ศรีริต้า เจนเซ่น เติบโตอย่างมั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/463370

ศรีริต้า เจนเซ่น เติบโตอย่างมั่นคง

โดย…นกขุนทอง ภาพ… ภัทรชัย ปรีชาพานิช

นานๆ จะมีผลงานละครออกมาให้ได้ชมกันสักเรื่อง แต่ชื่อของ ศรีริต้า เจนเซ่น ยังติดในตำแหน่ง “นางเอก” เช่นเดิม แม้จะมีนักแสดงเลือดใหม่เข้าคิวรอเป็นนางเอก และนางเอกรุ่นน้องก็มีผลงานออกมาให้เห็นอยู่เนืองๆ หากแต่บทบาทที่ทางช่องและผู้จัดละครยื่นเสนอให้เธอก็มีแต่บทนางเอก ซึ่งในส่วนของงานละครนั้นปีหน้าเธอถึงจะตกปากรับคำว่าจะลงเรื่องไหน เพราะปีนี้แทบตลอดทั้งปีเธอทุ่มเทกายใจให้กับธุรกิจออกานิก้า(Organika) เเบรนด์ผลิตภัณฑ์สปาและอโรมาเทอราปีออร์แกนิกแท้สัญชาติไทย ที่เธอปั้นมาเองกับมือแทบทุกขั้นตอน

สร้างแบรนด์ที่คนไทยภูมิใจ

คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับริต้าในบทบาทนางเอก แต่ตอนนี้เธอกำลังไปได้สวยกับอีกหนึ่งบทบาท คือ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออกานิก้า เฮ้าส์ ธุรกิจที่เธอลุยมาได้เกือบ 3 ปีแล้ว โดย 2 ปีแรกใช้เวลาเพื่อสร้างและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้คุณภาพจนติดตลาดระดับเอลิสต์ จนถึงเวลาที่จะขยายฐานการตลาดออกไปให้กว้างกว่าเดิม ซึ่งเป้าหมายที่นักธุรกิจคนสวยเล็งไว้คือ นำผลิตภัณฑ์
สปาเข้าสู่โรงแรม และสู่ระดับโลก

“ริต้าสนใจธุรกิจตั้งแต่เด็ก แล้วก็ศึกษามาตลอด คิดเสมอว่าสักวันหนึ่งต้องทำ เราต้องทำสินค้าที่มันอ้างอิงประเทศไทย ไม่ใช่เรามาโกยเงินอย่างเดียวจากลูกค้า ริต้าต้องการสร้างแบรนด์ที่ให้คนไทยภาคภูมิใจด้วย ที่ต่างประเทศมองมาแล้วเขาว่าเรามีดี ที่เลือกทำสปาโปรดักต์ ริต้าคิดอย่างละเอียด ส่วนตัวคิดเยอะ คิดรอบด้าน สปาไทยติด 1 ใน 10 ของโลก เรามีสิ่งที่ดีในมืออยู่แล้วเราต้องหยิบมาใช้ ต่างประเทศยอมรับเราในจุดนี้แล้ว แล้วเราหยิบสิ่งนี้มาสร้างให้ดีที่สุด เราจะไปทำอะไรอย่างอื่นทำไม เราเอาวัตถุดิบที่มีประโยชน์มาผสมระหว่างความเป็นอีสต์กับเวสต์ให้ได้สิ่งที่ดีมากๆ ออกมา

ตอนนี้ออกานิก้ามี 3 ส่วน คือ โปรดักต์ ร้านอาหารออร์แกนิกเพื่อสุขภาพ และสปา โปรดักต์มีขายที่พารากอนมา 2 ปีแล้ว ริต้าอยากทำอะไรที่แปลกใหม่สำหรับเมืองไทย สร้างอะไรที่เมืองไทยไม่มี สปาโปรดักต์ไทยติด 1 ใน 10 ของโลก สปาไทยยังคงเป็นผู้นำในตลาดโลกที่ต่างชาติให้ความนิยมและเดินทางเข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก ริต้าอยากทำโกลบอลแบรนด์ ได้เล็งเห็นโอกาสในธุรกิจนี้ ก็ศึกษาล่วงหน้าก่อนจะเปิดแบรนด์นี้ มาถึงตอนนี้เรามองภาพใหญ่ เราต้องการสร้างแบรนด์ที่แข็งแรงเติบโตในอนาคต แต่ต้องเรียนรู้เยอะ ที่สำคัญที่สุดเน้นพัฒนาสินค้า เพราะกลุ่มลูกค้าเป็นเอบวก มาตรฐานของสินค้าบริการของเราต้องดีที่สุด”

 

ล่าสุดกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของออกานิก้า เฮ้าส์สปาระดับพรีเมียมและแฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกของแบรนด์ พร้อมร้านอาหารสุดลักซ์ชัวรี่ขึ้นกลางย่านธุรกิจ ในโครงการพิมาน 49 (สุขุมวิท 49) ปูพรมรุกสู่การเป็นผู้นำด้านการให้บริการ และผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกสปาอย่างเต็มตัว

“ผลิตภัณฑ์สปาและอโรมาเทอราปีของไทยนั้นเป็นที่ยอมรับในตลาดสากลอยู่แล้ว ทั้งเรื่องกลิ่น วัตถุดิบ กรรมวิธีการผลิต และคุณภาพ จนเป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมติดอันดับของโลก แล้วเทรนด์ความนิยมของโลกหันมาใส่ใจการดูแลสุขภาพและความงามจากธรรมชาติมากขึ้น ริต้าจึงเปิดแฟล็กชิปสโตร์ พร้อมกับสปาและร้านอาหารที่เน้นการให้บริการแบบลักซ์ชัวรี่ทุกขั้นตอน ที่เลือกทำเลในซอยสุขุมวิท 49 เพราะเป็นย่านที่ลูกค้ามีกำลังซื้อสูง มีชาวต่างชาติพักอาศัยจำนวนมาก คาดว่าน่าจะได้รับการตอบรับค่อนข้างดีจากกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ทั้งชาวไทยและต่างชาติ”

เป็นน้องใหม่ในแวดวงธุรกิจสปาไทย แต่ศรีริต้าก็ชัดเจนในแนวทางของตัวเอง ไม่ได้มองว่าต้องมาแข่งกันเองกับผลิตภัณฑ์ในไทย แต่เป้าหมายที่เธอต้องการทำคือ สร้างแบรนด์ของไทยให้เป็นที่จดจำและต้องการในระดับสากล โดยชูความเป็น “ออร์แกนิก”

“เราชูความเป็นออร์แกนิก และกลิ่นของเอสเซนเชียล ออยล์ ที่สกัดจากธรรมชาติจริงๆ ไม่ใช้กลิ่นที่มาจากสารเคมี เรามี Organic Brown Sugar Scrub ที่อ่อนโยนต่อผิวบอบบาง จนได้รับรางวัล The Winner Best Eco-Friendly จาก Marie Claire Best Beauty 2015 หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์เทียนสปาซึ่งเป็นซิกเนเจอร์โปรดักต์ ก็ผลิตจากถั่วเหลือง 100% กลิ่นควันไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แล้วยังนำน้ำมันเทียนมาใช้เป็นน้ำมันบำรุงผิวเพื่อนวดผ่อนคลายได้ด้วย

ในการทำธุรกิจ ด้านคุณภาพสำคัญมาก ตอนนี้ต่างประเทศสั่งซื้อสินค้าเราตลอดเวลา กลุ่มลูกค้าต่างชาติที่ชื่นชอบผลิตภัณฑ์ของเรามีอยู่ค่อนข้างเยอะมาก ทั้งสิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลี จีน ดูไบ รวมไปถึงอินเดีย และสนใจเอาแบรนด์เราไปขาย มีหลายประเทศสนใจติดต่อเข้ามาในเชิงธุรกิจ อย่างประเทศฝรั่งเศสก็มี แต่สิ่งที่ริต้าโฟกัสในตอนนี้คือการทำแบรนด์ในประเทศไทยให้แข็งแรง และทำโครงสร้างธุรกิจให้แข็งแรงอย่างยั่งยืน

 

ไม่อยากเป็นโฮลเซลส์ แต่เราอยากไปแบบโกลบอลแบรนด์ ไปแบบนั้นต้องมีพาร์ตเนอร์ ต้องมีการดีล ต้องลองเทอม เราอยากชัวร์ว่า แพ็กเกจรูปร่างหน้าตาเป็นแบบที่เราต้องการไหม อยู่ในสถานที่ที่เราอยากให้อยู่ด้วย เพราะอิมเมจของแบรนด์ดิ้งสำคัญ มีคนสนใจเข้ามาเรื่อยๆ การที่เราจะคุยกับใครได้ลงตัวมันเรื่องใหญ่มาก ซึ่งเราได้ศึกษาช่องทาง ตลอดจนเข้าไปพูดคุยกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศแล้ว และยังมีการทำโรดโชว์ในแต่ละประเทศด้วย โดยตั้งเป้าไว้ว่าในปีหน้าเราจะมุ่งสู่ตลาดต่างประเทศอย่างเต็มตัว”

เชื่อมั่นแล้วพลาดดีกว่าไม่ลงมือทำ

ก่อนที่จะก้าวไกลในระดับโลก เป้าหมายอันใกล้ของศรีริต้าคือนำผลิตภัณฑ์ เทียนหอม รูมสเปรย์ สบู่ โลชั่น แชมพู ครีมนวด แฮนด์ครีม บอดี้สครับ และผลิตภัณฑ์ชา เข้าสู่โรงแรมระดับไฮแอนด์มากขึ้น ซึ่งเป็นการเน้นสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งภายในประเทศก่อน

“ตอนนี้เราเข้าศรีพันวาภูเก็ตมาได้ 1 ปีแล้ว และเราจะไปอีกหลายโรงแรม ให้คนได้ใช้ได้ชื่นชอบของเราจริงๆ ริต้าซีเรียสมากๆ กับการเติบโตอย่างมั่นคง อุปสรรคมีเยอะมาก แต่การหาของที่ดีที่สุดมาทำโปรดักต์ ริต้าให้ความสำคัญมาก และเราต้องการพัฒนาตลอด ที่ทำมาตลอด 3 ปี มีล้มลุกคลุกคลานบ้าง แต่มายด์เซตเราจะเปลี่ยนไป เราจะมองปัญหาไม่ใช่ปัญหา เราจะมองเป็นธรรมชาติ เป็นเรื่องที่สามารถแก้ได้ เกิดได้ทุกวัน เกิดก็แก้ได้ริต้ามีมายด์เซตที่สตรองมากตอนนี้”

ภาพของนักแสดงมาลุยงานธุรกิจมักจะถูกกังขาว่า ต้องมีหุ้นส่วนมือฉมังช่วยพยุง หรือร้ายหน่อยก็หุ้นลมเอาแค่ชื่อมาเอี่ยวแต่ไม่ได้ลงแรงลงความรู้ใดๆ หากสำหรับศรีริต้า ออกานิก้าคือธุรกิจที่เธอสร้างมากับมือตั้งแต่ต้น

“ริต้าไม่มีพาร์ตเนอร์ แล้วหาทีมรีครูตเข้ามา ปรัชญาของแบรนด์คืออะไร เราต้องถ่ายทอดทุกอย่าง ระหว่างทางสร้างแบรนด์มีปัญหามาตลอด เพราะไม่ได้จ้างบริษัทอื่นมาทำโปรดักต์ให้หมด แต่จุดเริ่มต้นมาจากเราทำเองหมด ถึงวันนี้คิดว่ามันแข็งแรงมาก เราเลยตั้งใจทุ่มงบการตลาด เพื่อผลักดันแบรนด์ แต่ในเรื่องของพาร์ตเนอร์ ถ้าวันหนึ่งจะไปในระดับโกลบอล พาร์ตเนอร์ต้องมีแน่นอน แต่ในเมืองไทยริต้าถือคนเดียว

 

ริต้าไม่ได้คิดแบบว่า เธอเก่งด้านดีไซน์มาช่วยหน่อย เธอเก่งด้านการตลาดมาช่วยหน่อย ริต้าดูเองหมด ริต้าเชื่อว่าคนเราสามารถเป็นคนเก่งได้เสมอถ้าเราเรียนรู้ ถ้าเราไม่เข้าใจการตลาดเราก็ศึกษาการทำตลาด ถ้าเราไม่เข้าใจการทำแบรนด์ดิ้งก็เรียนรู้ด้านการทำแบรนด์ดิ้ง เราไม่เข้าใจด้านการเงินก็เรียนรู้ด้านการเงิน ริต้าเชื่อว่าสมองของคนเนี่ยมันไม่มีลิมิต สมองของคนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา สามารถพัฒนาได้ตลอดเวลา ริต้าเชื่อจริงๆ ค่ะ เหมือน 3 ปีที่เราทำมา ไอ้ที่ไม่รู้วันนั้นวันนี้ก็ได้รู้ รู้ทั้งทำผิดทำถูกบ้างมีหมดค่ะ มันมีทุกอย่างแต่ว่าถ้าเราไม่ทำเราไม่ลองเราไม่เสี่ยงเราไม่เชื่อมั่น เราเชื่อมั่นแล้วเราทำนี่แล้วเราพลาดยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”

เลือกทำในสิ่งที่ชอบและคิดว่าดีที่สุด จะสนุกเรียนรู้และทำ “ทั้งสปาและร้านอาหารสุขภาพมันเป็นไลฟ์สไตล์ริต้า ริต้ารักธรรมชาติ รักต้นไม้ แล้วเรารู้สึกว่าเนี่ยเราอยากให้สิ่งนี้เข้ามาให้คนไทยสัมผัสใจกลางเมืองสุขุมวิท มีที่ที่เขารู้สึกว่าได้รีแลกซ์ คือไลฟ์สไตล์ของริต้า ถ้าให้ริต้าเลือกว่าเอาเพชรมาใส่คอ หรือเอาดอกกุหลาบที่วางบนโต๊ะ ริต้าเลือกเอากุหลาบที่วางบนโต๊ะ รู้สึกว่าความเป็นธรรมชาติอยู่ในหัวใจของริต้า ริต้าว่าถ้าเลือกเอากุหลาบทุกคนได้เอนจอยกับกุหลาบได้รับความสวยงามของธรรมชาติ เพราะทุกคนเกิดมาจากธรรมชาติ

เราอาจโดนสังคมมายด์เซตให้เป็นนั่นเป็นนู่นเป็นนี่ แต่ในที่สุดแล้วริต้าเชื่อว่าไลฟ์สไตล์ของริต้าคือธรรมชาติ ริต้าถึงตั้งชื่อว่าออกานิก้า ออกานิก้าเนเชอรัลออร์แกนิกเสมอ ไม่ว่าจะยังไงก็เป็นแบบนี้เสมอ ไม่ว่าจะในเรื่องของการกินดี กินอาหารเฮลท์ตี้ อาหารที่มาจากธรรมชาติ ทุกอย่างมันคล้องกันไปหมด ก่อนที่จะมีร้านเราไปกินร้านคนอื่นมาก่อน ริต้าเดินทางทั่วโลก อาหารก็ได้รับแรงบันดาลใจจากต่างประเทศบ้าง เออเขากินแบบนี้มันน่าสนใจมันอร่อยมันเฮลท์ตี้ เราก็เลยเอามาให้คนไทยสัมผัสค่ะ”

ก่อนที่ริต้าจะพาแบรนด์ออกานิก้ามาถึงทุกวันนี้ เธอผ่านการเรียนรู้ ลองถูกลองผิดมาด้วยตัวเอง เธอไม่เคยถอดใจ เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพที่ตัวเองมี ที่สำคัญเธอได้ตั้งใจและศึกษาเต็มที่แล้ว

“ก่อนเราทำอะไรเราต้องศึกษาอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามต้องศึกษาตลาดสำคัญมากๆ ศึกษาโปรดักต์ของเราเองว่าจุดแข็งของโปรดักต์มันแตกต่างจากตลาดยังไง ศึกษาคู่แข่งแล้วสิ่งสำคัญนี่จะทำอะไรก็ตามเราต้องหยิบยื่นสิ่งที่ตลาดยังไม่มีออกมาให้ได้ แล้วก็ทำอะไรก็ต้องทำเต็มที่

