ทยา ทีปสุวรรณ การศึกษาสร้างชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/482871

ทยา ทีปสุวรรณ การศึกษาสร้างชาติ

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“คุณพ่อคุณแม่พูดเสมอว่าโรงเรียนที่เราทำอาจจะไม่ใช่ธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด แต่คุณค่าของผลผลิตนั้นคือสิ่งตอบแทนที่ให้เรากลับมา ในการทำงานในวงการศึกษา” ทยา ทีปสุวรรณ ผู้จัดการโรงเรียนศรีวิกรม์ ซึ่งไม่ว่าคุณจะรู้จักผู้หญิงคนนี้ในมุมไหนมาก่อนหน้านี้ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นอดีตรองผู้ว่าฯ กทม. หรือหนึ่งในแกนนำกลุ่ม กปปส. และล่าสุดกับผู้บริหารโรงเรียนนานาชาติ รักบี้ สคูล ไทยแลนด์ แต่วันนี้เธอเลือกที่จะทำงานด้านการศึกษาและตั้งใจพัฒนาระบบการศึกษาของโรงเรียนที่ทำอยู่อย่างเต็มตัว

“หลังจากเรียนจบมาก็ทำงานหลายอย่าง ตั้งแต่ไปฝึกงานที่ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ 2 ปี จนคุณพ่อคุณแม่ขอให้กลับมาช่วยธุรกิจที่บ้าน ซึ่งก็คือโรงเรียนศรีวิกรม์ เพราะเห็นว่าเราชอบในการที่จะอยู่กับเด็กและก็มีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องพัฒนาการศึกษา จึงอยากให้ทำงานตรงนี้ ซึ่งโรงเรียนศรีวิกรม์ก็เป็นธุรกิจแรกของคุณพ่อคุณแม่ เป็นธุรกิจที่มีความผูกพันมากที่สุดก็ว่าได้ อาจจะไม่ใช่ธุรกิจที่ทำกำไรมากที่สุด แต่เป็นธุรกิจที่คุณพ่อคุณแม่มีความภูมิใจ เพราะอย่างคุณแม่เองท่านเป็นครูมาก่อน ท่านจึงมีความเป็นครูเต็มร้อย ท่านพัฒนาโรงเรียนและดูแลนักเรียนด้วยความเอาใจใส่ เมื่อเขาฝากลูกหลานไว้กับเรา เราต้องดูแลเขาให้ดี ดูแลเฉพาะเรื่องของวิชาการ คุณธรรม และจริยธรรม

หลังจากเราได้รับช่วงดูแลโรงเรียนต่อ เราก็บอกกับคุณพ่อว่า เราจะทำโรงเรียนให้ดีที่สุด เราไม่มีความคิดว่าจะเอาที่ของโรงเรียนที่มีอยู่ไปทำธุรกิจอื่น เพราะเราเองก็เป็นโรงเรียนเอกชนแห่งแรกๆ ที่เกิดขึ้นในไทยแล้วก็เป็นไปได้ด้วยดีมาตลอด พอเราเข้าไปแล้วก็ไปปรับเพิ่มหลักสูตร มีการนำเอาหลักสูตรต่างๆ เข้ามาเสริมโดยเฉพาะหลักสูตรภาษาอังกฤษ มีการปรับให้ครู 1 คนดูแลเด็กไม่เกิน 25 คนต่อห้องเพื่อความทั่วถึง เน้นให้คิด มีความคิดสร้างสรรค์และคิดวิเคราะห์มากขึ้น

 

แต่คงเป็นด้วยโชคชะตา ที่ทำให้เราก้าวเข้ามาสู่วงการศึกษาเต็มตัว ได้เข้ามาทำงานในวงการการเมือง ในตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม. ให้ดูแลเรื่องเกี่ยวกับระบบการศึกษาทุกโรงเรียนในสังกัดของกรุงเทพมหานครทั้งหมด ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากที่เราต้องดูแลโรงเรียนเพียงโรงเรียนเดียว มาดูระบบการศึกษาภาคใหญ่ มีโรงเรียนในสังกัด กทม.ทั้งหมด 4,000 กว่าโรงเรียน นักเรียน 3 แสนกว่าคน บุคลากรครูอีกนับหมื่นคน ที่เราต้องส่งนโยบายด้านการศึกษาลงไป  ก็ทำให้เราเปิดมุมมองในเรื่องของการศึกษาในภาครัฐ ซึ่งทำให้เราเห็นว่าสิ่งที่ภาครัฐยังขาดอยู่นั้นมีอะไรบ้าง เด็กๆ ที่ยังไม่มีโอกาสมากนักเขาควรจะได้รับโอกาสทางการศึกษาอะไรบ้าง

นโยบายที่ภูมิใจที่สุดก็คือเรื่องของการพัฒนาริเริ่มหลักสูตรโกง โตไปไม่โกง ปลูกฝังเด็กเรื่องการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น เรื่องของการทำผิดกฎหมายเชิงนโยบาย เพราะเราคิดว่าการพัฒนาการศึกษาและการสอนสอดแทรกในเรื่องการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่นตั้งแต่เด็กเป็นเรื่องที่สำคัญมาก มันอาจจะไม่ได้เห็นผลในปี 2 ปี แต่ในระยะยาวอนาคตมันจะเป็นสิ่งที่ดีต่อประเทศ เป็นวัคซีนป้องกันสิ่งที่ไม่ดีให้กับเยาวชน

จนถึงวันนี้หลายโรงเรียนใน กทม.ก็ยังคงใช้หลักสูตรนี้อยู่ รวมทั้งโรงเรียนนานาชาติที่มีชื่อเสียงต่างๆ ซึ่งไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาของ กทม. แม้กระทั่งโรงเรียนต่างจังหวัดก็ขอนำหลักสูตรของเราไปใช้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เรารู้สึกภูมิใจมากที่ได้มีส่วนริเริ่มสิ่งที่ดีให้กับประเทศชาติ เมื่อทำงานในวงการศึกษาก็ทำให้พบว่าระบบการศึกษาไทยเรานั้นไม่ว่าจะไปแตะตรงจุดไหนก็มีปัญหาแฝงอยู่มากมายจนทำให้ระบบการศึกษาไทยนั้นตกต่ำ ทั้งที่จริงแล้วกระทรวงศึกษาธิการเป็นหนึ่งในกระทรวงที่รับงบประมาณประจำปีมากที่สุดกระทรวงหนึ่งของประเทศ แต่ว่าผลสัมฤทธิ์การพัฒนากลับสวนทางกับงบประมาณที่ได้และยังมีแนวโน้มตกต่ำลงไปเรื่อยๆ

 

ปัจจัยหนึ่งก็คืออาจจะเป็นเรื่องของโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการที่บริเวณต่อการพัฒนาบุคลากรยังติดอยู่ในเรื่องของระบบเดิมๆ งบประมาณไม่ได้ถูกจัดสรรไปใช้ในทางที่พัฒนาครูจริงๆ ครูกลับต้องไปทำเรื่องวิจัยเพื่อเลื่อนวิทยฐานะเพื่อให้มีรายได้สูงขึ้น ในขณะที่อัตราค่าจ้างครูนั้น เมื่อเทียบกับวิชาอื่นๆ ถือว่าต่ำมาก

ดังนั้น ถามว่าใครอยากเรียนครุศาสตร์ ก็คงน้อย เพราะเงินเดือนก็ไม่ได้เทียบเท่ากับสาขาวิชาชีพอื่น เมื่อมีรายได้ไม่พอครูก็ต้องเป็นหนี้ ต้องสอนพิเศษเพื่อหารายได้เสริม ปัญหาหนึ่งก็คือประเทศไทยเราไม่เคยมีนโยบายระยะยาวด้านการศึกษา ประเทศสิงคโปร์นั้นมีการวางนโยบายไว้ 20 ปี การศึกษาของเขาจะเป็นอย่างไร อย่างสั้นสุดคือ 10 ปี แต่ของเราเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลหรือเปลี่ยนรัฐมนตรีนโยบายก็เปลี่ยนอีก แล้วนโยบายที่ส่งลงไปก็ไม่สอดคล้องกับการดำเนินงานของท้องถิ่น กลายเป็นว่าไม่มีใครมองไปไกลกว่าสิ่งที่ตัวเองคิดเลย

จากประสบการณ์ที่เข้ามาทำงานในสายการศึกษาและสายการเมือง อยากจะบอกว่านโยบายอะไรที่มีดีอยู่แล้วจะเป็นของพรรคไหน เราก็ควรทำต่อ เราไม่ควรมองว่าต้องสร้างให้เป็นผลงานของตัวเองอย่างเดียว ควรมองที่เด็กๆ เยาวชนของเราเป็นหลักว่าเขาจะได้อะไร และในท่ามกลางระบบการศึกษาที่ตกต่ำ คนที่รวยที่สุดจึงตกเป็นของสถาบันกวดวิชาต่างๆ ที่ผุดขึ้นมา

มองย้อนกลับมาที่ตัวเราเอง ในแนวทางการบริหารงานศึกษาของโรงเรียน เราคิดเมื่อเรามองเด็กตามถนนหนทางไม่ว่าที่ไหนก็ตาม เราไม่สามารถผลิตเด็กให้ออกมาเป็นโมเดลเดียวกันได้ เพียงแต่ว่าเราจะสอนอย่างไรให้พวกเขาได้ใช้ศักยภาพที่มีอยู่ในตัวอย่างเต็มที่ ในสิ่งที่เขามี ในขณะเดียวกันเด็กก็จะได้พัฒนาด้านวิชาการ ไอคิว และอีคิว และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในช่วงวัยเรียนเป็นช่วงวัยที่ยังไม่ต้องมีภาระมาก ยังไม่ต้องมีเรื่องปวดหัวให้คิดในอนาคตมากมาย เพราะฉะนั้นเป็นช่วงวัยที่เปรียบเหมือนฟองน้ำที่จะซึมซับทุกอย่างด้วยความสนุกสนานอย่างสมวัย และการที่เขาได้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่สมวัย นั่นคือการหล่อหลอมเด็กคนหนึ่งซึ่งมีความแตกต่างจากเด็กมากมายทั้งหมด ให้เป็นคนที่สมบูรณ์ทั้งเรื่องของการเรียน เรื่องของงาน ในสิ่งที่เขาเป็น

 

คนที่สมบูรณ์ในความหมายของเราอาจจะไม่ต้องเป็นคนที่เก่งที่สุดก็ได้ เขาอาจจะเป็นนักกีฬาที่อาจจะไม่ได้เก่งมีชื่อเสียงระดับประเทศ แต่เขาเป็นนักกีฬาที่เล่นอย่างมีความสุข หรือเด็กอยากจะเป็นนักดนตรี พ่อแม่ก็ควรส่งเสริมให้เขาเป็นนักดนตรีที่มีความสุข เด็กอาจจะไม่ต้องเป็นผู้นำในทุกเรื่อง แต่อย่างน้อยเขาควรจะได้รู้ว่าหน้าที่ของเขาคืออะไร จุดเด่นของเขาคืออะไร และเขาจะมีความสุขกับสิ่งที่เขาอยากเป็นได้อย่างไรในอนาคต และสุดท้ายก็คือเรื่องของจริยธรรม เรื่องของระเบียบวินัยเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในสังคมไทยของเรา

จากประสบการณ์ที่เราทำงานในวงการนี้ เราอยากแนะนำว่าการเลือกโรงเรียนที่ดีสำหรับเด็กในฐานะที่อยู่ในวงการศึกษานั้นควรเลือกจากสภาพแวดล้อมของโรงเรียน เมื่อลูกเราไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบนี้เขาจะมีความสุขหรือเปล่า สิ่งแวดล้อมที่ดีไม่ได้หมายถึงเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวก หรือว่าเรื่องของสถานที่อุปกรณ์การเรียนการสอนอย่างเดียว แต่ว่าต้องดูในภาพรวมการดูแลคุณภาพของครู การส่งเสริมด้านวิชาการเรื่องของหลักสูตรทางการศึกษา ลูกไปเรียนแล้วมีความสุขไหม ถ้ามีโรงเรียนที่ตอบโจทย์เหล่านี้ให้เด็กได้พัฒนาในทุกด้านแล้วเรารู้สึกไว้วางใจให้บ้านหลังนี้เป็นบ้านหลังที่สองของลูกได้อยู่แล้วมีความสุขได้พัฒนาได้เล่นไปด้วยได้สนุกอย่างสมวัย

เพราะปัญหาเรื่องโรงเรียนไม่ว่าผู้ปกครองจะรวยหรือจนมีปัญหาอย่างเดียวกันหมด คือต้องใช้เวลาอยู่บนท้องถนนเยอะ ต้องส่งลูกเรียนพิเศษมากมายก่ายกองเพื่อให้เรียนทันเพื่อน คุณภาพชีวิตจึงหายไปเยอะในยุค 4.0 นี้ ถ้าเรามีโรงเรียนที่สามารถแก้โจทย์เหล่านี้ได้ในขณะเดียวกันเด็กก็จะได้มีพัฒนาการในทุกๆ ด้าน ไม่ต้องไปเรียนพิเศษมากมาย ทุกอย่างจบในโรงเรียน เด็กมีการดูแลที่ดีได้ใช้เวลาร่วมกับพ่อแม่เมื่อกลับบ้าน ก็น่าจะเป็นโรงเรียนที่ตอบโจทย์มากที่สุด เพราะเด็กทุกวันนี้โตมากับรถติด การเดินทาง ตึกรามบ้านช่อง และปัญหามากมายทำให้พวกเขาอยู่ห่างจากธรรมชาติ คุณภาพชีวิตและการเรียนจึงไม่ใช่แค่การหาโรงเรียนที่ทำให้เด็กเป็นคนเก่งได้ แต่โรงเรียนที่ดีต้องสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับลูกได้ด้วย”

 

อีวาน เนโกร เชฟหนุ่มไฟแรงแห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/482510

