วีกฤษฏิ์ พลาฤทธิ์ เรียบง่ายตรงไปตรงมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กรกฎาคม 2559 เวลา 14:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/444016

วีกฤษฏิ์ พลาฤทธิ์ เรียบง่ายตรงไปตรงมา

โดย…ปอย ภาพ… ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ประสบความสำเร็จขายดิบขายดี จากคอลเลกชั่น HAY Christmas Pop-Up เมื่อปลายปีที่แล้ว ทั้งที่ใครๆ ก็ว่าเป็นช่วงปีที่คนไทยไม่ค่อยกล้าควักเงินออกจากกระเป๋า วีกฤษฏิ์ พลาฤทธิ์ นักธุรกิจเจ้าของร้าน เฮย์ (HAY) ผู้นำเข้าเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดังจากยุโรป ซึ่งเป็นยี่ห้อที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในแวดวงหนุ่มสาวฮิปสเตอร์ชอบเลือกใช้ของเก๋ ของคุณภาพดี ความเป็นหน้าใหม่ในวงการจึงตัดสินใจขอตีเหล็กตอนกำลังร้อนๆ จากการเปิดร้านขายเฟอร์นิเจอร์ในรูปแบบไลฟ์สไตล์ป๊อปอัพสโตร์ ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์เมื่อปีกลายที่ผ่านมา และในทันทีที่สยามดิสคัฟเวอรี่เปิดใหม่กลางปีนี้ แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ เฮย์ จึงเปิดร้านใหญ่รองรับห้างโฉมใหม่ เอาใจคนรักงานดีไซน์ ด้วยการเพิ่มเฟอร์นิเจอร์สุดคูลชิ้นน้อยชิ้นใหญ่เต็มรูปแบบ

นักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่แต่งตัวเนี้ยบอินเทรนด์แฟชั่น วีกฤษฏิ์ บอกว่า แค่ร้านพื้นที่ขนาดจำกัดตรงทางเดินบริเวณ ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์ ก็สามารถทำยอดขายได้เยี่ยมน่าพอใจแล้ว ฉะนั้น การเปิดร้านใหม่ขนาดใหญ่โต บนชั้น 3 สยามดิสคัฟเวอรี่จึงมั่นใจที่สุด กับการดำเนินธุรกิจค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์คุณภาพสมราคา

แฟนคลับในเมืองไทย “เฮย์” ไม่น้อย

บนโต๊ะไม้ตัวใหญ่มีแอกเซสซอรี่ชิ้นเล็กชิ้นน้อย สมุด หนังสือ วางอยู่บนโต๊ะรับประทานอาหาร ให้อารมณ์เหมือนอยู่บ้านพักอาศัยของตัวเอง ตอบโจทย์คนเมืองแบบ HAY Living Space Pop-Up เจ้าของร้านหน้าตี๋ อ๋อง วีกฤษฏิ์ อธิบายเฟอร์นิเจอร์แบรนด์นี้อิมพอร์ตมาจากประเทศเดนมาร์ก เป็นร้านยอดนิยมในเมืองโคเปนเฮเกน นำเสนอดีไซน์น่าสนใจให้กับคนรุ่นใหม่ในราคาที่ทุกคนสามารถจับต้องได้

“เฟอร์นิเจอร์ยี่ห้อ เฮย์ เป็นหนึ่งในเฟอร์นิเจอร์ของร้าน Norse Republics ที่มีรากฐานมาจากภาษาในแถบสแกนดิเนเวีย Norse มีความหมายเหมือนกับคำว่า Nordic หมายถึง กลุ่มผู้คนในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ซึ่งก็คือ นอร์เวย์ ฟินแลนด์ สวีเดน และสไตล์เฟอร์นิเจอร์เน้นความเรียบง่าย ซึ่งกลุ่มนี้ก็รวมเดนมาร์กด้วยนะครับ สินค้าแบรนด์สำหรับการใช้ในที่พักอาศัย มีทั้งเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน ของใช้ในสำนักงาน แต่ละชิ้นมีดีไซน์รับแรงบันดาลใจมาจากวิถีการใช้ชีวิตในแบบเรียบง่าย แต่เน้นการออกแบบที่มีสไตล์ และความพิถีพิถันไม่ทิ้งรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ

การได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย มาจากยึดหลักคอนเซ็ปต์ที่ให้ความสำคัญฟังก์ชั่นการใช้งานเหมาะกับไลฟ์สไตล์คนในเมือง งานมีดีไซน์รูปแบบใหม่
โดดเด่นไม่เหมือนใคร เน้นสนนราคาที่ทุกคนจับต้องได้จริงด้วยครับ

กลุ่มแฟนของเฟอร์นิเจอร์ยี่ห้อ เฮย์ ในเมืองไทยมีเยอะ มีเด็กในกลุ่มมหาวิทยาลัยกลุ่มใหญ่เลยครับ นักศึกษาสายดีไซน์ สายอินทีเรียร์ ซึ่งวันนี้เด็กกลุ่มนี้มีกำลังซื้อในแบบช็อปปิ้งของจำพวกเครื่องเขียน หรือของตกแต่งบ้านที่เป็นแอกเซสซอรี่ชิ้นเล็กๆ ซื้อเป็นของขวัญเมื่อคริสต์มาสที่ผ่าน จึงขายดีมากๆ และอีกไม่นานคนกลุ่มนี้ก็จะกลายเฟิสต์จ็อบเบอร์มีกำลังซื้อมากขึ้น ผมจึงมีความมั่นใจว่าธุรกิจของเราจะโตขึ้นไปได้เรื่อยๆ ครับ” วีกฤษฏิ์ เริ่มต้นอธิบายถึงธุรกิจที่กำลังทำด้วย
น้ำเสียงมั่นใจ

นักธุรกิจหน้าใหม่ในวงการค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ มาจากครอบครัวทำธุรกิจโรงงานผลิตแผ่นไม้เฟอร์นิเจอร์ บริษัท กรีนพาแนล และพาเนล เวิลด์ จึงทำให้เขาตัดสินใจเลือกเรียนปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ (ภาคภาษาอังกฤษ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเป็นพื้นฐานความรู้เข้ามาช่วยทำงานของครอบครัว หลังจบปริญญาตรีเริ่มต้นดูแลธุรกิจในภาพรวมทั้งหมดของบริษัท ซึ่งกำลังบุกเบิกธุรกิจการผลิตสินค้าตัวใหม่ คือ แผ่นซีเมนต์บอร์ด ในฐานะลูกชายคนโตของครอบครัวจึงรับผิดชอบดูแลด้านเปิดตลาดทั้งในและต่างประเทศ

“ผมวิ่งขายแผ่นซีเมนต์บอร์ดซึ่งผลิตเพื่อใช้ในงานก่อสร้าง หรือโรงงานอุตสาหกรรมหนักต่างๆ ผมทำงานกับที่บ้านได้สองปีครับ งานด้านการตลาดก็อิ่มตัวเพราะของขายได้หมดแล้ว โรงงานมี Supply เพียงพอเพราะมีคนสั่งทุกๆ เดือน ไม่มีอะไรจะขายแล้ว (หัวเราะ) พอว่างๆ ก็เลยมาลองทำด้านดีไซน์ดูครับ ลองดีไซน์โบรชัวร์ ดีไซน์เว็บไซต์ ก็รู้สึกเกิดความชอบงานทางด้านออกแบบ แต่ถ้าให้ไปเรียนทางด้านกราฟฟิกดีไซน์ก็นึกถึงการต่อยอดธุรกิจไม่ออก (บอกพร้อมรอยยิ้ม)

