ณครินทร์ โรจนศักดิ์ชัย ความสุขอยู่ในแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2560 เวลา 11:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/485606

ณครินทร์ โรจนศักดิ์ชัย ความสุขอยู่ในแก้ว

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เวลาที่คนเราตกหลุมรักก็มักทำทุกอย่างเพื่อคนที่รักอย่างไม่มีเหตุผล เช่นเดียวกับหนุ่มหล่อหน้าใส แบงค์-ณครินทร์ โรจนศักดิ์ชัย ตอนที่เขาตกหลุมรักการผสมเครื่องดื่ม เขาก็ทำทุกอย่างเพื่อพาตัวเองเข้าไปใกล้สิ่งที่รักมากที่สุด แม้ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จากความรักครั้งนั้นจะให้ดอกผลอะไรก็ตาม

“สมัยเรียน ม.ปลาย ผมประทับใจบทบาทของทอม ครูส ในหนังเรื่องหนึ่งซึ่งเขารับบทเป็นบาร์เทนเดอร์ ผมรู้สึกว่าอาชีพที่เขาทำเท่ดี เลยไปหาข้อมูลในกูเกิลว่าอาชีพนี้คืออะไร ต้องทำอะไรบ้าง จริงจังขนาดไปหาที่เรียนสำหรับเป็นบาร์เทนเดอร์ ถึงตัวผมเองจะไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ก็ไม่ได้มองว่าเป็นอุปสรรค ใช้เงินเก็บที่มีแอบที่บ้านไปเรียน จำได้ว่าค่าเรียนประมาณ 6,000 บาท ผมไปเรียนอยู่ 3 เดือน ไปเรียนทุกครั้ง ด้วยความที่เราดื่มไม่เป็น ชิมไปก็เมาไป กว่าจะกลับจากโรงเรียนก็รุ่งอีกวัน” แบงค์พาย้อนถึงเรื่องราวจุดเริ่มต้นความรักในโลกของเครื่องดื่มอย่างอารมณ์ดี

สีสันที่สวยงามของค็อกเทลชวนให้เขาหลงใหล แบงค์บอกว่า แม้ว่าหลังจากเรียนจบคอร์ส เขาจะไม่สานต่อ แต่ก็ยังหมั่นศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองมาเรื่อยๆ โดยที่ไม่คิดว่าวันหนึ่ง ต้นทุนความรู้ด้านการผสมเครื่องดื่มนี้จะเป็นประโยชน์กับเขา

“ผมไม่ได้คิดว่าจะเอาดีด้านนี้ ดังนั้นตอนที่เลือกเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ผมจึงเลือกเรียนด้านบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดยมีความฝันลึกๆ ว่าวันหนึ่งอยากเป็นผู้อยู่เบื้องหลังโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของตัวเอง จนพอช่วงปี 3 ผมกับเพื่อนมีโปรเจกต์อยากทำร้านอาหารด้วยกัน เพราะบังเอิญเราไปได้พื้นที่แถวอารีย์มา แต่ตอนนั้นเราไม่พร้อมหลายๆ อย่าง เริ่มพับโปรเจกต์ไปก่อน”

แพสชั่นที่หลงใหลในโลกของเครื่องดื่ม และความฝันที่จะมีร้านอาหารดูเหมือนจะค่อยมอดไป เพราะหลังจากเรียนจบ แบงค์ก็ก้าวสู่การเป็นมนุษย์เงินเดือนอย่างเต็มตัว แต่สุดท้ายราวกับพรหมลิขิตกำหนดไว้ เมื่อวันหนึ่งพี่ชายของแบงค์ (เชฟนนท์-นนทวรรธ โรจนศักดิ์ชัย) เจ้าของร้านขนมสุดฮิป บริกซ์ ดีเซิร์ต บาร์ (Brix Dessert Bar) ชวนมาร่วมทีม โดยมอบหมายให้เขาดูแลพัฒนาเมนูเครื่องดื่ม เพื่อเติมเต็มรสชาติของขนมในร้าน

“ด้วยความที่เราห่างจากวงการไปนาน แต่ก็ยังมีแพสชั่นอยู่ พอมีโปรเจกต์นี้เข้ามา ผมเลยไปฝึกงานที่ร้านคาซา ลาแปง สาขาอารีย์ เพราะรู้จักกับเจ้าของร้าน หลังเลิกงานทุกวัน ตั้งแต่ 5 โมงจนร้านปิด ผมไปเรียนรู้การทำงานร้านทุกอย่าง ตั้งแต่ล้างจาน ล้างแก้ว ค่อยๆ ไต่เต้าจนได้ฝึกชงกาแฟ ผมโชคดีที่ตอนนั้นได้ครูดี ถึงจะเหนื่อยล้าจากการทำงาน แต่ก็สนุกและได้ความรู้ เปิดโลกกาแฟที่ผมไม่เคยรู้จัก”

6 เดือนเต็มในการเก็บเกี่ยววิชา ก่อนจะมาหาชั่วโมงบินจากการทำงานจริง แบงค์อาศัยเรียนรู้และศึกษาเพิ่มเติม บวกกับอาศัยความร่วมมือกับทีมงาน จนกลายเป็นหนึ่งในผู้อยูู่เบื้องหลังความสำเร็จของหลากหลายเมนูเครื่องดื่มของบริกซ์ ดีเซิร์ต บาร์

“หัวใจสำคัญในการพัฒนาเมนูเครื่องดื่มของเรา คือ วิเคราะห์ก่อนว่า กลุ่มลูกค้าของเราคือใคร คำตอบคือ ผู้หญิงที่ชอบกินขนม และรักการถ่ายรูป เพราะฉะนั้นในส่วนของเมนูกาแฟ เราไม่เน้นกาแฟที่ดื่มยาก เน้นรสชาติที่ช่วยเติมเต็มความอร่อยเมื่อดื่มคู่กับการกินขนม มีการใส่ลาเต้อาร์ทเข้าไปเพื่อเพิ่มความสวมงาม ส่วนเมนูเครื่องดื่มอื่นๆ เราจะพิถีพิถันในการแต่งแก้วให้สวย บางครั้งลูกค้าอาจต้องอดใจรอสักนิด เพราะเราต้องการนำเสนอความสวยงามในแบบที่เราคิดไว้ไม่ให้ผิดเพี้ยน”

ทุกวันนี้ แบงค์ยังคงทำงานประจำ ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานเหล็ก ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว ควบคู่ไปกับการดูแลในส่วนเมนูเครื่องดื่มของร้าน นานๆ ครั้งจะสวมผ้ากันเปื้อน บุกหลังบาร์เพื่อรังสรรค์เมนูเครื่องดื่มเอง แต่ทุกวันเขาจะตระเวนไปตามสาขาต่างๆ ของ บริกซ์ ดีเซิร์ต บาร์ ซึ่งตอนนี้มี 3 สาขา คือ โครงการเดอะ คอมมอนส์ ทองหล่อ สยามพารากอน และสยามดิสคัฟเวอร์รี่ เพื่อเช็กคุณภาพของเครื่องดื่ม

“ผมมองว่า ความสุขของการรังสรรค์เครื่องดื่มสักแก้ว ไม่ได้อยู่ที่รสชาติที่กลมกล่อม หรือความสวยงามที่ออกมาเท่านั้น แต่เกิดขึ้นตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบมาใช้ และกระบวนการทำออกมา การเดินทางของเครื่องดื่มแต่ละแก้วล้วนมีเสน่ห์ที่น่าค้นหาแตกต่างกัน” แบงค์กล่าวทิ้งท้าย

Butterfly Blossom

ส่วนผสม

1.แครนเบอร์รี่ไซรัป 20 มล.

2.วานิลลาไซรัป 20 มล.

3.น้ำเลมอน 15 มล.

4.ไข่ขาว 1 ฟอง

5.ชากลิ่น Peace Blossom 60 มล.

วิธีทำ

1.นำส่วนผสม 1-5 ลงในกระบอกเชกเกอร์ แล้วเขย่าแบบยังไม่ต้องใส่น้ำแข็ง

2.เขย่าจนไข่ขาวเริ่มเซตตัว จากนั้นให้เติมน้ำแข็ง เขย่าจนได้ที่

3.เทใส่ในแก้วที่มีน้ำแข็ง โดยใช้กระดาษกรอง 2 ชั้น

4.แต่งแก้วให้สวมงามด้วยดอกอัญชันและจันทร์เทศ

 

 

อัญรัตน์ พรประกฤต ซีอีโอหญิงไอคอนแห่งความแกร่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มีนาคม 2560 เวลา 11:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/485291

อัญรัตน์ พรประกฤต ซีอีโอหญิงไอคอนแห่งความแกร่ง

โดย…ปอย ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เพียงความหมายชื่ออ่อนหวานไพเราะ ควรคู่อย่างยิ่งกับงานผู้บริหารบริษัทอัญมณีแบรนด์ไทยแท้ อัญรัตน์ พรประกฤต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ ที่มาแห่งนามมีความหมายเคียงคู่กับงาน ซีอีโอหญิงบอกว่าคุณย่าขอให้พระสงฆ์ที่ครอบครัวนับถือตั้งชื่อจริงให้ “อัญรัตน์” เกี่ยวข้องกับอัญมณี ซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัวบ่งบอกถึงความส่องประกายล้ำค่า

สำหรับชื่อเล่นภาษาจีน “อัน” มาจาก ผิงอัน ความหมายคือความปลอดภัย ดูสอดรับไปกับบุคลิกดูมั่นคง ส่งภาพลักษณ์หญิงสาวผู้บริหารหญิงแกร่งแห่งวงการธุรกิจอัญมณีที่อายุน้อย น่าจับตามอง

ในโอกาสแนะนำเพชรแบรนด์ล่าสุด เมื่อเร็วๆ นี้ อัญรัตน์ จัดงานเวิร์กช็อป “Forevermark” The World’s Most Carefully Selected Diamonds เพื่อแนะนำเพชรยี่ห้อดัง “ฟอร์เอเวอร์มาร์ค” (Forevermark) แบรนด์ที่ดาราดังระดับโลกเลือกสวมใส่ในโอกาสสำคัญ เครื่องประดับเพชรยี่ห้อนี้งดงามเฉิดฉายเคียงคู่ นิโคล คิดแมน กวินเน็ธ พัลโทรว์ เคท ฮัดสัน เคท วินสเลต ดาโกต้า จอห์นสัน และเซเลบริตี้อีกหลายๆ คน บนพรมแดงในงานมอบรางวัลชั้นนำ

ฟอร์เอเวอร์มาร์ค เป็นแบรนด์เพชรจากกลุ่มบริษัท เดอ เบียร์ส ยักษ์ใหญ่ของวงการเพชรระดับโลก มีมาตรฐานขั้นตอนการผลิตเข้มงวด คัดสรรเพชรแต่ละเม็ดซึ่งมีไม่ถึง 1% จากเหมืองทั่วโลก คุณสมบัติเน้นความคู่ควรจารึกสัญลักษณ์ Forevermark และตัวเลขเฉพาะไม่ซ้ำกันในแต่ละเม็ด

สร้างประวัติวงการค้าเพชร

เพชรคุณภาพระดับมาตรฐาน 4Cs และความสวยงามโดดเด่นสร้างความเจิดจรัสให้กับผู้สวมใส่ จำหน่ายไปทั่วโลกกว่า 37 ประเทศ รวมทั้งในประเทศไทยซึ่งยูบิลลี่ได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจาก “เดอเบียร์ส” (De Beers) ให้เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ผู้จัดจำหน่ายแบรนด์เพชรฟอร์เอเวอร์มาร์คอย่างเป็นทางการ

อัญมณีล้ำค่ามากับพันธสัญญา “งดงาม หายาก และคัดสรรมาจากแหล่งที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด” อัญรัตน์ เผยที่มาที่ไปของเพชรแบรนด์โด่งดังระดับโลก ซึ่งมาเปิดช็อปร่วมกับเคาน์เตอร์เพชรแบรนด์ไทยในปีที่ผ่านมา

“สองคอลเลกชั่นล่าสุดดีไซน์จากอิตาลี ได้รับความนิยมไปทั่วโลก คือ Forevermark Setting Collection หนามเตยทั้งสี่ที่รองรับเพชรได้รับแรงบันดาลใจจากโลโก้ของฟอร์เอเวอร์มาร์ค แล้วอีกเซต Encordia Collection แรงบันดาลใจจากปมเชือกเงื่อนของเฮราคลิส เทพเจ้าในสมัยกรีกโบราณ

 

ไม่ว่าเม็ดเล็กไม่กี่สตางค์ หรือเม็ดใหญ่น้ำหนักหลายกะรัต เพชรทุกเม็ดก็เจียระไน 58 เหลี่ยมเท่ากันทุกเม็ดเลยค่ะ จึงเป็นที่มาของแรงบันดาลใจในการทำงานของดิฉันด้วยอีกนะคะว่า ไม่ว่าเราจะทำงานใหญ่หรือเล็กจิ๋วแค่ไหน เราก็ต้องใส่ใจในรายละเอียด แล้วยิ่งการทำธุรกิจค้าปลีกรีเทล มีดีเทลรายละเอียดสูงมากๆ ก็ยิ่งทำให้เราสำนึกค่ะ ดิฉันใช้คำนี้เลยนะคะ (บอกพลางยิ้ม) ว่าเราจะทำงานหยาบๆ ส่งๆ ไม่ได้

ทุกอย่างต้องมาจากความรู้จริง แล้วด้วยประกายของอัญมณีชนิดนี้ ส่งความสุขให้แก่ผู้คนรอบข้างได้สัมผัสความใสแวววาว ความใสบลิงก์ เห็นประกายเพชรไม่มีใครคิดลบแน่นอนค่ะ การทำธุรกิจนี้ตลอด 15 ปี สำหรับดิฉันจึงเต็มไปด้วยพลังบวกที่อยากสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมาไม่หยุดเลยนะคะ” อัญรัตน์ เริ่มต้นสนทนาพร้อมรอยยิ้มติดใบหน้า ดูเปล่งประกายมีพลัง

วันนี้เครื่องประดับยี่ห้อไทย ยูบิลลี่ ก้าวสู่ทศวรรษที่ 9 สืบทอดธุรกิจมาถึงเจเนอเรชั่นที่ 4 จึงนับเป็นตระกูลค้าเพชรเก่าแก่ของไทย สั่งสมชื่อเสียงเรียงนามฐานะเพชรแบรนด์แรก ที่ทำให้เกิดระบบการขายผ่านเคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้า รวมทั้งเป็นบริษัทค้าปลีกเครื่องประดับเพชรรายเดียวที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อปี 2009

