ภัทรวรินทร์ ทิมกุล เชฟไม่ใช่อาชีพในฝัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2559 เวลา 09:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/460176

ภัทรวรินทร์ ทิมกุล เชฟไม่ใช่อาชีพในฝัน

โดย…ปอย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

“… อยากเป็นแม่ครัวมากกว่าค่ะ ไม่คิดว่าจะยึดอาชีพเชฟ แต่เมื่อเราทำได้ดี มีคนกินอาหารของเราแล้วก็มีคำวิจารณ์ ทั้งอร่อย ไม่อร่อย (หัวเราะ) ก็เลยเป็นกำลังใจให้ทำจริงจังค่ะ” เมย์-ภัทรวรินทร์ ทิมกุล วันนี้เปลี่ยนบทบาทเป็นเชฟหญิงเต็มตัว โดยใช้พื้นฐานเป็น ‘แม่ครัว’ ทำอาหารให้ลูกทั้งสามคนกิน นักแสดงสาวภาพลักษณ์เปรี้ยวสุดแซ่บชอบเข้าครัวมาตั้งแต่เด็กๆ โดยการปลูกฝังของแม่ ครูเล็ก-ภัทราวดี มีชูธน และสานต่อช่วงวัยรุ่นไปเรียนต่อต่างประเทศ ก็ทำงานหารายได้พิเศษในร้านอาหาร จึงมีพื้นฐานงานครัวฝีมือฉกาจ

“เมย์ทำอาหารจริงจังมาตลอดนะคะ ชอบทำอาหารให้คนในบ้านกินค่ะ ชอบตั้งแต่เด็กๆ อยู่กับคุณแม่เป็นช่วงที่อบอุ่นที่สุด ที่ทุกคนอยู่หน้าเตาช่วยกันทำอาหาร คุณแม่ทำอาหารอร่อยแต่เป็นจานสูตรสำเร็จ ข้าวผัด สปาเกตตี แม่ก็ไม่ได้สอนจริงจังนะคะ แต่ก็ได้พื้นฐานติดตัวมา ช่วงที่เมย์ไปเรียนต่อสหรัฐ แคนาดา ก็ไปเป็นเด็กเสิร์ฟทำให้ได้วิชาจากเชฟฝรั่งเยอะค่ะ

พอมาทำงานวงการบันเทิงก็ต้องเมกมันนี่ (หัวเราะ) จนวันอิ่มตัวเราอยากมีอาชีพหลักมั่นคง จึงหันมาทำในสิ่งที่เราทำได้ดี ตอนนี้เมย์เป็น Executive Chef ที่ภัทราวดีเรสซิเดนซ์ และรับทำอาหารงานจัดเลี้ยง ‘เมย์ไอ ปาร์ตี้’ รับทำแคเทอริ่งไม่เกิน 30 ที่ แต่อาหารจัดเต็มอลังการ ใช้วัตถุดิบของบริษัทจาโกตาทั้งหมดค่ะ แล้วช่วงปลายปีทุกๆ ปี เมย์เปิดร้านบาร์บีคิวที่ซีนสเปซ หัวหิน แต่เป็นร้านสไตล์ป๊อปอัพคือเปิดเฉพาะไฮซีซั่น ช่วงปีที่แล้วเมย์เปิดที่กรุงเทพฯ ท่ามหาราช ใครเคยมากินก็ชอบค่ะ ใช้เนื้อเกรดดี ราคาย่อมเยา

เมย์เป็นครูสอนทำอาหารที่โรงเรียนภัทราวดีหัวหิน สอนลูกศิษย์ในสไตล์โฮมคุกกิ้งตั้งแต่ประวัติของอาหาร ทำอาหารเป็น แล้วก็กินให้ถูกต้อง เรียกว่า 3 งานเรื่องอาหาร 3 รูปแบบโดยสิ้นเชิง เชฟใหญ่ ที่ภัทราวดีเรสซิเดนซ์ ต้องทำตั้งแต่งานบริหารทีมเชฟ เรื่องงบบัญชี ไปจนเรื่องขัดหม้อล้างจาน ซึ่งบางวันไม่ได้อยู่หน้าเตาเลยนะคะ มีหน้าที่ชิมอย่างเดียว (หัวเราะ) จนบางวันกลับบ้านไปไม่อยากกินอะไรเลย ต้มบะหมี่สำเร็จรูปค่ะ”

ภัทรวรินทร์ สนทนาพร้อมรอยยิ้มสดชื่น พลางปรุงอาหารมือระวิง วันนี้โชว์อาหารฝรั่งบาร์บีคิวเนื้อแกะ ใช้เนื้อส่วนเทนเดอร์ลอยน์อย่างดี เชฟหญิงมาดเท่บอกว่า สไตล์เมย์ คือแซ่บ ถึงเป็นอาหารฝรั่งแต่รสชาติต้องจัดจ้าน ถูกใจคนไทย

“ตอนอายุ 20 กว่าค่ะตั้งหลักทำเป็นอาชีพ ก็ไปเรียนที่ เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต คอร์สอาหารฝรั่ง 6 เดือน ต้องทำงานแสดงแล้วลูกคนที่สองเพิ่งเกิดด้วยค่ะ ก็เลยเรียนได้แค่คอร์สสั้นๆ แล้วไปต่อเรียนอาหารไทย โรงเรียนการอาหารไทย เอ็ม เอส ซี เมย์ถนัดทั้งอาหารไทยและฝรั่ง แต่อย่างหนึ่งที่ทำไม่อร่อยทั้งที่ชอบกินมากคือ ส้มตำปูปลาร้า (หัวเราะ) รู้สึกว่ารสของเราแซ่บสู้รถเข็นหน้าปากซอยไม่ได้

อาหารเป็นเรื่องของประสบการณ์ การเรียนรู้ ฝึกหลายๆ ครั้ง ลองผิดลองถูก ครอบครัวเมย์จึงต้องกินอะไรที่เมย์ทำพลาดมาโดยตลอด ต้มยำเค็มยกทะเล ขนมปังไหม้ แต่ทุกคนก็ให้กำลังใจ (บอกพลางยิ้ม) การอาหารทำให้เมย์นิ่ง มีสมาธิ แล้วถ้าคนชมอร่อยก็กลายเป็นความ ‘ฟิน’ ที่สุดในการทำงานเลยค่ะ”

ล่าสุด เชฟเมย์ ภัทรวรินทร์ เพิ่งออกคุกบุ๊ก May’s Recipes แนะสูตรอาหารฝรั่ง อย่างเช่นสูตรบาร์บีคิวสันในแกะ ลองทำและขยันฝึกฝน ใครๆ ก็ทำอาหารได้อร่อย

 

Lamb Tenderloin with Onion Chutney

ส่วนผสม

1.สันในแกะ 4 ชิ้น

2.โรสแมรี่ 1 ก้าน

3.เมล็ดมัสตาร์ด 1/2 ช้อนชา

4.ยี่หร่าป่น 1/4 ช้อนชา

5.ลูกจันทน์เทศป่น 1/4 ช้อนชา

6.หอมแดง 100 กรัม

7.น้ำส้มสายชูหมักไวน์แดง 2 ช้อนโต๊ะ

8.ลูกเกด 2 ช้อนโต๊ะ

9.เนยเค็ม 10 กรัม

10.น้ำมันมะกอก 4 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนโต๊ะ

11.ขิงเชื่อม 15 กรัม

วิธีทำ

1.สับโรสแมรี่และหั่นสันในแกะเป็นลูกเต๋า

2.หมักแกะด้วยยี่หร่ากับน้ำมันมะกอก และโรสแมรี่ ใส่เกลือ พริกไทย ตามชอบ

3.เสียบเนื้อแกะกับไม้บาร์บีคิวแล้วนำไปย่าง เพียง 1 นาทีก็สุกแล้วเพราะเนื้อส่วนนี้นุ่มมาก

วิธีทำ Onion Chutney

1.ตั้งกระทะใส่เนยลงไป 1 ก้อน ผัดหอมกับเนยจนเป็นสีเหลืองทอง แล้วใส่เกลือ พริกไทย และเมล็ดมัสตาร์ด

2.ใส่น้ำตาลทรายแดง ลูกจันทน์เทศป่น ลูกเกด และขิงเชื่อม ใส่น้ำ 3 ช้อนโต๊ะ เคี่ยวจนเหนียว

3.ใส่น้ำส้มสายชูหมักไวน์แดง ปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อย พร้อมเสิร์ฟกับแกะที่เตรียมไว้

 

โยษิตา แต่ยินดี ศิลปะสร้างงานและความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ตุลาคม 2559 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/459950

โยษิตา แต่ยินดี ศิลปะสร้างงานและความสุข

โดย…วรธาร ทัดแก้ว ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

นักวาดภาพสาวอารมณ์ดีผู้รักการวาดภาพตั้งแต่เด็ก ส้ม-โยษิตา แต่ยินดี ลูกสาวของอาจารย์ณิชาภัทร แต่ยินดี รองผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์วิทยา อาจยังไม่เป็นที่รู้จักในแวดวงศิลปะเท่าใดนัก เนื่องจากเพิ่งหันมาเอาดีด้านการวาดภาพอย่างจริงจังและยึดเป็นอาชีพหลักมาได้ปีกว่าๆ แต่ฝีมือการวาดภาพของเธอต้องบอกว่าขายได้ขายดีและโดนใจผู้ที่ได้เห็นผลงานจนต้องออร์เดอร์จ้างเธอเขียนภาพให้

ทุกวันนี้โยษิตามีสตูดิโอของตัวเองชื่อ DelziduckStudio และมีรายได้หลักจากการวาดภาพขายอยู่ที่หลักหลายหมื่นบาทต่อเดือน บางเดือนก็ได้มากเกินกว่าครึ่งแสนบาท ถือเป็นรายได้ที่สามารถเลี้ยงตัวเองและแบ่งเบาภาระครอบครัวได้ในระดับหนึ่ง แต่จากการที่เธอมีรายได้ตรงนี้ก็ทำให้ต้องเลิกล้มความคิดที่จะกลับไปทำงานเป็นลูกจ้างตามแบบฉบับมนุษย์เงินเดือนที่ครั้งหนึ่งก็เคยทำมาแล้ว ขณะเดียวกันก็ตั้งเป้าหมายใหม่ด้วยการมีแกลเลอรี่ของตัวเองในอนาคตอันใกล้

สำหรับภาพวาดที่เป็นสไตล์ของเธอนั้น มิใช่ภาพเหมือน และมิใช่ภาพการ์ตูนล้อที่ดึงเอาจุดเด่นใดจุดเด่นหนึ่งของบุคคลนั้นๆ มาวาด แต่เธอจะดูจากภาพรวมทุกอย่างของบุคคลคนนั้นหรือสิ่งที่จะวาด เช่น ทรงผม การแต่งตัว หรือของที่บุคคลคนนั้นชื่นชอบ แล้วดึงออกมาเป็นคาแรกเตอร์ จากนั้นใส่จินตนาการของตัวเองเข้าไป ทำให้ภาพที่ออกมานอกจากสวยงามน่ารักแล้ว ยังบ่งบอกสไตล์ของเธอด้วย

 

“งานวาดภาพมีออร์เดอร์เข้ามาเรื่อยๆ ค่ะ แต่ละเดือนมากน้อยไม่เท่ากัน เดือนหนึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 20-40 ภาพ มีทั้งงานแต่ง งานรับปริญญา งานครบรอบวันแต่งงาน ครบรอบคบกันเป็นแฟนก็มี (หัวเราะ) งานวันเกิดเพื่อน และอื่นๆ แต่ส่วนใหญ่งานแต่งงาน ออร์เดอร์จะเยอะช่วงที่ส้มโพสต์ภาพโปรโมทผลงานลงเฟซบุ๊กและไอจี จนบางทีก็ต้องเบรกไว้นิดหนึ่งเพราะงานล้นมือ รวมถึงช่วงปลายปีไปจนถึงวาเลนไทน์จะเข้ามามาก” จิตรกรสาวกล่าว

จิตรกรสาวกล่าวต่อว่า ในการวาดภาพในส่วนของลูกค้าแค่ส่งรูปถ่ายมาให้ หรือถ้าไม่สะดวกส่งมาก็จะให้ลูกค้าบอกข้อมูลส่วนตัวที่อยากได้ เช่น ลักษณะรูปร่าง ทรงผม ไลฟ์สไตล์ หรือความชอบของลูกค้าในเรื่องต่างๆ ให้ละเอียด ส่วนจินตนาการและไอเดียเป็นหน้าที่ของเธอที่จะใส่เข้าไปเพื่อให้ลูกค้าชื่นชอบและเกิดความประทับใจ

“บางคนชอบตุ๊กตาหมีพูห์ก็จะวาดหมีพูห์ลงไปในภาพ บางคนอยากได้ลูกโป่ง ดอกไม้ในตอนรับปริญญาก็จัดให้  เรียกว่าอะไรที่ลูกค้าออร์เดอร์และรีเควสต์มาก็พยายามจัดให้ตามนั้น แม้ว่าบางอย่างไม่คิดจะวาดแต่ก็ต้องวาด เช่น รูปสัตว์ต่างๆ หรือรถ เป็นต้น ก็มีลูกค้าบางคนจะแต่งงานให้ภาพพรีเวดดิ้งที่ถ่ายคู่กันกับรถสปอร์ตมา เราก็ต้องวาดรถสปอร์ตด้วย บางคนขี่บิ๊กไบค์ บางคนชอบแมวเราก็จัดให้ แล้วลูกค้าก็แฮปปี้เมื่อได้เห็นผลงาน”

 

ขณะที่ราคาภาพวาด ส้มบอกว่าขึ้นอยู่กับไซส์ เฉพาะภาพที่วาดด้วยสีอะครีลิกจะมีหลายไซส์ให้เลือก ตั้งแต่ขนาด 20×20 ซม. ราคา 850 บาท ภาพคู่ 950 บาท ไปจนถึงไซส์ใหญ่สุด ขนาด 50×70 ซม. ภาพเดี่ยว ราคา  4,950  บาท ภาพคู่ 5,250 บาท ส่วนสีน้ำจะมีขนาดเดียวคือ 5×7 นิ้ว ราคา 350 บาท ภาพคู่เพิ่มอีก 100 บาท เป็น 450 บาท แต่ลูกค้ามักจะขอให้วาดไซส์ใหญ่ขึ้น ซึ่งก็จะวาดเป็น 6×8 นิ้วให้ คิดราคาเดิม แต่จะคิดราคาจำนวนคนเพิ่ม

“เนื่องจากเรายังไม่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักเท่าไรนัก การคิดราคาผลงานจึงไม่ได้แพงมากเหมือนในต่างประเทศหรือเหมือนศิลปินที่มีชื่อเสียงและมีผลงานเป็นที่ปรากฏอยู่ก่อนแล้ว เพราะกำลังอยู่ในช่วงของการเก็บเกี่ยวประสบการณ์และพัฒนาฝีมือขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ถ้ามองในแง่คุณภาพผลงานที่ออกมาจากเสียงสะท้อนของลูกค้าส่วนใหญ่พึงพอใจและยินดีจ่ายค่ะ ที่สำคัญสีและกระดาษที่ใช้ล้วนเป็นเกรดอาร์ติสต์อย่างดีเพื่อให้สมกับเงินที่ลูกค้าจ่ายมา เช่น สีน้ำจะเลือกใช้ยี่ห้อเซนเนลิเย่ (Sennelier) ของฝรั่งเศส ขณะที่กระดาษใช้ยี่ห้อแคนสัน (Canson) เป็นต้น”

นอกจากความสามารถในการวาดภาพที่ขายได้แล้ว จิตรกรสาวยังทำเกี่ยวกับกราฟฟิกดีไซน์ ออกแบบโลโก้ การ์ดแต่งงาน และอื่นๆ อีกด้วย เนื่องจากเคยเรียนเกี่ยวกับเน็ตดีไซน์มาก่อน ทุกวันนี้เธอรู้สึกมีความสุขและสนุกกับการทำงานตรงจุดนี้ทุกวันแม้กระทั่งในวันหยุด

 

