ศิรภพพ์ โอคาเบ โชคดีที่ค้นพบทางของตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/480970

ศิรภพพ์ โอคาเบ โชคดีที่ค้นพบทางของตัวเอง

โดย…อณุสรา   ทองอุไร ภาพ   วีรวงศ์   วงศ์ปรีดี

คํากล่าวที่ว่าชีวิตออกแบบได้นั้นน่าจะเป็นเรื่องจริง โดยเฉพาะผู้ที่มีความฝันอันมั่นคงแข็งแรงและพร้อมที่จะทำให้ความฝันนั้นเป็นจริง หากมีเป้าหมายที่ตั้งใจแน่วแน่ แม้จะหลงทางไปข้างๆ คูๆ บ้าง แต่ในที่สุดแล้วเขาก็จะมาตามทางเดินที่ไปยังจุดหมายที่วางไว้ได้สำเร็จ

เช่นเดียวกับชายหนุ่มคนนี้ ด้วยวัย 30 ปี เขาสามารถสร้างความฝันให้กลายเป็นจริงได้ภายในระยะเวลาเพียง 3-4 ปี และเขาตั้งใจทำเส้นทางความฝันของเขาให้สวยงามดูดีได้อย่างที่ตั้งใจเอาไว้ จีโร่-ศิรภพพ์ โอคาเบ เขาเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของผลิตภัณฑ์ทำสีผมจากอิตาลี  FRAMESI ที่เพิ่งเข้ามาประเทศไทยได้เพียง 4 ปี ก่อนหน้านี้ 20 กว่าปีที่แล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเขาเป็นแบรนด์สีผมออร์แกนิกที่ตอนนั้นราคาแพงกว่ายี่ห้ออื่นๆ และตลาดเมืองไทยยังไม่รู้จักคำว่าออร์แกนิก หรือสินค้าปลอดสารเคมี พอแพงกว่าก็ไม่มีใครเลือกใช้คือมาเร็วไปช่างผมไม่รับ  จึงถอนตัวออกไป และกลับมาทำตลาดอย่างจริงจังอีกครั้งเมื่อปี 2013 และเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการช่างผมมากขึ้นในตอนนี้ เพราะผู้บริโภคเริ่มรู้จักสินค้าออร์แกนิกปลอดสารเคมี แม้แพงกว่าบ้างก็ยอมจ่าย เพื่อได้ใช้ของมีคุณภาพและปลอดภัยมากขึ้น

ศิรภพพ์ ได้ย้อนเรื่องราวของเขาในอดีตว่าเป็นเด็กติดเกม วันๆ แทบจะไม่กินไม่นอน บางทีอยู่ที่ร้านเกม 3 วัน 3 คืนไม่กลับบ้าน “คือตอนนั้นก็ช่วยคุณพ่อส่งอาหารทะเลให้กับร้านอาหารญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ อยู่หลายร้านนะครับ ถ้ามีงานก็ไปช่วยรับของส่งของแทนคุณพ่อ แต่งานมันไม่ยุ่งมากมีเวลาเหลือเยอะ ก็เอาแต่เล่นเกม ตอนนั้นจบบัญชี ปวส. แล้วอายุ 20 กว่าแล้ว แต่ยังคิดไม่ค่อยเป็น จนคุณพ่อป่วยไม่สบาย เราจึงเริ่มมาคิดว่าถ้าพ่อเป็นอะไรไปบ้านเราจะเอาอะไรกิน คือคิดได้นะแต่ก็ยังไม่เลิกเล่มเกม จนกระทั่งคุณพ่อเสียเราจึงพยายามเลิกแต่ก็ยังไม่สำเร็จ  แต่เล่นน้อยลงแต่ยังเล่น จนกระทั่งมีช่วงที่เรือประมงมีปัญหาออกหาปลาไม่ได้งานเราก็กระทบไม่มีอาหารทะเลจะส่ง ก็เลยถามตัวเองว่ามีงานอะไรไหม ที่ทำงานไปด้วยแล้วมีเวลาว่างให้เล่นเกมบ้าง นึกไปนึกมาว่าตอนเป็นวัยรุ่นเราชอบทำผมชอบทำสีผม ซื้อสีมาเปลี่ยนสีผมเอง ซอยผมเอง งั้นก็งานช่างผมก็แล้วกัน งานอยู่กับที่ไม่ต้องขับรถไปส่งของด้วย ที่ร้านทำผมเวลาไม่มีลูกค้าก็มีเวลาเล่นเกม คิดแค่นั้นจริงๆ อายุ 23 แล้วนะ (หัวเราะ)” เขาเล่าให้ฟังแบบขำๆ

ในที่สุดเขาก็มาเรียนทำผมที่ชลาชล โดยที่ไม่ได้นึกชอบจริงๆ เรียนเพื่อมีอาชีพและมีเวลาว่างเหลือบ้าง จบออกมาก็ทำงานกับชลาชลอยู่ไม่กี่เดือนก็ออกมาทำร้านแถวบ้านอยู่ไม่ถึงปี เจ้าของร้านเดิมก็ไม่ทำร้านต่อและจะขายให้เขาทำ เขาเลยรับช่วงร้านมาทำเอง ปรากฏว่างานเยอะจนไม่มีเวลาเล่นเกม ทำไปทำมาเริ่มสนุก แล้วพอเป็นร้านของตัวเองก็อยากทำให้มันดี ให้มันเกิด พอมีเวลาว่างก็เปิดเฟซบุ๊ก เปิดยูทูบดูวิธีการทำผมใหม่ๆ จากต่างประเทศ

ด้วยความที่เขาเป็นเด็กที่บ้าเล่นเกมมาก่อน จินตนาการเขาเลยเยอะ เขาก็บอกกับตัวเองไว้ว่าเขาจะไม่ทำผมสีเดียวให้ลูกค้าเพราะใครๆ ก็ทำได้มันดูน่าเบื่อ เขาจะทำสีผม 3-4 สีบนหัวเดียวกัน แต่ให้สีดูสวยและกลมกลืน แล้วมาใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ในที่สุดเขาก็ลองผสมสีเองเอาสีนั้นมาผสมสีนี้ แบบต้องสวยต้องเวิร์ก สีติดแน่น ซึ่งบางครั้งต้องเอาสีจากหลายยี่ห้อมารวมกันซึ่งมันก็ไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่

“คือมันสวยนะครับ แต่อยู่ได้แค่เดือน 2 เดือนสีหลุด มันไม่ทนเพราะสีไม่ได้ผสมมาจากบริษัท จนกระทั่งวันหนึ่งไปเจอสีของ Framesi จากอิตาลี ได้สีมา 6 หลอด ลองผสมจากสีเอิร์ทโทน แล้วผสมไล่สีน้ำตาลอ่อนไปจนเข้ม แล้วเอาแดงเข้มเข้าไปแทรก ปรากฏว่าเป็นสีจากบริษัทเดียวกัน วัตถุดิบมาจากแหล่งเดียวกัน ทำออกมาได้สวยและติดทนนานได้ 3-4 เดือน ทำออกมาลูกค้าชอบ ก็เริ่มทำให้ลูกค้า แล้วก็กล้าลองสีเยอะๆ ขึ้น เช่น โทนสีฟ้าแต่ไล่เฉด 3-4 สีลงไปบนผมคนเดียวออกมาเนียนแบบคนไม่รู้ว่านี่ใช้ถึง 4 สี เคยทำสีเยอะสุดในหัวเดียวถึง 7 สี และออกมาสวยงามกลมกลืน เวลาลูกค้ามาถ้านึกไม่ออกว่าอยากทำสีอะไร เราก็จะมีภาพวิว ป่า ท้องฟ้า ทะเล หรือภาพการ์ตูนสวยๆ ให้ลูกค้าดูว่าชอบแนวไหน แล้วเลือกโทนสีจากรูปแล้วค่อยเลือกทรงผมว่าจะเอาแบบไหน จนร้านของเราเป็นที่รู้จักว่าทำสีไล่เฉดสวย และลูกค้าของเราก็เป็นผู้ที่สนใจเรื่องการใช้สินค้าปลอดสารเคมี ยอมที่จะจ่ายในราคาที่สูง เพราะการทำผมไล่เฉดสีของเรามีราคาสูงพอสมควร ก็เลยได้จับลูกค้าระดับไฮเอนด์มากขึ้น” เขากล่าวอย่างภูมิใจ

 

ศิรภพพ์ บอกว่าโชคดีคือเขาเจอกับลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ ยอมจ่ายแพงเพื่อใช้ของออร์แกนิก ถ้าลูกค้าไม่เปิดใจรับยอมจ่ายที่สูงกว่า ตลาดตรงนี้ก็คงยากสำหรับเขา เพราะเขาชอบใช้แบรนด์นี้ และลองใช้กับตัวเองแล้วผมไม่เสีย ไม่กระด้าง “สินค้าพอไม่ใช้เคมีมากผมก็ไม่ค่อยเสีย ไม่แข็งกระด้าง เพราะส่วนผสมหลักจะมาจากธรรมชาติ เช่น ทำมาจากน้ำมันมะพร้าว น้ำมันละหุ่ง ออร์แกนออยล์ มะขามป้อมจากอินเดีย น้ำมันจาก Amaranth จากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พอลูกค้าได้ลองเขาจะรู้ผลลัพธ์ด้วยตัวเอง”

หลังจากที่เขาทดลองผสมสีผมใช้เองอยู่ประมาณ 1 ปี และสั่งสินค้าจากแบรนด์ FRAMESI มากขึ้นเรื่อยๆ ฝ่ายการตลาดของบริษัทแบรนด์นี้ก็เริ่มจับตามองว่าทำไมเขาสั่งสีจากบริษัทมากกว่าร้านอื่นๆ ก็เลยติดตามผลงานจับตาดูการทำงานของเขาอยู่ปีกว่า  จนแบรนด์พอใจในการทำงานของเขาก็เลยติดต่อให้เขาเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ที่อายุน้อยที่สุดในประเทศไทย และน้อยที่สุดของแบรนด์จากทั่วโลก

“เขาบอกว่าปกติแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ที่ประเทศอื่นๆ ของเขาอายุ 40-50 ปีขึ้นไปทั้งนั้นและต้องมีประสบการณ์ในการทำผมนานกว่า 10 ปีขึ้นไป แต่ผมอายุ 30 ปี มีประสบการณ์ทำผมแค่ 4 ปีเท่านั้น ถือว่าน้อยที่สุดในทุกๆ ด้าน แต่มีครีเอทีฟและจินตนาการ ความกล้าลองของใหม่มากที่สุดเขาก็เลยเลือกผม ซึ่งเป็นมาได้ 1 ปี”  เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

หน้าที่ของแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ที่เขาต้องทำก็คือ การต้องไปเรียนรู้เทรนด์สีผมใหม่ๆ ของบริษัท และได้เดินทางไปดูงานและแลกเปลี่ยนความรู้กับช่างทำผมจากทั่วโลก ทุกๆ 3 เดือนเขาต้องเดินทางไปยังประเทศต่างๆ เพื่อประชุม ดูงาน หรือไปอบรมแลกเปลี่ยนความรู้ ไปสอนเขาบ้าง ไปเรียนกับเขาบ้าง  โดยช่วงที่ผ่านมาเขามักจะต้องเดินทางไปยังสิงคโปร์ ฮ่องกง เวียดนาม เพื่อไปแสดงการผสมสีและสอนทำสีผมแบบไล่เฉดให้กับช่างของประเทศนั้นๆ ซึ่งถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับเขาเอง

ทุกวันนี้ร้านจิโร่ของเขาเป็นร้านทำผมที่ต้องจองคิวล่วงหน้า ไม่สามารถรับลูกค้าขาจรได้เลย คิวทำสีผมของเขาต้องจองล่วงหน้า 1-2 อาทิตย์ เพราะเขาลงมือทำด้วยตัวเอง และรับลูกค้าทำสีผมเพียงวันละ 3 ท่านเท่านั้น เนื่องจากเขาต้องสอนการทำสีผมอีกด้วย

 

เขามีหลักปรัชญาในการทำงานว่าต้องมีความซื่อสัตย์จริงใจกับลูกค้า มีจรรยาบรรณในวิชาชีพ ถ้าทำงานด้วยความจริงใจ มีคุณภาพสมราคา ก็จะอยู่ในวิชาชีพนี้ไปได้ตลอดชีวิต โดยยึดหลักจริงจังคือมีความตั้งใจในการทำงานเรียนรู้ใหม่ๆ กับการที่เราทำเสมอ จริงใจไม่ยัดเยียดให้ลูกค้าทำโน่นนี่นั่นเกินความจำเป็น เจนจัดในงานของตนเอง รู้ให้ลึกรู้ให้จริง คุยอธิบายให้ลูกค้าฟังอย่างตรงไปตรงมาว่าต้องการอะไรสื่อสารให้ชัดเจน เพราะหากทำผิดพลาดมันเสียทั้งเวลาและความรู้สึกกับลูกค้า ถ้าทำแล้วไม่สวย ไม่ดี ต้องบอก อย่าให้ลูกค้าเสี่ยงทำเพื่อจะเอาแต่เงิน เพราะปากคนยาวกว่าปากกา

เมื่อประสบความสำเร็จก็อย่าลืมเป็นผู้ให้ตอบแทนสังคมกลับคืนบ้าง ซึ่งเขาจะแบ่งเวลาไปตัดผมเพื่องานจิตอาสาอยู่เสมอ เช่น ล่าสุดเขาก็ไปตัดช่วยภาคใต้ ปิดร้านพาช่างไปตัด (หาเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม หรือสอนฟรีในบางโอกาสให้กับผู้ที่สนใจแต่ขาดกำลังทรัพย์ที่จะมาเรียน) เพราะเชื่อว่าสังคมที่ดีต้องมีทั้งผู้ให้และผู้รับจึงจะน่าอยู่

เขาบอกว่าเขาโชคดีที่ค้นพบความชอบและพรสวรรค์ ค้นพบเส้นทางของตัวเองได้ทันเวลา เพราะตอนวัยรุ่นก็ไม่มีความชัดเจนในตัวเองสักเท่าไหร่ว่าอยากเป็นอะไร อยากเรียนอะไร อยากทำงานอะไร รู้แต่เพียงเป็นคนมีจินตนาการสูง ชอบแต่งตัว แล้วชอบทำสีผมเอง ไม่เคยไปเสียเงินทำสีผมให้ร้านไหน ซื้อสีมาทำเองผสมสีเองตลอด แต่ไม่รู้ว่าจะเอาจินตนาการที่มีมาใช้กับอะไรได้บ้าง จนกระทั่งมาเรียนทำผมแล้วก็เอาจินตนาการกับความชอบนั้นมาใส่ในงาน แล้วไปด้วยกันได้ดีอย่างเหมาะเจาะเหมาะสม

จากเด็กติดเกมที่มาเรียนทำผมเพื่อจะหาเวลาว่างเอาไว้เล่นเกม ก็สามารถพลิกชีวิตตัวเองกลายเป็นช่างทำผมที่มีจุดเด่นในเรื่องการทำสีผมไล่เฉดที่เป็นที่รู้จักในวงการทำผมมากยิ่งขึ้น และเป็นลูกศิษย์ที่อาจารย์สมศักดิ์ ชลาชล ชื่นชมและภูมิใจเป็นอย่างมาก

 

ผู้มัดใจไว้กับวินัย แคทเธอรีน วชิรา ซอห์น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/480776

ผู้มัดใจไว้กับวินัย แคทเธอรีน วชิรา ซอห์น

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

คนทุกคนต้องมีหลักยึด ไม่เช่นนั้นก็ไม่มั่นคง โอนเอนโงนเงนไปจากเป้า สำหรับ แคทเธอรีน วชิรา ซอห์น กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิต จังชั่นส์ สถานฟิตเนส ฟิต จังชั่นส์ (Fit Junctions) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท วชิรา ซอห์น ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ สเตย์ลีน (Staylean) หลักของเธอคือวินัย ที่ผูกมัดไว้กับชีวิตและทุกช่วงของชีวิตด้วยความหนักแน่น

