วรวุฒิ อัจฉริยศรีพงศ์ นักบริหารหนุ่มผู้มีวิสัยทัศน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2559 เวลา 17:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/450005

วรวุฒิ อัจฉริยศรีพงศ์ นักบริหารหนุ่มผู้มีวิสัยทัศน์

โดย…ภาดนุ

ฟลุ้ค-วรวุฒิ อัจฉริยศรีพงศ์ นักบริหารหนุ่มสุดสมาร์ทวัย 38 ปี ทายาทธุรกิจจิวเวลรี่ระดับไฮเอนด์ ผู้รั้งตำแหน่ง Business Development Director ของบริษัท เจมส์ พาวิลเลี่ยน เป็นนักบริหารรุ่นใหม่ผู้มีวิสัยทัศน์ในเรื่องงานและมีไลฟ์สไตล์เท่ๆ ในแบบของตัวเอง เราจึงอยากทำความรู้จักกับเขาให้มากขึ้น

“ผมเรียนจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมโยธา จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จากนั้นได้ไปเรียนต่อปริญญาโททางด้านวิศวกรรมอุตสาหการที่สถาบัน Rensselaer Polytechnic Institute คนส่วนใหญ่อาจจะไม่ค่อยคุ้นชื่อนัก เพราะเป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นทางวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรม เมื่อเรียนจบกลับมาเมืองไทยในปี 2002 (อายุ 25 ปี) ผมก็เริ่มเข้ามาช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัว ซึ่งทำเกี่ยวกับจิวเวลรี่ โดยโฟกัสทางด้านการผลิตโดยเฉพาะ

สมัยนั้นบริษัทเรามีพนักงานอยู่ไม่กี่คน เมื่อเข้ามาแรกๆ ผมยังไม่ค่อยมีความรู้ทางด้านการผลิตมากนัก พี่ๆ ทั้งสามคนของผมก็แทบจะไม่มีใครมีความรู้ทางด้านการผลิตเลย จึงเป็นเรื่องยากพอสมควร ในเมื่อไม่มีใครช่วยได้ ผมจึงนำวิธีคิดที่เป็นระบบจากตอนเรียนวิศวะมาแยกความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้น ว่าปัญหาไหนควรต้องรีบแก้ไขก่อน หรือปัญหาไหนควรหาคนที่ใช่มาช่วยแก้ให้ โดยแยกย่อยปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นออกมาเป็นก้อนแล้วเพิ่มมุมมองของผมเข้าไปให้ผู้ที่ได้รับมอบหมายในการแก้ปัญหานี้ด้วย ทุกอย่างจึงค่อยๆ เข้าที่เข้าทาง เรียกว่าก็พอเอาตัวรอดมาได้ครับ”

ฟลุ้ค บอกว่า สไตล์การทำงานของเขาในช่วงแรกๆ จะทำงานอย่างจริงจังเกิน 100% จันทร์-เสาร์ ทำงาน 9 โมงเช้าถึง 4 ทุ่มทุกวันอยู่หลายปี แต่ในที่สุดก็กลับมานั่งคิดว่า ถ้าทำแบบนี้จะต่างอะไรกับเถ้าแก่เจ้าของกิจการล่ะ ยิ่งนานวันไปก็จะทำให้คิดอะไรใหม่ๆ ไม่ออก เขาจึงต้องตัดสินใจมอบหมายงานบางอย่างให้คนที่เหมาะสมไปทำแทนบ้าง

“ผมมองว่าการบริหารองค์กรก็เหมือนกับการจัดทัพ ผมจะใช้วิธีดูว่าในบริษัทมีแม่ทัพกี่คน คนนี้เหมาะกับงานทางด้านไหน มีจุดอ่อนจุดแข็งตรงไหนบ้าง ซึ่งผมตั้งเป้าหมายไว้ว่า ผมอยากจะเป็นคนที่คุมแม่ทัพอีกที แต่ตอนนี้ยังไปไม่ถึงตรงจุดนั้นนะ (หัวเราะ) ต้องบอกว่าตอนแรกที่เข้ามาผมอายุน้อย ฉะนั้นพนักงานที่ทำงานอยู่ก่อนหน้านั้นก็อาจยังไม่ค่อยเชื่อมือในการบริหารของผมสักเท่าไหร่ ผมจึงต้องพิสูจน์ตัวเองโดยการทำทุกอย่าง ยกเว้นว่าลงไปตะไบงานเองแค่นั้นที่ผมทำไม่ได้ เพราะช่างที่ทำต้องมีประสบการณ์เฉพาะหลายปี (ยิ้ม)

 

ที่ผ่านมาผมจะไปดูแลการผลิตจิวเวลรี่ที่โรงงานอยู่เสมอ ส่วนหนึ่งต้องดูแลควบคุมให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ตั้งไว้ อีกส่วนหนึ่งก็ต้องคิดล่วงหน้าไว้ด้วยว่า ภาพรวมขององค์กรและทิศทางของจิวเวลรี่ในอนาคตจะเป็นอย่างไร สุดท้ายก็จะมาสรุปอีกทีว่า มีวิธีการไหนบ้างที่จะทำให้ภาพที่เราคิดไว้สำเร็จได้ จากนั้นก็จะค่อยๆ เดินไปตามแนวคิดนั้นเรื่อยๆ โดยมองในระยะยาว ผมว่าการทำงานมันไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัว ดังนั้นเราต้องปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งผมว่านี่แหละคือสิ่งที่ท้าทายที่สุด”

ฟลุ้ค เสริมว่า ปัจจุบันนี้นอกจากการบริหารธุรกิจของครอบครัวแล้ว เขายังต้องอัพเดทสิ่งใหม่ๆ ให้มากกว่าที่เคย ด้วยเหตุนี้เขาจึงเริ่มลงทุนทางด้านการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ และต่อยอดไปสู่การทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เมื่อหลายปีก่อน

“ผมเริ่มชิมลางธุรกิจอสังหาฯ โดยสร้างอาคารพาณิชย์ขายที่ต่างจังหวัดก่อนโดยลงทุนร่วมกับเพื่อน ซึ่งก็ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร จากนั้นก็ขยับไปลงทุนในที่ดินผืนใหญ่ขึ้น โดยสร้างบ้านจัดสรรและคอนโดขายในต่างจังหวัดเช่นกัน เพราะมีคู่แข่งน้อยกว่ากรุงเทพฯ โปรเจกต์ส่วนใหญ่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จด้วยดี

ผมคิดว่าธุรกิจจิวเวลรี่และธุรกิจอสังหาฯ มีหลักการบริหารที่เหมือนกัน จะต่างกันตรงที่แต่ละธุรกิจจะมีจุดยากที่ไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง อย่างธุรกิจจิวเวลรี่ของเราจะเน้นความเป็นไฮเอนด์ เน้นจิวเวลรี่ชิ้นใหญ่แบบลิมิเต็ด เอดิชั่น จุดยากจึงอยู่ที่การผลิตให้จิวเวลรี่มีความหลากหลาย การดีไซน์และพัฒนาผลิตภัณฑ์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ จุดยากอีกอย่าง ก็คือการสรรหาวัตถุดิบ เช่น เพชรและพลอยที่พิเศษจริงๆ เพื่อมาออกแบบและผลิต ซึ่งบางครั้งจะหายากมาก แล้วแต่ช่วงจังหวะที่ได้มา ทำให้แพลนการผลิตได้ยาก ส่วนจุดยากของธุรกิจอสังหาฯ นั้น จะต้องรู้ถึงความต้องการของลูกค้าให้ชัดเจน ที่สำคัญโปรเจกต์ต้องสร้างให้เสร็จทันเวลาและขายโอนให้รวดเร็ว ไม่เช่นนั้นก็จะเสียค่าดอกเบี้ยที่กู้เงินมาลงทุนมหาศาลเลยทีเดียว”

เนื่องในโอกาสที่ เจมส์ พาวิลเลี่ยน ครบรอบ 20 ปีในปีนี้ นักบริหารหนุ่มบอกว่า เป้าหมายในธุรกิจของเขาก็คือ มีการปรับเปลี่ยนองค์กรเดิม ที่มีความเป็นธุรกิจครอบครัวให้เป็นรูปแบบบริษัทแบบมืออาชีพให้มากขึ้น โดยจะจัดสรรพนักงานทุกฝ่ายให้ถูกกับงานให้มากที่สุด

“การพัฒนาบุคลากรเป็นเรื่องที่สำคัญอันดับต้นๆ ซึ่งบริษัทของเรามีการลงทุนพัฒนาองค์กรมาอย่างต่อเนื่องในหลายๆ ด้าน ทางด้านโปรดักต์นั้น เริ่มจากจุดมุ่งหมายในการสร้างสรรค์จิวเวลรี่ของเรานับตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งบริษัทคือ จิวเวลรี่ของเราต้องส่งเสริมให้ผู้หญิงสวยและมีสไตล์ของตัวเองทั้งโททัลลุค ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า การแต่งหน้า ทรงผม รวมถึงโอกาสที่ใช้

ในวาระครบรอบ 20 ปี ทางเราจะมีการสร้างสรรค์จิวเวลรี่ชิ้นมาสเตอร์พีซ ที่เป็นเอกลักษณ์ของเจมส์ พาวิลเลี่ยนเพื่อเฉลิมฉลองในครั้งนี้ด้วย เราเน้นรายละเอียดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบจนถึงการผลิต ในส่วนของตัวผมเอง ผมดูแลสายการผลิตจิวเวลรี่ ผมจึงเน้นให้ความสำคัญกับงานฝีมือและรายละเอียดที่ต้องพิถีพิถันทุกขั้นตอน รอติดตามชมกันนะครับ

สำหรับแผนในอนาคตระยะสั้นที่ผมคิดไว้สำหรับธุรกิจจิวเวลรี่ นอกจากดูแลเรื่องการผลิตแล้ว ผมอาจจะไปช่วยหาตลาดใหม่ๆ เพิ่มให้อีก ส่วนธุรกิจอสังหาฯ ผมจะเน้นการลงทุนมากขึ้นและต้องได้รับผลตอบแทนมากขึ้นตามไปด้วย โดยผมจะหาผู้ช่วยที่เหมาะสม มาสานต่อธุรกิจให้ดำเนินไปได้ด้วยดี เพราะเราไม่สามารถจะทำคนเดียวได้ แม้อยากจะทำก็ตาม (ยิ้ม)

ปัจจุบันนี้ต้องบอกว่างานผมเบาขึ้นเยอะเลย เพราะผมมีทีมงานที่ดีที่น่ารักคอยช่วย ซึ่งผมต้องขอบคุณพวกเขามากๆ และที่สำคัญยังเป็นการทำงานที่ส่งเสริมกันทุกทางจากพี่น้อง ปัจจุบันนี้ผมจึงเลิกงานได้เร็วขึ้น มีเวลาออกไปหาความรู้อื่นๆ ไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสหรือว่ายน้ำบ้าง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ส่วนวันหยุดพักผ่อน ด้วยเวลาที่มีไม่เยอะ ส่วนใหญ่พอคิดปั๊บผมจะขับรถไปเที่ยวแถวชายทะเลหัวหินโดยหยิบหนังสือดีๆ ไปด้วยหนึ่งเล่ม แล้วผมก็จะพักอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหนเลยล่ะ จะเน้นการพักผ่อนจริงๆ เพื่อชาร์จพลังให้กับตัวเอง

ถ้าเป็นทริปยาวๆ เราจะมีแฟมิลี่ทริปปีละ 2 ครั้ง โดยจะไปเที่ยวต่างประเทศกันทั้งครอบครัวเลย ซึ่งเราจะดูว่าสถานที่ที่จะไปเที่ยวกันนั้น มีที่ไหนแปลกและน่าสนใจบ้าง จากนั้นก็จะแพลนไว้ล่วงหน้าแล้วค่อยนัดเวลาไปเที่ยวด้วยกันอีกที แต่ก็จะมีทริปที่ต้องเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ผมก็อาจจะขอแยกไปเที่ยวเองสัก 2-3 วันสุดท้าย แล้วค่อยบินกลับมาทีหลังครับ (หัวเราะ)”

ฟลุ้ค ทิ้งท้ายว่า งานอดิเรกที่เขาชอบก็คือการดำน้ำ ส่วนใหญ่ถ้าหาเวลาว่างได้สัก 4-5 วัน เขามักจะไปดำน้ำที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งมีไซต์ดำน้ำเยอะมาก แต่ละที่ก็จะมีความสวยงามและความน่าสนใจไม่เหมือนกัน

“สิ่งที่ผมชอบอีกอย่างก็คือการปฏิบัติธรรม เพราะช่วยให้จิตใจเรานิ่งและสงบดีครับ โดยผมจะเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมแบบปกติเพื่อให้เข้าใจการปฏิบัติธรรมลึกซึ้งมากขึ้น และไปปฏิบัติธรรมในป่า นอนในถ้ำ เพื่อหาประสบการณ์ อีกอย่างมันเหมือนกับเราได้พลัง และได้ตั้งสติจากการปฏิบัติธรรมด้วย

เมื่อเราเจอเรื่องราวต่างๆ มากมายจากการใช้ชีวิตประจำวัน มันอาจจะทำให้เรารู้สึกเป๋ๆ ไปบ้าง หากเราได้ไปปฏิบัติธรรมก็เหมือนเราได้ไปตั้งศูนย์ให้กับร่างกายและจิตใจตัวเองใหม่ เมื่อกลับมาทำงานและใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ก็จะทำให้เราจัดการชีวิตได้ดีขึ้นครับ”

 

วรงค์กรณ์ บัวสมบุญ ผู้ชายชอบเข้าครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2559 เวลา 11:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/449405