ริต้าเชื่อในด้านการศึกษาและเรื่องการรีเสิร์ชมาก และริต้าเชื่อในศักยภาพของคนไทย ริต้าเชื่อว่าคนไทยเก่งมากๆ แล้วก็มีนักธุรกิจที่เก่งแล้วริต้ายอมรับหลายคนเลย แล้วริต้ารู้สึกเทิดทูนและยอมรับเป็นเหมือนแม่แบบ แล้วริต้ามั่นใจว่าคนไทยเจเนอเรชั่นใหม่เนี่ยก็สามารถทำอะไรดีๆ เช่น พี่ยิ่ง (สรพจน์เตชะไกรศรี) ที่เขาทำตึกมหานคร อีกคนปลาวาฬ(วรสิทธิ์ อิสสระ) ศรีพันวา เป็นอีกคนหนึ่งที่ริต้ารู้สึกว่าเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง เขามีแพสชั่น แล้วเขาทำจริงทำเต็มที่ ลงมาดูรายละเอียดทุกอย่างที่ทำ”

ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และการบริการที่พิเศษที่สุด ศรีริต้าจึงคาดหวังว่าออกานิก้าจะเติบโตอย่างแข็งแรงในประเทศไทย และก้าวไปไกลอย่างยั่งยืนเป็นอโรมาเทอราปีสปาบำบัดสัญชาติไทยซึ่งเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก และสร้างความภาคภูมิใจให้กับธุรกิจสปาไทยในอนาคต

 

แซม วิทเธอร์ส ดีเจหนุ่ม กับจังหวะที่เร้าใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/463152

แซม วิทเธอร์ส ดีเจหนุ่ม กับจังหวะที่เร้าใจ

โดย…โยธิน อยู่จงดี

หนุ่มหล่อชาวออสซี่คนนี้ เคยทำให้ฮอลล์สั่นสะท้านด้วยจังหวะตื๊ดๆ สะกิดสายย่อให้ออกท่าออกทางในฐานะดีเจดาวรุ่งระดับโลก และเขย่าหัวใจสาวๆ ในฐานะนายแบบให้กับแบรนด์สินค้าดังในนิวยอร์ก เขาคือ แซม วิทเธอร์ส ดีเจหนุ่มที่มีคิวมาร่วมงาน “เดอะ มิวสิค รันบาย เอไอเอ ไวทัลลิตี้” ซึ่งกำลังจะจัดขึ้นที่ประเทศไทยในเร็วๆ นี้

ก้าวแรกของการเป็นดีเจ

“สมัยผมยังเป็นวัยรุ่นที่เมลเบิร์น เพื่อนของผมเล่นดนตรีอยู่ในไนต์คลับ และผมก็ได้มีโอกาสไปดูเพื่อนแสดง ซึ่งทำให้ผมเห็นว่าดีเจสามารถพาคุณเดินทางสู่อีกโลกได้โดยอาศัยพลังแห่งเสียงเพลง และทำให้คุณรู้สึกถึงบางสิ่งที่พิเศษไม่เหมือนใคร ซึ่งทำให้ผมได้เห็นถึงการนำพลังแห่งดนตรีมาใช้เชื่อมโยงอารมณ์ของผู้คนเข้าด้วยกัน

ผมรู้ในทันทีว่าผมอยากเป็นดีเจเพื่อใช้ดนตรีในการส่งต่อความสุขและความรื่นรมย์แก่เพื่อนมนุษย์ ผมจึงเริ่มฝึกฝนและตั้งใจเรียนรู้ทุกแนวดนตรี ทุกวันนี้ผมเป็นดีเจอาชีพมาได้ 5 ปีแล้ว ฟังดนตรีทุกแนว อัพเดทเพลงใหม่อย่างต่อเนื่อง แล้วเริ่มสมัครเป็นดีเจในไนต์คลับทั่วโกลด์โคสต์ และผมก็โชคดีมากที่ได้รับเข้าเป็นดีเจในคลับแห่งหนึ่ง คืนแรกที่ผมได้เปิดเพลงในฐานะดีเจ มันทำให้ผมมีความสุขมาก ผมสนุกที่ได้ทำสิ่งที่ผมรัก ส่วนผู้คนที่ฟังก็สนุกและเพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงของผม

ต่อจากที่ได้เป็นดีเจเต็มตัวจนมีประสบการณ์และเป็นที่รู้จักในวงการไนต์คลับในโกลด์โคสต์จนอยู่ตัว ผมจึงเริ่มพัฒนาเสริมประสบการณ์ตัวเอง เจาะลึกด้านการผลิตเพลง โดยเริ่มจากการนำเพลงของศิลปินโปรดที่ผมชอบมามิกซ์เพื่อสร้างสไตล์ในแบบเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น Tiésto, Martin Garrix และ Alesso รวมถึงการครีเอทเพลงของตัวเองอีกมากมาย โดยในปี ค.ศ. 2014 ผมร่วมผลิตผลงานเพลงกับ นาเดีย อาลี เปิดตัวเป็นอัลบั้มแรก ‘I Don’t Know Who You Are’ และกลายเป็นผลงานสุดฮิต พุ่งขึ้นชาร์ต iTunes Top 50 Dance อย่างรวดเร็ว รวมถึงในปีเดียวกัน ผมยังได้ร่วมแสดงกับศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลกมากมาย อาทิ ดีเจฮาร์ดเวล ดีเจมาร์ติน คาร์ริตเซิน และดีเจฮาวานา บราวน์ ในงานดนตรี Summer XXXX Music Festival, Christmas Dash Festival, Fabrique และ GH ล่าสุดได้ไปร่วมแสดงในงานดนตรีชั้นนำหลายแห่งในสหรัฐ

จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว ผมได้รับการติดต่อจาก เดอะ มิวสิค รันและถามว่าผมต้องการมาร่วมเปิดการแสดงดนตรีในงานที่จะตระเวนจัดในเอเชียหรือไม่ ซึ่งผมเคยเห็นมาแล้วว่า งานเดอะ มิวสิค รัน มีชื่อเสียงในระดับโลกมากแค่ไหน แน่นอน ผมกระโจนใส่โอกาสนั้นทันที งานเดอะ มิวสิค รัน ครั้งแรกของผมคือที่กรุงมะนิลา เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว และการได้แสดงเปิดแผ่นต่อหน้าผู้คนมากกว่าหมื่นคน นับเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมที่สุดในชีวิตของผมเลยทีเดียว”

แค่รู้จักเพลงยังไม่พอ

“ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ยังคิดว่าดีเจนั้นเป็นงานง่ายๆ แต่จริงๆ แล้วเป็นงานที่รายละเอียดเยอะมาก ผมต้องใช้เวลานานมากในการพัฒนาสไตล์ดนตรีของตัวเอง และต้องขัดเกลาทักษะการแสดงให้สมบูรณ์แบบ โดยหลังผมทำงานประจำ ผมใช้เวลาช่วงกลางคืนส่วนใหญ่นั่งอยู่ในห้องนอน

ฟังเพลงหลายๆ แนวและมักบันทึกเพลงต่างๆ จัดกลุ่มในแนวดนตรีที่แตกต่างไว้ อารมณ์ในบางช่วงก็อยากฟังแนวร็อก ป๊อป โอลด์สกูล ฮิปฮอป และแดนซ์ เหมือนคุณวิ่งไปในงานเดอะ มิวสิค รัน วิ่งไปผ่านทั้ง 5 โซน อารมณ์ความสนุกก็จะแตกต่างกันไป (หัวเราะ) อาจเป็นเพราะผมเป็นคนไม่ชอบฟังเพลงเดิมซ้ำๆ กันนานๆ ดังนั้นการเลือกรายชื่อเพลงของผมให้น่าสนใจ ผมจึงต้องฟังเพลงหลากหลายแนวเข้าไว้

เพลงที่ผมชอบตอนนี้ก็มีเพลง Faded ของ Alan Walker, Closer ของ The Chainsmokers และ Let Me Love You ของ Justin Bieber ซึ่ง 3 เพลงนี้ทำให้ผมรู้สึกสนุกได้ตลอด ผมท้าให้คุณฟังเพลงเหล่านี้แล้วลองทำเป็นว่าไม่รู้สึกคึกคักเลย ว่าคุณจะทำได้รึเปล่า ซึ่งแน่นอนครับ ผมจะเล่นเพลงเหล่านี้ด้วยในงานเดอะ มิวสิค รัน บาย เอไอเอ ไวทัลลิตี้ เพราะสิ่งที่ดีเจทุกคนต้องทำก็คือมีชุดเล่นเพลงที่สามารถงัดผู้คนให้ออกมาแสดงความสนุกได้

แต่ผมจะพยายามเลี่ยงความคิดในแง่ลบ ว่าชุดเพลงของเราดีกว่าเพลงของคนดีเจคนอื่นๆ แต่ผมจะคิดขอบคุณในทุกเพลงของศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานนั้นออกมาให้เราได้ฟัง ผมเชื่อว่าแต่ละเพลงมีคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ดังนั้นจึงไม่มีเพลงไหนที่ผมไม่ชอบจริงๆ เวลามีคนมาขอให้เปิดเพลงนั้นเพลงนี้ ผมจะตามใจเขาตลอด ถ้าไม่เป็นอะไรที่บ้ามากเกินไป ซึ่งขอบอกว่าผมเคยมีคนมาถึงบูธดีเจและขอให้ผมเล่นเพลงธีมโปเกมอน (แซมเล่าพลางหัวเราะร่าเริง)

แต่เคล็ดลับในการเล่นเพลงของผมคือ ผมจะต้องเปิด 2 เพลงที่เลือกว่าจะเล่น เปิดซ้ำไปซ้ำมา เที่ยวแล้วเที่ยวเล่า จนกระทั่งผมสามารถจินตนาการถึงจังหวะการเปลี่ยนจากเพลงหนึ่งไปอีกเพลงหนึ่งได้อย่างราบรื่น และต้องฝึกฝนจนกว่าจะชำนาญ”

ทำสิ่งที่รักแล้วทุกอย่างจะดีเอง

นอกจากงานดีเจที่เขารักแล้ว ก็ยังมีงานนายแบบที่ทำให้เขาต้องดูแลตัวเองอย่างดี สำหรับงานนี้ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักสำหรับคนทำงานกลางคืน ที่ต้องดูแลสุขภาพร่างกายให้ดูดีอยู่เสมอ

แซม เล่าต่อว่า หลังจากทำงานเป็นดีเจไม่นานนัก ก็เริ่มมีแมวมองชักชวนและเซ็นสัญญากับเอเยนซีในเมลเบิร์น การเป็นนายแบบทำให้เขาได้รับโอกาสเดินทางไปนิวยอร์ก ลอสแองเจลิส และสิงคโปร์ ภาพผลงานของเขาถูกใช้ในแบรนด์ชื่อดัง ได้เปิดโลกใหม่ๆ ที่เขาไม่เคยได้รู้จักและเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับงานที่เขาทำ นอกจากทุ่มเทเพื่องานดนตรีแล้ว เขายังต้องให้ความสำคัญการออกกำลังกายอย่างมาก

“ในแต่ละวันผมเริ่มจากทำสิ่งที่ตัวเองรัก ผมชื่นชอบเสียงเพลง โดยงานดีเจเป็นตอนกลางคืน ส่วนใหญ่เพื่อนๆ ก็จะมาพบปะกันที่คลับที่ผมเป็นดีเจ มันเลยกลายเป็นการผสมผสานชีวิตส่วนตัวกับการทำงานได้อย่างลงตัว แต่เวลาว่างที่เหลือว่างตอนกลางวัน ผมจะจัดไว้สำหรับการออกกำลังกาย และรับงานถ่ายแบบที่ผมชื่นชอบอีกด้วย

ผมไปยิมประมาณ 4-5 ครั้ง/สัปดาห์ ผมถือคติว่าคุณมีร่างกายเดียวที่ต้องใช้ไปตลอดชีวิต ดังนั้นจึงต้องดูแลร่างกายให้ดีที่สุด การรับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ฉะนั้นเวลาที่ผมเดินทาง มันเป็นเรื่องยากที่จะดูแลเรื่องอาหารการกินให้เหมาะสม แต่ถ้าคุณจัดสรรเวลาและพยายามมากขึ้น มันก็จะง่ายขึ้นเอง แต่แน่นอนว่าผมก็มีตามใจตัวเองในการรับประทานบ้าง แต่ก็ต้องไม่มากจนเกินความพอดี

ผมชอบออกกำลังกายแบบ High Intensity Training (HIT) เพราะเมื่อคุณออกกำลังกายในระดับเข้มข้น อัตราการเต้นหัวใจของคุณจะสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยเผาผลาญไขมันและเสริมสร้างกล้ามเนื้อในเวลาเดียวกัน ความสำคัญของการออกกำลังกายให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แถมยังสนุกอีกด้วย

แต่ถ้าวันไหนที่ผมรู้สึกว่าอยากจะพัก ผมจะเลือกหนีความวุ่นวายของสังคมเมืองไปเที่ยวในแถบชนบท หรือการขี่มอเตอร์ไซค์ท่องเที่ยว การได้กลับไปเยี่ยมบ้านท่ามกลางธรรมชาติในออสเตรเลียสัก 2 วัน ช่วยเติมความสดชื่นจากการเดินทางที่เหนื่อยล้าของผมได้ดีมาก ผมรู้ว่าการได้ใช้ชีวิตทำในสิ่งที่ตนเองรักนั้นเป็นเรื่องสนุกและน่าหลงใหลมากทีเดียว”

แซมทิ้งท้ายว่า ปรัชญาในการใช้ชีวิตของเขาจะคิดถึง 3 สิ่งที่ทำแล้วมีความสุข ได้แก่ ดนตรี การสังสรรค์ และไลฟ์สไตล์เพื่อการมีสุขภาพที่ดี ทำชีวิตให้มีความกระปรี้กระเปร่าตลอดเวลา ค้นหาแนวทางผสานความมีไลฟ์สไตล์ที่สมดุล อย่าลืมการออกกำลังกายซึ่งเป็นส่วนสำคัญมากในชีวิต และที่สำคัญจงอย่าหยุดพัฒนาตัวเอง พยายามมองหาการผจญภัยใหม่ๆ และพัฒนาตัวเอง เพิ่มเติมความรู้ และดูแลรูปร่างหน้าตาอยู่เสมอ ทั้งหมดนี้ได้สะท้อนความสำเร็จในการใช้ชีวิตของดีเจหนุ่มดีกรีนายแบบระดับอินเตอร์ผู้นี้เป็นอย่างดี

 

อรุษ นวราช ถอดบทเรียนสามพรานโมเดล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤศจิกายน 2559 เวลา 18:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/463090

อรุษ นวราช ถอดบทเรียนสามพรานโมเดล

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

สามพรานโมเดลหนึ่งในโมเดลเกษตรอินทรีย์ที่กล่าวขาน วันนี้กับความสำเร็จของการผลักดันเกษตรกรในพื้นที่ให้เข้าร่วมอินทรีย์วิถี พร้อมๆ กับการปลุกปั้นเครือข่ายเพื่อรองรับ ไม่ใช่เรื่องง่าย หากเบื้องหลังคือความมุ่งมั่นตั้งใจ อรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการ บริษัท สามพราน ริเวอร์ไซด์ กับระยะเวลา 6 ปี ที่ล้มและลุกของ “สามพรานโมเดล” ชุมชนเกษตรอินทรีย์ที่ถ้าเจอปัญหาแล้วจะวิ่งเข้าใส่

หนึ่งในทายาทตระกูลดัง บุตรชายคนโตของ บวร นวราช และสุชาดา ยุวบูรณ์ เจ้าของโรงแรมเก่าแก่อันเป็นตำนาน “สวนสามพราน” ต่อมาคือสามพราน ริเวอร์ไซด์ อรุษจบการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทด้านวิศวกรรมเคมีที่ Imperial College of Science, Technology and Medicine, London University จนในปี 2548 ได้รับมอบหมายจากครอบครัว “ยุวบูรณ์” ให้สืบทอดกิจการโรงแรม เข้ารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ สามพราน ริเวอร์ไซด์ และเลขาธิการมูลนิธิสังคมสุขใจ บริหารกิจการโรงแรมควบคู่กับการดำเนินโครงการสามพรานโมเดล

“เราเพิ่งกลับจากเวอร์มอนท์ สหรัฐอเมริกา สามพรานโมเดลเดินทางไปที่นั่นตามคำเชิญของกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมงานสัมมนาใหญ่ของกลุ่ม G77 องค์กรความร่วมมือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เพื่อแบ่งปันเรื่องราวของวิถีเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย”

