เอกชัย เอื้อครองธรรม ต่อยอดความสำเร็จ 100 ล้านวิว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/514728

เอกชัย เอื้อครองธรรม ต่อยอดความสำเร็จ 100 ล้านวิว

Please, แพ้ทาง, เก็บรัก และคนมีเสน่ห์ — 4 บทเพลงที่ครองใจใครหลายคน วัดผลจากสถิติยอดวิวต่อเพลงหลายร้อยล้าน รวมกันทะลุพันล้านวิว

บทเพลงสั้นๆ ไม่กี่นาทีได้กลับมาสร้างพลังอีกครั้ง เมื่อ เอกชัย เอื้อครองธรรม ผู้กำกับและเอ็กเซ็กคิวทีฟ โปรดิวเซอร์จีเอ็มเอ็ม บราโว่ (GMM Bravo) ของจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ได้นำบทเพลงมาสร้างเป็นซีรี่ส์โปรเจกต์ “Bangkok รัก Stories” นับเป็นการเพิ่มมิติให้กับมิวสิคคัลเจอร์ (Music Culture)

ต่อยอดความสำเร็จ “เพลงรักมหาชน”

ก่อนจะมาผู้กุมบังเหียน จีเอ็มเอ็ม บราโว่ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ (Content Creator) เอกชัยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม และที่ปรึกษาด้านครีเอทีฟของช่องดิจิทัลในเครือจีเอ็มเอ็มแกรมมี่เป็นที่ทราบกันดีว่าแกรมมี่ริเริ่มจากการเป็นค่ายเพลงและปัจจุบันก็ยังผลิตศิลปินและมีบทเพลงฮอตครองตลาดอยู่ ดังนั้นเมื่อมีของดีอยู่แล้วจะปั้นและปล่อยให้จบตามวาระก็ดูจะใช้การน้อยไปหน่อย

“จุดเด่นของบราโว่ คือ การขยายผลจากแบรนด์ของแกรมมี่ที่ประสบความสําเร็จอย่างมหาศาลมาแล้ว เช่น เพลงดังที่ครองใจคนไทยในระดับมหาชน ซึ่งเพลงเหล่านี้เป็นเพลงระดับเพลงรักแห่งชาติที่ฮิตโดนใจคนรุ่นใหม่ พิสูจน์ทราบด้วยยอดวิวของแต่ละเพลงเกิน 100 ล้านวิว

อีกอย่างด้วยความที่ จีเอ็มเอ็ม บราโว่ ไม่ได้เป็นเพียงคอนเทนต์ครีเอเตอร์ธรรมดา แต่เป็น Marketing Oriented Content Creator เพราะฉะนั้นซีรี่ส์แต่ละเรื่องที่สร้างขึ้นต้องตอบโจทย์ 3 ส่วนหลัก คือ 1.ครีเอทีฟ ในมิติของความคิดสร้างสรรค์ 2.คนดู โดยเฉพาะกลุ่ม Millennials คนรุ่นใหม่อายุ 15-34 ปี ที่ชอบคอนเทนต์ที่มีสีสัน มีส่วนผสมลงตัวระหว่างความสนุก ตลก และดราม่า รวมถึงเรื่องราวที่จับต้องได้ในชีวิตจริง

สุดท้ายก็คือ 3.ลูกค้าที่ซื้อโฆษณา ซึ่งการสื่อสารการตลาดยุคดิจิทัล ลูกค้าไม่ได้ต้องการแค่การสร้าง Brand Awareness เท่านั้น แต่ยังต้องการสร้าง Engagement และ Activation กับกลุ่มเป้าหมายด้วยคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งอีกด้วย”

เอกชัยเล่าถึงคอนเซ็ปต์ของซีรี่ส์ “Bangkok รัก Stories” เป็นการนำ 4 เพลงดังแห่งชาติของคนรุ่นใหม่ ที่มียอดวิวรวมกันทะลุ 1,000 ล้านวิว มาจับคู่กับ 4 ย่านสำคัญที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนของกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นสาทร ทองหล่อ ย่านเมืองเก่า และสยามสแควร์ ผนึกกับประสบการณ์ความรักของคนรุ่นใหม่มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ซีรี่ส์ 4 รสชาติ

โปรเจกต์ซีรี่ส์ชุดนี้มีทั้งหมด 4 เรื่อง เรื่องละ 13 ตอน คือ please แพ้ทาง เก็บรัก และคนมีเสน่ห์ ที่มีมู้ดแอนด์โทน และอารมณ์ความรักที่แตกต่างกันภายใต้คอนเซ็ปต์ของ Bangkok รัก Stories ออกอากาศทุกวันเสาร์ และอาทิตย์ ทางช่องจีเอ็มเอ็ม 25 เวลา 17.00 น. และทาง LINE TV ตั้งแต่เวลา 19.00 น.

 

 

คอนเทนต์ เป้าหมาย ต้องชัดเจน!

ตอนนี้เราปฏิเสธโซเชียลเน็ตเวิร์กไม่ได้แล้วว่าสามารถเชื่อมและย่อให้ผู้คนเข้ามาปฏิสัมพันธ์กันได้ง่ายขึ้น และเป็นกลุ่มก้อนมากขึ้น และมันสามารถวัดผลจำนวนยอดได้ชัดเจน ด้วยเหตุนี้การสร้างคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย ให้มีความรู้สึกร่วม หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า “มันรู้สึกได้จริง” จึงเป็นอะไรที่มักได้รับการตอบรับในชั่วพริบตา ไม่ว่าจะจากกระแสการแชร์ การแฮชแท็ก ทวิตเตอร์

กลุ่มเป้าหมายของจีเอ็มเอ็ม บราโว่ ก็ชัดเจน “เราเน้นกลุ่ม Millennials ที่มีอายุ 15-34 ปี ทั้งในกรุงเทพฯ และทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย ซึ่งคนกลุ่มนี้ถือว่าช่องทางออนไลน์เป็นแพลตฟอร์มที่สำคัญมาก

คนกลุ่มนี้อยู่บนโลกออนไลน์เกือบ 24 ชั่วโมงต่อวัน และการมีช่องทางนี้ทำให้เกิดการดูซ้ำอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเราก็ยังมีการจัดอีเวนต์ซีรี่ส์ของแต่ละเรื่อง เพื่อสร้างการรับรู้กระตุ้นความสนใจของคน และทำให้แบรนด์สินค้ารวมถึงบริการที่เป็นสปอนเซอร์ได้ร่วมจัดกิจกรรมพบปะผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายด้วยเช่นกัน”

การแข่งขันของละครไทยสูง แต่ยุคนี้ต้องต่อสู้กันด้วยคอนเทนต์  “สำหรับผมคิดว่าคอนเทนต์ที่จะประสบความสำเร็จ คอนเทนต์นั้นต้องชัดเจนว่ากำลังพูดกับกลุ่มไหน อย่างในกลุ่มคนรุ่นใหม่ก็มีเซ็กเมนต์ย่อยอีก เพราะฉะนั้นเราต้องชัดเจนไปเลยว่าต้องการที่จะโฟกัสกลุ่มไหน

ดังนั้น การทำคอนเทนต์ต้องมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ชมเป้าหมาย เพื่อให้เขาเหล่านั้นมีความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของคอนเทนต์ เพื่อให้คนเหล่านี้เป็นแกนหลักในการแชร์และส่งต่อคอนเทนต์ออกไปสู่คอมมูนิตี้ของพวกเขาอีกด้วย”

ซีรี่ส์แบบจีเอ็มเอ็ม บราโว่ แตกต่างจากเจ้าอื่นๆ  “เราต้องการสร้างคอนเทนต์ที่มีความเป็นโลคัล (Local) ผสมผสานกัน ยูนิเวอร์แซล (Universal) หมายความว่า เป็นเรื่องราวที่เฉพาะเจาะจงของความรักที่เกิดขึ้นกับคนไทยรุ่นใหม่ ซึ่งขณะเดียวกันเรื่องราวเหล่านี้ก็ยังมีความเป็นสากลและมิติที่คนทั่วโลกก็สามารถร่วมสัมผัสและประทับใจได้

อีกมิติหนึ่งของคอนเทนต์ซีรี่ส์จีเอ็มเอ็ม บราโว่ ที่ผมพยายามสร้างให้มีอยู่ในทุกๆ เรื่องคือองค์ประกอบที่มีความ Relevant และ Real ซึ่งสำหรับผมหมายถึงเรื่องราวที่มีความเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของกลุ่มเป้าหมาย

พล็อตต่างๆ ในซีรี่ส์ของเราเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง แต่มีวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจ ที่ทำให้เกิดความกระจ่าง และความกังวานของประเด็นการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล”

ส่งซีรี่ส์ไทยสู่ตลาดนอก

ล่าสุดเอกชัย เป็นผู้กำกับไทยคนแรกที่ได้รับเชิญโดย HBO ให้เป็นผู้ร่วมอำนวยการสร้างและผู้กำกับฯ Halfworlds ซีรี่ส์ใหม่ของ HBO ที่รวมดาราและทีมงานมากฝีมือจากไทย สิงคโปร์ ไต้หวัน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อังกฤษ และสหรัฐ

สิ่งนี้อาจช่วยการันตีได้ว่ารสซีรี่ส์จากจีเอ็มเอ็ม บราโว่ จะถูกจริตกับคนต่างชาติ เพราะตอนนี้ Bangkok รัก Stories ได้ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายกว่า 20 ประเทศแล้ว เช่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เป็นอาทิ

“แรกเริ่มตอนทำ เราทำเพื่อคนไทยเป็นอันดับแรก ทำตลาดในไทยให้ได้ก่อน แต่จากการที่เราทำประเด็นเรื่องของคนรุ่นใหม่นั้น ปรากฏว่าคนรุ่นใหม่ทั่วโลกนั้นมีมุมมองในเรื่องของความรักในแต่ละประเทศทั่วโลกที่คล้ายกัน บวกกับเสน่ห์ที่มีเอกลักษณ์ของมหานครกรุงเทพฯ ในระดับอินเตอร์จึงเป็นที่สนใจของตลาดนอก”

เอกชัยคือผู้กำกับฝีมือระดับอินเตอร์ที่มีผลงานให้ประจักษ์มาแล้วทั้งภาพยนตร์และละครเวที และยังได้ดำรงตำแหน่ง Artistic Director ให้กับ Action Theatre ผู้ผลิตละครเวทีชั้นนำของสิงคโปร์ ซึ่งเคยได้รับเกียรติยกย่องด้วยรางวัล Excellence for Singapore มาแล้ว

การจะพาซีรี่ส์ไทยไปเติบโตยังต่างแดนจึงเป็นอีกเป้าหมายและก้าวต่อไปของจีเอ็มเอ็ม บราโว่ ที่เอกชัยคาดหวังไว้คือ “ผมอยากให้จีเอ็มเอ็ม บราโว่ เป็นทีมสร้างคอนเทนต์ที่มีความแหลมคม โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการพูดคุยด้วยอย่างชัดเจน

อยากให้คอนเทนต์ที่สร้างขึ้นจับใจกลุ่มเป้าหมาย คนดูมี Engagement กับสิ่งที่เราสร้างและดูคอนเทนต์ของเราแล้วรู้สึกว่าเราเข้าถึงชีวิตของพวกเขา อะไรทำให้พวกเขายิ้ม หัวเราะ น้ำตาไหล มีความสุข มีความหวัง และแรงบันดาลใจดีๆ ในชีวิต” เอกชัย กล่าวทิ้งท้าย

 

จิวเวลรี่ในฝัน ดรุโณทัย วัชโรทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/514491

จิวเวลรี่ในฝัน ดรุโณทัย วัชโรทัย

น่าชื่นใจกับแบรนด์ดาวรุ่งวงการเครื่องประดับไทย ได้ผลตอบรับดีมากในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ แหวนรูปสัตว์ตัวน้อยๆ นกหลากหลายชนิดโบยบินอยู่รอบซุ้มกุหลาบ เจ้าหนูตัวจิ๋วหน้าตาน่าเอ็นดูกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก ปีนป่าย มวลดอกไม้หลากสีเป็นแบบฉบับของความรักโรแมนติก สะท้อนความอ่อนหวานโชว์ในรูปแบบเครื่องประดับหลากหลาย แหวน กำไล ต่างหู สร้อยข้อมือ โดยเน้นเทคนิคการลงยาให้เกิดสีสันสวยงามน่าทะนุถนอม

ดรุโณทัย วัชโรทัย ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ ชาร์มมิ่ง เรียลลิสม์ (Charming Realism) เริ่มวางจำหน่ายที่ห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มโพเรียม เมื่อเดือน พ.ค.ปีที่ผ่านมาผลงานดีไซน์ในช่วงแรกได้แรงบันดาลใจจากความทรงจำในวัยเด็ก ทยอยตามมาด้วยอีก 3 แบรนด์ใช้ชื่อเจ้าตัวดีไซเนอร์เอง ดรุโณทัย (Darunotai) เกิดขึ้นในช่วงของการค้นหาตัวเอง ลายเส้นน่าหลงใหลพัฒนามาเป็นความงาม แบรนด์ เมจิคัล เรียลลิสม์ (Magical Realism) แตกไลน์ออกมาทำกระเป๋าคลัตช์ใส่กิมมิกให้เก๋ไก๋ขึ้นกว่าเดิมและแบรนด์ “Lost at sea” กำลังจรัสแสงโกอินเตอร์หลายๆ ประเทศในยุโรป โชว์ผลงานนักออกแบบจิวเวลรี่ดาวรุ่งที่น่าจับตามอง ไม่เคยละทิ้งความฝัน

 

 

 

 

ความรักเครื่องประดับเริ่มตั้งแต่วัยรุ่น “มะปราง” ดรุโณทัย เล่าย้อนภาพสาวน้อยช่างแต่งตัววัย 15 ปี หลังเลิกเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จุดหมายคือย่านช็อปปิ้งสยามสแควร์ ไปเดินเล่นระหว่างรอพี่สาวที่เรียนจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ทุกๆ วันร้านเครื่องประดับคือสถานที่ที่พี่น้องสองสาวไปขลุกกันได้ทั้งวันความรักจิวเวลรี่ดีไซน์เริ่มจริงจังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อปรึกษาคุณพ่อ (พ.ต.อาณันย์ วัชโรทัย) แนะนำเลือกเรียนเป็นวิชาชีพโดยไปเรียนออกแบบเป็นปริญญาตรีใบที่ 2หลังจบปริญญาตรีด้านอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดรุโณทัย จึงตัดสินใจไปเรียนต่อจิวเวลรี่ดีไซน์ Central St.Martins College of Art and Design ประเทศอังกฤษ และคว้าปริญญาตรีใบที่ 2 มาสำเร็จ ระหว่างเรียนได้เริ่มสร้างสรรค์งานจิวเวลรี่มาโดยตลอด ดรุโณทัย คว้ารางวัลชนะเลิศจาก The Worshipful Company of Tinplate Workers alias Wire Workers สมาพันธ์เก่าแก่ที่สุดในเกาะอังกฤษคว้าผลงานชนะเลิศจากการประกวด หัวข้อ Bauhaus ได้รับการคัดเลือกให้วางจำหน่ายในพิพิธภัณฑ์ Barbican และมหาวิทยาลัยนำผลงานไปโชว์ในพิพิธภัณฑ์ Victoria and Albert เสน่ห์ของจิวเวอรี่ ชิ้นน้อยใหญ่ สิ่งละอันพันละน้อยล้วนเกิดจากประสบการณ์และความชื่นชอบส่วนตัว ถ่ายทอดร้อยเรียงเรื่องราวให้กลายเป็นเรื่องเล่าสุดคลาสสิก จนเกิดเป็นเครื่องประดับแบรนด์ ชาร์มมิ่ง เรียลลิสม์“พอเรียนจบอักษรฯ ปรางคิดแผนลุยสร้างแบรนด์เครื่องประดับเลยค่ะ แต่พอลองเริ่มทำชิ้นแรกๆ ก็รู้เลยค่ะ ว่าเราไม่มีความเข้าใจที่ลึกซึ้งพอในงานด้านเทคนิกการผลิต ส่งผลให้การดีลกับช่างทำเครื่องประดับใช้วิชาชีพของเขา เอาเปรียบเราได้ 

