คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์ จากเภสัชกรสู่นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

7 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/465757

คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์ จากเภสัชกรสู่นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ… ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

คนเราบ่อยครั้งที่สิ่งที่เรียนกับสิ่งที่ชอบมันเดินสวนทางกัน เรียนมาอย่างหนึ่งแต่อยากไปทำงานอีกอย่างหนึ่ง ถามว่าแล้วทำไมไม่เรียนในสิ่งที่ชอบเสียเลยตั้งแต่ตอนแรก อ้าวก็สิ่งที่เคยคิดว่าใช่มันเกิดไม่ใช่ขึ้นมา จะทนกล้ำกลืนฝืนใจทำต่อไปให้ใจเป็นทุกข์อยู่ทำไม ในเมื่อค้นพบเส้นทางใหม่ที่ใช่และถูกใจกว่าเดิมก็ยูเทิร์นกลับหลังหันไปให้ไวเลย

เขาคนนี้ก็เช่นกัน ที่ค้นพบเส้นทางใหม่ที่ใช่กว่าเดิม เขาก็ไม่รีรอให้เสียเวลา เภสัชกร คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์ ผู้ก่อตั้งสถาบันฝึกอบรม Beyond Training เขาเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นให้ฟังว่าที่บ้านทำร้านขายยา วิ่งเล่นในร้านมาตั้งแต่เด็ก เห็นแม่ทำงานที่ร้านก็ดูชิลๆสบายๆ งั้นเรียนเภสัชก็แล้วกันจะได้มาทำงานของที่บ้าน ก็เลยเลือกเรียนที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยเขาได้ทุนพระราชทานจากสมเด็จย่า

หลังจากเรียนจบเขาก็ทำงานตามสายที่ได้ร่ำเรียนมาด้วยการเป็นเซลส์ให้กับบริษัทยายักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ทำอยู่ได้ 5 ปี ก็ได้เป็นเซลส์แมเนเจอร์ คอยดูแลผู้แทนการขาย นอกจากนี้ เขายังจะคอยเป็นเทรนเนอร์ให้กับเซลส์ขายยารุ่นน้อง ในการไปเปิดการขายให้กับร้านขายยาต่างๆ

จากจุดนี้นี่เองที่เขาเพิ่งค้นพบจากภายในตัวเองว่า เขาชอบพูดชอบสอน ชอบการสื่อสาร ชอบเป็นวิทยากร ชอบให้ข้อมูล ชอบทำการอบรม ไม่ได้ชอบการเป็นตัวแทนการขายยาอย่างที่คิดไว้

“ณ จุดนี้ผมก็หาข้อมูลทำการบ้าน ไม่ใช่เรื่องการขายยานะ แต่เป็นการค้นคว้าข้อมูลเรื่องการพูด เทคนิคการสอนการสื่อสาร การยืนหน้าเวทีต่อคนเยอะๆ ต้องมีปฏิกิริยาอย่างไร ท่าทีท่วงท่า การมองการสบตาเขาสนุกกับการอบรมตรงนี้ และพบว่าระหว่างที่เขาอบรมให้กับคนฟังนั้นทุกคนจะสนุกสนานเฮฮา เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว และหลายคนมักจะเรียกร้องให้เขาเป็นผู้อบรมเสมอ” เขากล่าวอย่างมีความสุข

หลังจากที่เขาได้ค้นพบความสามารถและความสุขจากการเป็นวิทยากรการฝึกสอนแล้ว เขายังคงทำงานต่อไปอีก 3 ปี พร้อมฝึกปรือและไปอบรมเรื่องการพูดจากสถาบันต่างๆ อยู่เสมอ แต่แล้วบังเอิญไปทราบว่าวิทยากรจากข้างนอกที่บริษัทจ้างมานั้นมีค่าตัวในการพูดสูงถึงวันละ 4-5 หมื่นบาท ทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจว่า ถ้าอย่างนั้นเขาสามารถออกไปเป็นวิทยากรนักพูดได้สิ มันน่าจะประกอบเป็นอาชีพได้ เลี้ยงตัวเองได้อย่างดีแน่นอนเลย

ตอนนั้นเขาก็คิดแบบคนธรรมดาที่อยากสร้างฐานะให้กับครอบครัว ในฐานะลูกชายคนโตเขาก็อยากให้แม่สบาย เนื่องจากที่บ้านก็ไม่ได้ทำธุรกิจใหญ่โตอะไรมากนัก พ่อแม่จะสบายกว่าที่เป็นอยู่ก็คงยาก

เขาจึงตัดสินใจกล้าที่จะเปลี่ยนสายงาน เพราะหากเป็นตัวแทนจำหน่ายยาก็คงจะดีได้ประมาณหนึ่ง แต่ความสุขความอิ่มเอมใจจากงานที่รักคงไม่มากพอที่จะเติมเต็มความฝันของเขาได้ เขาลองทบทวนตัวเองและไปทดลองวิจัยว่า คนในแบบเขาควรจะทำงานอะไรที่เหมาะกับชีวิต ได้ทั้งเงินและความสุขใจไปพร้อมกัน

ผลการวิจัยบอกว่าเขาเหมาะกับการเป็นนักการสื่อสาร โดยเขาไปเข้าอบรมเรียนทางด้านโค้ชและการเป็นวิทยากรมืออาชีพเรียนรู้ให้เข้มข้น รู้ลึกรู้จริงมากยิ่งขึ้น เรียนกับหลายหลักสูตร ลงทุนเรื่องค่าเรียนไปหลายแสนบาท จากนั้นเขาก็ได้ทำงานให้กับบริษัทที่ปรึกษาที่จัดสัมมนาในด้านพัฒนาตัวเอง ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มาจากต่างประเทศ

“ตอนนั้นอายุ 28 ปี ไปทำงานฝึกปรืออยู่ 2 ปี มีปัญหาคือเราดูเด็กเกินไป ดูไม่มีวิทยฐานะ เพราะนักพูดส่วนใหญ่จะอายุเยอะ มีประสบการณ์มากมาย ดูน่าเชื่อถือ ทำให้ค่าตัวจะต่ำกว่าของคนอื่น เพราะถือว่าประสบการณ์ยังน้อย รายได้จึงไม่เป็นไปอย่างที่คิด รายได้หายไปครึ่งหนึ่ง”

 

แต่เขาไม่ย่อท้อหมดกำลังใจ ยังทำงานอย่างแข็งขัน ใครเชิญไปพูดที่ไหนไปหมดแม้ค่าตัวจะน้อย หรือแม้กระทั่งพูดฟรีเขาก็ไปเพื่อเป็นการเก็บแต้มประสบการณ์ การฝึกปรือกว่า 3 ปีของเขาไม่เสียเปล่า เขาเรียนรู้ว่าวิทยากรทั่วไปในการขึ้นพูดจะสนใจในเรื่องเนื้อหาเป็นหลัก แต่เขาโฟกัสเรื่องภาษาร่างกาย การมีส่วนร่วมของผู้เข้าอบรม ดูบรรยากาศรอบตัว ให้คนฟังสนุกและได้ความรู้ไปพร้อมกัน มีฟิลลิ่งร่วมกัน ไม่ใช่เน้นแต่เนื้อหาจนลืมคนฟังให้มีส่วนร่วมกัน เป็นเอ็ดดูเทนเมนต์ในการอบรม มีการแบ่งปันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้คนฟังเปิดรับ เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน

ในที่สุดสิ่งที่เขาบ่มเพาะก็เติบโตเป็นรูปเป็นร่าง เขาประสบความสำเร็จในอาชีพใหม่ที่เลือกด้วยใจรัก เขาสามารถเป็นวิทยากรมืออาชีพระดับประเทศ  ที่สามารถแบ่งปันความรู้ แรงบันดาลใจต่อหน้าคนหลักพันคน และปัจจุบันยังเป็นนักจัดอีเวนต์ สัมมนา (Seminar Producer & Promoter) แถวหน้าคนหนึ่งแห่งวงการสัมมนาเมืองไทย ที่จัดอีเวนต์สัมมนาใหญ่ๆ มาแล้ว 8 สัมมนา ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา สร้างคุณค่า ส่งมอบความรู้ ให้กับคนไทยเกือบ 1 หมื่นคน

จากจุดเริ่มต้นของคนที่กล้าจะฝัน จากคนชนชั้นกลางที่มีฝัน อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อตอบแทนพระคุณคนที่รัก-ครอบครัว เขาจึงกล้าเปลี่ยนแปลงตัวเอง จากเด็กที่เรียนปานกลาง จนได้รับคัดเลือกเป็นนักศึกษาทุนพระราชทานในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

ในการศึกษาวิชาชีพเภสัช กล้าที่จะเลือกและลงมือทำในสิ่งที่ตนรัก เปลี่ยนจากเภสัชกรที่เป็นดาวรุ่งในบริษัทยายักษ์ใหญ่ของโลก ตัดสินใจก้าวสู่การทำในสิ่งที่รัก ด้วยการเป็นวิทยากรอาชีพตั้งแต่อายุ 28 ปี

การที่เขามาถึงวันนี้ได้เพราะกล้าฝัน กล้าเปลี่ยนเส้นทางอันเคยชินได้ดี เพราะใฝ่เรียนรู้สอบถาม ครูพักลักจำ มุ่งมั่นฝึกตน จนทำได้ดี แม้ค้นเจอว่ารักการสอน การถ่ายทอด ฝึกฝนอย่างต่อเนื่องมากกว่า 8 ปี ในการฝึกทักษะการสื่อสารการถ่ายทอดในที่ชุมชน จนกลายเป็นวิทยากร นักพูดสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้าของเมืองไทย เพราะกล้าเผชิญหน้ากับปัญหา อุปสรรค ลงมือทำจนฝันเป็นจริง

จากคนธรรมดา สร้างตนสร้างความมั่งคั่งด้วยตัวเอง เป็นคนที่พลิกชีวิตจากติดลบให้มั่งคั่ง มีกินมีใช้ จากคนที่มีการเงินติดลบ เปลี่ยนแปลงตัวเอง นำคำสอนของครู อาจารย์ มาปรับใช้ ทั้งการเปลี่ยนวิธีคิด (Mind Set) เปลี่ยนวิธีการทำ (How To) มีวินัย เอาชนะใจ  ทำซ้ำ จนกลายเป็นนิสัยใหม่ คือสร้างความเชื่อมั่นว่าเราทำได้

เขามีความเชื่อที่ผลักดันให้ตัวเองสำเร็จถึงทุกวันนี้และก้าวเดินต่อไป ด้วยความเชื่อที่ว่าจะพัฒนาชาติ ต้องพัฒนาคน สร้างชาติ ต้องสร้างคน ดังนั้น อาชีพครูหรือผู้สอนจึงเป็นบุคคลที่มีความสำคัญ เขาจึงสร้างหลักสูตร Train the trainer เพื่อในการค้นหาและพัฒนาครู (วิทยากร) วิทยากรคุณภาพให้กับสังคมไทย เพราะเชื่อว่าคนเราทุกคนเปลี่ยนแปลงตนได้ หากได้รับความรู้ ได้รับคำแนะนำจากคนที่สำเร็จมาก่อนผ่านรูปแบบสัมมนา หนังสือ หนังสือเสียง Online Training

ด้วยวัย 34 ปี เขาตั้งบริษัท สร้างแบรนด์ มีแฟนเพจ คนติดตามหลายหมื่นคน มีรายได้เกิน 10 ล้านบาทต่อปี เขาเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงตัวเอง รีบสร้างความสำเร็จ ดูแลคนในบริษัท ทีมงานรับผิดชอบดูแลครอบครัว คนที่เรารัก ตอบแทนรู้คุณ ครูอาจารย์ เมื่อสำเร็จ ตอบแทนคุณแผ่นดิน แบ่งปันเพื่อผู้อื่นบ้าง

เขามีหลักการทำงานว่า ต้องกล้าฝันและลงมือทำทันที ไม่อย่างนั้นมันก็เป็นแค่ความฝัน ไม่เข้าใกล้ความจริงสักที เมื่อมีปัญหาอย่าลืมให้กำลังใจตัวเอง พยายามหาศักยภาพของตัวเองให้เจอ เริ่มจากเล็กๆ ก่อน ค่อยๆ เติบโตอย่างมั่นคง

เขามองว่าธุรกิจสัมมนาการสื่อสาร ตลาดนี้เพิ่งเริ่มต้นและยังไปต่อได้อีก เน้นจับกลุ่มเป้าหมายคนไทย เพราะมั่นใจว่าไม่มีใครรู้จักคนไทยดีกว่าคนไทย เขามองภาพตัวเองใน 2-3 ปีข้างหน้าว่าอยากเป็นบริษัทสัมมนาที่มีวิทยากรชั้นนำที่มีความหลากหลาย ตอนนี้เขามีวิทยากรอยู่ 10 กว่าคน และจะเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

“แม้จะเรียนจบแล้วก็อย่าหยุดที่จะเรียนรู้ เปิดรับสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ การเรียนรู้ไม่ได้มีแค่ในระบบเท่านั้น ต้องคอยเติมอยู่เสมอ ทั้งจากการอ่าน การฟัง การพูด คนเราต้องเรียนรู้เพิ่มตลอดเวลา” เขากล่าวอย่างมั่นใจ

 

อรรถพล อนุรุทธิกร นักพัฒนาที่ดินผู้มีวิสัยทัศน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/465549

อรรถพล อนุรุทธิกร นักพัฒนาที่ดินผู้มีวิสัยทัศน์

โดย…ภาดนุ ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

เอ็ม-อรรถพล อนุรุทธิกร หนุ่มหล่อวัย 38 ปี ผู้เป็นทั้งนักพัฒนาที่ดิน และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศิรศิลา พร็อบเพอตี้ ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการ วนา วาริน รีสอร์ต อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถือว่าเป็นนักบริหารรุ่นใหม่ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลคนหนึ่ง ตัวตนของเขาจะเป็นอย่างไร เห็นทีต้องไปพูดคุยด้วยซะแล้ว

“ตอนนี้ผมรับหน้าที่เป็นผู้บริหาร วนา วาริน รีสอร์ต ซึ่งอยู่ที่หัวหิน คอนเซ็ปต์ของที่นี่จะแตกต่างจากที่อื่นตรงที่สภาพแวดล้อมมีความเป็นธรรมชาติแท้ๆ เลย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วโรงแรมหรือรีสอร์ทในหัวหินจะเป็นแบบโมเดิร์นซะเยอะ แต่รีสอร์ทเราบนเนื้อที่ 130 ไร่ จะเป็นป่าและต้นไม้ซะมากกว่า พูดง่ายๆ ว่าเป็นที่พักสไตล์กรีนทราเวล ที่มีทั้งบ้านพักที่เป็นบ้านดินเป็นหลังๆ ตกแต่งด้วยไม้ และหลังคามุงจาก มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ซึ่งมีทั้งหมด 12 หลัง แล้วยังมีบ้านไม้ มีส่วนที่เป็นตึก 35 ยูนิต และโรงแรมสองชั้นอีก 12 ห้อง ที่รองรับการสัมมนาได้ถึง 150-180 คน

การเปิดรีสอร์ทแห่งนี้เป็นธุรกิจที่ผมเริ่มต้นด้วยตัวเอง ซึ่งก่อนหน้านี้ผมเคยช่วยคุณพ่อบริหารโรงแรมสิมิลาน่า รีสอร์ต ที่เขาหลัก จ.พังงา ในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ตอนนั้นผมเรียนปริญญาตรีสาขาศิลปศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เอกโฆษณา อยู่ปี 4 ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) จึงได้เริ่มเข้าไปช่วยคุณพ่อและได้เรียนรู้ว่าการบริหารงานนั้นยากมาก ต่างจากงานในวงการบันเทิงที่ผมเคยเข้าไปสัมผัสในช่วงนั้น ทั้งถ่ายโฆษณาและเล่นละครทางช่อง 3 แบบคนละเรื่องเลย ด้วยหน้าที่ที่ต้องช่วยครอบครัว ผมกับงานบันเทิงเลยไปด้วยกันไม่ได้ ผมจึงตัดสินใจหันมาโฟกัสในเรื่องธุรกิจอย่างเดียวดีกว่า”

