ปภาดา กลิ่นสุมาลย์ นางเอกสายบุญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/516723

ปภาดา กลิ่นสุมาลย์ นางเอกสายบุญ

เนย-ปภาดา กลิ่นสุมาลย์ เจ้าของรางวัลไทยซูเปอร์โมเดล 2015 และนางเอกละครเรื่อง นักรบตาปิศาจ ทางช่อง 7 สี ที่เพิ่งออนแอร์จบไปเมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา และอีกหนึ่งเรื่องรอออนแอร์ซึ่งจะเริ่มวันพุธและพฤหัสบดีที่ 27-28 ก.ย.นี้เป็นต้นไป แฟนละครช่อง 7 และเนย ปภาดา รอชมได้เลย

การก้าวขึ้นเป็นนางเอกคลื่นลูกใหม่ของช่อง 7 สีกับละคร นักรบตาปิศาจ เรื่องแรกของเนยนั้น ถือเป็นการก้าวเดินในเส้นทางที่เธอใฝ่ฝันไว้เร็วมาก เพราะเธอไม่เคยคิดว่าวันนี้จะมาถึงเร็วขนาดนี้ ถือว่าเซอร์ไพรส์และท้าทายความสามารถของเธออย่างยิ่ง ว่านับจากนี้ไปจะเข้าไปอยู่กลางใจแฟนละครได้เร็วแค่ไหน 

สำหรับเส้นทางของเนยก่อนมาเป็นนักแสดง และประเดิมด้วยบทนางเอกเรื่องนักรบตาปิศาจนั้น เริ่มต้นจากการเลือกศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาการละคร เอกการแสดง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะชื่นชอบด้านการแสดงและมีความใฝ่ฝันว่าอยากเข้าสู่วงการบันเทิง

จากนั้นเข้าสู่การประกวดไทยซูเปอร์โมเดล 2015 หวังกรุยทางสู่การเป็นนักแสดงของ 7 สี ปรากฏว่าสิ่งที่เธอฝันเริ่มเฉิดฉายชัด เมื่อสามารถคว้าตำแหน่งไทยซูเปอร์โมเดลคอนเทสต์ 2015 มาครอง และนั่นก็นำมาสู่การเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงในสังกัดช่อง 7 สี และก็ได้งานละครให้ทันที ด้วยเรื่องละอองดาวเป็นเรื่องแรก (รอออนแอร์) ตามด้วย นักรบตาปิศาจ ที่เพิ่งออนแอร์จบไป

“ดีใจค่ะ ที่ได้ทำงานตามความฝันที่อยากทำ เนยรักในการแสดง แต่ไม่คิดว่าโอกาสแบบนี้จะมาถึงเนยเร็ว ต้องขอขอบคุณทุกคนที่มีส่วนทำให้เนยมาถึงจุดนี้ได้ และขอบคุณช่อง 7 สี ขอบคุณผู้ใหญ่ที่ให้โอกาสเนยได้แสดงความสามารถ ก็จะตั้งใจทำหน้าที่ให้เต็มที่และทำให้ดีที่สุดค่ะ” นางเอกคลื่นรุ่นใหม่ กล่าว

หากย้อนดูชีวิตของไทยซูเปอร์โมเดล 2015 เจ้าของส่วนสูง 170 ซม. ตั้งแต่เด็กถึงปัจจุบัน กล้าพูดได้เลยว่าเธอเป็น “คนวัด” ชอบเข้าวัด ทำบุญ ปฏิบัติธรรม และรักการสวดมนต์ โดยทำเป็นนิจศีลกับครอบครัว ว่ากันว่าในการประกวดไทยซูเปอร์โมเดล 2015 ในวันตัดสินก่อนขึ้นเวทีประกวดเธอสวดมนต์ด้วย

“เนยสวดมนต์ก่อนขึ้นเวทีประกวด คือไม่ได้หวังอำนาจบันดาลให้ได้ตำแหน่งนะคะ แต่การสวดมนต์เป็นสิ่งที่เนยทำเป็นปกติในชีวิตประจำวันจนเคยชิน ก็เห็นว่าก่อนขึ้นเวทีพอมีเวลาอยู่ ก็เลยสวดแต่ไม่ได้ออกเสียงดัง พอสวดจบรู้สึกว่าช่วยปรับอารมณ์ความตื่นเต้นและความประหม่าลง ใจกลับมานิ่งขึ้น” ปภาดา กล่าว

หันมาบทสวดมนต์ที่เนยสวดประจำ คือ บทสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย มีด้วยกัน 3 บท คือบทพุทธคุณ (ขึ้นต้น อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต ฯลฯ) บทธัมมคุณ (ขึ้นต้น สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ฯลฯ) และบทสังฆคุณ (ขึ้นต้น สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ฯลฯ) รวมถึงบทถวายพระ (พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ฯลฯ) ซึ่งต่อเนื่องจากบทสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย  

 

 

 

“บทสวดเหล่านี้เนยสวดได้ค่ะ และวันที่ขึ้นเวทีในวันตัดสินก็สวดบทสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย ไม่ยาวมาก 3 นาทีเศษๆ ก็จบ เป็นบทสวดประจำก่อนออกจากบ้านไปทำงาน บางทีก็สวดก่อนเข้านอน ขึ้นกับเวลา แต่วันหนึ่งต้องได้สวดมนต์ ถ้าวันไหนมีเวลามากไม่ได้ไปทำงานอยู่บ้านวันนั้นจะสวดยาว ใช้บทสวดทำวัตรเย็นเลย ประมาณ 30 นาที เสร็จแล้วนั่งสมาธิจบด้วยการแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ เจ้ากรรมนายเวร”      

เนย เล่าว่า ชอบปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ สวดมนต์ เพราะพ่อกับแม่ปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ด้วยการพาเข้าวัดทำบุญในวันสำคัญไม่เคยขาด และเวลาที่วัดจัดงานบุญต่างๆ เช่น งานปฏิบัติธรรมนุ่งขาวห่มขาว งานบวชสามเณรภาคฤดูร้อน งานบวชถวายเป็นพระราชกุศลในโอกาสต่างๆ ถ้าเป็นงานปฏิบัติธรรมก็เข้าร่วมปฏิบัติพร้อมกับคุณแม่ทุกครั้ง ถ้าเป็นงานบวชก็ช่วยขวนขวาย เช่น ต้อนรับแขกที่มาวัด เป็นต้น

“ไปวัดแล้วมีความสุข ชอบ สนุกดีค่ะ บางงานไปเป็นจิตอาสา บางครั้งก็เข้าร่วมปฏิบัติธรรมถือศีล 8 ฟังเทศน์ ส่วนตัวชอบฟังเทศน์เพลินดี ฟังแล้วนำไปใช้ในชีวิตได้จริง ทุกครั้งที่ฟังนำกลับมาทบทวนและเตือนสติตัวเองตลอด อยากบอกว่าวิธีฟังธรรมไม่ให้เบื่อ คือ คิดตามในสิ่งที่พระเทศน์ค่ะ เรียกว่าเป็นการประมวลผลตลอดค่ะ อย่างนี้ไม่เบื่อแน่นอน” เนย เล่าถึงการเข้าวัดของเธอ

ปัจจุบันเนยชอบไปปฏิบัติธรรมที่เสถียรธรรมสถานของแม่ชีศันสนีย์ ล่าสุดไปปฏิบัติ 2 คืน 3 วัน เธอบอกว่า เป็นสถานที่สะดวกและสัปปายะ ไม่ต้องเดินทางไกล ไปมาสะดวก อีกอย่างที่อยู่ไม่ไกลจากเสถียรธรรมสถาน แต่ถ้าสมัยที่ยังไม่เข้ากรุงเทพฯ ก็จะไปปฏิบัติที่วัดป่าบ้านคอกหมูที่บ้านเกิด (จ.นครราชสีมา) ถ้าทำบุญส่วนตัวไปวัดสัมพันธวงศ์เพราะเป็นลูกศิษย์ของพระพรหมเมธี

“เดือนหนึ่งเนยจะหาโอกาสไปทำบุญถวายสังฆทานปล่อยปลาประมาณ 3 ครั้ง บางทีก็เลือกไปธรรมสถานต่างๆ เช่น หอจดหมายเหตุพุทธทาส ไปอ่านหนังสือ นั่งฟังบรรยายธรรม พูดคุยแลกเปลี่ยนธรรมะกับคนอื่นที่มาในสถานที่ เป็นบรรยากาศที่อบอุ่นด้วยมิตรไมตรีธรรม”

เนย ยอมรับว่า ชีวิตที่อยู่คลุกคลีกับธรรมมาตลอด ได้เปลี่ยนตัวเธอเยอะมาก จากคนที่ค่อนข้างใจร้อน พูดไว ปากไว ไม่พอใจก็พูด แต่พอมาปฏิบัติ ฟังเทศน์ฟังธรรม สวดมนต์ นั่งสมาธิบ่อยๆ ทำให้มีสติมากขึ้น และก่อนทำก่อนพูดก็จะคิดให้ดีก่อนเสมอ เรียกว่าละเอียดอ่อนขึ้น

 

‘เอาเด็กปกติมาแลกก็ไม่ยอม’ แม่ต่าย-วลัยพร สิริพูนผล สายชิล ปั้นลูกออทิสติก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2560 เวลา 10:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/516552

‘เอาเด็กปกติมาแลกก็ไม่ยอม’ แม่ต่าย-วลัยพร สิริพูนผล สายชิล ปั้นลูกออทิสติก

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ความแข็งแกร่งของ แม่ต่าย-วลัยพร สิริพูนผล วัย 42 ปี เปล่งประกายออกมาจากแววตาและน้ำเสียง ระหว่างบทสนทนาเนื้อหาชีวิตตลอด 17 ปี ที่มีลูกชายเป็นออทิสติก น้องเทย์เลอร์-ณัฐธัญ ธรรมกิจ หนุ่มอารมณ์ดีผู้สร้างรอยยิ้มและความสุขผ่านเสียงเปียโน

แม่ต่ายหรือที่หลายคนรู้จักในนามเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “แม่ต่ายสายชิล ปั้นลูกออทิสติก” เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่กล้าเปิดเผยต่อสาธารณชนว่ามีลูกเป็นเด็กออทิสติก พร้อมบอกเล่าแง่คิดของการเลี้ยงเด็กพิเศษ และแบ่งปันมุมมองที่สวยงามในชีวิตให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วย

ทว่าก่อนถึงวันนี้ ก่อนเธอจะกลายเป็นแม่ต่ายสายชิลไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเหตุการณ์มากมายและสภาพจิตใจที่ท้าทายทำให้เธอเคยสะบักสะบอมจนไม่อาจยอมรับความจริง

ความจริง

 

แม่ต่าย เล่าว่า คลอดน้องเทย์เลอร์ตอนอายุ 26 ปี กลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวในราว 7 ปีต่อมา แต่เริ่มสงสัยว่าลูกชายมีพฤติกรรมไม่เหมือนเด็กทั่วไปตอนน้องอายุ 3 ขวบ ด้วยความซุกซนที่มากเหลือเกิน แต่ก็ยังไม่อาจฟันธงได้ว่าลูกผิดปกติ เพราะน้องมีภาษาพูดที่ดี คือ สามารถพูดเป็นคำได้ตั้งแต่อายุ 10 เดือนครึ่ง และสามารถท่องพยัญชนะไทยครบ 44 ตัวอักษรได้ตั้งแต่อายุ 1 ขวบ จนย่างสู่ปีที่ 7 หรือช่วงประถมฯ 1 ที่เด็กควรอยู่ในระเบียบวินัย แต่น้องมักวิ่งออกนอกห้อง ไม่ยอมอยู่ในห้องเรียน ประกอบกับคำพูดที่มักพูดเป็นคำๆ เป็นวลี และไม่สามารถเรียงประโยคให้สมบูรณ์และถูกต้องได้ ด้วยพฤติกรรมและคำพูดจึงทำให้แม่ต่ายตัดสินใจพาลูกชายไปหาหมอ

“ตกใจและช็อกมาก เพราะสมัยก่อนคำว่า ออทิสติก เป็นอะไรที่ใหม่ เคยได้ยินแต่ชื่อ แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร” แม่ต่ายเล่าถึงความรู้สึกเมื่อได้ยินจากคุณหมอครั้งแรก “แม่เลยตั้งรับไม่ทัน กึ่งๆ ปฏิเสธ ไม่อยากเชื่อหมอว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับลูกของเรา เพราะลูกเราพูดได้ ก็แค่เป็นเด็กที่ซนไปหน่อยเท่านั้นเอง แต่พอนานวันเข้ามันเริ่มไม่ใช่แล้ว เพราะถ้าไม่แก้ไขและยอมรับมันสักที ลูกเราคงไม่ดีขึ้น แม่เลยเริ่มศึกษา เริ่มเรียนรู้ จากที่เรารู้สึกว่าลูกของเราก็น่ารักดีนะ กลายเป็นว่าถ้าเราไม่พัฒนา ไม่แก้ไขอะไร วันหนึ่งที่ลูกเราโตไปเขาจะไม่ใช่เด็กที่
น่ารัก แต่จะกลายเป็นภาพที่ไม่น่าดูแล้ว”

ความรู้สึกของการยอมรับนั้นย่อมต้องใช้เวลา โดยเธอต้องค่อยๆ ก้าวผ่านแต่ละขั้นแต่ละตอนของชีวิตมากว่าจะถึงวันนี้ แม่ต่ายกล่าวต่อว่า กว่าจะพบความรู้สึกที่ยอมรับได้หมดหัวใจ มันใช้เวลายาวนานมาก สำหรับเธอแล้ว เธอไม่ได้โทษใคร และไม่ได้น้อยเนื้อต่ำใจ แต่เธอรู้สึกว่านี่เป็นภาระที่หนักอึ้ง

“คนเราทุกคนเกิดมาแล้วมีลูก จุดมุ่งหมายของชีวิตคนนั้นจะอยู่ที่ลูก แต่สำหรับลูกเรา เราต้องเลี้ยงลูกยังไง ต่อไปจะเป็นยังไง อนาคตลูกเราจะอยู่ได้ไหม ทั้งหมดมันเลยกลายเป็นความกังวล ซึ่งเราแบกไว้ทั้งหมด รับอยู่คนเดียว”

อย่างไรก็ตาม การก้าวผ่านความรู้สึกและจิตใจไม่มีใครสามารถช่วยเธอได้นอกจากตัวเอง ซึ่งกว่าจะมาถึงวันที่เธอพูดได้เต็มปากว่า “ยอมรับน้องเทย์เลอร์ ยอมรับคำว่าออทิสติก และยอมรับความเป็นลูกของแม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์” จิตใจและความรู้สึกของแม่ต่ายก็ถูกทำให้สะบักสะบอมมาแล้ว

ก้าวผ่าน

 

ความเครียดและความกังวลเป็นศัตรูตัวร้ายที่บั่นทอนจิตใจแม่เลี้ยงเดี่ยว ซึ่งสิ่งที่ทำให้เธอตั้งหลักรับความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามา ไม่ได้มีเพียงจิตแพทย์ ยาคลายเครียด หรือการบอกเล่าให้คนรอบตัวฟัง แต่คือการหันไปมองลูกชาย ผู้เป็นพลังยิ่งใหญ่ที่ทำให้เธอมีกำลังกายและกำลังใจสู้ต่อไปเพื่อลูก