อีวาน เนโกร เชฟหนุ่มไฟแรงแห่ง

โดย…ภาดนุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

หนุ่มอิตาเลียนหน้าหวานวัย 35 ปี อีวาน เนโกร หัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารอิตาเลียน “สกาลินี” ของโรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ เมื่อดูจากบุคลิกหน้าตาและความสามารถแล้ว ทำให้เราอยากรู้จักกับเชฟหนุ่มคนนี้ขึ้นมา

“ผมเกิดและเติบโตที่เมืองออสตา (Aosta) ประเทศอิตาลี สถานที่ที่ครอบครัวเราอาศัยอยู่นั้นจะมีฟาร์มเลี้ยงสัตว์และไร่องุ่นอยู่ด้วย ในช่วงวันหยุดคุณปู่ของผมซึ่งทำงานเป็นเชฟอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ก็จะกลับมาที่บ้านและมักชอบทำอาหารให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวกินอยู่เสมอ เวลาที่ทุกคนได้กินอาหารที่ปู่ทำแล้วดูมีความสุขมาก ผมจึงจดจำและรู้สึกประทับใจมาตั้งแต่เด็ก นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมชื่นชอบการทำอาหาร และเลือกที่จะเป็นเชฟ

เมื่อโตขึ้นผมจึงเลือกเรียนที่ Instituto Alberghiero Catering School, Chatillon ซึ่งเป็นโรงเรียนการโรงแรมชื่อดังในบ้านเกิดของผมนั่นแหละ นอกจากเรียนทั้งทฤษฎีและปฏิบัติในชั้นเรียนแล้ว ทางโรงเรียนยังส่งไปฝึกงานตามโรงแรมที่ฝรั่งเศสอีกด้วย ในทุกๆ ซัมเมอร์พวกเราก็จะถูกส่งไปทำงานเพื่อให้ได้ประสบการณ์มากขึ้น โดยฝึกฝีมือหลายๆ ครัวในโรงแรมนั้นๆ อาทิ ครัวเมนดิช ครัวอะลาคาร์ต และครัวขนมหวาน เป็นต้น”

 

อีวาน บอกว่า เมื่อเรียนจบเขาได้เริ่มต้นทำงานในโรงแรม 4 ดาวที่ชื่อว่า โฮเทล พาวิลเลียน (Hotel Pavillion) ที่บ้านเกิดในตำแหน่งลูกมือในครัว จนก้าวไปสู่การเป็นเชฟขนมหวาน เพราะตอนที่เรียนทำอาหารเขาเรียนทั้งทำอาหารและขนมมาแบบครบถ้วน หลังจากทำงานได้ 2 ปี เขาก็ย้ายไปเป็นผู้จัดการแผนกครัวของโรงแรมกัลลีอา พาเลซ (Gallia Palace Hotel) ซึ่งเป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวอีก 1 ปี จนก้าวเข้าสู่การเป็นเชฟในห้องอาหารดอน คาร์ลอส ของโรงแรมระดับ 5 ดาว “แกรนด์ โฮเทล เอต์ เดอ มิลาน” (Grand Hotel Et De Milan) ซึ่งอยู่ในอิตาลีเช่นกัน จากนั้นเขาได้ไปทำงานในร้านอาหารชื่อดังที่ประเทศอังกฤษอีกหลายร้าน

ก่อนจะกลับมาสายงานด้านโรงแรม โดยผ่านการเป็นทั้งผู้ช่วยเชฟและหัวหน้าเชฟที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ รีสอร์ท มัลดีฟส์ ต่อด้วยโรงแรมรีเจนท์ สิงคโปร์ อะ โฟร์ ซีซั่นส์ ตามด้วย เลเจนด์ เมโทรโปล อะ โซฟิเทล โฮเทล เวียดนาม และยังเคยเป็นเชฟที่ปรึกษา เทรนเนอร์ รวมถึงผู้ควบคุมต้นทุนของห้องอาหารชื่อดัง “ออฟฟิซซีนา เดลลา พาสตา” ในโปแลนด์ ทั้งยังเคยเป็นหัวหน้าพ่อครัวของห้องอาหาร “อควา” ที่โรงแรมแกรนด์ เคมปินสกี้ เซี่ยงไฮ้ ก่อนจะมาเป็นหัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารอิตาเลียน “สกาลินี” ที่โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ อย่างในปัจจุบัน เรียกว่ามีประสบการณ์การทำงานทางด้านอาหารและเครื่องดื่มมากว่า 18 ปีเชียวล่ะ

“ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ไปทำงานทั้งในยุโรปและเอเชียหลากหลายประเทศ และครั้งนี้ผมได้กลับมาทำงานในเอเชียอีกครั้งโดยเลือกประเทศไทย เพราะผมอยากนำพรสวรรค์และความถนัดที่ผมมี นั่นคือการทำอาหารอิตาเลียนและเมดิเตอร์เรเนียนในแบบสร้างสรรค์ มานำเสนอให้คนไทยได้รู้จักมากยิ่งขึ้น ผมจึงเลือกมาทำงานที่ห้องอาหารสกาลินี

 

เหตุผลสำคัญอีกอย่างที่ผมเลือกเมืองไทย เพราะนอกจากที่นี่จะเป็นประเทศที่ผู้คนมีแต่รอยยิ้มแล้ว ยังเป็นประเทศที่เลื่องชื่อในเรื่องอาหารการกินอีกด้วย ผมจึงรู้สึกดีใจมากที่จะได้ร่วมงานกับทีมเชฟของห้องอาหารสกาลินี ซึ่งความตั้งใจของผมและทีมก็คือเราจะมุ่งมั่น เพื่อทำให้สกาลินีเป็นห้องอาหารอิตาเลียนที่มีมาตรฐานสูงขึ้นไปอีก และได้รับความนิยมทั้งจากลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติให้ได้”

เมื่อดูจากความมุ่งมั่นตั้งใจและรางวัลที่เขาเคยได้รับมา เช่น รางวัลเหรียญทองจากการแข่งขัน ICS Competition ที่ Four Seasons Resort Maldives at Kuda Huraa ซึ่งเป็นการแข่งขันทางด้านอาหารและเครื่องดื่มในเครือโฟร์ซีซั่นส์ ตามด้วยรางวัล Talent of the Year จากโรงแรมแกรนด์ เคมปินสกี้ เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และการที่เขาได้ร่วมงานกับเชฟระดับมิชลินสตาร์อย่าง เชฟ Igor Macchia เชฟอาหารอิตาเลียนชื่อดังที่โรงแรม Legend Metropole a Sofitel Hotel เวียดนาม และอื่นๆ แล้ว ก็เชื่อได้เลยว่าเชฟอีวานยังก้าวไปได้อีกไกลแน่นอน

“การที่ผมได้มาเป็นหัวหน้าเชฟที่ห้องอาหารสกาลินีถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก ผมจึงตั้งเป้าหมายหลักๆ ไว้สองข้อ คือ อยากจะนำความเป็นตัวตนของผม ซึ่งมีความถนัดทางด้านอาหารอิตาเลียนมาสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ที่มีความเป็นออร์แกนิกมากขึ้นให้กับสกาลินี โดยแต่ละเมนูที่ผมปรุงออกมา จะเปรียบเสมือนกับการที่ผมไปสร้างรอยยิ้มให้ผู้ที่มารับประทานอาหาร

 

อีกข้อเป็นเป้าหมายในอนาคตที่ผมตั้งไว้ ว่าหากเก็บเงินได้เยอะๆ ผมมีแผนที่จะเปิดร้านอาหารอิตาเลียนของตัวเองด้วยเช่นกัน โดยอาจจะเป็นบ้านเกิดหรือเปิดที่อื่นก็ได้ ซึ่งก็คงต้องดูความพร้อมหลายๆ ด้านในตอนนั้น

อาชีพเชฟเป็นงานที่หนักก็จริง แต่ก็เป็นงานที่ผมชอบและเลือกที่จะทำตั้งแต่ผมตัดสินใจเรียนทำอาหารแล้วล่ะ ที่สำคัญ ยังเป็นสายงานของการฝึกฝนคนให้มีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้นอีกด้วย ซึ่งผมจะดีใจและมีความสุขมาก ถ้าได้เห็นเพื่อนร่วมงานหรือคนในทีม ได้มีการพัฒนาตัวเอง หรือได้เลื่อนตำแหน่งในสายอาชีพนี้ไปในทางที่ดียิ่งขึ้น” (ยิ้ม)

อีวานทิ้งท้ายว่า สัปดาห์หนึ่งเขาทำงาน 5 วัน ถ้ามีวันว่างเขามักจะชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของชาติต่างๆ หรือผลงานของนักเขียนดังๆ ที่ได้รับรางวัลโนเบล และเขายังชอบสะสมซีดีอัลบั้มเพลงทุกแนวที่ปัจจุบันนี้มีถึง 3,000 แผ่นอีกด้วย ซึ่งนักร้องคนโปรดของเขา คือ บ๊อบ ดีแลน สิ่งที่เขาชอบอีกอย่างก็คือการได้ไปลองชิมอาหารเมนูใหม่ๆ จากหลายเชื้อชาติตามสถานที่ต่างๆ หรือร้านอาหารที่เปลี่ยนไป เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เขาสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ที่มีเอกลักษณ์ในแบบของตัวเองได้นั่นเอง

 

ดร.ดนุวัศ สาคริก ผมไม่มีความฝัน มีแต่เป้าหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 12:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/482090

ดร.ดนุวัศ สาคริก ผมไม่มีความฝัน มีแต่เป้าหมาย

โดย…กองทรัพย์ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

หากเปรียบเป็นเมล็ดพันธุ์ “ผศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก” ต้องเรียกว่าเป็นลูกไม้หล่นใต้ต้น เพราะเป็นหลานปู่ ศ.ระพี สาคริก บิดาแห่งกล้วยไม้ไทย และอดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ คุณพ่อเป็นอดีต สส.กรุงเทพมหานคร การเติบโตในครอบครัวข้าราชการ อาจจะมีส่วนหล่อหลอมให้เขาอยากทำงานรับใช้สังคมโดยไม่รู้ตัว สำหรับชายหนุ่มคนนี้ความปรารถนาของเขาไม่ใช่การทำงานผ่านรูปแบบข้าราชการ แต่อยู่ในรูปแบบของการให้ความรู้และพัฒนาคนในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย

“ผมมองว่าการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยให้อิสระทางความคิด ทั้งยังอยู่ในฐานะที่ได้ช่วยคนในรูปแบบของการให้ความรู้ เส้นทางของผมจึงค่อนข้างชัดเจนว่า คือเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เพราะตอนที่เรียนอยู่ประเทศอังกฤษ ผมจะกลับมาเมืองไทยเกือบจะทุกปิดเทอม ทำให้มีโอกาสฝึกงานกับองค์กรภาคธุรกิจชั้นนำของเมืองไทยอยู่หลายแห่ง ทำให้ผมรู้ว่าการทำงานในระบบบริษัทไม่เหมาะกับผม ดังนั้นผมก็เลยคิดว่าเส้นทางการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยน่าจะเหมาะกับแนวทางและจุดยืนของผม” ดร.ดนุวัศ เล่าถึงเหตุผลของการเลือกมาเป็นอาจารย์ และด้วยดีกรีปริญญาตรี BSc.(Hons) Economics, University of Essex และปริญญาโท MSc. Economics, Finance, and Management, University of Bristo จากประเทศอังกฤษ ทำให้เริ่มต้นเส้นทางอาจารย์ทั้งในมหาวิทยาลัยเอกชนและรัฐบาลได้ตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสามสิบปี

เป้าหมายของหนุ่มคนนี้ไม่ได้หยุดแค่นั้น เขาเรียนต่อระดับปริญญาเอก ในสาขาวิชานโยบายสาธารณะ ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ซึ่งในขณะศึกษาปริญญาเอกก็ได้รับทุน Graduate Exchange Fellowship, School of Public and Environmental Affairs จาก Indiana University Bloomington ปัจจุบัน ดร.ดนุวัศ กลับมาเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐประศาสนศาสตร์ที่ NIDA และทำงานเพื่อภาคประชาชนร่วมกับทำงานในมหาวิทยาลัย ณ วันนี้เขาเป็นคนหนุ่มที่ได้ทำสิ่งรักและตั้งใจของตัวเอง

“ตอนเด็กๆ ก็เหมือนเด็กทั่วไปที่ไม่ได้คิดว่าอยากจะเป็นอะไร เรียนไปตามระบบไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ความคิดมาเปลี่ยนตอนไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ประเทศอังกฤษ ทำให้เราเห็นโลกในอีกมุมหนึ่ง เห็นว่าระบบการศึกษาที่ดีทำให้คุณภาพชีวิตของผู้คนโดยเฉลี่ยในประเทศนั้นๆ มีมาตรฐานสูง แล้วอะไรล่ะที่จะนำพามาตรฐานประชากรไปสู่จุดนั้น สิ่งนั้นคือการศึกษา ผมจึงคิดว่าอาชีพอาจารย์น่าจะเป็นสิ่งที่ตรงกับตัวผม มากกว่าที่จะไปทำงานเป็นพนักงานบริษัท ผมมองว่า การพัฒนาคนในประเทศด้วยการศึกษาจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีคุณภาพ” น้ำเสียง แววตาและคำพูดที่ออกมานั้น ชัดเจนสะท้อนให้เห็นถึงความคิดและความมุ่งมั่น

เมื่อถามว่า อะไรทำให้อาจารย์หนุ่มอย่างเขา ทำงานในอาชีพที่ท้าทาย และได้ทำประโยชน์ด้วยการสอนหนังสือ… “คณะรัฐประศาสนศาสตร์ที่ผมสอนอยู่ เชื่อมโยงทุกมิติของการบริหารงานภาครัฐ ที่ต้องเกี่ยวข้องกับประชาชน ดังนั้น มันสำคัญในการสร้างคนและการพัฒนาประเทศ มหาวิทยาลัยจึงต้องเป็นแหล่งผลิตคนที่พร้อม ทั้งความรู้และความคิดที่ดี ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุด แต่อย่างน้อยต้องเป็นคนที่มีทัศนคติที่อยากออกไปพัฒนาสังคม

