ลิปตา เบื้องหลังความฮาที่หลายคนไม่เคยรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2559 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/452537

ลิปตา เบื้องหลังความฮาที่หลายคนไม่เคยรู้

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ไอดอลยุค 90 ลิปตา กำลังกลับมาสร้างความคูลขั้นสุดกับคอนเสิร์ตครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของ คัตโตะ-อารมณ์ โพธิ์หาญรัตนกุล หนุ่มอารมณ์ดีมีคำคม และ แทน-ธารณ ลิปตพัลลภ มือคีย์บอร์ดขี้เล่น สองคู่หูบุคลิกกวนที่เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้เสมอ แต่อีกด้านของชีวิตไม่ยิ้มเสมอไป… คนตลกอย่างคัตโตะเคยเจ็บปวดเพราะความฝัน ไม่ต่างจากคนที่ดูเพรียบพร้อมอย่างแทน ก็เคยวิ่งหาความฝันจนสุดแรง ไม่เว้นเส้นทางของลิปตาที่กว่าจะถึงวันนี้ เขาทั้งคู่ก็ต้องผ่านขวากหนามและเฉียดวงแตกมาแล้ว

แทน ธารณ : ตามหาฝัน

หากค้นประวัติของแทนในกูเกิลจะพบข้อมูลคล้ายๆ กัน คือ ชอบร้องแร็ป เป็นแฟนพันธุ์แท้เบเกอรี่มิวสิค และเป็นหลานชายของ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี แต่อีกด้านหนึ่งที่หลายคนไม่ทราบ คือ เขาเป็นหุ้นส่วนร้านอาหารบังคาระราเมน สาขาพารากอน เป็นโปรดิวเซอร์ และเป็นนักเขียนเพลงติดชาร์ต

“ทำเพลงละครช่อง 3 เรื่อยๆ เช่น เรื่อง วัยแสบสาแหรกขาด นางสาวทองสร้อย เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับหลายเพลง เช่น เพลงรีสตาร์ท ของรูม 39 วงชิลลิ่งซันเดย์ และทำเพลงโฆษณาบ้างประปราย แต่ไม่ว่าอย่างไร ผมให้ลิปตาเป็นความสำคัญอันดับหนึ่ง ยังมีคอนเสิร์ตทุกเดือน ยังมีเพลงใหม่ออกมาเรื่อยๆ และตอนนี้ก็จะมีคอนเสิร์ตใหญ่ในเดือน ต.ค. ถ้าถามว่าเวลาส่วนใหญ่ใช้กับอะไร ก็ต้องตอบว่าอยู่กับลิปตานี่แหละครับ” เขาเพิ่มเติม

 

ความสัมพันธ์ระหว่างแทนกับคัตโตะเริ่มขึ้นตั้งแต่อายุ 16 ปี (คัตโตะ อายุ 21 ปี) ซึ่งครั้งแรกที่เจอหน้าทั้งคู่ก็ลงมืออัดเพลง แทนเล่าว่า ตอนนั้นเขาเรียนอยู่ที่สถาบันเอสเออี (SAE – The school of audio engineering) ได้การบ้านให้เขียนเพลงขึ้นมา 1 เพลง ซึ่งเพลงนั้นมีกลิ่นอายความเป็นเบเกอรี่สูงมาก โอ-ทฤษฎี ศรีม่วง (วงเจ็ตเซ็ตเตอร์) อาจารย์พิเศษได้แนะนำให้รู้จักกับคัตโตะ ทั้งสองคนจึงได้เจอกันแบบคนแปลกหน้าในห้องอัดเพลง

“ความฝันแรก ผมอยากเป็นนักบาสฯ แต่ไม่เวิร์ก ต่อมาอยากเป็นนักกอล์ฟเหมือนไทเกอร์ วูดส์ แต่ก็ไม่เวิร์ก จนมาเจอดนตรี โชคดีที่ค้นพบตัวเองเร็วทำให้มุ่งไปทางนั้นได้เร็ว ตอนนั้นผมเด็กมาก ไม่รู้จักใครเลย แต่ไม่รู้ว่าโชคหรืออะไร พี่บอย โกสิยพงษ์ มาเป็นเกสต์ในห้องเรียน เลยมีโอกาสได้ยื่นเดโม่ให้แบบไม่รู้ประสีประสา พี่บอยเรียกไปหา ตอนนั้นดีใจมาก บอกว่าแทนเป็นนักเขียนเพลงน่าจะมีนักร้องประจำนะ เลยมาคิดว่าเรารู้จักใครบ้าง ก็คิดถึงคัตโตะที่เคยมาร้องเพลงให้เมื่อปีที่แล้ว เลยชวนมาทำงานด้วยกัน และกลายเป็นลิปตาในที่สุด”

เพลงที่อยู่ในเดโม่ชื่อว่าเพลง เธอเคยบ้างไหม เป็นเพลงแรกในอัลบั้มแรกเหมือนเป็นการเจอกันครั้งแรกของทั้งสองคน โดยอัลบั้มแรกวางแผงปี 2548 และดังปังจากเพลง ฝืน ที่แทนเป็นคนแต่งเอง

คัตโตะ : ฝ่าฟันเพื่อฝัน

คัตโตะเป็นทั้งนักร้อง นักเขียน และเขายังบอกว่าตัวเองเป็น “เป็ด” ที่ได้หลายอย่าง แต่ไม่ดีสักอย่าง ซึ่งคนฟังคิดว่านั่นช่างถ่อมตัว เขาเล่าย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยเรียนว่า

 

“เป็นคนไม่ชอบเรียน เลยไปทำกิจกรรมกับชมรมดนตรีทียูแบนด์ ได้ไปเจอเพื่อนๆ แล้วมันสนุก มันเติมเต็มชีวิตเราหลายๆ อย่าง และเราอยากจะทำมัน มันสนุกกว่าเรียน ซึ่งตอนนั้นเราอยากเป็นนักร้อง แต่ถ้าเที่ยวไปบอกใครว่าเราอยากเป็นแล้วจะได้เป็นนี่ เลยเก็บมันไว้ในใจ ถ้ามีโอกาสก็ยังจะทำและทำมันให้เต็มที่ ผมเลยทำไปเรื่อยๆ แอบหนีที่บ้านไปร้องเพลง แทนชวนไปทำเพลงก็ไปทำ เราแค่ไปสู่ทางที่ง่ายกว่าและเป็นทางที่เราอยากจะทำ จำได้ว่าตอนนั้นทะเลาะกับที่บ้าน ท่านไม่ให้ไปร้องเพลงกลางคืน ยังไงก็ไม่ยอม เพราะผู้ใหญ่มองว่าอาชีพร้องเพลงเป็นอาชีพที่ไม่เวิร์ก ทำให้ไม่ได้การสนับสนุน แต่เราก็เข้าใจผู้ใหญ่นะว่าสมัยก่อนความสำเร็จมีอยู่อย่างเดียว คือ รับราชการ

สุดท้ายตัดสินใจบอกพ่อตอนเรียนมหาวิทยาลัยจบว่า จะทำเพลงกับเพื่อน ขอเวลาหนึ่งปี ถ้าทำแล้วได้เงินน้อยกว่าเงินเดือนประจำจะเลิกทำ และจะทำงานประจำให้อย่างที่พ่ออยากได้ มันเลยกลายเป็นแรงผลักดัน เหมือนเราเป็นปลาที่ต้องว่ายทวนกระแสน้ำตลอดเวลา มันต้องใช้แรงเยอะ ต้องทำทุกวันให้เต็มที่ แต่น่าแปลกที่ไม่รู้สึกเหนื่อย เข้าห้องอัดถึงตีสองตีสามเป็นเดือนๆ ก็ไม่รู้สึกอะไร เพราะมันคืองานที่เราถนัด จนมาถึงวันนี้เราก็ยังพยายามผลิตเพลงใหม่ๆ ออกมา และยังมีความท้าทายอยู่เสมอ” สัญญา 1 ปีที่มีไว้กับที่บ้าน เขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถทำได้ ส่วนพ่อไม่เคยพูดอะไรนอกเสียจากนำโปสเตอร์มาแปะที่บ้าน

นอกจากนี้ คัตโตะยังเป็นนักเขียนสมัครเล่น แต่เขาสารภาพว่า นั่นเป็นการเขียนไดอารี่ ระบายสิ่งที่คิดในใจออกมาเป็นตัวหนังสือ 7,000-8,000 หน้า พอมีโอกาสเข้ามาเลยเปิดประตูด้านนี้และลองทำดู

“สำหรับผมไม่ได้เรียกคำคมนะ มันคือคำบ่นมากกว่า เหมือนคนที่พอกินอะไรเข้าไปแล้วก็ต้องระบาย ซึ่งพอจดบันทึกมันทำให้เราฉลาดขึ้น เรื่องนี้เราจะไม่ทำผิดอีก เพราะได้จดไว้แล้ว”

 

เขาเขียนหนังสือมาแล้ว 4 เล่ม แต่ปีนี้จะเป็นปีแรกที่จะหยุด เพื่อหาวิธีการเขียนใหม่ให้ต่างไปจากเดิม และเพื่อเต็มที่กับคอนเสิร์ตที่ใหญ่ บิเฟสต้า พรีเซ้นท์ส
ลิปตา ออน ไอซ์

“เราคิดกันเยอะครับก่อนจะทำคอนเสิร์ต” แทนเสริม “อย่างปีที่แล้วเป็นธีมเกาหลี ปีนี้เป็นธีมแฟนตาซีเหมือนการ์ตูนดิสนีย์ ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะตีโจทย์ออกมาให้เป็นคอนเสิร์ต 3 ชม. แล้วทุกคนสนุกตลอดเวลา”

ลิปตา : มิตรภาพ

วงลิปตามีอายุครบ 11 ปี แต่มิตรภาพของทั้งคู่มีนานกว่านั้น “เราอาจไม่สามารถทำงานกับเพื่อนสนิทได้เป็นสิบๆ ปี หรือเราไม่สามารถทำงานกับคนในครอบครัวได้นานขนาดนี้ แต่ผมกับคัตโตะเป็นอีก
เซ็กเตอร์หนึ่ง เป็นอีกความสัมพันธ์หนึ่งที่ข้ามทุกอย่างมาแล้ว” แทน กล่าว

ส่วนคัตโตะ กล่าวว่า “ผมมองแทนเป็นน้องอีกคน ถ้าคิดว่าเขาเป็นน้อง ทุกอย่างก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าว่าเป็นเพื่อนร่วมงาน ผลลัพธ์มันจะเป็นอีกแบบ หลังจากที่เราไปแถลงข่าวเปิดอัลบั้มแรกที่สยาม ผมก็คิดเลยว่า แทนคือน้องของผม”

ลิปตาเป็นศิลปินแนวป๊อป อาร์แอนด์บี มีผลงานเพลงมาแล้ว 5 อัลบั้ม อย่างเพลง ฝืน กอดตัวเอง ลมหายใจของเมื่อวาน ปฏิเสธอย่างไร ยัง ไม่ต้องขอโทษ ไปอยู่ที่ไหนมา ฯลฯ สำหรับคอนเสิร์ต ลิปตา ออน ไอซ์ นับเป็นคอนเสิร์ตที่ใหญ่ที่สุด จะแสดงวันที่ 2 ต.ค. 2559 ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ราคาบัตรเริ่มต้น 1,000 บาท จำหน่ายบัตรแล้วที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา

 

บาริสต้าหนุ่มหน้าใส อภิชาติ เย็นภักดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2559 เวลา 10:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/452091

บาริสต้าหนุ่มหน้าใส อภิชาติ เย็นภักดี

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ผ่านมาแถวราชประสงค์ช่วงนี้ หากอยากรื่นรมย์กับกาแฟรสกลมกล่อมสักแก้ว พร้อมเพื่อนคุยที่จะแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับโลกของกาแฟอันน่ามหัศจรรย์ แนะนำให้ลองแวะมาที่สตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ เอ็กซพลีเรียนซ์ สโตร์แห่งแรกในประเทศไทย ที่มาเปิดบริการที่ศูนย์การค้าเกษร เพราะที่นี่ไม่เพียงมีพื้นที่บาร์กาแฟ ที่เปิดมุมมองแบบกว้าง 360 องศา ให้ได้ชมขั้นตอนการชงกาแฟแบบครบครัน ยังมีคอฟฟี่มาสเตอร์ (หน้าใส) ทำหน้าที่ช่วยคุณเลือกกาแฟแก้วโปรดแบบที่ใช่ หนึ่งในนั้นคือ ชีส-อภิชาติ เย็นภักดี คอฟฟี่มาสเตอร์ที่ช่างภาพเจอแล้วถึงกับต้องแซวว่า นึกว่ามาคัดเดอะสตาร์ (รายการเฟ้นหานักร้องหน้าใหม่)

เส้นทางจากเด็กหนุ่มที่หลงใหลในกาแฟ กว่าจะมาถึงการเป็นบาริสต้า และก้าวสู่การเป็นคอฟฟี่ มาสเตอร์ของร้านกาแฟชั้นนำระดับโลกไม่ง่ายเลย ชีสบอกว่าด้วยใจที่รักในการดื่มกาแฟ จึงตระเวนชิมไปตามร้านต่างๆ บวกกับอาศัยการหาข้อมูลตามอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับกาแฟ ทำให้ตัวเขาเหมือนค่อยๆ ถูกดึงดูดเข้าไปอยู่ในโลกกาแฟที่แสนกว้างใหญ่เหลือเกิน