ข้อมูลจากเว็บไซต์โรงพยาบาลกรุงเทพ ระบุว่า ออทิสติก คือ ความผิดปกติที่พบได้ในเด็กตั้งแต่ในช่วงก่อนวัยเรียน (3 ขวบ) เกิดจากการทำงานผิดปกติของหลายๆ ระบบในร่างกายที่เกิดร่วมกัน ส่งผลให้การรับรู้ การแสดงออกทางอารมณ์ และพฤติกรรมของเด็กผิดปกติไปจากเด็กอื่นทั่วไป โดยภาพรวมการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเด็กออทิสติกในปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปอย่างชัดเจนได้ว่าความผิดปกติที่พบในแต่ละระบบนั้นมีความเชื่อมโยงกันในระดับใด แต่จากการศึกษาของหลายสถาบันมีความเห็นใกล้เคียงกันว่า กลไกของการเกิดโรคที่สำคัญนั้นส่วนหนึ่งเกิดจากการที่มีเลือดไปเลี้ยงเซลล์สมองไม่เพียงพอ ทำให้เซลล์สมองบางส่วนทำงานน้อยหรือไม่ทำงาน

ปัจจุบันน้องเทย์เลอร์พบจิตแพทย์เป็นประจำ และรับประทานยาเพื่อปรับอารมณ์ควบคู่กันไปตามอายุและน้ำหนัก ส่วนในเรื่องพัฒนาการจะเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองเป็นหลักที่ต้องฝึกพัฒนาการด้านร่างกายและจิตใจ แต่บางอย่างที่ผู้ปกครองไม่สามารถฝึกเองได้ก็ต้องพึ่งพานักกิจกรรมบำบัดเข้ามาช่วย

นอกจากนี้ แม่ต่ายได้เห็นแววความสามารถด้านดนตรีของลูกมาตั้งแต่ 8 ขวบ เธอจึงส่งเสริมให้ลูกเรียนเปียโน เปลี่ยนครูมาก็หลายคน จนเจอ “ครูตั้ม” ครูที่สอนให้น้องเทย์เลอร์เล่นเปียโนเป็นเพลงได้จริงๆ

“ครอบครัวที่มีลูกเป็นออทิสติกจะเป็นแบบนี้ คือ ต้องหาโรงเรียน หาคุณครูที่ใช่สำหรับลูกเราให้เจอ เพราะเด็กออทิสติกจะไม่เหมือนกันเลยสักคนเดียว ซึ่งสำหรับเทย์เลอร์ก็คิดว่าดนตรีเป็นทางที่ลูกชอบ เขาชอบเล่นเปียโน ชอบร้องเพลง เล่นกีตาร์ และเขาสามารถอยู่กับอะไรที่เป็นเสียงดนตรีได้นาน เพราะเป็นสิ่งที่เขาอยากทำ”

ทุกวันจันทร์และวันศุกร์ เวลา 10.30-12.00 น. และ 13.00-14.30 น. น้องเทย์เลอร์จะไปบรรเลงเปียโนให้ทุกคนฟังที่โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ซึ่งเป็นเวทีให้ลูกชายได้แสดงความสามารถ รวมถึงเมื่อไม่นานมานี้ แม่ต่ายเพิ่งได้รับข่าวดีจากกองประกวด ออทิสติก ทาเลนต์ กาล่า 2560 (Autistic Talent Gala 2017) คัดเลือกให้น้องเทย์เลอร์เป็นตัวแทนจากประเทศไทยเพียงคนเดียวเข้าประกวดในโครงการระดับนานาชาติของปีนี้

เช่นเดียวกับโรงเรียนที่แม่ลูกคู่นี้ต่างลองแล้วลองเล่าเพื่อหาโรงเรียนที่เหมาะสมและเข้าใจลูกชายจริงๆ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยถึงชั้นมัธยมปลาย ในตอนนี้แม่ต่ายเจอโรงเรียนที่ไว้วางใจที่สุดแล้ว ณ โรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ ที่มีการเรียนการสอนเพื่อเน้นเสริมสร้างทักษะชีวิต ฝึกอาชีพ ควบคู่ไปกับวิชาการสำหรับเด็กออทิสติก โดยคุณครูที่มีประสบการณ์สอนและดูแลเด็กพิเศษโดยเฉพาะอย่างไรก็ตาม โรงเรียนอีกเช่นเดียวกันที่ทำให้หัวใจของแม่เกือบแตกสลาย เพราะเหตุการณ์ที่ลูกหายตัวไปนานกว่า 5 ชม.

ความเจ็บปวด

 

แม่ต่ายเล่าเหตุการณ์วันนั้นเมื่อ 4 ปีที่แล้วว่า เธอได้พาลูกชายไปปรับพฤติกรรมที่สถาบันแห่งหนึ่ง โดยวันแรกที่เปิดเรียนก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันเพราะลูกชายหายตัวออกไปจากโรงเรียนโดยไม่มีใครเห็น

ภาพจากกล้องวงจรปิดทำให้รู้สาเหตุอย่างเดียวว่า น้องเทย์เลอร์ได้ขึ้นแท็กซี่ที่มาจอดส่งผู้ปกครองไปคนเดียว โดยในเวลา 10 โมงเช้าที่แม่ต่ายรับสายจากคุณครูที่โรงเรียน ความรู้สึกเศร้าทั้งหมดก็ถาโถมเข้าทำร้ายเธอ

“เป็นวันที่แม่ช็อกที่สุดแล้วตั้งแต่เลี้ยงเทย์เลอร์มา จนถึงวันนี้เหตุการณ์นั้นก็เป็นเรื่องที่ช็อกที่สุด” เธอสารภาพ และเล่าต่อว่า หนทางตามหาน้องในวันนั้นได้แกะรอยเส้นทางจากโรงเรียนกลับบ้าน เพราะแม่มั่นใจว่าลูกชายบอกทางกลับบ้านถูก คุณครูผู้ชายจึงขี่มอเตอร์ไซค์แบ่งออกเป็น 3 เส้นทาง ตระเวนหารถแท็กซี่สีชมพูเหมือนที่เห็นในกล้องวงจรปิด (แต่ไม่ทราบเลขทะเบียนรถ) จนกระทั่งท้ายสุดคุณครูก็หาน้องเทย์เลอร์พบในแท็กซี่สีชมพู แต่เป็นคนละคัน!

“หลังจากวันนั้น เราแม่ลูกมาคุยกันทีหลังว่าจริงๆ แล้วเหตุการณ์วันนั้นเทย์เลอร์กลับบ้านยังไง เขาบอกว่าตอนนั่งแท็กซี่ออกมาจากโรงเรียน ถูกคนขับให้ลงตรงจุดที่ 1 จากนั้นไม่มีแท็กซี่คันไหนว่างเลย เลยเดินจากจุดที่ 1 ไปไกลพอสมควรและข้ามถนนไปจุดที่ 2 ขึ้นแท็กซี่สีฟ้า หลังจากวิ่งไปได้สักพัก คนขับให้ลงอีก เทย์เลอร์เลยเดินจากจุดที่ 3 ไปเรียกแท็กซี่คันที่ 3 ซึ่งโชคดีมากที่เป็นแท็กซี่สีชมพู เพราะครูที่ตามหาจะมองแต่แท็กซี่สีชมพู และสรุปว่าเส้นทางของแท็กซี่ทั้ง 3 คัน ก็เป็นเส้นทางกลับบ้านจริงๆ แต่ยังไม่ถึงบ้านเพราะแท็กซี่ไม่ยอมไป บวกกับรถติด จนกระทั่งคุณครูไปเจอบนรถ กลายเป็นว่าวันนั้นทั้งวัน 4-5 ชั่วโมงที่เทย์เลอร์หายไป มือไม้แม่สั่นไปหมด ทำอะไรไม่ถูก และช็อกที่สุดในชีวิตแล้ว”

บุคลิกอย่างหนึ่งที่แม่ต่ายเป็นห่วง คือ ความไม่นิ่งของลูกชาย ดังนั้นแม้ว่าเธอจะพาลูกออกไปข้างนอกบ่อย แต่เธอไม่เคยปล่อยให้คลาดสายตา

อนาคต

 

ปัจจุบันคนไทยรู้จักคำว่า ออทิสติก มากขึ้นและยอมรับมากขึ้น ทั้งจากสื่อ ซีรี่ส์ ภาพยนตร์ ที่พยายามสร้างความเข้าใจถึงความแตกต่างแต่สามารถอยู่ร่วมกันได้ รวมถึงครอบครัวที่มีเด็กออทิสติกในบ้านที่จำเป็นต้องยอมรับและฝึกพัฒนาการให้เด็กออทิสติกสามารถช่วยเหลือตัวเอง และเป็นภาระผู้อื่นให้น้อยที่สุด หากเกิดความเข้าใจเหล่านี้ได้ สังคมและโลกจะน่าอยู่ขึ้นอีกมาก

“ครอบครัวที่มีเด็กออทิสติกต้องยอมรับ อย่าอายสังคม เพราะยิ่งปกปิดเด็กไว้ในบ้าน คนที่ทุกข์มากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือเด็กและคนในครอบครัว รวมถึงการฝึกเด็กออทิสติกตั้งแต่เล็กๆ จะทำให้เขามีพัฒนาการเร็ว ซึ่งจะทำให้เขาไม่เป็นโรคซึมเศร้า เข้าสังคมได้ดี และสามารถเอาตัวรอดได้” แม่ต่าย กล่าวเพิ่มเติม

คำถามที่แม่ต่ายได้ยินบ่อย อย่างการวางแผนอนาคตของลูกชายจะเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งเธอจะตอบเช่นเดิมว่า เธอหวังให้ลูกชายอยู่ได้โดยเป็นภาระกับผู้อื่นให้น้อยที่สุด และดูแลตัวเองได้ดีที่สุด ซึ่งตอนนี้น้องเทย์เลอร์สามารถทำได้แล้ว เพียงแต่การควบคุมตัวเองที่ยังน้อย เนื่องจากมีภาวะความเป็นเด็กอยู่มาก

“แม่ให้วัคซีนเขาไว้เยอะแล้ว ถ้าลูกอยู่ในสภาวการณ์ที่ลำบาก แม่คิดว่าลูกจะเอาตัวรอดได้ แต่จุดที่ยังเป็นห่วงอยู่ คือ เขาไม่ทันคน ไม่ทันเล่ย์เหลี่ยมของคนในสังคม ซึ่งเป็นเหตุผลที่แม่ยังปล่อยเขาไม่ได้” ทั้งนี้ การเลี้ยงเด็กออทิสติกคนหนึ่งให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต้องใช้เงินจำนวนมาก เพราะเด็กต้องพบแพทย์ กินยา เข้ารับการฝึกต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ครอบครัวต้องสนับสนุน

“ถามว่าครอบครัวเราน่าสงสารไหม ก็น่าสงสารนะ แต่เราจะมองให้เป็นทุกข์ทำไม” แม่ต่ายกล่าวต่อ “อย่างเนื้อหาในเพจ แม่จะไม่เขียนเรื่องดราม่าเลย เพราะอยากนำเสนอแต่มุมบวก แต่กว่าจะมาเป็นแม่ต่ายสายชิลอย่างวันนี้ได้ก็ต้องผ่านอะไรมาเยอะ ถ้าให้เล่าเหตุการณ์หรือเขียนเพจแบบนี้ในอดีต แม่ก็ทำไม่ได้ เพราะตอนนั้นแม่ยังสับสน ยังกังวล เหนื่อยกับชีวิต เหนื่อยใจมากกว่าเหนื่อยกาย แต่แม่ก็ไม่เคยคิดที่จะจากไปไหน ด้วยความเป็นแม่เราจะทิ้งลูกไปไหนไม่ได้ เขาเหลือเราคนเดียว ทำให้เราต้องสู้ไปด้วยกัน”

ขณะเดียวกัน น้องเทย์เลอร์ยังทำให้ผู้ใหญ่อย่างเธอเห็นว่า ความสุขเป็นสิ่งที่เรียบง่ายและหาได้ง่ายมาก “แม่เรียนรู้จากการเลี้ยงเทย์เลอร์มาเยอะ เขาค่อยๆ ให้บทเรียนชีวิตกับเรา ให้เราได้ปลดล็อกไปทีละอย่างๆ จนตอนนี้แม่กลายเป็นคนมีความสุขง่ายขึ้นและสุขแบบเรียบง่าย ปล่อยวางง่ายขึ้น คาดหวังน้อยลง ต่อจากนี้แม้ว่าชีวิตยังต้องเจอกับเหตุการณ์อีกมากมาย เราก็จะผ่านไปได้ด้วยดี”

เพจเฟซบุ๊ก “แม่ต่ายสายชิล ปั้นลูกออทิสติก” ต้องการสื่อให้คนทั่วไปได้เห็นว่า เด็กออทิสติกไม่น่ารังเกียจ ไม่น่ากลัว และมีความสามารถหากได้รับการฝึกฝนและพัฒนาให้ถูกทาง ดังนั้นใครก็ตามที่ต้องการกำลังใจหรือแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต เรื่องราวของแม่ที่มีลูกเป็นออทิสติกอาจเป็นคำตอบให้คนธรรมดา

 

นันทวัลย์ ศกุนตนาค ภารกิจส่งเสริมข้าวหอมมะลิในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 09:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/516393

นันทวัลย์ ศกุนตนาค ภารกิจส่งเสริมข้าวหอมมะลิในไทย

 โดย โยธิน อยู่จงดี ภาพ : วีระวงศ์ วงศ์ปรีดี

 หลายสิบปีมาแล้วที่คนไทยได้แต่พูดกันว่า “เมืองไทยเราเป็นแหล่งปลูกข้าวที่ดีที่สุดในโลก” แต่ไฉนเราจึงไม่มีโอกาสบริโภคข้าวที่มีคุณภาพเหมือนข้าวที่ขายส่งออกบ้าง

วันนี้คำตัดพ้อจากความรู้สึกน้อยใจเล็กๆ จะเริ่มลดน้อยลง เพราะกรมการค้าภายในภายใต้การนำของ นันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้ริเริ่มปรับคุณภาพการค้าข้าวหอมมะลิภายในประเทศ ให้มีคุณภาพเทียบเท่าเกรดส่งออก ด้วยการออกสัญลักษณ์ตรารับรอง “รูปพนมมือ” การันตีคุณภาพโดยกระทรวงพาณิชย์

นันทวัลย์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการนี้ว่า

“มีที่มาจากเสียงของประชาชนที่บอกว่าทำไมของดีเราถึงไปส่งออกหมด แล้วข้าวในประเทศไม่เห็นจะมีคนดูแลเลย ก็เลยเกิดขึ้นความคิดที่ใช้เครื่องหมายนี้ เป็นตัวรับรองคุณภาพให้ผู้บริโภคในประเทศ ถ้ามองหาเครื่องหมายนี้ข้าวถุงทั้งหมดจะเป็นคุณภาพเดียวกับข้าวที่ส่งออก ซึ่งผู้ประกอบการที่ได้รับเครื่องหมายนี้จะเป็นตัวรับประกันได้ว่าข้าวถุงหอมมะลินั้น เป็นข้าวถุงที่มีคุณภาพเกรดเดียวกับที่ใช้ส่งออก