อรุษเล่าว่า ต่างประเทศให้ความสนใจมากเรื่องเกษตรอินทรีย์และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กรณีของสามพรานโมเดล ต้นแบบคือชุมชนวิถีเกษตรเพื่อความยั่งยืน โดยอิงกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจเพื่อความพอเพียง นำมาปรับใช้ในทางปฏิบัติ ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ คืบ ล้มแล้วลุก ลุกแล้วล้ม สานต่อจากเล็กจนใหญ่ เกิดเป็นเน็ตเวิร์ก หรือเครือข่าย รองรับการขับเคลื่อนในเชิงธุรกิจ

“เรามักได้ยินได้ฟังหรือคุ้นเคยกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในแบบที่เป็นทฤษฎี หรือถ้าเป็นภาคปฏิบัติก็มักเป็นการดำเนินการแบบเดี่ยวๆ ทำแบบเฉพาะตน คนเดียวหรือรวมกลุ่มกันเล็กๆ แต่ที่สามพรานโมเดล เรานำหลักการมาปรับใช้ในทางปฏิบัติจนกลายเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ ขับเคลื่อนด้วยตัวของมันเองภายใต้กลไกทางธุรกิจ”

 

 

เครือข่ายคือหัวใจหลัก ประกอบด้วย การรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตในพื้นที่ การตลาด ผู้บริโภค ส่วนราชการและภาคเอกชนรวมทั้งมหาวิทยาลัยที่สนับสนุนงานด้านวิชาการ ทั้งหมดตั้งอยู่บนพื้นฐานของธุรกิจที่เป็นธรรม อรุษเล่าว่า สังคมดีขึ้นเพราะการรวมกลุ่ม เรื่องของเกษตรอินทรีย์ไม่เพียงตอบโจทย์เรื่องอาหารปลอดภัย แต่ตอบโจทย์ในทุกด้าน ทั้งปัญหาสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาด้านการสาธารณสุข

หัวหน้าโครงการสามพรานโมเดลเล่าต่อไปว่า ต้นทุนของเกษตรกรในโครงการเดิมจากที่เคยใช้สารเคมีในการปลูกพืชทำแปลง ต้นทุนต่อไร่สูงมาก ทันทีที่เปลี่ยนมาใช้วิธีเกษตรอินทรีย์ต้นทุนลดลง 50-70% สุขภาพก็ดีขึ้นทันตาเห็น เนื่องจากไม่มีสารเคมีตกค้างในร่างกายอีก ขณะที่การรวมกลุ่มของเกษตรกรอินทรีย์ในพื้นที่ยังช่วยสนับสนุนซึ่งกันและกันทั้งข้อมูลและการตลาด ต่างคนต่างแข็งแรงขึ้น พึ่งตัวเองได้ เมื่อเกษตรกรพึ่งตัวเองได้ ก็ไม่แปลกที่ทุกคนจะพร้อมช่วยเหลือสังคมชุมชนต่อไป

“อาหารสำคัญ เพราะมนุษย์ทุกคนต้องกิน เราเองในฐานะผู้บริโภคก็อยู่ในห่วงโซ่อาหารนี้ด้วย ถ้าอาหารไม่ปลอดภัย เราก็ไม่ปลอดภัย ถ้าห่วงโซ่อาหารไม่สมดุล เราก็ไม่สมดุล”

จะแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัยของอาหาร จึงต้องมองภาพใหญ่และแก้ทั้งระบบ ผ่านการเชื่อมโยงระหว่างผู้ปลูกผู้บริโภค และความเข้าใจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเรื่อง 3 ห่วง 2 เงื่อนไข เมื่อก่อนเคยแต่ได้ยิน แต่ไม่เคยซึมซับลึกซึ้ง หากเมื่อมาดำเนินโครงการสามพรานโมเดล ก็เริ่มเข้าใจและมั่นใจว่าเราเริ่มจากจุดที่ถูกต้อง เกษตรอินทรีย์คือคำตอบของสังคมไทยและอาจจะของโลกด้วย

อรุษ กล่าวด้วยว่า ต่างประเทศตื่นตัวเรื่องเกษตรอินทรีย์มานานนับสิบปี แต่เพราะจำนวนเกษตรกรน้อย โดยจำนวนเกษตรกรคิดเป็นสัดส่วนต่อประชากรถือว่าน้อยมาก ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา เกษตรกรคิดเป็น 1-2% ของจำนวนประชากรเท่านั้น เพราะฉะนั้นมองไปข้างหน้าก็ขยายผลลำบาก เปรียบเทียบกับไทยแม้จะเพิ่งตื่นตัวเรื่องเกษตรอินทรีย์ หากมีความเป็นไปได้สูงกว่า เนื่องจากจำนวนเกษตรกรมีถึง 35% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ค่าแรงงานก็ยังถูก การไม่พึ่งพาสารเคมีจึงมีความเป็นไปได้มากกว่า และโอกาสในทางธุรกิจก็ดีกว่าด้วย

“เปรียบเทียบกันแล้ว เกษตรอินทรีย์ในไทยมีโอกาสสูงกว่าต่างประเทศมาก”

ปัจจุบันเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ที่สามพราน จ.นครปฐม มีจำนวน 11 กลุ่มเกษตรกร ส่วนใหญ่จำนวน 8 กลุ่ม อยู่ใน จ.นครปฐม ผลผลิตเกือบทั้งหมดขายตรงให้โรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ และขายตรงผู้บริโภคที่ตลาดสุขใจ จ.นครปฐม รวมทั้งตลาดสุขใจสัญจรที่กรุงเทพฯ เดือนละ 1-2 ครั้ง มีเกษตรกรบางส่วนที่จัดจำหน่ายตลาดส่งออกได้ด้วย นับว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการที่เกษตรกรจะยั่งยืนอยู่ได้

ความสามารถในการพึ่งตนเองของเกษตรกร หมายถึงการพึ่งพาปัจจัยภายนอกน้อยลงไปจนถึงการไม่พึ่งพาปัจจัยภายนอกเลยตั้งแต่การพึ่งพาสารเคมี การพึ่งพาคนกลาง และการพึ่งพาภาครัฐในการประกันราคาพืชผล คือการหยัดยืนและความภาคภูมิในตัวของตัวเอง ซึ่งเป็นมากกว่าอะไรทั้งหมด วิถีอินทรีย์ตอบโจทย์ในทุกด้านของเกษตรกร ทั้งชีวิตความเป็นอยู่ ทั้งเศรษฐกิจ ทั้งสังคมและสุขภาพ เมื่อผู้ผลิตแข็งแรง ผู้บริโภคก็แข็งแรง

อรุษ กล่าวต่อไปว่า เร็วๆ นี้ มูลนิธิสังคมสุขใจจะได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ถอดบทเรียน 360 องศา เรียนรู้ 6 ปี การดำเนินโครงการสามพรานโมเดล โดยจะเป็นการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการรวม 1 ปี ศึกษาผลกระทบและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็จะเป็นองค์ความรู้ในการต่อยอดการดำเนินโครงการเกษตรอินทรีย์ในไทยต่อไป

“ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานที่สนใจเข้ามาศึกษาโมเดลเกษตรอินทรีย์ของเรา ไม่ว่าจะเป็น จ.เชียงราย เลย นครสวรรค์ นครศรีธรรมราช และอีกมาก เริ่มต้นนั้นยากแน่ คำแนะนำของผมคือ ปัญหาเราเจออยู่แล้ว แต่ให้สร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน”

อรุษบอกว่า สามพรานโมเดลอาจไม่ได้ตอบปัญหาเรื่องชุมชนเกษตรอินทรีย์ได้ทั้งหมด เขาเองก็ยังต้องเรียนรู้ต่อไป อย่างไรก็ตาม มาถึงวันนี้คือความมั่นใจว่ามาถูกทาง ประกอบด้วยการลองผิดลองถูก และแก้ปัญหาไปเรื่อยๆ กระทั่งว่าปัญหาไม่ได้เป็นปัญหาอีกต่อไปและเราจะวิ่งเข้าใส่ เพราะรู้ว่าคือเรื่องธรรมดาในการสร้างความเปลี่ยนแปลง

เรียนจบด้านวิศวกรรมเคมี แต่ชีวิตกำลังมุ่งไปทิศที่ตรงกันข้าม สารเคมีตกค้างในผักผลไม้ส่งผลเสียต่อสุขภาพ การสะสมในร่างกายทำให้เกิดโรคภัย วิธีที่ดีที่สุดคือการไม่กินมันเข้าไป นับหนึ่งแล้วต่อยอดมาเรื่อยๆ ไลฟ์สไตล์คือการทำงานกับชีวิตส่วนตัวที่สอดคล้องไปด้วยกัน เวลาว่างนอกเหนือจากงานคือการออกกำลังกาย ถ้าพอมีเวลาก็จะเอื้อมมือไปหยิบรองเท้ากีฬาที่หลังรถแล้วออกวิ่ง ได้เหงื่อบ้างไม่ได้เหงื่อบ้าง (ฮา) ช่วงเที่ยงพยายามเล่นโยคะ ซึ่งช่วยให้หัวแล่นและได้ไอเดียดีๆ กลับมาทำงานในช่วงบ่ายเสมอ

นอกจากนี้ คือความสนใจในหลักธรรม อรุษบอกว่าเขาสนใจธรรมะแท้ๆ หมายถึงธรรมะแบบไม่เข้าวัด ชอบและสนใจหลักพุทธปรัชญา ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่าสอดคล้องกับการทำเกษตรอินทรีย์ นั่นคือความสมดุล การใช้ชีวิตที่สมดุลนั่นเองที่จะตอบโจทย์ของมนุษย์ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม การใช้ชีวิต และอาหาร ทุกอย่างต้องสมดุล ชีวิตถึงจะเข้าสู่ร่องรอยหรือเป็นปกติสุข

“วิถีของเกษตรอินทรีย์คือธรรมะภาคปฏิบัติสำหรับผม ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมองภาพรวม มองให้เห็นภาพใหญ่ ถ้ามองแยกเป็นอย่างๆ เราไม่มีทางสมดุล เราไม่มีทางแก้ปัญหาได้ อย่างเช่นเรื่องอาหาร ถ้าผู้ผลิตมีสารตกค้างในกระแสเลือด เกษตรกรเป็นมะเร็งเพราะสารเคมี ผู้บริโภคจะรอดหรือ”

การถอดบทเรียนโครงการสามพรานโมเดลที่กำลังจะเกิดขึ้น หวังใจว่าจะสามารถตอบโจทย์คนในพื้นที่ ตอบโจทย์ธุรกิจและตอบโจทย์สังคมภายนอก เป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อนาคตของชุมชนเกษตรอินทรีย์แห่งนี้คงดีไม่น้อยถ้าต่อไปจะพัฒนาเป็น “สโมสร” ที่ทุกคนได้เข้ามาเรียนรู้ รวมทั้งสามพรานโมเดลเองที่ก็จะต้องร่วมเรียนรู้บทเรียนด้วย เพราะบทเรียนไม่มีวันจบสิ้น

มองไปข้างหน้ากับเกษตรอินทรีย์ในสังคมไทย อรุษตอบว่าสังคมของผู้ปลูกและผู้บริโภคจะขยายใหญ่ขึ้น ศูนย์เรียนรู้และบทเรียนจากโครงการ 360 องศาจะทำให้เกิดความชัดเจน ขณะที่สังคมก็จะตื่นรู้
ในวิถีอินทรีย์มากขึ้น ชีวิตคืนสู่สมดุลในทุกด้าน คนทุกคนสามารถเลือกได้ เพราะเราทุกคนคือผู้เลือก สำคัญว่าเราพร้อมหรือไม่ที่จะเปลี่ยนแปลง เราขวนขวายและเราพยายามมากพอเพื่อผลของมันหรือไม่

สำหรับชีวิตส่วนตัวไม่มีอะไรมากไปกว่างาน และการได้เห็นเกษตรอินทรีย์ในสังคมไทยเติบโตแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ สังคมสุขใจเพราะห่วงโซ่อาหารที่สมดุล

เกษตรอินทรีย์นี่อาจคือประโยชน์ของชาติและของโลก คำตอบสุดท้ายที่ไขตอบสู่ความกระจ่าง และการก้าวกลับคืนสู่สมดุล มนุษย์และโลกอยู่ร่วมกันได้ด้วยอาหารที่ปลอดภัย

 

กานต์ กิตติเวช ชายหนุ่มผู้เป็นมากกว่าเชฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ตุลาคม 2559 เวลา 12:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/462415

กานต์ กิตติเวช ชายหนุ่มผู้เป็นมากกว่าเชฟ

โดย…ภาดนุ

กานต์ กิตติเวช หนุ่มมากความสามารถผู้เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากร้านอาหารในสหรัฐ ฝรั่งเศส และไทยมากว่า 2 ทศวรรษผู้นี้ เป็นทั้งบาร์เทนเดอร์ เชฟ ฟู้ดสไตลิสต์ และอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ล่าสุดเขายังรับหน้าที่เชฟประจำร้านอาหารอิตาเลียน “ไฟว์ ครอสซิ่ง อีเทอรี แอนด์ ไวเนอรี” (Five Crossing Eatery & Winery) ด้วย เมื่อมีโอกาสได้พบกัน เราจึงอดไม่ได้ที่จะชวนเขานั่งพูดคุย

“ผมเรียนจบปริญญาตรีทางด้านการโรงแรมและการบริหารจัดการ จากมหาวิทยาลัยมหิดล อินเตอร์ฯ ศาลายา ที่จริงแล้วผมสนใจในเรื่องอาหารมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะโดยส่วนตัวแล้วชอบกินมาก (หัวเราะ) แต่ช่วงแรกของชีวิตการทำงาน ผมสนใจในเรื่องเครื่องดื่มมากกว่าการทำอาหาร ก็เลยไปลงเรียนโปรแกรมเกี่ยวกับเครื่องดื่มของโรงแรมโอเรียนเต็ล

จากนั้นผมก็มีโอกาสได้ร่วมงานกับ เดวิด เจค็อบสัน ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งผับคิวบาร์ แบงค็อก อยู่พักใหญ่ ต่อมาจึงมีคนชวนให้ไปทำงานในเรือสำราญที่เพิ่งต่อเสร็จ ซึ่งเรือลำนี้จะวิ่งในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปเทียบท่าที่ตุรกี แล้วข้ามทะเลแคริเบียนไปที่ฟลอริดาอีกที ตอนนั้นผมอายุ 24 ปีพอดี กำลังชอบดื่มและชอบสนุกสนานเลยละ ฉะนั้นอาชีพบาร์เทนเดอร์จึงเหมาะกับผมมากๆ

 

แต่พอทำงานไปได้สักปีกว่าๆ เมื่อได้เดินทางซ้ำไปซ้ำมาในสถานที่เดิมๆ ผมก็เริ่มคุยกับคนอื่นว่า อาหารที่ร้านไหนอร่อย เมื่อเรือไปเทียบท่าที่เมืองนี้ต้องกินที่ร้านไหน นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมหันมาสนใจในเรื่องอาหาร หลังจากนั้นผมจึงนำเงินเก็บที่มีไปเรียนทำอาหารเพิ่มเติมที่โรงเรียนสอนทำอาหาร Art Institute of Los Angeles ซึ่งตอนที่เรียนอยู่ ผมก็หาความรู้เพิ่มเติมไปเรื่อยๆ”

เชฟกานต์ เล่าว่า เมื่อเรียนจบเขาก็เริ่มทำงานในร้านอาหารที่สหรัฐ วันหนึ่งด้วยความโชคดี เขามีโอกาสได้พบกับท่านทูตฝรั่งเศสประจำรัฐแคลิฟอร์เนีย แล้วพูดคุยกันถูกคอ ท่านทูตจึงแนะนำให้ไปฝึกทำอาหารในร้านระดับมิชลินสตาร์ในกรุงปารีสเพิ่มเติม

“หลังจากนั้นผมก็กลับมาทำงานที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐ อีกครั้ง ซึ่งตอนนั้นผมกะว่าจะลงหลักปักฐานอยู่ที่นั่นแล้ว แต่พอดีว่าคุณปู่ผมเสียชีวิต ผมจึงต้องกลับมาที่เมืองไทย ตอนแรกก็คิดว่าจะอยู่ไม่นาน แต่ไปๆ มาๆ เมื่อมีโอกาสได้เจอคนในแวดวงอาหาร เขาก็แนะนำผมว่าอาชีพฟู้ดสไตลิสต์กำลังมาแรงในช่วงนั้นนะ ผมจึงตัดสินใจไปลองเรียนรู้และทำงานทางด้านนี้กับ ‘เอกรินทร์ อยู่สุขสมบูรณ์’ ซึ่งเป็นฟู้ดสไตลิสต์ชื่อดังในขณะนั้น

