อาร์โนด์ ดรูวีเย ปรุงอาหารด้วยหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2559 เวลา 16:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/454968

อาร์โนด์ ดรูวีเย ปรุงอาหารด้วยหัวใจ

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

“ผมทำงานทุกวัน ไม่มีวันหยุดครับ” นี่คือคำพูดจากปากของเชฟหนุ่มอารมณ์ดี อาร์โนด์ ดรูวีเย เอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟแห่งร้านโมริโมโตะ แบงค็อก เชน ร้านอาหารสุดพรีเมียมของ เชฟมาซาฮารุ โมริโมโตะ เซเลบริตี้เชฟชื่อดังระดับโลก และเชฟกระทะเหล็ก สหรัฐ เมื่อถามถึงตารางงานในแต่ละวันของเชฟ ถึงจะเป็นคำตอบที่ฟังแล้วชวนอ้าปากค้าง แต่เชฟก็ตอบพร้อมใบหน้าอมยิ้มที่แฝงนัยถึงความรัก และแพสชั่นอันล้นเหลือที่เขามีต่อการเป็นเชฟโดยไม่ต้องอธิบายเป็นคำพูด

ด้วยความที่สนใจการทำอาหารตั้งแต่เด็ก ทำให้เขาตัดสินใจเลือกเดินตามเส้นทางที่ฝัน ด้วยการเข้าเรียนในโรงเรียนที่สอนด้านอาหารโดยตรง อาร์โนด์บอกว่า เขาโชคดีที่โรงเรียนที่เลือกเรียนนั้น แต่ละปีจะมีร้านอาหารดังๆ มากมายที่ตั้งอยู่ในโรงแรมห้าดาวขึ้นไป แถมบางร้านยังเป็นร้านของเชฟมิชลินมาทาบทามหานักเรียนไปทำงานพาร์ตไทม์ เขาเองก็เป็นคนหนึ่งที่ได้โอกาสดีๆ ได้เข้าไปหาประสบการณ์ในการทำร้านอาหารดังๆ ตั้งแต่วัยรุ่น

“ด้วยความที่ผมอยากสั่งสมประสบการณ์ที่หลากหลาย บวกกับได้ทำงานสัปดาห์ละ 7 วันเต็ม แทนที่จะทำงานประจำแค่ร้านเดียว ซึ่งตามหลักผมต้องหยุด 1 วัน ผมก็เลือกทำงานให้กับหลายๆ ร้านในเวลาเดียวกัน สลับกันไปร้านละวันสองวันแทน”

เชฟหนุ่มเล่าอย่างออกรสว่า เขาเริ่มต้นงานในร้านอาหารตั้งแต่การเป็นเด็กเสิร์ฟ จนได้ไปอยู่ในส่วนครัวเย็น ไต่เต้ามาสู่ครัวร้อน ประสบการณ์จากการฝึกงานอย่างหนักนี้เอง กลายเป็นทางลัดชั้นดีให้อาร์โนด์ได้เรียนรู้เร็วกว่าเพื่อนๆ ในห้องเรียน เขาสามารถสอบพาสชั้นจนใช้เวลาเพียง 2 ปี เรียนจบในหลักสูตรที่คนอื่นต้องใช้เวลาถึง 4 ปี

 

“ตอนอายุ 17 ปี ผมก็เรียนจบ BEP (Brevet d’Etudes Professionnelles) แล้ว จากตรงนี้ถ้าผมเรียนต่ออีก 2 ปีจะจบปริญญาตรี แต่เพราะตอนนั้นผมเริ่มทำงาน และมีเงินเดือน 2.5 หมื่นเหรียญสหรัฐต่อเดือนแล้ว ซึ่งเงินเดือนระดับนี้เป็นระดับที่คนทั่วไปต้องเรียนอีก 5 ปีถึงจะได้ ด้วยเหตุนี้เมื่อผมมาแตะจุดนี้แล้ว ก็ไม่จำเป็นว่าต้องเสียเวลาเรียนต่อ ผมจึงตัดสินใจที่จะหยุดเรียน และหันมาหาประสบการณ์จากการทำงานแทน”

อาร์โนด์ บอกว่า ประสบการณ์การทำงานจากห้องอาหารดังๆ ระดับในโรงแรมห้าดาวขึ้นไป รวมทั้งการทำงานกับเชฟมิชลินสตาร์ ทำให้เขาได้เรียนรู้เรื่องความมีวินัย และเทคนิคการทำอาหารมากมาย เขาเริ่มเดินทางไปเป็นเชฟในหลายประเทศ และได้เข้าร่วมทีมไพรเวทเชฟ เพื่อเดินทางไปทำอาหารให้กับแขกวีไอพีในประเทศต่างๆ

“งานนี้ทำให้ผมได้เรียนรู้ การใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นมาปรุงอาหาร ถามว่า ผมรู้ได้อย่างไรว่าวัตถุดิบไหนต้องมาปรุงกับอะไร ความจริงแล้ว ผมก็ไม่รู้ (ยิ้ม) อาศัยลองผิดลองถูก เพราะเมนูที่ผมไปทำให้ลูกค้าวีไอพีส่วนใหญ่ หรือที่แขกอยากให้เราทำก็ตาม ไม่ได้เป็นเมนูยุ่งยากซับซ้อนเสมอไป แค่เขาอยากให้เรามองหาวัตถุดิบจากท้องถิ่นมาดัดแปลงเป็นอาหารจานอร่อยเท่านั้น”

 

 

หลังจากร่วมทีมเป็นไพรเวทเชฟอยู่ 3 ปี เขาก็ได้รับโอกาสดีๆ ในการสั่งสมฝีมือการทำงานจากเชฟที่มีชื่อเสียงหลายท่าน กระทั่งวันหนึ่งเขาได้รับการทาบทามจากตัวแทนบริษัทของเมืองไทย ที่มีไอเดียจะนำร้านโมริโมโตะมาเปิดให้บริการที่กรุงเทพฯ ด้วยความที่เขาคุ้นเคยกับประเทศไทย เพราะมีโอกาสเดินทางมาบ่อยๆ บวกกับชื่นชอบเชฟมาซาฮารุ โมริโมโตะ อยู่เป็นทุนเดิม จึงตอบรับมาร่วมงานอย่างไม่ลังเล

“เชฟโมริโมโตะ เป็นเชฟดังที่ใครๆ ก็รู้จัก และอยากร่วมงานด้วย ผมเองก็เคยไปกินอาหารที่ร้านโมริมิโตะ และชอบสไตล์การทำอาหารของเขา ในฐานะเชฟที่มีความคิดสร้างสรรค์ พอได้รับโอกาสดีๆ แบบนี้ ผมจึงรับไว้อย่างไม่ลังเล ผมคิดว่า ถ้าจะเรียนรู้วิชาการทำงานอาหารจากเชฟโมริโมโตะ ผมคงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี เพราะมีหลายเทคนิคที่น่าสนใจ แถมตัวผมเองก็ไม่ได้มีความรู้ในอาหารญี่ปุ่นมากนัก (หัวเราะ) ผมเคยได้มีโอกาสชิมลางทำอาหารญี่ปุ่นกับเชฟมิชลินสตาร์แค่ไม่กี่วันเท่านั้น”

สำหรับอนาคต อาร์โนด์ ตอบด้วยแววตามุ่งมั่นว่า เขาคิดว่าตลอดชีวิตนี้ เขาคงไม่นอกใจไปทำอาชีพอื่น จะขอเป็นเชฟไปตลอดชีวิต เพราะนี่คืออาชีพที่เขารัก และมีแพสชั่น

”ผมอยู่ที่ร้านอาหารทุกวัน ไม่มีวันหยุด เพราะผมเชื่อว่า ถ้าอยากให้อาหารทุกจานมีมาตรฐานแบบที่ผมวางไว้ ผมต้องดูแลอย่างใกล้ชิด โชคดีที่นี่คืองานที่ผมรัก ผมจึงไม่เคยรู้สึกเหนื่อยสักนิด” เชฟอาร์โนด์ กล่าวทิ้งท้าย

ทูน่าพิซซ่า

ส่วนผสม

1.ซาชิมิทูน่า 90 กรัม

2.แป้งตอร์ติญ่า 8 นิ้ว

3.หอมแดงสไลซ์

4.มะกอกคารามาตา

5.มะเขือเทศเชอร์รี่

6.ผักชี

7.พริกชี้ฟ้าเขียว

8.เกลือ

9.ซอสอัลลิยอลี แองโชวี่ มะกอก

วิธีทำ

1.นำแป้งตอร์ติญ่า ซึ่งนำมาใช้แทนแป้งพิซซ่าโดว์ มานวดเป็นแผ่น จากนั้นนำซอสอัลลิยอลี แองโชวี่ มาทาท็อปด้านบน แล้วนำไปอบจนกรอบ

2.ท็อปด้านบนด้วยซาชิมิทูน่าและส่วนผสมที่เหลือทั้งหมด ทั้งมะกอกคารามาตา มะเขือเทศเชอร์รี่ พริกชี้ฟ้าเขียวและเครื่องเคียงอย่างผักและหอมแดงแค่นี้ก็พร้อมเสิร์ฟความอร่อยแล้ว

 

นวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ดี จรูญพันธ์ ชวะโนทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กันยายน 2559 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/454534

นวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ดี จรูญพันธ์ ชวะโนทัย

โดย…วราภรณ์ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

จรูญพันธ์ ชวะโนทัย วัย 28 ปี ผู้บริหารหน้าเด็กที่มีฝีมือและวิสัยทัศน์น่าสนใจ ค่าที่เป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของสามัคคีเภสัช บริษัทผลิตยาสามัญซึ่งเป็นที่โด่งดังในหมู่ชาวบ้าน คือ ยารักษาโรคผิวหนังซีม่าโลชั่น ที่มีอายุยาวนานกว่า 60 ปี ก่อนหน้าที่จะมาดูแลฝ่ายข้อมูลและพัฒนาด้านการตลาดให้กับคลินิกด้านความงามที่ชูนวัตกรรมด้านการรักษาเป็นหลัก ซึ่งเป็นเทรนด์การดูแลด้านความงาม ได้แก่ ฟิลอก้าจากฝรั่งเศส กับไอดี ดีเอ็นเอจากสวิตเซอร์แลนด์ เขาเป็นอดีตนักวิจัยที่มีความสนใจนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งได้นำความรู้และความสามารถมาต่อยอดสร้างธุรกิจของตัวเอง

การเติบโตมาในครอบครัวสามัคคีเภสัช ทำให้เขาสนใจวงการยามาตั้งแต่เด็กๆ จนเป็นแรงบันดาลใจทำให้อยากเรียนสายวิทยาศาสตร์ พอจบมัธยมปลายจากโรงเรียนอัสสัมชัญ จรูญพันธ์สนใจเรื่องสเต็มเซลล์ จึงเลือกเรียนไบโอเทคโนโลยี คณะ Bioscience สาขา Biotechnology มหาวิทยาลัยมหิดลนานาชาติ ซึ่งพอจบมาก็ได้เป็นนักวิจัยของสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล อยู่ 2 ปี ก่อนที่จะกลายมาเป็นผู้บริหารในวงการสุขภาพความงาม

“ตอนเป็นนักวิจัยได้เรียนรู้เรื่องการเปลี่ยนยีน เซลล์ประสาท ก็สนุกดี จนได้มารู้จักกับคุณน้ำหวาน (พัสวี พยัคฆบุตร) ซึ่งเป็นตัวแทนสถาบันความงามและศาสตร์ชะลอวัยจากฝรั่งเศสแห่งแรกในเอเชีย ฟิลอก้า คลินิก ไทยแลนด์ เขาชวนให้มาร่วมธุรกิจ ผมเลยดูด้านข้อมูล และได้ใช้ความรู้ด้านไบโอ แอนไทเอจจิ้ง ซึ่งที่ฟิลอก้าเน้นนวัตกรรมเซลล์บำบัด ทำอย่างไรให้เซลล์ของเราแข็งแรง โดยให้สารอาหารที่ดี แล้วก็ชอบที่จะไปงานประชุมแพทย์ เพื่อได้รู้จักเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งล่าสุดได้รู้จักเทคโนโลยี idna จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เกิดความสนใจจึงขอเป็นตัวแทนเปิดคลินิก ID DNA แห่งแรกของโลก ที่แก้ไขปัญหาแอนไทเอจจิ้งจากต้นเหตุ ที่มาจากยีน หรือดีเอ็นเอของแต่ละคน โดยตรวจดีเอ็นเอและผลิตครีมให้เหมาะกับแต่ละบุคคล”

 

ด้วยใบหน้าที่เด็กใครอาจคิดว่าดี แต่จุดนี้กลับสร้างแรงกดดันมากกว่าคนอื่น คนอาจไม่เชื่อถือ ตื่นมาทุกวันก็ต้องสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง แต่ขอให้เวลาและผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือ และที่สุดผลงานก็ทำให้ชาวต่างชาติยอมรับ ซึ่งหลักการง่ายๆ ในการทำงานของตนคือ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น เมื่อเรามีความพยายามและมีการสร้างการทำงานเป็นทีมเวิร์กที่ดี ความสำเร็จก็คงอยู่ไม่ไกล

“การทำงานตรงนี้ก็เป็นแพชชั่นของผมในการได้ศึกษาและเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ในเรื่องเทคโนโลยี ไม่ได้อยู่กับที่เดิมๆ ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวไปไกล ทำให้เรารู้จักดูแลจากภายใน เข้าถึงจุดเริ่มต้นของคนเรามากที่สุด ถ้าเราได้เรียนรู้โนว์ฮาว อนาคตคนไทยก็คงมีศักยภาพในการทำ และในอนาคตคนเราจะมีอายุถึงร้อยปี เพราะมีชีวิตที่ดี ยืนยาวมากขึ้น มิชชั่นของผมก็อยากเป็นส่วนหนึ่งในการหานวัตกรรมที่จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีจากภายในครับ

ด้านยาเป็นศาสตร์ด้านเวชศาสตร์ เวชภัณฑ์ จะรักษาด้วยการกินยา แต่สิ่งที่ผมสนใจคือด้านไบโอ คือเทคโนโลยีรักษาภายในสู่ภายนอก เราดูว่าเราจะป้องกันโลกได้อย่างไร ป้องกันโรคก่อน ผมสนใจสองอย่างคือ แอนไทเอจจิ้งกับสารชะลอวัย ทำยังไงเราจึงอ่อนเยาว์ ซึ่งเป็นอีกศาสตร์ด้านความงาม