ฟิต จังชั่นส์ หนึ่งในสถานฟิตเนสที่มาแรงแซงโค้งทุกคู่แข่ง เบื้องหลังคือคนทำงานที่จริงจัง นอกจากจะเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง แคทเธอรีน หรือแคท วัย 31 ปี ยังเป็นคู่ชีวิตของ ฟ้าใส พึ่งอุดม เทรนเนอร์คนดัง กรรมการผู้จัดการร่วมของบริษัท ฟิต จังชั่นส์ เรื่องของแคทคือเรื่องของผู้หญิงเอาจริง ผู้มุ่งมั่นต่อเป้าหมายในชีวิต อยากรู้จักเธอให้มากกว่านี้ตามมาเลย

“คุณพ่อเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น-เกาหลี ส่วนคุณแม่เป็นลูกครึ่งไทย-จีน แคทจึงเป็นลูกเสี้ยวที่มีส่วนผสมหลายชนชาติ ซอห์นเป็นนามสกุลของคุณพ่อที่ถอดจากภาษาเกาหลีแบบเก่า ถ้าเป็นสมัยนี้ก็คงอ่านว่าซอนเหมือนที่เราได้ยินบ่อยๆ”

คุณพ่อเป็นชาวเกาหลีที่มาตั้งรกรากในไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน ปักหลักแต่งงานและทำงานในไทย ก่อตั้งบริษัทท่องเที่ยวชื่อ เอ็นโต้แทรเวล นำนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นมาท่องเที่ยวในไทย เป็นที่รู้จักดีของชาวญี่ปุ่น บริษัททัวร์ของคุณพ่อมีขนาดใหญ่ เมื่อไทยลดค่าบาทช่วงต้มยำกุ้ง จึงถูกผลกระทบอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ประกอบกับถูกยักยอกในส่วนธุรกิจค้าขายจิวเวลรี่

 

“เป็นโชคสองชั้นที่ทำให้บริษัทของคุณพ่อล้มครืน คุณพ่ออายุ 82 ปีแล้ว หมดแรงที่จะลุกขึ้นมาฟื้นธุรกิจ ส่วนแคทตอนนั้นอายุ 10 ขวบ ก็แค่เคยมี แล้วก็ไม่มี ไม่ได้เสียใจค่ะ”

แคทบอกว่า แค่งง แต่ไม่เสียใจ เจ๊งคืออะไรหรือ เราก็ยังมีข้าวกิน เราก็ยังไปโรงเรียนได้ เด็กๆ ก็ไม่ได้ฟุ่มเฟือย ไม่รู้สึกว่าขาด เพียงแต่รู้ตัวว่าต้องระวังการใช้จ่าย ประหยัดมากขึ้น คิดมากขึ้นก่อนจะซื้อขนมหรือของเล่นสักชิ้น ส่วนคุณพ่อซึ่งเดิมเป็นทหารมาเก่า ชายชาติทหารรับรู้ความล้มเหลวของธุรกิจด้วยอาการสงบนิ่ง แคทว่าเธอคงได้คุณสมบัติส่วนนี้จากพ่อมาบ้าง

ครอบครัวช่วยกันดูแล บิดาของเธอรับจ๊อบเล็กๆ และขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีทั้งหมดเพื่อปลดหนี้ พี่ชายอีกคนของเธอก็ช่วยเหลืออย่างมากเพื่อผ่อนภาระหนี้สินของตระกูล เรื่องนี้ส่งผลต่อแคทในเวลาต่อมา ได้แก่ความฝังใจที่ไม่อยากทำธุรกิจส่วนตัว เนื่องจากไม่อยากล้มและเจ็บร้าวดังในอดีต

“บอกตัวเองว่าจะไม่ทำธุรกิจส่วนตัวเด็ดขาด เพราะรู้ซึ้งว่าไม่รอดแล้วเป็นไง แคทคิดแต่ว่าต้องทำงานหาเงินมาช่วยที่บ้าน รับราชการเต็มที่ก็แค่สองหมื่น เราไม่ทำแน่ แคทอยากเป็นแอร์โฮสเตสเพราะอยากได้เงิน อยากทำงานหาเงินให้มากที่สุด ปลดหนี้ให้มากที่สุด คิดแค่นี้”

 

หากช่วงแรกก็ไม่ได้เป็นแอร์โฮสเตส เธอเข้าทำงานที่บริษัทเทรดเดอร์สัญชาติญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง งานหนักแต่ชอบเพราะได้ทำทุกอย่าง ต่อมามีโอกาสเป็นลูกเรือสายการบินเจแปนแอร์ไลน์ส บินทั่วโลก ผลตอบแทนดีสมใจแต่เซ็งสังคมจิกกัด รวมทั้งสุขภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย จึงลาออกในที่สุด จะเห็นว่าได้อย่างเสียอย่าง โลกช่างไม่สมดุล

“เครียดเพราะองค์ประกอบหลายอย่าง ป่วยเป็นไทรอยด์ เวลาเหนื่อยจะหายใจไม่ออก เหมือนคนหายใจไม่ทัน สั่น เหนื่อย ฮอร์โมนผิดปกติทำให้ผุดลุกผุดนั่ง คึกตลอดเวลา จนถึงที่สุดคือหมดแรง หนึ่งปีที่ออกอาการ (หัวเราะ) ทำให้ไม่ยากที่จะตัดสินใจ”

ลาออกจากอาชีพที่รักแล้วกลับมาทำงานเทรดเดอร์อีก ครั้งนี้ย้ายไปอยู่กับบริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่นอีกแห่ง แต่ครั้งนี้หนักกว่าครั้งไหน เพราะทุกคนในที่ทำงานเกลียดกัน แคทบอกว่าชีวิตแย่กว่าตอนที่เป็นแอร์อีก (ฮา) งานหนักมากขนาดที่ว่าคนบ้าทำงานอย่างเธอยังไม่โอเค ชีวิตย้ายงานอีก 1-2 ครั้ง จนถึงครั้งสุดท้ายก็เป็นครั้งที่ “ฟ้าใส” บอกให้เธอลาออก

ฟ้าใสเข้ามาในชีวิต เป็นขณะเดียวกับที่แคทเริ่มมีอาการป่วยจากการทำงานเป็นแอร์โฮสเตส และหันไปฝึกโยคะเพื่อเยียวยาอาการบาดเจ็บของร่างกาย ในคืนวันปีใหม่ปีไหนก็สุดจะจำ 24.00 น. คืนนั้นเธอโพสต์รูปตัวเองเล่นโยคะอยู่คนเดียวในห้อง ฟ้าใสทักเข้ามา ความรักเริ่มต้นจากจุดนั้น

 

“ผู้หญิงคนนี้แปลก โพสต์รูปตัวเองออกกำลังกายตอนเที่ยงคืนวันปีใหม่ แสดงว่าไม่เที่ยว ไม่มีใครที่ไหนเขาทำกัน ยายคนนี้ต้องไม่มีแฟนแน่”

แคทบอกว่า สิ่งที่ฟ้าใสคิดเกี่ยวกับเธอถูกต้องหมดทุกข้อ คือ 1.แปลก 2.ไม่เที่ยว 3.ไม่มีแฟน เมื่อคบหาเรียนรู้กันในเวลาต่อมาก็พบว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ตรงกัน ทั้งความเอาจริงเอาจังกับชีวิต ความมุ่งมั่น ปูมหลังของครอบครัว รวมทั้งเรื่องแปลก เรื่องไม่เที่ยวและเรื่องไม่มีแฟนนั่นก็ด้วย (ฮา)

ความจริงก็พอรู้จักกันอยู่ก่อน เนื่องจากรุ่นพี่คนหนึ่งแนะนำให้รู้จักกัน แคทรับคำชวนของฟ้าใส เธอรับตำแหน่งเป็นครูสอนโยคะที่สถานฟิตเนสของเขา ฟิต จังชั่นส์ สาขาแรกที่พญาไท ทั้งคู่ค่อยๆ เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ก่อเกิดความรักและตัดสินใจแต่งงานกันอย่างรวดเร็วภายใน 6 เดือนแรกนั้นเอง ทั้งคู่เข้าใจตรงกันว่าไม่อยากเสียเวลา แต่งงานแล้วลุยก่อร่างสร้างตัว ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่อง ค่อยหย่ากันทีหลัง

เป้าหมายในชีวิตคือการทำธุรกิจ ความสำเร็จและความรุ่งโรจน์ที่สามารถเอาชนะในสิ่งที่ต้องการ ฟิต จังชั่นส์เพิ่งก่อตั้งสาขาใหม่เป็นสาขาที่ 3 ที่สวนลุมไน้ท์บาซาร์ ถนนรัชดาภิเษก จะเปิดดำเนินการเร็วๆ นี้ ส่วนอาหารเสริมเพื่อสุขภาพสเตย์ลีน ตั้งเป้าการเติบโต 10-20% ขณะเดียวกันก็เตรียมแผนจะสร้างร้านอาหารที่มีที่นั่ง สเตย์ลีนจะบุกตั้งแต่กลางปีนี้เป็นต้นไป

“สเตย์ลีนต่อยอดมาจากฟิต จังชั่นส์ค่ะ ไอเดียคือเราเสิร์ฟโปรตีนและอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีให้กับคนที่รักการออกกำลังกาย จุดเริ่มต้นคือขนมปัง 2 แผ่นที่แคททำขึ้นที่บ้าน จากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มจำนวน โดยเริ่มแรกนำไปฝากวางไว้ที่ตู้เย็นในฟิต จังชั่นส์ ปรากฏว่าทุกคนต้องการจะกิน”

 

การเห็นโอกาสที่ดีของสเตย์ลีนว่า เทรนด์เพื่อสุขภาพกำลังมาอย่างแรงๆ ประกอบกับฐานสมาชิกของ “ฟ้าใส” ทั้งที่ติดตามในเฟซบุ๊กกว่าแสนคนและที่เป็นซับสไครเบอร์ในยูทูบอีกกว่า 3 แสนคน คือจังหวะที่ทำให้สเตย์ลีนเกิด ครัวกลางอยู่ที่พระราม 9 จัดส่งอาหารและโปรตีนสูตรอร่อยมากมาย ทั้งแซลมอนคั่วกลิ้ง แซนด์วิชอกไก่เพสโต้ ข้าวมันไก่ลีนไหหลำ ที่สาวสวยปรับสูตรมาจากความทรงจำ
ของอาม่าใจดีข้างบ้านวัยเด็ก รวมทั้งอีกมากเมนูจานเด็ด (line id:@staylean) เบื้องหลังของสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดคือ วินัยการทำงาน วินัยการใช้ชีวิต

“ทำงานหนักแต่ไม่รู้สึกว่าหนัก รู้สึกตรงกันข้ามคือสนุกและชอบในสิ่งที่กำลังทำทั้งหมดค่ะ เครื่องมือและแรงผลักดันสำคัญคือวินัยในการใช้ชีวิต มองย้อนกลับไป วินัยคือสิ่งที่นำแคทมาถึงวันนี้ คือทุกบททุกตอนที่ทำให้ก้าวข้ามปัญหาต่างๆ มาได้”

หน้าหวานแต่หัวใจแกร่ง ทุกวันนี้ตื่นตี 5 ออกกำลังกาย 1-2 ชั่วโมง ดูแลตัวเองแล้วซ้อนวินมอเตอร์ไซค์ใกล้ๆ คอนโดไปดูแลครัวกลางที่พระราม 9 จนเช้าสายบ่ายเย็นเสร็จสรรพงานแล้ว “เดิน” กลับคอนโด ใช้เวลาเดิน 1 ชั่วโมง เพื่อออกกำลังกายไปด้วยในตัว

ฟิต จังชั่นส์มีฟ้าใสดูแลเป็นหลัก ส่วนแคทแบ่งภาคมาดูแลสเตย์ลีน อีก 5 ปี มีแผนจะนำบริษัท เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ อนาคตจึงหมายถึงการทำงานหนักต่อไป แต่ไม่ว่าจะอย่างไร แคทบอกว่าเธอมีความสุข วินัยในชีวิตจะนำเธอไปสู่ทุกสิ่งที่ปรารถนาแน่นอน

 

ศรินญา มหาดำรงค์กุล ผู้หญิงรุ่นใหม่วิสัยทัศน์ไกล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/480711

ศรินญา มหาดำรงค์กุล ผู้หญิงรุ่นใหม่วิสัยทัศน์ไกล

โดย…วรธาร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ผู้หญิงรุ่นใหม่ไฟแรงที่นอกจากสวยใส บุคลิกดี และเปี่ยมด้วยมนุษยสัมพันธ์แล้วยังเป็นคนเก่งมีความสามารถและมีมุมมองในเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจคนหนึ่ง ริน-ศรินญา มหาดำรงค์กุล ทายาทคนโตของ กฤษฎา-วิภาวรรณ มหาดำรงค์กุล และหลานสาวของ ดิลก มหาดำรงค์กุล เจ้าของบริษัท ศรีทองพาณิชย์ ผู้นำเข้านาฬิกาแบรนด์ชั้นนำจากต่างประเทศและธุรกิจโรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด

ปัจจุบันนั่งตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด โรงแรม เลอ เมอริเดียน กรุงเทพ ถนนสุรวงศ์ มีบทบาทหน้าที่ในการดูแลทั้งสื่อสารการตลาดและประชาสัมพันธ์อันเป็นหัวใจหลักสำคัญของธุรกิจโรงแรมในการสร้างการรับรู้ข้อมูล ข่าวสาร และกิจกรรมของโรงแรม ตลอดจนการรับรู้ในคุณค่าและผลประโยชน์ของบริการต่างๆ รวมถึงการสร้างการรับรู้ในเรื่องภาพลักษณ์ที่ดีของโรงแรมให้กับลูกค้า

“รินทำมาแล้ว 2 ปีในตำแหน่งนี้ เป็นงานที่ทำแล้วสนุกและมีความสุขค่ะ เนื่องจากโดยส่วนตัวชอบงานโรงแรมอยู่แล้ว ประกอบกับเรียนจบมาทางด้านนี้ด้วย คือจบ MBA บริหารธุรกิจด้านโรงแรม ที่โรงเรียนบริหารธุรกิจบริการชั้นนำของโลกอย่าง Les Roches International School of Hotel Management
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์”

หากย้อนไปก่อนหน้าที่จะมาร่วมงานกับเลอ เมอริเดียน กรุงเทพ เธอเคยทำอยู่ที่ Bangkok Marriott Hotel ที่สุขุมวิท 57 ในส่วนของการตลาดได้ประมาณปีครึ่งแล้วย้ายไปที่โรงแรมเจดับบลิว แมริออท สุขุมวิท ซอย 2 ในตำแหน่งเดียวกัน แต่ดูโรงแรมคอร์ทยาร์ด แมริออทเพิ่มอีกโรงแรม ทำอยู่ปีครึ่ง จากนั้นจึงย้ายมาที่เลอ เมอริเดียน กรุงเทพ ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาดจนถึงปัจจุบัน

“เหตุผลที่เลือกทำงานโรงแรมข้างนอกเพราะต้องการหาประสบการณ์ด้วยตัวเอง อีกอย่างมองว่าการทำงานในธุรกิจของครอบครัวยังไงก็ไม่เหมือนกับทำข้างนอก อีกทั้งอยากรู้ว่าเมื่อทำงานข้างนอกแล้วตัวเองจะก้าวไปถึงจุดตรงไหน