 “ข้าวหอมของโครงการนั้น เป็นข้าวหอมที่มีคุณภาพตามมาตรฐานการสุ่มตรวจของกรมการค้าภายใน สีข้าวมาอย่างมีคุณภาพ ไม่มีสิ่งเจือปน แล้วก็ได้เปอร์เซ็นต์ของการเป็นข้าวหอมมะลิที่ต้องได้มาตรฐาน ทั้งสายพันธุ์ ขนาดเมล็ด ต้องเต็ม ไม่มีแตกหักเกินเปอร์เซ็นต์ที่กำหนด ต้องผ่านกระบวนการผลิตที่มีระบบมาตรฐานสุขอนามัย ได้แก่ GMP หรือ HACCP หรือ ISO มีการข้าวหอมมะลิที่ได้มาตรฐานทั้งกายภาพและทางเคมีอย่างถูกต้อง ในสัดส่วนที่มีมากกว่าร้อยละ 92 เปอร์เซ็นต์ต่อถุง

“มีการกำกับดูแลคุณภาพข้าวหอมมะลิบรรจุถุงรูปพนมมืออย่างเข้มงวด โดยสุ่มเก็บตัวอย่างข้าวที่วางจำหน่ายในท้องตลาดทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมาตรวจสอบคุณภาพเป็นประจำทุกเดือน หากตรวจสอบพบว่าคุณภาพไม่ได้ตามมาตรฐาน จะมีบทลงโทษตั้งแต่ตัก

ตือน พักใช้หนังสืออนุญาต จนไปถึงเพิกถอนใบอนุญาต ถ้าเกิดมาที่กรมการค้าภายในวันที่คณะกรรมการตรวจข้าวก็จะได้กลิ่นข้าวหอมมะลิหอมฟุ้งไปทั่วแถวๆ นั้น เวลามาทำงานถ้าได้กลิ่นหอมข้าวลอยขึ้นมา ก็รู้ได้เลยว่าวันนั้นจะต้องมีการตรวจข้าวกันแน่ๆ เพราะว่าเป็นหน้าที่ของกรมการค้าภายในคือ ต้องตรวจสอบคุณภาพของสินค้าให้ได้ตามมาตรฐาน เพื่อให้เป็นธรรมแก่ผู้บริโภคให้มากที่สุด”

สำหรับเครื่องหมาย รูปพนมมือ นั้นมีการใช้ตั้งแต่ประมาณปี 2516 เป็นมาตรฐานรับรองคุณภาพของกระทรวงพาณิชย์จนถึงปัจจุบัน มาถึงการรับรองคุณภาพของข้าวหอมมะลิจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เป็นสีทอง ถ้ามีรูปบวกด้วยก็แสดงว่าเป็นข้าวหอมมะลิเกรดคัดพิเศษชั้นดีเยี่ยม ไม่แพ้ข้าวหอมมะลิที่ใช้ส่งออกอย่างแน่นอน

 อย่างไรก็ดี การกำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิ รูปพนมมือ นั้นไม่ได้เพียงแค่เป็นการรับรองข้าวหอมมะลิถุงที่มีคุณภาพ แต่ยังมีการกำหนดมาตรฐานโรงสีข้าวของไทยควบคู่ไปด้วย ทำให้โรงสีที่ต้องการรับใบรับรองต้องพัฒนาปรับปรุงคุณภาพการผลิต เพื่อให้แข่งขันกับผู้ผลิตอื่นๆ ในตลาดได้

ปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรองมาตรฐานรูปพนมมือแล้วในทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 142 ราย ภายใต้เครื่องหมายการค้าจำนวน 216 เครื่องหมายการค้า โดยในจำนวนนี้มีผู้ได้รับอนุญาตประเภทมาตรฐานดีพิเศษ แล้วจำนวน 2 ราย จำนวน 6 เครื่องหมายการค้า

อธิบดีกรมการค้าภายในขยายความต่อว่า ต้องกำหนดมาตรฐานของโรงสี เพราะว่าโรงสีเป็นตัวสำคัญในการที่จะสีข้าวออกมาได้มีคุณภาพ จึงทำโครงการโรงสีติดดาว โดมมีระดับเป็นโรงสีดาวทอง และโรงสีดาวเงิน ซึ่งช่วยยกระดับโรงสีข้าวทั้งในแง่การทำข้าวคุณภาพ และเป็นแหล่งรับซื้อข้าวที่ชาวนาจะเข้ามาขายด้วยขายข้าวได้ในราคาที่เป็นธรรม

โดยต้องมีเครื่องชั่ง เครื่องวัดความชื้นข้าว ที่มีมาตรฐาน มีเครื่องตรวจสอบคุณภาพข้าว เครื่องกะเทาะเปลือก เครื่องสีวัดกรัมข้าว/เปอร์เซ็นต์ข้าว เครื่องวัดสิ่งเจือปน และไม่เอาเปรียบเกษตรกร และให้ความเป็นธรรมในการซื้อขาย อย่างเป็นธรรมให้กับชาวนา ให้พวกเขาขายข้าวได้ราคาตามคุณภาพไม่มีการกดราคาข้าว เป็นการยกระดับคุณภาพของโรงสีข้าวและสร้างมาตรฐานการขายข้าวให้กับชาวนาไปในตัว

 “พูดถึงราคาขายข้าวในท้องตลาด บางช่วงราคาข้าวสูง บางช่วงราคาข้าวตกต่ำ การช่วยเหลือเกษตรกรในมุมมองของกรมการค้าภายในนั้น ต้องอธิบายว่าในมุมมองของผู้บริโภคหรือคนไทยเอง ก็ไม่อยากจะซื้อข้าวในราคาแพง แต่ในขณะเดียวกันเกษตรกรเองก็ต้องการขายข้าวให้ได้ในราคาสูง

“ดังนั้นก็ต้องถั่วเฉลี่ยกันว่าราคาที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกร แล้วก็สำหรับผู้บริโภคนั้นอยู่ตรงจุดไหน แต่อย่างไรก็ตามเราจะต้องมองในภาพรวมของการขายข้าวในประเทศก่อนว่าประเทศไทยเรานั้นมีกำลังการผลิตข้าวที่ค่อนข้างสูงส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งผลผลิตที่ผลิตได้ในประเทศราวครึ่งหนึ่งจะต้องถูกนำไปส่งออกเพื่อขายให้ได้ในราคาที่สูงกว่าในประเทศ และก็แข่งขันกับผู้ผลิตข้าวในตลาดโลก อีกครึ่งหนึ่งเป็นการซื้อขายข้าวบริโภคกันภายในประเทศ ซึ่งการที่แบ่งข้าวในเกรดของการส่งออกกับเกรดของการบริโภคภายในประเทศ จึงเกิดปัญหาในเรื่องของการเหลื่อมล้ำทางด้านคุณภาพของข้าวและราคาข้าวขึ้นมา

“เราต้องตระหนักว่าราคาข้าวทั้งหมดมีราคาตลาดโลกอยู่ และเราไม่ใช่ผู้ขายคนเดียวในโลกนี้ที่จะกำหนดราคาข้าวได้เอง ประเทศเพื่อนบ้านก็สามารถปลูกข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพได้ใกล้เคียงกับเรา ที่นี่การจะบอกว่าต้นทุนการผลิตเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเกษตรกรที่จะอยู่ได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่การที่เราจะลุกขึ้นมาบอกว่ากำหนดราคาข้าว ด้วยการเอาต้นทุนของเกษตรกรบวกกำไรกี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่าไปอย่างนั้นไม่ได้ เพราะว่ามีราคาในตลาดโลกแข่งขันกันอยู่ ต้องดูราคาแข่งขันในตลาดโลกเป็นที่ตั้งด้วยไม่ใช่ว่าใครจะมากำหนดราคาเป็นเท่าไรก็ได้

“บางคนสมัยก่อนบอกว่าก็ทำไมผู้ผลิตไม่เก็บเป็นไซโลหรือทำเหมือนกับน้ำมัน อยากจะบอกว่าข้าวเก็บนานมากไม่ได้เหมือนน้ำมัน ยิ่งเก็บก็ยิ่งเสื่อมราคาก็ยิ่งตกแล้วทุก 3 เดือน ก็จะมีข้าวชุดใหม่ออกมาอีก เพราะว่าเราปลูกได้มากในระยะเวลาสั้น ดังนั้น ข้าวที่เก็บก็จะมีราคาตกลงไปเรื่อยๆ ตามอายุขัยของการเก็บ การเก็บข้าวในสต๊อกเพื่อพยุงราคาจึงไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องสำหรับการช่วยเหลือในด้านราคาของเกษตรกรอย่างแน่นอน”

แต่อย่างไรก็ดี นันทวัลย์ อธิบายต่อว่าทางรัฐบาลก็มีความห่วงใยในเรื่องของปัญหาเกษตรกร โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลออกข้าวหอมมะลินั้นรัฐบาลจะจับตาดูมากเป็นพิเศษ เพื่อให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ผลักดันให้ราคาข้าวอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม แล้วก็เป็นธรรมทั้งเกษตรกรแล้วก็ผู้บริโภค

 อย่างแรกก็คือเรื่องของการให้เงินกู้ แล้วก็ให้ความรู้ในด้านการเก็บสต๊อกข้าวหอมมะลิอย่าให้ปล่อยข้าวสู่ตลาดมากเกินไป จนเกิดราคาปัญหาราคาข้าวตกต่ำ มีการให้เงินกู้ที่ 90 เปอร์เซ็นต์ของราคาข้าวในตลาดโดยใช้ราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี ซึ่งผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาดีตามการคาดการณ์มีชาวนาสามารถไถ่ถอนได้เกือบหมด

“ตอนนี้ข้าวหอมมะลิไทยคุณภาพนั้นจัดว่าอยู่ในขั้นดีมาก อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามิน และสารอาหารอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งเราควรรับประทานข้าวไทย มีความเชื่อเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพอย่างหนึ่งว่าถ้าไม่อยากอ้วนก็ให้ลดแป้ง เน้นรับประทานกับข้าว แต่อันที่จริงแล้วเมื่อเราดูปริมาณแคลอรีที่ได้จากข้าวถ้วยละ 80 แคลอรี เทียบกับกับข้าวที่ให้พลังงานหลายร้อยแคลอรีนั้นดูแล้วน่าจะอ้วนจากกับข้าวที่เรารับประทานมากกว่า

“ก็อยากจะเน้นให้ทุกคนมาบริโภคข้าวไทยกันให้มากขึ้น แล้วก็มองในแง่ของความเป็นจริงในหลายๆ ด้านว่าการบริโภคอย่างข้าวอย่างเหมาะสมนั้นจะต้องทำเช่นไร เพื่อส่งเสริมให้คนไทยหันมาบริโภคข้าวกันให้มากขึ้น เพื่อเศรษฐกิจภายในประเทศของเราก็จะได้ดีขึ้น โดยเครื่องหมายรูปพนมมือเอง ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในการรับรองว่าผู้บริโภคจะได้ข้างหอมมะลิที่มีคุณภาพทัดเทียมกับต่างประเทศอย่างแน่นอน

“หลังจากนี้ในขั้นต่อไปของข้าวหอมมะลิ เพียงแค่สอดส่องดูแลให้มีการให้มีการรักษาคุณภาพให้ได้มาตรฐาน ส่งเสริมให้มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการปลูกข้าวหอมมะลิ เพื่อให้ข้าวมีกลิ่นที่หอมมากขึ้น เพราะว่าทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการค้นคว้าวิจัยออกมาว่าข้าวหอมมะลิ หากมีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์จะให้ข้าวหอมมะลิที่มีกลิ่นหอมมากกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี แต่อย่างไรก็ตาม เราต้องคำนึงถึงปริมาณข้าวที่ออกมาในแต่ละปีด้วยว่า มีปริมาณข้าวที่จะออกสู่ตลาดมีปริมาณที่เพียงพอด้วยหรือไม่”

นันทวัลย์ ฝากทิ้งท้ายต่อว่า นอกจากข้าวหอมมะลิแล้วในตลาดการค้าข้าว ที่กำลังได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการในตลาดก็คือข้าวจีไอ หรือข้าวที่ปลูกได้ในเฉพาะท้องถิ่น ซึ่งต้องปลูกเฉพาะพื้นที่นี้เท่านั้น ถึงจะมีคุณภาพเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นนั้นโดยตรง

“เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลา ข้าวที่ไปจดทะเบียนกับอียู เป็นข้าวที่คุณภาพนั้นผูกติดอยู่กับพื้นที่ในการผลิต หากต้องการรับประทานข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาต้องผลิตจากถ้องถิ่นนี้เท่านั้นถึงจะมีคุณภาพ สร้างชื่อเสียงให้กับท้องถิ่นนั้นโดยตรง เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ช่วยทำให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชท้องถิ่นที่มีการเจริญเติบโตมีลักษณะที่เหมาะสมต่อภูมิประเทศของเขาแล้ว ก็ทำให้ได้สินค้าเข้าออกมามีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ ทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้นแล้วก็ชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรก็จะดีขึ้น ผู้บริโภคก็จะได้รับประทานข้าวที่มีคุณภาพดีขึ้นด้วยเช่นกัน”

 

สาวิตรี ถาวรสุข อาชีพเชฟสร้างความมั่นคงได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2560 เวลา 14:00 …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/516225

สาวิตรี ถาวรสุข อาชีพเชฟสร้างความมั่นคงได้

เธอมีความสุขมากที่ได้ร่วมงานกับสุดยอดเชฟหญิงที่ประวัติไม่ธรรมดา ทั้งเคยคว้ารางวัล Asia’s Youth Hope Cooking Competition 2011 และรองชนะเลิศการแข่งขันระดับเวิลด์คัพ ชิงถ้วย The Young Talent Trophy ที่จัดขึ้นในงาน The Great Escoffier International Competition 2012 ที่ประเทศฝรั่งเศส

เพิ่งเรียนจบและรอรับปริญญาในปีหน้า กิฟ-สาวิตรี ถาวรสุข ว่าที่บัณทิตใหม่จากวิทยาลัยดุสิตธานี คณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการครัว และศิลปะการประกอบอาหาร ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยเชฟของทีม เชฟแพม-พิชยา อุทารธรรม (หนึ่งในคณะกรรมการรายการท็อปเชฟไทยแลนด์) ในการทำ The Table by Chef Pam

กิฟ บอกว่า พี่สาวเธอเรียนนิติศาสตร์ พี่ชายเรียนเศรษฐศาสตร์ ส่วนคุณพ่ออยากให้เธอเรียนบัญชี แต่เลือกเรียนด้านการทำอาหาร ทั้งที่ในการตัดสินใจเรียนนั้นก็ยังไม่สามารถให้คำตอบกับตัวเองได้ ว่าการทำอาหารคือสิ่งที่ชอบจริงหรือเปล่า หรือจะอยู่กับอาหารไปได้ตลอดหรือไม่

“กิฟว่าคนที่มาเรียนทางด้านนี้ ส่วนใหญ่เขาสนใจด้านอาหารอยู่แล้ว แต่กิฟตอนนั้นยังไม่มั่นใจ ค่อนข้างกังวลอยู่ แต่ตัดสินใจเรียนเพราะเป็นคณะบริหารธุรกิจ ก็มองเป็นแผนสำรองไว้ ถ้าการทำอาหารไม่ใช่แนวทางของเราก็สามารถไปสายอื่นที่เป็นบริหารได้ แต่พอเรียนไปสักพัก ก็รู้สึกว่าชอบและอยู่กับมันได้ ทั้งมั่นใจว่าอาชีพนี้แหละสามารถสร้างความมั่นคงให้ชีวิต”