เดี๋ยวนี้วิทยาการก้าวไกลไปมาก เราจะดูเด็กลงโดยดูที่เซลล์และดูดีเอ็นเอ เพื่อดูและศึกษาสเต็มเซลล์ของเราว่า เราใช้ชีวิตแบบไหนที่เป็นอุปสรรคทำให้เราดูแก่เร็ว แล้วเราจะใช้เทคโนโลยีมาดูแลด้านเซลล์บำบัด หรือเซลล์ เทอราปี เพื่อทำให้เซลล์ของคนเราแข็งแรง โดยการให้วิตามิน หรือโดยการฉีดวิตามินเข้าไปในร่างกาย ซึ่งเป็นวิทยาการที่ยอมรับกันทั่วโลก แต่เมืองไทยเพิ่งมีสักพัก และเขาจะมีวิตามินเฉพาะบุคคล โดยก่อนหน้าจะรักษาก็ต้องมีการตรวจเลือดของคนนั้นก่อน และส่งผลไปห้องเล็บ เพื่อวิเคราะห์ว่าวิตามินในร่างกายที่เราขาดคือตัวไหน จะได้ดูแลได้ตรงจุด แต่ละคนขาดวิตามินไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน เพราะร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน ซึ่งศาสตร์ชะลอวัยวิทยาการใหม่นี้ดาราฮอลลีวู้ดนิยมกันมาก”

 

สำหรับเมืองไทยแม้วิทยาการนี้เพิ่งเข้ามา แต่นักแสดงคนไทยและเหล่าเซเลบริตี้บางกลุ่มก็ให้ความสนใจเป็นที่น่าพอใจ แม้การดูแลด้านความงามเฉพาะบุคคลจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ทาร์เก็ตของเขาจึงเน้นที่ลูกค้าตลาดบน ซึ่งฮอตขนาดที่ต้องมีการบุ๊กกิ้งล่วงหน้า 2 เดือนจึงจะได้ทำการรักษา

“บางครั้งเราอายุ 48 แต่อายุดีเอ็นเอของเราอาจจะเท่ากับคนอายุ 58 ก็ได้ เนื่องมาจากดีเอ็นเอ ค่ายีนของเราแข็งแรงไม่เท่ากัน บางคนยีนด้านผิวพรรณ คนนี้หน้ามีกระ คนนี้หน้าเด็ก มันเกี่ยวข้องกับยีนของเราทั้งสิ้น หรือภายในดีเอ็นเอเราอาจมีปัญหาพันธุกรรม บางคนพันธุกรรมดี ยีนคุมเม็ดสีที่ดี ทำให้ไม่มีกระ บางคนยีนสร้างเม็ดสีไม่ดีก็เป็นฝ้าได้ง่าย นวัตกรรมใหม่ของโลกก็จะทำให้เราสามารถดูดีเอ็นเอดีหรือไม่ดี และรักษาให้ตรงจุดเฉพาะบุคคลได้ ยิ่งถ้าเราดูแลเร็ว รู้ปัญหาเร็ว ดูแลเสียแต่เนิ่นๆ ปัญหาในอนาคตก็จะน้อยลง”

ในฐานะที่เขาดูแลด้านข้อมูลและเข้าร่วมสัมมนานวัตกรรมด้านความงามของโลกอยู่เป็นประจำ ทำให้รู้ข้อมูลด้านความงามที่น่าสนใจ คือ ปัจจุบันสถาบันความงามต่างๆ ดูแลจากภายนอกมากกว่าภายใน แต่นวัตกรรมด้านความงามแห่งโลกอนาคตจะเข้าไปดูลึกถึงเซลล์ภายในร่างกายกันแล้ว พอเซลล์มนุษย์แข็งแรงจากภายในร่างกาย พอเราดูแลเซลล์ให้แข็งแรงได้ ผิวพรรณภายนอกก็จะแข็งแรงตาม

นอกจากเป็นนักบริหารที่หน้าดูอ่อนเยาว์กว่าวัยแล้ว จรูญพันธ์ ยังให้ความสำคัญกับการดูแลบุคลิกภาพที่พร้อมไปด้วยกันหมด ตั้งแต่บุคลิก เสื้อผ้าหน้าผมต้องดูดีแบบองค์รวม ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้ากันเลยทีเดียว

 

“ผมชอบการที่ทำให้ตัวเองดูดี การแต่งตัวเราจะไปเจอใคร การแต่งตัวสำคัญเพื่อให้เกียรติคนนั้น ไม่ใช่แค่การแต่งตัว ภาพลักษณ์ทุกอย่าง ซึ่งเป็นคำสอนของทั้งคุณพ่อและคุณแม่ให้ดูแลตัวเองให้ดี ซึ่งผมเป็นอย่างนี้ตั้งแต่เด็ก มีตามกระแสโลกบ้างว่าเขากำลังฮิตอะไร แต่ผมเน้นการแต่งตัวตามกาลเทศะ วันธรรมดาแต่งสบายๆ เสื้อผ้าเราใส่ทุกวันเสื้อเชิ้ตปกติ อีกทั้งผมอายุยังน้อย และอยู่ในธุรกิจขายความงาม การดูแลภาพลักษณ์สำคัญมากๆ หน้าโทรมเจอคน คนคงไม่เชื่อ แต่ก่อนจะแต่งตัวให้ดูดี รูปร่างก็ต้องดีก่อน ผมออกกำลังกายอาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง ทั้งคาดิโอและเวตเทรนนิ่ง และกินอาหารที่ดีและมีประโยชน์ด้วย”

ในวัยเพียง 28 แต่เขาก็มีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน คือ ผลักดันให้ธุรกิจของเขาเติบโตเดินไปได้ ที่สำคัญคือบุคลากรในองค์กรทำงานอย่างมีความสุข “ตอนนี้เราถือว่าเราเป็นเอเชีย ดิสทริบิวเตอร์ คลินิกของเราใหญ่ที่สุดในเซาท์อีสต์เอเชีย ที่เราเป็นได้เพราะสวิตเซอร์แลนด์เห็นศักยภาพของเราตั้งแต่ผมไปดีลธุรกิจนี้มาเอง ตอนนั้นผมไปเจอร์แบรนด์ไอดี ดีเอ็นเอ ตอนไปประชุมแพทย์ที่ดูไบ เห็นไอเดียของแบรนด์เขาแล้วน่าสนใจมาก โชคดีที่ไดเรกเตอร์เขาไปพอดี ก็เลยได้คุย แล้วบอกว่าเราทำฟิลอก้าของฝรั่งเศสที่ประเทศไทย แล้วก็บอกว่าเราสนใจแบรนด์เขานะ เขาก็ให้ผมทำบิซิเนสแพลน ว่าทำอย่างไรให้แบรนด์ของเขาพัฒนาในประเทศไทย

เป้าหมายของผมมี 2 อย่าง คือ หาพาร์ตเนอร์ กับเอาบริการของเราไปไว้ในคลินิกพาร์ตเนอร์ของเรา อีกหนึ่งคือเปิดคลินิกของเรา เราจะได้ให้ความรู้และทำการตลาดได้ง่ายกว่า ผมก็เขียนแพลนแล้วนำไปพรีเซนต์ บินไปดูโรงงานที่สวิตเซอร์แลนด์ สุดท้ายเขาก็ให้แบรนด์มา ซึ่งก่อนหน้านี้เขาไม่รู้ว่าผมอายุ 28 เขาก็เกิดคำถาม แต่เราพยายามทำแผนให้ดี เราโชว์แผนฟิลอก้าที่เราเคยทำ มีการจัดอีเวนต์อยู่ตลอด เขาก็เห็นถึงความตั้งใจ เราน่าเชื่อถือ เรามีลูกค้าในมือสามารถต่อยอดให้เขาได้ และเราก็มีลูกค้าโปรไฟล์ดีๆ เช่น นักธุรกิจ คนในสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมอยากทำให้แบรนด์นี้โตขึ้นไปเรื่อยๆ ครับ”

 

นิโคล เทริโอ ต้นแบบของผู้หญิงน่ารัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2559 เวลา 11:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/454343

นิโคล เทริโอ ต้นแบบของผู้หญิงน่ารัก

โดย…ภาดนุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

“เพราะฉันไม่ใช่เด็กๆ แล้วยังมาหาว่าฉันคนนี้เป็นเด็กกะโปโล เป็นเด็กกะโปโลๆ…” ใครที่เคยติดตามผลงานของศิลปินหญิงในยุคทศวรรษที่ 1990 เชื่อว่าทุกคนต้องรู้จักเพลง “กะโปโล” และเพลงดังอื่นๆ ของเธอคนนี้เป็นอย่างดี เธอคือ นิโคล เทริโอ นักร้องหญิงล้านตลับต้นฉบับความกะโปโลที่กำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ให้แฟนๆ ได้ติดตาม หลังหายหน้าหายตาไปจนหลายคนบ่นคิดถึง

“ตอนเอไทม์โชว์บิซโทรมาเช็กคิวกับกี้ว่าว่างมั้ย เพราะกำลังจะจัดคอนเสิร์ตใหญ่ที่ชื่อ ‘คอนเสิร์ตล้านตลับ’ ที่มีกี้เป็น 1 ใน 6 นักร้องหญิงที่ต้องขึ้นโชว์ ก็รู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าโปรดักชั่นในการจัดคอนเสิร์ตของเอไทม์โชว์บิซนั้นอลังการเทียบเท่าระดับสากลเลยล่ะ ยิ่งรู้ว่าครั้งนี้จะได้ร่วมงานกับพี่ติ๊นา (คริสติน่า อากีลาร์) พี่ใหม่ (ใหม่ เจริญปุระ) นัท (มีเรีย เบนเนเดตตี้) โบ (สุนิตา ลีติกุล) ทาทา (อมิตา มารี ยัง) ด้วยแล้วยิ่งดีใจใหญ่ เพราะแต่ละคนน่าจะขนเพลงดังๆ มาโชว์บนเวทีอย่างจุใจแน่นอน รับรองว่าสนุกแน่ค่ะ เอาเป็นว่ารอพบกันในคอนเสิร์ตล้านตลับ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 7-9 ต.ค.นี้ ที่รอแยล พารากอน ฮอลล์ ดีกว่าค่ะ” (ยิ้ม)

นิคกี้ บอกว่า เท่าที่ผ่านมาเคยร่วมงานกับนักร้องหลายคนในที่นี้ แต่ยังไม่เคยมีโอกาสได้ร่วมงานกับติ๊นาและทาทาเลยสักที การได้ร่วมงานกันในครั้งนี้ ทำให้เห็นแง่มุมในการทำงานของสองสาวมากยิ่งขึ้น

 

“พี่ติ๊นาเวลาที่ไม่ได้ทำงานจะเป็นคนคุยเก่งและคุยสนุกมาก แต่ในวันแถลงข่าวคอนเสิร์ตล้านตลับ พอถึงคิวขึ้นเวทีปุ๊บ พี่ติ๊นาจะนิ่งและมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการทำงานมาก ทาทาเองก็เหมือนกัน เจอหน้ากันก็คุยสนุกสนาน แต่พอถึงโหมดการทำงานปั๊บ ทาทาจะนิ่งและตั้งใจกับการเตรียมตัวโชว์บนเวทีเต็มที่ ซึ่งสองคนนี้ต่างกับกี้มาก เพราะกี้จะตื่นเต้นง่าย ยิ่งถ้าเพื่อนร่วมงานตื่นเต้นให้เห็นด้วยนะกี้จะยิ่งเป็นหนัก กี้ก็เลยใช้วิธีปลีกวิเวกเพื่อทำสมาธิถึงจะรอดมาได้ (หัวเราะ)

พูดตรงๆ ว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้กี้ต้องไปเคาะสนิมเลยนะ เพราะเท่าที่ผ่านมากี้จะร้องเพลงในอีเวนต์เล็กๆ แต่ครั้งนี้เป็นคอนเสิร์ตใหญ่ที่ต้องมีการเพอร์ฟอร์แมนซ์ มีการบล็อกกิ้งจุดบนเวที ก็เลยต้องทำการบ้านเยอะหน่อย แล้วยังต้องไปเรียนร้องเพลงเพิ่มเติมด้วย เพราะกี้อยากมั่นใจและแม่นยำในการร้องเพลง การไปเรียนร้องเพลงก็เหมือนกับเราได้บริหารเส้นเสียงให้แข็งแรงขึ้น กี้ว่าถ้ามีการเตรียมตัวที่ดีก็จะช่วยให้เรามั่นใจขึ้นเวลาอยู่บนเวที”

นิคกี้ บอกว่า ช่วงที่หายหน้าไปจากวงการเพลง เธอได้หันไปโฟกัสในเรื่องการแสดงมากขึ้น ที่ผ่านมาก็เล่นละครของค่ายเอ็กแซ็กท์อยู่หลายเรื่อง และยังเล่นซีรี่ส์ของคลับฟรายเดย์อีกด้วย ซึ่งก็ได้รับฟีดแบ็กที่ดีพอสมควร

“การที่กี้หันมาเล่นละครหลายๆ เรื่องเพราะรู้สึกว่ามันเป็นงานประจำของเรามากกว่า เนื่องจากงานร้องเพลงของกี้ในปัจจุบันนี้มันอยู่กับที่ ถึงจะมีซิงเกิ้ลเพลง ‘เหมือนใจจะขาด’ ออกมาเมื่อปีก่อน แต่คนไม่ค่อยจำ ก็เลยต้องพักไป แต่ปลายปีนี้ก็จะมีอีกซิงเกิ้ลหนึ่งออกมาให้ฟังค่ะ อยากให้รอติดตามกัน นอกจากนี้ก็มีงานทัวร์คอนเสิร์ตของสิงห์ และกำลังจะมีคอนเสิร์ตกับพี่ป้อม อัสนี ด้วย ยังไม่ได้ห่างหายไปจากงานเพลงนะคะ แต่อาจเพราะไม่ค่อยได้ออกสื่อซะมากกว่า

 

ล่าสุด กี้ก็เพิ่งกลับจากเกาะบาตัม (Batam) ของอินโดนีเซีย เพราะเพิ่งไปถ่ายทำซีรี่ส์เรื่อง Half World ที่กำลังจะฉายทางช่อง HBO ในช่วงสิ้นปีนี้เสร็จ บนเกาะบาตัมนี้จะมีสตูดิโอที่ถูกเซ็ตอัพขึ้นมาเพื่อการถ่ายภาพยนตร์ หรือซีรี่ส์โดยเฉพาะ จะมีโรงแรมและที่พักอยู่บนเกาะนี้ด้วย ในซีรี่ส์ Half World กี้รับบทเป็นผู้ควบคุมเหล่าภูตผีปีศาจที่มีลักษณะคล้ายกับแวมไพร์ ซึ่งเป็นบทที่ยากมาก เพราะจะเน้นการแอ็กติ้งท่าทางเพื่อสื่อสารเป็นหลัก ตอนที่ไปแคสติ้งบทนี้กี้ก็เริ่มจากศูนย์เหมือนกัน เพราะทีมงานไม่รู้จักเรา และไม่สนใจว่าเราคือใคร พอรู้ว่าตัวเองได้รับเลือก กี้เลยรู้สึกดีใจมาก ซีรี่ส์นี้มีทั้งหมด 9 ตอน และจะได้ฉายทางช่อง HBO เป็นเวลา 1 ปีค่ะ”

