒนาตัวเองให้ก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น นั่นก็คือการเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟให้ได้ โดยตั้งเป้าหมายไว้อีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดได้แล้ว เขาก็จะผันตัวเองไปเป็นเจ้าของกิจการร้านขนมเล็กๆ น่ารักๆ ซึ่งอาจจะเปิดร้านที่กรุงเทพฯ หรือที่ภูเก็ตก็ได้ เพราะเมืองไทยเป็นประเทศที่เขาชอบ เลยอยากจะอยู่ทำงานที่นี่ไปนานๆ

“ช่วงนี้ผมทำงานเกือบทุกวันเพราะรู้สึกสนุกกับมัน ที่จริงในหนึ่งสัปดาห์ผมจะได้หยุด 2 วัน แต่ด้วยความที่ผมย้ายมาทำงานที่นี่ได้ยังไม่ครบ 1 ปี จึงมีเรื่องต่างๆ มากมายรอให้ผมต้องจัดการ ซึ่งผมก็เต็มใจทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นงานที่ผมรักและเลือกที่จะทำตั้งแต่แรกแล้ว

วันไหนถ้าได้หยุดแบบจริงจัง ผมจะเลือกอ่านหนังสือการ์ตูนเพื่อเป็นการผ่อนคลาย บ้านผมในมาเลเซียมีห้องเก็บหนังสือการ์ตูนที่ใหญ่มากๆ คือผมเก็บสะสมหนังสือการ์ตูนที่ผมอ่านมาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบันนี้เลยละ หนังสือการ์ตูนเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้ผมคิดค้นเค้กที่หน้าตาน่ารัก แปลกใหม่ และมีเอกลักษณ์ออกมาได้ และที่สำคัญรสชาติของขนมยังต้องอร่อยถูกปากคนกินด้วยครับ”

พันนาคอตต้ามะพร้าวใบเตย

ส่วนผสม

-ใบเตย กะทิ ครีม น้ำตาล แผ่นเจลาติน

วิธีทำ

-นำแผ่นเจลาตินไปแช่ในน้ำเย็น แล้วทิ้งไว้ให้อ่อนนุ่ม

-ปั่นใบเตยพร้อมกับกะทิและครีมให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้ว

พักไว้

-นำมาอุ่นด้วยความร้อน แล้วเติมน้ำตาล พร้อมคนให้เข้ากัน นำไปใส่ในแม่พิมพ์ แช่เย็นไว้

มูสมะม่วง

ส่วนผสม

-พิวเรมะม่วง น้ำตาล ครีม

วิธีทำ

-อุ่นพิวเรมะม่วงด้วยความร้อน เติมน้ำตาลแล้วทำให้เย็นนี้จากนั้นเติมครีมและน้ำตาลอีกเล็กน้อย เสร็จพักไว้อัลมอนด์บิสกิต

ส่วนผสม

-น้ำตาล ไข่ขาว วานิลลา เนย แป้งเค้ก

วิธีทำ

-นำเนยไปตั้งไฟให้ละลาย เติมน้ำตาล ไข่ขาว วานิลลาแป้งเค้ก จากนั้นเติมเนยที่ละลายแล้วลงไปใส่แม่พิมพ์ต้นมะพร้าว พักไว้ แล้วนำไปอบในอุณหภูมิ 180 องศาบัลซามิกคาเวียร์

ส่วนผสม

-น้ำมันมะกอกบัลซามิก น้ำมะนาว น้ำตาล แป้งเอการ์เอการ์ น้ำสะอาด

วิธีทำ

-นำน้ำมันมะกอกบัลซามิกไปแช่เย็นไว้ 3 ชั่วโมง

-ต้มน้ำแล้วใส่ส่วนผสมที่เหลือลงไป คนให้เดือด

-นำส่วนผสมที่ได้หยดใส่ลงไปในน้ำมันมะกอกบัลซามิกซึ่งแช่ไว้จนเข้าที่แล้ว ก็จะได้เม็ดคาเวียร์เทียม ช้อนขึ้นแล้วนำไปแช่ในน้ำเย็น

น้ำตาลครัมเบิล

ส่วนผสม

-แป้งเค้ก เนย น้ำตาล ผงอัลมอนด์

วิธีทำ

-ผสมแป้ง น้ำตาล และผงอัลมอนด์ให้เข้ากัน แล้วนำไปใส่ในตู้เย็น แช่ทิ้งไว้ข้ามคืน

-นำออกมาในวันรุ่งขึ้น แล้วนำไปอบในอุณหภูมิ 180 องศา จนได้สีเหลืองน้ำตาล

ไอศกรีมกะทิ

ส่วนผสม

-พิวเรมะพร้าว นม น้ำเชื่อม เหล้ารัมฮาวาน่า มาลิบูลิเคียวร์

วิธีทำ

-นำส่วนผสมทั้งหมดปั่นเข้าด้วยกันจนเนียน แช่ช่องฟรีซทิ้งไว้ค้างคืน ก็จะได้ไอศกรีมกะทิ

นำทุกอย่างมาตกแต่งในจาน โดยใช้จินตนาการจัดวางตามชอบ โดยอาจจะใช้ช็อกโกแลตทำเป็นถ้วยหรือรูปลูกมะพร้าว จากนั้นให้ตักไอศกรีมกะทิใส่ลงไป พอจัดเสร็จสวยงามแล้วก็เสิร์ฟได้เลย

 

รัฐพงษ์ รัตนหิรัญญา หนุ่มนักบริหารมาดสุขุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มีนาคม 2560 เวลา 10:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/486499

รัฐพงษ์ รัตนหิรัญญา หนุ่มนักบริหารมาดสุขุม

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เบนซ์-รัฐพงษ์ รัตนหิรัญญา ผู้บริหารหนุ่มโปรไฟล์เริ่ด แต่เก็บตัวเหมือนเป็นหนุ่มโลว์โปรไฟล์นี้ กลายเป็นที่รู้จักในวงสังคม หลังจากเมื่อปลายปีที่ผ่านมาเขาได้ลั่นระฆังวิวาห์กับสาวสังคมคนดัง ดีกรีนางเอกละคร เจ้าแม่โฆษณาอย่าง พอลลี่-พรพรรณ สิทธินววิธ หลังจากคบหาดูใจกันได้ไม่นาน

งานนี้ทำเอาหลายคนอยากเข้าไปทำความรู้จักเหลือเกินว่าชายหนุ่มมาดสุขุมและอบอุ่นคนนี้เป็นใคร เพราะถึงลองค้นหาความเป็นมาของเขาดู ก็บอกเลยว่าเรื่องนี้อากู๋ (กูเกิล) ยังต้องยอมแพ้

เส้นทางชีวิตของเบนซ์ ถ้าเปรียบเทียบเป็นการเดินทาง ต้องบอกว่าเป็นการเดินทางที่มีจุดหมาย แต่คำจำกัดความของปลายทางอาจไม่ใช่การเดินทางไปให้ถึงเท่านั้น แต่เป็นการสั่งสมความสำเร็จในทุกย่างก้าวเพื่อไปถึง ปัจจุบันผู้บริหารหนุ่มในวัย 36 ปี  นั่งแท่น Chief Operation Officer (COO) ของบริษัท ไทยสตีลอิมปอร์ต ผู้ผลิตและจำหน่ายเหล็กแผ่นสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้าง ในฐานะทายาทรุ่นที่ 3

เห็นลุคปราดเปรียว บริหารงานอย่างเฉียบขาด ใครจะคิดว่าเบนซ์ไม่ได้มีดีกรีในสายบริหารหรือการตลาดตามสูตรสำเร็จของผู้บริหารทั่วไป แต่เขาคือบัณฑิตหนุ่มนักกฎหมาย ที่เคยฝันอยากเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ในระบบกฎหมายไทยมาก่อน

“หลังจากจบไฮสกูลที่สิงคโปร์ ผมตัดสินใจเรียนต่อคณะนิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เพราะสนใจเรื่องการจัดสรรผลประโยชน์ในสังคม ในแง่ตัวบทกฎหมายว่ามีกลไกอย่างไร แต่ด้วยความที่ออสเตรเลียมีข้อกำหนดว่า นักศึกษาต่างชาติไม่สามารถเรียนวิชากฎหมายอย่างเดียวได้ ต้องเรียนคู่กับคณะอื่นด้วย ผมเลยเลือกสายการเงินคู่ไปด้วย เพราะตอนนั้นผมสนใจพวกกฎหมายเอกชนเกี่ยวกับการทำสัญญาการเงินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอปรึกษาที่บ้านก็เห็นด้วย เพราะถ้าเรียนด้านการเงินควบคู่ จะทำให้ผมมีความรู้เรื่องตลาดเงินและตลาดทุน สามารถต่อยอดนำไปใช้ทำอาชีพในอนาคตด้วย”

