ตากเพชร เลขาวิจิตร การทำงานที่ดีต้องมีมาตรฐานตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 สิงหาคม 2559 เวลา 10:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/447332

ตากเพชร เลขาวิจิตร การทำงานที่ดีต้องมีมาตรฐานตัวเอง

โดย…วรธาร ทัดแก้ว ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ไต้ฝุ่น-ตากเพชร เลขาวิจิตร นักแสดงจากละครเรื่องลูกไม้ไกลต้น ที่ตอนนี้กำลังออนแอร์ทางช่อง 7 ทุกวันจันทร์และอังคาร แฟนละครอาจรู้จักเขาแค่บทบาทในละคร หรือเคยเห็นผ่านผลงานของเขาโฆษณาและ MV หลายๆ ชิ้นที่ผ่านมา ทว่า ชีวิตจริงน้อยคนจะรู้ลึกซึ้ง แต่บอกเลยว่าเขาไม่ได้มีดีแค่หน้าตา ความหล่อ แต่ความรู้ความสามารถคับแก้ว การันตีด้วยใบปริญญา 3 ใบ จาก 3 สถาบันทั้งในและต่างประเทศ คือ ปริญญาตรี 2 ใบ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยนอตติงแฮม ขณะปริญญาโทจาก อิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ซึ่งเป็นปริญญาด้านวิศวกรรมทั้งสิ้น

ปัจจุบันนอกจากเป็นนักแสดงภายใต้ชายคาช่อง 7 แล้วยังทำงานประจำด้วย โดยเป็นวิศวกรยานยนต์อยู่ที่บริษัท ปตท. รับผิดชอบงานทางด้านมอเตอร์สปอร์ตให้กับทีมแข่งรถที่บริษัท ปตท.ให้การสนับสนุน ซึ่งนับเป็นการทำงานในส่วนที่เขาชอบและได้ใช้ความรู้จากที่ร่ำเรียนมาอีกด้วย

ตากเพชรเผยถึงการเลือกเรียนวิศวกรรมศาสตร์ว่า ตอนเด็กเขาชอบเล่นเกมแข่งรถ พอโตขึ้นชอบเกี่ยวกับยานยนต์ พร้อมกับใฝ่ฝันอยากเป็นวิศวกร จึงเป็นที่มาของการเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์

“ทามิยาเป็นรถที่ผมชอบในวัยเด็กและชอบเล่นเกมแข่งรถ เวลาพังก็ซ่อมเองออกอารมณ์อยากเป็นช่างนิดๆ (ยิ้ม) พอโตขึ้นเรียนหนังสือ วิชาคณิต ฟิสิกส์ เคมีเป็นวิชาที่ชอบเป็นพิเศษและมักทำได้ดี เรียกว่าหัวมันไปก็ว่าได้ ส่วนสายศิลป์หัวไม่ให้ใจเลยไม่ชอบ ภาษาไทย สังคม ประวัติฯ หรืออะไรที่ใช้ความจำไม่เก่งเลย ดังนั้น เมื่อชอบสายวิทย์และอยากเป็นวิศวกรจึงเลือกเรียนวิศวะ” นักแสดงจากลูกไม้หล่นไกลต้นเล่าความฝัน

ทว่า เป้าหมายที่ยิ่งกว่าการเป็นวิศวกรของเขาก็คือการได้ศึกษาในสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้วย นั่นหมายความว่าตากเพชรจะต้องยกระดับของตัวเองให้สูงขึ้น ทั้งในด้านภาษาอังกฤษที่ต้องยอดเยี่ยมและเกรดการเรียนก็ต้องสุดยอด จึงจะเพิ่มโอกาสการได้เข้าไปศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกตามที่ฝันไว้ได้

“การได้เรียนในมหาวิทยาลัยระดับโลกก็เป็นความใฝ่ฝันของผมเช่นกัน และการเข้าเรียนได้ภาษาอังกฤษต้องดีเยี่ยมและเกรดต้องดีด้วย ผมจึงเลือกหลักสูตร TEPE (Thammasat English Programme of Engineering) ซึ่งเป็นโครงการที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จับมือกับมหาวิทยาลัยนอตติงแฮม ประเทศอังกฤษ ที่เปิดสอน 5 สาขาวิชา (วิศวกรรมเคมี วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมอุตสาหการ และวิศวกรรมเครื่องกล) ผมเลือกวิศวกรรมเครื่องกล”

ตากเพชร เล่าต่อว่า เรียนที่ธรรมศาสตร์ 2 ปี แล้วโอนหน่วยกิตไปเรียนที่มหาวิทยาลัยนอตติงแฮม พอเรียนจบจากมหาวิทยาลัยนอตติงแฮม 2 ปี แล้วโอนหน่วยกิตกลับมาที่ธรรมศาสตร์อีก เป็นอันจบหลักสูตรได้ปริญญา 2 ใบ ทั้งจากธรรมศาสตร์และนอตติงแฮมในเวลา 4 ปี จากนั้นจึงเรียนต่อโทวิศวกรรมการบินที่ อิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้านวิศวกรรม

“ตอนเรียนตรีจะเน้นด้านยานยนต์เป็นหลัก พอรู้ยานยนต์ค่อนข้างลึกแล้วก็อยากเรียนอะไรที่ไกลตัวบ้างและยากขึ้นไปอีกที่ยังไม่รู้ เพราะผมชอบเรียนรู้อะไรที่ยาก ซึ่งด้วยเกรดการเรียนที่ดีผมจึงเลือกโทวิศวะการบินเพราะอยากรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้มาก โลกเราทุกวันนี้มีวิวัฒนาการเร็วมาก ส่วนหนึ่งก็ด้วยเทคโนโลยี ผมจึงเลือกเรียนจะได้รู้เทคโนโลยีและความรู้ด้านการบินเพิ่มเติมจากยานยนต์” ไต้ฝุ่นเล่าถึงการต่อโทวิศวะการบิน

ไต้ฝุ่น เล่าต่อว่า การเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญ ทุกอย่างควรแก่การเรียนรู้เสมอ และเรื่องที่เรียนรู้ก็ไม่เป็นจำเป็นต้องวิชาการเสมอไป อย่างการใช้ชีวิตก็ต้องอาศัยการเรียนรู้เช่นกัน ซึ่งเขายอมรับว่า การใช้ชีวิตในปัจจุบันเกินครึ่งได้มาจากการเรียนและทำงานอยู่เมืองนอก จากอาจารย์ เพื่อนๆ ในมหาวิทยาลัย เพื่อนร่วมงานและหัวหน้างานที่มอบมิตรภาพดีๆ ให้เสมอ

 

 

“อยู่อังกฤษรวม 5 ปี ทำให้ผมตระหนักว่าถ้าวันหนึ่งมีโอกาสที่ดีกว่าคนอื่นไม่ว่าจะในบทบาทหรือตำแหน่งอะไรก็ตาม จะไม่มีวันดูถูกคนที่ด้อยโอกาสกว่าแน่นอน เนื่องจากช่วงอยู่อังกฤษก็มีบ้างที่โดนดูถูกจากคนอื่นๆ แต่จะไม่เคยมีจากอาจารย์ผม เพื่อนๆ ในมหาวิทยาลัย เพื่อนร่วมงานและหัวหน้าผมเลย พวกเขาดีต่อผมและกันเองมาก เพื่อนในตอนเรียนเรารักกันและอยู่แบบพี่น้องไม่มีข้อจำกัด กินนอนแก้ผ้าอาบน้ำด้วยกัน แรกๆ ก็เขินแต่อยู่ไปก็ชินไม่ว่าคุณนั้นจะมาจากประเทศอะไร นี่แหละทำให้ผมรู้สึกว่าถ้าวันหนึ่งมีโอกาสที่ดีก็จะไม่ดูถูกคนที่ด้อยโอกาสเด็ดขาด” ตากเพชร ย้ำ

หลังเรียนจบปริญญาโทโอกาสในการทำงานก็ตามมา ตากเพชรได้เข้าไปทำงานเป็นวิศวกรที่บริษัท เมเจ้น ซึ่งเป็นบริษัทเกี่ยวกับพลังงานทดแทนที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าจากคลื่นใต้น้ำที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ ซึ่งเขารู้สึกแฮปปี้ทั้งเรื่องรายได้ ลักษณะงานที่ทำ และบรรยากาศการทำงาน จึงไม่ยากถ้าจะปักหลักทำงานที่อังกฤษถาวร

“พอได้งานทุกอย่างเริ่มชัดเจน งานดีมั่นคง รายได้โอเค แถมเริ่มชินกับวัฒนธรรมที่นั่นแม้จะเป็นช่วงทดลองงาน แต่พอถึงเวลาต้องเซ็นสัญญาร่วมงานกัน 5 ปี ซึ่งเงินเดือนมากกว่าประเทศเราหลายเท่า น่าจะราวๆ 8 แสนบาท แต่ค่าใช้จ่ายก็เยอะตาม ทว่าสิ่งแวดล้อมคุณภาพชีวิตดี นั่งรถเมล์สบายกว่านั่งรถหรูที่บ้านเราเพราะรถไม่ติด แต่ผมต้องยอมทิ้งโอกาสนั้นเพราะพ่อแม่ไม่มีใครอยู่ด้วย พี่สาวที่เป็นแอร์ก็ไม่ค่อยได้กลับ ชวนท่านมาอยู่อังกฤษก็ไม่มาผมเลยต้องกลับไทย”

 

ทว่า เขากลับไทยพร้อมดีกรีด้านวิศวะจากมหาวิทยาลัยระดับโลก ไม่ทันไรก็โชคดีสองเด้ง หนึ่ง ได้เป็นนักแสดงช่อง 7 พร้อมละครเรื่องแรกลูกไม้ไกลต้น อีกเด้งคือได้งานเป็นวิศวกรที่บริษัท ปตท. ดูแลด้านมอเตอร์สปอร์ต กล่าวคือ ปตท.จะมีทีมรถแข่งที่สนับสนุนอยู่ เช่น พีท ทองเจือ และนักแข่งอีกหลายคน ซึ่งเป็นการสนับสนุนนักแข่งแต่ไม่ได้เป็นเจ้าของทีมร้อยเปอร์เซ็นต์

“ผมในฐานะวิศวกรดูด้านนี้ก็จะดูแลจัดการทีมแข่งตั้งแต่ความพร้อมของรถยนต์ เครื่องยนต์ทุกอย่าง อีกอันคือของที่ใช้กับรถ เช่น น้ำมันเครื่อง รถแข่งย่อมต้องการสมรรถนะสูง แข่งกันที่เสี้ยววินาที ประสิทธิภาพของรถต้องสูงสุด น้ำมันเครื่องจะไม่เหมือนกับที่ใช้ในรถบ้าน ผมจะทำหน้าที่ดูแลพัฒนาสูตรน้ำมันเครื่องเป็นปัจจัยหลักแต่ไม่ได้พัฒนาบ่อย ทว่าจะเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ ถ้ารถพังก็ต้องซ่อมให้ได้ แต่งานนี้เรามีพื้นฐานอยู่ก่อนที่จะไปเรียนที่อังกฤษจึงรู้สึกสนุก ชอบ และตรงกับที่เรียนมา” นักแสดงหนุ่มเล่าถึงงานที่ ปตท.