จึงเป็นเหตุผลที่คุณพ่อบอกว่าการรู้ลึกรู้จริงเราจะไม่เสียรู้ใคร จึงตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาตรีอีกใบเรื่องช่างคือความยากที่สุดของคนทำงานออกแบบ คือ เรามีความเป็นศิลปิน ช่างก็มีความเป็นศิลปินเช่นกัน ปรางยังจำแหวนค็อกเทลริงวงแรกที่ออกแบบได้เลยค่ะ จู่ๆ มีพลอยหัวใจประดับหัวแหวนโดยที่เราไม่ได้ดีไซน์ ช่างก็ให้เหตุผลเรื่องการค้ำเรือน เป็นหัวใจที่งงมาก (หัวเราะ) แหวนวงนี้เป็นครูที่ให้ทั้งประสบการณ์ด้านการสื่อสารกับช่าง การประนีประนอม เพื่อให้ได้สิ่งที่เราต้องการ หัวใจในการทำงานคือการรับฟังค่ะ ช่างคือครูของเรา

ตอนนั้นก็ต้องพับโปรเจกต์ไปด้วยความอ่อนประสบการณ์ ขอไปเรียนเก็บความรู้ก่อน คุณพ่อก็สนับสนุนลูกเต็มที่ให้ไปเรียนที่สถาบันออกแบบที่เซนต์มาร์ตินส์” ดรุโณทัย เริ่มสนทนาพร้อมรอยยิ้มอ่อนหวานสมกับรูปลักษณ์เครื่องประดับของเธอ

คอลเลกชั่นแรก A Little Romance ความรักของสัตว์น่ารักตัวจิ๋ว นำเสนอเรื่องราวความรักอันยิ่งใหญ่ ผู้เล่าตัวน้อย ถ่ายทอดเรื่องราวความรักหลากหลายรสชาติ 8 คอลเลกชั่น ผลงานการออกแบบเล่าประกอบบทกวี เรื่องราวความรักเล็กๆ ในช่วงฤดูร้อน

“การตั้งชื่อแบรนด์ชาร์มมิ่ง เรียลลิสม์ เป็นภาษาวรรณคดี เกี่ยวเนื่องกับศิลปะ และภาพยนตร์ ปรางได้ยินคำนี้ครั้งแรกตอนเรียนอักษรศาสตร์ คำนี้เป็นความเชื่อว่าสิ่งมหัศจรรย์สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง ซึ่งในมหัศจรรย์ในการออกแบบ คือ Craft คือแรงงาน คือฝีมือของคน ไม่ว่าคอมพิวเตอร์จะพัฒนาไปได้ไกลสักแค่ไหน แต่ความละเอียด ความอ่อนหวานจะคงอยู่ในงานฝีมือแต่ละชิ้นเซนต์มาร์ตินส์ฝึกให้ทำจิวเวลรี่โดยไม่ใช้การหล่อ คือ ไม่ใช้วิธีการทางอุตสาหกรรมเลยค่ะ แต่ใช้วิธีในแบบการขึ้นมือ สอนการทุบ การเชื่อม การพับแผ่นทองเหลืองดึงลวดปั้นให้เป็นชิ้นงาน โจทย์คือให้ทำสร้อยข้อมือแต่ไม่ให้ทำกำไล ชิ้นส่วนต้องเคลื่อนไหวได้ เพื่อที่จะฝึกเกี่ยวกับการทำกลไกของจิวเวลรี่ แต่ละชิ้นงานเน้นลายเส้นและฝีมืออันประณีตจากแบรนด์แรกแฟชั่นแอกเซสซอรี่ ปรางจึงสนใจไฟน์จิวเวลรี่แบรนด์ ดรุโณทัย นำเสนอสู่วงการเครื่องประดับอีกหนึ่งแบรนด์ค่ะ”

ชาร์มมิ่ง เรียลลิสม์ แบรนด์แรกความฝันสะท้อนให้เห็นในรูปแบบเครื่องประดับหลากหลาย แหวน กำไล ต่างหู และสร้อยข้อมือ เทคนิคการลงยา แบรนด์แรกได้ใจตลาดเอเชีย ทั้งญี่ปุ่น จีน เกาหลี แบรนด์ต่อมา ดรุโณทัย ได้ใจตลาดยุโรปไปทันที

“เครื่องประดับคือความท้าทายใจการสวมใส่ การเปิดตัวแบรนด์ใหม่จึงมีการพัฒนาการออกแบบเล่นกับลายเส้นมากขึ้น การคิดคำนวณน้ำหนักการเลือกใช้วัสดุที่ใช้โลหะและใช้เทคนิคที่เรียกว่า Electroforming ทำเครื่องประดับชิ้นใหญ่แต่ได้น้ำหนักเบา ด้วยวิธีทำแกะต้นแบบงานมือจากขี้ผึ้งแล้วฉาบโลหะด้วยความร้อนให้ขี้ผึ้งละลาย สวมใส่ได้ทั้งวัน ตั้งแต่เช้าใส่สร้อยคอชิ้นนี้ไปทำงาน ตกเย็นใส่ไปทำงานได้สบายๆ ไม่หนักไม่เมื่อยคออะไรเลย รับรองค่ะ”

จิวเวลรี่น้องใหม่ไฟแรงพร้อมลุยความสดใส น่ารัก ของเครื่องประดับแต่ละชิ้นกว่าจะตกผลึกสร้างแบรนด์ใหม่สู่วงการได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก ดรุโณทัย บอกการตีโจทย์เพื่อสร้างแบรนด์เพิ่มความรู้ด้านธุรกิจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลการเติบโตขยาย 4 แบรนด์ไม่หยุดยั้ง

 

 

 

 

“โลกการตลาดหมุนไปเร็วมากค่ะ ประเภทของการสื่อสารใหม่ๆ เข้ามา เริ่มแรกธุรกิจ ปรางทุ่มสร้างเว็บไซต์หนักมาก ทั้งกราฟฟิกสวยจัดเต็ม คนก็เข้ามาดูเยอะนะคะ และไปได้ดีในประเทศอื่นๆ ยกเว้นบ้านเราค่ะ (หัวเราะ) คนไทยนะคะ จะซื้อของก็ต้องขอเจ๊าะแจ๊ะให้รู้ว่ามีตัวตนจริง อยากได้ความมั่นใจในสินค้าขอพูดคุยสักนิดหนึ่ง ทำให้ช่องทางการขายในไลน์ ไปได้ดีกว่ามาก ซึ่งมองอีกมุมนี่คือการสร้างฐานลูกค้าที่มั่นคงมากค่ะ ถ้าเขาติดเราได้การได้พูดคุยสื่อสารกับคนใช้เครื่องประดับของเรา ก็ได้โจทย์การดีไซน์แหวน กำไล สร้อยชิ้นใหม่ๆ อีกด้วยค่ะ สมัยก่อนตอนเรียนอักษรศาสตร์ อายุ 22 ปี ทำแหวนนำร่องทดลองตลาดเล็กๆ ก่อน ก็คิดว่าคนใส่แหวนของเราต้องเป็นสาวหวาน ละเมียดละไม ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ ซึ่งก็เหมือนกับตัวปรางเองค่ะ ปรางก็มีงานอดิเรก เขียนนิยาย แต่งกลอน ทำขนม อ่านหนังสือ เย็บผ้า ซึ่งก็นำเสนอผ่านเครื่องประดับหวานสวยละเมียดละไม

อีกมุมผู้หญิงเราจะเป็นอะไร แต่งตัวสไตล์ไหนก็ได้ค่ะ ตามที่เราอยากเป็น อย่างส่วนตัวปรางก็ใส่เครื่องประดับแบบจัดเต็มทุกวันเลย (หัวเราะ) หลากหลายสไตล์มาก ทั้งไข่มุกหวานๆ พังก์ร็อกปักหมุดเยอะๆ ชอบทุกแบบก็ยิ่งทำให้รู้เลยค่ะ ว่าผู้หญิงสมัยนี้บุคลิกเปลี่ยนไปได้ตามวาระและโอกาส การแต่งตัวหลากหลายรูปแบบ ไม่มีกรอบกำหนดตายตัวอีกแล้ว

ตอนเรียนเซนต์มาร์ตินส์ ปีที่ 3 อาจารย์มีคำถาม…เครื่องประดับคืออะไร?

ซึ่งตอนอยู่เมืองไทยได้ออกแบบแหวน เราคิดแค่เครื่องประดับคือส่วนหนึ่งของการแต่งตัว แต่ในห้องเรียนการได้คลุกคลีอยู่กับเครื่องประดับหลายๆ แบบ คำตอบคือแหวนวงเดียวเป็นอะไรได้มากกว่านั้น มากกว่าเพิ่มการแต่งกายให้สวยครบ แต่คือความรัก ในความหมายเป็นสิ่งให้แทนใจ คือสิ่งที่เราซื้อให้คนพิเศษ จิวเวลรี่ให้ความรู้สึกด้านบวกเสมอค่ะ ความประณีตและการเลือกใช้อัญมณีมีมูลค่า ก็ยิ่งทำให้เครื่องประดับชิ้นนั้นกลายเป็นความอมตะ

ปรางมีความสุขกับการใช้เครื่องประดับมากๆ ก็คิดว่าใช่แล้ว นี่คือสิ่งที่เราอยากทำเป็นอาชีพจริงจังแน่ๆ ในงานที่จริงจัง จึงคิดสร้างสรรค์นอกจากดีไซน์แล้ว คำตอบอีกข้อคือความประณีตค่ะ นกแต่ละตัว หนูแต่ละตัว หน้าตาไม่เหมือนกันเลย ทุกตัวมีบุคลิกแตกต่าง ความประทับใจไม่ใช่กำไลที่ช่างหวาน ช่างเต็มไปด้วยกุหลาบ แต่ต้องมีความลึกซึ้งกว่านั้น ผู้หญิงที่เลือกแหวนวงนี้ เพราะชอบหน้าตานกตัวนี้ เป็นรีเลชั่นของคนกับเครื่องประดับที่เธอสวมได้ด้วยนะคะ”  ดรุโณทัย บอกพร้อมรอยยิ้มหวานสดใสไม่แพ้แอกเซสซอรี่แบรนด์ ชาร์มมิ่ง เรียลลิสม์

ดีไซเนอร์ทุกคนกลัวการก๊อบปี้อยู่แล้ว แต่ในแง่การตลาดถ้าสามารถสร้าง Brand awareness มีเอกลักษณ์ชัดเจน จากการลอกเลียนก็จะกลายเป็นอีกมุมที่จะกระจายตลาดกว้างขึ้นได้ด้วย ขณะเดียวกันฐานลูกค้าเดิมก็จะมีความภักดีติดตามแบรนด์ไปอีกเรื่อยๆ สิ่งสำคัญที่สุดของการบุกเบิกแบรนด์ใหม่ คือ เราต้องไปนั่งในใจลูกค้าให้ได้ คือ เป้าหมายสุดมุ่งมั่นในเวลานี้

 

ผู้หญิงอยากรู้เรื่องความงาม วารี หิปปายน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/514301

ผู้หญิงอยากรู้เรื่องความงาม วารี หิปปายน

ปิเก้เล่าว่า เธอก็เป็นผู้หญิงธรรมดาๆ ที่รักความสวยความงาม ทำงานออฟฟิศ 7-8 ปี เรียกตัวเองว่าเป็นสายเออี ประเภทอีเวนต์ ที่บริษัทซอฟต์แวร์เอกชนแห่งหนึ่ง ท่องยุทธจักรเออีอยู่นาน ก่อนจะรู้จักพร้อมๆ กับรู้ใจตัวเอง เมื่อได้เข้าไปเขียนคอนเทนต์ในจีบันบ้าง พันทิปบ้าง

ชีวิตของสาวออฟฟิศธรรมดาๆ คนหนึ่งที่รู้ใจของตัวเอง ก่อนจะผันตัวมาเป็น บล็อกเกอร์ความงามคนดัง วารี หิปปายน หรือปิเก้ วัย 32 ปี คีย์เวิร์ดสำคัญในชีวิตที่ทำให้ปิเก้กล้าตัดสินใจออกจากงานประจำ คือคำว่า “ผู้หญิงอยากรู้เรื่องความงาม” ความงามเป็นเรื่องของความรู้ จะมีผู้หญิงคนอื่นอีกไหมที่อยากรู้เรื่องเดียวกันนี้เหมือนเรา?

“เริ่มจากโพสต์เล่นเล็กๆ น้อยๆ ลองโพสต์ดูสนุกๆ แล้วมันก็สนุกมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่งานหลักเริ่มเบื่อ แล้วก็เบื่อมากขึ้นเรื่อยๆ” ปิเก้เล่า

งานหลักของปิเก้ต้องเข้าทำงานตั้งแต่ 09.00-18.00 น. ช่วงเวลางานยาวเหยียด เมื่ออายุจะเข้าหลัก 30 จึงพูดคุยกับตัวเองอย่างจริงๆ จังๆ ว่า ฉันจะทำแบบนี้ไปจนอายุเท่าไหร่ คิดทำในสิ่งที่ชอบคือความสวยความงาม แต่ก็ต้องตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนกัน เพราะถ้าออกจากงานหลักจริงๆ ครอบครัวอาจมีปัญหาได้

 

“มีแรงเสียดทานแน่ ไม่เฉพาะครอบครัว แต่คนรอบตัวทุกคน พูดแบบเดียวกันหมดว่า มันจำเป็นถึงขนาดต้องออกจากงานหลักเลยหรือ ทำเป็นงานอดิเรกนอกเวลางานไม่ได้หรือ”

ทุกคนให้ความเห็นแบบเดียวกันหมดว่า เรื่องของความสวยความงามแบบนี้ไม่น่าจะทำเป็นอาชีพได้ หรือทำเป็นอาชีพได้ก็ไม่น่าจะยั่งยืน ปิเก้เป๋เหมือนกัน ยอมรับกับตัวเองว่า ชักเริ่มไม่ค่อยมั่นใจนัก ทั้งๆ ที่ชอบมากและมีความสุขอย่างมากๆ ที่จะทำนี่แหละ หลายคนเชียร์ว่าเอาสิ แต่ให้ทำควบคู่กับงานหลัก

“ไขว้เขวไปหน่อยหนึ่ง ทุกคนพูดเรื่องความมั่นคง เชื่อว่าคนทำงานประจำแล้วอยากออกไปทำงานส่วนตัวต้องเจอกับคำถามเหล่านี้ คำแนะนำก็คือ เราต้องฟังตัวเราเอง”

ปิเก้เล่าว่า เธอไม่เห็นด้วยที่จะทำควบคู่กันได้ เนื่องจากงานหลักเป็นงานเต็มเวลา และเธอก็ไม่อยากใช้เวลายาวเหยียดตลอดวันอย่างนั้นเพื่อทำงานที่ไม่ต้องการจะทำ แต่ถ้าเป็นงานบล็อกเกอร์ แค่คิดว่ากำลังจะเริ่มต้นทำงานก็มีความสุขแล้ว อยากตื่นตอนเช้าแล้วพบกับสิ่งสวยงาม พลังงานผิดกันทันที