เอ็มบอกว่า ช่วงนั้นนอกจากธุรกิจโรงแรมแล้ว คุณพ่อยังเปิดปั๊มน้ำมัน ปตท.ด้วย พอเรียนจบปริญญาตรี เขาจึงเข้าไปดูแลอยู่หลายปี กระทั่งหมดสัญญาจึงเลิกทำไป เขาจึงเรียนต่อปริญญาโท สาขาอินเทอร์เน็ต อี-คอมเมิร์ซ ที่เอแบคจนจบ

 

“ตอนที่ผมช่วยคุณพ่อบริหารโรงแรมที่เขาหลัก ช่วงนั้นประสบภัยสึนามิพอดี โรงแรมจึงเสียหายไปครึ่งหนึ่ง หลังจากรีโนเวต 2 ปี และเปิดบริการมาอีก 4-5 ปี ก็มีนักลงทุนชาวอังกฤษมาขอซื้อโรงแรมพร้อมที่ดิน ซึ่งแต่เดิมครอบครัวเราก็ทำธุรกิจพัฒนาที่ดินอยู่แล้ว เมื่อทำโรงแรมจนถึงจุดอิ่มตัวเราจึงขายให้เขาไป จากนั้นก็นำเงินที่ได้มาซื้อที่ดินแปลงหนึ่งที่หัวหิน ก็มีคนมาขอซื้อที่ดินต่ออีก เราก็เลยมองหาที่ใหม่ จนมาเจอที่ดินร้อยกว่าไร่ที่ ต.ทับใต้ ผืนนี้ ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าในอนาคตที่ดินแปลงนี้จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นไหม แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วว่ามีถนนตัดผ่าน มีทางลัด แนวโน้มในการพัฒนาน่าจะดี เราจึงตัดสินใจซื้อที่ดินแปลงนี้ในที่สุด”

เอ็มบอกว่า ไอเดียในการพัฒนาที่ดินแปลงนี้ให้เป็นรีสอร์ทเริ่มขึ้นเมื่อ 8 ปีที่แล้ว แรกๆ ก็ไม่ได้คิดจะขยายให้เป็นรีสอร์ทใหญ่โตขนาดนี้ แต่เพราะเคยมีประสบการณ์ด้านการบริหารโรงแรมมาก่อน เลยคิดว่าลองดูก็ไม่เสียหาย

“เราเริ่มสร้างรีสอร์ทมาเรื่อยๆ โดยใช้เวลา 4-5 ปี จึงเปิดให้บริการได้ เริ่มจากบ้านดินเล็กๆ แค่ 5 หลัง แล้วค่อยเพิ่มมาเป็น 10 หลัง ที่เลือกทำบ้านดินเพราะมันดูแปลกดี แถมพอเข้าไปพักยังรู้สึกเย็นดีด้วย ตอนแรกเราก็ซื้ออิฐดินที่นักโทษเรือนจำทำเพื่อนำมาสร้างบ้านดิน ซื้อทีเป็นคันรถเลย แต่ช่วงหลังเขาผลิตให้ไม่ทัน ผมจึงให้คนงานลองทำดู ซึ่งคุณภาพก็ใช้ได้ เราจึงทำอิฐดินเองตั้งแต่นั้น ตอนบ้านดินเสร็จใหม่ๆ ก็ต้องโปรโมทออกสื่อทั้งทีวี ทั้งสิ่งพิมพ์พอสมควร ระหว่างนั้นก็พัฒนาต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จนเริ่มมีคนรู้จักและมีแขกมาเข้าพักมากขึ้น เพราะเราเริ่มโปรโมทลงเพจ FB : VanaVarin และเว็บไซต์ www.vanavarin.com ไปพร้อมกัน

 

ผมจะเรียนรู้จากลูกค้าว่าพวกเขาต้องการอะไร หรืออยากให้เราปรับปรุงอะไร จากนั้นจะนำไปพัฒนาให้ดีขึ้น เรียกว่าต้องลงไปคลุกคลีกับพนักงานทุกแผนกเลยก็ว่าได้ ล่าสุดก็ได้รู้ความต้องการของลูกค้า เพราะรีสอร์ทของเราติดป่าติดภูเขาซึ่งดีโดยธรรมชาติอยู่แล้ว จึงน่าจะมีกิจกรรมมารองรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนในยุคนี้ เราจึงต่อยอดให้เป็นรีสอร์ทกรีนทราเวล โดยเปิดกิจกรรมขี่จักรยานให้ลูกค้าที่มาพักได้ออกกำลังกาย แอบอิงธรรมชาติและต้นไม้ไปพร้อมกัน”

เอ็มเสริมว่า ตอนนี้สนามขี่จักรยานที่มีระยะทาง 3 กม.รอบรีสอร์ททำเสร็จเรียบร้อยพร้อมใช้งานแล้ว ซึ่งลูกค้าที่เข้าพักสามารถนำจักรยานใส่รถยนต์มาเอง หรือจะมาเช่าที่รีสอร์ทแล้วปั่นไปตามเส้นทางก็ได้เช่นกัน

“นอกจากเส้นทางจักรยานแล้ว รีสอร์ทยังต่อยอดในเรื่องกรีนฟาร์ม โดยปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แบบไม่ใช้ดินอีกด้วย ซึ่งผักที่ปลูกก็เช่น บัตเตอร์เฮด กรีนโอ๊ก เรดโอ๊ก ฯลฯ ซึ่งตอนแรกตั้งใจให้ลูกค้าที่มาพักได้กิน แต่ทำไปทำมาผลผลิตกลับมีเยอะจนกินไม่ทัน จึงต้องนำไปขายและเปิดเป็นธุรกิจอีกตัวหนึ่ง (หัวเราะ) โดยมีแหล่งส่งขายในตัวอำเภอหัวหิน ซึ่งช่วงแรกของการปลูกผักไฮโดรฯ นี้ค่อนข้างจะยาก ต้องศึกษาและเรียนรู้จากความผิดพลาดมาเยอะ แต่ด้วยความที่ผมชอบศึกษาและทดลองอยู่เสมอ ตอนนี้ผมกลับรู้สึกชอบและอินกับมันไปแล้วครับ

อย่างที่รู้กันดีว่า การเป็นเจ้าของธุรกิจและการบริหารงานนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเจออุปสรรคให้แก้ไขอยู่ตลอดเวลา แต่อาจเพราะผมได้เริ่มต้นเข้ามาช่วยคุณพ่อบริหารโรงแรมตอนอายุ 25 ปี ผมจึงมีภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมอาจเป็นคนใจเย็นด้วย จึงมักเข้าใจในคุณค่าของผู้อื่น ไม่ว่าจะลูกน้องหรือคนรอบข้างก็ตาม ผมจึงไม่ค่อยซีเรียสกับปัญหาที่เกิดขึ้นมากนัก ซึ่งปัญหาหลักๆ เลยก็คือเรื่องคนนี่แหละ แต่ถ้าเรามีระบบจัดการที่ดีก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น

แม้ปัจจุบันนี้ วนา วารินฯ จะมีพนักงานถึง 70 คน แต่ผมใช้วิธีบริหารงานแบบเข้าถึงทุกคนเหมือนเขาเป็นครอบครัว พนักงานส่วนใหญ่ของผมเป็นชาวบ้านในพื้นที่ เวลามีปัญหาอะไรเราต้องค่อยๆ แก้ไขด้วยความใจเย็น อย่างบางคนมีปัญหาครอบครัวซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขา บางครั้งเราก็จะลงไปช่วยแก้ไขให้เท่าที่เราสามารถทำได้ (ยิ้ม) จะว่าเป็นการซื้อใจก็ไม่ใช่ซะทีเดียว แค่อยากให้งานสามารถดำเนินต่อไปด้วยดีมากกว่า”

 

หนุ่มหล่อเสริมว่า เนื่องจากครอบครัวของเขาทำธุรกิจพัฒนาที่ดินให้มีมูลค่าเพิ่มมานาน ดังนั้นการเปิดโรงแรมหรือเปิดรีสอร์ทขึ้นมา จึงเหมือนเป็นการเพิ่มมูลค่าของที่ดินแห่งนั้นให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

“อย่างที่บอกว่าเรามีที่ดินที่หัวหิน 130 ไร่ แต่เราใช้พื้นที่ทำรีสอร์ทไปแค่ 40-50 ไร่เท่านั้นเอง แล้วตอนนี้ราคาที่ดินก็เริ่มปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ นอกจากการพัฒนาที่ดินโดยเปิดรีสอร์ทแล้ว ผมยังเห็นว่าในบริเวณที่ดินใกล้เคียงกันนี้ก็กำลังตั้งหน่วยราชการ โรงพยาบาล โรงเรียน และอื่นๆ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับรีสอร์ทของเราด้วย ในอนาคตผมจึงคิดไว้ว่าอยากจะพัฒนาที่ดินส่วนที่เหลือให้เป็นคอมมูนิตี้ที่คนในหน่วยงานเหล่านี้จะสามารถมาใช้ได้ แล้วอาจจะสร้างบ้านและที่พักอาศัยด้วยก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไอเดียนี้ยังเป็นเป้าหมายที่ผมตั้งไว้ในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกทีก็ได้ครับ”

เอ็มทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้เขาทำงานเกือบทุกวัน โดยอยู่ประจำที่ออฟฟิศในกรุงเทพฯ แต่ก็ต้องขับรถไปมาระหว่างกรุงเทพฯ-หัวหินอยู่เสมอ แถมบางครั้งอาจจะต้องเดินทางไปดูแลธุรกิจโฮมสเตย์ซึ่งเปิดไว้ที่ อ.เชียงคาน จ.เลย ซึ่งเขาได้ไปซื้อบ้านพร้อมที่ดินเก่ามาพัฒนาให้เป็นโฮมสเตย์บ่อยๆ อีกด้วย

“ถ้ามีเวลาว่างจากงานจริงๆ ผมไม่ลืมที่จะออกกำลังกายด้วยการเล่นเวต รวมทั้งปั่นจักรยานรอบรีสอร์ทที่หัวหิน อย่างเมื่อก่อนผมจะชอบออกกำลังกายด้วยการวิ่ง แต่พออายุเยอะขึ้น ไม่ค่อยมีเวลา นานๆ ไปวิ่งทีก็มีปัญหาเรื่องข้อเท้า ผมจึงหยุดวิ่งไป

สำหรับเรื่องท่องเที่ยวก็แล้วแต่จังหวะครับ โดยส่วนตัวแล้วผมชอบเที่ยวทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ แต่ในเมืองไทยอาจจะได้ไปบ่อยกว่า เพราะด้วยการทำงานของผมที่เป็นนักพัฒนาที่ดินจึงต้องเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อยๆ อยู่แล้ว ซึ่งถือว่าได้ทั้งทำงานและได้ทั้งพักผ่อนไปด้วยในคราวเดียวกัน”

 

เจนนิสา คูวินิชกุล ปั้นภูมิปัญญาไทยกระหึ่มโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/465319

เจนนิสา คูวินิชกุล ปั้นภูมิปัญญาไทยกระหึ่มโลก

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ… วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เพราะมีแพสชั่นที่อยากจะนำของดีของไทยมาต่อยอด เพื่อบอกต่อให้คนไทยได้รับรู้ ต่างชาติได้ชื่นชม นับตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจแรกของสาวเก่ง เจ้าของคาแรกเตอร์หวานซ่อนเปรี้ยว แจน-เจนนิสา คูวินิชกุล จึงเลือกนำความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของดอกไม้ไทย มาต่อยอดกลายเป็นผลิตภัณฑ์ความงามและเครื่องหอม ภายใต้แบรนด์ปริมมาลัย จนโด่งดังและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

มาวันนี้ แจนขอพิสูจน์ตัวเองอีกขั้น ด้วยการนำขนมโรตีสายไหม ของดีพื้นบ้านของไทยที่คนไทยคุ้ยเคยเป็นอย่างดีมาจับแต่งตัวใหม่ นำขึ้นห้างดังสุดหรูอย่างเซ็นทรัล เอ็มบาสซี และพาเข้าไปเปิดตัวเป็นของฝากในแอร์พอร์ตเพื่อให้ชาวต่างชาติถือติดไม้ติดมือกลับบ้านเป็นของฝาก ภายใต้แบรนด์แคนดี้ เครป (Candy Crepe)

หยิบภูมิปัญญาไทยมาเพิ่มมูลค่า

“จากธุรกิจเครื่องหอมมาสู่ร้านขนม ดูข้ามสายมั้ย ในแง่หนึ่งก็ใช่ แต่สำหรับแจนไม่ได้มองที่ตัวสินค้า แต่มองว่าเรากำลังนำภูมิปัญญาไทยมาต่อยอด มาสร้างมูลค่า เพราะฉะนั้นไม่มีความต่าง เพียงแต่อาจจะมีความท้าทายต่างกัน อย่างตอนทำปริมมาลัยเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว คนไทยยังไม่ค่อยให้ราคากับแบรนด์ไทยเท่าไหร่ แต่ตอนนี้จะเห็นว่าเสื้อผ้าหรืออาหารไทยก็ดี ก้าวไปสู่ตลาดโลกมากขึ้น เป็นที่ยอมรับมากขึ้น จนมาสู่ธุรกิจขนม แจนมองว่าความยาก คือ จะทำอย่างไรให้ขนมบ้านๆ ที่คนไทยคุ้นเคยไปไกลกว่าแค่ขนมข้างทาง”

ถามว่าทำไม ถึงต้องเป็นโรตีสายไหม แจนบอกว่า ด้วยความที่เป็นคอขนมหวาน ทั้งชอบทำและชอบกิน พอโจทย์ในหัว คือ หาขนมไทยสักอย่างมาแต่งตัวใหม่ แล้วทำให้ต่างชาติเข้าใจสิ่งที่เราต้องการนำเสนอ คำตอบเลยมาหยุดที่ โรตีสายไหม เพราะเธอเองแม้จะตระเวนชิมขนมหวานมาทั่วโลกแล้ว ร้านไหนว่าอร่อยก็ต้องไปลองเมื่อมีโอกาสเดินทางไป
เยือนประเทศนั้น แต่ก็ยังติดอดติดใจในรสชาติของโรตีสายไหม

 

“แจนชอบกินโรตีสายไหม แต่บางทีจะหาร้านอร่อยจริงๆ ก็ยาก บางครั้งก็ต้องยอมไปซื้อไกลถึงอยุธยา เลยทำให้มาย้อนคิดว่า ถ้าเราเองเป็นคนไทย จะหาโรตีสายไหมอร่อยๆ กินยังยาก ชาวต่างชาติไม่ต้องพูดถึงเลย ถ้างั้นทำไมเราไม่เอาโรตีสายไหมมาต่อยอด เพราะจริงๆ แล้วเป็นขนมที่พิเศษมาก นอกจากจะทำกินเองที่บ้านไม่ได้แล้ว ยังเป็นขนมแทบจะชนิดเดียวในโลก ที่เราสามารถดีไอวายด้วยตัวเอง ชอบหวานมากหวานน้อยก็กำหนดเองได้ แจนว่านี่คือเสน่ห์นะ”

จากจุดเริ่มต้นนี้เอง ผู้บริหารสาวคนเก่งใช้เวลาเพียงปีกว่าๆ ในการติดต่อเพื่อขอซื้อสูตรจากโรตีสายไหมเจ้าดังในอยุธยา และนำมาพัฒนาสูตรให้อร่อยขึ้น มีการพัฒนารสชาติใหม่ๆ จากเดิมทั้งส่วนของแคนดี้ (ไส้) ให้มีรสชาติตั้งแต่มะพร้าว ทุเรียน องุ่น โคลา ในส่วนของเครป (แป้ง) มีทั้งแบบออริจินัล และเพื่อสุขภาพ ด้วยการใส่ผงถ่านไม้ไผ่ ชาเขียวลงไป

“หลังจากเปิดตัวขายทางออนไลน์ตอนแรกออร์เดอร์ลูกค้ามาเยอะมากจนทำส่งแทบไม่ทัน จากไม่มีหน้าร้าน เราเริ่มขยายสู่การเป็นคีออสเล็กๆ ที่ห้างเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ปรากฏว่าขายดี เราเลยขยายเป็นคาเฟ่ พร้อมขยายความอร่อยเพิ่มเติมไปที่ เดอะ ซีซันส์ มอลล์ (The Seasons Mall) ย่านพหลโยธิน สาขากิ่งแก้ว 40/2 สนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ รวมทั้งหน้าร้านออนไลน์ ซึ่งมีลูกค้าให้ความสนใจเยอะ