ขณะที่งานด้านการแสดงซึ่งเป็นอีกงานที่ตากเพชรชอบ และมองว่าเป็นงานที่มีเสน่ห์เพราะเคยทำมาตั้งแต่ยังไม่ไปเรียนที่อังกฤษ โดยมีผลงานโฆษณาหลายชิ้นและถ่ายเอ็มวีหลายครั้งก่อนที่กลับมาจะได้รับการชักนำเข้าสู่การเป็นนักแสดงช่อง 7 จากผู้จัดการคนเดิม ยืนยันว่าพร้อมที่จะทำงานทั้งสองอย่างควบคู่กันไปให้ดีที่สุดและตั้งอยู่ในมาตรฐาน

“ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามผมต้องตั้งมาตรฐานสำหรับตัวเองไว้ระดับหนึ่งไม่ให้ต่ำกว่ามาตรฐาน และมาตรฐานของผมคือเวลาทำอะไรต้องตั้งใจทุ่มเทและทำให้ดีที่สุด และถ้าทำดีที่สุดแล้ววันหนึ่งมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถทำงานที่ผมรักทั้งสองอย่าง แต่ได้ทำเต็มที่ แล้วผมจะไม่เสียดาย อย่างน้อยคงไม่มีใครพูดได้ว่าผมทำงานได้ไม่ดีไม่ตั้งใจ” นักแสดงจากเรื่องลูกไม้ไกลต้น ทิ้งท้าย

 

แชนด์เลอร์ ชูลซ์ ร่ายมนตร์ในห้องครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2559 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/446855

แชนด์เลอร์ ชูลซ์ ร่ายมนตร์ในห้องครัว

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

“สำหรับผมการทำอาหารก็ไม่ต่างกับการเล่นกล คุณสามารถใช้สองมือหยิบจับวัตถุดิบ หรือส่วนผสมอะไรก็ได้ มาเนรมิตอาหารจานใหม่” นี่คือสิ่งที่เชฟหนุ่มมาดเซอร์ แชนด์เลอร์ ชูลซ์ แห่งร้านอาหารแบกะดิน ถ่ายทอดถึงอาชีพเชฟที่เขารัก และหมายมั่นว่าจะทำไปตลอดชีวิต

แชนด์เลอร์ บอกว่า เขาเริ่มเป็นเชฟตั้งแต่อายุ 15 ปี ที่ร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่งในบ้านเกิดของเขาที่สหรัฐอเมริกา เขาตัดสินใจลาออกจากโรงเรียน เพื่อมาเป็นเชฟเพียงเพราะเขาชื่นชอบในการทำอาหาร ตั้งแต่เด็กเขาสนุกกับการเข้าครัวทำอาหารให้คุณพ่อคุณแม่ สนุกกับการไปจ่ายตลาด เพื่อเลือกซื้อวัตถุดิบต่างๆ กลับมาทำอาหาร

“ผมจำได้ว่า คุณแม่พาผมไปกินอาหารที่ร้านญี่ปุ่นที่ผมเลือกทำงานเป็นที่แรกบ่อย ด้วยความที่แม่ของผมรู้จักกับเจ้าของร้าน วันหนึ่งเจ้าของร้านเลยเอ่ยปากชวนผม (ตอนนั้นอายุ 12 ปี) ว่าถ้าอายุ 15 ปี เมื่อไหร่ ให้มาช่วยงานที่ร้าน ผมไม่รู้ว่าเขาพูดจริงพูดเล่น แต่พอผมอายุ 15 ปี ผมก็ตัดสินใจไปสมัครเพื่อทำงานกับเขาจริงๆ”

 

แชนด์เลอร์ บอกว่า ข้อดีของการทำงานในร้านอาหารญี่ปุ่น คือ ทำให้ได้เรียนรู้ความประณีตในการทำอาหาร ได้เรียนรู้การทำซูชิ เขาทำงานที่นี่ 4 ปี ก่อนจะตัดสินใจย้ายไปทำงานที่ร้านอาหารซีฟู้ดเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ จากนั้นจึงย้ายไปทำงานที่ร้านอิตาเลียน เพื่อเรียนรู้การทำอาหารอิตาเลียนแบบโฮมเมดอย่างแท้จริง แต่หลังจากทำงานได้ 1 ปี เขาพบว่า อาหารอิตาเลียนอาจไม่ใช่สไตล์ที่เขาชื่นชอบ จึงตัดสินใจย้ายมาทำงานที่ร้านอาหารสไตล์อเมริกัน
โมเดิร์นอีกครั้ง

“ที่ร้านนี้มีอิทธิพลกับการทำอาชีพเชฟของผมมาก เพราะร้านนี้ไม่มีเมนูประจำ ทุกวันเชฟต้องคิดเมนูใหม่ ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่ได้มาในแต่ละวัน ซึ่งถือว่าเป็นงานที่หนักและท้าทายมาก ช่วงแรกๆ สำหรับผมก็ถือว่าเป็นงานที่ยากนะ แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็เริ่มชิน และเหมือนเป็นการฝึกให้ผมไม่ว่าไปอยู่ที่ไหน ก็สามารถสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ได้”

 

เชฟแชนด์เลอร์ บอกว่า เขาฝึกปรือฝีมือการทำอาหารอยู่ที่ร้านนี้ 3 ปี ปรากฏว่าวันหนึ่งหัวหน้างานของเขา ซึ่งรู้จักกับเชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร เชฟชื่อดังจากเมืองไทย ซึ่งตอนนั้นกำลังมีโปรเจกต์จะเปิดร้านแบกะดินพอดี เลยแนะนำให้เขาลองส่งจดหมายมาแนะนำตัว เพื่อมาร่วมโปรเจกต์กัน ปรากฏว่าเชฟต้นก็สนใจในตัวเขา ทำให้เขาเลยตัดสินใจเดินทางมากรุงเทพฯ

“ผมไม่เคยเดินทางมาโซนเอเชียเลย นี่เป็นครั้งแรก ถามว่าตัดสินใจยากมั้ย สำหรับผมไม่เลย ผมตัดสินใจเร็วมาก (ยิ้ม) ตอนที่ผมมาทำงานที่นี่ พ่อแม่ผมซึ่งไม่เคยเดินทางมาแถบเอเชียเหมือนกัน ก็ยังมาเยี่ยมผม เพราะอยากเห็นความก้าวหน้าในอาชีพของลูกชาย”

ถามว่าอะไรคือเสน่ห์ของการเป็นเชฟ ถึงทำให้เขาโลดแล่นอยู่ในสายอาชีพนี้ได้ถึง 11 ปี และยังมุ่งมั่นที่จะทำต่อไป เขาบอกว่า ถึงใครจะบอกว่างานในครัวเป็นงานที่เหนื่อย หนัก ร้อน ต้องทำงานทั้งวัน แถม 1 สัปดาห์ต้องทำงานถึง 6 วัน แต่สำหรับเขา นี่เป็นงานที่สนุกและท้าทาย มีอะไรใหม่ๆ ให้เรียนรู้ทุกๆ วัน

 

“อาชีพเชฟเป็นอาชีพที่ต้องใช้สองมือของเราในการสร้างสรรค์ทุกอย่างจากศูนย์ และเมื่อเราสร้างมันขึ้นมาได้ เราจะรู้สึกภูมิใจ”

แชนด์เลอร์ บอกว่า ในอนาคตเขาฝันว่าอยากจะมีร้านอาหารของตัวเอง แต่ก็ยังเป็นฝันอีกไกล เพราะตอนนี้เขาเพิ่งอายุ 26 ปี ยังสนุกกับการเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ เขาอยากพาตัวเองเดินทางไปยังที่ต่างๆ เพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ ลองนำวัตถุดิบใหม่ๆ มาสร้างสรรค์เป็นเมนูที่น่าสนใจ

“ถ้าให้ผมบอกว่า อะไรคือสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ในการทำอาหารของผม ผมคงตอบไม่ได้ ผมคิดว่าผมยังอยู่ในช่วงพัฒนาสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองไปเรื่อยๆ แต่ผมเชื่อว่าเสน่ห์ในอาหารทุกจานที่ผมทำคือการใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไป เวลาได้วัตถุดิบใหม่ๆ มาผมจะพยายามคิดว่าจะสร้างความแตกต่างจากอาหารจานเดิมๆ ได้อย่างไร ซึ่งนั่นคือทั้งเสน่ห์และความสนุกในงานของผม” เชฟ กล่าวทิ้งท้าย

Tom Yum Ceviche

Roasted chili emulsion

ส่วนผสม

1.พริกชี้ฟ้าแดง 200 กรัม

2.พริกขี้หนูแห้ง 24 กรัม

3.น้ำปลา 52 กรัม

4.ไข่แดง 35 กรัม

5.น้ำพริกเผา 190 กรัม

6.น้ำมะนาว 40 กรัม

7.กระเทียม 35 กรัม

8.น้ำมันถั่วเหลือง

วิธีทำ

นำพริกชี้ฟ้าแดงไปล้างให้สะอาด นำเมล็ดและแกนกลางของพริกออก จากนั้นตั้งกระทะให้ร้อนจัด เติมน้ำ&<048638;มันถั่วเหลืองลงไปเล็กน้อย ใส่พริกขี้หนูสดและพริกขี้หนูแห้งลงไปผัดประมาณ 45 วินาที แล้วนำมาพักไว้ให้เย็น จากนั้นให้ผสมส่วนผสมที่มีทั้งหมดลงไป ยกเว้นน้ำพริกเผาที่ปั่นจนข้นเป็นเนื้อเนียน จากนั้นนำไปกรองด้วยตะแกรง และพักไว้

Crispy kaffir leaves

ส่วนผสม

1.ใบมะกรูด 6 ใบ

2.น้ำมันปาล์ม

วิธีทำ

ตั้งกระทะให้ร้อน นำใบมะกรูดไปทอดจนกรอบ แล้วพักไว้

Fry flour

ส่วนผสม

1.แป้งเค้ก 250 กรัม

2.แป้งมันสำปะหลัง 105 กรัม

3.พริกป่น 5 กรัม

4.เกลือสมุทร 2.5 กรัม

วิธีทำ

ผสมส่วนผสมทั้งหมดไว้ด้วยกัน แล้วเก็บไว้ในภาชนะที่อากาศเข้าไม่ได้

Fried straw mushrooms

ส่วนผสม

1.เห็ดฟางหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ 3 ชิ้น

2.แป้ง

3.น้ำมันปาล์ม

4.เกลือสมุทร

วิธีทำ

นำเห็ดฟางไปชุบแป้ง นำไปทอดจนเหลืองกรอบ นำขึ้นสะเด็ดน้ำมันแล้วนำไปคลุกเกลือ

Prawn Ceviche

ส่วนผสม

1.กุ้ง 90 กรัม

2.น้ำปลา 17 กรัม

3.น้ำมะนาว 18 กรัม

4.น้ำตาลปี๊บ 6 กรัม

5.หอมแดงซอย 30 กรัม

6.กระเทียม 1.5 กรัม

7.พริกขี้หนู 2 กรัม

8.พริกแห้ง 1 กรัม

9.ตะไคร้ซอย 20 กรัม

10.ใบมะกรูด 1 กรัม

11.ขิง 12 กรัม

12.น้ำพริกเผา 15 กรัม

วิธีทำ

1.หั่นกุ้งเป็นชิ้นๆ ขนาดประมาณครึ่ง ซม. จากนั้นละลายน้ำตาลปี๊บน้ำปลาและน้ำมะนาว แล้วผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน เพื่อตักเสิร์ฟทันที

2.นำส่วนผสมทั้งหมดที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้มาจัดเรียงตกแต่งในจาน

 

มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2016 ต้อง ‘แข็งแกร่ง และอดทน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 สิงหาคม 2559 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/446614

มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2016 ต้อง ‘แข็งแกร่ง และอดทน’

โดย…วราภรณ์ ภาพ… ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ในค่ำคืนของการประกาศผู้ครองมงกุฎมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2016 ปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา หลังจากสิ้นเสียงของสองพิธีกรประกาศว่า หมายเลข 14 น้ำตาล-ชลิตา ส่วนเสน่ห์ คือผู้คว้าชัยชนะไปครองได้ ไม่เพียงแต่มงกุฎเพชรอันสวยงามที่เธอได้ครอบครองเท่านั้น ยังหมายถึงเธอมีภาระหน้าที่ที่จะต้องทำความฝันความหวังของคนไทยเกือบทั้งประเทศในการเป็นตัวแทนไปประกวดมิสยูนิเวิร์สราวต้นปีหน้า

ย้อนกลับไปถึงช่วงการประกวด น้ำตาลบอกว่าเธอไม่คิดฝันว่าจะเป็นผู้พิชิตมงกุฎ เพราะเป็นเรื่องไกลเกินฝันมาก แค่ผ่านถึงรอบ 15 คนเธอก็ดีใจมากแล้ว เพราะเพื่อนๆ ทั้ง 40 คน ก็หวังกับมงกุฎและทุกคนก็มีความพร้อม มีเป้าหมายอยากได้มงกุฎทุกคน ทุกคนตั้งใจ ทุกคนอยากได้ตำแหน่งนี้ และไม่คิดว่าเธอจะเป็นหนึ่งในนั้น

“หนูไม่คาดคิดเลย (เสียงสูง) เพราะหนูก็เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ไม่ได้มีสปอนเซอร์ที่ไหนเลย มีแต่รุ่นพี่ๆ ช่วยกันส่ง ถามว่าน้ำตาลมาประกวดไหม หนูก็มา” เมื่อเป็นนางงามก็ต้องคู่กับการรักเด็ก และเมื่อมีโอกาสเสียงดังกว่าคนทั่วๆ ไป เธออยากทำโครงการแบ่งปันความรักให้น้องๆ ที่บ้านโฮมฮัก ซึ่งเป็นบ้านของเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี เธอเคยไปเยี่ยมน้องๆ อย่างใกล้ชิดมาแล้ว

 

อย่างไรก็ดี หลังจากได้รับมงกุฎ น้ำตาลรู้สึกกดดันบ้าง เพราะหลายกระแสก็วิพากษ์วิจารณ์ว่า เธอตัวเล็กไป เป็นม้ามืด เธอเผยถึงความกดดันต่างๆ ว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่คนจะวิพากษ์วิจารณ์ ประกอบกับปีที่แล้วนางงามรุ่นพี่ แนท-อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ ทำผลงานได้ดีมากบนเวทีประกวดมิสยูนิเวิร์ส ที่เข้ารอบ 15 คน เธอจึงต้องมีภาระหน้าที่จะต้องผลักดันตัวเองให้มากขึ้นกว่านี้ สิ่งที่เธอต้องเพิ่มก็คือ ทักษะด้านภาษาซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อใช้สื่อสารกับเพื่อนๆ ผู้เข้าร่วมประกวดจากอีกหลายประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีเรื่องฟิตหุ่นให้มีกล้ามเนื้อมากกว่านี้ อีกทั้งต้องเพิ่มทักษะการเดินให้ท่วงท่ากระฉับกระเฉง ร่าเริงมีชีวิตชีวา และต้องเพิ่มความมั่นใจลงไปให้มากกว่าเดิม

“หนูก็ไม่ได้ดีไปเสียทุกอย่าง ต้องปรับปรุงพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ตอนนี้ต้องลดการกินให้น้อยลง พยายามออกกำลังกาย ช่วงนี้ทำงานค่อนข้างหนัก กลับถึงบ้านก็อยากอาบน้ำล้างเครื่องสำอางและรีบนอนเลย (ยิ้ม) หากเสร็จช่วงนี้ไปแล้ว ก็คงต้องตั้งโปรแกรมออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้ออย่างหนัก แต่มีคนแนะว่าหนูรูปร่างดีอยู่แล้ว เพียงแค่ออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อบางจุดเท่านั้นก็พอ”

จากสาวน้อยวัย 21 ที่ใช้ชีวิตปกติธรรมดาและเรียบง่าย แต่ต่อไปจะมีแสงไฟจับจ้องเธอมากขึ้น ซึ่งหนีไม่พ้นคำวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งผู้หวังดีและในทางตรงกันข้าม แต่น้ำตาลก็มีวิธีรับมือ

“ตอนนี้เราก็ต้องปรับตัวมากขึ้น เวลาอยู่ต่อหน้าสาธารณชนน้ำตาลก็ต้องเรียบร้อยขึ้นกว่านี้ แม้น้ำตาลจะมีมงกุฎแล้ว แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องเชิดหรือหยิ่ง เราก็ต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นตัวของตัวเองด้วย ปกติตาลเป็นคนห้าวๆ เล่นยุกยิกเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป แม้มีคำวิพากษ์วิจารณ์หนักๆ ถ้าเราไม่ได้เป็นไม่ได้ทำ เราจะนอยด์ทำไม เราต้องทำตัวให้เหนือดราม่าไว้ อะไรไม่จริงก็ต้องปล่อยผ่านไป อย่าเอาทุกคำมาเก็บไว้คนเดียว เราไม่สามารถแบกรับคำพูดจากทุกคนไว้ได้ เขาพูดใส่เราโดยที่ไม่คิดว่าเราจะคิดอย่างไร เพราะคนร้อยคนไม่ได้มีคนชอบเราทั้งร้อยคน สิ่งใดที่น้ำตาลสามารถปรับให้ดีขึ้นได้ก็ทำ คำพูดไหนหนักหนาเกินไปก็ปล่อยทิ้งไป อย่าเก็บมาใส่ใจ ต้องปล่อยวาง แล้วเอาคำติมาเป็นแรงผลักเพื่อให้เราทำให้ได้ดีกว่า เป็นนางงามทำให้หนูเรียนรู้ว่าต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งแล้วก็ต้องอดทนค่ะ”

สำหรับเรื่องการเรียนในชั้นปีที่ 3 คณะวิทยาศาสตร์ สาขาจุลชีววิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เธอกำลังปรึกษากับผู้ใหญ่ว่าจะเอาอย่างไร แต่น้ำตาลตั้งใจไม่ทิ้งการเรียนอย่างแน่นอน ไม่แน่อาจต้องดร็อปเรียนไว้ก่อน เพราะการโอนย้ายที่เรียนเป็นเรื่องที่ต้องใช้เอกสารยื่นเรื่องเยอะแยะมากมาย อีกทั้งเธอรักมหาวิทยาลัยมหาสารคามมาก สาขาที่เธอเรียนก็รักมาก เพราะเธอชอบทำงานวิจัยและรักสาขาที่เรียนเป็นที่สุด

“ตอนนี้กำลังปรึกษากับผู้ใหญ่ว่าจะเอาอย่างไรเกี่ยวกับการเรียน แต่ส่วนตัวหนูอยากดร็อปเรียนไว้ก่อน เรื่องเรียนอย่างไรหนูก็ไม่ทิ้งค่ะ แต่เราได้ตำแหน่งแล้วก็ต้องทำหน้าที่นางงามและเป็นตัวแทนประเทศไทยให้เต็มที่ สาขาที่หนูเรียนคือจุลชีววิทยา เป็นสาขาที่สนุกมาก เรียนเกี่ยวกับจุลินทรีย์ ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นบนพื้นดิน ใบหญ้าล้วนมีจุลินทรีย์ทั้งหมด หนูชอบอยู่ในห้องแล็บ ส่องกล้องหาสปีชีส์ใหม่ๆ ซึ่งทางคณะก็หาสปีชีส์ใหม่ๆ เจอกันหลายคน ตอนนี้กำลังขึ้นปี 3 แล้ว ซึ่งเรียนหนักมากค่ะ”

 

แม้เธอเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่มาจากต่างจังหวัดที่สามารถทำให้ความฝันเป็นจริง เธออยากฝากบอกน้องๆ คนอื่นๆ ที่มีความฝันอยากครองมงกุฎว่า การประกวดทำให้เธอได้รับประสบการณ์ที่ดี ได้รับความรักจากเพื่อนๆ พี่ๆ และทีมงาน ได้มิตรภาพ บางสิ่งบางอย่างที่เธอไม่เคยทำก็ได้ทำ อีกทั้งยังได้ไปท่องเที่ยวทำกิจกรรมไกลบ้าน ได้เข้าสังคมอีกระดับหนึ่ง

“ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเรา ต้องทำทุกอย่างด้วยความอดทน ต้องแอ็กทีฟตัวเอง เพราะทำกิจกรรมเยอะต้องสู้กับตัวเอง ที่หนูมาประกวดไม่เคยคิดที่จะแข่งขันกับคนอื่นๆ แต่หนูอยากแข่งกับตัวเอง อย่างเขาบอกว่ามีตัวเต็งคือคนนั้นคนนี้ แต่แค่เราแข่งกับตัวเองเพราะถ้าเราไม่มองตัวเอง เรามัวแต่ไปมองคนอื่น เราจะพัฒนาตัวเองไปได้อย่างไร เช่น คนนั้นเขาเป็นอย่างนี้ แล้วเราต้องตามและต้องทำให้มากกว่าเขา ก็ไม่ใช่ เราต้องดูตัวเองก่อนว่าเราอยู่ที่ตรงไหนแล้วและเราจะทำตัวเองอย่างไรให้เราดีขึ้นไปเรื่อยๆ บวกกับใส่ความเป็นตัวเองเข้าไป หนูเชื่อว่าคณะกรรมการก็น่าจะเห็นตรงจุดนี้ ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเอง ทำตัวเองให้ดี ทำทุกอย่างให้ดี ตั้งใจทำทุกกิจกรรมให้เต็มที่ เพราะหนูคิดว่าไปประกวดระดับมิสยูนิเวิร์ส กิจกรรมต้องหนักและเหนื่อยกว่านี้ ดังนั้นเราก็ต้องอดทนเก็บประสบการณ์จากตรงนี้ไปใช้ในวันข้างหน้า ไปพัฒนาตรงนู้นเพื่อให้เราอยู่ในระดับโลกให้ดีที่สุด”

ในระดับเวทีมิสยูนิเวิร์ส ที่รวมผู้หญิงที่สวยที่สุดในปีนี้ไว้เกือบ 80 ประเทศจากทั่วโลก พวกเธอคงจะเปรี้ยวซ่ากันน่าดู น้ำตาลจะมีวิธีทำอย่างไรให้เป็นที่สนใจของบรรดาสื่อมวลชนจากทั่วโลก น้ำตาลประกาศว่า แม้เธอจะตัวเล็ก แต่ก็เล็กพริกขี้หนู และมีโหนกแก้มเป็นอาวุธ ปรับตัวเองเป็นน้ำตาลที่เปรี้ยวให้ได้

 