“ด้วยความที่สนใจและชอบในกาแฟ 3 ปีก่อนผมจึงตัดสินใจมาสมัครงานเป็นบาริสต้าที่ร้านสตาร์บัคส์ เพื่อเรียนรู้การชงกาแฟที่พิถีพิถัน จากเดิมที่เราชงดื่มเองก็อาจจะชงแบบธรรมดา แต่ที่นี่สอนให้เราชงกาแฟด้วยความใส่ใจ เพื่อมอบประสบการณ์การดื่มกาแฟที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า”

บาริสต้าหนุ่มเล่าอย่างออกรสว่า หลังจากฝึกฝนฝีมืออยู่ 3 ปี ในที่สุด ผลงานของเขาก็เข้าตาได้รับเลือกให้เข้ารับการทดสอบเป็นคอฟฟี่มาสเตอร์ ซึ่งหมายความว่า เขาจะต้องเรียนรู้การชงกาแฟมากขึ้นจากเดิมที่เพียงแค่รู้สูตรชงกาแฟให้อร่อย แต่จากนี้ไปเขาต้องรู้เรื่องราวที่บรรจุอยู่ในกาแฟทุกแก้ว

“ที่สตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ เอ็กซพลีเรียนซ์ สโตร์ เราจะเสิร์ฟสุดยอดกาแฟคุณภาพพรีเมียม ที่หาดื่มได้ยาก เพราะฉะนั้นในฐานะคอฟฟี่มาสเตอร์ เราก็ต้องทำการบ้าน ต้องศึกษาข้อมูลของกาแฟที่เราชงในแต่ละแก้วให้ลึกซึ้ง นอกจากนี้เรายังมีเครื่องชงหลายแบบ ซึ่งการชงในแต่ละแบบจะดึงเอารสชาติของกาแฟที่ดีที่สุดออกมาแตกต่างกัน เราก็ต้องมีความรู้มีข้อมูลที่จะพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนกับลูกค้า”

 

ชีส บอกว่า ยิ่งเขาได้มีโอกาสท่องไปในโลกกาแฟมากเท่าไหร่ ยิ่งพบว่าโลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่ มีเรื่องราวให้เรียนรู้ไม่สิ้นสุด แต่ความสุขนอกจากการได้เป็นผู้ศึกษา คือ การได้แลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนร่วมงานที่มีแพชชั่นในสิ่งเดียวกัน รวมทั้งกับลูกค้าที่มาใช้บริการ บางครั้ง เรื่องเล่าจากประสบการณ์การดื่มกาแฟของลูกค้าก็เป็นเรื่องราวชวนว้าวที่แสนประทับใจเหมือนกัน

“ทุกวันนี้ ผมได้มีโอกาสเรียนรู้การชงกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำ อย่างการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว กระบวนการผลิตกว่าจะมาเป็นผลิตเมล็ดกาแฟ ทั้งหมดนี้ทำให้มุมมองในการชงกาแฟแต่ละแก้วของผมเปลี่ยนไป กาแฟแต่ละแก้วที่ผมชงทุกวัน ไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาทักษะฝีมือให้เก่งขึ้น แต่ยังเป็นการซึมซับเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในเมล็ดกาแฟประเภทต่างๆ”

บาริสต้าหนุ่มอนาคตไกล วัย 28 ปี บอกว่า จากนี้เขายังคงมุ่งมั่นกับการหาความรู้ในโลกกาแฟที่หลงใหล โดยจะไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาตัวเองไปตลอด

“ผมคิดว่าเสน่ห์ของการเป็นบาริสต้าคือ นอกจากเราเป็นคนชงกาแฟ เรายังเป็นคนที่จะส่งมอบความรู้สึกดีๆ ผ่านกาแฟถ้วยนั้นไปอย่างผู้รับ ใครจะรู้ว่า กาแฟที่เราชงแก้วนั้น อาจเป็นการเริ่มต้นความรู้สึกดีๆ ให้กับใครอีกคนก็ได้“ ชีสกล่าวทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้มหวานๆ

 

Starbucks Reserve Malawi Sabie Farms

ส่วนผสม

1.กาแฟ Starbucks Reserve Malawi Sabie Farms 30 กรัม

2.น้ำ 300 กรัม

วิธีทำ

1.วอร์มกระดาษบนถ้วย Pull over ด้วยการรินน้ำร้อนวนเป็นวงให้ทั่วกระดาษ

2.เทผงกาแฟที่คั่วแล้วลงไปในถ้วย Pull over ตามด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิประมาณ 91-96 องศาเซลเซียส ในขั้นตอนการเทน้ำพยายามเทน้ำให้สายน้ำสม่ำเสมอ เพื่อให้รสชาติของกาแฟคงที่ โดยค่อยๆ เติมน้ำลงไปจนหมดกา สาเหตุที่ต้องค่อยๆ เทน้ำเพราะป้องกันไม่ให้สัดส่วนของน้ำที่ออกมามากกว่ากาแฟจนเสียรสชาติ

3.เมื่อเทน้ำจนหมดกาก็พร้อมเสิร์ฟ แต่ถ้าใครที่ชอบแบบเย็น แนะนำให้นำน้ำแข็งมาใส่ถ้วย Pull over ด้านล่าง ก่อนที่จะเทน้ำร้อนลงบนผงกาแฟบนถ้วยPull over โดยอาจเพิ่มความเข้มข้นด้วยการลดปริมาณน้ำร้อนลงเล็กน้อย

 

รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ ทำทุกหน้าที่ ให้ดีที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2559 เวลา 11:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/451829

รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ ทำทุกหน้าที่ ให้ดีที่สุด

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ… กิจจา อภิชนรจเรข

มีงานวิจัยเชื่อว่า มนุษย์เรามีความสามารถทำงานได้หลายสิ่งอย่างพร้อมๆ กัน ยิ่งในผู้ที่มีสมาธิที่ดีจะทำงานได้หลากหลายและมีคุณภาพโดยเนื้องานไม่มีตกหล่น มีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากคุณหมอหนุ่มท่าทางใจดียิ้มแย้มแจ่มใสคนนี้ รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ รองคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แม้จะอยู่ในวัย 47 ปี แต่หน้าตาดูอ่อนกว่าวัยไปหลายปีทีเดียว

หมอต้องทำงานบริหารได้

ทางด้านการศึกษานั้น หลังจบเตรียมอุดม คุณหมอก็สอบติดแพทย์ที่ศิริราช เลือกแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยา ไปทำงานใช้ทุนที่ต่างจังหวัด ครบก็กลับมาเป็นแพทย์ประจำที่ศิริราชแล้วก็หาเวลาว่างไปเรียนต่อปริญญาโท ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะสะดวกในการเดินทางแค่ข้ามเรือไปเรียน หลังจากนั้นก็ไปต่อเฉพาะด้านต้อหิน ที่มหาวิทยาลัยเทนเนสซีและมหาวิทยาลัยไมอามี สหรัฐ สุดท้ายไปคว้า ประกาศนียบัตรผู้เชี่ยวชาญด้านต้อหิน มหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนี

“ที่เลือกไปเรียนปริญญาโทด้านบริหาร เนื่องจากว่าตอนเด็กอยากเป็นนักธุรกิจ แต่คนสมัยก่อนถ้าลูกเรียนดีก็อยากให้เป็นหมอ ก็เลยเรียนตามที่ทางบ้านอยากให้เรียน แต่ความฝังใจเรื่องธุรกิจยังมีอยู่ ก็ขอเรียนเพื่อตัวเองบ้าง

ตอนไปเรียนปริญญาโท คนมักจะถามเป็นหมอไปเรียนบริหารทำไม จะได้ใช้เหรอ แต่เราคิดว่าเรียนไว้ไม่เสียหลาย พอตอนนี้มันก็ได้นำมาใช้ในงานได้จริงๆ ดูงบกำไรขาดทุนเป็น ดูงบดุลเป็น เพราะเราไม่ได้อยากเป็นหมออย่างเดียว หรือเป็นผู้บริหารอย่างเดียว ทำหลายอย่างควบคู่ไป เพราะเป็นนักกิจกรรมมาตั้งแต่เด็กแล้ว มีความสุขกับการได้ทำงาน ได้ทำนั่นนี่ไปพร้อมกัน ตอนนี้ก็เป็นผู้ช่วยฝ่ายนโยบายและวางแผนด้วย”

 

รักงานจิตอาสา

นอกจากนี้ในส่วนวันหยุด คุณหมอก็ไปทำจิตอาสาร่วมกับหมอหลายคนไปผ่าตาฟรีให้กับคนเจ็บป่วยในต่างจังหวัดทุก 2 เดือน เพราะจักษุแพทย์มีน้อยโดยเฉพาะทางด้านต้อหินนั้นมีไม่พอกับจำนวนคนไข้ จึงต้องไปช่วยคนไข้ตามต่างจังหวัดบ้างเพราะโอกาสที่จะเข้าถึงการรักษามีน้อย เนื่องจากเห็นว่าการทำงานด้านจิตอาสาเป็นเรื่องที่ควรทำควบคู่กันไปกับงานประจำ ทุกคนทำความดีได้เสมอโดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินเพียงอย่างเดียวทำอะไรก็ได้ในแบบที่คุณถนัดล้วนเป็นเรื่องที่ดีเสมอ เพราะพลังแห่งการให้ คือพลังแห่งความสุข

ขอบข่ายงานของคุณหมอในตอนนี้ คือเป็นหมอด้านจักษุ แล้วก็เป็นอาจารย์แพทย์ ซึ่งงานสอนนั้นเป็นเรื่องสำคัญเพื่อเป็นการส่งต่อให้กับหมอรุ่นต่อไป ควบคู่กับเป็นรองคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม รับผิดชอบงานประชาสัมพันธ์ให้กับโรงพยาบาล และคุณหมอก็อยู่ในทีมจัดหาทุนสร้างอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อยกระดับให้บริการผู้ป่วยอย่างครบวงจรถวายเป็นพระราชกุศล โดยในอาคารแห่งนี้จะช่วยลดปัญหาความแออัดของผู้มารับบริการที่ตึกผู้ป่วยนอก ซึ่งในแต่ละปีมีผู้มารับบริการกว่า 3 ล้านคน “การบริจาคด้วยวิธี *984*100# กดโทรออก เพื่อบริจาคครั้งละ 100 ยังทำได้อยู่ และศิริราชยังขาดงบประมาณอีกเกือบ 1,000 ล้านบาท”

บางกอกน้อยโมเดล

ยังมีโครงการเพื่อกิจกรรมสังคมล่าสุดที่ศิริราชร่วมกับชุมชนโดยรอบ ชื่อโครงการว่า บางกอกน้อยโมเดล เริ่มจากการปั่นจักรยานรอบๆ ชุมชน เนื่องจากเกรงว่าในอนาคตอันใกล้นี้มีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นหลายคนต้องอยู่คนเดียวไม่มีลูกหลานดูแลมีเยอะที่ส่วนใหญ่อยู่คนเดียวตามลำพัง เมื่อเจ็บป่วยไม่มีใครช่วยดูแลและอาจจะเสียชีวิตไปโดยลำพังไม่มีใครรู้จนสายเกินแก้

ทางศิริราชจึงจัดตั้งชุมชนต้นแบบมีสมาชิก 1.5 แสนคน โดยให้ทุกคนมาลงทะเบียนเพื่อรายงานสุขภาพกับศิริราช ให้รู้ว่าคุณป้าคนนี้เป็นหัวใจ คุณลุงคนนั้นเป็นมะเร็ง และจัดหมวดหมู่ว่า มีกลุ่มเป็นโรคหัวใจกี่คน มะเร็งกี่คน เบาหวานกี่คน

“เพื่อเราจะเก็บข้อมูลไว้ว่าใครอยู่ที่ไหน เพื่อที่จะจัดหน่วยไปดูแลสัก 2 อาทิตย์ครั้งหรือเดือนละครั้ง แม้เป็นโรคติดต่อรุนแรงอะไรเราก็เข้าไปดูได้ ซึ่งข้อมูลตรงนี้จะเก็บเป็นความลับ เวลาใครเป็นอะไรจะได้รู้ไม่ใช่เสียชีวิตไป 3-4 วันแล้วคนเพิ่งมาเห็น โครงการนี้เริ่มเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ถ้าได้ผลดีก็จะเป็นโมเดลที่สำคัญให้ชุมชนอื่นเอาไปทำตามเพื่อช่วยดูแลสุขภาพของผู้สูงวัยในชุมชนและขยายไปทำทั่วประเทศ” คุณหมอกล่าวอย่างตั้งใจ

 

สายกลางพอเพียง

แม้จะทำงานหลากหลายสิ่ง แต่คุณหมอก็มีความสุขกับทุกสิ่งที่ทำ โดยไม่คิดจะไปทำงานนอกเวลากับโรงพยาบาลเอกชน เนื่องจากในวันปกติทำงานเต็มที่เต็มเวลาที่ศิริราช วันหยุดก็ไปทำงานจิตอาสาบ้างเป็นครั้งคราว ที่เหลือก็ไว้ออกกำลังกาย ให้เวลากับครอบครัวดีกว่า เงินก็สำคัญแต่ไม่เท่ากับสุขภาพ และเวลาให้กับคนที่เรารัก