“เราอยากทำสิ่งที่เราชอบ มันผิดด้วยหรือ ถ้าผิดก็ขอลองทำผิดสักครั้งในชีวิต” ปิเก้เล่า

งานของบล็อกเกอร์ต้องทำอะไรบ้าง ปิเก้จะอัพเดทและคอมเมนต์เครื่องสำอางใหม่ๆ ที่น่าสนใจ งานลักษณะนี้จะทำทุกวัน ถ้ามีอีเวนต์บิวตี้สนุกๆ ก็อัพเดทลงไปด้วย ส่วนการอัพเดทเครื่องสำอางที่น่าสน จะอัพเดทประมาณ 2 วันต่อครั้ง ถือว่าเป็นงานหลักเลยก็ว่าได้ เพราะสมาชิกเพจสนใจมาก ไม่สนใจได้ไง ก็ดีไม่ใช่หรือที่มีคนช่วยคอมเมนต์ให้ว่า ใช้แล้วดีไม่ดี ไม่ได้อย่างไร

“สาวๆ ชอบกันมาก ลองคิดดูว่า ถ้ามีคนทดลองใช้เครื่องสำอางที่เรากำลังจะซื้ออยู่พอดี แล้วบอกเราว่ามันดีจริงไหมอะไรไหม เราก็ชอบนะ เพราะฉะนั้นก็เป็นอะไรที่เขาสามารถใช้เราได้ในจุดนี้ ยังมีฮาวทูเอฟเวอรีเดย์ที่เป็นวาไรตี้ทั้งสายเกาและสายฝอ”

ปิเก้อธิบายศัพท์แสงในวงการ สายเกาหมายถึงสายเกาหลี แบบว่าแบ๊วๆ หน่อย น่ารักสดใส ผิวขาวอมชมพู โทนสีเครื่องสำอางไปทางเฉดเดียวกัน ส่วนสายฝอ หมายถึงสายฝ. ย่อมาจากสายฝรั่งที่นิยมแต่งหน้าแบบเข้มดุ เบ้าตาทาระบายไม่ยั้ง ปากสีดำหรือปากสีม่วงหรือแดงผสมเลือดหมู คิ้วดุตาดุ เข้มขาดบาดตา

เฟซบุ๊ก เว็บไซต์ ไอจี และยูทูบ ทุกอันใช้ชื่อเดียวกัน piqueenvy ซึ่งปัจจุบันมีแฟนติดตามกว่า 7 หมื่นคนภายใน 1 ปีครึ่ง ถือว่าน่าพอใจ ก็คงต้องบอกเลยว่า ชีวิตเมื่อออกจากงานประจำแล้วนั้นสนุกมาก มีความสุขมาก ลาเวนเดอร์ตลอด รู้อย่างนี้ลาออกมาตั้งนาน

อย่างไรก็ตาม มีความชอบแต่ก็มีความกดดัน การทำธุรกิจในช่วงแรก อดีตสาวเออีคนนี้ต้องปรับตัวมากเหมือนกัน มีอะไรบ้างนั้น คนอยากออกงานประจำอาจอยากรู้ ปิเก้ตอบว่า ต้องมีวินัยสูงมาก ต้องดูแลตัวเอง ต้องดูแลเพจซึ่งเป็นงานหนัก ต้องเรียนรู้การทำธุรกิจ และเรียนรู้ในทุกเรื่อง

“โดยเฉพาะเรื่องการถ่ายรูป ซึ่งสำคัญมากในการทำเพจทำบล็อกให้น่าสนใจ เรายังมีไลฟ์สดเดือนละ 1 ครั้งด้วย นั่นหมายถึงปิเก้ต้องไปเรียนรู้เรื่องการทำคลิปด้วย” 

ปิเก้บอกว่า สิ่งที่เธอทำมีผลลัพธ์มาจากความคิด เรื่องของความสวยงามสำคัญอยู่ที่การนำเสนอให้ดูดีมีศิลปะ การวางแผนและขั้นตอนการนำเสนอ เครื่องสำอาง 1 ชิ้นคือโจทย์ที่ต้องตีให้แตก มันคืออะไร คือความเป็นผู้หญิงหรือ คือความดาร์ก คือความละมุนสวยๆ คลิปและภาพที่ออกมา พยายามไม่ให้ดูพยายามมากไป แต่สะท้อนให้ตรงที่สุด

แล้วตัวปิเก้เองล่ะเป็นสายไหน เจ้าตัวตอบว่า เป็นได้หลายแนว ทั้งสายแบ๊วแบบเกาหลี และสายฝอ สวยเข้มๆ ดุๆ  แบบฝรั่ง สนุกกับการได้เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตัวตนที่แท้จริงคือความอ่อนหวาน แต่ไม่ใช่หวานที่หวานจนเลี่ยน ขณะเดียวกันก็ดาร์กดิบๆ หากไม่ดิบและไม่ดาร์กจนเข้าไม่ถึง

 

“ซิกเนเจอร์ของปิเก้ ไม่ใช่แค่เมกอัพ แต่เป็นไลฟ์สไตล์ เราคือลุคโดยองค์รวม ทาปากสีน้ำตาลแดงให้สีเข้มมากกว่านี้ได้ แต่งยังไงให้สวยขึ้น แต่งตัวแต่งหน้ายังไงถึงจะได้เจอกับตัวตนที่ดีที่สุดของเรา เครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้า นั่นก็แสดงออกซึ่งตัวตนของเราด้วยเช่นกัน”

จะแต่งหน้าให้ได้ดีต้องรู้จักหน้าตาของตัวเองเสียก่อน หมายความว่า ค้นหาตัวเองเจอเมื่อไหร่ จะแต่งหน้าสวยขึ้น อันนี้รับรองผลโดยคนสวยจำนวนมากที่เป็นแฟนเพจของ piqueenvy สำหรับบล็อกเกอร์ความงามในสนาม ส่วนตัวชอบโมเม ที่แต่งหน้าเน้นใช้งานในชีวิตจริง อีกคนคือบล็อกเกอร์สายเผ็ด “แพรีไพน์” ที่เน้นการแต่งหน้าแบบแฟชั่น

“เป็น 2 สายที่แตกต่างกันมาก แต่ก็เป็นอะไรที่ปิเก้ชอบ เพราะเชื่อว่าคนเรามี 2 คาแรกเตอร์ในตัวเสมอ สายฝอที่เวอร์มากๆ ดูแล้วต้องร้องว่าสีแบบนี้ก็ได้หรือ กับสายเพลย์เซฟในชีวิตจริงที่การแต่งหน้าแบบลิปสีนู้ดๆ โทนหน้าเป็นสีเอิร์ทๆ ก็ทิ้งไม่ได้”

ส่งท้ายด้วยคำแนะนำเรื่องการแต่งตัวแต่งหน้าจากบล็อกเกอร์คนเก่ง ปิเก้แบ่งปันว่า ผู้หญิงทุกคนมีพื้นฐานเรื่องการแต่งหน้าและแต่งตัวในแบบของตัวเองอยู่แล้ว ส่วนจะแต่งอย่างไรก็ขอให้ดูที่ “เวอร์ชั่น” ว่า เราทำงานอะไร เราจะไปเที่ยวที่ไหน วันนี้เราจะทำอะไร กาลเทศะสำคัญที่สุด 

“ลองไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็หาจุดที่ลงตัวได้”

เพราะความงามของผู้หญิงเป็นเรื่องของความรู้ ใครอยากสวยจึงต้องฝึกตัวเอง ฝึกเรียนรู้ ซึ่งไม่ยากเลยถ้าสนุกกับมัน ขอให้มองเรื่องความสวยความงามเป็นเรื่องอยากรู้อยากลอง แต่งหน้าแต่งตัวยังไงไม่มีผิดกติกา ขอให้สนุกเป็นใช้ได้

 

นาธาน เบลชาร์ชซิค ความมุ่งมั่นคือรากฐานแห่งความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กันยายน 2560 เวลา 14:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/514131

นาธาน เบลชาร์ชซิค ความมุ่งมั่นคือรากฐานแห่งความสำเร็จ

หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจ ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์ Airbnb อย่าง นาธาน เบลชาร์ชซิค (Nathan Blecharczyk) บอกกับเราว่า ธุรกิจนี้เริ่มต้นมาจากการแก้ปัญหาให้ลูกค้าและก็โชคดีที่ประสบความสำเร็จ แต่เมื่อเราได้พูดคุยกับผู้บริหารหนุ่มระดับโลกผู้นี้แล้วเราบอกได้เลยว่า โชคอย่างเดียวอาจไม่พอ

เมื่อเราเอ่ยถึงชื่อ แอร์บีเอ็นบี หลายคนจะนึกถึงภาพธุรกิจแบ่งห้องพักภายในบ้าน ธุรกิจสตาร์ทอัพที่เข้ามาปฏิวัติการจองที่พักเพื่อการท่องเที่ยวไปอย่างสิ้นเชิง  

นาธาน หรือชื่อเล่นว่า เนท เกิดและเติบโตที่เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา คุณพ่อของเขาเป็นวิศวกร ในขณะที่เขาอายุได้ 12 ปี ในวันว่างๆ เขามองเห็นว่าในชั้นหนังสือของคุณพ่อมีหนังสือสอนเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมอยู่ จึงหยิบมาอ่านเล่นๆ ดู ทำให้เขาได้รู้ว่าการเขียนโปรแกรมนั้นทำได้อย่างไร และเราสามารถเขียนโปรแกรมอะไรออกมาได้บ้าง จึงเริ่มหัดเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์มานับแต่นั้น และกลายเป็นพื้นฐานความสามารถที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในทุกวันนี้

 

 

“ตอนแรกๆ ผมเขียนโปรแกรมเป็นแค่งานอดิเรก แต่ต่อมากลายเป็นว่างานอดิเรกที่ผมทำอยู่ตอนนั้น กลายเป็นงานที่สามารถสร้างรายได้ให้กับผมตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ไฮสกูล ตอนอายุ 14 มีบริษัทหนึ่งติดต่อมาหาผม บอกว่าได้เห็นผลงานของผมแล้ว มีความสนใจอยากจะจ้างออกแบบโปรแกรมให้บริษัทของเขา โดยจะให้ค่าจ้าง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ

“ผมไปปรึกษากับคุณพ่อว่ามีบริษัทติดต่อมา บอกว่าจะให้เงินพันดอลลาร์กับการจ้างเขียนโปรแกรม ตอนแรกคุณพ่อไม่เชื่อว่าจะมีคนจ้างถึง 1,000 ดอลลาร์ กับเด็กอายุ 14 แต่ปรากฏว่าบริษัทนั้นจ้างให้เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์และให้เงินมาจริง หลังจากนั้นก็มีอีกหลายบริษัทติดต่อเข้ามาให้ช่วยออกแบบโปรแกรม ซึ่งผลงานชิ้นแรกของผมในตอนนั้น น่าจะเป็นผลงานเกี่ยวกับโปรแกรมการบริหารจัดการอีเมล เพราะว่าอีเมลในยุคแรกๆ ยังไม่มีโปรแกรมอะไรที่จะเข้าไปช่วยในการจัดการบริหารกล่องอีเมลอย่างมีประสิทธิภาพมากนัก”

ตลอดเวลาที่เริ่มเขียนโปรแกรม นาธานซึ่งอยู่ในช่วงเรียนไฮสกูล สามารถทำเงินได้ ราวๆ 1 ล้านดอลลาร์

“คุณพ่อถามผมว่าสนใจอยากจะเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยไหม เพราะเห็นว่าผมมีความสนใจที่จะเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง และก็มีความสามารถในการเขียนโปรแกรมด้วยทักษะที่หลากหลาย แต่ผมคิดว่าการเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย อาจจะได้สิ่งที่นอกเหนือจากตำราเรียน อีกทั้งผมมีความฝันอยากจะเข้ามหาวิทยาลัยอยู่แล้ว

“จึงตัดสินใจเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในสาขาคอมพิวเตอร์ นอกจากเรื่องของสังคมและเพื่อนๆ แล้ว ผมยังได้ในเรื่องความรู้เพิ่มเติมในการเขียนโปรแกรม ซึ่งช่วยทำให้ทักษะการเขียนโปรแกรมของผมที่ดีอยู่แล้วแน่นขึ้น มีความรู้ในเชิงลึกมากขึ้น”

พอหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นาธานอยากจะย้ายไปทำงานที่ซานฟรานซิสโก เพื่อเริ่มต้นธุรกิจสตาร์ทอัพ ก็เริ่มต้นจากการหาบ้านเช่า จนได้เจอกับโจและไบรอัน (Joe Gebbia และ Brian Chesky) ซึ่งกลายเป็นหุ้นส่วนของแอร์บีเอ็นบีในเวลาต่อมา แต่พอเจ้าของบ้านเช่าขอขึ้นราคา 25 เปอร์เซ็นต์ นาธานก็ขอย้ายออกมาหาที่อยู่ใหม่ เหลือโจกับไบรอันซึ่งมีปัญหาตกงานอยู่ในเวลานั้น ประกอบกับตอนนั้นมีงานประชุมระดับนานาชาติ อินเตอร์เนชั่นแนล ดีไซเนอร์ซึ่งจัดขึ้นที่ซานฟรานซิสโก

 

“ทั้งคู่เลยคิดว่าน่าจะมีคนต้องการห้องเช่าซึ่งเต็มหมดแล้ว เลยเอาห้องว่างที่ผมเพิ่งย้ายออกไป เปิดเป็นห้องพัก ซึ่งมีแต่ห้องโล่ง เลยเอาเตียงลม หรือแอร์เบด มาวางไว้พร้อมกับบริการอาหารเช้า (กลายเป็นที่มาของชื่อ Airbnb (Airbed and Breakfast) ในเวลาต่อมา) โดยมีลูกค้า 3 รายแรกเป็นดีไซเนอร์ ซึ่งทั้งโจกับไบรอันก็ได้บริการพาไปเที่ยวชมมุมต่างๆ ในซานฟรานซิสโก พาไปรับประทานอาหารที่ชอบ เสร็จจากงานนั้นโจกับไบรอันก็ติดต่อชวนผมมาร่วมเป็นหุ้นส่วนทำธุรกิจนี้ด้วยกัน ด้วยความเชื่อว่าน่าจะมีคนที่มีความต้องการแบบนี้เหมือนกับเรา”

อย่างไรก็ตาม เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ในช่วงประมาณปี 2008 เป็นช่วงเวลาที่ยากที่สุดในการหาผู้ร่วมทุน เนท เล่าว่า นักลงทุนส่วนใหญ่บอกว่ามันไม่น่าจะมีตลาดใหญ่พอ และไม่คิดว่าจะประสบความสำเร็จ เพราะนักลงทุนจะเป็นคนมีเงินซึ่งไม่ได้มีแนวความคิดว่าอยากจะไปนอนบ้านใคร เพราะว่าเขามีศักยภาพทางการเงินมากพอที่จะจองโรงแรมดีๆ ได้อยู่แล้ว และสุดท้ายลูกค้าจะมีความไว้ใจได้อย่างไร ในการไปนอนพักข้างบ้านคนอื่น

“จึงกลับมาคิดกันว่าจะมีความเป็นไปได้ไหม จากประสบการณ์ที่เราได้เปิดแล้วได้สัมผัส เชื่อว่าเราน่าจะมีคนที่คิดแบบเดียวกับเรามากพอที่จะเข้ามาใช้บริการเหล่านี้ในที่สุด แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมด พวกเขาเชื่อว่าธุรกิจที่เริ่มต้นจากที่นอนเป่าลมของพวกเขาจะไปได้แน่นอน