ขอย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของการทำอัลบั้มแรกเพื่อเตือนความจำสักนิด ว่าตอนนั้นสาวลูกครึ่งหน้าใสเสียงดีที่ชื่อ นิโคล เทริโอ ก้าวเข้าสู่วงการเพลงได้อย่างไร

”ตอนนั้นกี้อยู่ที่บอสตันและเพิ่งจะเรียนจบพอดี ครั้งหนึ่งกี้ไปร้องคาราโอเกะกับเพื่อนรุ่นน้อง เขาก็ได้อัดเสียงกี้ไว้ แล้วได้ส่งเทปเสียงมาให้พี่ที่เป็นทีมงานของแกรมมี่ฟัง ทีมงานก็เลยติดต่อให้กี้ลองเข้ามาเทสต์เสียงที่แกรมมี่ดู พอเทสต์เสียงผ่านทางแกรมมี่ก็ให้กี้ทำอัลบั้มแรกที่ชื่อว่า ‘กะ-โป-โล-คลับ’ เลย ปรากฏว่าอัลบั้มนี้ดังขึ้นมาจนคนรู้จักไปทั่ว

บอกตรงๆ ว่าตอนนั้นกี้รู้สึกกังวลและกลัวการมีชื่อเสียงมาก แม้ช่วงวัยรุ่นกี้จะเคยถ่ายโฆษณามาเยอะ แต่จริงๆ แล้วกี้เป็นคนเรียบร้อยและขี้อายมาก แม้ตอนที่ทำอัลบั้มแรกจะอายุ 25 ปีแล้ว แต่เพราะเราชอบร้องเพลง เมื่อมีโอกาสก็ต้องทำให้ดีที่สุด ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะดังเปรี้ยงปร้างเลย ถึงจะมีคนบอกว่าเสียงเพราะ แต่ตอนนั้นกี้ก็ยังร้องเพลงเพี้ยนอยู่เลยนะ (หัวเราะ) ก็ต้องมาปรับตัวหลายอย่าง เพราะไม่เคยโดนติขนาดนี้มาก่อน แต่คำติชมก็ทำให้กี้ได้พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น”

นิคกี้ บอกว่า ลุคทอมบอยในอัลบั้มแรก “กะ-โป-โล-คลับ” ที่ทุกคนได้เห็น ที่จริงแล้วเธอไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เนื่องจากเธอไม่ใช่เด็กอายุ 18 ปี ที่ดูเป็นทอมบอยแบบนั้น ลุคที่เธอชอบก็คือลุคแบบอัลบั้ม “โกลเดน อายส์” ของพี่ติ๊นามากกว่า แต่ด้วยสายตาของผู้ใหญ่ที่มองกระแสช่วงนั้นขาด ก็ทำให้ลุคทอมบอยโดนใจแฟนเพลงจนขายเทปได้เกินล้านตลับ จนมี นิโคล เทริโอ ในวันนี้

 

“แล้วในอัลบั้มต่อมาคือ ‘บุษบาหน้าเป็น’ ก็ทำยอดขายได้ถึง 2 ล้านตลับ จนทำให้กี้ได้รับฉายาว่า ‘เจ้าแม่แอ๊บแบ๊ว’ ตอนแรกเราก็คิดว่ามันเป็นความหมายที่ดี แต่ไม่ใช่ (หัวเราะ) มันเป็นความหมายในเชิงประชดมากกว่า ว่าอายุเกิน 25 ปีแล้ว ยังมาทำแอ๊บแบ๊วอยู่ได้

เรื่องนี้กี้ก็ขอชี้แจงว่า กิริยาที่แฟนเพลงได้เห็น เช่น ท่าที่เอามือทัดหู หรือพูดว่า “อะไรนะคะ” ตอนนั้นที่ทำไปเพราะกี้รู้สึกเขินมากกว่า แต่พอทีมงานเห็นก็ถูกนำไปใส่ไว้ในมิวสิควิดีโอ คนก็เลยเข้าใจว่ากี้แอ๊บแบ๊ว (หัวเราะ) แต่จริงๆ แล้วเราทำท่าเขินมากกว่า ซึ่งแฟนเพลงก็จำกี้ได้จากท่าทางเหล่านี้ล่ะค่ะ” (ยิ้ม)

นิคกี้ เสริมว่า นอกจากงานในวงการบันเทิงแล้ว เธอยังไม่ได้คิดจะทำธุรกิจอะไร เนื่องจากเคยเปิดบริษัทออร์แกไนเซอร์มาแล้ว แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เธอจึงขอทำงานให้วงการบันเทิงต่อไปเรื่อยๆ ก่อน เพราะยังมีงานที่ท้าทายอีกหลายอย่างให้แสดงความสามารถ

“ล่าสุด กี้ก็เล่นละครเวทีเรื่อง ‘ลมหายใจ เดอะ มิวสิคัล’ (เคยเล่นมาเมื่อหลายปีก่อน แต่คนละบทกัน) ซึ่งงานละครเวทีเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก เพราะต้องซ้อมหนัก ต้องทุ่มเท ทุกอย่างต้องเป๊ะ ผิดไม่ได้ ต้องมีสมาธิสูง แต่หากแสดงผิด หรือพูดผิดขึ้นมา ก็ต้องรีบปล่อยวาง แล้วแสดงต่อไปเรื่อยๆ ทันที โดยทิ้งความกังวลไป

สิ่งที่กี้ได้จากละครเวทีมากที่สุด ไม่ใช่การร้องหรือการแอ็กติ้งนะ แต่มันคือการทำสมาธิ เพราะว่าละครเวทีเป็นอาชีพที่รวมศาสตร์ทุกแขนงไว้ด้วยกัน และผู้แสดงต้องพึ่งตัวเองเท่านั้น ถ้าผิดพลาดจะไม่มีใครช่วยเราได้เลย ฉะนั้นจึงต้องมีสมาธิสูงสุด เพราะไม่มีการเทคเหมือนหนังหรือละครโทรทัศน์ ซึ่งกี้ว่าละครเวทีเป็นศาสตร์ที่ยากที่สุด แล้วกี้ก็ชอบที่สุดด้วย ซึ่งพอทำได้แล้วก็จะรู้สึกภูมิใจกับตัวเองค่ะ

สำหรับเรื่องความรัก กี้ยืนยันว่ายังเปิดใจอยู่นะคะ แต่ผู้ชายที่เจอก็ดูจะเด็กลงเรื่อยๆ (ยิ้ม) อีกอย่างเวลาทำงานก็เจอกันแต่ในแวดวงเพื่อนฝูง ไม่ค่อยได้เจอคนใหม่ๆ ตอนนี้ก็เลยยังไม่มีใครที่รู้สึกว่าใช่จริงๆ ขออยู่เป็นเพื่อนกับน้องทิคเกอร์ (ลูกชายวัย 11 ขวบ) ไปก่อนดีกว่าค่ะ” นักร้องสาวต้นฉบับความน่ารัก กล่าวทิ้งท้าย

 

พาเพลินไปในโลกของ ดิษยา สรไกรกิติกูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2559 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/454106

พาเพลินไปในโลกของ ดิษยา สรไกรกิติกูล

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ… เสกสรร โรจนเมธากุล

เอ่ยชื่อ ออม-ดิษยา สรไกรกิติกูล เจ้าของแบรนด์และผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ แบรนด์ดิษยา (Disaya) แฟชั่นนิสต้าทั้งไทยและต่างประเทศต่างคุ้นหูเป็นอย่างดี เพราะเป็นที่รู้กันว่าผลงานการออกแบบของเธอไม่ได้มีเฉพาะสาวไทยที่ถูกใจคาแรกเตอร์ของผู้หญิงแบบดิษยา แต่ยังรวมถึงเซเลบลํตี้แถวหน้า ไม่ว่าจะเป็น ปารีส ฮิลตัน เคลลี่ ออสบอร์น อากีเนสส์ ดีน รวมทั้งนักร้องดังผู้ล่วงลับอย่าง เอมี ไวน์เฮาส์ ก็ยังเลือกสวมชุดของแบรนด์ดิษยาในอัลบั้ม Back to Black ซึ่งชุดเดรสแสนหวาน หลังจากนักร้องคนดังจากไปแล้ว ยังกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก เมื่อชุดดังกล่าวทำรายได้การประมูลเพื่อนำไปมอบให้กับมูลนิธิต่างๆ ได้มากกว่าที่ตั้งใจไว้ถึง 4 เท่า

ตลอดเส้นทางบนถนนสายแฟชั่นของผู้หญิงตัวเล็กๆ เจ้าของใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลาคนนี้ ผิวเผินอาจเหมือนทุกความสำเร็จที่เกิดขึ้นช่างง่ายดาย แต่แท้จริงแล้ว ภายใต้ความสวยงามนี้ต้องแลกด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจที่ซ่อนอยู่ แทบจะเรียกได้ว่าตั้งแต่ก้าวแรกที่เธอบอกตัวเองว่าชอบและหลงรักในแฟชั่นเลยก็ว่าได้

เส้นทางสายแฟชั่นของลูกไม้ไกลต้น   

ดีไซเนอร์สาวคนดัง เล่าถึงจุดเริ่มต้นในถนนสายแฟชั่นว่า เธอเติบโตในครอบครัวที่ทำธุรกิจโรงแรม แต่ด้วยใจรักด้านการวาดรูป เลยมุ่งมั่นจะเอาดีในสายแฟชั่น ในตอนแรกครอบครัวของเธอไม่สนับสนุนเพราะการเรียนแฟชั่นในยุคของเธอนั้น ยังไม่เป็นสิ่งที่ใหม่มาก จบมาแล้วไม่การันตีว่าจะหางานได้ แต่เธอก็พยายามพิสูจน์ความมุ่งมั่นที่มีให้ครอบครัวได้เห็น ด้วยการสอบเข้าเรียนต่อทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยทางด้านแฟชั่นชั้นนำของประเทศอังกฤษอย่าง Central St.Martins College of Arts and Design ได้สำเร็จ

“ออมโชคดีที่รู้เร็วว่าตัวเองชอบอะไร และอยากที่จะทำอะไร ซึ่งตอนแรกคุณพ่อคุณแม่ไม่สนับสนุน ท่านอยากให้เราเรียนทางด้านอินทีเรียร์มากกว่า เพราะคุณพ่อเป็นวิศวกร แต่เราเองกลับชอบแฟชั่น เลยพยายามพิสูจน์ให้ท่านเห็นว่าเรามีความตั้งใจจริงๆ”

ความสามารถด้านแฟชั่นของดีไซเนอร์ไทยคนเก่ง เริ่มฉายแววตั้งแต่เธอยังเป็นเพียงนักศึกษา เพราะผลงานการแสดงแฟชั่นโชว์สำหรับโปรเจกต์เพื่อจบปริญญาตรีของเธอสามารถคว้ารางวัล L’Oreal Total Look Award ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับนักเรียนที่ทำผลงานการออกแบบได้โดดเด่น ที่ผ่านมาออมไม่เพียงปลุกปั้นแบรนด์ดิษยาจนกลายเป็นแบรนด์ไทยที่มีชื่อ แต่ยังอยู่เบื้องหลังแฟชั่นแบรนด์ไทยอีกหลายแบรนด์ เช่น ซัมธิง บูดัวร์ (Something Boudoir) บูดัวร์ บาย ดิษยา (Boudoir by Disaya) ดิ โอนลี ซัน (The Only Son) รวมทั้งอิมพอร์ตแบรนด์อย่างโคลเอ (Chloe) และจิมมี่ ชู (Jimmy Choo)

ล่าสุด ดีไซเนอร์คนเก่งยังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการแฟชั่นครั้งใหม่อีกครั้ง ด้วยการพาแบรนด์ดิษยาก้าวไปอีกขั้น นำเสนอเรื่องราวของดิษยาผ่านไลฟ์สไตล์มากกว่าสะท้อนผ่านแฟชั่นการแต่งกายแบบที่เคย เพื่อเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของผู้หญิงในแบบดิษยาให้ชัดเจนขึ้น

“ออมตั้งใจให้บูติกสโตร์แห่งใหม่ของดิษยา เป็นตัวแทนสะท้อนถึงรูปแบบการใช้ชีวิตในแบบผู้หญิงดิษยาให้ชัดเจนขึ้น ไม่ใช่แค่การแต่งตัว แต่รวมถึงไลฟ์สไตล์ เช่น ผู้หญิงดิษยาชอบกินอาหารแบบไหน ชอบไปเที่ยวที่ไหน ทำกิจกรรมอะไร โดยเราจะเน้นเข้าถึงกลุ่มแฟนๆ ของแบรนด์ผ่านทางช่องทางออนไลน์ อย่างเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และเว็บไซต์ ที่จะนำเสนอเรื่องราวในหลากหลายแง่มุมที่สะท้อนถึงโลกในแบบของดิษยา”

ยินดีต้อนรับสู่โลกของดิษยา

ด้วยคอนเซ็ปต์นี้เอง จึงเป็นที่มาของบูติกสโตร์แห่งใหม่ของแบรนด์ ที่ดีไซเนอร์สาวเลือกฉีกรูปแบบช็อปเดิมๆ ด้วยการนำเสนอสินค้าในเชิงไลฟ์สไตล์อย่าง เทียนหอม น้ำหอม ภาพวาด รวมทั้งแอกเซสซอรี่ต่างๆ เข้ามาเสริมทัพและฟินนิชลุคให้กับผู้หญิงแบบดิษยา เหมือนเป็นวันสต็อปเซอร์วิส แทนที่จะนำเสนอเสื้อผ้าเรดดี้-ทู-แวร์แบบเดิม

“ไอเดียนี้เกิดจากออมและทีม ซึ่งทุกปีทีมงานของเราจะคุยกันอยู่แล้ว ว่าผู้หญิงของดิษยาเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างไร คือไม่ใช่ว่าเขาไม่ใช่คนเดิมนะคะ แต่เขาเป็นผู้หญิงที่ไม่หยุดอยู่กับที่ มีแพสชั่นและไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ตลอด เพราะฉะนั้นเมื่อยิ่งคุยกันภาพของผู้หญิงในแบบดิษยาก็ยิ่งชัดขึ้นเรื่อยๆ เราเลยคิดว่าอยากสะท้อนออกมาให้ลูกค้าเห็น”