หลักการทำงานของคุณหมอก็คือ พยายามมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ ปัญหาทุกปัญหามีทางออกเสมอ เมื่อเจอปัญหาอุปสรรคอย่าท้อ ค่อยๆ แก้ไขไป เดี๋ยวก็เจอทางออกจนได้ บางครั้งก็นำหลักธรรมะมาช่วยได้ เพราะคุณหมอเคยบวชเณรมา 2 ครั้ง บวชพระมา 1 ครั้ง รู้ว่าธรรมะคือของจริงเป็นยารักษาใจชั้นดี ธรรมะจะช่วยเตือนสติไว้ได้เสมอ อย่าไปยึดติดกับลาภ ยศ สรรเสริญ ทุกอย่างมันเป็นแค่เปลือก พยายามใช้ชีวิตให้เล็กๆ เป็นปกติธรรมดาเข้าไว้ เรื่องพอเพียง สายกลางนี่ถือว่าเป็นวิถีที่เหมาะสมกับคนส่วนใหญ่

สุขภาพตาต้องดูแลสม่ำเสมอ

ในฐานะที่เป็นจักษุแพทย์ คุณหมอฝากเตือนเรื่องสุขภาพตาไว้สักนิดว่า เมื่ออายุ 45 ปีขึ้นไป ควรจะตรวจสุขภาพตาปีละสักครั้ง เนื่องจากข้อเสียของโรคทางตานั้น คือระยะแรกเมื่อป่วยอาการของโรคจะไม่ปรากฏเด่นชัดนัก กว่าที่จะรู้ตัวตาฝ้ามัว อาการก็เป็นไปเยอะแล้ว โรคต้อกระจกนั้นไม่อันตรายเท่ากับต้อหิน ซึ่งอาจจะตาบอดได้ แต่ต้อหินถ้าได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ ก็รักษาได้ อย่าไปซื้อยาหยอดตาใช้เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

การดูแลรักษาสุขภาพตาเบื้องต้น ก็คือพยายามอย่าใช้สายตามากเกินไป เมื่อต้องอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ควรพักสายตาบ่อยๆ ทุก 2 ชั่วโมง อย่าให้ตาแห้ง อาจช่วยด้วยการหยอดน้ำตาเทียม ใส่แว่นกันแดดอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากแสงอัลตราไวโอเลตจะทำร้ายสายตามาก

 

อัพเดทชีวิตและร่องรอยความรัก ภาคิน คำวิลัยศักดิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2559 เวลา 10:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/451594

อัพเดทชีวิตและร่องรอยความรัก ภาคิน คำวิลัยศักดิ์

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

บางทีเราก็หยิบลวดลายบ้านๆ มาใช้แต่งห้อง แต่แต่งออกมาแล้วเท่จนจำเกือบไม่ได้ “โตโน่” ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ เป็นอะไรที่เรารู้สึกอย่างนั้น เขาคือผู้ชายธรรมดาที่ดูแล้วแสนจะติดดินในมุมหนึ่ง แต่ในอีกมุมหนึ่งที่พลิกไปหน่อย เขาคืออะไรที่เท่สุดเท่ จนเราจำเกือบไม่ได้ทุกที นักร้องนักแสดงหนุ่มชื่อดังที่ในช่วงปีที่ผ่านมาตกเป็นข่าวในหลายเรื่องราว วันนี้อัพเดทชีวิตและความรักของหนุ่มไม่ธรรมดาคนนี้กัน

“วันนี้ของผม ทำงานครับ วันนี้ของผม มีอะไรที่ต้องสู้ต่ออีกเยอะ” โตโน่เล่า

โตโน่บอกว่า ถามผมก็ตอบว่ามันท้าทาย ชีวิตกำลังสนุกกับการทัวร์คอนเสิร์ตทั่วประเทศ เขาหมายถึงโตโน่ แอนด์ เดอะดัสต์ (Tono & The Dust) สังกัด Up^G (GMM Grammy) วงดนตรีที่สาวๆ (และไม่สาว) ช่วยกันกรี๊ด คนฟังดนตรีมีความสุขกับวงของเรา เราก็มีความสุข หากคำถามต่อมาคือเราจะพัฒนาไปในทางใด ก็ต้องตอบตัวเองให้ได้

ศิลปินต้นแบบของโตโน่คือ กันแอนด์โรสเซส (Gun and Roses) วงดนตรีของสหรัฐ ที่หนุ่มหล่อชื่นชอบในฝีมืออย่างที่สุด วงดนตรีไทยชอบคาราบาว ไมโคร และพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง หากงานดนตรีของเขาก็พัฒนาต่อยอดไปในแนวดนตรีของเดอะ ดัสต์เอง แฟนๆ เตรียมตัวไว้เพราะ ส.ค.ไม่เกิน ก.ย.นี้ กำลังจะมีอัลบั้มใหม่ ผลงานเพลงทั้งหมดสมาชิกวงทั้งหมดร่วมกันแต่ง รวมทั้งบางเพลงที่นำมาคัฟเวอร์ใหม่ ได้แก่ หลอมละลาย ยังไงก็โดน (กรี๊ดดดดด…) เพลงเก่า ๆ ที่ลืมไปแล้ว(อย่าเพิ่งลืมนะครับ)

ในมุมของนักแสดง โตโน่ กำลังสนุกกับการรับบทบาทต่างๆ ละครเรื่องล่าสุดของเขา เพชฌฆาตดาวโจรที่เพิ่งจบไป แฟนๆ จะรู้หรือไม่ว่า บทบู๊ทุกฉากในเรื่องโตโน่ลุยเองแบบไม่ง้อสแตนด์อิน ทุกมุมของการแสดง สำหรับเขาแล้วคือการพัฒนาตัวเอง ทำให้ตัวเองพัฒนาขึ้น แถมได้สนุกกับความคิดที่ว่า คนจำเราได้จากบทบาทนี้(ภูมิใจครับ)

 

สำหรับบทบาทต่อไปของโตโน่ แฟนภาพยนตร์คงต้องคอยติดตามดูต่อไป เจ้าตัวบอกได้แต่เพียงว่า จะเป็นบทบาทที่ยากขึ้น ยากขึ้นและยากขึ้นไปเรื่อยๆ นี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องของชีวิตที่คาดหวังว่าตัวเองจะทำได้ดีขึ้น สักแต่รับงาน-ไม่ได้ และไม่ใช่โตโน่เด็ดขาด

“ความถนัดของเราจริงๆ คือเส้นทางดนตรี แต่ถ้าจะสร้างความแตกต่าง ก็ไม่ผิดกติกาไม่ใช่หรือ ชีวิตเรียบไปก็ไม่ดี” โตโน่เล่าด้วยรอยยิ้มแบบของเขา

ความสนุกของชีวิตคือการทำให้มันดี โจทย์คือจะทำอย่างไร ตั้งโจทย์และตอบโจทย์นั้นด้วยตัวเอง เป็นความรับผิดชอบในฐานะนักร้องนักแสดง หรือคนสาธารณะที่มีบทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบ แต่ก็ต้องไม่ลืมสนุกกับชีวิตด้วย ไม่ลืมดูว่า “อะไร” ที่ล้ำเส้นเข้ามาในชีวิต อยู่ที่เราจะอนุญาตให้มันอยู่หรือไม่อยู่ในชีวิตเรา

โตโน่เล่าต่อถึงงานแสดงภาพยนตร์ว่า เป็นความรับผิดชอบของนักแสดงที่มีต่อคนดู ภาระความรับผิดชอบที่ต้องมีให้คนดู ไม่ใช่เรื่องเงินแต่คือเป้าหมาย ละครเรื่องนั้นให้อะไรกับคนดู เล่นเป็นโจรแล้วดังเปรี้ยงปร้าง หากบทบาทที่อยากจะลองเล่นดูสักครั้งคือ ทหาร เพื่อสะท้อนชีวิตจริงของในประวัติศาสตร์ชาติไทย

“บทโจรผมเล่นมาแล้ว สนุกมาก คือผมได้สะท้อนให้เห็นมุมของคนเป็นโจร คนดูก็สนุก ได้ดูได้เข้าใจในสิ่งที่เราเป็นในด้านไม่ดี นี่คือนักแสดงในความรู้สึกผม คือได้ให้อะไรแก่คนดูด้วย สนุกและทำความเข้าใจกับบทบาทต่างๆ ไปด้วยกัน ก็อยากสะท้อนออกไปในมุมของทหาร ในบทบาทของทหารวันนี้บ้าง คงเป็นเกียรติมากถ้าได้เล่าให้คนในอีกมุมของสังคมรู้ว่า กว่าจะมีบ้านมีเมือง ใครบ้างที่เสียสละ” โตโน่เล่า

 

 

อีกบทบาทหนึ่งในวันนี้ คือ การเป็นทูตองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกประจำประเทศไทย (World Animal Protection-WAP) หลายคนอาจยังไม่รู้ เกี่ยวกับบทบาทสื่อในโครงการสวัสดิภาพของสัตว์เพื่อนร่วมโลก บทบาทที่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่เจ้าตัว เขาอยากอัพเดทถึงเรื่องนี้ เพราะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มนุษย์โลกพร่องต่อหน้าที่อันมีต่อเพื่อนร่วมโลก

“โลกโหดร้ายขึ้น เรายิงหมา เราล่าเขี้ยวเสือ เราตัดแขนตัดขาหมี เราใช้เงินซื้อปืน ทำไมไม่คิดว่า ‘เขา’ ก็มีชีวิตเดียวเหมือนเช่นกันกับเรา มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่ฉลาดที่สุดหรือ ผมคิดว่าไม่ใช่”

โตโน่บอกว่า ดีใจที่ได้มีส่วนในการรณรงค์สิทธิสัตว์ ปลูกจิตสำนึกและความรักให้แก่สิ่งมีชีวิตในบ้านที่เรียกว่าโลก เพราะบนโลกใบนี้ ทุกคนทุกชีวิตมีสิทธิเท่ากัน วันนี้สนุกมากๆ กับทุกภารกิจของ WAP ล่าสุดกับกิจกรรม “หนึ่งภาพ = หนึ่งวัคซีน” ของโครงการเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของสุนัข (Better Life for Dogs) ที่คนรักสัตว์ร่วมใจส่งภาพช่วยน้องหมาจรจัดได้ถึง 5,240 ตัว

“ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมส่งภาพเข้ามา นั่นหมายถึงคุณภาพชีวิตน้องหมาที่ดีขึ้น ภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือนเราได้รับประมาณ 5,000 ภาพ เท่ากับเราได้ช่วยน้องหมาจรจัดให้มีโอกาสรับวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าถึง 5,000 ตัว เป็นการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า สร้างชุมชนแข็งแรง และลดการทารุณน้องหมาในทางหนึ่ง นี่แค่ก้าวแรกและเราจะก้าวต่อไปแน่”

 

 

โตโน่เล่าว่า องค์กรฯ เตรียมส่งมอบวัคซีนทั้งหมดให้กับกรมปศุสัตว์ กระจายวัคซีนสู่พื้นที่ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือสุนัขจรจัดให้มากที่สุด ทั้งนี้ ทั่วโลกสุนัขถูกกำจัดอย่างโหดร้ายหรือถูกฆ่าตายกว่า 10 ล้านตัวในทุกปี หรือทุกๆ หนึ่งชั่วโมงจะมีสุนัข 1,200 ตัว ถูกฆ่าอย่างทารุณเพราะสาเหตุความกลัวการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งก็คงต้องให้ความรู้กันให้มากๆ ว่า การฉีดวัคซีนเท่านั้นที่สามารถหยุดและป้องกันโรคนี้ได้

ส่วนเรื่องความรัก ชีวิตที่สมบูรณ์ขาดความรักไม่ได้ ความรักในชีวิตของพระเอกหนุ่มเป็นไง ในพื้นที่สื่อต่างๆ เห็นมีข่าวคราวของเขาเป็นระยะๆ ไม่กับคนนั้นก็กับคนนี้ เกี่ยวกับเรื่องนี้โตโน่เล่าว่า เขาเป็นคนบ้างาน ผู้หญิงในชีวิตของเขาจึงต้องเป็นคนที่มีความอดทนสูง ใช้ความอดทนสูงถึงสูงมาก คาดหวังไม่ได้และอย่าคาดหวัง ความรักควรเป็นสิ่งที่ไม่คาดหวังและอย่า…อย่านะ อย่าคาดหวัง รวมทั้งในทุกรายละเอียดของความรักด้วย

“ที่กำลังเป็นข่าวนั้นก็เรื่องหนึ่ง ผมไม่อยากพาดพิงถึงใคร ส่วนจะให้ผมตอบว่า ‘เขา’ คนนั้นจะเข้ามาตอนไหน ผมคงตอบไม่ได้ เพราะถ้ารักใครผมจะรักเลย นั่นหมายถึงว่าผมเองก็กำหนดไม่ได้”

โตโน่บอกว่า ความรักเป็นสิ่งสวยงาม คนทุกคนควรมีความรักความบริสุทธิ์ใจ เนื่องจากเป็นสิ่งมีค่า ความรักสำหรับชายหนุ่มคือสิ่งอยู่สูงสุดของชีวิต ถือเป็นเรื่องสำคัญ แต่การให้ความสำคัญและการให้น้ำหนักขึ้นอยู่กับจังหวะ เวลาและโอกาส จะกล่าวตอบให้สัมภาษณ์ไปยังไง อย่างง เพราะคนที่รู้จักความรักจะเข้าใจได้ในทันที

“ถ้าไม่มีความรัก เราก็ทำงานไม่ได้ แต่มันคงต้องใช้เวลาที่จะให้รักใครสักคนตอนนี้ ถ้ารักแล้วก็คงได้รัก รวยหรือจนอาชีพอะไร นั่นไม่สำคัญเลยสำหรับผม ขอให้ผมรักเถอะ นี่คืออัพเดทของผม!”