กับโอกาสที่ได้มาร่วมงานกับเชฟแพม เธอเล่าว่า รู้จักเชฟแพมจากการแนะนำของเชฟคนหนึ่ง ในงานการกุศล ที่เธอได้ไปเป็นเชฟอาสาช่วยงาน ต่อมาจึงรู้ว่าเชฟแพมทำ Chef’s Table และเป็นความโชคดีที่เชฟแพมกำลังหาผู้ช่วยเชฟอยู่พอดี

“กิฟทำงานกับพี่แพมตั้งแต่ยังเรียนอยู่ที่วิทยาลัยดุสิตธานี ทำมาปีกว่าแล้วค่ะ แต่มาทำเต็มตัวได้ประมาณ 2-3 เดือนที่ผ่านมา เพราะเพิ่งเรียนจบ ในช่วงแรกๆ พี่แพมจะรับงานน้อย สัปดาห์ละครั้งสองครั้ง กิฟกับเพื่อนก็จะมาช่วยตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึงสามสี่ทุ่ม แต่หลังๆ มานี้พี่แพมงานชุกลูกค้าจองเข้ามาเยอะ สัปดาห์ละ 4-5 วัน”

กิฟ บอกว่า เธอโชคดีมากที่ได้มาทำงานกับเชฟแพม เพราะได้เรียนรู้การทำงาน เรียนรู้เทคนิค ตลอดจนวัตถุดิบใหม่ๆ รวมถึงการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขด้วย

“พี่แพมใจดีมาก ไม่เคยว่าเลย เวลาทำผิดพี่แพมจะใช้คำว่า โอเคไม่เป็นไร ทำไหม่ เริ่มใหม่ ช่วงที่มาช่วยแรกๆ กิฟผิดพลาดบ่อย แต่พี่แพมไม่เคยว่า ไม่เคยโมโห ก็ได้แต่บอกว่าไม่เป็นไร พี่แพมเก่งในเรื่องการวางแผนมาก เป็นระบบขั้นตอนเสมอ ทำให้การทำงานง่ายและสำเร็จด้วยดี ถ้าเกิดปัญหาพี่เขาจะเข้ามาช่วยแก้ ไม่มีการตำหนิ ทำให้รู้สึกว่าการได้ทำงานกับพี่แพมเป็นความโชคดีของกิฟมากๆ”

สำหรับเป้าหมายในอนาคต กิฟมองถึงการเปิดร้านอาหารที่ไม่ใหญ่มาก ในสไตล์ของเธอเอง ซึ่งก็คือร้านอาหารเล็กๆ อารมณ์แบบเดอะเทเบิ้ล ซึ่งคุณพ่อของเธอก็อยากให้เปิดด้วย

“การเปิดร้านอาหารเป็นเรื่องอนาคตคงอีกนานอยู่ แต่ตอนนี้มีความสุขกับการทำงาน อยากอยู่กับพี่แพมไปก่อน พี่แพมสอนให้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทุกวัน แต่ถ้าวันหนึ่งถึงจุดอิ่มตัว หรือต้องการไปหาประสบการณ์ใหม่ก็อยากไปอเมริกา เพราะเมื่อก่อนเคยแพลนว่าจะไปอเมริกาสักปีสองปี” ผู้ช่วยเชฟแพมกล่าว &O5532;

 

 

 

 

ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง รรินทร์ ทองมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/515986

ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง รรินทร์ ทองมา

เป็นที่รู้จักดีสำหรับแบรนด์กระเป๋าและรองเท้า โอ แอนด์ บี (O&B) ของนักสร้างแบรนด์สาวสวย ต้า-รรินทร์ ทองมา ที่ทำในสิ่งที่รักเและเรียนด้านแฟชั่นมา โดยประสบความสำเร็จมากภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี สามารถสร้างรายได้หลัก 100 ล้านบาท

หญิงสาวรูปร่างบอบบางดีกรีจบปริญญาตรีด้านโปรดักต์ดีไซน์จากรั้วศิลปากร ปริญญาโทด้านแฟชั่นมาร์เก็ตติ้งจากมิลาน อิตาลี โจทย์ง่ายๆ ของการเริ่มต้นทำธุรกิจ มาจากความฝันของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คือ อยากมีแบรนด์รองเท้าและกระเป๋า ทั้งๆ ที่ไม่มีพื้นฐานการทำธุรกิจมาเลย แต่เธอก็ใจสู้เรียนรู้จากประสบการณ์จนสร้างสรรค์แบรนด์ โอ แอนด์ บี ที่เป็นที่รู้จักทางโลกโซเชียล และสร้างแบรนด์ให้ก้าวสู่การเป็นอินเตอร์มากขึ้นด้วยการเชื้อเชิญแฟชั่นไอคอนและบล็อกเกอร์ระดับโลก ฮอมมี่ ซองค์ ชาวเกาหลีที่ไปเติบโตที่สหรัฐ ซึ่งโด่งดังมากๆ มาทำงานร่วมกันกับแบรนด์

 

 

“ฮอมมี่ ซองค์เป็นแฟชั่นไอคอนที่โด่งดังมากๆ ทั้งในเกาหลี ยุโรปและอเมริกา เขาดังติดอันดับบล็อกเกอร์ท็อป 3 ของโลก กว่าเขาจะร่วมงานกับ โอ แอนด์ บี เขาดูทั้งอิมเมจแบรนด์ซึ่งเราได้คุณภาพในระดับโลก สองคือเขาดูที่คุณภาพสินค้าของเรา ฮอมมี่ดังขนาดที่แบรนด์ดังระดับโลกอย่างหลุยส์ วิตตอง ส่งของให้ใช้ตลอด แบรนด์ลอร่า แมร์ซิเยร์ ใช้เขาเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ ซึ่งฮอมมี่ ซองค์จะเป็นตัวแทนของแบรนด์ โอ แอนด์ บี เซ็นสัญญาตั้งแต่ เม.ย.ที่ผ่านมายาวหนึ่งปี คือไดเรกชั่นของต้าอยากโกอินเตอร์มากขึ้น ซึ่งเราทำได้และเป็นไปตามความตั้งใจ เราต้องเป็นคนคิดใหญ่ และผลักดันให้ถึงที่สุด

สำหรับการสร้างแบรนด์ในระยะเริ่มต้น ที่เต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย แต่รรินทร์ก็ก้าวผ่านอย่างสวยงาม

“พื้นฐานที่บ้านต้าไม่มีใครทำธุรกิจเลย คุณพ่อทำงานรัฐวิสาหกิจ แต่ต้าเจนวายคืออยากเป็นนายตัวเอง ตอนเริ่มแรกที่ทำแบรนด์ ต้าสู้พอควร เพราะไม่มีประสบการณ์ และไม่รู้เรื่องธุรกิจเลย แต่ไฟแรงตอนกลับมาจากเมืองนอกอายุ 26 ปี

ที่ต้ามองว่าอยากทำกระเป๋ากับรองเท้า เพราะต้ารู้สึกผูกพัน อิตาลีเป็นเมืองแห่งเครื่องประดับ ต้าชอบมองว่าคนใช้กระเป๋ากับรองเท้าแบรนด์อะไร ซึ่งก่อนไปเรียนที่อิตาลี ต้าเคยทำงานที่คิง เพาเวอร์ แผนกวิชั่นเมอร์ชั่นไดเซอร์ ดูแบรนด์ลักซ์ชัวรี่ทั้งหมด หน้าที่ของต้าคือดูสินค้าจัดดิสเพลย์ร้าน ทุกวันต้าอยู่กับกระเป๋ารองเท้าสินค้าลักซ์ชัวรี่ ได้จับต้องสินค้าดีๆ ต้าทำที่นั่น 3 ปี ทำให้ต้าเห็นว่าแบรนด์ยุโรปเขาทำกระเป๋ากับรองเท้าแบบไหน มันซึมเข้าไปอย่างไม่รู้ตัว”

ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน ธรุกิจกระเป๋าบูมมาก “พอเรียนจบกลับมา กลับไปทำเสื้อผ้าเด็ก ทั้งๆ ที่ไม่ได้ศึกษาอะไรเลย คิดแค่ฉันเก่งฉันต้องทำได้ ทำให้เจ๊งหลักแสนบาท ซึ่งเงินก้อนแรกยืมคุณแม่มา 2 แสนบาท แต่ก็ฮึดสู้ใหม่ด้วยเงิน 9 หมื่นบาท วางแผนไว้ 3 เดือนแรกถ้าไม่เวิร์กอีกก็จบกัน

ด้วยเงินที่น้อยต้ากับเพื่อนเลยตัดสินใจทำแบรนด์กระเป๋าจำหน่ายผ่านทางออนไลน์ ซึ่งยุคนั้นค้าขายออนไลน์ยังไม่บูม เพื่อนก็ทักว่าจะเวิร์กเหรอ ต้าบอกเพื่อนว่าแล้วฉันจะทำให้ดู เพราะเมืองนอกช็อปปิ้งออนไลน์ถือเป็นเรื่องปกติ ยุคนั้นเหมือนต้าเป็นคนแรกที่กระโจนลงบ่อเงินบ่อทอง เรามองเห็นก่อนเราขุดทองเจอก่อน และต้าไม่มีคู่แข่ง ปรากฏว่าขายได้

 

 

ที่ต้ามองไปที่ธุรกิจกระเป๋าต่อจากเสื้อผ้าเด็ก เพราะกระเป๋าไม่มีไซส์เหมือนรองเท้า ด้วยยอดขายเดือนแรกทำให้หัวใจเธอพองฟู คือขายได้ 5 หมื่นบาท เดือนที่ 2 มีรายได้หลัก 2 แสนบาท ปีแรกทำรายได้เฉลี่ย 3-4 แสนบาท/เดือน แต่พอหักรายรับรายจ่ายแล้วเหลือแค่ 4,000 บาทเท่านั้น เป็นเพราะเธอไม่เคยทำธุรกิจมาก่อนเลย หนึ่งอาจมาจากต้นทุนที่สูงเกินไป และไม่มีเงินเอาไว้หมุนเวียนภายในร้าน หรือเก็บเงินเพื่อการลงทุนต่อ จนเกิดวิกฤตในใจจึงเข้าคอร์สเรียนเปลี่ยนวิธีคิด ระบบการจัดการทั้งหมด และการขยายขนาดใจ เราต้องเชื่อมั่นว่าเราทำธุรกิจหลักร้อยล้านได้ เราต้องให้กำลังใจตัวเองว่า ฉันทำได้ๆ เปลี่ยนวิธีคิดภายใต้จิตสำนึก

จากนั้นต้ามีการจัดการระบบบัญชีใหม่ คนที่ทำธุรกิจไม่สำเร็จเพราะตื่นเช้ามาก็ตั้งคำถามว่าวันนี้สินค้าเราจะขายออกไหม เหมือนเราใช้แพตเทิร์นที่พร้อมล้มเหลวอยู่ตลอดเวลา แค่คิดก็ผิดแล้ว หรือถ้าเราเพิ่มสต๊อกสินค้าแฟชั่น ใครจะมาซื้อของของเรา เขาไม่สนใจแบรนด์เราหรอก แต่ถ้าแค่เปลี่ยนความคิด มันน่าจะเป็นไปได้ คนประสบความสำเร็จต้องคิดใหญ่ และไม่กลัวล้มเหลว เพราะเขาจะทำแต่ละก้าวให้ถึงเป้าหมาย ตื่นขึ้นมาเราต้องให้กำลังใจตัวเอง”

ผ่านมา 5 ปีแล้ว โอ แอนด์ บี จัดเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จมาก โดยเฉพาะรองเท้าตัดเย็บจากหนังแกะที่ต้าออกแบบเอง มีให้เลือกมากกว่า 50 สี ได้รับเสียงตอบรับจากแฟนๆ ดีมาก

“ตอนนี้ยอดขายทั้งหมดมีประมาณ 200 ล้านบาท ตอนนี้ต้าเป็นเจ้าของแบรนด์คนเดียว ต้ามักบอกทุกคนเสมอว่า เงินไม่ใช่ปัญหาของการทำธุรกิจ เพราะต้าก็เริ่มจากเงินเพียง 9 หมื่นบาท ต้ามองว่าของจะขายได้หรือไม่ได้ เราต้องเชื่อก่อนว่า ของเราต้องขายได้ และคนจะรักมัน สินค้าของเรามีคุณค่า เราอยากส่งของดีให้ลูกค้า ซึ่งลูกค้าเป็นคนเซนซิทีฟมาก โดยเฉพาะผู้หญิง

 

 

พอเรารักสินค้า ลูกค้าจะรักสินค้า แต่เราต้องรักในตัวลูกค้าด้วย และต้ามีกฎข้อหนึ่งคือ ของที่เขาได้กลับไปต้องมีมูลค่ามากกว่าเงินที่เขาจ่าย เราเลยโตเร็ว เราทำทุกวิธีทางที่ทำให้สินค้าและบริการดีขึ้นตลอดเวลา ต่อให้ทุกวันนี้คนก๊อบปี้รองเท้าของเรา แต่ของของเราให้ความรู้สึกให้ลูกค้าไม่เหมือนกัน เพราะแฟชั่นเป็นของที่เหนือฟังก์ชั่น พอเป็นแฟชั่นไม่มีใครมีรองเท้าคู่เดียว”

การผลิตสินค้าทุกชิ้นต้องมีสตอรี่ที่ดี ผู้ประกอบการที่ดีจะขายสินค้าได้ดี และต้องเป็นผู้นำที่ดีด้านคุณธรรม ช่องทางการกระจายสินค้า 5 ปีผ่านไปนอกจากจำหน่ายผ่านออนไลน์แล้ว เธอยังมีหน้าร้านอยู่ในซอยพหลโยธิน 5 ซึ่งลูกค้าแวะเวียนมาไม่ขาด

“ตลาดออนไลน์ใหญ่มากนะคะ และเป็นตลาดที่ไม่ต้องแย่งกัน มันคือตลาดทั่วโลก และตลาดออนไลน์ไม่มีวันเต็ม มีมูลค่ามหาศาล จะขายอะไรก็ได้ ซึ่งเราอย่าทำอะไรไกลตัว เราต้องรู้จักสินค้านั้นดีที่สุด เช่น รองเท้าบัลเลต์ต้าชอบมาก ใส่ตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ แต่ต้าวางแผนว่าในอนาคตต้าอยากมีช็อปที่สหรัฐ

ตอนนี้ต้ากำลังขยายตลาดไปทำเสื้อผ้า อยากทำเสื้อผ้าที่มีลุคเรียบง่าย เน้นคัตติ้งเก๋ๆ มีความคล่องตัวคล้ายสปอร์ตแวร์ ซึ่งผู้ใหญ่ไทยแต่งตัวเก่ง เลือกของเก่งคือรสนิยมดี รู้จักเลือกแต่งให้เหมาะกับตัวเอง คนไทยชอบแต่งตัวดีแล้วดูแพง ชอบอะไรคล่องแคล่ว แต่ยังคงความเป็นผู้หญิงนิดๆ มีความอ่อนหวานอย่างสาวเอเชีย แต่งออกมาแล้ว เขาต้องดูแพง อันนี้ก็เป็นคีย์ซัคเซสของแบรนด์ โอ แอนด์ บี เลยนะคะ เช่น กระเป๋าหลักพันแต่หน้าตาต้องเหมือนใบละหมื่น รวมทั้งเซอร์วิสต้องหลักหมื่น ของต้องดูสวยดูดี ลูกค้าต้าส่วนใหญ่เขาซื้อไปใส่กับของแบรนด์เนมนะคะ เป็นการมิกซ์แอนด์แมตช์ได้ดี ฉะนั้นเราเข้าไปอยู่กับแบรนด์ระดับโลกได้”