เบนซ์ใช้เวลาเรียนปริญญาตรีเบ็ดเสร็จ 5 ปี จึงตัดสินใจกลับมาทำงานในบริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมาย เขาบอกว่า เมื่อมองย้อนกลับไป ยังรู้สึกดีใจที่ตัวเองได้เลือกเส้นทางที่ถูกต้อง ได้เรียนในสิ่งที่รักและสนใจ บวกกับสามารถเอามาต่อยอดในการทำงานได้ 5 ปีในการทำงานด้านกฎหมาย สนุกครบรส ถึงงานจะหนัก แต่ก็ได้เรียนรู้ และท้าทาย ได้เป็นส่วนหนึ่งในฟันเฟืองของระบบกฎหมายที่เขาวาดหวังไว้สมใจ

“งานสนุกมาก แต่ก็แลกกับเวลาในชีวิตมากเหลือเกิน เพราะช่วงทำงานทางบริษัทให้ผมไปเรียนปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพิ่มด้วย เพราะอยากให้เรามีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายไทยเพิ่มเติม ช่วงทำงานอยู่ที่บริษัทกฎหมาย ผมรู้สึกว่าผมบาลานซ์ชีวิตการทำงานและส่วนตัวไม่ได้ บวกกับมาถึงจุดที่ผมมองว่า รู้สึกว่าคุณพ่อแก่ขึ้นเยอะ ธุรกิจตรงนี้เป็นสิ่งที่เลี้ยงดูเรามา ถึงเวลาแล้วที่จะกลับมาสานต่อธุรกิจของครอบครัว เลยตัดสินใจลาออกจากงานเข้ามาทำงานที่บ้านแทน”

แม้จะเป็นทายาทเจ้าของธุรกิจ แต่เพราะเป็นการเปลี่ยนสายงานแบบหน้ามือเป็นหลังมือ บวกกับเบนซ์ต้องการเรียนรู้งานจากรากฐานของบริษัท ตำแหน่งแรกที่เขาเข้ามาสานต่อธุรกิจของครอบครัว จึงไม่ใช่ตำแหน่งสวยหรูในฐานะบอร์ดบริหาร แต่เริ่มต้นจากงานในฝ่ายขาย เพื่อใกล้ชิดกับลูกค้าของบริษัทให้มากที่สุด

“ด้วยความที่เราใหม่มากในธุรกิจนี้ ผมมองว่าถ้าเริ่มต้นจากฝ่ายขายจะได้ศึกษาว่าลูกค้าของเรามีพฤติกรรมการซื้ออย่างไรก่อนน่าจะดี ผมทำอยู่ครึ่งปี พอได้ความรู้ ได้ไอเดีย ก็นำความรู้นี้ไปทำงานต่อในฝ่ายจัดซื้อ จากจัดซื้อ ผมเริ่มอยากศึกษาเรื่องคน อยากพัฒนาองค์กรโดยเริ่มจากคน ผมย้ายไปทำงานในแผนกบุคคล ระหว่างนั้นก็ดูแลงานในส่วนกฎหมาย การทำสัญญาที่ผมถนัดไปด้วย”

เบนซ์ บอกว่า เพราะข้ามสายงาน ทำให้กราฟการเรียนรู้ของเขาในช่วงนั้นชันมาก แต่เขาพร้อมที่จะเรียนรู้ เขาเชื่อว่าการฝึกฝนและความพยายาม ให้เวลากับสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ สักวันจะเกิดผล เพราะไม่มีอะไรที่เกินความตั้งใจของคนเราไปได้

“ผมให้ความสำคัญเรื่องคนมาก ผมมองว่าหน้าที่ของผู้บริหารหรือองค์กรก็ดี มีหน้าที่มองหามุกน้ำงามในบริษัทให้เจอ จากนั้นเจียระไนและส่งเสริมไปให้สุด ผมมองความสำเร็จขององค์กรว่าเหมือนกับต้นไม้ หลายครั้งที่เราเผลอมองแต่ใบ ดอก กิ่ง จนลืมมองส่วนที่สำคัญที่สุดนั่นคือ ราก ต้นไม้จะโตไม่ได้ถ้ารากไม่แข็งแรง  เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ผลที่ยั่งยืน ผมว่าต้องเริ่มจากรากที่แข็งแรง ผมไม่กลัวว่าต้นไม้ของเราจะมีแต่รากและลำต้น แต่ไม่ผลิใบออกผล เพราะถ้ารากแข็งแรง ต่อให้ลมพัดมาต้นก็แค่สั่นไหวแต่ไม่พัง”

7 ปีมาแล้วที่เบนซ์เข้ามาเป็นหัวเรือใหญ่ของธุรกิจครอบครัว เขาบอกว่าทุกวันยังมีเรื่องให้คิดให้แก้ไข มีความทุ่มเทกับการพัฒนาสิ่งเล็กในองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อว่าสิ่งเล็กๆ เหล่านี้ในอนาคตจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่

“ในอนาคตผมตั้งเป้าว่าจะสานต่อธุรกิจของที่บ้านให้ดีที่สุด พร้อมทำให้องค์กรของเราเป็นองค์กรที่สามารถเติมเต็มและดึงศักยภาพของพนักงานออกมาให้ได้มากที่สุด  ผมไม่เร่งสร้างความเติบโต แต่ขอโตแบบช้าๆ แต่แข็งแรง” ผู้บริหารหนุ่มกล่าวทิ้งท้าย

 

ไวยวิทย์ ลีนานุไชย สร้างแบรนด์ไทยให้เป็นที่รู้จัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มีนาคม 2560 เวลา 09:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/486301

ไวยวิทย์ ลีนานุไชย สร้างแบรนด์ไทยให้เป็นที่รู้จัก

โดย…ภาดนุ ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

หนุ่มนักบริหารวัย 37 ปี บ๊อบ-ไวยวิทย์ ลีนานุไชย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท โดมิเนียน เคมเมท เจเนอเรชั่นที่ 2 ที่มีวิสัยทัศน์และความคิดสร้างสรรค์ในการบริหารธุรกิจ ล่าสุดเขาได้สร้างแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสัญชาติไทย ซึ่งในอนาคตคาดว่าจะก้าวสู่ระดับอินเตอร์ได้ไม่ยาก

“ผมเรียนจบปริญญาตรีทางด้านบริหารธุรกิจจากสหรัฐ และจบปริญญาโทจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปัจจุบันกำลังเรียนปริญญาเอกด้านรัฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงเช่นกัน ตอนนี้ก็ใกล้จะจบแล้วละครับ

เดิมทีครอบครัวเราทำธุรกิจเกี่ยวกับเคมีภัณฑ์มากว่า 30 ปี ตั้งแต่รุ่นคุณแม่ของผมแล้วครับ แต่ผมเริ่มเข้ามาช่วยครอบครัวบริหารธุรกิจตั้งแต่ปี 2000 ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปีที่ผมทำงานมา บริษัทของเราได้คลุกคลีอยู่กับการทำธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาตลอด โดยนำเข้าสินค้าจากประเทศอินโดนีเซียเพื่อมาทำตลาดและวางจำหน่ายในเมืองไทย จึงถือว่ามีประสบการณ์ด้านธุรกิจนี้พอสมควร

ด้วยความที่แบรนด์ซึ่งเรานำเข้ามาขายไม่ใช่สินค้าไทย คนยังไม่ค่อยรู้จัก ทำให้เราต้องเสียงบในการทำการตลาดค่อนข้างมาก แถมเจ้าของแบรนด์ก็ไม่ได้ให้การสนับสนุนในด้านงบการตลาด หรืองบโฆษณาอะไรมาเลย เขามุ่งหวังแต่ยอดขายเพียงอย่างเดียว พูดง่ายๆ ว่าไม่ได้ช่วยซัพพอร์ตกิจกรรมการตลาดแก่พาร์ตเนอร์อย่างเราสักเท่าไหร่

เราจึงมานั่งคิดกันว่า สิบกว่าปีที่ทำธุรกิจนี้มา เราก็มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภคดีนี่นา ทั้งเรื่องของเส้นบะหมี่ รสชาติ และการดีไซน์แพ็กเกจจิ้ง แล้วทำไมเราไม่สร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมาเลยล่ะ เมื่อคิดได้ดังนั้น เราจึงทำโรงงานเพื่อผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบแห้งแบรนด์น้องใหม่สัญชาติไทยที่ชื่อ ‘โดมินหมี่’ (Domin Mie) ขึ้นมา โดยนำชื่อแบรนด์มาจากชื่อบริษัทของเราเอง”

บ๊อบบอกว่า จุดประสงค์หลักในการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นมา ก็เพราะต้องการสร้างแบรนด์สินค้าที่เป็นของคนไทยอย่างแท้จริงให้ผู้บริโภคได้รู้จักมากขึ้น อีกทั้งยังทำเพื่อแข่งขัน ทั้งตลาดในและต่างประเทศอีกด้วย