 

กันธิชา ฉิมศิริ ไม่มีอะไรขวางศักยภาพของผู้หญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2559 เวลา 11:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/451372

กันธิชา ฉิมศิริ ไม่มีอะไรขวางศักยภาพของผู้หญิง

โดย…นกขุนทอง ภาพ… ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เธอเป็น มิสซิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2016 (Mrs.Universe) คนแรกของประเทศไทย เวทีประกวดที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงแต่งงานมีครอบครัวแล้วได้มาอวดประชันโฉมกัน ในประเทศไทยเวทีนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และชื่อของ ยุ้ย-กันธิชา ฉิมศิริ ในตำแหน่ง มิสซิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ก็เสมือนเกิดใหม่ ทำให้ต้องค้นหากันว่า เธอเป็นใคร มาจากไหน เวทีนี้ประกวดกันเมื่อไหร่กันหนอ

เรื่องราวของเธอ กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ เพราะชุดสุวรรณเจดีย์ (สีทองอร่าม) ที่เธอจะใส่เป็นชุดประจำชาติ ไปประกวดยังเวทีระดับนานาชาติ มิสซิสยูนิเวิร์ส 2016 ที่กว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ในต้นเดือน ก.ย.นี้ เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ชุดเป็นไฟลามทุ่ง ร้อนถึงกระทรวงวัฒนธรรมเข้ามาผสมโรงเบรกจนเปลี่ยนมาเป็นชุด “ตะเพียนทอง ครรลองไทย” ที่เปลี่ยนกระแสตอบกลับจากก้อนหินเป็นดอกไม้ ชุดงามเรียบง่ายนำเสนอความเป็นไทยในคอนเซ็ปต์ เมืองไทยเสมือนอู่ทอง “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว”

เรียกได้ว่าเป็นการเปิดตัว ยุ้ย กันธิชา พร้อมตำแหน่ง มิสซิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ให้คนไทยได้ประจักษ์ และเมื่อวานนี้เอง (29 ส.ค.) เธอได้เดินทางไปเตรียมพร้อมลงประกวดความงามกับผู้หญิงที่มีสามีแล้วอีกหลายสิบประเทศ บนเวที Mrs.Universe 2016 ซึ่งเวทีนี้ผู้สมัครมีอายุระหว่าง 25-45 ปี โดยมีองค์กร Mrs.Universe Ltd ตั้งอยู่ประเทศบัลแกเรีย เป็นผู้จัดและเจ้าของลิขสิทธิ์การประกวด จัดการประกวดครั้งแรกในปี 2007 สำหรับผู้ครองมงกุฎ Mrs.Universe 2015 คือ แอชลีย์ คอลลิงบูลล์-เบิร์นแฮม จากประเทศแคนาดา

อยากเป็นนางงาม…ยังไม่สาย

ยุ้ย กันธิชา ในวัย 32 ปี เจ้าของสัดส่วน 25-28-36 น้ำหนัก 57 กก. สูง 174 ซม. เป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีลูกชายวัย 2 ขวบกว่า มีสามีเป็นเศรษฐีชาวเยอรมัน ชื่อ อเล็กซานเดอร์ ปาเป้ เธอยังทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ อีกหลายอย่าง และมีกิจกรรมที่โปรดปรานท้าทายอย่างแข่งรถ สะสมรถโบราณ ทว่าการเป็น “นางงาม” คืออีกหนึ่งความฝันที่เธออยากเป็น และที่ผ่านมาเธอได้ทิ้งโอกาสที่จะตามหาฝัน เพราะทำหน้าที่ของศรีภรรยาเคียงข้างสามีไปทำงานและท่องเที่ยวยังประเทศต่างๆ เกือบทั่วโลก จนวัยล่วงเลยที่จะประกวดเวทีมิส (Miss) ต่างๆ และมีหน้าที่เป็นคุณแม่เพิ่มขึ้นมาอีก แต่เธอก็ยังไม่ลืมความ “อยากเป็นนางงาม”

“เที่ยวไปมาหมด 60 ประเทศแล้ว จนวันหนึ่งเราอยากทำอะไรที่เราต้องการ มันค้างไว้ในใจ แล้วยังมีความรู้สึกต้องการอยู่ คือ อยากเป็นนางงาม ยุ้ยโชคดีรู้ตัวว่าเราต้องการอะไรแล้วไม่สับสนกับความต้องการของตัวเอง ยุ้ยรู้จักเวทีนี้มาสักพักหนึ่งแล้ว ยุ้ยอยากลงประกวดเวทีนี้ เพราะคุณสมบัติของเราตรง ยุ้ยแต่งงานมา 7 ปี ยังอยู่ด้วยกันไม่มีการหย่าร้าง มีบุตรด้วยกัน มีหรือไม่มีใบทะเบียนสมรสก็ได้ แต่ในเมืองไทยยังไม่มีใครซื้อลิขสิทธิ์ (Licence) เพราะคนที่จะถือไลเซนส์จัดการประกวดได้ต้องเป็นคนไทย

การประกวดนี้ในปี 2016 ยุ้ยก็เลยซื้อแล้วส่งตัวเองเป็นตัวแทนประเทศไทย แต่งตั้งตัวเองเมื่อเดือน มี.ค. เหตุผลที่ยังไม่จัดประกวดเป็นเรื่องเป็นราวอย่างเวทีอื่น เพราะหาสปอนเซอร์ไม่ตรงตามเป้า การจัดการประกวดใช้เงินจำนวนมาก ยุ้ยยังไม่พร้อม และอีกอย่างยุ้ยอยากเป็นตัวแทน อยากเป็น มิสซิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ยุ้ยนำร่องไปก่อน แต่ในปี 2017 มีคนซื้อลิขสิทธิ์แล้วนะคะ ซึ่งยุ้ยก็พร้อมจะสนับสนุนช่วยทุกอย่างให้เวที มิสซิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ เกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะยุ้ยต้องการให้ผู้หญิงไม่ได้ถูกจำกัดเพียงแค่ว่าเป็นสาวโสด อายุไม่เกิน 25 ยุ้ยว่าผู้หญิงเรามีลูกมีสามีแล้วก็ยังมีศักยภาพในการดูแลรูปร่างให้สวยงามได้เช่นเดียวกัน”

 

อยากคว้าตำแหน่ง

ต้องบอกว่ายุ้ยไม่ได้มาเล่นๆ ควักเงินในกระเป๋าตัวเองขนาดนี้ (แม้ช่วงท้ายก่อนการไปประกวดจะเริ่มมีผู้สนับสนุนเสื้อผ้า การเดินทาง การแต่งหน้าเข้ามาบ้าง) เตรียมความพร้อมตั้งแต่เรื่องรูปร่างหน้าตา ยุ้ยยอมรับว่าอะไรที่ยังดูงามไม่ลงตัวก็มีการแก้ไข จนออกมางามคมขำอย่างสาวไทย โหมออกกำลังกายให้รูปร่างฟิตเฟิร์ม จนในที่สุดโยคะคือการออกกำลังกายและกระชับสัดส่วนที่เหมาะสมกับเธอที่สุด และต้องทำอย่างมีวินัย ส่วนเรื่องเสื้อผ้า ชุดต่างๆ จ้างออกแบบ ลองกันแล้วลองกันอีก หลายสิบชุดที่จะขนไปใส่ในช่วงระยะเวลาการประกวด ที่พิเศษคือชุดประจำชาติ ตะเพียนทอง ครรลองไทย

“นี่เป็นความฝัน ความต้องการ ยุ้ยตั้งใจมาก เตรียมงานเยอะมาก เกือบทุกชุดใช้ผ้าไทยมาตัด คือคนดูออกว่าผู้หญิงคนนี้มาจากเมืองไทย รวมถึงการแสดงที่จะโชว์ คือ การแสดงรำร่มของทางภาคเหนือ ยุ้ยต้องการสื่อสารถึงวัฒนธรรมไทย ผ่านทั้งเครื่องแต่งกาย เพลงไทย การแสดงอย่างไทย เครื่องประดับยุ้ยก็หาแบบของโบราณ ส่วนชุดประจำชาติ ชุดนี้มูลค่าหลายหมื่น ใช้ผ้ายกไทย ปักลายไทย ชุดนี้สื่อสารถึงวิถีชีวิตชาวไทย ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่

แล้วข้าวหอมมะลิของไทยเป็นที่รู้จักของชาวโลก ยุ้ยก็เอาข้าวหอมมะลิมาประดับที่หมวก หมวกที่สื่อถึงชาวเกษตรกร ส่วนปลาตะเพียน เวลาชาวต่างชาติซื้อของฝากกลับเมืองเขาก็มักซื้อปลาตะเพียนสาน ทุกชุดและหมวกก็สื่อถึงเมืองไทยเราที่ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ชุดสีทอง ก็สื่อถึงประเทศไทยที่รุ่งเรืองและอุดมสมบูรณ์อย่างรวงข้าวที่มีสีทอง ยุ้ยคาดหวังกับเวทีนี้มาก อยากติด 1 ใน 5 อยากแสดงศักยภาพความเป็นผู้หญิงไทยไปสู่เวทีระดับโลกให้ได้”

ยุ้ยจะคว้าตำแหน่งมิสซิสยูนิเวิร์ส 2016 มาได้หรือไม่ ต้องติดตามเป็นกำลังใจให้กับเธอ ในรอบไฟนอล วันที่ 4 ก.ย.นี้

อยากทำอะไรต้องได้ทำ

ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพของผู้หญิง ยุ้ยบอกว่าไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหนไม่ได้ลดคุณค่าและความสามารถที่คนคนนั้นมีลงเลย ถึงเธอจะมีสามีและลูกแล้วก็ยังสามารถประกวดนางงามได้ ซึ่งนั่นนับเป็นโอกาสที่ทางผู้จัดสร้างเวทีให้กับผู้หญิงในอีกบทบาท ส่วนสิ่งที่เธอเลือกใช้สิทธิที่จะทำเอง คือ การแข่งขันและสะสมรถ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งอย่างที่เธอกำลังคลั่งไคล้เลยก็ว่าได้ ถึงขั้นสร้างห้องติดแอร์เพื่อเก็บรักษาดูแลรถสปอร์ตและรถคลาสสิก

“ตอนนี้สะสมรถ มี Ferrari r430, Porsche Limited 91150, BMW i8, BMW i640, Porsche Cayenne, MG รุ่น MGB เป็นรถโบราณ Rolls Royce รุ่น Silver Shadow และรุ่น 1973 และมี Camaro รุ่น 1979 Gen 1 สะสมมาหลายปีแล้ว ซื้อสะสมมาเรื่อยๆ ผ่อนบ้างสดบ้าง แต่ตอนนี้จ่ายหมดทุกคันแล้ว ถ้าผู้หญิงเราเสียเงินซื้ออะไหล่มาแต่งรถมากกว่าซื้อเสื้อผ้าเครื่องสำอางก็คงชอบมากจริงๆ ส่วนใหญ่รถโบราณใส่ของจริงหมด เอาเอกสารมาเปิดดูเลยว่าของจริงยังไง หน้าตายังไง ถอดของปลอมออก ใส่ของจริงเข้าไป พยายามเสาะหามาให้ได้ ป้ายทะเบียนยุ้ยมีเลข 7 ทุกคัน ล่าสุดเอา MG ไปทำใหม่ทั้งหมด และแต่ง Camaro ไปส่งเข้าประกวดรถโบราณ ก็ได้ที่ 2 มา”

นอกจากจะสมรถแล้ว ยุ้ยอยากเป็นนักแข่งรถ ก่อนหน้านี้ยุ้ยเป็นผู้หญิงไทยเพียงหนึ่งเดียวที่ได้เข้าร่วมการแข่งขัน BMW Driving Academy Maisach ประเทศเยอรมนี

“เคยแข่งรถที่เมืองไทย ได้แชมเปี้ยน ที่สนามเทพนคร พระราม 2 เคยลงสนามปอร์เช่ของไทยเมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้กำลังดำเนินเรื่องขอไลเซนส์ไทยเพื่อเปิดทางลงสนามแข่งในต่างประเทศ ยุ้ยเคยลงสนามฝึกของเฟอร์รารีที่ต่างประเทศจนจบคอร์ส ยุ้ยมีใบอนุญาตขับรถอินเตอร์เนชันนัลแล้ว ล่าสุดก็เพิ่งไปอิตาลีมา แต่ถ้าจะแข่งได้ต้องมีไลเซนส์ของไทย

ยุ้ยโชคดีที่สามีสนับสนุนทุกอย่าง ยิ่งเรื่องส่วนตัวเขาจะไม่ยุ่ง ให้ฟรีดอมไปเลย เราอยู่ด้วยกันเคารพซึ่งกันและกัน ถ้าเขาขัดขวาง เราก็คงไม่ประสบความสำเร็จอะไร แต่เขาเหมือนคนส่งเราข้ามฝั่งให้ไปทำสิ่งที่ต้องการ ส่วนเวลาดูแลลูกเรามีเวลาด้วยกันเยอะมากอยู่แล้วค่ะ เวลาไปเที่ยวก็ไปทั้งครอบครัว นอนด้วยกันทุกคืน อย่างยุ้ยไปประกวดก็มีไปเตรียมตัวก่อนไม่กี่วันจากนั้นลูกกับสามีก็ตามไป การที่เรามีลูกมีสามีแล้วไม่ได้เป็นข้ออ้างที่เราจะทำอะไรไม่ได้เลย”