สุดท้ายต้ามีคำแนะนำน้องๆ ที่อยากสร้างแบรนด์ของตัวเองแต่ยังกล้าๆ กลัวๆ ในการเริ่มต้น ซึ่งหลักง่ายๆ ที่ต้าอยากบอกก็คือ อย่าดราม่า

“ลองดูหัวใจของคนที่ประสบความสำเร็จหลายๆ คน ไม่ใช่ทุกคนเก่งตั้งแต่เกิด แต่ไม่มีใครย่อท้อ เราต้องยอมรับว่า การจะทำอะไรสักอย่าง เก่งไม่กลัว กลัวไม่อึด การทำอะไรไปถึงเป้าหมาย ย่อมพบเจออุปสรรคเป็นธรรมดา แต่ใครจะอดทนก้าวข้ามอุปสรรคได้ดีกว่ากัน คำถามที่ต้าเจอทำยังไงให้รวย คนที่ประสบความสำเร็จคือเขาจะถามปัญหาคือ หนูจะแก้อย่างไร แต่อีกคนถามว่าหนูจะรวยได้ไง กับอีกคนบอกว่า หนูท้อมากหนูไม่ไหวคนนี้ก็จะไม่ประสบความสำเร็จ หรือคนที่บอกว่าฉันเหนื่อย พอคนคิดแบบนี้จะไม่ประสบความสำเร็จ

คนที่จะประสบความสำเร็จได้ต้องพูดว่า เขาจะพูดอะไรเชียร์อัพคนอื่นตลอดเวลา อย่าพร่ำเพ้อในโลกโซเชียล เช่นเจอลูกค้าอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่แก้ปัญหา กลับไปสนใจกับอะไรเล็กๆ เราต้องมีคำเหล่านี้คือ เก่งไม่กลัว บางคนเก่งไม่ทำ แต่อีกคนไม่เก่งแต่ทำทุกวัน ไม่ย่อท้อ เราเชื่อว่าทุกคนนักธุรกิจจะพูดแบบนี้ แค่ลงมือทำค่ะ”

 

อรพรรณ ภารพบ สร้างความสำเร็จอย่างมีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2560 เวลา 14:00 …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/515791

อรพรรณ ภารพบ สร้างความสำเร็จอย่างมีความสุข

“หลังจบอักษรศาสตร์ ผึ้งก็เรียนต่อด้านจิตวิทยา และมีโอกาสได้ทำงานเป็นที่ปรึกษากับบริษัท IPM กรุ๊ป หรือปัจจุบัน คือ SEAC มากว่า 13 ปี ตลอดเวลาซึมซับแนวคิดการทำงานจากเจ้านาย (อริญญา เถลิงศรี) ว่าเราอยากให้ธุรกิจของเราเป็นธุรกิจที่ดีต่อสังคม ก็จดจำตรงนี้เหมือนฝังในดีเอ็นเอตลอด เราก็เลยเอาตรงนี้มานั่งคิดว่าอยากทำอะไรที่แตกต่างจากการทำงานเดิมของเราด้วย

“เพราะการเติบโตทางสติปัญญาและอารมณ์ ไม่ถูกจำกัดเพียงการเรียนรู้ในระบบการศึกษา หรือในห้องเรียนแต่มาจากโอกาสและแรงบันดาลใจที่ได้จากผู้คนที่รายล้อมตัวเรา” ผึ้ง-อรพรรณ ภารพบ Creating Director แห่ง Iconic Women Alliance (IWA) เล่าให้ฟังถึงความสำคัญของการเรียนรู้จนเป็นที่มาในการก่อตั้ง IWA คอมมูนิตี้ เพื่อการเรียนรู้ควบคู่การใช้ชีวิต (Lifelong Learning Community) ที่สร้างขึ้นสำหรับผู้หญิงทำงานจากหลากสายอาชีพและหลายวงการในภูมิภาคอาเซียน

โดยส่วนตัวเป็นคนชอบอ่านหนังสือและอัพเดทข้อมูล ทักษะที่ติดตัวคือ การอ่านเร็ว เวลาจะออกไปหาลูกค้าที่ไหนสิ่งที่ต้องทำเสมอคือรีเสิร์ชเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ที่เราทำอยู่ สิ่งที่เราต้องทำคือการเทรนด์ใหม่ตลอดไม่ใช่แค่อ่านหนังสือเป็นเล่มๆ แต่ต้องดูว่านักคิด นักปฏิบัติในโลกด้านนอกเขาทำอะไรบ้าง การอ่านก็เป็นส่วนหนึ่ง เราก็เรียนรู้ใหม่ๆ ทุกปีเหมือนเราได้ปริญญาใบใหม่ เราเปลี่ยนโปรเจกต์ไปเรื่อยๆ ทุกปีจะเอาโปรไฟล์ตัวเองมานั่งดู และตั้งเป้าว่าเราอยากทำอะไรอีก และ IWA สร้างจากความเชื่อที่ว่า ‘หากเราอยากสร้างสังคมที่ดีขึ้น เราต้องพัฒนาคนในสังคมให้มีศักยภาพเสียก่อน’ เอาโปรเจกต์นี้ไปปรึกษาคุณอริญญา ว่าอยากทำอะไรที่ทำเกี่ยวกับการเรียนรู้ของคน จึงเป็นแรงบันดาลใจของการสร้างคอมมูนิตี้สำหรับผู้หญิงยุคใหม่แห่งนี้” 

 

เจ้าของไอเดียการสร้างคอมมูนิตี้สำหรับผู้หญิง บอกว่า ไอดับเบิ้ลยูเอ มุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้หญิง เนื่องจากเล็งเห็นถึงศักยภาพของกลุ่มผู้หญิง ที่หากนับแล้วถือว่าเป็นครึ่งหนึ่งของประชากรในโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงเอเชียที่มีบทบาทโดดเด่นและหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นในธุรกิจ ในครอบครัว หรือในสังคม

“ทำไมเราเน้นไปที่ผู้หญิง เพราะว่าเราเริ่มเห็นว่าลักษณะของผู้หญิงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว งานวิจัยเผยให้เห็นว่าสัดส่วนของผู้หญิงที่อยู่ในระดับผู้นำของอาเซียนนั้นสูงกว่าภูมิภาคอื่นใดในโลก ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่ายินดี ในขณะที่ผู้หญิงมีบทบาทที่มากขึ้น มาพร้อมกับความคาดหวังที่สูงขึ้นเช่นกัน ผู้หญิงจึงต้องพบกับความตึงเครียดและความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ผู้หญิงมีความต้องการพัฒนาที่หลากหลายและเฉพาะตัว ก็เลยอยากหาอะไรที่ตอบโจทย์การพัฒนาความเป็นผู้หญิง แต่ก่อนที่คนเหล่านั้นจะมีความพร้อมที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางบวกให้สังคมได้ การศึกษาในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การที่คนจะสร้างความสำเร็จให้ตัวเอง หรือสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคมได้นั้น ต้องอาศัยการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องตลอดชีวิต ดังนั้นเราจึงมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะทำให้การเรียนรู้ควบคู่การใช้ชีวิต (Lifelong Learning) เกิดขึ้น สำหรับคนไทยและคนในอาเซียน สร้างคอมมูนิตี้แห่งนี้ให้เป็นสังคมคุณภาพของผู้หญิงที่พร้อมด้วยศักยภาพ (High Potential & High Profile) ที่จะสนับสนุนและสร้างแรงผลักดันทางบวกให้กันและกัน เพื่อไปถึงเป้าหมายในการสร้างความสำเร็จอย่างมีความสุข”

อรพรรณ บอกอีกว่า ข้อดีของคอมมูนิตี้ในรูปแบบนี้คือ การที่มีผู้คนที่มีใจอยากจะมาร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์ต่างๆ รวมทั้งมาสนับสนุนซึ่งกันและกัน ทำให้ผู้หญิงไทยได้มีพื้นที่ในการมารวมตัวร่วมให้พลังกันมากขึ้น สำหรับรูปแบบกิจกรรมของคอมมูนิตี้ที่สนใจมากที่สุดคือ คลาสสอนทักษะใหม่ เพราะต้องการเรียนรู้ทักษะใหม่ในสิ่งที่ต้องการรู้ เพื่อจะได้ช่วยมาเติมเต็มสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของตัวเอง

“ถ้าเปรียบเทียบชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งคล้ายๆ การเดินทาง ถ้ามองภาพชีวิตเราเป็นแลนด์สเคปที่เราเดินไป จริงๆ มันมีของข้างทางมากมายเลยให้เราเก็บสะสม แต่ก็มีสิ่งสำคัญเป็นภูเขาลูกใหญ่มากๆ ในชีวิตอยู่ไม่กี่อย่าง เราจึงตั้งโจทย์สำหรับหัวข้อการพัฒนาผู้หญิงใน 3 ด้าน คือ หนึ่งด้านชีวิตการงาน เพราะว่าเราเป็นผู้หญิงที่อยู่ในวัยทำงาน ใช้เวลาครึ่งหนึ่งของชีวิตกับที่ทำงาน เพราะฉะนั้นการพัฒนาในหัวข้อแรกคือ การสร้างอาชีพในการทำงานให้ดี 

ภูเขาลูกที่สองคือการดูแลตัวเอง เพราะถ้าไม่รู้จักดูแลตัวเองเลย ก็จะไม่มีพลังที่จะนำไปทำงานต่อ การดูแลตัวเองในที่นี้ไม่เฉพาะการดูแลสุขภาพหรือการฟิตหุ่น แต่หมายถึงวิธีการดูแลสภาพจิตใจของตัวเองด้วย ทำยังไงให้ตัวเองรู้สึกว่าได้รับการพักผ่อน ต้องเยียวยาตัวเองอย่างเหมาะสมได้ และภูเขาใหญ่สุดท้าย เราคงจะประสบความสำเร็จอย่างมีความสุขไม่ได้ถ้าเราลืมการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับคนรอบข้าง ก็เน้นเรื่องการสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

การมีเพื่อนสนิทกลุ่มเล็กๆ หลายคนมองว่าอาจจะเพียงพอแล้ว แต่ถ้าเราอยากพัฒนาตัวเอง การเจอเพื่อนซ้ำๆ อาจจะไม่พอ เราอาจจะต้องเปิดดูคนรอบข้างรอบๆ ตัวที่เขาดีและต่างจากเรา เขามีบางด้านที่ดี เราเรียนรู้มุมที่ดีกว่าของเขา ซึ่งอายุไหนก็สร้างเพื่อนใหม่ได้ เพราะได้เครือข่ายธุรกิจที่หลากหลายตั้งแต่สาวๆ ที่ทำงานมาระยะหนึ่งไปจนถึงคนที่กำลังก้าวสู่ตำแหน่งผู้บริหารในองค์กรเล็กใหญ่ ที่อยากพัฒนาตัวเองให้ประสบความสำเร็จและมีความสุข การสร้างคอมมูนิตี้ของเรา บางทีเนื้อหาอาจจะไม่ได้สำคัญเท่ากับแรงบันดาลใจที่เราได้จากคนที่อยู่รอบตัว เราจึงอยากให้คนมาเจอกันเป็นแรงบันดาลใจซึ่งกันและกัน” อรพรรณ อธิบาย

อรพรรณ ให้ภาพของกิจกรรมในคอมมูนิตี้แห่งนี้ว่า ความน่าสนใจของกิจกรรมการพัฒนาในหัวข้อที่หลากหลายมีทั้งงานเสวนา (Speaking & Networking) แบ่งปันประสบการณ์และความคิด โดยจะคัดสรรวิทยากรมากประสบการณ์ มีเรื่องราวที่น่าสนใจและจะสร้างประโยชน์ รวมถึงส่งต่อแรงบันดาลใจดีๆ ได้ หรือจะเป็น Mini-forum เสวนากลุ่มขนาดเล็กที่ให้โอกาสสมาชิกได้มานั่งร่วมถกประเด็น แลกเปลี่ยนความคิดต่างๆ กันอย่างลงลึก โดยจะเลือกหยิบประเด็นที่เป็นประโยชน์หรืออยู่ในความสนใจของสมาชิก เช่น การสร้างความสำเร็จในฐานะทายาทธุรกิจรุ่นที่ 2 ตลอดจนคลาสเรียนสอนทักษะใหม่ๆ เช่น การนำเลโก้มาใช้ เพื่อประกอบการคิดวางกลยุทธ์ เวิร์กช็อปในรูปแบบสบายๆ เช่น การเต้นเพื่อปรับบุคลิกภาพ ซึ่งสาวๆ ต้องไปกรอกใบสมัครทางเว็บไซต์ http://www.iconicwomenalliance.com เพื่อรับข้อมูลข่าวสาร

เธอฝากเอาไว้อย่างมีความหวังว่า จะได้พบกับสาวๆ ที่ต้องการพัฒนาตัวเอง 

 

หลุยส์ เตชะอุบล นักธุรกิจแกร่งระดับดีเอ็นเอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/515572

หลุยส์ เตชะอุบล นักธุรกิจแกร่งระดับดีเอ็นเอ

ขึ้นแท่นเป็นแม่ทัพหญิงเต็มตัวในปลายปีที่ผ่านมา หลุยส์ เตชะอุบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทรทัน โฮลดิ้ง หรือ TRITN ผลงานล่าสุดนำทัพพาบริษัทในเครือสเตรกา (STREGA) ชนะประมูลโปรเจกต์ใหญ่รับงานก่อสร้างท่อขนส่งน้ำมันยาวที่สุดในประเทศไทย มูลค่า 3,300 ล้านบาท ขยายระบบท่อขนส่งน้ำมันไปภาคเหนือ และล่าสุด สเตรกาพร้อมจับมือพันธมิตรด้านพลังงานระดับโลกร่วมเดินหน้าไม่หยุดยั้งถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จ นำทีมโดยผู้บริหารซีอีโอหญิงคนใหม่ ซึ่งมีเป้าหมายในปีนี้ สเตรกา และไทรทันจะเป็นกลุ่มธุรกิจมีกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ในแวดวงการลงทุนและเรื่องหุ้น หลุยส์ เตชะอุบล คือหนึ่งชื่อในทำเนียบนักธุรกิจหญิงแนวหน้าของเมืองไทย โดยเฉพาะในเวลานี้การนำไทรทัน โฮลดิ้ง ลุยเดี่ยวสู่ความสำเร็จในการเป็น Holding Company กำลังเติบโตและสร้างกำไรให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากสองบริษัทยักษ์ใหญ่อยู่ในมือ ผู้บริหารหญิงร่างบอบบาง บุคลิกนุ่มนวล มีอีกหนึ่งเครือข่ายทางธุรกิจของไทรทัน คือ สแพลช มีเดีย ทำธุรกิจในการดูแลด้านธุรกิจสื่อบิลบอร์ดโฆษณา ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนป้ายโฆษณาช่วงสิ้นปี 2560 บริษัทตั้งเป้ามีป้ายโฆษณาอยู่ทั้งหมด 90 ป้ายในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