 

ต่อมาผมจึงมีโอกาสนำเสนอตัวเองทั้งหน้าที่เชฟและฟู้ดสไตลิสต์ ซึ่งที่จริงตอนนั้นงานพาร์ตไทม์ที่ผมมองหาก็คือการแปลข่าว แต่ก็มีเพื่อนที่ทำงานทีวีมาถามผมว่า สนใจจะลองไปอ่านข่าวภาคภาษาอังกฤษดูมั้ย มีคนสอนให้ ผมก็เลยเข้าไปอ่านข่าวที่ช่อง TAN Network อยู่ 1 ปี ต่อมาก็ถูกชักชวนให้ไปเป็นเชฟในรายการไลฟ์สไตล์เกี่ยวกับการทำอาหารชื่อ ‘Do It Right’ ทางช่อง 9 ซึ่งเป็นช่วงสั้นๆ ทุกวันอังคาร-พฤหัสบดี”

หลังจากทำรายการสักพัก เชฟกานต์ก็มาทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านบริหารจัดการ ดูแลสูตรอาหาร และการดีไซน์เมนู ที่เคยตั้งใจว่าจะกลับไปทำงานที่สหรัฐ ก็เลยต้องอยู่เมืองไทยยาวมาจนถึงวันนี้

“หลังจากผมรับงานเป็นที่ปรึกษาด้านอาหารได้สักพัก ก็มีเพื่อนที่อยู่ระยองชักชวนให้ไปหุ้นกันเปิดร้านอาหารชื่อ ‘เดอะ บีซาร์ ไอส์แลนด์’ ซึ่งสวยงามคล้ายกับร้านแถวทองหล่อ พอเปิดปุ๊บก็ได้รับเสียงชื่นชมจากลูกค้า ที่นี่จะคล้ายๆ กับไวน์บาร์ มีทั้งอาหารฝรั่งและไทย กิจการก็ไปได้ดี สุดท้ายก็หุ้นกันเปิดร้านชาบูและร้านปิ้งย่างในตัวเมืองระยองอย่างละ 1 ร้าน ที่ผ่านมาผมจึงใช้เวลาอยู่ที่ระยอง 4 ปี และตอนนี้กำลังจับมือกับทีมที่กัมพูชาเพื่อเปิดร้านเพิ่มในกรุงพนมเปญด้วยครับ

เมื่อร้านอาหารต่างๆ ที่ระยองอยู่ตัวแล้ว ผมก็เริ่มกลับมาอยู่กรุงเทพฯ นานขึ้น จนมีโอกาสได้รู้จักกับ ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ซึ่งมีความคิดที่จะเปิดร้านอาหารอิตาเลียน เมื่อพูดคุยกันถูกคอ ดร.ดิเรกฤทธิ์จึงชวนผมมาเปิดร้าน ‘ไฟว์ ครอสซิ่ง อีเทอรี แอนด์ ไวเนอรี’ โดยมีผมและเชฟบูชา บุญชู เป็นเชฟประจำร้าน ที่นี่จะเน้นอาหารอิตาเลียนและเมนูสเต๊กต่างๆ ซึ่งสามารถจับคู่กับไวน์ในร้านบรรยากาศอบอุ่นร้านนี้ได้ดีเลยล่ะ”

 

เชฟกานต์ บอกว่า อาหารที่เขาถนัดก็คือ อาหารสเปน อิตาเลียน ฝรั่งเศส และอเมริกัน จากแนวคิดเรียบง่ายที่ทำอาหารคู่กับไวน์ เขาจึงคิดให้ใหญ่ขึ้น จนเป็นที่มาของเมนูอาหารที่สามารถแบ่งกันรับประทานในร้านได้ ซึ่งเมนูทั้งหมดของร้าน เขาและเชฟบูชาได้ร่วมกันสร้างสรรค์เมนูต่างๆ ที่น่าสนใจอีกหลายเมนู

“สำหรับอนาคต ยังไงซะผมคิดว่าก็คงทำอาชีพเชฟหรือคงทำงานที่เกี่ยวข้องกับอาหารอยู่ดีแหละครับ เพราะรู้สึกว่าตัวเองทำได้ดี ซึ่งผมมารู้ว่าตัวเองถนัดในเรื่องอาหารก็ตอนที่เริ่มเข้าเรียนในสถาบันสอนทำอาหารนั่นแหละ ฉะนั้นผมจึงคิดว่าการเลือกงานทางด้านเชฟหรืองานที่เกี่ยวข้องกับอาหาร เป็นเส้นทางที่ทำให้ผมมีความสุขที่สุดแล้ว

ในอนาคตผมอาจจะเป็นเทรดเดอร์หรือตัวแทนที่นำเข้าวัตถุดิบต่างๆ ที่ใช้ทำอาหารให้ร้านตัวเองและร้านของลูกค้าก็ได้ เพราะผมรู้สึกว่าตัวเองคลุกคลีอยู่กับการทำอาหารและการเลือกวัตถุดิบคุณภาพดีมานาน จึงรู้ว่าวัตถุดิบแบบไหนเหมาะกับการทำเมนูอะไร แต่ตอนนี้ผมขอทำหน้าที่เชฟของร้านไฟว์ ครอสซิ่งฯ ให้ดีที่สุดก่อนครับ”

เชฟกานต์ ทิ้งท้ายว่า แรงบันดาลใจในการทำอาหารของเขามาจากผู้คนและเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัว การที่เขาชอบเรียนรู้ ทำให้เขาสามารถนำสิ่งต่างๆ มาผสมผสานกันจนเป็นเมนูใหม่ได้เรื่อยๆ แต่สิ่งสำคัญก็คือ ในเวลาที่ทำอาหารทุกครั้งเขาจะคิดไว้เสมอว่า กำลังปรุงเมนูนั้นให้คนที่ตัวเองรัก เท่านี้ก็จะสามารถทำเมนูนั้นๆ ออกมาได้ดีแล้วล่ะ

 

ธัญชนก วัชโรทัย มองปัญหาเป็นความท้าทาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ตุลาคม 2559 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/462194

ธัญชนก วัชโรทัย มองปัญหาเป็นความท้าทาย

โดย…อณุสรา   ทองอุไร ภาพ   วีรวงศ์  วงศ์ปรีดี

สาวสวยวัย 28 ปี เธอเป็นตัวอย่างของการทำธุรกิจแบบสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง ธัญชนก วัชโรทัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Blue Voyage เธอทำธุรกิจให้เช่าเรือยอชต์ โดยเริ่มต้นทำธุรกิจตั้งแต่อายุ 25 ปี หลังเรียนจบปริญญาตรีด้านบริการ ท่องเที่ยว และการโรงแรม จากประเทศออสเตรเลีย เนื่องจากธุรกิจทางบ้านของเธอทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยสร้างโรงแรมแล้วขายต่อให้กับแฟรนไชส์ต่างๆ ที่พัทยา เธอจึงเรียนทางด้านนี้ เผื่อว่าอนาคตอาจจะต้องกลับมาช่วยสานงานต่อให้กับครอบครัว

แต่ระหว่างที่เรียนปีที่ 2 ที่ประเทศออสเตรเลีย เธอก็เปิดร้านทำผมเล็กๆ ของตัวเอง โดยเธอเริ่มทำด้วยตัวเองก่อน มีลูกค้าเป็นเพื่อนๆ คนรู้จัก จนผ่านไปเกือบปี ร้านทำผมของเธอเป็นที่รู้จักมากขึ้น จึงเริ่มรับลูกน้องเพิ่มอีก 3 คน เป็นชาวจีนมาช่วยงาน แล้วก็ได้ลูกค้าชาวจีนมาเพิ่มอีกด้วย

“คือไม่ได้เปิดเป็นใหญ่โตอะไรนะคะ  เป็นแค่ร้านเล็กๆ ที่คอนโดที่เช่าไว้ขนาด 2 ห้อง ก็แบ่งห้องหนึ่งมาทำร้านต่อผม ไดรผม ไปเรียนต่อผม ไดรผมกับร้านใหญ่แถวประตูน้ำ แล้วก็ซื้ออุปกรณ์การต่อผมจากประเทศไทยไป ที่ออสเตรเลียต่อผมกัน 1,000 เหรียญฯ คือ 3 หมื่นบาท เราไม่มีหน้าร้านก็เลยคิดแค่ 500 เหรียญฯ ปรากฏว่าลูกค้าเยอะมาก เปิดมา 2 ปีกว่า เก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำ มีทุนต่อมาใช้ได้อีกหลายปี” เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้นทำธุรกิจ

เธอเล่าว่า ชอบทำงานหาเงิน ชอบทำธุรกิจมาตั้งแต่เด็ก ชอบเห็นเงินทุกวัน ผู้หญิงส่วนใหญ่มีความสุขเวลาได้ช็อปปิ้ง แต่สำหรับเธอมีความสุขเมื่อได้ทำงาน ได้มีเงินเข้าบัญชี หลังจากเรียนจบปริญญาตรีมาจากประเทศออสเตรเลีย เธอก็ไปเทกคอร์สทางด้านแฟชั่นที่ประเทศอังกฤษ หลังจากนั้นก็ไปเรียนภาษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่นอีก

“ชอบการทำงานที่ต่างประเทศ โดยกำลังมองหาธุรกิจทำ ตอนแรกยังไม่คิดกลับประเทศไทย แต่ตอนปิดเทอมกลับมาได้มาเจอแฟน คบกันได้ปีกว่าแฟนก็ขอแต่งงาน ก็เลยกลับมาอยู่ประเทศไทย ถ้าแฟนไม่ขอแต่งงานก็คงยังไม่กลับ (หัวเราะ) คงทำงานที่ต่างประเทศสักพักหนึ่งก่อน” เธอเล่าย้อนอดีต

เนื่องจากเรียนมาทางด้านการท่องเที่ยวและโรงแรม อีกทั้งชอบทะเล เธอจึงมองหาธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับความชอบและสิ่งที่เธอเรียนมา เธอก็เลยทำธุรกิจเกี่ยวกับการเช่าเรือยอชต์ เพราะตอนนั้นยังไม่มีบริษัทของคนไทยที่ให้เช่าเรือยอชต์ ซึ่งที่มีอยู่มักจะเป็นของชาวต่างชาติที่มีราคาแพงเกินไป

หลังจากสืบดูจนแน่ใจว่าที่ภูเก็ตยังไม่มีเรือยอชต์ของคนไทยให้เช่า เธอและแฟน (ในตอนนั้น) ก็เข้าหุ้นกันคนละ 1 ล้านบาท ซื้อเรือยอชต์ลำเล็กจุคนได้ 7 คน มา 1 ลำ เดินหาลูกค้าเอง ทำตลาดเอง ติดต่องานเองกัน 2 คนกับแฟน เอาใบโบรชัวร์ไปแจกตามโรงแรม แหล่งท่องเที่ยว ผ่านไปเดือนกว่าถึงได้มีลูกค้าคนแรก เธอต้องทำความสะอาดเช็ดเสิร์ฟอาหารในเรือด้วยตัวเอง จนกระทั่งเดือนที่ 3 ลูกค้าถึงเริ่มเยอะขึ้น ผ่านมาเกือบปีธุรกิจดีขึ้น เรือลำเดียวที่มีอยู่ไม่เพียงพอเธอจึงซื้อเรือเพิ่มอีก 1 ลำ ขนาด 10 คน และขึ้นปีที่ 2 ของการทำธุรกิจก็ซื้อเรือเป็นลำที่ 3

เมื่อเข้าสู่ปีที่ 2 ของการทำธุรกิจ ตอนนั้นอายุ 26 ปี เธอกำลังจะแต่งงาน จึงย้ายขึ้นมาอยู่กรุงเทพฯ พร้อมกับขยายงานไปที่พัทยา โดยซื้อเรือเพิ่มอีก 4 ลำ ซึ่งลำที่ใหญ่ที่สุดนั่งได้ถึง 20 คน เพียง 2 ปีแรกของการทำธุรกิจ เธอมีเรือทั้งหมด 7 ลำ มูลค่ารวมเกือบ 100 ล้านบาทและทั้งหมดลงทุนด้วยเงินสด

“ก็อยากกู้ธนาคารนะคะ เอาแผนงานต่างๆ เอารายได้ไปขอสินเชื่อ ผู้จัดการสาขาเห็นแผนงานเห็นรายได้เขาก็อยากให้ แต่สำนักงานใหญ่ของแบงก์บอกว่าไม่มีนโยบายปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจประเภทนี้ เราเลยต้องซื้อทุกอย่างด้วยเงินสด หลังๆ มีหุ้นส่วนเพิ่มมาอีก 1 คน ถ้าเราขอกู้แบงก์ได้ก็คงจะขยายงานได้เร็วกว่านี้”

หลังจากแต่งงานเธอก็ปักฐานธุรกิจอยู่ที่กรุงเทพฯ เพราะมีแผนที่จะมีลูกในทันที นอกจากนี้เธอก็ยังขยายเรือเพิ่มขึ้นไปที่สมุยอีก 1 ลำ และขยายไปที่ออสเตรเลีย เพื่อให้ชมรอบโอเปราเฮาส์อีก 1 ลำ ขณะนี้เธอมีเรือยอชต์ให้เช่าทั้งหมด 10 ลำ

สำหรับแผนงานในปีหน้า เธอจะเพิ่มเส้นทางการเช่าเรือไปที่เกาะช้าง จ.ตราด และไปที่ จ.กระบี่ “ตอนที่เริ่มทำธุรกิจนี้ตอนอายุ 25 ปี ไม่มีใครเห็นด้วยเลย โดยเฉพาะผู้ใหญ่หลายท่านบอกว่า มันไม่น่าเป็นไปได้ ยิ่งไปทำที่ภูเก็ตด้วย เดี๋ยวจะไปทับเส้นทางมาเฟียเข้าเดี๋ยวก็จะมีปัญหา แต่เรามองว่ามันคือธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตได้อีก มีอนาคต เพราะเราจับกลุ่มพรีเมียมจริงๆ จับลูกค้ามีกำลังซื้อ หลังๆ ก็มีเศรษฐีชาวจีนและลูกค้าคนดังๆ จากต่างประเทศเข้ามาเยอะขึ้น  อย่างเส้นทางที่พัทยา เราก็หาเส้นทางในเกาะใหม่ๆ เช่น เกาะคราม ซึ่งถือว่าเป็นเกาะที่ค่อนข้างส่วนตัวเรือเล็กๆ พวกสปีดโบ๊ตก็เข้าไม่ได้ เราพยายามหาเส้นทางที่ค่อนข้างเอ็กซ์คลูซีฟจริงๆ เข้ามา

นอกจากนี้ เธอยังเตรียมขยายงานโดยเริ่มให้เช่าเครื่องบินเล็กขนาด 4 ที่นั่งแล้ว โดยเธอไปเช่าเครื่องคนอื่นอีกที ซึ่งทำมาระยะหนึ่งแล้ว ค่อนข้างมั่นใจว่าแนวโน้มตลาดไปได้ดี เธอจึงมีแผนจะขยายงานไปโดยซื้อเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวให้เช่าประมาณกลางปีหน้า และปลายปีหน้าจะเพิ่มเครื่องบินน้ำ (Sea Plane) ที่สามารถขับไปลงที่เกาะใดเกาะหนึ่งได้เลย

 

“ตัวเราเองก็ชอบเที่ยว ชอบทะเล งั้นก็เลือกทำในสิ่งที่เรารักเราชอบ เราก็จะสนุกกับมัน ไม่ได้คิดว่าเป็นการทำงาน คิดเรื่องงานได้ตลอดเวลาไม่มีเบื่อไม่มีเหนื่อย เวลาที่เจอปัญหาอุปสรรคอะไรขึ้นมาก็ไม่ได้เครียดหรือกังวล คิดเสียว่าปัญหามันก็คือความท้าทาย เวลาที่แก้ได้ก็ถือว่าเป็นการลับสมอง เพราะสมองก็เหมือนมีด ต้องคอยลับบ่อยๆ จะได้คมอยู่เสมอ” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