ถามว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ของดิษยาจะเรียกว่าเป็นการสร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการแฟชั่นไทยหรือไม่ ดีไซเนอร์สาวคนเก่งถ่อมตัวว่า คงไม่ถึงขนาดนั้น แต่เป็นการสะท้อนถึงความพยายามของแบรนด์ ในการไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ พยายามพัฒนาตัวเองตลอด ท่ามกลางสภาวะการแข่งขันในตลาดแฟชั่นที่สูง แน่นอนว่าการทำแบรนด์ก็ยากขึ้น แต่ยังโชคดีที่ดิษยาเติบโตมาสักระยะ มีประสบการณ์ และทีมงานในหลายๆ ด้านที่พร้อมจะยืนหยัดในสมรภูมิธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงมากนี้

“เปรียบเทียบกับตอนเริ่มต้นทำแบรนด์ใหม่ๆ ออมคิดว่าตอนนั้นยากกว่ามาก เพราะเราเริ่มต้นจากศูนย์จริงๆ มีทีมงานแค่ 2-3 คน ทุกวันนี้เรามีพนักงานถึง 300 คน ช่วงที่เริ่มทำแบรนด์ต้องเรียนรู้ทุกอย่าง แต่มาถึงวันนี้ถึงมีความยากตามปัจจัยที่เปลี่ยนไป แต่เราก็มีความพร้อมมากขึ้น มีทีมงานที่จะสนับสนุนสามารถก้าวไปทำในสิ่งที่เราอยากทำได้”

จนถึงวันนี้ ดิษยา คือ หนึ่งในแบรนด์ไทยที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ถามว่าอะไรคือ เสน่ห์ที่ทำให้แบรนด์ครองใจแฟชั่นนิสต้าตลอดมา ออมตอบว่า เพราะเราเข้าใจลูกค้า รู้ว่าเขาต้องการอะไร และทำสินค้าเพื่อตอบโจทย์นั้น

 

“เวลาที่ออมทำเสื้อผ้า ออมคิดเสมอว่า ผู้หญิงทุกคนอยากใส่เสื้อผ้าออกมาแล้วดูสวย เพราะฉะนั้นโจทย์ของออมคือ ออกแบบเสื้อผ้าให้ผู้หญิงใส่แล้วสวย นี่คือเสน่ห์ของแบรนด์ดิษยา”

สำหรับหลายคนที่รักแฟชั่นและอยากจะเข้ามาโลดแล่นในโลกแฟชั่นแบบออมบ้าง เธอมีคำแนะนำอย่างน่าสนใจว่า การจะทำแบรนด์เสื้อผ้านั้นใครๆ ก็ทำได้ แต่จะทำให้แบรนด์อยู่รอด และอยู่ได้นาน เป็นเรื่องยาก จากประสบการณ์ทั้งการเป็นเจ้าของแบรนด์ และบริหารแบรนด์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ออมบอกว่า จุดเริ่มต้นของคนทำแบรนด์ ไม่ใช่แค่มีไอเดีย แล้วถ่ายทอดลงในกระดาษออกมาเป็นเสื้อผ้าสวยๆ แต่ต้องเข้าใจถึงกระบวนการเบื้องหลังการทำแบรนด์ ตั้งแต่การหาวัสดุ หาซัพพลายเออร์ หาโรงงาน กระบวนการผลิต การทำการตลาด ซึ่งทุกส่วนสำคัญหมด

“ออมโชคดีที่ตอนเริ่มต้นทำแบรนด์ ได้คุณเอ-ดนัย สรไกรกิติกูล (สามี) ซึ่งเป็นสายบริหารมาเป็นจิ๊กซอว์อีกส่วนที่ลงตัวช่วยให้ธุรกิจของเราบาลานซ์ เพราะถ้าอาศัยด้านครีเอทีฟของออมในฐานะที่เรียนด้านแฟชั่นมาโดยตรง รักการวาดรูปเป็นทุนเดิม คงยากที่จะทำให้แบรนด์เติบโต ออมคิดว่า สำหรับใครที่สนใจจะเริ่มต้นทำแบรนด์เสื้อผ้าต้องถามตัวเองให้ชัดก่อนว่า จุดหมายในการทำแบรนด์ของเราคืออะไร เป้าหมายในอนาคตอยู่ตรงไหน ให้มองธุรกิจเป็นภาพใหญ่ อย่าทำตามกระแส ไม่เช่นนั้นจะเสียเวลาเปล่าๆ”

ก้าวต่อไปของดิษยา

นอกจากตอนนี้จะเติบโตในตลาดเมืองไทย อีกตลาดที่แข็งแกร่งของแบรนด์ดิษยา คือ จีน ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย ล่าสุดเพิ่งไปทำโปรโมทดิษยาที่ญี่ปุ่น โดยดึงเอาผู้หญิงที่มีอิทธิพลในโลกแฟชั่นมา 5 คน เพื่อเป็นตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวของผู้หญิงในแบบดิษยา

“ในตลาดยุโรปและสหรัฐ เราเคยโกอินเตอร์ไปเจาะตลาดนั้นมาแล้ว แต่ด้วยจังหวะตอนที่แบรนด์ไปหลายๆ อย่างอาจยังไม่ลงตัว เศรษฐกิจฝั่งยุโรปและสหรัฐ ในช่วงนั้นมีปัญหาพอดี แบรนด์ส่วนใหญ่ที่เข้าไปทำตลาดต้องถอยกลับมาหมด ตอนนี้เราเองเลยอยู่ในช่วงรอดูตลาด รอให้ตลาดแข็งแรงก่อนเราค่อยไปอีกครั้ง”

 

กับเส้นทางบนถนนสายแฟชั่นกว่า 1 ทศวรรษ ออมย้ำหนักแน่นว่า ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นดีไซเนอร์ที่ประสบความสำเร็จแล้ว เพราะคิดว่าโลกแฟชั่นและโลกธุรกิจใบนี้ยังมีอีกหลากหลายเรื่องราวให้เธอเรียนรู้ไม่สิ้นสุด

“มองย้อนกลับไป ออมเซอร์ไพรส์ตัวเองเหมือนกันที่มาถึงจุดนี้ (หัวเราะ) เพราะตั้งแต่เด็กถึงออมจะชอบแต่งตัว ชอบวาดรูปก็จริง แต่ก็ไม่เคยวาดฝันตัวเองมาไกลถึงจุดไหน จะว่าไปออมมาตกหลุมรักการเป็นดีไซเนอร์จริงๆ ก็ตอนที่เรียนแฟชั่นจริงจังในมหาวิทยาลัย แล้วได้เรียนรู้กระบวนการทำเสื้อผ้า ตั้งแต่แบบร่างที่อยู่ในกระดาษ กระทั่งกลายเป็นเสื้อผ้าออกมา จากตรงนั้นออมก็เดินมาตามทางสายนี้มาเรื่อยๆ แบบไม่ได้ทะเยอทะยานวาดภาพตัวเองว่าต้องมาถึงจุดไหน แค่ทำทุกอย่างไปตามแพสชั่นที่มี”

ออมบอกว่า ทุกวันนี้ความสุขของเธอ ไม่ได้อยู่ที่การเห็นกระบวนการสุดท้ายของการทำเสื้อผ้าออกมาเป็นคอลเลกชั่นเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ขั้นตอนเริ่มต้น อย่างการได้หยิบดินสอขึ้นมาถ่ายทอดไอเดียและแรงบันดาลใจลงไปในกระดาษด้วย

“ถ้าหากออมไม่ได้ทำงานที่รักตรงนี้ ก็ยังคิดไม่ออกจริงๆ นะคะว่าชีวิตของออมตอนนี้จะทำอะไรอยู่ หรือจะเป็นยังไง” ดีไซเนอร์สาวกล่าวทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้มสดใส

 

เทพประทาน เหมเมือง จากนักเดินทางสู่เจ้าของร้านออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2559 เวลา 11:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/453892

เทพประทาน เหมเมือง จากนักเดินทางสู่เจ้าของร้านออนไลน์

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ชายคนนี้คือ เทพประทาน เหมเมือง นักเดินทางท่องโลกและนักเขียนฝีมือดี อดีตบรรณาธิการนิตยสารสุภาพบุรุษหัวนอก ผู้ผันตัวมาเป็นเจ้าของธุรกิจกาแฟเทพประทาน(www.facebook.com/dhepprathan.h) ธุรกิจขายสินค้ากาแฟออนไลน์เล็กๆ ที่ด้วยแนวคิดจากการเริ่มต้นธุรกิจอย่างพอเพียง

เทพประทานเริ่มต้นชีวิตการทำงานให้กับสำนักข่าวรอยเตอร์ส จากนั้นไม่นานนักก็ออกมาทำนิตยสาร ซึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้เรื่องของการสร้างแบรนดิ้งจุดประกายความสนใจในเรื่องของการทำธุรกิจ แต่ในช่วงยุคสมัยที่ธุรกิจสิ่งพิมพ์ยังคงเติบโต ความคิดที่จะทำธุรกิจเป็นของตัวเองจึงคงเก็บไว้ในห้วงความทรงจำ ก่อนจะเริ่มต้นการออกเดินทางท่องโลกกว้าง จนกระทั่งวันหนึ่งในจุดที่ธุรกิจสิ่งพิมพ์ซบเซา เขาจึงเริ่มกลับมาคิดว่า น่าจะถึงเวลาที่เขาคุณมีธุรกิจเป็นของตัวเองได้แล้ว

“จุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจออนไลน์ของผม เริ่มมาจากความคิดที่ว่า เราน่าจะมีธุรกิจของตัวเอง จนได้ไปเจอกับเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดกาแฟอราบิกา ที่ จ.แม่ฮ่องสอน จึงเริ่มความคิดที่จะสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา โดยใช้ความรู้เรื่องการสร้างแบรนด์มาใช้กับสินค้าของเราเอง ในชื่อกาแฟเทพประทาน และเริ่มใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียในการขายสินค้าเป็นหลัก

เราสร้างแบรนด์เล็กๆ และขายสินค้าตามเท่าที่กำลังเรามี เพราะในโลกธุรกิจเราไม่มีทางสู้แบรนด์ใหญ่ๆ ในเรื่องช่องทางจัดจำหน่ายได้เลย ก่อนหน้านี้เคยคิดอยากจะเปิดหน้าร้านขายกาแฟที่เราผลิตเอง แต่ด้วยราคาค่าเช่าที่ค่อนข้างสูง เดือนละประมาณ 3 หมื่นบาท สมมติว่าเราขายได้เดือนละ 5 หมื่นบาท ก็กำไร 2 หมื่น หักค่าใช้จ่ายอื่นๆ เราก็อยู่ไม่ได้อยู่ดี จึงตัดสินใจใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียในการขายสินค้าเป็นหลักดีกว่า เพราะเรากำลังเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่ทุกคนต่างทำธุรกรรมผ่านสมาร์ทโฟนกันหมดแล้ว

สิ่งเหล่านี้สะท้อนได้จากรายได้ของไปรษณีย์ไทยที่เพิ่มขึ้น แสดงว่าคนเริ่มให้ความไว้ใจและสนใจสั่งซื้อสินค้าออนไลน์กันมากขึ้น”

 

เฟซบุ๊กส่วนตัวดีกว่าแฟนเพจ

เทพประทาน เล่าจากประสบการณ์ว่า ในการทำธุรกิจออนไลน์นั้น ใช้เฟซบุ๊กที่เป็นโพรไฟล์ส่วนตัวดีกว่าการใช้แฟนเพจ หรือเว็บไซต์ เพราะว่าในปัจจุบันแบรนด์หรือร้านค้าต่างๆ จำเป็นต้องมีเว็บไซต์
มีเพจบนเฟซบุ๊กก็จริง แต่เว็บไซต์เหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวทำเงินเท่ากับโซเชียลมีเดีย

เว็บไซต์เป็นเพียงแค่หน้าเว็บที่ให้ข้อมูลต่างกับลูกค้า ส่วนหน้าเพจเฟซบุ๊กเอาไว้สร้างภาพลักษณ์ แต่เวลาลูกค้าตัดสินใจซื้อของสักชิ้นเขาอยากจะพูดคุยกับคนขายก่อนตัดสินใจซื้อมากกว่า

“เมื่อเทียบกับการขายระหว่างหน้าเพจเฟซบุ๊ก กับเฟซบุ๊กส่วนตัวนั้น การขายหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า เพราะขายให้กับคนที่รู้จักกับเรา เอาตัวเราสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้า เพื่อนๆ ในเฟซบุ๊กที่เห็นเราขายกาแฟของตัวเอง เขาก็อยากจะลองสั่งซื้อกับเราดูว่ากาแฟของเราเป็นอย่างไร สั่งออนไลน์ดูเป็นคนรู้จักกันเขาคงไม่โกงเราให้เสียชื่อหรอก

การขายออนไลน์กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นคนรู้จักกันแล้วเริ่มขายได้จากการบอกต่อ อีกอย่างหนึ่งก็ขายของออนไลน์ เราอย่าไปยัดเยียดการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว พื้นที่โซเชียลมีเดียเหล่านี้ไม่ได้ขายเฉพาะสินค้า แต่ขายตัวตนของเราด้วย กลางวันเราก็โพสต์ขายสินค้า ว่างๆ ก็โพสต์ในสิ่งที่เป็นตัวตนของเราออกไปปกติ ลูกค้าจะได้เห็นตัวตนของเราด้วยว่าเราเป็นอย่างไร มีความน่าเชื่อถือมีตัวตนจริงไหม”

มือใหม่เริ่มธุรกิจออนไลน์

เทพประทาน บอกว่า สำหรับคนที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจขายสินค้าในโซเชียลมีเดีย อย่างแรกก็คือต้องดูว่ามีอะไรอยู่ในมือ เช่น บางคนที่บ้านทำขนมไทย แม่ขายอยู่หน้าบ้าน ตัวเองทำงานบริษัท ก็สามารถเริ่มจากธุรกิจที่มีอยู่แล้ว โดยการลงทุนให้แม่ทำขนมเพิ่มอีกวันละ 20 ชิ้น แล้วถ่ายรูปโพสต์ขายในโซเชียลมีเดีย บรรยายถึงข้อดีของสินค้าให้ลูกค้าได้เห็นภาพได้เข้าใจ ถ้าเพื่อนเราเห็น เขาสนใจก็จะติดต่อสั่งซื้อกับเราเอง