นักธุรกิจรุ่นสองเตชะอุบล

นักธุรกิจหญิงมาดแกร่ง หลุยส์ ทายาทรุ่นที่สอง และเป็นลูกสาวคนเดียวของ สดาวุธ เตชะอุบล ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้ง คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ แม้เป็นลูกผู้หญิงเพียงคนเดียวของบ้านในจำนวนพี่น้อง 4 คน หากวันนี้ด้วยภาระรับผิดชอบในบริษัทใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ ชื่อของ “มาดามหลุยส์” คือผู้บริหารหญิงน่าจับตามองที่สุดอีกคนหนึ่งของตระกูลเตชะอุบล

คันทรี่ กรุ๊ป มีฐานธุรกิจสำคัญอยู่ในประเทศออสเตรเลีย บันไดขั้นแรก สดาวุธ วางเส้นทางลูกทุกคนต้องศึกษาจบระดับปริญญาตรีที่นั่น หลุยส์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านไฟแนนซ์ มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ใช้ชีวิตเรียนหนังสือ บันไดขั้นที่สองเมื่อจบแล้ว ลูกทุกคนต้องกลับมาเรียนต่อระดับปริญญาโทที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะกลับมาช่วยงานครอบครัวอย่างจริงจัง

“ดิฉันไปอยู่ที่ซิดนีย์ตั้งแต่ 3 ขวบ คุณพ่อคุณแม่ไปทำธุรกิจก็จะพาลูกเข้าบริษัทไปทำงานด้วยตลอด ก็จะเห็นว่าคุณแม่ทำอะไร คุณพ่อทำอะไรบ้าง จนเราคุ้นเคยและซึมซับทุกอย่างเข้าไปโดยไม่รู้ตัว อายุ 8-10 ขวบ พ่อสอนเรื่องการลงทุนในตลาดหุ้นแล้วค่ะ ทำให้ชอบการลงทุนหุ้น (บอกพลางยิ้ม) คุณพ่อปลูกฝังให้เรียนรู้เรื่องการลงทุนตั้งแต่เด็ก แล้วเป็นเรื่องตลกของพวกเรา 4 พี่น้องด้วยค่ะ ถ้าลูกเรียนได้เกรดเอ พ่อให้ตัวละ 1,000 เหรียญ พี่ชายน้องชายเรียนเก่งกว่าดิฉันเยอะเลยค่ะ ได้เอสะสมหลายตัวพวกเขาก็เอาไปฝากธนาคาร ส่วนดิฉันได้เอน้อยกว่าใคร ก็ต้องเอาไปลงทุนในหุ้นเพราะอยากมีเงินเยอะๆ เหมือนพี่น้องบ้าง (หัวเราะ)

คุณแม่เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาเรื่องการลงทุนค่ะ ถ้าใครถามตอนเด็กๆ มีความฝันอยากเป็นอะไร แล้วเติบโตมาอยากเป็นอะไร คำตอบคือ Investor หลังจากเรียนจบแล้วก็เริ่มทำงานเป็นโบรกเกอร์ให้กับธนาคารไทยพาณิชย์ ได้เรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการทำงานจนสามารถช่วยดูแลธุรกิจครอบครัวเป็นครั้งแรก ตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน-Chief Investment Officer (CIO) บริษัทหลักทรัพย์แอ๊ดคินซันฯ (ปัจจุบันคือบริษัทหลักทรัพย์คันทรี่ กรุ๊ป) ทำงานตรงนี้เวลา 4-5 ปี เลือกก้าวสู่เส้นทางของนักลงทุนอิสระอย่างเต็มตัวค่ะ”

ธุรกิจหลักของตระกูลคืออสังหาริมทรัพย์ หลุยส์ บอกว่าคุณพ่อยกงานหมวดนี้ให้ลูกชายดูแล ส่วนงานลงทุนมอบหน้าที่ให้ลูกสาว พ่อให้เหตุผล เป็นผู้หญิงทำด้านลงทุนเหนื่อยน้อยกว่า แต่กลายเป็นว่าก็ไม่พ้นเจองานหินๆ เหนื่อยๆ

“คุณพ่อคงมองเห็นศักยภาพบางอย่างในตัวเราด้วยค่ะ เราคงทำได้ดี ดิฉันจำได้ดีเลยค่ะกับการลงทุนก้อนใหญ่ครั้งแรกหลังเรียนจบปริญญาตรี คุณพ่อให้เงินมา 3 ล้านบาทแรกสำหรับการเริ่มต้นชีวิตธุรกิจ ใช้ชีวิตเต็มที่ค่ะ 1 ล้านบาท ดิฉันใช้ไปกับช็อปปิ้งแบรนด์เนมเสื้อผ้ากระเป๋า (เล่าพลางหัวเราะ) อีก 2 ล้านบาทคือการลงทุนทั้งหมด เริ่มตั้งแต่ศึกษาข้อมูลธุรกิจดูตัวเลขรายได้อย่างละเอียด

การลงทุนเป็นเรื่องยากมาก ถ้าเงินเล็กเราก็ต้องหาอะไรที่ทำให้เงินโตเร็ว ถ้าเงินใหญ่ก็ยิ่งต้องเหนื่อย เพราะการลงทุนในตลาดมีทั้งข้อมูลจริงและไม่จริง เราต้องมีไหวพริบในเรื่องกรองข่าวสาร การลงทุนมีทั้งได้และเสีย แต่ไม่ว่าอย่างไรเราก็ต้องสู้ต่อไปนะคะ

การลดความเสี่ยงให้มากที่สุด อันดับแรกต้องศึกษาให้ละเอียด คือตัวเลขดิฉันจะดู Financial Statement อย่างน้อยเกิน 5 ปีขึ้นไป เป็นพื้นฐานนักลงทุนอยู่แล้วนะคะ และตั้งแต่เด็กๆ ก็ชอบเอาตัวเลขมานั่งกดดูเล่น ชอบอ่าน Annual Report ของบริษัทอื่นๆ ดูย้อนกลับไปหลายๆ ปี อันดับสองคือ ผู้นำหรือผู้บริหาร ถ้าบริษัทใดอยู่ในอินดัสเทรียลที่มีอนาคต ก็จะเข้าไปคุยกับผู้บริหารทันทีค่ะ สิ่งที่สำคัญก่อนตัดสินใจลงทุนกับบริษัทไหน จะต้องรู้จักเขาเพื่อที่จะเชื่อใจผู้บริหารและทีมงานทั้งหมด และรู้ว่าอนาคตบริษัทจะเดินไปในทิศทางไหน ซึ่งบริษัทเหล่านี้ก็จะต้องมีการกำกับดูแลกิจการที่ดีโดยไม่มีการทุจริต

สุดท้ายคือจังหวะเวลา เวลาไหนควรเข้าไปลงทุน ซึ่งสามองค์ประกอบนี้จะต้องไปด้วยกันเสมอค่ะ ดิฉันมองว่าความเสี่ยงจริงๆ ในการลงทุนคือการที่ผู้ถือหุ้นเข้าไปลงทุนโดยที่ไม่สามารถถือมันเอาไว้ได้ ดังนั้นถ้าเราเลือกลงทุนกับบริษัทไหนแล้วเราต้องพอใจว่าเราจะสามารถถือมันไปได้อีกนาน แค่นี้ความเสี่ยงก็จะลดลงไปอีก

ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ก้าวออกมาจากอาณาจักรของพ่อรุ่นบุกเบิก เพื่อเป็นนักลงทุนอิสระเต็มตัว นักธุรกิจหญิงมาดนุ่ม หลุยส์ บอกเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวและเจออะไรมามาก ไม่ใช่นักลงทุนเก่งกาจสามารถที่ใช่ว่าไม่เคยผิด แต่ก้าวข้ามความยากหรืออุปสรรคในการทำงานไปได้ ด้วยความเชื่อว่าการเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างมีสติจะทำให้ผ่านไปได้เสมอ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีความอดทน

จากนักลงทุนสู่นักบริหาร

จากเส้นทางธุรกิจ “เตชะอุบลแฟมิลี่” ผู้เป็นพ่อวางหมากให้ลูกทั้ง 4 คน เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการสานต่อกิจการของครอบครัวไว้ชัดเจน ในวงการธุรกิจลูกทุกๆ คนคือนักธุรกิจที่วงการยอมรับ

ก้าวต่อมาในวันนี้ การตัดสินใจเดินออกมาจากอาณาจักรของพ่อ เพื่อพิสูจน์ฝีมือโดยมีความท้าทาย หลุยส์ เลือกเปลี่ยนบทบาทจากนักลงทุนสู่การเป็นนักบริหารนำทัพ ไทรทัน โฮลดิ้ง ดำเนินธุรกิจด้านการลงทุนภายใต้วิสัยทัศน์ “ลงทุนเพื่อคนรุ่นใหม่” มุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนชั้นเลิศระยะยาวให้กับผู้ถือหุ้นผ่านกลุ่มธุรกิจหลากหลาย ทั้งบริษัทมหาชนและบริษัทเอกชน

ปัจจุบันมีการลงทุนใน 4 ภาคธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจสื่อ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจพลังงานและเหมืองแร่ ด้วยโครงสร้างพิเศษในฐานะบริษัทโฮลดิ้ง 

ไทรทันจัดอยู่ในบริษัทแถวหน้าที่มีความคล่องตัวสูง มุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนและผลกำไร และได้รับประโยชน์จากการที่สามารถจดทะเบียนและสร้างผลพลอยได้จากโครงการลงทุน 

“ไทรทันเป็นบริษัท Investment Holding Company พร้อมลงทุนในบริษัทอื่นๆ ที่คิดว่าได้ผลตอบแทนดี เครือข่ายทางธุรกิจเริ่มศึกษาตลาดมากขึ้นค่ะ และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ตลาดหุ้น ซึ่งมีทั้งตลาดทอง ตลาดอนุพันธ์ ตลาดคอมมูนิตี้ไปจนถึงตลาดต่างประเทศ การเป็นนักลงทุนต้องมองออกว่าควรจะลงทุนในบริษัทแบบใด ลงทุนในบริษัทมีรายได้อย่างไร

จากเป็นนักลงทุนสไตล์กล้าได้กล้าเสีย วันนี้พอเปลี่ยนรับหน้าที่เป็นผู้บริหาร แนวความคิดก็เปลี่ยนไปด้วยค่ะ บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่มีดิฉันเป็นซีอีโอผู้บริหาร การบริหารเงินคนอื่นด้วยไม่ใช่เงินเราเพียงคนเดียวเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป วันนี้ต้องไม่มีคำว่าเสีย และไม่กล้าเสี่ยงอีกเด็ดขาด

คุณพ่อกับคุณแม่ก็เป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ โดยที่ดิฉันสัมผัสเห็นได้ด้วยตาของตัวเองจริงๆ และที่ผ่านมาเราเองก็โชคดีที่มีเพื่อนร่วมงานดีมากๆ หลายคน ดิฉันโชคดีที่ได้ซีอีโอบริษัทลูก รับภาระงานหนักไปช่วยเราได้เยอะมาก หลายปัจจัยกำไรค่ะ ซึ่งความเป็นนักลงทุน ดิฉันก็เข้ามาบริหารเงินลงทุนให้ได้ก้อนใหญ่ขึ้น

โชคดีเกิดมาเป็นลูกคุณพ่อ ช่วยคอนเนกชั่นธุรกิจได้ดีมาก (บอกพลางยิ้ม) อีกแรงบันดาลใจ คือ คุณแม่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ออสเตรเลีย ท่านขยันมากจนรู้สึกว่าตัวเองต้องพยายามให้มากขึ้นอีก อย่างน้อยก็ต้องได้ครึ่งหนึ่งของแม่ ดิฉันเพิ่งพาลูกทั้ง 3 คนไปเยี่ยมคุณยาย ได้เห็นแม่เลี้ยงหลานๆ แม่พูดสอนหลานอายุ 8-6-4 ขวบ วัยกำลังเติบโต ทำให้เรารู้ว่าเราเลี้ยงลูกแต่ไม่ได้สอนเขาเลย

แม่สอนหลานทั้งวันพูดไม่หยุด แม่เหนื่อยมากนะคะบนโต๊ะกินข้าว คุณยายก็สอนหลานถามว่า โตขึ้นมาจะทำงานอะไร จะหาเงินอย่างไร แล้วใครจะให้งานคุณ แล้วกว่าคุณจะได้งานนี้คุณต้องเรียนหนังสืออย่างไร แล้วแม่ก็หันมาบอกดิฉันว่าสอนเด็กๆ นี่ กำลังสอนเธอด้วยนะว่าให้เธอไปสอนลูกเธออย่างไร ทำให้เราคิดว่า อ๋อ…นี่คือสิ่งที่แม่สอนเรา แต่เราไม่เคยทำแบบนี้กับลูกเลย แม่เสียสละให้พวกเราเยอะมาก พอมีลูกจึงได้รู้ค่ะ”

นักธุรกิจหญิงหน้าตาอ่อนเยาว์ บอกพร้อมรอยยิ้มบางๆ อนาคตเป้าหมายแข็งแกร่ง กำลังก้าวไปพร้อมพื้นฐานแข็งแกร่งของตระกูลเตชะอุบล อีกหนึ่งตระกูลนักธุรกิจที่ก้าวไปไม่หยุดยั้ง

 

นครินทร์ กิ่งศักดิ์ พระเอกคือเพลง…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/515405

นครินทร์ กิ่งศักดิ์ พระเอกคือเพลง...