“ส้มคิดว่าถ้าเราได้ทำอะไรที่เรารักก่อนแล้วมันหาเงินได้ด้วยก็มีความสุขนะ ก่อนนี้เคยทำงานออฟฟิศได้เงินก็จริง แต่บางทีก็ไม่ได้มีความสุขทุกวันในวันทำงาน หรืออย่างบางคนทำงาน 5 วัน เบื่อ 5 วันเลย รอเสาร์-อาทิตย์อย่างเดียวก็มี แต่เราสามารถทำงานเสาร์-อาทิตย์แล้วมีความสุขได้โดยไม่ต้องหยุดก็ได้ แถมได้เงินอีกต่างหาก คือมันแฮปปี้ทุกอย่าง เมื่อก่อนคุณพ่ออยากให้ทำงานบริษัท ก็จะแซวเราเล่นๆ ว่าจะไปได้ถึงไหนกัน แต่ตอนนี้พอเราแกล้งเปรยเล่นๆ กลับบ้าง อยากทำงานบริษัท ท่านก็พูดว่าทำนี่แหละดีแล้ว ไม่ต้องตื่นแต่เช้าฝ่ารถติดไปทำงาน ทำอยู่บ้านก็ได้เงินเหมือนกัน ไม่ต้องเหนื่อยเดินทาง” จิตรกรฝีมือดีกล่าว

ย้อนประวัติของส้ม โยษิตา เธอชอบศิลปะและรักการวาดภาพตั้งแต่อนุบาลจนกระทั่งตอนมัธยมก็ยังเลือกวิชาจิตรกรรม แต่ด้วยความที่คิดว่าการวาดภาพไม่ได้เป็นอาชีพที่หาเลี้ยงชีวิตได้ จึงไม่คิดเอาดีทางด้านนี้ แต่ทว่าด้วยความชอบในศิลปะอยู่ลึกๆ จึงเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (เกี่ยวกับสื่อการเรียน) ซึ่งแม้จะไม่ใช่ศิลปะโดยตรง แต่ในวิชาที่เกี่ยวกับศิลปะเธอทำได้ดีเยี่ยม

พอจบปริญญาตรีได้ไปเรียนเน็ตดีไซน์อยู่ 1 ปี เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์กราฟฟิกดีไซน์ จากนั้นต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) แล้วทำงานออกแบบเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ เช่น ออกแบบโลโก้ ออกแบบโฆษณา อยู่ประมาณ 5 เดือน ก่อนตัดสินใจเดินทางไปสหรัฐอเมริกาในโครงการออแพร์ เพราะต้องการอยากได้ภาษาและท่องเที่ยวเป็นเวลา 2 ปี

 

“การไปอยู่อเมริกาทำให้ส้มได้อะไรมากมายค่ะ เช่น ได้อยู่ในครอบครัวของโฮสต์ที่ใจดี เด็กที่ส้มเลี้ยงก็น่ารัก พร้อมทั้งได้เรียนรู้อะไรๆ หลายอย่างนอกเหนือจากภาษาอังกฤษ เช่น เรียนทำป๊อปอาร์ตการ์ด เรียนเกี่ยวกับการใช้สีอะครีลิก เรียนทำหนังสือนิทาน ที่สำคัญคือการที่ต้องมาวาดภาพขายในปัจจุบันก็ได้แรงบันดาลใจมาจากตอนที่อยู่อเมริกา คือมีคนซื้อภาพวาดของส้มที่ส่งไปขายในงาน SMFA Art Sale 2013 ที่ School of The Museum of Fine Arts ในเมืองบอสตัน”

เธอเล่าว่า ทั้งที่ตอนส่งไปไม่ได้คิดว่าจะมีคนซื้อ รู้แค่ว่าตัวเองรักการวาดภาพ แต่ไม่รู้ว่าจะตั้งราคาภาพเท่าไร เพราะไม่เคยมีประสบการณ์ จึงตั้งราคาไปโดยที่ไม่รู้คือ 350 และ 450 เหรียญสหรัฐ ภาพที่ขายได้คือ 350 เหรียญสหรัฐ แต่แบ่งคนละครึ่งกับโรงเรียน

“ตอนนั้นรู้สึกดีใจมาก ไม่คิดว่าจะมีคนซื้อ ซึ่งจากจุดนี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจให้ส้มพอกลับมาเมืองไทยเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ก็เลือกที่จะวาดรูปไปก่อนแล้วค่อยๆ โพสต์ผลงานลงเฟซบุ๊กและไอจี ก็ปรากฏว่ามีคนสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากเพื่อน ก็ขยายไปยังเพื่อนของเพื่อน เพื่อนของพี่สาว จนมีคนติดตามเพจมากขึ้น ในที่สุดก็ตัดสินใจวาดภาพขายจนถึงวันนี้”

หากใครที่สนใจอยากให้จิตรกรสาวผู้นี้วาดภาพให้เป็นที่ระลึกในงานและโอกาสต่างๆ หรืออยากชื่นชมผลงานของเธอ สามารถเข้าไปดูได้ที่เฟซบุ๊กและไอจีชื่อ DelziduckStudio และไอดีไลน์ delzi.duck

 

มาลียา โชติสกุลรัตน์ ดอกเตอร์ลินดี้ฮอปเปอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ตุลาคม 2559 เวลา 09:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/459730

มาลียา โชติสกุลรัตน์ ดอกเตอร์ลินดี้ฮอปเปอร์

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เพลงแจ๊ซมีจังหวะสั่งให้แข้งขาขยับเป็นสวิง…

โน้ต-ดร.มาลียา โชติสกุลรัตน์ กำลัง (เต้น) รออยู่ที่ เดอะ ฮอป แหล่งรวมตัวของชาวลินดี้ฮอปเปอร์ขาสวิงแดนซ์ หรือกลุ่มอินดี้ใต้ดินที่เปิดตัวไปในนาม บางกอกสวิง โดยมีเธอเป็นตัวตั้งตัวตีทำให้สวิงแดนซ์เป็นกระแสใหม่ในกลุ่มวัยรุ่น นอกจากภาพนักเต้น เธอยังทำและเป็นอะไรอีกหลายอย่าง อย่างที่ได้นิยามตัวเองไว้ในเฟซบุ๊ก Malee (นามแฝง) ว่า มาลีเขียนหนังสือสร้างเสริมประสบการณ์อิงลิช และตรีแล้วไปไหน สำนักพิมพ์อะบุ๊ค มาลีเคยเขียนคอลัมน์หนูมาลุยในอะเดย์ และตรีแล้วไปไหนในมันเดย์ มาลีมีงานประจำเป็นนักวิจัย มาลีมีงานเสริมเป็นแม่ค้าขายไข่เค็มซีอิ๊วตราบ้านตลาดน้อย และมาลีมีงานอดิเรกเป็นนักเต้นสวิง

ทายาท

เห็นหน้าหมวยอินเตอร์แบบนี้ แท้จริงแล้วเธอเป็นลูกหลานชาวจีนที่สืบเชื้อสายจากย่านตลาดน้อย ประกอบกิจการผลิตและขายซีอิ๊วดำเค็มมาตั้งแต่รุ่นทวด ตอนนี้สืบทอดสู่รุ่นที่ 4 มีน้องสาวของเธอเป็นคนดูแลการผลิต ส่วนเธอเป็นฝ่ายครีเอทีฟที่สรรหาใส่ความสนุกเข้าไป
โดยจุดเด่นของซีอิ๊วตราตาแป๊ะที่ครอบครัวโชติสกุลรัตน์สืบทอดมา คือไม่มีการเปลี่ยนแปลงสูตรเลยในช่วง 4 ชั่วอายุคนที่ผ่านมา ซึ่งสำหรับคนที่มองว่าความทันสมัยคือการเปลี่ยนแปลงก็อาจไม่จริงเสมอไป เพราะสมัยก่อนไม่ใส่สารเคมี ไม่ใส่วัตถุกันเสีย ทุกอย่างคือธรรมชาติ ซึ่งจุดนี้กลายเป็นข้อดีในปัจจุบัน และเธอยังนำซีอิ๊วดั้งเดิมมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วย

“คนสมัยนี้ห่างครัวขึ้นเรื่อยๆ เราก็เลยพยายามคิดผลิตภัณฑ์ที่ทำให้มันง่ายต่อการกินสมัยนี้ เลยลองนำซีอิ๊วที่บ้านมาทำเป็นไข่เค็มซีอิ๊วตราบ้านตลาดน้อย วางขายในห้างสรรพสินค้า กูร์เมต์มาร์เก็ต และร้านสุขภาพต่างๆ เพื่อให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น” เธอกล่าว

การเกิดมาในครอบครัวค้าขายก็ไม่ได้ทำให้เธอต้องโตมาเป็นแม่ค้า ดร.โน้ตค้นหาตัวเองด้วยการร่ำเรียนหลายอย่างและไม่ปิดกั้นตัวเอง ช่วงปริญญาตรีเธอตัดสินใจเลือกเรียนคณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ด้วยกระแสตอนนั้นที่คอมพ์กำลังบูม จบมาเธอได้งานแรกเป็นโปรแกรมเมอร์ที่บริษัทฝรั่ง จากนั้นสอบได้ทุนรัฐบาลไปเรียนต่อปริญญาโทและเอกด้านบริหารเทคโนโลยีที่ประเทศอังกฤษ โดยได้ทำวิจัยเรื่องประสิทธิภาพของนักวิจัย

 นักวิจัย

5 ปีที่เป็นนักเรียนทุน เธอต้องกลับมาใช้ทุนให้ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ผู้ให้ทุนเป็นเวลา 10 ปี แต่ปัจจุบันเธอถูกดึงตัวให้เข้าไปทำงานในกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ที่เปลี่ยนชื่อเป็น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในปัจจุบัน เกี่ยวกับการทำแผนแม่บทและกำหนดนโยบาย โดยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้ว คือ เปลี่ยนชื่อกระทรวงให้รับกับโลกดิจิทัล

“ปัจจุบันเทคโนโลยีคือทุกอย่าง เป็นหลักและเป็นฐานของทุกสิ่ง งานของทีมเราคือ เข้าไปวางพื้นฐานให้คนที่จะเข้ามาเปลี่ยนหรือปรับการทำงานของกระทรวง โดยก่อนหน้านั้นได้มีการศึกษาเชิงลึกหลายด้าน เช่น อินเทอร์เน็ตเข้าถึงพื้นที่ในประเทศไทยแล้วหรือยัง นักเรียนตามชนบทมีคอมพิวเตอร์พร้อมใช้งานหรือไม่ การค้าขายออนไลน์มีปัญหาอะไร และลึกไปจนถึงพฤติกรรมคนไทยว่าพร้อมกับยุคดิจิทัลแล้วหรือยัง”

เธอแสดงทัศนะว่า สำหรับคนในเมืองใหญ่ไม่น่าเป็นห่วงเรื่องการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต แต่ที่เป็นกังวลคือ การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างขาดวิจารณญาณ มีใช้แล้วก็ต้องใช้ให้เป็น ใช้อย่างสร้างสรรค์ และใช้เพื่อพัฒนาสร้างอย่างอื่น โดยผู้ใช้ต้องมีภูมิคุ้มกัน เพราะโลกออนไลน์ก็เหมือนสังคมมนุษย์ที่หากไม่มีภูมิคุ้มกันก็อาจโดนหลอกเอาเงิน หรือตนอาจไปทำอะไรที่เสื่อมเสียชื่อเสียงก็เป็นได้

“ภาพใหม่ของกระทรวง ถ้าเป็นไปได้จะไม่ทำงานแค่คนเดียว แต่ต้องวิ่งไปหากระทรวงหรือหน่วยงานอื่นๆ ที่รับผิดชอบโดยตรงเพื่อเปลี่ยนในเรื่องต่างๆ เช่น การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในโรงเรียนก็ต้องวิ่งไปหากระทรวงศึกษาธิการ แต่ทุกเรื่องไม่ใช่เรื่องง่าย ยกเว้นเสียแต่มีการเริ่มต้นในทิศทางที่ถูกต้อง อาจจะใช้เวลากี่ปีไม่มีใครรู้ แต่มันดีที่ได้เริ่มต้นแล้ว ผลของมันก็จะตามมาแน่นอน” ดร.โน้ต เพิ่มเติม

นักเขียน

อีกมุมหนึ่งของนักวิชาการวัย 35 ปี ดร.โน้ต คือเจ้าของนามปากกา “หนูมาลุย” คอลัมนิสต์เรื่องท่องเที่ยวในนิตยสารอะเดย์ตั้งแต่ปี 2552-2555 เธอยังเป็นเจ้าของหนังสือเรื่อง “สร้างเสริมประสบการณ์อิงลิช” และเล่มที่สอง “ตรีแล้วไปไหน” หลังจากนั้นเมื่อหยุดเขียนเรื่องท่องเที่ยวเพราะต้องทำงานประจำจนไม่มีเวลาเดินทาง เธอก็เริ่มสนใจแฟชั่นวินเทจ ด้วยอิทธิพลของเมืองอังกฤษเจ้าแม่ความวินเทจที่ติดตัวมา ทำให้เธอลงไปศึกษาเรื่องเสื้อผ้า รวมถึงวัฒนธรรมในยุควิกตอเรียนถึงยุค 1920-1940 และได้กลับไปเป็นคอลัมนิสต์ให้นิตยสารอะเดย์อีกครั้งในคอลัมน์ เรื่องเล่าสาววินเทจ เกี่ยวกับเกร็ดประวัติศาสตร์แฟชั่น

“แต่ก่อนคุณพ่อคุณแม่ดูภาพยนตร์เก่าๆ หรือฟังเพลงในยุคของเขา มันเลยกลายเป็นสิ่งที่เราเสพมาตั้งแต่เด็กๆ มันไปเชื่อมโยงกับความรู้สึกสบายใจเมื่อได้คิดถึง เป็นภาพแห่งความสุขที่เราจำได้ แต่พอโตขึ้นมา ความชอบแฟชั่นวินเทจมันไปเกี่ยวโยงเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจ เพราะว่าเสื้อผ้ามือสองราคาถูกและตัดเย็บไม่เหมือนใคร (หัวเราะ) จนกระทั่งได้ไปอยู่ที่อังกฤษ ไปเห็นเสื้อผ้าสมัยก่อนยุควิกตอเรียนจริงๆ ซึ่งเป็นยุคก่อนอุตสาหกรรมที่มีการตัดเย็บด้วยมือ ลูกไม้เป็นการถักแบบละเอียดลออ โดยแต่ละชิ้นมีเพียงชิ้นเดียว พอได้ไปเจอแล้วก็ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ต่อ ยิ่งหาเบื้องหลังก็ยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่ จึงเริ่มศึกษาจริงจังจนพบคำว่าสวิงแดนซ์” เธอ กล่าว

ระหว่างปี 1920 – 1940 การเต้นสวิง หรือสวิงแดนซ์ ได้ถือกำเนิดขึ้นและถูกเผยแพร่ไปทั่วอเมริกาและยุโรป จนหายไปหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนจะกลับมาได้รับความนิยมอีกในปัจจุบัน โดยเธอรู้จักสวิงแดนซ์บนถนนในอังกฤษแล้วติดใจมาตั้งแต่แรกเห็น ทั้งเสื้อผ้า เพลง บรรยากาศ ทุกอย่างคือความวินเทจ เธอจึงได้ชักชวนตัวเองเข้าสู่วงการและเรียนอย่างจริงจังเมื่อกลับมาประเทศไทย

นักเต้นสวิง
แต่แรกวงการสวิงแดนซ์ในประเทศไทยเหมือนเป็นชมรมลับใต้ดิน ไม่มีคนไทย มีแต่ชาวต่างชาติกลุ่มเล็กๆ รวมตัวกันเต้นอย่างเงียบๆ ชาวต่างชาติที่เป็นผู้ตั้งกลุ่ม อันได้แต่ Ben Lepp, Rick Jones จึงได้ชักชวน โอ๊ต  ชยะพงส์ นะวิโรจน์ และสมาชิกคนไทยในตอนนั้น รวมถึงเธอ ไปเต้นกันที่บาร์ เธอเล่าเพิ่มเติมว่า การเต้นสวิงนั้นคือสตรีทแดนซ์ของชาวแอฟริกันที่มาทำงานใช้แรงงานในอเมริกา ตกเย็นพวกเขาจะออกมาเต้นบนถนนประกอบเพลงบลูส์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความลำบากของชีวิตเหมือนเพลงลูกทุ่งไทย