บางคนสั่งมา ส่งข้ามประเทศ กว่าจะไปถึงอายุของแป้งอยู่ได้อีกครึ่งวันเขาก็ยอม (หัวเราะ) ซึ่งเราเองกำลังพยายามหาทางพัฒนาสูตร เพื่อยืดอายุของขนมให้นานขึ้น รวมทั้งคิดค้นรสชาติใหม่ๆ ออกมาตอบโจทย์ตลาด”

 

มองให้ไกลกว่าตัวเอง

แจนบอกว่า ตอนที่ตัดสินใจเริ่มต้นทำธุรกิจนี้ มีเพื่อนๆ ถามว่าทำไมไม่เลือกอิมพอร์ตแบรนด์ขนมดังๆ จากต่างประเทศเข้ามา แน่นอนว่าถ้าแจนทำอย่างนั้นก็ได้ ไม่เหนื่อยและไม่ยากด้วย แต่แจนคิดว่า ไม่ท้าทาย

“ทุกวันนี้เป้าหมายในการทำธุรกิจของแจน ไม่ได้มองแค่เพื่อตัวเอง เพราะถ้าถามหาความสำเร็จ แจนโชคดีที่ได้บรรลุความฝันของตัวเองหลายอย่าง อย่างเรื่องเรียน แจนได้เรียนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วก็ได้ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตอนทำงาน ก็ได้มีโอกาสทำงานในบริษัท แมคคินซี่ แอนด์ คอมพานี ในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นบริษัทในฝันของหลายคน เพราะฉะนั้นเป้าหมายส่วนตัวของแจนที่ทำให้ตัวเองและครอบครัวภูมิใจ แจนได้ทำหมดแล้ว ตอนนี้สิ่งที่แจนทำ เลยอยากทำเพื่อตอบแทนสังคมหรือประเทศ แจนเลยอยากทำให้ของดีของไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก”

ถามว่า ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ทำไมแจนถึงมั่นใจกับการเปิดตัวธุรกิจใหม่ เธอตอบด้วยสายตามุ่งมั่นว่า ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี เราก็ต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีแล้วเราไม่ทำอะไร เมื่อนั้นก็ยิ่งไม่เกิดประโยชน์

“ชีวิตคนเราจะยืนยงสักกี่ปี แจนไม่อยากปล่อยเวลาให้ผ่านไป อยากให้เมื่อเราจากไป ยังได้ทิ้งสิ่งดีๆ และความภาคภูมิใจเอาไว้ข้างหลัง สำหรับแจนกับการทำธุรกิจใหม่ๆ ยังไม่หยุดแค่นี้แน่ๆ เพียงแต่ขอให้แบรนด์ Candy Crepe นิ่งก่อน เพราะโอกาสในโลกธุรกิจยังมีอีกเยอะ ถ้าแจนมีอีก 100 มือ ก็คงจะดี” ผู้บริหารสาว กล่าวอย่างอารมณ์ดี

 

ตลอดเวลาที่เธอถ่ายทอดถึงมุมมองความคิดที่มีต่อการทำธุรกิจอย่างไม่เหมือนใคร แต่น่าสนใจเหลือเกินนี่ ทำให้อดใจไว้ไม่ไหวที่จะถามถึงเคล็ดลับการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

“แจนยังยืนยันว่า การทำธุรกิจไม่มีคำว่าง่าย แต่สิ่งที่นักธุรกิจพึงกระทำ คือ มองหาโอกาสที่เราจะเข้าไปเติมเต็มในช่องว่างที่มีให้ได้ แจนว่าสำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังเริ่มทำธุรกิจ ตอนนี้ยังมีโอกาสอีกเยอะนะคะ เพียงแต่เห็นโอกาสแล้ว ต้องคิดให้เยอะ คิดให้รอบด้าน อาจจะพูดง่าย ทำยาก แต่ก็ต้องทำให้ได้ก่อนจะลงมือทำ หรือตัดสินใจอะไรต้องคิดให้ครบ

ดูว่าสินค้าหรือบริการที่เราจะทำตอบโจทย์ตลาดมั้ย ต้องใช้เงินหมุนเท่าไหร่ จะต่อยอดอนาคตของธุรกิจอย่างไร ที่สำคัญ คือ ควรเริ่มต้นธุรกิจแบบเล็กๆ ก่อน อย่าคิดจะเริ่มเปิดตัวมาแบบใหญ่เลย เพราะถ้าไปถอดบทเรียนของแบรนด์ใหญ่ๆ ส่วนใหญ่ก็เริ่มจากก้าวเล็กๆ ที่มั่นคงก่อน”

ถามว่า หากธุรกิจมาถึงจุดที่น่าหนักใจ จะมีวิธีตัดสินใจอย่างไรว่าควรหยุดหรือไปต่อ ผู้บริหารคนเก่งแนะนำว่า ถ้าธุรกิจที่เรากำลังทำอยู่เริ่มอยู่ในภาวะ Bleeding (เลือดออก) ก็ต้องย้อนกลับมาดูว่าอาการหนักแค่ไหน เอาความจริงออกมาพิจารณา อย่าหลอกตัวเอง เพราะเมื่อไหร่ที่เรามองปัญหาแบบภาพรวมสถานการณ์แล้ว เราจะมีข้อมูลมากพอที่จะค่อยย้อนกลับมาถามตัวเองว่ายังสู้อยู่หรือไม่

“ถ้าเจ้าของเองใจไม่สู้ เริ่มท้อ แจนว่าก็หยุดเถอะ ถามว่าแจนมีทำธุรกิจแล้วท้อ ร้องไห้มีมั้ย แน่นอนค่ะ ทุกธุรกิจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่คำว่าท้อไม่สู้ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนท้อบ้าง แต่ใจยังสู้ไหวก็ไปต่อ ขณะที่บางคนท้อแล้วเขวเลยไปต่อไม่ไหว แจนถึงบอกว่าเราต้องเอาความจริงออกมาคุยกัน เพื่อจะได้รู้ว่าจะตัดสินอนาคตอย่างไร” ผู้บริหารสาวเก่ง กล่าวทิ้งท้าย

 

ณัฐธันยพร คณาธิปสกุลสิริ งานยากยิ่งต้องพยายาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/465119

ณัฐธันยพร คณาธิปสกุลสิริ งานยากยิ่งต้องพยายาม

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ… กิจจา อภิชนรจเรข

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ โดยเฉพาะธุรกิจรถยนต์ที่ดีลเลอร์ทั้งหลายต่างกุมขมับ แต่สำหรับนักธุรกิจสาวรุ่นใหม่อย่าง ณัฐธันยพร คณาธิปสกุลสิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี ซี มอเตอร์ส เจ้าของกิจการโชว์รูมรถยนต์ซูซูกิ สาขาติวานนท์ และรัชดาภิเษก เศรษฐกิจตกต่ำไม่ใช่ปัญหาในการทำธุรกิจแต่อย่างใด มิหนำซ้ำเธอยังสามารถเพิ่มยอดจำหน่าย สร้างกำไรให้เป็นกอบเป็นกำอีกด้วย

เริ่มต้นธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย

ณัฐธันยพร เรียนจบคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในช่วงที่เธอยังเป็นนักศึกษา เธอก็ได้เริ่มต้นการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วยตัวเอง และหลังจากเรียนจบก็เปิดบริษัทอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งใน จ.นนทบุรี และหลังจากนั้นไม่นานนักเธอก็ผันตัวมาจับธุรกิจรถยนต์จากโชว์รูมเล็กๆ จนสามารถทำกำไรเปิดสาขาใหม่ได้ในเวลาไม่ถึง 5 ปี

“เราเรียนเราทำงานไปด้วย โดยมีคุณพ่อให้การสนับสนุน โดยเราเริ่มทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นบริการรับจำนองขายฝากบ้านและที่ดิน ซื้อมาขายไป แรกๆ ก็ขายไม่ค่อยได้เมื่อเทียบกับรายอื่นๆ ที่ขายในพื้นที่ใกล้เคียงกัน แต่เราก็อาศัยพี่ๆ ที่อยู่ในวงการอสังหาริมทรัพย์คอยให้คำแนะนำสอนเกี่ยวกับเรื่องทางหารายได้ การเลือกดูบ้าน เราก็เรียนรู้เก็บเอามาใช้กับธุรกิจของตัวเองจนประสบความสำเร็จ

ตอนที่เราทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใหม่เป็นช่วงหลังวิกฤตปี 2540 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เกิดภาวะซบเซาอย่างหนัก แต่เราก็สามารถทำยอดขายบ้านได้ปีละประมาณ 200 หลัง โดยอาศัยเทคนิคขายบ้านหลายๆ อย่าง ไม่ใช่แค่ติดป้ายขายรอให้คนมาเห็น แต่เรายังนำเสนอบ้านให้กับลูกค้าในตลาดออนไลน์ ในทุกๆ วันเราเข้าไปนำเสนอขายบ้านตามเว็บไซต์ต่างๆ นำเสนอเทคนิคการขอกู้เงินผ่อนบ้านช่วยเหลือลูกค้า ซึ่งทำให้ยอดขายบ้านของเราดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราได้มาจากการเรียนนิเทศศาสตร์ ในเรื่องของการทำการตลาดเข้ามาช่วยในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะในเรื่องของการทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งเราเป็นเจ้าแรกเมื่อ 10 ปีที่แล้วที่เราเริ่มทำการตลาดออนไลน์อย่างจริงจัง ในช่วงนั้นมีเว็บไซต์ซื้อขาย มีอะไรใหม่ๆ มาเราก็ใช้หมด เพราะเราถือว่าเป็นช่องทางหนึ่งในการสร้างรายได้ของเรา”

 

ไม่กลัวที่จะเริ่ม

วันหนึ่ง ณัฐธันยพร เข้าเว็บไซต์สนุกดอทคอม แล้วเห็นประกาศรับสมัครดีลเลอร์ “เราเองก็มีเงินทุนอยู่ก้อนหนึ่ง ประกอบกับมีญาติพี่น้องซึ่งมีที่ดินอยู่แถวรัชดาฯ เปิดอู่ซ่อมรถเล็กๆ ก็เลยมาคุยกันว่าจะเปลี่ยนเป็นโชว์รูมได้อย่างไร

ตอนแรกก็คิดว่าอาจจะไม่ได้ และถ้าทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จก็ไม่เป็นไร เราอายุยังน้อย ยังมีเวลาทำอย่างอื่นได้อีกมาก แต่โชคดีที่ทางซูซูกิตอนนั้นอยากจะได้ผู้ค้ารายใหม่ เป็นคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นดีลเลอร์ เพื่อการปรับภาพลักษณ์และการทำการตลาดแบบใหม่ เพราะทางซูซูกิมองว่าถ้าเกิดทำการตลาดแบบใหม่กับดีลเลอร์เดิมๆ ก็คงจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะคนรุ่นเก่าจะรับอะไรใหม่ๆ ไม่ค่อยได้ และยังยึดกับสูตรความสำเร็จเดิมๆ

ในปีแรกที่ทำก็เรียกได้ว่ามีปัญหาอยู่พอสมควร โดยเฉพาะเรื่องเงินทุนที่เรามีค่อนข้างจำกัด ตอนนั้นเราก็ไม่มีประสบการณ์ เราอาศัยการปรึกษากับคนรุ่นเก่าว่า เขามีการช่วยเหลืออะไรอย่างไรบ้าง เขาขายอย่างไร มีการบริหารเทคนิค มีการดึงดูดลูกค้าอย่างไร เราก็พยายามทำการตลาดทุกอย่าง ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ธุรกิจของเราดำเนินไปได้

พอมาในปี 2554-2555 เป็นช่วงที่มีโครงการรถคันแรก ทำให้ธุรกิจเราโตขึ้นมหาศาล ยอดขายในปีเดียวมียอดจองทั้งหมด 1,380 คัน ปล่อยรถประมาณวันละ 15 คัน เรียกว่าลูกค้าทยอยมารับรถออกไปจากโชว์รูมเป็นรายชั่วโมงเลยทีเดียว แต่พอหมดโครงการรถคันแรกก็ถือเป็นช่วงยอดตก แต่เราก็ทำใจแล้วว่าต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้

ก็ให้กำลังใจกับลูกน้องบอกเขาว่าเป็นโอกาสอย่างหนึ่ง ในขณะที่คนอื่นคิดว่าตกและรอโอกาส แต่พวกเราก็ยังมีโอกาสที่จะสามารถทำยอดขายเพิ่มจากการเจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น โดยการเอาไปโพสต์ขายตามเว็บไซต์ต่างๆ มีการทำโซเชียลมีเดีย จับรถซูซูกิมาแต่งหน้าทาปากใหม่เป็นลายกัปตันอเมริกา ลายจุด ลายสปอร์ต แต่งล้อแม็กใหม่ ให้ลูกค้ารู้สึกว่ารถของเราสามารถแต่งสวยได้ในแนวไหนบ้าง ทำให้เพิ่มแรงจูงใจในการซื้อของลูกค้าได้มากขึ้น

ตอนนั้นก็ถือว่าการทำตลาดโซเชียลมีเดียจากเฟซบุ๊กนี่ค่อนข้างมาแรงมาก ทำให้เราสามารถซื้อขายรถยนต์โดยที่ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเห็นหน้าเซลส์เลยก็ได้ ทำให้ลูกน้องทุกคนเกิดความมั่นใจในระบบของการขายรถออนไลน์มากขึ้น แต่สิ่งสำคัญก็คือความน่าเชื่อถือ เว็บไซต์ของเราหรือโซเชียลมีเดียของเราเองก็เช่นกัน เราจะต้องสร้างภาพลักษณ์ให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นว่าเขาสามารถโอนเงินสั่งจองซื้อรถผ่านระบบออนไลน์ของเราได้ เพียงแค่เขาโอนเงิน เราก็มีระบบไฟแนนซ์ติดต่อกลับไปเพื่อยืนยันตัวตนของลูกค้าและของเราเอง ทำให้เกิดการบอกปากต่อปาก และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเรา

กลายเป็นว่าจากเดิมที่ดีลเลอร์จะขายรถแค่ในโชว์รูม หรืองานจัดแสดงรถยนต์ ก็เปลี่ยนเป็นเราสามารถขายให้กับลูกค้าที่บ้านได้ โดยไม่จำเป็นต้องออกจากออฟฟิศไปหาลูกค้า แต่ลูกค้าจากทั่วประเทศสามารถเข้ามาสั่งซื้อสินค้าเป็นรถยนต์จากเราได้ ทำให้ยอดขายของเรากระเตื้องขึ้น เมื่อเทียบกับยอดขายระหว่างช่วงปี 2555 ซึ่งเป็นโครงการรถคันแรก กับช่วงปัจจุบันบริษัทของเราถือว่าสามารถทำกำไรจากยอดขายรถยนต์ได้มากกว่าดีลเลอร์อื่น เพราะว่าเรามุ่งเน้นการทำการตลาดออนไลน์มานาน แค่เปลี่ยนมุมมองการขายจากรถยนต์ที่มีลูกค้ามาซื้อที่โชว์รูม มาเป็นการนำเสนอขายรถยนต์ให้กับลูกค้าถึงตัวผ่านระบบออนไลน์”

 

ยิ่งท้อยิ่งต้องสู้

ณัฐธันยพร บอกว่า เวลาที่เราเกิดวิกฤตใดๆ ก็ตามในเรื่องของการทำธุรกิจ สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่การรอคอยขอความช่วยเหลือ แต่จะต้องขยันให้มากกว่าเดิม สู้ให้มากกว่าเก่าเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ แล้วเราจะมองเห็นโอกาส มองเห็นช่องทางใหม่ๆ ในการทำการตลาดมากขึ้นเพื่อเพิ่มยอดขายของเรา