อีกอย่างตอนนั้นเพิ่งเรียนจบใหม่ ประสบการณ์ไม่พอที่จะกลับมาช่วยธุรกิจครอบครัว แม้จะเคยฝึกงานตอนใกล้จบปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่สวิสโซเทล เลอ คองคอร์ดก็ตาม รินเป็นคนที่ถ้าทำอะไรจะต้องรู้ในเรื่องนั้นให้มากที่สุดและต้องทำงานแบบคนรู้จริง และหากวันหนึ่งจะต้องกลับไปช่วยก็ยังสามารถเริ่มได้ทันที”

ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด กล่าวว่า จากการทำงานโรงแรมมาหลายปีสิ่งหนึ่งที่เห็นคือทุกปีจะมีโรงแรมใหม่เกิดขึ้นอยู่ตลอด ทุกโรงแรมจึงต้องปรับตัวให้พร้อมกับการแข่งขันกับรายอื่นอยู่ตลอดเวลา ส่วนตัวเชื่อว่าโปรดักต์ทุกคนเท่ากัน แต่สิ่งที่ทำให้โรงแรมไม่เหมือนคนอื่นจะเป็นเรื่องของงานอีเวนต์และกิจกรรมต่างๆ ที่มีให้กับลูกค้าในแง่ของประสบการณ์มากกว่าในเรื่องของการให้ผลิตภัณฑ์

“สิ่งสำคัญอีกอย่างที่จะทำให้เราพร้อมกับการแข่งขันคือต้องรู้รอบด้านไม่เฉพาะแต่เรื่องโรงแรมอย่างเดียว ต้องคอยดูเทรนด์ของโลก เรื่องการท่องเที่ยว เศรษฐกิจตอนนี้เป็นยังไง มีชาติไหนเข้ามา เหตุการณ์บ้านเมืองเราเป็นยังไง สิ่งเหล่านี้มีผลทำให้กิจการโรงแรมเดินไปได้

 

สมมติถ้าช่วงไหนเศรษฐกิจเริ่มไม่ดียอดขายของโรงแรมก็จะเริ่มตกไปด้วย เมื่อเรารู้ก็ต้องหาช่องทางในการดึงยอดขายกลับมา ฉะนั้นเราต้องตามเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง การท่องเที่ยว เทรนด์ ไลฟ์สไตล์ของคนว่าไปถึงไหน เพื่อจะได้วางแผนถูก เตรียมพร้อมและปรับตัวให้ทันสถานการณ์ ไม่งั้นก็จะตามหลังคนอื่น

อีกอย่างจะต้องเป็นคนที่หูตากว้างไกล เห็นอะไรอยู่ในกระแสหรือที่ผู้คนกำลังฮิตกัน หรือเทรนด์อะไรกำลังจะมา เราสามารถเอามาปรับใช้ในงานของเราได้ ไม่ใช่อยู่ในสายงานโรงแรมจะต้องสนใจเรื่องของโรงแรมอย่างเดียว สำหรับรินจะติดตามทุกด้านที่กล่าวมาทั้งหมด

ยิ่งเดี๋ยวนี้สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียกำลังบูม รินก็จะใช้สื่อออนไลน์ของโรงแรม ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม เว็บไซต์ และไลน์ในการทำมาร์เก็ตติ้ง โปรโมตสินค้าและบริการของโรงแรมเป็นหลัก รวมทั้งใช้ประชาสัมพันธ์ข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ ของโรงแรม นอกจากจะช่วยประหยัดงบแล้วยังรวดเร็วทันใจอีกด้วย ในขณะที่สื่อโฆษณาสื่อประชาสัมพันธ์อื่นๆ หรือสื่อพรินต์จะมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น ในเรื่องของไทม์ไลน์ เป็นต้น” ศรินญาแสดงวิสัยทัศน์

เมื่อถามถึงธุรกิจของครอบครัว รินบอกว่า ตั้งแต่ทำงานมาในส่วนของโรงแรมยังไม่เคยเข้าไปช่วยอะไร เนื่องจากเธอยังทำงานและมีความสุขที่เลอ เมอริเดียน แต่ถ้าธุรกิจนำเข้านาฬิกาของศรีทองพาณิชย์มีโอกาสช่วยคุณแม่อยู่บ่อยครั้ง โดยจะติดตามคุณแม่ไปงานบาเซิลแฟร์ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เกือบทุกปี

“สมมติถ้าช่วงนั้นรินว่างหรือลาหยุดได้ก็จะไปงานนี้กับคุณแม่แทบจะทุกปี ไปช่วยคุณแม่ดูนาฬิกาเพื่อที่จะนำเข้ามาขายในไทย” ทายาท มหาดำรงค์กุล พูดถึงการช่วยธุรกิจนำเข้านาฬิกาของครอบครัว

 

เจนนิเฟอร์ คิ้ม ‘ถูกต้อง…ฉันอาภัพรัก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/480525

เจนนิเฟอร์ คิ้ม 'ถูกต้อง...ฉันอาภัพรัก'

โดย…ปอย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“…ชุดแต่งงานสีขาวบริสุทธิ์ ไม่เหมาะ และไม่สำคัญสำหรับดิฉันเลยค่ะ มีความสำคัญแค่แต่งให้คนอื่นดูเท่านั้นเอง” เจนนิเฟอร์ คิ้ม นักร้องดีวาส์ ผู้หญิงตาเล็กๆ หน้ากลมๆ บอกพร้อมเสียงหัวเราะเป็นอาวุธคู่กาย

โอกาสสวมชุดแต่งงานสีขาวเกิดขึ้นหลายครั้งหลายหนในโลกมายา ล่าสุดประกบเพื่อนสุดซี้ “เบน ชลาทิศ” กับบทผัวเมียที่ต้องสลับร่างกัน ในซิตคอมครอบครัวตัวสลับ ทรูโฟร์ยู (True4U) ดิจิทัลฟรีทีวีช่อง 24  เรียกว่าเรื่องนี้ขออัญเชิญตัวพ่อ ตัวแม่วางไมค์ มาโชว์ศักยภาพทางการแสดง แต่ก็ถือเป็นฤกษ์อันดีที่จะได้พูดคุยกันในเรื่องราวความรักเมื่อเทศกาลวาเลนไทน์เวียนมาบรรจบอีกครั้ง สำหรับคำตอบนักร้องดีวาส์ เจนนิเฟอร์ คิ้ม หรือพี่คิ้ม ก็บอกตามสไตล์

“วัยใกล้จะเมนส์หมดแล้วไม่สามารถใช้มดลูกในการสืบทอดสายพันธุ์ได้อีก การใส่ชุดแต่งงานแบบนี้มันเป็นแค่เสมือน แต่ไม่จริง คือล้ำยิ่งกว่าเสมือนจริงอีกค่ะ” คิ้ม เริ่มต้นสนทนา การพูดคุยกันในวันนี้ นิยามสำหรับเธอต้องใช้คำว่า “Black Valentine” ความรักขมขื่นผ่านมาหมดแล้วทั้งโดนทำร้ายร่างกายโดยผู้ชายที่หวังฝากฝังชีวิต หย่าร้าง ผ่านความผิดหวังถึงขั้นทำร้ายตัวเองกินยานอนหลับประชดชีวิต และในวันนี้ความรักคือการเปย์ ฟังดูน่าตกใจ แต่เมื่อออกมาจากปากเธอคนนี้กลับได้หัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง เริ่มต้นมหากาพย์แรกกันเลย

รักแท้ที่หาไม่เจอ

“ทุกครั้งที่ชีวิตผ่านจุดยากๆ  มา ก็จะคิดว่าหนี้ตรงนี้ใช้หมดแล้ว ชาตินี้ฉันเสียหมดหน้าตัก ชาติหน้าอย่ามาทวงนะ เวลาเราไปเจอผู้ชายไม่ดี แล้วเลิกกันไป เราถือว่าเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ กลายเป็นต้นกล้าที่เกิดใหม่และแข็งแรงกว่าเดิม หลายคนอาจมองว่าเราน่าสงสาร ที่ไม่มีใครรักจริง แต่เรามองว่าฉันรักตัวเองพอแล้ว”

เจนนิเฟอร์ คิ้ม เล่าย้อนไปในวัย 27 ปี เคยเจอฝรั่งซ้อมจนหน้าน่วมถึงขั้นต้องขึ้นโรงพักแจ้งความ ชีวิตคู่บทแรกแทบไม่ใช่ความรัก แต่เป็นการกระโดดลงไปในวังวนแห่งความหวังที่ต้องการชีวิตคู่ที่สมบูรณ์แบบ

“อยากมีครอบครัวอบอุ่น อยากไปใช้ชีวิตอยู่เมืองนอก พอรู้จักผู้ชายคนนี้ก็ไม่คิดอะไรเลยค่ะ แล้วตอนนั้นอาชีพนักร้องก็ไม่โด่งดัง โดนปฏิเสธงานตลอด ถ้าเขาเจอนักร้องที่สวยที่เด็กกว่าเรา ก็ขมขื่นเบื่อไม่อยากร้องเพลงแล้ว จึงตัดสินใจใช้ชีวิตคู่กับฝรั่ง เพราะจะไปอยู่เมืองนอกมีลูกน่ารัก เปิดร้านอาหารดิฉันทำกับข้าวเก่งก็ฝันไป กระโจนเข้าใส่ไม่รู้น้ำลึกแค่ไหน น้ำเน่าหรือเปล่า ไม่สนใจ คิดแต่อนาคตสวยๆ แต่ไม่ทันได้ไปลายก็ออก ดิฉันอยากแนะนำผู้หญิงด้วยกันค่ะ ว่าถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้อย่าทน อย่าคิดว่ามันจะเลิกทุบตีเรา ถ้ามีครั้งแรกก็มีครั้งที่สองแน่นอน

สัญญาณแรกของผู้ชายแบบนี้ คือขี้หึงม-า-ก ความรักต้องเกิดจากความไว้เนื้อเชื่อใจกันและกัน ดูให้ดีๆ แต่ถ้าเจอก็ช่างมัน เจอแบบนี้ต้องเลิก แล้วคนแบบนี้มันเป็นโรคจิต มันจะตามติด รังควานเรา แต่เราก็ต้องหนีค่ะ อย่าอยู่เฉยๆ ให้คนรอบข้างยื่นมือมาช่วยเราเพื่อให้พ้นวังวนนี้ อย่าท้า อย่ารอ กรณีดิฉันเอาตัวเองออกจากสถานการณ์นี้โดยใช้เพื่อนที่มีบารมีมีอำนาจบีบมัน ข่มขู่ให้มันรู้สึกกลัวขึ้นมาบ้าง แล้วมันก็ได้ผลค่ะ ในที่สุดดิฉันก็พ้นจากสถานการณ์นี้ได้

ซิตคอมครอบครัวตัวสลับ

บทเรียนก็กลับมาคิดว่า มันคงเป็นกรรมที่เราต้องชดใช้ แต่เราไม่สงสารตัวเองนะ สงสารผู้ชายคนนั้นมากกว่า เพราะการที่ผู้ชายลุกขึ้นมาตีผู้หญิง เป็นการแสดงความอ่อนแอมากกว่า อย่าซ้ำเติมตัวเองในวันที่เราแย่ๆ เราดูโง่ๆ ในวันก่อน ให้คิดว่าสิ่งเหล่านั้นเองที่ทำให้เราเป็นคนแบบนี้ในวันนี้ค่ะ”

เจนนิเฟอร์ คิ้ม บอกถึงนิยามความรัก ณ ปัจจุบัน ความรักคือการให้ โดยเฉพาะการให้อภัย  คือรักใครให้สุด รักในสิ่งที่เขาเป็น อย่าก้ำกึ่ง รักกันให้สุดๆ ไปเลย

“อย่างเช่นคำว่าเปย์ แม้การให้ในรูปแบบการเปย์ของดิฉันในวันนี้ก็เชื่อว่าดิฉันได้ให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขาแล้ว และในวัยเลยหลักสี่สู่เลขห้า ผู้หญิงวัยนี้คาดหวังกับอะไรไม่ได้ แค่อยู่ได้ไปวันๆ แต่ละวันก็โอเคแล้วค่ะ ไม่คิดร่วมหัวจมท้ายกับใครอีกแล้ว ไม่ยึดติด หมกมุ่นกับใคร ก็ไม่มีการคาดหวังกับใครอะไรอีกแล้ว

ขอขยายความคำว่าการเปย์อีกสักนิด คิ้ม อธิบายอย่างชัดเจนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อราวสิบปีที่แล้ว ไม่ใช่การเปย์ด้วยเงินทองหรือข้าวของราคาแพง แต่เป็นการเปย์ด้วย ‘ปูทะเลนึ่งคุณภาพเกรดเอพลัส ตัวใหญ่ เนื้อแน่น’ ของดีที่สุดสำหรับผู้ชายที่ชื่นชมหมายปอง

นิยามความรักคือการให้ครั้งนี้ เมื่อเกือบสิบปีก่อน ดิฉันชอบปรนเปรอคนที่คลั่งไคล้ด้วยของกิน การกินเป็นยิ่งกว่าเซ็กซ์ตรงที่มันแบ่งปันได้ไม่จำกัด แค่สำเร็จเสร็จสิ้นด้วยคนสองคน และไม่จำเป็นต้องเราฟินพร้อมกัน เขากินแล้วอร่อยเราก็ฟินไปด้วยดีใจแล้ว ถ้าดิฉันชอบใครมากๆ ดิฉันสั่งให้ที่บ้านทำให้กินเลย ปูไข่เนื้อแน่นมันปูสีเขียวๆ เหมือนขี้เถ้า กระดองปูอ่อนๆ กัดนิดเดียวก็แตกดึงออกมาเนื้อแน่นติดกรรเชียงเป็นเส้นๆ คนเราต้องรู้ธรรมชาติของตัวเองค่ะ หลงใหลใครก็เป็นพัก เกิดปีแพะธาตุไฟ หลงใหลได้ปลื้มใครก็ชอบขวิด ชอบบุกเป็นระยะๆ ตอนนี้ก็เลิกส่งปูไปแล้ว แต่ทุกครั้งที่เห็นปูทะเลก็จะนึกถึงหน้าเขาคนนี้ทุกครั้งเลยค่ะ” คิ้ม บอกสเปกชอบผู้ชายเก่งซึ่งกลายเป็นแพสชั่นหรือความลุ่มหลงให้ทำสิ่งเหล่านี้สุดตัว

“แต่อย่างไรเราก็ต้องสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเล่นเกมไหน ถ้าเล่นอยู่ฝ่ายเดียวแล้วไม่ได้อะไรกลับมา ไม่มีใครทนเล่นต่อไปหรอกค่ะ ในฝันผู้หญิงก็อยากให้ใครสักคนมารักมาเข้าใจ แต่ถ้าไม่มีก็องุ่นเปรี้ยวไปเลยค่ะ เราปล่อยวางโสดได้”

ผู้หญิง(อย่า)ชอบครอบครอง

ไม่มีใครทำเราเจ็บหรอกนอกจากตัวเราเอง ลองเบี่ยงความสนใจมาที่ตัวเราเองบ้าง

หลายคนไม่เคยรู้ เจนนิเฟอร์ คิ้ม เคยจดทะเบียนสมรสเมื่ออายุปลาย 20 มหากาพย์ความรักบทที่สองเริ่มต้นอีกครั้ง นับเป็นวัยเริ่มต้นสร้างชีวิตครอบครัวแสนเพอร์เฟกต์ที่สุด