โน้ตและโอ๊ตจึงพยายามสร้างกลุ่มคนไทยเพื่อเผยแพร่ศาสตร์และเพื่อรักษาสวิงแดนซ์ไว้ เพราะในประเทศเพื่อนบ้านเคยเกิดเหตุสวิงแดนซ์หายไปหลังจากฝรั่งกลับบ้าน ดังนั้นแม้ว่าเธอจะหวงบรรยากาศอินดี้ใต้ดิน แต่ก็จำเป็นต้องเปิดกลุ่มสอนคนไทยให้สวิงแดนซ์เป็น เพื่อให้มันอยู่ในเมืองไทยต่อไป

“ทุกคนจะออกมากระโดด เป็นการเต้นจริงๆ ในชีวิตจริง ซึ่งนั่นคือความมันส์ของมัน เพราะคาดไม่ได้ว่าจะเต้นอะไรต่อ” เธอกล่าว ทุกวันนี้แก๊งสวิงแดนซ์มีฟลอร์เต้นรำอยู่ที่ เดอะฮอป (The Hop) สตูดิโอที่เป็นเหมือนบ้านหลังที่สองของสมาชิกบางกอกสวิง โดยจะนัดมาสวิงพร้อมกันทุกวันเสาร์และวันอังคาร ตั้งแต่เวลา 2 ทุ่มเป็นต้นไป นอกจากนี้ เธอและเพื่อนยังจัดงานใหญ่ชื่องานปาร์ตี้ Diga Diga Doo ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 โดยมีนักเต้นสวิงร่วมงานกว่า 400 คน ซึ่งเป็นงานใหญ่สุดของสาวกสวิง

ดร.โน้ต เต้นสวิงแดนซ์มาได้ประมาณ 5 ปีกว่า ดึงคนไทยมาร่วมเต้นได้เป็นหลักร้อยคน ทว่าสุดท้ายแล้วภาพสวิงแดนซ์ในประเทศไทยจะเป็นอย่างไรยังเป็นเรื่องที่ยังไม่มีคำตอบ

“อย่างในบางประเทศที่คนเต้นสวิงเป็นมากๆ มันจะกลายเป็นเต้นแอโรบิก คือเต้นเป็นก็จริง แต่ไม่มีจิตวิญญาณ หากมีคนจำนวนมากเต้นในสถานที่กว้างใหญ่แต่ไม่มีบรรยากาศของความสุขลอยออกมา ก็สู้คนน้อยๆ ที่เล็กๆ อย่างตอนนี้ไม่ได้”

“ไม่ว่าสุดท้ายแล้วสวิงแดนซ์ในประเทศไทยจะเป็นอย่างไร เราก็จะทำหน้าที่ในการส่งต่อบรรยากาศของความเป็นกันเองและบรรยากาศของความสุขให้มันไม่หายไประหว่างทาง  เราจะไม่ทำให้สวิงแดนซ์เป็นแค่มูฟที่คนก้าวขาไปพร้อมกัน แต่เราจะทำให้เป็นการเต้นที่มีความสุข”
สวิงแดนซ์ คือ การเต้นเป็นคู่ในเพลงแจ๊ซที่มีจังหวะเหวี่ยง (สวิง) โดยมีท่าเต้นพื้นฐานหรือเบสิกสเต็ป 2-3 ท่า แต่ระหว่างที่เต้นสามารถคิดท่าใหม่หรืออิมโพรไวซ์ท่าได้เอง รู้สึกอย่างไรก็เต้นออกมาแบบนั้น ความสุข ความสนุก อารมณ์ และความรู้สึกทุกอย่างที่ลอยออกมานั่นคือหัวใจสำคัญของสวิงแดนซ์

สรุปแล้วเธอมีหลายบทบาท ทั้งนักวิจัย นักเต้นสวิง นักเขียน และล่าสุดเธอเพิ่งร่วมกับ แอ้ มทินา สุขะหุต สร้างแบรนด์ ซูซี่ คิว แฮปปี้ ลินดี้ ฮอปเปอร์ (Susie Q Happy Lindy Hopper) ทำเสื้อผ้าสำหรับนักเต้นสวิงโดยเฉพาะ

ดร.โน้ต สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ดูแลสิ่งเก่า และเฝ้ามองอนาคต ยังตอบไม่ได้ว่าอีก 5 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เพราะ 5 ปีที่ผ่านมา ล้วนเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่คาดคิด แต่สิ่งที่ตอบและยืนยันได้ในเวลานี้คือ เธอไม่กลัวที่ต้องทำงานหลายอย่าง เพราะหากทุกอย่างเป็นสิ่งที่รักและถนัด จะทำงานอย่างมีความสุขแค่ไหนก็ได้.

 

ควีนออฟคอนเทนต์ ณิชารัศมิ์ อาชญาสิทธิวัตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ตุลาคม 2559 เวลา 11:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/459541

ควีนออฟคอนเทนต์ ณิชารัศมิ์ อาชญาสิทธิวัตร

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้าครอบงำโลก การไหลบ่าของข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างอิสระ “คอนเทนต์” ที่แข็งแกร่งเท่านั้น จึงจะสามารถฝ่าฝันกับเหล่ากองทัพข้อมูลมหาศาลเพื่อส่งตรงไปถึงผู้บริโภคได้ ในช่วงไม่กี่ที่ผ่านมา จะเห็นว่าหลายแบรนด์มีการปรับตัวขนานใหญ่เพื่อสร้างตัวตนของแบรนด์ในใจผู้บริโภคให้ชัดเจนยิ่งขึ้น หนึ่งในนั้นคือ เคเอฟซี (KFC) เชนไก่ทอดชื่อดัง ที่ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีการทำกิจกรรมสื่อสารการตลาดมากมาย ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์เคเอฟซี ในประเทศไทย ให้มีความทันสมัยและใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

หนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของการสร้างแบรนด์เคเอฟซี ประเทศไทย ด้วยการทำแคมเปญที่กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ จนได้รับรางวัลจากเคเอฟซีระดับโกลบอลมาแล้ว คือนักตลาดสาวคนเก่ง เอ๋-ณิชารัศมิ์ อาชญาสิทธิวัตร ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ส่วนบริหารแบรนด์และการสื่อสารการตลาด (แบรนด์เคเอฟซี) บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ที่พร้อมจะแชร์เรื่องราวเบื้องหลังความภาคภูมิใจนี้แบบไม่มีกั๊ก

หลายคนเวลาดูโทรทัศน์ชอบเปลี่ยนช่องหนีเวลามีโฆษณาคั่นละครหรือรายการโปรด แต่สำหรับเอ๋ ตั้งแต่วัยเยาว์ ชื่นชอบกับการเกาะจอรอชมโฆษณาบนทีวี เพราะเธอมองว่าเบื้องหลังโฆษณาเหล่านี้เปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์มากมายที่สอดแทรกไว้

 

“โฆษณาก็มีทั้งที่ดีและน่าเบื่อ เพราะฉะนั้นเวลามีตัวที่ดีๆ น่าสนใจมาก เราก็ชอบติดตามดู เอ๋ว่าโฆษณามีอิทธิพลกับผู้บริโภคมากเลยนะ บางครั้งเวลาที่ต้องเลือกผลิตภัณฑ์สองตัวที่คล้ายคลึงกัน ต่างกันแค่แบรนด์เราก็จะเลือกจากแบรนด์ที่เรารู้สึกดีหรือประทับใจก่อน เพราะฉะนั้นจากความชอบด้านโฆษณาที่มีมาตั้งแต่เด็ก บวกกับทางบ้านก็สนับสนุนให้เรียนด้านธุรกิจ พอต้องเข้ามหาวิทยาลัย เอ๋เลยเลือกเรียนด้านบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ”

หลังจากเรียนจบปริญญาตรี เธอเริ่มต้นงานแรกในสายการตลาดเป็นเวลา 1 ปี เพื่อเรียนรู้การทำงานจริง พร้อมเรียนรู้ตัวเองว่าท่ามกลางโลกธุรกิจที่กว้างใหญ่ เธอชอบเส้นทางไหนกันแน่ สุดท้ายเธอก็พบคำตอบว่าสนใจด้านการตลาด การโฆษณา เลยตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจและการตลาด ที่มหาวิทยาลัยซัฟโฟล์ก รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐ พอเรียนจบด้วยความที่เห็นว่าอินเทอร์เน็ตจะเข้ามาเปลี่ยนโลก เลยตัดสินใจเข้าเรียนหลักสูตรเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ที่มหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น แมสซาชูเซตส์ สหรัฐ ต่อ

“ตอนนั้นอินเทอร์เน็ตยังไม่เป็นที่พูดถึงมากนัก ยิ่งบ้านเราไม่มีเลย แต่อเมริกาเริ่มแล้ว เอ๋มองว่าเทรนด์นี้น่าจะเข้ามามีอิทธิพลในอนาคต เลยไปเทกคอร์ส เรียนการเขียนโปรแกรม และศึกษาการทำการตลาดของอี-คอมเมิร์ซ

 

หลังจากเรียนจบก็กลับมาเมืองไทยและเริ่มงานแรกที่ทรูฯ ซึ่งตอนนั้นยังเรียกว่าเป็นออเรนจ์เลย (หัวเราะ) เอ๋เข้ามาช่วยดูด้านการทำดิจิทัลคอมมิวนิเคชั่นผ่านทางเว็บไซต์ ทำได้ 2 ปี ก็ลาออกมาทำงานที่เอเยนซีแห่งหนึ่ง ซึ่งที่นี่เปิดโลกการตลาดของเอ๋ให้กว้างขึ้น เราได้ลองเข้ามาชิมลางในการทำงานพีอาร์อีก 5 ปี ก่อนจะย้ายกลับมาทำงานที่ทรูฯ อีกครั้ง”

การกลับมาทำงานที่บ้านหลังเก่าอีกครั้ง คราวนี้เอ๋อยู่นานถึง 4 ปี ภารกิจหลักๆ ของเธอคือสร้างการรับรู้ใหม่ให้กับผู้บริโภคว่าทรูฯ ไม่ได้เป็นเพียงเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ แต่เป็นไลฟ์สไตล์เซอร์วิสที่ตอบรับกับไลฟสไตล์ของคน เอ๋ยอมรับว่าเป็นโจทย์ที่ยาก แต่สนุก ทำให้เธอได้เรียนรู้หลายอย่าง จนทำมาถึงจุดหนึ่งเธอก็ตัดสินใจย้ายไปช่วยสร้างแบรนด์ให้กับบริษัทประกันอีกแห่งหนึ่ง ก่อนจะได้มีโอกาสเข้ามาร่วมงานกับเคเอฟซี

“ตอนที่ตัดสินใจมาทำงานที่นี่ โจทย์ในการสร้างแบรนด์ก็ท้าทายไม่แพ้กัน เพราะด้วยความที่เคเอฟซีเป็นแบรนด์เก่าแก่ ติดตลาดในกลุ่มผู้บริโภคพอสมควร แต่ในแง่ของแบรนด์กลับยังไม่สตรอง เพราะถ้าไปถามผู้บริโภคว่าคาแรกเตอร์หรือแบรนด์ดีเอ็นเอของเคเอฟซีคืออะไร หลายคนอาจจะนึกไม่ออก นึกถึงแต่ผู้พันฯ ทั้งที่เรามีแบรนด์ดีเอ็นเออยู่ แต่ปัญหาคือเราไม่เคยสื่อสารออกไป ซึ่งสำหรับธุรกิจการสร้างแบรนด์ถึงจะไม่ได้ให้ผลลัพธ์เป็นรายได้ แต่ก็เป็นปัจจัยที่ไม่อาจมองข้าม เพราะบางครั้งคาแรกเตอร์ของแบรนด์นี่แหละเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกเราหรือไม่เลือกเรา เพราะเขาจะดูว่าแบรนด์เราช่วยสะท้อนทัศนคติ รสนิยมของเขาได้หรือไม่”

 

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของแคมเปญที่ใหญ่ที่สุดครั้งแรกในรอบกว่า 32 ปี ของเคเอฟซีในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ KFC Always Original ที่มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้บริโภคเป็นตัวของตัวเอง และแสดงพลังออกมาอย่างสร้างสรรค์ โดยเคเอฟซีทั่วโลกจะร่วมผลักดันดีเอ็นดีนี้พร้อมกัน แล้วแต่ว่าแต่ละประเทศจะเลือกใช้คอนเซ็ปต์ไหน สำหรับประเทศไทยเลือกสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้บริโภคผ่านมิวสิควิดีโอเพลง “ตัวปลอม” ซึ่งหลังจากเปิดตัวออกมาก็กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ไม่น้อย มียอดผู้ชมในยูทูบถล่มทลาย ความสำเร็จนี้ทำให้เอ๋ได้รับการยกย่องจากเคเอฟซีทั่วโลก ว่าเป็น “Queen of Content”

นอกจากนี้ เธอยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแคมเปญเพื่อสังคมของเคเอฟซี ประเทศไทย ที่ชื่อว่า KFC Give for Less (คนมีไม่เคยขาด คนขาดไม่เคยมี) ที่ได้รับการแชร์และพูดถึงมากที่สุดในโลกโซเชียลมีเดีย เมื่อเทียบกับแคมเปญอื่นๆ ของเคเอฟซีทั่วโลก ผลจากการสื่อสารการตลาดของเคเอฟซี ประเทศไทย ไปยังผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องและเห็นผลนี้เอง ทำให้เธอได้รับรางวัล “KFC Originality to Life in Thailand” มาเป็นอีกหนึ่งกำลังใจในการทำงานด้วย

“เอ๋เชื่อว่าสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างแบรนด์ คือ ไม่ใช่แค่แบรนด์ดีเอ็นเอเราชัด แล้วสื่อออกมาอย่างสร้างสรรค์ ก็จะทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จได้ แต่ต้องสะท้อนจากภายใน ช่วงที่เอ๋เริ่มต้นสะท้อนตัวตนของแบรนด์ เราเริ่มตั้งแต่พนักงานภายใน ในเมื่อโจทย์ของเราคือ การเป็นตัวจริง เราต้องเป็นตัวจริงตั้งแต่ภายใน เพราะว่าพนักงานหน้าร้านจริงๆ แล้ว คือ กลุ่มที่จะสัมผัสกับลูกค้ามากที่สุด ต่อให้เราสื่อสารดี แต่พนักงานของเราไม่ใช่แบบที่เราสื่อสารก็ไม่มีประโยชน์”

 

อย่างไรก็ตาม เอ๋มองว่าเทคโนโลยีที่ก้าวเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ถือเป็นความท้าทายของนักการตลาดยุคใหม่ไม่น้อย สิ่งที่เธอมองว่าเป็นหัวใจสำคัญ คือ ต้องตอบตัวเองให้ชัดว่าสิ่งที่ต้องการจะสื่อสารคืออะไร จากนั้นลงลึกไปว่าจะสื่อสารอย่างไร เพื่อให้ตอบโจทย์แบรนด์และผู้บริโภค

“การที่รูปแบบการทำโฆษณาเปลี่ยนมาสู่ออนไลน์ ไม่ได้จำกัดกรอบอยู่แค่ทีวีซี หรือโฆษณาทางทีวีเท่านั้น ทำให้นักการตลาดยุคนี้ต้องตื่นตัวตลอดเวลา ถึงจะดูเป็นความท้าทาย แต่ก็เป็นงานที่สนุก เพราะเปิดโอกาสให้ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ ไม่ต้องติดกับกรอบการทำงานแบบเดิมๆ สามารถหารูปแบบใหม่ๆ ในการเล่าเรื่องได้ แต่ข้อความระวัง คือ ความรวดเร็วต้องมาพร้อมความถูกต้อง ต้องอาศัยไหวพริบปฏิภาณในการรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า ที่สำคัญ คือ ต้องมีความซื่อสัตย์ในการให้ข้อมูลกับผู้บริโภค ต้องบอกตัวเองเสมอว่า ทุกโปรเจกต์ที่ออกมาอาจไม่ประสบความสำเร็จเสมอไป บางครั้งก็ต้องมีล้มเหลวหรือผิดพลาด เราก็แค่เก็บบทเรียนนั้นๆ มาพัฒนาตัวเองต่อไป”

จากนี้ไป เอ๋ บอกว่า เธอยังตั้งใจเดินหน้าพัฒนาตัวเองต่อไป เธอถ่อมตัวว่า ถึงจะอยู่เบื้องหลังการสร้างแบรนด์มาหลายต่อหลายแบรนด์ แต่ยังไม่กล้าเรียกตัวเองว่านักสร้างแบรนด์เต็มตัว ยังมองว่าตัวเองเป็นนักการตลาดคนหนึ่ง

 