วรงค์กรณ์ บัวสมบุญ ผู้ชายชอบเข้าครัว

โดย…ปอย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

นิสัยติดตัวตั้งแต่เป็นเด็กชาย คือว่างไม่ได้ เป็นต้องเข้าครัวทำของอร่อยๆ ให้คนข้างๆ ได้ชิมกัน ยิ่งได้มาทำงานที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ วรงค์กรณ์ บัวสมบุญ หนุ่มใบหน้าไทยแท้มาพร้อมรอยยิ้มสดใสในวัยแตะ 30 ปี บอกว่า เมื่อได้รับการมอบหมายให้เป็นผู้ช่วย “เชฟแมค” เชฟใหญ่ของร้านอาหารดอยคำ จึงไม่รีรอทุกๆ ครั้งที่ได้รับการไหว้วานให้เข้าครัว เพราะเป็นการได้ร่วมงานกับเชฟใหญ่มีฝีมือแถมเป็นหนุ่มในวัยเดียวกัน จึงทำงานเข้าคู่กันถูกคอ แถมเป็นงานเพิ่มประสบการณ์ที่ได้ทั้งความสนุก ได้ฝึกปรือปรุงสูตรอาหารรสชาติใหม่ๆ กลับไปต่อยอดทดลองปรุงอาหารในสูตรของ
ตัวเองได้ทุกๆ ครั้ง

“ต้มยำเกี๊ยวกุ้งแม่น้ำ” เมนูใหม่ล่าสุดของร้านอาหารดอยคำ วรงค์กรณ์ ขนาบข้างเป็นลูกมือผู้ช่วยเชฟแมค-อนุชา พัฒนาศิริรักษ์ เข้าครัวปรุงอาหารกันได้อย่างคล่องแคล่ว เป็นภาพผู้ชายเข้าครัวกันด้วยความขมีขมันตั้งอกตั้งใจ

“ผมเป็นลูกชายคนโตมีน้องสาวอีก 1 คนครับ แม่จึงเลือกใช้คนโตกว่าให้เข้ามาเป็นลูกมือช่วยในครัว และเป็นวิธีแก้ไขปัญหาไม่ให้ลูกชายติดเกมด้วย (บอกพร้อมรอยยิ้ม) ผมจำได้ว่าตอนเรียนชั้นประถม ป.1 ป.2 ก็โดนลากเข้าครัวช่วยคุณแม่โขลกน้ำพริกทุกๆ เย็นแล้วนะครับ และสักประถมปลายราว 10 กว่าขวบ ผมก็รับหน้าที่เข้าครัวอย่างเต็มตัว แม่ไปจ่ายตลาด แล้วยกให้ผมทำหน้าที่ปรุงอาหารเย็นให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวกินทุกๆ วัน

พื้นฐานครอบครัวผมเป็นชาวสวน จ.นครปฐม คนไทยแท้ครับ เพราะฉะนั้นสำรับอาหารของมื้อเย็นจึงต้องมีครบและเป็นอาหารไทยยืนพื้นด้วยแกงเผ็ด ต้มจืด แล้วขาดของทอดไม่ได้เลยไว้กินคู่กับน้ำพริก คิดอะไรไม่ออกก็ต้องจานนี้เลยครับ ปลานิลทอด เพราะเป็นวัตถุดิบหาได้ง่าย เดินออกไปตลาดก็ได้ปลาสดมาทำอาหารกินกันแล้ว หลายคนบอกปลานิลคาว แก้ได้โดยเลือกปลาที่สดจริง ผ่าช่วงท้องล้างให้สะอาดที่สุดแค่นี้ปลาก็ไม่คาว นำมาทอดโดยไม่ต้องคลุกเกลืออะไรเลย กินแนมกับน้ำพริกผักต้มก็อร่อยที่สุดแล้วครับ” วรงค์กรณ์ เริ่มต้นสนทนาในแบบเรียกน้ำย่อยได้ดีเลยทีเดียว

ความเข้มข้นถึงรสชาติคือเคล็ดลับการปรุงอาหารไทยให้อร่อย อย่างเช่น ต้มยำชามนี้ เลือกกุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ น้ำต้มยำก็ต้องเข้มข้นมันกุ้งลอยฟ่อง เสิร์ฟมื้อกลางวันซดร้อนๆ ควันฉุย

“จานเด็ดอีกจานที่ผมชอบมากคือปลาหมอต้มเค็ม บ้านเป็นสวนปลูกฝรั่งก็มีท้องร่องเยอะปลาหมอชุมมาก ยิ่งช่วงฤดูฝนปลาหมอหน้าน้ำไข่เต็มท้องเลยครับ เนื้อมีความมันอร่อยมาก สูตรต้มเค็มบ้านผมก็คงไม่ต่างจากบ้านอื่นคือเน้นถึงเครื่อง ขิง ข่า กระเทียม หอมแดง แต่ผมติดรสจัดกินเผ็ดมากซึ่งต้องปรับเมื่อต้องทำอาหารให้คนอื่นๆ กิน ต้องทอนรสลงมาบ้างโดยพยายามปรุงรสกลางๆ แต่ก็ต้องคงความกลมกล่อมไว้ให้ได้ด้วยนะครับ” วรงค์กรณ์ บอกพลางหัวเราะเมื่อเห็นคนซดน้ำต้มยำฝีมือของเขา แล้วแซ่บน้ำตาไหล ใครผ่านมาย่านราชเทวีชอบอาหารตำรับไทยก็มาลองชิมกันได้

ต้มยำเกี๊ยวกุ้งแม่น้ำ (สำหรับ 1 ที่)

ส่วนผสมเกี๊ยวกุ้ง

1.กุ้งขาว 3 ตัว 72 กรัม

2.แผ่นเกี๊ยว 6 แผ่น

3.ไข่ 1 ฟอง

4.เกลือ พริกไทย

ส่วนผสมน้ำต้มยำ

1.น้ำสต๊อกกุ้ง 450 มล.

2.เห็ดฟาง 40 กรัม (3 ดอก)

3.ตะไคร้ซอย 10 กรัม

4.ใบมะกรูดฉีก 3 ใบ

5.ข่า 8 กรัม

6.ผักชีใบเลื่อยซอย 3 กรัม

7.พริกขี้หนูหั่น 15 กรัม

8.น้ำพริกเผา 70 กรัม

9.นมข้นจืด 100 มล.

10.มันกุ้ง/น้ำมะนาว/น้ำปลา/น้ำตาล ปรุงรสตามชอบ

วิธีทำ

แกะเปลือกกุ้ง (เก็บเปลือกและ Trimming ต่างๆ ไว้ทำน้ำสต๊อกกุ้ง) ผ่าเอาเส้นดำออกหมักกุ้งด้วยไข่ เกลือ และพริกไทยแช่ในตู้เย็นนาน 30 นาที ก่อนที่จะนำไปห่อด้วยเกี๊ยว ลวกในน้ำเดือดให้สุก เริ่มน้ำต้มยำด้วยการอุ่นน้ำสต๊อกกุ้งที่เตรียมไว้ในเดือด ใส่ตะไคร้ ใบมะกรูด ข่า เห็ดฟาง น้ำพริกเผา ตามด้วยนมข้นจืด พริกขี้หนู (ขั้นตอนนี้นำกุ้งแม่น้ำลงไปลวก) ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลา น้ำมะนาว และมันกุ้ง ปิดไฟพร้อมเสิร์ฟ โรยหน้าด้วยพริกทอดและผักชีใบเลื่อย

 

ภูษิต โอภามุรธาวงศ์ บาสเกตบอลคือส่วนหนึ่งของชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 สิงหาคม 2559 เวลา 11:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/449205

ภูษิต โอภามุรธาวงศ์ บาสเกตบอลคือส่วนหนึ่งของชีวิต

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

จากเด็กหนุ่มที่ใช้กีฬาบาสเกตบอลเป็นเครื่องปลอบประโลมหัวใจ ใครจะคิดว่าวันหนึ่งกีฬาบาสเกตบอลจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และพาให้ เคน-ภูษิต โอภามุรธาวงศ์ หนุ่มน้อยที่รักการเล่นบาสเป็นชีวิตจิตใจ ได้กลายเป็นผู้ช่วยโค้ชในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และทักษะให้กับทีมนักกีฬาบาสเกตบอลหญิงทีมชาติไทยก่อนเดินทางไปแข่งขันรายการ 38th William Jones Cup 2016 ระหว่างวันที่ 3-7 ส.ค.ที่ผ่านมา ณ สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ด้วยวัยเพียง 20 ปี

สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น คือ เมื่อถามว่าด้วยฝีมือการเล่นบาสที่ไม่ธรรมดา ถึงขนาดได้ร่ำเรียนกับโค้ชที่สอนนักบาสระดับเอ็นบีเอ (NBA) เคยร่วมทีมกับนักบาสดีกรีเอ็นบีเอมา เขาวาดอนาคตว่าอยากเป็นนักบาสอาชีพหรือไม่ หนุ่มน้อยตรงหน้าตอบอย่างไม่ลังเลว่า “ไม่ครับ”

เบื้องหลังคำตอบปฏิเสธที่ให้อารมณ์ไม่ต่างกับการดูหนังหักมุม ผู้เขียนบทอย่างหนุ่มน้อยวัยทีน มีแรงบันดาลใจอะไรที่ซ่อนอยู่กันแน่…

 

เคน พาย้อนวันวานไปถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้หันมาสนใจกีฬาบาสเกตบอลว่า ตอนอายุได้ 5 ขวบ ตัวเขาพร้อมทั้งพี่ชายและคุณแม่ชาวไต้หวัน จำเป็นต้องเดินทางไปแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ เพื่อดูแลคุณตาที่กำลังป่วยหนัก ตอนนั้นสภาพจิตใจของสมาชิกในครอบครัวแย่มาก เพราะคุณตาเริ่มจำอะไรไม่ได้ จนอายุได้ 8 ขวบ พี่ชายทั้งสองของเคนเริ่มหันมาเล่นกีฬาอย่างจริงจัง โดยพี่ชายคนโตเล่นอเมริกันฟุตบอล ส่วนคนรองเล่นบาสเกตบอล จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เขาอยากเล่นกีฬาบ้าง

“ตอนผมอายุ 9 ขวบ ผมจำได้ว่าพี่ชายคนรองเป็นกัปตันของทีมบาสที่โรงเรียน ปรากฏว่าในแมตช์แข่งขันคัดเลือกทีมชนะเลิศ ทีมพี่ชายของผมแพ้ไปเพียง 1 คะแนน ทำให้พี่ชายผมเสียใจมาก จนถึงขั้นเสียน้ำตา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นพี่ร้องไห้ วินาทีนั้นผมบอกกับตัวเองและพี่ว่า ผมจะเล่นบาสเกตบอลให้เก่งและจะชนะเพื่อพี่ให้ได้ จากวันนั้นผมใช้เวลาฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งฝึกผมยิ่งมีความรัก และรู้สึกสงบ

เคน บอกว่า เมื่อคุณตาจากโลกนี้ไป ความรักที่เขามีต่อกีฬาบาสเกตบอลไม่ได้จากไปด้วย เขาตัดสินใจเข้าเรียนต่อไฮสกูลที่โรงเรียน Archbishop Mitty High School ที่มีทีมบาสที่ค่อนข้างมีฝีมือ ตัวเขาเองได้มีโอกาสเข้าไปร่วมทีมกับ แอรอน กอร์ดอน ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าของตำแหน่งรองแชมป์สแลมดังค์ คอนเทสต์ 2016 และได้สร้างชื่อในการแข่งขันต่างๆ

 

“หลังจากเรียนที่นี่ได้ 2 ปี ผมก็ตัดสินใจย้ายไปเรียนที่ Choate Rosemary Hall ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงเรื่องวิชาการ มีศิษย์เก่าเป็นคนดังอย่าง จอห์น เอฟ. เคเนดี, โดนัลด์ ทรัมป์, ไมเคิล ดักลาส ที่ผมย้ายมาเรียนที่นี่ เพราะผมอยากบาลานซ์ทั้งด้านการเรียนและกีฬา ไม่ได้มุ่งเอาดีด้านใดด้านหนึ่ง ที่สำคัญ การมาเรียนที่นี่ทำให้ผมได้เปิดโลกกว้าง ได้คอนเนกชั่นใหม่ๆ มากมาย”

แม้จะดึงตัวเองกลับมาเอาดีในสายวิชาการด้วย แต่เวลาว่างส่วนใหญ่ของเคนยังใช้ไปกับการเล่นบาสเกตบอล เคน บอกว่า เขาโชคดีที่ได้ฝึกฝนกับโค้ชที่มีฝีมือหลายคน เขาไม่เคยเหนื่อย เพื่อวิ่งตามสิ่งที่รัก แม้ว่าบางครั้งจะต้องใช้เวลาเดินทางถึง 4 ชั่วโมง ใน 3 วัน/สัปดาห์ เพื่อไปฝึกเทคนิคการเล่นบาสเกตบอลก็ตาม

“ระหว่างทางที่นั่งรถไป ผมก็จะนั่งทำการบ้าน ช่วงที่เรียนไฮสกูล 4 ปี ผมจะตื่นนอน 06.30 น. เพื่อเทรนกับโค้ชก่อนไปเรียน พอเลิกเรียนผมก็ฝึกกับโค้ชอีก จากนั้นก็มาเทรนด้วยตัวเอง แล้วค่อยกลับมาบ้านเพื่อทำการบ้าน ถามว่าเหนื่อยมั้ย ไม่เลย และผมเชื่อว่าถ้าคนเราต้องการทำอะไรจริงๆ เราก็จะพร้อมเดินหน้าไปจนสุดทาง”

 

เคน บอกว่า เขาไม่ได้วาดภาพตัวเองไว้ว่าปลายทางคือการได้ลงสนามในฐานะนักกีฬาบาสเกตบอลมืออาชีพ แต่เขาตั้งใจให้บาสเกตบอลนำทางเข้าไปสู่เส้นทางใหม่ๆ ในธุรกิจ

“สำหรับผมบาสเกตบอลไม่ใช่ End Goal แต่บาสเกตบอลเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะพาผมไปสู่ End Goal ของชีวิต” เคน กล่าวด้วยแววตามุ่งมั่น พร้อมเฉลยว่า เขากำลังจะกลับไปสหรัฐ เร็วๆ นี้ เพื่อเข้าเรียนต่อด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก

ในช่วงก่อนเริ่มต้นออกเดินทางไปสู่อีกหนึ่งสเต็ปของชีวิต เคนไม่ปล่อยเวลาว่างให้ผ่านไปเฉยๆ เขาริเริ่มกิจกรรม K.O.Basketball Camp เพื่อนำประสบการณ์และความรู้ด้านบาสเกตบอลที่มี มาถ่ายทอดให้กับเด็กรุ่นใหม่ที่หลงรักในกีฬาบาสเกตบอล เปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนที่ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 เข้าร่วมได้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยกิจกรรมนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 แล้ว

 

“นอกจากผมจะนำเทคนิคในการเล่นบาสเกตบอลที่มีมาถ่ายทอดให้น้องๆ ผมยังอยากส่งเสริมให้น้องๆ เล่นกีฬาควบคู่ไปกับการเรียนในสายวิชาการ เพราะผมมองว่าเราสามารถเอาดีได้ทั้งสองทาง ไม่จำเป็นต้องเทไปด้านใดด้านหนึ่ง เพราะการเล่นกีฬาช่วยเสริมทักษะหลายๆ อย่าง ไม่ใช่ดูที่ผลแพ้ชนะเท่านั้น การเล่นกีฬายังเป็นการฝึกการเป็นผู้นำ การมีวินัย การทำงานเป็นทีม น้ำใจนักกีฬา ช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้ เพราะระหว่างซ้อมหรืออยู่ในสนาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือนักกีฬาต้องมีสมาธิ”

นอกจากจะชิมลางด้วยการเป็นโค้ชให้กับเยาวชนไทย ล่าสุด เคนยังได้รับการทาบทามจากโค้ชจิ๋ว (กิติวัฒน์ แพ่งสภา) ให้เป็นผู้ช่วยโค้ชทีมบาสเกตบอลหญิงของไทย ในการแลกเปลี่ยนความรู้ แชร์เทคนิคการเล่นต่างๆ เคน บอกว่า การเปลี่ยนบทบาทจากผู้เล่นในสนามมาเป็นผู้ช่วยโค้ชนี้ เคนบอกว่าทำให้เขาได้เห็นภาพการเล่นบาสเกตบอลในมุมมองที่กว้างขึ้น ได้เรียนรู้การตัดสินใจของโค้ชว่า ทำไมโค้ชต้องมีการเปลี่ยนตัวผู้เล่น ทำไมต้องใช้กลยุทธ์แบบนี้ในเกม

“อีกบทเรียนที่ผมได้เรียนรู้จากการเล่นกีฬา คือ รสชาติของการแพ้ ผมว่าการแพ้บางครั้งก็สำคัญกว่าการชนะ เพราะการแพ้ทำให้เราได้เรียนรู้แล้วบอกกับตัวเองว่าคราวหน้าจะไม่ทำแบบนี้อีก” เคน กล่าวทิ้งท้าย

 

วรรณ์วรี สรรพกุลโรจน์ ตำรับอินเทอร์วัลโยคะเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 สิงหาคม 2559 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/448973

วรรณ์วรี สรรพกุลโรจน์ ตำรับอินเทอร์วัลโยคะเมืองไทย

โดย…กองทรัพย์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

จากเด็กอ้วนเพื่อนน้อย ทำให้ บุศ-วรรณ์วรี สรรพกุลโรจน์ เป็นวัยรุ่นที่สนใจการออกกำลังกาย ค่อยๆ เปลี่ยนตัวเองเป็นสาวไซส์เล็กลงเรื่อยๆ เพราะสนใจหลักการรวมอาหาร (Food Combination) และกลายเป็นครูสอนโยคะในแบบฉบับที่เธอเรียกว่า อินเทอร์วัลโยคะ (Interval Yoga) ที่เธอแชร์เรื่องราวของตัวเองลงในเฟซบุ๊กแฟนเพจ Healthy Living by Bud ขณะที่เธอทำงานอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ และมีผู้ติดตามมากมาย

วันนี้เธอกลับมาเมืองไทยและเปิดสตูดิโอโยคะของตัวเอง เพื่อทำให้คนที่เกลียดโยคะกลายเป็นคนรักที่จะฝึกโยคะ โดยใช้แนวทางนี้

สุขภาพดีเริ่มจากปัญหา

“ต้องย้อนภาพไปก่อนว่า บุศเป็นเด็กอ้วน ที่บ้านมองว่าน่ารัก ชอบให้ลูกกินเยอะๆ เขามีความสุขที่เห็นลูกได้กิน เพราะคุณแม่เคยจนมาก่อน พอมีเงินก็อยากให้ลูกได้กินเต็มที่ ทีนี้ก็ทำให้อ้วนทั้งบ้าน ซึ่งบุศก็อ้วนจ้ำม่ำ กลายเป็นเด็กไม่มีความมั่นใจในตัวเอง แล้วก็ไม่มีเพื่อนไปไหนก็ต้องไปคนเดียว เหมือนเรามีปมตั้งแต่เด็ก พอเข้ามหาวิทยาลัยเรียนคณะวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ไม่มีคนมาจีบ ตอนนั้นคิดว่าเราคงต้องอยู่คนเดียวไปตลอด เลยหันมาดูแลสุขภาพตัวเอง เพราะคิดเสมอว่าห้ามป่วยเด็ดขาด

 

เริ่มต้นจากความคิดนี้ก็เริ่มออกกำลังกายเช้า-เย็น จากอ้วนมากก็ผอมลงหน่อย แต่ก็ยังอ้วนอยู่ประมาณ 63 กก. เพราะไม่ได้ดูแลเรื่องอาหาร ยังกินเยอะอยู่ ตอนทำงานอยู่ประเทศไทย ทำอยู่ที่สำนักข่าวรอยเตอร์ส ในตำแหน่งซอฟต์แวร์ เอนจิเนียร์ 3 ปี ก่อนจะย้ายไปทำงานที่สิงคโปร์ 6 ปี พอบุศย้ายไปอยู่สิงคโปร์ก็เริ่มสนใจเรื่องอาหาร ศึกษาเรื่องอาหารและดูแลจริงจัง เลยทำให้น้ำหนักลดลงมาเองเรื่อยๆ เหลือ 53 กก. อยู่สิงคโปร์ก็เริ่มเปิดเพจแบ่งปันความรู้ เพราะเราเป็นคนชอบแชร์ แต่ว่าไม่ค่อยมีคนฟัง (หัวเราะ) เรารู้อะไรมาก็จะใส่ไว้ในเพจ คนที่อยากรู้ก็มาอ่าน ทำให้เรามีคนติดตามจนกระทั่งทุกวันนี้”

ดูเหมือนว่าแนวทางที่เธอทำมาจะส่งผลดี เพราะน้ำหนักลดลง ได้ออกกำลังกาย และดูแลเรื่องอาหาร แต่สภาพแวดล้อมการทำงานที่แสนเคร่งเครียดในสิงคโปร์ทำให้เธอมีปัญหานอนไม่หลับ

“พอนอนไม่หลับก็หาวิธีรักษาตัวเอง เพราะว่าการนอนไม่หลับคือการทำลายร่างกาย บุศไม่ได้อยากนอนไม่หลับ แต่สภาวะแวดล้อมค่อนข้างเครียด ก็เลยใช้อาหารมาช่วยให้ร่างกายเราสุขภาพดี บำบัดด้วยอาหาร และจากที่บุศสนใจอาหารมังสวิรัติ ก็เลยทำให้เราไปเจอ Raw Vegan เพราะเขาบอกว่าการกินอาหารวีแกน ซึ่งเป็นเรื่องที่รายละเอียดเยอะมาก พอเรามาเจอ Raw ก็พบว่ามีอาการท้องอืด ทั้งๆ ที่ถ้ากินให้ถูกต้องจริงๆ ควรจะมีแรงและท้องไม่อืด ก็เลยพบว่าคนที่มีปัญหากินอาหารผิดหลักการรวมอาหาร ขณะเดียวกันตอนนั้นก็ยังไม่อยากเป็นวีแกน เรายังอยากกินอาหารที่ปรุงอยู่ และยังอยากกินเนื้อสัตว์อยู่ตอนนั้น ก็เลยยึดที่จะทานตามหลัก Food Combination ไปเลย

ส่วนใหญ่องค์ความรู้เหล่านี้บุศศึกษาด้วยตัวเอง บุศอยู่ในกลุ่มชาวต่างชาติที่สนใจเรื่อง Raw Vegan ซึ่งคุ้นเคยกับหลักการ Food Combination อยู่แล้วก็เลยศึกษาได้ง่ายขึ้น”

รู้จักโยคะสายสนุก

บุศบอกว่า เธอเป็นสายออกกำลังกายแทบทุกชนิด จะเว้นอยู่อย่างเดียวก็คือโยคะ เพราะเธอมองว่าเป็นการฝึกร่างกายที่ทรมาน และมันคือการยืดไม่ใช่การออกกำลังกาย แต่เธอจำเป็นต้องไปรู้จักกับโยคะในวันหนึ่งที่เธออยากแก้อาการปวดเมื่อยจากการออกกำลังกายชนิดอื่นมาแล้ว และเป็นเวลาสามปีที่รู้จักโยคะ ใช้เวลาหนึ่งปีในการทำความรู้จักและศึกษาโยคะ แล้วเธอก็กลายเป็นครูสอนโยคะ

“ไปอยู่สิงคโปร์เราไม่ได้อยู่ในเมือง แล้วค่าฟิตเนสก็แพง เลยเปลี่ยนเป็นวิ่งแต่พอวิ่งแล้วกล้ามหายเลยหยุด เปลี่ยนมาเป็นวิ่งบ้างแล้วบอดี้เวตแทน พอคนไม่ได้นอนบวกกับออกกำลังกายแบบนี้ ก็เลยยิ่งทำให้ปวดเมื่อย สุดท้ายก็เลยไปเจอโยคะ ซึ่งรู้สึกว่าตอบโจทย์ และยิ่งความตั้งใจของเราคือการแบ่งปัน และสร้างแรงบันดาลใจให้คนรักสุขภาพ ก็เลยตัดสินใจไปเรียนเพื่อเป็นครูสอนโยคะ ซึ่งโยคะแบบที่บุศเรียน บุศตั้งเองว่าเป็นอินเทอร์วัล (Interval) โยคะ เพราะที่ที่เราเรียนมาไม่มีชื่อ และบุศก็ไปเรียนเพิ่มเติมที่อินเดีย แล้วนำศาสตร์สองอย่างนี้มารวมกันในแบบที่ตัวเองชอบก็เลยตั้งชื่อออกมาเป็นแบบนี้”

Interval Yoga ผสมผสานทั้งโยคะ และบริหารร่างกาย มีทั้งแบบบอดี้เวตและคาดิโอแต่นิ่มนวลสไตล์โยคะ เน้นยืดเหยียด สร้างความแข็งแรง สอนแบบนี้เน้นการเคลื่อนไหวแบบต่อเนื่องเพื่อสร้างความยืดหยุ่น และสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อก่อนที่จะไปเข้าท่าต่างๆ ของโยคะ โดยไม่ได้เน้นการค้างในท่า เพราะผู้ที่ใหม่ต่อโยคะ หรือผู้ที่ไม่เคยเล่นโยคะจะรู้สึกทรมาน

 

“บุศหยุดที่โยคะแบบนี้เพราะว่า เราได้ครบทุกอย่างคือ ได้ออกกำลังกาย ได้สร้างกล้ามเนื้อ รวมถึงได้คาดิโอด้วย และได้ยืดกล้ามเนื้ออีก ทุกวันนี้เหมือนเราอึดกว่าชาวบ้าน โยคะไม่ใช่แค่การออกกำลัง แต่โยคะมันเป็นการรักษาตัวเองด้วย นี่คือสิ่งที่เราอยากจะสื่อออกไป

เป้าหมายของบุศคือ อยากสอนคนที่ไม่ชอบโยคะให้มาชอบโยคะ ง่ายๆ คือบุศอยากให้ทุกคนมาชอบโยคะ ตั้งใจเพื่อช่วยคนกลุ่มที่ยังกลัวโยคะอยู่ อยากให้เขามาเล่น ซึ่งบุศทำให้นักเรียนบุศ ที่ 90% เป็นคนไม่ชอบโยคะมาก่อน บุศเริ่มจากเพื่อนตัวเอง ตั้งแต่เรายังไม่ได้เป็นครู ซึ่งเพื่อนเราก็ไม่ใช่คนที่เล่นโยคะหรือโยคะจ๋า เขาเห็นว่าเราเป็นเพื่อนก็เลยมาลองเล่น จากนั้นเขาก็ยึดโยคะของเราเป็นหลัก

เริ่มสอนจากกลุ่มเพื่อนตัวเอง จนปากต่อปากกลายเป็นกลุ่มใหญ่ในสิงคโปร์ และเนื่องจากเรามีเพจ จนกลับเมืองไทยมาก็สามารถเปิดสตูดิโอเลย เพราะอยากให้คนที่ติดตามเรามีโอกาสได้มาเรียน และคนที่ติดตามบุศส่วนมากไม่ใช่สายโยคะ แต่เป็นคนที่รักการดูแลสุขภาพ ดังนั้นการทำให้เขามาทำความรู้จักกับโยคะสไตล์บุศจึงไม่ใช่เรื่องยาก

 

กับนักเรียนเราจะตั้งคำถามกับเขาก่อนเลยว่า ทำไมถึงไม่ชอบโยคะ เขาก็ตอบกลับมาว่าเพราะมันทรมาน เราก็จะตอบได้ว่าวิธีการของเราจะไม่ทรมาน และสนุกสนาน กลับบ้านไปด้วยรอยยิ้ม เพราะในสไตล์ของบุศเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้ แรกๆ อาจจะทำได้ไม่มาก แต่ทำไปเรื่อยๆ ก็จะทำได้ เขาจะรู้สึกดีกับร่างกายตัวเอง รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ร่างกายเฟิร์มขึ้น ถ้าเกิดมาฝึกโยคะเพื่ออยากได้ท่ายากๆ แล้วไปโพสต์ในโซเชียล บุศจะไม่ใช่คำตอบ แต่ถ้าอยากมาฝึกโยคะเพื่อให้สุขภาพดีขึ้น แข็งแรงขึ้น รูปร่างดีขึ้นมาหาบุศได้