“อย่าพยายามขายสินค้าที่มีอายุจำกัด เช่น อาหารสด เพราะจะลำบากเวลาขายสินค้าออกไปไม่ทัน สินค้าหมดอายุ พยายามหาสินค้าที่จัดเก็บง่าย บริหารจัดการสต๊อกง่าย ในเรื่องของการตั้งราคา ตั้งแล้วอย่าลดราคาสินค้าลงมาหากขายไม่ได้ แต่ให้หาวิธีการกระตุ้นยอดขายด้วยการทำโปรโมชั่นแทน เช่น ซื้อ 2 แถม 1 หรือแถมสินค้าทดลองใช้ เมื่อเฉลี่ยราคาแล้วเราก็ยังได้กำไรพออยู่ได้ หรือตัวอย่างสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ของชาวบ้านเหล่านี้ จะไม่ค่อยกล้าตั้งราคากันสูงมากนัก เพราะกลัวว่าจะไม่มีคนซื้อ เมื่อบวกค่าส่งแล้วราคาสินค้าก็แทบจะเท่ากับสินค้าที่ลูกค้าหาซื้อได้ทั่วไป อาศัยเทคนิคการขายเอากำไรเพียงเล็กน้อย แต่ขายสินค้าได้จำนวนมากเพื่อสร้างกำไรสร้างรายได้ให้กับตัวเอง

ด้านจะเลือกสินค้าอะไรมาขายนั้น ให้เราเริ่มจากหาของใกล้ตัว เป็นสิ่งที่เราชอบ คนส่วนใหญ่มักมองข้าม สิ่งที่ตัวเองมีอยู่คิดว่ามันเชย ดูไม่ดี แต่ที่จริงแล้วของเราที่มีอยู่นั้นก็มีดี เพียงแต่เราจะปรับรูปลักษณ์ภาพลักษณ์ สร้างแบรนด์สินค้านั้นออกมาได้อย่างไร และเราต้องศึกษาเรื่องการตลาดออนไลน์ให้ดี ไม่จำเป็นต้องรู้หมด แต่ใช้คอมมอนเซนส์ของตัวเอง ว่าหากเราเป็นผู้ซื้อเราจะชอบหรือกลัวเรื่องอะไรบ้าง เช่น เรื่องของแตกหักเสียหาย เราก็ต้องพยายามหาสินค้าที่ไม่เปราะบางเกินไป อย่างเช่น สินค้าขนมทองม้วนเจ้าอร่อย ลูกค้าสั่งซื้อออนไลน์พอสินค้าส่งถึงบ้านปรากฏว่าแตก แม้จะไม่เน่าเสีย แต่ก็เสียความรู้สึกในการรับประทานเศษขนมทองม้วน ตรงนี้เราก็ต้องคำนึงถึงจุดนี้ด้วยว่าเราควรทำหีบห่อบรรจุภัณฑ์อย่างไรให้แข็งแรงในการขนส่งสินค้ามากขึ้น

สุดท้าย คือ ยึดตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เราควรเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ จากความเป็นจริง ชีวิตไม่ได้เป็นอย่างนิยาย ที่ทำแล้วจะประสบความสำเร็จเป็นมหาเศรษฐี บางทีเราอ่านเราเห็นความสำเร็จจากต่างประเทศ อ่านหนังสือเศรษฐีทั้งหลายแล้วจะประสบความสำเร็จ ในชีวิตจริงของคนส่วนใหญ่ไม่เป็นอย่างนั้นหรอก ไม่อย่างนั้นทุกคนที่อ่านคงกลายเป็นเศรษฐีกันหมดแล้ว เราควรขายในสิ่งที่เราเป็นอยู่บนพื้นฐานในสิ่งที่เราเป็น เราต้องรู้จักตัวเอง เราเป็นคนแบบไหนอยู่ในสังคมแบบไหน อย่าทำอะไรที่มันเกินตัว

ตอนที่ผมทำงานอยู่ในหนังสือหัวนอก ได้อ่านได้เห็นสิ่งที่ประสบความสำเร็จ นั่นเป็นความสวยงามของประเทศโลกที่หนึ่ง เราต้องต้องแยกให้ออกว่าความจริงกับสิ่งที่เราเป็นคืออะไร สมัยนี้มีคนตกหลุมพรางความสวยหรูตรงนั้นเยอะ ที่จริงแล้วควรเริ่มจากจุดเล็กๆ ลงทุนน้อยหากประสบความสำเร็จพอมีช่องทางก็ไปต่อ ทำไม่ได้ก็อย่าฝืน ปล่อยไปแล้วลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่คิดว่าเหมาะกับตัวเรา ดูแล้ววันหนึ่งเราจะค้นพบเส้นทางที่เราประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวเอง”

 

โรแบร์โต ปาเรนเตล่า เชฟอิตาเลียนมากฝีมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2559 เวลา 18:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/453617

โรแบร์โต ปาเรนเตล่า เชฟอิตาเลียนมากฝีมือ

โดย…ภาดนุ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

เชฟหนุ่มชาวอิตาเลียนมากความสามารถวัย 27 ปี โรแบร์โต ปาเรนเตล่า ก้าวเดินบนเส้นทางอาชีพเชฟมาได้ 1 ทศวรรษ แต่กว่าจะมาถึงวันนี้มีจุดเริ่มต้นอย่างไรที่ทำให้เขาเลือกยึดอาชีพนี้ ลองไปฟังจากปากเจ้าตัวกันเลย

“ผมเริ่มเรียนทำอาหารตอนอายุ 14 ปี ในโรงเรียนสอนทำอาหารและการโรงแรมที่เมืองตูริน บ้านเกิดของผมในประเทศอิตาลี ซึ่งมีหลักสูตรในการเรียน 5 ปี โดย 3 ปีแรกต้องเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องไวน์และการบริการทุกอย่าง จากนั้น 2 ปีหลังจึงโฟกัสทางด้านการทำอาหารอย่างจริงจัง

สิ่งที่ทำให้ผมชอบทำอาหาร เพราะในวัยเด็กเมื่อมีวันหยุดทีไร ครอบครัวผมมักจะขับรถไปบ้านคุณยายซึ่งอยู่ห่างจากเมืองตูรินประมาณ 1 ชั่วโมงอยู่บ่อยๆ และพวกเรามักจะจัดปาร์ตี้บาร์บีคิวและทำอาหารเมนูต่างๆ รับประทานร่วมกันอยู่เสมอ ผมเลยรู้สึกชอบและประทับใจ พอช่วงวัยรุ่นผมจึงตัดสินใจเรียนทำอาหารในที่สุด”

โรแบร์โต บอกว่า ตอนอายุ 16 ปี เขามีโอกาสได้ทำงานในร้านอาหารระยะสั้นๆ 3-4 เดือนในช่วงปิดเทอมฤดูหนาว หลังจากเรียบจบเขาก็ได้ไปทำงานในร้านอาหารที่ประเทศฝรั่งเศสถึง 2 ร้าน โดยทำเฉพาะช่วงซัมเมอร์ 1 ร้าน และทำเฉพาะช่วงหน้าหนาวอีก 1 ร้านเพื่อสะสมประสบการณ์ให้มากขึ้น

“สำหรับผมการที่ได้อยู่ในประเทศที่มีฤดูหนาวยาวนาน บางครั้งก็ดูเป็นเรื่องที่น่าเบื่อเหมือนกัน ผมจึงอยากบินมาเที่ยวในประเทศแถบเอเชียดูบ้าง และเมืองไทยก็เป็นอีกจุดหมายหนึ่งของผม ตอนที่มาเที่ยวกรุงเทพฯ ผมได้พักอยู่แถวซอยศาลาแดง ย่านสีลม และมีโอกาสได้ไปที่ ‘ซานอตติ’ (Zanotti) ซึ่งเป็นร้านอาหารอิตาเลียนบ่อยๆ จึงได้รู้จักกับเจ้าของร้านซึ่งพูดคุยกันถูกคอ เมื่อรู้ว่าผมเป็นเชฟ เขาจึงขอให้ผมทิ้งเรซูเม่ไว้

 

หลังจากผมกลับไปทำงานที่ฝรั่งเศส และย้ายกลับไปทำงานที่ร้านอาหารในเมืองตูรินได้ 1 ปี เจ้าของร้านซานอตติก็ได้ติดต่อมา แล้วถามว่า อยากลองมาทำงานที่เมืองไทยดูบ้างมั้ย ผมก็เลยตัดสินใจตอบตกลง ในตอนนั้นด้วยความที่ซานอตติมีหลายสาขา แล้วยังมีโรงงานทำเบเกอรี่และไอศกรีมที่ถนนสาธุประดิษฐ์ด้วย ผมจึงได้รับมอบหมายให้ไปคุมโรงงานแห่งนี้ โดยเป็นผู้ดูแลในเรื่องคุณภาพของการผลิตทั้งหมดเลย”

เมื่อโรแบร์โตทำงานไปได้สักพัก เจ้าของธุรกิจซานอตติกรุ๊ป ก็เล็งเห็นความสามารถของเขาว่าน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ โรแบร์โตจึงได้ย้ายไปเป็นเชฟประจำร้านซานอตติที่ศาลาแดง ซึ่งถือว่าเป็นร้านสาขาใหญ่ที่มีชื่อเสียงมากในขณะนั้น

“เมื่อมาทำงานที่ร้านซานอตติศาลาแดง เจ้าของธุรกิจก็สอนให้ผมเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับคนไทย แถมยังชวนให้คิดเมนูใหม่ๆ ร่วมกันอีกด้วย ผมทำงานที่นี่ได้ 6-7 เดือน ก็มีปัญหาเรื่องสัญญาการเช่าสถานที่ เจ้าของธุรกิจจึงย้ายไปเปิดร้านซานอตติที่เขาใหญ่แทน แต่ในที่สุดก็ได้กลับมาเปิดร้านซานอตติขึ้นที่ถนนนางลิ้นจี่ กรุงเทพฯ อีกหนึ่งสาขา

ผมทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในร้านซานอตติอยู่หลายปี กระทั่งได้รู้จักกับ ‘เชฟลูก้า’ ซึ่งมีชื่อเสียงทางด้านอาหารอิตาเลียนในงานอีเวนต์แห่งหนึ่ง ต่อมาเชฟลูก้าได้ชวนผมไปเป็นเชฟที่ร้านอาหารอิตาเลียน ชื่อ ‘เวสเปอร์’ ในซอยคอนแวนต์ ย่านสีลม ผมจึงไปเป็นเชฟประจำร้านเวสเปอร์อยู่ 2 ปี หลังจากนั้นจึงย้ายมาเป็นหัวหน้าเชฟที่ห้องอาหาร ‘แอทติโก’ โรงแรมเรดิสัน บลู พลาซ่า แบงค็อก เช่นในปัจจุบันนี้”

โรแบร์โต บอกว่า ความรับผิดชอบของเขาที่แอทติโกก็คือควบคุมดูแลในเรื่องอาหารอิตาเลียนโดยตรง ทั้งเรื่องการเลือกวัตถุดิบ การปรุงอาหาร การคิดค้นเมนูใหม่ รวมทั้งบริหารจัดการทีมเชฟซึ่งเป็นลูกมือของเขาอีกด้วย

“แน่นอนว่าเมนูอาหารที่ผมถนัดที่สุดก็คืออาหารอิตาเลียน แต่อาหารโซนเอเชียที่ผมชอบกินและชอบทำด้วยก็คืออาหารญี่ปุ่น ซึ่งเมนูส่วนใหญ่ที่ทำก็จะเป็นอาหารสไตล์ฟิวชั่นที่เน้นการพรีเซนต์รูปลักษณ์ที่สวยงามของอาหาร แต่เมนูอาหารไทยที่ผมชอบก็มีนะ (หัวเราะ) นั่นก็คือแกงมัสมั่นไก่ ซึ่งรสชาติอร่อยดีครับ

ผมว่าอาหารอิตาเลียนกับอาหารไทยแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดตรงส่วนผสมหรือวัตถุดิบและวิธีการปรุงที่ไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่อาหารไทยจะเน้นเครื่องเทศที่มีรสชาติเผ็ดร้อนซะเยอะ แต่อาหารอิตาเลียนรสชาติจะออกจืดๆ มันๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมนูอิตาเลียนที่ผมทำ จะเป็นเมนูที่เรียบง่าย เน้นสัมผัสและรสชาติที่แท้จริงของวัตถุดิบคุณภาพที่เลือกมาเป็นส่วนประกอบของเมนูจานนั้นๆ

นอกจากการเรียนรู้เรื่องอาหารอิตาเลียนแล้ว ผมยังอยากเรียนรู้วิธีทำอาหารญี่ปุ่นด้วย เพราะนอกจากส่วนผสมที่ดีต่อสุขภาพแล้ว อาหารญี่ปุ่นยังมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน ซึ่งจะคล้ายๆ กับอาหารอิตาเลียน เลยทำให้ผมอยากเรียนรู้วัฒนธรรมและวิธีการทำอาหารญี่ปุ่นให้มากขึ้น”

โรแบร์โต เสริมว่า ตอนนี้เขาอยากจะทำงานอยู่ที่เมืองไทยไปเรื่อยๆ ก่อน ยังไม่คิดที่จะย้ายไปไหน แต่ถ้ามีเหตุให้ต้องย้ายสถานที่ทำงานจริงๆ เขาก็ขอทำงานอยู่ในประเทศแถบเอเชียนี่แหละ ในอนาคตถ้าจะต้องมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ก็อาจจะไม่ใช่การเปิดร้านอาหาร แต่ก็คงหนีไม่พ้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหารแน่นอน

“วันว่างของผมนอกเหนือจากการทำงานก็คือ ผมจะอยู่บ้านช่วยภรรยาดูแลลูกชาย และอาจจะไปดินเนอร์นอกบ้านหรือไปดูหนังด้วยกันบ้าง งานอดิเรกอีกอย่างที่ผมชอบก็คือการไปเดินดูรถสปอร์ตตามโชว์รูมต่างๆ เพราะผมชอบรถสปอร์ตมานานแล้ว ตอนอยู่อิตาลียังมีโอกาสได้ไปดูการแข่งรถสปอร์ตที่สนามแข่งบ้าง แต่พอมาอยู่เมืองไทยยังไม่มีโอกาสได้ไปดูเลย เพราะสนามแข่งรถมีน้อยและงานค่อนข้างจะยุ่ง

สิ่งที่ผมชอบอีกอย่างก็คือการอ่านหนังสือ ผมอ่านหนังสือได้ทุกประเภท แต่ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือทำอาหาร เพราะอ่านแล้วได้แรงบันดาลใจ ได้ความคิดดีๆ ในการครีเอทเมนูใหม่ๆ อีกอย่างการได้ออกไปเดินดูชีวิตผู้คน ได้ไปเดินดูบ้านเมือง ก็ถือเป็นแรงบันดาลใจในการคิดเมนูใหม่ๆ ให้ผมด้วยเช่นกัน”

 

สน-ยุกต์ ส่งไพศาล พระเอกท่อนไม้ ผู้กล้าเผชิญความจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2559 เวลา 11:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/453218