หลายคนถามว่าได้แนวทางการทำงานมาจากคุณปู่และคุณพ่อหรือเปล่า จริงๆ แล้วท่านทั้งสองแทบไม่ได้สอนอะไรมากนัก หรือพูดคุยกันว่าเราจะต้องโตมาเป็นอะไร ท่านปล่อยให้เราคิดเอง แต่ท่านให้ข้อคิดและที่สำคัญคือทำตัวเป็นแบบอย่างในการเป็นข้าราชการและการเป็นพลเมืองดี ตั้งแต่เรื่องความรักชาติ ซื่อสัตย์ ขยัน ประหยัด และที่สำคัญคือการไม่เอาเปรียบคนอื่น ผมเห็นท่านทำมาตลอดตั้งแต่เด็กจนโต และผมยึดหลักตรงนี้มาใช้กับลูกศิษย์ที่มหาวิทยาลัย

ในระดับที่ผมสอนเริ่มจากปริญญาโทและปริญญาเอก ดังนั้นคนที่มาเรียนจะเป็นคนที่มีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการอะไร ดังนั้นเขาจะคาดหวังกับสิ่งที่เราจะสอนอยู่แล้ว วิธีการสอนของผม ผมอาศัยว่าเป็นคนช่างสังเกต ตั้งแต่เรียนในห้องเรียนที่อังกฤษ เราก็จะเก็บข้อมูลมาว่าอาจารย์ที่สอนเก่งเขาทำอย่างไร ทำอย่างไรให้นักศึกษาสนใจและมีส่วนร่วมในห้องเรียน คนที่เป็นอาจารย์ต้องทำการบ้าน สร้างบรรยากาศที่ดีในการเรียนการสอน

ผมไม่อยากให้คนที่มาเรียนเสียเงินค่าเรียนและเสียเวลาเปล่า ทฤษฎีจะต้องแน่น ขณะเดียวกันก็ต้องอัพเดทความเคลื่อนไหวใหม่ๆ ในโลก เราสอนรัฐประศาสนศาสตร์ ที่ว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน นโยบายภาครัฐ ทฤษฎีเก่าๆ ก็ต้องรู้ แต่เหตุการณ์การเมืองโลกที่เกิดขึ้นนอกตำราเกิดขึ้นได้ตลอด จึงจำเป็นต้องรู้และนำมาประยุกต์ในการสอนได้” จังหวะการพูดที่คล่องแคล่ว และท่วงทำนองที่น่าฟังของน้ำเสียง ชัดเจนทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ เชื่อได้ไม่ยากว่า เขาจะเป็นขวัญใจของนักศึกษาแน่นอน

ช่วงที่ผ่านมาการทำงานย่อมมีอุปสรรคต่างกันไป ดร.ดนุวัศ กล่าวว่า ชีวิตต้องอยู่ในความสมดุล ซึ่งเขามองว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นหลักการนำมาใช้ได้กับทุกมุมของชีวิต เมื่ออยู่ในสมดุล ชีวิตก็จะมีภูมิคุ้มกัน และผ่านปัญหาได้เร็ว

“ผมว่าหลักการนี้เป็นสิ่งสำคัญคืออย่าคิดว่าตัวเองเป็นสุดยอดของที่สุด เพราะจะทำให้เราประมาท ความประมาทเป็นหนทางสู่ความตาย ยิ่งงานที่เราคิดว่าให้อิสระ เรายิ่งต้องมีวินัย งานอาจารย์มหาวิทยาลัยต้องรับผิดชอบ แบ่งเวลาสำหรับการเรียนรู้ของตัวเอง เวลาสำหรับงานสอน เวลาสำหรับการศึกษาวิจัย ผมภูมิใจกับอาชีพนี้ทุกครั้งที่ได้ยินหรือเห็นผลการประเมินหรือได้รับฟีดแบ็กจากนักศึกษาว่าชื่นชอบวิธีการสอนของเรา หรือความรู้ที่ได้รับจากเราพวกเขาสามารถนำไปใช้ในงาน หรือเกิดประโยชน์กับตัวเขาเองหรือชุมชนที่เขาอยู่

“ชีวิตผมไม่มีความฝัน มีแต่เป้าหมาย” นิยามสั้นๆ ในการใช้ชีวิตของ ดร.ดนุวัศ แต่ใช่ว่าชีวิตเขาจะเต็มไปด้วยเรื่องเคร่งเครียดตลอดเวลา เขายังมองว่าครอบครัวยังเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุด

“ยิ่งครอบครัวเข้าใจในสิ่งที่เราทำ เรายิ่งต้องให้เกียรติเขา เอาใจใส่และดูแลเขาให้สมกับความเข้าใจนั้น ดังนั้นผมจะแบ่งเวลาให้ลงตัวที่สุดสำหรับเวลาครอบครัว เป้าหมายด้านการทำงานของผมคือ การทำให้นิด้ากลายเป็นที่รู้จักในฐานะมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในและจากต่างประเทศ ผลิตนักศึกษาที่จะไปทำงานในภาครัฐให้มีทัศนคติและความรู้ที่พร้อมสำหรับการพัฒนาประเทศ

ส่วนตัวผมจะต้องผลิตผลงานด้านวิชาการอย่างน้อยหนึ่งชิ้น ส่วนสมดุลเรื่องส่วนตัวตั้งเป้าว่า อยากออกกำลังกายให้มากขึ้น มีเวลาท่องเที่ยวเดินทางกับครอบครัว ได้ทำอาหารที่ชอบได้บ่อยขึ้น” นักวิชาการรุ่นใหม่ เล่าด้วยแววตาที่เป็นประกาย

 

ณพน เจนธรรมนุกูล หนุ่มผู้ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/481908

ณพน เจนธรรมนุกูล หนุ่มผู้ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ   เสกสรร โรจนเมธากุล

หนุ่มหน้าใสวัย 30 ปี รูปร่างสูงโปร่ง มีรอยยิ้มเขินอายระบายอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา เขาออกตัวว่าไม่ค่อยคุ้นเคยกับสื่อสักเท่าไหร่ แทบจะไม่เคยให้สัมภาษณ์อะไรอย่างเป็นทางการแบบนี้เลย แถมรีบออกตัวว่าพูดไม่ค่อยเก่งอีกด้วย แต่บนความเรียบง่ายน้อยๆ แต่งดงามของเขามันช่างน่าเอ็นดู ทำให้การสัมภาษณ์ในเวลา 1 ชั่วโมงจบไปด้วยดี แบบอบอุ่นสบายใจไม่กดดันทั้งคนถามและคนตอบ

ปอย-ณพน เจนธรรมนุกูล ผู้จัดการทั่วไปสายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท สัมมากร ทางด้านการศึกษานั้น เขาจบปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และไปเรียนต่อปริญญาโททางด้านการบริหาร ที่มหาวิทยาลัยดุ๊ก สหรัฐอเมริกา มีประสบการณ์การทำงานกว่า 5 ปี ที่ Investment Banking-Bualuang Securities และ Business Development-Rayong Purifier

หลังจากจบการศึกษาเขาได้เริ่มงานทางด้านการเงิน โดยทำงานเป็นวาณิชธนกิจอยู่ที่บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวงนานถึง 5 ปี ก่อนที่คุณพ่อจะชวนให้มาช่วยงานของธุรกิจครอบครัว ซึ่งเป็นธุรกิจทางด้านโรงกลั่นน้ำมันคือ บริษัท ระยองเพียวริฟายเออร์ ซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

“คือทางครอบครัวของผมมองว่า ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันมันถึงจุดอิ่มตัวแล้วอัตราการเติบโตอาจจะช้าๆ ลงในช่วงนี้ เราก็เลยมองหาธุรกิจใหม่ๆ เป็นการขยายไลน์ธุรกิจจากเดิมที่เราเคยทำมา โดยเรามองหาธุรกิจที่น่าสนใจมีอัตราการเติบโตที่ดี เราก็เลยมาซื้อหุ้นส่วนหนึ่งจากบริษัท สัมมากร เพราะในเรื่องพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เขามีความเชี่ยวชาญอยู่มาก” เขาเล่าให้ฟังถึงการเข้ามานั่งทำงานในตำแหน่งล่าสุด

เขาเล่าต่อไปว่า หลังจากที่ทางครอบครัวเข้ามาซื้อหุ้นแล้ว เขาก็เริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานที่บริษัท สัมมากร สักพักใหญ่แล้วค่อยไต่ระดับขึ้นมาเป็นผู้จัดการมาดูแลรับผิดชอบงานทางด้านพัฒนาธุรกิจ ดูงานทางด้านพัฒนาโครงการ โดยการพัฒนาโครงการของบริษัทนั้นมีทั้งแบบที่มีที่เดิมอยู่ก่อน หรือซื้อที่ไว้แล้วค่อยมาคิดพัฒนาทีหลัง และแบบที่มีโครงการจะพัฒนามีรูปแบบแล้วค่อยไปหาที่ที่เหมาะสมเข้ามาสวมโครงการ

 

“คือพิจารณาตามความเหมาะสม ความลงตัวเป็นกรณีไป บางทีไปเจอที่ที่น่าสนใจและไม่แพงมากเราอาจจะซื้อที่เก็บไว้ก่อนแล้วค่อยคิดรูปแบบโครงการเข้ามา ซึ่งแบบนี้จะมีน้อยเพราะเราไม่กล้าที่จะซื้อที่เก็บไว้มันทำให้เงินจม ส่วนใหญ่คือคิดโครงการให้ได้ก่อนแล้วค่อยไปตามหาที่ที่เหมาะสมเข้ามาสวม ซึ่งแบบนี้เราจะทำบ่อยกว่าไม่เอาเงินไปจมกับที่ดินมากเกินไป เพราะหากว่าเราซื้อที่ล่วงหน้าเอาไว้นานๆ การมีแลนด์แบงก์ที่มากและนานเกินไป ทำให้คาดการณ์ยากกว่า เช่น คาดการณ์ว่าอีก 5 ปี รถไฟฟ้าจะมา แต่พอถึงเวลารถไฟฟ้ายังไม่มาหรือมาล่าช้ากว่ากำหนด ทำให้แผนงานมีความเสียหายและล่าช้าเกินไป จะทำแล้วค่อยซื้อดีกว่าแม้ที่ดินอาจจะแพงขึ้นไปตามยุคสมัยแต่ก็ป้องกันความเสี่ยงได้ดีกว่าคือ รถไฟฟ้ามาแน่ ทางด่วนผ่านแน่ เราไม่ต้องไปปรับแผนมาก” เขาเล่าให้ฟัง

ณพน ยังเล่าถึงแผนงานระยะสั้นของปีนี้ให้ฟังว่า ในปี 2560 ทางบริษัท สัมมากร จะทำโครงการใหม่ประมาณ 3 โครงการ คือ ทาวน์โฮม 2 ชั้น โฮมออฟฟิศและทาวน์โฮมขนาดใหญ่ โดยจะดูแลทางด้านพัฒนาธุรกิจ ดูพื้นที่เช่า และการตลาด

เขากล่าวว่า จากเดิมที่สัมมากรจะถนัดบ้านเดี่ยว ตอนนี้ทางบริษัทจะเริ่มมาทำทาวน์โฮมมากขึ้น โดยมาเล่นตลาดทาวน์โฮมที่พื้นที่จะเริ่มเล็กลง เนื่องจากปัจจุบันพื้นที่บ้านจะเล็กลงทุกปี เพราะครอบครัวเริ่มมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ ครอบครัวรุ่นใหม่มีลูกเพียงคนเดียว บางคู่แต่งงานก็ไม่พร้อมจะมีลูก แล้วก็ไม่ได้อยากอยู่คอนโด เขาก็เลือกที่จะมาอยู่ทาวน์โฮมแทน เพราะคอนโดสมัยนี้แม้ไม่ได้อยู่กลางเมืองหรือเกาะแนวรถไฟฟ้ามากนักราคาก็ 3 ล้านกว่า ทาวน์โฮมก็ 3 ล้านกว่า เขาเลือกบ้านที่มีที่ดินมีบริเวณ

 

“ถือว่าเป็นการแตกไลน์ธุรกิจของสัมมากรที่มาจับตลาดเล็กลง เพื่อให้ครบวงจรและก็อาจจะมาจับตลาดกลุ่มคอนโดมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่ทำมาเพียงโครงการเดียว เพราะที่ผ่านมาเราจับบ้านเดี่ยวเป็นหลัก โดยคอนโดก็พยายามจะเข้ามาในเมืองมากขึ้น คาดว่าปีนี้หรือต้นปีหน้าเราจะมีโครงการที่ซอยอารีย์ขนาด 100 ห้อง เป็นคอนโดแบบโลว์ไรส์สูง 8 ชั้น แต่เราจะไม่บุกคอนโดมากนักเพราะคิดว่าตลาดน่าจะเต็มแล้วเราทำเพื่อให้ครบวงจรของทุกตลาด และเลือกทำเลที่มั่นใจว่ายังมีศักยภาพที่ดีอยู่ แต่พวกบ้านเดี่ยวตลาดแนวราบยังพอไปได้อยู่ ส่วนตลาดที่เราคิดว่าน่าสนใจจริงน่าจะเป็นพวกทาวน์โฮมระดับไฮเอนด์ขนาด 1 ไร่ มี 20 ตึกแบบนี้ แบบจิ๋วแต่แจ๋วเพราะพื้นที่ขนาดนี้ในเมืองยังพอหาได้และตลาดยังพอมีกำลังซื้ออยู่” เขากล่าวอย่างตั้งใจ

ณพน กล่าวต่อไปว่า การเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานของเขาที่นี่ จะพยายามปรับรูปลักษณ์ของโครงการหมู่บ้านสัมมากรให้ออกแบบมาทันสมัยขึ้น เพราะที่ผ่านมาลูกค้าของสัมมากรจะเป็นวัยผู้ใหญ่ เขาอยากได้ลูกค้าในกลุ่มคนวัยทำงานระดับกลางๆ เพราะจุดแข็งของสัมมากรคือคุณภาพดีแต่ราคาถูกกว่าของแบรนด์อื่นๆ อยู่แล้วเพียงแต่กลุ่มเป้าหมายสูงวัยไปนิด เราจะขยายตลาดมายังลูกค้าที่อ่อนวัยมากขึ้นจากเดิมลูกค้าวัย 50 ก็ขอขยายมาที่ตลาดวัย 30 มากยิ่งขึ้น ซึ่งพยายามจะรีแบรนด์ให้มีความทันสมัย