โดยส่วนตัวบุศพยายามทำทุกอย่างที่มันดีต่อร่างกาย เป็นแรงขับของบุศเลย ตอนนี้กำลังพัฒนาเรื่องการนอน และเรื่องจิตใจ เพราะบางทีเราก็แอ็กทีฟเกินไปจนหัวใจไม่ได้พัก ซึ่งมันก็ต้องการเวลา ตอนนี้พยายามนั่งสมาธิให้มีสุขภาพใจที่ดีด้วย”

เป้าหมายของเธอคืออยากให้คนที่เกลียดโยคะที่มองหาโยคะแนวสนุก ให้นึกถึงเธอเป็นคนแรกที่ทุกคนนึกถึง

“โดยส่วนตัวบุศเองอยากช่วยคนให้ได้มากกว่านี้ ถ้าเป็นไปได้อยากสอนทำอาหารสุขภาพ บวกกับสอนโยคะควบคู่กัน อยากทำคอร์สออนไลน์ แล้วคนทำตามที่บ้านได้ และอนาคตบุศก็อยากสร้างคนแบบบุศขึ้นมาอีกคนหนึ่งเพื่อช่วยคนอื่นต่อไป ตัวบุศเองก็อยากไปเรียนเรื่องโภชนาการด้านอาหารในต่างประเทศ เพื่อรู้จักอาหารซึ่งมันจะทำให้บุศช่วยคนได้มากขึ้น”

 

ปวิณ ผลิตเดชตระกูล สูทไทยไปเวทีโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 สิงหาคม 2559 เวลา 10:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/448770

ปวิณ ผลิตเดชตระกูล สูทไทยไปเวทีโลก

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ… ภัทรชัย ปรีชาพานิช

เพราะเติบโตมากับร้านสูทของคุณพ่อ “พิงกี้ เทเลอร์” (Pinky Tailor) มาตั้งแต่เด็ก วิณ-ปวิณ ผลิตเดชตระกูล จึงบอกกับตัวเองเสมอว่า วันหนึ่งเขาจะเข้ามาสานต่อธุรกิจของครอบครัว และพาแบรนด์สูทไทยนี้ไปให้ไกล ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ว่าสูทบ้านเราก็ไม่แพ้สูทแบรนด์เนมราคาแพง โดยล่าสุดเขาได้ก้าวไปสัมผัสบันไดแห่งความสำเร็จก้าวแรกแล้ว ด้วยการออกแบบคอลเลกชั่นเพื่อไปโชว์ในงานปารีส แฟชั่นวีก ที่ผ่านมา และมีกำหนดจะไปโชว์บนเวทีนิวยอร์ก แฟชั่นวีก ในเดือน ก.ย. ก่อนจะขยับขยายไปสู่การสร้างแฟล็กชิปสโตร์

จากฝันก็กลายเป็นมากกว่าฝัน 

อดีตวิศวกรหนุ่มวัย 32 เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเริ่มต้นดูแลแบรนด์สูทที่มีอายุร่วม 40 ปี ว่าเป็นความตั้งใจตั้งแต่เด็กอยู่แล้วว่าวันหนึ่งจะกลับมาสานต่อธุรกิจของครอบครัว เนื่องจากตั้งแต่เด็กหลังเลิกเรียนหรือทำงาน รวมทั้งวันหยุด จะเข้ามาช่วยงานที่ร้าน ทำให้ได้ซึมซับกระบวนการทำงานต่างๆ ในร้านไปโดยไม่รู้ตัว

“ตั้งแต่เด็ก ผมก็เข้ามาวิ่งเล่น กินนอน ทำการบ้าน ช่วยงานที่ร้านตลอด เพราะตอนแรกผมคิดว่าบ้านเราไม่มีเงิน (หัวเราะ) เพราะเห็นคุณพ่อคุณแม่ท่านทำงานตลอด และใช้เงินอย่างรู้ค่า จำได้ว่าครั้งหนึ่งผมเคยขึ้นไปขอพระเลยว่า ให้พ่อแม่ผมมีเงินมีทอง เพราะด้วยความเป็นเด็ก สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงช่วยท่านทำงานหาเงิน”

แม้จะเติบโตมากับธุรกิจตัดสูท แต่ด้วยค่านิยมในอดีตที่อยากให้ลูกเป็นหมอ เป็นวิศวกร พอวิณยื่นคำขาดว่าไม่อยากไปเรียนต่อต่างประเทศ คุณพ่อเลยแนะนำให้เรียนต่อด้านวิศวะ ซึ่งในฐานะลูกชายคนเดียวของบ้าน วิณก็ยอมสานฝันให้คุณพ่อ ด้วยการเข้าเรียนด้านวิศวอุตสาหกรรม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนจะได้เข้าทำงานที่บริษัท โตโยต้า

 

“ผมทำงานที่โตโยต้าอยู่เกือบ 5 ปี ก็ตัดสินใจลาออกกลับมาทำงานที่บ้าน เหตุผลที่เข้าไปทำโตโยต้า ส่วนหนึ่งเพราะผมอยากใช้ความรู้ที่เรียนมา ไม่อยากให้ใครมองว่า จบวิศวะมา แต่ก็หางานไม่ได้ ต้องกลับมาช่วยงานที่บ้าน

การทำงานที่โตโยต้าเป็นประสบการณ์ที่ดีของผม ผมได้เจ้านายที่ดีมาก และเขาเองก็เป็นลูกค้าสูทที่บ้านผมด้วย ตอนที่ผมตัดสินใจลาออก ก็เป็นช่วงเดียวกับที่เจ้านายเกษียณ ต้องกลับประเทศเหมือนกัน เขาเองก็ไม่ให้ผมลาออก แต่ผมก็อธิบายให้เขาฟังว่า คุณพ่อผมก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา ในเมื่อวันนี้เขาก็ถึงเวลาเกษียณ นี่ก็คงถึงเวลาที่พ่อผมจะได้พักบ้างเหมือนกัน พอเขาฟังแล้วจึงโอเค”

พอหันหลังให้การเป็นพนักงานประจำ และเริ่มมาทำงานที่ร้านสูท วิณ บอกว่า แม้จะคลุกคลีมาตั้งแต่เด็ก แต่เขารู้ดีว่าสิ่งที่เขายังขาด คือ ความรู้ด้านแฟชั่น การทำแพตเทิร์น จึงไปลงเรียนคอร์สด้านแฟชั่นดีไซน์ ที่สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ อยู่ 1 ปี ก่อนจะไปเรียนด้านแพตเทิร์นแบบตัวต่อตัว กับคุณครูที่เคยมีโอกาสร่วมงานกับแบรนด์คริสติยอง ลาครัวซ์ อีก 2 ปี

“พอไปเรียนมาปุ๊บ คราวนี้ผมสามารถคุยกับช่างได้รู้เรื่องขึ้น เวลาดูงานแล้วรู้ว่าต้องแก้งานตรงไหน ซึ่งช่วยให้การทำงานคล่องตัวขึ้น”

ผลงานพิสูจน์แบรนด์

พอบทสนทนาเริ่มเข้าสู่เรื่องแบรนด์สูทอย่างจริงจัง ชวนให้วิณนึกขึ้นได้ว่า อีกเหตุผลหนึ่งที่เขาตัดสินใจไปทำงานที่โตโยต้า ก็เพื่อเป็นทางลัดในการพาแบรนด์สูทของที่บ้านให้เป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริหาร

“ด้วยงานของผมที่อยู่ในส่วนของโตโยต้า ที่ดูแลแถบเอเชียแปซิฟิก ผมจึงได้มีโอกาสได้เดินทางไปร่วมประชุม ไปร่วมบิซิเนสทริปบ่อยๆ ทุกครั้งผมจะใส่สูทสวยๆ ของที่บ้านไป พอเพื่อนนักธุรกิจจากประเทศอื่นเห็น ก็มักจะเอ่ยชม

 

ครั้งหนึ่งผมถูกถามแบบตรงๆ ว่า ด้วยอายุที่ไม่มากเอาเงินจากไหนไปตัดสูทเนื้อดี แพตเทิร์นดีขนาดนี้ ผมเลยตอบไปด้วยความภาคภูมิใจว่า เป็นผลงานของร้านพ่อผมเอง ซึ่งนั่นเลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยดึงลูกค้าในกลุ่มนักธุรกิจเข้ามาที่ร้านมากขึ้น (หัวเราะ)”

วิณ บอกด้วยว่า ปัจจุบันร้านสูทของเขาไม่ได้มีเพียงลูกค้าเป็นผู้บริหารระดับสูงจากหลายประเทศ แต่ยังมีลูกค้าเป็นกลุ่มทูต นักแสดง-นางแบบไทยและต่างประเทศ แม้แต่วุฒิสมาชิกของสหรัฐ ก็สวมสูทของเขาเข้าไปนั่งประชุมในสภาคองเกรสมาแล้ว

”นี่เป็นส่วนหนึ่งของความภาคภูมิใจของเรา แต่ก็ยังมีลูกค้าบางส่วนที่เขาอาจจะชอบฝีมือการตัดสูทของแบรนด์เรา แต่ไม่อยากให้เราติดป้ายโลโก้ร้าน ซึ่งสำหรับผม ผมก็รู้สึกแย่นะ ที่เห็นว่ายังมีลูกค้าอีกกลุ่มใหญ่ที่ยังไม่ให้คุณค่ากับแบรนด์ไทย แต่กลับยอมจ่ายราคาสูงๆ ให้สูทแบรนด์เนม ทั้งที่ผมมั่นใจว่าสูทของเราไม่แพ้แบรนด์ต่างขาติ แถมราคายังย่อมเยากว่าด้วย ซึ่งนี่ก็ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผมต้องสร้างแบรนด์ และทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์เราไม่ได้ด้อยไปกว่าแบรนด์นอก”

หนึ่งในเส้นทางที่จะพาแบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับ คือ การก้าวสู่เวทีแฟชั่นระดับโลกอย่าง ปารีส แฟชั่นวีก วิณ บอกว่า เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของแบรนด์ไทย เพราะพิงกี้ เทเลอร์ ถือเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์ที่สอง ถัดจากแบรนด์สิริวัณณวรี (Sirivannavari) ที่ได้มีโอกาสไปโชว์ในปารีส แฟชั่นวีก

 

“นี่คือโอกาสที่ผมมองว่าเราไม่มีอะไรจะเสีย ตอนที่ดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสและอเมริกันที่เคยร่วมงานกับเรา เห็นโปรไฟล์แบรนด์เรา ซึ่งได้รับเลือกให้ไปถ่ายแฟชั่นตามนิตยสารชั้นนำ เขาก็รู้สึกว่าแบรนด์เรามาได้ไกลมาก และมีศักยภาพที่จะไปร่วมโชว์ในปารีส แฟชั่นวีก เลยชวนเราไป ผมก็ไป

หลังจากนี้ ผมก็จะไปนิวยอร์ก แฟชั่นวีก และเป้าหมายต่อไป คือ มิลาน แฟชั่นวีก ถ้าครบ 3 ที่ ผมก็พอแล้ว เพราะถือว่า 3 เวทีใหญ่ที่สุดยอดมาก ผมไม่ได้ตั้งเป้าว่าแบรนด์เราต้องไปทุกปี แต่เหมือนเราไปเก็บโปรไฟล์ว่าครั้งหนึ่งเราได้ไปแล้ว”

ถามถึงผลตอบรับที่ได้กลับมา ในแง่การสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์นั้นได้แน่ๆ “แต่ที่ไม่คาดฝันคือ เราได้ออร์เดอร์ใหม่ๆ มากมายกลับมา” ซึ่งหลังจากนี้ วิณ บอกว่า ยังมีโปรเจกต์อีกหลายอย่าง หนึ่งในนั้น คือ การเปิดแฟล็กชิปสโตร์ เพื่อโชว์ผลงานการตัดสูทของร้าน กับอีกโปรเจกต์คือ แตกไลน์แบรนด์ลูก ที่จะเริ่มขยายมาสู่การทำสูทแบบเรดดี้-ทู-แวร์

“เราประณีตตั้งแต่การวัดตัว ความใส่ใจในการเลือกสรรวัตถุดิบ ตั้งแต่เนื้อผ้า ด้าย กระดุม ทุกวันนี้ผมจะเดินทางไปเลือกซื้อผ้าเองที่ญี่ปุ่น อิตาลี เพราะการที่เราไปนอก จากการที่ได้ผ้ากลับมายังได้เห็นเทรนด์ของต่างประเทศว่าตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว บางครั้งได้ผ้าสต๊อกที่เป็นลิมิเต็ด เอดิชั่นกลับมา สร้างความแปลกใหม่ให้ลูกค้าได้ตลอดเวลา บวกกับการที่เราใส่ใจ ลงมาคุมรายละเอียดเองทุกอย่าง ผมว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ หลอมรวมให้แบรนด์ของเรามีเสน่ห์และไม่เหมือนใคร” วิณ กล่าวทิ้งท้าย

 

ธชย ประทุมวรรณ เก่ง กล้า บ้า ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2559 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/448586

ธชย ประทุมวรรณ เก่ง กล้า บ้า ดี

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

กลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้งสำหรับ เก่ง-ธชย ประทุมวรรณ หลังดั้นด้นไปโกย 27 รางวัลในการแข่งขัน World Championships of Performing Arts (WCOPA) ครั้งที่ 20 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากจะสร้างความสั่นสะเทือนบนเวทีโอลิมปิกแห่งศิลปะ ต่อจากนี้ไปเขาอาจเป็นแรงกระเพื่อมอันยิ่งใหญ่ให้ศิลปะไทยกลายเป็นเรื่องสำคัญของชาติ

ชัยชนะ

เวที WCOPA เป็นการแข่งขันศิลปะหลายรูปแบบ ทั้งเล่นดนตรี ขับร้อง การแสดง จัดมานานกว่า 20 ปี ซึ่งประเทศไทยเป็นปีแรกที่มีสิทธิเข้าร่วมการแข่งขัน โดยได้ยกทัพตัวแทน 25 คน ลงแข่งหลากหลายแขนง อย่าง เก่ง เขาลงแข่งขัน 19 ประเภท คว้ารางวัลมาได้ทุกประเภท เมื่อบวกกับรางวัลพิเศษอื่นๆ รวมเป็น 22 เหรียญ 5 โล่รางวัล (ไม่มีเงินรางวัล)