“ข้อแรกเป็นลูกเศรษฐีค่ะ ดิฉันก็เลยยอมจดทะเบียนด้วย กับอีกข้อคือเอาชนะแม่ของเขาที่หวงลูกชายและตั้งตัวเป็นอริกับดิฉันที่สุด พยายามกีดกันไม่ให้ลูกได้กับดิฉัน ส่งลูกไปเรียนอังกฤษ ไม่รู้อะไรมาบังตา เอาซี้…ไปอยู่เมืองนอกแต่เราก็มีทะเบียนสมรสนะ ไปจดกันที่เขตบางรักด้วยค่ะ เขาเป็นคนโรแมนติกมาก แล้วก็เข้าข่ายลูกชายคนมีสตางค์ที่นิสัยเสียทุกอย่าง หนักไม่เอาเบาไม่สู้ ติดเที่ยว ติดเพื่อน และติดหญิง เจ้าชู้  ถามว่าคุ้มไหม ไม่คุ้มเลยกับการจดทะเบียน มีแต่เสียไปเยอะแยะ เพราะถึงเวลามันแสบ ผู้ชายมันจะเกเรทุกอย่าง อะไรที่เราคิดว่าจะได้ก็ไม่ได้ ชีวิตคู่การลงทุนด้วยกันก็นุงนังเรื่องเงินทอง ปวดหัวมาก ตอนนั้นดิฉันไม่อยากได้อะไรจากเขาแล้ว ขอแค่ใบหย่า

แล้วผู้ชายนิสัยเสียมักไม่ยอมรับผิดไม่พอนะคะ มันยังหันกลับมาโทษเราอีก นี่เรื่องจริงเลยนะ พอเกิดเรื่องปุ๊บมันจะพูดเลยว่า นี่ไง เพราะนิสัยเธอนี่แหละถึงเป็นแบบนี้

ผู้ชายทุกคนของดิฉัน เขาบอกเลย ‘คุณคือผู้หญิงที่ขี้เหร่ที่สุดของผม’ เพราะแต่ละคนเป็นเศรษฐี บางคนไม่หล่อเลยนะ แต่คารมดี เวลาเราเลิกกับคนพวกนี้จะรู้จักสันดานผู้ชายไปอีกสเต็ป พวกเจ้าชู้เวลาอยากทิ้งเราเพราะไปมีคนอื่น เราพูดอะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็ผิดแล้ว หงุดหงิดใส่เราตลอดเวลา หรือไม่บางวันก็ดีดี๊ มารู้ทีหลังมันเพิ่งไปทำความผิดอะไรสักอย่างมา พวกนักดนตรีรุ่นน้องๆ ดิฉันนี่ต้องบอกชู้เป็นหมา (หัวเราะ) ใช้คำนี้เลยค่ะ คลำไม่มีหางก็เอาได้แล้วนะ แล้วผู้หญิงของคนพวกนี้ก็อยู่ในระดับจิกขั้นสูง โทรศัพท์เช็กผู้ชายตลอดเวลา อยู่ที่ไหน? ทำอะไร? ผู้ชายบอกกินสุกี้อยู่กับพี่คิ้ม แล้วขอเวลาดื่มนิดหน่อย แต่พวกเธอก็รู้จักดิฉันไงคะ ก็ได้ยินเสียงโต้ตอบกลับมา พี่คิ้มดื่มด้วยหรือ? อ้าว…ยุ่งกับดิฉันไม่พอ บอกกินสุกี้ เสียงแว้ดกลับมาอีก สุกี้มันเป็นใคร? นางคนนี้หึงแม้กระทั่งสุกี้

คือได้ยินแล้วก็อ่อนใจ (หัวเราะ) จะบอกว่าผู้ชายพวกนี้มันแอดวานซ์มาก มันเหนื่อยเกินไปนะถ้าใครจะตามใครแบบนี้ เพราะเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีถึงขั้นมีแชตไลน์ลับไม่พอนะคะ พวกนี้มันเซฟชื่อกิ๊กเป็นผู้ชายแล้ว แบบแฟนๆ ไอ้พวกนักดนตรีพวกนี้ก็มาเล่ามาฟ้องดิฉันว่ามีสายโทรเข้าตี 3 แฟนนางก็ยื่นโทรศัพท์ให้ดูนี่ไง ไอ้ประวิทย์ แก๊งเล่นรถมันโทรมา แต่ไอ้เพื่อนที่ไหนใครมันจะโทรมาตี 2 ตี 3 ดิฉันก็ผ่านซีนนี้มาก่อน ก็คิดว่าผู้ชายที่เราไปเปลี่ยนเขาไม่ได้ เราเปลี่ยนตัวเองง่ายกว่าค่ะ” คิ้ม เล่าอดีตกาลของความรักที่วันนี้คนเล่าไปหัวเราะไปได้แล้ว

บทสุดท้ายของความรัก?!!

รู้สึกยังไงที่ถูกมองว่าอาภัพรัก? คิ้ม ไม่ขอปฏิเสธเรื่องนี้เลย “ดิฉันดึงดูดกับผู้ชายเจ้าชู้นะ เจอกันตลอดไม่รู้ทำไม คนที่ดิฉันประชดโดยกินยานอนหลับก็เป็นเพราะเขามีผู้หญิงเยอะแยะ เราก็ผิดพลาดไปอยู่ ณ จุดนั้นด้วย ตอนนั้นอายุสามสิบกว่าๆ แล้วค่ะ คิดว่ารักแท้มีจริง (หัวเราะเสียงดัง) ก็ยอมเป็นหนึ่งในผู้หญิงของเขา แล้วเขาก็รับผิดชอบเลี้ยงดูผู้หญิงทุกคนดี เป็นเสี่ยขับปอร์เช่ เป็นนักธุรกิจที่เก่ง ดิฉันชอบผู้ชายเก่งอยู่แล้ว ก็มาเฝ้าเราร้องเพลง คือผู้ชายที่เข้ามาก็อยู่ในแวดวงการงานตรงนี้แหละ ไม่เคยได้ใครไปไกลกว่านี้ ซึ่งก็รู้ๆ อยู่ว่าคนพวกนี้เจ้าชู้ม-า-ก

เราเองก็เกิดมาในครอบครัวจีนที่พ่อมีเมีย 3 คน เราเป็นลูกเมียน้อย แต่ไม่เคยได้อะไรน้อยกว่าลูกคนอื่นๆ เพียงแต่รู้สึกว่าต้องแบ่งๆ กันแค่นั้นเอง แม่แต่ละคนมีลูก 4 คน รวมกัน 12 คน เลี้ยงลูกเยอะป๊าเปิดบ่อนไพ่นกกระจอกเลี้ยงลูก ดิฉันก็ติดนิสัยกล้าได้เสียแบบนั้นมา นิสัยไม่เคยนุ่มนิ่มเป็นผู้หญิง แต่พอเขาไม่หยุดที่เราแถมยังหายไปเฉยๆ เลยในระยะเวลา 3 เดือนเองนะคะที่คบหากัน เราก็ผิดหวังสิ่งที่เราอยากได้ ไม่ได้ กลายเป็นชีวิตคู่ที่มีความโดดเดี่ยว ชีวิตคิดว่ามันสิ้นสุดแล้วแค่นั้น เพราะเราไม่เคยเห็นคุณค่าตัวเอง เพ่งเห็นแต่คุณค่าผู้ชายเท่านั้น ถ้าใครคิดแบบนี้ก็ไม่มีทางที่ผู้ชายเขาจะเห็นคุณค่าของเรา

ในที่สุดเขาก็ไปมีคนใหม่อีก โมเมนต์นั้นมืดมนอยู่คนเดียว อยากประชดกินยานอนหลับไป 10 กว่าเม็ด อารมณ์ประชดประชันล้วนๆ ไม่ได้อยากถึงตายนะคะ เพราะเตรียมเก็บกระเป๋าไปโรงพยาบาลไว้หมดแล้ว โทรหาเพื่อนๆ ทุกคน ที่เป็นหมอแจ๊ค สุขารมณ์ โก้ แซกแมน มาหมด รวมทั้งผู้ชายคนนั้นด้วย ยืนทำหน้าตกใจข้างๆ เตียงโรงพยาบาล

แต่ทุกคนไม่ใช่ว่าโชคดี ดิฉันโชคดีที่รอด ดิฉันอยากบอกว่าชีวิตคู่เป็นเรื่องวาสนาบุญกรรมจริงๆ ถ้าไม่มีบุญก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ อย่ายึดมั่นถือมั่นอยากรั้งเขาคืนมา

กว่าจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ก็ผ่านความผิดหวังสาหัสกินยาฆ่าตัวตายในครั้งนั้นมาแล้ว ชีวิตรอดมาจนอายุ 37 ปี จึงจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร โง่มาก (หัวเราะ) ดิฉันเกลียดผู้ชายที่ชอบดูถูกคน ดิฉันไม่เคยดูถูกใครนะคะ แต่จะดูถูกเฉพาะคนที่ดูถูกเราก่อน ก็ต้องเจอตอกกลับไปบ้าง เพิ่งพูดเป็นว่าคนเราต้องผ่านความโง่มาจึงจะฉลาด แล้วดิฉันจะเล่าให้ฟัง แฟนคนนี้เคยเอารูปแฟนเก่าของเขาให้ดู บอกว่าแต่ก่อนไม่สวยอย่างนี้นะ ทำไมตอนนี้มาก?!! ดิฉันได้ทีตอกกลับอ้าว! …ก็เลิกกับคุณไงคะ ฉลาดขึ้นก็ดูสวยขึ้นเลยค่ะ” คิ้ม พูดเสียงดังแล้วหัวเราะชอบใจเสียงดังๆ ไม่แพ้กันแล้วสำทับต่อไปว่า

“ผู้ชายเลิกกับเรา ดิฉันเปรียบเหมือนเบียร์เลิกผลิตไปแล้ว แต่อย่าคิดว่ามีคนเดียว ขวดเดียว อย่าคิดว่าชีวิตสิ้นสุดแค่นั้น วันนี้มีเบียร์อิมพอร์ตเยอะแยะให้เลือกเลยค่ะ”

นิยามเซ็กซ์และความรัก

“ยังเข็ดเมื่อสิบปีที่แล้วมันรู้สึกด่าตัวเอง อีแก่ ควาย โง่ เคยลองคบคนอายุน้อยกว่า ที่สุดแล้วเขาก็ต้องมีแฟนอายุเท่าๆ กันซ่อนไว้ ดิฉันคบกัน 3 เดือน พอรู้ก็เลิก

ความรักสายเปย์ (หัวเราะ) เปย์อะไรไม่รู้ ซื้อไปเรื่อยๆ ก็หมดไปล้านกว่าบาท ดิฉันก็ไม่ได้ซื้อของมีค่าราคาแพง นาฬิกา เครื่องประดับ หรือกระเป๋าแบรนด์เนมอะไรแบบนี้ไม่ซื้อค่ะ เพราะทั้งดิฉันและเขาก็ไม่ได้มีรสนิยมใช้ของแบรนด์ราคาแพงๆ อะไรแบบนี้ แต่จะเน้นซื้อของใช้ได้ดีๆ คุ้มค่าจริงๆ แล้วใช้ได้ยาวนาน เช่น สูทคัตติ้งเนี้ยบตัวละเป็นหมื่น รองเท้าหนังคุณภาพดีใส่แล้วดูดีมีชาติตระกูลขึ้นมาทันที ใส่แล้ว(ดูดี)ให้ฉันดูนี่แหละ ไม่ต้องใส่ให้ใครดู แล้วพอเลิกรากันไปดิฉันก็ไม่เคยฟูมฟายว่าเสียเงินไปซื้อของให้ผู้ชาย สนุกจะตายค่ะ มีเงินก็ได้ใช้ ช็อปปิ้งกันสนุกสนาน เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของการเปย์ ดิฉันก็ถูกเหน็บกัดจากเพื่อนตุ๊ดกะเทย ว่าไม่ได้เปย์เต็มรูปแบบ แต่เป็น co-sponsor จ่ายร่วมกับรายใหญ่ที่อาจจ่ายมากกว่าเรา หรือเรียกจิกกัดอีกทีคือเป็น ‘พระโคสปอนเซอร์’ เป็นกลุ่มวัวๆ ควายๆ ไปแบบนั้นเลย (คนพูดหน้าตาเฉย แต่คนฟังหัวเราะน้ำตาไหลท้องแข็งตายไปแล้ว 555+)

เราต้องเข้าใจกฎ กติกา มารยาทในการเล่นเกมนี้ ผู้ชายในเกมนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากปลาคาร์ป เวลาเราโยนขนมปังลงไปก็จะว่ายกรูเข้ามาตอดแก้มป่องหนุบหนับน่าเอ็นดู คนเขวี้ยงขนมปังกับปลาก็มีความสุขกันตรงนั้น กินอิ่มก็แยกย้ายค่ะ เหมือนเล่นการพนันสล็อตแมชีน ทุกคนมีความสุขกับการลุ้น แต่แล้วก็ต้องจบ ไม่เดือดร้อนใคร

การเสี่ยงดวงเลือกซื้อหวย และการเลือกสามี เป็นสองเรื่องที่ดิฉันไม่มีดวงทางด้านนี้จริงๆ ไม่มีโชคทั้งแทงเอง และถูกแทงค่ะ (คนฟังหัวเราะท้องแข็งอีกแล้ว) เดินผ่านแผงลอตเตอรี่แม่ค้ากวักมือเรียก พี่คะ พรุ่งนี้รวยค่ะ ดิฉันหันไปบอกเลย พี่รวยตั้งแต่วันนี้แล้วค่ะน้องคะ

ทุกอย่างในโลกใบนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ทุกอย่างต้องมีเงื่อนไข สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่า ฉันจะไม่รักผู้ชายคนไหนมากกว่าตัวเอง เราสามารถทำความมั่นคงให้การงานการเงินได้ดี ได้ง่ายกว่า ความมั่นคงทางความรัก มีเท่านี้ก็ต้องมีอีก ทำให้มุ่งอยู่แต่กับงาน ซึ่งการที่ต้องการความมั่นคงทางการเงินนี่ก็เพราะพื้นฐานเรามาจากบ้านอากงตรอกสลักหิน เปิดบ่อนไพ่นกกระจอกแล้วพ่อก็สานกิจการต่อ การพนันก็คือมีได้กับเสียๆๆ แต่ละวันคือความไม่มั่นคงเลยในชีวิต ทุกวันนี้เลือกสะสมความมั่นคงคือเงิน ทำอย่างไรให้ทำงานได้เงินเยอะๆ ที่สุด ไม่เคยคิดหยุดทำงานเพื่อเพิ่มเงิน ใช้เงินไปลงทุนในหุ้น ที่ดิน ทองคำ โชคดีมีหลานชายลูกพี่สาวเป็นที่ปรึกษาที่ดีเรื่องนี้ค่ะ เขาเรียนจบด้านการเงินมา ซึ่งก็ช่วยดูแลดิฉันในเรื่องนี้ได้อย่างดีเลยค่ะ” เจนนิเฟอร์ คิ้ม ทิ้งท้ายในแบบสาวสตรองวัยเข้าสู่เลขห้าที่มีความมั่นคงเกินร้อย

 

มนตรี จิรฐิติกาลกิจ ‘ผมรักอาหารไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 14:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/480258

มนตรี จิรฐิติกาลกิจ 'ผมรักอาหารไทย'

โดย…วรธาร ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เชฟอาหารไทยสไตล์ดั้งเดิมผู้มากประสบการณ์ ผ่านการทำงานในโรงแรมและภัตตาคารทั้งในและต่างประเทศมามากมายหลายที่ มนตรี จิรฐิติกาลกิจ หรือ เชฟต้น ชูส์เชฟ (Sous Chef) ประจำห้องอาหาร สมูท เคอร์รี่ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน ที่เพิ่งร่วมงานได้ประมาณ 4 เดือน

ก่อนหน้าที่จะมาร่วมงานกับพลาซ่า แอทธินี เคยเป็นเชฟอาหารไทยอยู่ที่ห้องอาหารสุโขทัย ที่โรงแรมเลอ เมอริเดียน ดูไบ เป็นเวลา 7 ปี จากนั้นได้ไปทำที่ร้านอาหารไทยในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา 2 ปีครึ่ง ได้เผยแพร่อาหารไทยให้ต่างชาติได้รู้จัก พร้อมทั้งฝากชื่อเสียงด้านการทำอาหารไทยที่สหรัฐด้วยการคว้าแชมป์หัวหน้าพ่อครัวของร้านอาหารไทยจากการแข่งขันเชฟร้านอาหารไทยในสหรัฐ