“เอ๋ว่ายังมีนักสร้างแบรนด์ที่เก่งๆ อีกหลายท่านในเมืองไทย ซึ่งเอ๋คงยังไม่ถึงตรงนั้น แต่เอ๋ก็พยายามสั่งสมความรู้ และประสบการณ์เพื่อวันหนึ่งจะเรียกตัวเองว่าเป็นนักสร้างแบรนด์ได้อย่างเต็มปาก”

ถามถึงไลฟ์สไตล์วันว่างของผู้บริหารสาว สาวมั่นบอกเล่าด้วยดวงตาเป็นประกายว่า ความสุขของเธอ คือ การหาเวลาว่างออกเดินทางลงไปดื่มด่ำกับความงามของโลกใต้น้ำ เธอบอกว่าเริ่มต้นดำน้ำตั้งแต่เมื่อ 12 ปีที่แล้ว นอกจากความมหัศจรรย์ของโลกใต้น้ำจะเป็นสิ่งที่ทำให้เธอประทับใจไม่รู้ลืมแล้ว การดำน้ำยังให้บทเรียนชีวิตเธออีกมากมาย

“หนึ่งเลยคือ ฝึกให้เรามีสมาธิ มีสติ ได้พักจากโลกที่วุ่นวย มาอยู่กับตัวเองจริงๆ ได้ฝึกการสังเกต อาศัยการมองดูสิ่งรอบตัวเป็นหลัก นอกจากนี้การดำน้ำยังสอนให้เราเป็นคนที่รู้จักเคารพกติกา เพราะกฎเหล็กของการดำน้ำ คือ เมื่อลงไปแล้วไม่ควรไปสัมผัสกับปะการัง หรือสัตว์ทะเล”

นอกจากการดำน้ำ ผู้บริหารสาวกล่าวทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม อีกกิจกรรมที่ชอบไม่แพ้กัน คือ การเดินทางไปท่องเที่ยว แต่การเดินทางของเธอไม่ใช่การไปหัวเมืองใหญ่ๆ แต่เป็นการไปสมัผัสกับวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมที่ยังหลงเหลือ ก่อนจะถูกความทันสมัยเข้าไปแทนที่ โดยเดสติเนชั่นหลักๆ ที่เธออยากหาโอกาสเดินทางไปสัมผัส คือ ตุรกี อิหร่าน และโอมาน

 

อรประพันธ์ สุทธินรเศรษฐ์ ก้าวต่อไปหัวใจเปี่ยมความแกร่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ตุลาคม 2559 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/459356

อรประพันธ์ สุทธินรเศรษฐ์ ก้าวต่อไปหัวใจเปี่ยมความแกร่ง

โดย…ปอย   ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“…เรื่องผมร่วงก็เป็นเรื่องปกติของคนไข้ให้คีโม แป้งไม่ซีเรียส ตัดผมทรงสกินเฮดรอไว้เลยค่ะ (หัวเราะ) มะเร็งเป็นโรคฮอตฮิตใครๆ ก็เป็นกัน แล้วถ้าเราจะเป็นก็ไม่แปลก…” อรประพันธ์ สุทธินรเศรษฐ์ กรรมการบริหารแบรนด์วิคธีร์รัฐ (Vickteerut) และวิคส์ (Vick’s) บอกพร้อมน้ำเสียงสดชื่นมีรอยยิ้มติดใบหน้าตลอดการสนทนา

สาวแกร่งตอนนี้หายขาดแล้วจากโรคมะเร็งนอกรังไข่ระยะ 1 ซี หมอบราบคาบแก้วไปด้วยฤทธิ์ของคีโมเพียง 3 โดส แต่ช่วงนี้พูดจาอาจฟังแล้วเบลอๆ ไปบ้าง แป้ง อรประพันธ์ ผู้บริหารและดีไซเนอร์ก็รีบออกตัวโดยไม่ลืมเสียงหัวเราะคลอเบาๆ ดูสบายๆ บอกว่า ช่วงเดือนที่ผ่านมาแต่ละแบรนด์แฟชั่นทยอยนำเสนอคอลเลกชั่น Autumn/Winter 2016 วิคธีร์รัฐ แบรนด์เสื้อผ้าครองใจสาวไทยมากว่าสิบปีก็ไม่พลาดเป็น 1 ในแบรนด์โชว์ความแข็งแกร่งให้วงการแฟชั่นไทยในซีซั่นล่าสุดนี้

ในฤดูหนาว 2016 อรประพันธ์ คุมทั้งงานบริหารและทีมดีไซน์ของแบรนด์ เปิดโชว์รับเสียงปรบมือได้กราวใหญ่ในเวที Fashion Field Trip กับการวางแนวคิดการออกแบบคอลเลกชั่นใหม่ คือ ดีไซน์ในแล็บ ทดลองเล่นกับการหักเหของแสงทิศทางต่างๆ ที่เหลือบซ้อนทับกัน ตีความออกเป็นโครงชุด ดีเทล และสีสัน ในสไตล์เสื้อผ้าคงความเป็นดีเอ็นเอของแบรนด์คือเน้นความเรียบง่ายในแบบมินิมัลลิสม์ ไว้ได้ไม่เปลี่ยนแปลง

หากสิ่งเปลี่ยนแปลงไปในวันนี้ และเป็นเรื่องสำคัญของแบรนด์วิคธีร์รัฐ คือการขาดกำลังหลักผู้เป็นดีไซเนอร์ใหญ่และบุกเบิกปลุกปั้นสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมา วิค-ธีร์รัฐ ว่องวัฒนะสิน ขอลาออกไปปฏิบัติธรรมสักระยะหนึ่ง ซึ่งจะยาวนานเพียงใดไม่มีกำหนด มอบหมายภาระหน้าที่ผู้กุมบังเหียนแบรนด์คนใหม่โดยให้ อรประพันธ์ ก้าวขึ้นรับตำแหน่งทั้งดีไซเนอร์หลักและฐานะประธานกรรมการบริหารแบรนด์คนใหม่ โดยมีผลทันทีในการควบคุมคอลเลกชั่นใหม่ทั้งหมด

 

สองอุปสรรคผ่านพ้น “ยิ้มสู้”

ในปี 2010 อรประพันธ์ ได้รับความไว้วางใจจาก วิค-ธีร์รัฐ ว่องวัฒนะสิน ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ให้เข้ามามีส่วนร่วมดีไซน์วางคอนเซ็ปต์ของคอลเลกชั่นต่างๆ ในการดูแลเรื่องของการวางแผนการตลาด การหาวัตถุดิบของการผลิต รวมถึงการตัดเย็บ และในปัจจุบัน อรประพันธ์ รับบทบาทหน้าที่แม่ทัพหญิงคุมทั้งงานบริหาร และควบคุมดูแลลูกทีม 9 ดีไซเนอร์รุ่นใหม่สร้างสรรค์เสื้อผ้า การขาดดีไซเนอร์ใหญ่เปี่ยมพรสวรรค์ไปในช่วงแบรนด์ต้องเปิดรันเวย์ใหม่ อรประพันธ์ บอกน้ำเสียงหนักแน่นแฝงความมั่นใจเต็มร้อย

“ตอนที่วิคบอกว่าขอปลีกตัวไปในทางธรรม ไปดำเนินชีวิตในแบบของเขา เสียใจนะคะพูดไม่ถูก (ว่าแล้วก็เงียบไปครู่หนึ่ง…) แต่ทำใจได้ค่ะ แล้วเชื่อว่าอีกไม่นานค่ะ เดี๋ยวเขาก็กลับมาค่ะ…” ประโยคสื่อถึงการสานต่อภารกิจสำคัญ เดอะ โชว์ มัสต์ โก ออน อุปสรรคสองอย่างทั้งสุขภายกายและใจเข้ามาจู่โจมหญิงเหล็ก แต่ชีวิตและธุรกิจการงานจะต้องดำเนินต่อไป

“การทำงานก็จะไปได้ช้ากว่าวิค แป้งจบด้านการตลาดแตกต่างกับวิค ที่ร่ำเรียนแฟชั่นสาขาเสื้อผ้าสุภาพสตรี (Women Wear) โดยตรงจากเซ็นทรัล เซนต์ มาร์ตินส์ คอลเลจ อังกฤษ พวกศัพท์แสงเทคนิคทางแฟชั่นจึงค่อนข้างใหม่สำหรับแป้งเลยค่ะ แล้วตอนที่วิคอยู่ แป้งก็ทำงานในกรอบการสั่งงานช่างเย็บผ้าแต่ไม่ได้ลงลึกไปวาดแพตเทิร์นเต็มตัวแบบดีไซเนอร์ แต่ถือว่าโชคดีมากๆ ที่เราสร้างทีมงานที่ดีไว้นะคะ ทีมดีไซเนอร์ 9 คนของแบรนด์วิคธีร์รัฐ มีความสามารถช่วยกันเติมเต็มในสิ่งที่ขาดได้ดีที่สุดเลยค่ะ ทำให้เรื่องยากที่สุดเวลานี้จึงไม่ใช่เรื่องเนื้องานดีไซน์ แต่มีเรื่องยากกว่าคือการหาเวลานอน (หัวเราะ) นอนน้อยค่ะ ทำงานดึกหลังเที่ยงคืนแทบทุกวัน

ช่วงเช้าก็ต้องรีบตื่นมาดูงานออกแบบกับทีมดีไซเนอร์ นัดนางแบบแคสติ้งช่วงเปิดโชว์ งานลากยาวต่อจนถึงกลางคืนที่แป้งต้องดูเรื่องยอดขาย และดูเรื่องมาร์เก็ตติ้งที่เราเคยทำอยู่ก็ยุ่งอยู่แล้ว พอมีงานด้านดีไซน์เพิ่มเข้ามาก็ยุ่งคูณสอง หาเวลานอนยากค่ะ แต่แป้งก็รู้สึกว่ามันดีซาดิสต์ดี สนุกดีค่ะ (หัวเราะ) การทำงานถ้าเราไม่เครียดก็ถือว่าโอเคแล้ว แป้งมีหลักในการใช้ชีวิตว่าถ้าอะไรเครียด เราก็ไม่ทำ แล้วพอได้มาคุมงานเพิ่มในเรื่องดีไซน์ ก็ได้ค้นพบว่าแฮปปี้กว่าตัวเลขมาก และดูเป็นเรื่องที่เข้ากับนิสัยเรามากกว่า

แป้งจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชานฤมิตศิลป์ เอกแฟชั่นและสิ่งทอ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พอถึงระดับปริญญาโททางด้าน Marketing Communications ที่อังกฤษ ก็ได้เริ่มทำงานในวงการแฟชั่นทำเป็นสไตลิสต์มาระยะหนึ่งค่ะ แล้วเมื่อมาเริ่มทำแบรนด์เสื้อผ้ากับวิคก็ได้รับมอบหมายให้ดูทางด้านตัวเลขยอดขายเป็นหลัก ก็ถือว่าเราโชคดีถ้าติดขัดอะไร ก็มีผู้รู้แนะนำตลอดไม่เคยสะดุดค่ะ” อรประพันธ์ อธิบายถึงการรับมือกับงานเดิม และงานใหม่ที่เพิ่มเติมเข้ามาในช่วงนี้

 

วิคธีร์รัฐ… ที่เปลี่ยนไป

การคุมงานเป็นผู้บริหารแบรนด์แฟชั่นไทย จึงถือว่าเป็นงานสานต่ออาชีพสไตลิสต์ อรประพันธ์เคยทำให้กับแมกกาซีนชื่อดังหลายๆ ฉบับทั้งหัวไทยและหัวนอก ทำให้สั่งสมประสบการณ์ในด้านงานแฟชั่นมาตลอด โดยทั้งหมดล้วนเกิดจากความรักและความตั้งใจในงาน และเป็นผลต่อยอดมาถึงปัจจุบัน แล้วเมื่อถามถึงก้าวต่อไปของแบรนด์แฟชั่นคุณภาพของไทย คำตอบคงมาพร้อมแรงบันดาลใจและพลังในงานเต็มพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่จะพาไปสู่ในอีกก้าวของการสร้างสรรค์แบรนด์ไทยแท้

“คนรู้จัก วิคธีร์รัฐ ในความโก้หรู เรียบเท่ สิ่งเหล่านี้ก็ยังอยู่ครบค่ะ แต่สิ่งที่แป้งอยากเพิ่มเข้าไป คือคำว่าไลฟ์สไตล์โดยเฉพาะการใช้ชีวิตในเมืองที่ทุกวันนี้คนเราล้วนใส่ใจรายละเอียดในการใช้ชีวิตกันมากขึ้นนะคะ เสื้อผ้าก็ควรตอบสนองต่อการใช้วิตประจำวันได้ดี เสื้อผ้าในคอลเลกชั่นนี้เหมาะกับหญิงสาวยุคใหม่ ที่กำลังมองหาชิ้นพิเศษเพื่อมาสวมใส่เติมเต็มให้ทุกๆ วัน ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าต้องแต่งตัวสวยจัดใส่ส้นสูงตลอดเวลา แฟชั่นเปลี่ยนไปทุกๆ วันค่ะ การแต่งตัวสไตล์แคชวลก็ให้ความโก้ได้ ในอดีตลุคผู้หญิงในสไตล์ของ วิคธีร์รัฐ เธอเป็นคุณนายมาก…(ลากเสียงยาวๆ) แต่คุณนายในวันนี้ก็ไม่ได้มีภาพลักษณ์หรูหราเพียงด้านเดียว ก็มีหลายๆ มุม ธรรมดาๆ เหมือนกับทุกคน

ทุกๆ เช้าเริ่มต้นวันทำงาน แนวคิดนี้แป้งจะต้องพูดคุยทำความเข้าใจกันบนโต๊ะประชุมกับทีมดีไซเนอร์ เพื่อให้เข้าใจตรงกัน จากที่แต่ก่อนวิธีการงานจะขึ้นอยู่กับดีไซเนอร์ใหญ่ วันนี้วิคไม่อยู่…แต่ก็ไม่ได้ลาออกนะคะเรียกว่าขอเวลาไปดำเนินชีวิตในแบบที่เหมาะกับเขาดีกว่า (รีบบอกประโยคนี้พร้อมรอยยิ้ม) ซึ่งแต่ก่อนทีมไม่ค่อยได้พูดคุยได้ประชุมเพราะการออกแบบวิคคุยกับแป้งเป็นหลักค่ะ แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้วนะคะแล้วอย่างที่บอกว่าทีมเราโชคดี มีคนเก่งๆ หลายคน คนเคยทำงานด้านวิชวล หรือกราฟฟิกได้ดึงให้เข้ามามีส่วนร่วมในงานออกแบบด้วยค่ะ  การพูดคุยกันมากขึ้น แลกเปลี่ยนกันมากขึ้น ก็ทำให้ได้เห็นโลกในทุกมุม ในมุมใหม่ๆ เรียกว่าเด็กๆ ทั้งหลายมาจากต่างสาขารวมแล้ว 9 คนค่ะ ทุกๆ คนช่วยกันทำงาน และเมื่อได้พูดคุยกันจึงได้รู้ว่าสมรรถภาพในการทำงานแต่ละคนมีอยู่ในตัวสูงมาก

แป้งไม่ได้เลือกทำงานกับคนเก่งบางคนไม่ได้เรียนดีไซน์มาด้วยซ้ำค่ะ แป้งชอบคนขยัน แล้วถ้ารู้ว่าตัวเองชอบอะไร รักอะไร แล้วรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นเหมาะกับตัวเองหรือเปล่า และมีทัศนคติที่ดี จะดีกว่าทำงานกับคนเก่งแต่เข้าใจไม่ตรงกันนะคะ”

อรประพันธ์ บอกว่าความที่คอลเลกชั่นล่าสุดนี้มีจุดเริ่มต้นจากทีมงานได้ระดมสมองพูดคุยกัน หลายๆ อย่างจึงเริ่มต้นในแบบนำแต่ละไอเดียเหล่านั้นมาทำการทดลองหาสิ่งแปลกใหม่ เพื่อให้ได้สไตล์แตกต่างไปจากเสื้อผ้าในรูปแบบเดิม