สน-ยุกต์ ส่งไพศาล พระเอกท่อนไม้ ผู้กล้าเผชิญความจริง

โดย…มัลลิกา นามสง่า

จัดเป็นพระเอกรูปงามและบทบาทที่ได้รับในละครแต่ละเรื่องก็ไม่ธรรมดา ล้วนเป็นละครฟอร์มดี ชื่อของ สน-ยุกต์ ส่งไพศาล แม้ไม่ดังเป็นกระแสวูบวาบแบบพระเอกหลายคน แต่ก็ดังเรื่อยๆ ไม่มีแผ่ว 9 ปีที่อยู่ในวงการบันเทิงได้รับเสียงวิจารณ์ต่อการแสดงละครอยู่แทบทุกเรื่อง ขนาดมีการจัดโผ สนยังเป็นหนึ่งในพระเอกท่อนไม้ แต่นั่นหาเป็นอุปสรรคขวางเส้นทางการเป็นพระเอกของสนไม่ ยิ่งว่ายิ่งฮึด

คำวิจารณ์คือกระจกสะท้อน

พระเอกนางเอกหลายคนที่ยังอ่อนหัดด้านการแสดงและขาดโอกาสที่จะได้ไปต่อ บ้างก็ถูกลดบทบาทจากพระเอกเป็นพระรอง ซ้ำร้ายหายหน้าจากจอไปเสียก็มี แต่สำหรับสนเสียงวิจารณ์ต่อการแสดงเป็นลบกลับเป็นพลังบวกให้เขาพัฒนา ไม่นำเอาคำวิจารณ์มาบั่นทอนกำลังใจ

“ผมว่าตัวเองพัฒนาขึ้นเยอะมากจากละครเรื่องแรกที่เล่น ผมก็รู้ตัวเองนะว่าเล่นละครไม่ดี มีเสียงวิจารณ์เยอะ อย่างเรื่อง แก้วล้อมเพชร นี่โดนหนักมาก คนดูบอกว่าแสดงเป็นเพชรหรือเปล่าเล่นแข็งมาก (หัวเราะ) ซึ่งยอมรับเลยว่าตอนเข้าวงการใหม่ๆ ผมไม่ได้อยากทำ คิดว่าเข้ามาลองแป๊บเดียวก็พอ เดี๋ยวก็คงเบื่อไปเอง ยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าการเป็นนักแสดงคืออะไร ซึ่งจริงๆ มันคิดแบบนั้นไม่ได้ไง มาคิดย้อนหลังก็แอบเสียใจที่เราทำผลงานศิลปะไม่ดีออกมาให้คนดู เราควรตั้งใจกับการแสดงให้มากกว่านี้ ให้สมกับที่ผู้ใหญ่ให้โอกาส จากที่เฉยๆ กับการเป็นนักแสดง ก็เริ่มคิดใหม่แล้วว่าเราจะไปแสดงอะไรโง่ๆ แบบนั้นไม่ได้อีกแล้วนะ ถึงผมจะไม่ได้เกิดมาแล้ว Born to be เป็นนักแสดงที่เก่งมาเลย แต่ผมก็ตั้งใจพัฒนาและฝึกฝนตัวเองให้มากขึ้นเพื่อให้ผลงานออกมาดี

เวลามีคนวิจารณ์ หรือด่าไม่โกรธครับ (ยิ้มอ่อน) สิ่งที่คนดูวิจารณ์เหมือนเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่เราทำออกมาเป็นยังไง มันทำให้ผมผลักดันตัวเองมากกว่า ว่าจะทำยังไงให้ผลงานเราดีขึ้น ถ้ารู้สึกว่าตัวเองยังแสดงไม่ดีพอ ผมไม่ยอมปล่อยไปเลยแม้แต่ซีนเดียว จะขอผู้กำกับเล่นใหม่ให้งานออกมาดีที่สุด อันนี้เป็นความคิดที่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่สำหรับผมคำว่าขอไปทีจะไม่มี ถ้าแบบนั้นไม่ทำดีกว่าครับ ไม่อยากให้ผลงานที่เรารู้สึกไม่เต็มที่ออกไปหลอกคนดู ส่วนเรื่องลบคำสบประมาท ผมมองว่ามันเป็นผลพลอยได้ที่ตามมา เมื่อเราทำหน้าที่ของเราให้ดีและเต็มที่ออกไปแล้ว คนแรกที่จะรู้สึกภูมิใจเลยก็คือตัวเราเอง”

 

 

สิ่งที่สนทำ ผู้กำกับ ผู้จัดละครต่างมองเห็นในความตั้งใจทำจริง นี่จึงเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมสนถึงยังได้รับบทพระเอกและยังครองใจผู้ชม “ก็มีคนชมว่าเล่นดีขึ้นนะ ไม่ค่อยด่าแล้วครับ เริ่มมีชมบ้างแล้ว (หัวเราะ) แต่ที่ดีใจอีกอย่างคือมีผู้จัดต่างค่ายเข้ามาติดต่ออยากร่วมงานกับผม ซึ่งตรงนี้มันทำให้ผมรู้สึกว่าอย่างน้อยเราเป็นนักแสดงที่มีคุณภาพ มีความสามารถที่ผู้จัดหลายๆ ท่านมองเห็นคนหนึ่งแล้วล่ะ”

ในสัปดาห์หน้า (15 ก.ย.) ละครเรื่องใหม่ของสน ดวงใจพิสุทธิ์ จะออกอากาศเป็นตอนแรกทางช่อง 3 เอชดี ของค่ายโซนิกซ์ บูม “เรื่องนี้พี่ชุดาภา จันทเขตต์ กับพี่ก้อง-ปิยะ เศวตพิกุล เป็นผู้จัด และพี่โอ๊ต-วรวุฒิ นิยมทรัพย์ เป็นผู้กำกับ ผมแสดงเป็นหัฎฐ์ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ที่คาแรกเตอร์จะออกขรึมๆ หน่อย ต้องเลี้ยงหลานอายุ 7 ขวบ แสดงคู่กับแยม-มทิรา ตันติประสุตซึ่งเคยเจอกันมาแล้วตอนเล่นแค้นเสน่หา พอมาแสดงด้วยกันก็ราบรื่นดีครับ สนิทกันแบบพี่น้องอยู่แล้ว ส่วนอีกเรื่องที่กำลังถ่ายอยู่ก็คือ แต่ปางก่อน เล่นคู่กับวิว-วรรณรท สนธิไชย”

ดูเรียบง่ายแต่สุดโต่ง

นานๆ จะมีข่าวคาวออกมาที แต่ไม่มีก็ย่อมดีกว่า ส่วนข่าวเรื่องคนรักก็ไม่หวือหวามีมาพอเป็นกระษัย “ชีวิตผมวันๆ จะได้ไปเจอใคร มาแต่กองถ่าย เลิกกองก็กลับบ้าน ถ้าว่างก็อยู่บ้าน เล่นเกม เข้าฟิตเนส เลยไม่มีเวลาจะไปมองหาใครด้วยมั้งครับ”

หรืออาจเป็นเพราะตั้งสเปกไว้สูงเกินไป ซึ่งเจ้าตัวหัวเราะก่อนยอมรับว่า “มีสเปกเยอะอยู่เหมือนกัน คือต้องหุ่นดีหน่อย หน้าตาโอเค เด็กกว่าสัก 5-7 ปีจะดีมาก มีไลฟ์สไตล์ที่คล้ายๆ กัน แต่เรื่องอย่างนี้เดี๋ยวพอถึงเวลาที่จะเจอคนที่ใช่ผมว่าก็ใช่เองแหละ ไม่ได้รีบร้อนอะไร  เคยคิดเล่นๆ แค่ว่าอายุสัก 35 เกือบ 40 ปี ค่อยแต่งงานแล้วกัน (ยิ้มเขิน)”

ทุกวันนี้คนมักเป็นที่รู้จักจากข่าว นักแสดงบางคนถึงกับต้องทำตัวเองให้เป็นเรื่องเพื่อเกิดข่าวจะได้มีกระแส เพื่อเรียกงาน แต่สำหรับสนการใช้ชีวิตเต็มที่กับงานในกองถ่ายและเต็มที่กับกิจกรรมที่ตัวเองชอบแค่นี้ก็แทบไม่มีเวลาทำอย่างอื่นแล้ว

 

“ถ้าเป็นด้านการเข้าสังคม ผมไม่ค่อยชอบไปปาร์ตี้ โฉบไปตามที่ต่างๆ บ่อยมากนัก ถ้าไปกินข้าวกับเพื่อนก็ไปร้านของตัวเอง หรือเวลามีดีเจที่ผมชอบมาเปิดคอนเสิร์ตผมก็ไปดู แต่ถ้าเป็นชีวิตประจำวันในช่วงถ่ายละครก็มีแค่ไปกองถ่าย ไปงานอีเวนต์ เสร็จก็กลับบ้านนอน เช้าขึ้นมาก็ทำแบบเดิม ไม่มีเวลาไปหวือหวาที่ไหนได้ อย่างมากถ้าว่างยาวๆ ก็ไปเที่ยวต่างประเทศ เที่ยวต่างจังหวัด ชาร์จแบตให้ตัวเองแล้วกลับมาทำงานต่อ วนๆ ไปแบบนี้มั้งครับ คนเลยอาจมองว่าผมเป็นพระเอกนิ่งๆ

จริงๆ ผมเป็นคนสุดโต่งมากนะ เพียงแต่คนไม่รู้กันเอง คือเป็นคนทำอะไรต้องไปให้สุดอ่ะ เอาให้รู้จริง เจ็บจริง ไม่ชอบทำอะไรแบบครึ่งๆ กลางๆ แบบแค่นี้พอแล้ว เก่งแค่นี้พอแล้ว นั่นไม่ใช่ผม ผมจะไม่ใช่คนยอมแพ้กับอะไรง่ายๆ ด้วย แต่ไม่ได้ไปแข่งกับใครนะครับ ขอสู้กับตัวเองก็พอ และสิ่งที่ทำต้องเป็นเรื่องที่เราชอบด้วยนะ แต่ถ้าลองทำแล้วไม่ชอบก็โอเคหยุด ไม่ไปต่อ ถ้าชอบก็ทำไปให้สุด ให้รู้จริง ดูเหมือนเป็นคนไม่รู้จักพอเท่าไหร่เนอะ (หัวเราะ) ผมชอบไปที่แปลกใหม่ ไปยากๆ อยากไปลุยแบบไม่กลัวลำบาก

ล่าสุด แป้งโกะชวนไปเที่ยวเนปาลกับก๊วนเพื่อนๆ ผมก็อยากไปแต่ติดถ่ายละครเลยอด ผมชอบอะไรที่แอดเวนเจอร์ ชอบเล่นกีฬาโลดโผน ชอบเสี่ยงตาย ชอบกีฬาเอ็กซ์สตรีม อย่างกระโดดเครื่องบิน กระโดดร่ม หรือกระโดดบันจี้จัมพ์ แต่ยังไม่มีโอกาสได้ลองเลยครับ อย่างมากแค่เล่นสโนว์บอร์ดบนภูเขาแบบธรรมดา นั่นคือเอ็กซ์สตรีมสุดแล้ว (หัวเราะ) แต่การเล่นกีฬาแบบนี้มันต้องมีความปลอดภัยด้วยนะ คือ ถ้ามันเกินลิมิตความปลอดภัยที่ผมตั้งไว้ ผมก็ไม่เอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยง เพราะเรายังต้องใช้ร่างกายทำมาหากิน ต้องอยู่เลี้ยงดูพ่อแม่ ก็ต้องลุยแบบพอดีๆ ครับ แบบเจ็บจริงได้แต่ไม่ต้องถึงกับสาหัส”

นอกจากมีผลงานละครที่ไทยแล้ว สนยังมีโอกาสที่จะได้ทำงานที่ประเทศจีน เพราะตอนนี้มีแฟนคลับชาวจีนจำนวนมากที่รอดูผลงาน “ตอนนี้มีเอเยนซีที่ดูงานให้ แต่ยังไม่มีการเซ็นสัญญาอะไรครับ มีแค่ดูๆ ไว้ว่าอาจมีงานละครหรืองานหนัง ก็ต้องดูความเหมาะสมไป ตัวผมเองเท่าที่รู้ก็พอมีแฟนคลับชาวจีนบ้าง เขาก็อยากเจอเรานะ เราก็อยากไปหา แต่ก็ต้องดูงานว่าอันไหนเราทำได้บ้าง ช่วงนี้ถ้ามีเวลาก็ฝึกภาษารอครับ แต่ภาษาจีนค่อนข้างยาก คงต้องใช้เวลา แต่ถ้าเอาแค่ทักทาย สวัสดี ขอบคุณก็พอจะพูดได้บ้างอยู่แล้ว คือ ถ้ามีโอกาสได้ไปทำงานที่จีนจริงๆ ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีสำหรับตัวผมด้วย”

 

จากเสียงด่าที่ว่าเล่นเป็นเพชร เล่นแข็งเป็นท่อนไม้ เริ่มมีเสียงชื่นชมเข้ามา เป็นสิ่งที่ทำให้สนมีกำลังใจมองไปสู่จุดหมายในวงการบันเทิงชัดเจนขึ้น

“เป้าหมายของผมต้องบอกเลยว่าไม่ใช่รางวัลอะไรเลยนะครับ แค่คือการที่ผมได้พัฒนาทักษะการแสดงของตัวเองขึ้นเรื่อยๆ จากเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ที่เรายังเดินไม่เป็น มาวันนี้เราเริ่มก้าวเดินได้แข็งแรงขึ้น เริ่มรู้จุดมุ่งหมายของการเป็นนักแสดงว่าเราทำเพราะเรารัก ทำเพราะเป็นงานที่ให้ความสุขกับคนอื่นได้ แค่นี้ผมก็รู้สึกมีความสุขกับคำว่า นักแสดงแล้วครับ จริงๆ ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นดารานะ ผมอยากใช้คำว่านักแสดง อันนี้ไม่ได้พูดให้ดูสวยหรู แต่รู้สึกแบบนั้นจริงๆ

คำว่าดาราเหมือนเป็นสิ่งที่คนมาเรียกเฉยๆ ดูเป็นสตาร์ มีคนรู้จักเยอะแค่นั้น แต่สำหรับตัวผมคือนักแสดงที่ทำงานศิลปะ มาสร้างผลงานที่มีคุณภาพออกมาให้ผู้ชม จริงอยู่ว่าสมัยเข้าวงการแรกๆ ผมอาจไม่ได้คิดลึกซึ้งขนาดนี้ แต่พอเราเข้าใจหน้าที่ เริ่มรู้สึกรักการเป็นนักแสดง ผมก็ตั้งใจที่จะเป็นนักแสดงคุณภาพที่ไม่ลืมตัวเอง ซึ่งความคิดนี้หม่อมน้อย (ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล) ท่านเคยสอนผม หม่อมน้อยจะบอกตลอดว่าการที่เรามายืนตรงนี้ได้ เพราะมีคนคอยสนับสนุนเราอยู่ข้างหลัง วันไหนที่เรามีชื่อเสียงแล้วเราต้องไม่ลืมพวกเขา ที่สำคัญเราต้องไม่ลืมว่าเราเป็นใครมาจากไหน สิ่งนี้จะอยู่ในใจผมมาตลอด”