สำหรับเส้นทางสู่การเป็นเชฟ และประสบการณ์ด้านการทำอาหารของเชฟมนตรี เริ่มต้นมาจากความสนใจการทำอาหารตั้งแต่เด็กโดยมีคุณแม่เป็นแรงบันดาลใจ บ่อยครั้งที่คุณแม่เข้าครัวทำอาหารเป็นต้องเข้าไปเป็นลูกมือช่วยเตรียมวัตถุดิบและส่วนผสมต่างๆ อยู่เสมอ เช่น โขลกพริกแกง ล้างผัก หั่นหอม พอมีโอกาสก็ลองทำแล้วเกิดหลงรักในที่สุด

“เด็กคนอื่นในวัยเดียวกับผมอาจชอบอย่างอื่น แต่ผมชอบเข้าครัว ตอนแรกๆ ก็บอกไม่ถูกว่าทำไมชอบ รู้แต่เวลาแม่เข้าครัว (แม่ทำอาหารเก่งและอร่อย) ก็เข้าตามโดยแม่ไม่ต้องบอก ช่วยหยิบจับโน่นนี่นั่น
โชคดีที่แม่คอยสอนการทำอาหารไปด้วย เช่น เมนูนี้ๆ ทำไมต้องเลือกใช้วัตถุดิบนั่นนี่ เครื่องปรุงอันไหนควรใส่ก่อนหลัง เราก็จำๆ มีโอกาสก็ลองทำ รู้สึกสนุกและมีความสุข รู้สึกว่าชอบตั้งแต่นั้น”

ด้วยความมุ่งมั่นหวังเอาดีด้านการทำอาหารและทำงานสายนี้ พอเรียนจบมัธยมต้น มนตรีจึงเลือกเรียนสายคหกรรม จากนั้นก็เข้าสู่โหมดการทำงานทันทีในโรงแรมต่างๆ เริ่มจากการเป็นผู้ช่วยเชฟที่โรงแรม
ดิ เอมเมอรัลด์ จากนั้นย้ายไปแกรนด์ ไฮแอท ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 1 ปีครึ่ง แล้วกลับมาอยู่โรงแรมสุโขทัยอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะย้ายไปทำที่โรงแรมเลอ เมอริเดียน ดูไบ และร้านอาหารไทยในสหรัฐ

 

“ผมพยายามเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านการทำอาหารให้มากที่สุด ทุกที่ที่ไปทำงานเป็นที่ที่ทำให้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เช่น เรียนรู้วัฒนธรรมด้านอาหารของประเทศนั้นๆ อย่างตอนไปดูไบคนที่นั่นชอบพะแนง โดยเฉพาะพะแนงซีฟู้ด เช่น พะแนงกุ้งมังกร ชอบเป็นพิเศษ นอกจากนั้นก็เป็นโอกาสได้พัฒนาทักษะการทำอาหารในเรื่องของการพลิกแพลงการใช้ส่วนผสม เครื่องปรุง หรือวัตถุดิบต่างๆ เนื่องจากวัตถุดิบและส่วนผสมบางอย่างในต่างประเทศหายาก จึงพยายามดัดแปลง ใช้ส่วนผสมอื่นเข้ามาแทน แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องคงรสชาติให้เหมือนอาหารไทยที่สุด นี่คือความท้าทาย” เชฟต้น เล่าประสบการณ์

เขาเล่าถึงอาหารไทยว่ามีประวัติมาช้านาน ผู้คนส่วนใหญ่ทั้งในและต่างประเทศต่างนิยมชมชอบ เนื่องจากมีความโดดเด่นในด้านความเข้มข้นและความจัดจ้านของรส มีเครื่องปรุงหลายอย่าง รสชาติอาหารแต่ละอย่างมีรสเฉพาะตัว การใช้เครื่องปรุงรสต่างๆ ก็ไม่เหมือนกัน กรรมวิธีในการทำก็มีหลายวิธี เช่น การตำ ยำ ต้ม แกง ปิ้ง ย่าง หลน จี่ เป็นต้น ทั้งหมดพิถีพิถัน มีขั้นตอนเพื่อให้หน้าตาอาหารออกมาน่า
รับประทานและรสชาติคงความอร่อย

“ผมรักอาหารไทยและถนัดทำอาหารไทยสไตล์ดั้งเดิม เพราะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามต้นแบบมาตรฐานที่บรรพบุรุษได้ทำไว้ ต่างจากแนวฟิวชั่นสลับกันได้ไม่เป็นไร เพราะไม่มีต้นแบบที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับการครีเอทของคนทำ

ผมมองว่าร้านอาหารไทยเดี๋ยวนี้ค่อนข้างออกไปแนวฟิวชั่นเยอะ จึงอยากอนุรักษ์อาหารไทยแบบดั้งเดิมไว้ไม่ให้สูญหายไป เพราะผมคิดว่านี่คือมรดกไทยอย่างหนึ่ง ที่ปู่ย่าตายายหรือบรรพบุรุษเราได้สร้างไว้ จึงควรต้องรักษาไว้ให้ดีชั่วลูกชั่วหลานเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของประเทศ” เชฟต้น ทิ้งท้าย

ไก่คั่วพริก

ส่วนผสมน้ำหมักไก่

ไก่ตัวขนาด 800-1,000 กรัม 1 ตัว

น้ำมันหอย 1/4 ถ้วยตวง

กระทียมผง 1/4 ถ้วยตวง

ซีอิ๊วขาว 1/4 ถ้วยตวง

น้ำตาลทรายแดง 1/4 ถ้วยตวง

ส่วนผสมเครื่องปรุง

กระเทียมเจียว 3 ช้อนโต๊ะ

หอมเจียว 3 ช้อนโต๊ะ

ใบมะกรูดทอด 3 ใบ

พริกขี้หนูแห้ง 5 เม็ด

ข้าวคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ

พริกป่น 1 ช้อนชา

มะนาว 1 ช้อนโต๊ะผักชี 2 ก้าน

วิธีทำ

ล้างไก่ให้สะอาด พักไว้ให้สะเด็ดน้ำผสมส่วนของน้ำ

หมักให้เข้ากันคลุกเคล้ากับไก่ให้ทั่ว หมักทิ้งไว้ประมาณ 3-4 ชั่วโมง

เปิดเตาให้ได้อุณหภูมิ 180 องศา นำไก่เข้าอบประมาณ 20-30 นาที หรือ จนกระทั่งไก่สุก

พักไก่ให้เย็น จากนั้นสับเป็นชิ้นๆ ใส่หม้อ เปิดไฟอ่อนๆ ใส่ส่วนผสมที่เหลือลงไปคั่วกับไก่จนเครื่องปรุงเข้ากับไก่จนทั่ว

ตักใส่จาน โรยด้วยผักชีและพริกขี้หนูทอด จัดเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มแจ่ว

 

เต้นเปลี่ยนชีวิต นวินดา วรรธนะโกวินท์ ปัจฉิมสวัสดิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/480037

เต้นเปลี่ยนชีวิต นวินดา วรรธนะโกวินท์ ปัจฉิมสวัสดิ์

โดย…ภาดนุ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

สาวเท่บุคลิกดีมากความสามารถวัย 27 ปี หลอดไฟ-นวินดา วรรธนะโกวินท์ ปัจฉิมสวัสดิ์ ครูสอนเต้นและนักออกแบบท่าเต้นของสถาบันบางกอกแดนซ์ (Bangkok Dance Academy) ทายาทคนโตของ วัลลภา ปัจฉิมสวัสดิ์ เจ้าของสถาบัน ที่เป็นลูกไม้ที่หล่นใต้ต้น

“ดิฉันเรียนจบปริญญาตรีสาขาศิลปะการเต้นจาก The Victorian College of the Arts and Melbourne Conservatorium of Music มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ออสเตรเลีย ก่อนที่จะไปเรียนต่อที่นั่น ดิฉันต้องต่อสู้กับจิตใจตัวเองพอสมควร เพราะเราเรียนเต้นมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จนโตเป็นวัยรุ่นก็ยังเรียนอยู่ จึงเหมือนกับว่าชีวิตวัยรุ่นขาดหายไป ทำไมเพื่อนมีเวลาไปเดินเล่นสยามได้ แต่ทำไมเราถึงต้องมาเรียนเต้นอยู่แบบนี้ เมื่อคิดแบบนั้นก็เลยบอกกับคุณแม่ว่าจะเลิกเต้นแล้วนะ คุณแม่ก็เฉยๆ ไม่ได้ว่าอะไร

ระหว่างที่ตัดสินใจอยู่นั้น สถาบันบางกอกแดนซ์ก็ได้เปิดโครงการโซโลอีสต์ (Soloist) ขึ้นมาเป็นครั้งแรกพอดี โดยคัดเลือกเด็กที่มีศักยภาพในการเต้นและครอบครัวพร้อมที่จะส่งลูกให้เรียนต่อทางด้านนี้เพื่อต่อยอดไปสู่อาชีพได้ คุณแม่ก็เลยจับดิฉันไปเข้าโครงการนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วต้องบอกว่าแม้จะเรียนบัลเลต์มาตั้งแต่เด็ก แต่โครงสร้างร่างกายเราก็ไม่ได้เป็นนักบัลเลต์เลย เพราะตัวสูงมาก กระดูกใหญ่ แถมพอเข้าไปอยู่ในโครงการนี้แล้ว จากที่เรียน 2-4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ก็กลายเป็นเรียน 14-15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เลยล่ะ แต่พอเรียนไปสักพักก็กลับพบว่าร่างกายเราทำได้เกินกว่าที่คิดไว้ สามารถยกขาขึ้นไปแนบกับศีรษะได้ จนลืมคิดเรื่องเลิกเรียนไปเลย กลับเริ่มรู้สึกถึงความท้าทายและคิดที่จะพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ”

พออยู่ในโครงการได้ 3-4 ปี บางกอกแดนซ์ก็ส่งเธอไปแข่งขันเต้นที่ต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลียและฟิลิปปินส์ ซึ่งในปี 2009 เธอเป็นคนไทยคนแรกและคนเดียวที่คว้ารางวัล Aggregate Cup (คะแนนรวมบุคคลสูงสุด) จากการแข่งขัน Asia Pacific Dance Competition ครั้งที่ 11 มาได้ ก่อนจะโชว์ฝีมือการเป็นผู้ออกแบบท่าเต้นที่ได้รับการยกย่องบนเวทีว่าเป็น “Dance for Tomorrow” ในการแข่งขันเต้นที่ฟิลิปปินส์

“ตอนนั้นอายุแค่ 16 ปี บวกกับอีโก้ที่มีอยู่ ดิฉันจึงไปลองออดิชั่นเพื่อสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่เมลเบิร์น ซึ่งก็สอบผ่านไปได้ด้วยดี ตอนนั้นรู้แค่ว่าที่นี่เน้นเรียนเต้น แล้วเรามาแบบเก่งแล้ว ก็น่าจะสบายล่ะ แต่พอไปเรียนจริงๆ แล้วช็อกค่ะ เรียกว่าได้ไปเปิดโลกทัศน์ทางด้านศิลปะการเต้นอย่างแท้จริง และเพิ่งเข้าใจในตอนนั้นว่าการเต้นแบบใช้เทคนิคกับการเต้นแบบนำศิลปะเข้ามาผสมผสานนั้นมันแตกต่างกันยังไง ที่นี่ไม่ได้สอนให้เป็นนักเต้นที่ดี แต่จะสอนให้เป็นนักคิดที่ดีมากกว่า ซึ่งเด็กทุกคนที่จบออกไปจะสามารถคิดนอกกรอบและต่อยอดอาชีพได้

ดิฉันเป็นคนไทยคนเดียวในที่นั่น ซึ่งโชคดีมากที่มีเพื่อนชาวต่างชาติที่ใช้ชีวิตแบบสมถะ ใช้เงินแค่วันละ 5 เหรียญออสเตรเลีย เราจึงได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างที่แตกต่างออกไป คือได้เรียนทั้งศิลปะและได้เรียนรู้การใช้ชีวิตจากคนอื่นไปพร้อมกัน ต่างจากตอนอยู่เมืองไทยเราจะเป็นคุณหนูมาก ใช้ชีวิตสบายๆ เรียนโรงเรียนอินเตอร์ แต่พอได้มาเห็นเพื่อนฝรั่งบางคนที่ไม่ได้รวย แต่ชีวิตเขากลับดูมีความสุขมากกว่าเรา นั่นก็เพราะเขารู้จักความพอเพียง เราจึงได้เรียนรู้และซึมซับตรงจุดนี้มา จนทำให้เลิกใช้แบรนด์เนมไปเลยค่ะ” (ยิ้ม)

หลอดไฟบอกว่าตอนที่เรียนจบด้านคอนเท็มโพรารีแดนซ์แล้วกลับมาเมืองไทย ช่วงนั้นสาขานี้ยังเป็นสิ่งที่ใหม่อยู่ จึงดูเป็นเรื่องยากที่จะทำให้คนไทยเข้าใจศาสตร์การเต้นนี้ได้ แม้แต่คุณแม่ของเธอที่อยู่ในแวดวงนี้มานานก็ยังคุยกันไม่ค่อยเข้าใจ เรียกว่าเป็นช่วงที่สับสนและกดดัน จนเธอต้องกลับบินไปอยู่ที่ออสเตรเลียอีกครั้ง

“ระหว่างที่ไปปรับอารมณ์ตัวเองที่ออสเตรเลีย ดิฉันก็ได้มีการแสดงโชว์คอนเท็มโพรารีแดนซ์ไปด้วย ทั้งเต้น ทั้งพูด ทั้งร้องไห้ตอนโชว์เพื่อปลดปล่อยทุกอย่างออกมา ทำให้คิดได้ว่าเราต้องไม่กลัวและต้องจริงใจกับสิ่งที่ตัวเองทำ จุดนี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจให้ดิฉันยื่นขอทุนไปเรียนที่ Dance Web ประเทศออสเตรีย และได้เป็น 1 ใน 3 ของคนเอเชียที่ได้ทุนเรียนฟรีนี้ ก่อนจะไปเข้าร่วมเทศกาล Impulstanz หรือ Vienna International Dance Festival เทศกาลศิลปะการเต้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเวียนนาของออสเตรีย

จากนั้นก็เดินทางไปทั่วโลกเพื่อค้นหาตัวเอง กระทั่งพบว่าเราต้องไปวิ่งตามนักเต้นคนอื่นๆ จากทั่วโลกซึ่งศิลปะของพวกเขาได้พัฒนาไปไกลแล้ว บางคนติสต์ถึงขนาดเปลือยกายเต้นโชว์เลยก็มี เราก็คิดว่า เอ๊ะ! มันไม่ใช่แล้ว เพราะเรายังคิดถึงรากเหง้าในความเป็นไทยอยู่ เราก็น่าจะใช้เอกลักษณ์ความเป็นเอเชียตรงนี้มาทำให้เป็นจุดเด่นที่พิเศษขึ้นมาดีกว่า

 

คิดได้แบบนั้น ดิฉันจึงตัดสินใจเดินทางกลับเมืองไทย เพื่อมาเป็นผู้บุกเบิกศาสตร์การเต้นแบบคอนเท็มโพรารี ด้วยการกลับมาเป็นครูสอนเต้นที่บางกอกแดนซ์ โดยตั้งใจว่าเด็กที่มาเรียนกับเราไม่ใช่แค่เรียนจบไปแล้วเป็นนักเต้นเท่านั้น แต่เขาต้องสามารถสร้างงานศิลปะในแบบของเขาได้ และสามารถที่จะเป็นได้ทั้งนักเต้น นักแสดง และอื่นๆ ได้ด้วย”