“เราไม่เคยที่จะมานั่งจับผิดว่าลูกน้องเข้าทำงานกี่โมง เลิกกี่โมง หรือจับผิดเขาในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และหักเงิน เรามองว่างานเซลส์เป็นงานที่ต้องทำ 24 ชั่วโมง ไม่ใช่งานตอกบัตรที่ต้องเข้า 8 โมงเช้า เลิก 5 โมงเย็น ถ้าลูกค้าโทรมา 3 ทุ่ม หรือตี 3 ก็ต้องรับสาย หรือลูกค้าส่งข้อความในโซเชียลมีเดีย ลูกค้าถามมาเวลาไหนก็ต้องตอบเวลานั้น เพื่อดึงลูกค้าให้มาซื้อสินค้ากับเราให้ได้

แม้ว่าลูกค้าคนนั้นแค่เข้ามาดูรถในโชว์รูม หรือแม้กระทั่งเข้ามาสอบถาม เราก็เก็บไว้เป็นโปรไฟล์ลูกค้า เป็นฐานข้อมูลว่าลูกค้าคนนี้เป็นใคร มีความสนใจอะไร ซึ่งในวันข้างหน้าเขาก็อาจจะมาเป็นลูกค้าของเราในอนาคตก็ได้ จึงเห็นได้ว่าเขาแทบจะทำงานให้เราอยู่ตลอดเวลา

การบริหารงานโดยเฉพาะบริหารงานยุคใหม่ ควรจะมองในเรื่องการตั้งเป้าหมายในการทํางานเป็นหลัก เมื่อเราตั้งแล้วลูกน้องของเราสามารถทำได้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ ถ้าเกิดเขาทำถึง เขาจะบริหารเวลาในการทำงานอย่างไร เพราะประสิทธิภาพในการทำงานไม่ได้วัดกันที่การนับเวลานั่งอยู่ที่ออฟฟิศ แต่หมายถึงผลที่ออกมาว่าตรงตามเป้าหมายที่เราตั้งไว้ แล้วเขาทำได้สำเร็จหรือไม่ต่างหาก

นอกจากนี้ เราก็เอาใจใส่ลูกน้องให้ดีที่สุด โดยเฉพาะเรื่องปากท้อง ถ้าลูกน้องเราอยู่ไม่ได้ ธุรกิจของเราก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน เรามักจะเตือนลูกน้องเสมอว่า เวลาที่ได้ยอดขายดีต้องรู้จักแบ่งเก็บแบ่งใช้ เพราะเราอาจจะไม่ได้ยอดอย่างนี้ไปตลอด ต้องรู้จักบริหารเงินและการลงทุน และการดูแลลูกน้องแต่ละฝ่ายก็ดูไม่เหมือนกันอีก อย่างงานเซลส์เขาอาศัยการขายสร้างรายได้ ยิ่งขายมากยิ่งได้มาก แต่อีกส่วนหนึ่งที่ทำงานหลังบ้านเรา เช่น งานช่าง พวกเขาทำทั้งวันก็ยังได้เงินเดือนไม่เท่าเซลส์ขายรถ เราก็ต้องมีวิธีการดูแลพวกเขาอีกแบบหนึ่ง การบริหารงานเป็นเรื่องซับซ้อนและมีวิธีการจัดการที่หลากหลาย เพียงแต่เราต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม

สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือเรื่องของการคิดในแง่บวก ลูกน้องจะเป็นคนที่อ่อนไหวต่อข่าวสารภายนอกได้ง่าย โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับปากท้อง หน้าที่ของเราก็คือต้องให้กำลังใจบอกกับลูกน้องเสมอว่า เราจะต้องพยายามให้มากขึ้น มองหาช่องทางใหม่ๆ ในการทำการตลาดแล้วเราก็เข้ามาคุยกันว่าเราจะใช้วิธีการไหนในการทำการตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขาย

ถามว่าเศรษฐกิจปี 2559 แย่ไหม บอกได้เลยว่าแย่ถึงแย่มากๆ แต่ยอดขายของเราก็ยังถือว่าดีมากเช่นกัน เพราะเราทำให้เขาเห็นแล้วว่ายิ่งพยายามหาช่องทางการขาย ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้กลับมามากขึ้นเท่านั้น”

 

สองหนุ่มพี่น้อง เสิร์ฟรสสดชื่นสไตล์เมืองน่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/464733

สองหนุ่มพี่น้อง เสิร์ฟรสสดชื่นสไตล์เมืองน่าน

โดย…ปอย

สองหนุ่มพี่น้องเจ้าของร้านกาแฟ มิกซ์ อะคาเดมิค คาเฟ่ (Mix Academic Cafe) คาเฟ่ขนาดเล็กน่ารักตกแต่งสไตล์ลอฟต์ 1 คูหา บนถนนประชาราษฎร์ ต.ในเวียง จ.น่าน หนุ่มยิ้มง่ายคนพี่ “นอร์ท” รังสฤษฎ์ สวนทะ และหนุ่มคิ้วเข้มแต่งตัวเนี้ยบคนน้อง “มิกซ์” นิทัศน์ สวนทะ บอกว่า นักท่องเที่ยวหรือใครมาเยี่ยมเยียนชมเสน่ห์เมืองน่าน ก็ชอบมานั่งชิลที่ร้านนี้ได้ยาวๆ จากเริ่มต้นที่มีกาแฟหอมกรุ่นให้จิบทอดอารมณ์เอื่อยๆ เก็บบรรยากาศรอบข้างสดชื่นสงบเงียบ และในช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ ก็มีเพิ่มเมนูอาหารจานเดียวง่ายๆ เช่น สลัดผักดอยมะไฟจีน ผลผลิตที่มีให้เลือกสรรเฉพาะในเมืองน่านนี้เท่านั้น ให้ชิมกันด้วย

มะไฟจีนมีปลูกเฉพาะที่เมืองน่านเท่านั้น ผลไม้รสชาติหวานอมขมนิดๆ ให้ความชุ่มคอ ความโดดเด่นอีกอย่างกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ สองหนุ่มจึงลองนำมาผสมกับน้ำสลัดครีมก็มีความลงตัวที่สุดยิ่งเมื่อใส่ผักสดๆ แอปเปิ้ลแดงให้ความหวานจากดอยมณีพฤกษ์ ของเมืองน่านลงไปด้วย ก็กลายเป็นสลัดยอดฮิตของทางร้านไปทันใด

“ก่อนทำร้านกาแฟผมกับน้องชายก็ได้ไปเรียนการชงแฟที่ จ.เชียงใหม่ รสนิยมการดื่มกินของคนเมืองน่านกับคนเมืองเชียงใหม่ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ คนน่านค่อนข้างเรียบง่าย แต่คนเมืองเชียงใหม่จะเลือกกินเลือกดื่มในแบบเก๋ๆ อาร์ตๆ แต่พอเราตัดสินใจทำร้านกาแฟของตัวเองก็เลยตกแต่งให้เก๋ไว้ก่อนเลยครับ เพราะไม่แค่คนท้องถิ่น แต่ในวันสุดสัปดาห์ที่นี่เป็นถนนสายหลักที่นักท่องเที่ยวมาเดินเล่นชมตลาด มาดูวิถีชีวิตคนน่านที่ไม่เร่งรีบใช้ชีวิตกันไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ คนแน่นร้านเลยครับ ร้านเราใช้กาแฟอราบิกาจากดอยมณีพฤกษ์ กลิ่นรสออกไปทางหอมหวาน นำมาผสมกับกาแฟเชียงใหม่ที่มีวิธีการคั่วให้ความขมเข้มข้นมากกว่า พอผสมกันรสชาติก็กำลังดี ผมกับน้องชายก็ไม่คิดนะครับคนจะเข้าร้านแน่นขนาดนี้

นอกจากกาแฟคงไม่พอก็เลยมีอาหารง่ายๆ จำพวกสลัด สปาเกตตี ไส้อั่ว แน่นอนครับว่าเป็นของเมืองน่าน ก็รสเข้มสมุนไพรจำพวกใบมะกรูดจะใส่เยอะก็เลยให้ความหอมเข้มข้นกว่าที่อื่น” นอร์ท-รังสฤษฎ์ พี่ชายเล่าด้วยสีหน้ายิ้มแย้มกลายเป็นเอกลักษณ์หนุ่มเหนือผิวใส ใจดี

อาหารจานเดียวง่ายๆ สั่งออร์เดอร์กันได้เป็นฝีมือของทั้งคู่ “มิกซ์” นิทัศน์ หนุ่มคนน้องชื่อเดียวกับร้านคาเฟ่ บอกว่าวางแผนว่ากำลังจะมีเคาน์เตอร์ซูชิบาร์ ในเร็วๆ นี้เอาใจแขกขาประจำที่เป็นคนวัยทำงานและคนมาเที่ยวเมืองเหนือ ที่บางมื้อก็อยากกินอะไรง่ายๆ นอกจากอาหารเมือง ไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่ม แคบหมู ฯลฯ

“ผมเคยทดลองทำซูชิบาร์ ทำแบบขายให้หมดในวันเดียวทำแบบใส่กล่องเทคโฮมด้วยครับ แต่ที่ครีเอทเมนูสลัดขึ้นมา เพราะทางร้านก็อยากสนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่น ทุกๆ วันจะมีชาวดอยเก็บผักสลัดสดๆ มาส่งก่อนเที่ยงวัน เป็นผักปลอดสาร

 

นอกจากผักที่มาเป็นถุงผมก็อยากหาทางระบายผักสดเหล่านี้ออกไปให้ไวที่สุด เลยนำมาปรุงเป็นสลัดสไตล์สดชื่น กินเบาๆ ท้อง ส่วนมะไฟ เป็นผลไม้ที่ปลูกได้เฉพาะที่เมืองน่านเท่านั้น เป็นของฝากประจำจังหวัด มะไฟรสหวานอมฝาดและขมนิดๆ พอมีเมนูเหล่านี้เพิ่มขึ้นมานอกจากเบเกอรี่ก็ทำให้ร้านคึกคัก และเป็นตัวเลือกให้คนกินมากขึ้นด้วย” มิกซ์ บอกพลางตั้งใจปรุงสลัดสูตรพิเศษ

การทำร้านกาแฟคือการเรียนรู้และการแชร์ประสบการณ์ ทั้งสองพี่น้อง นอร์ท-มิกซ์ ชอบเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลกไปนั่งชิลในร้านกาแฟเก๋ๆ ได้พูดคุยกับเจ้าของหลายๆ ร้าน แล้วนำประสบการณ์เหล่านั้นมาปรับปรุงร้านมิกซ์ อะคาเดมิค คาเฟ่ ให้สวยได้ใจคนมาเยือนเมืองเหนือยิ่งขึ้น

สลัดผักดอยมะไฟจีน

ส่วนผสม

1.มะไฟจีนเมืองน่านตากแห้ง 50 กรัม สับละเอียด และมะไฟจีนตากแห้ง หั่นแบบชิ้นใหญ่

2.สลัดครีมไขมันต่ำ 200 กรัม ผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ เกลือ พริกไทยดำ ตามใจชอบ (เคล็ดลับสูตรนี้ใช้เกลือจากบ่อเกลือภูเขา จ.น่าน)

3.น้ำมะนาว 1 ช้อนชาเพิ่มความเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดสดชื่นยิ่งขึ้น

4.ผักสลัดจากดอยภูคา จ.น่าน ผักกาดคอส ผักกาดโรเมน ผักกรีนคอส เบบี้คอสมะเขือเทศ แอปเปิ้ลแดง

5.แฮม

วิธีทำ

1.นำส่วนผสมน้ำสลัดและมะไฟจีนเมืองน่านตากแห้ง ทั้งแบบสับละเอียดคลุกเคล้าตามใจชอบ แล้วนำเข้าตู้เย็นไว้ประมาณ 10 นาที เพื่อให้มีความเย็นสดชื่น

2.จัดผักสลัดทั้งหมดลงในจานหั่นแอปเปิ้ลแดง ตามด้วยมะเขือเทศเชอร์รี่ แฮมแล้วโรยมะไฟจีนตากแห้งหั่นแบบชิ้นใหญ่ นำน้ำสลัดจากตู้เย็นราดบนจาน พร้อมเสิร์ฟ

 

ชีรณัฐ ยูสานนท์ หญิงเปรี้ยว แห่งวงการแฟชั่นไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/464492

ชีรณัฐ ยูสานนท์ หญิงเปรี้ยว แห่งวงการแฟชั่นไทย

โดย…วราภรณ์ ภาพ… เสกสรร โรจนเมธากุล

นอกจาก น้ำชา-ชีรณัฐ ยูสานนท์ จะรับบทบาทเป็นทั้งนักร้องและนักแสดงมากความสามารถแล้ว เธอยังคร่ำเคร่งกับการสร้างแบรนด์ ชีรณัฐ (Sheranut) ได้ 3 ปีแล้ว ฟีดแบ็กค่อนข้างน่าพอใจท่ามกลางการแข่งขันบนแฟชั่นไทยที่สูง แต่ชีรณัฐก็ได้ทำให้มีกูรูด้านแฟชั่นจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ ชวนไปแสดงคอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิ/หนาว 2016 ในงาน Singapore Fashion Week 2016 เป็นครั้งแรกได้สำเร็จ ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากกูรูด้านแฟชั่นที่สิงคโปร์ ในงานแสดงแฟชั่นโชว์ที่ดังที่สุดของสิงคโปร์ ถือเป็นการรวมตัวของดีไซเนอร์แถบเอเชีย นิวยอร์ก และอังกฤษ ที่มีผลงานโดดเด่นเป็นที่น่าสนใจทั้งดีไซเนอร์หน้าใหม่และชื่อดังจากทั่วโลกบินมารวมตัวกันมาดูโชว์ด้วย

น้ำชา เปิดเผยว่า สาเหตุที่เธอได้ไปร่วมงานแฟชั่นโชว์สิงคโปร์ เนื่องจากเมื่อปีที่แล้วทีมงานแฟชั่นของสิงคโปร์ได้มาดูงานแฟชั่นโชว์ของชีรณัฐที่ไปโชว์ในงาน BIFW 2015 (Bangkok International Fashion Week) เจอกันแล้วได้คุยกัน อีกทั้งทีมงานสิงคโปร์เห็นโปรดักชั่นของแบรนด์แล้วก็รู้สึกชอบ จึงเชื้อเชิญให้แบรนด์ชีรณัฐ นำคอลเลกชั่น Fall/Winter 2016 ไปโชว์ในงาน Singapore Fashion Week 2016 บ้าง

“ทีมงานของสิงคโปร์ชวนน้ำชาไปโชว์ที่บ้านเขาน้ำชาก็ตอบตกลงทันที เพราะมันถือเป็นครั้งแรกสำหรับโชว์ในต่างประเทศของน้ำชา ก็รู้สึกตื่นเต้น”

น้ำชานำผลงานที่เธอและเพื่อนดีไซเนอร์ของแบรนด์ พงศกร แก่นจันทร์ ที่ออกแบบกันอย่างตั้งใจไปโชว์ที่สิงคโปร์เมื่อ 27 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยงานนี้ชีรณัฐรับหน้าที่เป็นทั้งครีเอทีฟ ไดเรกเตอร์ และผู้ก่อตั้งแบรนด์ และได้โชว์ไดเรกเตอร์ คือ ตือ-สมบัษร ถิระสาโรช และคณธีร์ ภมรานนท์ รับหน้าที่เป็นสไตลิสต์

“สำหรับเสียงตอบรับจากแฟชั่นนิสต้าที่มาจากทั่วโลกก็ค่อนข้างโอเค เพราะโชว์ของแบรนด์ค่อนข้างออกมาดีทีมโชว์ของน้ำชาได้คนไทยฝีมือระดับหัวกะทิร่วมงานทั้งนั้น โดยคอนเซ็ปต์ที่เราวางไว้คือ แอฟริกา มีสิงสาราสัตว์ โชว์ความเป็นชนเผ่า โชว์มีดราม่านิดๆ ก็ดูน่าสนใจ เป็นโชว์ที่น้ำชารู้สึกพอใจมากๆ สำหรับป้าตือ น้ำชาเคยร่วมงานกันแล้วในงานที่น้ำชามีโชว์ในงานแอลแฟชั่นวีก ช่วงรวมดีไซเนอร์ของเซนทั้งหมด ซึ่งน้ำชาก็ได้โชว์เสื้อผ้าคอลเลกชั่นของตัวเองด้วย ป้าตือก็ชมว่างานของน้ำชาไม่แพ้ใครนะ ซึ่งป้าตือไม่ได้ชมใครง่ายๆ ก็รู้สึกดีใจ คนส่วนใหญ่ที่ได้ดูโชว์เสื้อผ้าแบรนด์ชีรณัฐมักบอกว่า เสื้อผ้าดูเป็นงานฝรั่งนะ ซึ่งคำชมน้ำชาเอามาเป็นกำลังใจพัฒนาสินค้าของเราให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ”

การเกิดแบรนด์ชีรณัฐ น้ำชา เล่าว่า เกิดจากเธอชอบช็อปปิ้งโดยเฉพาะเสื้อผ้า ซื้อได้ตั้งแต่เมืองไทยยันเมืองนอก และชอบมากๆ คือช็อปปิ้งที่เมืองนอกเพราะสามารถเลือกชิ้นที่พิเศษจริงๆ ได้ อีกทั้งเธอศึกษาจบด้านกราฟฟิกดีไซน์ แต่กลับไม่ได้ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาเลย เพราะเธอก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่อายุเพียง 20 ปี

“น้ำชาเข้าวงการก็ไม่ได้ใช้สิ่งที่เราชอบเลยคือแฟชั่น พอทำงานร้องเพลงกับแสดงละครไปสักพักคิดว่า เราน่าจะจับสิ่งที่เราชอบ และทำด้วยแรงปรารถนาจริงๆ อีกทั้งน้ำชาอยากมีธุรกิจที่ยั่งยืน พี่ๆ หลายคนที่อยู่ในวงการเสื้อผ้าก็บอกน้ำชาว่า จะทำเสื้อผ้าต้องรักจริงๆ นะ เพราะธุรกิจนี้อยู่ยาก คู่แข่งเยอะ ดีไซเนอร์เต็มไปหมดในเมืองไทย น้ำชาก็นั่งทบทวนเป็นเดือน ในที่สุดตัดสินใจอยากทำ

ตอนนี้น้ำชาอายุ 28 แต่การที่เรานำแบรนด์เสื้อผ้าและจะเข้าไปนั่งอยู่ในใจลูกค้าเป็นเรื่องยาก เราต้องคิดเผื่อเยอะๆ คิดทั้งเราต้องการอะไรและลูกค้าต้องการอะไร และเราจะออกแบบเสื้อผ้ายังไงให้ลูกค้าชอบแล้วก็ยังเป็นตัวเราอยู่ พอคิดได้อย่างนี้ก็ทำให้โจทย์การออกแบบเสื้อผ้าชัดเจนขึ้นไปอีก น้ำชาชอบอะไรที่ไม่ง่าย สไตล์ที่น้ำชาชอบ เช่นชุดใส่ถ่านแล้วติดไฟได้อะไรประมาณนี้

น้ำชาชอบเสื้อผ้าทันสมัย เช่น กระโปรงเมทัลลิกมีความเปรี้ยวไปเลย ซึ่งถ้าออกแบบเสื้อผ้าแบบนั้นออกมาต้องเพื่อลูกค้าเฉพาะกลุ่มมากๆ ก่อนออกคอลเลกชั่นแรกน้ำชาก็มานั่งศึกษาเรื่องธุรกิจเสื้อผ้าทั้งแบรนด์เมืองนอกดูแบรนด์ซาร่าหรือแบรนด์เสื้อผ้าที่เขาสร้างแบรนด์เก่งๆ ว่าเขาผลิตสิ่งที่ครองใจคนทั่วโลกได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าแนวร็อก แนวชีก หรือคลาสสิก เขาครองใจคนทั่วโลกหมด น้ำชาทำแบรนด์มาเรื่อยๆ โดยหาจุดที่เจอกันตรงกลาง ที่คนทั่วโลกน่าจะเข้าถึง”

ประสบการณ์การทำแบรนด์มา 3 ปี น้ำชาบอกว่า สิ่งที่สำคัญคือที่สุด นอกเหนือจากแรงบันดาลใจในการมองศิลปะแล้ว ณ ตอนนี้เงินในการทำธุรกิจสำคัญมาก

 

“ทุกวันทำให้ได้เงินเยอะที่สุดในแบบของเรา ตอนนี้เรามี 48 ชุดและได้ไปโชว์ที่สิงคโปร์ เหมือนเราทำความฝันได้แล้ว ฝันว่าอยากจะมีแบรนด์เป็นของตัวเองเราก็ได้มีแล้ว โชว์ต่างประเทศเราก็ได้ทำแล้ว ตอนนี้ลูกค้าของเรามีทั้งคนไทยกลุ่มบีพลัส แต่เรากำลังจะทำแบรนด์ชีรณัฐที่เป็นแบรนด์ลูก มีราคาตั้งแต่หนึ่งถึงสามพันบาท เพราะน้ำชาอยากขยายกลุ่มลูกค้าให้ออกไปอีก เราอยากโฟกัสที่คนธรรมดา แคชวลหน่อย เดินสตรีทได้ ซึ่งน้ำชาก็ชอบใส่เสื้อผ้าแบบนั้น ลูกค้าไม่ต้องคิดมากในการซื้อ ใส่ได้ทุกวันแต่เสื้อผ้าก็ยังเย็บดีอยู่ แต่ดีเทลของเสื้อผ้าไม่เท่ากับไลน์ปัจจุบันนี้”

ตอนนี้ช็อปของแบรนด์ชีรณัฐตั้งอยู่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ชั้น 2 ห้างสรรพสินค้าเซน โลเกชั่นนี้ได้ตลาดคนจีน ซึ่งการมีช็อปเดียวก็เพียงพอแล้ว เพราะเธอยังต้องแบ่งเวลาไปทำงานในวงการบันเทิง ถ่ายละครและร้องเพลงอยู่ หากถามว่างานระหว่างร้องเพลง เล่นละคร และมีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง งานชิ้นไหนสนุกที่สุด เธอบอกว่า งานดีไซเนอร์สนุกที่สุดเพราะเธอได้เป็นตัวของตัวเอง

สำหรับคอลเลกชั่นล่าสุดเธอใช้ชื่อว่า Are You With Me แรงบันดาลใจของคอลเลกชั่น Fall/Winter2016 ในครั้งนี้ ชีรณัฐได้มาจากภาพถ่ายของ มิเชล กอมเต ผู้ผลิตภาพยนตร์ ช่างถ่ายภาพแฟชั่นแบบพอร์เทรต ในเซตที่เป็นคนอยู่กับสัตว์ป่าจากแอฟริกานานาชนิด แสดงถึงความกลมกลืน อยู่ร่วมกันเหมือนเพื่อน แรงบันดาลใจนี้เองชีรณัฐได้นำมาพัฒนาให้เกิดไอเดียต่างๆ สะท้อนถึงมิตรภาพ ความรู้สึกกลมกลืนของคนและสัตว์ การหยุดไล่ล่า การอยู่ร่วมกันบนโลกและปกป้องกันและกัน บวกกับวัฒนธรรมของชนเผ่าแอฟริกัน เรื่องราวของประเพณี การกรีดร่างกายให้เป็นแผลเป็นนูนเพื่อการบูชาสัตว์ชนิดนั้นๆ สะท้อนออกมาเป็นเครื่องประดับ ลายผ้าต่างๆ ของหลายๆ เผ่ามารวมกัน เป็นแรงบันดาลใจที่ได้นำมาใช้ในคอลเลกชั่นล่าสุด

“งานการแสดงน้ำชาต้องเล่นเป็นคนอื่น ร้องเพลงเราก็ต้องอยู่ภายใต้สังกัด แต่การเป็นดีไซเนอร์เป็นเราได้เต็มที่ ซึ่งไอเดียที่น้ำชาใช้นำมาออกแบบ มาจากทุกอย่างรอบตัว การดูภาพถ่าย แค่ได้มานั่งกินข้าว หรือไปเดินงานอาร์ตแกลเลอรี่ ซึ่งเป็นสถานที่ที่น้ำชาชอบไปมากๆ อย่างชุดที่นำไปโชว์ที่สิงคโปร์ชุดฟินาเลเป็นงานปักด้วยลูกปัด งานปักเป็นสิ่งที่น้ำชาชอบมาก

เวลาออกแบบแต่ละคอลเลกชั่นน้ำชาชอบไปซื้อลูกไม้เอง ลูกปัดเม็ดเล็กๆ ก็เลือกเองสั่งซื้อจากบริเวณแถบเอเชีย เจอก็ซื้อมาเก็บไว้ งานปักก็พิสูจน์งานเราได้ว่าเนี้ยบแค่ไหนค่ะ ชุดฟินาเลใช้เวลาปักนานเป็นเดือน เป็นงานฝีมือ ลูกค้าส่วนใหญ่จะบอกว่าเสื้อผ้าของน้ำชาดูเท่ เพราะน้ำชาก็ไม่ใช่ผู้หญิงหวาน ใส่แล้วดูดีมีแรงดึงดูดต่อเพศตรงข้ามค่ะ”

สำหรับความใฝ่ฝันการสร้างแบรนด์ของชีรณัฐ คือการนำแบรนด์ไปได้ไกลถึงฝั่งยุโรป อยากทำให้ได้ แต่ต้องใช้เวลาอีกเยอะ แม้เป็นเรื่องยากแต่ก็เป็นสิ่งที่ท้าทาย

“สุดท้ายน้ำชาอยากฝากไปถึงสุภาพสตรีว่า ไทยดีไซเนอร์มีฝีมือที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก แฟชั่นเราดีมากๆ ก็อยากให้ผู้หญิงไทยสนับสนุนดีไซเนอร์ไทยเยอะๆ เพื่อพัฒนาวงการแฟชั่นไทย แม้เป็นงานที่หนักแต่ทุกคนต้องสู้ เชื่อว่าเราทำได้จะสนับสนุนทุกสิ่ง ทั้งศักยภาพของเรา และยังเป็นกำลังใจตัวเองได้ดีอีกด้วย และจะดีไม่น้อยหากสปอนเซอร์ในบ้านเราสนับสนุนดีไซเนอร์ไทยเยอะๆ ถือเป็นการพัฒนาวงการนักออกแบบไทยไปด้วย”

 

ไอยรินท์ ศรีชาติ แข็งแกร่งจากภายใน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/464292

ไอยรินท์ ศรีชาติ แข็งแกร่งจากภายใน

โดย…กองทรัพย์ ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

หากเอ่ยชื่อ ไอยรินท์ ศรีชาติ หลายคนอาจจะสงสัยว่าเธอเป็นใคร แต่สำหรับแฟนเพลงในยุคหนึ่งต้องร้องอ๋อ! ทันที เมื่อบอกว่า ไอยรินท์คนนี้ก็คือนักร้องสาวอดีตนักร้องนำวงลำดวน หรือ โอ๋ ลำดวน  เจ้าของเพลงดังเคยรักเธอหรือเปล่า และเป็นเจ้าของเสียงหวานๆ ในผลงานเพลงอีกหลายเพลง

เธอปรากฏตัวในหน้าสื่ออีกครั้งเมื่อคว้าชัยชนะในการแข่งขันผลักมือหรือทุยโส่ว เป็นการแข่งขันจำลองการต่อสู้ของวิชามวยไทจี๋เฉวียน หรือ ”ไทเก๊ก” โดยชนะเลิศ 2 เหรียญทอง ในการแข่งขัน US Open Martial Arts 2016 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อกลางเดือน ต.ค. ซึ่งล่าสุดวันที่  22 ต.ค.ที่ผ่านมา เธอก็สามารถคว้าเหรียญทองแดงจากการแข่งขันระดับโลกครั้งที่ 6 (The 6th World Cup Tai Chi Chuan Championship) เป็นการแข่งขันไทเก๊กโดยตรง รวมนักไทเก๊กจากทั่วโลก ซึ่งการแข่งจะมีทั้งรำมวยของตระกูลต่างๆ ณ กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน ซึ่งในวันประวัติศาสตร์นั้นเธออัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชลงไปภายในสนามแข่งขันด้วย

 

“เหรียญนี้เพื่อพ่อ…ท่ามกลางความสูญเสีย แต่ภารกิจที่ต้องแข่งขันยังต้องดำเนินต่อ ครั้งนี้มาแข่งผลักมือชิงแชมป์โลกที่ไทเป เลยไม่ได้ไปร่วมจารึกประวัติศาสตร์ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีที่สนามหลวง สิ่งที่มุ่งมั่นทำให้ได้คือต้องสู้เพื่อคว้าเหรียญมาให้ได้ คงเป็นเพราะพระบารมีของท่านที่ทำให้โอ๋คว้ามาจนได้ 1 เหรียญ ในศึกที่ต้องแข่งกับแชมป์โลก มาแข่งขันคราวนี้ โอ๋มาพร้อมพระบรมฉายาลักษณ์ของพ่อหลวง ดีใจที่ได้บอกชาวโลกให้รู้ว่า This is my King.”

อดีตนักร้องสาวบอกว่า ยังร้องเพลงอยู่ตามงานอีเวนต์ต่างๆ และมีงานร้องเพลงตามโรงแรมชั้นนำอยู่เสมอ โดยมีธุรกิจส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ ด้วย แต่กิจวัตรตลอด 8 ปีของสาวคนนี้ก็คือการฝึกไทเก๊ก จากผู้เรียนจนปัจจุบันเธอเริ่มสอนไทเก๊กและศิลปะป้องกันตัวระยะประชิดด้วยมือเปล่า โอ๋เล่าถึงการค้นพบตัวตนและความแข็งแกร่งบนเส้นทางไทเก๊กว่า

“โอ๋เป็นคนชอบเล่นกีฬาต่อสู้เกือบทุกชนิด เพราะตอนเด็กๆ เราเรียนไทยยุทธ์ เรียนเตะต่อยเพื่อป้องกันตัว พอทำงานเป็นนักร้องก็ไปเรียนไอคิโด้ เรียนจนได้สายดำ แต่แล้ววันหนึ่งโอ๋ก็ค้นพบว่าการต่อสู้โดยไม่สู้ การชนะด้วยการยอมแพ้อย่างไทเก๊ก คือสิ่งที่โอ๋ตามหามาทั้งชีวิต ตอนนั้นอายุ 32 ปี ได้มารู้จักกับอาจารย์เรืองโรจน์ ไตรสวัสดิ์วงศ์ หรือ ครูเอี๋ยว ซึ่งท่านสอนฟรีอยู่ที่สวนลุมทุกวัน เพราะเราอยากเป็นจอมยุทธ์ตั้งแต่เด็ก (หัวเราะ) ก็เลยแน่วแน่มาก

 

ครูสั่งให้ทำอะไรก็ทำ ครูให้ยืนเหมือนท่าอุ้มโอ่งอยู่เป็นชั่วโมงๆ ฝึกหายใจเข้าออกก็ทำแต่ยังไม่เข้าใจ แต่เพราะเราอยากจะทำให้ได้ก็เลยไม่ล่าถอย โอ๋มาสวนลุมทุกวัน มายืนอุ้มโอ่ง จน 3 เดือนผ่านไปครูสอนท่ารำมวยตระกูลหยางให้ เราก็ทำโดยที่ยังไม่เข้าใจ จนกระทั่งเข้าปีที่ 2 โอ๋จึงเริ่มเข้าใจในสิ่งที่ไทเก๊กเป็น ทำซ้ำๆ ไป 2 ปีผ่านไป 3 ปีผ่านไป และเมื่อ 4 ปี จึงเข้าใจองค์รวมทั้งหมด และในปีที่ 8 นี่เองเพิ่งถ่องแท้ในบางท่า ตอนนี้ก็ยังทำอยู่ทุกวัน”

หลายคนบอกว่าไทเก๊กเป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่สำหรับคนเคยใจร้อนอย่างโอ๋ เธอบอกว่า ไทเก๊กทำให้เธอใจเย็นลง มีสติ กล้ายอมแพ้ และที่สำคัญทำให้เธอแข็งแกร่งจากภายในอย่างแท้จริง “ไทเก๊กหากมองจากภายนอกคนก็จะมองว่านุ่มนิ่ม นิ่มนวล แต่จริงๆ แล้วศาสตร์นี้คือสำลีหุ้มเหล็ก ที่ดูเหมือนอ่อนนุ่มแต่มีความรุนแรงซ่อนอยู่ เป็นวิชาที่ตกทอดกันมาเป็นพันๆ ปี แต่กว่าจะฝึกถึงตรงนั้นได้ก็ยากมาก ซึ่งการผลักมือที่โอ๋ไปแข่งก็คือการประลองกำลังภายในของไทเก๊กหรือไทชิ (ก็เหมือนมวยต้องชกกันเวลาสู้ แต่ไทเก๊กแค่ผลักมือก็จะรู้แล้วว่ากำลังภายในแค่ไหน)

“หลายคนนึกว่าเป็นกีฬาคนแก่ แต่ในไต้หวันและในอเมริกา รวมถึงหลายประเทศในโลกต่างก็เล่นไทเก๊กหรือไทชิตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งหนุ่มสาว โอ๋เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเองในปีที่ 3 ที่พวกอาการปวดหลัง ปวดท้องประจำเดือน ภูมิแพ้ ที่เคยมีหายไปเด็ดขาด และไม่เคยต้องป่วยแล้วต้องพบหมออีกเลย

 

สิ่งที่โอ๋พบไม่ได้เกินจริงเลย เนื่องจากกีฬาไทเก๊กเป็นที่รู้จักและยอมรับไปทั่วโลกว่าช่วยทำให้สุขภาพแข็งแรง และทำให้ดูอ่อนกว่าวัยได้จริงๆ ตามประเทศต่างๆ ก็จะมีการฝึกไทเก๊กกันเป็นกิจวัตร สำหรับโอ๋ไทเก๊กคือกีฬามหัศจรรย์ ช่วยเรื่องลมปราณ ทำให้เรารู้จักร่างกายของเราดีขึ้น ตอนนี้กำลังทดสอบกับคุณแม่ด้วยการพาท่านมาฝึกด้วยกันที่สวนลุม เพื่อช่วยเรื่องความดันและเบาหวานที่ท่านเป็น เพราะหลายคนที่ป่วยก็ดีขึ้นจากการฝึกไทเก๊ก”

การร่ำเรียนและฝึกฝนศาสตร์การต่อสู้ทั้งไทยและเทศ รวมทั้งไทเก๊ก ทำให้นักร้องสาวพบข้อแตกต่างระหว่างกีฬาต่อสู้ต่างๆ และไทเก๊กว่า “การต่อสู้ต่างๆ เป็นการใช้แรงกล้ามเนื้อ ต่อย เตะ ไทยยุทธ์ คาราเต้ เทควันโด รวมทั้งไอคิโด้ เป็นการใช้แรงปะทะ ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีใครยอมให้เราฝ่ายเดียวง่ายๆ แน่ มันก็ต้องแลกด้วยการเจ็บตัวทั้งคู่ แต่ใครเจ็บมากกว่าคือคนแพ้ แต่วิธีของไทเก๊กไม่ได้สอนให้เราใช้แรงตรงนั้น สอนให้นิ่งสงบเคลื่อนไหว

พูดให้เห็นภาพก็คือเราจะหลบหมัดที่พุ่งมาหาโดยไม่ให้มีการปะทะเราทำได้ไหม เป็นหลักการของคนที่ด้อยกว่าในแง่กำลัง แต่เราจะต่อสู้กับคนที่มีกำลังมากกว่าอย่างไร เราทำตัวให้เป็นเหมือนต้นไม้ คือรากต้องแข็งแรง ทุกวันที่ไปไม่ได้ฝึกให้สู้ แต่ฝึกให้ยอมแพ้ ถ้าใจเราอยากชนะเราไม่มีทางชนะ แต่ถ้าเราปล่อยให้ใจว่างเปล่าเราจะฟังเสียงคู่ต่อสู้ได้ชัดเจน เห็นการเคลื่อนไหว เมื่อชนะตัวเอง มีสมาธิ สติปัญญาก็จะเกิด การตอบสนองของร่างกายก็จะเป็นไปตามสัญชาตญาณ” โอ๋ เล่าในฐานะของคนที่ผ่านกีฬาต่อสู้ แต่ขณะนี้อยู่บนเส้นทางไทเก๊ก

 

คำแนะนำสำหรับคนที่สนใจเรียนไทเก๊กเรียนได้ทุกคน แต่คนที่จะทำได้ดีคือคนที่มีความแน่วแน่ อดทน ทุกวันนี้สอนให้เราทำอะไรรวดเร็วแต่จิตใจไม่สงบ ไทเก๊กถ้าใจไม่สงบก็ทำไม่ได้ และคอนเซ็ปต์ของไทเก๊กเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้หมด สำหรับโอ๋ช่วยเรื่องการปรับมุมมองชีวิตในทุกๆ ด้าน ทั้งการคิด ทำให้เข้ากับคนได้ดีมากขึ้น ทำงานได้ง่ายขึ้น รู้จักฉลาดในการใช้ชีวิต ไม่ต่างจากการฝึกฝนธรรมะ เพียงแต่การฝึกไทเก๊กเป็นการฝึกสมาธิผ่านท่าทาง

“อาจารย์โอ๋บอกว่ามีสองประเภท คือไม่บ้าก็ป่วย (หัวเราะ) จะต้องทุ่มเทมากหรือไม่มีทางออก ต้องมีวินัยของการฝึก เพราะมันเป็นการเรียนค่อนข้างน่าเบื่อ มันอยู่ที่เราด้วยว่าเราต้องมาแก้นิสัยทุกอย่างเลย เราทำมันได้ไหมล่ะ ถ้าเราตั้งใจและอยากทำได้ก็ทำได้ สำหรับโอ๋ ทุกวันที่เล่นทำให้เจออะไรใหม่ๆ ขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราอยากเรียนรู้และเปิดโลกทัศน์เราทุกวันที่เล่นร่างกายเราก็ปรับเปลี่ยนทุกวัน บางวันไม่ดีก็มี ขึ้นอยู่กับอารมณ์ ความเครียด ดังนั้นเราต้องอยู่กับตัวเอง สังเกตตัวเอง

เหมือนพระพุทธเจ้าบอกเลยว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ถ้าทำแบบนี้ชีวิตเราจะไม่มีการปะทะ เขาด่าเรามาเราไม่รับก็ไม่มีเรื่อง ถ้าเราเบี่ยงไปเราไม่รับก็ไม่เครียด ทำได้ก็ใจเย็นลง มีความสุขกับชีวิตมากขึ้น ด่าเราให้ตายเราไม่ทุกข์ก็ทำอะไรเราไม่ได้ ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ ฝึกจิต ฝึกใจ ฝึกความอดทน มันคือสิ่งเดียวกันกับสมาธิ”

ในวันที่ตกผลึกกับไทเก๊ก และวันที่มีโอกาสเป็นตัวแทนคนไทยไปแข่งขันระดับโลกมาแล้ว โอ๋มีเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้น ก็คืออยากให้โลกรู้ว่าไทเก๊กจากคนไทยไม่แพ้ชาติใดเลย แม้ว่าในการแข่งระดับโลกที่ไต้หวันจะคว้าเหรียญทองแดงมา แต่การแพ้ในครั้งนี้ก็สอนอย่างหนึ่งว่าถ้าเราจิตใจยังไม่สงบนิ่ง “เราต้องนิ่งให้พอ รอให้เป็น เราชนะแน่นอน เรามีฝีมือไม่แพ้ใคร มีแข่งที่นิวยอร์ก ไทเป รวมคนจากทั่วโลกมาแข่งระดับโลก เป็นเมืองของปรมาจารย์ อีก 2 ปีเรามีเป้าหมายว่าอยากได้เหรียญทอง และอยากทำโรงเรียนจริงจัง และอยากให้คนไทยมาเรียนไทเก๊กกันเยอะๆ”

 

ผลผลิตจากความกลัว ภาริษา ยาคอปเซน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/464080

ผลผลิตจากความกลัว ภาริษา ยาคอปเซน

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

หากปัจจุบันคือผลิตผลจากประสบการณ์ ปอนด์-ภาริษา ยาคอปเซน คงเป็นผลิตผลจากความกลัว หลังได้เผชิญกับอาการแพนิกแอทแท็ก (Panic Attack) ที่ทำให้เธอเฉียดตาย

ปอนด์ใช้ชีวิตตามใจด้วยความมั่นใจมาโดยตลอด ลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อเลือกในสิ่งที่อยากเรียน ลาออกจากบริษัทใหญ่เพื่อไปตามทางฝัน และลาจากเมืองไทยเพื่อไปใช้ชีวิตของตัวเอง จนกระทั่งความกลัวเกือบพรากเธอไป เธอจึงใช้ธรรมะขับไล่และพัฒนาจิตใจให้ตั้งหลัก ก่อนตัดสินใจกลับมาอยู่เมืองไทยเพื่อทำงานที่อยากทำ และอีกด้าน ปอนด์ยังเป็นผู้บุกเบิกวงการเน็ตไอดอลในเมืองไทยด้วยการเป็นเจ้าของคลิป ใจดีทีวี ที่มีเนื้อหาเหน็บแนมสังคมแบบแสบๆ คันๆ

เดินบนทางที่เลือกเอง

เท้าความกลับไปตั้งแต่อายุ 15 ปี เธอได้เดินทางไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่สหรัฐ 1 ปี จากนั้นกลับมาเรียนที่เมืองไทย 1 ปี แล้วกลับไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่อังกฤษอีก 1 ปี เธอติดใจ

“ก่อนไปเรียนต่างประเทศ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เราไปเพื่อไปเรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม ระบบการเรียน การใช้ชีวิต ทุกอย่างมันแปลกใหม่ไปหมด แล้วพอเข้ามหาวิทยาลัยแล้วรู้สึกว่า ทุกอย่างมันไม่ถูกจริต ทั้งสังคม ระเบียบต่างๆ ที่ทำไมต้องบังคับกันมากมายเมื่อโตขนาดนี้แล้ว ปอนด์เลยบอกกับพ่อแม่ว่าจะไปเรียนรามฯ ตัดสินใจลาออกจากที่เก่าตั้งแต่เทอมแรก คณะจิตวิทยา หันมาเรียนสิ่งที่เราชอบดีกว่า เรียนไปทั้งหมด 6 ปี เพราะระหว่างที่เรียนก็ได้ทำงานไปด้วย ไปเป็นดีเจให้ห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ เรารู้สึกว่าทำงานแล้วสนุกกว่า จึงทำให้รู้ตัวเองแล้วว่า เราไม่ได้โฟกัสที่การเรียน แต่โฟกัสที่ชีวิต”

ขณะที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เธอได้เสนอตัวเองเป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยไปประกวดปาฐกถาภาษาอังกฤษ ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศมาครอบครอง แต่สิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่แค่ความภูมิใจ เธอได้ไปออสเตรเลียฟรี

 

“เป็นคนไม่ชอบเที่ยว ถ้าไปไหนจะอยู่เลย การเที่ยวไม่ได้อะไร ได้แต่รูป แต่ต้องอยู่เพื่อให้รู้ว่าเขาอยู่กันยังไง พอได้ไปออสเตรเลียก็บอกกับตัวเองเลยว่า ต้องกลับมาอยู่เป็นปีให้ได้” เธอเพิ่มเติม

หลังจากจบปริญญาตรี มีบริษัทใหญ่เสนองานให้เธอ เป็นงานที่ถูกจริต แต่ระบบองค์กรไม่ถูกจริต ด้วยอุดมการณ์ส่วนตัวที่อยากทำงานให้เข้าถึงรากหญ้าเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านจริงๆ แต่เมื่อได้ทำงานตามความต้องการแล้ว ก็ลาออกเพื่อไปออสเตรเลีย

“พ่อแม่ก็เสียใจอีกรอบหนึ่ง หลังจากที่ทิ้งมหาวิทยาลัยเอกชนนั้นมา มาได้งานที่ทิ้งบริษัทใหญ่นี้อีก งานดีมั่นคงแต่จะทิ้งไปอยู่เมืองนอก สุดท้ายเราก็ไปจริงๆ ไปอยู่ที่เมลเบิร์น 1 ปี ซึ่งก่อนที่ปอนด์จะเดินทางไปได้วิเคราะห์แล้วว่าเราจะไปทำมาหากินอะไร เรามองว่าฝรั่งชอบดอกไม้ เลยไปลงเรียนการจัดดอกไม้ฟรีที่ กทม. จนถึงวันที่อยู่ออสเตรเลียวันแรกก็ได้งานที่ร้านผลไม้ดอกไม้ จากนั้นได้ลองไปสมัครงานร้านเบอร์เกอร์ สรุปได้งานเป็นผู้จัดการร้าน จากปกติที่จะให้คนไทยเรียกฝรั่งว่าบอส แต่คราวนี้ฝรั่งเรียกคนไทยว่าบอส ซึ่งสาเหตุที่ได้ตำแหน่งอาจเป็นเพราะเราเข้าใจการทำงานของฝรั่ง จากที่เคยคลุกคลีกับวัฒนธรรมเขามาตั้งแต่ ม.4”

ออสเตรเลียเหมือนโลกที่ให้เธอได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ทั้งทำงานที่ร้านขายดอกไม้ ร้านขายเบอร์เกอร์ ไปเป็นพี่เลี้ยงเด็ก หรือรับโทรศัพท์ให้รัฐบาล ภายใต้แนวคิดว่า ในระยะ 1 ปี เธอจะลองทำสิ่งใหม่ๆ ให้มากที่สุด เพราะมันคือช่วงเวลาแห่งการตักตวงมากกว่าช่วงเวลาของการทำเงิน

 

ก้าวข้ามความกลัว

หลังกลับจากเมลเบิร์นมาอยู่ที่เมืองไทยได้ 1 ปี เธอก็ได้เดินทางไปนอร์เวย์เพื่อแต่งงานกับแฟนที่คบหาดูใจกันที่เมลเบิร์น ซึ่งเป็นการย้ายชีวิตไปอยู่อีกประเทศที่นานที่สุด ตอนเธออายุ 28 ปี

“เราไปอยู่ที่นั่นเราทำอะไรไม่ได้เลย เพราะต้องพูดภาษาของเขา ซึ่งเรารู้สึกว่าไม่อยากเรียนแล้ว เราเบื่อกับการเรียนภาษา ทำไมคนนอร์เวย์ไม่พูดภาษาอังกฤษกับเรา ทั้งที่ก็ดูทีวีเป็นภาษาอังกฤษ ถ้าอยากได้งานก็ต้องพูดภาษาเขา ตอนแรกอยู่บ้านเป็นแม่บ้าน แต่ตอนหลังก็ยอมเรียน ซึ่งช่วงที่ว่างอยู่บ้านทั้งวันเราได้ทำคลิปสอนภาษาอังกฤษให้ชาวต่างชาติชื่อ ใจดีทีวี”

ใจดีทีวี เป็นคลิปที่เผยแพร่ทางยูทูบ ในชื่อแอ็กเคานต์ bononstage ช่วงแรกมีเนื้อหาเกี่ยวกับการสอนภาษาอังกฤษให้ชาวต่างชาติ ซึ่งคลิปเป็นที่รู้จักในหมู่ฝรั่ง แต่หลังจากทำไปได้ 20 ตอน ปอนด์ได้เปลี่ยนเนื้อหามาในแนวสะท้อนบุคลิกต่างๆ ในสังคม เช่น พริตตี้ คนที่พูดไทยคำอังกฤษคำ สื่อมวลชน ที่ทั้งตลกและเหน็บแนมซึ่งถูกจริตคนไทย ใจดีทีวีโด่งดังถึงขนาดได้ขึ้นเว็บไซต์ go.cnn.com ได้รับตำแหน่ง ยูทูบ สตาร์ ดาวรุ่ง ของเมืองไทย และในตอนนั้นยังไม่มีคำว่าเน็ตไอดอล การถ่ายคลิปลงยูทูบยังไม่ใช่เทรนด์ของคนไทย จึงเรียกได้ว่าเป็นเน็ตไอดอลยุคบุกเบิก

“เราทำคลิปโดยไม่ได้หวังว่าจะได้เงิน ตอนนั้นไม่มีใครให้เงินคนลงยูทูบ เราทำเพราะอยากทำอย่างเดียว ซึ่งชื่อเสียงโด่งดังจนเราต้องกลับมาเมืองไทย ถูกสัมภาษณ์ลงนิตยสารเกือบทุกเล่ม อาจไม่ใช่เพราะเราเป็นคนดัง แต่เราเป็นคนไทยคนเดียวที่ทำคลิปในยูทูบ”

ปอนด์กลับมาอยู่เมืองไทยได้ไม่นาน ก็กลับไปอยู่ที่นอร์เวย์ต่อ คราวนี้ร่างกายและจิตใจของเธอถูกโจมตีด้วยอาการแพนิกแอทแท็ก เธออธิบายว่า โรคนี้ไม่สามารถอธิบายอาการได้ บางคนบอกว่ามันเกิดจากความวิตกกังวลสะสม เกิดจากความเครียดสะสม หรือเป็นเพราะบรรยากาศที่นอร์เวย์จะไม่มีแสงแดดในหน้าหนาวจนทำให้รู้สึกหดหู่ ซึ่งเธอมาทราบภายหลังว่ามีคนไทยเป็นอาการนี้มาก

“คนที่เคยอยู่ประเทศที่มีแสงแดดตลอดปีอย่างคนไทยแล้วไปเจอประเทศมืดๆ จะเป็นแพนิกแอทแท็ก ปอนด์จำได้ว่าวันนั้นหลังทำกับข้าวเสร็จก็รู้สึกเพลีย เลยไปนอน แล้วตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกกลัว แพนิกนี่คือความกลัว เป็นความกลัวที่ถาโถมเข้ามาว่าเราจะต้องตาย ซึ่งทางการแพทย์บอกว่า เป็นเพราะสารเคมีในสมองผิดปกติ แล้วทำให้เรารู้สึกว่า เราต้องออกไปจากที่นี่

 

 

เชื่อมั้ยว่าเราวิ่งออกมาจากห้องนอนแล้วรู้สึกหายใจไม่ออก อยากออกไปข้างนอกเหมือนคนบ้า ตอนเด็กๆ เราเคยตกน้ำแล้วเหมือนกลไกของจิตมันเชื่อมกันหมด เหมือนกับว่าเรากำลังจะตกน้ำจริงๆ หลังจากที่โวยวายทั้งคืนก็เข้าสู่ช่วงขาลง มานั่งซึม หมดอาลัยตายอยาก ซึ่งเป็นเรื่องที่โหดร้ายมากสำหรับตัวเอง เพราะเราไม่รู้ว่ามันคืออะไร เราไม่เข้าใจว่าเกิดจากอะไร เลยไม่รู้ว่าต้องแก้ไขอาการนี้อย่างไร จากคนที่อารมณ์ดีทำไมมาเป็นแบบนี้ เราไม่เข้าใจ

ทั้งเดือนนั้นเราไปไหนไม่ได้เลย ด้วยความกลัวที่จะไปเจอผู้คน แฟนจะให้ไปหาหมอ แต่เราก็ไม่ยอมไป และเมื่อผ่านไปเราก็รู้สึกว่าระบบทั้งหมดมันเป๋ไปหมดเลย ฮอร์โมน ความเสถียรต่างๆ ไปหมด แต่เราก็พยายามจะออกจากบ้านไปเรียนภาษา ไปสวดมนต์ นั่งสมาธิ ที่วัดไทย แม้ว่าจะไม่เข้าใจว่าเราเป็นอะไร แต่ก็เพื่อระงับความกลัว”

หลังจากผ่านช่วงพีกที่สุดของชีวิตมา เธอเริ่มทำทุกอย่างที่อยากทำ ไปทุกที่ที่อยากไป เหมือนกับว่าได้โลกใหม่ที่เธอเข้าใจแล้วว่าคนที่เคยเฉียดตายเขารู้สึกอย่างไร

ช่วงแรกที่เกิดอาการเธอไม่กล้าบอกแม่ที่เมืองไทย แต่สุดท้ายลูกก็ย่อมต้องการแม่ และเหมือนอย่างที่คิดไว้ แม่พูดกับเธอว่า “มีทางลงก็ต้องมีทางขึ้น แค่ขึ้นมาในทางที่ลงไป” เพียงเท่านั้นก็เหมือนพบแสงสว่างให้ชีวิต

หลังจากนั้นเธอได้กลับมาเมืองไทยและได้ไปหาจิตแพทย์ แพทย์ระบุแน่ชัดว่า เธอเป็นแพนิกแอทแท็ก ซึ่งต้องรักษาด้วยยาเท่านั้น แต่เธอกลับปฏิเสธยา โดยการพิสูจน์ให้เห็นว่า ธรรมะโอสถ คือยาที่ดีที่สุด

“คนทั่วไปที่ฟังอาการของพวกเรา แล้วจะไม่มีวันเข้าใจพวกเราเลย อาการกลัวที่เราเป็นมันอธิบายไม่ได้ว่ากลัวอะไร กลัวในความไม่จริง เป็นความกลัวที่เราสร้างขึ้นเอง จากคนที่มั่นใจในตัวเองมาตลอดชีวิต เราว่าเราดี เราว่าเราเยี่ยม แล้วพอมาเจอเหตุการณ์นี้ เหมือนแก้วที่ถูกขว้างลงพื้น ถ้าเราเยี่ยมจริงเราคงไม่เจอเหตุการณ์แบบนี้ เราต้องมีอะไรบางอย่าง เราจึงเริ่มค้นหาว่าอะไรคือความสุขที่แท้จริง หลายคนที่บอกว่าฉันไม่กลัวอะไรเลย แต่เชื่อสิว่าท้ายที่สุดต้องกลัว ความกลัวเป็นสิ่งที่ลึกที่สุดในก้นบึ้งของจิตใจ เป็นสิ่งที่แยบยลที่สุดที่ฝังอยู่ในดีเอ็นเอ”

 

 

ชีวิตใหม่

ปอนด์กลับมาอยู่ที่เมืองไทยพร้อมความฝันที่อยากเป็น โอปราห์ วินฟรีย์ เธออยากมีรายการของตัวเอง อยากมีรายการสัมภาษณ์ที่ได้เจาะลึกไปในจิตวิญญาณของคน เพื่อคนดูจะได้เรียนรู้ โดยเธอเริ่มด้วยการโทรศัพท์หารายการโทรทัศน์ทุกช่องที่รู้จัก หนึ่งในนั้นคือ ผู้บริหารเวิร์คพอยท์

เธอบอกสามีว่าจะกลับมาเมืองไทย 1 เดือน เปลี่ยนเป็น 1 ปี ภายใต้เงื่อนไขว่าหากหางานไม่ได้จะกลับไปนอร์เวย์โดยที่จะไม่กลับมาเมืองไทยอีก การกลับมาเมืองไทยครั้งนี้ เธอมาพร้อมพลังเต็มเปี่ยม ทัศนคติและการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป เธอมีพลังมหาศาลเพื่อทำในสิ่งที่อยากทำ หลังจากผ่านเหตุการณ์โหดร้าย เธอก็มีแต่พลังงานดีในชีวิต

“เรากลับมาเมืองไทย เราไม่ได้อยากเป็นแค่พิธีกร แต่เราอยากเปลี่ยนทัศนคติ อยากฉีดอะไรดีๆ ให้คนที่เราอยู่ แม้ว่าในตอนนี้เป็นผู้ประกาศข่าวก็พยายามที่จะพูดไม่เหมือนคนอื่น พยายามทำอะไรที่บิดมุมออกไป เราคิดว่าจะอยู่ในสื่อไปเพื่ออะไร ถ้าเราไม่สร้างความเปลี่ยนแปลง”

เธอเป็นผู้ประกาศข่าวบันเทิงทางช่องเวิร์คพอยท์ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และเป็นผู้บรรยายสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย จากความตั้งใจที่จะเป็นโอปราห์ วันนี้เธอกำลังสั่งสมประสบการณ์และนำแก่นหลักเรื่องการสร้างรายการที่เป็นประโยชน์แก่คนดูมาใช้ในอาชีพ

 

สัจธรรม

จังหวะชีวิตของผู้หญิงคนนี้ประสบเรื่องราวหลากหลาย ทั้งเรื่องดี เรื่องร้าย ล้วนเป็นวัตถุดิบที่ผสมผสานให้เธอเป็น ภาริษา ยาคอปเซน

“เราสบายตัวเอง เราได้ทิ้งอะไรไปเยอะ ทิ้งภาพลักษณ์แซ่บๆ ที่คนมอง ทิ้งความตลกเฮฮาที่คนชอบ จนถึงวันนี้ยังไม่รู้สึกว่าเป็นตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์ จะต้องทิ้งให้มากกว่านี้ เราจะไม่ปั้นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเองขึ้นมาแสดง”

เธอแสดงทัศนะถึงคนในยุคสมัยนี้ที่มักให้คุณค่าของตัวเองมากไป ใครตำหนิติเตียนไม่ได้ ใครแสดงความคิดเห็นไม่ได้ ซึ่งนั่นคือสงครามในตัวเอง เธอกล่าวว่า ถ้าคนเราสะบัดคำว่า “ฉัน” ออกไปได้บ้าง ชีวิตก็จะสบายขึ้น มีความสุขขึ้น เพราะท้ายที่สุดปลายทางของชีวิตทุกคนย่อมเหมือนกัน

“อาการแพนิกแอทแท็ก จะมีกลับมาบ้างวันที่ร่างกายอ่อนแอ แต่วันนี้เรารู้เท่าทัน รู้ว่าความกลัวก็คือตัวเรา อย่าไปห้ามให้เขาเข้ามา เพราะนั่นคือตัวเราเอง และยิ่งเมื่อเราเรียนรู้ธรรมะ จะยิ่งทำให้เรามีความสุขและความสงบมากขึ้น มันคือความสุขโดยไม่ต้องมีมือถือ ไม่ต้องพันไลค์ ไม่ต้องมีคนมาคอมเมนต์ว่าดีแบบนั้นแบบนี้ ธรรมะคือความสุขที่ได้อยู่กับตัวเอง และเราจะสามารถจัดการกับความทุกข์นั้นได้มากขึ้น ชีวิตจะมีความสงบสุข” เธอกล่าวทิ้งท้าย

ติดตามปอนด์ได้ที่เฟซบุ๊ก ปอนด์ ใจดีทีวี หรือเว็บไซต์ www.bonpodcast.com หรือยูทูบ bononstage และทางหน้าจอทีวี ช่อง 23 เวิร์คพอยท์

 

มนู ทรงศรี มนุษย์น้ำแข็งแชมป์โลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/463923

มนู ทรงศรี มนุษย์น้ำแข็งแชมป์โลก

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

เมืองไทยเมืองร้อนแต่เขากลับเป็น ‘มนุษย์น้ำแข็ง’

มนู ทรงศรี หัวหน้าช่างศิลป์แผนกครัว โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน เจ้าของรางวัลมากมายจากเวทีใหญ่ระดับโลก เขาเคยคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับสองในงานแกะสลักน้ำแข็งชิงแชมป์โลก The BP World Ice Art Championships ณ เมืองอลาสกา สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นงานแข่งขันแกะสลักน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุด เขาเป็นผู้บุกเบิกวงการแกะสลักน้ำแข็งในประเทศไทยและได้นำพาชื่อเสียงคนไทยไปสร้างความภาคภูมิใจในสากล

ปัจจุบันเขามีหน้าที่ ‘แกะสลักน้ำแข็ง’

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

มนูร่ำเรียนวิชาแกะสลักน้ำแข็งจากพี่เขย ซึ่งเป็นการเปิดประตูให้เขาเจอโลกใหม่ที่ ใช่ สำหรับตนเอง เขากล่าวว่า การแกะสลักน้ำแข็งเป็นงานที่มีเสน่ห์ จากตอนแรกที่คิดว่าเป็นแค่การทำงานสวยๆ งามๆ แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ แล้ว งานที่ทำก็กลายเป็นความรัก และได้ซึมเข้าไปในเส้นเลือดทะลุเข้าไปในกระดูก เป็นงานที่ยิ่งทำก็ยิ่งสนุก เพราะการแกะสลักน้ำแข็งเป็นช่องทางหนึ่งที่เขาจะได้ถ่ายทอดจินตนาการและไอเดียอย่างเต็มที่

“เป็นงานศิลปะที่ไม่มีกรอบจำกัด” เขากล่าวต่อ “อย่างในงานแข่งขันจะไม่มีธีมให้แข่งแบบนั้นแบบนี้ จึงเป็นงานที่ท้าทายมาก โดยเฉพาะขั้นตอนคิดแบบ มีบางครั้งที่ตั้งใจคิด คิดแทบตายก็คิดไม่ออก แต่บางทีไอเดียมันออกมาเองตอนเดิน ตอนนั่งเฉยๆ พอคิดได้ก็ต้องรีบจดไว้ รีบสเกตช์ไว้ก่อน”

งานส่วนใหญ่ที่เขาได้รางวัล คือ งานที่มีรายละเอียด สวยงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความแปลก มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความหมาย

อุปสรรคคือความท้าทาย

ถึงแม้เมืองไทยจะเป็นเมืองร้อน แต่ความร้อนก็ไม่ใช่อุปสรรคในการฝึกฝน ทว่าสิ่งที่ท้าทายที่สุดกลับเป็นการที่ไม่สามารถฝึกซ้อมกับน้ำแข็งจริงได้ เพราะน้ำแข็งที่ใช้เป็นน้ำแข็งก้อนใหญ่พิเศษที่ไม่มีขายในร้านทั่วไป โมเดลจำลองจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่เสมือนของจริงโดยการทำมาตราส่วนอย่างย่อที่ต้อง “เป๊ะ” ทุกกระเบียด

“ถ้าเราแม่นเรื่องสเกล… จะทำงานที่ได้ง่ายขึ้น ห้ามผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว ไม่เช่นนั้นงานจริงจะล้มเหลว มีบ้างที่ผมเคยทำโมเดลไปแล้วไม่ตรงกับที่แกะสลัก เราก็ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้แต่จะเสียเวลา เวลาทุกนาทีมีค่ามากในการแข่งขัน ขณะที่แกะสลักเราต้องใจเย็นแต่จะใจร้อนกับเวลา”

อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศที่หนาวเย็นกลับเป็นอุปสรรคกับคน เพราะงานแข่งขันจะจัดขึ้นที่เมืองหนาวในฤดูหนาวจัด จึงส่งผลกระทบต่อคนเมืองร้อนที่ต้องปรับตัวและต้องอดทน

เวทีแรกเริ่มต้นในปี 2552 ที่การแข่งขัน Harbin International Ice Sculpture Competition เมืองฮาร์บิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ครั้งนั้นเกิดจากแรงบันดาลใจที่ได้เห็นการแข่งขันระดับโลกในอินเทอร์เน็ตทำให้เขาอยากไปยืนอยู่ตรงนั้น แต่ก็ติดอุปสรรคด้านที่สองเรื่องค่าใช้จ่าย มนูเล่าว่า การไปแข่งขันต่างประเทศต้องใช้เงินมาก ต้องหาทีมที่ดี และต้องไปแข่งขันกับคนเก่งทั่วโลกโดยที่ไม่แน่ใจว่าจะได้ชัยชนะกลับมา

“ไปกันทั้งหมด 5 คน” มนูกล่าวถึงการแข่งขันที่เมืองฮาร์บิน “ใจผมอยากไปมาก อยากไปลองแข่งสักครั้งในชีวิต อยากไปดูว่าเขาแข่งกันอย่างไร การแกะสลักกลางแจ้งในอากาศหนาวจัดเขาทำอย่างไร ผมเลยตัดสินใจออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด”

เขาออกแบบน้ำแข็งเป็นรูปสุดสาครขี่ม้านิลมังกร ซึ่งสุดท้ายไม่ได้รับรางวัลใดกลับมา แต่ก็สามารถสร้างเสียงฮือฮาให้งานแข่งขันเพราะเขาเป็นทีมไทยทีมแรกที่ไปแข่งขัน และเผยว่า ไม่ได้ผิดหวังที่ไม่ได้รางวัล แต่กลับผิดหวังกับลูกทีมมากกว่า

“พอกลับมาเมืองไทย ลูกทีมไปหาสปอนเซอร์ และเขี่ยผมทิ้งไป ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องที่ผมต้องมาคร่ำครวญ แต่ผมใช้เป็นแรงฮึด แล้วกลับไปแข่งขันที่ฮาร์บินอีกในปีถัดไป คราวนี้ผมไปคนเดียว”