ทางด้านหลักการทำงานของเขานั้น หลังจากที่ทำงานมาเกือบ 10 ปี เขาบอกว่าไม่ได้มีอะไรพิเศษเพียงแต่ต้องพยายามเรียนรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะเทคโนโลยีและความรู้นั้นมีเรื่องราวใหม่ๆเข้ามาทุกวัน ถ้าหยุดเปิดรับสิ่งใหม่ก็จะกลายเป็นคนล้าหลังไปโดยปริยาย ต้องทำตัวแอ็กทีฟอยู่เสมอ อย่าเฉื่อยชา โชคดีที่เขาทำงานทางด้านการเงินมาก่อน ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง เลยทำให้เขาเป็นคนแอ็กทีฟอยู่ตลอดเวลา

 

พอเปลี่ยนสายงานมาทำด้านอสังหาริมทรัพย์ก็มีการปรับตัวบ้าง เพราะองค์กรการเงินกับอสังหาริมทรัพย์มีความแตกต่างกันพอสมควร เขาจึงต้องเรียนรู้งานแบบใหม่ๆ อยู่เสมอ ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงเสมอการปรับตัวก็เป็นเรื่องธรรมดาของการทำงาน ยิ่งการเข้าไปในองค์กรใหม่ๆ ก็ต้องเปลี่ยนแปลงปรับปรุงอย่างอ่อนโยนและประนีประนอม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขององค์กรเป็นสำคัญ

เขาบอกว่าการทำงานทุกอย่างต้องเจออุปสรรคปัญหามากบ้างน้อยบ้างเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเจอปัญหาเขาก็จะพยายามคิดบวกเข้าไว้ แล้วค่อยๆ มาแก้ปัญหาทีละเรื่องๆ แต่โชคดีว่าโดยส่วนตัวแล้วเขาเป็นคนใจเย็นและเป็นคนมีเหตุผลมากกว่าใช้อารมณ์ ทุกอย่างจึงไม่มีอะไรเลวร้ายเกินกว่าที่จะแก้ไขได้ แม้ว่าจะทำงานหนักมากในช่วงนี้ แต่เขาก็พยายามแบ่งเวลาในการไปออกกำลังกายตอนเช้าเกือบทุกวันอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4-5 ครั้ง โดยเขาจะเข้าฟิตเนสสลับกับชกมวย

นอกจากนั้น เขามีงานอดิเรกในการอ่านหนังสือและสะสมหนังสือหลายประเภท หนังสือที่เขาชอบอ่านจะเป็นแนววิทยาศาสตร์ของไมเคิล ลูวิส หรือนิยายของมุราคามิ งานอดิเรกอีกอย่างที่เขาชื่นชอบคือ การเดินทางท่องเที่ยวแนวธรรมชาติลุยหน่อยแบบเดินป่า ปีนเขา เขาจะมีกลุ่มเพื่อนๆ ที่ไปปีนเขาด้วยกันที่มาเลเซียระดับ 4,000 เมตร พร้อมถ่ายรูปเป็นงานอดิเรกอีกอย่างที่ทำอยู่อย่างต่อเนื่อง

อดถามถึงคำถามสุดท้ายก่อนสิ้นสุดการสัมภาษณ์ไม่ได้ว่า โสดหรือไม่ เขาตอบพร้อมรอยยิ้มว่ายังโสด อุ๊ย… ต้องถามต่อในทันที…แล้วสเปกสาวเป็นอย่างไร เขาตอบมาแบบกว้างๆ ว่าชอบสาวๆ ที่แลดูใจดีและมีอารมณ์ขัน

“ที่สำคัญต้องเรียบร้อยนะครับ” สาวเปรี้ยวๆ นั้นไม่ใช่สเปกของเขา!!

 

วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม จากเด็กลอกหนังสือสู่นักผลิตคอนเทนต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/481761

วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม จากเด็กลอกหนังสือสู่นักผลิตคอนเทนต์

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เพราะเชื่อในพลังของข้อมูลข่าวสาร ตุ๊ก-วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม จึงยึดอาชีพ “นักผลิตข้อมูล” มาตลอดชีวิตผ่านสื่อหลายประเภททั้งวิทยุ หนังสือเล่ม นิตยสาร โดยเริ่มจากเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ในกองบรรณาธิการ กระทั่งประสบการณ์ทำให้เธอได้รับโอกาสรับหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่นำพา “อะเดย์ บูเลติน” (a day BULLETIN) ออกจากฝั่งไปสู่มหาสมุทรสีฟ้ากับตำแหน่งบรรณาธิการบริหารที่ต้องหาทิศทางและจุดหมายปลายทางของการเดินเรือ

เธอเพิ่งทิ้งทวนหน้าที่เดิมมาสู่ตำแหน่ง “บรรณาธิการอำนวยการ” ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับการมาของพายุลูกใหญ่ที่พัดถล่มบริษัทแม่ อะเดย์ โพเอทส์ อย่างรุนแรงและเสียหาย แต่เข็มทิศของอะเดย์ บูเลติน ก็ยังคงเดินหน้าต่อไป

“รู้ตัวว่าชอบงานนิตยสาร เพราะชอบเล่าเรื่อง ชอบสัมภาษณ์คน” วิไลรัตน์เริ่มเล่าถึงเส้นทางในวงการกระดาษ “คนในวงการสื่อทุกคนต่างต้องไล่ตามสื่อใหม่ หรือวิธีการผลิตคอนเทนต์ใหม่ๆ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น แต่เราจะใช้สายตามองหาประเด็นและเลือกที่จะนำเสนออย่างไรนี่ต่างหากคือสิ่งสำคัญ เพราะเราเชื่อในพลังของการซีเล็คและความครีเอทประเด็นขึ้นมาในกรอบของนิตยสารเพื่อตีแผ่ประเด็นเหล่านั้น”

 

จากตำแหน่งนักเขียนในกองบรรณาธิการ ขยับตัวขึ้นไปสู่ตำแหน่งรองบรรณาธิการได้ในก้าวเดียว ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ยากสำหรับคนที่ไม่คิดจะอยู่เฉย ความคิดที่จะก้าวสู่ขั้นต่อไปเธอจึงปักธงชัยไว้ชัดเจนตั้งแต่ค้นพบตัวตน

“เราสามารถเป็นบรรณาธิการ ถ้ามีความตั้งใจเราก็จะพัฒนาตัวเองไปสู่จุดนั้นได้เร็ว ทั้งพัฒนาความรู้ พัฒนาฝีมือการทำงาน พัฒนาทัศนคติ เพื่อพุ่งเป้าไปสู่ตำแหน่งสูงสุดของนิตยสาร ถึงแม้ว่ามันจะเป็นนิตยสารแจกฟรี แต่ถ้าเราเลือกเนื้อหา เลือกคนสัมภาษณ์ และเลือกดีไซน์ มันก็จะเป็นหนังสือที่คนอยากเก็บ สุดท้ายแล้วคุณค่ามันเป็นคนละเรื่องกับมูลค่า แม้บนปกจะเขียนว่าฟรี แต่คุณค่ามีมากกว่านั้น”

ทุกวันนี้คนยังต้องการเสพข้อมูลที่ดีและฟรี ทั้งที่ของฟรีในอินเทอร์เน็ตก็มีมาก แต่ความเร็วในโลกออนไลน์ก็ทำให้ทุกอย่างหายวับไปและไม่สามารถจับต้องได้เช่นกัน

 

“ต้นทุนของเราคือกระดาษ ดังนั้น การเลือกเรื่องดีไซน์ รูปภาพ ทุกอย่างต้องถูกคัดเลือกมาแล้วทั้งนั้น ต้องผ่านกระบวนการคิดของคนหลายคน ต้องผ่านกระบวนการที่เนี้ยบและต้องทำทุกอย่างให้ผิดพลาดน้อยที่สุด นิตยสารจึงเสมือนเพื่อนที่รู้จักกันมานาน แกต้องมีอะไรดีๆ มาเล่าให้ฟังแน่ๆ”

ไม่ว่าอนาคตทิศทางของสื่อจะเป็นอย่างไร วิไลรัตน์ก็ยังอยากผลิตข้อมูล เพราะรักในการเขียน การอ่าน และการสำรวจชีวิตผู้คน ซึ่งอีกบทบาทของอาชีพบรรณาธิการก็คือ นักเขียน อย่างหนังสือเรื่อง Only Time Will Tell ที่ได้รวบรวมบทบรรณาธิการในอะเดย์ บูเลติน ไว้ โดยมีธีมใหญ่เกี่ยวกับเวลา

“พอโตขึ้นๆ เรารู้สึกเรื่องเวลาเป็นเรื่องที่น่าสนใจ คำถามที่เราตั้งในวันนี้เราอาจยังตอบไม่ได้ หรือยังไม่รู้คำถาม เวลาจะบอกเราเอง และใช้ได้กับทุกเรื่อง อย่างย้อนกลับไปเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ทุกคนตั้งคำถามว่าฟรีก๊อบปี้จะทำได้จริงเหรอ วันนี้ก็ตอบได้แล้ว” ผลงานชิ้นก่อนๆ มีทั้งเรื่อง If you Care Enough, Everybody hurts และ Lonely Me, Lonely You

 

เวลายังพิสูจน์ด้วยว่า เด็กที่ไม่มีเงินจะซื้อหนังสือในวันนั้น สามารถเป็นคนทำหนังสือเป็นร้อยๆ เล่มได้ในวันนี้ ในวัยเด็กว่า เธอเคยยืมหนังสือเพื่อนมาลอกด้วยมือตัวเองทุกคำ เพราะไม่มีเงินแม้แต่จะถ่ายเอกสาร

“ถ้าเราจะเอาชนะ ทุกอย่างก็สามารถเป็นไปได้ ตอนเด็กๆ ซื้อกระดาษฟุลสแก๊ปกับปากกามานั่งเขียนเรื่องส่งไปตามสำนักพิมพ์ หรือแปลหนังสือภาษาอังกฤษ โดยเขียนใส่กระดาษแล้วให้เขาไปพิมพ์อีกที หาเงินจากการเขียนมาตลอดจนส่งตัวเองเรียนจบ ดังนั้น ถ้าตั้งใจจะทำอะไรแล้วมันไม่มีเงื่อนไขใดๆ มาขวางได้”

ฝันอยากเป็นแล้วได้เป็น และได้เป็นในจุดสูงสุดของสายอาชีพคนทำนิตยสาร บางคนอาจรู้สึกอิ่มตัว แต่สำหรับวิไลรัตน์เธอยังรู้สึกมีไฟที่จะทำต่อไปไม่รู้จบ “อาการหมดไฟจะเกิดขึ้นในกรณีที่ไม่ได้ทำอะไรใหม่ๆ เรายังสนุกกับงานที่ยังได้ต้องสื่อสาร สนุกกับการเขียนเล่าเรื่องอยู่เสมอ แต่ช่วงไหนที่เหนื่อยและเนือยมาก ก็แค่พัก ไปเดินทาง ออกจากสิ่งแวดล้อมเดิมๆ บ้าง มันจะเปลี่ยนพลังงานเรา”

ประสบการณ์ชีวิตสอนให้รู้ว่า ความเหนื่อยคือด่านแรกที่ต้องผ่าน ความตั้งใจคือด่านต่อด่านที่ต้องมี และความสุขีคือด่านสุดท้ายที่จะได้รับ ซึ่งจะสุขอย่างเดียวไม่ได้ แต่จำเป็นต้องหาความท้าทายและความรู้สึกใหม่ให้ชีวิตมีเป้าหมายเสมอด้วย

 

ธัญญลักษณ์-ธัญญรส ภูริปรัชญา เราเติมเต็ม ซึ่งกันและกันอย่างลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/481519

ธัญญลักษณ์-ธัญญรส ภูริปรัชญา เราเติมเต็ม ซึ่งกันและกันอย่างลงตัว

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

เธอเป็น 2 สาวสวยคู่แฝด ที่มาช่วยกันทำธุรกิจจิวเวลรี่ที่สืบทอดธุรกิจเป็นรุ่นที่ 2 ต่อจากคุณแม่ของเธอที่เป็นผู้ริเริ่มมาก่อนและทำตลาดเฉพาะในประเทศ แต่พอมาถึงยุคของ 2 สาว เธอก็มาทำตลาดส่งออกและมีแบรนด์เป็นของตัวเอง

แอม-ธัญญรส แฝดผู้พี่ และโอ๊ต-ธัญญลักษณ์ แฝดผู้น้อง จากตระกูลภูริปรัชญา ทั้งคู่อายุ 37 ปี แอมแฝดพี่นั้นจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทางด้านเคมี แล้วไปต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ ทางด้านบริหาร ส่วนโอ๊ตแฝดน้องจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วไปต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษทางด้านเดียวกัน

ทั้งคู่เกิดห่างกัน 6 นาที แอม เล่าว่า ตอนที่คุณแม่ท่านตั้งครรภ์พวกเธอ ตอนแรกท่านไม่ทราบว่าได้ลูกแฝด เพราะอัลตราซาวด์แล้วก็ไม่เห็นเพราะบังกันไว้มิด จนกระทั่งก่อนคลอดไม่กี่อาทิตย์ถึงมาทราบว่าได้ลูกแฝด

เธอทั้งคู่ตั้งแต่เล็กจนโตนั้น แทบจะไม่เคยแยกกันเลยตัวติดกันแทบจะตลอดเวลา ตั้งแต่อนุบาลจนถึงชั้นมัธยมฯ ปลาย เรียนโรงเรียนเดียวกันมาตลอด มาแยกกันครั้งเดียวตอนเรียนมหาวิทยาลัยที่พี่สาวเอนท์ฯ ติดจุฬาฯ ส่วนน้องสาวเอนท์ฯ ติดเกษตรฯ พอจบปริญญาตรีไปต่อปริญญาโท ก็ไปเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันที่ประเทศอังกฤษ และมาแยกกันอีกครั้งตอนที่ทั้งคู่ต่างฝ่ายต่างแต่งงานมีครอบครัวเป็นของตนเอง