หลอดไฟเสริมว่า ปัจจุบันนี้เธอเป็นครูสอนด้านครีเอทีฟ มูฟเมนต์ ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของคอนเท็มโพรารีแดนซ์ ที่คอยสอนให้เด็กๆ ได้รู้ว่า ทุกคนสามารถหยิบสิ่งที่เห็นอยู่รอบตัวมาเป็นแรงบันดาลใจได้เสมอ บทบาทที่สำคัญอีกอย่างของเธอก็คือพัฒนาและผลักดันเด็กๆ โดยพาพวกเขาไปร่วมแข่งขันในต่างประเทศ เพื่อให้ได้ประสบการณ์และนำมาพัฒนาตัวเองได้ในอนาคต

“ปัจจุบันดิฉันเป็นครูสอนเต้นที่บางกอกแดนซ์มาได้ 5 ปีแล้ว สัปดาห์หนึ่งจะสอน 4-5 วัน โดยสอนเด็กอายุ 10-17 ปี และตอนนี้ก็กำลังจะเปิดคอร์สสอนเต้นสำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่มีพื้นฐานการเต้นมาก่อนเลยอีกด้วย ซึ่งคนกลุ่มนี้กำลังมองหาวิธีบำบัดให้กับตัวเอง โดยไม่ต้องไปเรียนโยคะหรือเข้าฟิตเนส ดิฉันเชื่อว่าทุกคนสามารถเต้นได้ เพราะการเต้นเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันของคนเรา

 

นอกจากเป็นครูสอนเต้นแล้ว ดิฉันยังมีบทบาทโดยเข้ามาช่วยคุณแม่บริหารและพัฒนาบางกอกแดนซ์ ให้มีคอร์สใหม่ๆ ที่น่าสนใจจากทั่วโลกเข้ามาให้เด็กๆ ได้เรียนด้วย แล้วดิฉันยังสร้างศิลปะการเต้นและออกแบบท่าเต้นเพื่อไปแสดงตามงานศิลปะต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นความสุขที่สำคัญในชีวิตเลยก็ว่าได้

หลักในการทำงาน ดิฉันจะยึดตามแนวทางของคุณแม่ ซึ่งท่านจะพูดเสมอว่าเราไม่ได้ยึดถือการทำธุรกิจ หรือเรื่องเงินเป็นหลัก แต่เรายึดถือการเป็นครอบครัว บุคลากรหรือครูที่สอนในสถาบันของเราจะต้องแข็งแรง ต้องอยู่ดีมีความสุข มีการดูแลซึ่งกันและกัน บางคนอยู่กับเรามาเป็นสิบๆ ปีเลยก็มี หรืออย่างเด็กที่มาเรียนกับเราก็เหมือนญาติในครอบครัวไปแล้ว บางคนเรียนมาตั้งแต่ 5 ขวบจนโตเป็นสาวเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ก็ยังอยู่กับเราและกลายมาเป็นครูสอนเต้นที่สถาบันก็มี เรียกว่าเราอยู่ด้วยกันเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเลยก็ว่าได้”

หลอดไฟเสริมว่า ในอนาคตเธอวางแผนไว้ว่าอยากจะสร้างเด็กกลุ่มใหม่ขึ้นมา เพื่อให้พวกเขากลายเป็นครูที่มีความครีเอทีฟมากขึ้น และสามารถมารับช่วงสอนเด็กรุ่นต่อๆ ไปได้ เพราะเธอเชื่อว่าความครีเอทีฟนั้นสำคัญมาก มันสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ และทำให้พวกเขาเป็นคนที่แข็งแกร่งขึ้น สามารถเป็นผู้นำคนในสังคมได้ น้องๆ ที่สนใจสามารถมาเรียนกับเธอได้ที่สถาบันบางกอกแดนซ์ สยามพารากอน หรือติดตามที่ IG : Lordfai ได้เลย

“ความฝันอีกอย่างของดิฉันก็คือ อยากจะตั้งคณะแดนซ์ขึ้นมา และอยากให้มีภาครัฐเข้ามาให้การสนับสนุนบ้าง รวมทั้งหวังให้ผู้คนอยากมาชมการแสดงเต้นเพราะมันเป็นศิลปะจริงๆ ไม่ได้มาดูเพราะเป็นการเปิดตัวสินค้าหรือการพาณิชย์ เพราะที่ต่างประเทศเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนมาดูการแสดงก็เพราะมันคือศิลปะ แต่ที่เมืองไทยเราคงต้องใช้ความพยายามกันต่อไป ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีคณะแดนซ์อยู่ 2-3 คณะแล้ว ดิฉันจึงอยากจะตั้งคณะของตัวเองให้เป็นจริงขึ้นมาบ้าง” สาวเก่งกล่าวทิ้งท้าย

 

คมธนู ควรประเสริฐ ทำให้ดีที่สุดในทุกวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/479857

คมธนู ควรประเสริฐ ทำให้ดีที่สุดในทุกวัน

โดย…ภาดนุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

หนุ่มหล่อล่ำวัย 24 ปี คมธนู ควรประเสริฐ หรืออู๋ เป็นทั้งผู้บริหารเจเนอเรชั่นใหม่เจ้าของธุรกิจโรงเรียนระดับประถม-อาชีวะ เป็นนายแบบโฆษณา และเป็นเทรนเนอร์ออนไลน์ ล่าสุดเขายังติด 1 ใน 50 หนุ่มโสดคลีโอประจำปี 2016 อีกด้วย

“ผมเรียนจบปริญญาตรีสาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยมหิดลอินเตอร์ และตอนนี้กำลังศึกษาประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรีด้วยครับ เนื่องจากครอบครัวของผมเป็นเจ้าของโรงเรียน ซึ่งมีด้วยกัน 6 แห่งคือ โรงเรียนเซนต์มารีอา มีนบุรี (อนุบาล-ประถม) โรงเรียนเซนต์มารีอา แม่สรวย จ.เชียงราย (อนุบาล-มัธยมต้น) โรงเรียนเซนต์นีโอ ศรีชนแดน จ.เพชรบูรณ์ (อนุบาล-มัธยมต้น) วิทยาลัยเทคโนโลยีเซนต์นีโอ ศรีชนแดน (S-Tech) จ.เพชรบูรณ์ โรงเรียนอุ่นไอรัก จ.เชียงใหม่ (อนุบาล-ประถม) และวิทยาลัยเทคโนโลยีพะเยา (P-Tech) จ.พะเยา ทั้งหมดนี้เป็นโรงเรียนที่สอนด้วยภาษาไทย แต่ก็มีการสอนภาษาอังกฤษผสมผสานอยู่ด้วย

 

โรงเรียนทั้ง 6 แห่งที่ครอบครัวเราเปิดนี้จะไม่เก็บค่าเทอมครับ เพราะเราได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล ดังนั้นเด็กนักเรียนจะจ่ายเงินเฉพาะแค่ค่าอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็นของแต่ละคนเท่านั้น เพราะจุดประสงค์หลักของครอบครัวเราคือทำธุรกิจในแบบที่เราอยู่ได้ ไม่เน้นกำไรมากมาย โดยปัจจุบันนี้เราเปิดโรงเรียนมาได้ 15 ปีแล้วครับ”

คมธนู เล่าว่า แรกเริ่มเดิมทีแล้วคุณพ่อของเขาทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์มาก่อน แต่เมื่อมีเพื่อนคุณพ่อที่เปิดโรงเรียนมาบอกขายต่อกิจการแรกที่ จ.พะเยา คุณพ่อเขาจึงซื้อโรงเรียนมาบริหารต่อ ปรากฏว่าพอทำไปก็พบกับความสุขที่เห็นเด็กๆ ได้มีที่เรียน มีข้าวกลางวันกินฟรี ในขณะที่ธุรกิจพออยู่ได้ คุณพ่อเขาจึงค่อยๆ ซื้อกิจการของอีกหลายโรงเรียนที่บอกขาย และทำธุรกิจเปิดโรงเรียนด้วยความสุขมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวันที่ท่านจากไป

“โรงเรียนแต่ละแห่งจะมีจำนวนเด็กนักเรียนแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพื้นที่และความต้องการของคนในชุมชนนั้นเป็นหลัก อย่างโรงเรียนที่ จ.เพชรบูรณ์ จะมีเด็กเยอะที่สุดคือ 1,500 คน เพราะมีตั้งแต่เด็กอนุบาลไปจนถึงอาชีวะเลย ส่วนที่กรุงเทพฯ เด็กนักเรียนจะน้อยสุด เพราะเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน

 

พอคุณพ่อผมเสียชีวิต ด้วยความที่ผมเป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว ผมเลยต้องเข้ามาเรียนรู้และเริ่มช่วยคุณแม่บริหารโรงเรียนทั้ง 6 แห่งนี้ต่อไป โดยตั้งใจว่าจะเรียนวิชาชีพครูเพิ่มเติม เพราะในอนาคตอาจจะต้องมาสอนนักเรียนเองด้วย และผมตั้งใจไว้ว่าจะเรียนต่อปริญญาโทด้านบริหารการศึกษาต่อเนื่องกันไปเลย แล้วเมื่อจบปริญญาโทก็จะเรียนต่อดอกเตอร์ด้วยครับ”

คมธนู บอกว่า การที่เขาเข้ามาช่วยครอบครัวบริหารงานตอนที่อายุยังน้อย เป็นสิ่งที่เขาไม่ได้คาดคิดเอาไว้ เพราะตอนที่คุณพ่อยังมีชีวิตอยู่ได้เคยบอกไว้ว่า จะให้เขาเข้ามาช่วยดูแลบริหารโรงเรียนตอนเขาอายุ 30 ปี แต่เมื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่ทำให้ต้องเข้ามาก่อนเวลา จึงมีทั้งเรื่องที่ท้าทายและอุปสรรครอเขาอยู่เช่นกัน

“ที่จริงแล้วก่อนหน้านี้งานหลักของผมก็คือเป็นเทรนเนอร์ทางออนไลน์และเป็นนายแบบโฆษณาที่ต้องมีการแคสติ้งงานอยู่เป็นประจำ ผมยังไม่ได้สนใจธุรกิจของครอบครัวสักเท่าไหร่ เพราะยังต้องการหาประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้กับตัวเองก่อน แต่เมื่อต้องเข้ามาช่วยคุณแม่ ผมก็ต้องเต็มใจทำอย่างแน่นอน ซึ่งจริงๆ แล้วระบบโครงสร้างของโรงเรียนมันได้ถูกวางไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เราก็ยังต้องมาคิดว่า ควรทำยังไงให้มีเด็กๆ เข้ามาสมัครเรียนในโรงเรียนทั้ง 6 แห่งของเรามากขึ้น

 

แน่นอนว่าเราก็ต้องใช้วิธีออกไปแนะแนวเด็กตามโรงเรียนต่างๆ ที่เขาเรียนอยู่ หรือไปแนะแนวผู้ปกครองตามเนิร์สเซอรี่สำหรับเด็กที่จะเข้าเรียนชั้นอนุบาลและประถม เป็นต้น ซึ่งทุกโรงเรียนจะมีระบบแบบนี้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมต้องคิดเพิ่มเติมก็คือ จะบริหารบุคลากรในโรงเรียนอย่างไรให้ทำงานกันต่อไปได้ด้วยดีและราบรื่นซะมากกว่า”

คมธนู บอกว่า สิ่งที่เขาได้เรียนรู้ก็คือต้องคอยสังเกตดูว่าคุณแม่มีวิธีบริหารและวิธีตัดสินใจในเรื่องต่างๆ อย่างไรเมื่อเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป การตัดสินใจในบางเรื่องของเขาก็อาจจะไม่เหมือนคุณแม่ 100% ก็ได้ แต่เขาอาจจะนำแนวคิดของคุณแม่มาปรับใช้ให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น

“อุปสรรคเดียวของผมตอนนี้ก็คือผมอายุยังน้อย การที่ผมเข้ามาบริหารก็อาจจะยังไม่ได้รับความเชื่อมั่นจากเหล่าครูอาจารย์ทั้งหลายมากนัก จากที่คุณพ่อผมเป็นท่านประธานของโรงเรียนในเครือ ซึ่งมีลูกน้อง 400-500 คน แล้วอยู่ดีๆ วันหนึ่งผมต้องไปเป็นเจ้านายของพวกเขาแทน แน่นอนว่าพวกเขาก็อดที่จะเปรียบเทียบผมกับคุณพ่อไม่ได้ ซึ่งผมก็คงต้องอาศัยเวลาเพื่อพิสูจน์ตัวเองต่อไป

 

แม้ต้องเข้าไปช่วยงานบริหารโรงเรียน แต่อีกพาร์ตหนึ่งผมก็ยังทำงานที่ตัวเองรักอยู่ นั่นก็คือการไปแคสติ้งงานโฆษณาทางทีวี ซึ่งที่ผ่านมาผมได้ถ่ายโฆษณา เช่น ฟิชเชอร์แมนส์เฟรนด์ ฮอนด้า และแกสบี้ และตอนนี้ยังคงเป็นเทรนเนอร์ออนไลน์อยู่ด้วย โดยช่วยให้คนที่มาปรึกษาไปถึงเป้าหมายที่พวกเขาต้องการ นั่นคือ การลดน้ำหนัก เพิ่มกล้ามเนื้อ และรักษารูปร่างให้ดีไว้ ซึ่งผมจะคอยจัดตารางการกินอาหาร รวมทั้งตารางการออกกำลังกายให้พวกเขาด้วย โดยจะเน้นให้ความสำคัญกับการกินอาหารที่ถูกต้องเป็นหลัก สอนการคำนวณแคลอรีในการกิน พร้อมทั้งแนะนำการออกกำลังกาย โดยให้พวกเขาส่งการบ้านมาทางไลน์อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อดูว่ารูปร่างของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหรือไม่”

คมธนู เสริมว่า หลักในการทำงานของเขาทั้งในเรื่องการบริหารโรงเรียน และงานส่วนตัวทางด้านนายแบบและเทรนเนอร์ เขาจะยึดถือคติที่ว่า ชีวิตคนเรามันไม่แน่ไม่นอน ฉะนั้นเมื่อมีโอกาสทำอะไร ก็ควรทำทุกวินาทีให้ดีที่สุดในทุกๆ วัน ทำให้เหมือนกับวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราได้ทำงาน เชื่อเถอะว่าผลที่ออกมานั้นต้องดีแน่นอน

“ในอนาคตผมวางแผนไว้ว่า อยากจะเรียนให้จบปริญญาโทไม่เกินอายุ 26 ปี และตั้งเป้าไว้ว่าจะเรียนต่อดอกเตอร์ให้จบไม่เกินอายุ 30 ปี ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นจะทำให้ผมสามารถก้าวเข้าไปเป็นผู้บริหารโรงเรียนได้อย่างภาคภูมิใจ เพราะตอนนั้นผมคงมีพร้อมทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิเรียบร้อยแล้ว

 

สำหรับงานด้านการเป็นนายแบบโฆษณา หากในวันข้างหน้าสามารถต่อยอดไปสู่การเป็นดาราได้ ผมก็อยากจะลองทำดู เพราะที่ผ่านมาผมก็พยายามดูแลตัวเองมาพอสมควร ทั้งเรื่องหน้าตาและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อรูปร่างที่ดี ซึ่งหากมีโอกาสเข้ามาผมก็ต้องคว้าไว้แน่นอน ส่วนเรื่องเทรนเนอร์ออนไลน์ก็คงไม่ทิ้ง เพราะนอกจากเป็นความชอบส่วนตัวแล้ว ยังได้ช่วยเหลือคนอื่นให้มีรูปร่างและสุขภาพที่ดี แถมยังได้เงินเป็นค่าตอบแทนอีกด้วย”