“ผมทำงานเดียวมาตลอด ไม่ได้เล่นหนัง เล่นละคร ไม่ได้หล่อ ไม่มีหน้าตาให้ขาย อยู่ในวงการมา 25 ปี ก็เขียนเพลง ร้องเพลง คนยังร้องเพลงเราได้ ยังชื่นชอบแม้มันจะผ่านมาหลายปี นั่นเพราะเพลงมันแข็งแรง พระเอกที่สุดคือตัวเพลง เวลาร้องออกไปแล้วคนฟังเขาตอบโต้กลับมา นั่นคือพระเอก”

ป้าง-นครินทร์ กิ่งศักดิ์ ในวัย 50 ปี ได้เปิดใจถึงเส้นทางบนถนนดนตรีที่คร่ำหวอดมานานถึงครึ่งหนึ่งของชีวิต แม้จะมีช่วงที่ตกหลุม ถนนหนทางขรุขระ จากการก่อสร้างแนวทางใหม่ๆ หรือหลงไปยังทางเปลี่ยวบ้าง

หากเขาก็ยังแน่วแน่เลือกถนนดนตรีเป็นหมุดหมายของชีวิตต่อไปเรื่อยๆ และยิ่งเติบโต ยิ่งอยู่กับมันนาน ก็ไม่ได้เร่งรีบ ทว่าไปอย่างช้าๆ แต่มั่นคง และแวะเก็บชื่นชมความงามตามระยะทาง

ทุกบทเพลงมีความหมาย

เพลงฮิตของป้างมีหลายบทเพลง ซึ่งในกระบวนการทำงาน แม้ตอนลงมือเขียนเนื้อเพลงสักเพลงเขาจะบอกว่า ต้องรู้สึกกับมัน ถึงจะถ่ายทอดออกมาได้ ทว่ากว่าที่จะมีเรื่องหนึ่งเรื่องใดมากระทบความรู้สึกถึงขั้นต้องบันทึกเป็นบทเพลงนั้น ไม่ได้วาบขึ้นมาเสียทีเดียว (แม้จะมีเหตุการณ์เยี่ยงนั้นบ้าง)

เพราะในการดำเนินชีวิตทุกเมื่อเชื่อวัน การได้พูดคุยพบปะกับคนมากหน้าหลายตา นิสัยใจคอที่แตกต่าง เหตุการณ์ต่างๆ สิ่งแวดล้อมเหล่านี้ได้ถูกเก็บไว้ จนถึงวันที่ตกตะกอนและมีอะไรสะกิด …ถึงจะเกิดเป็นบทเพลง

“ถึงจะผ่านอะไรมาเยอะ แต่พอเลือกที่จะมาเล่า ส่วนมากก็เป็นเรื่องของความรัก ผมคิดว่า บทเพลงกับความรัก มันเข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย

ผมคิดเอาเองเล่นๆ คนมนุษย์ถ้ำเวลามีความรักเขาน่าจะฮัมเพลง บทเพลงท่วงทำนองน่าจะเกิดมาคู่กับความรัก แล้วสมมติมนุษย์ถ้ำถ้าเขาผิดหวังในความรักเขาจะฮัมเป็นเพลงแบบไหน ผมว่ายิ่งคนอกหัก ฟังเพลงรักมันยิ่งได้อารมณ์

เพลงของผมมีทั้งอกหักแบบปลายทางสว่าง และเพลงที่อกหักดำดิ่ง แต่ผมเชื่อว่า สุดท้ายจะมีความรู้สึกดีแฝงอยู่ อย่างคนชอบเพลงอกหักดำดิ่งเยอะ แสดงว่าต้องมีคนรู้สึกอกหักอย่างเราอยู่ อย่างน้อยๆ ไอ้คนเขียนเนื้อเพลงมันต้องรู้สึก เจอมาแบบนี้ถึงเขียนออกมาได้ เหตุการณ์ลึกๆ จะมีคนเข้าใจแบบนี้ เพลงนี้มีความดิ่งก็ดิ่งไปเถอะ”

ทุกคนเคยร้องไห้ ซิงเกิ้ลล่าสุดที่ป้างบอกว่า ขยี้ให้คนร้องไห้ก่อน แล้วค่อยปลอบให้เขาเข้าใจที่มาของเพลงนี้ก็มาจากหลายๆ คนที่ป้างได้มองดู ได้พูดคุย ทุกคนล้วนมีปัญหา มีความคับแค้นใจ มีสิ่งที่บอกใครไม่ได้ มีความอึดอัด แต่บางทีถ้าได้พูดมันออกมา ปลดปล่อยมันออกมา มันอาจช่วยคลี่คลายปมนั้นได้

“เพลงที่จะทำออกมาแล้วดัง หรือเพลงมันจะทำงาน ขึ้นอยู่ที่ว่าโจทย์เราคืออะไร อย่างเพลง คนมีเสน่ห์ โจทย์คืออยากให้รอยยิ้มกับคนมากที่สุด องค์ประกอบของเพลงต้องให้คนยิ้มได้เร็วที่สุดและยิ้มได้กับเรื่องง่ายที่สุด ไม่ต้องมาตีความเนื้อเพลงใหญ่โต

เพลงทุกคนเคยร้องไห้ ไม่ใช่เพลงที่เป็นโจทย์ แต่แต่งขึ้นมาตามอารมณ์ อยากสื่อสารอะไรก็เขียนออกมาเลย อารมณ์ตอนนั้นคือเห็นอยู่ทุกๆ วัน จากเพื่อนในเฟซบุ๊ก คนรอบๆ ข้าง สายตาเหมือนมีเรื่องอะไรในใจ บางคนเขียนออกมาแบบมีนัย รู้สึกเขาไม่มีความสุขเลย

รูปทรงมันไม่ใช่เพลงฮิต ซึ่งจำนวนคนที่จะรู้สึกกับเพลงนี้ไม่มากเท่าเพลงคนมีเสน่ห์ หรือภูมิแพ้กรุงเทพ 2 เพลงนี้มันมีความเป็นแมสอยู่

จุดประสงค์เพลงทุกคนเคยร้องไห้ อยากให้เพลงนี้เป็นเพื่อนสนิทกับใครสักคนที่ชอบเก็บเรื่องราวไว้แล้วไม่ยอมพูดจากับใคร เป็นเพลงที่จะบีบคั้นอารมณ์ให้ใครคนหนึ่งร้องไห้ ระบายออกมา แล้วรู้สึกสบายใจขึ้นได้

เมสเซจของผมคืออยากให้กำลังใจ แต่ยั่วให้ร้องไห้ก่อน เพราะมีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เวลาคนเราร้องไห้แล้วจะรู้สึกดีขึ้น แล้วทุกคนเคยร้องไห้หมด ทุกคนมีเรื่องราวอะไรในใจ ทุกคนมีภาระของตัวเอง

การร้องไห้ก็เป็นเรื่องธรรมดา เหมือนที่เราออกมาจากท้องแม่วันแรก การร้องไห้เป็นการบอกว่าเรารอด อยากให้การร้องไห้เป็นสัญลักษณ์แบบนั้นอีกครั้งดีกว่า ร้องไห้ซะแล้วก็สู้ต่อ อยากให้คนฟังเพลงของเราพอผ่อนคลาย แล้วมาสู้กันต่อไป”

 

 

50 ปี พรี-แซยิด

30 ก.ย.นี้ ป้าง นครินทร์ จะมีคอนเสิร์ตใหญ่อีกครั้ง ณ อิมแพ็ค อารีน่า 50 ปี พรีแซยิด ป้าง นครินทร์ เพลงดังไม่ดัง จะได้ฟังกันคราวนี้ ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงโค้งสำคัญ

“เวลาจะจัดคอนเสิร์ต จะมีแฟนเพลงตัวจริงที่ติดตามมาตลอด และกลุ่มแฟนรุ่นใหม่ที่เคยดูคอนเสิร์ตเราแล้วอยากดูอีก คน 2 กลุ่มนี้จะเข้ามามีฟีดแบ็ก ซึ่งเราไม่เคยวางแผนว่ากี่ปีจะจัดคอนเสิร์ต มันเป็นจังหวะที่พร้อม รู้สึกอยากทำมันมากกว่า

50 ปี คืออายุ ยังไม่ถึงแซยิดแค่พรีเท่านั้น และก็ไม่ใช่ 50 ปีในวงการเพลงด้วย เลข 50 มันดูเป็นตัวเลขที่น่าทำอะไรสักอย่าง ก็มาในคอนเซ็ปต์ เพลงดังไม่ดัง จะได้ฟังก็คราวนี้ ผมยังมีอีกหลายเพลงที่ไม่ค่อยได้เล่น เพลงฮิตก็ยังมีอยู่ แล้วจะมีเพลงที่ไม่เคยร้องที่คอนเสิร์ตไหน เพลงจาก (เทปคาสเซต) หน้าบี

ในเรื่องของเพลงมีความพร้อมเพราะมันเป็นเพลงของเราอยู่แล้ว ทุกวันนี้ เดือนหนึ่งยังมีงานทัวร์คอนเสิร์ตหลายครั้ง อาจไม่ต้องซ้อมแบบเคร่งเครียดมาก แต่เน้นเรื่องอารมณ์ในแต่ละเพลงมากกว่า และเรื่องพละกำลังก็ต้องเตรียมตัวมากกว่าเดิม 3 เท่า งดทัวร์คอนเสิร์ตในช่วงเดือนนี้ เพราะมีหลายเพลงต้องอัดพลังเยอะ ไม่เกี่ยวกับว่าเราเล่นพื้นที่ใหญ่ เล่นร้านเล็ก 100 คน ก็สาดพลังเท่ากับคนดูหมื่นคน ดังนั้นต้องเตรียมพลังเยอะหน่อย เพราะเพลงในลิสต์เยอะเหมือนกัน”

สำหรับแขกรับเชิญครั้งนี้แปลกแหวกไปจากเดิมมาก เรียกว่ามาสายฮา เพราะได้ตลกตัวพ่อจากรายการ บริษัทฮาไม่จำกัด ทั้ง แจ๊ส ชวนชื่น ค่อม ชวนชื่น บอล เชิญยิ้ม นุ้ย เชิญยิ้ม ตั๊ก บริบูรณ์ และโรเบิร์ต สายควัน มาเป็นแขกรับเชิญ

“ที่จริงผมมีมุมตลก หัวเราะง่าย แต่หลายคนอาจไม่รู้ นี่ก็จะเป็นอีกครั้งหนึ่งที่แฟนเพลงได้เห็นผมในอีกมุมหนึ่ง แขกรับเชิญผมเป็นคนเลือกเอง เพราะชอบดูรายการนี้มีคืนหนึ่งกลับมาจากเล่นคอนเสิร์ตแล้วเปิดเจอ ดูแล้วเขามีมุกที่โดนใจเรา ก็ไล่เปิดดูย้อนหลังทุกตอน กลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ เขามีทีมเวิร์กที่ดี มีความเป็นกันเอง มีความสด มีความหลุด ผมว่าตลกเป็นศาสตร์ที่น่าสนใจมาก การที่เขาสร้างรอยยิ้มให้คนมันช่วยอะไรได้เยอะ เวลาเหนื่อยมาจากเล่นคอนเสิร์ต ได้หัวเราะสักมุกสองมุก เหมือนสารเคมีในร่างกายถูกล้าง ตอนทางทีมงานเชิญทางนั้นยังไม่เชื่อเลยว่าเราจะชวนมา ทางทีมงานเองตอนผมบอกในห้องประชุมก็ยังถามว่า เอาจริงหรอ คือไม่มีใครรู้ไงว่าผมก็ตลกนะ ในการโชว์ไม่ได้มีสคริปต์อะไรมาก ก็คุยกันอยู่ ให้เขาดึงธรรมชาติของเขานั้นแหละมา เขาเล่นตลกเหมือนไม่ได้แสดง เหมือนเพื่อนกันอำกันจริงๆ ก็บอกว่าไป บนเวทีก็เล่นกับผมได้เต็มที่ ไม่ต้องเกรงใจผม”

 

 

 

ไม่ต้องพิสูจน์อะไรแล้ว

25 ปี เป็นเวลาเท่ากับครึ่งหนึ่งของชีวิตป้าง นครินทร์ เริ่มตั้งแต่เป็นศิลปินวงไฮดร้า (2535)

“เคยเป็นเด็กที่อยากทำงานกับเสียงเพลงมาตั้งแต่ 10 ขวบ โชคดีที่หาตัวเองเจอ และทำตามฝันตัวเองมาตลอด เมื่อได้ทำงานดนตรี เราอยากทำเพลงด้วยตัวเองให้ได้เยอะที่สุด เพราะคิดว่า เราคงทำได้ดีไม่มากพอ ถ้ามีคนแต่งเพลง เราต้องมาแปลความหมาย พอความฝันเป็นจริงก็ดีมาก มีความสุขกับอาชีพนี้ พอประสบความสำเร็จ ก็มีช่วงอ่อนล้า มีช่วงวงการเพลงบ้านเราซบเซาสุดๆ ซึ่งมันผ่านมาแล้ว สุดท้ายแล้วพอเราแต่งเพลงที่ตรงใจเราจริงๆ เราจะสบายใจที่จะสื่อสาร ได้ทำงาน แล้วคนฟังเขาจะรู้สึกเอง สุดท้ายแล้ว ผมรู้สึกว่า ความเป็นธรรมชาติของคน ถ้าจะยึดทำอาชีพนี้ให้นานต้องไม่ตึงเครียด ทำเพลงแบบผ่อนคลาย ไม่คิดว่าเราคือร็อกสตาร์ อยู่ในวงการมันจะสอนเราเอง ชีวิตผ่านช่วงขาขึ้น ขาลง เจอมาหมดแล้ว

เมื่อก่อนมียึดติดแต่ไม่เยอะ ก็พยายามมีสติเตือนตัวเองตลอด เมื่อสิบปีก่อนมีเพลงชื่อ คนหน้าใหม่ อัลบั้ม เลี่ยมทอง ก็แต่งเตือนตัวเอง เวลาคนหน้าใหม่มา มันสดใหม่ ใครๆ ก็ไปต้องมองเขา เราซึ่งคนหน้าเก่าจะร้องไห้ คร่ำครวญอะไร ให้รับรู้ซะว่า เรื่องราวเหล่านี้เป็นธรรมชาติ เขียนเพื่อบอกตัวเอง ธรรมชาติมีขึ้นมีลง

ชีวิตเจอช่วงธุรกิจเพลงไทยดิ่งลงมากๆ ผลพวงมากระแทกเราก็มีเยอะ มันซบเซาทั้งรายได้ ทั้งจิตใจ เรารู้สึกซึมๆ เหมือนกัน แต่ไม่ได้ฟูมฟาย ไม่ใช่โงหัวไม่ขึ้น รู้สึกเศร้ากับมัน เป็นเพราะเราผ่านอะไรมาพอสมควร ถ้าอายุน้อยกว่านี้ก็อาจจะฟูมฟายกับมัน

ตอนนี้ 25 ปี ในวงการเพลง ค่อนข้างสบายตัว อยากทำอะไรให้เรียบง่าย พูดถึงเราอยู่ในจุดที่ไม่ต้องพิสูจน์อะไรแล้ว ก็สุนทรีย์กับสิ่งที่เราอยากทำมากที่สุด สบายๆ ไป” 

 

ธนาพร เหล่าศิลปเจริญ + พฤกษชา มณีพฤกษ์ คู่ซี้เจ้าของธุรกิจกระเป๋าเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/515131

ธนาพร เหล่าศิลปเจริญ + พฤกษชา มณีพฤกษ์ คู่ซี้เจ้าของธุรกิจกระเป๋าเพื่อสุขภาพ

 โดย วรธาร ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

 เป็นคู่ซี้เพื่อนรักที่ทั้งสวยและเก่งจับมือกันทำธุรกิจกระเป๋าแฟชั่นเพื่อสุขภาพของผู้หญิง ที่ขายดีบนช่องทางออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊ก ไลน์ ในเวลานี้

 นิ้ง-ธนาพร เหล่าศิลปเจริญ และ ปอม-พฤกษชา มณีพฤกษ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ฮาโกะ สโตร์ ผู้สร้างสรรค์แบรนด์ฮาดารา (Hadara) ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้หญิง เพราะมีจุดเด่นอยู่ที่การออกแบบที่เข้าถึงไลฟ์สไตล์และการใช้งานของผู้หญิงยุคนี้เป็นอย่างดี เช่น การมีช่องใส่ของหลายช่อง นอกจากทำให้ใส่ของได้เยอะแล้วยังช่วยให้หยิบหาของมาใช้ได้สะดวกง่าย ตัวกระเป๋ามีน้ำหนักเบามาก

สายสะพายถูกออกแบบมาเพื่อช่วยกระจายน้ำหนักของกระเป๋าไม่ให้เกิดการกดทับเฉพาะจุดบนไหล่ อีกทั้งยังบุฟองน้ำเพิ่มความนุ่มช่วยบรรเทาอาการปวดไหล่

เมื่อเทียบกับกระเป๋าที่มีสายสะพายที่แคบและแข็งกว่า มีความทนทาน ไม่ยับย่น และเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ใช้ในทุกๆ การเดินทาง ที่สำคัญวัสดุคุณภาพ ดีไซน์เรียบหรูและเข้ากับทุกการแต่งตัวและไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงยุคนี้อย่างดี

ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนของทั้งคู่ และการมาจับมือกันทำธุรกิจร่วมกันได้อย่างไรไปฟังจากปากของพวกเธอได้เลย

“ปอม น่ารัก มุ่งมั่น กระตือรือร้นสุดๆ”