“ช่วงจัดแฟชั่นโชว์นอนไม่หลับเหมือนกันค่ะ (หัวเราะ) ใครคิดอะไรได้ก็ไลน์บอกแชร์ไอเดียกันตลอดเวลา เป็นการนำเอาความรู้สึกมาตีความเป็นเสื้อผ้า ทีมเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์แฟชั่นอะไรมากมายโดยเฉลี่ยแล้วอายุ 26 ปี แต่น่าแปลกใจนะคะว่าจากที่แต่ก่อนคนใส่ของเราวัยเรียน 22 ปี ไปจนถึงหญิงสาววัยเริ่มต้นทำงาน 26 ปีขึ้นไป แต่คอลเลกชั่นใหม่เสื้อผ้าวิคธีร์รัฐ กลับเป็นผู้ใหญ่ขึ้นในวัย 40 ปีอัพได้เลยค่ะ เป็นเพราะรูปแบบเสื้อผ้าโอเวอร์ไซส์ใส่ง่ายขึ้นด้วยซีลูเอทไม่รัดรูปเหมือนคอลเลกชั่นที่ผ่านๆ มา การเลือกใช้วัสดุชั้นดีทั้งไหมจีน ไหมญี่ปุ่น เนื้อนิ่ม คนวัยผู้ใหญ่ก็ชอบแล้วแบบก็ไม่เชยไม่แก่นะคะ”

อีกเรื่องที่ผู้บริหารและดีไซเนอร์หญิงต้องสู้เพื่อนำพาแบรนด์ไทยพัฒนาไปต่ออีกก้าว อรประพันธ์ บอกก็เป็นเรื่องท้าทายและนับว่ายากกว่าเรื่องการสร้างแบรนด์ให้แกร่งกว่าเดิมด้วยซ้ำไป วันนี้คงต้องบอกว่า ตลาดแฟชั่นแบรนด์ไทยเงียบมาก เงียบไปตามภาวะเศรษฐกิจ ธุรกิจเสื้อผ้าแบรนด์เนมคงต้องตั้งความหวังกลุ่มคนแฟชั่นรวมตัวกันเช่นกลุ่มของ Bangkok Fashion Society (BFS) รวมพลังจัดโชว์อย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงการต่อรองกับรัฐบาลในเรื่องต่างๆ ที่เอื้อผลประโยชน์ให้ก้าวสู่อุตสาหกรรมการผลิตเสื้อผ้าระดับสูงให้ได้ภาพชัดเจนกว่านี้ นี่คืออีกเรื่องที่คนแฟชั่นไทยต้องสู้สุดใจเพื่อก้าวต่อไป

 

ชลิตา ส่วนเสน่ห์ & อัจฉรี บัวเขียว 2 สาวสวยจับมือชิงมงกุฎนางงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2559 เวลา 15:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/459164

ชลิตา ส่วนเสน่ห์ & อัจฉรี บัวเขียว 2 สาวสวยจับมือชิงมงกุฎนางงาม

โดย…วราภรณ์ ภาพ… ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ทั้ง น้ำตาล-ชลิตา ส่วนเสน่ห์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2016 และ เทียน-อัจฉรี บัวเขียว รองอันดับ 1 จากเวทีเดียวกัน คือ 2 ตัวแทนสาวงามจากประเทศไทยเพื่อไปประกวดนางงามบนเวทีระดับโลก ฟากชลิตามีกำหนดไปประกวดเวทีมิสยูนิเวิร์สราวต้นปีหน้า ส่วนอัจฉรีมีกำหนดไปประกวดบนเวทีมิสเอิร์ธ 2016 รอบตัดสินวันที่ 29 ต.ค.นี้ จัดประกวด ณ ประเทศฟิลิปปินส์ทั้งสองเวที ยามนี้ทั้งคู่จึงขะมักเขม้นกับการเตรียมความพร้อม ทั้งเรียนแต่งหน้า ทำผม ฝึกพูด การสร้างความมั่นใจในตัวเอง ฟิตติ้งชุดราตรี เรียนภาษาอังกฤษ พัฒนาบุคลิกภาพ และฟิตร่างกายเพื่อเตรียมตัวทำหน้าที่ตัวแทนประเทศไทยอย่างเต็มที่ ซึ่งสถานที่เรียนของทั้งคู่คือที่เดียวกัน คือสถาบันพัฒนาบุคลิกภาพ จอห์น โรเบิร์ต เพาเวอร์ส ยิ่งทำให้ทั้งคู่ต้องพบปะกันเป็นประจำเพราะเรียนร่วมคลาสกันหลายวิชา ไม่นับรวมตอนเก็บตัวช่วงประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ และช่วงเดินสายขอบคุณสื่อมวลชนและสปอนเซอร์หลังประกวดเสร็จสิ้น ยิ่งทำให้ทั้งคู่สนิทกันและนับถือกันเหมือนพี่กับน้อง

 

ชลิตา เล่าถึงการเตรียมความพร้อมของตนเองพัฒนาไปมาก จากเดิมไม่ค่อยกล้าพูด ไม่ชินกับการเข้าสู่วงการบันเทิง แต่พอได้มาฝึกฝนตนเองเรื่อยๆ ทำให้เธอเป็นมืออาชีพมากขึ้น รู้ว่าควรพูดและพัฒนาตนเองอย่างไรให้มีความงดงาม ติวเข้มโดยเฉพาะท่วงท่าการเดิน เดินอย่างไรให้มีจริต และใส่คาแรกเตอร์ของตนเองเข้าไป พรีเซนต์ตัวเองให้ดูน่าสนใจ อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การออกกำลังกายเพื่อฟิตหุ่นซึ่งตอนนี้รุดหน้าไปได้มากจากน้ำหนัก 57 ลดลงเหลือ 54 กิโลกรัม และน้ำตาลมีเป้าหมายสร้างซิกซ์แพ็กด้วยการเข้าฟิตเนสและเรียนต่อยมวยเพื่อกระชับกล้ามเนื้อมากขึ้น หากถามความพร้อมของน้ำตาลก็มีแล้วกว่า 70% แล้ว ด้านน้องเทียนก็มีหน้าที่ไม่ยิ่งหย่อนกว่า ขณะนี้ทีมงานของน้องเทียนเตรียมเรื่องเสื้อผ้าชุดราตรีเสร็จสมบูรณ์กว่า 80% แล้ว ส่วนการเตรียมพร้อมอื่นๆ เช่น การเรียนจิตวิทยาเพื่อหาจุดเด่นของตัวเองให้เจอ เพื่อเธอจะได้ไม่กลืนไปกับคนอื่น ซึ่งบุคลิกโดยรวมของเทียนเป็นหญิงสาวร่าเริง สนุกสนาน ก็น่าจะเป็นที่เอ็นดูของเพื่อนๆ ได้ไม่ยาก ด้านน้ำหนักตัวน้องเทียนกลับต้องเพิ่มน้ำหนักและออกกำลังกายกระชับกล้ามเนื้อให้มากขึ้น ยิ่งใกล้วันต้องไปเป็นตัวแทนประเทศไทยน้องเทียนยิ่งรู้สึกตื่นเต้นเพราะต้องแต่งหน้าทำผมเอง แต่เทียนก็คาดหวังว่าเธอจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศไทยให้ดีที่สุด

เทียน น้องสาวแสนซน

หากให้ชลิตาพูดถึงนางงามรุ่นน้องอย่างน้องเทียน ที่ถึงแม้น้องเทียนจะอายุน้อยกว่ากัน 1 ปี แต่ก็เรียนอยู่ชั้นปี 3 เหมือนๆ กัน น้องเทียนจึงเรียกน้ำตาลว่าพี่ “ตอนเก็บตัวเราสนิทกัน เนื่องจากเราเบอร์ใกล้ๆ กัน น้ำตาลหมายเลข 14 น้องเทียนหมายเลข 18 เวลานั่งรถบัสจึงนั่งด้วยกันบ่อย เวลานั่งรถน้องจะช่างพูดช่างคุย แต่หนูชอบนอน แต่น้องจะชวนคุยชวนเมาท์ตลอด พอหนูหลับน้องเทียนก็ถ่ายภาพหนูตอนนอนหลับบนรถแล้วเอามาแกล้งหนู แต่น้องเทียนเป็นเด็กที่มีนิสัยทำอะไรแล้วเขาทำเต็มที่ เป็นคนมองโลกในแง่ดี ติดนิดเดียวเป็นคนคิดมาก จึงชอบนอยด์กับบางเรื่องมากเกินไป หนูก็จะแนะนำน้องว่า ถ้าคิดว่าเราทำดีที่สุดแล้ว หากใครว่าอะไรแล้วมันไม่เป็นจริงเราก็ไม่ต้องเดือดร้อน ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ก็ดีที่สุดแล้ว ฉะนั้นอย่ากังวล

 

สิ่งที่หนูประทับใจน้องเทียนมากๆ คือช่วงขอบคุณสื่อมวลชนหลังประกวดเสร็จก็มีคนเข้ามาคอมเมนต์ติเรื่องสีผิวเรื่องความสูงของหนูเยอะมาก สิ่งนี้ถือเป็นเรื่องที่ทำให้หนูรู้สึกไม่สบายใจเลย น้องเทียนคงรู้สึกถึงความไม่สบายใจของหนู ตอนเย็นน้องพิมพ์ไลน์ส่วนตัวมาปลอบใจยาวมาก ทำให้หนูรู้ถึงความห่วงใยที่น้องมีต่อหนูและทำให้หนูมีกำลังใจมากทีเดียวค่ะ ซึ่งตัวหนูเองก็อยากขอให้พี่ๆ ให้โอกาสหนู หนูไม่เคยประกวดเวทีไหนเลย หนูทำได้ขนาดนี้ก็รู้สึกภูมิใจในตัวเองนะคะ อย่างที่บอกว่าหนูสนิทกับน้องเทียนเราจึงไลน์กรุ๊ปของเรากับเพื่อนๆ ชื่อ แก๊งคุณนาย พอได้มาทำงานร่วมกันหลังได้ตำแหน่งเราจึงไม่ต้องปรับตัวอะไรเลย ส่วนเรื่องความโก๊ะๆ ของเทียน คือเขาเป็นคนซุ่มซ่าม (ยิ้ม) เทียนไม่ค่อยระวังตัวซึ่งขัดกับความเป็นสาวเหนือหวานๆ ของเขามาก นอกจากโก๊ะแล้วยังกวนๆ ช่างพูด หนูกับเทียนจะตีกันประจำ ชอบพูดแซวกันสนุกสนาน”

 

น้ำตาล พี่ที่น่ารักและจริงใจ

ขณะที่ เทียน ก็เห็น น้ำตาล เป็นพี่ที่น่ารักและจริงใจ “พี่น้ำตาลน่ารัก บางครั้งจะมีมุขตลกมาทำให้เทียนขำ บางครั้งก็ชอบแกล้งหนู หยอกเล่นอารมณ์เหมือนได้แกล้งน้อง พี่น้ำตาลมีนิสัยร่าเริง แต่บางครั้งก็นิ่งๆ ด้วยความที่หนูค่อนข้างสนิทกับพี่น้ำตาล เวลาหนูลงมาจากเชียงใหม่หนูจะโทรหรือไลน์ถามว่า อยากกินอะไรหนูจะซื้อมาฝาก พี่น้ำตาลชอบกินน้ำพริกหนุ่มหนูก็ซื้อมาฝาก หนูก็รู้สึกเป็นห่วงพี่น้ำตาลเพราะงานเยอะ ไม่ค่อยได้พัก สังเกตถ้าตาพี่คล้ำหนูรู้เลยว่า เขางานเยอะแล้วพักผ่อนน้อย แต่พี่น้ำตาลก็มีให้กำลังใจหนูเหมือนกัน เช่น ตอนที่สอบก่อนปิดเทอมเมื่อเร็วๆ นี้ พี่น้ำตาลก็ไลน์ไปอวยพร สู้ๆ นะ เป็นกำลังใจให้ เวลาหนูอยู่กับพี่น้ำตาลก็รู้สึกสบายใจ ตอนเรียนแต่งหน้าด้วยกันก็ชอบเมาท์กัน แต่หนูเสร็จช้าเพราะมัวคุย ที่หนูรู้สึกชอบพี่น้ำตาลเพราะตอนประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ หนูเห็นใบหน้าพี่น้ำตาลแล้วชอบมาก บุคลิกรวมทั้งใบหน้าสวยน่าค้นหา หนูอยากรู้จักพี่เขาหนูก็เข้าไปหาพี่เขาเลย หนูเลยสนิทกับพี่น้ำตาล ชอบแกล้งกันตั้งแต่อยู่ในกองประกวดแล้วค่ะ

สิ่งที่หนูรู้สึกประทับใจในตัวพี่น้ำตาลคือ ตอนอยู่ในกองประกวดทุกวันเวลาซ้อมเดิน หนูจะเดินให้พี่น้ำตาลดูว่า ใช้ได้หรือยัง พี่จะแนะนำหนูว่า เดินแบบนี้โพสแบบนี้ไหม เหมือนเป็นพี่สาวคนหนึ่งที่คอยให้คำปรึกษา ซึ่งปกติเวลาแข่งขันกันจะไม่มีใครคอยบอกกัน แต่พี่น้ำตาลแนะนำด้วยความจริงใจ เป็นสิ่งที่หนูประทับใจที่สุด ยิ่งหนูเป็นลูกคนเดียวไม่มีพี่สาว หนูก็คิดว่าพี่น้ำตาลคือพี่สาวของหนูคนหนึ่ง

ถามเรื่องความโก๊ะ พี่น้ำตาลดูไม่เหมือนนางงามเลย ปกตินางงามจะต้องวางตัวนิ่งๆ เฉิดๆ แต่พี่น้ำตาลก็เล่นกับหนู แกล้งหนู ซึ่งพี่น้ำตาลดูเป็นธรรมชาติมากๆ ในมุมมองเราคือนางงาม แต่เวลาอยู่ด้วยกันเราเหมือนพี่เหมือนเพื่อนกันมากกว่า

 

พี่น้ำตาลเป็นพี่ที่หนูสามารถปรับทุกข์ได้ดีที่สุด เพราะความที่หนูนอยด์ง่าย เพราะหนูรอบคอบเกิน วางแผนมากเกินไป บางครั้งไม่ได้เป็นอย่างที่คิดก็เคว้ง เวลามีเรื่องคิดมากหนูชอบเล่าให้พี่น้ำตาลฟัง พี่ก็ปลอบใจว่า ไม่ต้องคิดมาก พี่คอยดึงเราออกจากเรื่องเครียดๆ ยิ่งอยู่หลังเวทีตอนเราติด 2 ใน 5 ถึงช่วงตอบคำถาม พี่น้ำตาลถามว่า พี่ตอบคำถามแบบนี้ดีไหม พี่ก็ตอบให้เราฟัง เราก็แนะนำว่า เติมแบบนี้เข้าไปซิ แล้วเราก็ช่วยกันคิดคำถาม แนะนำกันว่า อย่ากังวล ตอนเหลือ 2 คนแล้วจะประกาศผลว่าใครได้ชนะเลิศวินาทีนั้น เราจับมือกัน เพราะรู้สึกตื่นเต้น แต่หนูเชียร์พี่น้ำตาล พี่ต้องได้แน่ๆ เวลาหนูอยู่เชียงใหม่แล้วพี่น้ำตาลทำงานอยู่กรุงเทพฯ หนูจะเข้าไปดูไอจีของพี่น้ำตาลตลอด ดูว่าเขาทำอะไร เป็นไงบ้าง ถ้าเขางานเยอะหนูจะไม่เข้าไปทัก แต่ถ้าวันไหนส่องไอจีแล้วเขาดูชิลๆ หนูจะทักเขา เพราะไม่อยากกวน ถามเขาว่าสบายดีไหม แม้เราอยู่ไกลกันแต่ไลน์ก็ทำให้เราใกล้กันค่ะ”

 

โมนาฮา เพรส เชฟหนุ่มเจ้าเสน่ห์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2559 เวลา 10:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/458888

โมนาฮา เพรส เชฟหนุ่มเจ้าเสน่ห์

โดย…พุสดี

ลำพังความโด่งดังของร้านเมซง เดอ ลา ทรูฟ (Maison de la Truffe) ร้านอาหารฝรั่งเศสต้นตำรับทรัฟเฟิลชื่อดัง เจ้าของตำนานความอร่อยมากว่า 84 ปี ที่เพิ่งเดินทางมาเปิดสาขาในประเทศไทยเป็นแห่งแรกในเอเชีย ก็ชวนให้ร้านอาหารอิมปอร์ตแห่งนี้ดูน่าสนใจไม่น้อยแล้ว แต่เมื่อได้พบกับ โมนาฮา เพรส เฮดเชฟหนุ่มจากร้านเมซง เดอ ลา ทรูฟ สาขามาดเดแลน ประเทศฝรั่งเศส ที่เดินทางมาประเทศไทยเพื่อช่วยดูแลเมนูอาหารทั้งหมดของร้านเมซง เดอ ลา ทรูฟ สาขาใหม่ รวมทั้งช่วยรังสรรค์เมนูอาหารใหม่ๆ ที่เลือกนำวัตถุดิบของไทยมาจับคู่กับทรัฟเฟิล ซึ่งเป็นพระเอกของร้าน ยิ่งทำให้ร้านนี้ดูรวมๆ แล้วมีเสน่ห์ขึ้นเป็นกอง

แรกพบ ด้วยหน้าตาของโมนาฮา ที่สะท้อนความเป็นเอเชียอย่างชัดเจน มองเผินๆ ยังคล้ายคนไทยด้วยซ้ำ งานนี้เพื่อคลายความสงสัย เชฟหนุ่มเลยเฉลยทันควันว่า เขาเป็นลูกครึ่งกัมพูชาและเวียดนาม คุณพ่อเป็นชาวกัมพูชา ส่วนคุณแม่เป็นชาวเวียดนาม แต่เพราะครอบครัวของเขาอพยพไปอยู่ที่ฝรั่งเศสตั้งแต่เขายังไม่เกิดเลยด้วยซ้ำ สำหรับเขาจึงเหมือนเป็นพลเมืองของฝรั่งเศส 100% เพราะเกิดและใช้ชีวิตที่ฝรั่งเศสเป็นส่วนใหญ่

อดตั้งคำถามต่อไปไม่ได้ว่า นอกจากทำอาหารเก่งแล้ว ยังพูดได้หลายภาษาหรือไม่ งานนี้ดูเหมือนเชฟจะเจอคำถามนี้บ่อยจนชิน เลยได้แต่อมยิ้มและส่ายหน้าทันควัน เพื่อบอกให้รู้ว่า เขาพูดได้แต่ภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษเท่านั้น

“ผมเป็นลูกคนเล็ก มีพี่สาว 1 คน พี่ชาย 1 คน คุณพ่อและพี่สาวผมเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ผมอยากเป็นเชฟ คือสมัยเด็กคุณพ่อจะชอบเข้าครัวทำอาหาร และถ่ายทอดเทคนิคการทำอาหารให้ผม
เสมอๆ แต่ด้วยความเป็นเด็ก ผมก็ยังไม่เคยคิดว่าจะยึดเอาการทำอาหารมาเป็นอาชีพ จนวันหนึ่งพี่สาวผม ซึ่งทำงานในโรงแรม จะจัดงานดินเนอร์เพื่อรับรองแขกกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 10 กว่าคน เขาเลยชวนผมไปช่วย ตั้งแต่ไปจ่ายตลาด จนกระทั่งมาเข้าครัว ผมคิดว่า นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมตกหลุมรักการทำอาหารและอยากเป็นเชฟ”

พอเริ่มมีจุดหมายในชีวิตชัดเจน โมนาฮาในวัย 15 ปี จึงตัดสินใจที่จะมุ่งมั่นเดินตามทางที่ฝัน ด้วยการเข้าเรียนในโรงเรียนสอนทำอาหารที่ดีที่สุดของฝรั่งเศส แม้ว่าตอนนั้นทางบ้านจะไม่เห็นด้วยมากนักก็ตาม

“ที่บ้านผมไม่ค่อยสนับสนุนให้เอาดีทางนี้เท่าไร (หัวเราะ) แต่ผมคิดว่า ผมอยากเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง ผมจึงตัดสินใจเข้าโรงเรียนสอนทำอาหารโดยตรง เพื่อเรียนรู้พื้นฐานการทำอาหารฝรั่งเศสทั้งหมด หลังจากเรียนจบผมก็เริ่มต้นทำงานในร้านอาหารทันที ผมได้มีโอกาสทำงานในร้านอาหารที่ฝรั่งเศส ก่อนจะเดินทางไปทำงานตามร้านอาหารต่างๆ ในอเมริกา และได้เข้ามาทำงานที่ เมซง เดอ ลา ทรูฟ ในที่สุด”

โมนาฮา บอกว่า การทำงานที่เมซง เดอ ลา ทรูฟ ถือเป็นโอกาสครั้งใหญ่ในชีวิต เพราะเขาไม่เพียงได้เรียนรู้การทำอาหารจากเชฟที่มีฝีมือ แต่ยังได้รับการฝึกสอนให้มีความรู้อย่างเจาะลึกเกี่ยวกับทรัฟเฟิล ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นวัตถุดิบสำคัญของอาหารฝรั่งเศส และได้รับการยกย่องว่าเป็น “Diamond of French Gastronomy” หรือเพชรแห่งศาสตร์การปรุงอาหารฝรั่งเศส

“ผมว่าทรัฟเฟิลคือวัตถุดิบที่เชฟทุกคนปรารถนาจะได้ใช้ทำอาหาร ส่วนตัวผมเองก่อนจะมาอยู่ที่เมซง เดอ ลา ทรูฟ ก็เคยมีโอกาสได้ลองใช้ทรัฟเฟิลในการทำอาหารมาบ้าง แต่ไม่บ่อย เพราะอย่างที่รู้ว่าทรัฟเฟิลมีราคาสูงมาก แต่พอได้อยู่ที่เมซง เดอ ลา ทรูฟ กลับเป็นคนละเรื่องเลย”

โมนาฮา บอกว่า ที่เมซง เดอ ลา ทรูฟ เขาได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในเชฟที่ได้รับการเรียนรู้เกี่ยวกับทรัฟเฟิลอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่แหล่งที่มาของทรัฟเฟิลที่ดี วิธีการเลือกทรัฟเฟิลที่ดี ตลอดการนำทรัฟเฟิลมาสร้างสรรค์เป็นเมนูใหม่ๆ ซึ่งโดยทั่วไปแม้เชฟและพนักงานทุกคนของเมซง เดอ ลา ทรูฟ จะได้รับการเทรนให้มีความรู้เกี่ยวกับทรัฟเฟิล แต่ไม่ใช่เชฟทุกคนจะได้มาต่อยอดเป็นเมนูใหม่ๆ ได้

“ทรัฟเฟิลมีหลายชนิด แต่ละชนิดเหมาะกับการมาจับคู่กับส่วนผสมบางอย่าง ส่วนตัวผมชอบแบล็กทรัฟเฟิลที่สุด เพราะด้วยรสชาติของมัน สามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลาย ต่างกับไวต์ทรัฟเฟิล ซึ่งจะมีกลิ่นและรสสัมผัสคล้ายกระเทียม จึงไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะมาใช้กับเมนูของหวาน”

ในวัย 28 ปี กับตำแหน่งเฮดเชฟของเชนร้านอาหารชื่อดัง โมนาโฮ มองว่า เขาโชคดีที่ได้รับโอกาสที่ดีกว่าเชฟคนอื่น เขาบอกว่า มีเชฟอีกหลายคนที่เก่งกว่าเขา แต่อาจจะไม่ได้รับโอกาสที่ดีแบบนี้

“มองย้อนกลับไป ผมคิดว่าสิ่งที่พาให้ผมมาถึงตรงนี้ได้ คือการเลือกที่จะเปิดรับโอกาส ตอนที่เมซง เดอ ลา ทรูฟ ทาบทามผมมาร่วมงานด้วย ผมยังลังเลนะ เพราะผมยังไม่มั่นใจในตัวเอง แต่ทางบ้านผมหลังจากเริ่มเปิดรับกับเส้นทางที่ผมเลือก กลับเป็นแรงผลักดันให้ผมก้าวไปข้างหน้า และตัดสินใจเข้ามาทำงานที่นี่เพื่อพัฒนาฝีมือ จนวันนี้ใครจะคิดว่าผมจะมาอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้ว (ยิ้ม) ทั้งหมดเริ่มต้นจากวันนั้นหากผมไม่คว้าโอกาส ชีวิตผมก็คงมาไม่ถึงตรงนี้”

ถามว่า ถ้าวันนี้เขาไม่ได้ใส่ผ้ากันเปื้อน โชว์ฝีมือทำอาหาร คิดว่าตัวเองจะทำอะไรอยู่ เชฟโมนาฮาโปรยยิ้มก่อนตอบว่า เขาชอบดนตรี เพราะฉะนั้นเขาเลยเลือกจินตนาการตัวเองว่า ถ้าวันนี้ไม่จับตะหลิว คงจับไมค์เป็นนักร้อง หรือโลดแล่นในวงการดนตรี อย่างไรก็ตาม ในเมื่อโชคชะตานำพาเขามาอยู่หลังเตา ไม่ใช่หน้าเวที เขาก็พร้อมมุ่งมั่นทำงานที่รักในวันนี้ให้ดีที่สุด

ใครที่อยากมายลโฉมหรือมาสัมผัสฝีมือของเชฟหนุ่มอนาคตไกลคนนี้ ต้องรีบกันหน่อย เพราะเขาจะประจำการอยู่ที่นี่จนถึง 31 ต.ค.นี้เท่านั้น

 

หญิงแกร่ง แห่งโลจิสติกส์ไทย จรีพร จารุกรสกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2559 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/458662

หญิงแกร่ง แห่งโลจิสติกส์ไทย จรีพร จารุกรสกุล

โดย…วราภรณ์   ภาพ… วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

สาวนักบริหาร จรีพร จารุกรสกุล ปัจจุบันรั้งตำแหน่งรองประธานกรรมการ รองประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น ด้วยประสบการณ์ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ของไทยมายาวนาน เธอเริ่มทำธุรกิจพลาสติกมาตั้งแต่อายุ 26 ปี จากนั้นจึงค่อยๆ เปลี่ยนสายงานไปเป็นด้านการบริหารคลังสินค้า จากการสังเกตเห็นว่าบริษัทขนาดใหญ่ที่ตัวเองเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบให้นั้น ต้องการบริการเฉพาะทางด้านการบริหารคลังสินค้าและการกระจายสินค้า

ในปี 2546 จรีพรจึงได้ร่วมก่อตั้งบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น ขึ้น ซึ่งเป็นบริษัทที่คิดค้นนวัตกรรมที่มุ่งเน้นการพัฒนาคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า และโรงงานที่มีมาตรฐานระดับสูง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า และในปี 2558 ที่ผ่านมา จรีพรได้มีบทบาทสำคัญในการเข้าซื้อกิจการบริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศไทย อันประกอบด้วยกลุ่มอุตสาหกรรมด้านยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี

จรีพรเพิ่งได้รับรางวัลผู้ประกอบการหญิงยอดเยี่ยมแห่งปี 2559 ในงาน Asia Pacific Entrepreneurship Awards 2016 จัดโดย Enterprise Asia ซึ่งเป็นองค์กรอิสระชั้นนำที่ส่งเสริมผู้ประกอบการในภูมิภาคเอเชียและเป็นคลังความรู้สำหรับการเป็นผู้ประกอบการด้วย

ในสายตาหลายคนอาจมองว่า โลจิสติกส์น่าจะเหมาะกับผู้ชายมากกว่า แต่จรีพรบอกว่า ในฐานะธุรกิจไม่มีคำว่าหญิงหรือชาย อยู่ที่ความสามารถเป็นหลัก และเหตุที่เธอสนใจวงการการขนส่งสินค้า เพราะเมื่อ 10 ปีที่แล้ว โลจิสติกส์คืออนาคตของทั่วโลก มีการเจริญเติบโตแบบไม่จำกัดและโตได้ทั่วโลก

“ดูง่ายๆ ตั้งแต่ต้นน้ำ เช่น ข้าว วัตถุดิบเข้าสู่โรงงานผลิต ผลิตเสร็จต้องจัดเก็บในคลังสินค้าก่อนจะกระจายไปปลายทาง ในการผลิตรถยนต์หรือยาก็ต้องพึ่งโลจิสติกส์ วงการนี้จึงกว้างมาก รวมทั้งโลกอี-คอมเมิร์ซสั่งของทางออนไลน์ แม้เราไม่ต้องไปช็อปปิ้งที่ห้าง ก็ต้องพึ่งธุรกิจเรา แม้จะส่งของไปดาวอังคารก็ต้องส่งทางโลจิสติกส์อยู่ดี

 

ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาไปมาก คนก็ยังต้องกินต้องใช้ เราอยู่ในวงการนี้มา 13 ปีแล้ว โลจิสติกส์จะโตแบบไม่จำกัด เราทำธุรกิจเอง เรามองเทรนด์อนาคต เราเป็นคลื่นลูกแรกของโลจิสติกส์ไทย เมื่อก่อนมีโกดังสินค้าเก่าๆ แบบโลคัลเยอะ แต่เราเป็นโกดังสินค้าที่สะอาด เพราะสินค้าเช่นยา สถานที่เก็บต้องสะอาดไม่มีฝุ่น จะเป็นโกดังสำหรับสินค้าแบบไหนเรามีหมด

เราทำธุรกิจขนย้ายสินค้าซึ่งต้องอาศัยความรวดเร็วเพราะทุกอย่างเป็นต้นทุนหมด ดังนั้นต้องเก็บในคลังสินค้าให้ดี ต้องเก็บให้น้อยวันที่สุดและส่งออกไปวางจำหน่ายให้เร็ว เราจะช่วยลูกค้าบริหารการจัดเก็บคลังสินค้าด้วย เราเป็นเหมือนโทเทิล โซลูชั่น คอนเซ็ปต์ คือเหมือนเป็นที่ปรึกษาดูแลทุกกระบวนการจนเสร็จสิ้นสินค้าส่งถึงมือผู้บริโภค”

กว่า 30 ปีแล้วที่จรีพรทำงานมา เริ่มแรกเธอมีบริษัทของตัวเองตั้งแต่อายุเพียง 26 ปี แต่เรื่องการทำธุรกิจเธอมีความคิดมาตั้งแต่อายุเพียง 10 ขวบเท่านั้น

“ดิฉันเป็นคนคิดเร็ว รู้ว่าตัวเองอยากทำธุรกิจตั้งแต่เด็ก เพราะดิฉันเป็นคนไม่ชอบทำงานประจำ หรือเป็นลูกน้องไปตลอด ชีวิตมีความฝันมากมาย อยากทำธุรกิจจึงชอบวิชาคำนวณ ชอบวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็กๆ ดิฉันจะมีมุมคิดที่แตกต่างมาตั้งแต่เด็ก เช่น การคำนวณเลข ครูสอนวิธีนี้ แต่ดิฉันจะมีวิธีคิดอีกแบบที่เร็วกว่า ดิฉันชอบคิดและพิสูจน์เอง คิดต่างไม่ผิด แต่อย่าทำผิด หรือการเดินทางเส้นนี้ เราหาทางอื่นๆ เพื่อไปถึงเป้าหมายให้ได้ ดิฉันชอบดูสัมภาษณ์ทางทีวี เพื่อฟังเส้นทางที่เขาประสบความสำเร็จ เขาตอบเรานั่งคิดว่าเราจะประสบความสำเร็จได้เร็วกว่าเขาได้ไหม”

 

 

วิธีที่จะทำให้เราทำแล้วแตกต่างจากคนอื่นแล้วโดดเด่น จรีพรแนะว่า สิ่งแรกต้องรู้จักตัวเองก่อน ว่าเราเก่งเรื่องอะไร ชอบเรื่องอะไร สองคือสิ่งที่เราจะทำคือธุรกิจอะไร อย่าทำเพราะเขาบอกว่าดีหรือฮิต หรือบอกว่าน่าจะดี

“จะทำอะไรต้องมีข้อมูลว่ามันจะดี การเก็บข้อมูลมีหลายวิธี ศึกษา อ่าน ดูเทรนด์โลกจะไปอย่างไร จะคิดทำอะไรต้องศึกษาดีๆ ก่อน ต้องเรียนรู้เบื้องต้นว่า เราคือใคร ทำเพื่อใคร มีโอกาสโตไปอนาคตไหม เช่น เขาบอกในอนาคตเป็นดิจิทัล แต่เราทำอะนาล็อก ก็ตกเทรนด์แล้ว จะทำธุรกิจต้องดูคู่แข่ง รู้เขารู้เรา เราแข่งกับใคร เขาใหญ่มากเราแข่งไหวไหม ถ้าไม่ไหวหาตลาดเราเอง อีกทั้งต้องขยันอดทน สามคือต้องกล้าด้วย กล้าไหมที่จะเปลี่ยนแปลง แตกต่างและบุกเบิก ถ้าเรามีความพร้อม และเรามี 1 กล้า หรือมี 1 พร้อม เราจะประสบความสำเร็จ จริงๆ เงินยังไม่ใช่ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ความพร้อม หากไม่มีเงินทุนมากค่อยๆ ทำงานเก็บเงินไป อย่างดิฉันเริ่มทำธุรกิจที่เงินหลักล้านบาท

แต่ปัจจุบันธุรกิจทั้งหมดมีมูลค่า 1 แสนกว่าล้านแล้ว ตอนนี้ถามว่าดิฉันประสบความสำเร็จหรือยัง ตอบว่ายังไม่รู้ แต่เราพอใจกับสิ่งที่เราเป็นเสมอ ดิฉันชอบทำงาน เรียกว่าสมัยก่อนดิฉันบ้างานมากๆ แต่เราไม่ได้บอกว่าเราต้องรวย แต่ดิฉันชอบทำงาน ชอบที่จะสร้างผลงานที่ดี ชอบมีคนดีๆ มาร่วมงาน แค่นี้ก็มีความสุข เงินเดี๋ยวก็ตามมาเอง คนบางคนอยากรวย แต่เราอยากทำ ดิฉันไปสอนเด็กๆ รุ่นใหม่เสมอว่า อย่าเรียกร้อง ถ้าเรายังไม่มีความสามารถ เด็กจบใหม่ต้องรู้ก่อนว่า งานที่เราทำคืออะไร สองเราสามารถทำให้บริษัทเขาก้าวหน้าได้หรือไม่ สามเราจะสามารถพัฒนาบริษัทให้เขาไปต่อได้อย่างไร ดังนั้นอย่าเรียกร้องเงินเลย ให้คิดอย่างนี้”

ปัจจุบันในบริษัทของจรีพรมีพนักงานราว 500 คน ซึ่งเธอเป็นนักบริหารที่มีวิธีปกครองลูกน้องคือทำองค์กรให้ชัดเจน เนื่องจากธุรกิจเธอหลากหลาย และเพิ่งเทกโอเวอร์เหมราชเข้ามา เธอต้องผสมผสานวัฒนธรรมของ 2 องค์กร ความคิดทุกอย่างเข้าด้วยกัน ที่สำคัญลูกน้องต้องเชื่อมั่นในตัวผู้บริหาร

 

“พนักงานในองค์กรต้องเชื่อมั่นว่า เราจะสามารถพาองค์กรเขาไปในทิศทางที่ดีขึ้น แล้วเราจะพาเขาไปกับเรา เราไม่ทิ้งใคร ต้องมีการจัดเทรนนิ่ง จับสองฝั่งมาละลายพฤติกรรม ลูกน้องเราเก่งทุกคน บางคนจบวิศวะ บางคนจบบริหารธุรกิจอาจไม่เข้าใจกันทุกส่วน จัดเทรนนิ่งเพื่อมาเติมเต็มสิ่งที่ขาด มารีเฟรชทำให้สดชื่นและเอาสิ่งใหม่ๆ เทรนด์ใหม่ๆ ใส่เข้าไป เราทำแบบนี้ เราจะได้ใจเขา

ที่สำคัญ บริษัทเราอยู่ได้เพราะเขา เราต้องสร้างผู้นำต่อไป เพราะเราต้องเกษียณอายุในอนาคต ใครจะขึ้นต้องมีความสามารถ บริษัทเราไม่ใช่บริหารกันแบบครอบครัว เราให้โอกาสกับทุกคนที่เก่ง ที่สำคัญต้องมีความดีมีน้ำใจด้วย ทุกอย่างต้องไปด้วยกัน ดิฉันมีทิศทางการเติบโตในอีก 30 ปีข้างหน้าแล้ว เราต้องวางกลยุทธ์แล้วไปด้วยความเร็ว

ดังนั้น ทีมเวิร์กต้องดี กลยุทธ์ที่วางแล้วทำไม่ได้ เพราะมันคือความฝัน ถ้าเป็นกลยุทธ์ที่ดีต้องทำได้ปฏิบัติได้ มีเป้าหมายที่สูงแต่ต้องจับต้องได้ เราจะพาองค์กรไปได้ต้องมีวิชั่นที่ชัดเจน และจะต้องไปได้ในหลายๆ เจเนอเรชั่น”

นักบริหารโลจิสติกส์หญิงเก่งคนนี้เผยถึงเคล็ดลับในการจัดชีวิตให้สมดุลระหว่างการทำงานกับการใช้ชีวิตส่วนตัว ซึ่งเธอมีวิธีคิดคือ ต้องสนุกกับการทำงาน แล้วจะรู้สึกว่าไม่ได้มาทำงาน แต่มาทำในสิ่งที่รัก

“เมื่อก่อนดิฉันก็มีความเครียดแฝง นอนไม่ค่อยหลับ ตอนหลังเริ่มมาปฏิบัติธรรม ได้ฝึกจิต ปล่อยวางทั้งหมด หันมาออกกำลังกาย ฝึกโยคะ ต่อยมวย รู้สึกว่าตัวเองหลับง่ายขึ้น เริ่มนิ่งเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น และรู้สึกว่ามีความสุขกับชีวิต คือคนเราต้องปล่อยวาง จะมาเครียดสะสมไม่ได้ ชีวิตต้องจัดสมดุลให้ได้ แล้วชีวิตก็จะมีความสุขตลอดเวลา”

 

ดร.อชิมา พัฒนวีรางกูล สร้างคุณค่าให้ดนตรีคลาสสิกไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ตุลาคม 2559 เวลา 10:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/458199

ดร.อชิมา พัฒนวีรางกูล สร้างคุณค่าให้ดนตรีคลาสสิกไทย

โดย…วรธาร ทัดแก้ว ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ถือเป็นความก้าวหน้าของวงการดนตรีคลาสสิกของไทย เมื่อประเทศไทยเรามีหนังสือเปียโนเพลงไทยสำหรับเด็กที่เป็นผลงานของนักดนตรีคลาสสิกของไทยรุ่นใหม่คลอดออกมาเป็นครั้งแรกและเป็นเล่มแรกของเมืองไทย ชื่อ “ดรุณดุริยางค์” เปียโนเพลงไทยสำหรับเด็ก หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Darun Duriyang Thai Piano for Children ที่เพิ่งเปิดตัวหนังสือไปเมื่อวันเสาร์ที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา ณ ศูนย์หนังสือจูฬาฯ จามจุรีสแควร์

ดรุณดุริยางค์ เป็นผลงานการสร้างสรรค์ของ ดร.อชิมา พัฒนวีรางกูล นักดนตรีคลาสสิกผู้มีความสามารถหลากหลาย ทั้งการแสดงเปียโน การแสดงไวโอลิน ทฤษฎีดนตรี รวมทั้งเป็นนักประพันธ์เพลงรุ่นใหม่ที่น่าจับตา เพราะสามารถแต่งเพลงได้เร็ว เนื่องจากมีโสตทักษะ ที่เรียกว่าเพอร์เฟกต์ ฟิตช์ (Perfect Pitch) คือสามารถบอกว่าเสียงโน้ตหรือคอร์ด (หลังจากที่ได้ยินทันที) เป็นโน้ตหรือคอร์ดอะไร ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนดนตรีอยู่โรงเรียนสอนดนตรีบางกอกซิมโฟนี และเปิดสอนอยู่ที่บ้านด้วย

“เปียโนเพลงไทยสำหรับเด็กนี้ เป็นหนังสือโน้ตเปียโนระดับชั้นต้นถึงชั้นกลางเล่มแรกของไทยก็ว่าได้ เนื่องจากก่อนนี้ไม่มี เพราะในการเรียนดนตรีคลาสสิกส่วนมากแต่ไหนแต่ไรก็มักจะใช้หนังสือหรือตำราของต่างประเทศแทบทั้งนั้น ทั้งครูและนักเรียน สังเกตเลยผู้เรียนดนตรีด้านนี้ที่ผ่านมาก็จะคุ้นเคยกับเพลงสำเนียงต่างประเทศมากกว่า และจะไม่คุ้นเคยกับบทเพลงสำเนียงไทย” ดร.อชิมา กล่าว

นอกจากการประพันธ์เพลงในหนังสือจะมีความไพเราะสนุกสนานและช่วยพัฒนาเทคนิคการเล่นเปียโนให้กับเด็กๆ แล้ว ยังให้ความรู้ด้านวัฒนธรรมไทยอีกด้วย เพราะ ดร.อชิมาได้นำเอาชื่อขนมไทยและการละเล่นของไทยมาแต่งเป็นเพลง ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กๆ ชื่นชอบผ่านเทคนิคการเล่นเปียโนที่เชื่อมโยงเกี่ยวกับวิธีการทำขนมและวิธีการละเล่นเหล่านั้น นอกจากนี้ยังได้เรียบเรียงเพลงไทยเดิม อย่างเขมรไทรโยค สำหรับผู้เรียนระดับชั้นต้นถึงกลางโดยเฉพาะมาไว้ในเล่ม เพื่อให้เด็กๆ ได้ซาบซึ้งในคุณค่าเพลงไทยเดิมอันเป็นสมบัติชาติ

 

“ปกติเวลาเรียนเปียโนเรามักจะซื้อหนังสือดนตรีของฝรั่งมาเรียน แล้วในเพลงต่างๆ ก็จะนำเสนอและแทรกเสริมวัฒนธรรมประเพณีของเขาเข้าไป ซึ่งเราไม่รู้หรอก ก็เรียนของเขามาตลอด แต่พอเรามาถึงจุดนี้สามารถแต่งเพลงได้ก็อยากจะสร้างคุณค่าให้กับวงการดนตรีคลาสสิกของไทย ในเมื่อไม่มีหนังสือเรียนดนตรีสำหรับเด็กที่เป็นของไทยและโดยคนไทย เลยแต่งดรุณดุริยางค์ขึ้นมาเป็นทางเลือกให้คนที่อยากเรียนดนตรีด้านนี้

ที่สำคัญเราต้องการปลูกฝังศิลปวัฒนธรรมไทยให้กับเด็กไทยได้เห็นคุณค่าในมรดกที่บรรพบุรุษได้สร้างมา ขณะเดียวกันก็ต้องการนำเสนอศิลปวัฒนธรรมของเราจากในหนังสือไปสู่ต่างชาติด้วย ในเมื่อเราใช้ตำราของเขาเรียนได้ แล้วทำไมเขาจะใช้ตำราเรียนของเราเรียนไม่ได้ เพราะในดรุณดุริยางค์ก็ไม่ได้ใช้ภาษาไทยอย่างเดียว แต่เราแปลเป็นอังกฤษกำกับด้วยทุกทีและทุกเพลง”

กว่าหนังสือทรงคุณค่าเล่มนี้จะสำเร็จเป็นรูปเล่มสวยงาม ทั้งการดีไซน์ก็แสนจะดึงดูดให้อยากจับอยากซื้อ โดยเฉพาะคนที่อยากเรียนเปียโน ดอกเตอร์ด้านการประพันธ์ (เพลง) ผู้นี้ บอกว่า เป็นงานที่ต้องใช้เวลาก็จริง แต่บอกได้เลยว่าทุกขั้นตอนการทำงานรู้สึกมีความสุขมากเพราะเป็นสิ่งตัวเองชอบอยู่แล้ว

“ทุกอย่างในหนังสือทำเองหมดเลยค่ะ ทั้งออกแบบปก ดีไซน์รูปเล่มทั้งหมด วาดรูปประกอบ ไม่ว่าจะรูปขนม หรือการละเล่นนั้นๆ เช่น เป่ายิงฉุบ ชักเย่อ มอญซ่อนผ้า งูกินหาง กระต่ายขาเดียว หรือขนมทองทองหยิบทองหยอด ขนมถ้วยฟู ขนมใส่ไส้ เป็นต้น ก็วาดเอง เพราะเราเรียนและรักศิลปะโดยเฉพาะการวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก แม้แต่สารบัญก็ออกแบบสีสันสวยงาม มีทั้งไทยและอังกฤษ

 

 

ส่วนตัวโน้ตในแต่ละบรรทัดก็ทำสีสันต่างกัน ไม่ดำขาวเหมือนหนังสือดนตรีทั่วไป หรือแม้แต่ซีดีเพลงที่ให้ไปด้วยพร้อมหนังสือก็ยังอัดเอง นี่ถ้ามีโรงพิมพ์ของตัวเองคงพิมพ์เอง (หัวเราะ) ก็หวังว่าดรุณดุริยางค์จะสามารถดึงดูดควมสนใจของไทย และช่วยให้เด็กเกิดความเข้าใจในการฝึกเทคนิคการเล่นเปียโนมากขึ้น ในขณะเดียวกันยังเกิดการเรียนรู้วัฒนธรรมไทย นำไปสู่ความสนใจและการสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยต่อไปอีกด้วย” ดร.อชิมา

หากแต่หนังสือดรุณดุริยางค์อาจจะยังไม่เกิดขึ้นในวันนี้ ถ้า ดร.อชิมาไม่ได้ถูกคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในคณะวิจัย เรื่อง “มิติใหม่ของดนตรีสากลในประเทศไทย : ดนตรีสร้างสรรค์เชิงวิชาการ” ซึ่งสนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยมี ศ.ดร.ณัชชา พันธุ์เจริญ เมธีวิจัยอาวุโส ประจำปี 2556 เป็นหัวหน้าโครงการ

“หนังสือนี้เป็นผลงานที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ดิฉันยังเป็นนักศึกษาปริญญาเอก ได้เป็นหนึ่งในคณะผู้วิจัย เรื่อง มิติใหม่ของดนตรีสากลในประเทศไทย : ดนตรีสร้างสรรค์เชิงวิชาการ เป็นโครงการ 3 ปี ที่สนับสนุนโดย สกว. มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเสนอผลงานดนตรีสร้างสรรค์เชิงวิชาการให้เห็นเป็นแบบอย่างแก่อาจารย์สอนดนตรีสายปฏิบัติทั่วประเทศ โดยอาจารย์ณัชชาเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยและในฐานะเมธีวิจัยอาวุโส ท่านได้เลือกดิฉันที่อายุน้อยที่สุดให้เป็น 1 ใน 10 คน

การที่ดินฉันได้เป็นหนึ่งในคณะผู้วิจัย มองว่า อาจารย์ณัชชาคงเล็งเห็นผลงานวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของดิฉัน คือ เพลงฝากแผ่นดิน : บทประพันธ์เพลงเพื่อชาติ ที่ดิฉันได้คัดเลือกบทกวีไทย ‘ฝากแผ่นดิน’ ของอาจารย์ก้องภพ รื่นศิริ มาร้อยเรียงประกอบดนตรีที่ประพันธ์ขึ้นใหม่อย่างเป็นเนื้อเดียวกันนี้มีศักยภาพสามารถมาต่อยอดเขียนผลงานเผยแพร่ให้เป็นแบบอย่าง อาจารย์ณัชชาจึงได้บอกดิฉันว่าน่าจะมีหนังสือเรียนเปียโนที่เป็นของคนไทย นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของดรุณดุริยางค์เล่มนี้ค่ะ ซึ่งดิฉันเริ่มแต่งตั้งแต่โครงการเข้าสู่ปีที่ 2 และ 3 และปิดโครงการเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ต้องขอบคุณ สกว.ด้วยที่ให้การสนับสนุนด้วยดี” ดร.อชิมา เล่าถึงจุดเริ่มการแต่งหนังสือดรุณดุริยางค์

 

ดร.อชิมา กล่าวต่อว่า รู้สึกภูมิใจกับผลงานชิ้นนี้มาก เพราะเป็นผลงานที่ตั้งใจและทุ่มเทด้วยใจใจจริงจนหนังสือออกมามีคุณภาพอย่างที่เห็น ก็หวังว่าดรุณดุริยางค์จะเป็นแรงบันดาลใจในการเรียนเปียโนให้กับเด็กไทยเป็นอย่างดี เหนืออื่นใดนอกจากจะช่วยพัฒนาเทคนิคการเล่นเปียโนแล้วยังให้ความรู้ด้านวัฒนธรรมไทย คือ ขนมไทยและการละเล่นไทยด้วย

“เป้าหมายต่อไป คือ การสร้างสรรค์ผลงานชิ้นใหม่ออกมา ไม่ใช่เล่มเดียวจบแน่นอน แต่อาจจะเป็นเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยเรื่องอื่นๆ ทั้งนี้รอดูฟีดแบ็กเล่มนี้ไปก่อนว่าเป็นยังไงบ้าง ทว่าตั้งแต่วันเปิดตัวหนังสือมาได้รับการตอบรับดีมาก ทั้งเด็กและครูที่สอนดนตรี ที่บอกว่าอยากได้หนังสือแบบนี้มานานแล้ว ก็รู้สึกภูมิใจที่ผลงานมีคุณค่าและเกิดประโยชน์ต่อทั้งผู้เรียนและครูผู้สอนดนตรีด้วย”

สำหรับ ดร.อชิมา จบการศึกษาปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง ในสาขการประพันธ์เพลง ภาควิชาดุริยางคศิลป์ตะวันตก คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และจบการศึกษาปริญญาโท และเอกในสาขาวิชาและสถาบันเดียวกัน เคยเป็นอาจารย์พิเศษวิชาทฤษฎีดนตรี และวิชาไวโอลิน ของภาควิชาดุริยางคศิลป์ตะวันตก คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มีความสามารถด้านการประพันธ์เพลง โดยได้รับคัดเลือกให้แสดงผลงานการประพันธ์เพลงในเทศกาลดนตรีต่างๆ หลายครั้ง ตั้งแต่ในรูปแบบวงเชมเบอร์ไปจนถึงวงออร์เคสตราขนาดใหญ่ ทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ ด้านการแสดงเปียโนเคยได้รับรางวัลผู้มีคะแนนสูงสุดของประเทศประจำปี 2548 ในการสอบเปียโนระดับปริญญาบัตร (Licentiate) ของสถาบัน Trinity College London ด้านการแแสดงไวโอลิน ได้รับเชิญให้เป็นหัวหน้าของวงออร์เคสตราแห่งคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหลายครั้ง และเคยเป็นสมาชิกวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ

หากใครที่อยากชมการแสดงดนตรีของ ดร.อชิมา พร้อมนักดนตรีอีกมากมาย ไม่อยากให้พลาดกับคอนเสิร์ต “สดับถ้อยเพลงไทยไทย” ที่จัดขึ้นโดยสำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักเดี่ยวเปียโนเพลงไทย ที่ก่อตั้งโดย ศ.ดร.ณัชชา พันธุ์เจริญ ในวันศุกร์ที่ 7 ต.ค.นี้ เวลา 18.00 น. ณ อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ

 

จีรนุช บริบูรณ์ ลงมือทำคือจุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ตุลาคม 2559 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/458004

จีรนุช บริบูรณ์ ลงมือทำคือจุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จ

โดย…โยธิน อยู่จงดี

“ย้อนกลับไปตอนที่เราออกจากงานประจำมาใหม่ๆ ตอนนั้นเราไม่ได้ตั้งเป้าอะไรมาก หวังไว้แค่ว่าเมื่อเราลงทุนในจุดนี้เราจะต้องทำธุรกิจแบบที่ทำให้เราเจ็บตัวน้อยที่สุด คำถามก็คือแล้วเราจะทำอย่างไรล่ะที่เราจะเจ็บตัวน้อยที่สุด คำตอบของเราในตอนนั้นก็คือทุกอย่างเราต้องลงมือทำเอง” จีรนุช บริบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ราเฟอร์รี่ และนักบริหารดีเด่น 2559 จากงานมอบรางวัล “คนไทยตัวอย่าง” คนทำดีต้นแบบสังคมแห่งปีใต้ร่มพระบารมีพ่อของแผ่นดิน จาก พล.ต.ม.จ.จุลเจิม ยุคล กล่าว

จากคนเบื้องหลังสื่อสู่เบื้องหน้าธุรกิจที่ชอบ

จีรนุช เล่าย้อนความหลังกว่าจะมีวันนี้ว่า ชีวิตไม่ได้เริ่มต้นจากการที่เป็นคนรวย แล้วสมัยเด็กๆ ก็ไม่ได้เป็นคนที่เรียนเก่งออกจะเกเรด้วยซ้ำ ตอนเรียนมัธยมต้นก็ไม่ได้เรียนที่ จ.น่าน แต่ครอบครัวส่งมาเรียนที่โรงเรียนประจำใน จ.นครปฐม “สมัยก่อนนักเรียนที่เรียนในโรงเรียนประจำมักจะเป็นเด็กที่มีปัญหา เราก็จัดเต็มเหมือนกัน แต่พอเริ่มเข้าเรียนต่อในชั้นมัธยมปลายที่จะต้องตั้งเป้าสอบเอนทรานซ์ ก็ต้องไปเรียนที่อื่นๆ เพราะเกรดเราไม่ผ่าน ก่อนหน้านี้เราคิดเสมอว่า ทำไมเราจะต้องมาเรียนในโรงเรียนประจำทั้งที่เราอยากจะอยู่บ้านกับพ่อแม่มากกว่าที่จะมาเรียนไกลบ้านแบบนี้ ก็เริ่มเกเรพอขึ้นเรียนชั้น ม.ปลาย ก็กลับไปเรียนที่ จ.น่าน แต่เรียนไปได้แค่ 1 สัปดาห์ก็ถูกพักการเรียน เพราะไปมีเรื่องกับเด็กโรงเรียนอื่นทั้งๆ ที่ไม่ใช่เรื่องของเราด้วยนะ พอพักการเรียน 1 ปี คราวนี้ก็ใช้ชีวิตเต็มที่มาก และพอกลับมาเรียนใหม่ก็ตั้งใจเรียนมากขึ้น ผลการเรียนก็ถือว่าปานกลางไม่ได้เก่งมาก ไปได้เรื่อยๆ เรียนจนจบก็ต้องเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ

 

“ตอนนั้นเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยหอการค้า ในคณะบริหารธุรกิจ และด้วยความที่เราเป็นเด็กต่างจังหวัดเรียนนิโรงเรียนประจำมาตลอดไม่เคยออกไปเที่ยวที่ไหน พอเข้ามาอยู่ใจกลางเมืองในยุคที่อาร์ซีเอ กำลังรุ่งเรืองเข้าหน่อยก็หลงไปเลยเรียนช้าไปอีก 1 ปี พอกลับมาก็อยากจะกลับมาให้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาหน่อย จึงตัดสินใจไปเรียนต่างจังหวัดที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เอกนิเทศศาสตร์ เพราะจะได้แยกออกจากตัวเมืองแล้วตั้งใจเรียนมากขึ้น เพราะที่มหาวิทยาลัยนี้เน้นในเรื่องเทคโนโลยี แต่มีสาขานี้สาขาเดียวที่เราสามารถเรียนได้เพราะเราเรียนสายศิลป์มา พอเรียนไปแล้วก็ถือว่าสนุกดีได้เรียนรู้ในเรื่องการทำงานข่าวและเรียนรู้เรื่องของการบริหารธุรกิจไปพร้อมๆ กัน

“พอเรียนจบเราได้มีโอกาสเข้าฝึกงานที่ อสมท ในรายการที่มีชื่อเสียงของช่อง 9 หลายรายการมาก อย่างรายการถึงลูกถึงคน รายการเจาะใจ ก็ได้เก็บประสบการณ์ในการทำงานข่าวจากพี่ๆ พอเรียนจบประมาณปี 2551 ก็มีพี่ชวนเข้าทำงานที่ อสมท แล้วเราก็ทำงานในวงการสื่อได้ไม่นานเพราะเรารู้สึกตัวแล้วว่าไม่ใช่ เราไม่ใช่คนที่ชอบทำงานอยู่ในกรอบ จึงตัดสินใจออกมาทำธุรกิจด้านความสวยความงาม

“เพราะในช่วงที่เรายังทำงานเป็นสื่ออยู่เราได้สัมภาษณ์แหล่งข่าว เช่นคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพระดับประเทศหลายคนทำให้เรามีความรู้ในเรื่องสุขภาพและความสวยความงามไปด้วยในตัว มีประสบการณ์ในเรื่องการดูแลสุขภาพและผิวพรรณก็ทำให้เรารู้สึกสนใจที่จะเริ่มทำธุรกิจเครื่องสำอาง”

 

เรียนรู้ด้วยการลงมือทำ

“เราเริ่มลงมือทำตั้งแต่เรียนรู้ในเรื่องของกระบวนการผลิต เรียนรู้ในเรื่องของสารเคมีต่างๆ ที่อยู่ภายในครีมใช้แล้วมีผลอะไรกับผู้ใช้เราต้องศึกษาหาความรู้อย่างรอบด้าน ตั้งแต่เรื่องของการบริหารจัดการของธุรกิจ การออกแบบแพ็กเกจจิ้ง การตลาด การทำบัญชี เราเรียนรู้เองทุกอย่างเราลงมือทำเองทุกอย่าง เพราะเราชอบในธุรกิจนี้เป็นทุนเดิมจึงทำให้เรามั่นใจว่าเราจะต้องทำได้”

แต่ทุกเส้นทางชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ในช่วงแรกของการเปิดบริษัทเธอประสบปัญหาในการไม่สามารถผลิตครีมได้ตามที่ต้องการ ล้มเหลวจนถึงขั้นต้องทิ้งครีมที่ผลิตทั้งหมดแล้วเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

“จุดหนึ่งที่เรายึดมั่นในใจเสมอก็คือ เราต้องการผลิตสินค้าที่ดีที่สุดออกมาสู่ตลาด แต่เมื่อสิ่งที่ผลิตออกมาไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ เป็นครีมที่ไม่ได้คุณภาพ เราก็ได้ทำการทิ้งไปทั้งหมดเสียเงินลงทุนไปมาก แต่ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เรารู้จักว่าเราควรจะหาโรงงานผลิตครีมคุณภาพดีได้จากที่ไหน

“หลังจากนั้นเราก็เอาไปให้โรงงานของญี่ปุ่นที่ตั้งในประเทศไทย ซึ่งมีมาตรฐานสูงมากขนาดเราเป็นคนจ้างผลิต เขายังไม่ยอมปรับตามสูตรที่เราบอก เพราะเขามีองค์ความรู้ในการผลิต มีระบบที่ชัดเจนว่าทำออกมาแล้วได้ผล ไม่ใช่ใส่อะไรลงไปก็ได้โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบอื่นๆ ที่ตามมา เขาให้เหตุผลกับเราเพราะว่าสูตรที่เขาทำการผลิตนั้นผ่านการค้นคว้าและการวิจัยจึงเป็นมาตรฐานที่ปลอดภัยกับผู้บริโภคมากที่สุดและได้ประสิทธิภาพในการดูแลผิวของผู้บริโภคของลูกค้ามากที่สุด สุดท้ายธุรกิจก็กลับมาเดินหน้าได้อย่างที่เราต้องการ

 

“จนมาเริ่มทำการตลาดด้วยการออกสื่อตามช่องต่างๆ ก็ได้ผลตอบรับกลับมาดี มีลูกค้าให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ซึ่งการออกสื่อเป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจอย่างหนึ่ง ที่ช่วยทำให้ลูกค้าได้รู้จักได้แนะนำ และสร้างความน่าเชื่อถือไปในตัว แม้ว่าในการออกรายการแต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ผลตอบแทนที่ได้รับกลับมาถือว่าคุ้มค่าอย่างมาก ก็มีบ้างเหมือนกันที่ออกสื่อไปแล้วลงทุนไปแล้วผลตอบรับไม่ได้กลับมาดีอย่างที่คาด แต่นั่นก็ไม่เป็นไรถือว่าเราได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงว่าเราควรจะออกช่องไหนอย่างไรและลงทุนในการออกสื่อแต่ละครั้งเท่าไหร่

“หลังจากออกสื่อแล้วก็มีปัญหาตามมาอีกอย่างก็คือ เรื่องของการรับออร์เดอร์ ด้วยความที่เราต้องการจะทำธุรกิจด้วยตัวเองมาตลอด จึงเกิดปัญหาเรื่องการรับออร์เดอร์ไม่ทัน ทำให้แทนที่เราจะมารับลูกค้าหลากหลายได้อย่างมหาศาลในช่วงนั้นและในช่วงแรกของการทำธุรกิจรับโปรโมทตัวเองอย่างมากด้วยการไปออกรายการต่างๆ แนะนำสินค้าให้คนรู้จักว่าสินค้าของเรานั้นดีอย่างไรและเมื่อมีผลตอบรับกลับมาปรากฏว่าปัญหาของเราก็คือรับลูกค้าไม่ทัน จึงตัดสินใจใช้บริการของโอเปอเรเตอร์ช่วยในการรับสายและจ้างคนเข้ามาช่วยรับคำสั่งซื้อ

“มีข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจว่าในการโทรเข้ามาในแต่ละครั้งเรามีสายเรียกเข้าเป็นพันครั้ง แต่เรามีความสามารถในการรับสายเพียงแค่ 20 สายเท่านั้น ซึ่งทำให้เราพลาดโอกาสที่จะได้เงินตรงนั้นไปเยอะ แต่ถ้าเราจ้างเอาต์ซอร์สเข้ามาช่วยในการบริการเรื่องคอลเซ็นเตอร์ ก็ต้องเสียค่าเปอร์เซ็นต์แล้วอย่างน้อย 30% แต่เมื่อเทียบกันแล้วเราก็ต้องมาคิดกันใหม่ว่าเราควรจะทำอย่างไรกับธุรกิจนี้ต่อไป

“สุดท้ายเราก็ตัดสินใจสร้างทีมคอลเซ็นเตอร์สร้างระบบการบริหารจัดการเอง ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการสั่งสินค้า ซึ่งก็ช่วยทำให้เราเพิ่มโอกาสในการรับสินค้าที่ลูกค้าได้มากขึ้น ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ด้วยดี จนเรียกได้ว่าตอนนี้เราเป็นเพียงไม่กี่เจ้าในธุรกิจครีมบำรุงผิวที่เกิดในช่วงบูมและยังคงดำเนินธุรกิจอยู่ต่อได้ถึงทุกวันนี้ในช่วงที่คนอื่นอยู่ในช่วงขาลง แต่เรายังคงมียอดขายที่ดีอยู่”

 

ลงมือทำเองเท่านั้นถึงจะประสบความสำเร็จ

จีรนุช ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จจนมีวันนี้ได้ ก็คือการที่เราใส่ใจในลูกค้า หากยังจำกันได้เมื่อก่อนเราก็จะเห็นการตลาดในการขายครีมที่ใช้พริตตี้เข้ามาช่วยในการโปรโมทสินค้า ใช้เรื่องการจูงใจโชว์เงินโชว์รายได้แล้วบอกว่ามาขายครีมแล้วเรามารวยด้วยกัน ซึ่งการตลาดแบบนั้น ไม่ใช่การตลาดที่ดี เรามองว่าสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องของการสร้างรายได้ แต่เป็นการสร้างสินค้าที่มีคุณภาพให้กับผู้บริโภคมากกว่ามันถึงจะเป็นการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความยั่งยืนและประสบความสำเร็จได้มากที่สุด

อีกจุดหนึ่งก็คือการลงมือทำและเรียนรู้จากประสบการณ์ทุกอย่างในทำงาน ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการขายสินค้า และมองหาช่องทางใหม่ที่ทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ในอนาคต เช่น เรื่องของการตลาด ตอนนี้ก็ต้องบอกตามตรงว่าต้องมุ่งเป้าไปทางโซเชียลมีเดียมากขึ้นซึ่งย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้วเราก็มองว่า โซเชียลมีเดียนี่ล่ะที่จะเป็นช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น อะไรที่เรามองเห็นว่าเป็นอนาคตแล้วก็กลับทันทีเราไม่รอ

ส่วนรางวัลที่ได้รับเราก็ไม่คาดคิดว่าจะได้รางวัลนี้มา อาจจะเป็นเพราะเราเป็นธุรกิจที่มียอดจำหน่ายสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจ ลูกค้าให้การยอมรับและพูดถึงในวงกว้าง ประกอบกับการที่เราให้ความสำคัญในเรื่องการออกสื่อและทำการตลาดมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งที่มีพนักงานเพียงไม่กี่คน และการที่เราลงมือทำเองทุกอย่างตั้งแต่แรกทำให้เราเห็นภาพกระบวนการทำงานและเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาเราก็จะรู้ได้ในทันทีว่าปัญหานั้นเกิดจากอะไร และควรจะแก้ไขอย่างไรให้ถูกต้อง ดังนั้นการเรียนรู้และลงมือทำด้วยตัวเองเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่ผู้บริหารธุรกิจควรให้ความใส่ใจ ธุรกิจถึงจะประสบความสำเร็จด้วยดี