แอม เล่าว่า เดิมแม่ของเธอทำจิวเวลรี่ขายในประเทศ โดยผลิตเพื่อส่งให้กับร้านเพชรในกรุงเทพฯ เป็นหลัก และไม่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง ผลิตแบบขายส่งมานานเกือบ 40 ปี ซึ่งท่านก็ไม่ได้เรียกร้องว่าต้องเรียนบริหารหรือออกแบบอะไรเพื่อมาช่วยงาน พ่อแม่ให้อิสระในการให้เลือกเรียนในสิ่งที่ชอบจริงๆ

 

“จะมาช่วยหรือไม่… ท่านไม่เคยบังคับ แต่พวกเราก็คิดในใจว่าเราอยากเป็นนักธุรกิจ เพราะชอบงานค้าขายกันมาตั้งแต่ตอนเป็นวัยรุ่น ตอนเราไปเรียนเมืองนอก เราก็เอาของเหลือสต๊อกของคุณแม่ไปขายที่อังกฤษบ้าง ไปขายเพื่อนๆ บ้าง ไปขายตลาดนัดซันเดย์มาร์เก็ต ซึ่งก็ได้เงินดีทีเดียว เรารู้กันเลยว่าในอนาคต ก็ต้องทำธุรกิจอะไรสักอย่าง ก็ลองไปเรื่อยๆ ให้รู้ว่าชอบอะไรแน่” แฝดพี่ย้อนอดีตให้ฟัง

ทางด้านโอ๊ต เสริมว่า จนกระทั่งทั้งคู่เรียนจบปริญญาโทกลับมา ตัวเธอไปทำงานบริษัททางด้านเคมีอยู่ปีกว่า แต่เธอไม่ชอบก็เลยออกมาช่วยงานของแม่

“โอ๊ตคิดว่าถ้าจะทำธุรกิจอะไร ควรทำในสิ่งที่เราคุ้นเคยและรู้จักมันเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมองว่าเราน่าจะต่อยอดงานของแม่ได้อีก ก็เลยคิดว่าควรจะขยายตลาดส่งออกและสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง จึงไปเรียนต่อด้านอัญมณีแบบครอบวงจร ดูเพชรดูพลอย ออกแบบต่างๆ ครบวงจร แล้วก็มาลองออกแบบ ไปออกงานแฟร์จิวเวลรี่ที่ฮ่องกง ปรากฏว่าได้ผลตอบรับที่ดีมาก จึงค่อนข้างมั่นใจว่ามาถูกทาง ก็เลยทำทั้งสองตลาด คือ มีแบรนด์ของตัวเองในการส่งออกและรับจ้างผลิตด้วย จนกระทั่งงานส่งออกล้นมือ แรกๆ ส่งย่านเอเชีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น แล้วเริ่มขยายไปสู่ยุโรปอีกหลายประเทศ ส่วนคุณแม่เห็นว่าลูกทำเองได้ดี ก็ปล่อยให้ทำเต็มที่และท่านก็หยุดขายส่งในประเทศไปอย่างสิ้นเชิง” แฝดน้องเล่าอย่างจริงจัง

หลังจากที่แฝดน้องมาช่วยทำตลาดส่งออกและสร้างแบรนด์ TAMAS เป็นของตัวเอง เธอก็มาลุยงานตรงนี้อย่างจริงจัง ดูแลการตลาด การออกแบบ ทำคนเดียวอยู่ 2-3 ปี จนงานเริ่มเยอะทำคนเดียวไม่ไหว ก็เลยไปชวนพี่สาวให้ลาออกจากงานมาช่วยกัน ซึ่งตอนนั้นพี่สาวทำงานไฟแนนซ์อยู่เกือบ 5 ปี เขามีความสุขกับงานที่ทำ ไม่คิดจะมาทำตรงนี้ ปล่อยให้น้องลุยเดี่ยว เพราะคิดว่าน้องทำได้ ก็ลุยไปเลยเต็มที่ แอม เล่าเสริมต่อไปว่า

“แต่เขาทำได้ 3 ปี มาบอกว่าไม่ไหวแล้วต้องออกมาช่วยกันเถอะ โหลดแล้วจริงๆ จึงต้องออกมาช่วยน้อง เราก็ต้องออกมา โดยรับผิดชอบงานด้านการผลิตและดูโรงงานเป็นหลัก ซึ่งพอเรามาทำด้วยกันมันลงตัว แอมชอบงานผลิตไม่ชอบจุกจิกเจอลูกค้า ชอบทำงานเบื้องหลังเงียบๆ ไม่ชอบเจอคนเยอะๆ เท่าไหร่ ขณะที่น้องชอบพูดชอบเจอคน เขาก็ดูแลการตลาดและการส่งออก เราก็เลยช่วยเติมเต็มซึ่งกันและกันอย่างลงตัว” เธอเล่าอย่างมีความสุข

 

ทั้งคู่เล่าว่า พอมาทำตรงแบรนด์ทามาสของตัวเองก็ได้ความรู้ใหม่ๆ เยอะๆ และภูมิใจว่าจิวเวลรี่จากประเทศไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดโลกมาก และประเทศไทยก็เป็นอันดับต้นๆ ในการส่งออกจิวเวลรี่และมีฝีมือที่ดีเป็นที่ยอมรับ มีจุดแข็งเรื่องฝีมือช่างที่ละเอียดอ่อนช้อยสวยงาม และช่างเจียพลอยก็ฝีมือดีมากๆ และหากมีจุดเด่นที่ดีตลาดต่างประเทศก็ยังไปได้เรื่อยๆ มีอัตราการเติบโตปีละอย่างน้อย 10% ทุกปี

แฝดน้องฝากถึงแฝดพี่

“พี่สาวเป็นคนจริงจังมากในการทำงาน ไม่ค่อยพูด เขาเก่งเรื่องการบริหารจัดการเป็นอย่างดี บางครั้งการทำงานทำให้เขาเครียด และเจ้าระเบียบมาก และคิดอยู่ตลอดเวลา บางครั้งดูเหมือนดุ เราห่วงอยากให้พี่สาวผ่อนคลายบ้าง ให้พักให้ไปเที่ยวบ้าง กลัวเขาจะเหนื่อยเกินไป มีอะไรก็คุยกันได้ตลอด

“เวลาที่เราจะตั้งท้องจะต้องนัดกันว่าปีนี้จะมีน้องนะ แตะมือกันห้ามท้องพร้อมกัน เพราะเราจะหยุดงานพร้อมกันไม่ได้ ต้องสลับกัน ถ้าปีนี้ใครจะวางแผนมีลูกต้องบอกกันไว้ก่อน (หัวเราะ) แต่เราทั้งคู่ก็เหมือนเพื่อน ไม่ได้เป็นแบบพี่น้องทั่วไป เราเหมือนเพื่อนสนิทตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ช็อปปิ้งแทนกันได้ เลือกของมาเหมือนกันเป๊ะ”

แฝดพี่ฝากถึงแฝดน้อง

“เขาเหมือนส่วนหนึ่งในชีวิตเรา เขาเป็นทุกอย่าง ทั้งเพื่อนทั้งน้อง มีอะไรเราก็ปรึกษาหารือกันตลอด คุยกันตลอด มีปัญหาเราเคลียร์กันวันเดียวจบ แทบจะไม่เคยขัดแย้งหรืองอนกันเลย ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เป็นน้องที่น่ารักไม่มีอะไรต้องห่วงเขาเลย

“ตอนนี้เขาอยากมีลูกอีกคน เราก็ให้กำลังใจบอกให้ท้องไปเลย เดี๋ยวพี่ดูแลแทนเอง ไม่ต้องกังวล เรามีจุดหมายเหมือนกัน ใช้ชีวิตคล้ายๆ กัน เขาทำให้เรามีความสุข เป็นคนที่เราไว้ใจและพึ่งพาได้ โชคดีที่ได้เขาเป็นแฝดน้อง นึกไม่ออกว่าชีวิตถ้าไม่มีเขาจะเป็นอย่างไร? อยากให้เขามีความสุขสมหวังในทุกอย่างที่เขาต้องการ” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

 

จีรนันท์ เขตพงศ์ วัด ธรรมะ ความสุขใกล้ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

8 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/481515

จีรนันท์ เขตพงศ์ วัด ธรรมะ ความสุขใกล้ตัว

โดย…วรธาร ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ท่ามกลางวิถีชีวิตที่เร่งรีบในสังคมเมืองหลวง ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตภายใต้ภาวะความกดดันหลายอย่างจากสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ข่าวสารที่มากมายและระดับการแข่งขันที่รุนแรงตลอดเวลา สภาพเช่นนี้ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับธรรมชาติของร่างกายและจิตใจ ที่ส่งผลให้ชีวิตเสียสมดุลถ้าไม่รู้จักดูแลตัวเองให้ดีก็จะป่วยง่าย ยิ่งความเครียดสะสมก็ทำให้ความสุขของคนเราลดน้อยลง

แน่นอน ชีวิตคนเรามีทั้งสุขและทุกข์คละกันไปเป็นธรรมดาตามลีลาของชีวิต ไม่มีใครทุกข์หรือสุขตลอด บางครั้งความสุขก็อยู่กับเรานาน แต่บางทีสุขไม่ทันไรความทุกข์ก็แวะมาเยือนโดยที่ไม่ได้เชิญ บางคนถูกความเครียดจากปัญหาบางอย่างกลุ้มรุมใจปล่อยไว้ไม่หาทางแก้ไขทุกข์ที่มีก็อาจจะยิ่งทุกข์มากขึ้น

เพราะฉะนั้น ชีวิตของแต่ละคนจะไม่แปรจากสมดุลเป็นเสียสมดุล หรือความสุขจะยังคงมีให้ชื่นใจถ้ารู้จักเลือกที่หาความสุขให้กับตัวเองด้วยการหาอะไรบางอย่างทำ ซึ่งสิ่งนั้นอาจมาจากความชอบหรือไลฟ์สไตล์ส่วนตัว เช่น บางคนหาความสุขให้กับตัวเองด้วยการอ่านหนังสือหรือสะสมหนังสือ บางคนใช้เวลาว่างไปทำกิจกรรมอาสา บางคนอาจจะปลูกต้นไม้ ปลูกผัก เลี้ยงกล้วยไม้ อย่างนี้ก็เป็นความสุข

 

จอย-จีรนันท์ เขตพงศ์ ผู้ประกาศสาวมากความสามารถและอัธยาศัยดีแห่งช่อง 7 สี ได้ชื่อว่ามีภาพลักษณ์ของคนวัดติดตัว เนื่องจากสนใจและศึกษาธรรมะ ชอบเข้าวัดทำบุญ ฟังธรรม นั่งสมาธิ และค่อนข้างรู้การบุญการพิธีต่างๆ เกี่ยวกับวัด ซึ่งเพื่อนที่คุ้นเคยและคนในครอบครัวจะรู้จักดีในข้อนี้ และบ่อยครั้งที่ช่อง 7 สีจัดกิจกรรมทางด้านศาสนาเธอมักได้รับโอกาสให้เป็นพิธีกร

ความสุขจากการเข้าวัดทำบุญ ฟังธรรม นั่งสมาธิถือเป็นสิ่งที่เธอได้สัมผัสอยู่ตลอด เนื่องจากจะไปวัดเกือบทุกอาทิตย์กับน้องกันต์ ลูกชายสุดรักและคุณแม่ของเธอ บางอาทิตย์ก็มีสลับพาลูกชายไปเปิดหูเปิดตายังที่ต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า พิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ เป็นต้น

สำหรับวัดที่ไปประจำคือวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เป้าหมายคือทำบุญใส่บาตรและฟังธรรม เนื่องจากวัดแห่งนี้จัดให้มีการเทศน์และบรรยายธรรมทุกอาทิตย์เพื่อให้ชาวบ้านได้เข้าวัดฟังธรรมเจริญจิตตภาวนา ขณะที่พระสงฆ์ในวัดหลายรูปก็มีความสามารถในการถ่ายทอดธรรมะได้เข้าใจง่าย

 

“ตอนแรกจอยไม่รู้ว่าวัดพระราม ๙ มีกิจกรรมบรรยายธรรมและตักบาตรตอนเช้าทุกอาทิตย์ในวันหยุด (เสาร์-อาทิตย์) มีคนบอกมาก็เลยไป ประกอบกับคุณแม่อยากไปด้วย เพราะท่านเคยอ่านหนังสือธรรมะของพระวัดนี้แล้วชอบอยากให้พาไปฟังธรรม พอได้มาสัมผัสถึงรู้ว่าจริงท่านอธิบายธรรมะได้ร่วมสมัยและเข้าใจง่าย แถมตอนเช้าๆ มีตักบาตรด้วย ถ้าอาทิตย์ไหนไม่ติดธุระที่ใดก็จะพาลูกและคุณแม่มาค่ะ”

จีรนันท์ เล่าต่อว่า การเข้าวัดทำบุญฟังธรรมนั่งสมาธิเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว และทุกครั้งที่ไปวัดจะต้องพาลูกชายและคุณแม่ไปด้วยเสมอ เพื่อต้องการปลูกฝังสิ่งที่ดีงาม ตัวอย่างดีๆ และสถานที่ที่ดีให้กับลูก รวมถึงให้รู้จักพระสงฆ์ การแสดงออกต่อพระสงฆ์ ตลอดจนกิจกรรมต่างๆ ที่ชาวพุทธควรรู้

“จอยพาลูกเข้าวัดตั้งแต่ลูกเริ่มเดินได้จนวันนี้น้องอายุ 5 ขวบและเข้าโรงเรียนแล้ว ต้องการปลูกฝังเขาในเรื่องการไหว้พระ สวดมนต์ นั่งสมาธิ ใส่บาตร เหมือนที่เราเคยได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กที่มีคุณพ่อคุณแม่และปู่ย่าตายายเคยพาทำ โตขึ้นสิ่งดีๆ เหล่านี้จะเป็นเหมือนวัคซีนป้องกันรักษาใจเขาให้รู้จักคิดทำพูดในสิ่งที่ถูกต้อง