“ก่อนตัดสินใจผลิตสินค้าออกมา เราได้ทำการวิเคราะห์ตลาดโดยรวมของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบแห้งแล้วว่า ในท้องตลาดทั่วไปยังมีคู่แข่งน้อยรายอยู่ ดังนั้นเราจึงวางโพสิชั่นของแบรนด์โดมินหมี่ ให้เป็นรายแรกและรายเดียวที่เป็นตัวจริงในเรื่องบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบแห้ง โดยผลิตบะหมี่แบบซองออกมา 2 รสชาติด้วยกันคือ รสเกี๊ยวกรอบ และรสไก่เผ็ดมะนาว ให้ลูกค้าได้มีตัวเลือก

เหตุผลที่เลือกทำรสเกี๊ยวกรอบก็เพราะได้วิเคราะห์ตลาดในประเทศไทยแล้วว่า ยังไม่มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์ไหนที่มีแผ่นเกี๊ยวกรอบในบ้านเราเลย อีกอย่างเราไม่ต้องการทำให้รสชาติซ้ำกับที่มีในท้องตลาดด้วย บะหมี่รสเกี๊ยวกรอบนี้แพ็กเกจจิ้งหรือซองจะเป็นสีเหลืองดำ

ด้านบะหมี่รสไก่เผ็ดมะนาว นอกจากรสชาติที่จัดจ้านแล้ว เรายังออกแบบซองด้วยการนำสีแดงและดำมาเป็นตัวแทนของรสชาติที่ร้อนแรงแบบไทยๆ พร้อมทั้งผสมผสานการออกแบบเส้นบะหมี่ให้มีคอนเซ็ปต์เป็นรูปตัว D เรียกว่าต้องใส่ใจทุกรายละเอียด ทั้งรสชาติความอร่อยและรูปลักษณ์ของตัวบะหมี่เองด้วย”

บ๊อบบอกว่า กลุ่มลูกค้าหลักของแบรนด์จะเป็นวัยรุ่นและกลุ่มคนหนุ่มสาวที่เริ่มต้นทำงาน ฉะนั้นสินค้าจึงต้องนำไปวางขายตามโมเดิร์นเทรดอย่าง ท็อปส์ มาร์เก็ต, แม็กแวลู, วิลล่า มาร์เก็ต, ดิ เอ็มโพเรียม, เซ็นทรัล, ลอว์สัน 108 ฯลฯ ซึ่งเป็นสถานที่ที่กลุ่มลูกค้าเหล่านี้ไปบ่อยๆ

“อย่างที่บอกว่าเราชูจุดเด่นในความเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบแห้งที่เส้นเหนียวนุ่ม และยังใส่ใจในเรื่องสุขภาพโดยใช้วัตถุชั้นดีที่มีแคลอรีต่ำ เครื่องปรุงมีโซเดียมต่ำกว่าแบรนด์ทั่วไป ตั้งแต่เปิดตัวมาเมื่อเดือน ต.ค. 2559 จนถึงตอนนี้ ก็ถือว่าได้รับฟีดแบ็กที่ดีพอสมควร ด้วยรสชาติ คอนเซ็ปต์ และดีไซน์ที่เราครีเอทออกมา คนที่เคยซื้อไปลองกินก็จะกลับมาซื้อซ้ำ แล้วเรายังทำการตลาดด้วยการไปออกโรดโชว์ตามตึกออฟฟิศในเมืองด้วย ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่น่าพอใจ

ในอนาคตเราตั้งเป้าไว้ว่าจะส่งโดมินหมี่ไปขายยังประเทศแถบอาเซียน ล่าสุดก็ได้มีตัวแทนจากประเทศแถบตะวันออกกลางมาติดต่อขอนำเข้าไปขายด้วย เพราะแบรนด์ของเรามีตราไทยแลนด์ ฮาลาล รับรองเรียบร้อยแล้ว เรียกว่าโดมินหมี่เป็นสินค้าฮาลาลที่ขายดีที่สุดก็ว่าได้ แต่ด้วยความที่ในท้องตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีการแข่งขันที่สูงมาก เราก็เลยวางกลยุทธ์เจาะกลุ่ม เป้าหมายบนสังคมออนไลน์ต่างๆ ถึง 50% รวมทั้งมีการปล่อยยูทูบโชว์วิธีการปรุงโดมินหมี่ที่ถูกต้องให้ลูกค้าดูด้วย

นอกจากหาซื้อสินค้าได้ตามร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ตแล้ว ลูกค้ายังสามารถสั่งซื้อผ่านทางสื่อออนไลน์อย่าง แฟนเพจ FB : DominMie IG : dominmie_official และ Line : @Dominmie อีกด้วย ซึ่งในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า ผมคาดหวังว่าแบรนด์ของเราจะชิงส่วนแบ่งการตลาดโดยรวม 10% จากภาพรวมของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีมูลค่าถึง 1.6 หมื่นล้านบาทมาได้ และต่อไปอาจจะพัฒนาบะหมี่รสชาติใหม่ๆ เพิ่มเติมอีกด้วย”

บ๊อบเสริมว่า ถ้าพูดถึงอุปสรรคในการทำงานแล้ว เขาเชื่อว่าทุกธุรกิจจะต้องเจอ แต่เขาจะมองในมุมบวกว่าอุปสรรคเหล่านั้นคือสิ่งที่ท้าทายซะมากกว่า สำหรับเขาแล้วเรื่องที่ยากก็คือช่องทางในการติดต่อเพื่อนำสินค้าไปจำหน่ายยังโมเดิร์นเทรดต่างๆ ตามที่กล่าวมา เรียกว่าต้องมีการเจรจาอยู่หลายรอบ เนื่องจากโดมินหมี่เป็นแบรนด์น้องใหม่ ทีมงานจึงต้องใช้กลยุทธ์ทุกๆ ด้านทั้งการตลาด การให้ข้อมูลผ่านออนไลน์ และร่วมทำโปรโมชั่นกับเว็บไซต์หรือค่ายมือถือ เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภค ทำให้วันนี้โดมินหมี่จึงสามารถเข้าไปวางขายตามห้างใหญ่ๆ ได้มากขึ้น

“ถ้าพูดถึงหลักในการทำงานของตัวเอง ก่อนอื่นผมต้องขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ของผมก่อนเลย ที่สอนให้ผมมีความซื่อสัตย์ ขยัน อดทน เพราะไม่มีธุรกิจไหนหรอก ที่พอเราตื่นขึ้นมาแล้วมันจะสร้างเสร็จ มีความสำเร็จรออยู่เลย คือทุกอย่างเราต้องใช้เวลา มีความอดทน และมีความขยันหมั่นเพียรเพื่อสร้างธุรกิจนั้นให้สำเร็จให้ได้ อย่าท้ออะไรง่ายๆ ต้องสู้ให้ถึงที่สุด และต้องหาวิธีหรือกลยุทธ์มาโน้มน้าวใจผู้ที่ร่วมธุรกิจกับเราหรือลูกค้าให้ได้ ยิ่งเป็นธุรกิจเกี่ยวกับอาหารก็ยิ่งต้องซื่อสัตย์และใส่ใจทุกรายละเอียด และพยายามทำให้สินค้าออกสู่ตลาดได้ทันเวลาและไปถึงมือผู้บริโภคอย่างปลอดภัย ผมเชื่อว่าถ้าเราทำธุรกิจแบบซื่อตรงและใส่ใจ ธุรกิจนั้นจะต้องยั่งยืนในระยะยาวแน่นอน”

ผู้บริหารหนุ่มทิ้งท้ายว่า ในหนึ่งสัปดาห์เขาทำงาน 6 วัน ฉะนั้นในวันว่างเขาจะมีวิธีคลายเครียดโดยพักผ่อนอยู่กับภรรยาและลูก อีกวิธีหนึ่งก็คือการออกกำลังกายโดยเข้าฟิตเนสและรำมวยหย่งชุนเป็นประจำ“

สำหรับการไปเที่ยวพักผ่อนตามสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะในเมืองไทย ส่วนใหญ่จะยกก๊วนไปกันทั้งครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นหัวหิน ภูเก็ต หรือเชียงใหม่ จะขึ้นอยู่กับเวลาและโอกาสที่เหมาะสมในช่วงนั้นๆ เป็นหลัก ซึ่งการได้ไปพักผ่อนกับครอบครัวนี่แหละ เป็นการชาร์จพลังแห่งความสุขให้กับตัวเองได้เป็นอย่างดี”

 

ดร.วีระพงษ์ ประสงค์จีน ความจนไม่ใช่อุปสรรคในชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มีนาคม 2560 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/486119

ดร.วีระพงษ์ ประสงค์จีน ความจนไม่ใช่อุปสรรคในชีวิต

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ  ภัทรชัย  ปรีชาพานิช

มีคำกล่าวไว้ว่าแม้คนเราจะเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้ และถ้าหากคุณตั้งใจเรียนและเรียนดีด้วยแล้วละก็รับรองว่าชีวิตคุณจะไปได้ไกลอย่างเหลือเชื่อทีเดียว