“บอกอย่างภาคภูมิใจเลยค่ะ คุณพ่อ (วิโรจน์ พรประกฤต) คือเกมเชนเจอร์ในธุรกิจนี้ จากธุรกิจเริ่มต้นในรุ่นของเหล่ากง (คุณทวด) ทำโรงรับจำนำที่สะพานเหล็ก จึงมีเครื่องประดับมากขึ้นเรื่อยๆ เหล่ากงตัดสินใจเปิดร้านเครื่องประดับ มาถึงรุ่นคุณพ่อมีวิสัยทัศน์แม่นยำมากๆ ค่ะ ว่าเทรนด์ในการซื้อเครื่องประดับของคนกำลังจะเปลี่ยนสู่อีกยุค

เครื่องประดับไม่ใช่สิ่งซื้อหายากที่นานๆ เก็บสตางค์ได้ก้อนใหญ่แล้วซื้อชิ้นใหญ่ๆ เพื่อเป็นมรดกอีกต่อไป เมืองไทยธุรกิจเติบโตขึ้น การจับจ่ายก็คล่องขึ้นด้วย คุณพ่อจึงเปิดเคาน์เตอร์เพชรในห้างสรรพสินค้า ซึ่งแห่งแรกคือห้างเยาฮัน รัชดาภิเษก ปัจจุบัน ยูบิลลี่ มี 120 กว่าสาขาตามห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ

แล้วการตั้งชื่อยี่ห้อเพชรของไทย จากทุกๆ ที่ต้องมีคำว่า อัญมณี หรือมณีต่อท้ายในการพะยี่ห้อ พ่อตั้งชื่อภาษาอังกฤษเลยค่ะ Jubilee Diamond ซึ่งบ่งบอกความหมายของอัญมณีชนิดนี้ที่คนซื้อ และคนรับรู้สึกถึงความปีติยินดี

คุณพ่อลงรายละเอียดมาก…(ลากเสียงยาวๆ คำสุดท้าย) นี่คือสิ่งที่ได้จากคุณพ่อ อาชีพของเรา เราต้องรู้จริงเรื่องนี้ท่านย้ำมาก แล้วความไม่เคยหยุดนิ่งที่คือสิ่งที่ท่านก่อร่างสร้างทาง ให้เราชอบหมั่นสังเกตและอยากรู้เรื่องใหม่ๆ ตลอดเวลา คุณพ่อบุกเบิกการซื้อเพชรด้วยเครดิตการ์ด เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนซื้อเพชรราคาล้านกว่าบาท ถ้าลูกค้าสนิทก็ตีเช็คจ่ายกันนะคะ แต่ลูกค้าขาจรต้องจ่ายเงินสดเท่านั้นค่ะ (หัวเราะ) คุณพ่อปฏิวัติเพชรเข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกๆ กลุ่ม ส่วนคุณแม่ (สุวัฒนา พรประกฤต) สอนเรื่องความถ่อมตนค่ะ

ดิฉันเริ่มเข้ามาทำงานในตำแหน่งระดับล่างสุดรับเงินเดือนหมื่นกว่าบาท คุณแม่บอกเสมอค่ะ ว่าอย่าให้ใครมาว่าเอาได้ว่าทำงานแบบลูกคุณหนู ไม่ควรทำงานในแบบที่เป็นลูกสาวคนโตเจ้าของธุรกิจ งานแรกต้องรับผิดชอบคือแปะป้ายสินค้า แล้วขึ้นไปเป็นพนักงานคีย์ข้อมูลต้นทุน ไปตำแหน่งจัดซื้อ

ทำงานกว่าจะออกออฟฟิศก็ดึกดื่นทุกวัน จำได้เลยค่ะช่วงปีใหม่ เป็นช่วงที่คนซื้อของขวัญ แล้วเพชรก็คือตัวเลือกต้นๆ ดิฉันทำงานเกือบสว่างในวันเคาต์ดาวน์” อัญรัตน์ เล่ายาวๆ ถึงรายละเอียดงานที่ทำ ณ วันนี้

 

ผู้บริหารหญิงบ้างาน

การขับเคลื่อนธุรกิจครอบครัว เริ่มต้นควบคู่ไปกับการศึกษาที่คุณพ่อนักธุรกจรุ่นสาม ย้ำบอกเสมอว่าต้องรู้ให้ลึก รู้ให้จริง และไม่หยุดนิ่ง 15 ปีที่เข้ามาเคลื่อนอาณาจักรเครื่องประดับเพชรยูบิลลี่ อัญรัตน์สร้างความเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งพลิกโฉมเคาน์เตอร์แบรนด์เพชรจากสีน้ำเงิน เป็นสไตล์โมเดิร์นสีดำเท่ขรึม

สร้างสินค้านวัตกรรมด้วยกรรมวิธีฝังเพชร เจียระไนเพชรระดับ Triple Excellent Diamond กระทั่งการผลักดันยูบิลลี่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ สืบทอดในรุ่นที่ 4  ขณะที่ซีอีโอลุคสมาร์ทบอกธุรกิจยังต้องเรียนรู้ไม่มีจบ

“การทำงานมาถึงปีที่ 15 ดิฉันไม่เคยคิดเลยค่ะว่าวันนี้ประสบความสำเร็จแล้ว (บอกพร้อมรอยยิ้ม) มีแต่คิดว่านี่มันเพิ่งเริ่มนะ ฟังดูอาจเป็นโรคจิต (ว่าแล้วก็หัวเราะชอบใจในประโยคนี้) แต่ถ้าให้บอกถึงความภาคภูมิใจไม่ใช่แค่ชื่อยูบิลลี่ คือแบรนด์เพชรที่คนจดจำ แต่ถ้าให้เลือกความภูมิใจที่สุดคือการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์

เราเป็นแบรนด์อัญมณีค้าปลีกรายเดียวที่ทุกอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ เพียงผู้บริโภคเข้าเว็บไซต์ก็ดูรายละเอียดธุรกิจได้ทุกๆ อย่าง เรื่องนี้เป็นเรื่องยากตั้งแต่ปรู๊ฟตัวเองผ่าน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้วค่ะ กว่าจะเขียนเอกสารของบริษัทแนะนำ ก.ล.ต.ให้เข้าใจธุรกิจได้โดยไม่ยาก ก็ใช้เวลา 9 เดือนแล้วค่ะ เพราะอย่างที่บอกว่าไม่มีธุรกิจค้าปลีกเข้าตลาดหลักทรัพย์มาก่อน เราไม่มีแบบอย่างต้องบุกเบิกเองทั้งหมด

กลายเป็นว่าการก้าวสู่ปีที่ 7 ในตลาดหลักหลักทรัพย์ มูลค่าธุรกิจเพิ่มถึง 600% องค์กรเติบโตเราก็เติบโตไปพร้อมๆ กันเพราะได้คุยในอีกมิติหนึ่งที่ไม่ใช่แค่กลุ่มนักธุรกิจ หรือกลุ่มลูกค้า พอผ่านเรื่องยากๆ มาแล้ว ดิฉันก็ยังคิดว่าเรื่องนี้ก็ยังไม่ยากที่สุด ทุกธุรกิจเลยค่ะการบริหารคนคือเรื่องยากที่สุด เราต้องก้าวไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ผู้บริหารจึงต้องเข้าใจเขาและเขาก็ต้องเข้าใจเราด้วย

สิ่งที่ผูกยึดติดกับการค้าเครื่องประดับเพชร คือคำว่าคุณภาพ แยกกันไม่ออกเลยนะคะ (บอกพลางยิ้ม) แล้วสำหรับคนไทยแล้วเลือกซื้อเพชรจากความพึงพอใจสูงสุด เราจึงไม่หยุดนิ่ง ล่าสุด รับรางวัลที่ภาคภูมิใจจาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ในด้านการเป็นองค์กรที่มีความยอดเยี่ยมในการสร้างนวัตกรรมให้บริการลูกค้า ลงทุนระบบซีอาร์เอ็มเต็มรูปแบบ

ไม่ว่าอยู่ ณ จุดขายที่ใด เชียงใหม่ ตรัง สุราษฎร์ธานี ก็มีระบบสามารถซิงก์ทุกๆ ข้อมูลที่ลูกค้าอยากรู้มาถึงออฟฟิศที่สาทร กรุงเทพฯ ให้บริการเหมือนอยู่ที่เดียวกันได้เลยค่ะ ทุกอย่างต้องเมกชัวร์ว่าลูกค้าพึงพอใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีสุ่มค่ะ”

ทำงานอย่างหนักมากกว่า 10 ชั่วโมง แต่ยังดูสดใส หุ่นลีนเป๊ะ แขนมีกล้ามสุดสตรอง อัญรัตน์ เผยว่าแค่ตื่นไปออกกำลังกาย 6 โมงเช้าทุกวัน แล้วกลับมาทำงานช่วง 9 โมงเช้า ชีวิตก็สามารถแกร่งได้ทั้งการงานและชีวิตส่วนตัว

 

กฤติยาวดี พงษ์พาณิชย์ Eat Play Love

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2560 เวลา 15:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/485122

กฤติยาวดี พงษ์พาณิชย์ Eat Play Love

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

กฤติยาวดี พงษ์พาณิชย์ หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท อูเบอร์ (ประเทศไทย) หรือว่าว วัย 34 ปี นักสื่อสารภาพลักษณ์ ที่เชื่อว่าทำงานหนักที่สุดเวลานี้ เมื่อถูกให้กำหนดคำจำกัดความชีวิตของตัวเอง เธออธิบายตัวเองด้วยคำสั้นๆ  3 คำนี้ “กิน” เล่น” และ “รัก” (ฮี้วววววววววววววว!)

กิน เล่น-เต้นรำ และทำเพราะความรัก เจ้าตัวบอกเองว่า “ก็ดูหุ่นเสียก่อน” (หัวเราะ) เธอบอกว่า ชีวิตของเธอก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหน คือ อวบแต่พลิ้ว อวบเพราะชอบการกิน พลิ้วเพราะเต้นรำเป็นชีวิต ส่วนเลิฟหรือความรัก ก็เพราะรักในทุกสิ่ง เอนจอยในทุกอย่าง ชีวิตหล่อเลี้ยงด้วยความรักที่แวดล้อม รักเขารักเรา และรักในงานสื่อสารองค์กร ที่ต้องใช้พลังแห่งรักมากล้น

ว่าว บอกว่า เธอมีความสนใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ภาระหน้าที่และการทำงานที่อูเบอร์ ทำให้สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และเผชิญกับความท้าทายที่น่าตื่นเต้น ทว่าเหนือสิ่งอื่นใด ว่าวเชื่อว่าคนเราต้องเชื่อในสิ่งที่ทำ ถ้าเราเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ดี เราก็ต้องก้าวเดินต่อไป

“ว่าวเชื่อมั่นในภารกิจของอูเบอร์ ที่จะสร้างระบบการขนส่งที่เชื่อถือได้สำหรับทุกคน การเดินทางไปยังที่ต่างๆ นั้นเป็นส่วนสำคัญในวิถีชีวิตของทุกคน ว่าวซื้อรถคันแรกที่เมืองไทยเมื่อหลายปีที่แล้ว เพราะว่าในตอนนั้นไม่มีทางเลือกอื่นที่สะดวกในการเดินทาง จากกลางเมืองไปยังที่ทำงานที่อยู่ใกล้สนามบิน แต่ถ้าตอนนั้นมีอูเบอร์ อาจไม่ซื้อรถก็ได้”

 

สาวนักสื่อสารเล่าต่อไป… ถ้ามนุษย์สามารถใช้เทคโนโลยีในการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เชื่อว่าเราทุกคนคงมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกับเมืองรถติดอย่างกรุงเทพฯ ก็เชื่อว่าจำนวนรถจะน้อยลง ขณะที่พื้นที่สีเขียวจะมากขึ้น เนื่องจากเราไม่ต้องการใช้รถจำนวนมากๆ และไม่ต้องใช้พื้นที่มากๆ เพื่อสร้างที่จอดรถสำหรับรถจำนวนมากๆ นั้น

“กรุงเทพฯ อาจมีการจราจรที่ดีขึ้นก็ได้นะ ผู้คนสามารถใช้เวลาของตัวเอง และใช้เวลาบนท้องถนนน้อยลง เราจะได้เอาเวลาที่เหลือไปสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ไปสร้างชีวิตที่เราต้องการ”

สาวอูเบอร์ กล่าวว่า เธอรู้ว่าสิ่งที่เธอพูดเธอคิดนี้ ฟังดูยาก ฟังดูเป็นไปไม่ได้ ฟังดูยากที่จะจินตนาการถึงสำหรับใครหลายๆ คน อย่างไรก็ตามงานที่เธอทำอยู่คือการถมเต็มช่องว่าง หรืออย่างน้อยก็คือจุดหนึ่งของเส้นประ เส้นแห่งอนาคตที่จะขีดนำสังคมไทยให้เดินหน้าไปสู่จุดหมาย แม้ในระหว่างทางจะมีปัญหาและอุปสรรค แต่เชื่อว่า “คำถาม” สำหรับอูเบอร์ทั้งหมด จะถูกตอบและคลี่คลายตัวของมันเองได้ในวันหนึ่ง

เล่าถึงตัวเองบ้างสิ… จู่ๆ ว่าวก็ทำท่าอายม้วนขึ้นมา ว่าวเกิดที่เมืองไทย คุณพ่อคุณแม่เดิมทำงานให้องค์กรยูนิเซฟ สหประชาชาติ ในวัยเด็กของเธอและพี่สาวจึงเดินทางไปในหลายประเทศ เกิดในเมืองไทยแต่ไปโตที่อินเดีย เมืองที่เธอเคยอาศัยอยู่ชื่อ แมดราส ปัจจุบันคือเชนไน ประเทศอินเดีย

เมื่ออายุ 5 ขวบครึ่ง ย้ายตามคุณพ่อคุณแม่มาอยู่ที่ย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา อยู่ที่นี่อีก 3 ปีครึ่ง จึงกลับประเทศไทย เรียนโรงเรียน International School Bangkok (ISB) ตั้งแต่เด็ก จึงนิยมในความหลากหลายและสนุกในความแตกต่าง วัยเด็กของว่าวคือเด็กดื้อแต่ไม่ซน (!?!) เป็นเด็กร่าเริงมีความสุข ไม่มีปัญหา รักและชอบการเขียนมาตั้งแต่จำความได้