 

ทุกวันนี้ลูกรู้จักการกราบพระ ใส่บาตร นั่งสมาธิ โดยเฉพาะการใส่บาตรและนั่งสมาธิเป็นสิ่งที่เขาชอบมาก ทุกเช้าก่อนไปโรงเรียนจะใส่บาตรกับคุณยายทุกวัน จอยไม่ได้ใส่ด้วยเพราะออกมาทำงานที่ช่อง 7 ตั้งแต่ตี 3 เพื่อเข้ารายการข่าวเช้าตี 5 ก่อนเข้านอนน้องจะนั่งสมาธิกราบพระก่อนนอนตามที่เราพาทำ ถ้าวันไหนที่จอยกลับจากทำงานเหนื่อยๆ มาถึงล้มตัวนอนเขาก็จะบอกว่าแม่ยังไม่ได้นั่งสมาธิสวดมนต์เลย อะไรอย่างนี้ (หัวเราะ)” จีรนันท์ เล่าถึงวิธีการปลูกฝังลูกในการเข้าวัด

นอกจากการไปวัดทำบุญ ฟังธรรม นั่งสมาธิแล้วสิ่งหนึ่งที่ผู้ประกาศสาวให้ความสนใจคือการศึกษาธรรมะอย่างง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องไปวัด ก็คือการอ่านหนังสือธรรมะและฟังพระเทศน์จากคลิปในยูทูบ หนังสือธรรมะที่เธอชอบอ่านส่วนใหญ่เป็นหนังสือธรรมะที่มีเนื้อหาร่วมสมัยและเข้าใจง่าย

“ตอนเป็นเด็กได้ยินพระเทศน์ฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ เพราะท่านมักอิงภาษาบาลีหรือยกคำบาลีขึ้นมากล่าว บางทีเป็นศัพท์ธรรมะไม่คุ้นหูฟังไปก็ไม่รู้ แต่พอโตขึ้นได้หันมาอ่านธรรมะก็เริ่มเข้าใจ หนังสือธรรมะในยุคปัจจุบันต่างจากสมัยที่เรายังเด็กมาก สมัยนี้เนื้อหาค่อนข้างร่วมสมัยอ่านเข้าใจง่าย แถมรูปเล่มชวนหยิบมาอ่าน มีฉบับการ์ตูนด้วย ธรรมะที่ชอบอ่านก็จะของท่าน ว.วชิรเมธี ของหลวงพ่อปัญญานันทะ ท่านพุทธทาสก็อ่าน แต่ของท่านพุทธทาสต้องคิดตามจึงจะเข้าใจเพราะลึกซึ้ง”

 

จีรนันท์ เล่าว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้าสำคัญและมีประโยชน์อย่างมากในการดำเนินชีวิตให้มีความสุข  ขณะเดียวกันก็เป็นอุปกรณ์ที่ดีเยี่ยมในการช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ของคนเราได้เสมอ ขอเพียงนำมาใช้และเลือกธรรมะให้เหมาะกับสถานการณ์ก็จะผ่านพ้นวิกฤตหรือแก้ปัญหาไปได้

“ครั้งหนึ่งจอยเคยเจอวิกฤตครั้งใหญ่ แต่ผ่านมาได้ด้วยธรรมะของพระพุทธเจ้านี่แหละค่ะ ธรรมะทำให้จอยเห็นคุณค่าความเป็นคนในตัวเอง และมองเห็นคุณค่าความรักอันประเสริฐของคนที่รักเราก็คือพ่อกับแม่ ขอบคุณคุณแม่ที่ให้ธรรมะคือสติแก่จอยในครั้งนั้นทำให้จอยมายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้”ผู้ประกาศคนเก่งทิ้งท้าย

 

‘สุขใจที่เป็นผู้ให้’ ธนัตฤนันท์ นิธิวัฒนะไพบูลย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/481512

‘สุขใจที่เป็นผู้ให้’ ธนัตฤนันท์ นิธิวัฒนะไพบูลย์

โดย…วราภรณ์

ชีวิตในกรุงเทพมหานครที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีกัน ผู้คนแล้งน้ำใจ นี่เป็นเพียงปัญหาเศษเสี้ยวหนึ่งที่ผลักดันให้ หนูดี-ธนัตฤนันท์ นิธิวัฒนะไพบูลย์ วัย 33 ปี อดีตคุณครูสอนภาษาจีนในสถาบันสอนภาษาแห่งหนึ่ง อยากทำงานจิตอาสาออกไปเป็นครูบนดอยสอนหนังสือเด็กๆ แม้เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็ทำให้เธอรู้สึกถึงการเป็นผู้ให้ ที่เด็กๆ ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับอย่างเดียว แต่ยังส่งกลับความชุ่มชื่นหัวใจให้หนูดีอีกด้วย

และนี่คือเสน่ห์ที่ดึงดูดให้หนูดีทำงานอาสามาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว แม้เธอได้ทุนไปเรียนต่อภาษาจีนที่ประเทศจีน หากมหาวิทยาลัยปิดภาคเรียนเธอก็ยังหาเวลาไปทำกิจกรรมค่ายอาสากับกลุ่มโรงบ่มอารมณ์สุขอยู่เรื่อยๆ

“โครงการที่หนูดีไปตลอด 2 ปี ไม่ค่อยไปแบบประจำ แต่หากกลุ่มโรงบ่มอารมณ์สุขมีโปรแกรมจะไปไหนหากหนูดีว่างมักขอไปด้วย เพราะกลุ่มมีกิจกรรมทำที่หลากหลายมากๆ เช่น โครงการแรกที่หนูดีไปคือ ปลูกป่า ทำฝาย ปลูกป่าชายเลน ถักไหมพรมแจกเครื่องกันหนาวบนดอยตามวัดต่างจังหวัดไกลๆ สิ่งที่ทำให้หนูดีอยากแบ่งปันให้ผู้อื่นบ้าง จุดที่ทำให้หนูดีอยากเป็นผู้ให้บ้าง เพราะหนูดีเป็นคนกรุงเทพฯ เราพบเห็นคนแย่งกันตลอด ไม่ค่อยมีน้ำใจให้กัน ที่จอดรถก็ยังแย่งกัน ขับรถก็ไม่ให้ทางกัน รู้สึกผู้คนในเมืองเห็นแก่ตัวกันจัง หนูดีรู้สึกทำไมคนมีแต่อยากได้ๆ ทำไมไม่มีคนให้บ้าง”

 

พอแนวคิดอยากเป็นผู้ให้เริ่มต้น หนูดี เริ่มท่องโลกออนไลน์เห็นตรงโน้นตรงนี้ขาดแคลน และยังมีผู้ขาดแคลนอีกเยอะ คิดว่าตัวเธอเองจะทำอะไรให้พวกเขาได้บ้าง ขณะที่เธอไม่เดือดร้อนเธอก็อยากช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง

“พอเจอเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับจิตอาสาต่างๆ เจอหลายที่มาก ก็ดูว่าหนูดีพร้อมจะไปตรงไหนก่อนเพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยไปทำอะไรแบบนี้เลย ก็ไปคนเดียว ได้ไปช่วยเหลือเด็กบนดอยไกลๆ ต้องขึ้นเขาไปไกลมาก ตอนนั้นเราไป ต.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน ไปโรงเรียนบ้านดูลาเปอร์ ส่วนใหญ่นักเรียนเป็นชาวเขา เราเอาเครื่องกันหนาวและทุนการศึกษาไปให้เด็กๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาขาดแคลน”

ภาพประทับใจที่ธนัตฤนันท์เห็นคือ ทั้งโรงเรียนมีคุณครูเพียง 3 คน เด็กมีจำนวนไม่เยอะ มีชั้นเรียนเพียงชั้นอนุบาลถึงประถม 6 แต่คุณครูต้องผลัดกันสอน ผลัดกันดูแลเด็กๆ ถ้าพวกเขาต้องการสิ่งของจะลำบากในการเดินทางลงมาจากดอยซึ่งไกลมาก

 

“ที่นั่นขาดแคลนมาก อยู่ไกลผู้คนเข้าไปไม่ถึง ไปครั้งนั้นหนูดีรู้สึกประทับใจเด็กมีความใสมากๆ ซึ่งแตกต่างจากเด็กในเมืองซึ่งมีสิ่งเร้าเยอะ เด็กบนดอยได้อยู่กับธรรมชาติจริงๆ นอกจากเจอเด็กๆ ที่น่ารักแล้วหนูดียังได้มิตรภาพใหม่ๆ ได้เพื่อนใหม่ พอว่างจากการสอนภาษาจีนหนูดีก็หาเวลาไปค่ายอีกค่ะ ครั้งที่ 2 ไปปลูกปะการัง ไปขัดบ่อเต่าที่ประจวบคีรีขันธ์ ครั้งนี้ไม่ไกลมาก แต่เราเริ่มรู้สึกได้อยู่กับธรรมชาติ ไปกับกลุ่มนี้ได้เจอกับธรรมชาติเยอะมาก จากนั้นหนูดีก็ติดการไปค่ายมากแล้วก็เริ่มไปทุกเดือน เช่น ทำฝายห้วยขาแข้ง ไปถอนต้นสาบเสือที่ ทุ่งกระมัง อุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่ง และก็ไปสอนเด็กนักเรียนบนดอย เหมือนเป็นโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เราไปสอนแล้วก็ทำกิจกรรมกับเด็ก ไปเล่นกีฬาสีกับน้องๆ เพื่อทำให้น้องๆ รู้สึกสนุก เราไปสร้างความคุ้นเคยให้กับเด็ก การไปหลายๆ ที่แม้ต้องนอนอาคารเรียน แม้ไม่นอนกินสบาย อยู่อย่างไรเราก็นอนได้ค่ะ”

สิ่งที่หนูดีได้จากการออกค่ายในทุกเดือนๆ คือจากตอนแรกที่ตั้งใจจะไปเป็นผู้ให้เพราะเธอรู้สึกมีเยอะแล้ว แต่หนูดีกับเหมือนเป็นผู้รับเสียมากกว่า จากความใสๆ ได้ชื่นชมธรรมชาติที่ช่วยบำบัดจิตใจให้รู้สึกมีความสุข ได้เห็นถึงน้ำใจของคนในชุมชนที่เธอไป ที่ไม่สามารถพบเห็นได้ในเมืองใหญ่ ช่วยเติมเต็มความรู้สึกของเธอได้มาก เธอสามารถใช้ชีวิตได้อย่างช้าๆ ไม่ต้องเร่งรีบ ไม่ต้องใช้ความอดทนในการแย่งกับคนอื่น ไม่ได้รู้สึกว่าต้องได้ต้องมีหรือต้องเป็น

 

“หนูดีไปอยู่ต่างจังหวัดรู้สึกว่า เราอยู่ได้อย่างสบาย หนูดีได้เห็นชาวบ้านทำอาชีพธรรมดา แต่พออยู่พอกิน ทำให้หนูดีหันมามองดูตัวเองว่า เราไม่ต้องมีเหมือนคนอื่น ไม่ต้องอยากได้ อย่างเพื่อนร่วมงานมี
แบรนด์เนม แต่หนูดีคิดว่าเรามีแค่นี้พอ เราใช้ถุงผ้าได้ เราพกกล่องข้าวไปเองได้ ทำให้เรารู้สึกเบียดเบียนโลกน้อยลง เพราะการไปออกค่ายทำให้หนูดีรู้ข้อมูลว่าทุกวันนี้เราเบียดเบียนโลกมากเหลือเกิน แต่เราไม่ได้ให้อะไรกับโลกเลย แต่การไปช่วยปลูกป่า เห็นขยะเราก็ช่วยกันเก็บเราต้องช่วยดูแลรักษาธรรมชาติไว้ด้วย”

ด้วยการเสพติดความชุ่มชื่นหัวใจเมื่อได้ออกค่ายอาสาพัฒนา แม้หนูดีได้ทุนไปเรียนต่อภาษาจีนที่ประเทศจีนถึง 3 ปี แต่เธอสัญญากับตัวเองว่า หากมีช่วงเวลาปิดภาคเรียนเธอจะกลับมาออกค่ายอาสาพัฒนากับกลุ่มโรงบ่มอารมณ์สุขอีกเรื่อยๆ เพราะการได้ออกค่ายก็คือการได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองการใช้ชีวิต ได้เห็นความคิดเห็นที่แตกต่าง แล้วเธอสามารถนำมาปรับใช้ให้เข้ากับตนเองได้เป็นอย่างดี การออกค่ายอาสาพัฒนาเธอจึงได้อะไรมากกว่าที่คนอื่นคิด

 

พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน ทอมมี่ แอคชัวรี นักปั้น… คนคณิตศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/481509

พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน ทอมมี่ แอคชัวรี นักปั้น... คนคณิตศาสตร์

โดย…ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

หากย้อนเวลากลับไปในช่วงวัยเรียนแล้ว ดูเหมือนวิชาคณิตศาสตร์แบบ บวก ลบ คูณ หาร จะเป็นยาขมชั้นเยี่ยมสำหรับหลายๆ คน ที่คอยสกัดกั้นความอยากรู้อยากเห็นให้ลดน้อยถอยลง แต่สำหรับบางคนแล้ววิชาคณิตศาสตร์กลับกลายเป็นยากระตุ้นชั้นยอด เมื่อผู้เรียนรู้ด้วยใจรักและสนุกไปกับมัน จนนำมาต่อยอดและมุ่งสู่อาชีพที่ทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิตจนมาถึงทุกวันนี้

อาชีพนักคณิตศาสตร์ประกันภัยหรือแอคชัวรี (Actuary) ปัจจุบันถือว่าได้เป็นอาชีพชั้นนำระดับแนวหน้าของโลกที่ยังมีความต้องการสูง และสามารถทำงานได้ทั่วโลก