เพราะขีดจำกัดของความสามารถและความต้องการของผู้หญิง ไม่สมควรที่จะถูกใครมาตีกรอบให้ จะโชคดีแค่ไหนหากคุณรู้ตัวเองว่ามีความสามารถและต้องการทำอะไร แล้วมุ่งมั่นไปหาโอกาสนั้นเพื่อทำให้เกิดขึ้นจริง จะได้ไม่มานั่งคิดเสียดาย

 

มนต์มณี ตันนาภัย ไม่ทิ้งโอกาสที่จะเรียนรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 สิงหาคม 2559 เวลา 11:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/451177

มนต์มณี ตันนาภัย ไม่ทิ้งโอกาสที่จะเรียนรู้

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

ลองคิดเล่นๆ ว่า ในชีวิตคนคนหนึ่งจะสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้กี่อย่าง สอง สาม หรือ สี่ แล้วถ้าถามต่อไปว่า สี่ธุรกิจนี้คุณจะใช้เวลาปลุกปั้นภายในกี่ปี สามปี ห้าปี หรือ สิบปี ถ้าคุณยังมึนงงกับตัวเลข และยังหาคำตอบให้ชีวิตไม่ได้ ลองไปทำความรู้จักกับผู้บริหารสาวยุคใหม่ ที่นอกจากจะเข้ามารับหน้าที่สานต่อธุรกิจของครอบครัวที่มีอยู่ถึง 3 ธุรกิจ ในวัยเพียง 28 ปี เบลล์-มนต์มณี ตันนาภัย ยังกำลังมุ่งมั่นกับการปั้นแบรนด์ ริน (Ryn) แบรนด์ผลิตภัณฑ์สปาและสกินแคร์ พร้อมบริหารอีกหลากหลายธุรกิจส่วนตัวที่เธออาศัยแพชชั่นที่มีไปลงขันกับเพื่อนอีกถึง 4 ธุรกิจ

จากเด็กเนิร์ดสู่เจ้าของธุรกิจ

ด้วยความที่เป็นเด็กเรียนดี (มาก) ทำให้ความฝันในวัยเด็กของเบลล์ คือ การเป็นหมอ แต่พอโตขึ้น และได้มีโอกาสเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ตอน ม.ปลาย ทำให้เธอตกหลุมรักในศาสตร์นี้อย่างจริงจัง และมุ่งมั่นจะเรียนต่อทางนี้ จึงตัดสินใจสอบเข้าคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในที่สุด

“สมัยเด็ก เบลล์เรียนค่อนข้างดี ตอนเรียนอยู่ภูเก็ต เกรดเฉลี่ยไม่เคยต่ำกว่า 3.80 เวลาทางจังหวัดคัดเลือกเด็กที่ได้คะแนนสูงสุดในแต่ละวิชาเข้าโครงการเด็กเก่งประจำจังหวัด เบลล์ก็จะอยู่ในกลุ่มนี้ตลอด (หัวเราะ) ตอนเด็กเบลล์เคยคิดอยากเป็นหมอ เพราะเป็นอาชีพที่เหมือนเราได้เป็นฮีโร่ ได้ช่วยคน แต่พอได้มาเรียนเศรษฐศาสตร์ เหมือนเบลล์ได้เปิดโลกอีก เวลาไปอ่านหนังสือพิมพ์ หรือคุยกับผู้ใหญ่ เบลล์รู้สึกเศรษฐศาสตร์ทำให้เราเข้าใจในสิ่งที่ผู้ใหญ่คุยกัน ประกอบกับที่บ้านก็ทำธุรกิจเบลล์ก็เลยยิ่งสนใจ”

ผู้บริหารสาวคนเก่งยอมรับว่า ตั้งใจแต่ต้นว่า เมื่อเรียนจบจะกลับมาช่วยสานต่อธุรกิจของครอบครัว แต่ขอไปคว้าปริญญาโทมาให้ได้ ดังนั้น ช่วงเวลาว่างก่อนจะไปเรียนต่อ เธอจึงเข้ามาชิมลางในฐานะผู้จัดการฝึกหัดที่บริษัทอุตสาหกรรมผลิตน้ำมันปาล์มดิบของครอบครัว

“ช่วงที่ทำงานอยู่ที่บ้านเกือบปี เพื่อรอไปเรียนต่อ ทำให้เบลล์ได้เรียนรู้และเข้าใจพื้นฐานของงานในหลายๆ แผนก ที่สำคัญคือ รู้ว่าถ้าวันหนึ่งเราจะเข้ามาทำธุรกิจ อะไรคือสิ่งที่เรายังขาด ดังนั้นจากตอนแรกที่เบลล์ตั้งใจไปต่อเอ็มบีเอ แต่พอเข้ามาทำงานถึงได้รู้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจ คือการวางแผนการเงิน เลยเบนเข็มไปเรียนต่อด้านเศรษฐศาสตร์การเงินที่มหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐแทน”

จากสาวแบงก์สู่เจ้าของโรงแรม

ช่วงที่เบลล์เรียนจบกลับมา เป็นช่วงที่ทางบ้านมีโปรเจกต์ธุรกิจใหม่พอดี นั่นคือ การทำโรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ภูเก็ต ป่าตอง เบลล์เลยได้มีโอกาสเข้ามาช่วยตั้งแต่ต้น ได้เห็นพื้นที่โรงแรมตั้งแต่ยังเป็นพื้นดินเปล่าๆ ช่วงนั้นเบลล์ต้องเดินทางไปมาระหว่างกรุงเทพฯ-ภูเก็ต เพื่อมาดูงานแทบทุกสัปดาห์ แต่ระหว่างนั้นเบลล์ก็เริ่มทำงานเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ ฝ่ายอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพสำนักงานใหญ่ไปด้วย

“เบลล์ตัดสินใจไปทำงานนอกบ้านก่อน เพราะอยากได้ประสบการณ์และการทำงานในองค์กรใหญ่ แต่พอไปทำจริงงานนี้ให้อะไรกับเบลล์มากกว่าที่คิด เพราะด้วยเนื้องานเราต้องรับผิดชอบตั้งแต่การประเมินลูกค้าที่เข้ามาขอสินเชื่อ วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือ ประเมินความเป็นไปได้ในการชำระหนี้ ถ้าสินเชื่อได้รับการอนุมัติ เราก็ต้องลงไปดูหน้างานจริง ประสบการณ์เหล่านี้เป็นประโยชน์กับเบลล์มาก เพราะอย่างที่บอกว่าเป็นช่วงที่ทางบ้านกำลังสร้างโรงแรม งานประจำที่ทำเลยเหมือนมีโรงเรียนฝึกหัดให้ไปดูงานของอีกหลายๆ โครงการคู่ไปด้วย ได้นำความรู้ในการตรวจสอบโครงสร้างอสังหาริมทรัพย์ของลูกค้า มาปรับใช้กับการตรวจงานการตกแต่งภายในของโรงแรม”

กระทั่งโรงเเรมเสร็จสมบูรณ์และเปิดทำการในช่วงปลายปี 2557 เบลล์จึงกลับมาสานต่อธุรกิจที่บ้าน ด้วยการนั่งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของโรงแรม ทว่าหลังจากเข้ามาทำงานได้สักระยะ ด้วยความที่ชอบเข้าสปา และสนใจโปรดักต์สปาเป็นทุนเดิม เธอจึงมองว่า สปาเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพในตลาดค่อนข้างสูง เลยตัดสินใจเข้ามาดูแลส่วนสปาในโรงแรมอย่างจริงจัง โดยตั้งชื่อว่า “ริน”

“ตั้งแต่เด็ก เบลล์จะตามคุณแม่ไปเข้าสปาตลอด จำได้ว่าสมัยเด็กชอบตั้งคำถามไปเรื่อย เช่น ทำไมต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กลิ่นนี้ ทำไมไม่ใช้กลิ่นนี้มาผสมกลิ่นนี้ จากคำถามวัยเด็ก พอโตมาเป็นคนใช้ผลิตภัณฑ์เอง เบลล์ก็ยิ่งสนใจ ถึงขั้นตามอ่านฉลากของผลิตภัณฑ์เพื่อดูว่ามีส่วนผสมอะไรบ้าง”

ความสนใจที่บ่มเพาะมาตลอดนี่เอง ทำให้เมื่อมีโอกาสเข้ามาบริหารสปา เธอพยายามนำประสบการณ์ที่มีมาต่อยอดเพื่อนำเสนอบริการรูปแบบใหม่ ตั้งแต่ก้าวแรกที่ลูกค้าเข้ามาในสปา ด้วยการเปลี่ยนจากการตั้งคำถามคลาสสิกกับลูกค้าว่า “ชอบน้ำมันอโรมากลิ่นไหน” เป็น “วัตถุประสงค์การมาสปานี้คืออะไร” เพื่อที่จะได้นำเสนอโปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาอ่างตรงจุด เช่น สลีพ เทอราพี สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการนอน, ฟาทีค เทอราพี สำหรับผู้ที่เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง สเตรน เทอราพี สำหรับผู้ที่ต้องการผ่อนคลายจากการทำงานหนัก และสุดท้ายมัสเซิล เทอราพี สำหรับผู้ที่ต้องการผ่อนคลายจากการออกกำลังหนัก

“หลังจากเข้ามาเซตโปรแกรมในสปาได้ 4 เดือน เบลล์ก็เริ่มต่อยอดไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์สปาเอง ภายใต้ชื่อ “ริน” เช่นเดียวกับสปา เพราะเป็นชื่อที่ติดหู ออกเสียงได้ง่ายทั้งคนไทยและคนต่างชาติ โดยเบลล์ตั้งใจสร้างทีมวิจัยและพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สปาที่ชูจุดเด่นด้วยการนำสมุนไพรไทยมาใช้ผสมผสานกับดอกไม้ของต่างชาติ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นที่อ่อนโยนมากขึ้น เจาะกลุ่มตลาดคนไทยและต่างชาติ

ทุกโอกาสคือการเรียนรู้

นอกจากธุรกิจครอบครัวที่ต้องเข้ามาสานต่อ และธุรกิจส่วนตัวที่ต้องปลุกปั้น เบลล์ยังสวมหมวกเจ้าของธุรกิจอีกหลายอย่างที่ลงขันกับเพื่อน ซึ่งเธอบอกว่าเริ่มต้นตั้งแต่อายุ 25 ปี จนทุกวันนี้ เธอมีร้านอาหารอีก 3 แห่ง และ ซาลอนอีก 1 แห่ง

“เบลล์มองว่าทุกธุรกิจที่เราทำเป็นโอกาสที่เข้ามา แต่ก่อนจะเริ่มต้นธุรกิจทุกครั้ง เบลล์จะประเมินก่อนว่า ธุรกิจนี้มีแนวโน้มไปได้หรือไม่ได้ ถ้าคิดแล้วไปได้ เบลล์ว่าไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่ทำ อย่างธุรกิจร้านอาหาร เบลล์อยากทำเพราะชอบทำอาหารและขนมเป็นทุนเดิม ซึ่งถ้าไม่เริ่มทำตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว มาวันนี้ภาระหน้าที่มากขึ้น ก็คงไม่มีโอกาสได้ทำ

ที่สำคัญเบลล์มองว่า แต่ละธุรกิจก็มีความทับซ้อนกัน ถึงจะเป็นธุรกิจคนละประเภท แต่หลักการพื้นฐานในการทำธุรกิจไม่ต่างกัน อย่างธุรกิจร้านอาหารที่เบลล์ทำ เบลล์ก็นำความรู้มาต่อยอดในวันที่เราเข้ามาทำโรงแรมได้ เพราะในโรงแรมก็ต้องมีร้านอาหาร ร้านขนม เช่นเดียวกับร้านทำผมที่เบลล์ทำ สเกลงานก็คล้ายกับสปา กลายเป็นว่าเบลล์สามารถนำประสบการณ์ที่มีทั้งหมดมาใช้ได้หมด”

จากนี้ไป เธอยังไม่มีแผนจะเพิ่มไลน์ธุรกิจใหม่ๆ ถ้าจะขยายธุรกิจจะเน้นที่การขยายสาขามากกว่า ส่วนแบรนด์ริน เธอวาดฝันไว้ว่า วันหนึ่งจะพาแบรนด์สปาไทยไปเติบโตในตลาดต่างประเทศให้ได้ ผู้บริหารสาวสวยกล่าวทิ้งท้ายด้วยแววตามุ่งมั่น

 

มาร์โก พาเชตตา เชฟใหญ่แห่งห้องอาหารเซนซี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2559 เวลา 11:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/450821

มาร์โก พาเชตตา เชฟใหญ่แห่งห้องอาหารเซนซี่

โดย…แมงโก้หวาน ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

อยู่ประเทศไทยมาปีครึ่งแล้วสำหรับเชฟชาวอิตาเลียน จากเมืองนาโปลี วัย 33 ปี “มาร์โก พาเชตตา” หัวหน้าเชฟคนใหม่แห่งห้องอาหารเซนซี่ (Sensi) ร้านอาหารสไตล์อิตาเลียนที่ตกแต่งแบบร่วมสมัยภายใต้บ้านทรงเรทโทรที่เพิ่มเสน่ห์ให้กับอาหารอย่างไร้ที่ติในซอยนราธิวาส 17 แยก 5