คมธนู ทิ้งท้ายว่า นอกเหนือจากงานต่างๆ ที่ต้องทำแล้ว ยามว่างงานอดิเรกของเขาก็คือการเล่นบาสเกตบอล แต่ระยะหลังๆ มานี้อาจจะซาๆ ลงไปบ้าง เพราะเขาเริ่มมีงานหลายอย่างที่ต้องทำมากขึ้น ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวที่เขาอยากไปมากที่สุดในตอนนี้ก็คือประเทศญี่ปุ่น เพราะยังหาเวลาและโอกาสเหมาะๆ ที่จะไปเที่ยวไม่ได้สักที…อ๊ะ! ได้ยินแบบนี้แล้วสาวๆ รีบเข้าคิวอาสาเป็นไกด์พาเที่ยวกันเป็นแถวเชียวละ

 

นิธิศ ศรีแย้ม นักบริหารร้านอาหารมืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/479516

นิธิศ ศรีแย้ม นักบริหารร้านอาหารมืออาชีพ

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

“การทำร้านอาหารหรือบริหารธุรกิจร้านอาหาร คุณจะต้องรักต้องชอบเป็นที่ตั้ง ถ้าคุณไม่รักไม่ชอบ คุณจะไม่ศึกษาหาความรู้เรื่องอาหารมากพอ ไม่ขวนขวายหาวัตถุดิบที่ดีพอ เมื่อคุณไม่รักไม่ทำในสิ่งเหล่านี้ แค่อาหารง่ายๆ จานเดียวคุณจะทำออกมาไม่ดี” นิธิศ ศรีแย้ม รองประธานกรรมการบริษัทและผู้จัดการทั่วไป ร้านไคเตน (Kaiten) ร้านอาหารปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่น ยากินิคุ (Yakiniku) บอกกับเราอย่างนั้น

นิธิศ เป็นนักบริหารร้านอาหารที่คร่ำหวอดอยู่ในธุรกิจร้านอาหารที่มีชื่อเสียงมากมาย เขาเริ่มต้นทำงานตั้งแต่เป็นเด็กล้างจาน เสิร์ฟอาหารจนกระทั่งได้เป็นผู้จัดการร้าน จึงทำให้เขามีประสบการณ์รู้ทุกกระบวนการและปัญหาในการทำงานของแต่ละฝ่ายเป็นอย่างดี

“ผมเรียนจบจากสถาบันราชภัฏสวนดุสิต สาขาวิทยาศาสตร์การอาหาร เรียกได้ว่าเป็นรุ่นแรกของสถาบันเลยก็ว่าได้ ที่ผมเลือกเส้นทางด้านธุรกิจร้านอาหารก็เพราะผมเห็นว่า ในอนาคตสายอาหารจะเป็นสายที่เติบโตและมีความต้องการสูง แต่ในสมัยก่อนคนไม่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับอาหารหรือร้านอาหารสักเท่าไหร่ เพราะธุรกิจอาหารในช่วงนั้นไม่ได้มีแววที่จะบูมหรือเติบโตเลย ด้วยสิ่งแวดล้อมของคนไทยนิยมประกอบอาหารรับประทานกันเองที่บ้านมากกว่ารับประทานอาหารนอกบ้าน จะรับประทานอาหารนอกบ้านก็เนื่องด้วยโอกาสพิเศษเท่านั้น

ผมมองอนาคตตั้งแต่ตอนนั้นแล้วละว่า ต่อไปสังคมไทยจะเปลี่ยนไป ประชากรเพิ่มขึ้นทุกวัน และคนก็เร่งรีบมากขึ้น ชีวิตเป็นแม่บ้านถุงพลาสติก พ่อบ้านกล่องโฟม ตอนเย็นก่อนกลับบ้านก็รับประทานอาหารนอกบ้าน วัฒนธรรมการกินเปลี่ยนไป ผู้คนไม่นิยมประกอบอาหารเอง ผมจึงเลือกที่จะเข้ามาทำงานในด้านนี้ และปัจจุบันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ และพอเราได้เข้ามาคลุกคลีอยู่ในวงการธุรกิจร้านอาหาร ก็ทำให้เราได้เห็นปัญหาหลายอย่างในวงการธุรกิจร้านอาหาร

ปัญหาอย่างแรกของคนทำร้านอาหารก็คือ คนอยากทำแต่ไม่รู้ระบบการจัดการ การวางกำลังคน ไม่รู้วิธีการคิดต้นทุนการคิดราคา เพื่อให้ครอบคลุมทั้งหมดและได้กำไรพอที่จะอยู่ได้ แม่ค้าทั่วไปคือซื้อมาขายไป คิดว่าฉันบวกกำไรเข้าไปแล้วละ ยังไงก็ต้องได้กำไร แต่ไม่เคยไปดูว่าต้นทุนจริงๆ เป็นเท่าไหร่และบวกเข้าไป ถ้าย้อนไปจริงๆ อาหารถุงละ 20 เคยนับไหมว่าให้ลูกชิ้นกี่ชิ้น วันไหนถูกใจลูกค้าก็แถมลูกชิ้นเข้าไปให้ แต่ไม่เคยมีการควบคุมต้นทุนที่แท้จริง

พอมีร้านอาหารเปิดใหม่ๆ จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มมีการพัฒนาเรื่ององค์ความรู้ในการบริหารจัดการร้านอาหาร คุณเชื่อไหมว่าทุกวันนี้มีร้านเปิดใหม่เกิดขึ้นทุกวันแต่ก็ล้มหายตายไปจากตลาดทุกวันเช่นกัน เราคิดว่าการทำร้านอาหารนั้นง่าย แค่ประกอบอาหารให้คนมากิน แต่ที่จริงแล้วการทำร้านอาหารนั้นมีอีกมากมายหลายเรื่องที่ต้องใช้องค์ความรู้เข้ามาบริหารจัดการ

วันนี้ที่ผมเข้ามาบริหารร้านไคเตน เราก็เข้ามาสร้างทีมบริหารจัดการร้านอาหาร และเริ่มปรับองค์กรให้ได้มาตรฐานร้านอาหารสากลและทำให้ทุกคนรู้จัก ถามว่าร้านอาหารปิ้งย่างเปิดใหม่เยอะไหม ตอบได้เลยว่าเยอะ ร้านปิ้งย่างข้างทางริมถนนเป็นคู่แข่งของเราไหม บอกเลยว่าเป็น แต่สุดท้ายแล้วเราต้องตอบคำถามกับลูกค้าให้ได้ว่า ทำไมเขาต้องเข้ามารับประทานอาหารของเรา กินกับเราแล้วดีกว่าข้างทางอย่างไร และผมก็เชื่อว่าสิ่งที่ผมทำและให้กับลูกค้าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เราสรรหามาให้ เพราะหลักในการทำงานของผมคือเราทำงานกันอย่างตรงไปตรงมา เวลามีปัญหาเรื่องงานพูดกันตรงๆ ว่าติดอะไรตรงไหน ไม่พอใจอะไรคุยกันให้จบแล้วค่อยลุกกลับออกไปทำงาน และเวลาทำงานต้องทำให้สุด ไม่มีกั๊กไม่มีเก็บ ดันให้เต็มที่ทำให้มันติดตลาดมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก เราทำเต็มที่สุดความสามารถที่เรามี”

ในทุกธุรกิจย่อมมีปัญหา ยิ่งเป็นธุรกิจร้านอาหาร หนึ่งในธุรกิจที่เต็มไปด้วยรายละเอียดปลีกย่อยและมีปัญหามากที่สุด นิธิศว่า ส่วนใหญ่เขาจะใช้วิธีการทำฝ่ายสนับสนุนในเรื่องต่างๆ ที่จำเป็นเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด

“ปัญหาอย่างหนึ่งในธุรกิจร้านอาหาร ก็คือเรื่องของกำลังคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในธุรกิจร้านอาหารนั้น มีไม่เพียงพอกับความต้องการ เท่าที่ทราบมาตอนนี้ปัญหาร้านอาหารในบ้านเรานั้นเหมือนกับญี่ปุ่นเมื่อ 20 ปีก่อน ที่ขาดคนเข้ามาทำงานร้านอาหาร เพราะอัตราการเกิดน้อยไม่ทันกับการขยายธุรกิจในประเทศ ทำให้เกิดการจ้างงานข้ามชาติ และมีการซื้อตัวข้ามแบรนด์ ทำให้เกิดปัญหาในเรื่องการอบรมคนในเรื่องความเข้าใจในเรื่องการทำงานที่ถูกต้อง เราต้องแก้ปัญหานี้จับมือกับกระทรวงศึกษาฯ ในการฝึกน้องๆ ให้เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ภาคธุรกิจทั้งวิชาการและปฏิบัติ รู้ลำดับในการทำงานร้านอาหาร

 

นอกจากนี้ คนทำร้านอาหารส่วนใหญ่ คิดแต่เรื่องทำอย่างไรให้ต้นทุนต่ำแต่ขายได้กำไรสูง แต่ไม่ได้มองว่าการที่จะมีตรงนี้ได้คุณต้องมีใจรักต้องเรียนรู้ ลงมือทำ ต้องต้มน้ำซุป ต้องเคี่ยวนานเท่าไหร่ ต้องเติมอะไร ปรุงออกมารสชาติเป็นยังไง น้อยมากที่จะเข้ามาลงมือทำ เคี่ยว 2 ชั่วโมงน้ำออกมาเป็นแบบนี้ แล้วถ้าเคี่ยว 4 ชั่วโมง จะออกมาเป็นก๋วยเตี๋ยวที่อร่อย

สุดท้ายก็คือเรื่องสูตรอาหารเพราะพวกเขาชิมตามรสชาติที่ปรุง ไม่ได้อาศัยตามสูตรที่แน่นอนชัดเจน เช่น ร้านก๋วยเตี๋ยววันนี้เราไปแล้วอร่อย อีกวันไปรสชาติไม่เหมือนเดิม จากประสบการณ์ของผม บอกได้เลยว่าการดูแลร้านอาหารไทยนั้นยากสุด โดยเฉพาะการควบคุมรสชาติของอาหาร เพราะอาหารไทยมีรายละเอียดในการปรุงค่อนข้างมาก

สิ่งที่จะทำให้ร้านอาหารไทยหรือร้านอาหารชาติอื่นๆ สามารถคงคุณภาพได้คือการมีสูตรเฉพาะร้านที่ชัดเจน ไม่เปลี่ยนไปตามใจปากลูกค้า เพราะร้านอาหารที่มีชื่อเสียงจะมีสูตรที่เป็นมาตรฐาน จะไปกี่ครั้งหรือเปลี่ยนเชฟไปอีกกี่คนก็จะได้รสชาติแบบเดิมเสมอ

อาหารมีความเป็นศิลปะอยู่ในตัว มีศาสตร์และศิลป์ในการปรุง แต่ละคนมีรสชาติที่ชอบไม่เหมือนกัน บางคนชอบเค็มบางคนชอบหวาน แต่เราต้องหารสชาติที่อยู่ตรงกลางระหว่างความชอบที่หลากหลายนั้นให้ได้ นั่นละคือเสน่ห์และความท้าทายในการบริหารร้านอาหารให้ประสบความสำเร็จ”

 

ช่อฟ้า เหล่าอารยะ-ศิริกุล อัตถปัญญาพล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 17:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/479345

ช่อฟ้า เหล่าอารยะ-ศิริกุล อัตถปัญญาพล

โดย…วรธาร ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

สองผู้ประกาศข่าวสาวเปี่ยมคุณภาพจากช่อง 7 สี เกด-ศิริกุล อัตถปัญญาพล ข่าวเช้า 7 สี วันจันทร์-ศุกร์ ตี 5-6 โมงเช้า คอลัมน์อุณหภูมิโลก ในเคาะข่าวสุดสัปดาห์ (เสาร์-อาทิตย์) รายการคอข่าว คืนวันพฤหัสบดี และ ปูน-ช่อฟ้า เหล่าอารยะ ห้องข่าวภาคเที่ยง วันจันทร-ศุกร์ และข่าวภาคค่ำ (ข่าวพระราชสำนัก) ประจำวันอาทิตย์ ทั้งคู่แม้จะอายุห่างกัน 3 ปี แต่สนิทกันมากจนกลายเป็นคู่หูผู้ประกาศที่มองตาก็รู้ใจ

ที่สำคัญทั้งสองล้วนจิตใจงาม ชอบช่วยเหลือคนอื่นและสังคมตลอด ชอบทำบุญในรูปแบบต่างๆ ที่เหมาะสม โดยนอกจากจะร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมหรืออีเวนต์ของช่อง 7 ที่จัดขึ้นอยู่บ่อยๆ แล้วก็มักหาโอกาสเวลาว่างไปทำด้วยกันอยู่เรื่อยๆ ล่าสุดเพิ่งไปสร้างห้องสมุดโรงเรียนและจัดหาหนังสือไปไว้ห้องสมุดที่โรงเรียนวัดตาลเอนจ.พระนครศรีอยุธยา

“ครั้งนี้พวกเราทำเป็นเรื่องเป็นราวหน่อยค่ะ ก็ขออนุญาตทางสถานี (ช่อง 7) ตั้งจุดขอรับบริจาคหนังสือและของอื่นๆ เพื่อนำไปมอบให้กับน้องๆ โรงเรียนวัดตาลเอน จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นโรงเรียนวัดที่ค่อนข้างขาดแคลนโดยเฉพาะห้องสมุดและหนังสือ ซึ่งก็มีพี่ๆ บางคนในช่องที่อยากทำอย่างนี้แต่ไม่มีเวลาไปทำ เราก็เหมือนเป็นตัวแทนพี่ๆ ด้วย” คู่หูผู้ประกาศจิตใจงาม กล่าว

ช่อฟ้า

“พี่เกดเหมือนพี่ใหญ่ในครอบครัว”

ปูน-ช่อฟ้า เหล่าอารยะ

“เราสนิทกันมา 7 กว่าปีแล้ว รู้จักกันตั้งแต่วันแรกที่สมัครเป็นผู้ประกาศช่อง 7 โครงการคัดสรรผู้ประกาศข่าวรุ่น 2 ซึ่งเปิดรับสมัครที่เซ็นทรัล รู้สึกถูกชะตาตั้งแต่แรกเจอ นัมเบอร์ของเราห่างกันไม่กี่เบอร์ พี่เกดออร่าแรงมาก ดูสง่าและรู้สึกเป็นผู้หญิงที่น่าจดจำ ครั้งนั้นมีคนสมัครมากถึง 3,000 คน เราสองคนผ่านเข้ารอบมาด้วยกัน

“พี่เกดนิสัยดีมาก น่ารัก และน่าคบจึงทำให้เราสนิทกันง่าย จุดเด่นของพี่เขาคือเป็นคนที่ใส่ใจคนรอบข้างเสมอ โดยเฉพาะพอมาเป็นเพื่อนสนิทยิ่งได้สัมผัสความเอาใจใส่ของพี่เขาเป็นพิเศษ พี่เกดจะมีคาแรกเตอร์ของความเป็นพี่สาวคนโตของที่บ้าน แล้วพี่เขาก็เป็นคนที่ดูแลครอบครัวของเขาอยู่แล้วด้วย

“แม้ปูนเป็นเพื่อนรุ่นน้องก็จริง แต่พี่เกดจะเป็นทั้งเพื่อน เป็นแม่ก็ได้ เป็นพี่ก็ได้ ดูแลเราทุกอย่าง ให้คำปรึกษาในระดับของคนที่โตกว่า เป็นมุมมองของคนที่ผ่านงานและมีประสบการณ์ทำงานมาก่อน ปูนทำงานที่ช่อง 7 เป็นที่แรกและที่เดียวถึงวันนี้ แต่พี่เกดก่อนมาเป็นผู้ประกาศก็เคยทำงานแอร์โฮสเตสมาก่อน 3 ปี พี่เขาจะให้มุมมองดีๆ ต่างๆ มากมาย แต่เรายังไม่ไปถึงจุดนั้น ก็เลยได้เห็นภาพในอนาคตที่พี่เขาสะท้อนให้เห็น