แล้วก็มีของที่ชอบอีกอย่าง คือผมชอบเฟอร์นิเจอร์ รู้สึกว่ามองทุกๆ วัน เราก็อยากรู้หลักการออกแบบของโซฟา โต๊ะ เก้าอี้แต่ละตัว กลับมาจากทำงานเหนื่อยๆ ผมมีความสุขมากกับการนอนจมอยู่ในโซฟาตัวที่เราเลือก มันจึงเป็นความผูกพัน ซึ่งก่อนตัดสินใจเลือกทำธุรกิจด้านนี้ จึงขออนุญาตทางครอบครัวไปเรียนในด้าน Industrial Design โดยเลือกวิชาเอก Furniture Design ที่ Istituto Europeo di Design เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ผมเคยทำงานคล้ายๆ ธีซิสส่งโดยมีโจทย์เป็นโคมไฟคริสตัลสวารอฟสกี ใช้นวัตกรรมไม่ให้เป็นแค่ก้อนคริสตัลแข็งๆ ผมดีไซน์ให้โคมเคลื่อนไหวได้ โคมไฟชิ้นนี้ได้รางวัลด้วยครับ การเรียนตรงนั้นถือว่าคลิก อยากกลับมาดีไซน์งานเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ของตัวเอง” วีกฤษฏิ์ บอกพร้อมรอยยิ้มสไตล์นักธุรกิจใจเย็น

เฟอร์นิเจอร์บ่งบอกเชื้อชาติ

แบรนด์เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านสัญชาติเดนมาร์ก โดดเด่นด้วยดีไซน์เรียบๆ คูลๆ มาพร้อมกับสีสันสมัยใหม่ ผสานเข้ากับลูกเล่นเฟอร์นิเจอร์ที่มีให้เลือกยกทั้งคอลเลกชั่น เช่น โต๊ะ เก้าอี้ โซฟา อาร์มแชร์ จัดโชว์เต็มร้าน

เฟอร์นิเจอร์สไตล์คนรุ่นใหม่ไซส์เล็กลง สะท้อนการใช้ชีวิตคนในยุคสมัยนี้ที่ใช้ชีวิตในคอนโดหรือที่พักอาศัยในพื้นที่จำกัด และรสนิยมของผู้ใช้ได้อีกด้วย วีกฤษฏิ์ อธิบายสไตล์เฟอร์นิเจอร์แบรนด์จากเดนมาร์ก ความเรียบง่ายมีกลิ่นอายสแกนดิเนเวีย มีเอกลักษณ์อยู่ที่การเน้นวัสดุไม้โทนสีอ่อนๆ เบาๆ ดูสบายตาดูเป็นธรรมชาติ โต๊ะเก้าอี้ออกแบบเหมือนกับการพับกระดาษแบบออริกามิ เป็นฝีมือของนักออกแบบญี่ปุ่น หรือการเย็บตะเข็บเบาะหนังในแบบแฮนด์เมดก็บ่งบอกการให้ความสำคัญของรายละเอียดในสไตล์คนออกแบบจากดินแดนอาทิตย์อุทัยอีกหนึ่งชิ้น

“เฟอร์นิเจอร์ในร้านนี้ก็ไม่มีแค่ดีไซเนอร์ชาวยุโรป ไม่ใช่เดนมาร์กจ๋าอย่างเดียว ความสนุกจึงอยู่ตรงนี้เลยครับ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) เพราะความที่จัดเป็นร้านโด่งดังไปทั่วโลก จึงมีนักออกแบบร่วมงานกับแบรนด์หลากหลายเชื้อชาติ ปัจจุบันมีแฟล็กชิปสโตร์ 8 ร้าน ทั้งในเดนมาร์ก 6 ร้านในยุโรป และร้านแรกในเอเชียอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ ที่เกาหลีนิยมใช้เฟอร์นิเจอร์แบรนด์นี้มาก นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีตื่นเต้นมากๆ ที่เห็นร้านใหญ่ที่สยามดิสคัฟเวอรี่ นอกจากนั้นก็มีสินค้าไปวางขายในดีไซน์สโตร์และพิพิธภัณฑ์ชื่อดังทั่วโลก หรือในโรงแรมและร้านอาหารชื่อดังระดับโลกอีกมากมายครับ ก็มีเฟอร์นิเจอร์ เฮย์ นำไปตกแต่งและจัดวางโชว์

ผมชอบทุกอย่างที่เป็นงานอาร์ตแฟชั่น ตอนเรียนก็คิดว่าถ้ามีแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ของตัวเองก็คงดีนะ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) แต่การสร้างแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ให้มีแนวคิดแตกต่างจากคนอื่น ก็ว่ายากแล้วนะครับ พอถึงงานดีไซน์ถ้าเป็นชิ้นสเกลใหญ่ ก็ยากยิ่งขึ้นอีก ผมยกตัวอย่างเช่นชั้นเหล็กสำหรับวางของที่ชื่อ New Order นักออกแบบเชลฟ์ตัวนี้ มีวิธีการคิดที่สมบูรณ์แบบมาก คือคนที่ใช้สามารถต่อเติมได้ตามความพึงพอใจเลยนะครับ มีแค่ประแจตัวเดียวก็ต่อเติมได้ตามความต้องการ เลือกขนาดสูงแค่ไหนก็ได้ แล้วต่อเชลฟ์ให้สูงขึ้นไปมากถึง 10 ชั้น เหล็กก็เป็นเส้นตรง ไม่มีโค้งงอ

ดีไซเนอร์ใช้เวลาในการคิดค้นชั้นวางของเหล็กตัวนี้ถึง 5 ปีเลยนะครับ ซึ่งถ้าให้ผมออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่เพอร์เฟกต์และใช้เวลานานๆ แบบนี้ ผมขอตัดสินใจนำเข้ามาขายชิมลางควบคู่ไปก่อนดีกว่านะครับ” วีกฤษฏิ์ บอกพร้อมเสียงหัวเราะ

สินค้าดีไซน์สวยนำเสนอราคาที่ทุกคนจับต้องได้ และด้วยแนวคิดของแบรนด์มีการกำหนดราคาใกล้เคียงกันทั่วโลก ด้วยปัจจัยนี้เองจึงกลายเป็นร้านเฟอร์นิเจอร์ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก

“วิธีการดำเนินธุรกิจของแบรนด์ เฮย์ และวิธีการทำธุรกิจของผมคล้ายคลึงกันครับ เน้นความตรงไปตรงมา อย่างเช่นในเรื่องราคาก็เน้นการกำหนดราคาเดียวทั่วโลก ซึ่งถ้าอาจแตกต่างกันก็ไม่มากนะครับ เช่นอยู่ที่ภาษี Vat แต่ละประเทศ ถ้าเมืองไทยเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นมีหินอ่อน ก็จะมีภาษีเพิ่มตรงส่วนนี้เท่านั้นเอง วิธีการทำธุรกิจแบบนี้เหมือนหลักการใช้ชีวิตของผมไปอีกด้วย คือผมเน้นใช้ชีวิตตรงไปตรงมา

ผมชอบความเรียบง่าย ไม่ชอบอะไรหรูหรา เป็นลักษณะงานที่เข้ากับนิสัยและสไตล์การดำเนินชีวิตของเราอย่างแท้จริง” วีกฤษฏิ์ บอกทิ้งท้ายถึงธุรกิจและการใช้ชีวิตที่บรรจบกันโดยบังเอิญ

 

วลัยพรรณ รัศมี ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กรกฎาคม 2559 เวลา 17:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/443903

วลัยพรรณ รัศมี ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ปัจจุบันนี้ใครๆ มักจะได้ยินคำว่าสตาร์ทอัพ หรือผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่อายุยังน้อย อันสืบเนื่องมาจากเด็กยุคนี้จบการศึกษามาจะไม่อยากไปทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน แต่ใฝ่ฝันจะเป็นนายตัวเองด้วยการทำอาชีพอิสระ หรือหาธุรกิจเล็กๆ แนวๆ เป็นของตัวเอง เช่นเดียวกับสาวสวยคนนี้ อีฟ-วลัยพรรณ รัศมี กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีฟส์ กรุ๊ป ผู้ผลิตและจำหน่ายแบรนด์อีฟ (Eve’s)

หลังจากเรียนจบปริญญาตรี ทางด้านฟู้ดไซน์ ที่สถาบันราชภัฏสวนสุนันทา ขณะเรียนมหาวิทยาลัยเธอเคยไปฝึกงานที่บริษัทผลิตอาหารแห่งหนึ่งและพบว่าไม่ชอบงานออฟฟิศแบบนั้น แต่ก็ยังไม่แน่ใจสักเท่าไหร่ หลังเรียนจบเธอจึงไปลองทำงานออฟฟิศอยู่ปีกว่า โดยเปลี่ยนงานอยู่ 2 แห่ง จนได้คำตอบที่แน่ชัดแล้วว่า เธออยากทำอาชีพอิสระมากกว่า