เป็นเชฟอัธยาศัยดี ยิ้มเก่ง และชอบศึกษาเรียนรู้อาหารของประเทศที่เขาไปอยู่เสมอ ที่สำคัญฝีมือการทำอาหารถือว่าสุดยอดมาก ทุกเมนูที่ได้สร้างสรรค์ออกมาบนจานช่างประณีตบรรจงสมกับที่เขาบอกว่าทุกเมนูล้วนทำมาจากข้างใน (ใจ) นอกจากหน้าตาอาหารจะยั่วตาน่ากินแล้ว รสชาติเมื่อได้ลองชิมไม่มีผิดหวังจริงๆ ไม่ว่าจะอาหารสไตล์อิตาเลียนหรือฝรั่งเศส

การมาเป็นเชฟของมาร์โกถือว่าน่าสนใจ เพราะก่อนจะมาเป็นเชฟนั้นความตั้งใจแรกของเขาคือการเป็นครูสอนประวัติศาสตร์เนื่องจากจบปริญญาตรีทางด้านประวัติศาสตร์มา แต่การเป็นครูในอิตาลีนั้นเขาว่ามิใช่เรื่องง่ายกับโอกาสที่จะได้เป็นอาจต้องใช้เวลานาน 6-7 ปี ดังนั้นเขาจึงเบนเข็มไปเรียนทำอาหารหวังเอาดีด้านการเป็นเชฟ ซึ่งน่าจะได้งานเร็วกว่าการบรรจุเป็นครูสอน

“ผมรอโอกาสนั้นไม่ไหวหรอก คนเราต้องอยู่ต้องกิน จึงไปสมัครเรียนทำอาหารที่ ALMA (สถาบันการศึกษาและอบรมด้านอาหารอิตาเลียนระดับโลก) เหตุผลที่เลือกเรียนทางนี้เพราะตั้งแต่เด็กผมคลุกคลีอยู่ในครัวตลอดเวลาแม่ทำอาหารและทำอาหารเป็นตอน 8 ขวบ เรียกว่าการทำอาหารคือเรื่องปกติในชีวิตประจำวันไปแล้ว แต่พอไปเรียนจริงกลับรู้สึกหลงรักการทำอาหารมากขึ้น” มาร์โก ย้อนอดีต

หลังเรียนจบได้เป็นเชฟที่อิตาลีอยู่พักใหญ่ก่อนไปหาความท้าทายที่ดินแดนอันเรื่องชื่อด้านอาหารระดับโลกอย่างฝรั่งเศสเกือบ 4 ปี โดยได้เป็นเชฟในร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์หลายร้านในกรุงปารีส อาทิ ร้าน Lucas Carton (มิชลิน 2 ดาว) ร้าน Guy Savoy (มิชลิน 1 ดาว) และ Helene Darroze (มิชลิน 1 ดาว) ระหว่างนั้นได้มีโอกาสทำอาหารให้เหล่าคนดังฝรั่งเศสมากมาย อาทิ Gerard Depardieu (นักแสดงชื่อดัง) Carol Bouchet (ดาราและนางแบบ) และ Johnny Hallyday (นักร้องวงสกอร์เปียน เจ้าของฉายา เอสวิสแห่งฝรั่งเศส)

ประสบการณ์นอกจากนี้ มาร์โกยังเคยทำงานในร้านอาหารของเชฟชื่อดังระดับโลก กอร์กอน แรมซี่ (Gordon Ramsey) ที่ประเทศอังกฤษอีกด้วย เรียกว่าประสบการณ์ ความรู้และฝีมือการทำอาหารพอตัว แต่สิ่งที่สำคัญเวลาที่เขาไปอยู่ประเทศไหนก็ตามจะชอบศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารของประเทศนั้นๆ เสมอ

“หากไม่นับอาหารอิตาเลียนผมชอบอาหารฝรั่งเศสซึ่งขึ้นชื่ออยู่แล้ว และอาหารไทยซึ่งผมค่อนข้างรู้จักมาก เพราะ 3 เดือนที่แล้วเพิ่งไปมาแถวๆ บางรัก เรียน 3 อาทิตย์ อาทิตย์แรกเรียนพวกอาหารคาว อาทิตย์ที่สอง เป็นเมนคอร์ส มีส้มตำ ลาบ น้ำตก อาทิตย์ที่สามเรียนขนมไทยโบราณ เช่น ทองหยอด ลูกชุบ ขนมเบื้อง ผมชอบอาหารไทยอร่อยและหลากหลายดี โดยเฉพาะน้ำตกเนื้อทำกินเองประจำ ส่วนตัวมักไปจ่ายตลาดที่ตลาดคลองเตยด้วย”

หันมาที่การทำอาหารมาร์โกมีหลักง่ายๆ ในการทำให้อาหารจานนั้นออกมาอร่อย คือ การใช้ส่วนผสม เครื่องปรุงที่เหมาะสม เพื่อให้ได้รสชาติแท้ๆ ของอาหารจานนั้นให้มากที่สุด และจานเด็ดที่เขาอยากนำเสนอในวันนี้คือ พาสต้า อัลลา นอร์มา (Pasta alla Norma) พาสต้าวงกลมจากเมืองซิซิลี ราดซอส 3 ชนิด สูตรเฉพาะของเขาโดยเฉพาะมาร์โก ที่ต้องมารับประทานที่เซนซี่เท่านั้น

“เซนซี่หมายถึงสัมผัสทั้ง 5 คือ กลิ่น (จากครัวเปิด) สัมผัส (ความสบายจากการนั่งเก้าอี้บุหนัง) การมองเห็น (การออกแบบและตกแต่งที่สวยงาม) เสียง (จากการได้ยินการปรุงอาหารในครัว) และรสชาติที่เป็นเลิศของอาหาร บรรยากาศของห้องอาหารเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคู่รัก เพื่อนสนิทมาพบปะสังสรรค์และรับประทานอาหารกัน โดย
คอนเซปต์เมนูของร้านผสมผสานระหว่างอิตาเลียนแบบดั้งเดิมและร่วมสมัยเพื่อให้ลูกค้าได้มีประสบการณ์ทั้งสองแบบ เลือกวัตถุดิบที่ดีที่สุด ปรุงให้คงรสชาติแท้ๆ ของมันให้สมบูรณ์แบบที่สุด ไม่ว่าจะปลาเทอร์บอทจากทางเหนือของฝรั่งเศส ปลากะพงจากอิตาลี เนื้อวัวจากอาร์เจนตินา พาสต้าจากทางใต้ของอิตาลี นอกจากนี้ยังอบขนมปัง ทำไอศกรีมและของหวานใหม่สดทุกวันทุกอย่างโฮมเมด” มาร์โก ทิ้งท้าย

ร้าน Sensi เปิดทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์เวลา 18.00-24.00 น. สอบถามข้อมูลได้ที่ 02-676-4466, www.sensibangkok.com หรือ www.facebook.com/sensibangkok

Calamarata alla Norma

ส่วนผสม

เส้นคารามาราต้าพาสต้า 100 กรัม

ริคอตต้าชีส 200 กรัม

มะเขือเทศลูกใหญ่ 200 กรัม

มะเขือม่วง 200 กรัม

น้ำมันมะกอก 100 มล.

กระเทียม 2 กลีบ

โหระพา 2 ก้าน

ใบไทม์ 1 ก้าน

วิปปิ้งครีม 50 มล.

เบอราต้าชีส 100 กรัม

เกลือ

พริกไทย

การเตรียมเส้นพาสต้า

ต้มน้ำ 1 ลิตร ใส่เกลือ 7 กรัม เมื่อน้ำเดือดแล้วนำเส้นพาสต้าลงไปต้มต้มเส้นพาสต้าเป็นเวลา 12 นาที หากต้องการให้เส้นมีความหนึบกลางๆ ไม่นุ่มหรือแข็งจนเกินไป

แต่ถ้าชอบแบบเส้นนุ่มๆ ให้ต้มมากกว่า 14 นาที

วิธีการทำนอร์มาซอส

ซอสมะเขือม่วง : นำมะเขือม่วงที่เตรียมไว้มาปอกเปลือกออก นำไปผัดกับน้ำมันมะกอกและกระเทียม เติมเกลือและพริกไทย แล้วจึงซับมะเขือม่วงที่ผัดแล้วด้วยทิชชู่ให้แห้ง เพื่อนำไปปั่น จากนั้นเอาใส่ตะแกรงเพื่อกรองเอากากออก

ซอสมะเขือเทศ : นำมะเขือเทศมาปอกเปลือกออก แล้วหั่นเป็นสี่ส่วน คว้านเม็ดด้านในออก นำลงไปผัดผสมกับน้ำ&O5533;มันมะกอกเล็กน้อย ใส่ใบไทม์ 1 ก้าน และใบโหระพา 1 ก้าน กระเทียม 1 กลีบ เกลือและพริกไทย เมื่อผัดจนได้ที่แล้วนำเอากระเทียม ใบไทม์ และใบโหระพาออก แล้วจึงนำไปใส่ตะแกรงเพื่อกรองเอากากออก

ซอสเบอราต้า : นำวิปปิ้งครีมมาตั้งหม้ออุ่น เมื่อวิปปิ้งครีมเริ่มอุ่นแล้ว จึงใส่เบอราต้าชีสลงไปผสมให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยเกลือและนำใส่ตะแกรงเพื่อกรองเอากากออก

จัดจานตกแต่งพร้อมเสิร์ฟ

นำเส้นพาสต้าที่ต้มแล้วมาจัดใส่จาน แล้วใส่ซอสทั้งสามแบบที่เตรียมไว้ตกแต่งด้วยใบโหระพาสวยๆ โรยด้วย ริคอตต้าชีสชนิดแข็งขูดฝอย ตามด้วยน้ำมันมะกอกและพริกไทยตบท้าย

 

ดร.วรวัช ศรีตระกูล นักวางแผนการเงิน ผู้ยืนอยู่บนหลักการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 สิงหาคม 2559 เวลา 12:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/450582

ดร.วรวัช ศรีตระกูล นักวางแผนการเงิน ผู้ยืนอยู่บนหลักการ

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ… กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

“การลงทุนมีหลายแบบคนส่วนมากมักเลือกการลงทุนโดยใช้ความรู้สึกในการตัดสินใจ ซึ่งอาจจะได้ผลบ้างหรือไม่ได้ผล แต่การลงทุนที่ดีในระยะยาวเราควรให้ความสนใจในการลงทุนโดยใช้หลักเหตุและผลมีข้อมูลมารองรับการตัดสินใจจะดีที่สุด”

ดร.วรวัช ศรีตระกูล หนึ่งในคนไทยที่ได้รับการทาบทามให้เป็นอาจารย์สอนวิชาด้านการเงินการลงทุน ที่มหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจ ลอนดอน 1 ใน 10 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของโลก เวลานี้เขาเป็นประธานเจ้าหน้าที่ด้านการวิจัย บริษัท เอ๊กซ์เอชอี แคปปิตอล บริษัทวางแผนการลงทุนที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ลอนดอน

จากวิศวะสู่นักการเงิน

“ผมเรียนจบวิศวะ แต่สนใจเรื่องการลงทุนตั้งแต่สมัยเรียน เพียงแค่ไม่ได้เข้าไปศึกษาแบบเจาะลึกมากถึงขนาดความรู้เชิงลึก ตอนแรกก็คิดอยู่ว่าอยากจะเรียนต่อด้านการเงินแต่อีกใจก็อยากจะลองทำงานตามสายที่เรียนมาก่อน จึงตัดสินใจไปทำงานในไซต์งานแท่นขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งต้องไปอยู่กลางทะเล กลางป่า กลางทะเลทราย อยู่ระยะหนึ่งพอเติมเต็มความรู้สึกที่เราเคยอยากจะทำงานแบบนี้สมัยเรียน จนรู้สึกว่าพอใจกับสิ่งที่อยากจะทำก็เลยออกมาเรียนต่อทางด้านการเงินที่อิมพิเรียล คอลเลจ กรุงลอนดอน

 

ตอนเรียนปริญญาโทที่นั่นก็ถือว่าก็เรียนในระดับที่เรียกได้ว่าดีมากถึงขนาดอาจารย์ขอให้ช่วยอยู่ทำงานวิจัยต่อด้วยกัน แต่ตอนที่ผมจบมาใหม่ๆ ก็คิดว่าจะออกมาทำงานต่อเลยดีไหมหรือว่าจะเรียนต่อปริญญาเอกให้ถึงที่สุดด้านการเงิน เพราะเวลาที่เราไปเรียนด้านการเงิน มันเหมือนเป็นการเปิดโลกทัศน์ของเราก็ว่าได้ เครื่องมือที่เราได้มาจากการเรียนวิศวะ นั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานด้านการเงินได้มากมาย อย่างที่ผมเองก็ไม่เคยคิดว่าจะประยุกต์ได้มากขนาดนี้ ถึงขนาดอาจารย์ขอให้อยู่ต่อ แต่เราคิดว่าเราจะจบออกมาทำงานดีไหม หรือว่าจะศึกษาต่อ จริงๆต้องบอกว่าการที่เรามาเรียนด้านการเงิน ก็เลยกลับมาปรึกษาที่บ้านว่าจะเรียนปริญญาเอกต่อด้านการเงิน ออกมาหางานทำในสายการเงินหรือจะกลับมาช่วยธุรกิจที่บ้านต่อ