เธอเล่าถึงแผนการในอนาคตในระยะ 2-3 ปีข้างหน้าว่า เธอกำลังมองหาที่ริมทะเลสักแปลงที่จะทำท่าเรือยอชต์เป็นของตัวเอง โดยมองหาที่ย่านพัทยา และแผนงานที่เตรียมไว้แล้วตอนนี้คือการเอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายใน 3 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน ตอนนี้ได้เริ่มให้ที่ปรึกษาทางการเงินเข้ามาดูแล และวางระบบบัญชีให้เป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่ตั้งแต่ปีนี้แล้ว

ทางด้านการบริหารเวลานั้น เธอบอกว่าโชคดีที่บ้านและออฟฟิศอยู่ใกล้กันมากเพียงแค่เดินไม่กี่นาทีก็ถึง ทำให้ประหยัดเวลาในการเดินทางไปได้วันละเกือบ 2 ชั่วโมง นอกเหนือจากงานเธอก็ให้เวลากับลูกน้อยวัยขวบเศษ คือ เด็กหญิงเวนิส อย่างเต็มที่ เพราะต้องการดูแลลูกอย่างใกล้ชิด อยากเต็มที่กับลูกจนกว่าเขาจะเข้าโรงเรียน

“เราใช้เวลาสร้างธุรกิจกับสร้างครอบครัวในเวลาใกล้เคียงกัน ดังนั้นทั้งสองสิ่งก็สำคัญกับชีวิตไม่แพ้กัน เราจึงเต็มที่กับทั้งสองสิ่ง เวลาทำงานนี่ก็เต็มที่จริงๆ แต่เมื่ออยู่กับลูกก็เต็มที่สุดๆ ดูแลลูกเองเป็นหลัก ออฟฟิศก็ไม่ได้ใหญ่มากนัก เราก็อาจจะเอาลูกมาเลี้ยงด้วยได้  และเมื่อถึงเวลาพักผ่อนพักร้อนเราก็จะพากันไปเที่ยวทั้งครอบครัว ใช้บริการแบบหรูหรา 7 ดาวไปเลย เพื่อที่จะได้ไปเรียนรู้ว่าธุรกิจแบบนี้เขาทำงานกันอย่างไร เป็นการไปทำการบ้านเพื่อเอามาปรับใช้ในการทำงานของเรา”

นอกจากนั้น เนื่องจากว่าตั้งแต่เรียนจบเธอไม่เคยทำงานกับบริษัทหรือองค์กรที่ไหนมาก่อน การสร้างระบบอาจจะยังไม่แม่นยำ เธอจึงต้องอ่านหนังสือเยอะมาก โดยเฉพาะหนังสือแนวฮาวทูบริหารงานทั้งหลาย และเรื่องที่ชอบมากก็จะเป็นเรื่องประวัติชีวิตของผู้คนที่ประสบความสำเร็จ เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ที่ดีๆ ของท่านๆ เหล่านั้นมาปรับใช้

 

บรม พิจารณ์จิตร ปั้นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ตุลาคม 2559 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/461795

บรม พิจารณ์จิตร ปั้นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของไทย

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

2 ปีก่อน ชื่อของ เต้-บรม พิจารณ์จิตร ทายาทรุ่นที่ 4 ของครอบครัว “จิราธิวัฒน์” หนึ่งในตำนานตระกูลนักธุรกิจเมืองไทย ที่เริ่มต้นธุรกิจค้าปลีกคู่เมืองไทยมาหลายทศวรรษในนาม “เซ็นทรัล” กลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์อย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อเขาก้าวขึ้นมาสวมบทแม่ทัพน้อย นำพาโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ของเครือเซ็นทรัลกรุ๊ปอย่าง “เซ็นทรัล เอ็มบาสซี” ด้วยวัยไม่ถึง 30 ปี

ด้วยคอนเซ็ปต์ที่ฉีกกรอบจากศูนย์การค้าทั่วไปของเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ทำให้ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เซ็นทรัล เอ็มบาสซี กลายเป็นหนึ่งในศูนย์การค้าที่ถูกพูดถึงในหลากหลายแง่มุม และอยู่ในกระแสสังคมตลอด ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับเอ็มดีหนุ่มไฟแรง ที่เข้ามาพิสูจน์ฝีไม้ลายมือการบริหาร พร้อมสร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการรีเทลเมืองไทย ด้วยการนำพาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี สู่การเป็นไอคอนนิครีเทลแลนด์มาร์คของไทย ที่จะสร้างประสบการณ์การช็อปปิ้งรูปแบบใหม่ ในฐานะศูนย์รวมสินค้าไฮเอนด์ แฟชั่น ศิลปะ วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์ที่เหนือระดับ

ปรากฏการณ์ลักซ์ชัวรี่มอลล์แบบฟูลสเกล

“ผมรับหน้าที่นี้มา 2 ปีแล้ว เรียกว่าผ่านช่วงทำตามแผนระยะสั้นมาแล้ว เรากำลังมองไปข้างหน้าเพื่อนำพาให้ศูนย์การค้าแห่งนี้ไปสู่ความสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง ภายในสิ้นปีนี้ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี จะนำเสนออีกหลากหลายความแปลกใหม่เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การช็อปปิ้งที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ที่ทำไปแล้วคือการขยายโซนอีตไทย ศูนย์รวมอาหารไทย จากเดิม 2,500 ตารางเมตร เป็น 3,500 ตารางเมตรที่จะเห็นถัดมา คือ การปรับพื้นที่ภายในศูนย์ โดยจะเปลี่ยนพื้นที่ชั้น 6 ให้เป็นไลฟ์สไตล์คอนเซ็ปต์ที่ยังไม่มีใครทำ มีร้านหนังสือ ร้านจำหน่ายสินค้าศิลปะ รวมทั้งพื้นที่ทำงานแบบ Co-Working Space สนามเด็กเล่น ส่วนพื้นที่ชั้น 5 จะเป็นไลฟ์สไตล์ แฮงเอาต์สำหรับเพื่อนฝูงพร้อมวิวทิวทัศน์เมืองกรุง ทั้งหมดนี้ผมเชื่อว่าจะช่วยสร้างไดนามิกในศูนย์การค้าของเรา ทำให้เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เป็นแหล่งรวมของคนรุ่นใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ได้ทุกไลฟ์สไตล์”

 

เอ็มดีหนุ่มหล่อ กล่าวย้ำอย่างมุ่งมั่นว่า เขาเชื่อว่าเมื่อคอนเทนต์ทั้งหมดนี้ถูกใส่เข้ามาในเซ็นทรัล เอ็มบาสซีอย่างสมบูรณ์แบบ ภาพรวมทุกอย่างภายในศูนย์การค้าจะดีขึ้นตามไปด้วย เพราะตลอดทั้งปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าการจัดกิจกรรมหลายอย่างของทางศูนย์ ไม่ว่าจะเป็น โครงการ 1600 แพนด้าพลัส เวิลด์ ทัวร์ อิน ไทยแลนด์ (1600 Pandas + World Tour in Thailand) หรือนิทรรศการสุดอลังการ “คอวส์ : บีเอฟเอฟ” (KAWS : BFF) ครั้งแรกในโลก ล้วนได้รับการตอบรับอย่างดี จำนวนลูกค้าที่มาเยือนก็เพิ่มขึ้นตามลำดับ

“ผมยังมองว่า เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ก็เหมือนกับคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ที่เมื่อเราผลิตฮาร์ดแวร์เสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราต้องใส่ซอฟต์แวร์ ฟังก์ชั่นต่างๆ เข้าไป ซึ่งหน้าที่ของผมที่ผ่านมาคือ การใส่ซอฟต์แวร์และเข้าไปให้ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี และทั้งหมดจะพร้อมสมบูรณ์แบบในสิ้นปีนี้แน่นอนครับ”

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา เซ็นทรัล เอ็มบาสซี มักถูกมองว่าเป็นศูนย์การค้าไฮเอนด์ ลูกค้าทั่วไปยังเข้าถึงได้ยาก แต่สำหรับผู้บริหารหนุ่ม เขากลับมองว่า เทรนด์ของศูนย์การค้าทั่วโลกในเวลานี้กำลังเปลี่ยนไป หันมาสู่การมองภาพใหญ่ในการนำเสนอประสบการณ์ให้กับลูกค้าที่มาเยือน มากกว่าจะมุ่งขายสินค้าเพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งเดียวกับที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซีกำลังนำเสนอ ซึ่งเราเชื่อว่า ด้วยคอนเซ็ปต์และประสบการณ์การช็อปปิ้งที่เราเลือกมา เป็นปรากฏการณ์ที่แปลกใหม่สำหรับทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวแน่นอน

“ตอนที่ผมได้รับมอบหมายให้เข้ามาดูโปรเจกต์นี้ ผมคิดว่าอยากจะนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ฉีกจากวัฏจักรของรูปแบบธุรกิจรีเทลเดิมๆ ที่วัดผลกันด้วยจำนวนแบรนด์ที่เขามาเปิดศูนย์ ขนาดของศูนย์ เพราะผมมองว่าถ้าเราสู้กันด้วยตรงนั้น วันหนึ่งก็จะต้องมีศูนย์แห่งใหม่มาทำลายสถิติอยู่ดี ผมมองว่าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี มีขนาดที่พอดี ไม่เล็กและไม่ใหญ่เกินไป เราพยายามนำเสนอคอนเซ็ปต์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีในไทยและในโลกมาก่อนเสมอ ซึ่งอย่างที่ผมบอก ทุกอย่างจะเฉลยให้เห็นปลายปีนี้ (ยิ้ม)”

 

 

ทอดน่องไปบนถนนที่ท้าทายและกดดัน

ถึงแม้จะเติบโตมาในครอบครัวที่ประกอบธุรกิจค้าปลีกมายาวนาน มีกุนซือเก่งๆ รอบตัว แถมตัวเขาเองก็เคยชิมลางทำงานในเครือเซ็นทรัล พร้อมทั้งเป็นผู้ก่อตั้งศิวิไลซ์ (Siwilai) มัลติสโตร์สัญชาติไทย ซึ่งเขาเปรียบว่าเหมือนเป็นการเทกคอร์สในการบริหารศูนย์การค้าขนาดย่อม แต่เมื่อต้องมาเจอบททดสอบที่แสนท้าทายนี้ก็ทำเอาผู้บริหารหนุ่มออกอาการหนักใจเหมือนกัน

“ตอนรับโปรเจกต์นี้มา เท่ากับว่า ผมและทีมงานมีค่าหัว 2 หมื่นล้านนะครับ (หัวเราะ) กับบทบาทที่ได้รับถือว่าเป็นงานที่ท้าทาย ต้องแบกรับความกดดันรอบด้าน ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดี ความคาดหวังของตัวผมเอง และคนรอบข้างที่มองเข้ามา แต่ถึงโปรเจกต์นี้จะหนักหนา เสียเหงื่อ เสียน้ำตามาเท่าไหร่ แต่อีกด้านของการทำงานก็คือความสุขและความสนุกที่ได้ทำในสิ่งที่รัก

“ที่บ้านผมไม่ได้บังคับนะครับ ว่าเรียนจบมาแล้วต้องกลับมาสานต่อธุรกิจที่บ้าน แต่เพราะตัวผมเองสนใจธุรกิจรีเทลเป็นทุนเดิม ถามว่าอะไรคือเสน่ห์ของธุรกิจนี้ ผมว่าสิ่งสำคัญคือ ผมชอบทำงานที่ได้สร้างความแปลกใหม่ และธุรกิจนี้ก็ตอบโจทย์ผม ผมชอบความรู้สึกที่ได้สัมผัสกับปฏิกิริยาของคนเวลาที่เขาสัมผัสได้ถึงสิ่งแปลกใหม่ที่ผมพยายามสร้างขึ้น”

เต้ ยอมรับว่าเมื่อไหร่ที่ต้องการจะสร้างความแปลกใหม่ให้เกิดขึ้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เราต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่คาดคิดตลอด แต่ทั้งหมดคือความสนุกและความท้าทายที่เขามองหา

“ถ้าเรามัวแต่ทำห้างแบบเดิม ทำตามพื้นฐานหรือกรอบที่มีคนอื่นทำมาอยู่แล้ว จะทำอะไรก็รู้อยู่แล้วว่าอันนี้เวิร์ก ไม่เวิร์ก ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้นถ้าเราตั้งใจอยู่ในฐานะของผู้ที่บุกเบิก ก็ต้องยอมเหนื่อยเป็นธรรมดา”

แม้จะเตรียมใจมาในระดับหนึ่ง บวกกับได้คลุกคลีกับธุรกิจค้าปลีกมาตั้งแต่เด็ก จนเห็นภาพของการทำธุรกิจค้าปลีกอย่างชัดเจน แต่ ณ วันที่เขาต้องเปลี่ยนสถานะจากผู้ชมมาเป็นผู้ลงมือทำเอง สิ่งที่คิดกลับไม่ถึงเสี้ยวของสิ่งที่เป็น

“ผมว่าคงเหมือนการที่เราดูบาสเกตบอล ตอนที่เราเป็นผู้ชมก็มองด้วยความรู้สึกแบบหนึ่ง พอวันหนึ่งเราได้กระโดดลงไปเป็นผู้เล่นในสนามก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เราต้องแบกรับความกดดันจากสายตาของผู้ชมบนสแตนด์ที่มองลงมา บวกกับความคาดหวังจากตัวเราที่อยากจะทำผลงานออกมาให้ดีที่สุด เพื่อพาทีมไปสู่จุดหมาย แต่สุดท้ายแล้วมันก็คือความสนุก และความรักที่จะทำ”

ผู้บริหารหนุ่ม บอกว่า สำหรับเขา เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ไม่เพียงเป็นโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ของเครือ แต่ยังเป็นโปรเจกต์พิเศษที่ในฐานะคนทำงานอย่างเขามองว่า เราไม่ได้กำลังบริหารธุรกิจนี้เพื่อครอบครัวเท่านั้น แต่ยังตั้งใจทำเพื่อเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ ให้สมกับเป็น Destination of World Class Experience

“เราอยากโชว์ให้โลกเห็นว่า เมืองไทยก็มีศูนย์การค้าที่เป็นระดับเวิลด์คลาสเหมือนกัน จะเห็นว่าตั้งแต่โครงสร้างภายนอก การออกแบบภายใน การเลือกแบรนด์เข้ามาในศูนย์ เราไม่ได้เน้นเฉพาะการนำแบรนด์นอกเข้ามา แต่ยังเบลนด์ความเป็นไทยเข้าไปด้วย เพราะฉะนั้น เราจึงอยากให้คนไทยช่วยกันสนับสนุนศูนย์การค้าแห่งนี้”

มาถึงตรงนี้ เราสัมผัสได้ถึงพลังแห่งความมุ่งมั่นและความตั้งใจของคนหนุ่มที่จะพลิกโฉมวงการรีเทลบ้านเราอย่างแท้จริง แต่ภายใต้วิชั่นที่มีมากมาย แท้จริงแล้วสไตล์การทำงานของเขาเป็นอย่างไร เอ็มดีหนุ่มหยุดคิดเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเฉลยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

“ผมไม่ดุนะ หรือถ้าจะดุบ้างก็เป็นเรื่องที่ต้องดุจริงๆ ผมพยายามเปิดโอกาสให้คนในทีมได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ เวลาสั่งงานอะไรไป ผมจะไกด์ในระดับหนึ่ง แต่ที่เหลือเขาต้องไปเวิร์กมาเพื่อเอามาระดมความคิดกันในทีม

คุณสมบัติสำคัญที่ผมมองว่าจำเป็นสำหรับทีมของเราคือ คิดเป็น ทำเป็น และกล้าที่จะทำ แน่นอนว่า 3 คุณสมบัตินี้ในคนเดียวอาจจะหายาก แต่อย่างน้อยในทีมเราต้องมีคนที่มีคุณสมบัติเหล่านี้อยู่บ้าง แล้วเราค่อยมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน เพราะเราทำงานกันเป็นทีมเวิร์ก”

ถามว่าถ้าวันนี้เขาไม่ได้นั่งอยู่ตำแหน่งผู้บริหารศูนย์การค้า คิดว่าตัวเองจะทำอะไรอยู่ พอเจอคำถามนี้เข้าไปก็ทำเอาผู้บริหารหนุ่มออกอาการหนักใจ และใช้เวลาคิดชั่วอึดใจ

“ผมไม่แน่ใจเลย (ยิ้ม) ถ้าเป็นสมัยเด็ก ผมคงเอาดีด้วยการเป็นนักกีฬา เพราะผมชอบเล่นกีฬามาก เล่นทั้งฟุตบอล บาสเกตบอล ผมคิดว่าถ้าไม่บริหารศูนย์การค้า ผมก็คงทำธุรกิจของตัวเอง”