“คนอื่นๆ ชอบให้หนูเป็นน้ำตาลที่เปรี้ยวๆ จิกๆ ไม่ใช่น้ำตาลที่หวาน ซึ่งหนูทำได้ พี่ๆ ทีมงานที่สนับสนุนหนูกำลังหาวิธีกันอยู่ว่าจะปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์อย่างไร ซึ่งอีก 5 เดือนเรายังพอมีเวลาเตรียมตัว หนูไม่ได้เตรียมตัวคนเดียว ยังมีทีมงานช่วยกันดูอีกทีว่าหนูจะเปลี่ยนอะไรได้บ้าง พี่ๆ ทีมงานบอกว่าหนูไม่ใช่ไม่ครบ แต่บางอย่างหนูเติมได้ ตอนนี้หนูอยู่ประมาณหนึ่ง แต่นางงามระดับโลกเขามาอีกระดับหนึ่ง เราก็ต้องพร้อม ปรับเปลี่ยนและสู้ตาย เพราะหนูไปในนามประเทศไทย เพราะการเป็นตัวแทนประเทศไทยถือเป็นภาระที่ยิ่งใหญ่จริงๆ

กำลังใจถือเป็นส่วนสำคัญในการผลักดัน เช่น เพื่อนๆ นางงามที่ได้ตำแหน่งก็เชียร์ให้กำลังใจหนู ให้คำแนะนำ เช่น ตุ๊กตาซึ่งเป็นนางแบบก็มีวิธีสอนโพสท่าอย่างไรให้ดูสง่างาม มีคำแนะนำจากเพื่อนๆ เยอะมากๆ เพื่อนบางคนยิ้มสวย บางคนไหว้สวยก็พร้อมแนะนำน้ำตาลเต็มที่ เพราะหนูใส่สายสะพายประเทศไทย ทุกคนคอยสนับสนุนหนู ดังนั้นหนูไม่ได้สู้คนเดียว เพื่อนๆ บอกกับหนูว่า หนูคือตัวแทนความฝันของเพื่อนๆ ดังนั้นเพื่อนๆ จะสู้ไปด้วยกัน เพราะนางงามรุ่นนี้เรารักกันมาก”

บนเวทีระดับโลกนางงามจากประเทศต่างๆ อาจสูงแล้วจัดระเบียบร่างกายไม่ดี น้ำตาลอาจจะตัวเล็ก แต่หากรู้จักโพส จัดระเบียบร่างกายให้ดี ก็อาจจะกลายเป็นนางพญาบนเวทีมิสยูนิเวิร์สก็ได้… ใครจะรู้

 

นอกรอบ กับแบงก์เกอร์หญิงเก่ง นพวรรณ เจิมหรรษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 สิงหาคม 2559 เวลา 11:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/446120

นอกรอบ กับแบงก์เกอร์หญิงเก่ง นพวรรณ เจิมหรรษา

โดย…พุสดี

ใครที่มีโอกาสใช้บริการของธนาคารกสิกรไทยเป็นประจำ ไม่ว่าจะไปใช้บริการโดยตรงที่สาขาหรือผ่านแอพพลิเคชั่นของธนาคาร นับตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา คงพอสัมผัสได้ถึงบริการที่เข้ามาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มากขึ้น ทั้งหมดนี้คืออีกหนึ่งความพยายามอย่างสุดความสามารถของ เล็ก-นพวรรณ เจิมหรรษา รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเข้ามารับหน้าที่บริหารสายงานธุรกิจลูกค้าบุคคลและเครือข่ายบริการ รับผิดชอบการกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายของสายงานฯ รวมถึงการพัฒนากลยุทธ์ผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของลูกค้ารายย่อยในปัจจุบันที่มีถึง 12 ล้านคน ตั้งแต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

นพวรรณพาย้อนวันวานตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาทำงานในบ้านหลังนี้ว่า หลังจากเรียนจบด้านอุตสาหกรรมการเกษตรที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เธอโชคดีที่ค้นพบสิ่งที่ตัวเองสนใจ นั่นคือด้านการตลาด การลงทุน การแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า ดังนั้นเมื่อเรียนจบเธอจึงสมัครงานที่กสิกรไทย และสมัครเป็นนักเรียนทุน จนได้ไปเรียนต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา

“ด้วยความที่เป็นเด็กสายวิทย์ ในสมัยนั้นส่วนใหญ่ก็จะมุ่งสู่การเป็นหมอหรือไม่ก็วิศวะ แต่เรามองว่าหมอคงเป็นไม่ได้ เพราะกลัวเลือด ส่วนวิศวะก็คงยากเพราะเราไม่เก่งเรื่องเครื่องกล เลยเบนเข็มมาเป็นสายอุตสาหกรรม ซึ่งการเลือกเรียนคณะนี้เปิดโลกให้เรามาก ทำให้เรารู้ว่าประเทศไทยเรามีผลผลิตทางการเกษตรมากมาย และสินค้าเหล่านี้จะมีมูลค่ามากขึ้นหากมีการนำมาแปรรูป ได้เรียนรู้เรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การทำการตลาด ได้เห็นภาพรวมของการทำธุรกิจก่อนที่จะส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภค”

 

หลังจากลัดฟ้าไปเรียนต่อ 2 ปี เล็กก็กลับมาทำงานกับธนาคารกสิกรไทยในปี 2530 โดยรับผิดชอบงานทางด้านธุรกิจต่างประเทศ ให้คำแนะนำผู้ประกอบการเกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออก การบริหารความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

นพวรรณทำงานในตำแหน่งนี้อยู่ 6 ปี ก็เป็นช่วงที่ธนาคารกสิกรไทยตั้งบริษัทในเครือขึ้นใหม่ เธอจึงได้รับมอบหมายให้ไปบริหาร แต่หลังจากทำงานได้ไม่นานก็ลาออกไป เพื่อรับบทคุณแม่เต็มตัว จนกระทั่งได้มีโอกาสกลับมาร่วมงานกับบ้านหลังเก่าที่อบอุ่นอีกครั้งในปี 2555 โดยเข้ามารับหน้าที่ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจลูกค้าบุคคลและเครือข่ายบริการ รับผิดชอบดูแลฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์เงินฝากและการลงทุนลูกค้าบุคคล และฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์การชำระเงินลูกค้าบุคคลและปริวรรตเงินตราต่างประเทศ

“ถามว่าการทำงานอยู่กับตัวเลข เรื่องเงินๆ ทองๆ เครียดมั้ย ส่วนตัวมองว่าทุกงานมีความยากและความสนุกแตกต่างกันออกไป การที่เราอยู่ในวงการนี้มานาน ต้องยอมรับว่าธุรกิจธนาคารเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ดังนั้น โจทย์ของคนทำงานธนาคารคือ จะทำอย่างไรเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่เปลี่ยนไปให้ได้มากที่สุด ตรงนี้แหละคือ สิ่งที่สนุก ทำให้เรารู้ว่าถึงจะอยู่ในวงการนี้มานาน แต่ทุกวันยังมีเรื่องให้เรียนรู้ไม่สิ้นสุด”

นพวรรณ ยอมรับว่า กับสายงานปัจจุบันที่เข้ามาดูแลในส่วนลูกค้าบุคคลที่เข้ามาใช้บริการที่สาขาถือว่าเป็นโจทย์ใหม่ที่ท้าทาย เพราะต้องดูแลทุกข์สุขความพึงพอใจของลูกค้า ต้องลงพื้นที่ไปรับฟัง
ฟีดแบ็กจากลูกค้าโดยตรงเพื่อเอามาปรับปรุง เพราะบางครั้งถ้ามองในมุมมองคนทำงานก็อาจจะมองข้ามสิ่งที่เป็นปัญหากับลูกค้า

“หลายคนบอกว่า สาขาของธนาคารกสิกรไทยคนเยอะ คิวยาว เราก็พยายามปรับปรุง ให้เจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำว่า บางบริการสามารถทำธุรกรรมผ่านตู้อัตโนมัติ หรือถ้าลูกค้าต้องการความสะดวกยิ่งกว่า อาจจะใช้บริการผ่านแอพพลิเคชั่น อย่างตอนนี้ นอกจากธุรกรรมทางการเงินทั่วไป จะซื้อประกันการเดินทาง ซื้อกองทุน หรือแม้แต่อายัดบัตรเอทีเอ็ม ก็ทำผ่านแอพพลิเคชั่นได้”

ถึงจะมองเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของวงการธนาคาร แต่แบงก์เกอร์หญิงคนเก่งยอมรับว่า สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือแก่นแท้ของการเป็นสถาบันการเงิน ที่ต้องยืนหยัดด้วยความน่าเชื่อถือและความไว้ใจของลูกค้า

 

“สำหรับใครที่อยากเข้ามาในอาชีพนี้ บอกเลยว่าเป็นอาชีพที่น่าภูมิใจ การได้ทำงานในสถาบันที่คงอยู่มาเป็น 100 ปี เป็นธุรกิจเสาหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลเงินและผลประโยชน์ของลูกค้า เพราะฉะนั้นคนที่เข้ามาทำงานในธุรกิจนี้ต้องมีความเป็นมืออาชีพจริงๆ

ในส่วนของเนื้องาน ไม่ว่าอาชีพไหนก็งานหนัก เพราะฉะนั้นถ้าอยากประสบความสำเร็จต้องมีแพชชั่นและความเชื่อในสิ่งที่ทำ ไม่ว่าจะอยู่ในองค์กรใหญ่หรือเล็ก หรือทำงานส่วนตัว ดั่งคำที่ว่า Where there’s a will, there’s a way หากมีความตั้งใจ ก็ยังคงมีหนทางเสมอ” แบงก์เกอร์สาว กล่าวทิ้งท้าย

 

จิตรภัทร์ จึงอยู่สุข นักโฆษณาผู้เชื่อในทุกความเป็นไปได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 สิงหาคม 2559 เวลา 10:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/445917

จิตรภัทร์ จึงอยู่สุข นักโฆษณาผู้เชื่อในทุกความเป็นไปได้

โดย…โยธิน อยู่จงดี

“ผมเป็นคนเชื่อว่า มีความเป็นไปได้หมดทุกอย่าง ผมไม่เชื่อว่าไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ แค่เราต้องลองก่อน ลองในทุกรูปแบบที่เรามี ต้องมีเครื่องมือสักอย่างในงานโฆษณาที่จะทำให้เป้าหมายของลูกค้าเป็นจริง เพียงแค่จะใช้วิธีไหนเท่านั้นเอง” จิตรภัทร์ จึงอยู่สุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอร์มินัล วัน นักโฆษณาหนุ่มผู้สร้างปรากฏการณ์ในวงการโฆษณาอันเป็นที่จดจำของทุกคนอย่างผงซักฟอก ออล แคมเปญหอมกระจาย และสินค้าในเครือยูนิลีเวอร์หลายชิ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่ล้วนเป็นผลงานจากไอเดียทีมโฆษณาของเขา

เกิดมาเพื่องานโฆษณา

“สิ่งที่ทำให้ผมเลือกเส้นทางในวงการโฆษณาเริ่มต้นมาจากตอนเด็กๆ ผมเป็นคนชอบดูโฆษณา ชอบดูงานดีไซน์ ชอบงานที่ดูสวยงามเป็นศิลปะ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคุณแม่ผมเป็นอาจารย์สอนศิลปะ ทำให้ผมชอบงานศิลปะไปด้วยในตัว ตอนเด็กๆ ผมชอบวาดรูป แรกๆ ก็วาดภาพแบบเด็กๆ ทั่วไปที่วาดกัน ท้องฟ้า ทะเล ภูเขา จู่ๆ วันหนึ่งผมเกิดไปวาดการ์ตูนช่องโฆษณาสินค้า โดยที่ไม่รู้เลยว่าการวาดแบบนั้นคือส่วนหนึ่งในกระบวนการทำโฆษณา ซึ่งทำให้ผมตัดสินใจเรียนต่อด้านโฆษณา”