“การแก้ปัญหาทางธุรกิจในช่วงเริ่มต้น สิ่งแรกที่เราทำ ก็คือ จะต้องมีทำโปรไฟล์ของผู้ที่จะเข้ามาเป็นโฮสต์ (เจ้าของบ้าน) และลูกค้า ด้วยการทำประวัติเล่าความเป็นมาของทั้งสองฝ่าย เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจมีทั้งรูปและประวัติ เวลาที่เข้ามาพักด้วยกันจริงๆ จะได้รู้ความเป็นมาของกันและกัน

“ต่อมา ก็คือ วิธีการจ่ายเงินทางแอร์บีเอ็นบีจะเป็นคนกลางในการรับเงิน ในกรณีที่ลูกค้ามีปัญหาได้บ้านที่ไม่ตรงกับรูป หรือมีปัญหาอื่นๆ จะได้ทำการคืนเงินได้ และสุดท้าย ก็คือ การรีวิว ทั้งเจ้าของบ้านและลูกค้า รีวิวซึ่งกันและกัน เฉพาะที่มีการจ่ายเงินเรียบร้อยเท่านั้น ซึ่งทำให้เจ้าของบ้านรู้ว่าพฤติกรรมของลูกค้าเป็นอย่างไร และลูกค้าก็จะได้รู้การบริการของเจ้าของบ้าน ช่วยในการตัดสินใจได้มากขึ้น” เนท เล่าอย่างตั้งใจ

 

 

อย่างไรก็ดี เนท ยังได้เผยถึงเคล็ดลับที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขาทำว่า ผมคิดว่าบทเรียนที่ได้นั้นแรกสำหรับผม ก็คือ เราสามารถที่จะสอนให้ตัวเองทำอะไรก็ได้ตามที่เราต้องการ ต่อมาก็คือเรื่องของความมั่นใจในตัวเอง ด้วยความที่เราเขียนโปรแกรมแล้วมีคนตอบรับให้ความสนใจมาโดยตลอด ความสำเร็จในการเขียนโปรแกรมแต่ละครั้งก็จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีความมั่นใจในการที่จะสร้างผลงานชิ้นต่อไป

“อีกอย่างหนึ่งที่คิดว่าทำให้ตัวผมประสบความสำเร็จ ก็คือ สิ่งที่คุณพ่อสอนมาว่า หากเรามีความตั้งใจจะทำอะไรแล้วเรามีความมุ่งมั่นพยายามมากพอที่ทำสิ่งนั้นจริงๆ เราก็จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน นี่คือ แนวคิดหลักในการที่ผมใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ว่าไม่มีอะไรที่ยากเกินความสามารถของเราที่จะเรียนรู้จนประสบความสำเร็จ ไม่จำเป็นต้องไปขอร้องคนอื่น ทำให้เราสามารถสอนตัวเอง เหมือนผมเรียนรู้จนประสบความสำเร็จจากหนังสือทั้งหมด

“นับจากเล่มแรก ก็คือ หนังสือที่วางอยู่บนชั้นวางหนังสือของคุณพ่อ ที่ผมหยิบเอามาอ่านจึงเกิดแรงบันดาลใจที่อยากจะเรียนรู้ต่อว่าการเขียนโปรแกรมนั้นทำอย่างไร พอถึงช่วงคริสต์มาสผมก็จะขอของขวัญคุณพ่อเป็นหนังสือเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมความยาวประมาณ 500 หน้า ชื่อหนังสือเล่มนั้น ก็คือ เขียนโปรแกรมด้วยตัวเองให้ได้ภายใน 21 วัน แต่ผมใช้เวลาประมาณ 30 วัน (หัวเราะอารมณ์ดี) อาจจะไม่ได้ 21 วัน ตามที่ชื่อหนังสือบอก แต่นั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมมีถึงทุกวันนี้”

สุดท้าย ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์แอร์บีเอ็นบี แนะนำกับสตาร์ทอัพชาวไทย ก็คือ เรื่องความมุ่งมั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการที่จะทำให้ธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ทุกคนจะต้องมีช่วงที่ยากเย็นแสนเข็ญเป็นจุดที่จะต้องเดินถอยหลังกลับมา หรืออาจจะมีความคิดที่ใจอยากจะล้มเลิก แต่จงเปลี่ยนอุปสรรคเหล่านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องเรียนรู้ปรับปรุงตัวและแก้ไขให้ธุรกิจเดินหน้าได้ต่อไปในอนาคต

ในขณะเดียวกัน ถ้ามีความมุ่งมั่นและความสามารถที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและค้นหาสิ่งใหม่ๆ พัฒนาตัวเองตลอดเวลา โอกาสประสบความสำเร็จก็จะมีเพิ่มมากขึ้น

 

พลากร ผินทอง เชฟเบเกอรี่สุดครีเอท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/513651

พลากร ผินทอง เชฟเบเกอรี่สุดครีเอท

เก็ต-พลากร ผินทอง เชฟเบเกอรี่หนุ่มไฟแรงวัย 34 ปี เลือกเดินบนเส้นทางอาชีพเชฟขนมเพราะมีโอกาสได้เข้าไปสัมผัสกับประสบการณ์การทำงาน จนสามารถต่อยอดทักษะของตัวเองให้กลายเป็นอาชีพที่ใช่เหมือนอย่างในปัจจุบัน

“เดิมทีแล้วผมเรียนจบมาทางด้านการโรงแรม หลักสูตรแบบ 2 ปี จนได้รับประกาศนียบัตรมา และเมื่อทราบว่าที่ออสเตรเลียมีสถาบันที่สามารถโอนหน่วยกิตเพื่อไปเรียนต่อที่นั่นได้ ผมจึงตัดสินใจไปเรียน แต่พอได้เรียนจริงๆ กลับรู้สึกว่าทำไมมันยังไม่ใช่สิ่งที่เป็นตัวเราจริงๆ ผมจึงเรียนได้แค่ 1 ปี และหยุดเรียนเพื่อค้นหาตัวเอง ระหว่างนั้นก็หางานพาร์ตไทม์ทำควบคู่ไปด้วย โดยทำงานในครัวของโรงแรม 3 ดาว

 

หลังจากทำพาร์ตไทม์ได้ 1 ปี ผมก็ลองไปสมัครงานร้านเบเกอรี่ หลังเห็นประกาศรับสมัครงานในหนังสือพิมพ์ ซึ่งเขียนว่าแม้ไม่มีประสบการณ์ในการทำเบเกอรี่ก็รับ ผมจึงสมัครไปแล้วได้งานในร้านที่ชื่อว่า เบเกอร์ส ดีไลท์ (Bakers Delight) ที่เมืองเพิร์ท ตอนนั้นผมทำเบเกอรี่ไม่เป็นสักอย่าง แต่เชฟที่ร้านก็สอนให้ ผมจึงทั้งฝึกฝนฝีมือทั้งทำงานไปด้วย เรียกว่าช่วง 6 เดือนแรกนี่ลุยเต็มที่ แถมทางร้านยังส่งไปเรียนคอร์สวิชาชีพการทำขนมปังอีกด้วย”

หลังจากทำงานที่นี่ได้สักพัก ผมก็จำเป็นต้องย้ายที่ทำงานด้วยเหตุผลในการขอต่ออายุวีซ่า คือตอนนั้นผมใช้วีซ่านักเรียนอยู่ ถ้าย้ายออกไปอยู่นอกเมืองก็จะทำให้ต่อวีซ่าได้ง่ายขึ้น ซึ่งร้านเบเกอรี่ที่ผมย้ายไปทำนั้น เจ้าของร้านก็เป็นเพื่อนกับเจ้าของร้านแรกนั่นเอง พอทำได้สักพักผมก็ย้ายที่ทำงานอีกครั้ง โดยไปอยู่ที่เมืองบัสเซลตัน ทางตอนใต้ของเพิร์ท ที่ร้านใหม่นี้ผมจะทำขนมปังเป็นหลัก แต่ก็มีทำเบเกอรี่บ้างนิดหน่อย ทำให้ผมมีโอกาสได้เรียนเกี่ยวกับการทำเบเกอรี่เพิ่มเติมอีกหลายปี พร้อมกับทำงานไปด้วยจนเรียนจบ”

ต่อมาเจ้าของร้านขายกิจการให้คนอื่น เขาจึงเปลี่ยนที่ทำงานอีกครั้ง เพราะอยากลองหาประสบการณ์ใหม่ๆ “ผมได้ไปทำงานในร้านทำช็อกโกแลต ที่มาร์กาเรต ริเวอร์ (ออกจากเมืองบัสเซลตันไป 15 กม.) ที่นี่ผมได้ฝึกฝนการทำช็อกโกแลตอยู่ 6 เดือน ด้วยความที่ร้านช็อกโกแลตแห่งนี้เป็นช็อกโกแลต แฟกทอรี คนทั่วไปจึงสามารถมายืนดูตอนเราทำขนมผ่านกระจกร้านได้

ระหว่างที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ก็มีช่วงที่ผมบินกลับมาเยี่ยมครอบครัวที่เมืองไทยทุกปี กระทั่งปี 2012 ผมจึงตัดสินใจบินกลับมาทำงานที่เมืองไทย โดยเป็นครูสอนทำขนมที่สถาบันไอ-ทิม หรือ International Hotel and Tourism Industry Management School (I-TIM) อยู่ 2 ปี ที่จริงงานสอนทำขนมเป็นงานที่ดีและสบายนะ แต่ผมก็อยากหาประสบการณ์เพิ่มเติมในชีวิตอีกแหละ เมื่อมีโอกาสได้งานที่เมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ผมก็ตัดสินใจลองไปทำดู โดยเป็นเชฟขนมประจำบริษัท ฟีล กรุ๊ป ในเมืองย่างกุ้ง ซึ่งมีชื่อเสียงทางด้านอาหารเมียนมา ตอนนั้นบริษัทกำลังจะเปิดร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งขึ้นพอดี งานของผมคือการคิดเมนูขนมต่างๆ ที่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเค้กให้กับบริษัท”

เก็ต เล่าว่า หลังจากทำงานที่เมียนมาได้ 1 ปี เขาก็ได้งานที่โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ ในตำแหน่งเชฟเบเกอรี่ โดยดูแลการทำขนมปังและเบเกอรี่ทั้งหมดของโรงแรม หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่ 1 ปี เขาก็ได้มาเป็นหัวหน้าเชฟแผนกเบเกอรี่ของโรงแรมอนันตรา สาทร กรุงเทพฯ จนถึงปัจจุบัน

“หน้าที่โดยรวมของผมที่โรงแรมอนันตราฯ ก็คือเป็นหัวหน้าแผนกเบเกอรี่ ดูแลเรื่องการทำขนมปังและเบเกอรี่ให้กับห้องอาหารต่างๆ ในโรงแรมทุกวัน พร้อมกับดูว่าช่วงนั้นๆ ที่โรงแรมมีอีเวนต์อะไรบ้าง อีกอย่างผมจะดูแลเรื่องขนมหวานและเบเกอรี่ทั้งหมดในไลน์เบรกฟาสต์ หรืออาหารเช้า ซึ่งผมอาจจะไม่ได้ลงมือทำเองทั้งหมด แต่ก็จะมีพนักงานคนอื่นๆ ร่วมช่วยทำด้วยครับ

สำหรับการครีเอทเบเกอรี่เมนูใหม่ๆ ส่วนใหญ่เวลาคิดขึ้นมาแล้ว ผมจะปรึกษากับเชฟประจำห้องอาหารซูม สกาย เลานจ์ (Zoom Sky Lounge) และซูม สกาย บาร์ แอนด์ เรสเทอรองต์ (Zoom Sky Bar & Restaurant) ทุกครั้ง เพราะเราต้องทำงานด้านอาหารและขนมด้วยกัน จากนั้นเราก็จะช่วยกันออกความเห็นว่า เมนูขนมที่เราคิดขึ้นใหม่นั้นดีพอหรือสมควรจะบรรจุลงในห้องอาหารหรือไม่

ล่าสุดที่เราคิดกันก็คือเมนูขนมชื่อว่า ‘เซน’ ซึ่งประกอบด้วยช็อกโกแลตที่ทำให้รูปลักษณ์ดูคล้ายๆ กับก้อนหิน 3 ก้อน ที่ข้างในจะเป็นเนื้อมูสนุ่มๆ และตกแต่งจานให้ดูเหมือนสวนเซนของญี่ปุ่น

แล้วก็มีเมนู ‘Golden Eggs’ หรือไข่ทองคำ ที่เนื้อด้านในเป็นเนื้อลิ้นจี่ผสมไข่แดงและเนื้อเสาวรส โดยตัวเปลือกไข่ด้านนอกทำจากช็อกโกแลต พ่นด้วยสีผสมอาหารสีทอง แล้วใช้โรตีสายไหมมารองด้านล่างทำเป็นรัง เป็นต้น ซึ่งคอนเซ็ปต์หลักของขนมที่นี่จะเป็นสไตล์อินเตอร์ผสมผสานกับความเป็นไทย แล้วจะเน้นการพรีเซนเทชั่นให้สวยงามแปลกตา แต่พอรับประทานแล้วรสชาติก็ยังคงความอร่อย”

เก็ต บอกว่า จุดเด่นของเขาก็คือการทำเบเกอรี่ที่มีรูปลักษณ์แปลกใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นความถนัดของเขาอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ ที่ผ่านมาเขามักจะสังเกตเทรนด์ของขนมจากต่างประเทศอยู่เสมอ แล้วนำมาปรับสไตล์ให้เป็นตัวเองด้วยการสร้างสรรค์ขนมเมนูใหม่ที่ดูแปลกตาขึ้นมา

“อย่างเบเกอรี่หรือขนมที่จะทำให้ชิมในวันนี้ ที่จริงแล้วมันก็คือเค้กแบล็กฟอเรสต์นั่นแหละ ซึ่งส่วนผสมหลักก็จะมีวิปปิ้งครีม ลูกเชอร์รี่เชื่อม และเนื้อเค้กแบล็กฟอเรสต์ แต่พรีเซนเทชั่นเมนูของผม หน้าตาขนมจะแตกต่างออกไปจากแบบเดิมๆ ซึ่งแต่ละเมนูจะใช้ทั้งวัตถุดิบที่มีในบ้านเรา และวัตถุดิบจากต่างประเทศผสมผสานกัน

 

 

 

ปัจจุบันผมทำงานที่นี่มาได้ 7 เดือนแล้ว ในอนาคตก็คิดไว้ว่าอยากจะครีเอทเบเกอรี่หน้าตาใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ แต่ก็อาจจะพัฒนาต่อยอดโดยใส่ความเป็นขนมไทยลงไป หรือไม่ก็ทำเมนูขนมไทยที่มีรสชาติอร่อยแบบไทยๆ ให้รูปลักษณ์ดูมีความโมเดิร์นมากยิ่งขึ้นครับ”

เอาเป็นว่าใครที่อยากชิมขนมฝีมือเชฟหนุ่มสุดติสต์และสุดแสนจะครีเอทคนนี้ ก็มาได้ที่ซูม สกาย เลานจ์ (ชั้น 38) และร้านฮันเดรด อีสต์ (ชั้น 2) ของโรงแรมอนันตรา สาทร กรุงเทพฯ ได้เลย &O5532;

 

ณิชชา ธนาลงกรณ์ ‘ทุกอย่างจะไม่สูญ ถ้าท้อแต่ไม่ถอย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/513440

ณิชชา ธนาลงกรณ์ ‘ทุกอย่างจะไม่สูญ ถ้าท้อแต่ไม่ถอย’

จากก้าวแรกถึงวันนี้ สาวร่างเล็กที่พกพาความมั่นใจมาเต็มร้อยยอมรับแบบไม่กลัวเสียฟอร์มเลยว่า ไม่ง่ายเลย ล้มลุกคลุกคลานมาเยอะ เคยท้อถึงขั้นอยากจะทิ้งทุกอย่างก็หลายหน แต่เหตุผลเดียวที่บอกตัวเองให้สู้ต่อคือ แพชชั่น