เริ่มธุรกิจตอนอายุ 23

วลัยพรรณ เล่าว่า เธอเริ่มทำงานพริตตี้ตามงานมอเตอร์โชว์และงานอื่นๆ ควบคู่กับขายเสื้อผ้าและขนมแถวๆ บ้าน “มีช่วงหนึ่งขอแฟรนไชส์ลูกชิ้นปลาทอดเจ้าดังมาขายปากซอยบ้านขายดีมากๆ ขายวันละ 4-5 ชั่วโมงเท่านั้น ขายเย็นๆ ดึกๆ ก็เลิก หักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือเดือนละ 3 หมื่นกว่าบาท” ปรากฏเจ้าของที่เห็นเราขายดีเลยเอาที่คืน แต่เธอก็ไม่ท้อ ชื่นชอบกับการขายของเพราะได้เห็นเงินทุกวัน จึงเปลี่ยนมากขายเสื้อผ้า

 

ขณะที่ขายเสื้อผ้าวัยรุ่นเธอก็ขายครีมบำรุงผิวเสริมไปด้วย “คือเป็นครีมที่เคยใช้แล้วมันดีจริงๆ ราคาไม่แพง ก็เลยไปรับมาขายโดยมาทำยี่ห้อของตัวเองชื่อครีมรัศมี ซึ่งเอามาขายเป็นตู้เล็กๆ ในร้านไม่ได้หวังว่าจะทำรายได้อะไรให้มากมาย” แต่ปรากฏว่าของที่เธอไม่ได้ตั้งใจมาทำตลาดจริงจังกลับขายดีมาก ยอดขายแซงหน้าเสื้อผ้าที่เป็นของหลักในร้าน เธอจึงขยายตลาดด้วยการนำครีมไปขายผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งเธอเป็นรายแรกๆ ที่มาทำตลาดผ่านออนไลน์ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เพราะอยากทำงานสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง เมื่อครีมไปด้วยดี เธอจึงเลิกขายเสื้อผ้าหันมาเอาดีกับการขายครีมเพียงอย่างเดียว ซึ่งตอนนั้นเธอมียอดขายปีละ 4-5 ล้านบาท ขณะที่เธออายุ 25 ปี

รู้ให้ลึกรู้ให้จริงในสิ่งที่ทำ

เมื่อเห็นว่าตลาดออนไลน์เติบโตด้วยดี เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาเธอก็ขยายมาทำอาหารเสริมสุขภาพเพิ่มเข้ามาด้วย พวกกลูต้าไธโอน คอลลาเจน ต่างๆ ระหว่างนั้นเธอก็ไปเข้าเรียนคอร์สสั้นๆ เรื่องสมุนไพรอาหารเสริมต่างๆ แต่ก็รู้สึกว่ามันยังไม่แน่นพอ

ดังนั้น เธอจึงไปเรียนต่อปริญญาโท ที่คณะการแพทย์แผนตะวันออก สาขาวิชาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่มหาวิทยาลัยรังสิต “คือคิดว่าเราหาทางของตัวเองจนเจอแล้ว ถ้าจะเอาดีทางนี้ควรมีหลักวิชาที่จริงจัง จะได้มีส่วนในการพัฒนาสูตรต่างๆ เพื่อที่จะได้ตอบลูกค้าได้อย่างมั่นใจ รวมทั้งเราจะได้รู้ว่าส่วนผสมของสินค้าที่เราไปจ้างผลิตนั้นถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ จะได้ทำงานได้อย่างมั่นใจ” เธอ กล่าวอย่างจริงจัง

 

ตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา เธอมียอดขายสินค้าปีละกว่า 20 ล้านบาท โดยการขายผ่านออนไลน์ และตัวแทนจำหน่าย และล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมาเธอมียอดขายของครีมบำรุงผิวและอาหารเสริมรวมกัน 60 ล้านบาท ขณะที่เธออายุ 28 ปี

ปีหน้าตั้งเป้า 100 ล้าน

วลัยพรรณ ตั้งเป้าว่า ภายในอายุ 30 ปี เธอจะต้องทำยอดขายให้ได้ปีละ 100 ล้านบาท ซึ่งเธอมั่นใจว่าสามารถทำได้อย่างแน่นอน เนื่องจากเธอจะขยายไลน์สินค้าเพิ่มขึ้นในกลุ่มครีมบำรุงและอาหารเสริม ในสิ้นปีนี้อีก 2-3 ตัว

“ที่มั่นใจอย่างนี้เพราะตอนนี้เรามีฝ่ายวิจัยและพัฒนา (R&D) เป็นของตัวเอง โดยที่อีฟมีส่วนร่วมในการพัฒนาสูตรเพราะเรียนปริญญาโทด้านนี้มาโดยตรง และปลายปีนี้เราจะรีแบรนด์สินค้าอีฟสกินแคร์ของเราใหม่ รวมทั้งปีหน้าจะเปิดโรงงานใหม่เป็นของตัวเอง จากเดิมที่เราจ้างเขาผลิต แผนการเร่งด่วนในการทำงานคือเปิดโรงงานผลิตของตัวเองไม่จ้างใครแล้ว และออกสินค้าใหม่อีก 2-3 ตัว จากเดิมที่มีอยู่ 5-6 ชนิด มั่นใจว่าปีนี้จะมียอดขายเกือบ 100 ล้านบาทอย่างแน่นอน”

 

เตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์

สำหรับแผนการการทำงานในอนาคต ภายใน 2 ปีนี้ วลัยพรรณ จะนำสินค้าเข้าไปวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรดให้ได้ไม่เกินปีหน้า และแผนงานภายใน 3-4 ปี ข้างหน้าคือเธออยากจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งขยายไลน์สินค้าเพิ่มขึ้น ในกลุ่มเครื่องสำอาง เช่น ลิปส์มัน ลิปส์สี แป้ง และกลุ่มเมกอัพอื่นๆ คือให้ครบวงจรทั้งสกินแคร์ เมกอัพ และอาหารเสริม

หลักการทำงานของเธอ ก็คือ พยายามเรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองทำ รู้ให้ลึกรู้ให้จริง สโลแกนของเธอ ก็คือ อีฟทำเพราะอีฟรู้ เธอบอกว่าเมื่อก่อนตอนที่ยังไม่ได้เรียนปริญญาโทด้านนี้ เธอไม่รู้ถ่องแท้ว่าส่วนผลิตส่วนผสมของสินค้ามีอะไรบ้าง แล้วมีจริงไหม โรงงานบอกอะไรมาเราต้องเชื่อตามนั้น แต่ตอนนี้หลอกเราไม่ได้ เรารู้จักสินค้าเราเป็นอย่างดี อะไรไม่แน่ใจว่าได้ตามสัดส่วนที่เราออร์เดอร์ไปหรือไม่ เราขอเอาไปตรวจสอบที่ห้องแล็บทันที เราต้องมีจรรยาบรรณในวิชาชีพของเราเสมอ

“นี่คืออาชีพ นี่คืออนาคตของเรา เราจะไม่มักง่าย ไม่ทำอย่างฉาบฉวย เราต้องการให้ยั่งยืนมั่นคง ต้องการให้บริษัทอยู่ยาวนานไปอีกหลายสิบปี เพราะเราเริ่มมีทีมงานมากขึ้น”

 

วลัยพรรณไม่หยุดที่เรียนรู้เพิ่มเติมในเรื่องการบริหารงาน ด้วยการอ่านหนังสือฮาวทูบริหารงานต่างๆ เนื่องจากเธอไม่มีประสบการณ์ในการทำงานในบริษัทใหญ่ๆ มาก่อน เริ่มธุรกิจของตัวเองเพียงแค่อายุ 23 ปี ด้วยเงินลงทุนเริ่มแรกเพียงหลักหมื่นบาท ลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ จนกระทั่งค่อยจับทางถูกตอนอายุ 25 ปี และเริ่มมั่นคงขึ้นตอนอายุ 27 ปี และหวังว่าจะแข็งแรงตอนอายุ 30 ปี ดังนั้นเธอจึงต้องบริหารงานและชีวิตอย่างมีขั้นมีตอน ให้มีหลักการอย่าให้ผิดพลาดโดยง่าย เพราะเธอเริ่มมีพนักงานอีกหลาย 10 ชีวิต ให้ต้องดูแล เธอบอกว่าถ้ามีโอกาส เธออาจจะเรียนต่อปริญญาเอกด้านการบริหาร เพื่อนำมาใช้การบริหารในอนาคต