 

“คุณพ่อคุณแม่ปูพื้นฐานเรื่องภาษา เพราะแอบคิดหรือเปล่าไม่รู้ว่า อยากให้ลูกสาวทั้งสองคนเป็นนักการทูต เรียนภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่เด็กค่ะ ส่วนพี่สาวเรียนภาษาเยอรมัน แต่คงมีเพียงพี่สาวคนเดียวที่ไปทางการทูต ตอนนี้พี่สาวทำงานที่สหประชาชาติ”

เนื่องจากว่าวชอบอ่านหนังสือมาก สมัยก่อนเธออ่านแทบทุกอย่างที่ขวางหน้า แม้ไปเที่ยวก็หนีบไปด้วยหนึ่งเล่มเป็นอย่างน้อย อ่านมากจากนั้นก็เขียน นานมาแล้วเคยอยากเป็นนักเขียน ถ้าจะพูดถึงความฝันสมัยเด็ก เคยแอบทำแฟชั่นแมกกาซีนของตัวเองมาแล้ว หากความฝันไม่ใช่ความจริง ความจริงทำงานที่อูเบอร์

“ว่าวเคยไปฝึกงานที่สหประชาชาติเหมือนกันค่ะ แต่ก็ลาออกมา เพื่อไปศึกษาต่อ จบเกรด 12 ที่เมืองไทยแล้วได้ทุนไปเรียนแคนาดา ที่ Trent University ศึกษาเกี่ยวกับ International Studies ที่เน้นใน 3 ด้าน คือ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และประวัติศาสตร์”

ขณะที่เรียนปริญญาตรีที่แคนาดา ได้ทุนแลกเปลี่ยนไปเรียนที่ญี่ปุ่น ช่วงปี 3 ของปริญญาตรี จึงบินข้ามมาเรียนอยู่ที่เกาะโอซาก้าในญี่ปุ่น เธอเรียนด้านเอเชียนศึกษา แนวโน้มของนักเรียนส่วนใหญ่ที่นี่ มักไปทำงานด้านการทูต แต่ว่าวก็แอบสมัครทุนปริญญาโท ที่ อีสเวสต์ เซ็นเตอร์ เกาะฮาวายไว้ด้วย แล้วก็ได้ทุนจริงๆ

ที่ฮาวาย เธอเรียนเกี่ยวกับ Cultural Anthropology หรือสังคมวิทยามานุษยวิทยา เรียนปริญญาโท 2 ปีที่ University of Hawaii วิทยาเขตมานัว (Manoa) ก่อนจะทำงานที่นี่ต่ออีกหน่อย เนื่องจากได้งานออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง ทำงานเกี่ยวกับการขายห้องพักในโรงแรม โฮเทล แมนเนจเมนต์ ที่เกาะฮอนโนลูลู

“ใช้ชีวิตเต็มที่ที่นี่ค่ะ และว่าวก็ได้พบรักกับการเต้นรำ เรียนเต้นฮูล่า ส่ายสะโพกสนุกๆ ก่อนจะต่อด้วยการส่ายที่เร็วกว่าฮูล่าคือ ตาฮิติแดนซ์ ซึ่งจังหวะจะเร็วมาก สะโพกต้องพลิ้วมาก ถึงจะเรียกว่าแน่ (หัวเราะ)”

 

อาหารชอบกินปลาดิบ ชอบกินอาหารไทย ชอบกินอาหารอิตาเลียน โดยเฉพาะอาหารญี่ปุ่น ปลาดิบ แซลมอน และหอยเม่น ซูชิ เล่าเรื่องอาหารที่ชอบกินชนิดว่าน้ำไหลไฟดับอยู่นาน ตบท้ายด้วยประโยคที่ว่า “ถามว่าวว่าอะไรที่ไม่กินดีกว่า (ฮา) เพราะนอกนั้นกินหมด และชอบหมดค่ะ”

อาหารที่ไม่กินมี 4 อย่าง คือ 1.โยเกิร์ต 2.นมสด 3.มะเขือเทศสด และ 4.เนื้อแกะ ไม่ชอบโยเกิร์ตเพราะทนกลิ่นไม่ได้ ไม่ชอบนมสดเพราะดื่มนมเปล่าๆ ไม่ได้ ไม่ชอบมะเขือเทศสดเพราะไม่ชอบรสของมัน ไม่ชอบเนื้อแกะ เพราะรู้สึกว่าเหม็นสาบ นอกเหนือจากนี้คือกินได้หมด…ชอบกิน ไม่ชอบทำ และไม่ชอบล้าง

ในเรื่องความรัก เคยคบกันแบบยาวๆ นานๆ กับหนุ่มเฟรนช์ แคนาเดียน แต่ในที่สุดก็เลิกกันไป เพราะขณะที่ว่าวชอบเดินทางมาก เธอหาคนที่จะเดินทางไปกับเธอแต่เขาไม่ใช่ ชีวิตหลากหลายและมุมมองเปลี่ยนไปตามวัย (!) ตอนนี้สเปกไม่มีอะไรมากไปกว่าคุยกันรู้เรื่อง เป็นคนดี ใจดี ชอบเดินทาง ชอบทำอาหาร และต้องทำอร่อยด้วยนะ สเปกออกแนวกินดีอยู่ดี อ้อ อีกอย่างหนึ่งคือต้องมีความรู้ด้านการเกษตร (นิดหน่อยก็พอ)

ไม่ใช่อะไร เพราะสาวเจ้ากำลังใฝ่ฝันอยากมีฟาร์ม ว่าวมีที่ดินว่างๆ 4 ไร่ของครอบครัวอยู่ที่ภาคเหนือ ตอนนี้ไม่ได้ทำอะไร หากมีแผนทำอะไรสักอย่าง อย่างน้อยคือฟาร์มเกษตร ที่จะช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวบนโลก ปลูกสตรอเบอร์รี่หรืออะไรก็ได้ที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ความฝันเล็กๆ ตอนนี้คืออยากเป็นชาวสวนปลูกอโวคาโด ทำอะไรๆ สนุกๆ ที่ดีต่อร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อม

ความฝันจะเป็นความจริงหรือไม่ คงไม่มีใครตอบได้นอกจากตัวว่าวเอง ชีวิตยามนี้ทุ่มเทให้กับอูเบอร์ งานภาพลักษณ์ระดับโลกที่ท้าทายเธออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เทคโนโลยีกำลังจะเปลี่ยนแปลงโลก ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง

 

ความเพียรสร้างความเชี่ยวชาญ นพ.ปิยพล พัฒนครู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มีนาคม 2560 เวลา 16:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/484983

ความเพียรสร้างความเชี่ยวชาญ นพ.ปิยพล พัฒนครู

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“ผมใช้เวลาเรียนแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมทั้งหมด 13 ปีเต็มอย่างต่อเนื่อง ถามว่านานไหม บอกเลยว่านาน กว่าจะได้แพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางต้องใช้เวลาพอสมควร แต่สำหรับผมแล้วผมคิดว่ามันคุ้มค่าที่จะลงทุนแก่การศึกษาให้รู้อย่างลึกซึ้ง ยิ่งเป็นงานที่เรารักและอยากทำด้วยแล้วยิ่งเป็นสิ่งที่ดี ทำแล้วมีความสุข” นพ.ปิยพล พัฒนครู แห่งพีเมดคลินิก (Pmed Clinic) คุณหมอที่ได้การยอมรับในความเชี่ยวชาญด้านการศัลยกรรมใบหน้าและการฉีดฟิลเลอร์ไขมัน เล่าด้วยความภูมิใจ

ปิยพลเกิดและเติบโตในครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่เป็นคุณหมอทั้งคู่ หมอหนุ่มเล่าว่า เป็นความฝันตั้งแต่เด็กๆ แล้วว่าโตขึ้นอยากจะเป็นหมอ เพราะทุกวันในช่วงวัยเยาว์ได้ติดตามคุณพ่อคุณแม่เข้าออกโรงพยาบาล คลินิก จนคุ้นชินเวลาที่เราเห็นคุณพ่อคุณแม่รักษาคนไข้แล้วคนไข้หายกลับไป

คนไข้มีความสุขตัวเขาก็รู้สึกมีความสุข รู้สึกดีๆ กับเรื่องเหล่านี้ไปด้วย ทำให้ปิยพลตั้งเป้าอย่างแน่วแน่ว่าวันข้างหน้าเขาจะต้องเป็นคุณหมอให้ได้ จนกระทั่งได้เข้าเรียนแพทย์สมใจ ที่คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เส้นทางการเป็นศัลยแพทย์ตกแต่งความงามก็ได้เริ่มต้นขึ้น

“หลังจากเราเริ่มเรียนในช่วงแรกๆ ก็เรียนด้านการแพทย์ทั่วไป แต่ว่าตอนนั้นเราก็เริ่มที่จะมีความสนใจที่จะเรียนในเรื่องของศัลยกรรมความงาม ก็เลยเริ่มศึกษาลงไปในรายละเอียดเฉพาะมากขึ้น เพราะการเรียนแพทย์ศัลยกรรมความงามจะต้องเรียนรู้ในองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่เรื่องของหน้าตา รูปร่าง และผิว

ส่วนตัวผมนั้นมีความสนใจเฉพาะส่วนคือใบหน้า ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของคนเรามากที่สุด จึงเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้าน หู คอ จมูก เพื่อเสริมความรู้เรื่องการศัลยกรรมใบหน้าเฉพาะทาง เพื่อเสริมเต็มสาขาแพทย์เฉพาะทางด้านการศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า จากนั้นก็เรียนต่อด้านศัลยกรรมตกแต่งเพิ่มเติมเฉพาะทางโรงพยาบาลจุฬาฯ จนกระทั่งจบเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์ที่วชิรพยาบาล

เวลาทั้งหมด 13 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผมค่อนข้างที่จะมีความมั่นใจในเรื่องของการทำตามระบบการแพทย์ที่ถูกต้องมากกว่า เราศึกษาค้นคว้าทดลองทดสอบในหลายๆ อย่าง ก็ทำให้ผมมีองค์ความรู้ที่จะพัฒนาเทคนิคของตัวเองขึ้นมาโดยเฉพาะได้”

ไม่เพียงแค่การศึกษาเฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า ปิยพลยังเป็นแพทย์กลุ่มแรกๆ ของประเทศไทยที่ตัดสินใจศึกษาดูงานด้านการศัลยกรรมตกแต่งความงามที่ประเทศเกาหลี โดยครั้งหนึ่งเคยได้ร่วมประชุมสัมมนาวิชาการด้านการแพทย์ แล้วเห็นว่าเกาหลีมีการพัฒนาองค์ความรู้ด้านศัลยกรรมตกแต่งจนมีชื่อเสียงโด่งดัง มีความปลอดภัยสูง มีความสวยงาม มีความแม่นยำ มีระบบระเบียบ การจัดการที่ดี

“ที่เกาหลีนั้นการศัลยกรรมตกแต่งความงามเป็นที่นิยมและมาเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งอันที่จริงแล้วเมื่อเทียบกับวงการแพทย์ศัลยกรรมของประเทศไทย เครื่องไม้เครื่องมือ และองค์ความรู้ที่มีไม่ได้แตกต่างกันเลย เพราะว่าองค์ความรู้ที่ได้มาก็มาจากทางฝั่งตะวันตก เป็นองค์ความรู้เดียวกัน แต่สิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนก็คือมุมมอง

คนไทยมักจะมองว่าการศัลยกรรมตกแต่งความงามคือปัญหา หากจำกันได้สมัยก่อนถ้ามีใครไปเสริมจมูกก็จะมีคนทัก คนทำก็จะไม่กล้าบอกว่าไปทำมา ทั้งที่จริงแล้วเรื่องความสวยความงามก็อาจจะเป็นปัญหาอย่างหนึ่งในชีวิตของเขา ที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการแพทย์ก็ได้

เมื่อเทียบกับเกาหลี เขาค่อนข้างที่จะตระหนักถึงปัญหาของคนในประเทศ ในเรื่องของความสวยงามของใบหน้า พวกเขาตั้งเป้าไว้ว่าการทำศัลยกรรมของประเทศเขาจะต้องเป็นที่หนึ่ง จึงมีการรวมกลุ่มกันพัฒนาศัลยกรรมตกแต่งความงามขึ้นมาเป็นระบบ จนถึงวันหนึ่งที่เกาหลีพัฒนาจนกลายเป็นที่ยอมรับ มีกระแสเกาหลีฟีเวอร์ขึ้นมา ก็ทำให้มุมมองในเรื่องของการศัลยกรรมของประเทศไทยนั้นเปลี่ยนไป

การศัลยกรรมตกแต่งในแนวทางของผมเวลานี้ จะเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากเป็นการผ่าตัดเคสใหญ่ถึงขั้นดมยาสลบ ผมจะส่งตัวให้กับทางโรงพยาบาลที่มีทีมแพทย์และเครื่องไม้เครื่องมือที่พร้อมกว่า เพราะปัจจุบันแพทย์มีการทำงานเป็นทีม บางเคสที่จำเป็นต้องมีการรักษาหลายอย่างก็จะถูกส่งให้แพทย์เฉพาะทางเป็นผู้ช่วยดู

ที่สำคัญก็คือในการรักษาก็คือการพูดคุยกับคนไข้ให้มีความเข้าใจและเห็นในภาพเดียวกัน เพราะในหลายๆ ครั้ง ปัญหาทางด้านศัลยกรรมความงามเกิดจากความคาดหวังของคนไข้ไม่ตรงกันกับคุณหมอ ดังนั้นในการรักษาเราก็จะต้องทำให้ทั้งคนไข้และคุณหมอเห็นภาพเดียวกันก่อน ว่าเมื่อคนไข้ต้องการอะไรแล้วคุณหมอเห็นภาพเดียวกับที่คนไข้ต้องการจะเห็นหรือเปล่า

ในบางกรณีคนไข้ต้องการแบบนี้ แต่คุณหมอบอกว่าไม่สามารถทำได้ เพราะติดในเรื่องของความปลอดภัยทางด้านการแพทย์ และอาจจะมีปัญหาอย่างอื่นตามมา ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อตัวคนไข้เอง ก็จะต้องปรับความเข้าใจซึ่งกันและกัน จนกว่าจะได้ผลเป็นที่น่าพอใจของทั้งสองฝ่ายระหว่างคุณหมอและคนไข้