เติบโตมาจบครบ 4 ปีแล้วสำหรับแบรนด์ไทยน้องใหม่อย่าง “ณิชชา” (Nicha) ผลผลิตจากความตั้งใจและแพชชั่นที่มีต่อแฟชั่นของ ณัฐ-ณิชชา ธนาลงกรณ์ ทายาทแบรนด์ชุดชั้นในจินตนา ลูกสาวคนเดียวของวิยะดา ธนาลงกรณ์ และโสฬส เอี่ยมอมรพันธ์

“ณัฐรักแบรนด์นี้ เพราะแบรนด์ณิชชาเกิดจากความรักในศิลปะและแฟชั่นของณัฐ ณัฐรักทีมงานทุกคนที่ต่อสู้ด้วยกันมา แบรนด์นี้สอนอะไรณัฐหลายอย่าง จากเด็กผู้หญิงที่ไม่รู้อะไรเลย อาศัยว่าเรียนด้านไฟน์อาร์ต ชอบวาดรูป พอมีพื้นฐานด้านศิลปะและการออกแบบ แต่ความรู้ด้านธุรกิจเท่ากับศูนย์ พอมาทำแบรนด์ต้องเริ่มเรียนรู้ใหม่หมด ตั้งแต่เรื่องต้นทุน การบริหารให้อยู่รอด” สาวสวยที่วันนี้ดูเซ็กซี่ในชุดลูกไม้สีขาว ผลงานล่าสุดจากคอลเลกชั่น Reminiscence ซึ่งเธอถ่ายทอดความรู้สึกคิดถึงคุณยายอย่างสุดหัวใจออกมาเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ภาคภูมิใจ

ณัฐ บอกเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย แต่แฝงไปด้วยความเศร้านิดๆ เมื่อพูดถึงคุณยายผู้เป็นที่รัก “ทำแบรนด์มา 4 ปี คอลเลกชั่นนี้เป็นคอลเลกชั่นที่ 8 ตอนที่จะเริ่มทำก็มีตันๆ บ้าง คิดไม่ออก ในช่วงที่ณัฐพยายามกระตุ้นให้ตัวเองมีไฟในการทำงานอีกครั้ง

ณัฐคิดถึงคุณยาย ซึ่งท่านเป็นแรงบันดาลใจให้ณัฐอยากทำแบรนด์ ณัฐเลยเลือกนำความคิดถึงนี้มาถ่ายทอดในผลงาน จะเห็นว่าคอลเลกชั่นนี้ณัฐหยิบเอาลูกไม้ บราคอร์เซตมาใส่ ให้กลิ่นอายของแฟชั่นยุคทศวรรษที่ 1950 แบบไทยๆ ย้อนวันวานไปสมัยคุณยายยังสาวและเริ่มต้นสร้างแบรนด์ชุดชั้นในจินตนา”

สำหรับเด็กผู้หญิงที่มีคุณยายเป็นไอดอลมาตลอดชีวิต เธอบอกว่าคุณยายเป็นตัวอย่างของผู้หญิงเก่งและแกร่ง สร้างธุรกิจมาด้วยตัวเอง “คุณยายณัฐเท่และสตรองมาก ท่านไม่เพียงเป็นตัวอย่างในเรื่องของการทำงาน แต่ยังเป็นเจ้านายที่ดี ดูแลลูกน้องอย่างดี ในขณะเดียวกันยังทำหน้าที่ในฐานะยายและแม่ที่ดีได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง 

 

เวลาที่ณัฐท้อแท้ ณัฐจะคิดเสมอว่าตอนที่คุณยายสร้างธุรกิจก็ไม่ได้ใช้เวลาแค่ไม่กี่ปี แต่กว่าจะสร้างแบรนด์ได้ ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 ปี เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่ณัฐพยายามทำอยู่คือการค่อยๆ สร้างแบรนด์ณิชชา”

ดีไซเนอร์ไซส์มินิ แต่มีเลือดนักสู้อยู่เต็มตัว บอกเล่าด้วยแววตาเป็นประกายว่า ช่วง 3 ปีแรกของการทำแบรนด์ เหมือนการค้นหาตัวเอง ยังอยู่ในช่วงลองผิดลองถูก แต่พอก้าวสู่ปีที่ 4-5 ถึงจะเป็นช่วงที่ค้นหาตัวเองเจอแล้ว สำหรับณิชชาเองก็เช่นกัน หลังจากเข้าสู่ปีที่ 4 ณัฐคิดว่าตอนนี้เราเริ่มค้นพบแล้วว่าแบรนด์เราอยู่ตรงไหน และจะสร้างสตอรี่ของแบรนด์เราต่อไปอย่างไร

“ถ้าเข้าไปในไอจีของแบรนด์ตอนนี้ จะเห็นว่าแต่ละภาพที่โพสต์ลงไปถูกออกแบบมาแล้วว่าให้ร้อยเรียงกัน ทั้งหมดเกิดจากกระบวนการคิดเป็นอย่างดี เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของแบรนด์ณิชชาออกมาในแบบที่เราตั้งใจ

รูปทุกรูปที่เห็นณัฐเป็นคนรีทัชเองหมด เรามีทีมงานที่ทำหน้าที่คิดแคปชั่น เพื่อบรรยายในแต่ละภาพโดยเฉพาะ เราคิดเสมอว่าเราไม่ได้แค่ต้องการทำเสื้อผ้าเพื่อขาย แต่เรากำลังนำเสนอเรื่องราวและแรงบันดาลใจผ่านเสื้อผ้า ณัฐอยากให้ผลงานที่เราทำออกมาเป็นที่จดจำ

ณัฐคงไม่กล้าเอาแบรนด์เราไปเปรียบเทียบกับปราดา (Prada) แต่แค่มาลองนั่งคิดดูว่าทำไมลูกค้าถึงยอมจ่ายเงินมากมายเพื่อซื้อปราดา ทั้งที่อาจจะไม่ได้ชอบทุกคอลเลกชั่นที่ออกมา คำตอบคือที่ซื้อเพราะเรามีความเชื่อในแบรนด์ ณัฐถึงได้บอกว่าเราพยายามพัฒนาตัวเองให้ดีที่สุด พยายามสร้างแบรนด์ของเราให้แข็งแกร่ง เจอข้อบกพร่องตรงไหนก็พยายามปรับ”

จากวันแรกที่ล้มแล้วลุกมาหลายครั้ง วันนี้ณิชชามาถึงจุดที่พอยิ้มได้ เริ่มมีลูกค้าต่างประเทศ ทั้งจีน อินเดีย ออสเตรเลีย และยุโรป แม้จะเป็นเพียงก้าวเล็กๆ แต่ก็เป็นกำลังใจให้เดินต่อไป

“เมื่อไหร่ที่ณัฐท้อแล้วหยุด ทุกอย่างที่ทำมาจะสูญเปล่า เงินทุนที่ณัฐยืมคุณแม่มา กำลังใจจากคนรอบข้างที่ให้เรามาตลอดก็สูญเปล่า ณัฐคิดเสมอว่าณัฐไม่มีอะไรจะเสียไปมากกว่านี้ ถึงณัฐจะไม่ได้ถูกเลี้ยงมาแบบให้มีความอดทนต่ออุปสรรคสูง แต่ครั้งนี้ณัฐสู้สุดใจ เพราะณัฐรู้ว่าเป้าหมายของณัฐคืออะไร ณัฐอยากเป็นใคร ณัฐอยากเป็นแบบคุณยาย เพราะฉะนั้นณัฐต้องอดทน และไม่หยุดที่พัฒนาตัวเองตลอดเวลา เพราะถึงแม้เราจะไม่ได้เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับแบรนด์อื่น หรือคิดว่ากำลังแข่งกับใคร แต่เมื่อไหร่ที่เราหยุด คนอื่นก็จะวิ่งแซงหน้าเราไป”

สาวสวยยังเปิดอกเผยแบบตรงไปตรงมาอีกว่า ช่วงท้อหนักๆ เคยคิดว่าแค่ปิดแบรนด์แล้วไปเรียนต่อเมืองนอกก็ได้ “แต่พอคิดว่านั่นเป็นทางออกหรือการวิ่งหนีปัญหา ด้วยการหลอกตัวเองว่าฉันมาเรียนต่อ ไม่ได้ทำธุรกิจล้มเหลวมา ณัฐเลือกขอสู้อยู่ตรงนี้ดีกว่า

เป้าหมายของณัฐจากนี้คือ อยากให้แบรนด์ณิชชาได้ไปอวดโฉมบนเวทีแฟชั่นระดับโลก และสามารถครองตลาดแฟชั่นในประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะถึงแม้ตอนนี้จะเริ่มมีลูกค้าต่างชาติ แต่ก็ยังไม่ได้มีตลาดของประเทศไหนที่พูดได้ว่าเป็นลูกค้าหลักของเรา ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับว่าคอลเลกชั่นที่ออกมาถูกใจลูกค้าชาติไหนมากกว่า”

นอกจากเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมแล้ว ณัฐยังวาดฝันว่าจะทำอย่างไรให้แบรนด์เติบโตอย่างยั่งยืน “ณัฐว่าการทำแบรนด์เสื้อผ้าก็เหมือนการขึ้นเขา พอเดินขึ้นมาถึงจุดหนึ่ง ก็จะเจอกับจุดให้พักชมวิว ก่อนจะเดินขึ้นไปต่อ ซึ่งถ้าใครเลือกที่ไม่ไปต่อ ก็มีทางเดียวคือต้องเดินลงเท่านั้น สำหรับณัฐ มาถึงวันนี้คิดว่าตัวเองทำดีที่สุด เต็มที่ที่สุดแล้ว และจะเดินหน้าต่อไปอย่างดีที่สุด

ถ้าถามณัฐวันนี้ว่าหากย้อนเวลากลับไปได้จะเลือกเดินถนนเส้นนี้ไหม แน่นอนค่ะ” ณัฐตอบด้วยแววตามุ่งมั่น ก่อนจะคลี่ยิ้ม และพูดติดตลกว่า ถ้ามาถามเมื่อ 2 ปีที่แล้ว คงบอกว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ณัฐขอไม่เริ่มต้นแบรนด์นี้ดีกว่า (หัวเราะ)

ดีไซเนอร์คนเก่งยังบอกด้วยว่า ตั้งแต่เปิดแบรนด์มาเธอเก็บผลงานการออกแบบทุกชิ้นไว้ใส่เองทั้งหมด ส่วนหนึ่ง เพราะผลงานที่ออกแบบเองย่อมถูกใจเธอที่สุดเป็นธรรมดา แต่อีกเหตุผลคือเพื่อนำผลงานทุกชิ้นมาศึกษาหาข้อบกพร่องเพื่อแก้ไข

“ณัฐรับฟังทุกความคิดเห็นทั้งติและชม ณัฐคิดว่าคนเราสำคัญคือต้องรู้จักให้กำลังใจตัวเองและตำหนิตัวเองให้เป็น เวลาที่ณัฐรู้สึกท้อ ณัฐจะเดินไปหน้ากระจกและให้กำลังใจคนในกระจก แต่วันไหนที่ณัฐรู้ว่าตัวเองกำลังเหลิง ทำตัวไม่โอเค ก็จะเดินไปตำหนิคนในกระจกเหมือนกัน

หลายคนอาจจะมองว่าณัฐเกิดมาในครอบครัวที่เลี้ยงดูณัฐได้ ไม่จำเป็นต้องมาลำบากสร้างแบรนด์ ณัฐยอมรับนะคะว่าจริง แต่ถ้าณัฐทำอย่างนั้น ถามว่าความภูมิใจในชีวิตของณัฐคืออะไร ณัฐอยากประสบความสำเร็จด้วยตัวณัฐเอง ณัฐมีเป้าหมายในชีวิต และกำลังพาตัวเองไปให้ถึง แม้ว่าจากจุดที่ณัฐยืนตอนนี้จะอีกไกลก็ตาม” สาวรุ่นใหม่ที่มีมุมมองการใช้ชีวิตน่าสนใจกล่าวทิ้งท้าย

 

วศุมา คณาธนะวนิชย์ บริหารธุรกิจแบบคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2560 เวลา 14:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/513234

วศุมา คณาธนะวนิชย์ บริหารธุรกิจแบบคนรุ่นใหม่

วศุมา คณาธนะวนิชย์ หรือนูนู่ วัย 27 ปี ลูกสาวคนโตของหญิงเก่งแห่งวงการโรงแรม ปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ผู้คร่ำหวอดในธุรกิจนี้มาอย่างยาวนาน และปลุกปั้นโรงแรมรีเจ้นท์ ชะอำบีช รีสอร์ท ต่อจากคุณพ่อจนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ล่าสุดได้ส่งไม้ต่อให้กับทายาทรุ่นที่ 3 “นูนู่” ลูกสาวสุดที่รักรับช่วงบริหารงานต่อในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจของโรงแรม“นู่เรียนจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก สคูล ออฟ โอเรียนทัล แอนด์ แอฟริกัน สตัดดีส์ ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งถือว่าเรียนตามรอยคุณแม่เลยก็ว่าได้ เมื่อเรียนจบก็กลับมาอยู่ที่เมืองไทย 1 ปี โดยช่วงนั้นนู่ได้ค้นหาตัวเองโดยการไปฝึกงานในหลายๆ ที่ ทั้งกลุ่มบริษัทอสังหาฯ บริษัทโฆษณา บริษัทหลักทรัพย์และการเป็นโบรกเกอร์ เพื่อให้รู้ว่าจริงๆ แล้วตัวเองชอบทางด้านไหน

ลังจากนั้นนู่ก็บินไปเรียนต่อปริญญาโทด้านกลยุทธ์การตลาดที่อิมพีเรียล คอลเลจ ประเทศอังกฤษจนจบ (ได้เกียรตินิยมอันดับ 2) ซึ่งเป็นการตลาดที่เน้นในเรื่องของออนไลน์เป็นหลัก จึงน่าจะเหมาะกับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคนี้พอเรียนจบปริญญาโท นู่ก็พักสมองอยู่ 3-4 เดือน ตลอดระยะเวลานั้น ลึกๆ แล้วในใจก็ยังคิดถึงงานโรงแรมมาโดยตลอด ด้วยความที่คุณแม่ให้เวลาเราไปค้นหาตัวเองแล้ว ท่านจะไม่บังคับ แต่ในเมื่อเราตอบตัวเองได้ว่า ยังไงเราก็มีความผูกพันกับโรงแรมนี้มาตั้งแต่เด็ก นู่จึงเริ่มหันมาช่วยคุณแม่บริหารงานโรงแรมอย่างจริงจัง ตอนนี้ก็ทำมา 2 ปีได้แล้ว โดยเป็นผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจของ เดอะ รีเจ้นท์ กรุ๊ป ซึ่งไม่ได้ดูโรงแรมอย่างเดียว แต่ยังช่วยดูแลโรงเรียนสอนการโรงแรมของคุณแม่ด้วย และช่วยดูเรื่องการตลาดให้กับกลุ่มบริษัทด้วยค่ะ”

นูนู่บอกว่า หน้าที่ของเธอนอกจากการบริหารงานแล้ว ยังดูแลด้านการตลาดควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะการส่งเสริมช่องทางการขายห้องพัก โดยทำแพ็กเกจโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์ รวมทั้งดูแลโซเชียลมีเดียของโรงแรม ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก พร้อมกับเชิญคนดังๆ ตามเซ็กเมนต์ที่ต้องการจะเจาะตลาดมาพักด้วย