การมาถึงวันนี้ของเธอก็ไม่ได้มาง่ายๆ มีการลงทุนลงแรงมาพอสมควร ตอนขายเสื้อผ้าเจ๊งไปก็มี ขายลูกชิ้นก็ถูกยึดร้านคืน ทุกอย่างไม่ได้โชคช่วยหรือฟลุก แต่โชคดีว่าเธอเริ่มธุรกิจทันทีนับแต่เรียนจบ การเริ่มตอนอายุน้อยๆ จึงทำให้เธอประสบความสำเร็จได้โดยเร็ว หรือหากจะเกิดการผิดพลาดบ้างก็ทำให้โอกาสในการฟื้นตัวลุกขึ้นสู้ใหม่ทำได้อย่างรวดเร็ว แต่จังหวะชีวิตดีที่จับทางได้ถูกต้องรวดเร็ว และทำงานอย่างมุ่งมั่นตั้งใจไม่ย่อท้อเมื่อเจอปัญหาและอุปสรรค

 

ชาคริต พิชญางกูร ศาสตร์และศิลป์ต้องมีในธุรกิจความงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/443656

ชาคริต พิชญางกูร ศาสตร์และศิลป์ต้องมีในธุรกิจความงาม

โดย…ปอย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ยอดขายสินค้าธุรกิจความงาม ตัวเลขเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 6-8 เปอร์เซ็นต์ทุกปี ถือเป็นธุรกิจที่น่าเข้ามาแชร์ตลาดและทำให้ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจสื่อบันเทิง บริษัท อาร์เอส ตัดสินใจทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาท เปิดบริษัทใหม่ในชื่อ “ไลฟ์สตาร์” เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงามทั้งเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนำเข้าจากทั่วโลก โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมามีการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ รวดเดียว 4 แบรนด์ และในเดือนนี้เปิดตัวเครื่องสำอางล็อตใหญ่อีก 4 แบรนด์

การทำสงครามธุรกิจความงามมีการตั้งเป้าทำยอดขายภายในสิ้นปี จะต้องให้ได้เป้าสูงสุด 500 ล้านบาท ซึ่งเมื่อได้ยินตัวเลขแล้วแสดงได้ชัดเจนถึงความคาดหวังของ เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ นายใหญ่อาร์เอส สูงลิบลิ่ว เรียกเสียงฮือฮาว่าเฮียไม่ได้มาเล่นๆ แต่จริงจังเอามากๆ กับธุรกิจใหม่ครั้งนี้

สำหรับแม่ทัพใหญ่ตะลุยธุรกิจความงาม เฮียฮ้อท่านประธานใหญ่ได้ส่งผู้บริหารหนุ่มไฟแรง ชาคริต พิชญางกูร รับตำแหน่งเอ็มดี บริษัท ไลฟ์สตาร์ เข้าคลุกวงในร่วมวงแข่งขันระดับที่ต้องใช้คำว่า ดุเดือด (ผลิตภัณฑ์) ใครดีใครอยู่

“ไลฟ์สตาร์” น้องใหม่มาแรง

เมื่อมีโจทย์ต้องต่อยอดธุรกิจของบริษัทค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ ชาคริตซึ่งกุมบังเหียนตำแหน่งสำคัญในอาร์เอสถึง 2 ตำแหน่ง คือ กรรมการผู้จัดการไลฟ์สตาร์ และรองประธานฝ่ายบริหาร-ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และการตลาด ซึ่งได้รับหน้าที่ดูแลธุรกิจโดยรวมของสื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อดิจิทัล กล่าวว่า ขอมองออกนอกขอบสื่อที่เป็นธุรกิจเดิม มุ่งไปที่ธุรกิจเครื่องสำอางและอาหารเสริม โดยเล็งเห็นว่าวงการนี้มีเจ้าของธุรกิจระดับกลางเข้ามาซื้อสื่อในช่องทีวีของอาร์เอสเป็นจำนวนมาก แสดงถึงการเติบโตสูงมาก

เฮียฮ้อ สุรชัย จึงไฟเขียวทันที กอปรกับมีความเชื่อและมั่นใจแม่ทัพหนุ่มที่มีประสบการณ์ทำงานในบริษัทเครื่องสำอางข้ามชาติมาแล้ว

นำร่องด้วยเครื่องสำอาง 4 ยี่ห้อ ประสบความสำเร็จสูงมากกับการขายผ่านช่องทีวีอาร์เอส การเปิดตัวจึงเพิ่มอีกเป็น 8 ยี่ห้อ 20 กว่าผลิตภัณฑ์ โดยเพิ่มช่องทางขายผ่านทางโมเดิร์นเทรด วางจำหน่ายในร้านเครื่องสำอางมัลติแบรนด์ชั้นนำ นับเป็นธุรกิจใหม่ของบริษัทสื่อบันเทิงที่ประสบความสำเร็จเร็วอย่างน่าจับตา

“แน่นอนครับ ว่าการเป็นน้องใหม่ก้าวเข้ามาในวงการเครื่องสำอาง ก็ย่อมมีคำถาม…รู้เรื่องผลิตภัณฑ์ความงามดีแค่ไหนหรือ? ผู้บริโภคก็ย่อมต้องการความมั่นใจนะครับ สำหรับคำตอบข้อนี้ก็คือการคัดเลือกผลิตภัณฑ์มาจำหน่ายแต่ละชิ้น ได้ผ่านการร่วมมือกับสถาบันวิจัยคิดค้นผลิตภัณฑ์จากทั่วโลก เช่น สวิตเซอร์แลนด์ สเปน ฝรั่งเศส สหรัฐ และญี่ปุ่น เพื่อร่วมกันคิดค้นสกินแคร์สูตรใหม่ๆ ขึ้นมา ผมเคยทำงานกับบริษัทเครื่องสำอางยักษ์ใหญ่ของโลกมาแล้วครับ แต่ตอนนั้นรูปแบบงานเป็นการรับกลยุทธ์บริษัทแม่จากฝรั่งเศส โดยผมอยู่ในทีมการตลาด ไม่ได้อยู่ในทีมร่วมคิดค้นผลิตภัณฑ์ขวดใหม่ ความท้าทายและความน่าตื่นเต้นจึงแตกต่างกันนะครับ” ชาคริต เริ่มต้นสนทนาในบุคลิกผู้บริหารหนุ่ม มาดคล่องแคล่ว

ธุรกิจเครื่องสำอางไม่แค่ขายความสวย แต่ขายความเชื่อมั่นอีกด้วย ซึ่งสิ่งนี้ก็ต้องมาจากผลิตภัณฑ์คุณภาพดี

“เครื่องสำอางวางขายในตลาดวันนี้ มีพันๆ ยี่ห้อนะครับ แค่ให้ผู้บริโภคเลือกเราก็ยากแล้ว การซื้อซ้ำก็ยิ่งยากเข้าไปอีก ถ้าของไม่ดีคนก็ซื้อเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นของเราต้องดีจริงๆ ซึ่งผมมีวิธีง่ายๆ เลยครับ คือเลือกสกินแคร์ที่มีมานานแล้ว อย่างเช่น มาจีค เป็นแบรนด์วางขายในยุโรปมานานกว่า 20 ปีแล้ว มีการพัฒนานวัตกรรมอยู่ตลอดเวลา แล้วเมื่อนำเข้ามาโดยไลฟ์สตาร์ก็จะมีการพัฒนาสูตรกับสถาบันวิจัยด้วยนะครับ เพื่อให้เหมาะกับผิวคนเอเชีย การพิสูจน์กันด้วยคุณภาพสินค้าต้องใช้เวลา แต่ผมมั่นใจในเรื่องนี้มากๆ ครับ