เช่นเดียวกับชายหนุ่มคนนี้ แกง-ดร.วีระพงษ์ ประสงค์จีน อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาเล่าว่าเขาเป็นตัวแทนของเด็กบ้านนอกจากภาคอีสานอย่างแท้จริง พ่อแม่ยากจน เขาต้องช่วยพ่อแม่ทำงานทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ เริ่มจากไปช่วยแม่ขายผักที่ตลาดตอนเช้าก่อนไปโรงเรียน เสาร์อาทิตย์ก็ไปเป็นลูกจ้างที่ร้านอาหาร เรียกว่ามีงานอะไรพอจะได้ค่าขนมไปโรงเรียนเขารับจ้างทุกอย่าง ที่โรงเรียนปลูกต้นไม้เยอะเขาก็ไปขอชำต้นไม้แล้วเอาไปเพาะขายหารายได้พิเศษ เรียกว่าหนักเอาเบาสู้ทุกอย่าง

งานไหนถ้าได้เงินเขาไม่เกี่ยงเลย เพราะรู้ว่าบ้านฐานะยากจนก็จำเป็นต้องดิ้นรนมากกว่าเด็กคนอื่น ซึ่งเขายอมรับและยิ้มสู้กับมันไม่มาคิดให้เป็นปมด้อย นอกจากทำงานแล้วก็ยังไปรับสลากของเล่นมาขายให้เพื่อนที่โรงเรียน

“โชคดีที่ผมเป็นเด็กเรียนดีและรักการเรียน เพราะมีความเชื่อฝังหัวมาโดยตลอดว่าถ้าเราเรียนดีมันจะช่วยเปิดโอกาสในชีวิตเราได้ สิ่งเดียวที่จะทำให้เราสบายพ้นจากความยากจนได้ก็คือการมีการศึกษาที่ดี ดังนั้นผมจึงตั้งใจเรียนมาก รู้ว่าพ่อแม่อาจจะไม่มีเงินส่งเราได้เรียนสูงๆ ผมจึงต้องพยายามช่วยหาเงินเก็บไว้เป็นค่าเทอมค่าขนม แล้วเรียนให้ดีที่สุดเพื่อจะได้มีสิทธิขอทุนเรียนได้”

นอกจากเขาจะเรียนดีแล้วก็ยังเป็นเด็กชอบกิจกรรม ทั้งดนตรี กีฬา โต้วาที ถ้ามีโอกาสเขาทำหมดเขาเคยไปประกวดร้องเพลงลูกทุ่งหมอลำ เขาเล่าขำๆ ว่าถ้าไม่ได้เรียนจริงๆ ก็คงไปเป็นนักร้องในวงหมอลำแน่นอน เพราะเขาร้องเพลงหมอลำเพราะเสียด้วย

ทางด้านการศึกษานั้น เขาเรียนเร็วกว่าเพื่อนๆ 1 ปี เขาจบมัธยมปลายตอนอายุ 17 ปี เด็กๆ ใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักข่าว นักการทูต หรือไม่ก็อยากเป็นพระเอกหมอลำไปเลย ตอนจบมัธยมปลายเขาได้ทุนเรียนสัตวแพทย์แต่เคยไปดูการทำงานแล้วไม่ชอบเวลาเห็นเลือดต้องผ่าตัด เขาก็เลยเปลี่ยนใจไม่รับทุนนั้นและขอเบนเข็มมาเลือกเรียนเภสัชกรแทน เพราะชอบเรียนสายวิทย์มาโดยตลอด สุดท้ายเขาก็ได้มาเรียนที่คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเขาได้ทุนเรียนมาโดยตลอด ปริญญาตรีได้ทุนของมูลนิธิดำรงชัยธรรม ส่วนปริญญาโทและเอกได้ทุนจากรัฐบาลไทยไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ ในสาขา Stem Cell and Regenerative Biology, Institute of Child Health, University College London UK

ตอนจบปริญญาตรีเขาได้ไปทำงานเป็นเภสัชกรที่ร้านขายยาแห่งหนึ่งอยู่เกือบปี แล้วได้ทุนไปเรียนภาษาอังกฤษที่ประเทศนิวซีแลนด์อยู่ 3 เดือน แล้วก็ไปต่อปริญญาโทและเอกที่ประเทศอังกฤษเป็นเวลา 4 ปีเศษๆ

“ความที่เป็นเด็กบ้านนอกผมไม่รู้ว่ามีขอทุนไปเรียนต่างประเทศได้ด้วย พอรู้ว่ามีขอทุนได้ผมก็ขอทุนตลอด (หัวเราะ) แล้วก็เลือกกลับมาเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ เพราะอยากแบ่งปันอยากแชร์ และสนุกกับงานสอนหนังสือด้วย เพิ่งค้นพบว่าการสอนหนังสือนั้นมีความสุขมากๆ เพราะคิดว่าอาชีพครูเป็นงานที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรีแม้จะเงินเดือนไม่เยอะเหมือนกับไปทำงานเป็นเซลส์ขายยาหรืออยู่บริษัทยาใหญ่ๆ ก็ตาม”

เขาสอนที่คณะเภสัชฯ ให้กับนักศึกษาตั้งแต่ระดับตรี โท เอก แล้วยังเป็นอาจารย์พิเศษให้กับมหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยรังสิตอีกด้วย

นอกจากนั้นตอนที่เขาไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษเขาก็คิดโครงการ Stem kids เพื่อเป็นการให้เด็กไทยได้เรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ และให้ครูทั่วประเทศได้นำไปใช้ประโยชน์ด้านการเรียนการสอนเทคโนโลยี จนเขาได้รับรางวัลนี้จากบริติช เคานซิล ให้เป็นศิษย์เก่าดีเด่นในการทำประโยชน์เพื่อสังคม

เขาบอกว่าถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสำหรับศิษย์เก่าสหราชอาณาจักรที่ได้ใช้ความรู้และประสบการณ์จากการเรียนในสหราชอาณาจักรมาสร้างประโยชน์แก่สังคม ผู้คน และประเทศชาติ พร้อมกันนี้ ยังเป็นการแสดงความยินดีและเฉลิมฉลองความสำเร็จของศิษย์เก่า และยังเป็นการตอกย้ำถึงความสัมพันธ์อันยาวนานทางการศึกษาระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร และเน้นย้ำถึงพันธกิจของบริติช เคานซิลในการสนับสนุนศิษย์เก่าในฐานะผู้นำในอนาคต

ดร.วีระพงษ์ กล่าวว่า สเต็มคิดส์มีพันธกิจหลักคือการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีกลยุทธ์สำคัญโดยใช้วิทยาศาสตร์เซลล์ต้นกำเนิดเป็นตัวหลักในการดำเนินเรื่อง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่เชื่อมต่อกัน ในทุกสาขาวิชาภายใต้บริบทที่เหมาะสม

นอกจากการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ในสถานศึกษาให้ผู้เรียนและผู้สอนได้พัฒนาตนเองอย่างเต็มที่แล้ว สเต็มคิดส์ยังเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของการเรียนรู้ระหว่างสถานศึกษา, ครอบครัว, ชุมชนท้องถิ่น, สังคมไทย และประชาคมโลก เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับพลวัตของโลกในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นแนวทางการดำเนินงานของสเต็มคิดส์จึงเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนไทยซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาของยุทธศาสตร์การพัฒนาคนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน สเต็มคิดส์มุ่งเน้นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์บทบาทของเซลล์ต้นกำเนิดที่มีต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตของเด็กและเยาวชน และหลักการทำงานของสมองในด้านพัฒนาการและการพัฒนาศักยภาพการรู้คิด

ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า ในร่างกายของคนเรามีเซลล์ต้นกำเนิด ซึ่งทำหน้าที่ทั้งในสุขภาวะและซ่อมแซมเนื้อเยื่อเมื่อเกิดโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะในวัยเด็กนั้นเซลล์ต้นกำเนิดมีส่วนสำคัญในการสร้างเสริมพัฒนาการร่างกายที่สมวัยและอาจจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการอยู่ดีมีสุขเมื่อมีอายุมากขึ้น ดังนั้นพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเด็กจึงมีผลต่อการทำงานของเซลล์ต้นกำเนิดที่อยู่ในร่างกายและเป็นแนวทางส่งเสริมสุขภาพในอนาคต