ความจริงแล้ว แอคชัวรีไม่ได้ทำงานแค่ในธุรกิจประกันภัยตามเชื่อเท่านั้น แต่สามารถทำงานได้ทั้งในบริษัทประกันภัย สถาบันการเงินต่างๆ ธนาคารพาณิชย์ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และหน่วยงานภาครัฐ จึงมีบทบาทสำคัญต่อทุกภาคธุรกิจในระบบเศรษฐกิจ

เมื่อสามารถวิเคราะห์เหตุการณ์ในอดีต ประเมินความเสี่ยงในปัจจุบัน และสร้างโมเดลคาดการณ์เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ อาจพยากรณ์ในระยะยาวเพื่อที่จะประเมินสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้มากที่สุด และโอกาสของสิ่งที่ดีที่สุดและแย่ที่สุดของเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

 

พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน ในนามของ ทอมมี่ แอคชัวรี จัดได้ว่าเป็นแอคชัวรีระดับแนวหน้าคนหนึ่งของไทยก็ว่าได้ ปัจจุบันนอกจากหันมาทำธุรกิจส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์แล้ว ก็ยังควบตำแหน่งนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทยอีกด้วย

ทอมมี่ บอกว่า แม้ตัวเองจะชอบคณิตศาสตร์มาตั้งแต่เด็กๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยสอบตกวิชาคณิตศาสตร์เลย เมื่อเรียนอยู่ชั้น ม.4 ก็สอบตกวิชาคณิตศาสตร์มาแล้ว เพราะเป็นช่วงที่เริ่มขึ้นสู่มัธยมศึกษาตอนปลาย ยังจับจุดวิชาคณิตศาสตร์ไม่ถูก ไม่เข้าใจ ทำให้สอบตก

 

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่เรียนอยู่ ม.1-3 นั้น ผลการเรียนก็ระดับปานกลาง เกรดเฉลี่ย 3 ต้นๆ เท่านั้น ไม่ได้เรียนเก่งมากมายอะไร แต่หลังจากที่สอบตกแล้ว ก็ใช้ความพยายามใหม่  ปรับวิธีการเรียนรู้และคิดใหม่ ทำให้ผลการเรียนออกมาดีขึ้น  ถึงได้รู้ว่าคณิตศาสตร์ ถ้าจับทางได้ถูกแล้วก็จะง่ายขึ้น

“คณิตศาสตร์ ก็เปรียบเสมือนภาษาหนึ่ง คือถ้าคุณพูดภาษานั้นได้แล้ว ก็จะพูดได้ตลอด เช่น 1+1 = 2  ต้องเป็นข้อเท็จจริงอย่างนี้ ตัวเลขไม่หลอกเรา ถ้าคุณขยันและทำโจทย์เลขอย่างต่อเนื่อง คุณก็จะได้คำตอบนั้น แม้แต่ตอนนี้ผมก็ยังต้องฝึกฝนอยู่ อย่างเวลาที่นั่งรถติดๆ อยู่ ผมก็มองทะเบียนรถคันอื่น แล้วก็นึกออกมาให้เป็นภาษาอังกฤษ ฝึกไปเรื่อยๆ ให้คล่อง เวลาพูดหรือใช้งานมันก็จะออกมาโดยอัตโนมัติ” ทอมมี่ บอก

 

ทอมมี่ บอกว่า ความจริงแล้วคนที่จะเข้ามาสู่อาชีพแอคชัวรีได้นั้น ไม่จำเป็นต้องจบปริญญาตรีเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ก็ได้ เพียงแต่ต้องมีความรู้เพียงพอด้านคณิตศาสตร์ เพื่อสอบให้ผ่านเกณฑ์การวัดระดับความรู้จากสมาคมวิชาชีพด้านคณิตศาสตร์ประกันภัยตามมาตรฐานสากลให้ได้

โดยตามมาตรฐานสากลแล้ว ทอมมี่แจงว่าคณิตศาสตร์ประกันภัยตามมาตรฐานสากลก็จะแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ คือ ระดับแอสโซซิเอท (Associateship) และระดับเฟลโล (Fellowship) เป็นระดับสูงสุด ที่สามารถทำงานได้ทั่วโลก เช่น มาตรฐานของสหรัฐอเมริกามี 10 ขั้น หรือของอังกฤษ มี 9 ขั้น ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ขั้น 1-5 เป็นขั้นที่ว่าด้วยวิชาพื้นฐานคณิตศาสตร์ทั่วไป พอมาถึงขั้นที่ 6-7 ก็จะเริ่มเข้าสู่วิชาชีพเฉพาะมากขึ้น เป็นระดับแอสโซซิเอท และพอสอบได้ครบทั้ง 9-10 ขั้นครบ ก็จะเป็นระดับเฟลโล

เมื่อถามว่าต้องใช้เวลากี่ปีถึงสอบได้ครบหมดทั้ง 10 ขั้น ทอมมี่ บอกว่า เท่าที่เคยเห็นมาก็ใช้เวลาเร็วสุดประมาณ 5 ปี ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนให้ดี อย่างปัจจุบันก็มีนักเรียนชั้น ม.5 สอบผ่านได้ 2 ขั้นแล้ว สอบไปเทอมละ 1-2 ตัว พอเรียนจบ ป.ตรี ก็ได้ครบ 10 ตัวพอดี

 

“แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างในไทยแต่ละปีถ้าเป็นระดับแอสโซซิเอทก็ทำได้ปีละ 10 กว่าคน และระดับเฟลโลทำได้ปีละ 3-4 คนเท่านั้น รวมๆ กันแล้ว ประเทศไทยก็ยังมีนักคณิตศาสตร์ทั้งระดับแอสโซซิเอทกับเฟลโลหลักร้อยคนเท่านั้น และทั่วโลก็ยังขาดแคลนแอคชัวรีอยู่มาก”

ทอมมี่ลงลึกไปว่าอย่างตัวเขาเองนั้น สมัยที่เรียน ป.ตรี ก็เลือกเรียนวิศวกรรมศาสตร์ที่จุฬาฯ จนจบออกมาทำงานเป็นวิศวกรได้ 1 ปี ถึงรู้ว่าตัวเองไม่ชอบงานด้านนี้ พอเห็นบริษัท เอไอเอ เปิดรับสมัครงานแอคชัวรี โดยไม่จำกัดว่าต้องจบด้านคณิตศาสตร์ประกันภัยมาโดยตรงหรือมีคุณวุฒิอะไรมาก่อน ก็เลยไปสมัครและได้รับการคัดเลือกให้ทำงานกับเอไอเอ ตอนทำงานไปก็สอบเลื่อนขั้นไปเรื่อยๆ จนเกือบจะถึงระดับเฟลโลอยู่แล้ว ก็ต้องย้ายไปทำงานที่เอไอเอฮ่องกง

“การสอบสมัยนั้นต้องบอกว่า อ่านหนังสืออย่างหนักทีเดียว กว่าจะสอบได้ในแต่ขั้น อย่างตอนทำงานอยู่ฮ่องกง การพูดภาษาอังกฤษเขายังไม่แข็งแรงพอ ใช้วิธีสื่อสารด้วยการเขียนกับหัวหน้าผ่านอีเมลเป็นหลัก พออยู่ไปได้ 4 เดือนก็เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว ซึ่งก็ต้องขยันกว่าคนอื่นเป็นพิเศษ กว่าจะเลิกงานได้ก็ประมาณ 2 ทุ่ม กลับมาถึงบ้านก็อ่านหนังสืออีก 2-3 ชั่วโมง ถึงค่อยนอน”

เวลาช่วงเสาร์-อาทิตย์ ทอมมี่ก็กำหนดเวลาเลยว่า นอน 8 ชั่วโมง อาบน้ำ 1 ชั่วโมง กินข้าว 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่งโมง รวม 3 ชั่วโมง ส่วนที่เหลืออีก 10-12 ชั่วโมง เอาไว้อ่านหนังสือเป็นหลัก และเล่นกีตาร์ ออกกำลังกายบ้าง ทำอยู่อย่างนี้จนในที่สุดก็สอบได้ระดับเฟลโล

“รวมเวลาที่ทำงานอยู่กับเอไอเอมาทั้งหมดก็ 16 ปี กว่าจะออกมาตั้งบริษัทเป็นของตัวเอง ในชื่อ ‘แอคชัวเรียลบิวซิเนส โซลูชั่น’ เพื่อให้บริการกับลูกค้าที่เป็นบริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัย และบริการคำนวณผลประโยชน์ของพนักงานตามมาตรฐานบัญชีใหม่”

 

การที่ออกมาตั้งบริษัทเป็นของตัวเองนั้น ทำให้เขามีอิสระในการทำงานมากขึ้น สามารถให้ความรู้หรือแนวทางการเป็นแอคชัวรีได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันทอมมี่ก็ให้ความรู้หรือแนะนำเรื่องนี้ผ่านเฟซบุ๊ก “นักคณิตศาสตร์ประกันภัย – ทอมมี่ แอคชัวรี Actuary” อยู่แล้ว หรือบางครั้งก็มีการรวมตัวกันของผู้ปกครองหรือเยาวชนกลุ่มเล็กๆ เพื่อหาแนวทางแนะนำไปเรียนต่อออกมาเป็นแอคชัวรี และตัวเขาเองก็ยังสอนระดับปริญญาโทอีกด้วย

“ปัจจุบันอาชีพแอคชัวรีนี้ก็เปิดกว้างมาก ไม่ใช่แค่จำกัดอยู่ในแวดวงธุรกิจประกันภัยเท่านั้น อย่างแอคชัวรีของออสเตรเลียกว่า 50% ก็อยู่นอกธุรกิจประกันภัย เช่น ทำงานเกี่ยวกับกองทุนรวม การบริหารจัดการความเสี่ยง หรือดูโครงการต่างๆ ของรัฐบาล หรืออย่างที่อังกฤษ รัฐบาลเขาก็มีหน่วยงานกลางด้านแอคชัวรีประมาณ 200 คน มีหน้าที่คอยให้หน่วยงานอื่นๆ มายืมตัวไปร่วมทำงานด้วย เพราะแอคชัวรีถูกสอนให้มองระยะยาวมากที่สุด เป็นเหมือนต้นหนของทุกอาชีพ เพื่อทำแบบจำลองสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกับประเทศอีก 10-20 ปีข้างหน้าจะได้วางแผนได้ถูก ซึ่งไทยเองก็ยังขาดแอคชัวรีที่มาทำงานด้านอื่นอยู่อีกมาก เพราะส่วนใหญ่ยังอยู่ในธุรกิจประกันภัย ซึ่งปัจจุบันก็ยังขาดแคลนอยู่”

การทำงานที่ประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้ ทอมมี่บอกว่าจะถือคติในการทำงานที่ว่าต้องมีความมุ่งมั่น มีวินัย และสิ่งสำคัญต้องรักในอาชีพที่ตัวเองทำอยู่

“การที่เราจะฝึกฝนตัวเองให้เก่งเฉพาะด้านได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องมีการเรียน หรือการทำงานเป็นมืออาชีพทางด้านใดด้านหนึ่งนั้น ก็ต้องอาศัยความมุ่งมั่นเป็นแรงขับเคลื่อน หากไม่มีความมุ่งมั่นมากพอก็มักจะล้มเหลวกลางคัน ซึ่งนอกจากความมุ่งมั่นแล้ว การมีวินัยก็เป็นส่วนสำคัญอีกด้วย อย่างเช่นถ้าต้องสอบก็ควรกำหนดเวลาที่จะอ่านหนังสือต่อวัน ต้องทำให้ได้ อย่ามัวแต่ผัดวันประกันพรุ่ง เลื่อนวันไปเรื่อยๆ และเมื่อมาทำงานแล้ว สิ่งสำคัญสุดที่ทำให้คนเราประสบความสำเร็จในอาชีพการทำงาน ก็คือการที่มีใจรักในอาชีพนี้ ทำให้รู้สึกว่างานที่ทำให้ทุกวันเหมือนไม่ใช่งาน แต่คือ ความสนุก ความท้าทายในชีวิต”

สุดท้าย เขาย้ำอย่างหนักแน่นว่า การที่ตัวเองได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าให้กับสังคมในขอบเขตที่สามารถทำได้ ก็ย่อมนำมาซึ่งความภูมิใจและความสุขในการทำงาน มีคุณค่าในตัวเอง

 

กันต์ กันตถาวร ‘ผมไม่ยอมเป็นคนไม่เก่ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/481156

กันต์ กันตถาวร ‘ผมไม่ยอมเป็นคนไม่เก่ง’

โดย…นกขุนทอง

เป็นที่รู้จักในบทบาทของนักแสดงมาหลายปี แต่โด่งดังเป็นที่รู้จักในวงกว้างและได้รับเสียงชื่นชมในการทำงานก็เมื่อได้ลองงานในบทบาทใหม่ “พิธีกร” ซึ่งส่งให้ชื่อชั้นของ กันต์ กันตถาวร เป็นที่น่าจับตา ยิ่งในขณะนี้ช่องเวิร์คพอยท์เชื่อมือ ป้อนรายการให้ ทั้ง I Can See Your Voice (Thailand) นักร้องซ่อนแอบ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง Bao Young Blood ดนตรีสร้างคุณค่าชีวิตและแฟนพันธุ์แท้ซุปเปอร์แฟน

สำหรับพิธีกรที่ยังไม่มีประสบการณ์สั่งสมมาก 4 รายการนับเป็นจำนวนไม่น้อยเลย ทว่ากันต์ก็ทำได้ดีได้รับดอกไม้มากกว่าก้อนหิน

“จุดเริ่มต้นที่ผมอยากทำพิธีกร มาจากงานแรกที่ผมทำในวงการบันเทิงคือดีเจ ผมได้อยู่กับปรมาจารย์ในการพูดทั้งหลาย ไม่ว่าจะอาไก่ (สมพล ปิยะพงศ์สิริ) อาตุ่ย (ตุ๊ยตุ่ย-พุทธชาด พงศ์สุชาติ) พี่โป้ง (ณัฐพงษ์ แตงเกษม) พี่ฉอด (สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา) พี่อ้อย (นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล) ผมได้เห็นได้รู้ ผมเลยรู้สึกว่าเฮ้ยพี่เขาเก่งมาก เราได้เรียนรู้งานในเชิงพิธีกรกับการเป็นดีเจที่นี่ ได้คลุกคลีและเห็นและรู้ว่ามันยาก แต่ผมต้องการพิสูจน์ตัวเองว่าผมทำได้ในวันที่ผมเลือกที่จะทำ