การทำงานนี้ทำให้ผมได้ไปงานบิวตี้แฟร์ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เป็นเรื่องสนุกและท้าทายมากครับ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) เพราะเราได้เห็นนวัตกรรมเรื่องล่าสุดอยู่ตลอดเวลา เช่น เมื่อหลายปีที่ผ่านมามีการวิจัยสกินแคร์จากเมือกหอยทาก แต่วันนี้มีของใหม่คือเมือกปลาดาวกำลังมาแรงมาแทนที่ไปแล้ว

เฮียฮ้อมีโจทย์การต่อยอดธุรกิจใหม่ตลอดเวลาครับ ธุรกิจสื่อบันเทิงในมือจะสามารถขยายงานไปทางไหนได้บ้าง ผมมองว่าเราออกนอกขอบการเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์สื่อบันเทิงต่างๆ ออกไปได้แน่ๆ ครับ โดยใช้สื่อที่เรามีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งธุรกิจที่ซื้อโฆษณาในสื่อของเราเป็นจำนวนมากคือ สกินแคร์ เฮลท์แคร์ และเป็นลูกค้าระดับกลางเป็นส่วนใหญ่ แต่มีกำลังซื้อสื่อโฆษณาเดือนละหลายแสนบาทต่อเดือนเลยนะครับ ก็แสดงธุรกิจนี้ก้าวเติบโตต่อไปได้อีกไกล” ชาคริต กล่าวด้วยน้ำเสียงฉะฉานชัดเจนสไตล์ผู้บริหารที่มีความมั่นใจสูง

ตลาดความงามสุดคึกคัก

การเปิดตัวสกินแคร์มีผลิตภัณฑ์ 3 กลุ่ม สำหรับคน 3 วัย เริ่มตั้งแต่ผู้บริโภคอายุ 20 ปีไปจนถึง 50 ปี รุกตลาดระดับพรีเมียมแมสในราคาเริ่มต้นที่ 990-1,550 บาท วางกลยุทธ์ทางการตลาดโดยคัดเลือก 3 พรีเซนเตอร์ คือ มาช่า วัฒนพานิช เพ็ญพักตร์ ศิริกุล เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ แต่ละคนเป็นตัวแทนเครื่องสำอางได้ภาพชัดเจน

“มาจีค เป็นผลิตภัณฑ์แรกของไลฟ์สตาร์ นำเข้ามาจากสวิตเซอร์แลนด์ การเลือกผมมีวิธีคัดสินค้าที่มีประวัติ มีเรื่องราวในตัวเอง เช่น การเลือกใช้วัตถุดิบพิเศษไม่เหมือนใคร ซึ่งทำให้สามารถนำมาสร้างแบรนด์สตอรี่ได้ชัดเจน สินค้าก็จะเป็นที่จดจำของผู้ใช้ได้รวดเร็วขึ้นด้วยนะครับ สกินแคร์ขวดนี้อยู่ในกลุ่มแอนตี้เอจจิ้งใช้นวัตกรรมสกัดจากสาหร่ายหิมะสีแดงที่สามารถเอาชนะธรรมชาติหนาวเย็นจัดได้ พืชชนิดนี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความแข็งแกร่งท่ามกลางธารน้ำแข็งบนเทือกเขาแอลป์

ดังนั้น พรีเซนเตอร์ต้องเป็นผู้หญิงนิยาม สวย สตรอง เวลาผ่านไปเธอก็ยังสวย แล้วที่สำคัญต้องดูแกร่งด้วยนะครับ คำตอบสรุปก็คือ มาช่า วัฒนพานิช ตรงกับนิยามนี้ที่สุด

มาช่า ไม่ใช่ศิลปินของอาร์เอส แต่การคัดเลือกพรีเซนเตอร์ที่เหมาะสม ขณะเดียวกันต้องได้ใช้จริง และรู้สึกดีกับผลิตภัณฑ์จริงๆ ด้วยนะครับ การเลือกตัวแทนผลิตภัณฑ์ ถ้าไม่จริงใจ คนดูก็จับได้ไม่ยากหรอกครับ” ชาคริต กล่าวพร้อมรอยยิ้มกับประโยคสุดท้าย

ผู้บริหารธุรกิจความงาม กล่าวว่า วันนี้เครื่องสำอางกลายเป็นของใช้ที่จำเป็น และขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว เมื่อผู้ใช้พึงพอใจที่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง กอปรกับการตลาดออนไลน์ที่เข้าถึงคนทุกๆ กลุ่มได้ง่ายขึ้น คนรุ่นใหม่ช่วง 20-35 ปี มีอำนาจในการซื้อสูงและมีพฤติกรรมใส่ใจดูแลตัวเองและสิ่งรอบตัว คนจึงยอมควักเงินออกจากกระเป๋าเพื่อลงทุนให้ภาพลักษณ์ดูดีกันมากขึ้น

“ตอนผมทำงานที่ลอรีอัล ผมเริ่มสนใจเรื่องนวัตกรรมการผลิตเครื่องสำอาง จึงตัดสินใจไปเรียนต่อในระดับปริญญาเอก สาขาวิชาธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ตอนเริ่มต้นทำบริษัท ไลฟ์สตาร์ ก็ไม่ได้เขียนโปรเจกต์เสนอเฮียฮ้อเป็นทางการอะไรหรอกนะครับ เป็นเรื่องจังหวะที่ดีบวกกับเฮียเป็น Opportunities ให้โอกาสคนทำงานอยู่แล้ว เมื่อเห็นมุมธุรกิจนี้ตรงกันเฮียเคาะว่าเติบโตได้อีกไกล แล้วในแง่ของการลงทุนก็ไม่ได้สูง เพราะไม่มีการสร้างโรงงาน แต่คือการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ

การเน้นคุณภาพสินค้าทดลองตลาด มาจีค เริ่มต้นในปี 2558 ได้ดีมากครับ เมื่อผู้ใช้แล้วกลับมาใช้ซ้ำ ผมจึงค่อนข้างมั่นใจที่จะพัฒนาตัวอื่นๆ ตามออกมา ปีนี้ผมได้ไปดูการวิจัยในแล็บที่สวิส และปีหน้าจะมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยี่ห้อนี้มาอีกหลายๆ ขวด ถือว่าเป็นช่วงที่เติบโตเร็วมาก ทำให้มีแบรนด์อื่นๆ ทยอยออกมาเรื่อยๆ ปีที่ผ่านมาการเริ่มขายเพียงช่องทางทีวีของเราเองเท่านั้น ในแบบเทเลมาร์เก็ตติดต่อลูกค้าทางโทรศัพท์เพื่อขายสินค้า เพียง 1 ปีครึ่งเท่านั้นเองครับ แล้วไม่ได้คิดข้ามช่องทางการจำหน่ายด้วย

แต่เมื่อได้ผลตอบรับน่าพอใจ จึงเริ่มออกซื้อสื่อนอกค่ายแล้วนะครับ (ยิ้ม) คาดว่าจะต้องแพลนสื่ออื่นๆ ให้มากขึ้นในเร็วๆ นี้ หรืออย่างล่าสุดมีการนำไปจำหน่ายในวัตสัน และ อีฟ แอนด์ บอย ในอนาคตก็เตรียมกระจายออกตามโมเดิร์นเทรดอื่นๆ รวมทั้งในต่างจังหวัดด้วยครับ” ชาคริต กล่าวในภาวะเศรษฐกิจที่ใครว่าซึม แต่ตลาดเครื่องสำอางกลับคึกคัก และอยู่ในช่วงของการลงทุนใหม่ๆ อย่างแท้จริง

แล้วเมื่อถามว่า ผู้บริหารชายกับธุรกิจความงามไปกันได้ยากหรือไม่? เอ็มดีหนุ่มหัวเราะเบาๆ แล้วบอกว่า วงการนี้ไม่ได้ใช้แค่ความสนใจเรื่องสวยๆ งามๆ เท่านั้น แต่กลยุทธ์การตลาดเฉียบคมต่างหากที่ทำให้รอดได้ในการแข่งที่ร้อนระอุ เป็นธุรกิจที่ใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์อย่างละครึ่ง และนั่นคือส่วนผสมในวิธีการทำงานของเขาอีกด้วย

 

นสพ.ชัยวลัญช์ ตุนาค ทำธุรกิจต้องกล้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/443509