“เวทีนี้เป็นเนกซ์สเต็ปของผม มีหลายคนถามว่าต่อไปจะทำอะไร คำตอบคืออยากนำดนตรีไทยไปสู่สายตาชาวโลก ซึ่งทางถนัดของผมคือ การประกวด เราร้องเพลงได้เราก็ลง เราเล่นดนตรีได้เราก็ลง ในการร้องเพลงเราก็ร้องได้หลายอย่าง ผมลงร้องเพลงสิบอย่าง บรอดเวย์ ป๊อป ร็อก เราทำอะไรได้ก็ทำให้มากที่สุด ทำให้เต็มที่ที่สุด”

เก่งสามารถเล่นดนตรีไทยได้เกือบทุกชนิด ยกเว้นระนาด ถนัดที่สุดคือ จะเข้ ทั้งยังมีความสามารถในการขับเสภาและร้องเพลงไทยเดิม “ผมอยากร้องเพลงไทย อยากเล่นจะเข้ของไทยไปแข่งกับสากล ไปให้รู้เลยว่าภาษาไม่ใช่อุปสรรคในการแข่งขัน และดนตรีไทยไม่ใช่สิ่งล้าสมัยอย่างที่คนไทยคิด” ซึ่งชัยชนะได้พิสูจน์ว่า ดนตรีไม่เคยมีพรมแดน

นอกจากนี้ เบื้องหลังความสำเร็จ เก่งต้องขอบคุณอาจารย์สอนเพลงไทยเดิม อาจารย์สอนเพลงป๊อป รวมถึง 2 คนสำคัญ ปกรณ์ หนูยี่ คีตศิลปินกรมศิลปากรผู้รอบรู้เครื่องดนตรีไทย และช่างหน้า-ทำผม ที่เดินทางไปอเมริกาด้วยกัน เขาใช้เงินส่วนตัวไปเกือบล้านบาท ซึ่งก่อนหน้าที่จะเดินทาง เขาโร่ขอสปอนเซอร์จากหลายหน่วยงานแต่ไม่มีใครสนใจ นอกจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ให้เงินสนับสนุนมาส่วนหนึ่ง ผิดกับตอนกลับมาสู่ประเทศไทยพร้อมรางวัลมากมาย เขากลับกลายเป็นจุดสนใจอย่างฮีโร่

การแข่งขัน

นับคร่าวๆ เก่งเคยประกวดมาแล้วกว่าพันเวที เริ่มตั้งแต่สมัยมัธยมฯ ต้น เวทีโค้ก มิวสิค อวอร์ดส เวทีเดอะสตาร์ เวทีเดอะวอยซ์ ซึ่งเหตุที่บ้าประกวด ไม่ใช่เพราะชอบแข่งขัน แต่เขาเห็นมันเป็นทางลัดในการพัฒนาตัวเอง

“เราต้องแข่งกับเวลา เรามีเวลาเท่าคนเข้าประกวดคนอื่น แต่เราจะทำให้ดีกว่าเขาได้ยังไง เราจะชนะคนอื่นได้ยังไง ดังนั้นการซ้อม การฝึกฝน และการคิดสร้างสรรค์ต่างๆ มันต้องออกมาอย่างรวดเร็ว ต้องทำให้ดีภายในเวลาจำกัด ผมเลยติดการประกวดมาก และชอบ (ลากเสียงยาว) แต่ไม่ใช่ว่าประกวดทุกครั้งชนะทุกครั้งนะ แน่นอนว่าต้องเคยเฟล ท้อแท้ ด่ากรรมการ แต่สุดท้ายเราต้องกลับมาพิจารณาตัวเอง ต้องปรับปรุง และเดินหน้าต่อไป”

อย่างการแข่งขัน World Championships of Performing Arts เขาตัดสินใจลงแข่งถึง 19 ประเภท ซึ่งนอกจากจะต้องเตรียมตัวมาดีแล้ว ระหว่างการแข่งขันอาจต้องเตรียมตัวใหม่ก็เป็นได้ “การแข่งขันมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา” เขากล่าว “หมายความว่าคนที่ท็อปฟอร์มในรอบนี้อาจไม่ผ่านเข้ารอบในรอบหน้าก็มี ซึ่งทำให้เราต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ตลอด ต้องวิเคราะห์คู่แข่งว่าเขาเล่นเขาร้องยังไง เพื่อให้ตัวเองทำในสิ่งที่แตกต่างออกไป ไม่ใช่ว่าเอะอะจะทำให้ดีอย่างที่ฉันซ้อมมา มันไม่ได้ ถ้าอยากโดดเด่นเราต้องไม่เหมือนใครและทำให้ดีที่สุด”

ตัวตน

เก่งมีซิงเกิ้ลแรกเมื่อปี 2554 จากนั้นมีเพลงใหม่ให้ฟังทุกปี จนล่าสุดปีนี้เขาเพิ่งปล่อยซิงเกิ้ลเพลง สังเคราะห์แสง ในฐานะศิลปินอิสระครั้งแรก “บางเพลงเรารู้ว่าปล่อยออกไปแล้วคนไม่ฟัง แต่เราต้องปล่อย เพราะเป็นเพลงที่บ่งบอกว่านี่คือตัวฉัน ไม่ทำไม่ได้ จะร้องแต่เพลงรักไม่ได้ บางเพลงที่ออกไปมันต้องมีจิตวิญญาณของผมอยู่ด้วย เพราะผมเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ผมจะทำสิ่งนี้ไปตลอดชีวิต ดังนั้นผมจะไม่ทำเพลงฉาบฉวย”

อย่างเพลงสังเคราะห์แสง เขาบอกตามตรงว่า ทำออกมาอาจขายไม่ได้ แต่ทำแล้วมีความสุขเขาก็ทำ “เพลงไทยเป็นอุตสาหกรรมเกินไป จนไม่เห็นความสามารถที่แท้จริงของศิลปิน คนเราเกิดมาใช้ชีวิต เลือกทำในสิ่งที่มีความสุขและเกิดประโยชน์เพื่อสังคม ดีกว่าทำงานหาเงินมากๆ มีชื่อเสียงมากๆ แล้วสุดท้ายก็เอาไปด้วยไม่ได้”

นอกจากนี้ เก่งยังมีชุดความคิดที่น่าสนใจที่ทำให้เขาแตกต่างจากทุกคน “ผมไม่ชอบคนที่นำความสำเร็จของคนอื่นมาเป็นบรรทัดฐาน” เขาแสดงทัศนะ “ผมคิดว่าความสำเร็จมันไม่มีสูตรตายตัว คุณจะบอกว่า ต้องโกอินเตอร์ ต้องร้องเพลงสากล และคุณรู้ได้ไงว่าร้องเพลงไทยแล้วจะไม่ชนะ เพราะไม่มีคนเคยทำ เราแค่รู้สึกว่าทุกอย่างมันไม่มีสูตรอย่างเดียว หรืออย่างตอนทำเพลงสมัยก่อน มีคนมาบอกว่าทำไมไม่ทำเพลงร้องไห้จะได้ดัง ผมเลยถามไปว่า เพลงเศร้านี่มันสูตรเพลงป๊อปใช่ไหม แต่พี่ไม่คิดหรอว่าเพลงป๊อปก็มีสูตรอื่น ทำไมคิดว่าแบบเดิมๆ คือสิ่งที่ถูก มันอาจจะมีแบบอื่นก็ได้ อย่างเสื้อผ้า เพียงแค่คนใส่กันแบบนี้ แล้วรู้ได้ยังไงว่าใส่กลับด้านผิด ในเมื่อมันใส่ได้เหมือนกัน”

นอกจากนี้ ในฐานะที่คนส่วนใหญ่ยกให้เขาเป็นคนรุ่นใหม่สนใจดนตรีไทย เขากลับมองว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่จะเล่นจะเข้แทนเปียโน “ผมไม่ได้เกิดมาแล้วเห็นดนตรีไทยเลย ไม่ใช่คนยุคเก่าที่เกิดมาก็เห็นคนเล่นปี่พาทย์อยู่ในวัด ดนตรีไทยจึงเป็นสิ่งใหม่สำหรับผม ไม่ได้เก่าโบราณอย่างที่คนอื่นคิด”

เป้าหมายต่อไปเขาอยากนำเพลงไทยไปเล่นให้ฝรั่งฟังบนเวทีงานมิวสิกเฟสติวัลทั่วโลก โดยจะใช้ WCOPA เป็นเส้นทางสู่เป้าหมายนั้น “ชัยชนะทำให้คนไทยภาคภูมิใจ ทำให้ผมภาคภูมิใจ และชุบตัว
ผมขึ้นมาอีกครั้ง แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ ผมอยากให้เด็กไทยได้รู้ว่าวัฒนธรรมไทยสำคัญและเจ๋งขนาดไหน เราจะร้องเพลงฝรั่งไปแข่งเพื่ออะไร เราเป็นคนไทย ทำได้อย่างดีที่สุดก็คงเป็นได้แค่ของก๊อบเกรดเอ สู้เป็นตัวเราจะดีกว่าไหม เป็นไทยดีที่สุด”

เขายังไม่วายทิ้งปมให้ขบคิดว่า “น่าเสียดายที่คนเล่นดนตรีไทยในบ้านเราหาความสุขได้ยาก ผมดีใจมากที่ยังมีความสุขอยู่” เสียงหัวเราะของเขาไม่ไพเราะทว่าน่าสงสารจับใจทีเดียว

 

บิลลี่ คอสตอกลู เชฟไฟแรงผู้มีเป้าหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2559 เวลา 11:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/448174

บิลลี่ คอสตอกลู เชฟไฟแรงผู้มีเป้าหมาย

โดย…ภาดนุ ภาพ ภาคิณ สุขขี

มีโอกาสได้ลองชิมอาหารฝีมือ บิลลี่ คอสตอกลู เอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ วัย 30 ปีของโรงแรมเรเนซองส์ ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์ สปา ต้องบอกว่าหลายเมนูที่เขาทำอร่อยทั้งรสชาติ สวยงามทั้งรูปลักษณ์ เราจึงอดถามถึงเส้นทางอาชีพเชฟของเขามิได้

“ผมสนใจเรื่องการทำอาหารมาตั้งแต่อายุ 13 ปี เพราะพ่อผมทำงานในโรงงานเบเกอรี่ที่ออสเตรเลีย ซึ่งตอนเด็กๆ ผมกับพี่ชายมักจะช่วยพ่อตอกไข่ และแข่งจับเวลากันเสมอว่าใครตอกไข่ได้มากกว่า การที่ผมมีพ่อแม่ที่ชอบทำอาหารและมีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นผู้อื่นรับประทานเมนูที่พวกท่านทำ ถือเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมอยากเป็นเชฟ

ผมเริ่มต้นจากการเป็นเชฟเบเกอรี่ก่อนเป็นงานแรก หลังจากนั้นอีก 2-3 ปี ผมตั้งใจว่าจะไม่หยุดอาชีพไว้แค่เชฟขนม ผมจึงไปลงเรียนคอร์สเพื่อเป็นเชฟทำอาหารที่ ‘รีเจนซี คอลเลจ ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ คุกเคอรี’ ในเซาท์ออสเตรเลีย

เมื่อเรียนทำอาหารไปได้ 6 เดือน อาจารย์ที่สอนก็มาบอกว่า ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด 2 คนในชั้นเรียนจะได้ไปฝึกงานเพื่อเป็นเชฟจริงๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือผม ผมจึงตอบตกลงและเริ่มจากการฝึกงานที่คาเฟ่เล็กๆ ในเมืองอเดเลด บ้านเกิดในเซาท์ออสเตรเลีย

ต้องบอกว่าในช่วงแรกของการฝึกงานด้านการทำอาหารเป็นแบบทดสอบที่ยากมาก จนผมเกือบจะถอดใจแล้ว แต่ก็ฮึดสู้ต่อโดยไปฝึกงานที่ร้านอาหารอิตาเลียนในปีต่อมา จนมีโอกาสได้ทำอาหารมากมาย เรียกว่าตลอดช่วง 2-3 ปีที่ได้ฝึกงาน ผมมีโอกาสได้ทำงานในร้านอาหารย่านสำคัญๆ หลายร้านทีเดียว”

 

หลังเรียนจบบิลลี่ก็ก้าวเข้าสู่อาชีพเชฟอย่างเต็มตัว เมื่อมีโอกาสได้ร่วมงานกับเชฟเจอร์ราด แรมซี่ ที่ เพียร์ โฮเต็ล (Pier Hotel) เป็นเวลา 6 เดือน ก่อนที่จะได้รับข้อเสนอให้ไปทำงานที่กาสิโนแห่งหนึ่ง กับเชฟดาร์เรน เฟลซ์ ซึ่งเป็นผู้มอบโอกาสและแรงบันดาลใจในอาชีพให้เขาอย่างมาก

“เมื่อทำงานที่เพียร์ โฮเต็ล ได้ 6 เดือน เชฟดาร์เรนก็มอบหมายให้ผมไปเป็นเชฟที่ นอร์ท เรสเทอรองต์ (North Restaurant) ซึ่งเป็นห้องอาหารระดับท็อป 10 จากการโหวตของ Gourmet Travelers ทำให้ผมได้ร่วมงานกับเชฟไรอัน มอนโกเมอรี่ และได้กลายมาเป็นเพื่อนกัน โดยเราทั้งคู่ได้สร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ร่วมกันมากมาย

พอทำงานที่นี่ได้พักใหญ่ เชฟดาร์เรนก็ได้ชักชวนให้ผมไปทำงานที่ เฟรเซอร์ ไอส์แลนด์ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมต้องจากบ้านเกิดในเมืองอเดเลดไป ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ได้ร่วมงานกับเชฟดาร์เรน เขาได้สอนผมหลายอย่างและผมยังได้มีส่วนร่วมในงานมากมาย แต่เมื่อเชฟดาร์เรนลาออก จีเอ็มของที่นี่ (ซึ่งก็ลาออกเหมือนกัน) จึงได้ชวนผมไปทำงานที่เกาะแบรมพ์ตัน ในตำแหน่ง Chef de Partie โดยผมมีหน้าที่ดูแลเมนูอาหารในรูปแบบ Sea Salt ซึ่งจะเสิร์ฟอาหาร 12 คอร์สให้กับแขกพิเศษ”