แม้วงการบันเทิงจะมีนักแสดงหน้าใหม่ทยอยเข้ามา แต่ถ้านักแสดงยังมีคุณภาพทั้งฝีมือทางการแสดง และนิสัยใจคอ พื้นที่นั้นก็ไม่มีใครมาแย่งชิงไปได้ง่ายๆ

 

มิตติ ติยะไพรัช ในวันที่พร้อมผงาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2559 เวลา 11:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/452922

มิตติ ติยะไพรัช ในวันที่พร้อมผงาด

โดย…กองทรัพย์ ภาพ… วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ชายหนุ่มอายุน้อยที่อาจหาญก่อตั้งสโมสรเชียงรายยูไนเต็ด ตั้งแต่ปี 2552 เขามีตำแหน่งประธานสโมสรตั้งแต่อายุ 23 ปี และยาวนานมาถึงปัจจุบัน ชื่อของ “ฮั่น-มิตติ ติยะไพรัช” เป็นที่รู้จักดีในวงการฟุตบอล เรียกว่าตั้งแต่ก้าวแรกก็โดนถากถางเสียแล้ว ท่ามกลางเสียงปรามาสว่าพาทีมโตมาได้เพราะบารมีครอบครัว แต่เขาก็ผ่านเสียงวิพากษ์เหล่านั้นพาทีมเลื่อนชั้นจากดิวิชั่น 2 ขึ้นมาสู่ไทยพรีเมียร์ลีกได้ภายในเวลา 2 ปี และไม่เคยตกชั้นกลับไปเล่นในลีกรองอีกเลย

หนุ่มตี๋ดีกรีปริญญาโท จากคณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สร้างสโมสรจากศูนย์จนกลายเป็นศูนย์รวมใจของชาวเชียงราย สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวให้กับคนในท้องถิ่น เขาเป็นหนุ่มคนหนึ่งที่มอบโอกาสและแรงบันดาลใจให้กับเด็กที่มีความฝันที่อยากเป็นนักกีฬาฟุตบอล

“สิ่งดึงดูดทำให้มาทำทีมฟุตบอล อย่างแรกเพราะเป็นคนเชียงราย แล้วผมก็ชอบฟุตบอล ตอนอายุ 23 กำลังจะเรียนจบปริญญาโท ก็คิดว่าเราจะทำงานอะไร ประกอบกับตอนนั้นฟุตบอลยังเป็นเรื่องใหม่กับทุกคน ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ท้าทาย ก็เลยลองมาทำดู เปิดสโมสรมา 8 ปี เริ่มต้นจากระดับท้ายสุด ใช้เวลาหนึ่งปีขึ้นมาสู่ระดับกลาง หลังจากนั้นก็ใช้เวลาหนึ่งปีเพื่อขึ้นมาสู่ไทยพรีเมียร์ลีก

นอกจากนี้ ยังต้องสร้างนักฟุตบอลของตัวเอง ซึ่งปัจจุบันมีโครงการอะคาเดมี ซึ่งเป็นแนวทางที่สโมสรฟุตบอลระดับโลกที่ประสบความสำเร็จใช้กัน นอกจากจะได้นักเตะเก่งๆ ระดับแนวหน้าก็ต้องมีการสร้างนักเตะของตัวเองด้วย ซึ่งเชียงรายยูไนเต็ดเริ่มต้นระบบนี้ตั้งแต่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ตอนนี้เรามีบุคลากรที่ทำงานและเด็กๆ ในอะคาเดมีประมาณ 120 คน เพื่อขึ้นสู่ระดับอาชีพ ปีที่แล้วมีนักฟุตบอลในอะคาเดมีติดทีมชาติในแต่ละรุ่นไปแล้วประมาณ 3 คน”

จากประสบการณ์การทำงานด้านฟุตบอลมาเกือบ 10 ปี มิตติ บอกว่า เขาพัฒนาและเติบโตขึ้นในทุกด้าน ทั้งในแง่การตั้งรับกับปัญหา และด้วยวิสัยทัศน์ด้านงานบริหารทีมฟุตบอลอาชีพ บวกกับทักษะความเป็นผู้นำที่กว่าจะได้รับการยอมรับต้องผ่านอะไรต่างๆ มามากกว่าคนหนุ่มวัยเดียวกัน “การเป็นผู้บริหารมา 8 ปี ผมเติบโตในทุกด้าน ทั้งในภาวะความเป็นผู้นำ มีประสบการณ์มากขึ้นทั้งในเรื่องฟุตบอลหรือการบริหารจัดการ ทุกเหตุการณ์ทำให้เราเติบโตขึ้น ทุกปีที่เกิดขึ้นทำให้เราแข็งแกร่งในทุกด้าน สิ่งที่ผมคิดว่ายากที่สุดก็คือการตัดสินใจที่จะเข้ามาบริหารปีแรกๆ อาจจะมีปัญหาเรื่องการสร้างฐานแฟนคลับ การสร้างให้เขาเข้าใจว่าทำไมต้องจ่ายเงินมาดูฟุตบอล”

เมื่อถามว่าความแตกต่างระหว่างธุรกิจฟุตบอลกับธุรกิจอื่นๆ คืออะไร นักบริหารหนุ่ม ตอบว่า ถ้าเปรียบเทียบกับธุรกิจอื่น ธุรกิจฟุตบอลคือเราต้องทำงานกับคน 100% “ซึ่งเป็นสิ่งยากที่สุด และสโมสรฟุตบอลเป็นธุรกิจที่ต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ในช่วงเริ่มต้นเราค่อนข้างจะถีบตัวเองพอสมควร สุดท้ายพอขึ้นมาอยู่ในระดับไทยพรีเมียร์ลีก สิ่งที่ยากที่สุดคือการบริหารความกดดัน และความคาดหวังจากแฟนคลับฟุตบอล

เพราะว่าพอเราอยู่ในสนามที่การแข่งขันสูง ผมว่าธุรกิจฟุตบอล ทุกทีมที่ประสบความสำเร็จ สิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จได้คือการสร้างฐานแฟนบอล การที่เราจะมีแฟนคลับเข้ามาสนับสนุนฟุตบอล เราต้องมี
ผลงานที่ดี ไม่ว่าวันนี้ชัยชนะก็เป็นอดีตไปแล้ว เราต้องทำงานแมตช์ต่อไป แล้วเราต้องวางแผนตลอดเวลา ซ้อม และศึกษาคู่แข่งตลอดเวลาว่าเราจะเผชิญหน้ากับเขาแบบไหน”

ประธานสโมสรเชียงรายยูไนเต็ด ขยายภาพว่า ช่วงเวลาที่ดีที่จะสามารถเป็นแชมป์ได้ก็จะมีฐานแฟนคลับที่ค่อนข้างมั่นคง “หลังจากนั้นมันก็คงจะเหมือนกับการทำธุรกิจทั่วไป คือเราต้องพยายามทำให้ผู้บริโภคเกิดความสะดวกสบาย ง่ายที่จะเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของบริษัทให้ได้มากขึ้น

 

การสร้างการมีส่วนร่วม เหมือนทีมเราเป็นสินค้าชิ้นใหญ่ ฟุตบอลคือธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์ ซึ่งผลงานคือตัวชี้วัดแตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ คือถ้าผลงานไม่ดีก็สร้างความผิดหวัง แฟนคลับก็น้อยลง และเราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันคือความตื่นเต้นของการดึงฟุตบอลเข้ามา แต่เราก็ต้องทำผลงานให้ดีเพื่อให้แฟนๆ เข้ามาได้ตลอด ผมคิดว่าการบริหารจัดการสำคัญที่สุด โดยเฉพาะการบริหารจัดการคน โดยเฉพาะนักฟุตบอลจิตใจสำคัญที่สุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับโค้ชด้วยว่าจะดึงศักยภาพของนักบอลออกมาได้มากน้อยแค่ไหน”

เพราะผ่านความผิดหวังและแรงเสียดทานในชีวิตมาค่อนข้างมาก ในช่วงหนึ่งหลังจากบริหารสโมสรมาระยะหนึ่ง หนุ่มฮั่นตัดสินใจสมัครเป็นทหารเกณฑ์เพื่อเพิ่มความอดทนและระเบียบวินัยให้ตัวเอง “ผมเป็นคนที่ทำงานจะทำเต็มที่ ผมมีความอดทน พยายามมากกว่าคนอื่น ผมมีวินัยสูงพอสมควร ผมคิดว่านี่คือข้อได้เปรียบที่ทหารมอบให้ผม”

มิตติ เผยมุมสบายอื่นๆ ให้ฟังว่า นอกจากดูหนังซูเปอร์ฮีโร่แล้ว เขาก็หายใจเข้าออกเป็นฟุตบอล 24 ชั่วโมง “ผมอยู่กับฟุตบอล ไลฟ์สไตล์ 90% ของผมคือฟุตบอล ทุกปีจะไปอังกฤษเพื่ออัพเดทแฟชั่นฟุตบอล เรื่องการเล่น การบริการลูกค้า ฟังก์ชั่นที่เราจะได้รับในฐานะแฟนคลับ และดูเกมฟุตบอล ศึกษาการเล่น ได้ทั้งบันเทิงและเพื่อศึกษาแนวทางการเล่นแบบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น มันเยอะมากที่เราจะนำมาใช้ได้ นอกจากเชียร์ทีมโปรด (เชลซี) แล้ว ก็ยังต้องดูทีมอื่นๆ เพื่อศึกษาวิธีการโค้ชของทีมเก่งๆ”

ท้ายที่สุด ประธานสโมสรเชียงรายยูไนเต็ด ตั้งเป้าของทีมในการบริหารของตัวเองว่า “ช่วงนี้เป็นช่วงที่เราลงทุนพัฒนาสโมสรอย่างหนักหน่วง เราวางเป้าหมายให้เป็นทีมระดับกลางตาราง สร้างสนามให้ผ่านมาตรฐานเอเชีย (AFC) เพื่อให้สนามเป็นสนามที่สามารถแข่งขันรายการใหญ่ๆ ได้ ในอนาคตทีมระดับเอเชียหรือทีมชาติไทยก็สามารถมาแข่งที่สนามของเราได้ โดยพยายามพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน ตลอดจนการสร้างแลนด์มาร์คให้เชียงราย คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะเห็นโฉมใหม่ของสนามเชียงราย”

 

ทุกอย่างเป็นไปตามวัฎจักร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2559 เวลา 17:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/452855

ทุกอย่างเป็นไปตามวัฎจักร

ช่วงพีคสุดๆ เงินสะพรั่งสุดๆ ผมไม่เคยไปซื้อคฤหาสถ์ ซื้อรถสปอร์ต สะสมเพชรนิลจินดา สิ่งที่ลงทุนไปมีเพียงโรงเรียนสอนวิทยากลฟิลิปซึ่งวันนี้ยังคงเปิดสอนอยู่ โชคดีที่ผมไม่ใช่คนฟุ่มเฟือย และคิดมาตลอดว่าชีวิตคนเรานั้นไม่แน่นอน ผมเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามวัฎจักร ใครจะดังได้ตลอดกาล พอกระแสเริ่มแผ่ว ผมเริ่มหายหน้าไปจากสื่อ แต่งานยังคงมีตลอด คำว่าขาลงไม่ใช่เรื่องฝีมือตกเหมือนนักร้อง ถ้าเขาร้องเพลงเก่ง ร้องเพลงเพราะ คุณภาพเขาไม่มีวันตกอยู่แล้ว มันขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดต่างหาก สมัยก่อนฟิลิปออกทุกรายการ คนก็เบื่อ ถึงวันหนึ่้งเขาก็ไปสนใจอย่างอื่น

-เฉลิมสวรรค์ ไพบูลย์พันธ์ หรือ ฟิลิป นักมายากลและผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนวิทยากลฟิลิป ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ 4 ก.ย. 59

อ่านสัมภาษณ์พิเศษ : “ฟิลิป” 34ปีบนเส้นทางมายากล เสกความสุขให้ชีวิต

 

ตรีชฎา เพชรรัตน์ ‘ความสวยทำให้ได้รับเกียรติ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2559 เวลา 10:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/452748

ตรีชฎา เพชรรัตน์ ‘ความสวยทำให้ได้รับเกียรติ’

โดย…ชุติมา   ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

ถ้าชักชวนหญิงสาวที่ได้การยอมรับว่าสวยจัด สวยจริง มาตั้งวงพูดคุยกันในเรื่องสวยๆ งามๆ คำตอบสารพันความงามจากปากของ ตรีชฎา เพชรรัตน์ หลายคนคงคาดหวังอยากรู้ตั้งแต่เรื่องบิวตี้ทิปส์เล็กๆ น้อยๆ ไปจนกระทั่งเคล็ดลับความงามรูปแบบลงลึก ในสไตล์การใช้ชีวิตเพื่อให้คงความงามจากภายในสู่ภายนอกได้อย่างไร? หรืออะไรทำนองนั้น… ฯลฯ เพื่อให้สมฐานะ Miss International Queen 2004 และ Miss Tiffany’s Universe 2014 แต่คำตอบของ ปอย ตรีชฎา ฟังแล้วแสนเพลินและลึกสุดใจไปกว่านั้น แล้วด้วยรูปลักษณ์ถ้าจะยกให้เธอ “บอร์น ทู บี” ในเรื่องความสวยงามก็คงไม่เกินเลยอะไรนัก

“ตั้งแต่เด็กแล้วค่ะปอยชอบเก็บตัวในห้องนอน รู้สึกว่าในห้องนี้คือพื้นที่โลกส่วนตัวของเรา เอาผ้าขนหนูทำเป็นผมยาวถึงกลางหลัง ผ้าห่มเป็นชุดราตรี แล้วหมอนข้างคือเจ้าชาย ก็เล่นเป็นนางเอกไปอะไรไปค่ะ แล้วพอส่องกระจกรู้สึกว่าปอยสวยมาก (บอกพลางยิ้มหวาน) มันเป็นความเชื่อเข้มข้นในระดับจิตใต้สำนึกซึ่งภายนอกมันก็สวนทางนะคะ เราคือเด็กชาย แต่ด้วยความเชื่อว่าเราคือคนสวย จึงทำให้เราหาหนทางทุกวิถีทางเพื่อให้เราไปถึงจุดที่พึงพอใจให้ได้