“สำหรับงานหลักด้านการพัฒนาธุรกิจ สิ่งที่นู่ทำตอนนี้ก็คือพยายามหาไอเดียใหม่ๆ โปรดักต์ใหม่ๆ จากการที่ตัวเองได้ไปท่องเที่ยว ได้ไปเห็นมา แล้วจะนำมาประยุกต์ใช้กับโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นการรีโนเวตห้องพักบางส่วน หรือการตกแต่งแลนด์สเคปโดยรอบโรงแรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้นู่ทำเสร็จมา 1 ปีแล้ว จึงถือเป็นผลงานแรกๆ ที่ได้เข้ามาช่วยบริหารงานด้วยความที่โรงแรมของเราเป็นโรงแรมขนาดใหญ่ที่มีห้องพักถึง 559 ห้อง จึงมีลูกค้าทั้งคนที่มาพักผ่อนเป็นครอบครัว คู่รัก กลุ่มเพื่อนๆ และกลุ่มประชุมสัมมนา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนไทย แต่ก็มีกลุ่มลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยวชาวยุโรปด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าประจำที่มาพักครั้งนึงยาวไปเลย 3 เดือน

ซึ่งโรงแรมเรามีตลาดลูกค้ากลุ่มนี้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่อยากพัฒนาคือการมองหาตลาดอื่นๆ เพิ่มเติม โดยมองว่ามีวิธีไหนที่จะสามารถทำตลาดได้มากขึ้น และตอนนี้ก็อยากจะเข้าถึงกลุ่มนิชมาร์เก็ตให้ได้ พูดง่ายๆ ว่าเราบริหารงานด้วยมุมมองของคนรุ่นใหม่ แต่ก็ต้องมีการปรึกษาคุณแม่ด้วยว่าเห็นชอบด้วยมั้ยอยู่ตลอดค่ะ”

นูนู่บอกว่า งานของเธอนอกจากต้องคุยเรื่องการตลาดกับผู้บริหาร ฝ่ายการตลาด และพนักงานในโรงแรมแล้ว ยังต้องมีการพูดคุยกับลูกค้าเพิ่มเติมด้วย เพื่อดูว่าลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการอะไร เพราะการที่ได้พูดคุยกับทุกฝ่ายอย่างทั่วถึง จะทำให้ทราบถึงโจทย์และทิศทางในการพัฒนาธุรกิจไปในตัวด้วย“ตอนนี้นอกจากโฟกัสธุรกิจโรงแรมไปสู่ลูกค้ากลุ่มต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว เรายังอยากเปิดตลาดไปสู่กลุ่มไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งถือเป็นกลุ่มตลาดใหม่ที่น่าจะมาแรงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ เพราะจุดแข็งของโรงแรมเราคือ มีพื้นที่ที่กว้างขวาง มีต้นไม้ใหญ่ๆ เยอะ โรงแรมติดหน้าชายหาดที่กว้าง จึงเหมาะกับตลาดผู้สูงวัยเป็นอย่างมาก

นอกจากโรงแรมรีเจ้นท์ ชะอำบีช รีสอร์ท ก็ยังมีเดอะ รีเจ้นท์ชาเลต์ ซึ่งอยู่บนพื้นที่เดียวกัน มีที่พักติดชายหาดเหมือนกัน แต่เดอะ รีเจ้นท์ ชาเลต์ จะเป็นที่พักสไตล์คอตเทจ ซึ่งมีความเป็นส่วนตัวมากกว่า ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่มาจากยุโรป ที่มักจะพักแบบยาวนาน ถ้าเป็นลูกค้าคนไทยก็จะเป็นกลุ่มที่ชอบใกล้ชิดกับธรรมชาติและชอบสัมผัสกับธรรมชาติจริงๆ”

สาวเก่งบอกว่า ตั้งแต่เข้ามาช่วยดูแลธุรกิจ แน่นอนว่าช่วงแรกๆ ก็อาจพบอุปสรรคบ้าง เนื่องจากพนักงานที่อยู่ด้วยกันมานาน อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจการบริหารงานแบบใหม่ๆ แต่เมื่อโรงแรมได้มีการพัฒนาธุรกิจขึ้น ก็ต้องมีการอธิบายให้พนักงานทุกคนได้เข้าใจโดยพูดคุยกันมากขึ้น เนื่องจากวิธีการทำงานของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน แต่เมื่อต้องมาทำงานร่วมกันก็ต้องมีการปรับตัวเข้าหากันให้ดีที่สุด

“เวลาทำงานร่วมกับพนักงานทุกคน นู่จะใช้วิธีคุยกันค่อนข้างเยอะ คุยกันตรงๆ เลยว่าลองเปลี่ยนดูมั้ย ลองทำแบบนี้ดูนะ เพราะเชื่อว่าน่าจะดียิ่งขึ้นไปอีก การที่นู่ได้มาบริหารงานตรงนี้เพราะเป็นลูกสาวเจ้าของโรงแรมก็จริงอยู่ค่ะ แต่สิ่งที่นู่ต้องทำก็คือ การพิสูจน์ให้ผู้ร่วมงานได้เห็นความสามารถของเรา ว่าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้จริง ซึ่งภารกิจตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายมากๆ เพราะรุ่นคุณตา และรุ่นคุณแม่บริหารงานและทำได้ดีมาตลอด ฉะนั้นเมื่อเข้ามาดูแล นู่ก็อยากจะทำให้ออกมาดีที่สุด เพราะเราก็เติบโตมากับโรงแรม เห็นมาตั้งแต่เด็ก จึงรู้สึกผูกพัน และอยากทำให้พนักงานมีชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อแขกที่มาพักได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดี ตัวเราก็แฮปปี้ไปด้วย

เคล็ดลับในการทำงานสำหรับนู่ก็คือ ต้องทำงานด้วยใจ มีความสุข สนุก และรักในงานที่ทำ ซึ่งคุณแม่ของเราก็เป็นแบบนั้น แม้บางทีจะมีช่วงที่รู้สึกท้อบ้าง แต่พอได้ไปทำงานจริงๆ มันก็สนุกและหายเหนื่อยไปได้ ส่วนใหญ่แล้วนู่จะทำงานอยู่ที่ออฟฟิศในกรุงเทพฯ แต่ก็ต้องเดินทางไปประชุมหรือดูงานที่ชะอำสัปดาห์ละครั้งค่ะ”

นูนู่เสริมว่า โรงแรมรีเจ้นท์ ชะอำบีช รีสอร์ท ปัจจุบันเปิดมาได้ 35 ปีแล้ว เธอจึงมีแผนในระยะยาวว่า อยากจะปรับปรุงห้องพักในโรงแรมไปเรื่อยๆ เพื่อเปิดตลาดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ให้มากขึ้น เพราะยุคนี้การแข่งขันด้านธุรกิจโรงแรมค่อนข้างสูง

“เมื่อมีการแข่งขันทางธุรกิจสูง เราก็ต้องหาจุดเด่นที่โรงแรมเรามี แล้วชูจุดเด่นนั้นให้เป็นข้อได้เปรียบ ถ้าให้บอกก็คือโรงแรมเรามีจุดแข็งในเรื่องพื้นที่กว้างขวาง โลเกชั่นที่ติดชายทะเล และความร่มรื่นของต้นไม้ อีกส่วนหนึ่งที่พิเศษคือความผูกพันของแขกที่มาพักกับตัวโรงแรม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าประจำ ทำให้เรารู้สึกภูมิใจแทนว่า ในยุคที่พ่อแม่เป็นหนุ่มสาวก็พาลูกๆ มาพักที่นี่ และในยุคนี้ที่พ่อแม่สูงวัยขึ้น ลูกๆ ก็พามาพักที่โรงแรมเราเช่นกัน จะพูดว่าเป็นเหมือนความผูกพันก็ว่าได้ ในอนาคตเรามีแผนว่าจะเพิ่มโรงแรมขนาดเล็กจำนวน 70-100 ห้องขึ้นอีก 1 แห่ง แต่ตอนนี้กำลังดูเรื่องการลงทุนและการประเมินงบประมาณอยู่ค่ะ”

สาวเก่งทิ้งท้ายว่า นอกจากเวลาทำงาน 5 วันใน 1 สัปดาห์แล้ว ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ถ้าอยู่กรุงเทพฯ เธอมักจะตื่นแต่เช้าเพื่อเข้าฟิตเนสออกกำลังกาย

“หากมีเวลาว่างนู่จะชอบไปเที่ยวทะเลในเมืองไทย ถ้าเป็นทริปต่างประเทศก็จะไปกับครอบครัว ซึ่งมีคุณพ่อ คุณแม่ นู่ และน้องชาย อย่างน้อยปีละ 3 ครั้ง ทุกครั้งที่ได้เดินทางท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน นู่จะคอยสังเกตดูการทำงาน ข้าวของเครื่องใช้ การตกแต่งของแต่ละสถานที่ เพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูลความรู้ด้วย เหมือนเป็นการเที่ยวไปด้วย ทำงานไปด้วย ซึ่งมันกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเราไปแล้ว”

 

นพ.สกิทา ม่วงไหมทอง คุณหมอพิธีกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2560 เวลา 13:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/513007

นพ.สกิทา ม่วงไหมทอง คุณหมอพิธีกร

หมอกริช-นพ.สกิทา ม่วงไหมทอง สูตินรีแพทย์ สาขาเวชศาสตร์มารดาและทารก แม้อายุจะ 30 ปลายๆ เข้าใกล้เลข 40 แต่หน้าดูยังอ่อนกว่าวัยไปหลายปี นอกจากเป็นแพทย์ด้านสูตินรี ด้านมารดาและทารกแล้ว คุณหมอยังถูกพูดถึงกลายเป็นประเด็นในโลกโซเชียล เมื่อเพจ Centennial Anniversary of Siriraj ob-Gyn ว่าเป็นคุณหมอสุดหล่อของศิริราช หรือถ้าจะทำอัลตราซาวด์ 4D ก็ย่อมได้

ถ้าคุณผู้อ่านมีภาพความทรงจำเก่าๆ ว่าคุณหมอจะต้องขาวๆ ตี๋ๆ ใส่แว่นหนาๆ ท่าทางเคร่งขรึมเป็นงานเป็นการ คงต้องลบความทรงจำเดิมๆ เพราะคุณหมอรุ่นใหม่สมัยนี้หน้าใสกิ๊งแต่งตัวทันสมัยไม่ตกเทรนด์แฟชั่น บางคนติดทำเนียบหมอหล่อบอกต่อด้วย เช่นเดียวกับคุณหมอหนุ่มรุ่นใหม่คนนี้ ที่คมเข้มรูปร่างสูงใหญ่ต่างจากภาพจำเดิมๆ ที่เคยเห็นมา

คอนเฟิร์มว่าตัวจริงล้อ-หล่อ เสียงเพราะนุ่มนวล สัมภาษณ์ไปยิ้มไปน่ารักอะไรเบอร์นั้น และล่าสุดคุณหมอยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นพิธีกรของรายการ เดอะ ดร.ออซ ไทยแลนด์ ซึ่งเพิ่งเริ่มออกอากาศไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการคัดเลือกหมอหนุ่มมาจากทุกภาควิชาของโรงพยาบาลศิริราช ส่งตัวมาแคสต์กว่า 10 คน จนสุดท้ายได้หมอกริช 

 

นพ.สกิทา มาดำเนินรายการคู่กับ เชียร์-ฑิฆัมพร ฤทธิ์ธาอภินันท์ คุณหมอเล่าว่า ไม่เคยทำงานพิธีกรที่อยู่ต่อหน้าสาธารณชนมากๆ เท่านี้มาก่อน เคยเป็นพิธีกรงานภายในเล็กๆ ในหมู่เพื่อนฝูงหรือคณะทำงาน ตื่นเต้นและเป็นกังวลมาก แต่เป็นงานของโรงพยาบาลเพื่อส่วนรวมก็ต้องพยายามให้เต็มที่ “โชคดีว่าทางทีมงานจ้างแอ็กติ้งโค้ชมาสอนการทำงานพิธีกร ซึ่งไปเรียนอยู่เดือนกว่า ตอนนี้อัดรายการมาเกือบ 10 เทปก็ดีขึ้นเรื่อยๆ มีพัฒนาการที่ดี คลายความตื่นเต้นอึดอัดลงไปได้บ้าง แต่ก็ยังตื่นเต้นทุกครั้งที่มาออกรายการ ดีหน่อยว่าเป็นงานที่อยู่ในสายวิชาชีพของเรา ทำให้เราไม่กังวลกับบท กับสคริปต์มากมายนัก ในรายการจะเชิญผู้ร่วมรายการซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นแพทย์  เป็นอาจารย์ เป็นรุ่นพี่ เป็นเพื่อน ที่เราพอมีความคุ้นเคยอยู่บ้างก็เลยช่วยได้เยอะ หลังจากออกอากาศไปเกือบเดือนก็เริ่มมีคนพอจำได้บ้าง” คุณหมอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

ทางด้านการศึกษานั้น คุณหมอจบมัธยมปลายจากโรงเรียนเตรียมอุดม จบปริญญาตรี ด้านสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา สาขาเวชศาสตร์มารดาและทารก คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล หลังเรียนจบไปใช้ทุนที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดเพชรบุรีอยู่ 3 ปี จึงกลับมาทำงานประจำเป็นหมอสูติอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชอยู่กว่า 10 ปี

นอกจากเป็นหมอสูติแล้ว ยังเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์อีกด้วย ควบคู่ไปกับการทำงานวิจัย “ตอนนี้ลงตรวจ รับฝากครรภ์ ทำคลอดน้อยลงแล้ว ไปสอนหนังสือกับทำงานวิชาการมากขึ้น ตอนจบใหม่ๆ เคยไปทำงานนอกเวลาที่โรงพยาบาลเอกชนอยู่สัปดาห์ละ 2 วัน ทำได้เพียงปีกว่า ก็ค้นพบว่าเราไม่เหมาะกับลักษณะการทำงานของภาคเอกชน เราชอบงานสอน งานวิจัยมากกว่า ก็เลยไม่ไปแล้ว แต่เราก็มีไปหุ้นกับเพื่อนหมอเปิดศูนย์อัลตราซาวด์ ตรวจภายใน เป็นงานหัตถการทางสูตินารี เป็นคลินิกเล็กๆ ซึ่งไปร่วมหุ้นแต่แทบจะไม่ค่อยไปได้ประจำการอะไร เพราะงานที่ศิริราชก็ล้นมือมากอยู่แล้ว เคยทำคลอด-ผ่าคลอด ถึงวันละ 5-6 รายก็บ่อยเลย” 

ตอนนี้พอมาทำงานพิธีกร ก็ถือว่าเป็นงานรูปแบบใหม่ๆ ที่เข้ามา ที่ได้เรียนรู้เพิ่มและได้ประสบการณ์ทำงานใหม่ๆ ซึ่งก็เป็นงานที่ต่อยอดและช่วยเปิดโลกทัศน์เพิ่ม และจะได้นำไปใช้ในงานสอนหนังสือให้นักศึกษาแพทย์เรียนได้สนุกไม่น่าเบื่อ เพราะก็ชอบงานสอนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อีกทั้งงานพิธีกรต้องทำให้สนใจรูปลักษณ์ของตัวเองมากขึ้น จากเดิมที่เรียบง่ายสบาย ก็ต้องหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น ต้องออกกำลังกายให้รูปร่างดูดี ไม่อ้วน คุมน้ำหนัก ไม่อย่างนั้นออกทีวีตัวจะใหญ่มาก