นิ้ง-ธนาพร พูดถึง ปอม-พฤกษชา ว่าสมัยเรียนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นิ้งเรียนคณะบัญชี ส่วนปอมเรียนคณะวิทย์ อาจจะคนละคณะ แต่ตอนหลังปอมเลือกโทบัญชีทำให้ได้มาเรียนด้วยกัน เจอกันบ่อยและทำกิจกรรมร่วมกัน เลยสนิทและเป็นเพื่อนมาจนถึงวันนี้

“หลังเรียนจบ พวกเราต่างก็ทำงานแต่คนละแห่ง ปอมทำรีเสิร์ชมาร์เกตติ้ง นิ้งทำบริษัทเอเยนซีโฆษณา แต่ที่บ้านของนิ้งทำธุรกิจผลิตและส่งออกเฟอร์นิเจอร์แนวซอฟต์ไลน์ไปญี่ปุ่นและประเทศต่างๆ อยู่ก่อนแล้ว แต่ตอนแรกสินค้ายังไม่ออกแนวญี่ปุ่นมากนัก นิ้งเลยต้องออกมาช่วยครอบครัว แล้วชวนปอมมาทำด้วยกัน ตอนหลังสินค้าเราเป็นสไตล์ญี่ปุ่นเลย

“ต่อมานิ้งกับปอมเห็นตรงกันว่า ผู้หญิงสมัยนี้มีปัญหาเรื่องการจัดเก็บสัมภาระที่พกไปทุกที่ การใช้กระเป๋าที่หนักกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ทำให้ต้องพกของมากขึ้น เช่น โทรศัพท์ แบตเตอรี่สำรอง เครื่องสำอาง ยา ไอแพด และของใช้อื่นๆ อีกมาก ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา เช่น อาการปวดไหล่ ปวดหลัง กล้ามเนื้ออักเสบ หมอนรองกระดูกเสื่อม สันหลังคด แล้วกระเป๋าแฟชั่นทั่วไปในตลาดมักจะมีน้ำหนักค่อนข้างมากแถมสายสะพายยังแคบและแข็ง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการทำกระเป๋าเพื่อสุขภาพของผู้หญิง

 “สำหรับบุคลิกส่วนตัว ปอมเป็นผู้หญิงน่ารัก อารมณ์ดี เวลาทำงานเป็นคนมุ่งมั่น กระตือรือร้นมาก ที่สำคัญเป็นคนเก่ง การตลาดเก่งมาก อาจจะเป็นเพราะปอมเคยทำรีเสิร์ชมาร์เกตติ้งมาก่อน ดังนั้นเรื่องมาร์เกตติ้งปอมจะเป็นคนดูแล

“อีกอย่างปอมจะดู Look and feel ของสินค้าด้วย คือพอนิ้งทำคอนเทนต์หรือเขียนสตอรี่ของสินค้าออกมา เช่น สินค้าตัวนี้มีจุดเด่นอย่างนี้ๆ มีแรงบันดาลใจอย่างนี้ การใช้งานเป็นแบบนี้ พอคิดและถ่ายทอดออกมาปอมจะดูต่อแล้ว เช่น จะหานางแบบมาถ่ายโฆษณาโปรโมทสินค้ายังไง นางแบบคนไหน บุคลิกยังไงจะเหมาะกับสินค้าตัวนั้น เรื่องพวกนี้ปอมจะถนัดและทำได้ดีมาก” นิ้ง ธนาพรเล่าถึงปอมเพื่อนรัก

“นิ้ง ทั้งเก่ง สวย น่ารัก นิสัยดี”

ปอม-พฤกษชา พูดถึงเพื่อนนิ้งว่า นิ้งเป็นผู้หญิงนิสัยดี น่ารัก สวยออกแนวญี่ปุ่นๆ ส่วนในการทำงานนิ้งเป็นคนดูคอนเทนต์และสตอรี่ของสินค้า

“เพราะนิ้งเขียนคอนเทนต์เล่าเรื่องสินค้าได้เก่ง สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นไลฟ์สไตล์ของตัวเองหรือของผู้หญิงยุคนี้ได้เข้าถึง คอนเทนต์ต่างๆ ที่เห็นในเฟซบุ๊กนิ้งเป็นคนเขียนหมดเลย ส่วนทางไลน์ปอมดูและเราคิดไอเดียช่วยกัน นอกจากนี้นิ้งยังเก่งในเรื่องของดีไซน์และบัญชี เพราะเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์และละเอียดรอบคอบ

 “อีกบุคลิกของนิ้งเป็นผู้หญิงเฮลตี้ ออกกำลังกายเสมอ เน้นกินอาหารคลีน เป็นคนที่ดูแลสุขภาพตัวเองดีมาก ปอมพยายามทำให้เหมือนนิ้งอยู่เหมือนกันแต่ยังทำไม่ได้ (หัวเราะ) ส่วนไลฟ์สไตล์ที่เราชอบทำและไปด้วยกันคือไปช็อปปิ้งเสื้อผ้า บางทีก็ไปช็อปปิ้งเพื่อหาไอเดียใหม่ๆ และเดินดูตลาดตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปและในต่างประเทศ ซึ่งช่วงเดือน ต.ค.นี้ปอมกับนิ้งจะไปถ่ายแบบสินค้าของเราที่ญี่ปุ่นด้วย

“ถ้าพูดถึงความเหมือนของเราสองคนคือเป็นคนที่รักสัตว์ทั้งคู่ นิ้งจะเลี้ยงหมา ตอนนี้เลี้ยงอยู่สองพันธุ์ คือ ชิวาวากับปั๊ก ส่วนปอมเลี้ยงแมวเปอร์เซียร์ พวกเรามีความสุขกับสัตว์เลี้ยง บางทีบางวันก็พามาเล่นที่ออฟฟิศบ้าง อีกความเหมือนหนึ่งคือพวกเราชอบดูซีรี่ส์เกาหลีสนุกดีค่ะ” ปอม พูดทิ้งท้ายถึงนิ้งเพื่อนเลิฟ

 

นราพงษ์ กองคำ อาหารควรมีความทันสมัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กันยายน 2560 เวลา 13:30 …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/514966

นราพงษ์ กองคำ อาหารควรมีความทันสมัย

ไชนีส โมเดิร์น คือ นิยามอาหารจีนของโรงแรมเซี่ยงไฮ้แมนชั่น เยาวราช “เชฟตุ๊” นราพงษ์ กองคำ เอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ ประจำห้องอาหารเรดโรส สร้างชื่อเสียงให้แก่โรงแรมเล็กๆ ย่านใจกลางเมืองเยาวราช ถนนเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยสีสันยามค่ำคืน สายที่ไม่เคยเงียบเหงาเลยสักนิด ที่นี่คือย่านอาหารอร่อยที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ

เชฟตุ๊ กำลังใส่ใจกับการครีเอทอาหารตามสไตล์อาหารจีนสมัยใหม่ที่นี่ แต่คงยึดแบบฉบับดั้งเดิมของกรรมวิธีที่พิถีพิถันไว้ครบถ้วน เพราะนี่คือหัวใจหลักของการทำอาหารสัญชาตินี้ “สูตรขนมไหว้พระจันทร์แป้งสด ไส้ทุเรียนสด” คือการครีเอทขนมไม่ซ้ำเดิมๆ จากเปลือกแป้งอบ ลองใช้แป้งสดไปกันได้กับทุเรียนที่เพิ่งปอกจากเปลือกกันหมาดๆ ผลไม้ไทยเลื่องลือปรุงเป็นไส้ ให้กลิ่นและรสร่วมสมัยขึ้น

“ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีกลิ่นรสชัดเจน คนเอเชียหลายๆ ชาติโปรดปรานทั้งคนจีน สิงคโปร์ ซึ่งผมเคยไปทำงานที่เป็นซูส์ เชฟ Sous ที่ Majestic Restaurant ภัตตาคารชื่อดังของสิงคโปร์ เจ้าของคือ เชฟยอง บิง เงียน คือครูของผมมีแนวคิดการทำอาหารจีนให้แตกต่างทันสมัย แต่เคารพต้นตำรับเดิมไว้ทุกประการ คือไม่ตัดขั้นตอนการปรุงที่อาหาร 1 จาน อาหารจีนซับซ้อนทั้งวิธีทำ และวัตถุดิบ

ผมขอยกตัวอย่างเช่น ซุปไก่ดำ ผมใช้เวลาตุ๋น 4-5 ชั่วโมง เครื่องปรุงสำคัญอีก 1 อย่างที่ต้องใส่ลงไปด้วย คือ ขาแฮมยูนนาน การทำอาหารถ้าเรารู้ประวัติอาหารด้วยก็จะทำให้เราไม่ละเลยทุกๆ ขั้นตอน ซุปหม้อนี้ชาวยูนนานกินเพื่อคลายความหนาว ขาหมูให้รสเค็มเป็นหลักการถนอมอาหาร กังป๋วยหรือหอยเชลล์แห้ง ก็เป็นอีกอย่างที่ต้องใส่เพื่อรสหวาน วัตถุดิบเหล่านี้ใช้ชูรสเหมือนอูมามิ” 

อาหารเป็นได้ไม่ใช่แค่ทันสมัย แต่ความนำสมัย คือวิถีการกินในแบบสิงคโปร์สไตล์ เชฟตุ๊อธิบายเรื่องนี้ให้ฟังได้รสชาติเหมือนอาหารจีนฝีมือของเขา

 

 

“ตอนผมไปอยู่ที่สิงคโปร์ การทำอาหารคือความสนุกความน่าตื่นเต้นนะครับ ประเทศนี้คือศูนย์กลางการค้าใหญ่ อาหารสดใหม่เข้าท่าเรือทุกๆ วัน ก็จะได้เห็นวัตถุดิบที่มีทั้งคุณภาพ และความแปลกใหม่

ผมจึงไม่ใช้คำว่าทันสมัย แต่อาหารคือความนำสมัยไปแล้วครับ ขนมไหว้พระจันทร์สูตรแป้งสดไส้คัสตาร์ดไข่เค็มชิ้นนี้ คนที่นั่นเขานิยมกันหลายปีแล้วนะครับ มีการใช้เทคนิคใหม่ได้ขนมใหม่ๆ เช่น ไอศกรีมทุเรียนสดทอด ส่วนผสมที่ทำได้คือการพัฒนาแป้งจนได้ชนิดที่นำมาทอดได้จนบางกรอบ นอกจากวัตถุดิบดีแล้วมีหลายเชื้อชาตินะครับ อาหารจานใหม่ๆ ก็มีมาให้ชิมกันเรื่อยๆ ไอศกรีมทุเรียนสดทอดมาชิมกันที่โรงแรมได้เลยครับ ผมกล้าการันตีว่าที่อื่นยังไม่มี

อาหารคือความพิถีพิถัน และการเรียนรู้ใหม่ๆ ไม่หยุดอยู่กับที่ อาหารจีนต้นตำรับถ้าเราไม่ศึกษาทำตามกรอบเดิมๆ เราก็ไม่ได้รับประสบการณ์ใหม่ คนกินก็ไม่ได้รับประสบการณ์ที่แปลกใหม่ด้วยครับ การเรียนรู้สำหรับผมคือเวทีการแข่งขันการทำอาหาร ปีที่แล้ว ผมไปแข่งขันเวที International Taiwan Food & Beverage Challenge (ITFBC) ทีมไทยได้รับเหรียญทองแดง โจทย์คือตะพาบน้ำ (หัวเราะ) นี่คือเอกลักษณ์อาหารจีนครับ คือวัตถุดิบแปลก

 

 

 

เหรียญทองกับเหรียญเงินก็ต้องยกให้ต้นตำรับ คือเชฟฮ่องกงได้เหรียญทอง เชฟไต้หวันได้เหรียญเงิน ประสบการณ์ครั้งนี้ คือการเปิดใจรับสิ่งแปลกใหม่ และเรียนให้รู้นะครับ”

เชฟสะสมรางวัลมาเรื่อยๆ ระหว่างทํางานที่โรงแรมเซี่ยงไฮ้แมนชั่น ปี 2558 รางวัลเหรียญเงิน World Association of Chef Societies และปี 2559 ได้อีกเหรียญทอง เวที Thailand Ultimate Chef Challenge รางวัลล่าสุดในปีนี้ ห้องอาหารเรดโรส ภายใต้การนำของเชฟ รับรางวัล Bangkok’s Best Restaurant Awards ประเภท Chinese Category

“ผมเริ่มทำงานครัวจีนตั้งแต่อายุ 17 ปี ทั้งภัตตาคารจีนชื่อดังเก็บความรู้มาเรื่อยๆ เลยครับ และโรงแรมชั้นนำตั้งแต่อายุ 23 ปี ที่โรงแรมแชงกรี-ลา และเมื่อได้เป็นผู้ช่วยเชฟมือหนึ่งของเชฟยอง ที่สิงคโปร์ ก็แนะนำให้ผมมาเป็นเชฟใหญ่ที่นี่ จากพื้นฐานการทำอาหารจีนทั้งกวางตุ้ง แต้จิ๋ว เสฉวน วิชาที่เชฟยองสอนคือไชนีสโมเดิร์น ที่มีการเสิร์ฟอาหารเป็นคอร์สเช่นเดียวกับอาหารฝรั่ง เริ่มตั้งแต่สตาร์ทเตอร์เรียกน้ำย่อย หนังเป็ดปักกิ่ง 1 ชิ้นเสิร์ฟพร้อมมะม่วงสุก หรือแตงโมชิ้นเล็กๆ แก้เลี่ยนจัดวางด้านล่างสวยงาม

จากต่อมาคือซุปใสแบบจีน ก็มีหลายๆ แบบเลยนะครับ จากนั้นเข้าสู่เมนคอร์สเนื้อออสเตรเลียผัดซอสจีนและพริกไทยดำ หรืออาจเป็นปูนึ่งเสิร์ฟกับข้าวเหนียวของบ้านเรา หรือขาปูแช่น้ำแข็งเสิร์ฟพร้อมอโวคาโด ตบท้ายด้วยขนมหวานและไอศกรีม

อาหารจีนทำยากเพราะละเอียดทุกๆ ขั้นตอน ครูสอนก็ไม่มีสถาบันสอนแบบอาหารฝรั่งเศส อิตาลี อยากได้วิชาต้องใช้วิธีที่เรียกว่า ครูพักลักจำ เพราะเป็นรูปแบบวัฒนธรรมของคนชาตินี้ที่อาหาร และการกินฝังอยู่ในวิถีชีวิต ไม่มีการสอนกันจริงจัง สถาบันอาหารจีนมีน้อยมากๆ แต่ถ้าเรามีใจรักก็ไม่ใช่เรื่องยากลำบากเลย ความรักจะทำให้เราอยากเรียนรู้เพื่ออาหารที่รสชาติลงตัวที่สุดนะครับ อาหารต้องปรับไปเรื่อยๆ นะครับ อย่างขนมไหว้พระจันทร์ใช้แป้งขนมโก๋โรย แต่ผมคิดแป้งสูตรใหม่ให้ไม่ฝืดคอ คนกินรุ่นใหม่ๆ ก็ชอบใจหน้าตาที่แปลกไปจากเดิมด้วย อาหารก็ทันสมัยครับ”

เชฟตุ๊ บอกพลางยิ้มมั่นใจเมื่อเชิญชวนให้คนไม่ปลื้มทุเรียนสด ลองขนมไหว้พระจันทร์ชิ้นใหม่ล่าสุดที่ขอนำเสนอในฤดูกาลนี้ &O5532;