ต่อมาในปี 2008 เชฟบิลลี่ได้ย้ายตามจีเอ็มคนเดิมไปทำงานที่เกาะเฮรอน โดยรับหน้าที่ดูแลเมนูอาหารในรูปแบบ Sea Salt เช่นเดิม ซึ่งก็ทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะห้องอาหารที่เขารับผิดชอบอยู่ได้รับการจองโต๊ะเต็มเกือบทุกวัน

จากนั้นในปี 2010 บิลลี่ได้มีโอกาสได้เป็นเชฟ ที่ “Wilson Island Resort” บนเกาะวิลสันที่บรรดาคนมีชื่อเสียงมักจะมาพักผ่อนกันในวันหยุด โดยเขารับหน้าที่ดูแลในเรื่องอาหารให้กับคนดัง และยังพาแขกที่มาพักไปดำน้ำดูปะการังด้วย ในช่วงที่เชฟบิลลี่ทำงานอยู่นั้น เขาสามารถทำให้ห้องอาหารที่รีสอร์ทได้รับรางวัล Gourmet Travelers Best Eco Resort ในปี 2010 มาได้ แถมยังมีโอกาสได้โชว์ผลงานผ่านสื่อต่างๆ มากมาย รวมทั้งได้ออกรายการ Discovery Channel อีกด้วย

และในปี 2011 ด้วยวัยเพียง 23 ปี แต่เพราะมีความเชี่ยวชาญทางด้านอาหารฝรั่งเศส อิตาเลียน และเมดิเตอร์เรเนียน รวมทั้งมีความรอบรู้ในเรื่องระบบการจัดการในครัวเป็นอย่างดี บิลลี่จึงได้รับตำแหน่งเอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ เป็นครั้งแรกที่ “คีย์ เวสต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา” ซึ่งอยู่ในรัฐวิกตอเรีย และมีส่วนช่วยให้ผลประกอบการของรีสอร์ทดีขึ้นเป็นอย่างมาก

“ผมทำงานที่ คีย์ เวสต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา ได้ปีครึ่ง ก็ได้รับข้อเสนอให้ไปเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ ที่โรงแรม ‘คอร์ทยาร์ด บาย แมริออท นอร์ท ไรด์’ ตอนนั้นผมอายุ 24 ปี จึงถือเป็นหัวหน้าเชฟที่อายุน้อยที่สุดในเครือแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนลในขณะนั้น ผมทำงานที่คอร์ทยาร์ด บาย แมริออทฯ อยู่ 2 ปี ก็ได้ทั้งประสบการณ์และได้เรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรพอสมควร รวมทั้งได้ยกระดับมาตรฐานคุณภาพของอาหารที่เสิร์ฟในโรงแรมให้ดีขึ้น 12% ด้วย นับเป็นสิ่งที่ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้ทุ่มเทให้กับงานตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ทำงานมา

ต่อมาในปี 2014 ผมก็ได้รับข้อเสนอให้ไปเป็นเอ็กเซกคิวทีฟ เชฟ ที่โรงแรม คอร์ทยาร์ด บาย แมริออท บาหลี เซมินยัค รีสอร์ท ที่กำลังจะเปิดในช่วงนั้น ซึ่งผมก็ตอบตกลงอีกเช่นกัน หลังจากทำงานที่บาหลีได้ 2 ปี ผมก็ได้รับการทาบทามให้มาเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ ของโรงแรมเรเนซองส์ ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์ สปา อย่างในปัจจุบันนี้ ซึ่งหน้าที่หลักๆ ที่ผมรับผิดชอบ นอกจากต้องดูแลในเรื่องของคุณภาพอาหารให้คงความอร่อย รวมถึงคิดค้นเมนูใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอแล้ว หน้าที่สำคัญอีกอย่างก็คือการปั้นลูกทีมให้พร้อมกับการเป็นหัวหน้าเชฟในอนาคตด้วย

เท่าที่ได้ร่วมงานกันมา ผมคิดว่าทีมเชฟที่นี่มีทัศนคติในด้านบวก มีความสามารถและมีพรสวรรค์เป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าบางคนอาจจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมีความสามารถนั้นอยู่ แต่ผมกลับมองเห็นศักยภาพของพวกเขา นี่จึงเป็นหน้าที่ของผมที่จะทำให้ลูกทีมค้นพบความสามารถ และเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น ซึ่งผมก็พร้อมที่จะผลักดันให้พวกเขาก้าวไปสู่เป้าหมายให้ได้ครับ”

เชฟบิลลี่ทิ้งท้ายว่า เป้าหมายในอนาคตของตัวเขาเองก็คือ อยากมีบทบาททางโซเชียล มีเดีย ให้มากขึ้นและเข้าถึงผู้คนได้ง่ายขึ้น เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่รักการทำอาหารได้ลองทำเมนูต่างๆ ที่คิดว่าตัวเองทำไม่ได้ พูดง่ายๆ ว่าอยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้คนทั่วไปสามารถทำอาหารมื้อพิเศษให้กับคนในครอบครัวและเพื่อนๆ ได้ลองรับประทานกัน เพราะนี่คือความสุขที่แท้จริงในอาชีพเชฟของเขานั่นเอง

Seafood Ceviche

ส่วนผสม

-เนื้อปลากะพงขาวหั่นสไลซ์ 400 กรัม

-ดอกอัญชัน ดอกเข็มแดง ดอกมะเขือม่วง ยอดโหระพา ต้นหอม ผักชี พริกเหลือง

-น้ำมะนาว น้ำเลมอน เกลือ พริกไทย

วิธีทำ

-ผสมน้ำมะนาว น้ำเลมอน เกลือ และต้นหอมซอยละเอียดเข้าด้วยกัน แล้วนำเนื้อปลาลงไปคลุกเคล้าให้ทั่ว ทิ้งไว้สักพัก-จากนั้นตักเนื้อปลาใส่จาน ตกแต่งด้วยดอกอัญชัน ดอกเข็มแดง ดอกมะเขือม่วง ยอดโหระพา ให้สวยงาม แล้วโรยด้วยพริกไทย พริกเหลืองและผักชีซอยละเอียดเสิร์ฟได้เลย

เคล็ดลับความอร่อย

อยู่ที่ความสดของเนื้อปลา พอโดนมะนาวแล้วจากเนื้อปลาใสๆ จะกลายเป็นเนื้อปลาสีขาวๆ ซึ่งเมนูนี้จะรับประทานแบบกึ่งสุกกึ่งดิบ ได้รสชาติอร่อยแตกต่างไปอีกแบบ

 

ธนายุทธ ทองจินดาวงศ์ ปรุงธุรกิจครอบครัว สู่มืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 สิงหาคม 2559 เวลา 11:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/447966

ธนายุทธ ทองจินดาวงศ์ ปรุงธุรกิจครอบครัว สู่มืออาชีพ

โดย… อนุสรา ทองอุไร ภาพ… กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

วันนี้มีนัดสัมภาษณ์คนหนุ่มรุ่นใหม่วัย 37 ปี ทายาทรุ่นที่สองของเครือสยาม เจมส์ กรุ๊ป ธนายุทธ ทองจินดาวงศ์ รองประธานบริหาร สยาม เจมส์ กรุ๊ป ซึ่งมีธุรกิจในเครือคือโรงแรมรามาการ์เด้นส์ สยามเจมส์เฮอริเทจ สวนงู ร้านขายของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว ในฐานะลูกชายคนเล็กและเป็นลูกชายคนเดียว เขาถูกวางตัวให้ดูธุรกิจใหม่คือจิวเวลรี่และสวนงู

เขาย้อนเล่าถึงธุรกิจของครอบครัวว่า ครอบครัวของเขาถือเป็นยุคแรกๆ ที่ทำธุรกิจกับนักท่องเที่ยวชาวจีนตั้งแต่ 20 กว่าปีที่แล้ว และคุณพ่อของเขามีสายตาที่กว้างไกล ว่าจีนจะต้องยิ่งใหญ่แข็งแรงและร่ำรวยทางเศรษฐกิจ และจีนจะเป็นมหาอำนาจทางการเงินของเอเชียและของโลกในอนาคต ด้วยจำนวนคนที่มากที่สุดในโลกและกำลังซื้อที่ดีขึ้นทุกวัน นับว่าเป็นคู่ค้าทางธุรกิจที่ดี คุณพ่อจึงส่งให้เขาไปเรียนภาษาและวัฒนธรรมที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ประเทศจีน หลังจากที่เขาจบปริญญาตรีทางด้านเศรษฐศาสตร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เพื่อรองรับงานในปัจจุบัน

เขาเล่าว่าตอนไปเรียนที่จีนใหม่ๆ ก็มีการปรับตัวเยอะ ทั้งเรื่องภาษาและวัฒนธรรม แรกๆ ก็เกือบจะคัลเจอร์ช็อก ทุกอย่างแข่งขันรีบเร่ง แต่อยู่ไปสักพักก็เริ่มปรับตัวได้ถึงความแตกต่าง อีกทั้งเขาต้องมองด้วยความเข้าใจว่าจีนมีประชากรหนาแน่น ก่อนเปิดประเทศเขาเป็นคอมมิวนิสต์คนต้องแย่งชิงกัน ทำงานหนักเพื่อความอยู่รอด เขาลำบากต้องผ่านความกดดันมาเยอะ การใช้ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งเราต้องยอมรับว่าสังคมมีความหลากหลาย การไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองต้องมองทุกสิ่งทุกอย่างด้วยใจที่เปิดกว้าง แต่เดี๋ยวนี้ก็พัฒนาขึ้นเยอะโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ อย่างเซี่ยงไฮ้หรือปักกิ่ง แต่ชานเมืองไกลๆ ก็อาจจะมีวัฒนธรรมเดิมๆ ที่เข้มข้นอยู่บ้างเป็นธรรมดา แต่คนจีนจะรู้สึกดีกับประเทศไทยและคนไทย เขามองว่าคนไทยใจดีอ่อนโยนยิ้มแย้มแจ่มใส เขาชอบคนไทยและชอบสินค้าไทยกันมาก สินค้าอะไรที่มาจากประเทศไทยคนจีนจะมั่นใจว่าเป็นของดีของมีคุณภาพ

“เราต้องพยายามมองคนจีนด้วยใจที่เปิดกว้าง เขาเองก็ปรับตัวกันเยอะ เขาก็รณรงค์ในประเทศของเขาให้ความรู้ในการวางตัวเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ คนจีนนี่ไปเที่ยวไหนเขาใช้เงินนะ ตั้งใจมาช็อปปิ้ง ถือว่าเป็นนักท่องเที่ยวที่ดีนะกิน ช็อปเต็มที่ ต้องขอบคุณเขานะครับ” เขากล่าวด้วยความเข้าอกเข้าใจ

กลับมาที่ธุรกิจของเขาตอนนี้บ้าง นอกจากมีโรงแรม ร้านจิวเวลรี่ ร้านสินค้าที่เกี่ยวกับยางพารา ร้านขายของที่ระลึกระดับโอท็อปจากทั่วประเทศแล้ว ร้านเครื่องหนัง และประมาณเดือน ก.ย.นี้ เ­ขาจะเปิดสวนงูและพิพิธภัณฑ์งู ที่ จ.สมุทรปราการ บนเนื้อที่หลายสิบไร่ ซึ่งทำมานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่ไม่เปิดให้เข้าชมเท่าไหร่นัก

“คือเรามีธุรกิจเกี่ยวกับยาสมุนไพรตำรับยาจีนและมีส่วนผสมที่ผลิตมาจากดีงู ในอดีตตอนเราเด็กๆ จะเห็นเวลามีแสดงรีดพิษงู รีดดีงู เลือดงูมาผสมเหล้า แล้วคนจีนหรือคนไทยก็มีนะครับที่เอามาดื่มสดๆ เพราะเชื่อว่าเป็นยาบำรุงกำลังช่วยให้เลือดลมสูบฉีดดีมีพลัง แต่เราคิดว่าแบบนั้นมันดูฮาร์ดคอร์เกินไป เราก็มีซินแสที่คิดสูตรทำเป็นสมุนไพรผ่านมาตรฐานแพทย์ทางเลือกผลิตออกมาเป็นเม็ดแคปซูลกินง่าย สะอาด สะดวก ปลอดภัย โดยมีตลาดหลักเป็นชาวจีน และผู้ที่สนใจสุขภาพแนวแพทย์ทางเลือก ซึ่งเราทำมานานแล้ว แต่ไม่ได้เปิดให้ใครเข้าชม” เขาเล่าถึงที่มา

แต่มาถึงรุ่นที่สองอย่างเขาคิดว่า มันน่าจะพัฒนาต่อยอดให้น่าสนใจขึ้นได้อีก ด้วยการเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้เชิงธรรมชาติ มีพิพิธภัณฑ์ บอกเล่าประวัติศาสตร์ว่างูมีกำเนิดจากที่ไหนอย่างไร มีงูแปลกๆ จากทั่วโลกหลายสายพันธ์ุ รวมทั้งงูยักษ์จากลุ่มน้ำอเมซอนอย่างอนาคอนดา ก็มีมาให้ชม เรียกได้ว่าครบวงจรที่สุดในตอนนี้

ธนายุทธ บอกว่า เทรนด์ของเรื่องสุขภาพกำลังมาแรงใครๆ ก็อยากมีสุขภาพดีไม่อยากเจ็บป่วย ไม่อยากใช้อะไรที่เป็นสารเคมีเยอะๆ การมารักษาสุขภาพด้วยแพทย์ทางเลือกในแบบภูมิปัญญาโบราณในแถบเอเชีย อย่างแพทย์แผนจีน หรืออายุรเวทแบบอินเดีย กำลังได้รับความสนใจ

 