คือสำหรับวงการบันเทิงแล้ว คนที่เข้ามาถ้าไม่ได้เริ่มที่งานพิธีกรเลย อย่างนักแสดงผันตัวมาทำพิธีกร เท่าที่เห็นส่วนใหญ่คือไม่ได้เป็นพระเอกแล้ว จากพระเอกเป็นตัวสอง ตัวสาม คือดาวน์ลงเรื่อยๆ อาจจะเป็นเบื้องหลัง เป็นผู้จัด แต่ผมอยากจะเลือกทำในวันที่ผมเลือกได้ ไม่ใช่จำเป็นต้องเลือก เลือกที่จะทำในวันที่ผมยังไม่ได้ดาวน์ลง ในวันที่ผมยังเป็นพระเอก

ผมต้องการพิสูจน์คำถามว่า ทำไมผมมาทำพิธีกรเป็นหลักล่ะ ทั้งๆ ที่ผมยังเป็นพระเอกนะ ผมต้องการคำตอบให้ตัวเองสำหรับคำถามนี้ คือผมต้องการจะบอกว่าถ้าคนเราตั้งใจจริงและรักที่จะทำมันเราต้องทำได้ ผมไม่ได้บอกว่าตัวผมเก่งนะ ผมแค่จะบอกว่าต้องทำได้ดิวะ ถ้าเราตั้งใจกับมันจริงๆ ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ไม่เกินความสามารถของมนุษย์หรอก”

มีงานทำก็ดี งานเยอะก็ดี แต่เยอะแล้วไม่สามารถจัดการเวลาให้ชีวิตทำสิ่งที่ต้องการได้อย่างมีความสุขแบบพอดี มันก็ไม่ดี ซึ่งการโหมงานหนักที่ผ่านมา ทำให้กันต์ได้กลับมาคิดทบทวนว่าอะไรคือสิ่งที่อยากทำ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำ

“เมื่อ 3 ปีที่แล้วผมถ่ายละครหนัก ปกติจะถ่ายกันเต็มที่ 7 วัน 2 เรื่อง คิวจะเป็นวันจันทร์ อังคาร พุธ และพฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ แต่ผมไม่ ของผมคิวคร่อมวันกันไปหมด เป็นแบบนี้ตลอดระยะเวลา 3 ปี แล้วผมยังมีธุรกิจที่ต้องดูแลอีก

3 ปีนั้นผมไม่มีวันหยุดเลยสักวัน ทำให้ผมได้คิดและกลับมาถามตัวเองว่าเราต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ ผมอยากมีเวลาดูแลครอบครัว กินข้าวกับพ่อแม่ ไปไหนกับแฟนกับเพื่อนบ้าง บาลานซ์ชีวิตเสีย คืองานดีประสบความสำเร็จแต่ที่เหลือจะพังหมดละนะ มันเลยเป็นจุดเปลี่ยนทำให้ผมคิดว่าเราไม่อยากจะทำอะไรเพราะเราได้ทำหรือเราต้องทำ ถ้าเราจะทำคือเราต้องเลือกที่เราจะทำและเราต้องรักมันมาก

 

อย่างละครเห็นๆ กันอยู่ว่าการแสดงละครเรื่องหนึ่ง 6-7 เดือน บางเรื่องเป็นปี และมันก็เป็นจุดเปลี่ยนว่าเราจะเลือกทำในสิ่งที่เรารักและอยากจะทำมันเท่านั้น ผมยังรักในการแสดง ผมแค่ต้องการแมนเนจชีวิตตัวเองให้มันดีให้มันลงตัวเหมาะสมกับความต้องการของตัวเอง งานละครผมก็จะเลือกแสดงในบทที่ผมอยากเล่นไม่ใช่ต้องเล่น จะถ่าย 2 ปีก็ไม่ว่าเพราะผมอยากเล่น แต่จะไม่ถ่ายละครแบบ 7 วันไม่มีวันหยุดเลย แบบนั้นผมไม่ไหวแล้ว”

พิธีกรคืองานที่เลือกทำ และต้องการพิสูจน์ความสามารถว่าพระเอกก็เป็นพิธีกรได้ดี และยิ่งได้ทำหลายรายการยิ่งได้พัฒนา “จริงๆ ผมยังจับตัวเองไม่ถูกเลยว่าผมเป็นพิธีกรแนวไหน(หัวเราะ) อย่างตอนทำบิ๊กเบนโชว์ (รายการแรก) ผมรู้ตัวเองเลยว่าทำได้ไม่ดีเท่าไร พอมาทำ I Can See Your Voice, The Mask Singer, บาวยังบลัด, แฟนพันธุ์แท้ ผมเริ่มจับแนวได้บ้าง

ด้วยรูปแบบรายการที่มันต่างกัน ผมต้องทำการบ้าน ต้องศึกษาแต่ละรายการว่าต้องเป็นแบบไหน พิธีกรสำหรับผมคือการทำหน้าที่แทนคนดู อันนี้คือหลักพื้นฐาน จากที่ได้รับการสั่งสอนจากปรมาจารย์หลายท่าน พิธีกรต้องถามในสิ่งที่คนดูอยากรู้ ต้องทำในสิ่งที่คนดูอยากทำ รู้สึกในสิ่งที่คนดูรู้สึก แต่ว่ามันจะมีเส้นที่เราจับให้ได้ อย่างแฟนพันธุ์แท้ เราต้องดึงศักยภาพของคนที่มาแข่งออกมาให้ได้ บางทีคนเก่งๆ ไม่พูดหรอกว่าตัวเองเก่ง และเขาจะไม่ค่อยพูดวิธีคิดออกมา เขาจะตอบผลลัพธ์ออกมาเลย แต่ผมต้องทำให้เขาแสดงออกมาว่าเขาเก่ง ผมต้องดึงความเก่งของเขาออกมาให้คนดูได้เห็น ผมต้องถามวิธีคิดเขา

 

อย่างพี่ตา (ปัญญา นิรันดร์กุล) มีผู้แข่งขันเหลืออยู่ 4 คน ถ้าเป็นผมคงจะบอกตอนนี้เหลืออยู่ 4 ตัวเลือกล่ะ ก็เฉยๆ นะ แต่พี่ตาพูดว่า 4 ตัวเลือกจาก 2,000 ตัวเลือก เฮ้ย 4 คนนี้ดูเก่งขึ้นมาทันทีเลยนะ คือพี่ตาทำให้มวลบรรยากาศมันดูสนุกสนาน ดูลุ้น ทำให้ภาพมันชัดขึ้นในสายตาคนดู คือผมจะสังเกตข้อดีของพิธีกรเก่งๆ หลายๆ คนมาปรับใช้

The Mask Singer เป็นการก้าวกระโดดมากสำหรับผม เพราะเป็นพิธีกรคนเดียว แล้วรายการมันใหญ่มาก ผมยังพูดกับพี่แก้ว (ชยันต์ จันทวงศาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานผลิตและบริหารศิลปิน ช่องเวิร์คพอยท์) พี่เอาพิธีกรร่วมสักคนไหม (หัวเราะ) ไม่งั้นมันไม่มีตัวชงตัวรับ พิธีกรคนเดียวมันยากนะ อย่าง I Can See Your Voice ผมทำหน้าที่ดำเนินรายการ พี่ลิง (สมเกียรติ จันทร์พราหมณ์) ทำหน้าที่สร้างความสนุกสนาน อันนี้ชัดเจน จะมีการโยนการรับ แต่ The Mask Singer ผมต้องทำหน้าที่ 2 อย่างในคนเดียว คือ ดำเนินรายการ ทำให้คนดูรู้สึกตื่นเต้น แฝงด้วยความสนุก ความตลก โอ้โห อะไรวะ และมันเหนื่อยมาก ต้องมีสมาธิในการฟังมากๆ คนไหนพูดอะไร เพราะเราต้องเอาคำพูดเขามาขยี้ และเราต้องทำหน้าที่ให้มันดูกลมกล่อมกันระหว่างคณะกรรมการกับ The Mask

ผมจะบอกคนใกล้ตัวตลอดว่าช่วยติผมที ถ้าผมยังมีอะไรที่ต้องปรับปรุงให้บอกผมตรงๆ เพื่อที่จะผมได้แก้ไข ผมจะค่อยๆ เก็บรายละเอียดตรงนี้มาศึกษา ผมไม่ได้เก่งแต่ผมทำการบ้านหนัก ผมมานั่งดูตัวเองในรายการเพื่อวิเคราะห์ตัวเองและแก้ไขในจุดที่พลาด จังหวะนี้ผมไม่คมนะ หน้าผมตกไฟ ผมยืนผิดจุด ผมใช้วิธีการทำงานละครของผมมาประยุกต์ ตอนถ่ายละครต้องมีเช็กเทปรายการก็เหมือนกัน ผมจะมานั่งเช็กตัวเองว่ามีอะไรต้องปรับปรุงอีกไหม พลาดตรงไหน มันไม่สามารถจำได้ มันต้องมานั่งดูและแก้ในหัวสมอง ถ้าจำจะดูไม่ธรรมชาติ ไม่สด ทุกอย่างมันเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า มันแล้วแต่เทป ผมต้องฟรีสไตล์ และพร้อมจะปรับเปลี่ยนไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรายการ คือสำหรับคนอื่นทำยังไงผมไม่รู้ แต่ผมทำแบบนี้”

ความรู้สึกต่อกระแสตอบรับที่บอกว่า กันต์ทำหน้าที่พิธีกรได้ดีกว่างานแสดงนั้น เจ้าตัวเปิดใจว่ารู้สึกดีใจ ภูมิใจมาก ในแง่ของนักแสดง หน้าที่ของนักแสดงคือต้องสวมบทบาทเป็นคนนั้นคนนี้ การที่คนดูจะชอบหรือไม่ชอบ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับนักแสดงคนนั้น มันขึ้นอยู่กับบทบาท กับเนื้อเรื่อง หลายปัจจัย แต่พอเป็นพิธีกร นั่นคือบทพิสูจน์เขาต้องการจะหาคำตอบให้ตัวเอง

 

“การเป็นนักแสดงคือการขายความสามารถในการเป็นคนอื่น แต่การเป็นพิธีกรคือการขายความสามารถในการเป็นตัวเอง ผมว่าการเป็นพิธีกรคือการเป็นตัวเอง แล้วคนดูจะมีความสุขกับการเป็นตัวเองของคนๆ นั้น จริงๆ ผมตลกนะ แต่ก็จริงจังด้วย (หัวเราะ) ผมก็เลยใช้จุดนี้ล่ะมาทำงานพิธีกร อย่างแฟนพันธุ์แท้ ไม่ว่าผมจะสนุกสนานขนาดไหน แต่แข่งก็แข่งแพ้ก็แพ้ มันก็เลยกลายเป็นว่าเราอินไปกับรายการด้วย ในรายการอื่นๆ ผมหัวเราะคือหัวเราะจริง ผมไม่ได้มาหัวเราะตามสคริปต์ ผมขำก็หัวเราะ”

เรียกว่าตั้งแต่ย้ายสังกัดมาอยู่เวิร์คพอยท์งานเยอะต่อเนื่อง แต่จังหวะเวลาลงตัว ไม่ต้องโหมงานหนัก งานแสดงมีซีรี่ส์เรื่อง 7 วัน จองเวร 2 กับ 7 วัน จองเวร 3 มีละครเรื่องเทวดาตกสวรรค์ ซึ่งถ่ายทำเสร็จแล้ว และกำลังจะเปิดกล้องละครเรื่องสูตรรักเสน่ห์ร้าย ยังมีงานภาพยนตร์ รักของเรา เดอะโมเมนต์ มีโปรแกรมฉายเมื่อวันที่ 14  ก.พ.นี้เอง

“ละครก็ต้องเลือกบทอะไรที่มันโคตรฉีก ผมจะไม่รับอะไรแบบเดิมๆ ที่เคยรับมา อย่าง 7 วันจองเวร 2 ทั้งเรื่องจะตามหากันต์ คือกันต์หายไปไหนก็ไม่รู้ เทวดาตกสวรรค์เล่นคอมเมดี้ แรงชังที่จบไปก็ดราม่าพีเรียด สูตรรักเสน่ห์ร้ายจะคอมเมดี้แบบแมสๆ เลย แต่หนังรักของเรา เดอะโมเมนต์ คือฉีกจากผมไปเลย ผมเล่นเป็นเกย์ ถ้าผมเห็นผู้ชายคนหนึ่งแล้วดูมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นเกย์ ผมจะไม่ว้าว แต่ถ้าเอาคนที่นักเลงๆ โคตรแมนมาเล่นเป็นเกย์ แล้วคนดูเชื่อได้ มันคือ Success มากสำหรับผม สมมติเอาเต๋า (สมชาย เข็มกลัด) มาเล่นเป็นเกย์ ผมจะว้าว ผมอยากพิสูจน์ว่าผมเล่นได้ ผมไม่ยึดติดกับบทพระเอกเลย บางเรื่องเสนอบทพระเอกมาให้ผม ผมยังขอเล่นเป็นตัวร้ายเลย คือผมจะดู (บทบาท) ว่าผมอยากเล่นมั้ย”

สุดท้ายสำหรับแฟนคลับที่มีกันต์เป็นไอดอล กันต์ฝากบอกว่า เขาไม่ใช่คนเก่ง แต่จะไม่ยอมไม่เก่ง “ผมจะไม่ยอมทำงานออกมาไม่ดี เพียงเพราะวันนั้นเราป่วยหรืออะไรก็ตาม เพราะสุดท้ายมันชื่อของคุณ และมันไม่มีอะไรเกินความสามารถ มนุษย์ถ้าคุณรักและตั้งใจที่จะทำ ผมไม่ใช่ตัวอย่างของคนเก่งหรอกครับ แต่ผมเป็นตัวอย่างได้ คือผมจะไม่ยอมเป็นคนไม่เก่ง”