จิตรภัทร์ เรียนจบปริญญาตรี ด้านโฆษณา ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) และเรียนต่อปริญญาโท ภาควิชาโฆษณา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากเรียนจบจึงเข้าทำงานที่บริษัท ลีโอ เบอร์เน็ทท์ อยู่ระยะหนึ่ง จากนั้นจึงเข้าทำงานที่บริษัท เจดับบลิวที ซึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้และพัฒนาฝีมือในวงการโฆษณาจนเป็นที่ยอมรับ

“ที่เจดับบลิวที ต้องขอบคุณโอกาสที่ให้ผมดูแลสินค้าในเครือยูนิลีเวอร์ โอเรียนทอล พริ้นเซส แบรนด์โฟร์โมสต์ ซึ่งทำให้ผมเรียนรู้งานโฆษณาและได้ประสบการณ์มากมายจากที่นี่ จนวันหนึ่งผมเริ่มเห็น
มุมที่จะทำอะไรได้มากมายเกี่ยวกับแบรนด์ต่างๆ แต่ที่ผมรู้สึกก็คือข้อจำกัดในการทำงานหลายอย่าง ที่ทำให้ไอเดียนั้นไม่สามารถออกมาเป็นรูปร่างได้ เลยคุยกับเพื่อนๆ ว่าเรามาเซตอัพบริษัทกัน เป็นบริษัทโฆษณาไทยแท้ ที่เชื่อใน วันเบสต์ แคมเปญไอเดีย ว่าลูกค้าแต่ละแบรนด์ แคมเปญที่ดีที่สุดของพวกเขาคืออะไร

“นอกจากแนวคิดหลัก ในเรื่องขั้นตอนการทำงาน ผมพยายามลดขั้นตอนในการทำงาน ด้วยการใช้บุคลากรที่เป็นซีเนียร์ทั้งหมด และพนักงาน 1 คนเป็นได้ทั้งแพลนเนอร์ จนถึงโปรดิวเซอร์ เพื่อลดสเต็ปการทำงานที่ไม่จำเป็นออกไป สิ่งที่ลูกค้าจะได้คือเรื่องงานที่ตรงใจและเข้าถึงเป้าหมายมากขึ้น ได้งานที่เร็วขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น”

สำเร็จด้วยสร้างสรรค์

“สินค้าที่ทำให้ผมมีชื่อในวงการก็คือ ผงซักฟอกออล เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยประมาณปี 2011 ออลเป็นแคมเปญแรกของเรา ที่ต้องทำให้ผงซักฟอกน้องใหม่ของวงการซึ่งจะลงไปทำตลาดล่างนั้นเข้าไปติดอยู่ในใจของกลุ่มเป้าหมาย แม่บ้านทั่วประเทศและจดจำว่าเป็นผงซักฟอกที่มีความหอมให้ได้

“เราได้โจทย์กลับมาคิดอยู่ไม่นานนักก็ได้ไอเดียอย่างนึงออกมา คือถ้าเราคิดในแพตเทิร์นทั่วไปก็คือเราสร้างหนังโฆษณา และบอกว่าผงซักฟอกออลหอมอย่างไร แต่เราอยากทำให้ออลนั้นดูสนุกสนาน เพราะเราได้อินไซด์ว่าการซักผ้าด้วยมือของแม่บ้านเป็นเรื่องน่าเบื่อ และเราก็พบว่าแม่บ้านเหล่านี้ชอบเรื่องเอนเตอร์เทน ดังนั้นแทนที่เราจะบอกแค่ว่าผงซักฟอกหอม เราก็ทำให้เรื่องการซักผ้าเป็นเรื่องสนุกสำหรับทุกคน โดยทำเพลงขึ้นมาหนึ่งเพลง ชื่อเพลงว่า ‘หอม’ จากปกติที่เราจะเดินไปโปรดักชั่นส์ เฮาส์ เราไปคุยกับครีเอเทีฟและเพลนเนอร์ เพื่อทำโฆษณาออกมา เราเลือกเดินไปคุยกับแกรมมี่ ขอศิลปินของเขา 1 คน เพื่อมาร้องเพลงหอม เราได้ศิลปิน ไอซ์ ศรัญยู มาร้องเพลงนี้ให้เรา

“แล้วเมื่อมาดูเนื้อเพลงหอม จะเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับผงซักฟอกออลที่เด่นเรื่องความหอมทั้งหมด แต่ไม่มีแบรนดิ้งเข้ามาเกี่ยวข้อง จากนั้นเราปล่อยเพลงออกอากาศ ตามรายการเพลงและในคลื่นวิทยุต่างๆ ในเอ็มวีมีท่าเต้นเป็นท่าซักผ้า ไม่นานนักเพลงก็ขึ้นอันดับ 1 ในคลื่นวิทยุต่างๆ กลายเป็นเพลงยอดนิยมในช่วงนั้น เราปล่อยเวลาให้เพลงนี้ได้รับความนิยมไป 1 เดือนและจึงเริ่มแคมเปญหอมกระจาย เป็นเพลงเปิดตัวสินค้าของออล พร้อมท่าเต้นซักผ้าซึ่งเป็นที่จดจำของกลุ่มเป้าหมาย ทำให้ผงซักฟอกออลเป็นที่รู้จักจดจำเทียบเท่ากับแบรนด์ผงซักฟอกรุ่นพี่ที่เป็นเจ้าตลาดทั้งหมด และทำให้เกิดกระแสการทำเพลงโฆษณาตามมาอีกหลายชิ้น และผลงานแคมเปญเพลงหอมจากออล ‘ไลฟ์ อิส อะ มิวสิคัล, ก็คว้ารางวัล ‘เดอะพีเพิล อวอร์ด, จากเทศกาลสื่อสากล ปี 2554 เมืองมงเทรอซ์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในที่สุด”

ทุกปัญหามีทางออกเสมอ

“เคล็ดลับที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากการที่ให้เราพูดจาภาษาเดียวกับลูกค้า ลูกค้าจะบอกผมเสมอว่าผมพูดจาภาษาเดียวกับเขา คือพูดแล้วเรามีความเข้าใจตรงกัน เพราะสิ่งที่ผมจะทำเสมอคือ ใจเย็น ตั้งใจฟังให้ลูกค้าพูดให้หมดก่อนอย่าเพิ่งไปขัด ฟังจบแล้วเราถึงจะบอกสิ่งที่เราคิดว่าเราคิดตรงกันไหม ผมจะพูดเสมอคือ ‘ผมเข้าใจพี่และสิ่งที่ผมคิดคือ…,  ดังนั้นการฟังและวิธีการพูดเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เข้าใจลูกค้า

“ต่อมาก็คือเรื่องประสบการณ์ เราต้องเข้าใจลูกค้า เข้าใจกระบวนการทำงานและการต้องกลั่นกรองความคิด เราต้องสร้างภาพใหญ่ขึ้นมาก่อน และทำให้ภาพนั้นกับภาพในความคิดลูกค้าตรงกัน ด้วยการพูดคุยกันที่เนื้อหาโดยตรง เราไม่ปฏิเสธความคิดลูกค้า ถ้าทำได้และทำแล้วดีเราจะทำ แต่ถ้ามีมุมที่เราเห็นว่าน่าจะดีกว่าเราจะปรับความคิดนั้นออกมาเป็นวิธีการทำงานและพูดว่าอะไรที่สามารถทำได้และทำไม่ได้ และเราต้องปรับการทำงานนั้นอย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด

บางอย่างอาจจะดูเป็นไปไม่ได้ แต่ผมเป็นคนเชื่อในความเป็นไปได้หมดทุกอย่างเวลาที่ลูกค้าเข้ามาเขาจะมาพร้อมปัญหา และเราต้องหาทางออกให้กับพวกเขา เพียงแต่ว่าจะใช้วิธีอะไรเท่านั้น ทุกปัญหาในโลกนี้มีทางออก ในงานโฆษณาก็เช่นกันอยู่ที่ว่าเราจะใช้วิธีไหนมาแก้ปัญหาเท่านั้นเอง”

 

มิกค์ ทองระย้า สุขเสมอ เมื่อเข้าครัวทำอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:02…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/445498

มิกค์ ทองระย้า สุขเสมอ เมื่อเข้าครัวทำอาหาร

โดย…แมงโก้หวาน ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ใครจะคิดว่า มิกค์ ทองระย้า พระเอกลูกครึ่งไทยเดนมาร์ก แห่งช่อง 7 สี จะเก่งแต่เรื่องการแสดงอย่างเดียว เพิ่งรู้ว่าฝีมือในการทำอาหารก็ไม่ใช่เล่น การันตีว่าขายได้และขายดีด้วย แม้จะไม่ใช่เชฟมือโปร แต่ถ้าลองได้เข้าครัวเมื่อใดอาหารทุกจานจากฝีมือเขาก็อร่อยน่ากินไม่แพ้หน้าตาอันหล่อเหลาของเขาแน่นอน (ดูซิดู)

พูดถึงความสามารถในการทำอาหารของมิกค์ บอกตรงนี้เลยว่าเขาไม่ได้เรียนจากโรงเรียนหรือสถาบันสอนทำอาหารที่ไหน แต่ลงมือและเรียนรู้ด้วยตัวเองจากตำราและครูของเขาในการฝึกฝนช่วงแรกๆ ก็คือ
ยูทูบต่อมาก็จะไปสอบถามหาความรู้จากเชฟ หรือพ่อครัวในร้านอาหารต่างๆ ที่เขาได้ไปรับประทานอาหาร จากนั้นหาโอกาสฝึกปรือมาเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าการทำอาหารเป็นกิจกรรมที่สนุกและมีความสุข

“จริงแล้วที่ผมชอบทำอาหารก็ต้องบอกว่ามันเกิดจากการที่เราชอบรับประทานอาหารที่อร่อยๆ มักจะเสาะหาร้านอร่อยขึ้นชื่อในที่ต่างๆ ที่เราไป เช่น เวลาไปต่างจังหวัด หรือไปถ่ายละครแถวไหนก็ตาม เป็นต้องถามคนละแวกนั้นๆ เสมอ มีร้านอาหารที่ไหนอร่อยๆ ถ้ามีผมก็จะไปชิม เมนูไหนอร่อยก็ถามเชฟของร้าน ทำยังไง มีเคล็ดลับอะไรบ้าง ด้วยความที่เขารู้เราว่าเป็นดาราก็จะบอกเคล็ดลับนิดๆ หน่อยๆ แล้วเรามาลองทำที่บ้าน

 

ถ้าเชฟที่คุ้นเคยกันก็ถามได้เลย ทำอยู่อย่างนี้ แต่ว่าช่วงแรกๆ จะฝึกจากยูทูบก่อน ทำทั้งขนม อาหารก็ทำ อร่อยบ้าง ไม่อร่อยบ้าง เสียบ้าง ได้บ้าง ก็ไม่เป็นไร เพราะถ้าไม่ลองก็ไม่รู้และคงทำไม่เป็น สุดท้ายก็ทำได้พัฒนามาเรื่อยๆ จนมาเปิดร้านอาหารของตัวเองร่วมกับหุ้นส่วนชื่อว่า WHAT MONDAY ถนนเส้นเข้าไปมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (ถนนแจ้งวัฒนะ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี) โดยร้านจะอยู่ใกล้กับโดมิโนพิซซ่า” พระเอกเรื่องทะเลไฟ เล่าถึงการฝึกทำอาหาร