“ตอนนี้ก็เลยหันมาออกกำลังกายมากขึ้น เข้าฟิตเนส ยกเวต คาร์ดิโอ เพื่อให้ร่างกายดูมีมัดกล้ามไม่เผละ เลือกรับประทานมากกว่าเดิม (หัวเราะ) ก็ดีครับ ทำให้เราสนใจดูแลสุขภาพ มีวินัยกับตัวเองมากยิ่งขึ้น ทุกสัปดาห์จึงต้องพยายามไปออกกำลังกายให้ได้อาทิตย์ละ 3 ครั้ง”

คุณหมอเล่าต่อไปว่า ตอนเด็กก็เคยคิดอยากจะเป็นครูสอนหนังสือ เพราะมีคุณแม่เป็นอาจารย์ เห็นคุณแม่ทำงานก็อยากจะเป็นครูตอนเด็กๆ แล้วก็ชอบอ่านหนังสือมาก แต่พอโตขึ้นมาอยู่มัธยมเริ่มหันมาสนใจแนวสุขภาพมากขึ้น ชอบวิชาวิทยาศาสตร์ ก็เลยเปลี่ยนเส้นทางมาสายแพทย์ จะได้ช่วยเหลือคนอื่นด้วย เป็นงานที่มีเกียรติ ตามคำสอนของพระบรมราชชนกในรัชกาลที่ 9 ว่า จงปฏิบัติต่อคนอื่นเหมือนที่อยากให้คนอื่นปฏิบัติต่อตนเอง

คุณหมอกล่าวว่า ปัจจุบันสังคมโลกและประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ดังนั้นทางโรงพยาบาลห่วงทางด้านสุขภาพของผู้สูงวัย และโอกาสในการเข้าถึงการรักษา จึงคิดว่าการให้ความรู้เรื่องสุขภาพสำหรับคนทั่วไปเป็นสิ่งจำเป็นและไม่ต้องรอให้ชรา แต่เรียนรู้เรื่องสุขภาพตั้งแต่วัยหนุ่มสาวจะเป็นเรื่องที่ดี 

 

รายการนี้ก็เป็นรายการที่ให้ความรู้เรื่องสุขภาพทุกด้านของคนวัยหนุ่มสาวจนถึงสูงวัย ซึ่งให้ประโยชน์กับคนทุกเพศทุกวัย เป็นรายการสาระกึ่งบันเทิงแบบเกม เป็นเอ็ดดูเทนเมนต์ มีแอนิเมชั่น มีอินโฟกราฟฟิก มีอุปกรณ์ทางการแพทย์มาให้ทดลองจริงในรายการ ถือเป็นรายการสุขภาพรูปแบบใหม่รายการแรกที่จะนำเรื่องสุขภาพของคนไทยผสมกับไลฟ์สไตล์เข้ามา ทำให้รายการสุขภาพที่เป็นเรื่องหนักกลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

ทางโรงพยาบาลศิริราชเป็นผู้ร่วมสนับสนุนรายการนี้ เพื่อออกอากาศทางช่องทรู 340 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 11.00-12.00 น. รายการนี้โด่งดังมากที่สหรัฐอเมริกา คุณหมอกล่าวว่า ทางโรงพยาบาลศิริราชมุ่งชี้นำสังคมไทยในด้านสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิต คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จึงจับมือกับทรู เอ็กไซท์ เอชดี เปิดช่องทางสื่อสารความรู้ด้านสุขภาพในรูปแบบรายการโทรทัศน์ เดอะ ดร.ออซ ไทยแลนด์ รายการสุขภาพรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ และประสบความสำเร็จมาแล้วทั่วโลก

โรงพยาบาลศิริราชให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต มุ่งหวังให้คนไทยมีสุขภาพดีถ้วนหน้า เป็นความฝันที่ชาวศิริราชทุกคนอยากทำให้สำเร็จเพื่อผู้คนอีกจำนวนมากที่ต้องการความช่วยเหลือ การผลิตรายการ เดอะ ดร.ออซ ไทยแลนด์ จึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะมอบความรู้ด้านสุขภาพอย่างถูกต้อง ให้คนไทยหันมาดูแลสุขภาพตัวเองในเบื้องต้น ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการเจ็บป่วย การแออัดในโรงพยาบาล เพราะในปัจจุบันมีผู้ป่วยมารักษาตัวเพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยที่ศิริราชรองรับผู้ป่วยนอกร่วม 3 แสนคน/ปี และดูแลผู้ป่วยในเกือบ 9 หมื่นคน/ปี

สำหรับแม่แบบในการทำงานของคุณหมอนั้นก็คือพระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์ของชาวศิริราช ส่วนโรลโมเดลในงานพิธีกรนั้น คือ สัญญา คุณากร เพราะมีความเป็นธรรมชาติ เป็นตัวเอง ดูง่ายๆ สบายๆ เป็นธรรมชาติ พอดีๆ ไม่มากไม่น้อยเกินไป ไม่ต้องเก๊กหล่อหรือปรุงแต่งมากเกินไป

นอกจากนี้ ยามว่างคุณหมอจะชอบอ่านวรรณกรรมแปลแนวสืบสวนสอบสวน ที่ชอบมากก็คือแดน บราวน์ หากมีเวลาว่างก็จะไปทำงานจิตอาสาบ้าง เช่น ไปกับมูลนิธิ พอ.สว. ฯลฯ

 

ปรียวิศว์ นิลจุลกะ ศิลปินป๊อปร็อก ศิลปะป๊อปอาร์ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2560 เวลา 11:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/512832

ปรียวิศว์ นิลจุลกะ ศิลปินป๊อปร็อก ศิลปะป๊อปอาร์ต

เขามักสะท้อนสังคมผ่านภาพวาด อย่างล่าสุดซึ่งเป็นนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 5 เขาได้ใช้ศิลปะสะท้อนความรู้สึกของคนในสังคมในรูปแบบของการหยอกล้อ “ผู้พิทักษ์” ด้วยอารมณ์ขัน แต่แฝงไปด้วยความขมขื่น ประชดประชัน และชื่นชมในเวลาเดียวกัน กับเรื่องราวที่คนไทยมีประสบการณ์ร่วมกันไม่ว่าดีหรือร้าย

ชวนคิดและวิพากษ์กับภาพวาดสีฉูดฉาดในนิทรรศการศิลปะ Siam Rangers : เป็นฮีโร่มันเหนื่อยของศิลปินเสียงดี ปรียวิศว์ นิลจุลกะ หรือปาล์ม นักร้องนำวงอินสติงต์ (Instinct) ที่โด่งดังในบทบาทศิลปินนักร้องขวัญใจชาวป๊อปร็อก แต่ในวงการศิลปะเขาก็เป็นที่รู้จักในฐานะศิลปินป๊อปอาร์ต 

ปาล์มจบการศึกษาจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชาทัศนศิลป์ เอกจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร และเริ่มมีนิทรรศการศิลปะเดี่ยวครั้งแรกในชีวิตตั้งแต่อายุ 26 ปี

“เพราะไปจัดร่วมกับคนอื่นไม่ได้” เขากล่าวติดตลก ด้วยสีสันฉูดฉาด และสะท้อนเรื่องราวแบบชาวบ้านๆ อย่างนิทรรศการครั้งแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมที่คนแสดงออกมาโดยมีเพศเป็นแรงผลักดัน และสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งปัจจุบันในวัยเกือบ 40 ปี เขาได้หยิบยกเรื่องผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ หรือกลุ่มคนที่แต่งกายคล้ายตำรวจขึ้นมา ‘แซว’

 

 

“จริงๆ เรื่องราวที่ผมทำเป็นเรื่องดาร์ก แต่ว่าถ้าเราอยากให้คนเข้าใจในสิ่งที่ผมคิด ผมต้องทำให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ดังนั้น ผมเลยติ๊งต่างผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เป็นพาวเวอร์เรนเจอร์ หรือขบวนการยอดมนุษย์ 5 สี ซึ่งเป็นฮีโร่ที่ทุกคนรู้จัก และสื่อออกไปว่าเมื่อคุณอยู่ในชุดฮีโร่แล้ว คุณจะเป็นฮีโร่แบบไหน เป็นฮีโร่จริงๆ หรือฮีโร่แบบเล่นใหญ่แล้วจากไป”

 

นิทรรศการเดี่ยวครั้งนี้ ห่างจากครั้งที่แล้วเกือบ 7 ปี โดยได้จัดแสดงผลงานจิตรกรรม 21 ชิ้น และงานประติมากรรมขนาดเท่าคนจริงอีก 1 ชิ้น เขาใช้เวลาสร้างสรรค์ผลงานทั้งหมดมากกว่า 3 ปี และมีผลงานชิ้นสุดท้ายชื่อว่า Civil War

“งานของผมที่สีสันสดใสแต่ตัวเรื่องของมันจะค่อนข้างเครียด โดยทุกชิ้นเชื่อว่าคนดูจะเข้าใจความรู้สึกของผมเองที่ไม่ต้องให้ผมบอกว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน แต่ทุกคนจะรู้สึกได้ เพราะเป็นเรื่องของตำรวจที่ทุกคนได้รับรู้ตลอดเวลาทั้งแง่บวกและแง่ลบ ตำรวจเป็นอาชีพที่เข้าถึงคนไทยมากที่สุดอาชีพหนึ่ง ทุกคนเคยมีประสบการณ์บางอย่างกับตำรวจ ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือรับรู้ผ่านสื่อต่างๆ ผมเองก็เคยมีประสบการณ์กับตำรวจในหลายๆ แง่มุม ก็เลยเลือกนำเรื่องราวพวกนี้มาใช้ทำงานศิลปะ”

ระยะเวลา 3 ปีกว่าที่วาดภาพชุดนี้มา แม้ว่าภาพผู้ทักษ์ที่เขาวาดจะมีการปรับเปลี่ยนไปบ้าง ทว่าเรื่องราวในภาพไม่ได้เปลี่ยนไป เพราะไม่ว่ากี่ปีที่ผ่านไปสถานการณ์ในสังคมก็ยังเหมือนเดิม

ถึงกระนั้นปาล์มยังเชื่อว่า การทำงานศิลปะเป็นการทำงานด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ไม่ได้มุ่งโจมตีใคร แต่ใช้ผลงานศิลปะเป็นภาพสะท้อนความรู้สึกของคนในสังคม และแม้ว่าเขาจะสะท้อนเรื่องราวในสังคมหลายต่อหลายเรื่อง แต่ไม่เคยเล่นเรื่องนักการเมืองเลยสักที เพราะเขาเห็นว่าเรื่องการเมืองเป็นเรื่องน่าเบื่อ ไม่สนุก สัมผัสไม่ได้ และไม่รู้ความจริง ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถวาดภาพในสิ่งที่ไม่มีความรู้สึกร่วมได้ รวมถึงงานศิลปะไม่ได้เป็นเรื่องของความสวยความงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่คนดูจะได้รับรู้อะไรจากงานตรงหน้าบ้าง

“งานชุดนี้เราหยิบมาจากเรื่องจริงที่ทุกคนเคยเจอ หลายๆ คนอาจจะรู้สึกว่าเบื่อหรืออาจจะสิ้นหวังกับการทำงานของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ แต่ผมก็ไม่ได้จะไปต่อว่าตำรวจอย่างเดียว เรื่องราวของตำรวจในด้านดีก็มีการหยิบมานำเสนอเหมือนกัน แต่โดยมุมมองคือ เราเป็นคนช่างติ ช่างประชด ก็เลยพยายามทำออกมาให้มีความสนุกสนานอยู่ในนั้น” 

 

คนในแวดวงศิลปะจะทราบดีว่า งานศิลปะของเขาจะได้รับอิทธิพลจากการ์ตูนญี่ปุ่นหรือมังงะอยู่เสมอ เนื่องจากช่วงชีวิตวัยเด็กเขาเคยอาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่นนานกว่า 4 ปี และชื่นชอบผลงานของโทริยะมะ อะกิระ นักวาดการ์ตูนชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงจากการ์ตูนเรื่องอาราเล ที่มักเขียนตัวเองเป็นคนใส่หน้ากากมาปรากฏตัว ลายเซ็นมังงะจึงกลายเป็นเอกลักษณ์ของฝีแปรงของเขา เช่นเดียวกับบทเพลงที่เมื่อเปลี่ยนจากวงเกิร์ล มาฟอร์มวงใหม่เป็นวงอินสติงต์ แต่คนฟังก็ยังจำได้ว่าเป็นเพลงของนักร้องคนเดิม

“อาชีพศิลปินเป็นอาชีพในฝันมาตั้งแต่เด็ก แต่อาชีพนักร้องได้เป็นเพราะโอกาส” เขากล่าวต่อ “วันนี้เรามาถึงจุดที่เลิกไม่ได้เพราะผมยังอยากแต่งเพลง อยากร้องเพลง และยังอยากวาดรูป การทำงานศิลปะไม่ใช่งานอดิเรกหรือเป็นนักร้องว่างๆ แล้วมาวาดรูป แต่งานศิลปะเป็นอีกด้าน อีกสถานะ อีกอาชีพของผมเลย ซึ่งถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลาวาดมากกว่าศิลปินคนอื่น อย่างงานชุดนี้คนอื่นอาจใช้เวลาแค่หนึ่งปีกว่า แต่ผมต้องใช้เวลาสามปี เพราะผมเป็นคนจับปลาสองมือ (หัวเราะ) ไม่อยากเลือกว่าจะทำอะไรแค่อย่างเดียว เลยทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน ตอนกลางวันผมเป็นนักร้อง ตอนกลางคืนเป็นจิตรกรและค่อยนอนตอนใกล้เช้า

ถ้าถามว่า หากไม่ได้เป็นนักร้องแล้วเป็นแค่ศิลปินอย่างเดียวจะเลี้ยงชีพได้ไหม มันเลี้ยงเราได้ เพราะเราทำงานเพื่อขาย” แว่วมาว่า ผลงานในนิทรรศการสยามเรนเจอร์ส สนนราคาอยู่ที่ 6 หลัก “ผมไม่ได้ทำงานเพื่อเยียวยาจิตวิญญาณ เราทำงานโดยที่รู้ว่างานแบบไหนที่คนจะซื้อ งานแบบไหนที่แกลเลอรี่จะสนับสนุน ผมเลยเรียกมันว่าเป็นอาชีพ ไม่จำเป็นต้องบิ๊วตัวเองให้วาดภาพ เพราะมันเป็นสิ่งที่เราต้องทำเป็นหน้าที่”

สำหรับบทบาทนักร้อง เขาสารภาพว่า ตอนนี้วงการดนตรีค่อนข้างลำบาก เพราะพฤติกรรมการฟังเพลงของคนเปลี่ยนไป ไม่มีตัวชี้วัดหรือการันตีว่าเพลงไหนดังหรือไม่ดัง เพลงเร็วตกกระป๋อง เพลงครีเอทยิ่งเอาตัวรอดยาก เรียกได้ว่าเป็นยุคที่การสร้างสรรค์ไม่มีประโยชน์ มันจึงเป็นเรื่องเครียดสำหรับคนทำเพลง

ทว่า แฟนเพลงวงอินสติงต์ยังสามารถติดตามเขาได้อยู่กับเพลงพิเศษชื่อ ไกลเท่าเดิม ของป้าง-นครินทร์ กิ่งศักดิ์ รวมถึงติดตามทัวร์คอนเสิร์ตได้ทุกเดือน และติดตามซิงเกิ้ลใหม่ได้ประมาณต้นปีหน้า (2561) ส่วนนิทรรศการ Siam Rangers : เป็นฮีโร่มันเหนื่อย โดย ปรียวิศว์ นิลจุลกะ จัดขึ้นที่ ศุภโชค ดิ อาร์ต เซ็นเตอร์ สุขุมวิท 39 ตั้งแต่วันนี้-10 ก.ย.ศกนี้ อย่าไปวันจันทร์เพราะจะเจอกับประตูที่ปิดตาย และอย่าลืมไปหาคำตอบของคำว่า ฮีโร่ ที่ควรจะเป็น