ตอนนั้นอาจารย์ก็คุยกับเราว่าอยากให้เราอยู่ต่อแล้วจะให้ทุนเรียนมหาวิทยาลัย โดยใช้ทุนของเซ็นเตอร์ฟอร์เฮดฟันด์รีเสิร์ช ผมก็เลยตัดสินใจเรียนต่อจนจบปริญญาเอก เพราะการที่เราได้ทุนจากมหาวิทยาลัยนี้ก็ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่ง พอเรียนจบปริญญาเอกทางมหาวิทยาลัยก็ขอให้อยู่สอนนักศึกษาต่อผม จึงได้มีโอกาสได้สอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีที่เราจะได้แชร์ความรู้ การค้นคว้างานวิจัยที่เรามีให้กับนักศึกษารุ่นต่อๆ ไป”

 

การลงทุนต้องอยู่บนหลักการ

“สิ่งที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จในการทำงาน น่าจะเกิดจากการที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามต้องมีการวางแผนมีเหตุมีผล มีระเบียบวินัย และพยายามทำตามแผนให้ได้ และทุกอย่างต้องมีแบ็กอัพด้วยการวิจัย มีข้อมูลบ่งชี้ที่ชัดเจนถึงจะลงทุน ไม่ได้ลงทุนด้วยความรู้สึกว่าอะไรจะดีจะทำอะไรก็ต้องมีงานวิจัยมารองรับการตัดสินใจ ซึ่งนักลงทุนที่ดีควรเป็นเช่นนั้น และทุกครั้งที่ผมท้อแท้ผมจะนึกถึงคุณปู่ คุณปู่ของผมสร้างฐานะด้วยมือเปล่า ใช้แค่ความพากเพียรพยายามในการสร้างฐานะ ตอนนี้ผมมีธุรกิจของตัวเองในต่างประเทศแต่เราอาจจะดีกว่าคุณปู่ เพราะมีการศึกษาและครอบครัวที่สนับสนุน เวลาที่ผมคิดว่าลำบากจะนึกถึงคุณปู่แล้วจะรู้สึกว่าความลำบากของเรานั้นเด็กๆ ไปเลย คุณปู่มักจะสอนพวกเราในครอบครัวเสมอว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ อย่าท้อแท้ท้อถอย

หลังจากที่ผมที่ได้เรียนต่อด้านการเงินจุดเปลี่ยนของชีวิตที่ทำให้เราได้มาเปิดบริษัทของตัวเองเกิดขึ้นตอนที่เรานำงานวิจัยของเราไปเสนอในงานสัมมนาด้านการเงิน ที่มีนักการเงิน และนักวิชาการเข้าร่วมฟัง มีนักลงทุนท่านหนึ่งสนใจแผนการลงทุนด้านการเงินในงานวิจัยของเราจึงติดต่อเข้ามาลงทุนร่วมกันเป็นบริษัทวางแผนการลงทุน แรกๆ ผมก็ทำเป็นงานอดิเรก สอนไปทำงานส่วนตัวไป

แต่พอเราทำอยู่ได้ประมาณ 1 ปี เราไปค้นพบบางอย่างในเรื่องการลงทุนที่น่าสนใจ ก็ศึกษาอยู่ประมาณ 1 ปี ด้านการวิจัย ค้นคว้าทดสอบทดลองจนมั่นใจได้ว่าเป็นเครื่องมือตัดสินใจการลงทุนที่ได้ผลจริง จึงลาออกจากการทำงานให้มหาวิทยาลัยมาดูแลบริษัทอย่างเต็มตัวจนประสบความสำเร็จเป็นที่ไว้วางใจ

ในโลกการเงินจะมีตัวเลขที่เป็นกระแสเงินของทั้งโลกที่สามารถบ่งชี้ได้ว่าตอนนี้เม็ดเงินทั้งหมดของโลกกำลังไหลเทไปทางไหน หรือไม่กองรวมกันอยู่ที่ไหน ในโลกใบนี้มีแหล่งลงทุนขนาดใหญ่มากมายที่ให้ผลตอบแทนที่ดี และมีช่องทางการลงทุนใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นนักลงทุนก็ควรมองภาพรวมของทั้งโลก เพื่อให้รู้ว่าตอนนี้ทิศทางกำลังจะไปทางไหน เพื่อจะได้ลงทุนให้ประสบความสำเร็จ”

 

มุ่งมั่นทำฝันให้เป็นจริง อัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 สิงหาคม 2559 เวลา 12:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/450333

มุ่งมั่นทำฝันให้เป็นจริง อัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์

โดย…วราภรณ์ ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

เปิดใจนางเอกสาวสวย ทับทิม-อัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์ ที่ไม่ได้มีแต่ความสวย แต่ความสามารถในการเล่นไอซ์สเกตก็โดดเด่น จนสามารถคว้า 5 เหรียญทองจากการแข่งขันกีฬาไอซ์สเกตเวทีใหญ่ของเอเชีย “Skate Asia 2016” ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยหน้าที่การงานด้านการแสดงและการเรียน ทำให้ต้องหยุดพักไประยะหนึ่ง พอเริ่มโตและเจียดเวลามาฝึกซ้อมได้ เธอไม่รอช้าที่จะฝึกฝนทุ่มเทอย่างหนัก หวังนำความเป็นไทยไปเผยแพร่ให้นานาชาติได้ชื่นชมความงดงาม ทั้งเรื่องท่วงท่า เพลงไทยอันไพเราะ ศิลปะการป้องกันตัว ที่สำคัญคือความงดงามของชุดไทย ให้ต่างชาติได้เห็นและร่วมชื่นชม โดยทับทิมลงแข่ง 5 ประเภท และคว้าเหรียญทองมาครองได้ทุกประเภทแบบไม่คาดฝัน

นอกจากการเล่นไอซ์สเกตแล้ว ด้านงานละครที่ขณะนี้เธอกำลังถ่ายอยู่ 2 เรื่อง ได้แก่ ริษยา อกธรณี รวมทั้งมีงานพิธีกรอีก 2 รายการ คือ ชุมทางดาวทองและที่นี่หมอชิต เรียกว่าเธอทำงาน 7 วัน/สัปดาห์ แถมยังต้องแบ่งเวลาไปเรียนปริญญาโทคณะรัฐศาสตร์ โครงการของนักบริหาร ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ไม่นับรวมทำธุรกิจส่วนตัวคือ ผลิตสบู่แบรนด์ทีร่า ที่มีส่วนประกอบของทับทิมดูแลผิวหน้าและผิวกาย และยังทำแบรนด์ตุ๊กตาม้าลิตเติ้ล บาร์น (Little Barn) อีกด้วย

 

สำหรับกีฬาไอซ์สเกตที่เป็นความฝันวัยเด็ก เธอได้แรงบันดาลใจมาจากตอนที่คุณแม่พาไปชมการแสดงดิสนีย์ ออน ไอซ์ ตอนอายุ 8 ขวบ เธอชื่นชอบแล้วก็จำฝังใจว่าอยากเล่นกีฬาชนิดนี้ให้ได้ ก็ขอคุณแม่ไปเรียนไอซ์สเกตเพื่อรู้พื้นฐานเบื้องต้นได้ราว 10 ครั้งก็ต้องหยุดไป เพราะมีภาระอื่นๆ ที่ต้องทำ และเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาเธอมีช่วงว่างพักเบรกจากการถ่ายละครพักใหญ่ๆ เธอจึงมุ่งมั่นกลับไปเล่นไอซ์สเกตอีกครั้งหนึ่ง

ทีนี้มีคุณครูไอซ์สเกตเห็นแวว จึงชักชวนให้มาฝึกซ้อมภายใต้ทีมซับซีโร่ ไอซ์ สเก็ต คลับ เพื่อลงแข่งขันรายการใหญ่ๆ อย่าง รายการ Skate Asia 2016 ก็เป็นเวทีการแข่งขันสำหรับนักไอซ์สเกตมือสมัครเล่นรายการหนึ่งในระดับเอเชีย ที่มีประเทศต่างๆ เข้าแข่งขันราว 13 ประเทศ โดยครั้งนี้มีทีมเข้าแข่งขันทั้งหมด 35 ทีม

 

“ครูวิชา นิสสัยหาญ เป็นทั้งโค้ชและครูฝึกสอนให้ทับทิม ครูอยากให้ทับทิมมีโอกาสและสัมผัสประสบการณ์การแข่งขันบ้าง ตัวเองก็อยากแข่งในสนามใหญ่ๆ สักครั้งเหมือนกันค่ะ ก็เริ่มเรียนและฝึกซ้อมประมาณ 9 เดือน ทั้งปรับพื้นฐาน ออกแบบท่วงท่า ออกแบบชุด เรียกว่าเวลาว่างของทับทิมเหมาะกับลงแข่งรายการนี้พอดี ช่วงมีงานก็ไปฝึกซ้อมอาทิตย์ละวัน วันละ 2-3 ชั่วโมง แบบเล่นไม่หยุดพักเลย รู้สึกไม่ท้อนะคะเพราะมีความสุขมากกว่า เล่นแล้วสนุก ไม่รู้สึกเหนื่อย คิดว่ามันท้าทายมากๆ มีท่าใหม่ๆ ให้ลอง ทับทิมต้องทำให้ได้ ก็ซ้อมอยู่อย่างนั้น”

ถึงวันแข่งขันจริง เธอก็ไม่ทำให้กองเชียร์ผิดหวัง ลงแข่งทั้งหมด 5 รายการ เธอคว้าเหรียญทองมาครองได้ทั้งหมด คือ ประเภท โซโล่ ฟรีสไตล์, โซโล่ คอมโพสเซอร์, อาร์ทิสติก, สปอตไลต์ เอนเตอร์เทนเมนต์, สปอตไลต์ ธีม (การแข่งชนิด คือ ผสมศิลปะการต่อสู้ ซึ่งเธอนำรำดาบไปแข่งขัน)

 

การประสบความสำเร็จในการแข่งขันครั้งนี้ของทับทิม เรียกว่ามีบุคคลหลายท่านร่วมแรงร่วมใจกัน อาทิ ซับซีโร่ ไอซ์ สเก็ต คลับ เป็นสปอนเซอร์เรื่องสนามฝึกซ้อม มีโค้ชลูกเกดช่วยออกแบบท่วงท่า และมี 3 ดีไซเนอร์ชื่อดังในวงการแฟชั่นช่วยสานฝันนำความเป็นไทยไปเผยแพร่ให้เป็นจริง

“พอตัดสินใจลงแข่งก็ต้องออกแบบทั้งลีลาและท่วงท่า ซึ่งทุกอย่างเป็นความฝันตั้งแต่เด็กของทับทิม ดังนั้นเมื่อมีโอกาสเราต้องทำให้ดี ทับทิมอยากพรีเซนต์ความเป็นไทยเข้าไป ก็บอกโค้ชให้ช่วยออกแบบท่าให้หน่อย ทับทิมหาเพลงและเลือกเพลงเอง เพราะเรื่องเพลงก็สำคัญพยายามวางคอนเซ็ปต์เองทั้งหมด ตัดต่อเพลงเองอยากได้เพลงบรรเลงดนตรีไทย ก็ได้เพลงรำมโนราห์ซึ่งเป็นเพลงที่เคยรำตั้งแต่เด็ก เราอยากให้คนได้เห็นโดยเฉพาะชาวต่างชาติ อีกอย่างพอทับทิมเลือกลงโปรแกรมสปอตไลต์ธีม ซึ่งต้องมีมาเชียลอาร์ต ทับทิมก็คิดว่าอยากนำเสนอการต่อสู้ไทยๆ ก็ได้ที่ฟันดาบ ก็ต้องไปฝึกดาบใหม่ ปรึกษาพี่ๆ ในกองละคร ผู้ช่วยผู้กำกับว่าท่วงท่าฟันดาบควงดาบต้องทำอย่างไร ควงดาบอย่างไรให้ท่าสวย ฝึกซ้อมที่บ้านด้วย”

 

สำหรับชุดที่ใช้ลงแข่งขัน ทับทิมกับทีมงานก็ให้ความสำคัญและทุ่มเทมาก การแข่งจะมีด้วยกัน 5 รายการ มีโชว์หลักของเธอ 3 รายการด้วยกัน จึงใช้ 3 ชุดหลักๆ คือ ชุดลายกนก ชุดมโนราห์ประยุกต์ ซึ่งจะนำการโชว์มโนราห์มาผสมการเล่นไอซ์สเกต และชุดวีรสตรีไทย ซึ่งจะนำศิลปะการฟันดาบของไทยมารวมกัน

“พี่ๆ ดีไซเนอร์น่ารักมาก พอทับทิมเอ่ยปากพี่ๆ ให้การสนับสนุนทันที เช่น พี่โอปอ สัญลักษณ์ เป็นดีไซเนอร์หน้าใหม่ ที่สามารถนำผ้าไทยมาประยุกต์ได้สวยงามมาก พี่โอปอเลือกออกแบบชุดสีแดงมีลวดลายธงชาติไทย  มีชุดโนราห์พี่ป๋องซีเบทช่วยออกแบบชุดให้เป็นโนราห์ประยุกต์ พี่ป๋องดึงสีสันของลูกปัดออกมาได้เด่น คงมีเครื่องระดับเล็บกับหางซึ่งคนดูให้ความสนใจมากๆ ทับทิมก็ดีใจ เพราะผู้ชมมาถามเยอะว่าชุดนี้เราจะพรีเซนต์อะไร ทับทิมตอบว่าอยากนำเสนอศิลปะไทย พอเขาฟังเขาก็รู้สึกแปลกใจ และบอกว่าเขาจะรอดูนะ ส่วนชุดสุดท้ายพี่เจี๊ยบ เอกกมล ทำให้เป็นชุดฟันดาบ วีรสตรีไทย ซึ่งสวยงามมากๆ ค่ะ”