สำหรับการตัดสินใจเปิดร้านอาหาร มิกค์ บอกว่า ก็สืบเนื่องจากการที่ตัวเองชอบเสาะหาอาหารอร่อยๆ รับประทาน และขณะเดียวกันก็ชอบทำอาหารด้วย จึงคิดว่าถ้าจะทำอาชีพหรือธุรกิจอะไรสักอย่างนอกเหนือจากการเป็นนักแสดงก็ควรจะหาสิ่งที่ตัวเองชอบทำน่าจะดีที่สุด จึงเป็นที่มาของการเปิดร้าน WHAT MONDAY

“ตอนแรกเราทำร้านอาหารทะเลครับ แต่ต่อมาได้เปลี่ยนแนวใหม่สไตล์อาหารไทยและอิตาเลียนฟิวชั่น แต่ยังคงคอนเซ็ปต์เดิมอยู่นิดหน่อย คือมีความเป็นทะเลอยู่บ้าง เพราะเรามีลูกค้าเก่ายังเหนียวแน่นและชื่นชอบเมนูของเราได้ ส่วนร้านบรรยากาศดีมาก นั่งชิลๆ อยู่ริมสระ มีพื้นที่อินดอร์เป็นห้องแอร์ และเอาต์ดอร์ มีดนตรีสดประเภทโพล์กซอง มีจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ให้ลูกค้าได้ชมกีฬาและอื่นๆ เครื่องดื่มหลากหลาย เปิดตั้งแต่ 4 โมงเย็นถึงเที่ยงคืน”

 

จะเห็นได้ว่ามิกค์ไม่ได้เก่งแค่บทบาทการเป็นนักแสดงอย่างเดียว แต่ฝีมือการทำอาหารของเขาก็ถือว่าพอตัวทีเดียว ว่าแล้วมิกค์ไม่รอรีขอเข้าครัวพิสูจน์ฝีมือให้เห็น จัดมาสองเมนูเด็ดๆ ที่คิดขึ้นมาเองและขายในร้าน คือ ทะเลขลุกขลิกกับซี่โครงหมูอบซอสบาร์บีคิว สีสันน่ารับประทานมาก แต่มีสูตรเมนูทะเลขลุกขลิกมาฝากแฟนๆ โพสต์ทูเดย์ไปลองทำ

“ทะเลขลุกขลิกออกแนวอาหารไทยครับ ผมใช้กุ้ง หมึก หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ มีน้ำราดนิดหน่อยเพิ่มความแซ่บ เสิร์ฟจานใหญ่กินได้หลายคน ส่วนซี่โครงหมูอบซอสบาบีคิว เป็นแนวอิตาเลียน ผมเลือกซี่โครงหมูเพราะต้องการเพิ่มโปรตีนให้ร่างกาย เนื้อหมูนุ่มอร่อยไม่ติดกระดูก เชิญไปชิมที่ร้านได้ครับ สอบถามได้ที่เบอร์ 06-2369-4462” มิกค์เชิญชวนชิมที่ร้าน

ทว่าโอกาสที่ลูกค้าจะได้ชิมฝีมือการทำอาหารของเขาค่อนข้างหาโอกาสยาก เนื่องจากงานละครมีเวลาที่ไม่ค่อยแน่นอนเขา จึงฝากขอโทษลูกค้าที่อยากชิมฝีมือของเขาไว้ ณ ที่นี้ด้วย พร้อมฝากแฟนๆ ติดตามผลงานละครของเขาหลังจากทะเลไฟจบไปตอนนี้ก็มี “กาลครั้งหนึ่งในหัวใจ” เพิ่งออนแอร์เมื่อวาน (พฤหัสบดีที่ 28 ก.ค.) ซึ่งเขารับบทเป็น แดเนียล หว่อง พระเอกของเรื่องในบทบาทหัวหน้าแก๊งมาเฟีย อีกเรื่อง “เพชรตัดเพชร” ถ่ายทำเสร็จแล้วรอออนแอร์และนักบุญทรงกลด อยู่ในช่วงของการกำลังถ่ายทำ

ทะเลขลุกขลิก

วัตถุดิบ

กุ้งแม่น้ำ 200 กรัม

หมึก 150 กรัม

หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ 150 กรัม

มาม่า 1 ห่อ

ข่า 50 กรัม

ตะไคร้ 50 กรัม

ใบมะกรูด 5 ใบ

ผักชีฝรั่ง 2 ต้น

แมงกะพรุน 150 กรัม

วิธีทำ

ตั้งน้ำลวกเส้นมาม่าทิ้งไว้ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืช 3 ช้อนนำเนื้อสัตว์ที่เตรียมไว้ลงผัดให้สุกใส่ผักที่เตรียมไว้ลงผัดให้สุก

ปรุงรส

น้ำปลา 1 ช้อนตวง

น้ำมะนาว 2 ช้อนตวง

น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนตวง

น้ำพริกเผา 2 ช้อนตวง

นมคาร์เนชั่น 2 ช้อนตวง

ผัดทั้งหมดให้เข้ากันแล้วจัดเรียงใส่จานเสิร์ฟเคียงกับเส้นมาม่า โรยหน้าด้วยผักชีฝรั่ง พริกทอด พร้อมเสิร์ฟ

 

สุพัตรา เขมทองคำ นางฟ้าบนสังเวียนนักสู้ เ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/445055

สุพัตรา เขมทองคำ นางฟ้าบนสังเวียนนักสู้

โดย…กองทรัพย์ ภาพ… ภัทรชัย ปรีชาพานิช

เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นนักมวยหญิงอาชีพ ภาพในความทรงจำที่ติดตาก็คงจะเป็นภาพสาวผมซอยสั้น รูปร่างกำยำใกล้ชาย วาดลวดลายและออกอาวุธกันอย่างเอาเป็นเอาตายบนสังเวียนผ้าใบ แทบไม่มีใครจะคิดเลยว่า เป็นนักมวยก็สวยได้ พีช-สุพัตรา เขมทองคำ หรือชื่อในวงการมวยคือ ภู่ระหงษ์ ศศิประภายิม นอกจากกำลังเตะ หมัด ศอก ที่ใช้น็อกคู่ต่อสู้แล้ว เธอยังมีความสวยชนิดเป็นดาวเด่นของวงการและคว้าตำแหน่ง “คนสวยมวยสยาม” ในงานครบรอบ 27 ปี นสพ.มวยสยาม ช่วยปลุกกระแสมวยไทยหญิงให้ได้รับความสนใจ จากทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ปัจจุบันนอกจากทำหน้าที่เป็นครูสอนมวยไทยให้กับนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิงแล้ว เธอยังได้รับการทาบทามให้เป็นหนึ่งในนักมวยหญิงที่จะขึ้นชกในศึกระดับนานาชาติ เร็วๆ นี้ด้วย

สวยด้วยมวยไทย

“บ้านพีชไม่ได้ลำบากจนถึงต้องมาชกมวยเลี้ยงชีพ แต่พีชชกมวยเพราะใจรักล้วนๆ” สาวตาคม เล่าย้อนจุดเริ่มต้นของการโลดแล่นบนสังเวียนผ้าใบ เธอประเดิมชกมวยตั้งแต่สมัยมัธยมเพราะอยากลดน้ำหนัก แต่เพราะใจรักในศิลปะการต่อสู้ ทำให้ภายใน 1 ปี เธอเรียนรู้การออกอาวุธครบถ้วน และสามารถขึ้นชกได้ “พีชเริ่มจากมาชกมวยเพราะอยากลดน้ำหนักตอนนั้นหนักเกือบ 80 กก. ไปเรียนมวยทุกวันที่การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ต่อยมวยจนตัวเล็กลง และเรียนรู้การออกอาวุธได้หมด ใจเราอยากขึ้นชกมาก แต่ครูไม่อนุญาตเพราะยังเด็ก จนกระทั่งมีรุ่นพี่ที่มีแข่งขันเขาประสบอุบัติเหตุขึ้นชกไม่ได้ ครูก็เลยให้พีชขึ้นชกแทน”

 

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปนอกจากร่างกายที่ปราดเปรียวขึ้น การขึ้นชกในคราวนั้นนำพาให้พีชก้าวเข้าสู่สังเวียนผ้าใบอย่างเต็มตัวและได้ขึ้นชกกับต่างชาติมาตลอดเพราะสูงกว่าสาวไทยด้วยกัน จนตอนนี้ย่างเข้าสู่ปีที่ 8 แล้ว “ถ้าถามว่าอะไรคือเสน่ห์ของกีฬาต่อสู้ โดยเฉพาะมวยไทย พีชมองว่ามวยไทยคือศิลปะการต่อสู้ที่มีครูของบ้านเรา ในท่วงท่าที่แข็งแรงมีความสวยงามอ่อนช้อยซ่อนอยู่ขณะเดียวกันก็เป็นอาวุธที่ร้ายกาจด้วย

“ในอดีตคนที่จะมาเป็นนักมวยอาชีพ หลายคนมองว่าจะต้องเป็นคนฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี แต่พีชมองว่าคนที่เข้ามาชกมวย เขามีใจรัก และปัจจุบันค่าตัวของนักมวยก็พอจะเลี้ยงชีพได้ และมีหลากหลายทางให้เดิน เวลา 8 ปีในวงการนี้ของตัวพีชเองก็ได้รับสิ่งดีๆ มากมาย อย่างแรกคือความแข็งแรง ความอดทน ระเบียบวินัยในการฝึกซ้อมและดูแลตัวเอง การรู้จักยอมแพ้ การไม่หลงระเริงกับชัยชนะ ที่สำคัญทำให้พีชรู้ว่าเรารักทางนี้และอยากมุ่งมั่นต่อไปในเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ด้วยการเป็นเทรนเนอร์และครูสอนมวยไทยต่อไป”

สวยจิตอาสา

แม้สายอาชีพมวยไทยช่วยเลี้ยงปากท้องได้ แต่พีชก็ไม่ละทิ้งเส้นทางความฝันในด้านอาชีพนักกฎหมายเพื่อเป็นอัยการตามรอยคุณพ่อ เธอเลือกศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และมีผลการเรียนในระดับที่เรียกว่าดี

และมิติที่นอกเหนือจากการเป็นนักมวยอาชีพและการเป็นนักศึกษาของสาวนักสู้คนนี้ก็คือการเป็นอาสาสมัครป่อเต็กตึ๊ง ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่เปิดโลกของการเป็นผู้ให้ให้กับสาวตาคมวัย 23 ปี “พีชเข้ามาทำงานอาสาสมัครเพราะคุณแม่ร่วมงานกับพี่บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ จึงทำให้มีเพื่อนจำนวนหนึ่งทำงานเป็นอาสาสมัคร ส่วนของพีชมีโอกาสทำงานเริ่มจากอาสาสมัครเล็กๆ น้อยๆ เช่น งานประชาสัมพันธ์ และงานใหญ่ เช่น ล้างป่าช้า หรือน้ำท่วม เราก็ลงพื้นที่ไปช่วยเหลือในฐานะกำลังเสริม แต่ถ้ามีเวลาพีชจะออกตระเวนเฝ้าระวังเหตุในช่วงกลางคืนด้วย แต่ไม่ได้ถี่เหมือนคนที่เขาเป็นอาสาสมัครประจำ