ส่วนธุรกิจจิวเวลรี่อย่างสยามเจมส์ ซึ่งเป็นธุรกิจเริ่มแรกของครอบครัวของเขานั้น เน้นขายในประเทศ โดยมีตลาดหลักเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวเอเชีย โดยเฉพาะจากประเทศจีน ซึ่งการออกแบบที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของร้านสยามเจมส์ในระยะ 2-3 ปีมานี้ก็คือ การออกแบบด้วยพลอยต่างๆ ทั้งพลอยเนื้ออ่อนและพลอยเนื้อแข็ง มีความอ่อนช้อยสวยงามแบบไทยๆ แต่พัฒนาแบบให้ทันสมัยเหมาะกับคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น เพราะกลุ่มลูกค้าหลักของร้านคือชาวเอเชีย ซึ่งจะชอบทองคำ ทองคำขาว และพิ้งก์โกลด์กันมาก

สำหรับหลักการบริหารของเขานั้น เขาคิดว่าการทำงานเป็นทีมนั้นสำคัญมาก ไม่ใช่วันแมนโชว์อยู่คนเดียว ทีมเวิร์กเป็นเรื่องจำเป็น ต้องทำทีมให้แข็งแรงมั่นคง ไม่มีใครเก่งหรือรู้ทุกเรื่อง และในฐานะผู้นำต้องฟังให้เยอะๆ ฟังลูกน้อง ฟังทีมงาน ฟังลูกค้า ฟังพันธมิตรคู่ค้าทางธุรกิจ และอย่าหยุดที่จะเรียนรู้ โลกยุคนี้เปลี่ยนไปเร็วมาก มีอะไรใหม่ๆ เข้ามาเสมอ ถ้าหยุดเรียนรู้คนอื่นวิ่งแซงหน้าทันที ที่สำคัญควรจะรู้ลึกรู้จริงในสิ่งที่ทำ และสิ่งที่จะขาดไม่ได้สำหรับการเป็นผู้นำที่ดีก็คือความซื่อสัตย์ในวิชาชีพ ชื่อเสียงเป็นสิ่งที่ต้องรักษาดูแลยิ่งกว่าเงินทอง

“คุณพ่อท่านสอนผมเสมอว่าเงินทองหมด ยังหาใหม่ได้ แต่ชื่อเสียงนี่ถ้าเสียหายไปแล้วกู้คืนมายากกว่ามาก ดังนั้นจงรักษาไว้ให้ดี ผมจำขึ้นใจเลยเรื่องนี้ ท่านเป็นพ่อแบบที่ดีทำงานหนักทุ่มเทเพื่อครอบครัวและบริษัท” เขากล่าวอย่างตั้งใจ

แน่นอนว่าการทำงานนั้นมักจะต้องเจออุปสรรคปัญหาบ้างเป็นบางที แล้วเขาเชียร์อัพตัวเองอย่างไรให้ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนั้นไปได้ ก็คือการพยายามมองโลกในแง่ดีว่าเดี๋ยวมันก็จะผ่านไป ค่อยๆ แก้ปัญหาไปทีละเรื่องตามลำดับความสำคัญ หรือเอาหลักศาสนามาเป็นเครื่องมือช่วยด้วยการสวดมนต์นั่งสมาธิเพราะเขาเคยบวชที่วัดบวรนิเวศฯ มาเป็นเวลา 1 เดือน และรู้ว่าสมาธินั้นเป็นยาชั้นดี ที่ทำให้ได้สติได้คิดทบทวน ถือว่าการสวดมนต์นั่งสมาธิเป็นวัคซีนใจที่ดี

อนาคตอันใกล้ภายใน 2-3 ปีข้างหน้านี้ คือพยายามขยายธุรกิจต่อยอดในสิ่งที่มีอยู่ให้แข็งแรงมั่นคงขึ้น ปรับปรุงระบบโครงสร้างของบริษัทให้เป็นระบบมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น

 

หลงรักการก้าวไปข้างหน้า มณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 สิงหาคม 2559 เวลา 14:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/447767

หลงรักการก้าวไปข้างหน้า มณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ตอนนี้คงทำอะไรไม่ได้ นอกจากไหลไปตามกระแสโลกดิจิทัล กับไม่ลืมที่จะสนุกกับมัน คิดได้ก่อนสนุกก่อน มณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) อินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์มรายใหญ่ผู้ให้บริการเกมออนไลน์และเกมมือถือ รวมทั้งระบบจัดการการเงินออนไลน์และอี-คอมเมิร์ซ วันนี้ในวัย 38 ปี เธอคือผู้กุมบังเหียนดูแล 3 ธุรกิจหลักของการีน่าออนไลน์ในไทยที่มียอดขายต่อปีกว่าพันล้านบาท อะไรที่ทำให้สาวเก่งเดินหน้ามาได้ขนาดนี้

มณีรัตน์ เล่าให้ฟังว่า ก่อนตกหลุมรักธุรกิจอินเทอร์เน็ตออนไลน์ เธอเคยแอบใฝ่ฝันอยากเป็นวิศวกรมาก่อน อยากออกแบบและสร้างตึกเจ๋งๆ ให้ได้สักแห่ง ความคิดนี้ไม่มีที่มาที่ไป รู้แต่ว่าวันหนึ่งความปรารถนาก็มาแบบปุบปับ ทั้งที่ในขณะนั้นยังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมด้วยซ้ำ มณีรัตน์ตัดสินใจสอบเข้าเรียนต่อในคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาโยธา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“จะเรียนวิศวกรรมโยธาให้ได้ เลือกคณะวิศวกรรมศาสตร์อย่างเดียวเลย ชัดเจนในตัวเองมากว่าต้องเป็นคณะนี้สาขานี้เท่านั้น แต่เพราะคุณแม่มาขอไว้ เนื่องจากห่วงความปลอดภัยในการทำงาน คุณแม่มองว่าเราเป็นผู้หญิงไปทำงานอยู่กลางไซต์งานก่อสร้าง ก็น่ากลัวอยู่นะ คุณแม่กลัวแทนลูกสาวคนสุดท้อง” มณีรัตน์ เล่า

แม่ลูกต่อรองกันไปมากระทั่งที่สุด มณีรัตน์จึงตัดสินใจเลือกเรียนในสาขาวิศวกรรมอุตสาหการ ศึกษางานวิศวกรรมด้านการจัดการ ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างงานวิศวกรรมและงานด้านบริหารเข้าด้วยกัน ดูแลระบบและประสิทธิภาพสูงสุดของกระบวนการผลิต มณีรัตน์เรียนจบแล้วทำงานทันทีที่โรงงานจิวเวลรี่ส่งออกแห่งหนึ่ง ได้ทำงานและได้ใช้สิ่งที่เรียนมา

“ช่วงแรกไฟแรงมาก สนุกกับงาน และสนุกกับสิ่งที่ทำ ได้ใช้วิชาที่เรียนมาเข้าไปจัดระบบเรื่องการจ่ายงานภายในโรงงาน จัดระบบและดูแลเรื่องการผลิต จ่ายงานให้ช่างที่เหมาะสมกับงานที่สุด”

แล้วก็เป็นตอนที่เจ้านายเจ้าของโรงงานจิวเวลรี่มองลงมาว่า อยากให้วิศวกรคนเก่งย้ายมาทำงานด้านมาร์เก็ตติ้งดูแลเรื่องการตลาดบ้าง เอาล่ะสิ! มณีรัตน์ตัดสินใจ เมื่อผู้ใหญ่มองอย่างนั้นก็คงเพราะเห็นอะไรบางอย่าง เหมือนเด็กว่าง่ายที่ตกลงรับคำทันที เธอสนุกกับบทบาทใหม่ และกลายเป็นนักขายมือฉมังที่ออกเดินทางไปทั่วยุโรปและสหรัฐในอีกหลายปีต่อมา

ในชีวิตมีกุญแจดอกสำคัญคือการปรับตัว จากฮาร์ดสกิลด้านวิศวกรรม ชีวิตไม่พอแค่นี้หรือพูดอีกทีคือพอแค่นี้ไม่ได้ ชีวิตบอกให้เธอรู้ว่าจะเดินหน้าต่อต้องมีทักษะอื่นอีก โดยเฉพาะซอฟต์สกิลที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการพูดการต่อรอง การคุยการสนทนากับคนหรือคู่ค้า เรื่องพวกนี้ใช้สกิลหรือทักษะที่แตกต่างออกไปทั้งหมด

“มองย้อนกลับไปนี่เป็นเรื่องที่ดี บอกตัวเองว่าเราตัดสินใจถูกแล้ว เพราะการตัดสินใจนี้ที่ทำให้เราได้ปรับตัว ได้เปิดมุมมองอีกด้าน ได้เปิดโลกอีกโลก ได้รู้และได้เห็น เหมือนอีกด้านหนึ่งของสิ่งที่เราเป็น เราได้เห็นมัน”

เส้นเวลาในชีวิตถูกกำหนดด้วยจุดของเวลาในแต่ละช่วงของชีวิต คงเป็นเช่นนั้นจริงๆ เจ้าของโรงงานจิวเวลรี่คนเดิมบอกเธอในวันหนึ่งว่า คงถึงเวลาแล้วที่เธอจะต้องไปต่อ เรียนต่อดีไหม เพราะการศึกษาคือสินทรัพย์ที่จะอยู่กับตัวเราไปตลอด บนเส้นเวลาของชีวิตมีจุดของเวลาที่กำหนดไว้ ถ้าเราไม่ไปต่อ เราก็จะหยุดอยู่แค่นี้

ถ้าต้องเรียนต่อก็ต้องเป็นท็อป สคูล เท่านั้น มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก มณีรัตน์ในขณะนั้นอายุ 24 ปี ยื่นเกรดศึกษาต่อปริญญาโทที่คณะบริหารธุรกิจ (MBA) มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐ ซึ่งเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมามีนโยบายรับนักศึกษาต่างชาติชาวไทย 1 คนต่อ 3 ปี มณีรัตน์คือหนึ่งเดียวที่เข้าเรียนสแตนฟอร์ดได้ในปีการศึกษานั้น

“ถามตัวเองว่าฝันไปหรือเปล่า เพราะสมัยก่อนที่นี่รับคนไทยเข้าเรียนน้อยมาก สามปีจึงจะรับเพิ่มคนหนึ่ง เราคือหนึ่งเดียวคนนั้น ต้องฝันไปแน่ๆ คิดย้ำไปมา สแตนฟอร์ดสมัยนั้นกดดันมั้ย ต้องตอบว่ากดดันเหมือนกัน แต่บรรยากาศด้านการศึกษาช่วยเหลือกันมากกว่าแข่งขันกัน ทุกคนแข่งกับตัวเอง ที่นี่ไม่ประกาศผลการเรียน นั่นเพราะต้องการให้นักศึกษามุ่งที่การเรียนรู้อย่างแท้จริง”

จากเด็กวิศวกรรมศาสตร์ มณีรัตน์ได้ลองเลือกเรียนวิชาที่แตกต่างออกไป เช่น คอร์ปอเรต ไฟแนนซ์ วิชาบัญชี วิชาเวนเจอร์ แคปิตอล หรือแม้กระทั่งวิชาที่สอนเกี่ยวกับการต่อรองทางธุรกิจ (Negotiation) วิชาพวกนี้เรียนแล้วสนุก ถ้าประกาศเกรดคงไม่คิดจะแตะหรือแหยมเข้าไปนั่งเรียน สาวไทยคนเก่งใช้เวลา 2 ปีก็จบ ไม่เพียงเรียนจบ หากช่วงที่ร่ำเรียนในรั้วสแตนฟอร์ดยังได้เข้าสู่วงการสตาร์ทอัพ (Startup) ก่อตั้งธุรกิจเฮลท์แคร์ที่ประสบความสำเร็จท่วมท้น อัตราเติบโตก้าวกระโดดหลาย 100% ก่อนบินกลับจึงขายต่อให้นักลงทุนอิสระ (Angle Capital)

กลับประเทศไทยได้ย้อนไปทำงานที่โรงงานจิวเวลรี่แห่งเดิมระยะหนึ่ง ต่อมาจึงลาออกมาเป็นที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และผู้จัดการด้านการสรรหาทรัพยากรบุคคล เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เดอะ บอสตัน คอนซัลติ้งกรุ๊ป รวมทั้งเป็นผู้ช่วยอาวุโสบริษัทที่ปรึกษา เดอะ คว้อนท์ กรุ๊ป การย้ายสายงานจากจิวเวลรี่มองในมุมหนึ่งคือ การเปิดกว้างโลกทรรศน์การทำงาน ก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของมณีรัตน์

“เพราะอยู่ในจุดนี้ เราต้องเดินทางบ่อย ส่วนใหญ่ก็อยู่ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเดินทางบางครั้งใช้เวลานานเป็นปีๆ ครั้งหนึ่งไปทำงานที่จาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย อยู่ที่นี่ 1 ปีเต็ม แม้ว่าการจราจรบนเกาะจะติดมาก แต่ก็ได้กินไก่ นาซิโกแร็ง และเมนูเครื่องเทศอีกหลายเมนูที่อร่อยมากจริงๆ (ฮา)”

มณีรัตน์เล่าให้ฟังว่า ที่จาการ์ตานี้อยู่นานทำงานนานจนแอบมีร้านโปรดด้วย คือร้านอาหารดังชื่อวารุงนูริ ใครไปเที่ยวเมืองหลวงของอินโดนีเซียอย่าลืมแวะ เพราะอร่อยที่สุด คือพอร์คริพ หรือซี่โครงหมู จานเด็ดของร้านที่เคล็ดลับความอร่อยอยู่ตรงซอสรสเปรี้ยวหวานแสนฉ่ำชุ่ม แค่คิดถึงก็น้ำลายสอแล้วล่ะสิ หลายจานมีรสชาติคล้ายอาหารไทย ข่วยให้หายคิดถึงบ้านได้เหมือนกัน

ชีวิตส่วนตัวสมรสแล้วกับเพื่อนรุ่นพี่สมัยเรียนหนังสือที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประธานรุ่นคณะวิศวกรรมศาสตร์ ทั้งๆ ที่ตอนเรียนหนังสือแทบจะไม่รู้จักกันเลย หากมารู้จักรู้ใจกันก็เมื่อเรียนจบ และเข้าทำงานที่โรงงานจิวเวลรี่ที่ทำงานแห่งแรกของทั้งคู่นั่นเอง ปัจจุบันมีโซ่ทองคล้องใจ 1 คน คือน้องวินท์ หรือ ด.ช.วินท์ เพทายบรรลือ อายุ 6 ขวบ สุดยอดดวงใจของคุณแม่