…จำได้ค่ะว่าตั้งแต่เด็กประถม ปอยเก็บสตางค์ซื้อเครื่องสำอางครีมลอกหน้าไข่ขาวมาใช้แล้วนะคะ ตอนนั้นอายุ 12 ปี ซื้อกับเครื่องสำอางขายตรงที่มีพี่ข้างๆ บ้านเป็นตัวแทน ก็ค่อยๆ ผ่อนเอาจากเงินค่าขนม (หัวเราะ) หรืออ่านนิตยสารก็ชอบเก็บทิปส์ เช่น ใช้ว่านหางจระเข้ผสมกับน้ำผึ้งทดลองพอกหน้า คือไม่เคยหยุดทำเรื่องเหล่านี้เลยค่ะ

เริ่มดูแลตัวเองเร็วค่ะ จำได้แม่นๆ คุณแม่คลอดน้องสาวตอนปอย 9 ขวบ แม่ซื้อเบบี้ครีมมาทาผิวน้องเราก็แอบใช้ด้วย (หัวเราะ) ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นทางกายภาพค่อยๆ เปลี่ยนไป เพื่อนๆ ผู้ชายที่โรงเรียนเขาเริ่มมองเราเป็นผู้หญิง แต่ก็ไม่ใช่นะคะ เราเป็นเด็กผู้ชาย แต่เขาก็ไม่สามารถปฏิบัติกับเราในแบบเพื่อนผู้ชายได้อีกแล้วค่ะ ทำให้ปอยรู้ว่าบุคลิกภาพและผิวพรรณในแบบผู้หญิงทำให้ได้รับเกียรติในอีกแบบหนึ่ง ซึ่งก็ทำให้เรารู้สึกดีมากๆ และรู้สึกว่าการเป็นผู้หญิงสวยจะได้รับการปฏิบัติที่ดี จึงทำให้เชื่อมั่นและดำรงตนในเรื่องนี้แบบไม่หนีไปไหนเลย

แล้วยิ่งโตขึ้น ก็ยิ่งค้นหาวิธีเพื่อความงามที่ดีขึ้น รอบคอบ แยบคาย และซับซ้อนขึ้นไปเรื่อยๆ ตามระดับอายุของเรา

ตอนเรียน ม.4 จัดว่าเอ็กซ์เพิร์ต (หัวเราะ) ใช้ครีมแต่ละกระปุกก็จะอ่านฉลากว่ามีส่วนผสมอะไรบ้าง พูดอธิบายอะไรไป เพื่อนๆ ก็ชอบฟังแล้วขอความรู้ เขาเชื่อเราทุกๆ เรื่องเลยค่ะ ทำให้รู้สึกว่าเป็นคนสำคัญจึงชอบหาความรู้แบบลงลึกเกี่ยวกับเรื่องสวยๆ งามๆ ค่ะ” ตรีชฎา เริ่มต้นสนทนาด้วยรอยยิ้มสวย แล้วเมื่อถูกถามเรื่องอายุ? สไตล์สาวมั่นขอบอกวันนี้วัยแกร่งขึ้นเลขสามเป๊ะพอดิบพอดี

ความสวยงามเพื่ออาชีพ

จากนักแสดงสาวชาวไทย ตรีชฎา เริ่มโกอินเตอร์ฯ สร้างชื่อได้ทำงานในวงการบันเทิงฮ่องกงเมื่อสองปีก่อน ได้รับบทเด่นในภาพยนตร์เรื่อง The White Storm ในบทลูกสาวมาเฟีย ลุคห้าว ประชันพระเอกซูเปอร์สตาร์เอเชีย “กู่เทียนเล่อ” ต่อจากนั้นมีหนังฮ่องกงให้แสดงอีกหลายๆ เรื่อง และปัจจุบันสถานะเรื่องงานก็ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งในบทบาทของนักธุรกิจหญิงเต็มตัว ตรีชฎา ยื่นนามบัตร Managing Director เจ้าของบริษัท Furefoo Pacific ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารเสริมเพื่อสุขภาพผิวกว่า 15 ยี่ห้อ มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ดีที่สุดและสร้างธุรกิจที่มั่นคงภายใต้การแข่งขันอันดุเดือดของวงการความงาม

“ปอยไม่ได้ฝันอยากเป็นเจ้าของเครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์เพื่อความงามนะคะ แต่งานนี้เป็นการเติมเต็มความฝันที่ปอยอยากเป็นเอ็กซ์เพิร์ต รู้ลึก รู้จริง ในเรื่องความงาม ความที่เราเป็นผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ความงามระดับตัวแม่ (หัวเราะ) สมัยวัยรุ่น ม.ปลาย ได้เงินไปโรงเรียน 50 บาท ปอยกินข้าวกินขนมแค่ 20 บาทเท่านั้นค่ะ นอกนั้นเก็บไว้ซื้อเครื่องสำอางเรียงรายไว้เต็มโต๊ะ” ตรีชฎา กล่าวโดยไม่ลืมรอยยิ้มสวยๆ บนใบหน้า

“ยิ่งได้เข้าวงการบันเทิงก็กลายเป็นว่า ความสวยไม่ได้ทำเพียงเพื่อตัวเอง แต่ปอยรู้ว่าคือการทำเพื่ออาชีพด้วยนะคะ ปอยได้เป็น Testimonial เครื่องสำอางแบรนด์นอกตั้งแต่อายุ 20 ปี เนื่องมาจากไปออกรายการทีวีแล้วพิธีกรถามเคล็ดลับความงามใช้ครีมอะไร ปอยตอบในแบบวิทยาศาสตร์คือไม่แค่ตอบว่าใช้แบรนด์นั้นแบรนด์นี้นะคะ แต่ปอยอธิบายว่าการทาครีมบำรุงให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี จะต้องมีการขจัดเซลล์ผิวเก่าด้วยกรดที่ไม่ทำให้ระคายเคือง โดยวิธีที่ทำได้ผลดีและไม่ยากคือเลือกใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมกรด BHA ซึ่งมีโมเลกุลเล็กกว่า AHA จึงทำให้กระบวนการดูดซึมครีมเข้าสู่เซลล์ผิวชั้นในได้ดีกว่าด้วยค่ะ

เมื่อเจ้าของแบรนด์ได้ยินเราพูดในเชิงลึก ก็เรียกให้ร่วมงานด้วยทันทีโดยเป็นตัวแทนแบรนด์ซึ่งไม่เคยเลือกเทสติโมเนียลชาวเอเชียมาก่อนเลยค่ะ ก็ทำให้เป็นกำลังใจให้ยิ่งใฝ่รู้ในเรื่องวิทยาศาสตร์ในด้านความงามมากขึ้น อย่างเช่นการกินอาหารเสริมก็แน่นอนนะคะว่า ปอย ตรีชฎา กินเป็นรุ่นแรก กินมาเกือบทุกแบรนด์ ตั้งแต่มีอาหารเสริมเข้ามาขายในบ้านเราแล้ว (หัวเราะ) ซึ่งการกินของเราก็ไม่ได้กินตามโฆษณา แต่ปอยชอบอ่านฉลาก เช่น…อ๋อ ถ้าสกัดจากเปลือกสนมาริไทม์เคยอ่านงานวิจัยว่าช่วยในเรื่องการรักษาฝ้า แล้วถ้าคนไม่ได้เป็นฝ้ากินแล้วผิวจะขาวขึ้นด้วย ใบแปะก๊วยช่วยเรื่องเลือดไหลเวียน ช่วยเรื่องสุขภาพภายในที่ดี ส่งผลต่อผิวที่ดีเช่นกัน

ซึ่งเป็นการรู้จากการอ่านในเรื่องที่เราสนใจ ไม่ใช่การศึกษาจริงจัง แต่เมื่อต้องสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา ความรู้แค่นี้คงไม่พอนะคะ” ตรีชฎา กล่าว

และเป็นเหตุผลให้ศึกษาต่อระดับปริญญาตรีเพิ่มอีก 1 ใบ โดยเวลานี้ ตรีชฎา กำลังศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ โดยมีผลการเรียนปีที่ 2 เกรดเฉลี่ย 4.00 แสดงความไม่ธรรมดาของดาราสาวสวยคนนี้

“เรียนเพิ่มเป็นใบที่ 2 ค่ะ ตอนเด็กๆ ปอยเรียนวิทย์คณิตฝันอยากเป็นหมอ แต่เราเข้าวงการตั้งแต่อายุ 19 ปี ก็เลยต้องละทิ้งความฝันนั้นไปโดยไม่ได้ต่อเนื่องทางสายวิทยาศาสตร์ เพราะงานวงการบันเทิงไม่มีเวลากับการเรียนสาขานี้แน่นอน ปริญญาตรีใบแรกจึงเลือกเรียนคณะนิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ขณะที่เพื่อนๆ ตอนนี้ก็เรียนจบเป็นหมอกันไปหลายคนแล้ว การเรียนวันนี้จึงเป็นการเติมเต็มความฝันของปอยที่ขาดช่วงไป และเป็นการต่อยอดธุรกิจได้อีกด้วยค่ะ”

ต่อยอดความงามให้แข็งแกร่ง

ตรีชฎา เล่ารายละเอียดการใช้ชีวิตในวันนี้ โดยขอแบ่งออกเป็น 3 ความรับผิดชอบ ข้อแรกคือรับผิดชอบในด้านการรักษาสภาวะจิตใจและร่างกายให้แข็งแรง ข้อสองเรื่องการบริหารธุรกิจความงามให้มีความมั่นคง และข้อสามคือเรื่องงานบันเทิงที่มีงานให้สานต่อทั้งในเมืองไทยและฮ่องกง จึงต้องเดินทางใช้ชีวิตไปมาสองประเทศ

“เรื่องแรกนะคะ ปอยปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ ทำมาสองปีแล้วค่ะและขอใช้คำว่าทำอยู่เป็นนิจ นี่คือการรับผิดชอบในด้านการใช้ชีวิตถือศีลปฏิบัติธรรม ไม่ได้อกหักค่ะ เพียงแต่ lucky in game unlucky in love (บอกพร้อมรอยยิ้ม) การใช้ชีวิตปอยไม่คบคนพาล ไม่เสพอะไรที่ไม่ดี ปอยไม่ดื่มค่ะ (ว่าแล้วหัวเราะชอบใจ) แต่ถ้าต้องไปงานเข้าสังคมก็จะเป็นที่รู้กันว่าถ้าต้องจิบไวน์เพื่อแสดงความยินดี ตรีชฎาวันกลาสเท่านั้น จิบเดียวแล้วตั้งกลับคืนไว้บนโต๊ะ ส่วนร่างกายก็คือทั้งสุขภาพและความงามต้องไปด้วยกันนะคะ ยอมรับค่ะว่าผลิตภัณฑ์ความงามคือปัจจัยที่ห้าของปอยไปแล้ว เพราะสำหรับปอยนี่คือการได้รับเกียรติซึ่งเป็นสิ่งเหนือกว่าการยอมรับอีกนะคะ และเป็นสิ่งเปลี่ยนชีวิตของปอยไปเลยค่ะ

‘เบสเวอร์ชั่น’ คือคำที่ปอยนำมาใช้เป็นหลักการใช้ชีวิต คำนี้ทำให้ไม่ยอมแพ้ เพราะด้วยจากเพศสภาพแต่ปอยก็ไม่เคยคิดยอมแพ้ โดยการดูแลตัวเองด้วยความเชื่อมั่นในทฤษฎีความรู้ที่เราชอบ เรียนรู้ และเลือกศึกษาต่อทางด้านนี้จริงจัง จึงทำให้ปอยไม่เชื่อเรื่องศัลยกรรมความงามอย่างเดียว หรือไม่เชื่อว่าผิวขาวแค่นั้นจึงจะสวย แต่ความสวยต้องมาจากผิวที่แข็งแรงเป็นพื้นฐานที่ดีก่อนเป็นอันดับแรกค่ะ”

และแจงถึงการใช้ชีวิตข้อสอง ในเรื่องการบริหารธุรกิจความงามให้มีความมั่นคง วันนี้ดาราสาวสวยผิวออร่าขนาบข้างมาพร้อมพนักงานในบริษัทหลายคน ทุกคนเป็นหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่พร้อมก้าวไปข้างหน้าโดยมีผู้นำแม่ทัพหญิงคนนี้

“หลักการบริหารงานของปอยคือ กระตุ้นให้ทุกคนมีความฝัน มีความเชื่อมั่น มีความกระตือรือร้นเหมือนที่ปอยมีค่ะ บริษัทเล็กๆ ค่ะ มีพนักงานแค่ 10 กว่าคนเท่านั้น ทุกคนที่มากับปอยวันนี้บอกน้องๆ ตั้งแต่รับเข้ามาทำงานเลยค่ะว่า ปอยไม่ได้ต้องการคนเก่ง แต่ต้องการคนมีความฝันเหมือนที่เรามี โดยปอยตั้งเป้านำบริษัทซึ่งมีอายุ 4 ปี เข้าตลาดหลักทรัพย์ภายใน 2 ปีนี้ค่ะ สไตล์การทำงานจึงต้องมีระบบความรับผิดชอบที่ชัดเจน ไม่ก้าวก่ายหน้าที่ และไม่ประนีประนอมเมื่อมีปัญหา ถามว่าปอยดุไหมหรือคะ? (หัวเราะ) ไม่นะคะ น้องๆ บอกใจดี คูลๆ อาจจะดู Aggressive ไปบ้างเมื่อต้องแก้ไขปัญหาในบางเรื่อง แต่ปอยก็มีหลักการค่ะ คือไม่ต้องการให้คนขับเคลื่อนองค์กร แต่ระบบต้องขับเคลื่อนองค์กร

ส่วนเรื่องที่สามคืองานวงการบันเทิง ซึ่งก็ต้องสอดคล้องกับสองข้อแรกด้วยค่ะ คือถ้ารับงานได้เงิน แต่ไม่ซัพพอร์ตธุรกิจและชีวิต ปอยไม่ทำนะคะ แต่ถ้างานชิ้นนั้นไม่ได้เงิน แต่ซัพพอร์ตชีวิตและธุรกิจของเราได้ ปอยรับนะคะ วันนี้งานบันเทิงไม่ใช่งานหลักอีกต่อไปและปอยขอเลือกทำได้ด้วยค่ะ คือการทำงานที่ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีภาพลักษณ์ที่ดีให้ธุรกิจได้ด้วย ถ้าจังหวะชีวิตนั้นเข้ามารับทันทีเลยค่ะ” ตรีชฎา บอกพร้อมรอยยิ้มทิ้งท้ายสวยๆ ภาพในงานเดินพรมแดง Beijing International Film Festival จึงเด่นชัดว่าเป็นทางเลือกสวยเจิดจรัสของหญิงสาวสวยคนนี้อย่างแท้จริง