“การเข้าเวรกลางคืนเราจะต้องไปตั้งแต่สองทุ่ม กลับถึงบ้านก็เช้า ช่วงเวลาที่คนอื่นนอนหลับ พวกเราเฝ้าระวังเหตุ บางวันไม่มีเหตุก็ดีไป แต่บางคืนมีคนบาดเจ็บหรือหนักสุดก็เสียชีวิต เราเคยคิดว่าถ้าวันหนึ่งเราไปทำงานแล้วเจอคนที่เรารู้จัก เราจะควบคุมสติตัวเองได้ไหม การทำงานตรงนี้ทำให้เราเข้าใจการเสียสละ และยังเรียกสติตัวเองกลับมาโดยใช้เหตุการณ์เหล่านี้เตือนสติตัวเอง เช่น เวลาขับรถเร็ว หรือกระทั่งใช้ชีวิตอยู่อย่างไม่ประมาท เราอาจจากคนที่เรารักไปทุกเมื่อ ดังนั้น งานนี้ก็ทำให้พีชใช้เวลากับคนที่รักเราอย่างมีคุณภาพมากขึ้น”

 

เป้าหมายของพีชในเส้นทางนักมวยอาชีพ เธออาจจะผันตัวไปเป็นครูเต็มตัว “อายุมวยของแต่ละคนค่อนข้างสั้น พีชเริ่มต้นตั้งแต่อายุ 15 ปัจจุบันก็เลือกไฟต์ต่อยที่ท้าทาย หรือเลือกงานโชว์มากขึ้น เราไม่อยากใช้ร่างกายหักโหม แต่องค์ความรู้เรื่องมวยของเรายังอยู่ ก็จะนำความรู้เหล่านี้ไปใช้โดยการสอน ยิ่งตอนนี้มุมมองต่อมวยไทยของหลายคนเปลี่ยนไป งานด้านนี้ก็ยังเดินต่อไปได้ ตอนนี้ก็เป็นเทรนเนอร์มวยไทย และซ้อมรอแมตช์ใหญ่ๆ” สุดสวยมวยสยาม กล่าวยิ้มๆ

ไม่ว่าอนาคตบนสังเวียนของนางฟ้านักสู้ของพีชจะเป็นอย่างไรหรือยาวไกลแค่ไหน แต่วันนี้เธอยังคงเดินตามฝันและค่อยๆ ก้าวสู่ความสำเร็กับสิ่งที่ทำอยู่

 

ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ บทบาทและความพยายาม ที่ไม่คาดหวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/444846

ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ บทบาทและความพยายาม ที่ไม่คาดหวัง

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ… World Animal Protection

โตโน่-ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ นักร้องนักแสดงชื่อดัง ผู้เป็นที่รู้จักจากรายการเดอะสตาร์ 6 ในปี 2553 ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 โตโน่เป็นคนขอนแก่น บิดาเป็นนักมวยตั้งชื่อเขาว่าเจ้าหมูโตโน่ ที่ต่อมากลายมาเป็น “โตโน่” ที่ทุกคนรู้จักในบทบาทของนักร้องนักแสดงที่สาวๆ กรี๊ด Tono & The Dust หลายเพลงที่คุ้นหูกันดี ไม่ว่าจะเป็น จะหยุดเวลาได้ไหม นับดาวด้วยกันไหม อยากเป็นคนที่ทำให้เธอรู้สึกดี และ L.O.V.E.

วันนี้มารู้จักกับอีกหลายบทบาทของโตโน่ ที่เจ้าตัวบอกว่า พยายาม และเต็มที่ หากก็ไม่คาดหวัง

1 นักร้อง

เริ่มปี 2553 โตโน่ หรือ ภาคิน คำวิลัยศักดิ์หนุ่มน้อยจากขอนแก่นได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ซึ่งในสัปดาห์ที่ 6 นั้น โตโน่ได้ร้องเพลง ใจสั่งมาอ่อนซ้อม ชายคนหนึ่ง และผู้ชนะ โดยเพลงอำ ลาเวทีโตโน่ได้เลือกร้องเพลง รักเธอเสมอเป็นเพลงอำลา ปี 2556 โตโน่ ตั้งวง Tono & The Dust สังกัด Up^G (GMM GRAMMY)วันวางแผงอัลบั้มวันแรกยังจำได้เพลงแรกคือบ้าคิดถึง และเพลงเก่านำกลับมาทำใหม่“ยังไงก็โดน”

 

 

2 นักแสดง

ที่โดดเด่นที่สุดคงไม่พ้นเรื่องเพชรฆาตดาวโจร โตโน่ทุ่มเทอย่างมากกับบทบาทนี้ บทบู๊ต่างๆ แสดงเอง ในปีที่ผ่านมายังเล่นละครอีกหลายเรื่อง เช่น เรือนแพ บ่วงวันวาร ปีกมารหัวใจริษยา และหัวใจมีเงา

“ทุกคนจำ ผมได้จากบทโจร ถามผมว่าอยากรับบทอะไรมากที่สุดตอนนี้ คงต้องบอกว่าอยากรับบททหารดูบ้าง ผมเห็นทหารในชีวิตจริงและอยากสะท้อนภาพนี้ออกมาให้คนได้เห็น ชีวิตคนมีหลายมิติ โดยเฉพาะชีวิตทหารในประเทศไทย”

3 ลูกกตัญญู

ได้รับรางวัลลูกกตัญญู ประจำปี2555 โดยสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์เนื่องในวันแม่แห่งชาติ โตโน่เป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับรางวัลลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงต่อแม่ ดูแลเอาใจใส่และปฏิบัติต่อแม่เป็นอย่างดีสม่ำเสมอทุกคนที่รู้จักเขาจะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าโตโน่รักแม่มาก

 

 

4 พี่ชายที่แสนดี

โตโน่เป็นพี่ชายคนโต เขามีน้องสาว 1 คน ครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของนักร้องหนุ่ม โดยนอกจากจะทำหน้าที่เสาหลักของบ้าน เป็นลูกที่ดีของคุณแม่อีกบทบาทหนึ่งของเขาก็คือการเป็นพี่ชายที่แสนดีของน้องสาว “ต้องตา แสงรวี” คอยให้คำปรึกษาและเป็นกำลังใจให้กันเสมอมา

5 นักมวย

แม้วันนี้จะเป็นนักร้อง นักแสดงในวงการบันเทิงเต็มตัว แต่โตโน่ก็ยังไม่ทิ้งความฝันและความหวังของบ้าน ที่จะเปิดค่ายมวยต่อจากคุณพ่อ ตอนเด็กๆ ใกล้ชิดกับพ่อ และเห็นพ่อซ้อมมวย จึงอยากสานต่อในสิ่งที่พ่อรัก และถือเป็นการช่วยรักษาศิลปะมวยไทยให้คงอยู่

 

 

6 นักล่าฝัน

ความฝันที่จะทำให้ครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้น เป็นเสาหลักแทนพ่อที่เสียไป จึงทำ ให้เข้าประกวดเดอะสตาร์ ในฐานะคนต่างจังหวัด การจะเปลี่ยนชีวิตแบบพลิกสุดขั้วถ้าไม่ได้จากการเป็นนักมวย นักกีฬา ก็ต้องเป็นหมอลำ นักร้อง โตโน่จึงเลือกที่จะลองเป็นนักร้องดูสักครั้ง ในที่สุดด้วยเสียงร้อง บุคลิก และทัศนคติที่โดนใจ ก็ทำให้ก้าวเป็นตัวแทนภาคอีสานของThe Star 6 ได้สำเร็จ

7 ทูตองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก

อีกบทบาทที่โตโน่ภาคภูมิใจคือการเป็นทูตองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกประจำประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียง และประชาสัมพันธ์โครงการสวัสดิภาพสัตว์ร่วมรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของสวัสดิภาพสัตว์ร่วมกันปกป้องคุ้มครองสัตว์ และยุติการทำร้ายสัตว์ทั้งผ่านกิจกรรมและการให้สัมภาษณ์ในสื่อต่างๆ

“ล่าสุดกับกิจกรรมหนึ่งภาพ = หนึ่งวัคซีน ช่วยสุนัขจรให้ได้รับวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า โดยทุกคนสามารถช่วยน้องหมาได้ง่ายๆเพียงถ่ายรูปตัวคุณแตะมือกับน้องหมาคู่ใจแล้วโพสต์ลงหน้าเว็บของWorld Animal Protection พร้อมชื่อและอีเมลของคุณ ทุกหนึ่งภาพเท่ากับวัคซีนหนึ่งเข็ม จัดฉีดให้น้องหมาจรจัดหนึ่งตัว ร่วมโพสต์กันได้ตั้งแต่วันนี้-31 ก.ค.นี้ ที่ worldanimalprotection.or.thยิ่งโพสต์ภาพกันมากเท่าไหร่ น้องหมาก็ได้รับการช่วยเหลือมากเท่านั้น อย่าลืมนะครับ”

 

พิมพ์พิชา อุตสาหจิต และวันนี้ของบันลือกรุ๊ป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/444841

พิมพ์พิชา อุตสาหจิต และวันนี้ของบันลือกรุ๊ป

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ… กิจจา อภิชนรจเรข

หากใครเป็นแฟนคลับตัวยงของหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะ หรือมหาสนุก จะรู้ว่า บ.ก.วิติ๊ด ขาโหด หรือ วิธิต อุตสาหจิต มีลูกสาวคนโต ชื่อน้องนิว ซึ่งเป็นหนึ่งในคาแรกเตอร์การ์ตูนที่ใครหลายคนรู้จักและชื่นชอบเป็นอย่างดี วันนี้ เด็กผู้หญิงชื่อนิวในวันนั้น เติบโตเป็น นิว-พิมพ์พิชา อุตสาหจิต วัย 24 ปีแล้วในวันนี้ และเราจะมาทำความรู้จักกับเธอกัน ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ของเครือบันลือกรุ๊ป โดยเธอดำรงตำแหน่งกรรมการบริหาร

“บทบาทของนิวในวันนี้ คือการดูภาพรวมของบริษัท ว่ามันมีโอกาสทางธุรกิจในทิศทางใดบ้าง เติบโตและขยายตัวอย่างไรบ้าง โดยมองว่าคอนเทนต์ที่เรามีอยู่หรือสร้างขึ้นมาใหม่ ทั้งสิ่งพิมพ์ ดิจิทัล โมชั่นคอนเทนต์ การ์ตูนแอนิเมชั่น และคาแรกเตอร์การ์ตูน สามารถพัฒนาไปอยู่ในช่องทางที่แปลกใหม่หรือสร้างสรรค์ใดได้บ้าง หรือสามารถสร้างรายได้ขึ้นมาได้ไหม ไปสร้างสรรค์ร่วมกับแบรนด์ต่างๆ ได้ไหม สามารถนำคอนเทนต์ของเราไปต่างประเทศได้ไหม อีกทั้งยังพัฒนาคอนเทนต์ต่างๆ ให้ดีขึ้น และก่อตั้งทีมและพัฒนาทีมงานให้มีคุณภาพด้วยเช่นเดียวกัน”

 

พิมพ์พิชา เผยว่า ภายใต้การบริหารงานของเธอ เธอวางบันลือกรุ๊ปไว้เป็นสำนักสร้างสรรค์คอนเทนต์ ที่ไม่นิยามตนเองว่าเป็นสำนักพิมพ์อีกต่อไปแล้ว “เราจะเป็นผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ที่เผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ อย่างครบวงจร โดยต้องเป็นสื่อที่เหมาะสมกับคอนเทนต์นั้นๆ ด้วย ไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีอีกด้วย อีกทั้งยังสามารถสร้างกลยุทธ์การใช้สื่อให้กับทั้งบริษัทตนเอง และบริษัทอื่นๆ ได้อีกด้วยค่ะ”