นอกจากนี้ เขายังได้รับเลือกให้เป็นทูตสเต็ม (STEM Ambassador) คือ บุคลากรที่มีประสบการณ์ในอาชีพด้านสเต็ม ได้แก่ ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี จากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และวิสาหกิจ โดยอาสาสมัครมาถ่ายทอดความรู้ ให้คำแนะนำ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน สร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักเรียน และจัดกิจกรรมสเต็มในโรงเรียนเพื่อให้ครูและนักเรียนได้เห็นประโยชน์ของการนำความรู้ไปใช้ในบริบทของชีวิตจริงและการประกอบอาชีพ ทูตสเต็มจะต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตรของ สสวท. เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ของทูตสเต็มได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทบาทของการเป็นทูตสเต็ม ก็คือจะต้องเดินสายไปยังโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อจัดกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจเพื่อให้นักเรียนมีความสนใจในการเรียนและการประกอบอาชีพทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี แนะแนวการศึกษาและการทำงานในอาชีพสเต็มแก่นักเรียน

ทั้งยังให้คำแนะนำกับครูในการจัดกิจกรรมสเต็มให้แก่นักเรียน โดยใช้บริบทจากชีวิตจริง และเป็นที่ปรึกษาและเป็นกรรมการตัดสินการประกวดโครงงานสเต็ม รวมทั้งร่วมจัดกิจกรรมพิเศษทั้งในและนอกโรงเรียน เช่น ค่ายสเต็ม การประชุมวิชาการเพื่อเผยแพร่ผลงานเกี่ยวกับสเต็มศึกษาของครูและนักเรียน การศึกษาดูงาน ณ สถานที่ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับสเต็ม

โครงการของเขาได้รับรางวัล Alumni Awards เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของบริติช เคานซิล ที่จะสร้างเครือข่ายศิษย์เก่าสหราชอาณาจักรทั่วโลกให้แข็งแกร่ง ในฐานะผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงแก่สังคมโลก และในปีนี้ประเทศไทยได้เปิดตัวรางวัลศิษย์เก่าสหราชอาณาจักรดีเด่นเป็นครั้งแรกพร้อมกับอีก 14 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ กรีซ กานา ซาอุดิอาระเบีย ตุรกี ไนจีเรีย ปากีสถาน มาเลเซีย เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา อินเดีย อินโดนีเซีย อียิปต์ ฮ่องกง รวมถึงประเทศไทย

สำหรับหลักคิดในการทำงานของเขานั้นก็คือ ต้องสนใจใฝ่เรียนรู้อยู่เสมอ และถ้ามีโอกาสต้องแบ่งปันเพื่อสังคม ทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ถ้าสังคมดีทุกอย่างก็จะดีไปด้วย

“ผมพยายามจะบอกเด็กๆ เสมอเวลาไปพูดที่โรงเรียนต่างจังหวัดว่าโอกาสในชีวิตเราสร้างได้ ด้วยการพยายามเรียนให้ดีโอกาสดีๆ ก็จะเข้ามา ทุกคนสามารถพัฒนาได้เสมออยากมีชีวิตที่ดีต้องเรียนให้เก่ง ทำตัวให้ดี ผมอยากสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ ผมทำได้คนอื่นก็ทำได้ความจนไม่ใช่อุปสรรคของชีวิต การศึกษาที่ดีช่วยแก้ปัญหาได้เกือบทุกสิ่ง” เขากล่าวอย่างมั่นใจ

 

กิลเลี่ยน แทนส์ ผู้นำหญิงในโลกเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มีนาคม 2560 เวลา 13:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/486053

กิลเลี่ยน แทนส์ ผู้นำหญิงในโลกเทคโนโลยี

สาวเก่งแห่งวงการเสิร์ชเอนจิ้นด้านโรงแรมและที่พัก กิลเลี่ยน แทนส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเว็บไซต์ Booking.com ผู้ดูแลงานบริหาร การวางแผนกลยุทธ์ และหน่วยธุรกิจต่างๆ ของบริษัทในระดับโลก เธอได้ร่วมงานกับบริษัทตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในเมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ นับเป็นเวลา 15 ปี ภายใต้การบริหารงานที่เธอสามารถทำให้บริษัทเติบโตอย่างมาก

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานมากกว่า 1 หมื่นคน จากสำนักงาน 174 แห่งทั่วโลก มีตัวเลือกที่พักมากกว่า 1.1 ล้านแห่ง หรือกว่า 25 ล้านห้อง ครอบคลุม 106,000 จุดหมายปลายทางใน 225 ประเทศและดินแดนทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือ ประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดสำคัญและกำลังเติบโตอย่างมาก ในขณะเดียวกันในระดับองค์กร กิลเลี่ยนยังพยายามส่งเสริมโอกาส “ผู้หญิง” ให้ก้าวสู่ตำแหน่งบริหารของบริษัทด้วย

คำตอบจากกรุงอัมสเตอร์ดัมถึงกรุงเทพฯ ผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เต็มไปด้วยพลังของผู้หญิงที่มีความทะเยอทะยาน และรู้สึกได้ถึงไฟที่จะลุให้ถึงเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของบริษัทและตัวเธอเอง

บทบาทผู้นำหญิงในยุคปัจจุบัน

“ดิฉันก็ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ สำหรับตัวดิฉันเองตอนที่เริ่มทำงาน ดิฉันไม่ได้คิดว่าตัวดิฉันเป็น ‘ผู้หญิง’ ในที่ทำงาน แต่เพียงคิดว่า เราเป็น ‘คน’ ในที่ทำงาน คนที่มีความต้องการเรียนรู้ เติบโต และประสบความสำเร็จ

ดิฉันไม่ได้ตั้งธงว่าเป็นผู้หญิงและจะต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ผู้หญิงก็ประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจได้ แต่ดิฉัน (เหมือนคนส่วนใหญ่) เริ่มทำงานเพราะดิฉันต้องจ่ายค่าเช่าบ้าน นอกจากนี้ แรงบันดาลใจของดิฉันก็เกิดจากการเป็นคนขี้สงสัย และปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นเดิม

ที่บริษัทเรามีทีมงานที่มุ่งมั่นกว่า 1.4 หมื่นคนทั่วโลก และมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นเพศหญิง นี่เป็นสิ่งที่เราภาคภูมิใจอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เรายังคงมุ่งมั่นค้นหาและมอบข้อเสนอให้แก่ผู้หญิงเพื่อดึงดูดให้พวกเขาเข้ามาร่วมงานกับเรามากขึ้น รวมถึงในระดับผู้บริหาร โดยเราไม่เพียงแต่รับผู้หญิงเข้ามาร่วมงานเท่านั้น แต่ยังมีการฝึกอบรมให้พวกเขาสามารถก้าวสู่บทบาทผู้นำได้ด้วย

จริงๆ แล้วเรายังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมากมาย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่การเป็นตัวอย่างองค์กรที่ดีในการเชิดชูและส่งเสริมผู้นำหญิงก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราไม่ละเลย สำหรับดิฉันการเป็นผู้นำหญิงในโลกเทคโนโลยีทำให้รู้สึกถึงการรับผิดชอบในการเชื่อมโยง ปิดช่องว่าง และปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้คนเกี่ยวกับผู้หญิงและเทคโนโลยี ยิ่งไปกว่านั้นคือผู้หญิงในบทบาทผู้นำ”

ปัจจัยอะไรที่ทำให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหาร

“มีปัจจัยสำคัญอยู่ 3 ประการที่ดิฉันคิดว่า ได้พาดิฉันมาสู่ที่ที่ดิฉันยืนอยู่ในทุกวันนี้ และจริงๆ แล้วสามารถปรับใช้ได้กับทุกคนไม่ใช่เฉพาะผู้หญิงเท่านั้น

อย่างแรกคือ กล้าที่จะเสี่ยงและอย่ากลัวความท้าทายหรือโอกาสใหม่ๆ ในเส้นทางอาชีพของดิฉันนั้นไม่ง่าย ดิฉันทำสิ่งต่างๆ มากมายกว่าจะได้มายืน ณ จุดนี้ ดิฉันอยากจะบอกทุกคนว่าอย่าไปกำหนดตัวเองว่าจะตรงอยู่ในลู่ว่ายน้ำของคุณหรือทำเพียงแค่สิ่งที่คุณเคยเรียนรู้จากในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น คว้าโอกาสต่างๆ ที่เข้ามาและจงกล้าหาญเข้าไว้

อย่างที่สอง คือ อย่ากลัวการทำผิดพลาด คุณทำผิดได้ เพราะว่าความผิดพลาดนั้นหมายความว่าคุณกำลังทดสอบขีดความสามารถของตัวคุณเอง และยังทดสอบสิ่งใหม่ๆ สำหรับธุรกิจของคุณอยู่อีกด้วย แต่เมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้น ขอให้คุณพิจารณาอย่างรอบคอบในสิ่งที่ผิดพลาดและใช้ข้อมูลเพื่อเป็นการเรียนรู้สำหรับสิ่งที่คุณจะทำต่อไปในอนาคต