 

ใบเตย อาร์สยาม VS ลุกซ์ ชาญวิทย์ พี่น้องคู่ซี้…เรามีกันและกันเสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2560 เวลา 13:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/512540

ใบเตย อาร์สยาม VS ลุกซ์ ชาญวิทย์ พี่น้องคู่ซี้...เรามีกันและกันเสมอ

โดย ภาดนุ ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ลุกซ์-ชาญวิทย์ ทวีสิน (วัย 25 ปี) คือน้องแท้ๆ คนเดียวของนักร้องสาวคนดัง ใบเตย อาร์สยาม (สุธีวัน ทวีสิน) หลังจากจบปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (เกียรตินิยมอันดับ 1) เขาก็ได้ทุนเรียนต่อปริญญาโท สาขาสื่อสารการตลาด คณะนิเทศศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเดิม จนตอนนี้ก็ใกล้จะจบปริญญาโทแล้ว

ลุกซ์ พูดถึง ใบเตย

“ตอนนี้นอกจากเรียนแล้ว หลักๆ ชีวิตลุกซ์จะอยู่กับพี่เตยซะส่วนใหญ่ เรียกว่าคอยติดตามช่วยเหลือนาง ตัวติดกันตลอดเวลา แม้พี่เตยจะมีผู้จัดการส่วนตัวแล้วก็ตาม แต่ด้วยความเป็นพี่น้องที่สนิทกันมากตั้งแต่เด็กๆ ลุกซ์ก็จะทำหน้าที่ไปรับไปส่ง พาพี่เตยไปนู่นไปนี่ หรือไปทำธุระที่ไม่เกี่ยวกับงานด้วย พูดง่ายๆ ว่าตัวติดกันประหนึ่งพี่น้องฝาแฝดเลยก็ว่าได้ (หัวเราะ)

“ด้วยความชอบในเรื่องเสื้อผ้าและแฟชั่นเป็นการส่วนตัว หลังๆ มานี้ลุกซ์จะดูแลเสื้อผ้าให้พี่เตยด้วย ความที่เราไม่ใช่ผู้หญิง มันแต่งไม่ได้ไง (หัวเราะ) ก็เลยจับพี่สาวมาแต่งตัวให้สวยแซ่บในแบบฉบับที่เราคิดว่าดี ถามว่าบางตัวที่เลือกให้ พี่เตยถูกใจมั้ย บางทีนางก็ไม่ได้ชอบนะ (หัวเราะ) สุดท้ายแล้วนางก็ต้องเป็นผู้ตัดสินใจอีกที ว่าเสื้อผ้าที่เราเตรียมให้นั้นเหมาะกับนางหรือเปล่า ลุกซ์จะเตรียมไว้สัก 2-3 ตัว ถ้ารู้สึกว่าเหมาะนางก็จะใส่เอง”

 ลุกซ์บอกว่า ที่ผ่านมาเขาเคยก้าวเข้ามาในวงการบันเทิงแว่บๆ โดยเล่นภาพยนตร์มา 1เรื่องเมื่อปีที่แล้ว แล้วยังเคยเข้าประกวดเดอะสตาร์ปี 12 จนติดรอบ 16 คนสุดท้ายด้วย

“หลังจากประกวดเดอะสตาร์ฯ ก็มีงานเข้ามาเรื่อยๆ เช่น เชิญไปออกรายการเกมส์โชว์บ้างประปราย เรียกว่าเข้าวงการมาครึ่งตัว ความจริงลุกซ์เคยคิดอยากจะเปิดร้านเสื้อผ้าเหมือนกัน ช่วงนี้ก็กำลังสร้างฐานคนที่ชื่นชอบเสื้อผ้าสไตล์เราโดยโพสต์ลงในไอจี ถ้ามีคนมาฟอลโลว์เราเยอะๆ ก็น่าจะเป็นฐานของลูกค้าเราได้ในอนาคต ซึ่งอาจจะเป็นเสื้อผ้าสไตล์เฟมินีนหน่อย

“กลับมาที่พี่เตย ด้วยความที่เราสองคนโตมาด้วยกัน เราจึงสนิทกันมาก ชีวิตลุกซ์จะไม่มีวันนี้ได้เลย ถ้าไม่มีพี่เตย เพราะนางเป็นเสาหลักของครอบครัวเลยก็ว่าได้ เราทุกคนสุขสบายได้ก็เพราะพี่เตย สิ่งที่อยากบอกพี่เตยก็คือ ขอบคุณมากๆ ที่ดูแลทุกคนในบ้านและดูแลลุกซ์มาอย่างดี ไม่มีอะไรจะตอบแทนได้ดีเท่าอยู่กับพี่เตย และสัญญาว่าจะดูแลกันแบบนี้ตลอดไป จนกว่าพี่เตยจะแต่งงานมีครอบครัวไป และไม่ต้องการเราแล้ว” (หัวเราะ)

ลุกซ์บอกว่า เขาและพี่สาวไม่ค่อยทะเลาะกันสักเท่าไหร่ จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ทะเลาะกันคือเด็กมาก คือทะเลาะกันเพราะแย่งขนม พอโตมาก็ไม่ค่อยทะเลาะกันมากนัก อาจมีบ้างที่ปรี๊ดแตกใส่กัน แล้วแกล้งด่ากันว่า “อีดอกไม้” บ้าง ซึ่งคนทั่วไปอาจมองว่าแรง แต่นั่นก็เพราะทั้งคู่รักและสนิทกันมาก จึงดูเหมือนเพื่อนซี้กันซะมากกว่า

“ความเป็นห่วงในตัวพี่เตย ถ้าถามลุกซ์ตอนนี้ ความเป็นห่วงในตัวนางก็ลดน้อยลงไปเยอะ เพราะพี่เตยเป็นผู้ใหญ่แล้ว จึงคิดอะไรรอบคอบขึ้น อีกอย่างพี่เตยจะเชื่อลุกซ์ทุกอย่าง เรียกว่าชีวิตนี้ไม่เคยเชื่อใคร แต่นางเชื่อน้องเสมอ (หัวเราะ) ตัวเราก็ยังยึดหลักว่าเราเป็นคนที่หวังดีกับนางที่สุด บางทีลุกซ์ก็คิดแทนเหมือนเป็นตัวนางเองเลยนะ คือแนวโน้มความคิดของเราทั้งสองคนจะไปในทิศทางเดียวกัน จึงไม่ค่อยมีปัญหา

 “สำหรับเรื่องของสุขภาพ เดี๋ยวนี้ก็ไม่น่าเป็นห่วง ไม่เหมือนเมื่อหลายปีก่อนนู้น ที่พี่เตยป่วยเป็นนู่นนี่นั่นบ่อยมาก มีทั้งไซนัส เกล็ดเลือดต่ำ ปัญหาระบบภายในของผู้หญิง ก็เพราะนางทำงานหนัก แล้วร่างกายอ่อนแอ พักผ่อนน้อย แต่ตอนนี้พี่เตยปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต ดูแลตัวเอง และรักตัวเองมากขึ้น ก็เลยไม่น่าห่วง หลังๆ นางจะเลือกรับงานและบริหารเวลาได้ดีขึ้น สุขภาพก็เลยดีขึ้นตามไปด้วย”

ส่วนเรื่องความรักของพี่สาว ลุกซ์บอกว่ายิ่งไม่น่าเป็นห่วง เพราะดีเจแมน-พัฒนพล กุญชร ณ อยุธยา ก็รักและดูแลพี่สาวได้ดี พอเห็นแบบนี้ก็รู้สึกโอเคกับว่าที่พี่เขยคนนี้มาก

“สิ่งที่ลุกซ์ประทับใจในตัวพี่เตย อย่างที่บอกว่านางเป็นเสาหลัก ดูแลทุกคนในครอบครัว ซื้อบ้านให้พ่อแม่ที่ จ.นครศรีธรรมราช ซื้อบ้านที่กรุงเทพฯ ซื้อรถให้เรา ซื้อรถของนางเอง เรียกว่าดูแลความเป็นอยู่ของทุกคนเป็นอย่างดี คือเรารู้ว่าพี่สาวรักเรา รักพ่อรักแม่ แค่นี้ก็ประทับใจไม่รู้ลืม แม้จะมีใครเข้ามาในชีวิต แต่นางก็ไม่เคยทำให้ครอบครัวรู้สึกขาดความรักหรือห่างเหินกันเลยละ

“ในความน่ารักของนางก็แอบมีเรื่องเปิ่นๆ ให้ขำเหมือนกัน คือพี่เตยจะเป็นคนที่ไม่คิดอะไรเลย เป็นคนสบายๆ เรื่อยๆ จนกระทั่งเราต้องเตือนว่า พี่เตยต้องคิดอะไรบ้างนะในแต่ละเรื่องของชีวิต คือพี่เตยจะเป็นคนโลกสวย มองโลกในแง่ดี ซึ่งตรงข้ามกับลุกซ์ที่จะนิสัยเหมือนผู้หญิง แต่พี่เตยจะนิสัยแมนๆ เหมือนว่าเราสลับขั้วกัน แต่พออยู่ด้วยกันก็กลับเป็นความลงตัวได้เหมือนกัน สำหรับเราสองคนคงไม่มีอะไรที่ต้องเปลี่ยน”

 ด้าน ใบเตย-สุธีวัน ทวีสิน (วัย 29 ปี) พี่สาวที่แสนดี ซึ่งเร็วๆ นี้ก็กำลังจะมีผลงานภาพยนตร์ไทยแนวโรแมนติก-คอเมดี้ เรื่องใหม่กับค่ายพระนครฟิล์ม “ดอกฟ้ากับหมาแจ๊ส” ซึ่งเธอเป็นนางเอกเรื่องแรกในชีวิต คู่กับพระเอกสายฮา แจ๊ส ชวนชื่น ที่น่าจะเข้าฉายช่วงปลายปีนี้ ส่วนงานเพลงก็กำลังจะมีซิงเกิ้ลใหม่ให้แฟนๆ ได้ฟังกันเร็วๆ นี้เช่นกัน แถมตอนนี้ยังออกผลิตภัณฑ์ใหม่ของตัวเองเป็นแป้งพัฟฟ์ทาหน้าแบรนด์ Zasa by Charm อีกด้วย ติดตามได้ที่ IG : bitoeyrsiam

ใบเตย พูดถึง ลุกซ์

“น้องลุกซ์เป็นคนที่น่ารักมากมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เขาเกิดมาพร้อมความน่ารักเลยค่ะ โตมาเตยก็เห็นเขาเต้นและทำกิจกรรมมาตั้งแต่เด็กๆ เลยละ ทุกวันนี้เห็นหน้ากันแล้วรู้สึกว่าเหมือนมีพี่น้องฝาแฝด ที่อีกคนผมสั้น แต่อีกคนผมยาว (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ น้องลุกซ์ซนมาก แล้วเตยจะเป็นพี่ประเภทที่ชอบแกล้งน้อง เขาก็จะรำคาญ ก็เรามีน้องคนเดียว เราก็รัก แถมตอนเด็กๆ เตยยังชอบจับลุกซ์แต่งตัวเป็นผู้หญิงด้วย คืออยากมีน้องผู้หญิงไงคะ เขาก็เลยโตมาเป็นแบบนี้ (หัวเราะ)

“การที่เรามีน้องคนเดียว ในความรู้สึกเตยก็เหมือนคุณแม่ที่มีลูก เราก็อยากให้ลูกรักของเราประสบความสำเร็จในชีวิต เตยจึงพยายามสนับสนุนน้องทุกอย่าง โดยเฉพาะด้านการศึกษา ซึ่งตอนนี้ก็หายห่วงได้แล้ว เพราะเขาก็ใกล้เรียนจบปริญญาโทแล้ว ส่วนการใช้ชีวิตเราก็ต้องดูแลกันให้ดีต่อไป พูดได้เต็มปากเลยว่าลุกซ์ไม่เคยทำให้ครอบครัวผิดหวัง เพราะเขาเป็นเด็กดี เรียนเก่ง ก็เลยต้องสนับสนุนเต็มที่ค่ะ ที่สำคัญเตยเชื่อว่าเขาดูแลตัวเองได้ เพราะการเกิดเป็นคน ถ้ามีความดีและความฉลาด รับรองเลยว่าคนคนนั้นเอาตัวรอดได้ ซึ่งคุณสมบัติ 2 ข้อนี้น้องลุกซ์มีครบเลย” (ยิ้ม)

 ใบเตยบอกว่า ปัจจุบันก็ไม่มีเรื่องอะไรน่าห่วงสำหรับน้องคนนี้ เพราะยังไง้ ยังไง ทั้งคู่ก็ตัวติดกันอยู่เสมอ แม้เธอจะมีแฟน แต่ก็ยังตัวติดกับน้องอยู่ตลอด เรียกว่าชีวิตนี้ขาดกันไม่ ได้เลย ลุกซ์เคยบอกว่า ถึงแม้เธอจะแต่งงานมีลูกไปแล้ว เขาก็จะไปช่วยเลี้ยงดูหลานอยู่ดี

“เห็นเราสองคนนิสัยร่าเริง สนุกสนานแบบนี้ ชนะทุกเรื่องในชีวิต แต่มีอยู่เรื่องเดียวที่เราทั้งคู่มักจะแพ้ นั่นก็คือ การมีความรักหรือมีแฟน เพราะทุกครั้งที่เราทั้งคู่ผิดหวังเรื่องความรักนะ เราเสียใจปางตาย ไม่ได้เข้มแข็งเหมือนภาพที่เห็น เห็นน้องร่าเริงแบบนี้นะ ถ้าเห็นตอนเขาอกหักเนี่ย เขาร้องไห้ 3 วัน 3 คืนเลยละ (หัวเราะ) ความเข้มแข็งหายไปหมดสิ้น ตัวอ่อน เข่าพับ คืออาการนี้เราทั้งคู่เป็นเหมือนกันเลย แต่ดีที่ไม่ได้เป็นพร้อมกัน ไม่งั้นคงสนุกน่าดู

“สิ่งที่เตยประทับอีกอย่างก็คือ น้องลุกซ์จะพูดอะไรตรงๆ ถ้าหวังดีกับใคร เขาก็จะพูดตรงสุดๆ กับคนคนนั้นไปเลย ผิดกับเตยที่บางครั้งอาจจะไม่ค่อยกล้าพูด แต่จะค่อยๆ ติดตามดูต่อไปด้วยความหวังดี ตรงข้ามกับลุกซ์ สิ่งไหนถูก สิ่งไหนผิด เขาก็จะพูดตรงๆ ไปเลย อย่างเพื่อนเตยคบแฟน แล้วแฟนเพื่อนนิสัยไม่โอเค เตยก็จะไม่กล้าเตือนเพื่อน แต่น้องลุกซ์รู้จักกับเพื่อนคนนี้ด้วยไง เขาก็เลยพูดตรงๆ ซึ่งเพื่อนเราก็ไม่โกรธเขานะ นี่คือเรื่องที่เตยเองก็ยังเซอร์ไพรส์เลยที่น้องลุกซ์กล้าพูด”

ใบเตยทิ้งท้ายว่า มีสิ่งที่เธอห่วงน้องอยู่อย่างหนึ่ง แต่ออกแนวขำๆ คือลุกซ์เป็นคนขี้ลืมมาก แค่ปีเดียวทำโทรศัพท์มือถือหายไปถึง 4 เครื่อง ทำหล่นหายบ้าง ลืมไว้บนแท็กซี่บ้าง และอื่นๆ ซึ่งถ้าลุกซ์หัดระมัดระวังให้มากขึ้นอีกนิด คงจะดีกว่านี้แน่นอน