เมื่อชี้ชวนให้พิมพ์พิชาได้พูดถึงสถานการณ์ของหนังสือ ณ ขณะนี้ เธอมองว่าอุตสาหกรรมหนังสือโดยภาพรวมก็คงจะเป็นไปตามสภาพตลาด “สิ่งที่เราทำได้ คือ สร้างทีมครีเอทีฟที่มาช่วยพัฒนาคอนเทนต์ของเราให้ดีมากๆ เพื่อให้มีคุณค่า มีความคิดสร้างสรรค์ มีลักษณะเฉพาะตัวและไม่เหมือนใคร รวมทั้งมีการสร้างคอมมูนิตี้ของกลุ่มคนอ่าน เพื่อให้คนอ่านรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ของเรา นอกจากนี้เรายังมีการคัดเลือกนักเขียนอย่างเข้มงวด เพื่อให้หนังสือที่ตีพิมพ์กับเราประสบความสำเร็จ จากเมื่อก่อนเราออกหนังสือเพื่อวางขายในงานสัปดาห์หนังสือทีละเยอะๆ ขายดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ก็ถัวเฉลี่ยกันไป แต่เดี๋ยวนี้เราออกทีละน้อยๆ แต่ต้องขายดีแน่นอน และมันต้องสามารถต่อยอดไปทำอะไรอื่นๆ ได้อีกในหลากหลายช่องทาง นี่คือกลยุทธ์ที่เราได้วางเอาไว้”

 

อย่างไรก็ตาม ภายใต้การบริหารงานของเธอ เธอมีหมุดหมายสำคัญ นั่นก็คือแต่ละแบรนด์ที่อยู่ภายใต้เครือบันลือกรุ๊ปจะต้องแข็งแรง และสามารถทำงานร่วมกันเป็นหน่วยใหญ่ได้ โดยมี 3 องค์ประกอบควบคู่กันไป นั่นคือ คุณภาพของคอนเทนต์ คุณภาพของการจัดการ และคุณภาพของการตลาด

“3 องค์ประกอบหลักนี้ นิวค่อยๆ ซึมซับมาจากการทำงานของคุณพ่อและคุณปู่ (บันลือ) รวมทั้งมุมมองความคิดและวินัยในการทำงานด้วย แต่นิวก็ได้รับอิสระในการทำงาน ไม่ได้ถูกตีกรอบว่า ปู่ทำแบบนี้มา พ่อทำแบบนี้มา เราต้องทำตามปู่และพ่อแบบเป๊ะๆ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย นิวดีใจที่ได้รับโอกาสให้ได้เติบโตไปในทิศทางของเราเอง นิวโชคดีที่ได้ทำงานแบบมีความสดใหม่ทันสมัยในแบบของเรา และมีความเก๋าประสบการณ์จากคุณพ่อและคุณปู่มาเป็นตัวเสริมทัพ”

พิมพ์พิชา บอกเล่าว่า หลักในการทำงานของเธอ คือ ทำเต็มที่ให้ทุกวันนี้ดีที่สุด ต่อให้อนาคตจะเกิดอะไรขึ้น ก็จะไม่เสียใจ เพราะเราได้ทำเต็มที่แล้ว สำหรับไลฟ์สไตล์ของพิมพ์พิชา เธอชอบสรรหาอาหารอร่อยๆ รับประทานตามร้านอาหารใหม่ๆ ชอบอ่านหนังสือ ชอบดูภาพยนตร์และการ์ตูนแอนิเมชั่น โดยเธอเป็นแฟนคลับตัวยงของดิสนีย์ นอกเหนือจากนี้นิวยังคิดว่า ครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับนิว เวลาว่าง หรือวันหยุด ก็จะพาครอบครัวใหญ่ของนิวไปเที่ยวกันค่ะ”

 

สุทธิเกียรติ คงคติธรรม ซูชิอร่อยด้วยความใส่ใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/444202

สุทธิเกียรติ คงคติธรรม ซูชิอร่อยด้วยความใส่ใจ

โดย…ปอย  ภาพ กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

เริ่มเข้าครัวตั้งแต่อายุ 19 ปี ตั้งแต่โยกย้ายตามครอบครัวไปอยู่สหรัฐ ถ้านับเวลาจนถึงวันนี้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้ 12 ปีแล้ว เชฟบอส-สุทธิเกียรติ คงคติธรรม หนุ่มล่ำหน้าตี๋บอกพร้อมเสียงหัวเราะชอบใจ ที่ได้เปิดเผยอายุตั้งแต่เริ่มต้นสนทนากันเลยทีเดียว กับหน้าที่เชฟใหญ่ประจำร้านบาบา อิกิ (Baba Iki) ห้องอาหารญี่ปุ่นของโรงแรมศรีพันวา จ.ภูเก็ต

เชฟบอสจัดซูชิ 7 คำ ให้ลองชิมเรียกน้ำย่อยกันก่อน การทำงานบนเคาน์เตอร์หั่นปลาด้วยมีดด้ามยาวที่มีชื่อว่า มีดยานางิบะ และอีกเล่มคือมีดด้ามเล็ก มีชื่อว่า เดบะ เชฟบอสหั่นซูชิ แล่ปลา ด้วยอุปกรณ์ประจำตัวคล่องแคล่ว พลางพูดคุยถึงซูชิจานนี้ว่ามีความพิเศษอย่างไรบ้าง

“ซูชิโอมากาเสะ (Omakase Course) เป็นซูชิในสไตล์เอโดะมาเอะ เอโดะคือชื่อเมือง ส่วนคำว่ามาเอะ แปลว่า ชายทะเล เอโดะเป็นเมืองริมทะเลอยู่ใกล้ๆ โตเกียว ความเป็นเมืองหลวงคนกินจึงหลากหลายจึงปรับให้ทันสมัยขึ้น ซูชิโรลใส่ซอสอโวคาโด รสดีอยู่ที่ปลาไม่แช่แข็งแต่สั่งสดมาจากญี่ปุ่นแล้วนำปลามาบ่มในสูตรของเรา

พื้นฐานสำคัญที่สุด ผมได้ทักษะทำอาหารจากคุณแม่ ผมชอบเข้าครัวช่วยแม่ทำกับข้าว (บอกพร้อมรอยยิ้ม) พอโยกย้ายตามแม่มาอยู่สหรัฐ ผมก็มาสมัครทำงานในร้านอาหารญี่ปุ่นเพราะอ่านการ์ตูนแล้วอยากเป็นเชฟ (หัวเราะ) เริ่มงานในครัวล้างจานก่อนเลยครับ (บอกพลางยิ้มกว้าง) สำหรับการเป็นเชฟซูชิ นี่คือสิ่งสำคัญมากๆ เพราะการปรุงอาหารดิบจะต้องเน้นความสะอาดให้มากที่สุด จากหน้าที่ล้างจาน รวมไปถึงกวาดถูพื้นได้สะอาดหมดจดได้ดีแล้วนะครับ ก็จะได้เลื่อนขึ้นมาเตรียมของวัตถุดิบสำหรับการปรุง หั่นผัก ไต่เต้าไปเรียนรู้การหุงข้าว จนถึงขั้นตอนแล่ปลาที่มาพร้อมกับการปั้นข้าวซูชิ

การเรียนรู้เป็นขั้นเป็นตอนแบบนี้ ไม่มีใครมาสอนเราหรอกนะครับ ทุกอย่างคือการเรียนแบบครูพักลักจำทั้งนั้น เพราะเชฟญี่ปุ่นดุมาก ไม่มีการจ้ำจี้จ้ำไชนั่งสั่งสอนกัน ทุกอย่างในครัวคือการเรียนรู้จริง” เชฟบอสบอกด้วยบุคลิกตรงๆ เข้มๆ ก็น่าจะได้บุคลิกมาจากการทำงานโดยตรง

 

คำว่า โอมากาเซะ แปลว่า ยกให้คุณจัดการเลย ในที่นี้จึงหมายความว่าเชฟเป็นคนเลือกมาให้เลยว่า วันนี้ควรกินอะไร ของดีที่สุดในวันนี้เชฟก็จัดให้เต็มที่

“ผมชอบการทำงานต่อหน้าคนกิน แล้วได้เห็นรีแอ็กชั่นตอบกลับมาโดยทันที แต่เวลาคนถามว่าทำไมเลือกเป็นเชฟซูชิ ผมก็จะตอบฮาๆ ว่าไม่ร้อนดีครับ (หัวเราะ) วิธีการกินซูชิไม่ต้องจิ้มโชยุเพิ่มเติมเลยนะครับ แต่ละคำเชฟปรุงแต่งรสชาติดีเลิศที่สุดแล้ว ซึ่งถ้าดั้งเดิมจริงๆ เชฟแนะนำให้ใช้มือเปล่ากิน แต่คนไทยยังไม่ชินกัน แล้วชอบละลายวาซาบิในซีอิ๊ว การกินแบบนั้นทำให้เสียรสชาติปลานะครับ ถ้าชอบวาซาบิก็ให้คีบก้อนเล็กๆ ไว้ด้านบนซูชิ แล้วจิ้มซีอิ๊วเบาๆ เพื่อให้ได้รสปลาที่แท้จริง”

ตำรับดั้งเดิมครูพักลักจำ เชฟบอสนำมาปรับให้ถูกลิ้นถูกใจคนไทย โดยเลือกซีอิ๊วที่รสเข้มกว่าเดิม เพิ่มน้ำส้มปรุงรสชาติให้เข้มข้นขึ้นอีกนิด การเป็นลูกมือของเชฟใหญ่เมื่อตอนอยู่สหรัฐ นับเป็นความท้าทายที่ได้เจอเชฟเก่งขึ้นเรื่อยๆ และเพิ่มพูนประสบการณ์จากโจทย์ใหม่ๆ เข้ามาตลอดการทำงาน

“ผมถือเป็นการท้าทายตัวเอง การทำอาหารญี่ปุ่นในสหรัฐ ต้องการความตื่นเต้นด้วยนะครับ …คนกินต้องรู้สึก Wow! ผมโชคดีครับได้ทำงานกับครูในเรื่องนี้ คือ มาซาฮารุ โมริโมโตะ เชฟกระทะเหล็ก ที่มีชื่อเสียงของรายการโทรทัศน์ Iron Chef เชฟโด่งดังมากและเป็นเจ้าของร้านอาหารในนาป้า วัลเล่ย์ เมืองท่องเที่ยวของรัฐแคลิฟอร์เนีย เชฟโมริโมโตะนับเป็นผู้บุกเบิกการทำอาหารสไตล์เจแปนนีส ฟิวชั่น

เชฟโมริโมโตะ เลือกใช้วัตถุดิบดั้งเดิมแบบญี่ปุ่นทุกประการ สร้างความตื่นเต้นในการกินโดยมีการตกแต่งจานอาหารในแบบฝรั่ง ที่ต้องสวยดูดีไม่แพ้รสชาติ ทั้งหมดนี้ต้องมีความใส่ใจในการทำอาหาร แล้วผมมีหลักการทำอาหารเดียวกันคือ ปรุงด้วยความใส่ใจ คือเคล็ดลับทำให้อาหารเราอร่อยที่สุดเลยครับ” เชฟบอสบอกพร้อมรอยยิ้มภูมิใจที่ได้นำเสนอซูชิจานนี้