เรื่องของการทำศัลยกรรมความงาม ถ้าจะบอกว่าไม่มีปัญหาเลยก็เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าอย่างไรก็ตามในเรื่องของการทำงานกับปัญหานั้นเป็นเรื่องปกติที่เราจะต้องพบเจอในชีวิตการทำงานของคนทุกคน แต่เราจะทำยังไงให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด นั่นคือการปรับความเข้าใจในการทำงานให้ตรงกันให้เรียบร้อย

ผมเน้นในเรื่องทำให้น้อยแต่ได้ผลลัพธ์ที่มากกว่าและต้องอยู่ในความปลอดภัย ยกตัวอย่างเช่น การฉีดฟิลเลอร์ ถามว่าดีไหม หากเป็นฟิลเลอร์แท้ก็ดี เพียงแต่ต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม แต่เมื่อมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าอย่างการฉีดฟิลเลอร์ไขมัน ก็จะปลอดภัยต่อตัวคนไข้มากกว่า เพราะเป็นไขมันที่นำมาจากตัวของคนไข้เอง ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย สามารถสลายได้ตามธรรมชาติ ไม่จับเป็นก้อนเหมือนฟิลเลอร์ที่นิยมฉีดกัน อะไรที่ทำแล้วดีมีความปลอดภัยสูงในระยะยาวก็จะแนะนำให้คนไข้เสมอ

หากถามว่าเคสไหนที่เราทำแล้วรู้สึกประทับใจมากที่สุด ขอตอบว่าเคสล่าสุด คือเคสที่ดีที่สุดที่ผมทำ เพราะปรัชญาในการทำงานของผม คือทำให้ดีที่สุดในทุกเคส ด้วยประสบการณ์และความรู้ทุกอย่างที่มีมา
สิบกว่าปี เคสก่อนหน้านี้มีปัญหาอะไร ติดขัดอะไร ก็จะไม่เจอในเคสใหม่ๆ

แต่ถามว่าแล้วเคสที่ผ่านๆ มาไม่ดีเหรอ ก็ต้องตอบว่าไม่ใช่ เพราะนั่นก็ยังคงเป็นสิ่งที่ผมทำให้กับเขาอย่างเต็มที่ที่สุด ด้วยประสบการณ์ทั้งหมดในเวลานั้น ผมทำเต็มที่ในทุกเคส เพราะผมรู้ว่าช่วงเวลาที่ทำให้ผมรู้สึกภูมิใจมีความสุขมากที่สุดก็คือการได้เห็นคนไข้มีความสุขในสิ่งที่ผมทำให้กับเขา”

 

ภานุพงษ์ วิจิตรานนท์ เชฟ(อาหาร)อีสานรสแซบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2560 เวลา 12:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/484474

ภานุพงษ์ วิจิตรานนท์ เชฟ(อาหาร)อีสานรสแซบ

โดย…คุณมัลล์

ไม่เสียเวลาที่ขับรถแป๊บๆ มาถึงร้านอาหารสุดชิก สไตล์โคซี่อีสาน “อันหยังก็ได้ by เป็นลาว” ตั้งอยู่ริมถนนธนรัชต์ ก่อนทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ใช้เวลาจากกรุงเทพฯ 2 ชั่วโมงนิดๆ เพราะคุ้มค่ากับเวลาที่ได้มาลิ้มรสอาหารอีสานรสแซบจัดจ้าน ได้เจอกับเชฟหุ่นแซบครบเครื่อง ไม่แพ้พริก ข้าวคั่ว ปลาร้า และเขามีทีเด็ดที่ไข่เจียวได้กร๊อบ-กรอบ ฟู้-ฟู

เชฟไอซ์-ภานุพงษ์ วิจิตรานนท์ เชฟน้องใหม่ที่ได้ขยับตำแหน่งมาประจำการที่ร้านอันหยังก็ได้ by เป็นลาว ร้านอาหารอีสานในบรรยากาศสบายๆ เปิดตั้งแต่เช้า 07.30-22.00 น. อาหารแบ่งเป็น 2 ช่วง อุ่นท้องกับอาหารเช้าร้อนๆ อร่อยๆ อย่าง ไข่กระทะ ข้าวต้มกระดูกหมูอ่อน กวยจั๊บน้ำใส ต้มเลือดหมู อาหารตามสั่ง ส่วนมื้อเย็นเป็นจิ้มจุ่ม กับแกล้มสไตล์อีสาน เครื่องดื่ม

“ก่อนหน้านี้ไอซ์ทำงานมาหลายอย่างครับ เริ่มจากการเป็นเด็กเสิร์ฟช่วงมัธยม จบมัธยมมาช่วยงานก่อสร้าง เป็นนักร้องที่ผับช่วงเรียนมหาวิทยาลัยที่ภูเก็ต มีงานเดินแบบบ้าง เคยไปเป็นแดนเซอร์ ขายเสื้อผ้าที่สวนจตุจักร ซึ่งพอเราได้ทำอะไรหลายอย่าง เจอคนมากๆ ก็ทบทวนตัวเอง ว่าจริงๆ แล้วเราชอบอะไรกันแน่ จนตอนนี้ก็เจอตัวเองแล้วว่า อยากมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังด้านการทำอาหาร

ก่อนหน้าจะมาทำที่ร้านอันหยังก็ได้ ไอซ์ช่วยงานที่ร้านเป็นลาวมาก่อน ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ จนได้รับโอกาสจากพี่ๆ ให้ทำอะไรใหม่ๆ มาทำที่ร้านนี้ก็ลุยทุกอย่าง ทั้งเลือกสรรวัตถุดิบด้วยตัวเอง คิดเมนูที่อยากจะทำได้อย่างเต็มที่ ไปซื้อของเอง ลงมือทำโดยมีเชฟใหญ่คอยดูแลให้คำปรึกษา สนุกมากครับ เป็นการได้ทำงานจริงๆ และได้ฝึกฝนไปด้วย”

เมื่อค้นพบแล้วว่า การทำอาหาร คืองานที่ทำแล้วมีความสุขและถนัด ไอซ์จึงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาทักษะรสมือ และรังสรรค์เมนูที่ดีรสชาติเด็ดออกมาสู่ผู้ชิม แต่เส้นทางก็ใช่ว่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบเสียเมื่อไร

“อยากจะรับประทานไข่เจียวที่กรอบๆ ฟูๆ เหมือนที่ร้าน เลยลองผิดลองถูก หมดไข่ไปหลายแผง ก็ยังไม่ได้ไข่เจียวที่ฟูถูกใจ จนวันหนึ่งดูรายการทีวีที่บอกเคล็ดลับ ไอซ์เลยเข้าใจว่า การจะทอดไข่เจียวให้ฟูได้ ไข่ไก่สดต้องไม่แช่เย็น

พอมาช่วงมัธยมปลาย หลังเลิกเรียนหารายได้ด้วยการไปทำงานที่ร้านอาหาร จ.นครสวรรค์ เริ่มจากการเป็นเด็กเสิร์ฟ มีวันหนึ่งลูกค้าเยอะมาก อาหารออกไม่ทัน ไอซ์เลยวิ่งเข้าไปช่วยหยิบจับในครัว และป้าแม่ครัวก็เห็นแววว่าน่าจะทำกับข้าวเป็น ป้าเลยสั่งให้ทำไข่เจียว ป้าชมว่าไข่กรอบและฟูดีมาก หลังจากนั้นถ้าในครัวยุ่ง ไอซ์ก็เข้าไปช่วยเสมอ

สำหรับเมนูต่างๆ ไอซ์เรียนรู้เพิ่มจากการครูพักลักจำ ไอซ์เริ่มทำกับข้าวรับประทานเอง แรงบันดาลใจในการทำอาหาร คืออยากทำให้คนรับประทานแล้วมีความสุข เวลาเห็นคนรับประทานอาหารที่เราทำ มีความสุขมาก ไอซ์ไม่เคยเรียนทำอาหารที่ไหน อาศัยประสบการณ์จากการทำงานจริงๆ แต่วางแผนจะไปเรียนทำอาหารให้ถูกต้องเป็นเรื่องเป็นราว ในช่วงเดือน พ.ค.ที่จะถึงนี้ ตอนนี้ไอซ์ยังคงมีความสุขและสนุกกับการเรียนรู้จากการลงมือทำจริงๆ คุยกับลูกค้าด้วยตัวเอง ถือเป็นการเตรียมตัวให้คล่องแคล่ว พร้อมที่จะพัฒนาตัวเองไปอีกขั้นจากการเรียนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวครับ”

แม้จะคลุกคลีอยู่ที่ร้านอาหารอีสาน แต่เชฟไอซ์สามารถทำอาหารได้หลากหลาย แต่ยังไงอาหารอีสานรสแซบก็เป็นหัวใจในเมนู

“ถนัดอาหารประเภทผัดกับทอด ตอนนี้ก็เริ่มเรียนรู้การทำแกงอยู่ครับ พวกอาหารไทยแกงกะทิต่างๆ ไอซ์คิดว่าแกงที่ใช้สมุนไพรไทย ใช้ของพื้นบ้านที่โดดเด่น รวมถึงเสน่ห์ของน้ำกะทิที่ต่างชาติชื่นชอบ เป็นสิ่งที่ไอซ์กำลังเรียนรู้และสนุกกับมันอยู่

พอทำงานที่ร้านเป็นลาว และร้านอันหยังก็ได้ฯ ที่เขาใหญ่ ตอนนี้เลยได้เจอกับอาหารอีสานเป็นหลัก เป็นประสบการณ์แปลกใหม่ ที่ทำให้ได้เรียนรู้การทำอาหารที่มีรสจัดจ้าน ถึงแม้ไอซ์ไม่ชอบรสจัด แต่ก็ต้องปรับตัวและเรียนรู้ในความเป็นเอกลักษณ์ของอาหารแต่ละประเภท ได้รู้จักเครื่องปรุง เครื่องเคียงที่หลากหลาย ซึ่งแตกต่างไปจากอาหารไทยพอสมควร ไอซ์ได้เจออะไรใหม่ๆ น่าตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลาครับ

ไอซ์คิดว่า เสน่ห์ของอาหารอีสาน อยู่ที่ความเรียบง่าย เน้นการใช้วัตถุดิบใกล้ตัว เป็นของพื้นบ้าน ผักและสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด มีความโดดเด่นในเรื่องรสชาติจัดจ้าน เผ็ด เปรี้ยว เค็ม ไม่จำเจ ส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ ปลาร้า ในรูปแบบต่างๆ ทั้งน้ำและแห้ง สะท้อนภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่สำคัญด้านการถนอมอาหาร และเป็นเอกลักษณ์สำคัญของอาหารอีสาน”

สำหรับการทำอาหารแต่ละจาน เชฟไอซ์ให้ความสำคัญกับความสะอาดและวัตดุดิบที่ดี “โชคดีที่ร้านเราอยู่เขาใหญ่ วัตถุดิบหลักที่นำมาทำอาหารเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก  ซึ่งเป็นผลผลิตของชาวบ้านในเขาใหญ่ ที่ทั้งสด สะอาด ปลอดภัย เพราะเราคำนึกถึงความสะอาดเป็นอันดับแรก

ต่อมาการเลือกใช้วัตถุดิบ ไอซ์คิดว่าเราเองยังต้องการรับประทานของอร่อยและของดี คนอื่นๆ ก็ไม่ต่างจากเรา เมื่อวัตถุดิบในการทำอาหารดีแล้ว รสชาติของอาหารที่ดีก็จะตามมาครับ แต่แน่นอนว่าประสบการณ์และฝีมือก็เป็นสิ่งสำคัญ มันช่วยดึงกันและกัน ซึ่งไอซ์ยังต้องเรียนรู้อีกมาก”

 

ผัดกะเพราหมูสามชั้น

ส่วนผสม

1.กระเทียมไทยสับหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ

2.พริกขี้หนูแดง 3-5 เม็ด

โขลกหยาบ (หรือปริมาณตามรสชาติที่ชอบ)

3.น้ำมันพืชหรือน้ำมันรำข้าว 1 ช้อนโต๊ะ

4.หมูสามชั้น 100 กรัม

5.น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา

6.น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

7.น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ

8.น้ำสต๊อกไก่ 2 ช้อนโต๊ะ

9.ใบกะเพรา 1 กำมือ

(ใช้กะเพราแดงใบเล็กเท่านั้น)

วิธีทำ

1.ตั้งน้ำมันให้ร้อน เจียวพริกและกระเทียมให้หอม

2.ใส่หมูสามชั้นลงไปผัดจนหมูเริ่มสุก จึงใส่น้ำสต๊อกไก่

3.ปรุงรสด้วยน้ำมันหอย น้ำปลา น้ำตาลทราย

4.เร่งให้ไฟแรงขึ้นใส่กะเพรา แล้วปิดไฟทันที

 

สรสิช เนตรนิล บุญนำพาจะคัดสรรสิ่งดีให้ชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มีนาคม 2560 เวลา 21:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/484484

สรสิช เนตรนิล บุญนำพาจะคัดสรรสิ่งดีให้ชีวิต

โดย…นกขุนทอง

ธุรกิจรับจัดงานเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่เติบโตไปตามสภาพสังคมเมืองและไลฟ์สไตล์ของคน หากแต่ “ธุรกิจจัดงานบุญ” นั้นยังไม่ได้เป็นที่กว้างขวางมากนัก เฉกเช่นเดียวกับรับจัดงานแต่งงาน งานศพ งานโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าต่างๆ

ทว่าผู้ชายคนนี้ “สรสิช เนตรนิล” ได้ก่อตั้ง บริษัท บุญนำพา (ประเทศไทย) ทำให้ธุรกิจรับจัดงานบุญเป็นที่รับรู้แพร่หลายว่ามีคนมาช่วยคุณจัดการงานขึ้นบ้านใหม่ ทำบุญครบรอบวันเกิด ครบรอบบริษัท ฯลฯ หายห่วงเรื่องพิธีสงฆ์ ซึ่งหลายคนอาจจะเก้ๆ กังๆ ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ตั้งแต่การนิมนต์พระสงฆ์ การดำเนินพิธี อาราธนาศีล ลำดับพิธีการ อาหารถวายพระพร้อมชุดภาชนะ ไปจนถึงอาหารจัดเลี้ยงผู้ร่วมงาน

รุก-เปิดการตลาดจัดงานบุญ

ย้อนไปหลายปีการรับจัดงานบุญมีอยู่ แต่ไม่ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายและยังมีศักยภาพในการรับงานได้จำกัด ผู้อยากใช้บริการยังไม่มั่นใจ จุดนี้จึงเป็นช่องว่างทางการตลาด การเกิดขึ้นของบุญนำพาไม่ใช่ผู้บุกเบิก ไม่ใช่เจ้าแรก หากแต่เป็นเจ้าใหม่ที่ลงมาในสายธุรกิจนี้ และใช้ความรู้ประสบการณ์ทำงานด้านการตลาด โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ทำให้บุญนำพาตระหง่านมาเป็นเจ้าใหญ่รายแรกที่รับจัดงานบุญในประเทศไทย

“ธุรกิจเริ่มจากผมขึ้นบ้านใหม่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ไปเสิร์ชหาในอินเทอร์เน็ตว่ามีคนรับจัดงานแบบนี้ไหม แต่ไม่ได้ใช้บริการ แล้วผมตั้งศาลพระภูมิ ได้เจออาจารย์ (มุนินทร์ มุนินโท) ผู้จัดพิธีตั้งศาลพระภูมิ ท่านเคยบวชเรียนมานาน แต่ยังดูดีแข็งแรง ท่านบอกว่า การทำงานนี้ได้เอาสิ่งดีๆ ไปบอกคนอื่น จึงไม่เครียด มีความสุข หน้าตาอิ่มเอิบ ผมเลยเกิดความคิดที่อยากช่วยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากนี้และได้ทำบุญด้วย

 

เริ่มต้นจากทีมแค่ 2 คน ตั้งใจจะทำเสาร์-อาทิตย์ เนื่องจากเราเคยทำกลยุทธ์ทางการตลาดให้บริษัทต่างๆ เรารู้ว่าทำยังไงที่คนจะเสิร์ชเจอเรา ประเมินสถิติว่าเข้ามาหาเรามากน้อยแค่ไหน เราทำการตลาดออนไลน์ ใช้ความรู้ทางการตลาดให้คนรับรู้ ให้คนเข้าถึงมากขึ้น พอทำมีดีมานด์เข้ามาเยอะ เดือนแรกเราคิดว่าจะมีงานสองงาน แต่มี 7 งาน ขยับเป็น 10 งาน เราเลยวิเคราะห์ว่าทำไมตลาดนี้โตเร็ว ในปีแรกธุรกิจผมโต 100 เปอร์เซ็นต์ รับจากวันละ 1 งาน กลายเป็น 5 งาน 10 งาน ปีที่ 2 รับ 20 งาน มันโตตามเรียลเอสเตท ที่เกิดขึ้นปีหนึ่งแสนหลังทั้งแนวราบแนวสูง ผมคิดว่าถ้าเราได้ 1 เปอร์เซ็นต์นั้น ธุรกิจก็ดำเนินด้วยดีแล้ว แต่นี่เกินคาดอีก แต่ทำไปเรื่อยๆ คนที่เข้ามาจากออนไลน์น้อยลง ลูกค้าที่มาเป็นการบอกต่อในเรื่องของการบริการ”

รักการบริการประหนึ่งญาติ

“ผมไม่ได้มองธุรกิจนี้จะต้องทำกำไรมหาศาล ธุรกิจนี้ไม่ใช่ธุรกิจแห่งความโลภ เราทำไปพร้อมกับการเรียนรู้ เวลาผมทำ ผมก็ได้ทำบุญด้วย ลูกค้าจะจัดเล็กเลี้ยงพระ 9 รูป ได้กำไรไม่กี่พันผมก็ไป”

สรสิชเปิดใจถึงธุรกิจรับจัดงานบุญที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น พร้อมยืนยันว่าไม่นิยมทำธุรกิจแบบโลภ กอบโกย แม้จะมีผู้สนใจเข้ามาขอร่วมทุน หรืออยากซื้อแฟรนไชส์ เพราะมองว่านอกจากเรื่องแบรนดิ้งที่น่าเชื่อถือแล้ว การบริการด้วยใจให้งานออกมาดีนั้นสำคัญกว่าจำนวนเงิน เพราะตั้งใจให้ธุรกิจบุญนำพาเป็นเซอร์วิสมายด์ ดังนั้นใครเข้ามาหวังรวยจากธุรกิจนี้ ธรรมะคงจัดสรรออกเอง

“ที่บริษัทเราได้รับการบอกต่อ เพราะความไว้ใจ ผมบอกพนักงานเสมอว่า ลูกค้าคือญาติ อย่าคิดว่าเป็นธุรกิจ ไปถึงบ้านงานมีอะไรให้ช่วยยก อย่าคิดว่าเขาจ้างเรา และเรื่องเวลาสำคัญมาก เพราะงานบุญต้องตรงตามฤกษ์ยาม ผมไม่ใช่แค่ผู้บริหาร ผมต้องรู้ทุกอย่าง รับโทรศัพท์ผมก็ทำมาก่อน แล้วค่อยๆ สอนพนักงาน ต้องให้เขารู้สึกรักในองค์กร ให้รู้สึกว่าพวกเรากำลังทำดี เรากำลังทำบุญ อย่างการรับโทรศัพท์ไม่ใช่การพูดห้วนๆ ไล่ลูกค้าไปดูในเว็บ มารยาทในการพูดคุยสำคัญ เราเจอลูกค้าหลายรูปแบบ ความต้องการไม่เหมือนกัน แต่เราบอกในมาตรฐานที่เราทำได้ ที่ลูกค้าต้องการเพิ่มเราทำให้ได้แค่ไหน อะไรไม่ได้เราจะบอก

 

ย้อนมองการเกิดขึ้นภายใน 4 ปี ตอนนี้มีธุรกิจแบบเราเยอะขึ้น ซึ่งผมรู้สึกดีที่คนทำบุญกันเยอะขึ้น แต่ใครที่มาแบบมุ่งหวังกำไรมากๆ อาจจะอยู่ยากหน่อย เปรียบเทียบสมัยก่อนธุรกิจรับจัดงานแต่งก็มีน้อย อยู่ที่ว่าเขาเชื่อมั่นใคร อยากใช้บริการใคร แบรนดิ้งสำคัญ การบริการสำคัญ การเกิดขึ้นไม่ได้กระทบเรา เปรียบเทียบกับปีที่แล้วเราโตขึ้น เราได้ลูกค้าประจำที่กลับมาใช้บริการซ้ำ และได้รับการบอกต่อ เราคือความเชื่อมั่น”

แม้ว่าตอนนี้ต้องการผู้ช่วยในการจัดงานบุญ ชื่อของบุญนำพาเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ หากในอนาคตข้างหน้า สรสิชก็ได้มองทิศทางเอาไว้ว่าจะขยายไปยังหัวเมืองใหญ่ในภูมิภาคต่างๆ

“ลูกค้าตอนนี้เริ่มเยอะออกต่างจังหวัด เช่น ชลบุรี สระบุรี ราชบุรี นครปฐม นครนายก ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี เราไปไกลเรื่อยๆ แต่เราไปในที่เราสามารถวิ่งได้ เพราะอาหารเราออกจากกรุงเทพฯ แล้วก็มีคนจากเชียงใหม่ ลำปาง อุดรธานี โคราช น่าน อุบลราชธานี โทรมาให้เราไปจัดงานให้ แต่ ณ ตอนนี้เรายังไม่พร้อม กำลังดูว่าถ้าเราไปจะขยับขยายต้องทำยังไง

แต่ละพื้นที่ธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติไม่เหมือนกัน การขยายไปต่างจังหวัด เราอาจจะเป็นการร่วมทุน เราเข้าไปในระบบการบริหารจัดการ หรือ ซีเลคเต็ด บาย บุญนำพา ธุรกิจนี้ไม่ใช่ลงทุนด้วยเงิน มันไม่ได้ทำด้วยใจรัก เราต้องมาคลุกคลีกับมันก่อน เราไม่ได้ทำเพื่อเป็นธุรกิจหวังกำไรมาก เราทำให้อยู่ได้ เรามีความสุข”

นอกจากกลยุทธ์ทางการตลาดที่สรสิชนำมาใช้จนทำให้ธุรกิจจัดงานบุญเป็นที่ยอมรับและถูกใช้บริการมากขึ้นแล้ว ลำดับขั้นตอนในการทำบุญในพิธีต่างๆ ก็เป็นอีกเรื่องสำคัญที่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง นับเป็นการช่วยสืบสานประเพณีที่ถูกต้องให้ดำรงอยู่อีกด้วย

 

จริยา จันทร์เจิดศักดิ์ โอกาสสร้างสรรค์ดีไซน์เวิลด์คลาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มีนาคม 2560 เวลา 13:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/484152

จริยา จันทร์เจิดศักดิ์ โอกาสสร้างสรรค์ดีไซน์เวิลด์คลาส

โดย…ปอย ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ผู้บริหารหญิงเก่งของแสนสิริ ผู้อยู่เบื้องหลังงานดีไซน์ระดับเวิลด์คลาสโดนใจมหาเศรษฐีทั่วโลก จริยา จันทร์เจิดศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ แสนสิริ ช่วงนี้กำลังสร้างสรรค์ผลงานโบแดงชิ้นล่าสุดรับผิดชอบสร้างที่พักอาศัยผลงานระดับมาสเตอร์พีซ รวบรวมรสนิยมคุณภาพเยี่ยมระดับโลก ไว้ในโครงการคอนโดมิเนียม 25 ชั้น ในนิยาม The Best Comes as Standard รังสรรค์อสังหาริมทรัพย์ระดับ Super Luxury เตรียมเปิดตัวยิ่งใหญ่กลางเดือนนี้ “ไนน์ตี้เอท ไวร์เลส (98 Wireless) สร้างห้องแพงที่สุดมูลค่าตารางเมตรละ 7.2 แสนบาท โดนใจมหาเศรษฐีชาวฮ่องกงตัดสินใจซื้อทันที ยืนยันการสร้างโครงการที่พักอาศัยดีที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไนน์ตี้เอท ไวร์เลส บนทำเลที่โดดเด่นที่สุดบนถนนวิทยุ หรือ 5th Avenue ของกรุงเทพฯ เตรียมเปิดตัว 14 มี.ค.นี้ จะสร้างทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ฐานะ Global Player ผู้บริหารหญิง จริยา กล่าวอย่างตื่นเต้นและน้ำเสียงเปี่ยมความมั่นใจเต็มร้อย ท่ามกลางโลกของวงการออกแบบสถาปัตยกรรมในประเทศไทย ส่วนมากถูกกำหนดทิศทางโดยสถาปนิกฝ่ายชาย แต่ก็ไม่หวั่นขอรับเป็นหัวเรือใหญ่คุมโครงการที่กำลังถูกกล่าวขวัญถึงของไตรมาสแรกปีนี้

รสนิยมการคัดสรรเหนือระดับ

บริหารหญิงเกริ่นถึงการก้าวสู่อาชีพงานออกแบบ และสถาปัตยกรรม แรงบันดาลใจจากคุณพ่อทำงานรับเหมาก่อสร้างจึงคลุกคลีกับการสร้างตึกอาคาร แล้วส่วนตัวก็ชอบงานประดิดประดอย คิดสร้างสรรค์ทำของเล่นเองตั้งแต่เยาว์วัย จึงตัดสินใจเลือกเรียนระดับปริญญาตรี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในปี 2536 และต่อระดับปริญญาโทคณะบริหารธุรกิจ สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ปี 2542

เริ่มเข้าสู่เส้นทางอาชีพสถาปนิกมากว่า 20 ปีแล้ว ทำงานสถาปนิกและนักออกแบบที่ Woodhead International เพิ่มประสบการณ์ตำแหน่งสถาปนิก Crown Property Development ซึ่งโดดเด่นงานออกแบบอาคารโดยเฉพาะที่อยู่อาศัย

ด้วยรสนิยมส่วนตัว จริยาสนใจงานออกแบบที่เกี่ยวข้องทั้งอินทีเรียดีไซน์ เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงการสร้าง Sculptural Design ด้วยศรัทธางานศิลปะคอมไบน์กับงานสถาปัตยกรรมเพื่อสร้างมูลค่าได้ สิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานการทำงานชิ้นล่าสุด โดยในปี 2547 จริยา เข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ในบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการอสังหาฯ

“ปรัชญาในการออกแบบและพัฒนาโครงการอสังหาฯ ดิฉันตรงกับแสนสิริ คือ Constructing Life, Not Just Buildings. การสร้างสรรค์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตไม่ใช่เพียงสร้างอาคารและบ้านพักอาศัย ดิฉันเข้ามาดูแลรับผิดชอบด้านงานออกแบบบ้านเดี่ยว ตลอดจนดูแลส่วนงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของแสนสิริ ประกอบด้วยโครงการแนวสูง โครงการแนวราบ และฝ่ายนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือ Design Solutions Department (DSD) มีลิสต์ให้ทำต่อเนื่องค่ะ ปีหนึ่งก็ 10 กว่าโครงการ ดิฉันอยู่แสนสิริ 13 ปี ทำมาแล้วกว่า 90 กว่าโครงการแล้ว”

ไนน์ตี้เอท ไวร์เลส คืองานล่าสุดหรูหราที่สุดในเอเชีย โครงการเริ่มต้นเมื่อปี 2553 เสร็จสมบูรณ์ในปีนี้

“ผู้บริหารแสนสิริ ย้ำเสมอว่า Didn’t Put The Budget Ahead. Let’s Make The Good Project หรืออย่าเอาต้นทุนในการพัฒนาโครงการมาจำกัดความนิยามโครงการที่ว่า The Best Comes As Standard ก็ไม่ใช่การใช้เงินไปซื้อหินอ่อนแพงที่สุด เฟอร์นิเจอร์แพงที่สุด อ่างน้ำแพงที่สุด มารวมๆ กันไว้ เพราะนั่นใครๆ ก็ทำได้นะคะ สิ่งยากคือจะเลือกอย่างไรให้รวมกันแล้วลงตัวดูมีรสนิยม ถูกจริตกับลูกค้าระดับมหาเศรษฐีให้เต็มใจซื้อห้องพักระดับ 65 ล้านบาท จนถึง 1,000 ล้านบาทได้

งานน่าตื่นเต้นที่สุดคือการดูแลสร้างห้องพิเศษ 5 ห้อง 5 สไตล์ ตกแต่งพร้อมอยู่ด้วยเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ Ralph Lauren Home ทั้งชุด ห้องราคาแพงที่สุดมูลค่าตารางเมตรละ 7.2 แสนบาท ในช่วงพรีเซล มหาเศรษฐีชาวฮ่องกงเยี่ยมชมก่อนเปิดโครงการ ก็ถูกใจมากๆ ในความเป็นที่สุดเรื่องรสนิยมที่ไม่ใช่แค่การเอาของแพงที่สุดมารวมๆ กัน

วิธีการทำงานคือทีมออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เริ่มติดต่อกับบริษัทออกแบบและบริษัทสถาปนิกชั้นนำจากทั่วโลก สนใจรังสรรค์โครงการมาสเตอร์พีซชิ้นนี้ด้วยกันค่ะ โดยขั้นตอนการคัดเลือกใช้วิธี Idea Pitching ไม่ใช่เลือกเพียงโปรไฟล์ของบริษัท เพื่อมั่นใจว่าผู้ร่วมออกแบบโครงการมีความเข้าใจในนิยาม Super Luxury ในแบบเดียวกับแสนสิริ ซึ่งได้บริษัท DWP มีผลงานในระดับเวิลด์คลาสในเมืองใหญ่ทั่วโลกมาร่วมออกแบบ

ครั้งนี้ดิฉันมีโอกาสได้ทำงานกับ แอน คาร์สัน จากบริษัท Anne Carson Interiors เจ้าของรางวัลด้านดีไซน์ระดับโลก และเป็นยอดฝีมือแห่งเฟอร์นิเจอร์ Ralph Lauren Home มีผลงานการตกแต่งภายในน่าทึ่งไว้มากมายในสหรัฐ แอนสร้างผลงานบ้านหลายๆ หลังได้ลงปกนิตยสารเกี่ยวกับการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็น Architectural Digest หรือ Elle Decoration จึงเชื่อมั่นว่าการออกแบบของเธอเติมเต็มให้โครงการในไทยสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นค่ะ”

ตลอดระยะเวลา 6 ปี เพื่อร่วมกันกลั่นกรองไอเดีย คัดเลือกชิ้นงาน ปรับเปลี่ยนและตัดสินใจจนลงตัว จริยา บอกว่าได้ค้นพบโลกใหม่ที่สร้างความเซอร์ไพรส์ได้หลายเรื่องเลยทีเดียว

“ดิฉันก็เพิ่งทราบนะคะว่าโรงงานเฟอร์นิเจอร์ ราล์ฟ ลอเรน อยู่ในกรุงเทพฯ นี้เองค่ะ ดิฉันก็ถาม แอน ว่าทำไมเลือกโรงงานที่นี่ คำตอบน่าภาคภูมิใจมากว่าฝีมือช่างไทยดีที่สุดในโลกนี้เลยนะคะ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) การทำงานกับดีไซเนอร์ระดับโลกเขาให้ความเชื่อถือคนไทยเราดีค่ะ ไม่มีอัตตามาก เขาเข้าใจว่านี่คือการสร้างสรรค์งานเยี่ยมที่สุดไปด้วยกัน”

มุ่งมั่นสไตล์ผู้หญิงแถวหน้า

สไตล์การทำงานของจริยา เน้นนำเสนอแนวคิดกลั่นกรองมาอย่างดีในทุกรายละเอียดของแต่ละโปรเจกต์ โครงการสุดหรูหราราคาเริ่มต้นตารางเมตรละ 4 แสนบาท นอกจากการได้พำนักอาศัยด้วยความสะดวกสบายในระดับพรีเมียมแล้ว จะต้องสร้างมูลค่าให้แก่เจ้าของห้องพักระดับเวิลด์คลาสได้อีกด้วย

“ในเมืองไทยถ้าคิดห้องราคานี้ ที่ผ่านๆ มาก็ตีโจทย์การออกแบบอาคารให้มีรูปทรงสะดุดตาที่สุด ใช้สีสัน ขนาด หรือองค์ประกอบที่แปลกและแตกต่าง ดิฉันไม่ปฏิเสธ การออกแบบที่ดีคือการสร้างสิ่งที่แปลกแหวกแนว ซึ่งอาจจะเกิดคำถามว่าทำไม ไนน์ตี้เอท ไวร์เลส ตัดสินใจเลือกสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมในรูปทรงคลาสสิก คำตอบมาจากการตกผลึกทางความคิด นับว่าเป็นความโชคดีที่แสนสิริเป็นบริษัทที่เปิดกว้างให้พนักงานในทุกระดับได้สลับสับเปลี่ยนกันเดินทางไปทั่วโลก เพื่อสั่งสมประสบการณ์ในการเห็นงานสถาปัตยกรรมระดับสูงในหลากหลายสไตล์ จนพัฒนามาเป็นรสนิยม และเป็นทักษะเฉพาะตัว ค่อนข้างจะแม่นยำในการวิเคราะห์รสนิยม

ข้อได้เปรียบอย่างแรก คือทำเลที่โดดเด่นในฐานะที่ดิน Freehold ผืนสุดท้ายของถนนวิทยุ นั่นหมายถึงเจ้าของก็จะได้ครอบครองไปตลอดกาล ส่งต่อได้ถึงลูกหลาน คำว่า เหนือกาลเวลา จึงเป็นแนวคิดในการออกแบบค่ะ

แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมแบบ Beaux-Arts ซึ่งโครงการนำความคลาสสิกของสถาปัตยกรรมประเภทนี้มาตีความใหม่ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น ด้วยการผสานศาสตร์แห่งสถาปัตยกรรมเข้ากับวัสดุและฝีมือชั้นเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นหินอ่อน Statuario สีขาวลายเป็นเอกลักษณ์ หรือหินอ่อน Carrara และ Calacatta ลายงดงามอ่อนช้อย พื้นไม้โอ๊กลาย Herringbone ประตูไม้มะฮอกกานี ส่วนแง่งทลายเฉพาะนำเข้าจากสหรัฐ และวัสดุปูผิวผนังอาคารหินทรายโมเลอาโนสจากโปรตุเกส

ความท้าทาย คือการนำสไตล์โบราณมาปรับใช้กับการออกแบบในปัจจุบัน ก็ไม่ใช่แค่หยิบแล้วมาใส่ได้เลย โจทย์นี้ดิฉันกลับไปทำความเข้าใจว่าคนสมัยนั้นคิดอะไร ทำไมต้องใช้ฟอร์มแบบนี้ หินแบบนี้ การวางแพตเทิร์นแบบนี้เริ่มมาจากอะไร ถึงจะสามารถทำให้เข้ากับความคอนเทมโพรารีได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ต้องพิจารณาถึงความแตกต่างของภูมิประเทศ ภูมิอากาศ หินอ่อนสีขาวบางชนิดมาใช้ในบ้านเราที่เป็นเมืองร้อนก็เหลือง ก็ต้องเลือกกันใหม่ นี่คือเหตุผลว่าทำไมใช้เวลาก่อสร้างนานกว่า 6 ปี

ท้ายที่สุดแล้ว การทำให้ไอเดียบนกระดาษเกิดได้จริง ต้องขอบคุณเจ้านาย — คุณเศรษฐา ทวีสิน และคุณอภิชาติ จูตระกูล ที่มีมุมมองจากการเป็นนักธุรกิจแล้วยังผลักดันให้พนักงานกล้าหาญทำงานใหม่ๆ ยากๆ โครงการที่มีนามสกุล บาย แสนสิริ ก็จะมีความแตกต่างกันไปทั้งราคาถูกหรือแพง ดิฉันมองว่าเป็นความสนุกนะคะ (ยืนยันพร้อมรอยยิ้ม) คอนโดต้องตอบโจทย์เรื่องฟังก์ชั่นให้ได้มากที่สุด แล้วที่พักก็ต้องสร้างมูลค่าให้ผู้ซื้อได้ด้วยนะคะ การจับสิ่งที่เป็นไอเดียใหม่จึงเป็นเรื่องจำเป็น ไอเดียได้มาจากรอบตัวค่ะ แม้ปัญหาจากช่างในไซต์งานก็ทำให้เราได้คำตอบใหม่ๆ เสมอค่ะ”

เคล็ดลับรีชาร์จในแบบสถาปนิก หากมีเวลาว่างเมื่อใด ผู้บริหารหญิงเลือกขับรถออกจากเขตเมืองทันที เพื่อไปทำกิจกรรมโปรดอย่างตีกอล์ฟ เดินริมทะเล หรือกิจกรรมเอาต์ดอร์ หลายๆ ครั้งทำให้เกิดไอเดียใหม่ๆ มาใช้ในงานออกแบบ เช่น โครงการบ้านแสนคราม หยิบแรงบันดาลใจจากในท้องทะเล นั่นคือเรือใบ มาใช้เป็นต้นความคิดในการออกแบบทรงของอาคาร ฟอร์มของอาคารบังแดดให้ความร่มเย็นสมกับเป็นบ้านพักตากอากาศ

ซึ่งคือความตั้งใจของงานสถาปัตย์แต่ละโปรเจกต์กินเวลาหลายปี ตั้งใจทำให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะโปรเจกต์ราคาถูกหรือแพงก็ตาม

 

 

พิจิตรา เรืองวัฒนไพศาล ผู้บริหารรุ่นใหม่ยิ่งต้องพัฒนาตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2560 เวลา 09:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/483800

พิจิตรา เรืองวัฒนไพศาล ผู้บริหารรุ่นใหม่ยิ่งต้องพัฒนาตัวเอง

โดย…วรธาร

นอกจากความสวยที่โดดเด่นมีเสน่ห์แล้ว ยังเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ที่มีความสามารถในเชิงบริหารที่ไม่ธรรมดาคนหนึ่ง ไหม-พิจิตรา เรืองวัฒนไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซน่าร์ คอร์ปอเรชั่น ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ SONAR ผ่านทางช่องมัลติแพลตฟอร์ม ทายาทคนที่ 6 ของ วิโรจน์ เรืองวัฒนไพศาล ประธานผู้ก่อตั้งเครือบริษัท โซน่าร์ ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์แบรนด์คนไทยมากว่า 45 ปี โดยมีโรงงานผลิตมาตรฐาน มอก. 2 แห่งอยู่ที่ จ.นครปฐม

สินค้าของโซน่าร์มีประมาณ 5,000 เอสเคยู ประกอบด้วย 5 หมวดหลัก ได้แก่ หมวดความบันเทิงภายในบ้าน เช่น โทรทัศน์ เครื่องเล่นดีวีดี โฮมเธียเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ไอทีและไลฟ์สไตล์ เครื่องเสียงโพรเฟสชันนัล PA และหมวดสินค้าอื่นๆ เช่น จานดาวเทียมและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง จักรยานไฟฟ้า ฯลฯ ปัจจุบันกลุ่มบริษัทในเครือมีพนักงานมากกว่า 500 คน

พิจิตราได้ชื่อว่าเป็นความหวังของวิโรจน์ผู้พ่อที่ต้องการให้เข้ามาสานต่อธุรกิจของครอบครัว ซึ่งเป็นธุรกิจขนาดใหญ่และสินค้าบางประเภทก็มีความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอยู่ตลอด เป็นไปตามความต้องการของผู้บริโภค จึงจำต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้และความสามารถเข้ามาขับเคลื่อนให้เจริญเติบโตยิ่งๆ ขึ้น ยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจไม่ดียิ่งต้องการคนที่มีความสามารถในเชิงบริหารและเชี่ยวชาญด้านการตลาดมาพลิกฟื้นธุรกิจให้มีความแข็งแกร่ง นั่นก็เป็นเหตุผลให้เธอต้องทำงานหาประสบการณ์กับบริษัทข้างนอกเป็นเวลาเกือบ 2 ปี ก่อนถูกคุณพ่อเรียกมาช่วยธุรกิจครอบครัว

“จริงๆ อยากเป็นนักการเมือง จึงเลือกเรียนรัฐศาสตร์ สาขาการเมืองการปกครองที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ตอนปี 4 ก็ได้ออฟเฟอร์งานเป็นโปรเจกต์พิเศษของแฮปปี้ ดีแทค ชื่อแก๊งเป็ดที่ดีแทคคัดเลือกเอานักศึกษาที่มีไลฟ์สไตล์ที่คิดว่าจะเป็นตัวแทนของวัยรุ่น 4-5 คน ที่จะมาเบรนสตรอมผลิตภัณฑ์ของดีแทคที่จะมาตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ พอเรียนจบรับปริญญาก็ได้ทำงานกับเอเยนซีหนึ่งดูแลคอมมูนิเคชั่นให้กับแบรนด์ต่างๆ ทั้งดีแทค โซนี่ อยู่ประมาณ 1 ปี คุณพ่อก็ให้ไปช่วยที่บ้าน”

พิจิตรา ยอมรับว่า การทำโปรเจกต์แก๊งเป็ดของดีแทคและเอเยนซีแห่งหนึ่งทำให้เธอเกิดสนใจในเรื่องมาร์เก็ตติ้งอย่างมาก และรู้ว่าตัวเองจะต้องทำอะไรต่อไปหลังจากนี้ ดังนั้นหลังจากที่เข้ามาช่วยธุรกิจของครอบครัวได้ 2 ปี เธอจึงไปศึกษาต่อปริญญาโท เอ็มบีเอ มาร์เก็ตติ้ง หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทว่าที่น่าสนใจก็คือ การเข้ามาช่วยธุรกิจที่บ้าน ณ ตอนนี้นั้นพิจิตรามีอายุเพียง 22 ปี แต่หนึ่งในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายคือการดิวกับไฮเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำอย่างเทสโก้ โลตัส แม็คโคร คาร์ฟูร์ บิ๊กซี เพื่อนำผลิตภัณฑ์ของโซน่าร์เข้าไปอยู่ในนั้น ซึ่งต้องยอมรับว่าประสบการณ์ในการทำงานของเธอมีแต่ยังน้อยเกินไป และการดิวกับห้างใหญ่ก็ยังไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน จึงท้าทายความสามารถเธอมาก แต่พิจิตราไม่ทำให้คุณพ่อผิดหวัง

“เดิมช่องทางการจัดจำหน่ายของโซน่าร์เริ่มจาก ดีลเลอร์เป็นช่องทางแรกเลย เพราะเป็นช่องทางที่เกิดก่อน โดยเรามีตัวแทนจำหน่ายทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดกว่า 3,000 ราย แต่ต่อมาเมื่อมีกระแสของโมเดิร์นเทรดอย่างแม็คโคร คาร์ฟูร์ บิ๊กซี เทสโก้ โลตัส เข้ามาและเติบโตสูง เราก็อยู่นิ่งไม่ได้ เราต้องไปอยู่ในนั้น ต้องเจาะตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ตควบอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งไหมก็เข้าไปดิวกับห้างด้วยตัวเองแล้วสินค้าเราก็ได้เข้าไปอยู่ในนั้น

จากนั้นช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา ไหมก็ทำแค็ตตาล็อก ทำออนแอร์ รายการทีวีโฮมช็อปปิ้ง ทำมาร์เก็ตเพลสบนแพลตฟอร์มของพันธมิตรธุรกิจ คือ http://www.lazada.co.th ล่าสุดเมื่อ พ.ย.ปีที่แล้วไหมได้ทำตลาดช็อปปิ้งออนไลน์ โดยการพัฒนาระบบช่องทางการซื้อสินค้าออนไลน์ภายใต้แพลตฟอร์มของบริษัท โซน่าร์ เราเอง คือ http://www.sonarshopping.com พร้อมด้วยช่องทางการชำระเงินทั้งในลักษณะการเก็บเงินปลายทาง รวมถึงบัตรเครดิต บัตรเดบิต และอื่นๆ โดยจะเปิดตัวโซน่าร์ช็อปปิ้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 มี.ค. ที่โรงแรมเอส 31 สุขุมวิท”

เธอให้เหตุผลในการทำตลาดช็อปปิ้งออนไลน์ว่า การดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลจำเป็นต้องมีการปรับตัวเร็วทั้งในเรื่องของราคาและประเภทสินค้าที่ต้องตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั้งในประเทศและประเทศใกล้เคียง

“ธุรกิจเราตอนนี้เป็นมัลติแพลตฟอร์ม มีสินค้าโซน่าร์ 5,000 กว่ารายการ มีโซน่าร์ช็อปปิ้งที่ดิลิเวอร์สินค้าโซน่าร์ทั้งหมดให้ถึงมือผู้บริโภคตามแต่ละช่องทาง ลูกค้าตื่นนอนดูมือถือก็เจอโซน่าร์ช็อปปิ้ง เข้าไลน์ก็เจอไลน์ของโซน่าร์ เดินไปที่ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือเข้าไปในห้างก็เจอผลิตภัณฑ์ของโซน่าร์ คือโซน่าร์จะอยู่กับพฤติกรรมผู้บริโภคในทุกจุด เปิดทีวีโฮมช็อปปิ้งก็เจอเรา เพราะเราเป็นมัลติแพลต ฟอร์มนั่นเอง”

กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซน่าร์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า โซน่าร์คำนึงถึงผู้บริโภคเป็นหลักและจะอยู่กับผู้บริโภคตลอดไป เพราะผลิตภัณฑ์ของโซน่าร์ที่ผลิตแต่ละรุ่นแต่ละอย่างนั้นจะมาจากพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเป็นหลัก

“เราดูว่าผู้บริโภคต้องการอะไร ไลฟ์สไตล์เป็นแบบไหน แล้วเราก็ดึงเอาความต้องการของผู้บริโภคออกมาพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของเขา ยกตัวอย่างหม้อสุกี้บาร์บีคิวที่ขายดีมาก เราสังเกตว่าผู้บริโภคชอบไปกินบาร์บีคิวพลาซ่า กินเอ็มเค ต้องต่อคิวแทบทุกที่ ในขณะที่ร้านอาหารอื่นโล่ง เรามองว่ามีดีมานด์ตรงนี้คนชอบกินสุกี้บาร์บีคิว แล้วเราก็มองว่าทำไมเขาต้องมาเสียเงินกินข้าวนอกบ้านตลอด เขาอาจอยากกินแบบนี้ที่บ้านกับเพื่อนและครอบครัวก็ได้

เราจึงผลิตหม้อสุกี้บาร์บีคิว เจเนอเรชั่นแรกเป็นหม้อสุกี้ธรรมดา ทำสุกี้ได้อย่างเดียว ต่อมามีชาบูและคนฮิตเราก็ทำหม้อชาบูสุกี้และมีบาร์บีคิวอยู่ข้างบน ตอนหลังมาจับเทรนด์ได้ว่าคนกินบาร์บีคิวกลัวอ้วน เพราะในหมูจะมีมันหมูอยู่ โซน่าร์ก็ออกแบบให้มีช่องรองรับน้ำมันหมู ล่าสุดมีร้านค้าชาบูต้องการรุ่นที่ถอดล้างได้ จะได้ทำความสะอาด เราก็ผลิตรุ่นที่ถอดออกล้างได้ บอกได้เลยว่าทุกผลิตภัณฑ์ก่อนผลิตเราดูเทรนด์ พฤติกรรม และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเป็นหลัก”

พิจิตรา ยอมรับว่า ถึงตรงนี้ตัวเองยังต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ เพื่อนำพาธุรกิจของครอบครัวที่คุณพ่อสร้างมาให้ประสบความสำเร็จและมั่นคง

 

อภิรดี หิรัญรามเดช เพลินพิศ รานุรักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มีนาคม 2560 เวลา 16:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/483637

อภิรดี หิรัญรามเดช เพลินพิศ รานุรักษ์

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

เวลาผู้หญิงทำงานด้วยกัน ส่วนใหญ่ปัญหามักจะเกิดขึ้นเสมอ ตั้งแต่เรื่องจุกจิกเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ เนื่องจากมองว่าผู้หญิงต่างคนต่างมีรายละเอียดเยอะ ปัญหาจุกจิกกระจิ๊บกระจ้อยจึงเกิดขึ้นได้ง่าย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดกับทุกคู่เสมอไป เช่น คู่ของสองสาวสองสไตล์ โรส-อภิรดี หิรัญรามเดช ผู้อำนวยการ บริษัท ดิวาน่า สปา ซึ่งดูแลทางด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะนำมาใช้ในสปา กับ อ๊อด-เพลินพิศ รานุรักษ์ ผู้อำนวยการด้านปฏิบัติการ บริษัท ดีไอไอ เวลเนสสกินแคร์ ซึ่งเป็นบริษัทพี่บริษัทน้องในเครือธุรกิจเดียวกัน เนื่องจากบริษัท ดิวาน่า สปา ดำเนินธุรกิจมาครบ 15 ปีเต็ม ขณะที่บริษัท ดีไอไอ เพิ่งเปิดธุรกิจมาได้เพียง 7 ปีกว่าๆ แต่ถือได้ว่าทั้งสองทำงานเกี่ยวเนื่องและสนับสนุนกันมาโดยตลอด

ทั้งสองสาวสนิทสนมกันมากจากเพื่อนร่วมงานกลายเป็นคล้ายๆ เป็นพี่สาวกับน้องสาวกันไปแล้ว เนื่องจากโดยสายงานมีการทำงานใกล้ชิดเกี่ยวเนื่องกัน เพราะบริษัทกำลังโตการขยายงานในช่วงนี้มีมากขึ้น โดยเฉพาะการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในปีนี้ ที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะมีสินค้าใหม่ในกลุ่มสกินแคร์อย่างน้อยอีก 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ในระยะ 2-3 ปีนี้ทางบริษัทเรายังมีการขยายงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือแม้กระทั่งการมองโอกาสในการเปิดสาขาใหม่ๆ ในต่างประเทศ

“อนาคตเราก็อยากทำผลิตภัณฑ์ให้ครบวงจร ทั้งสกินแคร์และเมกอัพ แต่การทำเมกอัพก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่คงยังไม่ใช่ตอนนี้ แผนระยะสั้นตอนนี้คือทำให้แบรนด์ DII แข็งแกร่งเป็นแบรนด์ไทยที่มีคุณภาพ เราหวังไว้ว่าจะทำให้ DII เป็นที่รู้จักแบบใครไปเกาหลีต้องไปซื้อโซลวาซู ใครไปญี่ปุ่นต้องซื้อชิเชโด และถ้ามาประเทศไทยต้องซื้อ DII กลับไปเป็นของฝาก เป็นแบรนด์ไทยที่ชาวต่างชาติยอมรับ นั่นคือเป้าหมายสูงสุดของเรา” อภิรดี กล่าว

ดังนั้น เธอทั้งคู่จึงต้องทำงานประสานงานกันอย่างแข็งขันในการทำให้เป้าหมายขององค์กรประสบความสำเร็จไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากธุรกิจสปาเพื่อสุขภาพและความงาม ยังเป็นธุรกิจที่มีอนาคตที่ดีทั้งตลาดในประเทศไทยและต่างประเทศ จึงต้องทุ่มเทกับงานอย่างเต็มที่ในระยะอันใกล้นี้ เพราะเทรนด์สุขภาพความงามที่มาจากธรรมชาติเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมาก เพราะใครๆ ก็อยากสวยสุขภาพดี

เพลินพิศ เล่าว่า เธอมาทำงานที่ดิวาน่าทีหลังอภิรดีหลายปี ขณะที่อภิรดีเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทตั้งแต่ 15 ปีที่แล้ว เธอจึงเป็นน้องใหม่ที่ต้องขอคำแนะนำกับรุ่นพี่อย่างอภิรดีอยู่เสมอ

“คือดิฉันทำงานบริษัทรถยนต์ต่างชาติมานาน มีนายเป็นคนญี่ปุ่นที่มีวินัยและเคร่งครัด โดยสายงานนั้นไม่ต้องไปพบปะผู้คนมากนัก ส่วนใหญ่จะติดต่องานทางออนไลน์กับบริษัทแม่หรือกับวิศวกรชาวญี่ปุ่น ทำให้เป็นคนพูดน้อย ไม่ช่างคุย เป็นคนเงียบๆ และตรงไปตรงมา งานที่ทำตอนนั้นไม่ใช่งานบริการ จึงเป็นคนพูดน้อยแต่ตรงเป้าเข้าประเด็น พอย้ายมาทำงานที่นี่ซึ่งเป็นงานบริการ งานจุกจิกมีรายละเอียดเยอะ และมีทีมงานที่ต้องสื่อสารหลายระดับ ซึ่งเป็นผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ ความที่เราพูดน้อยแต่พูดตรง ทำให้มาอยู่ตรงนี้ต้องปรับตัวเรื่องการสื่อสารมาก วัฒนธรรมองค์กรมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นพูดตรงพูดแรง ก็ต้องปรับตัวเยอะมาก ก็ได้พี่โรสคอยให้คำแนะนำ แรกๆ ก็ยุ่งยากใจพอสมควร แต่ตอนนี้โอเคขึ้นเยอะมาก” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

ขณะที่ อภิรดี บอกว่าโชคดีที่เธอทำงานด้านบริการมาตลอด ก่อนมาทำธุรกิจสปาก็ทำงานสายการบิน มีความเข้าอกเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาที่จะเกิดจากงานแบบนี้พอสมควร จึงรับมือได้ดีพอสมควร

“ตอนอ๊อดเข้ามาทำงานใหม่ๆ เราก็พอมองออกว่าน้องมีความอึดอัดใจบ้าง และต้องการระยะเวลาในการปรับตัว เขามาแบบมีระเบียบวินัยตรงเวลาเป๊ะ ทุกอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานบริษัทญี่ปุ่น ในฐานะรุ่นพี่ที่อยู่มาก่อน เราก็ต้องให้กำลังใจกัน พูดคุยกัน จากเดิมที่เป็นเพียงเพื่อนร่วมงาน ตอนนี้ก็กลายเป็นพี่เป็นน้อง เป็นเพื่อนสนิทกัน ไปเที่ยวด้วยกัน ช็อปปิ้งด้วยกัน ชวนกันไปออกกำลังกายบ้าง ถ้ามีเวลาว่างๆ เลิกจากงานก็เมาท์มอยกันไปเรื่อยตามประสาผู้หญิง” เธอกล่าวอย่างเข้าใจ

 

ขอบคุณที่ให้กำลังใจตลอดมา

เพลินพิศ กล่าวถึง อภิรดี ว่า รู้จักกันมา 15 ปี แต่เพิ่งมาร่วมงานด้วยกันเมื่อ 7 ปีที่ผ่านมานี้ และอยากขอบคุณที่น่ารักเสมอต้นเสมอปลายมาโดยตลอด จนกลายเป็นพี่สาว

“คือพี่โรสใจดีแบบไหนก็ไม่เคยเปลี่ยนเลย ใจเย็น รับฟัง อารมณ์ดี ไม่เคยโกรธ ไม่เคยโมโห รู้จักกันมาไม่เคยเห็นพี่โรสหงุดหงิดอารมณ์เสียเลย หน้าเขาจะยิ้มตลอด แล้วเป็นคนมีเหตุผลมาก ขยันทำงานเป็นที่สุด ใส่ใจดูแลทีมงานเสมอ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมใครๆ ก็ชอบพี่โรส แล้วเขาเป็นคนมีเสน่ห์ในการพูดจาสื่อสาร เขาพร้อมเป็นผู้ให้คำแนะนำปรึกษาที่ดีกับทุกๆ คน เรื่องงานไม่มีอะไรน่าห่วงเลย ที่ห่วงคือเรื่องสุขภาพ พี่เขานอนดึก อยากให้นอนเร็วพักๆ บ้าง ตอนนี้เหมือนเป็นพี่สาวเลย ครอบครัวเราก็สนิทกัน ไปเที่ยวด้วยกันบ่อย” เธอกล่าวด้วยความขอบคุณ

เขาเป็นเหมือนน้องสาวที่น่ารัก

อภิรดี กล่าวถึง เพลินพิศ ว่า รู้จักกันมานาน จนกระทั่งมาทำงานด้วยกันขาก็ตั้งใจทำงานมาก แรกๆ ก็ดูจะเครียดกับการปรับตัว แต่เขาก็ปรับตัวได้เร็ว เขาเป็นคนสมบูรณ์แบบมาก ตั้งใจทำงาน ชีวิตจริงเราไม่มีน้องสาว มีแต่น้องชาย เราก็เอ็นดูเขาเหมือนมีน้องสาวเพิ่มมา เหมือนได้เพื่อนสนิทมาอีกคน มีเพื่อนเที่ยว เพื่อนกิน เพื่อนช็อป เขาไม่มีอะไรน่าห่วง เพราะตั้งใจทำงานมากๆ ที่ห่วงคืออยากให้เขาผ่อนคลายลงบ้าง เพราะเกรงว่าจะจริงจังมากเกินไป ไม่อยากให้เครียด ตอนนี้เขาให้เวลากับงานมากเป็นอันดับหนึ่งเลย ไปออกกำลังกายบ้าง ตั้งใจว่าพยายามจะบริหารเวลาให้ดีเพื่อที่จะมีเวลาไปออกกำลังกายกันให้มากขึ้น แน่นอนว่างานก็สำคัญ แต่สุขภาพก็สำคัญเช่นกัน” เธอกล่าวด้วยความห่วงใย

 

‘ทอมมี่ เตชะอุบล’ ผู้สืบทอดอาณาจักรคันทรี่ กรุ๊ป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มีนาคม 2560 เวลา 16:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/483632

‘ทอมมี่ เตชะอุบล’ ผู้สืบทอดอาณาจักรคันทรี่ กรุ๊ป

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

การเกิดมาในครอบครัวในตระกูลนักธุรกิจ สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจจะหลีกหนี หลีกเลี่ยงได้เลย คือการเข้ามาเป็นทายาท นำพา สืบทอดให้กิจการของพ่อ ของตระกูล เติบโตต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคงไม่ล่มสลายไปตามกาลเวลา

เฉกเช่นเดียวกับ “ทอมมี่ เตชะอุบล” หนุ่มในวัย 33 ปี ทายาทคนสุดท้องของ สดาวุธ เตชะอุบล หรือเสี่ยไมค์ ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้งบริษัท คันทรี่ (ประเทศไทย) โครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่โด่งดังก่อนยุควิกฤต แล้วก็ต้องเจอกับวิกฤตเมื่อปี 2540 เช่นกัน ทว่าวันนี้อาณาจักรธุรกิจของเสี่ยไมค์ ที่ถูกวางในมือของทอมมี่กำลังโลดเล่นและไปได้ดี

การเข้ามารับหน้าที่ในการนำพากิจการของตระกูล ด้วยวัย 33 ปี ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ ซีอีโอ ในบริษัท คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (CGH) ซึ่งเป็นบริษัทที่ลงทุนในธุรกิจอื่นที่มีมูลค่ารวมอยู่กว่า 5,621 ล้านบาท ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป (CGS) ถือหุ้น 99.3% บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี (MFC) ถือหุ้น 24.9% บริษัท ผาแดงอินดัสทรี (PDI) ถือหุ้น 24.9% และบริษัท คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ (CGD) ถือหุ้น 9.03%

ดูแล้วไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่เกินวัย เพราะหากดูจากประวัติการศึกษา ประสบการณ์การทำงานแล้ว ก็จะเห็นว่า ”ทอมมี่” ทำได้และน่าจะทำให้ผู้เป็นพ่อมีความสุขในวันที่กำลังเข้าสู่วัยที่ต้องพักและมองอยู่ห่างๆ

ทอมมี่ บอกว่า การเข้ามารับหน้าที่ในการสืบทอดกิจการให้กับครอบครัว ไม่ได้เหนือความคาดหมายเพราะเป็นความตั้งใจอยู่แล้วซึ่งในช่วงของการเรียนนั้นก็เลือกเรียนในสาขาที่คิดว่าจะนำมาใช้ในการทำงานอยู่แล้ว

โดยผมสำเร็จการศึกษาพาณิชยศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) และนิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย และยังได้รับปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (เกียรตินิยม) จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเมื่อจบกลับมาผมก็เข้ามาช่วยคุณแม่ในการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในระหว่างนั้นก็ได้เข้าไปอบรมหลักสูตร หลักสูตรกลยุทธ์การบริหารธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ รุ่นที่ 40 ด้วย และยังเข้าอบรบหลักสูตรของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) หลักสูตร DAP Program

การเข้ามาทำงานของผม ไม่ใช่อยู่ๆ แล้วขึ้นมาเป็นซีอีโอเลย แต่ทำในส่วนงานต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องโดยประสบการทำงานช่วง 2558 ถึงปัจจุบัน กรรมการ บริษัท ผาแดงอินดัสทรี ประเภทธุรกิจ ทรัพยากร, 2557 ถึงปัจจุบัน กรรมการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการการลงทุน บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นการจัดโครงสร้างกิจการขึ้นมาเป็นลงทุนในธุรกิจ

ขณะที่ในส่วนของธุรกิจการเงิน 2553-2557 ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายพัฒนาธุรกิจ หลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี ที่ฝ่ายอสังหาริมทรัพย์ ก่อนย้ายไปดูแลสายพัฒนาธุรกิจในปี 2555 โดยดูแลฝ่ายกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน และ Private Equity ตลอดเวลาที่ทำงานอยู่ MFC ทอมมี่ รับผิดชอบการก่อตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์รวมทั้งหมด 6 กองทุน ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวมทั้งสิ้น 1.1 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังดูแลกองทุนอื่นๆ ทั้งหมด 26 กองทุน มูลค่าสินทรัพย์ที่อยู่ในความดูแลมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 3.2 หมื่นล้านบาท โดย มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในด้านกองทุนอสังหาริมทรัพย์และพลังงาน

“การเข้ามาทำงานถือว่าผมได้ทำในสิ่งที่ชอบและสามารถนำประสบการณ์นำความรู้มาใช้ในการทำงานเต็มที่ รวมถึงประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากการทำงานในด้านต่างๆ ทำให้ผมเชื่อมั่นว่าจะสามารถนำพากิจการให้เติบโตต่อไปข้างหน้าได้” ทอมมี่ กล่าว

ทั้งนี้ ในวันที่ CGH มีการปรับโครงสร้างและจัดทัพเป็นโฮลดิ้งคัมปานี ผมได้เข้าไปมีส่วนหนุนและกำหนดทิศทางด้วย เพราะการเป็นโฮลดิ้งจะทำให้เกิดความคล่องตัวในการลงทุนและการดำเนินงาน จากเดิม คือ ธุรกิจหลักทรัพย์รายได้หดตัวลงและมีการแข่งขันสูงมาก ดังนั้นการผันมาเป็นโฮลดิ้ง จะทำให้เรามีความหลากหลายมีการกระจายธุรกิจออกไปและสร้างรายได้ให้กิจการมั่นคง

ผมคาดหวังให้ CGH เป็นโฮลดิ้งที่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง โดยวางแผนไว้ว่าในอีก 12 เดือนข้างหน้า จะมีการออกไปซื้อและลงทุนในกิจการโรงแรมในต่างประเทศ เพื่อให้ CGH มีโรงแรมเป็นธุรกิจหลัก นอกจากรับรายได้และกำไรจากเงินลงทุนที่เข้าไปถือในธุรกิจต่างๆ

ทอมมี่ บอกว่า การที่เขามีโอกาสและไปใช้ชีวิตรวมถึงเล่าเรียนในต่างประเทศโดยอยู่ที่ออสเตรเลียนานกว่า 23 ปี ทำให้โลกกว้าง เห็นโอกาสและเข้าใจว่าธุรกิจเป็นอย่างไร การลงทุน การบริหารเงินทุนเป็นอย่างไร ซึ่งโดยส่วนตัวเป็นคนที่ชอบในเรื่องของการบริหารเงินและการลงทุน

ในมุมมองของ ทอมมี่ การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาวจะได้รับความนิยมมากขึ้นและได้ผลตอบแทนที่ดี “ยิ่งนาน-ยิ่งใช้-ยิ่งรวย” เอาชนะเงินเฟ้อได้สบาย ดูจากเทรนด์ความต้องการเทียบกับซัพพลายที่มีแนวโน้มระยะยาวราคาอสังหาริมทรัพย์สามารถขึ้นได้อีกเยอะ และมองว่าสินทรัพย์ที่มีอนาคตน่าจะเป็น “ออฟฟิศให้เช่า” ในทำเลที่ดี ส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นมีบ้างและไม่เคลื่อนไหวเพราะทุ่มเวลาในการทำธุรกิจ

ดังนั้นเมื่อเข้ามาทำหน้าที่นำพากิจการก็มั่นใจว่าจะหาโอกาสและธุรกิจที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นและนักลงทุนที่ไว้วางใจในการเข้ามาร่วมลงทุนหรือถือหุ้นในกิจการของกลุ่ม

“ผมเชื่อว่าในทุกครั้งที่มีวิกฤตก็จะมีโอกาสเกิดขึ้น อยู่ที่เรามองเห็นและเข้าใจแค่ไหน เช่นกันในยุคนี้โลกผันผวน การที่สหรัฐได้ประธานาธิบดีคนใหม่ที่มีนโยบายในทางกีดกันการค้า ซึ่งทำให้มีกองทุนที่ติดเรื่องการกีดกันก็จะต้องขายพอร์ตออกมา ซึ่งก็จะเป็นโอกาสที่เราจะเข้าไปซื้อเช่นกัน กรณีอังกฤษออกจากยูโร ก็คือโอกาส  ”

ทอมมี่ บอกว่า หากดูวิธีการทำงานระหว่างพ่อกับผม อาจจะเห็นความแตกต่าง พ่อจะเป็นนักพัฒนาแบบอนุรักษ์ แต่ผมถือว่าโชคดีที่มีการพัฒนาตัวเองผมเห็นในหลายๆ อย่างและได้เข้าไปเรียนรู้ทั้งกองทุน อสังหาริมทรัพย์ ทำให้มีความยืดหยุ่นและปรับตัวไปตาม แต่พ่อคือผู้มีประสบการณ์และคอยดูผมห่างๆ ซึ่งบางเรื่องสำคัญๆ ประสบการณ์ของพ่อก็ช่วยได้ ความท้าทายในยุคผมคือการบริหารงานท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านธุรกิจเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็นบริษัทลงทุน ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีการลงทุนที่หลากหลาย  จึงตัดสินใจเปลี่ยนมาเป็นโฮลดิ้ง นอกจากเพื่อความคล่องตัวแล้ว

PDI  คือหนึ่งการลงทุนที่ตัดสินใจถูก

การตัดสินใจเข้าซื้อหุ้นใน ผาแดงอินดัสทรี ก็ถือว่าเป็นหนึ่งเรื่องที่สำคัญ ซึ่งขณะนั้นด้วยการมองว่า PDI มีทรัพย์ซ่อนอยู่ที่น่าสนใจและการขยับเข้าสู่การทำพลังงานทดแทนก็เป็นเทรนด์และโอกาส สุดท้ายการเข้าลงทุนก็เกิดขึ้นและมาถึงตอนนี้ ผาแดงถือว่ากลับมาเป็นธุรกิจที่กำไร ปี 2559 มีกำไรสุทธิ 478 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 216% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีผลกำไรสุทธิ 151 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 5 ปี บอร์ดจึงปันผลหุ้นละ 1 บาท ส่วนปีนี้สังกะสียังเป็นรายได้หลัก แต่เตรียมรับรู้รายได้จากธุรกิจใหม่ด้านพลังงานทดแทนเข้ามาเสริม จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งแรกที่บริษัทร่วมทุนเพื่อพัฒนาธุรกิจการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมกับบริษัท โดวา อีโค ซิสเต็ม อยู่ในขั้นตอนดำเนินการขอใบอนุญาตเพื่อดำเนินโครงการจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างครบวงจรในพื้นที่โรงถลุงแร่ของบริษัทใน จ.ตาก

โครงการพีดีไอ แมททีเรียล ซึ่งเกี่ยวข้องกับธุรกิจรีไซเคิลวัสดุ ที่ระยองจะดำเนินการในเชิงพาณิชย์ได้ในต้นปี 2562

เป้าหมายเข้า SET50

การทำอะไรต้องมีเป้าหมายและเดินเข้าไปซึ่ง ทอมมี่ ก็เช่นกันเขาคาดหวังไว้ชัดเจนว่า ในระยะ 5 ปีข้างหน้า CGH จะเป็นบริษัจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยที่จะเข้าไปอยู่ใน SET50 ให้ได้เพราะการก้าวขึ้นไปอยู่ในระดับนี้จะทำให้โฮลดิ้งที่เข้าเป็นผู้บริหารและเป็นอาณาจักรธุรกิจของตระกูลจะเป็นที่รู้จักและอยู่ในสายตา

ทั้งนี้ หมดนี้คือภารกิจของ ทอมมี่ ผู้บริหารหนุ่มไฟแรง ที่จะต้องเดินหน้าต่อไป

ชีวิตไม่โสด ชอบเล่นสกี

ทอมมี่ในวันนี้ไม่โสด เพราะตัดสินใจแต่งงานแล้ว กับ นักการเงินสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น และแม้ว่าหากดูการทำงานแล้วจะหนัก แต่ชีวิตเขาก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้ออกไปท่องเที่ยวและพักผ่อน ซึ่งเขาบอกว่า เขาและภรรยาชื่นชอบในการเล่นสกีและเมื่อปลายปีที่ผ่านมาก็ได้ไปญี่ปุ่นโดยไปทริปสกีด้วยกัน หลังจากมีทริปสกีก่อนหน้าที่ทำให้เขาและภรรยามีโอกาสได้ใกล้ชิดมากขึ้นได้เรียนรู้ซึ่งกันและทริป สกีคือบ่อเกิดของชีวิตครอบครัว

หากพูดถึง สดาวุธ เตชะอุบล หรือเสี่ยไมค์ เชื่อแน่ว่าเป็นที่รู้จักเพราะยุคก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งหรือวิกฤตปี 2540 คันทรี่กรุ๊ป คือหนึ่งในบริษัทที่พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของประเทศ เช่น โครงการในมือมากมาย อาทิ คันทรี่ มารีนา ซิตี้ (บางปะกง) ริเวอร์โฮมวิว ริเวอร์คอนโดวิว, คอมเมอร์เชียล คอมเพล็กซ์ โรงแรม 5 ดาว และเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ โครงการ คันทรี่ วิลล่า สุวินทวงศ์ มูลค่า 6,000 ล้านบาท และคันทรี่ วิลล่า อ่อนนุช และเขายังเป็นนักการเงินด้วยการตัดสินใจเข้าซื้อกิจการ บริษัทเงินลงทุนหลักทรัพย์ (บงล.) มิดแลนด์ ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น บงล.คันทรี่ แต่ด้วยวิกฤตที่เกิดขึ้นทำให้ อาณาจักรธุรกิจของ เสี่ยไมค์ ต้องเจอชะตากรรมแห่งหนี้เหมือนๆ กับธุรกิจอื่นๆ ทั่วไป และมีหนี้สินที่จะต้องปรับโครงสร้างหนี้ กับสถาบันการเงินเช่นกัน วันนี้ เสี่ยไมค์ สดาวุธ กลับมาผงาด ทุกๆ ธุรกิจที่เข้าไปล้วนออกดอกผลได้ดี และมีทายาทที่เข้ามาสานต่อให้เติบใหญ่