สำหรับอนาคต เต้มองว่า ตอนนี้เขายังโฟกัสอยู่ที่การบริหารเซ็นทรัล เอ็มบาสซีให้ดีที่สุด ทำให้เซ็นทรัล เอ็มบาสซี กลายเป็นโปรเจกต์ที่สมบูรณ์แบบดั่งที่ตั้งใจไว้

“เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เหมือนเป็นบ้านหลังที่ 2 ผมใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เยอะมาก ไม่ว่าจะทำงาน กินข้าว ดูหนัง ตัดผม ไลฟ์สไตล์ทุกอย่างของผมรวมอยู่ที่นี่ จะเรียกว่ามาเดินศูนย์นี้บ่อยกว่าเซ็นทรัลอื่นๆ ก็ว่าได้ เพราะฉะนั้นในเมื่อที่นี่เป็นบ้านหลังที่ 2 ของผม ผมก็อยากดูแลให้ดีที่สุด” เอ็มดีหนุ่มทิ้งท้าย

 

บาสเตียน เทรลแคท โอกาสการลงทุนที่ไม่ได้มีแค่ในประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ตุลาคม 2559 เวลา 17:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/461742

บาสเตียน เทรลแคท โอกาสการลงทุนที่ไม่ได้มีแค่ในประเทศ

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ ทวีชัย ทวัชปกรณ์

“คนไทยส่วนมากยังคงจำกัดการลงทุนทางธุรกิจไว้เพียงแค่ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งที่จริงแล้วยังมีอีกหลายประเทศในโลกที่น่าลงทุน ซึ่งประเทศเหล่านี้ให้ผลตอบแทนทางภาษี สิทธิด้านหนังสือเดินทางแก่นักลงทุน และสิทธิการเป็นพลเมือง หน้าที่ของเราก็คือให้คำปรึกษาเรื่องการลงทุนและดูแลด้านกฎหมายต่างๆ แก่นักลงทุนเหล่านี้จนกว่าจะประสบความสำเร็จ” บาสเตียน เทรลแคท หุ้นส่วนผู้จัดการบริษัท ฮาร์วีย์ ลอว์ กรุ๊ป กล่าว

เทรลแคท เป็นนักกฎหมายที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องการโยกย้ายถิ่นฐานเพื่อการลงทุน เขาเป็นชาวฝรั่งเศสโดยกำเนิด ครอบครัวของเขามีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย มีธุรกิจของครอบครัวที่พี่น้องต่างก็ช่วยกันดูแลกันไปตามความถนัดและความสามารถของแต่ละคน ซึ่งการที่เขามีธุรกิจเล็กๆ ในครอบครัวนั้นทำให้เขาได้เห็นปัญหาในการดำเนินธุรกิจบางอย่างโดยเฉพาะเรื่องกฎหมายซึ่งไม่มีใครในครอบครัวมีความถนัดในเรื่องนี้ และถ้าเขารู้กฎหมายเขาก็จะช่วยเหลือธุรกิจของเขาได้ เทรลแคทจึงคิดว่า นี่คือหนึ่งในสิ่งที่จะช่วยทำให้ธุรกิจของครอบครัวเดินหน้าได้ดี จึงเลือกที่จะเรียนต่อด้านกฎหมายธุรกิจและทำให้เขามีความอยากรู้ว่าที่มาที่ไปของกฎหมายแต่ละประเทศว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร จึงเริ่มต้นที่จะศึกษากฎหมายของแต่ละประเทศอย่างจริงจัง

เริ่มต้นทำงานในสำนักงานกฎหมายขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในประเทศจีน จนกระทั่งออกมาเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกับ ฮาร์วีย์ ลอว์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นสำนักงานกฎหมายจากประเทศแคนาดา ที่ดูแลในเรื่องช่วยเหลือทางกฎหมายกับนักลงทุนข้ามชาติและคนที่ต้องการไปทำงานต่างประเทศโดย เทรลแคทเป็นพาร์ตเนอร์ดูแลในภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด

 

ปัญหาของนักลงทุนไทย

“จากประสบการณ์ของผมปัญหาใหญ่สำหรับนักลงทุนข้ามชาติชาวไทย ส่วนใหญ่จะรักประเทศไม่ว่าจะไปลงทุนที่ไหนก็จะมีปัญหาที่ทำให้ต้องกลับมาตั้งฐานที่เมืองไทยอีกครั้ง เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความพร้อมในทุกด้าน อยู่สบาย ลงทุนง่าย พูดจาภาษาเดียวกัน และมักจะมีปัญหามากที่สุดในเรื่องของวัฒนธรรมที่เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งในการลงทุนทำธุรกิจร่วมกัน

“จนกระทั่งถึงเวลาที่การแข่งขันในประเทศมีสูงเกินไป จนต้องมองหาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ซึ่งต้องแข่งขันในตลาดโลกก็มักจะมองการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เมียนมา อินโดนีเซีย แต่การลงทุนในอเมริกาและ ยุโรปนั้น เรียกได้ว่านักลงทุนไทยมีความรู้เกี่ยวกับการลงทุนในประเทศต่างๆ ในแถบยุโรปเหล่านี้น้อยมาก

“ถ้ารู้จักส่วนมากก็จะรู้จักแค่ประเทศใหญ่ๆ อย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ซึ่งตลาดของประเทศเหล่านี้เรียกได้ว่าเต็มเกือบหมดแล้ว ทั้งที่มีอีกหลายประเทศในยุโรปซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ แต่มีกำลังซื้อและความต้องการสูง รวมทั้งรัฐบาลของประเทศเหล่านี้เองก็ได้เสนอผลตอบแทนให้กับนักลงทุนข้ามชาติเข้ามาลงทุน อาจจะอยู่ในรูปแบบของภาษี หรือแม้กระทั่งเป็นพลเมืองมีพาสปอร์ต ผลพลอยได้ที่ตามมาก็คือการที่ประเทศยุโรปรวมกันเป็นอียู พลเมืองของประเทศเหล่านี้มีสิทธิในเรื่องการลงทุน และเดินทางในยุโรปโดยไม่ติดข้อกฎหมายและการขอวีซ่า

“ผมมองว่าปัญหาของนักลงทุนไทยอีกอย่างหนึ่งก็คือพาสปอร์ตไทยนั้น มีความยุ่งยากในการขอวีซ่าอย่างมาก ซึ่งพาสปอร์ตไทยมีไม่กี่ประเทศที่สามารถเข้าออกได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า จึงมีความยุ่งยากในการเตรียมและขอเอกสารกับสถานทูต บางทีนักลงทุนต้องการความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนตารางการเดินทางในต่างประเทศ ซึ่งบางทีต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ ในการขอวีซ่าเข้าในแต่ละประเทศ อาจทำให้คุณเสียโอกาสทางธุรกิจนั้นๆ ไป

“แต่ถ้านักลงทุนไทยไปลงทุนในยุโรปและได้เป็นพลเมืองของที่นั่น หรือถือพาสปอร์ตของยุโรป เวลาทำติดต่อประสานงานทางธุรกิจ ก็จะลดความยุ่งยากในการขอวีซ่า ยกตัวอย่างเช่นประเทศไซปรัส จะให้สิทธิพิเศษกับนักลงทุน ในการปลอดภาษีเพื่อให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน เพียงแค่เข้ามาตั้งบริษัทแม่ มีการจ้างงานคนในประเทศของเขา และก็จะได้สิทธิในการเข้าไปลงทุนในประเทศอื่นๆ แต่โดยมากแล้วก็ไม่ค่อยมีปัญหากับนักลงทุนเท่าไหร่แต่ถ้าเกิดปัญหาก็เพียงแค่หาสำนักงานกฎหมายที่มีความรู้กฎหมายในประเทศนั้นเข้ามาให้ความช่วยเหลือกับนักลงทุนให้ได้

“ประเทศที่น่าลงทุนอีกประเทศหนึ่งที่ให้สิทธิกับนักลงทุนก็คือประเทศแคนาดา ประเทศแคนาดาเป็นประเทศที่พลเมืองของเขานั้นสามารถเดินทางเข้าอเมริกา ยุโรป และกลุ่มประเทศสมาชิกอื่นๆ โดยไม่จำเป็นต้องขอวีซ่าได้ แคนาดาก็จะมีโปรแกรมหนึ่งที่ชักชวนนักลงทุนเข้ามาลงทุนโดยได้สิทธิเป็นพลเมืองของแคนาดาที่จะได้รับสิทธิพิเศษเช่นเดียวกับคนที่ได้เกิดที่แคนาดาทุกประการ เพียงแต่การลงทุนเพื่อให้ได้เป็นพลเมือง โดยปกติอาจจะต้องใช้เวลาทำงานใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นประมาณ 10 ปี ถึงจะได้ขอเป็นพลเมือง แต่การลงทุนคือการลัดขั้นตอนร่นระยะเวลาให้ได้สิทธินั้นในทันที”

แนะนำการลงทุนสำหรับมือใหม่

เทรลแคท ให้คำแนะนำสำหรับนักลงทุนชาวไทยต่อว่า สำหรับนักลงทุนใหม่ประเทศแคนาดาเป็นประเทศหนึ่งที่น่าลงทุนมากที่สุดเพราะแคนาดาเป็นประเทศใหญ่ มีภูมิประเทศที่สวยงาม สิ่งแวดล้อมน่าอยู่ มีคุณภาพชีวิตทั้งด้านสาธารณสุข และการศึกษาที่ดี แต่ประชากรของประเทศเขามีน้อยมาก เขาจึงต้องการนักลงทุนที่ช่วยเข้าไปลงทุนในประเทศโดยให้สิทธิทางพลเมืองเป็นการตอบแทน และประโยชน์ต่างๆ แก่นักลงทุนอย่างมาก อย่างเช่นถ้าจะลงทุนในแคนาดาเริ่มต้นการลงทุนประมาณ 12 ล้านบาท ก็จะได้ใบอนุญาตทำงานในแคนาดา หลังจากได้ใบอนุญาตอีกประมาณ 6 เดือน ก็สามารถขอใบที่อนุญาตให้มีถิ่นพำนักในแคนาดาได้ และอีกประมาณ 3 ปี ก็สามารถขอเป็นพลเมืองแคนาดาได้ทันที ในเรื่องของการลงทุนก็มีหลายรูปแบบตั้งแต่เริ่มต้นลงทุนธุรกิจใหม่ที่แคนาดาเลย หรือจะหาคนท้องถิ่นเข้าไปร่วมลงทุนกับเขาก็ได้เช่นกัน เพียงแต่ขอให้เกิดการจ้างงานเกิดขึ้นเท่านั้น เพราะบางคนก็แค่อยากจะเอาเงินไปลงทุนทำกำไรแต่ไม่รู้จะลงทุนทำอะไรก็มีตัวเลือกในการลงทุนนี้เช่นกัน นอกจากนี้ยังให้ผลประโยชน์กับครอบครัวที่สามารถส่งลูกเรียนในโรงเรียนของเขาในราคาที่เหมือนพลเมืองของเขาได้ทันที อย่างที่ทราบกันดีว่าระบบการศึกษาในต่างประเทศนั้นค่อนข้างจะดีกว่าของไทยอยู่มาก

 

กล้าเสี่ยงเพื่อชีวิตที่ดีกว่า

“แนวคิดในการใช้ชีวิตของผมได้มาจากพ่อ และพ่อก็ได้มาจากปู่มาอีกที เราสอนกันมาว่าเวลาจะทำอะไรต้องทำด้วยตัวเองอย่าได้รอความช่วยเหลือคนอื่น แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือการที่เราจะต้องรู้จักตัวเอง รู้ว่าเราเป็นใคร อย่างไรและทำอะไรได้บ้าง บางครั้งชีวิตเราก็ต้องกล้าที่จะเสี่ยงออกจากคอมฟอร์ตโซน เพราะการที่เราใช้ชีวิตอยู่ในคอมฟอร์ตโซนจะทำให้เรารู้สึกสบาย จนขี้เกียจที่จะขวนขวายต่อสู้พัฒนาตัวเอง แต่ก่อนผมก็เป็นมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งที่ทำงานรับเงินเดือนไปเดือนๆ ทำให้เสร็จไปตามสิ่งที่ได้รับมอบหมาย สบายไม่มีอะไรต้องกังวลนอกจากเรื่องงาน

“จนกระทั่งวันหนึ่งผมนึกภาพตัวเองในอีก 3-5 ปีข้างหน้าว่าจะทำอะไร แล้วผมก็พบว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องเริ่มทำในตอนนี้เลยเพื่อในอีก 5 ปีข้างหน้า จะได้ไปยืนอยู่จนจุดนั้น และผมเองก็มีความพร้อมแล้วที่จะเผชิญโลกกว้างข้างหน้า เขาจึงตัดสินใจที่จะออกมาทำธุรกิจกับเพื่อนในประเทศไทย เพราะครั้งหนึ่งผมได้มีโอกาสเดินทางมาที่ประเทศไทยและได้เห็นบางอย่างที่คิดว่าน่าจะเป็นโอกาสทางธุรกิจที่จะได้เข้ามาลงทุนที่นี่จึงเป็นที่มาที่ทำให้เขามาเปิดสาขาในประเทศไทย

“นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่จะช่วยทำให้คุณประสบความสำเร็จในชีวิตได้ก็คือการออกไปดูโลกกว้าง สมัยผมยังเด็กผมเกิดในหมู่บ้านเล็กๆ ในประเทศฝรั่งเศส ผมมีความคิดว่าวันหนึ่งผมอยากจะออกเดินทางไปดูโลกข้างนอกว่าเป็นอย่างไร ตอนอายุ 14 ผมออกเดินทางไปประเทศอเมริกา อายุ 18 เดินทางไปอินเดียออกเดินทางไปคนเดียวผจญภัยคนเดียว และสมัยที่เคยทำงานให้กับบริษัทอื่นผมก็ได้มีโอกาสเดินทางไปฮ่องกงและประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียทำให้ผมได้เรียนรู้เรื่องความแตกต่างของวัฒนธรรมว่า แต่ละประเทศเป็นอย่างไร และที่สำคัญก็คือทำให้เขาได้เข้าใจตัวเองมากขึ้นจากการเดินทาง เวลาทำงานก็ได้ใช้ประสบการณ์ในชีวิตของการเดินทางไปต่างประเทศเข้ามาช่วยในการทำงานมากขึ้นในเรื่องการติดต่อประสานงานกับแต่ละประเทศเขาต้องทำอย่างไรบ้าง

“สุดท้ายเมื่อเราตัดสินใจเลือกเส้นทางของตัวเองแล้ว ลองเลือกเส้นทางที่เสี่ยงมากที่สุดดูเพราะบางครั้งเส้นทางที่เสี่ยงจะให้ผลตอบแทนกับเราสูงกว่า เส้นทางที่ดูง่ายและสบายที่สุดสำหรับเรา พยายามอย่าล้มเลิก เดินหน้าจนกว่าจะประสบความสำเร็จให้มากที่สุด เราเองก็เคย ผมมีประสบการณ์ในการเปิดธุรกิจใหม่ที่มีแต่อุปสรรคมากมายโดยเฉพาะวันเปิดตัวบริษัทในประเทศไทยเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน เป็นวันแรกที่มีการชุมนุมทางการเมือง ประเทศไม่สงบ ลูกค้าก็มีน้อยแต่เขาเองก็ไม่ย่อท้อ ทุกเช้าผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับความหวังว่าจะต้องดีขึ้น พยายามให้มากขึ้น จนถึงวันนี้ทุกอย่างเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี ธุรกิจได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้ามียอดเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี ผมคิดว่าสุดท้ายแล้วชีวิตก็ต้องก้าวเดินต่อไปด้วยความหวัง ความฝัน และความพยายามของเราเอง”

 

อนุตร แสงหัวช้าง อาหารไทยอยู่ในสายเลือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2559 เวลา 10:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/461288

อนุตร แสงหัวช้าง อาหารไทยอยู่ในสายเลือด

โดย…วรธาร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

อนุตร แสงหัวช้าง หรืออั๋น เชฟอาหารไทยวัยละอ่อน 24 ปี จากร้านไอร์เอินเชฟเทเบิล (Iron Chef Table) อยู่ในโครงการเดอะ เทสต์ (The Taste) ทองหล่อซอย 11 เขาเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองด้วยการเป็นเชฟตั้งแต่เด็กก็ว่าได้ เพราะตอนเรียนอยู่ชั้น ป.4-6 โรงเรียนอนุบาล จ.นครปฐม ก็ได้สมัครเข้าชมรมทำอาหารไทยของโรงเรียน โดยแรงจูงใจที่ทำให้เกิดความรักการทำอาหารมาจากพ่อและแม่ของเขาเอง