นสพ.ชัยวลัญช์ ตุนาค ทำธุรกิจต้องกล้า

โดย…วรธาร ทัดแก้ว ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

ณ ตอนนี้มีเพจเพจหนึ่งเกี่ยวกับแนวคิด แรงบันดาลใจและการพัฒนาตนเอง ชื่อ “Dr.Dang Can Do…ผมทำได้ คุณก็ทำได้” เพิ่งเปิดมาได้ 2 เดือนกว่าๆ แต่ได้รับการตอบรับและกล่าวถึงดีทีเดียว มีคนรู้จักแล้วกว่า 3 แสนกว่าคน ยอดแฟนเพจเพิ่มขึ้นทุกวัน ปัจจุบันอยู่ที่ 7,577 คน ยอดไลค์โดยเฉลี่ยต่อโพสต์ 750 ไลค์ คอมเมนต์เฉลี่ยต่อโพสต์ 50 คอมเมนต์ และยอดแชร์เฉลี่ยต่อโพสต์ 40 แชร์

เจ้าของเพจเป็นข้าราชการอารมณ์ดีชื่อ นสพ.ชัยวลัญช์ ตุนาค หรือหมอแดง ตำแหน่งนายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้าห้องปฏิบัติการพยาธิวิทยา และหัวหน้ากลุ่มชันสูตรโรคสัตว์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออก อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ที่ดูแลสัตว์ในภาคตะวันออก 9 จังหวัด ตั้งขึ้นมาภายใต้แนวคิด “ข้าราชการมืออาชีพ ที่รวยด้วยธุรกิจที่ตัวเองรัก” เพื่อต้องการเผยแพร่แนวคิดในการพัฒนาตนเองและสร้างภาพลักษณ์ให้กับข้าราชการ ว่าการเป็นข้าราชการที่ดีนั้นไม่จำเป็นต้องจน ข้าราชการก็สามารถรวยได้ด้วยการเอาเวลาที่เหลือจากเวลาทำงานมาสร้างธุรกิจสร้างอาชีพของตนเองโดยไม่จำเป็นต้องคอร์รัปชั่นหรือกอบโกยจากราชการ ซึ่งช่วยปลุกกระแสการตื่นตัวในแวดวงราชการได้เป็นอย่างมาก

ปัจจุบันนอกจากรับราชการแล้วยังประกอบธุรกิจส่วนตัว โดยเป็นเจ้าของและผู้อำนวยการ โรงพยาบาลสัตว์ ด็อก แอนด์ แคท เฮลท์ เซนเตอร์ ระยอง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลสัตว์ที่ทันสมัยมากใน จ.ระยอง ที่บริการด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย ทั้งห้องเอกซเรย์ ห้องผ่าตัด และอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับสัตว์เล็กและใหญ่ครบ ทั้งเป็นโรงพยาบาลสัตว์แห่งแรกในไทยที่ออกแบบและตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์นลอฟต์ดูทันสมัยแตกต่างจากโรงพยาบาลสัตว์ทั่วไป

นสพ.ชัยวลัญช์ เล่าถึงการเลือกเป็นสัตวแพทย์ให้ฟังว่า งานปศุสัตว์ก็เป็นงานที่ได้ใกล้ชิดและช่วยเหลือชาวบ้านที่ส่วนใหญ่ไม่มีเงิน และกรมปศุสัตว์ก็เป็นองค์กรเดียวที่จะเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านโดยไม่คิดมูลค่า จึงเป็นที่มาของการรับราชการสังกัดกรมปศุสัตว์ โดยเป็นสัตวแพทย์ประกอบกับมีพื้นฐานจิตใจเป็นคนรักสัตว์และเคยเลี้ยงสุนัขมาตั้งแต่เด็ก

“ที่ผมเลือกเป็นข้าราชการเพราะเห็นว่าระบบบริการของราชการยังไม่ดีพอในความรู้สึกส่วนตัวจึงอยากเข้ามาพัฒนาให้ดีขึ้น ไม่ใช่เพราะคิดว่าอาชีพนี้มั่นคงนะ ผมไม่เคยคิดถึงความมั่นคง ไม่คิดถึงเรื่องเงินเดือน ไม่เคยคิดเรื่องสวัสดิการ แต่คิดว่าทำยังไงให้การปศุสัตว์ของไทยดีขึ้น สัตวแพทย์ดีขึ้น ประเทศดีขึ้น ชาวบ้านได้รับการบริการที่ดี คิดแค่นั้น แล้วช่วงแรกก็ไม่ได้คิดทำธุรกิจอะไร” นสพ.ชัยวลัญช์ เล่าถึงการมาเป็นสัตวแพทย์

ขณะที่แนวคิดที่นำไปสู่การทำธุรกิจด้วยการเปิดคลินิกในปี 2539 นสพ.ชัยวลัญช์ กล่าวว่า ได้ไอเดียมาจากการอ่านหนังสือของหนูดี วนิษา เรซ และอีกหลายคนที่บอกว่า การที่เป็นคนดีก็ไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้นจะต้องจน เพราะฉะนั้นจึงคิดว่าการเป็นข้าราชการก็ไม่จำเป็นต้องจนเช่นกัน ทุกคนสามารถเป็นข้าราชการที่ดีและรวยได้ด้วย

“ผมมานั่งคิดนะ ถ้าไม่มีเงินจะเอาที่ไหนมาพัฒนางานหรือซื้ออุปกรณ์การแพทย์ เพราะในการทำงานราชการผมต้องซื้อทุกอย่างมาใช้ในงานข้าราชการ ทั้งคอมพิวเตอร์ กล้อง เพราะของราชการไม่พอ ยิ่งเราเป็นหมอผ่าซากสัตว์ ถ้าไม่มีกล้องถ่ายรูป ไม่มีสไลด์ไปฉายผมจะพรีเซนต์งานได้ยังไง เวลาออกไปบรรยายเป็นวิทยากรทั่วภาคตะวันออกผมจึงต้องซื้อเองทุกอย่าง นี่แหละคือที่มาของการเปิดคลินิก โดยทำแบบค่อยเป็นค่อยไป

ผมไม่ได้คิดว่าจะต้องรวยจากธุรกิจนี้และตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าเป็นธุรกิจด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้คิดและเพิ่งจะคิดมาสองปีนี้เอง ผมมองว่าธุรกิจไม่ได้เป็นคำที่น่าเกลียดอะไร เป็นคำเชิงสร้างสรรค์ด้วยซ้ำ แต่คนไทยมักมีอคติเพราะรู้สึกว่ามันเอาเปรียบ เป็นพ่อค้าต้องเอากำไร หลายคนบอกผมว่าคุณหมอรักอาชีพนี้แล้วทำไมไม่รักษาฟรี ผมบอกว่าโอ้โฮ เป็นคนดีต้องรักษาฟรี เป็นคนดีต้องให้เต็มที่ใช่ไหม? มันไม่ใช่ อย่าลืมว่าถ้าฟรีจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายลูกน้องซึ่งเขาก็มีครอบครัว”

คุณหมอเล่าถึงการเปิดคลินิกว่า เริ่มจากเปิดที่ดอนเมืองในปี 2539 ต่อมาธุรกิจเติบโตดีจึงขยายมาเป็นโรงพยาบาลสัตว์ ก่อนที่ในปี 2548 จะมาเปิดที่ จ.ระยอง เพราะพี่ชายเป็นหมอที่นั่น แต่ด้วยความที่มีสองแห่งดูแลไม่ไหวจึงขายที่ดอนเมืองเพื่อมาดูแลที่ระยอง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลสัตว์ พื้นที่ประมาณ 500 กว่าตารางเมตร เป็นอาคารชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์นลอฟต์ แบ่งสัดส่วนการรักษาที่ค่อนข้างดี มีที่จอดรถ มีห้องฉุกเฉิน ห้องไอซียู ห้องเอกซเรย์ ห้องตรวจหมาแมวแยกกัน และโรงแรมหมาแมวสะอาดมาก ไม่มีกลิ่น