อย่างสุดท้าย คือ ขอความช่วยเหลืออยู่เสมอ ในทุกช่วงเวลาในอาชีพของดิฉัน แน่นอนว่าต้องมีช่วงที่ไม่แน่ใจในการตัดสินใจ ดิฉันขอคำแนะนำจากหลายๆ คนที่ทำงานด้วย ดิฉันถามทุกคนไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในตำแหน่งหรือระดับใดขององค์กร แล้วแต่ว่าพวกเขาทำอะไรได้ดี ดิฉันยังถามเพื่อนๆ หรือบางทีก็ถามคู่แข่ง เพราะถ้าหากคุณไม่ถาม คุณก็จะไม่มีวันรู้

ดิฉันมีทีมงานที่ยอดเยี่ยมที่คอยสนับสนุนและสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกวัน เพื่อนำไปสู่การเติบโตของธุรกิจของเราและในฐานะซีอีโอ ดิฉันมีหน้าที่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ การกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาเป็นสิ่งตอบแทน”

หลักการทำงาน

“ดิฉันเชื่อในความทะเยอทะยาน การตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ และมุ่งมั่นในการลงมือทำ สไตล์การทำงานของดิฉันส่วนใหญ่เป็นการทำงานแบบสมัยใหม่ เช่น ยอมรับความเสี่ยงที่วิเคราะห์แล้วว่าอยู่ในระดับที่รับได้ เปิดรับนวัตกรรม ตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล และไม่ปิดกั้นความคิดใหม่ๆ

นอกเหนือจากนี้ ดิฉันไม่สามารถปฏิเสธความสำคัญของการมีบุคลากรและทีมที่มุ่งมั่นในการทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกันได้เลย ความหลากหลายก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการทำงานของเรา เราเป็นธุรกิจระดับโลก เพราะฉะนั้นการมีทีมงานทั่วโลกย่อมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง”

ก้าวผ่านมรสุมในอาชีพ 15 ปี

“เราคิดว่าทุกความท้าทายที่เราเจอล้วนแล้วแต่ทำให้เราโตขึ้น และนี่คือเหตุผลที่ทำให้เราขยายการให้บริการไปได้ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว และมีรูปแบบการทำงานที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของ
ผู้บริโภค ซึ่งความท้าทายของเราก็คือ “คน”

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราไม่ละเลยการทำงานร่วมกันเป็นทีม เราให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีมและสนับสนุนให้ทีมของเรามีความหลากหลายทั้งทางด้านวัฒนธรรมและความสามารถด้านต่างๆ เรามีทีมงานที่มุ่งมั่นมากกว่า 150 เชื้อชาติถึง 1.4 หมื่นคนในสำนักงานทั่วโลก โดยคำว่า “ความหลากหลาย” เป็นหนึ่งในเสาหลักของบุ๊กกิ้งดอทคอมตั้งแต่วันเริ่มกิจการ ที่ช่วยให้เราเข้าใจลูกค้าและคู่ค้าทั่วโลกอย่างลึกซึ้ง ยิ่งไปกว่านั้นยังทำให้เราได้ข้อมูลเชิงลึกจากพวกเขาอีกด้วย

ยกตัวอย่างเช่น การที่เรามีศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ที่ให้บริการในภาษาต่างๆ มากกว่า 40 ภาษาทั่วโลกนั้น ทำให้เราสามารถติดต่อสื่อสารกับลูกค้าและคู่ค้าได้ในภาษาท้องถิ่นของพวกเขา ซึ่งความเป็นกันเองและมนุษยสัมพันธ์อันดีนี้เองที่ทำให้เราก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ ได้ตลอดมา”

ความท้าทายและเป้าหมาย

“เป้าหมายสูงสุดคือ การสนับสนุนให้ผู้คนออกเดินทางไปเปิดโลกกว้าง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม เรายึดลูกค้าเป็นสำคัญเสมอ เราจะทำให้การจองที่พักสำหรับการเดินทางเป็นเรื่องง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ บริษัทพยายามรักษาและบ่มเพาะวัฒนธรรมแห่งความคิดสร้างสรรค์ เพราะเรารู้ดีว่าไอเดียใหม่ๆ เกิดขึ้นได้จากทุกที่ พนักงานทุกคนได้รับการฝึกฝน พัฒนา และส่งเสริมให้เพิ่มประสบการณ์ให้แก่ลูกค้า นอกจากนี้บริษัทเรายังมีการคิดค้นและทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผู้คนได้รับประสบการณ์บนโลกกว้างนี้อย่างไร้รอยต่อ”

บุกตลาดไทย

“ตลาดประเทศไทยนั้นเป็นตลาดที่สำคัญและกำลังเติบโตของเรา เป็นประเทศยอดนิยมอย่างมากของลูกค้าของเราที่เป็นผู้เดินทางต่างชาติ จึงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศไทยเป็นจุดหมายการเดินทางยอดนิยมในระดับนานาชาติ นอกจากนี้ เรายังเห็นการเติบโตของการจองที่พักภายในประเทศโดยคนท้องถิ่น และนี่ก็เป็นข้อพิสูจน์ของการพัฒนาโครงสร้างอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทย

เรามีสำนักงานทั้งหมด 4 แห่งในประเทศไทยและเมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งเปิดศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์แห่งที่ 15 ของโลกใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการให้บริการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะการบริการลูกค้าคือกระดูกสันหลังของการบริการที่เรามอบให้ลูกค้าทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการเดินทางของพวกเขา ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ของเราให้บริการในภาษาต่างๆ มากกว่า 43 ภาษาทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

จากข้อมูลการสำรวจ เราพบว่าในปีนี้คนไทยมีการวางแผนท่องเที่ยวบ่อยขึ้น (68%) และไกลจากบ้านมากขึ้น (67%) เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2559 นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า พวกเขาต้องการไปต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งเราตื่นเต้นและยินดีกับผลสำรวจนี้เป็นอย่างยิ่ง”

เป้าหมายในชีวิต

“เป็นคำถามที่ตอบยากเลยทีเดียว สำหรับโลกธุรกิจระยะเวลา 10 ปีเป็นเวลาที่ยาวนานมาก เพราะปัจจุบันทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ความปรารถนาของดิฉันคือ การนำพาให้บุ๊กกิ้งดอทคอมไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมอบโอกาสให้ผู้คนบนโลกนี้สามารถเข้าถึงประสบการณ์การท่องเที่ยวอันยอดเยี่ยมได้มากขึ้น

ดิฉันรักในสิ่งที่ทำและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาในทุกๆ วันเพื่อที่เราจะสามารถมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้า คู่ค้า และสำคัญที่สุดคือทีมงาน และพยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ให้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเทคโนโลยี ดิฉันยึดมั่นว่าจะทำทุกๆ วันให้ดีที่สุด เพื่อในอนาคตอีก 10 ปี หรือแม้แต่อีก 20 ปีข้างหน้า เมื่อมองหันหลังกลับมาแล้วจะสามารถภาคภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำอย่างไม่รู้สึกเสียดาย”

 

ชีวิตไม่เคยห่างหาย จาก ‘กีฬาเพาะกาย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มีนาคม 2560 เวลา 14:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/485902

ชีวิตไม่เคยห่างหาย จาก ‘กีฬาเพาะกาย’

โดย…ภาดนุ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

บิล-เดชอดุลย์ ประกอบชาติ วัย 32 ปี หนุ่มสูงล่ำ กล้ามโต เทรนเนอร์ดาวรุ่งในแวดวงฟิตเนสเมืองไทย เจ้าของตำแหน่งมิสเตอร์ไทยแลนด์ปี 2014 และอดีตนักกีฬาเพาะกายทีมชาติไทย ที่หันมาเอาดีด้านการเป็นเทรนเนอร์ส่วนตัวให้กับดาราชื่อดังมากมาย

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยห่างหายไปจากการเข้ายิมเล่นเวต หรือกีฬาเพาะกายเลยล่ะ

ล่าสุด บิลยังเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์คนไทยคนแรกของการแข่งขัน “R u tough enough?” ซึ่งเป็นรายการที่เฟ้นหาสุดยอดคนพันธุ์อึดที่แข็งแกร่งที่สุดของเมืองไทยทางช่อง KIX อีกด้วย

“จุดเริ่มต้นในการเล่นเวตของผมมาจากสมัยเด็กๆ ที่ผมตัวเล็ก ผอมบาง ดูเก้งก้าง พอโตขึ้นผมเลยคิดว่าต้องหาวิธีทำให้ดูตัวใหญ่และแข็งแรงขึ้น โชคดีว่าได้ไปเจอรุ่นพี่ที่รู้จักเล่นเพาะกายอยู่ก่อน ก็เลยให้เขาช่วยสอนให้ พอเล่นๆ ไปก็ติดเลยล่ะ

“ผมจึงเริ่มซึมซาบและหลงรักการเล่นเวตมากขึ้นๆ เพราะรู้สึกว่าเป็นกีฬาชนิดเดียวที่ไม่ต้องมียูนิฟอร์ม เวลาเดินไปไหนคนก็ทักหรือเห็นด้วยบุคลิกและรูปร่างของเราเอง ซึ่งผมว่านี่คือเสน่ห์ของกีฬาเพาะกาย