สำหรับชีวิตการทำงาน มณีรัตน์ให้ความสำคัญกับการเดินหน้าทางธุรกิจการีนา ออนไลน์ฯ มี 3 ธุรกิจหลักคือดิจิทัลคอนเทนต์ เปย์เมนท์ออนไลน์ และการพัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ทั้งสามสายธุรกิจของการีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) จะต้องตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ เชื่อมต่อโลกสังคมออนไลน์แบบ 360 องศา ทั้งข้อมูลการสื่อสารและความบันเทิง

“ปัจจุบันการีนาเป็นผู้นำในตลาดเกมออนไลน์ เราให้บริการเกมชั้นนำที่เป็นที่รู้จักของนักเล่นเกมระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็น HoN, Point Blank และ League of Legends รวมทั้งอีกมาก เป้าหมายคือการรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดเกม ผลักดันสินค้าและบริการในส่วนนี้อย่างเต็มที่ เพราะแน่นอนว่านี่คือจุดแข็งของเรา”

ขณะเดียวกันก็ต่อยอดธุรกิจให้บริการระบบจัดการเงินออนไลน์ (Payment) ทั้งช่องทางเคาน์เตอร์ชำระเงิน 7 หมื่นร้านค้าทั่วประเทศ ก่อนจะพัฒนาสู่โมบายแอพพลิเคชั่น ภายใต้ชื่อ AirPay Wallet ที่สามารถเติมเงินในเกม เติมเงินมือถือและพัฒนาจนสามารถชำระบิลค่าบริการสาธารณูปโภคได้ทั้งหมดทั้งค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ รวมถึงการซื้อตั๋วหนัง ตั๋วเครื่องบิน ส่วนธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ได้พัฒนาแอพพลิเคชั่น “ช็อปปี้” (Shopee) แพลตฟอร์มออนไลน์บนมือถือที่ซื้อขายได้รวดเร็วภายใน 30 วินาที

มณีรัตน์ กล่าวว่า นี่คือปีการดำเนินงานที่ 5 ของการีนาฯ ในประเทศไทย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคืออัตราการเติบโต 20-30% ต่อปี ส่วนในอนาคต 5 ปีข้างหน้าคือ เป้าหมายคือการเชื่อมโยงข้อมูลและผู้คนในชุมชนออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ตอบโจทย์ความต้องการไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็ก้าวเดินต่อภายใต้นโยบาย “คอนเนคติ้ง เดอะ ดอท” การเชื่อมโยงจุดต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์และแบ่งปัน ทั้งคน ข้อมูลและบริการ

 

เติมฝันให้คุณแม่ นิโคลีน พิชาภา ลิมศนุกาญจน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2559 เวลา 11:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/447552

เติมฝันให้คุณแม่ นิโคลีน พิชาภา ลิมศนุกาญจน์

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ ภาพ… กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

บรรยากาศริมทะเล เย็นสบาย เงียบสงบ หรูหรา ของโรงแรมซี แซนด์ ซัน รีสอร์ท แอนด์ สปา ทันทีที่สาวเอวบางร่างน้อย สัดส่วนความสูงสมส่วน เดินเข้ามาภายในห้องอาหารริมทะเล แววตาที่หวานบาดคม ทว่าอ่อนโยนด้วยรอยยิ้มหวานแบบเป็นมิตร บุคลิกลักษณะท่าทางการเดินก็มาดมั่น ชวนให้น่าหลงใหลซะเหลือเกิน

นิโคล หรือนิโคลีน พิชาภา ลิมศนุกาญจน์ อายุ 17 ปี เด็กไทยที่โดดเด่นในต่างแดน หลังกวาดรางวัลสายสะพายจากเวทีการประกวดมาหลายเวทีตั้งแต่เวทีเล็กๆ จนกระทั่งคว้ามงกุฎจากการประกวด Miss Teen Asia USA 2015 และพ่วงมาอีกด้วยหลายรางวัล ตั้งแต่รางวัลชุดประจำชาติยอดเยี่ยม นางงามบุคลิกยอดเยี่ยม ซึ่งเวทีประกวดนี้ไม่ธรรมดา เป็นเวทีใหญ่ที่เปิดกว้างให้สาวงามเอเชียที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาอายุตั้งแต่ 16-26 ปี เข้าประกวด

 

กว่าน้องนิโคลีนจะคว้ามงกุฎมาครองได้ไม่ใช่เรื่องง่าย คุณสมบัติต้องพร้อม มารยาทต้องดี มีวินัย สาวน้อยเล่าถึงก้าวย่างสำคัญที่จะเข้าสู่เวทีการประกวดว่า จุดเริ่มต้นมาจากความสนใจของคุณแม่ที่จะส่งเข้าร่วมการประกวด “มิสไทยนิวเยียร์ ยูเอสเอ 2014” หรือการประกวดเทพีสงกรานต์ในงานไทยนิวเยียร์สเดย์ สงกรานต์เฟสติวัล ซึ่งเวทีนั้นนิโคลก็ได้ตำแหน่งมิสไทยนิวเยียร์มาครอง จากจุดนั้นคุณแม่ก็มาคุยกับนิโคลว่า ถ้าลูกมีศักยภาพขนาดนี้แล้ว สนใจที่จะเข้าประกวดเวทีใหญ่ออกอินเตอร์กันหน่อยไหม ไหนๆ ก็มาขนาดนี้แล้ว นั่นก็คือเวทีการประกวดมิสทีนเอเชีย ยูเอสเอ ซึ่งเป็นเวทีที่คนเอเชียจะร่วมเข้าการประกวดกันมาก เป็นเวทีที่ท้าทายนิโคลมาก

สุวิชา โฮจิ คุณแม่น้องนิโคลมาช่วยเล่าให้ทีมงานฟังด้วยตาเป็นประกายว่า เธอต้องการให้น้องเข้าไปประกวดมาก ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการประกวดความสวยความงามแบบนี้ ตัวเธอเองชื่นชอบมาตั้งแต่เด็ก “แม่เองก็มีความฝัน แต่ไม่มีใครผลักดันและสนับสนุน สุดท้ายเมื่อนิโคลสามารถทำได้ และเขาเองก็ชอบส่วนหนึ่งด้วย เต็มใจที่จะทำมันอย่างเต็มที่ เหมือนนิโคลมาเติมเต็มฝันให้แม่ แม่ก็พร้อมที่จะสนับสนุนดูแลทุกอย่าง ตั้งแต่อาหารการกิน การมีวินัยกับตัวเอง การฝึกฝนฝึกซ้อม กิริยามารยาท แต่ที่สำคัญเรื่องการเรียนจะต้องไม่กระทบ”

 

น้องนิโคล เสริมคุณแม่ว่า เมื่อตัดสินใจที่จะเข้าร่วมประกวดเวทีมิสทีนเอเชีย ยูเอสเอ ความรู้สึกตรงนั้นของนิโคลคือรู้สึกว่าสนุกมากกว่าตื่นเต้น “เราได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ได้เพื่อนสนิทจากเวทีนั้นด้วย การทำกิจกรรมระหว่างการประกวดเราได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมของประเทศอื่นๆ มากมาย เพราะมีการแข่งขันเรื่องของเสื้อผ้าประจำชาติของตัวเอง และนิโคลก็ภูมิใจกับการประกวดชุดประจำชาติ ที่เราได้ตำแหน่ง รับรางวัล The Costume Designer of the Year ซึ่งเป็นชุดที่ชื่อว่า ‘ยุทธหัตถนารี’ (ออกแบบโดยใหญ่-อักษราภัค เกตุทอง ร้านเดอะภูเขา)

ในวันที่ประกวดบนเวที นิโคลไม่ตื่นเต้นเลย เพราะชินแล้ว ที่ผ่านมานิโคลชอบการแข่งขันการประกวดบนเวที นิโคลเล่นกีฬาพวกคัลเลอร์การ์ด (Color Guard) มีรูปแบบการแสดงคล้ายยิมนาสติกลีลา แต่จะควงมีด ควงดาบ ควงปืนด้วย ซึ่งมันได้อารมณ์มากๆ นิโคลชอบเล่นกีฬาที่ท้าทาย มันๆ ลุยๆ เตะบอล ต่อยมวย ซึ่งหลายคนอาจจะคิดว่ามันขัดกับบุคลิกที่จะต้องไปประกวดความสวยความงาม แต่นิโคลว่ามันแมตชิ่งกันได้

การที่นิโคลชนะมา มั่นใจว่าเพราะเราไม่ได้เป็นคนอ่อนโยน หรือความเป็นผู้ยิ้ง-ผู้หญิง แต่เราเป็นคนเข้มแข็ง แข็งแกร่ง มั่นใจ และมันทำให้เราได้แสดงออกด้วยท่าทาง การเดิน บุคลิก การพูด ที่สำคัญสิ่งหนึ่งที่นิโคลทำ คือเรามีวินัยในการฝึกซ้อม ที่จะให้เราต้องไปซ้อมทุกวันอาทิตย์ประมาณ 6 เดือน ซึ่งใครจะไปหรือไม่ไปก็ได้ แต่นิโคลก็ไปทุกวันอาทิตย์ เพราะมันจะได้แต้มได้ความสนใจจากทีมงาน นิสัยนิโคลติดมาจากที่เราเป็นนักกีฬาที่ต้องเป็นกัปตันทีม เราต้องเรียนทั้งวัน พอเลิกเรียนก็มาซ้อมทุกวัน”

หลังจากที่ได้ตำแหน่งน้องนิโคลต้องเข้าร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งโดยปกตินิโคลชอบทำโน่นทำนี่แบบแอ็กทีฟ ไม่ชอบอยู่เฉยๆ อยู่แล้ว “หนึ่งในโครงการที่ได้ทำคือ Love Nepal เพราะอยากช่วยเหลือคนที่ประสบภัยธรรมชาติ ซึ่งคุณแม่ก็เห็นด้วย วันนั้นนิโคลมีทุนอยู่ 100 เหรียญสหรัฐ ก็ไปซื้อปากกามา 100 ด้าม ขายด้ามละ 5 เหรียญสหรัฐ แล้วคนไทยในแอลเอน่ารักมาก ช่วยเหลือเต็มที่ พอเราได้เงินมา 500 เหรียญสหรัฐ ก็ไปซื้อปากกาเพิ่ม ทำเสื้อ โดยมีผู้ใหญ่จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มาช่วย โดยให้เป็นเข็มกลัดที่เขียนว่า Love Nepal มาด้วย เราก็จำหน่ายทั้งหมด จนได้เงินเกือบ 4,000 เหรียญสหรัฐ แล้วก็นำเงินให้กับโรตารี ซึ่งโรตารีก็สนับสนุนเงินเพิ่มให้เป็น 4,000 เหรียญสหรัฐถ้วน เพื่อนำไปบริจาคให้ Love Nepal จนทางกองประกวดก็เห็นว่าเราทำงานเพื่อสังคมแบบนี้ เลยทำเรื่องว่าเด็กได้ทำประโยชน์ให้กับคนอื่น นิโคลเลยได้ใบประกาศนียบัตรจาก บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ และโรตารีเองก็ให้มาด้วย”

 

นอกจากนี้ นิโคลยังได้ทำงานให้กับมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่สหรัฐ โดยช่วยทำงานการกุศล เดินแฟชั่นโชว์ เพื่อหารายได้สมทบมูลนิธิฯ หรือแม้แต่งานการกุศลอื่นๆ หากมีใครบอกหรือชวนมาก็จะไปช่วยทุกงาน ถ้าไม่ติดเรียนหรือติดซ้อมกีฬา

นิโคล เล่าอีกว่า ที่ทำวันนี้เข้าสู่การประกวดวันนี้ ส่วนหนึ่งเพราะคุณแม่อยากให้ทำ “นิโคลก็โอเค ประกวดมาตั้งแต่เด็กตั้งแต่อายุ 5 ขวบ พวกหนูน้อยสงกรานต์ในเวทีต่างๆ ซึ่งนิโคลก็ไม่คิดว่าจะประกวดแล้วชนะ เราทำตามที่แม่ว่า คุณแม่เองก็เต็มที่ หลังบ้านก็ทำเวที ตีตารางไซส์เวทีให้เราซ้อมเดินทุกวัน ต้องขอบคุณคุณแม่ที่ทำให้นิโคลมีวันนี้”

อนาคตหลังจากนี้ นิโคลวางแผนทั้งเรื่องการเรียน และอนาคตบนเวทีนางงามไว้ว่า ความฝันของนิโคลคือการก้าวสู่เวทีการประกวดมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส “ตอนนี้อายุยังไม่ถึง ยังมีเวลาเตรียมตัวอีก 2 ปี ที่จะต้องดูแลตัวเอง เตรียมตัว ทั้งเรื่องกิริยามารยาท การเข้าใจถึงความเป็นไทยให้มากขึ้นและลึกซึ้ง เพราะนิโคลโตที่อเมริกา แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรค์ของ
นิโคล เพราะคุณแม่คอยบอกคอยสอนนิโคลอยู่ตลอดเวลา

เดือนหน้านิโคลต้องกลับไปอเมริกา เพื่อที่จะเรียนต่อเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งได้เลือกเส้นทางที่อยากเรียนไว้คือ เข้าเรียนจูเนียร์ คอลเลจ 2 ปี จากนั้นก็ต้องดูต่อว่าจะเรียนที่ไหนต่อ แต่เบื้องต้นได้วางแผนแล้วว่าจะกลับมาเรียนต่อที่เมืองไทย เพราะอยากเข้าประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์จะต้องอยู่ที่เมืองไทย 6 เดือน เมื่อเราได้เข้าประกวดแล้วก็จะดูเรื่องการเรียนต่อไป

ตัวนิโคลเอง อยากเรียน พยาบาล เพราะชอบเรื่องพวก ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ วิทยาศาสตร์ต่างๆ นิโคลมองว่าเรื่องเรียนกับการเดินตามฝันการประกวดต้องไปด้วยกันได้ดี”