“คุณพ่อผมเป็นพนักงานโรงงาน ทำพริกแกงในโรงงาน ส่วนคุณแม่ทำเบเกอรี่ เห็นอยู่ทุกวัน แต่ตอนนั้นผมใจไม่ชอบทำของหวานเหมือนที่แม่ทำ ชอบทำอาหารมากกว่า เพราะรู้สึกว่าตัวเองทำได้ เนื่องจากตอนที่แม่ทำอาหารกินในครอบครัว ผมก็จะเข้าไปดูว่าท่านทำอะไร ใส่อะไรบ้าง ที่สำคัญคือผมชอบชิมด้วย” เชฟอั๋นเล่าถึงความชอบในวัยเด็ก

ความรักในการทำอาหารปรากฏชัดเจนขึ้น เมื่อครูคนหนึ่งแนะนำว่า หากจะเอาดีด้านการทำอาหารควรเลือกเรียนสายอาชีพ ซึ่งคำแนะนำนั้นเท่ากับจุดประกายเส้นทางเดินของอนุตรให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น หลังจากเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 จึงตัดสินใจเรียนสายอาชีพที่อาชีวะนครปฐม แผนกคหกรรม เอกอาหาร และโภชนาการ

“คุณพ่อคุณแม่ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่หรอกที่ผมเลือกเลือกสายอาชีพ เพราะท่านอยากให้เรียนจบ ม.6 แล้วต่อมหาวิทยาลัย แต่เมื่อผมตัดสินใจเลือกทางนี้แล้วท่านก็เลยไม่ขัด ผมเรียนจนจบปริญญาตรี สาขาเดียวกัน ที่ราชมงคลกรุงเทพ เมื่อปี 2557”

เชฟอั๋น กล่าวว่า ระหว่างเรียนอยู่ในแต่ละระดับชั้น ได้เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ในการทำอาหารมาตลอดพร้อมกับความภาคภูมิใจ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันการทำอาหารในรายการต่างๆ การได้ทำเครื่องเสวยถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งพระองค์เสด็จฯ ไปทรงเปิดศูนย์ฝึกอาชีพที่ จ.ราชบุรี การไปดูงานที่ต่างประเทศ การฝึกงานในสถานที่ฝึกงานทำให้ได้ประสบการณ์ที่ดีอย่างโรงแรมดุสิตธานี หัวหิน หลังจบ ปวส.

 

“ตอนอยู่ ปวช.ไม่รู้ว่าอาจารย์เห็นแววหรือเปล่า ได้คัดเลือกให้ผมเข้าประกวดแข่งขันส้มตำสยาม เมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นรายการที่ดังมากช่วงนั้นมีออกช่อง 3 ด้วย วันนั้นชนะเลิศและเป็นตัวแทนภาคกลางเข้าแข่งกับภาคอื่นๆ รวมกรุงเทพฯ แต่ได้ที่ 4 ทว่าก็ได้สิทธิไปดูงานที่ร้านอาหารไทยที่สหรัฐ 4 เดือน ทำให้รู้ว่าต่างชาติก็ชอบกินอาหารไทย”

เชฟอนุตร กล่าวว่า เมนูที่ใช้แข่งขันในวันนั้นคือ พิซซ่าหน้าส้มตำของหวานเป็นเค้กโรลส้มตำ เหตุผลที่ทำเมนูนี้แค่คิดว่าทำอย่างไรให้ส้มตำไทยโกอินเตอร์ แต่ส่วนใหญ่ต่างชาติรู้จักส้มตำอยู่แล้ว ทว่าต้องการประยุกต์ให้ทันสมัยมากขึ้น ที่สำคัญคือการนำวัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่นและหาง่ายมาใช้

“พิซซ่าหน้าส้มตำประกอบด้วยแผ่นแป้ง เครื่องปรุงมีซอสมะเขือเทศ น้ำมะขามเปียก น้ำส้มซ่า เคี่ยวให้เป็นซอสส้มตำแล้วทาบนแผ่นแป้งพิซซ่า จากนั้นโรยหน้าด้วยเส้นส้มตำ ซึ่งใช้หลนบัวแทนมะละกอของดีนครปฐม ซึ่งมีนาบัวเยอะ มาสไลซ์เป็นเส้นโรยหน้าแป้งที่ราดซอสแล้วนำไปอบ”

เชฟอั๋น กล่าวว่า หลังเรียนจบปริญญาตรีได้ทำงานเป็นผู้ช่วยสอนทำอาหารที่โรงเรียนธุรกิจการอาหารไทยและนานาชาติ TIFA ของอาจารย์ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ เป็นเวลา 7 เดือน ก่อนที่จะลาออกมาเป็นเชฟที่ร้านไอร์เอินเชฟเทเบิลได้ประมาณปีกว่าๆ

“ผมรักอาหารไทย นอกจากรสชาติอร่อยถูกปากแล้ววัตถุดิบก็หาง่าย แต่ละเมนูมีเรื่องราว มีลูกเล่น ทุกครั้งที่เข้าครัวทำผมจะสนุกกับมัน และมีความสุขเมื่อคนชิมบอกว่าอร่อย”

สำหรับเมนูอาหารไทยที่เชฟอั๋นนำเสนอในวันนี้คือ แกงคั่วใบชะพลูหมูกรอบ เสิร์ฟพร้อมข้าวไรซ์เบอร์รี่ออร์แกนิกหุงกับธัญพืช รสชาติอร่อยเข้ากันดีแท้ ถือเป็นหนึ่งในหลายเมนูเด็ดๆ ของทางร้านด้วย

 

แกงคั่วใบชะพลูหมูกรอบ

ส่วนผสม

น้ำพริกแกงคั่ว 50 กรัม

หัวกะทิ 300 กรัม

น้ำปลาดี 30 กรัม

น้ำตาลโตนด 20 กรัม

เกลือไทย 10 กรัม

ใบชะพลูหั่นฝอย 30 กรัม

หมูกรอบหั่นชิ้น 150 กรัม (เครื่องเคียง)

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ออร์แกนิกหุงกับธัญพืช 50 กรัม (ลูกเดือย เม็ดบัว ข้าวบาร์เลย์)

วิธีทำ

1.ตั้งกระทะเติมหัวกระทิ ใส่น้ำพริกแกงคั่วลงผัดให้หอม พอแตงมันเล็กน้อย ค่อยๆ เติมหัวกะทิผัดต่อจนน้ำพริกแกงหอม

2.ปรุงรสด้วยน้ำปลาดี น้ำตาลโตนด แกงเดือดใส่ใบชะพลูหั่นฝอย เดือดอีกครั้งปิดไฟ

3.จัดเสิร์ฟพร้อมหมูกรอบและข้าวไรเบอร์รี่ออร์แกนิกหุงกับธัญพืช

 

เขมนิจ จามิกรณ์ ตามรอยศาสตร์พระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2559 เวลา 09:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/461091

เขมนิจ จามิกรณ์ ตามรอยศาสตร์พระราชา

โดย…นกขุนทอง ภาพ… รายการเจาะใจ

ได้ชื่อว่าเป็น “นางเอกฟรีงานกุศล” เพราะทุกเหตุผลที่เธอเลือกทำนับเป็น “เรื่องดีๆ” ในชีวิต ซึ่งมีแนวคิดว่า เมื่อมีโอกาสได้มาทำงานในวงการบันเทิง ผลตอบแทนที่ได้มานั้นมากมายหลายอย่าง วันหนึ่งจึงอยากตอบแทนในสิ่งที่สามารถทำได้คืนกลับสังคมบ้าง เธอจึงไม่เกี่ยงงานฟรีเพื่อการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เพราะต้องการเป็นกระบอกเสียงเป็นตัวเชื่อม ดึงผู้คนให้หันมาสนใจทำในสิ่งดีๆ เป็นโอกาสดีที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ดีขึ้น

จึงไม่แปลกที่จะเห็น แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ ออกงานการกุศลอยู่บ่อยๆ ยิ่งงานเกี่ยวกับพุทธศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์ขอให้บอก เธอสามารถจัดสรรเวลาให้ทันที

นอกจากนี้ แพนเค้ก ยังตามรอยศาสตร์พระราชา ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซื้อที่ต่างจังหวัดเพื่อทำเป็นศูนย์การเรียนรู้เกษตรพอเพียงเป็นตัวอย่างให้ประชาชน

 

เศรษฐกิจพอเพียงอย่างยั่งยืน

นอกจากกิจกรรมอื่นๆ ที่ทำอยู่เป็นนิตย์ แพนเค้กได้ร่วมทำกิจกรรมกับรายการเจาะใจ ในโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” นับถึงวันนี้ก็ 4 ปีแล้ว

เหตุเริ่มจากเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2556 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำรัสแก่คณะผู้บริหารจัดการน้ำว่า “…แม่น้ำป่าสักจะบริหารจัดการได้ยากที่สุด เพราะปริมาณน้ำไหลลงอ่างสูงมากหลายเท่าของความจุอ่าง…ถ้าออกจากโรงพยาบาลเมื่อไร คงจะช่วยได้มากกว่านี้…”

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และในฐานะพสกนิกรที่ตั้งมั่นในปณิธานที่จะมีส่วนร่วมในการแบ่งเบา พระราชภารกิจในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” จึงถือกำเนิดขึ้นในปี 2556 โดยน้อมนำพระราชดำรัสของพระองค์มาเป็นแรงบันดาลใจ ด้วยความร่วมมือของสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ รายการ เจาะใจ ฯลฯ

“ปีแรกที่เข้าร่วมคือโครงการลุ่มน้ำป่าสัก ที่เกิดขึ้นเพราะนำสิ่งที่ในหลวงทรงเป็นกังวล ก็มีหน่วยงานเอกชนหลายแห่งและร่วมกับอาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) ทำร่วมกัน แพนมาจอยกิจกรรมตั้งแต่แรก ลุ่มน้ำป่าสัก ในส่วนปลายน้ำ คือ เพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา มีปัญหาทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม เราก็ได้ไปทำหลุมขนมครกหลุมแรกของโครงการที่ จ.สระบุรี รณรงค์ให้คนในพื้นที่ออกมาช่วยกัน

ปีที่สองเราเริ่มไล่ขึ้นมาว่า มันเกิดอะไรขึ้น ไปเห็นที่เพชรบูรณ์เขาหัวโล้น คนปลูกพืชชนิดเดียวทำให้ดินเสีย ปลูกพืชได้ผลผลิตไม่ดีปลูกก็ขาดทุนเหมือนเดิม อาจารย์ยักษ์ก็มาให้ข้อมูลความรู้ มีทำโคกนาโมเดล คือไม่ว่าใครจะมีพื้นที่มากน้อยทำได้หมด ที่ราบๆ ก็ขุดดินขึ้นมาเป็นโคกสูง 1 เมตร ตามศาสตร์พระราชา บนโคกปลูกป่า 3 อย่างให้ประโยชน์ 4 อย่าง คือ ป่ากิน ป่าอยู่ และป่าใช้ ประโยชน์ 4 อย่างมี ให้อาหารการกิน ให้ที่อยู่ ให้ข้าวของใช้ ให้ความร่มเย็น พื้นที่บนโคกปลูกพืชผักสวนครัว ส่วนที่ขุดเป็นหนองน้ำก็ใช้ประโยชน์ในการกักเก็บน้ำ มีพื้นที่ไว้ปลูกข้าว เป็นเกษตรอินทรีย์ คนคิดว่าพื้นที่ปลูกข้าวต้องราบ แต่มาเห็นโครงการนี้ไม่จำเป็น มีพื้นที่น้อยแต่สามารถให้ผลผลิตได้ดีกว่าพื้นที่ราบหรือพื้นที่เยอะ เพราะพื้นที่โดยรอบอุดมสมบูรณ์กว่า จึงได้ผลผลิตที่มากกว่า

ปีที่สามเราก็ไปตามหมู่บ้านต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เราจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ทั้งเรื่องปากท้องการทำการเกษตร แพนไปบางบ้านมีพื้นที่ไม่กี่ตารางวา ถ้าพื้นที่น้อยก็ต้องปลูกพืชแนวตั้งใช้น้ำในระบบหมุนเวียน ใช้โอ่งเก็บน้ำแทนหนองเก็บน้ำ ซึ่งเป็นทฤษฎีของการทำโคกนาโมเดล ฝนตกเท่าไหร่เราต้องเก็บน้ำไว้ให้หมด มีตุ่มก็เก็บในตุ่ม

ปีล่าสุดเราไป จ.ลพบุรี ห้วยกระแทก ได้พื้นที่ 600 ไร่ ทำโครงการนี้เพราะท่านนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) อยากให้ทหารได้มีศูนย์ฝึกอบรม ก็ได้อาจารย์ยักษ์มาช่วย ใช้พื้นที่นี้เป็นตัวอย่าง มีทุกฐาน เช่น บ้านดิน โคกหนองนาดาราโมเดล ซึ่งเป็นฐานของแพนก็ได้ย้ำในสิ่งที่เราเรียนรู้มาตลอด 3 ปี การทำนาใน 3 ระดับทำอย่างไร ราบ สูง หรือเนิน การปลูกพืชขั้นบันได คลองไส้ไก่ให้น้ำได้ซึมซับเข้าดินในทุกพื้นที่”

 

อาวุธต่อสู้กับความจน

4 ปีที่เข้าร่วมโครงการและถูกนำมาตัดต่อออกอากาศทางรายการเจาะใจ หลายคนอาจเข้าใจไปว่า ศิลปินนักแสดงที่เข้าร่วมคงลงไปทำเพียงผิวเผิน ไม่ได้อยู่กับดินกินกับทราย ทว่าเบื้องหลังเทปออกอากาศในเวลา 1 ชั่วโมงนั้น การถ่ายทำใช้เวลามากกว่า และสิ่งที่นำเสนอนั้นก็ต้องรอเวลาให้มันออกดอกผลิผล ใช้เวลาตั้งแต่เปิดกิจกรรมจนจบกิจกรรมอยู่หลายเดือน การทำงานในอีกบทบาทหนึ่งของแพนเค้ก ที่ถูกแปะภาพลักษณ์นางเอก ผิวผ่องแลดูบอบบางนั้น แท้จริงแล้วหลายหนที่เธอยังลืมทาครีมกันแดดปกป้องผิวเสียด้วยซ้ำ

“จากการทำโครงการนี้ พอกลับไปอีกครั้งได้เจอคนที่ลืมตาอ้าปากได้ ปีแรกที่ไปแห้งแล้งมาก ปีนี้กลับไปดูเขาดำเนินรอยตามศาสตร์พระราชา ทุกคนเหมือนมีชีวิตใหม่ เพราะชาวบ้านเข้าใจการทำการเกษตรแบบพอเพียง อยู่กินอย่างพอเพียง อยู่แบบยั่งยืน ทุกอย่างเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่โลกเปลี่ยนเราอาจหลงลืมสิ่งที่เราเคยทำกัน ซึ่ง 4 ปีที่ได้ร่วมโครงการมันได้ผลแล้วผลมันดีมาก จากเราคนเมืองเริ่มจากไม่รู้เรื่องอะไรเลย มีแค่ใจอยากลงมือทำ ทำแล้วเห็นสิ่งที่ดีขึ้น แต่คนในพื้นที่เขามีอะไรมากกว่าเรานะ อย่างน้อยถ้าเขาน้อมนำเอาศาสตร์ของพระราชาไปใช้ในการดำเนินชีวิต ทำเศรษฐกิจพอเพียง เขาอยู่ได้ เหมือนมี
ซูเปอร์มาร์เก็ตในบ้าน มีกินมีใช้แล้วสามารถแบ่งปันได้ด้วย