ช่วงแรกที่เริ่มเล่นเวต บิล บอกว่า หนัก โหด และเหนื่อยมาก จนเริ่มท้อเพราะไม่เห็นผลสักที แต่พอเริ่มชินและรับแรงกดดันได้ก็ทำให้เกิดแรงฮึดและท้าทายตัวเองว่าจะทำได้มากน้อยแค่ไหน

“เพราะกีฬาเพาะกายจะเป็นเรื่องของความมีวินัย ความมุ่งมั่น และความศรัทธาในตัวเอง เทคนิคต่างๆ ในการเล่น รวมทั้งการใช้ชีวิตส่วนตัว ซึ่งรุ่นพี่ของผมคนนี้ก็จะเป็นโค้ชคอยสอนให้ทั้งหมด”

บิล เสริมว่า ด้วยแรงบันดาลใจที่อยากจะมีรูปร่างที่ดี แม้บางเวลาจะรู้สึกเหนื่อยและท้อจนเริ่มทนไม่ไหว แต่เขาก็จะแก้ไขโดยเปิดยูทูบเพื่อดูคลิปออกกำลังกายของคนที่หุ่นดี แล้วบอกตัวเองว่า ถ้าคนอื่นทำได้ เขาก็ต้องทำได้

“ปกติผมจะเล่นเวต 4-5 วัน/สัปดาห์ โดยแบ่งการบริหารกล้ามเนื้อออกเป็นส่วนๆ ในแต่ละวัน เช่น จันทร์เล่นกล้ามอก อังคารเล่นหลัง พฤหัสเน้นไหล่ และศุกร์เล่นขา ส่วนกล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น แขน ท้อง น่อง ก็จะแทรกไว้ในโปรแกรมของแต่ละวัน และพยายามเช็กลิสต์กล้ามเนื้อให้ครบทุกส่วนในหนึ่งสัปดาห์ เพราะกล้ามเนื้อที่สวยจะต้องมีความบาลานซ์กันทั้งร่างกาย ไม่ใช่กล้ามใหญ่ แต่ขาเล็ก เป็นต้น”

เมื่อก่อนในช่วงที่จะต้องลงแข่งขันเพาะกาย บิล เล่าว่า เขาต้องเตรียมความพร้อมล่วงหน้า 3 เดือน และเน้นการดูแลเรื่องโภชนาการเป็นหลัก โดยให้ความสำคัญเรื่องอาหาร 60% และการออกกำลังกาย 40% ก่อนจะเทรนหนักจริงๆ อีกทีในช่วง 4 สัปดาห์สุดท้ายก่อนลงแข่งขัน สิ่งสำคัญคือต้องคุมเรื่องน้ำหนักให้ผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และต้องมีความชัดเจนของกล้ามเนื้อด้วย

“ผมใช้เวลาฟิตตัวเองอยู่ 2 ปี จึงเริ่มลงแข่งขันบนเวทีนักเพาะกายหน้าใหม่จนคว้ารางวัลที่ 1 มาได้ ตอนนั้นรู้สึกภูมิใจมากที่จริงผมไม่ได้ตั้งใจลงแข่งหรอก แต่พอทำสำเร็จก็เกิดหลงรักกีฬานี้มากขึ้น ผมจึงท้าทายตัวเองว่าจะต้องติดนักเพาะกายทีมชาติให้ได้ พอติดแล้วผมก็ลงแข่งมาเรื่อยๆ จนได้ตำแหน่งมิสเตอร์ไทยแลนด์ปี 2014 จากนั้นก็ไปแข่งในระดับอาเซียน จนคว้ารางวัลติดมือมาเช่นกัน”

บิล มองว่า เมื่อได้มาเป็นเทรนเนอร์ หรือโค้ชด้านการออกกำลังกายอย่างจริงจัง ก่อนรับเทรนเขาจะถามถึงจุดประสงค์ของลูกค้าเสมอว่าต้องการอะไร บางคนต้องการลดน้ำหนัก บางคนต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อ จากนั้นเขาจะมีหน้าที่ทำให้ผู้ที่มาเทรนบรรลุจุดประสงค์ให้ได้

“ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่เริ่มต้นเล่นเวตก็คือ อยากให้ตั้งเป้าหมายไปทีละสเต็ป อย่าตั้งเป้าไว้สูงเกินไป เพราะหากยังทำไม่ได้ก็จะทำให้รู้สึกท้อ แรกเริ่มให้ตั้งเป้าไว้ว่าจะออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีก่อน หลังจากนั้นค่อยคิดต่อเรื่องการลดน้ำหนักหรือสร้างกล้ามเนื้อต่อไปได้ อย่ามองภาพแรกให้ยากเกินไป ให้ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป

อีกอย่างการเล่นเวตเป็นกีฬาที่ต้องใช้แรงต้าน ถ้าไม่ระวังก็อาจเกิดการบาดเจ็บได้ บิล ชี้ว่า ก่อนเล่นควรหาความรู้ก่อนว่าต้องเตรียมตัวยังไง ถ้าจะให้ดีควรปรึกษาโค้ช หรือเทรนเนอร์จะดีกว่า

“เพราะพวกเขาจะให้คำแนะนำ หรือวิธีออกกำลังกายที่ถูกต้องกับเราได้ ถ้าเล่นเองโดยไม่ระวัง นอกจากอาจเกิดการบาดเจ็บได้แล้ว บางครั้งยังอาจเล่นแล้วไม่ได้ผลตามที่ต้องการ เนื่องจากไปโฟกัสกล้ามเนื้อในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง ฉะนั้นก่อนเล่นควรปรึกษาเทรนเนอร์จะดีที่สุดครับ”

อัพเดทเรื่องเวต เทรนนิ่ง ได้ที่ FB : Bill Bbg Gym และ IG : Billbodygang

 

ดลนภา ธรรมวัฒนะ & ขรรค์ชัย องคมงคล “เราคือพี่น้องต่างสายเลือด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มีนาคม 2560 เวลา 16:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/485812

ดลนภา ธรรมวัฒนะ & ขรรค์ชัย องคมงคล "เราคือพี่น้องต่างสายเลือด"

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

เปิดตัวมาในฐานะคู่พาร์ตเนอร์ธุรกิจผู้นำเข้าสุดยอดชีสเค้กชื่อดังจากเมืองโอตารุ ประเทศญี่ปุ่น เลอ ทาโอะ (Le Tao) สำหรับ ดรีม-ดลนภา ธรรมวัฒนะ และแบงค์-ขรรค์ชัย องคมงคล

เลยอาจทำให้หลายคนนิยามความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไว้เพียงคู่หูทางธุรกิจที่ลงเรือลำเดียวกัน เพื่อนำพาบริษัทให้ไปถึงจุดหมาย แต่หลังจากได้จับเข่าคุยกับสองผู้บริหารไฟแรง ถึงได้พบว่า เรือที่ทั้งคู่กำลังช่วยกันพายลำนี้ ไม่ใช่ลำแรก เพราะก่อนหน้าจะมาทำธุรกิจด้วยกัน ทั้งคู่ผ่านสถานะของการเป็นทั้งคนรู้จัก มาสู่เพื่อนปาร์ตี้ จนเป็นเพื่อนร่วมคลาสเรียนปริญญาเอก

และทุกวันนี้สถานะของทั้งคู่ขยับไปไกลกว่าการเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ แต่คือความรู้สึกถึงความเป็นพี่เป็นน้องที่รักและคิดถึงกันเสมอ

‘พี่ดรีม คือพี่สาวคนเก่ง’

“เราสองคนรู้จักกัน เพราะผมเป็นเพื่อนกับญาติพี่ดรีม ด้วยความที่บ้านพี่ดรีมเวลามีปาร์ตี้ที่จะไม่ใช่แค่รวมญาติ แต่รวมเพื่อนของญาติมาด้วย ทุกครั้งที่เป็นปาร์ตี้เลยกลายเป็นการรวมตัวของก๊วนเด็กๆ กลุ่มใหญ่มาสนุกด้วยกัน” หนุ่มรุ่นน้องชิงย้อนความหลังถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งคู่รู้จักกัน

แม้จะนานมาแล้ว แต่พอนึกถึงช่วงเวลาแห่งความสุขก็ยังทำให้ยิ้มได้

“ถึงจะมีช่วงหนึ่งพี่ดรีมไปเรียนต่อเมืองนอก แต่เขาก็ยังกลับมาทุกปิดเทอม กลับมาทีไรก็นัดรวมกลุ่มตลอด เราเลยเหมือนไม่เคยห่างกัน ผมยังจำได้เวลาปาร์ตี้กัน พี่ดรีมกลัวผมไม่สนุก เลยชวนผมดื่มตามประสาวัยรุ่น ทั้งที่จริงๆ พี่ดรีมหารู้ไม่ว่าผมไม่ดื่มก็สนุกได้ แต่ผมก็หัดดื่มไป จนตอนหลังเลยดื่มเป็นหมด (หัวเราะ)”