ปี 2553 เขาได้พิสูจน์ตัวเองโดยการลงแข่งขันคนเดียว ขณะที่รู้อยู่เต็มอกว่าคงไม่ได้รางวัลอะไรกลับมา แค่อยากแข่งกับตัวเอง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วงในช่วงเวลา 2 ปี ทำให้เขามีความคิดที่จะหยุดแข่งขันในเวทีระดับโลกเพราะเริ่มท้อกับการแข่งขันตัวคนเดียว แต่ “ใจ” กลับไม่หยุด เขาจึงทำจดหมายขอสปอนเซอร์และในที่สุดก็มีคนอุปถัมภ์

มนูเลือกลูกทีมใหม่ สร้างกำลังใจให้ตัวเองใหม่ เพื่อการแข่งขันครั้งใหม่ที่จะมาถึง เขากลับไปเวทีฮาร์บินเป็นครั้งที่ 3 ด้วยความมั่นใจและลูกทีมที่มีศักยภาพ ครั้งนั้นเขาคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง จากการแกะสลักน้ำแข็งรูปสิงห์กับพญานาค เป็นการเรียกความมั่นใจให้กลับคืนมา ทำให้เขามีกำลังกายและมีกำลังใจที่จะทำต่อ จากนั้นในปี 2556 เขาและทีมได้คืนสังเวียนฮาร์บินอีกครั้ง และคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับสองมาครอง

 

ชัยชนะที่ได้มาไม่ทำให้เขาผยอง และไม่ทำให้เขาหยุดพัฒนาตัวเอง มนูเลือกที่จะก้าวสู่เวทีที่ใหญ่กว่าและยากกว่า ในปี 2557 เขาได้นำทีมแกะสลักน้ำแข็งของโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน เข้าร่วมการแข่งขันแกะสลักน้ำแข็งชิงแชมป์โลก (The BP World Ice Art Championships) นับเป็นตัวแทนประเทศไทยทีมแรกและทีมเดียวที่ร่วมแข่งขันที่เมืองอลาสกา ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นงานแข่งขันแกะสลักน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เขาลงแข่งขันประเภท มัลติ บล็อก (Multi block) เป็นการแกะสลักโดยใช้น้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สูงประมาณ 18 เมตร จำนวน 10 ก้อน ซึ่งได้ถ่ายทอดออกมาในแนวแอบสแทรกต์ (Abstract) ผลงานชื่อ Emotion เขาแกะสลักให้ด้านหนึ่งเป็นหน้าเทพ ส่วนอีกด้านเป็นหน้าของยักษ์ สะท้อนให้เห็นถึงด้านบวกและด้านลบในจิตใจของมนุษย์ และทีมไทยสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง จากอีก 70 ทีมทั่วโลก

“เป็นผลงานที่พอใจมาก เพราะไปครั้งแรกแล้วได้ที่ 3 ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร ที่อลาสกาทุกทีมเป็นมืออาชีพและทุกทีมเคยลงแข่งขันทุกปี แต่เราเป็นโนเนมเข้าไปเป็นปีแรก โดยเฉพาะการที่เราไปแข่งขันแค่สองคนในประเภททีมสี่คน ถือว่าเป็นรางวัลที่เราภาคภูมิใจมาก ทำให้เราฮึกเหิม ทำให้เรามีความมั่นใจ”

เขาและลูกทีมอีกหนึ่งคนใช้เวลาแกะสลัก 6 วันท่ามกลางอากาศติดลบ 15 องศาเซลเซียส แต่ในขณะทำงานเขากลับไม่รู้สึกหนาวหรือรู้สึกลำบากแต่อย่างใด เพราะความมุ่งมั่นในการทำงานทำให้ลืมความหนาว ลืมความยากลำยากไปหมดสิ้น

ชัยชนะไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต

จากนั้นในปี 2558 เขากลับไปสู่เวทีอลาสกา เพื่อคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับสามในการแข่งขันประเภท มัลติ บล็อก จากผลงานชื่อ Peace in Spite of Evil แนวแอบสแทรกต์อย่างที่เขาถนัด และล่าสุดเมื่อต้นปี 2559 เขาได้ลงแข่งขันอีกครั้ง แต่เสียดายที่ได้เพียงประสบการณ์กลับมา

“การที่ได้ไปแข่งขันต่างประเทศทำให้เราเห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น เราได้ทำในแบบที่เราไม่เคยทำมาก่อน เครื่องไม้เครื่องมือของเขาเยอะมาก เราเห็นความทุ่มเทของเขา ซึ่งที่สำคัญคือทุกทีมที่ไปไม่ได้แข่งเพื่อเงิน แต่แข่งเพื่อศักดิ์ศรีของตัวเอง”

ทุกครั้งที่ไปแข่งขัน มนูจะนำศิลปะและวัฒนธรรมไทยไปเผยแพร่ผ่านผลงาน แม้ว่าจะเป็นงานเหนือจริง เขาก็ยังใส่ความอ่อนช้อยและลายกนกลงไป ซึ่งบางครั้งกรรมการต่างชาติอาจไม่เข้าใจ แต่เขาก็ยังอยากทำตามความตั้งใจมากกว่าความต้องการของกรรมการ

สำหรับมนู เป้าหมายในอาชีพนักแกะสลักน้ำแข็ง เขาอยากไปแข่งขันทุกเวทีในโลก เพื่อที่จะนำชื่อประเทศไทยไปสร้างความภูมิใจให้มากที่สุด ในปีหน้า เขาวางแผนที่จะกลับไปเวทีฮาร์บินอีกครั้งเพื่อนำแชมป์กลับมา

“จะพัฒนางานไปเรื่อยๆ จะสร้างสรรค์งานไปเรื่อยๆ เพราะบอกไม่ได้ว่าเราจะได้ไปที่ไหน แต่ถ้ามีโอกาสได้ไปอีกสัญญาว่าจะดีกว่าเดิม จะนำชื่อคนไทยไปสู่ที่หนึ่งในโลก”

น้ำแข็งเป็นวัตถุที่แข็งแต่บอบบาง ทุกครั้งที่ตัดหรือทุกครั้งที่ขึ้นลายจำเป็นต้องใช้สมาธิและความเป็นมืออาชีพ ซึ่งแม้ว่าเขาจะมีประสบการณ์การแกะสลักมานานกว่า 10 ปีก็ยังไม่หยุดแข่งขัน ไม่หยุดพัฒนา และไม่หยุดสร้างสรรค์ผลงานให้ชิ้นออกมาเป็นมาสเตอร์พีซ

 

ครีเอทเมนูด้วยความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/463573

ครีเอทเมนูด้วยความสุข

โดย…ภาดนุ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

เชฟพัท-วารุตม์ ธันวารชร เชฟหนุ่มสุดครีเอทวัย 34 ปี และผู้ก่อตั้งร้าน “ไรซ์ บาก้า” (Rice Baga) เป็นอีกหนึ่งคนรุ่นใหม่ที่นำความสามารถของตัวเองมาต่อยอดโดยการเปิดร้านอาหาร พร้อมทั้งสร้างแบรนด์ขึ้นมาจนคนรู้จัก

“เดิมทีผมไปเรียนไฮสกูลที่ประเทศนิวซีแลนด์ แล้วจึงย้ายไปเรียนปริญญาตรีที่วิทยาลัยเลอกอร์ดองเบลอ ในเมืองอะเดเลด ประเทศออสเตรเลีย สาขา International Convention and Event Management

ในช่วงวัยรุ่นที่จริงผมก็ไม่ได้ชอบทำอาหารมากนักหรอก ติดจะชอบกินซะมากกว่า อีกอย่างตอนนั้นผมเป็นมือกลองในวงดนตรีที่ตั้งกันเองกับเพื่อนๆ ด้วย จึงยังไม่ได้สนใจเรื่องทำอาหารจริงจัง แต่เมื่อได้เรียนแล้วก็รู้สึกว่าการเข้าครัวนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะมันคืองานที่วุ่นวายและเป็นงานหนักที่ต้องใช้แรงและความละเอียดทั้งวัน

 

ตอนเรียนก็ต้องเรียนตั้งแต่เบสิก เช่น การหั่นผัก การปิ้งย่าง การอบ การทำขนม ทำเครื่องดื่มในบาร์ รวมทั้งการบริหารจัดการด้วย เรียกว่าในช่วงที่เรียนต้องรู้ครอบคลุมทั้งหมดเลย คือหลักสูตรที่ผมเรียนนี้จะเรียน 2 ปีครึ่งก็จบปริญญาตรีแล้ว ดังนั้นปีแรกจึงเรียน 6 เดือน ฝึกงาน 6 เดือน พอขึ้นปีที่ 2 ก็ต้องเรียนอีก 6 เดือน และฝึกงานอีก 6 เดือน จากนั้นจึงกลับไปเรียนในช่วงสุดท้ายจนจบ”

เชฟพัท เล่าว่า ตอนที่เรียนในช่วงปีแรกเขามีโอกาสได้ฝึกงานที่โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ประเทศไทย โดยฝึกงานในทุกแผนกเวียนจนครบ แล้วจึงกลับไปเรียน ส่วนในปีที่ 2 เขาได้มาฝึกงานที่
โรงแรมพาร์ค ไฮแอท ซึ่งเป็นโรงแรมในเครือเดียวกัน ในเมืองเมลเบิร์น โดยช่วยทั้งในครัว ช่วยเสิร์ฟ เป็นลูกมือในร้านอาหาร รวมทั้งช่วยในบาร์ด้วย

“พอเรียนจบปริญญาตรี (อายุ 24 ปี) ผมมีโอกาสได้เข้ามาทำงานสายโรงแรมในแผนกแคตเทอริ่งทั้งในเครือแมริออท (โรงแรมแมริออท โรงแรมเรเนซองส์) เครือสตาร์วู้ด (โรงแรมเลอ เมอริเดียน) และเครือแอคคอร์ (โรงแรมโนโวเทล โรงแรมพูลแมน) โดยทำงานสายนี้มาร่วม 8 ปี

 

นอกจากงานประจำแล้ว ด้วยความที่ผมชอบกินอาหารญี่ปุ่นและเบอร์เกอร์มาก ผมจึงเริ่มฝึกทำเมนูใหม่ๆ เป็นงานอดิเรกมาเรื่อยๆ จนวันหนึ่งก็ปิ๊งไอเดียว่าอยากครีเอทเมนูที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน ซึ่งก็มีหลายเมนูที่ทดลองทำออกมา จนมาลงเอยที่เมนูฟิวชั่นอย่าง “ไรซ์ เบอร์เกอร์” (Rice Burger) หรือเบอร์เกอร์ข้าวหน้าต่างๆ ที่สามารถต่อยอดความคิดไปได้เรื่อยๆ ตอนนี้ก็มีเกือบ 13 หน้าแล้ว เช่น เบอร์เกอร์หน้าหมูปิ้งเซอร์ลอยน์น้ำจิ้มแจ่ว เมนูนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากหมูปิ้งข้างทาง เบอร์เกอร์หน้าปูนิ่มทอดราดซอสเทอริยากิ ดัดแปลงมาจากอาหารญี่ปุ่น และเบอร์เกอร์หน้าเนื้อย่างราดด้วยซอส เป็นต้น ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกข้าวญี่ปุ่นทั้งแบบดั้งเดิม แบบผสมไข่หวาน แบบผสมไข่ปลา และอื่นๆ ได้ตามชอบ

เมื่อมีเมนูเรียบร้อยแล้ว สเต็ปต่อมาผมจึงมองหาโลเกชั่นเพื่อเปิดร้านอยู่หลายที่ จนมาลงตัวที่โครงการ เดอะ คริสตัล พาร์ค ตอนที่เปิดก็ได้อาศัยเพื่อนในวงการสื่อฯ มาช่วยโปรโมทให้ด้วย ร้านไรซ์ บาก้า จึงเริ่มเป็นที่รู้จักของลูกค้า ตั้งแต่เปิดร้านจนถึงตอนนี้ก็เกือบ 2 ปีแล้วครับ”

เชฟพัท เสริมว่า เมื่อเปิดร้านแรกๆ ได้รับผลตอบรับที่ดีมาก อาจเพราะด้วยความแปลกใหม่ของเมนูซึ่งคนไม่เคยเห็นหรือไม่เคยมีมาก่อน…

 

”เมื่อลูกค้าได้มาลองชิมก็บอกว่าอร่อย โดยเฉพาะในช่วง 3-4 เดือนแรกนี่คนเยอะมากทุกวัน บางคนมาจากฝั่งธน มารอตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด ต้องบอกว่าเราใช้วัตถุดิบที่คุณภาพดีที่สุดที่เราหาได้และขายในราคาที่เหมาะสมทุกเมนู สิ่งที่สำคัญอีกอย่างที่ทำให้เราเป็นที่รู้จักก็คือ ได้พี่ๆ น้องๆ และเพื่อนๆ สื่อนี่แหละที่ช่วยกันโปรโมทให้ด้วยครับ

ในอนาคตผมวางแผนไว้ว่าจะเปิดสาขาร้านไรซ์ บาก้า ในช่วงกลางปี 2560 แล้วยังคิดต่ออีกว่าอยากจะทำแบรนด์ไรซ์ บาก้า ในรูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยอาจเริ่มจากการไปเปิดบูธในงานเอ็กซ์โปของประเทศในแถบเอเชียเพื่อดูการตอบรับ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีนักข่าวหนังสือพิมพ์ชาวญี่ปุ่นมาสัมภาษณ์ และนำไปลงเว็บไซต์ในญี่ปุ่นด้วย ผมจึงคิดว่าจะผลักดันธุรกิจ
แฟรนไชส์นี้ต่อไป

เชฟพัท บอกว่า เมนูไรซ์ เบอร์เกอร์หน้าต่างๆ ที่เขาคิดขึ้นมานี้ ไม่ใช่เมนูตามกระแสอย่างที่ปัจจุบันกำลังนิยมทำกัน แต่เขาทำเพราะความชอบและแรงบันดาลใจที่อยากจะทำจริงๆ ซึ่งพูดได้ว่าเป็นเมนูที่เป็นตัวตนของเขาจริงๆ แล้วเขายังให้ความใส่ใจในรสชาติที่เหมาะกับคนไทยและคนที่ชอบอาหารญี่ปุ่นอีกด้วย

 

“การที่ผมเลือกเรียนทำอาหาร ผมคิดว่าเป็นอาชีพที่ผมมาถูกทางแล้ว เพราะเป็นสิ่งที่ผมทำแล้วมีความสุข บางทีมันไม่ใช่เรื่องของเงินทอง แต่อยู่ที่ความสุขในการได้คิดเมนูใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยมีใครทำ ยิ่งทำออกมาแล้วคนกินบอกว่าอร่อยก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นไปอีก นี่ก็ถือว่าเป็นรางวัลที่ดีในชีวิตแล้วล่ะ

ในพาร์ตของธุรกิจ เป็นธรรมดาว่าเมนูที่เราทำออกมาเราก็อยากให้มันขายได้ อยากให้คนกินชอบ ซึ่งก็จะช่วยให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ แต่ผมจะทำธุรกิจแบบค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปมากกว่า ไม่รีบร้อนเปิดสาขาเยอะและเร็วเกินไป ทำแบบพอเพียง เพราะคิดว่าถ้าวันนี้เราทำแบรนด์ของเราให้แข็งแรง ต่อไปก็จะสามารถทำเงินได้เอง ถ้าให้วัดระดับความพอใจในตอนนี้ก็ถือว่าอยู่ในขั้นที่พอใจมากครับ”

เชฟพัท ทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้เขาทำงานตลอด 7 วันเต็ม แต่อาจจะไม่ได้เดินทางมาที่ร้านทุกวัน จะสื่อสารกันด้วยโซเชียลมีเดียมากกว่า เพราะสะดวกและรวดเร็ว ส่วนงานด้านบริหารจัดการ คิดเมนู คัดเลือกลูกน้อง ส่วนใหญ่เขาจะทำเองทั้งหมด ผู้ที่สนใจสามารถอัพเดทได้ที่ FB : ricebaga และ IG : rice_baga