“แต่จะบอกว่าวันที่หมอแดงทำคลินิกครั้งแรกไม่มีทุนเลย แต่ผมใช้สมอง ช่วงแรกก็ไปรับจ้างเขาได้เงินมาก็เก็บ แบ่งส่วนหนึ่งไว้ในสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นทุนเรื่อยมาเปิดคลินิก พอมาทำโรงพยาบาลสัตว์ต้องใช้ทุนสูงก็เอาบ้านไปจำนอง เอาเงินแม่ยายส่วนหนึ่ง เงินพี่ชายส่วนหนึ่ง ยังไม่รู้จะใช้หนี้เมื่อไหร่ สุดท้ายมันเพิ่งจะมีรายได้เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ทำมาประมาณ 10 กว่าปี เพิ่งจะปลดหนี้มาได้ 4-5 ปีนี้

หลายคนถามผมว่าทำไมหมอถึงกล้าคิด กล้าทำ กล้าเอาบ้านไปจำนองเอาเงินมาลงทุนสร้างโรงพยาบาลสัตว์ที่แตกต่างและไม่เหมือนใคร กล้าลงทุนขนาดนี้หมอมีหลักคิดอะไรเหรอ อยากรู้จัง เผื่อจะเป็นแนวทางให้กับคนอื่นๆ บ้าง ถามจริงๆ ก็บอกตรงๆ เลยที่หมอกล้าคิด กล้าทำ กล้าลงทุนส่วนหนึ่งเพราะหมอไม่คิดมาก แต่คิดเยอะ เพราะหมอไม่รู้เรื่องธุรกิจ หมอไม่ได้มองธุรกิจเป็นหลัก หมอไม่ได้มองเป้าที่ผลกำไร มองแค่ว่าใจมันรัก แล้วอยากจะทำแล้วหาวิธีทำ เมื่อหาได้ก็ทำเลย” หมอแดง กล่าว

หมอแดงยังกล่าวต่อว่า การตัดสินใจทำธุรกิจนั้นไม่ได้คิดมากแต่คิดเยอะ และเมื่อทำแล้วต้องให้ดีมีระดับและแตกต่างจากคนอื่น ก่อนทำจึงมองว่าจะจับลูกค้ากลุ่มไหน ก็เล็งไปที่กลุ่มที่รักสัตว์มากๆ ที่อยู่ในระยอง ซึ่งมองว่ามีศักยภาพและตอบโจทย์ธุรกิจได้ ตอนนี้เซ็นทรัลไปลงแล้วแสดงว่าเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ และเมื่อไปดูจีดีพี จ.ระยอง สูงที่สุดในประเทศ แสดงให้เห็นว่าคนระยองไม่ได้จน เพราะฉะนั้นถ้าจะจับลูกค้ากลุ่มบนก็น่าจะโอเค

 

“อีกอย่างธุรกิจของผมไม่ต้องกำไรเยอะ เพราะผมมีความสุขกับการทำงานตรงนี้ ทำราชการไปด้วยดีกว่าอยู่เฉยๆ อย่างน้อยก็สร้างงานสร้างอาชีพให้คนอื่นและตัวเองก็สนุกด้วย ผมว่าคนอื่นก็ทำได้นะ แต่ว่าต้องกล้าหน่อย อย่างผมไม่มีเงิน มองธุรกิจไม่ออกเพราะไม่มีคอนเซัาต์ทางธุรกิจเลย ก็ต้องกะแล้วว่าจะลงทุนทำอะไรสักอย่าง มันจะออกหัวออกก้อยก็ต้องสู้ แต่คำนวณดูแล้วเอาวะ แค่ได้เท่าทุนก็เอา นั่นคือกำไรผมแล้ว จริงๆ แล้วมันผิดวิสัยนะ ถ้าธุรกิจนี้ดีจริงๆ มันก็ต้องมีนายทุนมาลงทุนแล้ว แต่ไม่เคยมีใครที่มีเงินแล้วมาลงทุน มีแต่สัตวแพทย์แหละทำ”

หมอแดงยอมรับว่า ตัวเองไม่ใช่นักธุรกิจ แต่เป็นข้าราชการมืออาชีพเต็มตัว แต่การมาทำธุรกิจของหมอเพราะชีวิตหมอมีเป้าหมาย เพราะใจมีฝันอยากทำธุรกิจที่ตัวเองรักเพื่อสร้างรายได้เสริมกับอาชีพข้าราชการ เพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงให้ครอบครัว แต่เมื่อทำแล้วก็ต้องทำให้มันสุด ไม่งั้นจะทำให้เหนื่อยฟรีๆ

“ในเมื่อผมไม่ใช่นักธุรกิจ ยาที่มีต้องคุณภาพดีที่สุด จึงเป็นหลักคิดในการทำธุรกิจของผม การเลือกยาและเวชภัณฑ์บอกเลยไม่ต้องพูดถึงเรื่องราคา เวลามีเซลส์มาเสนอขายยาผมถามเรื่องเดียวคือคุณภาพ ดีไหมยังไง ออกฤทธิ์แค่ไหน สะดวกใช้หรือเปล่า ถ้าคุณภาพดีสุดยอด แพงเท่าไหร่ผมก็ซื้อ เพราะผมต้องการใช้แต่ของคุณภาพ

ตอนนั้นผมยอมรับว่าเรื่องธุรกิจ ตำแหน่งทางการตลาดไม่เคยรู้และไม่เคยสนใจ แค่ไม่ขาดทุนเป็นพอ จะซื้อแต่ยา วัคซีน ที่แพงๆ ดีๆ เพื่อน้องหมา น้องแมว จะได้หายป่วยเร็วๆ ชัวร์ๆ จนเป็นที่เมาท์มอยในหมู่เซลส์ขายยาว่าถ้ามาขายยาให้หมอแดง อย่าพูดเรื่องราคา ให้พูดเรื่องคุณภาพเท่านั้น” หมอแดงทิ้งท้ายตามด้วยเสียงหัวเราะ

นี่แหละ…อาชีพสัตวแพทย์แบบหมอ หลักคิดการทำธุรกิจแบบหมอ และนี่แหละจุดแข็งของคลินิกหมอที่โดนใจเจ้าของน้องหมา น้องแมว โดยที่หมอไม่รู้ตัวจนบอกต่อปากต่อปากให้หมอเติบโตในวันนี้

 

เจอโรม เดอคอนนิกค์ เชฟมากประสบการณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/443110

เจอโรม เดอคอนนิกค์ เชฟมากประสบการณ์

โดย…ภาดนุ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

หากใครมีโอกาสได้ไปชิมรสชาติอาหารฝรั่งเศสที่ห้องอาหาร “ลาพาร์ต” ซึ่งอยู่ที่ชั้น 32 ของโรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท เมื่อได้สัมผัสกับรูปลักษณ์ที่สวยงามและรสชาติสุดเลิศของเมนูแล้ว เชื่อว่าหลายคนต้องอยากรู้จักกับหัวหน้าเชฟฝีมือดีมากประสบการณ์วัย 38 ปี ประจำห้องอาหารที่ชื่อ เจอโรม เดอคอนนิกค์ อย่างแน่นอน

“ผมเริ่มต้นอาชีพเชฟตอนอายุ 14 ปี เพราะในครอบครัวของผม ผู้ชายมักจะรับหน้าที่ทำอาหารให้ทุกคนในบ้านกินอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ผมจึงได้รับการถ่ายทอดวิธีทำอาหารมาจากคุณปู่และคุณพ่ออีกที จนซึมซับความชอบเรื่อยมา บางครั้งครอบครัวยังพาผมไปเที่ยวฟาร์มเพื่อเลือกซื้อวัตถุดิบต่างๆ มาปรุงอาหารอีกด้วย ผมจึงรับหน้าที่เป็นคนช่วยเลือกวัตถุดิบไปโดยปริยาย

ในเมื่อชอบทำอาหารขนาดนั้น ผมจึงไปเข้าเรียนที่โรงเรียนสอนทำอาหารในบ้านเกิดผมที่ฝรั่งเศส พร้อมเริ่มต้นเส้นทางอาชีพเชฟโดยการไปฝึกงานที่ห้องอาหาร ลา ซิบูแลต (La Ciboulette) ของเชฟมิชลินสตาร์ จอร์จ แพคคาร์ด ที่เมืองอานน์ซี ในฝรั่งเศส นิสัยผมเป็นคนทำอะไรแล้วจะทำเต็มที่ ทำให้ผมได้รับรางวัล ‘เชฟฝึกหัดยอดเยี่ยม’ ของจังหวัดโอต-ซาวัว (Haute-Savoie) ในปี 1996 จากนั้นผมจึงสอบไล่ระดับทางด้านอาชีพเชฟต่อเนื่องมาเรื่อยๆ”