การที่แพนได้ลงไปคลุกคลี และนำมาบอกต่อ ทำให้คนเห็นภาพสิ่งที่เราทำมีประโยชน์ แพนกับพี่บอย (พิษณุ นิ่มสกุล) ทำจนอิน เราได้ซื้อที่ 7 ไร่ ที่บ้านดู่ อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ เราทำเป็นพื้นที่ตัวอย่างให้คนมาดูงานที่นี่กัน ซื้อมาได้ 2 ปีแล้วค่ะ เราเลือกพื้นที่บริเวณแห้งแล้งเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเราสามารถพลิกฟื้นได้ ตรงนั้นมีปลูกกล้วย พืชผักสวนครัว ปลูกข้าวซึ่งข้าวล็อตแรกเกี่ยว มีพี่ๆ เครือข่ายช่วยดูแลให้ ตั้งชื่อว่า ศูนย์การเรียนรู้ โคกหนองนาดาราโมเดล เป็นพื้นที่ตัวอย่างให้ชาวบ้านมาดูการทำการเกษตรแบบอินทรีย์ การทำเศรษฐกิจอย่างพอเพียง”

หลายคำสอนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ที่แพนเค้กน้อมนำมาปฏิบัติในการดำเนินชีวิต ใครจะคิดว่านักแสดงที่มีเงินค่าตัวเป็นแสนๆ แต่ก็ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง พอดีตามอัตภาพของแต่ละคน

“จริงๆ แล้ว มีหลายเรื่องท่านทรงทำไว้มากมาย ที่ให้ประชาชนได้ทำตาม แพนมีโอกาสมาทำโครงการก็ตรงกับความตั้งใจที่อยากทำ ได้เรียนรู้ศาสตร์พระราชาที่ท่านทรงทำไว้ให้ประชาชนชาวไทย ดีใจที่ได้นำความรู้ตรงนี้มาบอกต่อ แพนมีความสุขจริงๆ แพนไม่เคยได้เข้าเฝ้าพระองค์ท่าน แต่รับรู้ถึงพระราชกรณียกิจที่ท่านทรงทำหลายอย่าง แต่โครงการนี้แพนได้ทำกันจริงๆ ในระยะยาว ทำให้แพนรู้สึกได้ดำเนินรอยตามโครงการของในหลวง

ตอนที่ทีมงานติดต่อมา แพนก็ไม่ได้คิดเยอะ คิดแต่ว่านี่คือโครงการของพ่อ สิ่งที่ท่านทรงทำยิ่งใหญ่จริงๆ รู้สึกดีใจที่เกิดเป็นคนไทยบนแผ่นดินทอง ดีใจที่มีโอกาสได้ทำสิ่งดีๆ เราในฐานะลูกมีกำลังเพื่อสานต่อ อยากบอกให้ทุกคนได้รู้ว่า ศาสตร์พระราชาสามารถทำให้เรามีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นได้”

จากพระราชดำรัสสู่ปณิธานอันมุ่งมั่นที่จะทำความดี และสานต่อแนวทางศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่การปฏิบัติเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไป ในการช่วยฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก และอีกหลายๆ อย่างที่นักแสดงหญิงคนนี้มุ่งมั่นจะทำต่อ

สำหรับเทปตามรอยพ่อของรายการเจาะใจ จะเริ่มออกอากาศในวันที่ 17 พ.ย. 24 พ.ย. และ 1 ธ.ค. เวลา 21.30 น. ทางช่องโมเดิร์นไนน์

 

วิทวัส คุตตะเทพ ไม่มีใครเก่ง แต่ต้องพยายาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ตุลาคม 2559 เวลา 12:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/460925

วิทวัส คุตตะเทพ ไม่มีใครเก่ง แต่ต้องพยายาม

โดย…กองทรัพย์ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ความโดดเด่นของอาคารสำนักงานแนวใหม่ “เอฟวายไอ เซ็นเตอร์ (FYI CENTER-For Your Inspiration Workplace) โครงการสุดฮิปสุดครีเอทีฟในคอนเซ็ปต์ “Business+Creativity” สำนักงานแห่งล่าสุดในย่านคลองเตย ดึงดูดสายตาทุกครั้งที่เดินทางผ่านทั้งสัญลักษณ์ด้านหน้าอาคาร หรือแสงไฟที่แปรอักษรในเทศกาลสำคัญ จึงนับว่าที่นี่พร้อมจะเปลี่ยนความจำเจของสถานที่ทำงานให้กลายเป็นที่ที่สามารถจุดประกายความสร้างสรรค์ได้ โดยมุ่งไปที่พื้นที่สำหรับเติมไอเดียให้นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการห้องทำงานสี่เหลี่ยม

อาคารแห่งนี้อยู่ในความดูแลของ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือโกลเด้นแลนด์ โดย วิทวัส คุตตะเทพ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ซึ่งเข้ามารับตำแหน่งนี้ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2556 เป็นต้นมา เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมโยธา จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมทั้งปริญญาโทสาขาวิศวกรรมโครงสร้าง จากมหาวิทยาลัยฟลอริดา สหรัฐอเมริกา

ก่อนจะมาร่วมงานกับโกลเด้นแลนด์ วิทวัสเคยร่วมงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับนานาชาติมาแล้วเช่นที่บริษัท Phonesack Group (Thailand) ดูแลและพัฒนาโครงการโรงงานซีเมนต์ และโรงงานพลังงานถ่านหิน และที่บริษัท Fico Corporation เขารับผิดชอบบริหารโครงการอาคารสำนักงาน และโรงแรมชั้นนำขนาดใหญ่ต่างๆ มากมาย

ความคิดสร้างสรรค์กุญแจสำคัญให้ธุรกิจสำเร็จ

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการเจ้าของโปรเจกต์ เปิดเผยถึงรายละเอียดก่อนจะกลายเป็นเอฟวายไอ เซ็นเตอร์ว่า ได้ทำการศึกษาพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของคนสมัยใหม่ที่ต้องการความสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว “คน Gen Y ไม่ได้คิดเหมือนคนรุ่นผม พวกเขาจะไม่ทำงานหนักเพื่อเงินอย่างเดียว แต่พวกเขาจะทำงานที่พวกเขามีความสุข ขณะเดียวกันก็มีเวลาสำหรับทำกิจกรรมอื่นๆ ในชีวิต เมื่อได้ข้อมูลทั้งหมดมาแล้วผมต้องมาคิดว่าอะไรที่จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เหล่านี้ได้บ้าง จึงออกมาเป็นสำนักงานแนวใหม่ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ด้วยการออกแบบสถาปัตยกรรมในรูปแบบของออฟฟิศที่ไม่จำเป็นต้องเป็นห้องสี่เหลี่ยม ต้องหาอะไรที่จะเสริมให้ผู้ใช้

ผมเองไม่ได้เป็น Gen Y แต่ทีมงานผม หรือแม้กระทั่งทีมเอาต์ซอร์สเป็น Gen Y กันเยอะ เราพูดคุยสิ่งที่เขาต้องการ สังเกตพฤติกรรมของเขา สิ่งที่ผมเห็นชัดๆ เลยก็คือ คนเจนนี้เป็นห่วงสุขภาพกันเยอะ อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องเทคโนโลยีต่างๆ จึงมองว่าสองสิ่งนี้จะเติมเต็มให้พวกเขาได้

ดีไซน์ไว-ไฟฟรีในชั้นที่ไม่ใช่ออฟฟิศก็เป็นจุดที่เสริม ลูกเล่นของอาคารไม่ได้เป็นเพียงอาคารที่ตอบสนองความต้องการของคน Gen Y เท่านั้น แต่ยังแทรกนวัตกรรมการออกแบบล้ำสมัย เช่น กระจกความโค้ง การบังแสงเงาลดความร้อนแต่ได้แสงธรรมชาติจากดวงอาทิตย์ ร่มรื่นด้วยพื้นที่สีเขียวโดยรอบส่งเสริมแรงบันดาลใจด้วยบรรยากาศของสวนเบญจกิติที่ตั้งอยู่ตรงข้าม ซึ่งพวกเขาสามารถ
ออกกำลังกายแบบใกล้ชิดธรรมชาติ ซึ่งเราทำให้พื้นที่แห่งนี้สะท้อนถึงภาพลักษณ์ที่ใส่ใจกับคุณภาพชีวิตของพนักงานให้แก่เหล่าบริษัทชั้นนำที่จะมาเช่าพื้นที่ในอนาคต”

วิทวัส บอกถึงการเชื่อมโยงไลฟ์สไตล์และการดีไซน์โดยอิงกับความสำคัญของพื้นที่ตั้งอย่างน่าสนใจ เพราะแม้ว่าจะมีอาคารสำนักงานไม่น้อยที่อยู่ในย่านสีลม สาทร สุขุมวิท แต่เขาบอกว่าที่นี่คืออนาคต

“ความที่สถานที่ตั้งของโครงการอยู่ในย่านเดียวกันกับท่าเรือคลองเตย ซึ่งเป็นท่าเรือสำคัญของกรุงเทพมหานคร ดังนั้นการออกแบบรูปโฉมของอาคารจึงนำแรงบันดาลใจจากดีไซน์ของตู้คอนเทนเนอร์มาเชื่อมโยงเข้าไว้ด้วยกัน โดยเฉพาะบริเวณโถงทางเข้าอาคารและลิฟต์โดยสารที่ราวกับยกตู้คอนเทนเนอร์มาจัดเรียงไว้จริงๆ

ด้านหน้าอาคารมีประติมากรรมสีเหลืองขนาดใหญ่ Plug Man ผลงานการออกแบบของดีไซเนอร์ชื่อดัง สาธิต กาลวันตวานิช ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Propaganda ที่นอกจากดึงดูดสายตาผู้คนที่ผ่านไปมาได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังสะท้อนคอนเซ็ปต์ของเอฟวายไอ เซ็นเตอร์ ในการเป็นอาคารสำนักงานแนวใหม่ที่จุดประกายไอเดียสร้างสรรค์ให้กับคนรุ่นใหม่

การออกแบบโครงสร้างและส่วนต่างๆ ของอาคารนั้น ทางโครงการยังให้ความสำคัญกับ Green Concept เพื่อช่วยในการประหยัดพลังงานและใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบโครงสร้างตัวอาคารให้มีพื้นที่เปิดโล่งให้มากที่สุด โดยจัดให้มีพื้นที่สำหรับคนเดินและพื้นที่สีเขียว 20% ของพื้นที่โครงการ รวมทั้งออกแบบชั้นล่างของอาคารให้รับทิศทางลม เพื่อให้มีลมธรรมชาติพัดเข้ามาลานด้านหน้า ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะตลอดทั้งวัน ไม่ใช้น้ำประปารดน้ำต้นไม้ แต่รวบรวมน้ำทิ้งจากการควบแน่นของระบบปรับอากาศในแท็งก์น้ำใต้ดินมาใช้ สนับสนุนการใช้จักรยาน โดยมีพื้นที่จอดรถจักรยานและห้องอาบน้ำบริเวณชั้นใต้ดิน B1

นอกจากนี้ พื้นที่ออฟฟิศมากกว่า 75% ได้แสงสว่างธรรมชาติที่มีคุณภาพ สว่างเพียงพอ และไม่จ้าจนเกินไป ด้วยการวางผังอาคารที่ดี ทำให้พื้นที่สามารถรับแสงสว่างจากหน้าต่าง รวมถึงการใช้กระจกที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยลดการนำความร้อนแต่ยังให้ได้ปริมาณแสงสว่างที่เพียงพอในการทำงาน การออกแบบกรอบของอาคารให้มีความลดหลั่นกัน โดยเลือกใช้กระจกกั้นความร้อนชนิด Low-E และผนังที่มีค่ากั้นความร้อนสูง สามารถลดการใช้งานจากเครื่องปรับอากาศได้ 24% เมื่อเทียบกับอาคารสำนักงานทั่วไป”

 

หัวใจของงานคือทีมเวิร์ก

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ โกลเด้นแลนด์ ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้เช่าจับจองพื้นที่แล้วถึง 70% ประกอบด้วยผู้เช่าในหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งกว่าโครงการจะเสร็จสิ้นตั้งแต่ขั้นตอนการร่างแบบ การก่อสร้างจนถึงปัจจุบันใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี เท่าอายุงานของเขากับโกลเด้นแลนด์ ดังนั้นสิ่งที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้งานราบรื่นก็คือทีมเวิร์ก

“โครงการก่อสร้างหนึ่งแห่ง กว่าจะเสร็จสิ้นมีหลายขั้นตอนและต้องใช้เวลามาก จริงๆ ต้องบอกว่าผมคนเดียวทำงานไม่ได้ จะต้องมีหลายอย่างประกอบกัน เช่น ฝั่งเจ้าของ ผู้ออกแบบ ที่ปรึกษาด้านต่างๆ คนคุมงานก่อสร้าง ผู้รับเหมา จนกระทั่งถึงคนทำงานในพื้นที่ เราต้องพูดคุยและประสานงานกับคนที่มีความหลากหลาย ดังนั้นเราจึงจัด Meeting กันบ่อยๆ สร้างทีม สร้างใจขึ้นมา ทุกคนมาจากหลายบริษัทก็จริง แต่เราทำงานด้วยกันแล้วเราคือทีมเดียวกัน มีเป้าหมายร่วมกัน

จุดหลักในการทำงานของผมคือทีมเวิร์ก เราจะเก่งยังไงก็ตาม ถ้าคนอื่นไม่ช่วยเรา งานก็จะราบรื่นไม่ได้ การทำงานของเราจะมองภาพจากภาพที่จะเสร็จ ต้องมองเห็นภาพอาคารที่เสร็จแล้วไว้ในหัว เราต้องไม่หลงทาง แม้ว่าจะไปดูงานที่โน่นที่นี่มา แล้วอยากได้โน่นอยากได้นี่ อยากให้ตึกเราเป็นแบบนี้แต่ผิดจากสิ่งที่เราวางไว้ก็ไม่ได้ แต่หากตรงกับคอนเซ็ปต์ก็นำมาปรับใช้ให้ดีขึ้น จุดนี้คอนเซ็ปต์ต้องแน่นโดยเฉพาะเจ้าของโปรเจกต์อุปสรรคผมเชื่อว่ามีอยู่แล้ว แต่ทีมนี้มีความหมายมาก เพราะเราสามารถแสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปสู่การแก้ไขงานได้หมดทุกฝ่าย”

ตั้งเป้าหมายและพยายาม

หน้างานหลายคนเห็นว่าเขาเป็นคนจริงจัง แต่ขณะเดียวกันก็มีรอยยิ้มประดับใบหน้าเสมอ เราจึงถามเพิ่มเติมจากสิ่งที่เราเห็น วิทวัส บอกว่า โดยไลฟ์สไตล์ของเขาแม้ไม่ใช่คน Gen Y แต่สิ่งที่เขาไม่ต่างจากเด็กรุ่นใหม่คือการห่วงใยสุขภาพ

“ไลฟ์สไตล์ผมจริงๆ แล้วไม่ต่างจากการทำงาน เพราะผมจะคิดถึงใจเขาใจเรา คือไม่ต้องเอาเปรียบใคร ไม่ว่าจะทำงานกับเรื่องการใช้ชีวิต ทุกคนคือเพื่อนกัน แต่ส่วนตัวผมชอบออกกำลังกาย ซึ่งจะได้สังคมอีกแบบหนึ่งที่แตกต่างออกไปจากการทำงาน

สิ่งที่ผมเลือกคือการวิ่ง และสิ่งที่ได้รับจากการวิ่งก็คือ น้ำหนักผมลดลงไป 10 กิโลกรัมภายใน 1 ปี แต่สิ่งสำคัญไปกว่านั้นคือ ผมทำตามความตั้งใจของตัวเองได้ทุกๆ ปี ซึ่งแต่ละปีจะตั้งเป้าหมายของตัวเองก่อนว่าอยากทำอะไรในปีนั้นๆ เช่น ปีที่ 1 วิ่ง 10 กม. ปีที่ 2 วิ่ง 21 กม. ปีที่ 3 วิ่ง 42.195 กม. ตั้งเป้าหมายว่าอยากทำอะไรก่อน แล้วลงมือทำ

เมื่อตั้งเป้าหมายแล้วก็ต้องทำเพราะเรื่องเหล่านี้ฟลุกไม่ได้ เพราะคนวิ่งที่รู้ว่าจะต้องซ้อม ต้องสร้างวินัยให้ตัวเอง ต้องซ้อมวิ่ง ต้องตื่นเช้าขึ้น วันธรรมดาส่งลูกไปโรงเรียน แล้วเข้าฟิตเนส และทำงาน ถ้าคุณจะทำอะไรคุณต้องมีเป้าหมายชัดเจน ไม่มีใครเก่งแต่คุณต้องพยายาม ต้องสร้างมันขึ้นมา การใช้ชีวิต หรือการทำงาน ผมมองว่าสามารถนำมาใช้ได้ไม่ต่างกัน” วิทวัส ทิ้งท้าย