แบงค์ บอกว่า ถึงสมัยเป็นวัยรุ่นจะเป็นขาปาร์ตี้กัน แต่พอต่างคนต่างเริ่มมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ปาร์ตี้ก็เริ่มน้อยลง แต่ความสนิทสนมที่มียังไม่จางหาย โดยกิจกรรมที่เขาและรุ่นพี่ร่างเล็กมักทำร่วมกันบ่อยๆ คือการไปดูคอนเสิร์ต

“พี่ดรีมชอบดูคอนเสิร์ตมาก เขาดูแทบทุกคอนเสิร์ต แต่ผมก็จะเลือกเฉพาะศิลปินที่สนใจ ที่ชอบ บางคอนเสิร์ตถ้าเราไม่อินก็ขอบายไปบ้างเหมือนกัน นอกจากชอบไปดูคอนเสิร์ตด้วยกัน บางทีเราก็ชวนกันไปช็อปปิ้ง แต่ถ้าว่างไม่ตรงกัน หรือบางครั้งชวนแล้วพี่ดรีมไปไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะถ้าเราเจออะไรที่คิดว่าพี่ดรีมหรือคนในครอบครัวพี่ดรีมจะถูกใจ เราก็จะถ่ายรูปแล้วส่งไปให้ เหมือนเป็นบายเออร์ประจำบ้านให้เขาด้วย (หัวเราะ)”

นอกจากไลฟ์สไตล์ความชอบจะใกล้เคียงกันแล้ว แบงค์ยอมรับว่าดรีมยังเป็นพี่สาวและต้นแบบที่ดีให้กับเขาไม่น้อย

“ช่วงที่ผมไปเรียนต่อปริญญาโทที่ออสเตรเลีย ผมไม่มีความสุขเลย เพราะคิดถึงบ้าน เหงามาก เลยตัดสินใจกลับมาเมืองไทยก่อนจะเรียนจบด้วยซ้ำ ตอนนั้นก็ได้พี่ดรีมที่แนะนำให้ผมไปเรียนปริญญาโทที่ธรรมศาสตร์แทน ซึ่งเป็นหลักสูตรเดียวกับที่พี่ดรีมเรียน ผมก็เลยเดินตามรอยพี่ดรีมจนเรียนจบปริญญาโทได้ตามที่ตั้งใจ”

แบงค์ บอกว่า ตั้งแต่รู้จักกันมาจนสนิทเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ทั้งคู่ไม่เคยทะเลาะหรืองอนกันเลย อาจจะมีที่ต้องถกเถียงกันบ้างช่วงที่มาทำธุรกิจด้วยกัน นั่นเพราะเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจ แต่หลังจากพับเรื่องงาน ทั้งคู่ก็กลับมาเป็นพี่น้องที่รักกันเหมือนเดิม

“ถามว่าตอนที่เราตัดสินใจจะมาทำธุรกิจด้วยกัน กลัวมั้ยว่าอาจจะทำลายความสัมพันธ์ คือตอนเด็กๆ เราก็มักได้ยินผู้ใหญ่บอกว่าเพื่อนกันไม่ควรทำธุรกิจด้วยกันเดี๋ยวจะหมางใจ แต่พอเราโตมา คิดว่าโตพอที่จะรู้ว่าจะเลือกพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจยังไง อย่างพี่ดรีม เราโตมาด้วยกัน เห็นกันมาตั้งแต่เด็ก รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นยังไง เรามีความเชื่อใจกัน และรู้ว่าเรามีเป้าหมายเดียวกัน เพราะฉะนั้นการตัดสินใจจะมาทำธุรกิจด้วยกันไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย เราคุยกันไว้แล้วแต่ต้นว่า ไม่ว่าจะมีความผิดพลาดอะไรเกิดขึ้น เราก็จะไม่โทษกันเด็ดขาด”

เพื่อการันตีว่าเป็นอีกคู่ที่รักและสนิทกันจริงๆ งานนี้เมื่อถูกขอให้เปรียบเทียบว่าดรีมคืออะไรสักอย่างในชีวิต แบงค์ตอบอย่างไม่ลังเลว่า

“พี่ดรีมคือพี่สาวที่ผมรักเหมือนพี่สาวแท้ๆ และผมก็สัมผัสได้ว่าพี่ดรีมรักผมเหมือนน้องแท้จริงๆของเขาเหมือนกัน”

‘แบงค์ คือน้องชายที่ใส่ใจคนรอบข้างเสมอ’

ได้ฟังรุ่นน้องที่รักเหมือนน้องชายแท้ๆ ถ่ายทอดความในใจแบบนี้ ก็ทำเอาผู้บริหารสาวเก่งยิ้มหน้าบานไม่น้อย พร้อมขยายถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ของทั้งคู่ว่า นอกจากจะผ่านเรื่องราวต่างๆ ด้วยกันมามาก ตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่เพียงลงเรือลำเดียวกันในเรื่องธุรกิจ แต่ยังกำลังพายเรืออีกลำไปสู่เป้าหมายคือ ปริญญาเอก

“หลังจากเรียนจบปริญญาโท ที่บ้านอยากให้ดรีมเรียนปริญญาเอกต่อ ด้วยความที่เราไม่อยากเรียนคนเดียว ก็พยายามหาเพื่อนมาเรียนด้วยกัน ชวนอยู่หลายคนก็ไม่มีใครยอมเรียนด้วย จนพอแบงค์เรียนจบปริญญาโท เลยลองชวนเขามาเรียน ปรากฏว่าเขาเป็นน้องใจง่าย (หัวเราะ) ยอมมาเรียนด้วย มาลงเรือลำเดียวกัน”

นอกจากจะชวนมาเป็นคู่หูในห้องเรียนแล้ว ถามว่าทำไมตอนที่จะเริ่มต้นทำ เลอ ทาโอะ ถึงนึกถึงรุ่นน้องต่างวัยมาลงขันด้วยกัน ดรีมตอบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มว่า

“ตอนนั้นชื่อของเขาป๊อปอัพขึ้นมาเป็นชื่อแรกนะ ตอนที่เราคิดว่าจะหาพาร์ตเนอร์ เพราะดรีมเชื่อว่าคนเราเวลามองตัวเองจะแค่หันซ้ายและหันขวา ไม่หมุนรอบตัว เพราะฉะนั้นเราเห็นตัวเองอย่างมากก็ 180 องศา ไม่มีทางเห็น 360 องศา เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากเห็นตัวเองให้รอบด้านเราต้องมองหาพาร์ตเนอร์ที่เราไว้ใจ”

ดรีม บอกว่า 1 ปีที่ทำงานร่วมกันมา ธุรกิจนี้ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่เป็นโอกาสให้ได้เจอกันบ่อยมากขึ้น ให้ทั้งคู่ได้มองเห็นแง่มุมที่ไม่เคยเห็นของอีกฝ่าย

“จริงๆ ตอนเรียนปริญญาเอกด้วยกัน เราก็รู้แล้วว่าเขาเป็นคนเก่ง แต่พอมาทำงานด้วยกันก็ยิ่งเห็นศักยภาพของเขา และรู้ว่าเขาคือคนที่จะมาเติมส่วนที่เราขาด”

ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องงาน ที่หนุ่มรุ่นน้องเปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ส่วนที่ขาด แต่ในเรื่องส่วนตัวก็เช่นกัน

“แบงค์เป็นคนที่ใส่ใจรายละเอียด คิดถึงคนอื่นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม ไม่ว่าไปไหนเขาก็ต้องมีของฝากติดไม้ติดมือเสมอ ซึ่งบางครั้งเราเองถึงจะเป็นผู้หญิงยังมองข้ามตรงนั้นไป อย่างที่แบงค์บอกไป เวลาไปไหนเขาเจออะไรที่คิดว่าเราจะชอบ คนในบ้านเราจะชอบ ก็จะถ่ายรูปส่งมาให้ดู ซื้อมาให้ตลอด ซึ่งความใส่ใจที่เขามีต่อคนรอบข้างไม่เคยเปลี่ยนนี้คือสิ่งที่ทำให้เราประทับใจเขานะ”

อย่างไรก็ตาม ดรีม บอกว่า ทั้งคู่อาจไม่ใช่คู่ที่ดราม่า มีมุมซึ้งๆ ซีนเรียกน้ำตามาเล่าถึงความประทับใจต่ออีกฝ่ายมากนัก แต่เราเข้าใจกันดี ตั้งแต่รู้จักกันมาจนถึงวันนี้ ดรีมยอมรับว่ารักแบงค์เหมือนกับน้องชายแท้ๆ อาจเพราะด้วยความที่เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัว แบงค์จึงเหมือนเป็นทั้งเพื่อนและน้องในคราวเดียวกัน