“สิ่งที่พิเศษอย่างหนึ่งที่ปูนเห็นในพี่เกดคือ เป็นคนที่ใส่ใจรายละเอียดในเรื่องต่างๆ ซึ่งต่างจากปูนที่บางทีบางเรื่องเราก็มองข้าม ยกตัวอย่างเรื่องอาหารการกินและสุขภาพ ปูนเป็นคนสบายๆ จนบางทีก็ลืมใส่ใจสุขภาพบ่อยครั้ง แต่พี่เกดเป็นคนที่ใส่ใจสุขภาพและพยายามที่จะดูแลคนที่เขารักทุกคนรวมถึงปูน พี่เขาก็จะคอยเป็นเหมือนเทรนเนอร์หรือโค้ชส่วนตัวคอยให้คำแนะนำปูนอยู่ตลอด อันไหนดีพี่เกดก็จะเอามาบอก

“ขณะในมุมของการทำงานปูนโชคดีมาก พี่เกดจะให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลืออยู่บ่อยๆ ยกตัวอย่างงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของปูนล้วนๆ แต่พี่เกดพร้อมจะทำให้ปูนได้เลยในกรณีที่ฉุกเฉินหรือยามที่เราไม่ว่าง ไม่มีคิดเล็กคิดน้อย

“อีกมุมหนึ่งที่ปูนประทับใจ คือพี่เกดมิเพียงใจดีกับคนทุกคนเท่านั้น แต่กับสัตว์พี่เขาก็ใจดีด้วยเพราะเป็นคนที่รักสัตว์มาก ชอบช่วยเหลือหมาแมวตลอด คือพี่เกดจะอยู่ในกลุ่มคนรักหมารักแมว มีข่าวมาบอกเรื่อยๆ มีหมาตัวนั้นตัวนี้ให้ช่วย แม้กระทั่งหมาจรจัดที่ถูกรถทับหน้าช่อง 7 ชื่อเจ้าซีโร่ พี่เกดก็รับไปเลี้ยง”

เกด

“ปูนมีแต่ความปรารถนาดีและมีน้ำใจเสมอ”

“สำหรับเราสองคนไม่ว่าเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัวปรึกษากันได้ตลอด คุยกันได้ทุกเรื่อง เราเข้าทำงานที่ช่อง 7 พร้อมกัน ในโครงการคัดสรรผู้ประกาศหน้าใหม่ รุ่นที่ 2 สนิทกันตั้งแต่ตอนเป็นผู้สมัคร แค่วันที่เปิดรับสมัครเราก็ถูกชะตากันแล้ว วันนั้นน้องปูนกับคุณพ่อปูนขับรถไปส่งเกดกลับบ้าน ก็เป็นช่วงเวลาที่ได้คุยกันมากขึ้น ความคิดความอ่านเราตรงกัน นิสัยใจคอคล้ายกัน

“ช่วงผู้สมัครถูกคัดเหลือ 20 คน เป็นช่วงที่ได้ทำงานร่วมกับเพื่อนคนอื่นๆมากขึ้น แล้วกับปูนเวลาคุยกันเกดรู้สึกว่าถูกชะตามาก ประทับใจในทักษะการใช้ภาษาของน้องเขาที่เก่งมากสมกับที่จบมาทางอักษรศาสตร์ เกดเล็งไว้เลยยังไงปูนก็ต้องติดเป็นผู้ประกาศข่าวแน่นอน แล้วเขาก็ติดได้เป็นผู้ประกาศพร้อมกัน

เกด-ศิริกุล อัตถปัญญาพล

“ส่วนเรื่องนิสัย ปูนเป็นคนน่ารักและมีน้ำใจ พร้อมให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเรื่องต่างๆ ด้วยความจริงใจ ไม่มีการใส่หน้ากากเข้าหากัน ช่วงที่เข้ารอบมาด้วยกันปูนก็จะช่วยแนะนำเรื่องการออกเสียงภาษาไทย คือเกดถึงจะเกิดที่กรุงเทพฯ แต่ก็ไปโตที่เชียงใหม่เวลาพูดก็จะมีสำเนียงทางเหนือติดมาด้วย น้องก็จะให้คำแนะนำที่ดี

“เราทั้งคู่เป็นคนที่เตือนกันได้ทุกเรื่อง ไม่มีโกรธกัน 7 ปีที่คบกันมาไม่มีงอนไม่มีทะเลาะ เนื่องจากพวกเราไม่ใช่คนที่คิดเล็กคิดน้อย ขณะที่ในมุมของการทำงานเรามีน้ำใจให้กันเสมอ อย่างตอนที่ทำงานร่วมกัน บางทีปูนทำเบื้องหน้า เกดทำเบื้องหลังเราก็ช่วยกันแต่บางทีไม่ได้เกี่ยวกับงานที่ทำ ไปเจออะไรก็เก็บมาให้กันและกัน อย่างปูนไปเจอเรื่องนั้นเรื่องนี้น่าสนใจก็เก็บมาให้เกด หรือเกดไปเจออะไรน่าสนใจก็เก็บมาให้ปูน เราช่วยเหลือกันแบบนี้ตลอด

“ทุกครั้งที่เราเคยนั่งอ่านข่าวด้วยกัน ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยมาก จะด้วยบังเอิญหรืออะไรก็ไม่รู้ ความที่เราสนิทและรู้ใจกันอยู่แล้ว ถึงแม้ไม่ได้ซ้อมกันมาแต่เราเข้าขากันเป็นอย่างดี รู้ว่าจังหวะไหนควรจะส่งต่อให้กันยังไง หรือ ถ้ามีเหตุฉุกเฉินบางอย่างเกิดขึ้นเราสามารถทำแทนกันได้อย่างอัตโนมัติ”

 

กมลวรรณ เจตจำรัส ห้องครัวอบอุ่น ‘ฝึกรสมือแม่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 12:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/479056

กมลวรรณ เจตจำรัส ห้องครัวอบอุ่น 'ฝึกรสมือแม่'

โดย…ปอย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

คําพูดเดิมซ้ำๆ ติดปากว่า “อร่อยจังแม่…” แววตาของแม่ยิ้มกลับมาอย่างอบอุ่น ด้วยหน้าที่ฐานะลูกสาวคนโต ห้องครัวคือภาระรับผิดชอบอันเป็นสิ่งที่รัก การรับเป็นลูกมือช่วยคุณแม่ทำอาหารขึ้นโต๊ะกินข้าวทุกๆ วัน ห้องครัวก็กลายเป็นห้องเรียนแสนอบอุ่น ฝึกปรือการทำอาหารรสดั้งเดิม กมลวรรณ เจตจำรัส เจ้าของและเชฟประจำร้านอาหารไทย “ครัวคุณแม่” แนะนำตัวด้วยบุคลิกกุ๊กกิ๊ก พูดจาอ่อนหวาน มีรอยยิ้มติดใบหน้าอยู่เสมอ แต่พอลองชิมจานเด็ดภูมิใจนำเสนอ “ขนมจีนน้ำยาปู” ก็ได้สัมผัสความแตกต่างไปจากภาพลักษณ์เชฟใบหน้าหวานแหววโดยสิ้นเชิง แกงใต้รสเผ็ดรสชาติถึงเครื่องแกงจัดจ้าน

ตะกร้าสานจ่ายตลาดใช้ตกแต่งภายในร้าน สัญลักษณ์สุดชิกอีกชิ้นตัวแทนของคุณแม่ เชฟปุ้ย กมลวรรณ จำได้ว่าเด็กๆ ต้องติดตามคุณแม่ไปจ่ายตลาด แม่เป็นผู้หญิงแบบบาง รูปร่างเล็ก แต่เดินเร็ว ทำอะไรเร็ว คนเดินตามสาวเท้าวิ่งตามแทบไม่ทัน และกลายเป็นดีเอ็นเอถ่ายทอดสู่รุ่นลูก ไม่เพียงแค่รสมือแม่ที่ผ่องถ่ายไว้ทุกรสสัมผัสความอร่อย

“ดิฉันซึมซับบุคลิกนิสัยนี้มาเต็มเนื้อเต็มตัวค่ะ ทุกวันนี้พาเด็กๆ ลูกน้องในร้านไปจ่ายตลาด ไม่มีใครวิ่งตามดิฉันทันเลย (หัวเราะ) คุณแม่ไม่ได้เริ่มทำร้านอาหารคาวนะคะ แต่แม่เปิดร้านเบเกอรี่ขายเมื่อ 20 กว่าปีก่อน โด่งดังมากค่ะ หลายคนน่าจะคุ้นร้านอยู่ที่สุขุมวิท 101 ซึ่งพอมีลูกสาวคนโต ซึ่งก็คือดิฉันก็ต้องหยุดกิจการไป พอลูกโต 10 ขวบ แม่ก็กลับไปเปิดร้านอาหารกวยจั๊บทศพรที่ตลาดเสรีเซ็นเตอร์ สูตรมาจากอากง สมัยนั้นได้ป้ายเชลล์ชวนชิมด้วยค่ะ ตอนนี้ใครๆ ก็ติดรส มีลูกชิ้นเนื้อ-หมูน้ำใส มีน้ำจิ้มไม่เหมือนใคร ใส่พริกตำกระเทียมดอง ทำอาหารเก่งทั้งครอบครัวค่ะ อากู๋-น้องชายคุณแม่ ทำอาหารเก่งกว่าคุณแม่อีกค่ะ เนื้อผัดน้ำมันหอย อร่อยมาก ทั้งสองเมนูพอดิฉันเปิดร้านใหม่ก็มีติดร้านครัวคุณแม่ด้วยค่ะ”

ภาพความทรงจำในอดีตที่เกิดขึ้นภายในบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งเสมือนเป็นที่รวมห้องครัวแห่งรัก มีเรื่องราวให้ชวนจดจำมากมาย

“ความที่ธุรกิจอาหารคุณแม่เริ่มทำร้านเบเกอรี่ ดิฉันทำคุกกี้ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ แม่พาไปซื้อเตาอบขนมจากเยอรมนี จำได้ว่าไปเดินเลือกกันที่ห้างเซ็นทรัล ยี่ห้อ Delonghi เด็กๆ ทำขนมเล่นๆ ค่ะ ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจค่ะว่า สักวันเราจะมีร้านอาหารของตัวเองให้ได้ มีทั้งของคาวของหวาน

คุณแม่สนับสนุนให้เปิดร้านนี้ มีสูตรอาหารในร้านเกือบ 70 เมนูให้เลือกค่ะ ที่ขายดีคือข้าวผัดปู กุ้งอบเนยนมสดสูตรคุณแม่ กุ้งแม่น้ำเผา เส้นจันท์ผัดไทย บะหมี่กรอบราดหน้ากุ้ง ทอดมันกุ้ง สูตรคุณแม่เน้นรสอาหารจัดค่ะ คุณแม่เป็นจีนแต้จิ๋ว แต่ทำอาหารแซ่บๆ เผ็ดๆ ปูทะเลไข่ดองอร่อยเด็ดมากค่ะ ด้วยความแฮปปี้ติดใจในรสชาติปูชิ้นโตๆ กุ้งตัวใหญ่ๆ เรากินของพวกนี้มาตั้งแต่เด็ก ดิฉันจึงเลือกเป็นวัตถุดิบหลักภายในร้านค่ะ แล้วเป็นของหากินยากด้วยนะคะ ใครอยากกินกุ้งแม่น้ำเผาก็ต้องขับรถไปไกลถึง จ.พระนครศรีอยุธยา จึงอยากทำอาหารคุณภาพดีให้คนได้กินอร่อยๆ สะดวกง่ายๆ หลักในการทำอาหารก็เหมือนตอนอยู่ในครัวกับคุณแม่เลยค่ะ คือ ทำให้คนกินมีความสุข ไม่ว่าคนที่เรารักในครอบครัว หรือลูกค้าก็เป็นผู้ที่มีพระคุณในการสนับสนุนร้านเรา ก็ต้องทำให้เขาแฮปปี้ ได้กินของดีๆ อร่อยๆ ด้วยนะคะ

 

รสมือแม่บางสูตรเป็นความลับ โดยเฉพาะในเรื่องวัตถุดิบ ปู กุ้ง ต้องเป็นร้านเฉพาะเจ้าประจำที่ตลาดมหาชัย แม่ค้าเจ้าเด็ดผูกใจกันไว้ยาวนาน ไม่ซื้อเปลี่ยนเจ้า บอกเลยค่ะคุณแม่ดิฉันน่ากลัว (ประโยคนี้บอกพลางหัวเราะ) ไม่มีแม่ค้าคนไหนมาหลอกนางได้ในเรื่องวัตถุดิบดีมีคุณภาพ ดิฉันโดนบ่นโดนดุจนอ่วมกว่าจะเลือกของสดเป็น แต่ตอนนี้แม่เปิดร้านมากว่า 30 ปี ก็เหนื่อยๆ ไปบ้าง จะทำอาหารเมื่อมีวัตถุดิบแปลกใหม่มาให้ลองเท่านั้น สไตล์การทำครัวของแม่สนุกสนานกับการปรุงอาหารมาก ค้นคว้าขณะปรุงจนได้รสชาติดีที่สุด แม่เริ่มวางมือ แต่วันไหนที่ท่านทำดิฉันกับน้องสาวและคนในบ้านจะ
ตื่นเต้นกันมาก”

กมลวรรณ บอกว่า ปรัชญาการทำงานเชฟไม่ได้สูงส่ง ง่ายๆ สบายๆ เพียงเราอยากกินอะไร ก็ทำอาหารจานนั้นให้คนรอบข้างได้เอร็ดอร่อยด้วย

“พัฒนาสูตรวิธีทำได้จากอินเทอร์เน็ตบ้างค่ะ ครูพักลักจำบ้าง อย่างเช่นกุ้งแม่น้ำเผาก็ไปเฝ้าดูเขาย่างหน้าเตาเลย เป็นอีกเมนูขายดีมากๆ เพราะขายราคาไม่แพง ดิฉันยึดในหลักเดินสายกลาง เงินไม่ใช่สิ่งบันดาลสุขที่สุด ความสุขยั่งยืนคือการทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ดิฉันรักการทำอาหารมากๆ ถามว่าการเป็นเชฟและเจ้าของร้านเหนื่อยไหม? เหนื่อยม-า-ก (ลากเสียงยาวๆ กันเลย) แต่ทุกครั้งที่เห็นคนมากินชมอาหารของเราว่าอร่อยมาก ก็คือความสุขที่สุดในการทำงานแล้วค่ะ”

ความภูมิใจส่งต่อให้ลิ้มรสความอร่อยจากวันวาน ด้วยความตั้งใจ “อิ่มอุ่น รสมือแม่” จากห้องครัวเล็กๆ สู่ร้านอาหารที่เพิ่งรีโนเวตใหม่สุดชิก หากรสชาติเชฟคนสวยคอนเฟิร์มความแซ่บจี๊ด

 

ขนมจีนน้ำยาปู

1.เนื้อปูก้อน

2.พริกแกงเผ็ดใต้ 2 ช้อนโต๊ะ

3.กะทิ 2 ถ้วยตวง

4.น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

5.น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนชา

6.ขนมจีน ผักกินเคียงขนมจีน แตงกวา ถั่วงอก กะหล่ำปลีตามใจชอบ

7.ไข่ต้มยางมะตูม 1 ฟอง

วิธีทำ

ผัดเครื่องแกงในกระทะสักครู่แล้วใส่กะทิลงไป ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บและน้ำปลาตามชอบ ใส่เนื้อปูลงไป ปิดไฟ เสิร์ฟคู่ขนมจีนไข่ต้มยางมะตูม ผักสดตามชอบ