 

บรรยากาศการแข่งขัน ทับทิม บอกว่า เธอไม่ได้มองว่าใครเป็นคู่แข่ง เธอตั้งใจทำโชว์ออกมาให้ดีที่สุด แต่ต้องยอมรับว่าก็มีตื่นเต้นและผิดพลาด

“เนื่องจากทับทิมมือใหม่และเป็นการประกวดแรก ยอมรับตื่นเต้นก็มีผิดพลาดบ้าง เช่น บางท่าใช้ความแข็งแรงของขาเยอะ ก็มีลื่นบ้าง แต่ก็ได้กำลังใจตอบกลับมา ก่อนลงแข่งรู้สึกตื่นเต้นโค้ชก็จะให้ทับทิมวิ่งๆ กระโดดๆ ในลานสเกตเพื่อให้รู้สึกเหนื่อย แล้วความตื่นเต้นจะลดลง ซึ่งช่วยได้จริงๆ

ที่ประทับใจที่สุดเวลาทับทิมไปโชว์ได้รับเสียงกรี๊ด วันสุดท้ายแข่ง 3 รายการ โดยใช้ทั้ง 3 ชุด ยอมรับว่าตื่นเต้นที่สุด คือ แข่งโปรแกรมอาร์ทิสติกและสปอร์ตไลต์ มีคนไทยที่นั่นมาเชียร์มาให้กำลังใจ มาพูดคุยกับเรา พอประกวดเสร็จเป็นธรรมเนียมที่มีคนโยนของลงมาในสนาม ทำให้ทับทิมรู้สึกประทับใจ ไม่คาดคิดว่าจะมีคนรักเรามากขนาดนี้ ช่วงวอร์มรายการก่อนแข่งก็มีกลัวๆ เพราะ 2 รายการสุดท้ายเป็นการแข่งแบบแบ่งอายุ ทับทิมอยู่ระดับฟรีสไตล์ 1 รุ่นอายุ 25 ปีขึ้นไป ซึ่งมีนักแข่งจากฟิลิปปินส์ที่อายุมากกว่าทับทิม เขาดูเก่งและแข็งแรงจัง เตะสูงมาก เห็นเขาซ้อมก็มีแอบหวั่นๆ แต่ทับทิมก็ให้กำลังใจตัวเองว่า เรามาโชว์ (หัวเราะ) เราก็ทำโชว์ของเราให้ดีที่สุด

 

พอประกาศผลออกมาปรากฏฟิลิปปินส์ได้ที่ 2 และไทยได้ที่ 1 ซึ่งทับทิมคิดว่าอาจเป็นเพราะเราท่าเยอะกว่า คือในเรื่องเพอร์ฟอร์แมนซ์เราดูน่าสนใจ คือโค้ชช่วยออกแบบท่าให้มีทั้งกระโดด หมุน เล่นกับพร็อทก็คือดาบ แล้วทับทิมก็ใส่อินเนอร์ด้านการแสดงเข้าไปซึ่งโชว์ดาบทับทิมว่า
อินเนอร์สุดๆ มีใส่เสียงของนักสู้เข้าไป ก็ยิ่งช่วยเสริมให้โชว์ออกมาดี”

เรียกว่าทั้ง 5 เหรียญทอง ทับทิมรู้สึกภูมิใจมากๆ สำหรับเป้าหมายต่อไปของการแข่งขันไอซ์สเกตในรายการที่สูงขึ้น ทับทิมกล่าวว่ายังไม่ได้คิด เพราะถือว่าเธอยังเป็นมือสมัครเล่นอยู่ เล่นเพื่อเป็นการออกกำลังกายเป็นงานอดิเรก โดยไม่คิดไปแข่งขันในรายการที่สูงขึ้น หวังแค่ซ้อมเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงพอเพื่อสอบเลื่อนขั้นจากฟรีสไตล์หนึ่งให้ไต่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ก็พอ และช่วงนี้ขอกลับมาเคลียร์งานด้านการแสดงเสียก่อน

 

เป็นทั้งนักแสดงที่มากความสามารถ การแสดงก็ดี แถมยังร้องเพลงได้ไพเราะอีก มีอะไรไหมที่อยากทำแล้วยังไม่ได้ทำ ก็คืออยากเรียนจบปริญญาโทให้จบเสียก่อน แล้วทับทิมอยากไปศึกษาด้านการทูต เพราะเธออยากทำงานที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทย ในฐานะทำงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่ทับทิมใฝ่ฝันอีกงานหนึ่ง

“การไปแข่งขันสเกตเอเชียก็ถือเป็นตัวแทนไปเผยแพร่ความเป็นไทยเหมือนกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทับทิมอยากทำมาก ตอนนี้ทับทิมก็สอบถามผู้รู้อยู่ว่า อยากทำงานด้านการทูตต้องทำอย่างไรบ้าง ทับทิมพยายามทำตัวเองให้พร้อมจึงเลือกลงเรียนโทรัฐศาสตร์ พยายามเรียนให้ตรงสาย หากมีเวลาจะฝึกภาษาเพิ่มค่ะ” &O5532;

 

ภาดาท์ วรกานนท์ สิ่งแวดล้อม เรื่องที่ต้องใส่ใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 สิงหาคม 2559 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/450079

ภาดาท์ วรกานนท์ สิ่งแวดล้อม เรื่องที่ต้องใส่ใจ

โดย…อณุศรา  ทองอุไร ภาพ… วิศิษฐ์    แถมเงิน

เราทุกคนล้วนมีความฝันตอนวัยเด็กว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร อยากทำงานแบบไหน บางคนความฝันก็เลือนราง เมื่อโตขึ้นพร้อมๆ กับความฝันนั้นอาจดับวูบไป ขณะที่บางคนก็โชคดีได้เดินตามความฝันของตัวเอง เช่นเดียวกับเธอคนนี้ ภาดาท์ วรกานนท์ ผู้อำนวยการ บริษัท เฟรเกรนท์ พร็อพเพอร์ตี้ ที่เธอได้ทำงานสานฝันที่ตนเองสนใจตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือคืองานด้านสิ่งแวดล้อม

เธอ เล่าว่า สนใจเรื่องงานสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย ที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย มีความฝันว่าอนาคตเธออยากจะสมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม. เพื่อจะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ และหากมีโอกาสที่เหมาะสมลงตัวเธอก็อาจจะเล่นการเมืองก็เป็นได้

เธอเล่าว่าก็ไม่รู้มีแรงบันดาลใจอะไร แต่สนใจเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กๆ แล้วก็เป็นเด็กเรียนดีมาตลอด ตอนแรกอยากจะเรียนแพทย์ แต่เพื่อนสนิทมาสายศิลป์กันหมด เธอก็เลยตามเพื่อนมาทางสายศิลป์ โดยเธอจบการศึกษาปริญญาตรีจาก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นหนึ่งในนักเรียนทุนของโครงการช้างเผือกด้านภาษาและวรรณคดีไทย

หลังจากนั้นได้ศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้ทุนการศึกษา John Mussur Fellowship จากมหาวิทยาลัยเยล มหาวิทยาลัยชื่อดังของสหรัฐ เพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขา Master of Environmental Management อีกด้วย

 

เธอเล่าว่าตอนเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ เธอก็จะติดตามข่าวสารเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด จนรู้สึกวิตกกังวลอยู่เสมอว่าทำไมกรุงเทพฯ ของเราจึงแย่ลงตลอดเวลา แล้วเราจะช่วยแก้ไขอย่างไรได้บ้าง เหมือนค้างคาใจว่าเราจะมีส่วนไปช่วยเหลืออย่างไรได้บ้างไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

จนกระทั่งเมื่อเรียนจบปริญญาตรี เธอจึงไปทำงานที่สภาพัฒน์ และได้ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมสมใจ โดยเธอเป็นผู้ประสานงานให้กับโครงการทุกโครงการขนาดใหญ่ของประเทศที่ต้องผ่านการพิจารณาเรื่องสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปด้วย เช่น โครงการโทลล์เวย์ โครงการรถไฟฟ้า ซึ่งต้องมีส่วนงานสิ่งแวดล้อมควบคู่กับโครงการมาให้พิจารณาด้วย

เธอทำงานที่สภาพัฒน์มาได้ 2 ปี ก็ไปเรียนต่อปริญญาโทที่คณะเศรษฐศาสตร์ ด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ หลังจากนั้นก็ได้ทุนของมหาวิทยาลัยเยล ไปต่อปริญญาโทด้านจัดการสิ่งแวดล้อมอีกใบหนึ่งเช่นกัน

การเรียนต่อในระดับปริญญาโทในสาขาการจัดการสิ่งแวดล้อมของเธอ เป็นผลมาจากความสนใจในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตั้งแต่แรกเริ่ม ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานที่มีอยู่อย่างจำกัดในโลกนี้ ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด โดยไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรามากจนเกินไป ซึ่งหลังจากเรียนจบ เธอก็มีความหวังว่า จะได้นำวิชาที่เรียนกลับมาพัฒนาสังคมและสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศชาติ

หลังจากเรียนจบที่มหาวิทยาลัยเยล แล้วเธอก็ทำงานต่อกับมหาวิทยาลัยอีกเกือบปี แล้วก็ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมให้กับมหาวิทยาลัยที่ดูเรื่องการจัดการระบบขยะทั้งหมดของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับเธออย่างมากในตอนนั้น “ถึงแม้เป็นแค่ระบบของมหาวิทยาลัย แต่มันยิ่งใหญ่มากในสายตาเราตอนนั้น เขาส่งไปดูงานที่เปอร์โตริโก ระบบเขาดีการจัดการทุกอย่างแทบจะเหลือขยะออกมาเป็นศูนย์แทบจะไม่มีอะไรเหลือทิ้งเลย

เมื่อกลับมาประเทศไทยก็มาทำงานด้านการตลาดอยู่ 2-3 ปี ก่อนจะมาทำงานกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่บริษัท เฟรเกรนท์ พร็อพเพอร์ตี้ ผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รางวัลเรื่องการประหยัดพลังงานรายแรกของประเทศไทย ในการนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการอยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน”

เธอ กล่าวว่า การที่เราจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนนั้น เราต้องมีการแบ่งปันและคำนึงถึงผลประโยชน์โดยรวมเป็นหลัก คือแนวคิดในการใช้ชีวิตของเธอและวิสัยทัศน์ของงานที่สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันก้าวไกลของผู้บริหารในการแสดงความรับผิดชอบต่อตัวเองและต่อสังคม ที่จะทำให้ประเทศชาติก้าวหน้าไปด้วยกันแบบยั่งยืน

 

นอกจากความรักที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้ว ภาดาท์ยังให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพอีกด้วย ทั้งเรื่องของการออกกำลังกายและอาหาร โดยเธอจะใส่ใจในทุกรายละเอียดของการดำเนินชีวิต และเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ตัวเองเสมอ โดยเห็นได้จากธุรกิจอื่นของเธอไม่ว่าจะเป็นน้ำส้มคั้นสด 100% เพื่อสุขภาพอย่าง มิสซิส จูซซ์ (Mrs. Juizz) รวมถึงร้านกาแฟฟราแกรนต์ คอฟฟี (Fragrant Coffee) ภายใต้บริษัท เฟรเกรนท์ พร็อพเพอร์ตี้ ที่คัดสรรเมล็ดกาแฟอย่างดี เพื่อให้ได้กาแฟระดับพรีเมียมทุกแก้ว ทั้งหมดต่างก็เป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพเยี่ยมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์อันแสนละเมียดละไมและใส่ใจในทุกรายละเอียดทั้งสิ้น

แนวความคิดในการดำเนินชีวิตนี้ยังสะท้อนออกผ่านการทำงาน โดยสิ่งสำคัญที่เธอยึดมั่นในการพัฒนาทุกโครงการของเฟรเกรนท์ พร็อพเพอร์ตี้ นอกจากจะต้องประหยัดพลังงานและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อส่วนรวมแล้ว ยังต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การศึกษาและวางแผนโครงงาน เพื่อให้ทุกขั้นตอนตั้งแต่แรกจนถึงการส่งมอบ ให้ลูกค้าออกมาสมบูรณ์ที่สุด โดยชูแนวคิด Eco-Innovative Living ภายใต้กรีนคอนเซ็ปต์ เป็นจุดเด่นที่แตกต่างจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เจ้าอื่น

“นวัตกรรมที่ใช้ของโครงการทุกอย่างต้องสอดคล้องกับการประหยัดพลังงาน และดีกับลูกค้าในระยะยาว เช่น นำความร้อนจากท่อแอร์กลับมาใช้ในการทำความร้อนให้กับเครื่องทำน้ำอุ่น ระบบน้ำเสียในโครงการบำบัดแล้วมาใช้รดน้ำต้นไม้ ใช้กระจก 2 ชั้นเพื่อประหยัดพลังงาน ทุกห้องพักมีระบบกรองน้ำที่สามารถดื่มได้จากก๊อกเหมือนต่างประเทศ พื้นที่จอดรถจะมีลิฟต์อัตโนมัติให้ลูกค้า เพื่อลูกค้าไม่ต้องไปขับรถวนหาที่จอดเพื่อประหยัดพลังงานและลดมลพิษที่ปล่อยควันออกมา คือวางแผนเรื่องสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การออกแบบก่อสร้าง จนถึงการตกแต่ง” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม