แซค วอทคินส์ ปรับรสให้เข้ากับความเป็นไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2559 เวลา 11:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/457554

แซค วอทคินส์ ปรับรสให้เข้ากับความเป็นไทย

โดย…ปอย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เชฟหนุ่มอเมริกันใบหน้ายิ้มแย้ม แซค วอทคินส์ เชฟใหญ่ประจำร้านอาหารโทโร (Toro) บอกที่นี่มีทาปาสสุดอร่อย แนะนำสำหรับมื้อค่ำนี้เรียกน้ำย่อยลองสั่งไวน์สเปนมาดื่มคู่กัน ร้านโทโร เป็นร้านอาหารสเปนและมีบาร์เครื่องดื่มเสิร์ฟเริ่มตั้งแต่ช่วง 6 โมงเย็น บรรยากาศร้านดูดิบด้วยปูนเปลือยให้ความกันเอง มีสวนให้นั่งกินลมชมวิวยามเย็น หนุ่มสาวชาวทองหล่อจึงเลือกนั่งแฮงเอาต์กันที่นี่อย่างคึกคัก ร้านเปิดยาวไปจนเที่ยงคืน อยู่ใน 72 Courtyard คอมมูนิตี้มอลล์สุดชิกแห่งใหม่ล่าสุดของเมืองกรุง

โทโรมีชื่อเสียงโด่งดังจากบอสตัน และนิวยอร์ก มีเอกลักษณ์เสิร์ฟทาปาสดั้งเดิมและร่วมสมัย ได้แรงบันดาลมาจากเมืองบาร์เซโลนา เจ้าของร้านคือ เจมี่ บิสซันเนต เคน โอริงเกอร์ สองเชฟชื่อดังที่คว้ารางวัล James Beard Foundation Awards ซึ่งนับว่าเป็นออสการ์แห่งวงการอาหาร แล้วเมื่อเปิดสาขาในกรุงเทพฯ สองเชฟเจ้าของร้านก็ได้ให้ความไว้วางใจส่งมือขวา เชฟแซค เชฟรุ่นใหม่ไฟแรงเป็นผู้ควบคุมเบื้องหลังความอร่อย โดยมีแนวคิดเลือกใช้วัตถุดิบในประเทศนั้น อย่างเช่นจานนี้รสชาติดีมาก ensalada de sandia – สลัดแตงโมกับแอนโชวี่ ส้มโอ และชีส ปรุงโดยเลือกใช้ผลไม้ไทยๆ เชฟเพิ่มส้มโอทองดีจากนครปฐม อร่อยเปรี้ยวสดชื่นได้อีก

เชฟแซค บอกพร้อมเสียงหัวเราะดูกันเองๆ สบายๆ ว่า การร่วมงานกับทีมครัวไทย ทำให้ได้ค้นพบเรื่องราวใหม่อีกมากมาย เช่น แตงโมเมื่อกินกับปลาแอนโชวี่ ยิ่งชูรส ส้มโอเปรี้ยวอมหวานเอาใจคนรักผลไม้กันเต็มที่

“พนักงานในครัวบอกผมครับว่า บ้านของเขากินแตงโมกับปลาเล็กๆ ผงๆ (สิ่งที่เชฟบอกน่าจะเป็นเมนูแตงโมปลาแห้ง) การทำอาหารคือการให้เกียรติกันและกันครับ ผมจึงลองนำไอเดียของเขาปรับสูตรใช้แตงโมกับแอนโชวี่ ผลลัพธ์ยิ่งอร่อยจริงๆ ด้วยนะครับ น่าดีใจมากที่วัตถุดิบพวกนี้ กุ้งปลาตัวเล็กๆ ในเมืองไทยราคาถูกมาก แล้วทั้งผักและผลไม้ก็อร่อย ผมรู้สึกสนุกมากได้เห็นผักและสมุนไพรเมืองร้อน ขึ้นฉ่าย มะกรูด ทำอาหารได้แล้วก็ยังทำเครื่องดื่มค็อกเทลได้อีกด้วย

 

การปรับรสชาติอาหารโดยเลือกใช้ของท้องถิ่น เป็นแนวคิดของเจมี่ และเคน คือถ้าร้านโทโรไปเปิดสาขาในประเทศไหน ความท้าทายของเชฟก็คือการเลือกวัตถุดิบในท้องถิ่นนั้นๆ มาปรุงในแบบสเปน และกลายเป็นเอกลักษณ์ของร้านไปแล้วครับ

ทั้งเจมี่ และเคน ชอบท่องเที่ยวไปทั่วโลก พวกเขาได้ชิมอาหารอร่อยๆ ไม่ซ้ำกัน จึงไม่อยากละทิ้งของดีๆ แต่ละแห่งไป ผมเพิ่งมาทำงานในเมืองไทยเมื่อ 4 เดือนที่แล้วเองครับ ก่อนหน้านี้ก็เคยชิมส้มตำ ผัดไทย (บอกพร้อมรอยยิ้ม) รสชาติโดดเด่นมากจนผมต้องค่อยๆ ชิมให้รู้จักแต่ละรสชาติ ในจานเดียวกันแต่มีหลายรสมากเลยนะครับ ในจานส้มตำไทยมีถั่วให้ความหวาน เค็ม เผ็ดผมชอบมากๆ นะ กำลังพยายามกินให้ได้มากกว่านี้ครับ (หัวเราะ) ผมกำลังเรียนรู้ครับรสพวกนี้มันมีที่มาจากวัตถุดิบคืออะไรบ้าง”

และการเรียนรู้ด้วยตัวเองก็คือจุดเริ่มต้นงานในครัว เชฟแซค บอกว่าแรงบันดาลใจเริ่มมาจากดูรายการทำอาหารทางทีวี ได้ดูแล้วก็บอกตัวเองทันทีว่านี่คืออาชีพของเขา แล้วทันทีที่เรียนจบไฮสกูลอายุ 18 ปี ก็เริ่มทำตามฝันหางานทำในร้านอาหาร และโชคดีมากที่ได้ครูคนแรกก็คือเจ้าของร้านนี้ เคน โอริงเกอร์ ให้เขาเริ่มทำงานในร้านที่จัดว่าโด่งดัง พร้อมกับสอนการทำอาหารเขาอีกด้วย เชฟแซค ทำงานในร้านโทโรในสหรัฐกว่า 7 ปี จากนั้นไปประจำสาขาโปรตุเกส และโอกาสดีที่สุดคือการรับหน้าที่เชฟใหญ่ของสาขากรุงเทพฯ

“การทำงานในครัวที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกัน ต้องเริ่มต้นด้วยการฟังๆ และรับฟังให้ได้มากที่สุดครับ เช่น การปรุงอาหารจานใหม่ๆ ในเมืองไทยผมก็จะลองปรุงลองชิมหลายๆ ครั้งเพื่อให้รสชาติดีที่สุด อย่างเช่นจานนี้ก็เป็นอีกจานที่ผมเลือกใช้ของในไทย แก้มหมูย่างแนมกุ้งฝอยตัวเล็กๆ ราดซอสในแบบอาหารฝรั่ง และซอสที่ผมปรุงขึ้นมาใหม่โดยใช้ผลไม้ไทยคือมะม่วง ผมก็จะได้รับคำแนะนำในเรื่องวัตถุดิบจากทีมงานคนไทย พวกเขาเปิดโลกใหม่ให้ผมได้ตื่นเต้นแทบทุกครั้งที่ปรุงอาหารจานใหม่เลยนะครับ” เชฟแซค บอกด้วยรอยยิ้มสดชื่น บุคลิกชิลๆ สบายๆ วันนี้เขาสวมเสื้อยืดสีดำพับแขน เห็นรอยสักรูปมีดที่ต้นแขนซ้าย ตอกย้ำสิ่งเลือกทำงานครัวได้ชัดเจน

แก้มหมูย่างแนมกุ้งฝอย

ราดซอส Colatura Di Alici และซอสมะม่วงสุก

ส่วนผสม

1.เนื้อหมูส่วนแก้ม (Guanciale)

2.มะม่วงสุก

3.กุ้งฝอย

4.น้ำส้มสายชู Chardonnay

5.พริกดอง

6.ผักร็อกเกต

7.ผักคะน้า

วิธีปรุง

เริ่มหมักแก้มหมูกับเกลือและน้ำตาลไว้ล่วงหน้าเป็นเวลา 2 วันในตู้เย็นแล้วจึงนำมาปรุงล้างด้วยน้ำเย็น ทาน้ำมันให้ชุ่มแล้วย่างในเครื่องย่างที่เรียกว่าCharcoal ในความร้อน 115 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 2 ชั่วโมง ส่วนกุ้งฝอยทอดกรอบปรุงรสด้วยซอส Vinaigrette ท็อปบนเนื้อหมูปรุงรสด้วยซอสมะม่วงเสิร์ฟพร้อมผักร็อกเกต ผักคะน้า

วิธีปรุงน้ำซอส

ซอส Colatura Di Alici ส่วนประกอบมี ขิง มะนาวเชื่อม น้ำมะนาวทาบาสโก และน้ำมันมะกอก ซอสชนิดนี้เป็นสไตล์ตะวันตก ราดบนเนื้อหมูและกุ้งฝอย เชฟแซค สร้างสรรค์ซอสชนิดนี้ใช้วัตถุดิบเป็นผลไม้ไทย คือ มะม่วงสุกและมะม่วงดิบ นำมาต้มให้เนื้อมะม่วงนิ่มเหลวจนได้น้ำผลไม้เนื้อเข้มข้นในแบบพิวเร (Puree) นำมาปรุงรสกับไวน์ Chardonnay และทาบาสโก และอีกความโดดเด่นคือ ซอส Vinaigrette เชฟเลือกใช้ของไทยในส่วนผสมด้วย คือ ขิง และน้ำมันมะกอก มะนาวเชื่อมให้รสหวาน ครบรสเปรี้ยวด้วยน้ำมะนาวสด และเพิ่มรสชาติด้วย Colatura หรือน้ำปลาอิตาลี

 

โมเดิร์นด็อก กับสภาวะคลุ้มคลั่ง ฟูมฟาย ปลดปล่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กันยายน 2559 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/457317

โมเดิร์นด็อก กับสภาวะคลุ้มคลั่ง ฟูมฟาย ปลดปล่อย

โดย…นกขุนทอง ภาพ… วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

แต่ละครั้งที่พวกเขานั่งอยู่ตรงหน้า และประเด็นในการพูดคุยหนีไม่พ้นเรื่อง “เพลง” หากแต่ทุกๆ วินาทีที่เวลาเคลื่อนเรายิ่งขยับเข้าใกล้ชีวิตของพวกเขาที่มันร้อยเรียงอยู่ในทุกโน้ตทุกตัวอักษร วันนี้ โมเดิร์นด็อก (Moderndog) เดินทางในวงการเพลงไทยมานานถึง 22 ปี เรื่องราวของพวกเขาจึงผ่านสภาวการณ์อันหลากหลาย ทั้งคลุ้มคลั่ง ฟูมฟาย ตัดพ้อ สุดพลัง ปลดปล่อย และทุกๆ เรื่องดี-ร้ายเหล่านั้น พวกเขาเรียนรู้และเข้าใจ

ป๊อด-ธนชัย อุชชิน โป้ง-ปวิณ สุวรรณชีพ และ เมธี น้อยจินดา คือ โมเดิร์นด็อก สมาชิกแรกเริ่มที่มีเคมีเข้ากันและแตกต่างกันบ้าง แต่ในความต่างนั้นเป็นสีสันให้ได้รสชาติใหม่ทางดนตรี (เมธีว่าไว้) นำมาซึ่งความ “ต่าง” แต่ไม่ (มีวัน) “แตก” (ป๊อดก็กล่าว) และเพลงแบบโมเดิร์นด็อกออกมาจาก 3 คนนี้ มันคือความลงตัวที่สุด (โป้งให้ความเห็น)

ทางเลือกใหม่ของวงการดนตรี

ย้อนไปเมื่อ 2 ทศวรรษ การมาของวงดนตรีหน้าใหม่ “โมเดิร์นด็อก” เป็นการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์วงการดนตรีไทยอีกยุคหนึ่ง กับแนวดนตรีใหม่ในขณะนั้น “อัลเทอร์เนทีฟ ร็อก” (Alternative Rock) ออกมาเป็นทางเลือกให้ผู้ฟัง พร้อมโชว์สุดพลัง ดนตรีที่เร้าใจ ถูกจริตเหล่าวัยรุ่นจนมีคำฮิต เด็กอัลเทอร์ ทำให้ผลงานอัลบั้มแรกยอดขายทะลุ 1 ล้านก๊อบปี้ ส่งให้โมเดิร์นด็อก ศิลปินอินดี้ (ไร้สังกัดใหญ่) เป็นวงขวัญใจมหาชน

ป๊อด “ช่วงนั้นวงการเพลงมี 2 ค่ายใหญ่ เราก็รู้สึกว่าเพลงไม่ได้มีแค่นี้ ไม่ใช่สิ่งนั้นไม่ดี แต่เรารู้สึกว่าเราต้องสร้างทางเลือก คือสิ่งที่เราอยากทำให้เกิดขึ้น แล้วผู้คนก็รับเราได้ แล้วตอนนั้นก็มีวงอินดี้ผุดขึ้นมาอีกหลายวง มีค่ายอินดี้เกิดขึ้น มีรายการวิทยุจัดตั้งขึ้นมาเพื่อเปิดเพลงเหล่านี้”

 

ป๊อด-ธนชัย อุชชิน

โมเดิร์นด็อกแจ้งเกิดจากแนวอัลเทอร์เนเทีฟ ร็อก และพาไปสู่แนวดนตรีแห่งยุค มาถึงปัจจุบันงานเพลงของโมเดิร์นด็อกก็ยังพัฒนาสร้างสรรค์อย่างอัลเทอร์เนทีฟต่อไป

โป้ง “คำว่าอัลเทอร์เนทีฟ แปลว่า ทางเลือก ชอยส์ (Choice) เราพยายามจะเป็นชอยส์ให้ตัวเราเอง ชุดแรกมีเพลงบุษบา ได้รับความนิยมมาก ชุดสองถ้าเราจะทำเพลงแบบบุษบาอีกก็แปลกๆ เราก็เลือกทำอีกแบบหนึ่ง ก็ค่อยๆ พัฒนา เปลี่ยน เรายังเป็นชอยส์ให้ตัวเองไม่ทำเพลงซ้ำ โพรเซสในการทำงานเราพยายามหาอะไรใหม่ๆ สร้างความตื่นเต้นให้เราเอง”

เมธี “แต่ละอัลบั้มอยากทำให้เป็นซีรี่ส์ การทำงานศิลปะ เราอยากทำในพื้นที่ใหม่ๆ ขยายความสามารถหรืออะไรใหม่ๆ ที่เราไม่เคยทำ เวลาที่เราออกทัวร์คอนเสิร์ต เราก็จะดูว่าในแง่เราเล่นดนตรีเรารู้สึกเพลิน คนดูสนุกด้วย เพลงแบบนี้ค่อนข้างใช้งานได้จริง เพลงนี้เหมาะกับการฟัง เรื่องตลาดแนวเพลงเราไม่ได้เอามาเป็นตัวตั้งในการทำงาน เราเอาสิ่งที่เราอยากทำ ถึงอยู่มา 22 ปี วงเราก็ยังเป็นอินดี้ ไม่เร่งทำงาน เราจะทำเมื่อมีอะไรอยากบอก ไม่มีก็อยู่เงียบๆ ดีกว่า”

ถึงวันนี้วงการเพลงไทยผลัดใบเปลี่ยนยุค มีดนตรีที่หลากหลายขึ้น และศิลปินกล้าทำในสิ่งที่ต้องการ และผู้ฟังก็แสวงหาสิ่งที่ชอบ มากกว่าที่จะเสพเพลงที่กระแสตลาดป้อนให้อย่างเดียว

เมธี “เท่าที่เห็นเด็กรุ่นใหม่ยังทำเพลงกัน มันอาจจะง่ายขึ้นถ้าเขามีคอมพิวเตอร์ดีๆ สักตัว มีสื่อทางโซเชียลมีเดีย คนรุ่นใหม่ยังชอบเล่นดนตรี ยังพยายามที่จะเป็นศิลปิน เขาก็หาทางของเขากันอยู่ ผมมองว่าศิลปินทุกรุ่นเขาจะมีอะไรเป็นของตัวอง อย่างพวกผมยุค ‘90s ชอบทำเพลงแบบนี้ เวลาทำเพลงออกมาก็เหมือนที่เราชอบ เขาก็อาจได้ยินอะไรที่เขาชอบแล้วทำออกมา ผมว่าคนฟังกับคนทำก็ต้องมีวิธีสื่อสารกัน”

 

เมธี น้อยจินดา

 

ป๊อด “การเข้ามาเป็นศิลปินมีผลงานมันง่ายขึ้น แต่ยากกว่านั้นคือการมีระยะ การที่ศิลปินประสบความสำเร็จจากเพลงใดเพลงหนึ่งมันวัดแค่เพลงนั้นไม่ได้ ผมว่ามันต้องดูระยะต่อไป”

โป้ง “ผมว่าวิธีการฟังเพลง ณ ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน เพลงถูกลดความสำคัญในการเป็นเพลง เมื่อก่อนกว่าจะได้ฟังต้องติดตามทางวิทยุ เราต้องรอเอาเทปมาอัดเสียง ชอบจริงๆ ไปหาเทปมาเปิดดูปก ตอนนี้อยากได้อะไรกดโทรศัพท์มือถือ ฟังไป 5 วินาที ไม่ชอบก็เปลี่ยน ไม่ต้องรอฟังจนจบเพลง ไม่เหมือนฟังเทปที่เป็นลูป แต่อันนี้แรนดอมแอกเซส อยากเข้าตรงไหนก็ได้ ไม่ต้องมาหน้าเอ หน้าบี ฟังง่ายก็ทิ้งง่าย ในมุมคนทำก็เหมือนกัน”

ป๊อด “ในอีกซีกหนึ่ง การขายแผ่นเสียงไวนิลกลับกำลังทำเงินสูงของตลาดโลก อาจสะท้อนให้เห็นสิ่งหนึ่ง คนอยากถือเพลง เพราะตอนนี้เพลงลอยอยู่ในอากาศ เราสามารถเปิดในมือถือ แต่สิ่งที่หายไปในรายละเอียดของมัน ภาพปก เครดิตเพลงได้หายไปแล้ว ตอนนี้คนก็เลยกลับมาให้ความสำคัญกับการถือเพลง แต่มันเฉพาะกลุ่ม และในเมืองไทยยังจำนวนน้อยอยู่ แต่ก็กำลังจะเติบโตไปเรื่อยๆ เราแสวงหาเสียงที่สมบูรณ์ ต้องเปลี่ยนไปเล่นฟอร์แมตที่มันละเอียดอ่อนมากขึ้น”

22 ปี กับตัวตนของป๊อด-โป้ง-เมธี

ผลงานเพลง 6 อัลบั้ม ดูเหมือนน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนปีที่พวกเขาอยู่บนเส้นทางนี้ ได้แก่ เสริมสุขภาพ มีเพลงฮิตตั้งแต่วัยรุ่นยุค ‘90s จนถึงวัยรุ่นเจเนอเรชั่นปัจจุบัน คือ ก่อน บุษบา อัลบั้ม 2 คาเฟ่ มีเพลงชาติโมเดิร์นด็อก คือ ติ๋ม ที่ทุกคนลุกขึ้นเต้นโยกเอวส่ายก้น อัลบั้ม 3 Love Me Love My Life อัลบั้ม 4 แดดส่อง มีเพลงฮิต คือ ตาสว่าง อัลบั้ม 5 ทิงนองนอย และอัลบั้ม 6 POD-PONG-MAY-T ที่ทยอยปล่อยเพลงตั้งแต่ปี 2013 จนถึงปี 2016

ป๊อด “เรายังทำเพลงแบบเดิม คือทำเสร็จครบ 10 เพลง แล้วค่อยปล่อย แต่ตอนนี้เขานิยมปล่อยออกมาทีละเพลง เราเลยลองดูบ้าง ชุดนี้เราได้ทำงานกับโทนี่ ดูแกน (Tony Doogan) เคยทำงานด้วยกันในอัลบั้มแดดส่อง เขาชวนไปอัดเสียงที่ห้องอัดกลางป่า นิวยอร์กอัพ สเตท ทางตอนเหนือของนิวยอร์ก เราเช่าห้องอัด  21 วัน ตื่นเต้น การทำงานที่เปลี่ยนพื้นที่ให้ความรู้สึกสดใหม่ รู้สึกว่ามาใช้ชีวิตเหมือนอยู่บ้านเอเอฟ กินนอน ซักผ้า ดูแลตัวเอง เป็นประสบการณ์ใหม่ การทำงานไม่ใช่การทำให้เสร็จ แต่เราอยากมีประสบการณ์ชีวิตใหม่ให้เราด้วย อัลบั้มนี้ใช้เวลาทำงานเกือบ 2 ปี เพราะเรารวบรวมเพลงให้ครบ 10 เพลง จริงๆ มันมีมากกว่านั้น ของที่อยู่ในมือเราแล้วรู้สึกยังไม่สมบูรณ์เราต้องหามาเติมแล้วคัดสิ่งที่ไม่ใช่ทิ้ง

 

โป้ง-ปวิณ สุวรรณชีพ

 

เพลงของเราทุกอัลบั้ม อันนี้คือสิ่งที่ผู้ฟังสามารถคิดตามได้ว่า ในวัย 20 บวกเราคิดแบบไหน ถึงตอนนี้ 40 บวก สิ่งที่เราทำคือถ่ายทอดสภาวะ ความเป็นไปและมุมมองกับสิ่งที่เจอในงาน ผู้ฟังสามารถคลุ้มคลั่ง ดำดิ่ง ดาร์ก มันอยู่ในงาน เป็นสิ่งที่เราอยากบอก ในส่วนของตัวเองเลือกที่จะบันทึกตัวตน บันทึกประสบการณ์ มุมมอง ทัศนคติของเราที่มีต่อการใช้ชีวิตในแต่ละช่วงออกมาให้เป็นงานเพลง ใน 22 ปีที่ผ่านมา เราอาจทำไม่เยอะ แต่ทุกชุดกลั่นออกมาจากช่วงชีวิตที่เป็นตัวเราจริงๆ และผมเชื่อว่านี่คือศิลปินกลุ่มหนึ่ง เลือกที่จะทำทิ้งไว้ให้เป็นมรดก”

โมเดิร์นด็อกเป็นวงที่มีคอนเสิร์ตตลอด เพราะมีเพลงฮิตข้ามยุคและส่งต่อความมันส์ได้เข้าถึงทุกเจเนอเรชั่น แต่คอนเสิร์ตใหญ่ของวงไม่บ่อยนัก มีตอนครบรอบ 10 ปี 15 ปี และตอนนี้ 22 ปี ซึ่งได้บีอีซี-เทโร ร่วมกับ ลิโพวิตัน-ดี เป็นผู้จัดเพื่อฉลองครบรอบ 22 ปี ในวงการเพลงของวงอัลเทอร์เนทีฟ ร็อก ขวัญใจมหาชน ในชื่อคอนเสิร์ต “โมเดิร์นด็อก 22” จะทำการแสดงวันที่ 15 ต.ค. ณ อิมแพ็ค อารีน่า

เมธี “ผมมองว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่วงอยู่มาได้ 22 ปี ถ้าแฟนเพลงที่ติดตามเรามา คอนเสิร์ตครั้งนี้ก็เหมือนหลักไมล์อันใหม่ ในความเป็นเพลงเหมือนซาวด์แทร็กของชีวิตด้วย แล้วแฟนเพลงของเราก็มีความรู้สึกกับเพลงในแต่ละชุด เราโตมาแบบนี้ แฟนเพลงก็โตมาตามเรา แล้วครั้งนี้เราเล่นในสถานที่ใหญ่ขึ้น มันก็ท้าทายเราว่าเราจะส่งไปถึงพวกเขาไหม”

 

 

โป้ง “22 ปี เป็นเวลาที่นานมากสำหรับคนคนหนึ่ง ในวัยนี้คนหนึ่งผ่านอะไรเยอะมาก ดนตรีให้อะไรเยอะมาก ทำให้รู้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่ทำเพื่ออะไร แล้วมีความสุขกับอะไรอยู่ ในคอนเสิร์ตนี้ก็น่าจะสรุปสิ่งที่เราทำมา 22 ปี มีเพลงที่แฟนๆ อยากฟังมาก มีเพลงที่เราอยากเล่นมาก แต่ผมคิดว่าถ้าตามกันมาขนาดนี้ คนที่มาน่าจะร้องได้ทุกเพลง”

ป๊อด “คนที่มาดูเราบางคนจากที่เคยอยู่หน้าก็อาจจะถอยมาอยู่หลังบ้าง คนที่เคยกระโดดอาจถอยมากอดอก นี่ทีมงานเขียนว่าเตรียมไปกระโดดกับโมเดิร์นด็อก ผมยังถามกันเลย ผมต้องกระโดดใช่ไหม (หัวเราะ) แต่ยังไหว ยังโดดได้สูงกว่าเดิมด้วย วงเล็บหัวเราะให้ผมด้วยนะ ผมยังมีแรงพอ ผมไปดูสกู๊ปคอนเสิร์ต 10 ปี มีภาพที่กระโดดเตะ ดูมันส์มาก อยากทำอีก เดี๋ยวลองดูว่าจะทำได้ไหม (หัวเราะ)”

จากการประสบความสำเร็จในอัลบั้มแรก เมื่อเล่นคอนเสิร์ตที่ไหนแฟนเพลงมักร้องขอเพลงบุษบา ติ๋ม ไม่ค่อยสนใจเพลงใหม่ จนป๊อดเคยตัดพ้อบนเวทีคอนเสิร์ตมาแล้ว ถึงตอนนี้เขาได้คำตอบใหม่ว่า

“ไม่ควรจะตัดพ้อเลย (หัวเราะ) อยากย้อนกลับไปเตือนตัวเอง ถ้าเพลงจะถูกจดจำเขาก็จะจำเองไม่ต้องไปเรียกร้องอะไร ผมก็เรียนรู้ตัวเองมาเรื่อยๆ ว่า เราก็ทำสิ่งที่เราทำได้ ถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ข้างในของเราออกมาเป็นบทเพลง ส่วนเพลงนั้นจะจับใจหรือไม่ เราต้องจริงใจกับงานเราก่อน เขาไม่จับใจเราก็ต้องไปทำมาเพิ่ม”

สุดท้ายของการสนทนา ป๊อดเป็นตัวแทนโมเดิร์นด็อกฝากทิ้งท้ายไว้เช่นนี้

“เพลงหนึ่งที่สื่อถึงโมเดิร์นด็อกใน 22 ปีได้ชัดเจน และเป็นสารที่เราตั้งใจเขียนมาสำหรับการบอกสภาวะตอนนี้ เป็นเพลงในอัลบั้มใหม่ ชื่อ ขอบคุณโชคดี เหมือนเราผ่านจะดีร้ายฉันก็จะขอบคุณ เราผ่านมาหลายอย่างมาก คลุ้มคลั่ง ฟูมฟาย สับสน งงงวย ตัดพ้อ แต่วันนี้ผมรู้สึกขอบคุณ เราโชคดีมากกว่าที่ได้เจอเรื่องเหล่านั้น”

 

สถาพร วณิชวรพงศ์ ก้าวที่กล้าบนธุรกิจอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2559 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/457072

สถาพร วณิชวรพงศ์ ก้าวที่กล้าบนธุรกิจอาหาร

โดย…กองทรัพย์ ภาพ… กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

จากหนุ่มหล่อนักรักบี้ของโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันกลายเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดและกรรมการบริษัท ดัคกาลบี้ กรุ๊ป ใครจะเชื่อว่าหนุ่มวิศวะหุ่นล่ำที่รักกีฬารักบี้อย่าง นิค-สถาพร วณิชวรพงศ์ จะหันมาเอาดีด้านธุรกิจอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารเกาหลีจานร้อน เขาเผยที่มาของอาหารซึ่งเป็นที่รู้จักในหมู่นักชิมมากว่า 4 ปีว่า“จุดเริ่มต้นมาจากความหลงใหลในการรับประทานอาหารของพี่น้องในบ้านเรา โดยเฉพาะอาหารเกาหลี ประกอบกับช่วง 4 ปีที่แล้วกระแสเคป๊อปกำลังฟีเวอร์ในเมืองไทย พวกเราพี่น้องจึงเล็งเห็นช่องทางการทำธุรกิจอาหาร และเห็นว่าอาหารจานร้อนแบบเกาหลียังมีโอกาสเติบโตในเมืองไทยอีกมาก พอผมเรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มีโอกาสมาร่วมทำธุรกิจของพี่น้อง คือ บริษัท ดัคคาลบี้ เป็นธุรกิจที่พวกเราค้นหาแล้วตกลงร่วมกันว่าอยากทำ เห็นว่ายังมีช่องว่างทางธุรกิจตรงนี้อยู่ เราก็เลยมองว่าพวกเราน่าจะสร้างมันขึ้นมาได้ พอเห็นความเป็นไปได้เราก็เริ่มต้นกับมัน”

เฟรชชี่ในวงการอาหาร

จากวันที่พวกเขาตั้งใจจะทำธุรกิจอาหารจานร้อนผัดในซอสเผ็ดที่เรียกว่า ทัคคาลบี้ กว่าจะมีร้านแรกขึ้นมาที่สยามสแควร์ก็ใช้เวลาร่วมปี เพราะต้องมองหาทำเลที่เหมาะสมกับแบรนด์ที่พวกเขาเซตอัพบริษัทขึ้นมาใหม่ “สาเหตุที่เราเปิดร้านเองโดยไม่เลือกซื้อแฟรนไชส์จากเกาหลีโดยตรง เพราะเรามองว่าแบรนด์เกาหลีหลายแบรนด์มีการบริหารที่ยังไม่ตรงใจกับสไตล์คนไทยเท่าไหร่ และการซื้อแฟรนไชส์เข้ามาค่อนข้างเข้มงวด ตัวผู้ซื้อไม่สามารถยืดหยุ่นด้านใดได้เลย เราก็เลยคิดว่าถ้าเป็นแบรนด์ของเราเองโดยที่เราสร้างขึ้นมาเอง เราสามารถควบคุมได้ เราก็จะภูมิใจกับแบรนด์ที่เราสร้างขึ้นมาด้วย” นิค บอกเหตุผลของการก้าวสู่วงการธุรกิจอาหารเต็มตัว

แม้ตำแหน่งหนึ่งจะเป็นกรรมการผู้จัดการ แต่หน้าที่ของนิคส่วนหนึ่งคือดูแลงานด้านการตลาดเป็นหลัก แต่จากหนุ่มวิศวะมาจับงานด้านธุรกิจย่อมมีความยากพอสมควร แต่เขาบอกว่านี่เป็นความท้าทายที่หาไม่ได้จากแหล่งไหน “ผมมองว่าการทำธุรกิจอาหารเกี่ยวข้องกับการตอบสนองความพึงพอใจของผู้บริโภค ดังนั้นเวลาที่เราจะทำอะไร เราก็ต้องคิดว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของผู้บริโภค ว่าเราต้องการอะไร และทำอย่างไรจึงจะตอบโจทย์ความต้องการนั้นๆ ได้ ซึ่งผมก็ต้องศึกษาความรู้เพิ่มเติม ฟังประสบการณ์จากคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนเรา”

 

แม้ว่าจะผ่านไปแล้ว 4 ปี แต่เมื่อถามถึงปัญหาในธุรกิจ ชายหนุ่มบอกว่า แท้จริงแล้วปัญหาเคยหมดไปจากทุกธุรกิจ มีเข้ามาให้แก้ไขอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปัญหาเล็กน้อยไปจนถึงปัญหาใหญ่ “เนื่องจากพวกเราทำงานเป็นทีม หลายอย่างพวกเราไม่ได้มีความรู้ไปทุกเรื่อง ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาสิ่งที่ทำได้อย่างเร็วที่สุดก็คือการพูดคุยกัน ปรึกษาหาทางออก ตัดสินใจร่วมกัน”

ส่วนการเป็นผู้บริหารอายุน้อย มีข้อได้เปรียบหรืออุปสรรคอะไรไหม? “จริงๆ ก็มีทั้งข้อได้เปรียบและข้อจำกัดทั้งสองด้านนะครับ ผมมองว่าจุดที่ได้เปรียบ เป็นเรื่องของแนวคิดที่เรามี ความใหม่ เรากล้าที่จะเสี่ยง กล้าที่จะทดลอง เราไม่ได้ลองผิดลองถูกเสียทีเดียว เพราะทุกอย่างที่เราทำผ่านการคิดมาอย่างดีแล้ว แต่เรากล้าที่จะพลิกแพลง ส่วนข้อจำกัดก็มาจากอายุอีกนั่นแหละ เพราะว่าเราอายุยังน้อย เราก็ยังขาดประสบการณ์เมื่อเทียบกับคนที่ทำงานมาก่อน

สิ่งที่จะทำให้ทัคคาลบี้ได้เรียนรู้มากขึ้นนอกจากการทำงานจริง ก็คือต้องศึกษาจากผู้ที่เคยประสบความสำเร็จแล้วพัฒนาตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการพัฒนาอาหารจากสาขาที่ 1 ถึงสาขาที่ 11 การบริหารจัดการทั้งทรัพยากรที่เป็นส่วนผสมของอาหาร หลักสูตรอาหาร และวิธีการปรุงถูกพัฒนาให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน “สำหรับผม QSC เป็นเรื่องที่ธุรกิจอาหารต้องให้ความใส่ใจ Q คือ Quality นั่นคือคุณภาพของวัตถุดิบ S คือ Service ซึ่งเราเปิดทุกช่องทางที่ลูกค้าคอมเมนต์เข้ามาโดยผ่านสายตาผู้บริหารโดยตลอด เรารับฟังทุกปัญหา และพร้อมจะแก้ไขอย่างทันที สุดท้าย C คือ Cleanest เราต้องรักษาความสะอาดทั้งอาหารและบรรยากาศภายในร้าน ผมว่าปัจจัยทั้งสามนี้จะช่วยให้ธุรกิจของเราอยู่ได้ยาวนาน”

 

กลยุทธ์ยุคโซเชียลเบ่งบาน

เมื่อ 4 ปีก่อนนอกจากกระแสเกาหลีจะฟีเวอร์แล้ว กระแสโซเชียลเน็ตเวิร์กที่กำลังบูม และแตกขยายเหมือนดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน ทัคคาลบี้ใช้จุดนี้ในการสร้างการจดจำ “ด้วยความที่เรายังเป็นเด็ก ในการเริ่มต้นธุรกิจงบลงทุนเราก็ไม่ได้สูงมาก การทำการตลาดก็ไม่ได้ทุ่มไปที่สื่อที่เป็นแมสอย่างโฆษณาทางโทรทัศน์ เราเน้นโซเชียลเน็ตเวิร์ก ใช้กลยุทธ์ปากต่อปาก อาจจะด้วยตัวอาหาร ลูกเล่นของอาหาร และโปรโมชั่น สร้างลูกเล่นและบรรยากาศให้เขาอยากแชร์อาหารของเราลงโซเชียลเน็ตเวิร์กแทน ดังนั้นกลุ่มที่เราจับคือกลุ่มที่ใกล้ชิดกับโซเชียล และด้วยทำเลที่เป็นสยามสแควร์ แบรนด์ของเราจึงเริ่มเป็นที่รู้จักในวัยรุ่นก่อน เขาเป็นกลุ่มคนที่กระจายและบอกต่อให้พวกเราได้”

กลุ่มลูกค้าที่ทานอาหารในแบบทัคคาลบี้อาจจะยังเป็นคนเมือง หรือหัวเมืองใหญ่ใกล้กรุงเทพฯ ดังนั้นกลยุทธ์การสร้างการรับรู้ ส่วนใหญ่จึงยังดำเนินแบบใกล้ชิดกับโซเชียลมีเดียอยู่ “ในโอกาสอันใกล้เรายังอยากขยายกลุ่มลูกค้าออกไปอีก ในช่วงปีนี้เราตั้งใจจะปล่อยโฆษณาทางสื่อหลัก ทั้งทางสื่อโทรทัศน์ รถไฟฟ้า กระจายตามอินเทอร์เน็ตมากขึ้น โดยมีลูกเล่นต่างๆ ภายในร้านให้ลูกค้าได้ตื่นเต้นมากขึ้น ทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ที่เพิ่งจะได้รู้จักแบรนด์ของเรา” ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บอกถึงการสร้างแบรนด์ในยุค 4จี

 

สร้างทีมด้วยแนวคิดรักบี้

ด้วยไลฟ์สไตล์ที่ใกล้ชิดกับโซเชียลมีเดีย แต่ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของผู้ชายคนนี้คือการคลุกคลีและจริงจังกับการเล่นกีฬา แม้จะออกตัวว่าไม่เกี่ยงชนิดเพราะอยากขยับร่างกายก็มีความสุขแล้ว แต่มีเพียงกีฬาชนิดเดียวที่ทำให้เขาหลงใหลถึงขั้นเล่นตั้งแต่เด็กเรื่อยมาจนโต และสิ่งที่เขาได้รับจากกีฬาชนิดนี้ก็ได้มากกว่าที่เขาเคยคิด “นอกจากเดินทางท่องเที่ยว ตระเวนชิมอาหาร ผมต้องเล่นกีฬาอย่างน้อย 5 วัน/สัปดาห์ หลักๆ คือกีฬารักบี้ที่เล่นเป็นประจำ ผมแบ่งเวลาระหว่างการทำงานกับการดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกาย เวลามันไม่ทับซ้อนกันอยู่แล้ว เช่น ช่วงเย็น 2-3 ชั่วโมง ซึ่งผมมองว่าเป็นเวลาที่เราบริหารจัดการได้ ไม่ได้เป็นปัญหา ผมได้รับการปลูกฝังเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็ก เพราะเรียนที่โรงเรียนวชิราวุธฯ เพราะเราเล่นกีฬาทุกวัน เรียนทุกวัน ดนตรีก็มี เราก็ต้องจัดสรรเวลาของเราให้ได้ ในมหาวิทยาลัยก็เล่นกีฬา เป็นไลฟ์สไตล์ของเราไปแล้ว คือถ้าเราทำงานของเรา 8 ชั่วโมงเต็มที่ก็ไม่ต้องเบียดเบียนเวลาของส่วนอื่นในชีวิตของเรา

“ผมหลงใหลและรักกีฬาชนิดนี้ สิ่งที่ผมได้จากกีฬาชนิดนี้ สอนหลายอย่าง สอนให้รู้จักแพ้ ชนะ การยอมรับความจริง ความรับผิดชอบ การเสียสละ และกีฬารักบี้เองเป็นกีฬาที่มีตัวผู้เล่นเยอะที่สุดในบรรดากีฬาที่เล่นเป็นทีมคือ 15 คน มันสอนให้เรามีความสามัคคี การทำงานเป็นทีม เพราะตำแหน่งแต่ละตำแหน่งของกีฬารักบี้ก็จะมีหน้าที่ที่แตกต่างกันเลยอย่างชัดเจน หุ่นก็มีไซส์เล็ก ไซส์ใหญ่ แต่ละคนทำหน้าที่ต่างกันตามความถนัด เป็นส่วนหนึ่งที่ปลูกฝังให้ผมรู้จักเรื่องการแบ่งงานกัน การเชื่อใจเพื่อนร่วมทีม

ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหาในบริษัท เราจะเชื่อว่าคนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องจะดำเนินงานได้อย่างเต็มที่และดีที่สุด เพราะนี่คือสิ่งที่เขาถนัด ถ้ารักบี้สนุกที่เราได้ใช้ร่างกายได้ทุกส่วน สายตา มือ เท้า การปะทะ เรื่องของเกมต้องใช้สมองตลอดเวลา เป็นกีฬาที่ได้ใช้ร่างกายได้เต็มศักยภาพ ตอนนี้ผมว่างานของผมก็ไม่ต่างกัน เราเพียงเปลี่ยนการปะทะทางร่างกายมาอยู่ที่เสียงตอบรับทั้งทางดีหรือไม่ดี แต่ถึงอย่างไรเราก็ต้องใช้สมองและการแก้เกมอยู่ตลอดเวลา” สถาพร ปิดท้ายได้อย่างออกรส ก่อนจะเปิดเตาไฟฟ้าเพื่อพิสูจน์ว่ารสชาติอาหารของเขาร้อนแรงเท่ากับผู้บริหารตรงหน้าหรือไม่?

 

กุสุมา ชาวดอน ฝันสู่รันเวย์วิกตอเรีย ซีเคร็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2559 เวลา 10:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/456825

กุสุมา ชาวดอน ฝันสู่รันเวย์วิกตอเรีย ซีเคร็ต

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ… กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

หลายคนอาจคุ้นใบหน้าคมเข้มสไตล์ไทยแท้ของเธอคนนี้ ในบทบาทนางแบบสาวไทยดาวรุ่งที่อายุแค่ 20 ต้นๆ ก็ได้มีโอกาสโกอินเตอร์ไปเฉิดฉายถึงนิวยอร์กแล้ว แต่เชื่อว่าอีกหลายคนคงคุ้นชื่อของ กุ้ง-กุสุมา ชาวดอน ในฐานะสาวงามที่มีบุคลิกและรูปร่างที่โดดเด่นจากการประกวดมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สปีล่าสุด แม้ปลายทางชื่อของเธอซึ่งเป็นตัวเต็งมาตลอดจะหลุดโผไม่ได้เป็นหนึ่งในสาวงาม 5 คนสุดท้ายที่ได้ไปต่อ เส้นทางความฝันสู่การเป็นนางงามต้องดับมอด แต่ดูเหมือนว่าหนทางสู่การเป็นนางแบบอาชีพในเวทีโลกยังเปิดกว้างรอเธออยู่

จากเด็กกะโปโลสู่นางแบบมืออาชีพ

ย้อนวันวานของนางแบบสาวไทยคนดัง ในวัย 15 ปี เธอมีความสูงถึง 174 ซม. (ปัจจุบันสูง 179 ซม.) ด้วยส่วนสูงที่โดดเด่นนี้เอง เธอจึงมักได้รับการยุยงจากเพื่อนๆ และอาจารย์ให้ไปเป็นนางแบบ แต่เธอเองไม่เคยสนใจ เพราะด้วยความที่เติบโตมากับพี่ชาย ทำให้เธอออกจะเป็นสาวห้าว มีความแก่นแก้ว ไม่อ่อนหวานรักสวยรักงามสักเท่าไหร่

“ตอนเด็กๆ ด้วยความสูงของกุ้ง ถ้าไม่ถูกมองว่าน่าจะไปเอาดีด้านนางแบบ ก็ต้องมาสายนักกีฬา อย่างที่บอกว่ากุ้งโตมากับพี่ชาย เลยดูเหมือนตั้งแต่เด็กจะเอนเอียงมาสายเล่นกีฬามากกว่า แต่ถึงกุ้งจะเล่นกีฬาบ้างก็ไม่ถึงขั้นอยากทำเป็นอาชีพ”

 

ในเมื่อกีฬาไม่ใช่คำตอบ นางแบบไม่ใช่ทางที่เลือกเดิม แล้วความฝันของกุ้งคืออะไร เธอตอบอย่างฉะฉานว่า มีหลายอย่าง ทั้งแอร์โฮสเตส สถาปนิก หมอฟัน และนางงาม

“ฝันที่จะเป็นนางงาม กุ้งว่าเป็นฝันของเด็กผู้หญิงหลายๆ คนนะ แต่เราก็เหมือนได้แค่ฝัน เพราะด้วยรูปลักษณ์ของเรา กุ้งมองว่า เราไม่ใช่พิมพ์นิยมของนางงาม ทุกปีเวลาเราดูข่าวว่าใครได้ตำแหน่ง ก็จะเห็นว่านางงามต้องผิวขาว ซึ่งเราไม่ใช่เลย (ยิ้ม)”

สำหรับอาชีพนางแบบนั้น กุ้งไม่เคยคิดฝันมาก่อน แต่ที่มาโลดแล่นในวงการได้ เพราะคำเพื่อนยุ กุ้งเล่าว่า เธอเริ่มต้นจากการประกวดไทยซูเปอร์โมเดล ตอนที่มาประกวดเหตุผลเดียวเลยคือ รับคำท้าของเพื่อน รางวัลจากการรับคำท้าไม่ได้มีอะไร แค่เพื่อนบอกว่าจะเลี้ยงขนมก็เลยมา พอมาประกวดปรากฏว่ากุ้งติดรอบภาคกลาง ระหว่างรอประกวดรอบต่อไป มีโมเดลลิ่งมาติดต่อกุ้งให้เข้าสังกัดพอดี ตอนนั้นกุ้งคิดว่าเรามาก็ไม่ได้หวังจะมาคว้าตำแหน่งอะไร เมื่อมีโอกาสเข้ามาก็คว้าไว้ก่อน เลยหยุดเส้นทางการประกวดไว้เพียงเท่านั้น

“โมเดลลิ่งที่มาทาบทามกุ้ง มีแค่แห่งเดียวนะที่ทาบทามเราไปเป็นนางแบบ ส่วนอีก 2-3 แห่ง ทาบทามกุ้งไปประกวดนางงาม แต่อย่างที่บอก กุ้งว่าเราไม่ใช่พิมพ์นิยม เลยตัดสินใจมาสายนางแบบดีกว่า”

การตัดสินใจเข้ามาลองทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดฝันมาก่อนนี้ ถือเป็นจุดพลิกผันสำคัญในชีวิตของกุ้งก็ว่าได้ จากเด็กนักเรียนสายวิทย์ที่มุ่งมั่นจะเป็นหมอฟันให้ได้ ต้องมาเริ่มใส่ส้นสูง เรียนรู้การเดินแบบ หัดโพส หามุมสวยของตัวเองเพื่อใช้ยามอยู่หน้าเวทีหรือหน้ากล้อง

 

“กุ้งเซ็นสัญญากับโมเดลลิ่งปุ๊บวันรุ่งขึ้น มีงานเดินแบบเลย ตอนนั้นยังใส่รองเท้าส้นสูงเดินไม่เป็นด้วยซ้ำ ช่วงที่กุ้งรับงานเดินแบบ ชีวิตเหนื่อยมาก เพราะจากเดิมโรงเรียนเลิกบ่าย 3 กุ้งต้องขอเลิกเร็ว 1 ชั่วโมง เพื่อมาขึ้นรถตู้จากอยุธยามาลงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแล้วต่อรถไปทำงาน ทำงานเสร็จ ต้องอย่าให้เกินสามทุ่ม รีบมาขึ้นรถตู้กลับมาอยุธยา”

กุ้งบอกว่า เธอเริ่มต้นใช้ชีวิตทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยแบบนี้ตลอด ม.ปลาย แม้เธอจะโชคดีสามารถหารายได้ตั้งแต่วัยเรียน แต่สิ่งที่ต้องแลกคือ เวลาเรียนที่หายไป เธอบอกว่า เวลาเรียนปกติแทบไม่มี เรื่องเรียนพิเศษแทบไม่ต้องหวัง จนกระทั่งตอนที่เพื่อนๆ เตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอยังทำงานเพลิน มารู้ตัวอีกทีเพื่อนๆ มีที่เรียนกันหมดแล้ว สุดท้ายเธอเลือกเรียนต่อที่คณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด
มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)

สร้างโปรไฟล์ในต่างแดน

หลังจากเรียนรู้การเป็นนางแบบมาจากหน้างานจริง อาศัยลองผิดลองถูก ในที่สุด ผลงานของกุ้งก็เข้าตา เมื่อมีเอเยนซีจากต่างประเทศติดต่อมาที่โมเดลลิ่งที่เธอสังกัดอยู่ เพื่อให้เธอเดินทางไปทำงานที่นิวยอร์ก แต่กุ้งในตอนนั้นซึ่งเป็นแค่นักเรียน ม.ปลาย มองว่าตัวเองยังขาดความพร้อม แต่จะปฏิเสธผู้ใหญ่ก็ไม่กล้า จึงต้องหาทางออกด้วยวิธีการของเธอเอง

“ตอนนั้นถ้าไปคือต้องไป 6-7 เดือน กุ้งคิดว่าตัวกุ้งยังไม่พร้อม เผลอๆ ไปกลับมาอีกทีกุ้งอาจจะเรียนไม่จบ ม.6 ด้วยซ้ำ ภาษาอังกฤษเราก็ยังไม่พร้อม ตอนนั้นกุ้งเลยแก้ปัญหาแบบเด็กๆ ด้วยการถามพี่ๆ เวลาไปทำงานว่า ถ้าจะขอวีซ่าไปอเมริกาต้องทำยังไง พี่ๆ เขาก็จะแนะนำว่าต้องตอบคำถามยังไง อย่าพูดอะไร ซึ่งกุ้งเก็บข้อมูลมา แต่เวลาต่อหน้าเจ้าหน้าที่สถานทูตกุ้งทำตรงกันข้ามกับที่พี่ๆ บอกหมด เพราะกุ้งตั้งใจให้วีซ่าของกุ้งไม่ผ่าน ซึ่งก็ได้ผลสุดท้ายก็ไม่ผ่านจริงๆ (หัวเราะ) หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปกุ้งก็ไปสารภาพกับพี่ที่โมเดลลิ่งนะคะ ซึ่งพี่เขาก็โอเคไม่ได้ดุอะไร”

 

หลังจากตัดสินใจทิ้งโอกาสในครั้งนั้น กุ้งยังเดินหน้าเก็บชั่วโมงบินของตัวเองต่อไป เธอเข้าคอร์สฝึกภาษาอังกฤษเพื่อเตรียมความพร้อม จนพออายุ 18 ปีเต็ม เธอบอกกับตัวเองว่าพร้อมแล้วที่จะพาตัวเองไปเติบโตในอีกขั้น และแล้วโอกาสก็มาถึง เมื่อเธอได้รับการทาบทามให้ไปเซ็นสัญญากับ วิลเลห์มินา (Wilhelmina) เอเยนซีในนิวยอร์ก ที่นางแบบรุ่นพี่อย่าง สิ-พิชญ์สินี ตันวิบูลย์ ก็เคยสังกัด

“ครั้งนี้พอกุ้งพร้อมจะไป แต่การทำวีซ่ากลับไม่ง่ายเลย เพราะเราเหมือนคนมีประวัติ ต้องสัมภาษณ์ถึง 4 รอบกว่าจะผ่าน แต่วีซ่าว่ายากแล้ว การไปใช้ชีวิตที่นู่น หางานที่นู่นยากกว่า นางแบบที่นิวยอร์กมีเป็นล้าน เราจะทำยังไงให้ได้งาน ทุกวันกุ้งต้องแต่งตัวให้พร้อมสำหรับการแคสงาน คือ ถึงเราจะมีแผนคร่าวๆ อยู่แล้วว่าวันไหนต้องไปแคสงานไหน แต่ก็ต้องสแตนด์บายให้พร้อมเสมอ ถ้ามีนัดด่วนเข้ามาจะได้ไปเลย

ทุกวันกุ้งต้องเตรียมพร้อมด้วยการเลือกใส่ชุดที่เผยให้เห็นสัดส่วน ไม่ใส่เสื้อคอเต่า เพราะบางงานลูกค้าไม่ได้ดูแต่รูปร่างแต่ยังดูผิวพรรณ ดูว่านางแบบมีรอยสักหรือมีแผลเป็นตรงไหนหรือเปล่า สิ่งที่ต้องมีติดตัวคือ พอร์ตโฟลิโอ   คอมพ์การ์ด (Comp Card) เป็นแผ่นการ์ดที่แสดงรูปภาพและรายละเอียดรูปร่างสัดส่วน พร้อมที่อยู่ของเอเยนซีสำหรับติดต่อ รองเท้าส้นสูง และบิกินี่”

กุ้งบอกว่าช่วงที่ไปทำงานที่นิวยอร์กประมาณ 7 เดือน เธอต้องแคสงานไม่ต่ำกว่าวันละ 10 งาน ช่วงแรกที่ไปเป็นช่วงที่ลำบากที่สุด เพราะไม่คุ้นกับชีวิตใหม่ บวกกับคิดถึงบ้าน เธอเล่าอย่างไม่อายว่าเคยถึงขั้นเดินร้องไห้ระหว่างทางไปแคสงาน ตัดพ้อกับชีวิตของตัวเองว่ามาทำอะไรคนเดียวที่นี่ เธอเคยโดนดักปล้น แต่สุดท้ายเธอก็ผ่านพ้นทุกอย่างมาได้ และได้มีโอกาสทำงานกับนิตยสารและแบรนด์สินค้าต่างๆ มากมายที่นิวยอร์ก

 

หลังผ่านช่วงงานชุกของนางแบบที่นิวยอร์ก เธอก็เดินทางกลับมาเมืองไทยเพื่อเก็บประสบการณ์ต่อ ระหว่างที่กลับมานี้เอง กุ้งเห็นข่าวว่า เมญ่า-นนธวรรณ ทองเหล็ง ได้รับตำแหน่งมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2014 เธอยอมรับว่าดีใจไม่น้อย ที่เห็นว่าคนไทยเปิดรับนางงามที่มีผิวสีเข้ม ซึ่งในฐานะเด็กผู้หญิงที่เคยฝันว่าจะเป็นนางงาม เลยมาสานฝันของตัวเอง ด้วยการมาสมัครเข้าประกวด ปรากฏว่าผ่านการคัดเลือกจนเข้ารอบ 40 คนสุดท้าย กุ้งจึงตัดสินใจหยุดรับงานเดินแบบทั้งหมด เพื่อทุ่มเทให้กับการเตรียมความพร้อมสู่เวทีนางงาม

“ตอนนั้นกุ้งเทหมดตักจริงๆ คือเดิมกุ้งมีโปรแกรมจะไปเดินแบบที่ลอนดอน ปารีส มิลาน จ่ายค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พักไปหมดแล้ว แต่พอผ่านเข้ารอบ เราทิ้งทุกอย่าง กุ้งมาด้วยความฝันและความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม เพราะฉะนั้นตอนที่อยู่บนเวทีและชื่อของเราไม่ติดท็อปไฟว์ สำหรับกุ้งเหมือนทุกอย่างสลายไปตรงหน้าเลยนะ ตอน 3 วันแรกเสียศูนย์ไปเลย ขังตัวเองอยู่ในห้องแล้วก็กลับไปย้อนดูทุกคลิปการประกวดตั้งแต่เริ่มเก็บตัว พยายามหาว่าผิดพลาดตรงไหน ซึ่งถ้าถามกุ้งจนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่รู้ว่าเราผิดพลาดตรงไหน สิ่งเดียวที่กุ้งปลอบใจตัวเองคือ ที่เราไม่ได้ตำแหน่งอาจเพราะเราไม่ใช่ เพราะฉะนั้นในเมื่อเราไม่ใช่ กุ้งถือว่าได้ทำตามความฝันแล้ว เมื่อไม่ใช่ทางของเรา ปีหน้ากุ้งก็คงไม่มาอีก คงไปในเส้นทางนางแบบอาชีพต่อไป”

เธอกล่าวด้วยแววตามุ่งมั่นว่า จากนี้ความฝันของเธอ คือ การก้าวสู่การเป็นนางแบบวิกตอเรีย ซีเคร็ตให้ได้ เพราะแฟชั่นโชว์ของวิกตอเรีย ซีเคร็ต เป็นประตูบานสำคัญให้เธอรู้จักวงการนางแบบ และอยากก้าวไปให้ถึง

“เพื่อจะก้าวไปถึง สิ่งเดียวที่กุ้งทำได้คือ พยายามเก็บพอร์ต สร้างผลงาน เมื่อไหร่ที่เราเหมาะสม โอกาสจะเข้ามาหาเอง อีกสิ่งหนึ่งที่กุ้งอยากทำควบคู่ไปคือ สร้างชื่อเสียงให้เมืองไทย ในฐานะนางแบบไทยที่ได้ไปโกอินเตอร์ กุ้งอยากให้ต่างชาติได้รู้จักประเทศไทย อย่างน้อยผ่านนางแบบตัวเล็กๆ อย่างกุ้งก็ยังดี” กุ้ง กล่าวทิ้งท้าย

 

เบนซ์-ธนชาติ ศิริภัทราชัย นักสังเกตชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2559 เวลา 11:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/456626

เบนซ์-ธนชาติ ศิริภัทราชัย นักสังเกตชีวิต

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุกท่าน ขอต้อนรับสู่เรื่องราวของผู้ชายอารมณ์ดีที่เป็นทั้งนักเขียน นักแปล ช่างภาพ ผู้กำกับ และเพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง โปรดให้ความสนใจด้วยค่ะ

วิดีโอสาธิตความปลอดภัยบนรถเมล์ ถูกส่งต่ออย่างรวดเร็วในไม่กี่ชั่วโมง พร้อมข้อความกวนๆ “ซฮ 08 รัชดา-สะพานพุทธ เป็นรถเมล์ที่ปลอดภัยที่สุดใน กทม. ไม่เชื่อดูวิดีโอสาธิตความปลอดภัยได้” แล้วจะมีใครบ้างไม่หลงกับดักความฮาของ เบนซ์-ธนชาติ ศิริภัทราชัย คนสร้างคอนเทนต์แห่งแซลมอนเฮาส์

เขาเป็นคนเดียวกับคนเขียนหนังสือเรื่อง นิวยอร์ก เฟิสต์ ไทม์ (NEW YORK 1st TIME) ที่ตีแผ่ชีวิตนักเรียนในเมืองนอกที่เด็กจบนอกไม่พูดถึง คนเดียวกับผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง ลุงบุญมีระลึกชาติ ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และยังเป็นคนเดียวกับคนที่ชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ในรูปแบบของนักสังเกตการณ์สังคม

ผู้กำกับ

เบนซ์จบปริญญาตรี การภาพยนตร์และถ่ายภาพ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พอจบเขาว่างงานไป 4 เดือนจนมีการเปิดรับสมัครผู้ช่วยผู้กำกับหนังเรื่อง ลุงบุญมีระลึกชาติ ของ เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

“เข้าไปทำหลายอย่างทั้งติดต่อโลเกชั่น หานักแสดงเอ็กซ์ตร้า ซ้อมนักแสดง ประสานงาน และงานใดๆ ก็ตามที่ช่วยให้ผู้กำกับทำงานน้อยที่สุด” เขากล่าว “ทำตั้งแต่กั้นรถ และหลังจากนั้นก็จะเข้าใกล้กองถ่ายไปเรื่อยๆ เริ่มมารันกอง เริ่มสั่งนักแสดง เริ่มสั่งแอ็กชั่น โชคดีที่ผมได้ทำงานกับพี่เจ้ย เพราะเป็นกองถ่ายหนังอิสระ เงินทุนไม่มากเหมือนหนังอุตสาหกรรม ทำให้หนึ่งคนต้องทำได้หลายอย่าง ผมเองก็ได้ฝึกทำทุกอย่างในกองถ่ายเหมือนโตมาในนั้น”

เบนซ์ส่งใบสมัครตามขั้นตอน ผ่านเข้าไปสัมภาษณ์ และสุดท้ายถูกคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 2 คนในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับ ซึ่งเขามาทราบภายหลังว่า มีผู้สมัครถึง 300 คน “รู้สึกโชคดีที่เขาเลือกเรา” เขากล่าวต่อ “ผมเป็นแค่เด็กจบใหม่ที่ยังไม่รู้เรื่องอะไร ได้ไปทำงานกับผู้กำกับที่เด็กฟิล์มทุกคนอยากทำ ผมก็ทำมันให้เต็มที่ แม้ว่าจะเหนื่อยมากก็ตาม” เขากล่าวเพิ่มเติม ภาพยนตร์ลุงบุญมีระลึกชาติได้รับรางวัลปาล์มทองคำ จากงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 63 ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นภาพยนตร์จากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เรื่องแรกที่ได้รับรางวัลนี้

นักเรียน

การทำงานสอนตัวเขาเองหลายอย่าง ทั้งการเป็นผู้กำกับที่ดี ที่ไม่ใช่แค่เก่งแต่ต้องสร้างความสุขในการทำงาน และเป็นแรงผลักดันให้ไปเรียนต่อต่างประเทศ เขาเลือกไปเรียนที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ด้าน Photography Video and Related Media หรือศิลปะทุกอย่างที่ใช้เลนส์เป็นส่วนประกอบ เช่น ถ่ายภาพยนตร์ ภาพนิ่ง งานโปรเจกเตอร์ เป็นต้น

“คลาสแรกผมตื่นเต้นมาก ใจเต้นปับๆๆ เพราะการเรียนที่นู่น (นิวยอร์ก) ไม่เหมือนการเรียนที่บ้านเรา ไม่มีสไลด์มาเปิด แต่สอนแบบนั่งคุยกัน ยกเคสมาโต้เถียงกัน ได้เรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะซึ่งทำให้รู้ว่า ศิลปะบ้านเราแคบมาก เรายังสอนศิลปะที่เป็นวิจิตรศิลป์ เทิดทูนศิลปะ แต่ที่นู่นเลยไปถึงคอนเซ็ปชวลอาร์ต พูดกันเรื่องแนวคิด พูดกันเรื่องอื่นแล้ว นับเป็นการเรียนสองปีที่ผมได้อะไรมากกว่าการเรียนตั้งแต่ประถมจนจบปริญญาตรี” เขาเพิ่มเติม

เบนซ์จบจากนิวยอร์กพร้อมรางวัลเกียรตินิยมอันดับ 1 ซึ่งที่นั่นไม่ได้วัดด้วยเกรด แต่วัดด้วยงานธีซิสที่โดดเด่นที่สุดในรุ่น เขาทำธีซิสเรื่อง The Word I Love เป็นสารคดีแนวทดลอง ที่เกิดจากชีวิตประจำวันที่เขาชอบอ่านหนังสือบนรถไฟใต้ดิน เวลาเจอศัพท์ที่ไม่รู้ความหมายจะหันไปถามคนข้างๆ ให้เขาอธิบาย (เป็นภาษาอังกฤษ) จนเข้าใจ

“ผลมันต่างจากที่เราคิด เพราะเรามักคิดว่านิวยอร์กเกอร์ต้องเป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่สนใจใคร พุ่งไปตามเป้าหมายของตัวเองเท่านั้น แต่กลายเป็นว่าทุกคนเฟรนด์ลี่มาก ทุกคนช่วยอธิบายความหมาย เหมือนเปิดโลกเราให้มองพวกเขาเปลี่ยนไป” เขาเล่าการสร้างงานจากสิ่งเล็กๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันให้กลายเป็นสารคดีหนึ่งเรื่อง

นักเขียน

นิวยอร์กยังทำให้เขาเขียนหนังสือเรื่อง นิวยอร์ก เฟิสต์ ไทม์ โดยได้รวบรวมประสบการณ์ที่เกิดขึ้น 2 ปี ระหว่างที่เรียน หนึ่งคือ เวลาเราพูดว่าเด็กนอก คนจะมองว่าสวยหรู แต่จริงๆ แล้วชีวิตมันก็เฉยๆ

“เด็กนอกคือ คนที่ไปเรียนต่างประเทศเฉยๆ เด็กนอกก็ต้องไปเจอความทุกข์ ไปเจอความยากลำบากเหมือนกัน ยังมีด้านที่ไม่อภิรมย์เหมือนกัน เช่น ไปวันแรกผมโดนปล้น ทั้งอาทิตย์เหลือเงินอยู่สามร้อยบาท ก็ต้องกินจังก์ฟู้ด ทุกวันให้ผ่านไปได้ และยังต้องเจอกับความรู้สึกคิดถึงบ้าน การไม่จูนกับคนรอบข้าง ความที่ต้องไปเจอความไม่เคยชินในทุกๆ วัน มันไม่ได้สวยหรูอย่างใครมอง”

เขาจึงคิดเขียนเรื่องอะไรก็ตามที่เป็นครั้งแรก เช่น การไปเรียนเมืองนอกครั้งแรกในชีวิต เข้าโรงเรียนวันแรก เจอพายุครั้งแรก ถูกปล้นครั้งแรก ถูกว่าจ้างครั้งแรก และอะไรอีกหลายอย่างที่เคยทำในไทย

“ผมเปิดตัวเองมากขึ้น” เบนซ์กล่าวต่อ “เปิดให้ตัวเองลองเขียนหนังสือเพื่อบำบัดตัวเองจากอาการคิดถึงบ้าน” และเปิดให้ตัวเองทำคลิป ลุงเนลสัน จากแนวคิดที่ว่า หนังสือนิวยอร์ก เฟิสต์ ไทม์ เล่าเรื่องคนไทยในนิวยอร์ก ดังนั้นคลิปโปรโมทก็น่าจะเป็นเรื่องคนนิวยอร์กพูดถึงเมืองไทยที่มีความกวนในแบบฉบับของเบนซ์ ซึ่งตอนนี้ลุงเนลสันถูกต่อยอดไปถึง 10 คลิปแล้ว

นอกจากนี้เขายังเป็นผู้เขียนเรื่อง THE REAL ALASKA อลาสก้าล้านเปอร์เซ็นต์ DEAR PORTLAND TALK WITH MR.NELSON และ ONCE UBON A TIME อุบลเป็นเมืองชิกๆ ซึ่งเล่มสุดท้าย เขาชอบมากที่สุด

“งานหนังสือทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง แค่คุณกับคอมพิวเตอร์ก็ทำไม ทำให้เหมือนได้ทำสมาธิ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทุกคนควรทำ ไม่ใช่แค่นักเขียน แต่ทุกคนควรทำ ก่อนนอนคุณเขียนไดอารี่หรือยัง คุณบันทึกไหมว่าวันนี้คุณคิดอะไรบ้าง รู้สึกอะไรบ้าง ลองเขียนดู ใช้เวลาอยู่กับตัวเองหน่อย ไม่มากก็น้อยทุกคนควรเป็นนักเขียน” เขากล่าว

นักสังเกต

เบนซ์ชอบหยิบจับเรื่องเล็กๆ มาขยายให้ใหญ่และน่าสนใจภายใต้อารมณ์ขันที่ไม่ไร้สาระ เหมือนคลิปวิดีโอสาธิตความปลอดภัยบนรถเมล์ ที่แสดงบทบาทเป็นแอร์โฮสเตสเพื่อสะท้อนถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริงของรถโดยสารสาธารณะ

“ผมเป็นคนชอบสังเกต” เขากล่าว “เลยพยายามหามุมเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ใช่แค่เราที่รู้สึก แต่คนอื่นก็รู้สึกด้วย เช่น รถเมล์ทำไมถึงชอบมีขยะซุกอยู่ตามซอกๆ มีพัดลมแต่ทำไมชอบเสีย ทำไมคนชอบแกล้งหลับ หรือเวลาเราเข้าห้องน้ำ พอทำธุระเสร็จ กดชักโครกแล้วมันลงไม่หมด ทำไมระหว่างรอน้ำที่สอง ทำไมน้ำที่สองต้องนานเสมอ ผมชอบหยิบอะไรเล็กๆ เหล่านี้มาขยาย เป็นอารมณ์ขันแบบหนึ่งที่ฝรั่งเรียกว่า Observational Humor คือ ตลกสังเกตการณ์ ที่เริ่มจากการสังเกตสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แล้วขยายออกให้มันเลอะเทอะ” ทั้งนี้เขาใช้เวลาเขียนคลิปรถเมล์ 3 ชม. มีคนดูมากกว่า 1 ล้านครั้งในตอนนี้

คนบ้างาน

ปีหน้า (2560) เบนซ์จะกลับไปทำงานที่นิวยอร์ก โดยเขาคิดว่าจะไปทำงานถ่ายภาพนิ่งให้มากขึ้น “โชคดีที่ผมมีโอกาสเปิดตัวเองกับโลก โลกของศิลปะ โลกของสื่อ ที่ทำให้เห็นว่าในระดับสเกลโลก สื่อมันไปได้หลายแบบ ศิลปะมีหลายแบบ บันดาลใจให้ตัวเองไม่หยุดค้นคว้า เราอยู่ในยุคที่ไม่มีใครเป็นไดเรกเตอร์ตลอดเวลา ไม่มีใครเป็นช่างภาพ ไม่มีใครเป็นนักเขียนอย่างเดียวได้ตลอดเวลา เราไม่สามารถนิยามตัวเองได้ในอาชีพเดียวแล้ว อย่างผม ผมคิดว่าตัวเองเป็นนักสื่อสาร อยู่ที่ว่างานไหนใช้สื่อไหนในการเล่ามากกว่า คนเราสามารถทำได้หลายบทบาทในยุคนี้” เขากล่าว

เบนซ์มีหลักการใช้ชีวิตอยู่บน “ความสุข” หมายความว่า ถ้ารู้ว่าความสุขคืออะไร ก็จะดำเนินชีวิตไปตามนั้น “ผมมีความสุขกับการครีเอทีฟ ได้คิดอะไรใหม่ๆ การรับสิ่งใหม่ๆ และการสร้างสิ่งใหม่ มีการวิจัยออกมาว่า ความสุขของแต่ละคนต่างกัน อย่างผมเป็นคนบ้างาน มีความสุขในการทำงาน ไม่ใช่การไปแฮงเอาต์ ดังนั้นผมจะเลือกทำงานที่ชอบ เพื่อไม่ให้เปลืองเวลาชีวิต”

ทุกวันนี้ เขาได้เป็นผู้กำกับสมใจ ได้อยู่ในวงการศิลปะอย่างที่หวังไว้ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาฝันและอยากให้เป็นจริงตลอดไป คือ อยากเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กไทยคิดต่างและตั้งคำถามต่อสังคม

“ผมอยากให้เขาไม่ตามน้ำ ไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่บ้าง แต่ต้องรู้จักตั้งคำถาม รู้จักสังเกต และลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้ดีขึ้น” เขาทิ้งท้าย

 

พิชญา อุทารธรรม Chef’s Table ฝีมือเลิศล้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2559 เวลา 12:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/456236

พิชญา อุทารธรรม Chef’s Table ฝีมือเลิศล้ำ

โดย….แมงโก้หวาน ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

แพม-พิชญา อุทารธรรม ได้ชื่อว่าเป็นเชฟรุ่นใหม่ที่ฝีมือในการสร้างสรรค์อาหารสไตล์ฝรั่งเศสต้องบอกว่าลึกล้ำเกินวัย หากใครที่ติดตามไอจีและเฟซบุ๊กของเธอก็จะเห็นว่าแต่ละเมนูที่เชฟแพมรังสรรค์ขึ้นมา นอกจากหน้าตาสีสันจะสวยเก๋และดึงดูดสายตาคนให้เกิดอยากชิมแล้ว รสชาติอาหารก็ไร้ที่ติ ใครที่เคยได้ลิ้มรสคงบอกได้ดีที่สุด และคงรู้สึกถึงความคุ้มค่าสมกับที่วางใจให้เธอจัดแจงมื้อพิเศษให้

เชฟแพมไม่ได้เปิดร้านอาหาร แต่เลือกทำ Chef’s Table ที่บ้านในซอยสุขุมวิท 33 มาหลายปีตั้งแต่เรียนจบจาก The Culinary Institute of America หรือ CIA (นิวยอร์ก สหรัฐ) แต่บอกได้เลยว่าห้องอาหารที่มีอยู่ 1 โต๊ะสำหรับ 12 คน ที่เธอจัดรับรองลูกค้านั้นน่านั่งมาก โต๊ะอาหารจัดแต่งอย่างหรูเหมือนในโรงแรม บรรยากาศดี เป็นห้องกระจกที่พอมองออกข้างนอกก็จะรู้สึกสดชื่น เพราะมีสวนที่ตกแต่งสวยงาม อีกทั้งนอกห้องอาหารยังมีที่นั่งให้ลูกค้าได้พูดคุย ผ่อนคลาย ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถแสนสบาย ในส่วนของครัวก็สุดเดิร์น กว้างขวาง มีมุมโซฟารับรองหากลูกค้าจะมานั่งดูการทำของเธอ

“ความจริงก็อยากเปิดร้านอาหารของตัวเองนะคะ แต่คุณแม่จะบอกว่าถ้าเปิดก็ต้องเสียค่าเช่าทุกเดือน จ่ายค่าพนักงาน และอื่นๆ แล้วไม่รู้จะมีลูกค้ามารับประทานเยอะทุกวันหรือเปล่า ยิ่งทุกวันนี้รู้สึกว่าร้านอาหารที่ไม่แพงมากแล้วมันชิกๆ มีมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ถ้าทำร้านก็อาจอยู่ยาก แต่ด้วยความที่รักการทำอาหารจึงเลือกทำเป็นเชฟเทเบิ้ล คือให้คนจองเข้ามาแล้วค่อยไปซื้อหรือเตรียมของ”

เชฟแพม เล่าว่า การทำ Chef’s Table ลูกค้าจะได้รับประทานอาหารด้วยวัตถุดิบที่สดใหม่ เช่น จะรับประทานในวันพรุ่งนี้ตอนเช้าของวันนั้นก็จะไปซื้อของ ขณะเดียวกันเชฟเองก็สามารถให้ความรู้เรื่องอาหารที่สร้างสรรค์ขึ้นมาแต่ละเมนูไปพร้อมกับการแสดงการทำอาหารให้ลูกค้าได้รับรู้เรื่องราวของอาหารผ่านสัมผัสทั้งห้า หรือถ้าลูกค้าอยากรู้เกี่ยวกับเมนูอาหารนั้นๆ ขณะกำลังรับประทานก็สามารถพรีเซนต์ให้ลูกค้าได้ความรู้ไปด้วย

ลูกค้าที่อยากรับประทานฝีมือของเธอ สามารถจองโต๊ะเข้ามาล่วงหน้า 1 อาทิตย์ กำหนดที่ 6-12 คน โดยอินบ็อกซ์เข้ามาที่ Facebook : Chef Pam และ Instagram : the.table.bychefpam สำหรับลูกค้าที่ต้องการให้ไปทำครัวจัดเสิร์ฟที่บ้านของตัวเองก็กำหนดที่ 6-12 คนเช่นกัน เพราะเธอสามารถคุมคุณภาพอาหารได้ และทำให้ลูกค้าได้ทัน

“อาหารจะเสิร์ฟเป็นคอร์สทั้งหมด 7 คอร์ส แต่ละคอร์สก็จะให้ลูกค้าเลือกว่าอยากได้อะไร หรือจะปล่อยให้เชฟทำเลยก็ได้ แต่ให้บอกว่าไม่รับประทานอะไร หรือแพ้อะไรจะได้เตรียมถูก แต่ส่วนใหญ่ลูกค้าจะให้แพมจัดให้หมดเลย ส่วนราคาเริ่มต้นที่ 2,500-4,000 บาท ขึ้นกับว่าลูกค้าอยากได้อะไร เช่น ถ้าอยากได้คาเวียร์หรือล็อบสเตอร์ชั้นดีก็อาจจะแพงขึ้นมาหน่อย”

 

สำหรับเมนูที่ลูกค้าชอบสั่ง เธอบอกว่ามีหลายเมนู อาทิ Beef Wellington อันนี้คลาสสิก อร่อย หารับประทานยาก อบสดๆ ออกจากเตาก็หั่นให้ลูกค้าเลย หรือแม้แต่ Tuna Carpaccio ที่ทำในวันนี้ก็ถูกใจลูกค้าเป็นพิเศษ โดยทูน่าจะสไลซ์บางๆ และตัดเป็นรูปวงกลม วางลงบนจานและทาด้วยซอร์สเคเปอร์ บีบมะนาวเหลืองและโรยด้วยเกล็ดขนมปังกรอบ เรียงแรดิชแดงและเซเลอรี่ให้สวยงาม จากนั้นตกแต่งด้วย Micro Herb จบด้วยมินต์ออย

อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้นว่าฝีมือการทำอาหารของเธอลึกล้ำโดยเฉพาะอาหารฝรั่งเศส นั่นเพราะเธอรักการทำอาหารตั้งแต่เด็ก และรักจริงถึงขนาดตอนเรียนนิเทศฯ จุฬาฯ ปี 3 ก็ไปสมัครเรียนที่เลอ กอร์ดอง เบลอ จากนั้นได้ไปเรียนที่ CIA 2 ปี แต่การที่จะเข้าเรียนใน CIA ได้ต้องทำงานในครัวอย่างน้อย 6 เดือน จึงไปฝึกงานที่ไฮแอทเอราวัณ 2 เดือน และ 4 เดือนที่ร้านเลอ โบลิเยอ (Le Beaulieu) สุขุมวิท 19 (ปัจจุบันไม่มีแล้ว) กับเชฟฝรั่งเศส แอร์กเว แฟร์รารด์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ร้านคาเฟ่ ปารีเซียง

 

เกียรติประวัติเชฟแพม

ตอนฝึกงานที่เลอ โบลิเยอ เจ้าของร้านเห็นแววจึงส่งไปแข่งขันทำอาหารรายการ Asia’s Youth Hope Cooking Competition 2011 กับ 7 ประเทศเอเชีย ที่มหานครเซี่ยงไฮ้ และคว้ารางวัลชนะเลิศปี 2012 เป็นตัวแทนเอเชียไปแข่ง The Escofier World Cup กับเชฟยุโรปที่ฝรั่งเศส ได้ที่

2 หลังจากนั้นจึงไปเรียนที่ CIA หลังเรียนจบได้วีซ่าทำงานที่สหรัฐ 1 ปี ได้สมัครงานที่ร้านมิชลินสตาร์ (3 ดาว) “ชอง-จอร์จส์”(Jean-Georges) ของ ชอง-จอร์จส์ วงเชอริกเทนซึ่งเขาเคยอยู่ในเอเชีย 10 กว่าปี โดยอยู่เมืองไทย6 ปี ที่ห้องอาหารฝรั่งเศส เลอ นอมังดี ที่โรงแรมแมนดารินโอเรียนเต็ล

การทำงานในร้านของ ชอง-จอร์จส์ ทำให้เธอตกหลุมรักอาหารฝรั่งเศสมากถึงวันนี้

 

ผศ.ดร.ณัฐนันท์ คุณมาศ หญิงเก่งแห่งวงการยุโรปศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2559 เวลา 11:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/455985

ผศ.ดร.ณัฐนันท์ คุณมาศ หญิงเก่งแห่งวงการยุโรปศึกษา

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ในวันที่ฝนตกฟ้าครึ้มทั่วกรุงเทพฯ แต่เราก็ไม่พลาดที่จะได้ไปสัมภาษณ์หญิงเก่งของวงการศึกษาไทย ผศ.ดร.ณัฐนันท์ คุณมาศ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ และผู้อำนวยการหลักสูตรสหสาขาวิชายุโรปศึกษา (นานาชาติ) บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เพิ่งไปคว้ารางวัล “Jean Monnet Chair Professorship” จากสหภาพยุโรป เป็นคนแรกของอาเซียน รางวัลนี้ถือว่าเป็นรางวัลใหญ่ระดับโลก จึงเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจที่มีโอกาสได้สัมภาษณ์อาจารย์สาวเก๋มีสไตล์ในวัย 40 ต้นๆ

อาจารย์ณัฐนันท์ เล่าว่าเธอเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รางวัลนี้จากคณะกรรมาธิการยุโรป สหภาพยุโรป และยังเป็นคนแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย นอกจากนี้ หลักสูตรสหสาขาวิชายุโรปศึกษา จุฬาฯ ยังได้รับรางวัล “ชุดรายวิชา ฌอง มอนเนต์” (Jean Monnet Modules) เป็นมหาวิทยาลัยแรกของอาเซียน คู่กับมหาวิทยาลัยในฟิลิปปินส์อีกด้วย

สำหรับรางวัล Jean Monnet Chair Professorship เป็นรางวัลอันทรงเกียรติสำหรับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ และมีคุณูปการอย่างสูงด้านการสอนและเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการเรื่องสหภาพยุโรปศึกษา และการบูรณาการยุโรป เป็นรางวัลที่มีมากว่า 30 ปีแล้ว อาจารย์ที่ได้รับรางวัลส่วนใหญ่จะเป็นชาวตะวันตก ปีนี้เป็นปีแรกที่มีคนในภูมิภาคอาเซียนได้รับรางวัล และมีคนเอเชียอีกสองคนจากเกาหลีและจีน ที่ได้รับรางวัลนี้

 

รางวัลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความเป็นเลิศของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการเรียนการสอนด้านยุโรปศึกษา ทั้งในระดับประเทศและอาเซียน เนื่องจากจุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวในประเทศ ที่มีหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอก ที่ว่าด้วยยุโรปศึกษา ขณะที่ประเทศในอาเซียนอื่นๆ แม้จะมีศูนย์ยุโรปศึกษา แต่ก็ไม่มีการผลิตบัณฑิตด้านยุโรปศึกษาโดยเฉพาะแต่อย่างใด

ผศ.ดร.ณัฐนันท์ กล่าวว่า เงื่อนไขในการพิจารณารางวัลนี้มีค่อนข้างมาก คือต้องเป็นอาจารย์ที่สอนเกี่ยวกับสหภาพยุโรปอย่างน้อย 2 วิชา ซึ่งตัวเธอสอนระดับปริญญาตรีที่เกี่ยวข้อง 2 วิชา คือ นโยบายต่างประเทศของกลุ่มประเทศในยุโรปกับสัมมนากิจการสหภาพยุโรป และมีระดับปริญญาโทอีก 2 วิชา รวมทั้งต้องส่งผลงานวิชาการที่เคยทำ 6 ชิ้น เป็นบทความหรือหนังสือ และต้องเสนอการกล่าวปาฐกถาต่างๆ ที่จะทำปีละหนึ่งโครงการ

อีกส่วนที่สำคัญในการพิจารณา คือการนำองค์ความรู้เรื่องสหภาพยุโรปออกสู่สาธารณะ โดยใช้จุฬาฯ เป็นช่องทาง คือมีการอัดคลิปวิดีโอการเรียนการสอนในวิชาระดับปริญญาตรี อัพโหลดแบบสาธารณะ ลงบนหน้า iTunes University ของจุฬาฯ ซึ่งมหาวิทยาลัยได้จัดการให้ใช้ได้อย่างไม่จำกัด และบน YouTube รวมทั้งมีการอัพโหลดเป็นเสียงลงบน Podcasts

ผศ.ดร.ณัฐนันท์ ยังได้เผยถึงสิ่งที่ตั้งใจไว้ว่า จะต้องทำหลังจากได้รับรางวัลนี้คือ การนำองค์ความรู้เรื่องสหภาพยุโรปออกสู่สาธารณะ โครงการแรก จะจัดให้มีการอบรมครูมัธยมในเรื่องเกี่ยวกับภูมิภาคนิยมศึกษาซึ่งไม่ใช่เฉพาะสหภาพยุโรป เนื่องจากครูมัธยมถือเป็นบุคคลสำคัญในการสร้างเด็กมัธยมปลายให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสหภาพยุโรป

 

โครงการต่อมาจะลงไปคุยกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) ซึ่งในหลักสูตรของเราจะมีอาจารย์พิเศษจากบรัสเซลส์ ที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปมาสอนเป็นประจำทุกปี นอกจากนี้จะทำโครงการเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายสินค้า ทุน บริการ ซึ่งประเทศไทยต้องเผชิญในประชาคมอาเซียน สิ่งที่สำคัญที่เรายังไม่ได้เปิดเต็มที่คือการเคลื่อนย้ายมนุษย์ ซึ่งเราสามารถเรียนรู้จากบทเรียนของสหภาพยุโรปเรื่องการย้ายถิ่นแรงงาน หรือผู้ลี้ภัยทางสงคราม

“หลักสูตรสหสาขาวิชายุโรปศึกษาเป็นหลักสูตรที่มีมายาวนาน 20 ปีแล้ว ประกอบด้วยศาสตร์ 4 แขนงคือ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และอักษรศาสตร์ โดยมีการบูรณาการศาสตร์เหล่านี้เข้าด้วยกัน การเรียนการสอนของเราจะต้องรู้ทุกอย่างและรู้ลึก ตั้งแต่เรื่องประวัติศาสตร์ยุโรป กลไก กฎระเบียบทางการค้า เศรษฐกิจ ฯลฯ สัดส่วนการสอนโดยอาจารย์ชาวตะวันตกมีถึงร้อยละ 60 นิสิตที่มาเรียนมีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ส่วนมากเป็นชาวจีน และรัสเซีย” ผศ.ดร.ณัฐนันท์ กล่าวในที่สุด

สำหรับรางวัล “ชุดรายวิชา ฌอง มอนเนต์” ผศ.ดร.ณัฐนันท์ เผยว่า ประกอบด้วย 2 รายวิชาในระดับปริญญาโทของหลักสูตรสหสาขาวิชายุโรปศึกษา ได้แก่ วิชาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ภายนอกของสหภาพยุโรป ซึ่ง ผศ.ดร.ณัฐนันท์เป็นผู้รับผิดชอบ และวิชาเกี่ยวกับสหภาพยุโรปในฐานะตัวแสดงในระดับโลก ซึ่งรับผิดชอบคู่กับศาสตราจารย์มาร์ติน ฮอลแลนด์ ที่เคยได้รับรางวัล Jean Monnet Chair Professorship มาก่อนเช่นกัน โดยรางวัลชุดรายวิชานี้ สหภาพยุโรป จะพิจารณาจากประมวลรายวิชาแบบประเมิน และอาจารย์ผู้สอน เพื่อดูว่ารายวิชาสามารถเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสหภาพยุโรปได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งรายวิชาของเราจะเน้นเรื่องการที่สหภาพยุโรป เป็นตัวแสดงทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มักจะไม่ได้รับความสำคัญเมื่อเทียบกับสหรัฐ รัสเซีย หรือจีน แต่สหภาพยุโรปก็สามารถทำงานได้เหมือนกับรัฐ หรือมากกว่ารัฐในระดับระหว่างประเทศ

ทางด้านการศึกษานั้น อาจารย์ณัฐนันท์ จบจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยระดับเกียรตินิยมเหรียญทอง แล้วได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศญี่ปุ่น ทางด้านนโยบายต่างประเทศ และได้ทุนไปเรียนปริญญาโทอีกใบจากประเทศอังกฤษ ทางด้านการเมืองยุโรป และปริญญาเอกทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ อาจารย์เล่าให้ฟังว่าตอนเด็กๆ อยากเป็นทูต แต่พอโตหน่อยก็เริ่มรู้สึกตัวว่าไม่ชอบงานแบบเข้าออกเป็นเวลา จึงเบนเข็มมาเป็นอาจารย์ เพราะสามารถบริหารจัดการเวลาได้ มีอิสระทางความคิดได้มากกว่า และตลอดการเป็นอาจารย์มากว่า 15 ปี ก็พบว่าไม่ผิดหวังเพราะเป็นงานที่มีความสุข

 

การมาเป็นอาจารย์ในช่วง 1-2 ปีแรก แม้จะเป็นอาจารย์น้องใหม่หน้าใหม่สำหรับเด็กๆ แต่เด็กๆ ก็กลัวและเกรงใจ และทุกอย่างก็ไปได้ดี แต่มาระยะ 3-4 ปีหลังนี้กลับเปลี่ยนไปบ้าง เพราะโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปเยอะ อีกทั้งเทคโนโลยีก็เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนยุคนี้มากอย่างปฏิเสธไม่ได้ อีกทั้งเด็กรุ่นใหม่ก็มีความคิดความอ่านความกล้าแสดงออกมากขึ้น เด็กได้เห็นโลกกว้างไกลมากขึ้น การสอนหนังสือสบายขึ้น และอาจารย์ก็ต้องเคารพสิทธิเด็กมากยิ่งขึ้น ทุกวันนี้เธอยังสอนทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท

สำหรับเรื่องที่ว่าการศึกษาไทยนั้นด้อยกว่าในนานาประเทศนั้น อาจารย์มีความเห็นต่าง… “นี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะคะ ก็สอนที่จุฬาฯ แห่งเดียวไม่เคยไปสอนสถาบันอื่น เคยไปสอนที่เยอรมนีมา ก็ช่วงสั้นๆ แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่า เด็กไทยไม่ด้อยกว่าเด็กฝรั่งเลย เขากล้าคิดกล้าแสดงออก กล้าซักถามด้วย ฉลาดพูด มีความเป็นตัวของตัวเองด้วย”

แม้ดูภาพลักษณ์จากภายนอกอาจารย์จะดูนิ่งขรึม หากก็แอบมีมุมเก๋ๆ ด้วยการเป็นนักสะสมหินและเครื่องประดับด้วยเหมือนกัน “ก็ไม่ได้มีเยอะหรอกนะคะ ก็มีที่ซื้อมาใส่เอง แต่ก็ชอบเรื่องหินโดยเฉพาะหินสีฟ้านี่จะชอบมาก อย่างวันนี้ก็ใส่หินสีฟ้าชื่อ ลารีมา จากประเทศโดมินิกัน เป็นหินจากใต้ทะเล ช่วงนี้รู้สึกเหนื่อยๆ เพลียๆ งานเยอะ เหมือนร่างกายแห้งแล้งขาดน้ำ การใส่หินลารีมา จะช่วยสร้างพลังให้มีความชุ่มชื่นมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น หรือช่วงไหนที่รู้สึกว่าต้องการความเข้มแข็งสร้างพลังใจ ก็จะใส่ลาปิส ลาซูรี่ คือชอบหินสีฟ้า ใส่แล้วมีความเชื่อมั่นมีความสุข 2 เส้นนี้จะใส่เป็นประจำ

นอกจากนี้ก็มีแหวนพลอยสามสีของคุณยายให้มา ซึ่งคนไทยเรียกพลอยสามสี แต่ฝรั่งเรียกว่าพลอยเนื้ออ่อนอเล็กซันไดรท์ เป็นพลอยที่มาจากประเทศรัสเซียตอนนี้หายากแล้ว เมื่อก่อนราคาไม่แพง ของแบบนี้เป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคลนะ คือถ้าชอบใส่แล้วสวยมั่นใจมันก็มีความสุขได้เนอะ (ยิ้ม)”

อาจารย์เริ่มนับถือพุทธศาสนาตามแนวมหายานมาได้เกือบ 2 ปี ซึ่งทำให้อาจารย์รู้สึกมีความสุข นิ่งและสงบมากขึ้น จากเมื่อก่อนก็นับถือพุทธศาสนาตามสำมะโนครัว แต่ไม่เข้าถึง จนกระทั่งมาศึกษาแนวมหายานแล้วพบว่าถูกจริต เพราะเป็นเส้นทางที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง เมื่อเจอปัญหาจะทำให้ยอมรับและเผชิญหน้าได้ดีขึ้น คิดว่าการเป็นพุทธแนวที่ได้เลือกเองนั้นตอบโจทย์ในชีวิตได้มากกว่า

“เมื่อก่อนเวลาเจอปัญหาแล้วแก้ไม่ตก คิดจนหัวจะแตกแล้วยังแก้ไม่ได้ จะเครียดวิตกเป็นทุกข์ แต่มาแนวมหายานคิดว่าเป็นพุทธโดยเนื้อแท้มากขึ้น หลักของมหายานคือเน้นความมีเมตตากรุณา เน้นการภาวนา พูดคุยและรับฟัง ไม่ต้องมีเครื่องแบบ ไม่ต้องมีพิธีการ อยู่กับลมหายใจและการภาวนาของตัวเอง อยู่ตรงไหนก็ภาวนาได้ ของแบบนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัว ว่าเราจะปิ๊งแวบกับอะไรที่เหมาะกับตัวตนของเราจริงๆ เวลามีปัญหาก็หาเวลาไปภาวนาอยู่กับลมหายใจตัวเองสัก 10 นาที ก็จะช่วยลดความเครียดไปได้เยอะ”

ด้านหลักการทำงานนั้นอาจารย์บอกไม่มีอะไรมาก คือทำให้เป็นธรรมชาติ ปล่อยไปตามความเป็นจริงอย่าไปปรุงแต่งให้มากมายแล้วอยู่กับปัจจุบันขณะ ไม่คาดหวังอะไรเกินจริง

สำหรับอนาคตในระยะ 3-4 ปีข้างหน้านี้ อาจารย์บอกอยากไปเดินเขาไกรลาสด้านประเทศทิเบต เพื่อไปเรียนรู้ตัวเองไปอยู่กับธรรมชาติจริงๆ อาจารย์เตรียมพร้อมด้วยการเข้ายิมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อเตรียมความพร้อมทำให้ร่างกายแข็งแรง นอกจากนี้ ก็คืออยากหาเวลาเพื่อจะอ่านหนังสือให้มากขึ้น เนื่องจากทุกวันนี้งานยุ่งจนไม่มีเวลาได้อ่านหนังสือที่ชื่นชอบเลย

 

อารักษ์ แสงสมพงษ์ แท่นขุดเจาะเป็นบ้านหลังที่สอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2559 เวลา 16:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/455842

อารักษ์ แสงสมพงษ์ แท่นขุดเจาะเป็นบ้านหลังที่สอง

สัมภาษณ์พิเศษ อารักษ์ แสงสมพงษ์ วิศวกรข้อมูล บริษัทเวเทอร์ฟอร์ด (Service Company)

1. ได้เข้ามาทำงานที่เกี่ยวข้องกับแท่นขุดเจาะน้ำมันนานหรือยัง

เริ่มเข้ามาทำงานตั้งแต่เรียนจบตอนนี้ทำงานอยู่แท่นขุดเจาะได้ 10 ปีแล้วครับ

2. เหตุผลที่สนใจในการเข้ามาทำงานด้านนี้

มีรุ่นพี่ที่เคยทำงานมาก่อนมาเล่าเรื่องการทำงานตำแหน่งนี้ให้ฟังเลยน่าสนใจ เพราะตำแหน่งที่ผมทำอยู่ค่อนข้างมีความสำคัญต่อการขุดเจาะ ผมจะเป็นฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลหาความผิดปกติของหลุมเจาะ ดังนั้นถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรผิดปกติผมจะทราบก่อนเสมอ

3. แท่นขุดเจาะที่เคยไปประจำการ

ส่วนใหญ่ผมจะทำงานให้กับแท่นขุดเจาะของบริษัท Chevron ซึ่งเป็นบริษัทเจ้าของสัมปทานรายใหญ่ในไทย มีหลายที่ที่ผมเคยไปอยู่ เช่น แท่นขุดเจาะ Vickburg, Tender-11, Compact Driller, Trident-15 ล่าสุดกำลังจะไปประจำที่ Chaopraya ครับ

4. หน้าที่รับผิดชอบของคุณรักษ์บนแท่นขุดเจาะ

เป็นคนดูแลข้อมูลการขุดเจาะทั้งหมด แจ้งเตือนความผิดปกติของหลุมเจาะให้ Driller และ Drill Site Manager ทราบ เพื่อทำการแก้ไข แล้วก็มีทำรายงานข้อมูลการขุดเจาะประจำวันครับ

5. ช่วยเล่าถึงการใช้ชีวิตบนแท่นขุดเจาะน้ำมัน ให้กับคนที่ไม่เคยได้ไปสัมผัสชีวิตบนนั้นจริงๆให้ฟัง

บนแท่นขุดเจาะเราจะอยู่กันประมาณ 120-140 คน เราจะแบ่งเวลาทำงานกันเป็น 2 กะ ตามตำแหน่ง คนหนึ่งนอน อีกคนก็ทำงาน แท่นเจาะจะทำงาน 24 ชั่วโมง เราจะทำงานกันต่อเนื่อง 4 อาทิตย์ แล้วค่อยกลับไปพักแล้วค่อยกลับมาทำงานใหม่ วนเวียนอยู่แบบนี้ เรียกได้ว่าแท่นขุดเจาะเป็นบ้านหลังที่สองของพวกเราเลยทีเดียว การเดินทางเราจะเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์จาก สนามบินนครศรีธรรมราช ไปลงที่แท่นเจาะ ที่บนแท่นขุดเจาะจะมีอาหารไทยและอาหารฝรั่งให้ทาน 4 มื้อ และมีอาหารช่วงเวลาพัก อีก 4 มื้อ มีคนซักผ้า ทำความสะอาดห้องนอนให้ แต่ห้องนอนจะเป็นเตียงเล็กหน่อย มี 2 ชั้นด้วย มีห้องออกกำลังกาย ทีวี เครื่งเล่นเกมส์ โทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต ให้ใช้ติดต่อ คุย video call กับทางบ้านได้ แต่สัญญาณอาจจะไม่ค่อยดีนักครับ

6. เหตุการณ์ Deepwater Horizon ถือว่าเป็น case study สำหรับแวดวงของคนทำงานแท่นขุดเจาะน้ำมันอย่างไรบ้าง

เหตุการณ์นี้ค่อนข้างจะเป็นบทเรียนราคาแพงมากๆ ถ้าหากหัวหน้าพวกเราตัดสินใจผิดพลาดหรือประมาทไม่ทำตามข้อกำหนดการขุดเจาะ และไม่แก้ไขให้ถูกต้อง เราอาจจะสูญเสียเหมือนเหตุการณ์นี้ พวกเราจึงต้องทำงานอย่างที่พลาดไม่ได้เลยครับ

7. เหตุการณ์ Deepwater Horizon ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมขุดเจาะน้ำมันอย่างไรบ้าง

หลังจากเกิดเหตุการณ์ Deep Water Horizon ระเบิดทำให้มาตรการณ์ด้านความปลอดภัยสูงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งปกติก็สูงอยู่แล้ว ตอนนี้ก็จะมีข้อกำหนดต่างๆมากขึ้นกว่าเดิมครับ

8. ในฐานะคนทำงานแท่นขุดเจาะน้ำมัน มีความเห็นอย่างไรหากตนเองต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบ Deepwater Horizon

เป็นเหตุการณ์ที่น่ากลัวที่ทุกคนไม่อยากให้เกิด แต่พวกเราก็ได้รับการฝึกฝนอยู่ทุกอาทิตย์ ว่าถ้าสละฐานจะต้องหนีไปที่เรือชูชีพหรือแพชูชีพตรงไหนทุกคนน่าจะตื่นเต้นแต่ก็จะรู้หน้าที่ดีว่าต้องทำอยากไรกับแผนการอพยพ จึงอาจจะช่วยลดความสูญเสียได้เยอะครับ

9. ชีวิตการทำงานบนแท่นขุดเจาะ ที่ต้องอยู่ห่างกับครอบครัวเป็นระยะเวลานานๆ มีผลอย่างไรต่อชีวิตครอบครัวหรือไม่

ก็มีผลอยู่บ้างครับ เพราะบางทีเราอาจจะไปร่วมงานของครอบครัวและญาติไม่ได้ แต่มันก็ดีที่ทำให้เราคิดถึงกัน พอเรากลับมาทุกครั้งก็จะดีกับเราเป็นพิเศษ เหมือนวันที่เรากลับบ้านจะเป็นช่วงเวลาที่พิเศษตลอดครับ พวกเราจึงอยากกลับบ้านอยากปลอดภัยทุกครั้ง

10. และสำหรับความผูกพันกับเพื่อนๆที่ร่วมงานกันบนแท่นขุดเจาะ เป็นอย่างไร เป็นเหมือนอีกครอบครัวของเราหรือไม่

ใช่ครับ เราเจอหน้ากันทุกวัน ทานอาหารด้วยกันทุกวัน อะไรที่พอช่วยกันได้เราก็จะช่วยเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันครับ

11. Deepwater Horizon ไม่ได้แค่นำเสนอภาพหายนะครั้งใหญ่ แต่ยังเผยให้เห็นชีวิตของคนทำงานบนแท่นขุดเจาะด้วย รู้สึกอย่างไรวันนี้มีคนหยิบเรื่องราวนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์

รู้สึกดีมากครับ บนแท่นขุดเจาะมันเป็นเหมือนชีวิตอีกที่หนึ่งที่ไม่ค่อยมีคนรับรู้ชีวิตของพวกเราว่ามันดีอย่างไร คนที่ไม่รู้จักแท่นขุดเจาะอาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้อยากเข้ามาทำงานด้วยกัน คนที่ตั้งใจอยากจะเข้ามาทำงานบนแท่นเจาะจะได้มีกำลังใจมากขึ้น พวกเรารอคุณอยู่ ส่วนใครที่กำลังจะคบหากับคนที่ทำงานบนแท่นเจาะก็อาจจะตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ใครที่ไม่เคยให้โอกาสคนทำงานแบบนี้มาคบหาดูใจอาจจะเปิดโอกาสให้พวกเรามากขึ้น ถ้าได้รู้ว่าพวกเรารักและคิดถึงคุณแค่ไหน

เตรียมพบกับหายนะที่ยิ่งใหญ่จากน้ำมือมนุษย์ ต้องกอบกู้ด้วยความหวังของมนุษย์ ใน DEEPWATER HORIZON 29 กันยายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

อัญชลี ผ่องโอสถ ในวันที่มองออกไปเห็นสายหมอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2559 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/455727

อัญชลี ผ่องโอสถ ในวันที่มองออกไปเห็นสายหมอก

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

หากถามว่า เรื่องนี้เริ่มต้นจากที่ไหน คงต้องตอบว่า เริ่มต้นขึ้นจากในเย็นวันหนึ่ง ที่หญิงสาวคนนี้มองออกไปนอกหน้าต่าง เธอไม่พบสิ่งใด นอกจากหมอกควันจากท่อไอเสียรถยนต์ ที่ลอยตลบหนาทึบขึ้นมาจากท้องถนน จนถึงชั้นสูงลิบบนตึกสูงกลางเมืองที่เธอทำงานอยู่

ไม่! ฉันทนทำงานแบบนี้ไม่ได้ ฉันทนอยู่แบบนี้ไม่ได้ หญิงสาวพูดกับตัวเอง วันรุ่งขึ้นหลังอาหารมื้อเช้า หญิงสาวผู้นี้ก็ยื่นใบลาออก นำมาซึ่งการเดินทางอันยาวนานและจุดหมายปลายทางที่แตกต่างออกไป

อัญชลี ผ่องโอสถ หรือ ทราย ในวัย 35 ปี ปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งผู้จัดการบริษัท ด็อกเตอร์ วูล์ฟฟ์ (ประเทศไทย) ในเครือกลุ่มบริษัท ด็อกเตอร์ วูล์ฟฟ์ หนึ่งในผู้นำของตลาดคอสเมติกของเยอรมนี บริษัทยาและเวชภัณฑ์เก่าแก่ ที่มีอายุการดำเนินงานกว่า 100 ปี (ก่อตั้ง พ.ศ. 2448)

การรุกเข้าตลาดเอเชียครั้งนี้ ด็อกเตอร์วูล์ฟฟ์มองหาผู้จัดการสายพันธุ์บุก อัญชลีต้องฟาดฟันกับผู้ท้าชิงเปี่ยมคุณสมบัติในตำแหน่งนี้อีก 5 คน ก่อนจะบุก บุก บุก รับผิดชอบและบริหารจัดการตลาดทั้งหมดในไทยแต่เพียงผู้เดียว

กว่าจะมาถึงจุดนี้ชีวิตไม่ง่าย เจ้าของเรื่องตัวจริงเล่าให้ฟังว่า บทเริ่มต้นของการเดินทางที่แท้ คือ ตั้งแต่เมื่อลืมตาดูโลก ทรายเกิดที่เมืองมานามา ประเทศบาห์เรน พ่อและแม่ทำร้านอาหารไทยอยู่ที่นั่น สมัยก่อนมีร้านอาหารไทยในบาห์เรนเพียง 2 ร้าน ชื่อร้านไทยคลับ (Thai Club) กับร้านของพ่อ ชื่อ อัพ อะ ทรี คัพ อะ ทรี (Up A Tree Cup A Tree) พ่อไปอยู่บาห์เรนตั้งแต่อายุ 14 ปี ได้งานเป็นคนสวน ความเป็นปาร์ตี้บอยของพ่อเป็นมาตั้งแต่สมัยหนุ่มอยู่เมืองไทย พ่อดื่มแอลกอฮอล์เก่ง ทำอาหารเก่ง แม้เมื่อไปอยู่บาห์เรนก็ยังเก่งทั้งเรื่องแอลกอฮอล์ และทั้งทำกับข้าวกับแกล้ม เลี้ยงเพื่อนเลี้ยงฝูงเป็นที่ลือเลื่อง

 

 

“พ่อไปเจอกับแม่ที่บาห์เรน เพราะแม่ไปเป็นลูกมือช่วยญาติที่เปิดร้านทำผมอยู่ที่นั่น เมื่อมีข่าวแพร่สะพัดไปว่ามีสาวใหม่มาขึ้นเกาะ หนุ่มไทยทั้งบาห์เรนก็พุ่งตรงมาที่ร้านทำผมแห่งนี้ แม่ได้เจอกับพ่อ รักกันแล้วก็แต่งงานกัน จากนั้นก็ย้ายมาอยู่กับพ่อ ตอนนั้นพ่อทำร้านอาหารแล้ว จากความอนุเคราะห์ของผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่รักใคร่นับถือกัน ผู้เห็นในฝีมือทำกับข้าวของพ่อก่อนชวนว่า ลองเปิดร้านกันมั้ย”

ผู้ใหญ่ท่านนั้นทรายเรียกว่า “คุณลุง” เป็นผู้ออกทุน ส่วนพ่อลงทุนด้วยฝีมือทำกับข้าว กับข้าวของพ่อคือกับข้าวไทยทั่วไป ซึ่งนิยมและโด่งดังในต่างประเทศมาช้านาน ไม่ผิดไปจากต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ หรือแม้แต่ข้าวผัด หรือผัดผักธรรมดา คนต่างชาติก็นิยมสั่งกิน ร้านขายดีมาก ทำให้พ่อและแม่ยุ่งตลอดเวลา ทรายโตขึ้นมาแบบต้องดูแลตัวเอง ช่วงเช้าไปเรียนโรงเรียนนานาชาติ ช่วงบ่ายถ้าว่างก็เล่นกับลาติฟาห์เพื่อนบาห์เรนที่หลังบ้าน แต่ส่วนใหญ่แล้วทรายโตขึ้นมาแบบดูแลสั่งสอนตัวเอง พ่อสอนครั้งแรกครั้งเดียว สั่งว่าห้ามวิ่ง ถ้าวิ่งก็ล้มเองเจ็บเอง แล้วก็จำให้ได้ว่าคราวหลังอย่าวิ่ง ถ้ามีน้ำตาต้องปาดด้วยมือของตัวเอง พ่อไม่โอ๋และแม่ไม่อุ้ม เหมือนจะขาดแต่ทรายปฏิเสธว่าไม่

“ชีวิตนี้ไม่เคยรู้สึกว่าขาดอะไร” ทรายเล่า… ดูแลตัวเองได้มาตั้งแต่เด็ก ชีวิตจึงเสมือนมีภูมิคุ้มกันเข้มข้น หากสายหมอกอีกชนิดหนึ่งที่ทำให้ชีวิตทรายต้องเปลี่ยน คือ หมอกควันจากระเบิดและฝุ่นทรายฟุ้งที่ลอยข้ามจากสงครามอ่าวเปอร์เซียมาถึงบาห์เรน พ่อและแม่ตัดสินใจส่ง ด.ญ.ทราย ที่ขณะนั้นอายุ 10 ขวบ กลับมาอยู่กับยายที่ประเทศไทย ตั้งใจรอให้สถานการณ์ไฟสงครามอ่าวฯ สงบ จึงค่อยคิดอ่านขยับขยาย แต่ไม่มีใครรู้ว่าการกลับมาหนนั้น จะทำให้ทรายไม่เคยได้กลับไปบาห์เรน หรือแม้แต่แม่ก็มิได้บอกลากัน

“แม่ของทรายเป็นโรคเอสแอลอี เมื่อทรายกลับเมืองไทยได้ 2 ปี แม่ก็เสีย ไม่เคยเจอแม่อีก ส่วนพ่อแวะมาเยี่ยมที่เมืองไทยบ้าง แต่ก็ไม่ได้กลับมาอยู่ด้วยกัน สุดท้ายพ่อต้องตายด้วยโรคหัวใจในเมืองที่ไกลจากบ้านมาก ทรายใช้ชีวิตอยู่กับยายและคุณลุงคุณป้ามากมายที่บ้านลาดพร้าว โตขึ้นมาด้วยการเรียกญาติฝ่ายชายทุกคนว่าพ่อ เรียกญาติฝ่ายหญิงทุกคนว่าแม่”

 

 

 

สงครามอ่าวเปอร์เซียสงบลงในอีกหลายปีต่อมา แต่แม้ไฟสงครามจะสิ้นสุดและพ่อขณะนั้นก็ยังอยู่ที่บาห์เรน ยังไม่เสียชีวิต หากทรายไม่ได้กลับไป เนื่องจากอยู่เมืองไทยสนุกกว่า ชีวิตไม่มีกฎเกณฑ์มากเหมือนบ้านเมืองมุสลิม จึงอยู่เมืองไทยมาตั้งแต่นั้น จบสตรีวิทยา 2 ก่อนสอบเข้าคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบแล้วได้ทำงานกับพีอาร์เอเยนซีรายใหญ่ ขณะเป็นพนักงานฝึกหัดฝีไม้ลายมือเข้าตากรรมการ ทรายก็เหลือบไปเห็นหมอกควันท่อไอเสีย ที่ลอยอวลขึ้นมาเหมือนจะปกคลุมเมืองทั้งเมือง

“ทรายมองลงไปจากตึกที่ทรายอยู่ มองเห็นหมอกควันเต็มถนนไปหมด แล้วก็ลอยคลุ้งขึ้นมาสูงๆ แม้ตึกที่เรายืนอยู่จะสูงมากก็ตาม นี่น่ะหรือ นี่คือที่ของเราหรือ ชีวิตเราต้องอยู่อย่างนี้ไปตลอดหรือ ทรายเฝ้าถามตัวเองซ้ำๆ เราอยู่แบบนี้ไม่ได้ เราทนไม่ได้จริงๆ”

ทรายตัดสินใจลาออก ปลอบขวัญตัวเองด้วยการออกเดินทางคนเดียวท่องเที่ยวจากเหนือจรดใต้ เที่ยวให้ทั่วก่อนค่อยกลับขึ้นมาหางานทำใหม่ แบกเป้ขึ้นบ่าได้ก็ลุยเลย ตามแผนการเดินทางจะค่อยๆ ไล่ลงมาจากเหนือสุดสู่ใต้สุด ปักหมุดป้ายสุดท้ายที่ภูเก็ต แต่ก่อนถึงภูเก็ตจะแวะเที่ยวเกาะสมุยที่สุราษฎร์ธานีก่อน ทันทีที่เครื่องบินร่อนลงจอดยังสนามบินท้องถิ่น สาวเก่งหัวใจแกร่งก็อ่อนระทวย เพราะภาพตรงหน้าช่างทำให้เธอหลงรัก ที่เคยคิดว่าจะอยู่สมุย 3 วันก็กลายเป็น 7 ปี

“หาดทรายที่กว้างสุดลูกหูลูกตา เอาใจของทรายไปเลย อยากอยู่ที่นี่ มองไปทางไหนก็ชื่นหัวใจเสียกระไร ที่นี่น้ำทะเลที่ฟ้าสด เป็นสีฟ้าที่สดสดสด ดอกเฟื่องฟ้าที่นี่ก็ชมพู้ ชมพู ชมพู หัวใจและหัวสมองของเราโปร่งโล่งทันที ไม่ทึบทึมเหมือนอยู่กรุงเทพฯ ชอบมากอยากอยู่ที่นี่ คิดได้อย่างนั้นก็ตกลงใจว่าต้องหาที่พักที่ราคาถูกหน่อยจะได้อยู่ได้หลายวัน”

ที่พักราคาถูกจริงแต่ไม่มีอะไรให้เลย แม้กระทั่งผ้าเช็ดตัว ทรายจึงไปโลตัสเพื่อซื้อผ้าขนหนู ขณะกำลังเลือกซื้อของใช้ส่วนตัวอยู่นั้น ใกล้ๆ กันมีฝรั่งคนหนึ่งกำลังมีปัญหากับการซื้อโซฟา เพราะพนักงานขายพูดภาษาอังกฤษไม่ได้และสื่อสารกันไม่ได้เลย 20 นาทีผ่านไป จนทรายคิดว่าเธอควรเข้าไปช่วย ได้ช่วยเหลือชาวต่างชาติคนนั้นจนซื้อโซฟาได้สำเร็จ เขาอาสาเลี้ยงกาแฟเธอเป็นการขอบคุณ เมื่อรู้ว่าสาวน้อยเพิ่งเรียนจบและยังไม่มีงานทำ ก็เสนองานให้

 

ขณะนั้นเป็นปี 2547 และชาวต่างชาติผู้นี้ก็กำลังมองหาผู้ช่วย เนื่องจากต้องการพัฒนาที่ดินบนเกาะ ทรายคิดในใจว่า คำภาวนาขออยู่สมุยของเธอเป็นจริง หน้าที่ของทรายคือการประสานงานในทุกสิ่งของธุรกิจที่ดิน ตั้งแต่การตั้งบริษัท เจรจาซื้อที่ดิน เจรจากับนักออกแบบ ผังเมือง สำนักงานที่ดิน กรมเจ้าท่าและทุกเรื่อง ประสบการณ์ทุกอย่างที่ได้รับจากสมุยไม่น่าเชื่อว่าส่งผลดีต่อเธออย่างมาก ทั้งในช่วงเวลาต่อมาอีก 7 ปีที่อยู่บนเกาะ หรือแม้เมื่อไม่ได้อยู่ที่สมุยอีกแล้วก็ตาม

“วันแรกที่เท้าเหยียบเกาะสมุย รู้จักคำว่า love at first sight จากที่นี่ ทรายได้ช่วยเหลือชาวต่างชาติคนหนึ่ง ชาวต่างชาติคนนั้นจึงยื่นข้อเสนอจ้างงานให้เป็นผู้ช่วยของเขา และนั่นคือจุดเริ่มต้นเข้าสู่วงการอสังหาริมทรัพย์ ต่อมามีโอกาสทำงานขายให้บริษัท สมุย วิลลา แอนด์ โฮมส์ จนบริษัทฯ ได้รับรางวัล Best Agent จาก Thailand Property Award ในปี 2553”

ปี 2554 ทรายกลับขึ้นกรุงเทพฯ คิดว่าตัวเองมีความสามารถที่จะทำอะไรได้อีกเยอะ เธอเข้าทำงานที่บริษัท ไรมอนแลนด์ ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายรีเซลส์และลีสซิ่ง (Resales and Leasing Manager) ปี 2556-2558 ทำงานกับพีเอ็มกรุ๊ป (PM Group) ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ดูแลโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลากหลายตั้งแต่สนามกอล์ฟ คอนโดมิเนียมและที่อยู่อาศัยแนวราบ ต่อมากลางปี 2558 จึงมีโอกาสเปลี่ยนสายงานสู่วงการเวชสำอางนำเข้า และอย่างที่รู้กันแล้ว เธอนั่งเก้าอี้ตัวใหญ่ที่นี่ ด็อกเตอร์ วูล์ฟฟ์ (ประเทศไทย)

สำหรับแผนการดำเนินงานในไทย 5 ผลิตภัณฑ์หัวหอกที่อยู่ในแผนบุกตลาด

“ทำอะไรก็แล้วแต่ ต้องทำให้สุดความสามารถ ถ้าไม่คิดจริงจัง ทรายจะไม่ทำเลยตั้งแต่แรก ถ้ารู้สึกว่าจะจริงจังกับมันไม่ได้ก็เสียเวลาเปล่า ทำเพราะใจเราอยากทำ ดร.วูล์ฟฟ์นี่ก็เช่นกัน ฟังสัญชาตญาณของตัวเอง ฟังเสียงจากภายในของตัวเอง ทรายรู้ว่าทรายทำได้และไม่เสียเวลากับมันแน่”

 

ปานเทพ กุลพนาภินันท์ นักธุรกิจสื่อโฆษณาไฟแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2559 เวลา 10:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/455297

ปานเทพ กุลพนาภินันท์ นักธุรกิจสื่อโฆษณาไฟแรง

โดย…ชลารย์ ชล ภาพ… ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

แบงก์-ปานเทพ กุลพนาภินันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บอร์ดเวย์ มีเดีย ผู้ให้บริการสื่อโฆษณาป้ายแอลอีดีขนาดใหญ่ที่ตั้งตามจุดทำเลสำคัญทั้งในกรุงเทพฯ (15 จุด) และต่างจังหวัดที่เป็นหัวเมืองใหญ่รวม 30 จุด ถือเป็นนักธุรกิจหนุ่มที่ต้องบอกว่าประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจและน่าจับตามองคนหนึ่ง

ที่ว่าน่าจับตามอง เพราะผู้บริหารหนุ่มสร้างธุรกิจดังกล่าวขึ้นมาเองด้วยสมอง สองมือ เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์อันเฉียบขาดของเขา ที่สำคัญตอนนี้ธุรกิจกำลังไปได้สวย ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ซึ่งเขาเองตั้งเป้าหมายจะขยายป้ายโฆษณาแอลอีดีขนาดใหญ่ให้ครบ 100 จุด ภายใน 3-5 ปี

หากย้อนประวัติของนักธุรกิจมากความสามารถคนนี้ก็น่าสนใจ เพราะตั้งแต่เรียนจบเขาปรารถนาอย่างแรงกล้าในการที่จะเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จให้จงได้ ซึ่งอาจมีหลายคนที่พูดแบบนี้แต่ทำไม่ได้ สำหรับเขาแม้ไม่ได้เรียนด้านบริหารธุรกิจมาแต่ทำได้เพราะมีความมุ่งมั่น ช่างสังเกต และมีวิสัยทัศน์

“ผมจบวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม จุฬาฯ ตอนเรียนไม่ได้ชอบนักหรอก ก็เรียนให้จบๆ (หัวเราะ) พอจบแล้วอยากไปสายบันเทิง เนื่องจากรู้จักคนในวงการบันเทิงเป็นรุ่นพี่ขายโฆษณาในแกรมมี่ เลยไปสมัครเป็นเซลส์ที่เอไทม์มีเดียด้วย ขายโฆษณารายการวิทยุ เรดิโอโหวต แซตเทิลไลต์ แต่ทำอยู่ 1 ปีก็ออกไปทำให้กับวิทยุเหมือนกันที่คลิกเรดิโอ 2 ปีก่อนจะออกมาเปิดบริษัท บอร์ดเวย์ มีเดีย ของตัวเองในปี 2548”

 

 

ปานเทพเล่าเหตุผลที่ไปสมัครเป็นเซลส์ขายโฆษณา เพราะมองว่าเป็นงานที่จะทำให้ได้เงินมากกว่าการทำอยู่แผนกอื่นๆ เนื่องจากถ้าขายโฆษณาได้มากเท่าใดก็จะได้ค่าคอมมิชชั่นมากขึ้นไปด้วย ขณะเดียวกันพอมีเงินมากก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้ขยับเข้าใกล้การเป็นนักธุรกิจตามที่หวังได้เร็วขึ้นไม่วันใดก็วันหนึ่ง

“อยู่เอไทม์และคลิกเรดิโอรวม 3 ปี แล้วออกมาเปิดบอร์ดเวย์ มีเดีย ทำ Out of Home Media เริ่มจากทำป้ายโฆษณา (บิลบอร์ด) ซึ่งได้ไอเดียจากการไปเดินถนนข้าวสารแล้วเห็นป้ายโฆษณาไฮเนเก้นที่นั่นก็เกิดสงสัยว่าทำไมเบียร์ของไทยอย่างสิงห์ไม่มี เลยเข้าไปถามค่าเช่าที่กับเจ้าของที่ผู้ให้เช่า แล้วไปถามเอเยนซีที่ดูแลสื่อไฮเนเก้น ทำไมมาร์จิ้นเยอะขนาดนี้ ค่าเช่าหลักหมื่นแต่ขายเป็นแสน ผมคำนวณเลยกล่องไฟ 2-3 แสน 2-3 เดือนคืนทุนแล้ว ลูกค้าซื้อที 6 เดือนหรือปีหนึ่ง ยิ่งถ้าทำเลดีลูกค้าซื้อยาว เงินเห็นๆ”

ทว่าในการทำธุรกิจดังกล่าว ช่วงเริ่มต้นเขาขายไอเดียบนกระดาษก่อน (เพราะยังไม่กล้าลงทุน) ด้วยการไปถ่ายโลเกชั่นตามสถานที่ต่างๆ เช่น ซอยนานา ถนนข้าวสาร พัฒนพงษ์ ภูเก็ต พัทยา แล้วนำเสนอต่อเบียร์สิงห์ ปรากฏทางสิงห์โอเคซื้อไอเดีย ผมก็หาเงินมาทำ เริ่มจากทำป้าย สองป้าย สามป้าย ขยับไปเรื่อยๆ

“ธุรกิจนี้รายได้โอเคเลย แต่ผมทำให้สิงห์เจ้าเดียวไม่ได้ทำให้ลูกค้ารายอื่น พอทำไปได้ระยะหนึ่งเริ่มมีอุปสรรค จากข้อกำหนดเกี่ยวกับป้ายโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เริ่มเข้มงวด สมัยก่อนลงภาพแพ็กช็อตได้ มีรูปขวด พอปี 2550 มีข้อห้ามแสดงรูปภาพแพ็กช็อต อนุญาตให้โฆษณาได้แค่โลโก้ ทำให้งบเหล่านี้ถูกดึงออกไป ผมต้องหาทางออกใหม่แทนที่จะให้ลูกค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาหล่อเลี้ยงบริษัทอย่างเดียวคงอยู่ไม่ได้ จึงตัดสินใจขยายกิจการอีกเพื่อหาสินค้าและลูกค้ารายอื่น”

อุปสรรคครั้งนั้น สำหรับนักธุรกิจมือใหม่อย่างเขาค่อนข้างหนักหน่วง เนื่องจากไม่ได้เผื่อทางหนีทีไล่ไว้แต่ต้น แล้วพอเกิดปัญหาขึ้นมาก็ทำให้แทบตั้งตัวไม่ทัน แต่ก็สร้างความท้าทายให้เขาอย่างมาก เพราะด้วยความที่มีจิตวิญญาณของนักธุรกิจเต็มตัว ปานเทพตัดสินใจลงทุนทำป้ายโฆษณาขึ้นมาในโลเกชั่นต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ตามที่ได้ไปสำรวจ และขายโฆษณาสินค้าอื่นๆ โดยไม่ต้องไปขายไอเดียบนกระดาษเหมือนตอนทำช่วงเริ่มต้นกับสิงห์ โดยก่อนนั้นในปี 2552 ได้บินไปดูงานป้ายโฆษณาที่เป็นสุดยอดของโลกที่ไทม์สแควร์ สหรัฐอเมริกา กลับมาพลิกโฉมใหม่วงการป้ายโฆษณาด้วยการทำป้ายแอลอีดีขนาดใหญ่เจ้าแรกในไทย

“ตอนนั้นผมเริ่มสนใจตัวแอลอีดี เลยไปดูงานที่อเมริกา ป้ายสวยมาก คอนเทนต์สุดยอด ซึ่งถ้ามีในไทยก็คงจะดี ตอนนั้นถามว่าแอลอีดีเข้ามาบ้านหรือยัง ต้องบอกว่ามาแล้ว แต่ยังไม่มีใครทำป้ายขนาดใหญ่ขนาด 300 สแควร์เมตรขึ้น มีแต่ป้ายเล็กๆ พอผมกลับมาก็ลงทุนทำป้ายแอลอีดีขนาดใหญ่เลย เพราะเรามีโลเกชั่นอยู่ตรงสี่แยกประตูน้ำที่มีความใกล้เคียงกับไทม์สแควร์มากที่สุดและเป็นทำเลที่ดี

ผมตัดสินใจเช่าพื้นที่ตรงสี่แยกประตูน้ำ ลงทุนไปเลย 20-30 ล้าน ปรากฏปีแรกเจ๊ง ลูกค้ายังไม่เข้าใจ ทำไมแอดโฆษณานิ่งๆ ไม่ดีกว่าหรือ ทำไมต้องเป็นหนังโฆษณา ทำไมต้องไปแชร์โฆษณากับคนอื่น จากที่ลูกค้าคิดแบบนี้ ผมเลยมองว่างั้นมันต้องมีเน็ตเวิร์กคือหลายๆ จุดไม่ใช่จุดเดียว จึงไปสร้างที่สี่แยกฟอร์จูน อนุสาวรีย์ชัย สี่แยกไทย-เบลเยียม ไล่มาเรื่อยจนทุกวันนี้ในกรุงเทพฯ มีประมาณ 15 จุด พอสร้างของเยอะขึ้นจนเป็นเน็ตเวิร์กลูกค้าเริ่มเข้าใจ จ่ายค่าโฆษณาเฉลี่ยต่อที่ถูก แต่รวมกันปุ๊บเขาได้หลายหลายจุด”

ปานเทพ ชี้ว่า หนังสปอตโฆษณาสินค้าต่างๆ ในจอแอลอีดีจะสร้างการรับรู้ต่อผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี เพราะวิถีชีวิตของคนเมืองทุกวันนี้อยู่นอกบ้านมากขึ้น วันหนึ่งใช้ชีวิตบนรถ 10 ชั่วโมงขึ้นไป เพราะฉะนั้นธุรกิจนี้ยังดีต่อเนื่อง และถ้าพูดถึงเซ็กเมนต์ที่เป็นดิจิทัล บริษัทของเขาถือเป็นเบอร์ 2 รองจากแพลน บี ที่มีจอเยอะที่สุดในประเทศไทย แต่ตอนนี้ของเขาก็ยังขยายไปต่างจังหวัดหัวเมืองใหญ่ๆ รวมทั้งกรุงเทพฯ ด้วย 30 จอ

 

“เรายิงโฆษณาพร้อมกันหมดเลย ลูกค้าก็จะได้ประโยชน์ คือ หนึ่งไม่ต้องเสียค่าผลิต กล่าวคือป้ายที่ทำต้องเสียค่าไวนิล ไหนทีมงานทั้งทีมหลายแสนบาทเลย เพราะฉะนั้นลูกค้าจะไม่กล้าทำ เพราะพอทำปุ๊บก็ต้องซื้อโฆษณายาว แต่พอเป็นแอลอีดีลูกค้าส่งข้อมูลมาให้เราทางอีเมลก็ขึ้นได้เลย แล้วเปลี่ยนโปรโมชั่นง่ายด้วย ประหยัดดี ลูกค้าเริ่มเข้าใจและเริ่มชอบ อีกอย่างเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดเวลา

ผมกับแพลน บีฯ พยายามทำตลาดป้ายโฆษณาจอแอลอีดีให้เป็นสื่อที่จำเป็นต้องใช้ เพราะทุกวันนี้คนดูทีวีน้อยลง บางอย่างโฆษณาลงไปไม่มีประโยชน์ ตอนนี้ผมขยายไปจังหวัดต่างๆ แล้ว คือ เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี นครราชสีมา ระยอง ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี หาดใหญ่ ภูเก็ต ตรัง นครศรีธรรมราช และมันใกล้เคียงกับ Out of Home TV ของจริงแล้ว แต่เป้าหมายใน 3-5 ปีนี้ผมต้องการมีเครือข่ายเน็ตเวิร์กให้ครบที่ 100 จอทั่วประเทศ (ต่างจังหวัด 50 กรุงเทพฯ 50) จะพยายามทำให้ได้ เชื่อว่าเพียงพอให้บริการลูกค้าได้ทั่วถึงกับกลุ่มเป้าหมายจริงๆ” นักธุรกิจหนุ่มทิ้งท้าย

ท้ายสุดนักธุรกิจหนุ่มให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์สื่อโฆษณาในปัจจุบันว่า ตอนนี้เป็นช่วงขาลงของสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์ และโดยเฉพาะหนังสือแมกกาซีนทั้งหลายที่ปิดตัวลงจำนวนมาก แต่ที่พุ่งขึ้นมาก็คือสื่อออนไลน์ซึ่งจะดีขึ้นเรื่อยๆ และสื่อโฆษณาอย่าง Out of Home Media เพราะตราบใดที่คนเรายังออกไปนอกบ้านมากกว่าอยู่บ้าน Out of Home Media ก็ยังจำเป็นอยู่ แต่ที่สำคัญที่สุดคือการตั้งอยู่ในโลเกชั่นที่ดี

“ผมว่าสื่อออนไลน์ กับ Out of Home Media ในอนาคตรุ่งนะ ใน 5-10 ปี ยังคงสำคัญอยู่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องพัฒนาให้ทันกับความเปลี่ยนของเทคโนโลยีและพฤติกรรมของลูกค้าและผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปเร็ว ตัวผม Out of Home Media ยังให้ความสำคัญกับออนไลน์และพยายามหาการเชื่อมโยงระหว่างตัวออฟไลน์กับออนไลน์ให้ได้ก็ต้องพยายามซิงก์กันระหว่างตัวจอแอลอีดีซึ่งเป็นเฟิร์สสกรีนกับเซ็กคั่นสกรีน (โทรศัพท์ ไอแพด) ให้ลิงค์กันในอนาคต” นักธุรกิจหนุ่มทิ้งท้าย