 

เชฟเจอโรม บอกว่า เมื่อทำงานมาได้หลายปี ในช่วงอายุ 20 ปี เขามีโอกาสได้ทำงานในตำแหน่งหัวหน้าครัว (Chef de Partie) ที่สำนักนายกรัฐมนตรีของประเทศฝรั่งเศส ที่นี่เองเขารับหน้าที่สร้างสรรค์เมนูประจำวันให้กับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีด้วย โดยทำงานอยู่ที่นี่ 8 เดือน ซึ่งก็ได้ทั้งประสบการณ์และสร้างความภาคภูมิใจให้เขาอย่างมาก

หลังจากนั้น เชฟเจอโรมได้ย้ายไปเป็นเชฟที่สถานทูตฝรั่งเศสประจำประเทศมาเลเซีย ในปี 1999-2002 และในปี 2003 เขาได้ไปเป็นหัวหน้าเชฟที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นจึงมาเป็นหุ้นส่วนและทำงานในตำแหน่งหัวหน้าพ่อครัวใหญ่ประจำห้องอาหาร “เลอ ฟรองเซส์ เฟรนช์ ไดนิ่ง” (Le Francais French Dining) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ซึ่งเป็นห้องอาหารที่ได้รับการคัดเลือกจากนิตยสารมาเลเซียน แทตเลอร์ ให้เป็น 1 ใน 10 ของห้องอาหารที่ยอดเยี่ยมที่สุดในกัวลาลัมเปอร์ในปีนั้น นอกจากนี้เชฟเจอโรมยังได้รับรางวัล “การปรุงอาหารประจำเทศกาลยอดเยี่ยม” จากงาน “มาเลเซีย อินเตอร์เนชั่นแนล กูร์เมต์ เฟสติวัล ประจำปี 2007” อีกด้วย เรียกว่าฝีมือไม่ธรรมดาจริงๆ

“ในช่วงที่ผมอายุ 20 กว่าๆ ผมยอมรับว่าเป็นช่วงที่ผมไฟแรงมากๆ เมื่อมีโอกาสได้ไปทำงานสั่งสมประสบการณ์ในการทำอาหารจากห้องอาหารชื่อดังในหลายๆ ประเทศ ผมก็มักจะเปิดรับโอกาสนั้นไว้เสมอ และพัฒนาทักษะและเทคนิคในการทำอาหารมาเรื่อยๆ

 

กระทั่งได้ไปเป็นหัวหน้าครัวที่ห้องอาหาร เลอ แปร์โกเลส (Le Pergoless) ที่โรงแรมฮิลตัน โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งห้องอาหารนี้เป็นสาขาย่อยของห้องอาหารสเตฟาน กาโบริโย (Stephane Gaborieau) ห้องอาหารมิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาวในกรุงปารีส แล้วผมยังเคยเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟที่ร้านโฟชอง กรุงเทพฯ ก่อนที่จะได้มาร่วมงานกับห้องอาหารลาพาร์ต โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท เช่นตอนนี้”

เชฟเจอโรม บอกว่า แม้เขาจะถนัดในการทำอาหารฝรั่งเศสและอิตาเลียนก็ตาม แต่ก็เปิดกว้างที่จะเรียนรู้ในเรื่องการทำอาหารของประเทศต่างๆ ที่เขาได้ไปทำงานอยู่เสมอ การได้มาเป็นเชฟที่มาเลเซียและเมืองไทย ทำให้เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมเรื่องอาหารและพร้อมที่จะเรียนรู้เทคนิคในการปรุงอาหารของประเทศนั้นมากขึ้น

“ผมมาอยู่เมืองไทยในปี 2014 ปัจจุบันนี้ผมรับหน้าที่สองตำแหน่งคือ เอ็กเซ็กคิวทีฟ ซูส์เชฟ และเชฟ เดอ ควิซีน ประจำห้องอาหารลาพาร์ต ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ผมมีโอกาสสร้างสรรค์เมนูโปรโมชั่นใหม่ๆ ซึ่งเป็นเมนูฝรั่งเศสที่ต้องทำเป็นประจำทุกเดือน โดยผมจะคัดสรรวัตถุดิบต่างๆ ตามฤดูกาลที่เปลี่ยนไป อย่างช่วงนี้ก็จะเป็นเมนูที่ทำจากหน่อไม้ฝรั่ง เนื้อนกพิราบ หรือเห็ดที่นำเข้าจากต่างประเทศเป็นวัตถุดิบหลัก

จุดมุ่งหมายของผมในตอนนี้ ก็คือ อยากจะก้าวขึ้นเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟในอีก 2 ปีข้างหน้า การที่ผมมีโอกาสได้ร่วมงานกับคนไทย สำหรับผมแล้วเป็นเรื่องที่ดีมาก การทำงานไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมากนัก แต่จะมีเรื่องยากนิดหน่อยตรงที่เวลาสอนเชฟไทยทำอาหารฝรั่งเศสแล้ว พวกเขาอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับวิธีการปรุงและรสชาติที่แท้จริง อาจจะต้องใช้เวลาในการปรับรสชาติอยู่บ้าง เพราะความสำคัญของอาหารฝรั่งเศส คือ เมนูที่ทำออกมานั้นต้องมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งบ่งบอกถึงความเป็นฝรั่งเศสได้ดี เพราะทุกเมนูจะถูกเสิร์ฟให้ผู้คนจากทั่วโลกได้ลองชิมกัน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคงรสชาติแบบดั้งเดิมเอาไว้ ซึ่งก็คงไม่ต่างกับอาหารไทยที่ต้องคงรสชาติความอร่อยแบบต้นตำรับไว้เช่นกัน

 

ผมทำงานที่ลาพาร์ตเกือบทั้งสัปดาห์ แต่ในวันหยุดผมจะหาประสบการณ์โดยไปชิมอาหารไทยและจีนตามร้านต่างๆ เรียกว่าลองชิมมันซะทุกอย่าง (หัวเราะ) แต่ผมจะโฟกัสไปที่อาหารไทยเป็นพิเศษ เพราะอาหารไทยมีหลายภาคหลายรสชาติ ผมสามารถเรียนรู้ได้อีกเยอะ ล่าสุดนี้ผมทำอาหารไทยได้ 5 เมนูคือ ลาบ ต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ ข้าวผัด และผัดกะเพรา (ยิ้ม) แต่สำหรับผัดไท ผมว่ามันทำยาก เพราะมีวิธีทำที่ค่อนข้างจะซับซ้อนกว่าเมนูอื่นๆ โดยเฉพาะการควบคุมกระทะ ซึ่งผมจะถนัดการใช้กระทะแบนๆ แบบฝรั่งซะมากกว่า”

เชฟเจอโรม ทิ้งท้ายว่า แรงบันดาลใจทางด้านการทำอาหารของเขามาจากความทรงจำในวัยเด็กที่ครอบครัวได้พาไปพบเจอประสบการณ์เกี่ยวกับอาหารหลายๆ อย่าง เช่น การไปตลาด การไปเที่ยวฟาร์ม รวมทั้งการได้เห็นวัตถุดิบแปลกใหม่ จึงทำให้เขารู้สึกว่าอยากสร้างสรรค์เมนูจากวัตถุดิบเหล่านี้ ที่สำคัญช่วงเวลาที่ได้ลงมือทำอาหารนั้นถือเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เขามีความสุขที่สุด

ชิคเก้น บล็องแกต

(Chicken Blanquette)

ส่วนผสม

อกไก่ ซูกินี่ น้ำสต๊อกไก่ ครีมสด เนย ลูกเกด

เบบี้แครอต หัวไชเท้า เห็ดปารีส องุ่น

ข้าวสวยหอมมะลิและไรซ์เบอร์รี่ ทารากอน หัวหอม เกลือ พริกไทย

วิธีทำ

เตรียมหั่นผักต่างๆ แล้วนำไปลวกน้ำร้อนประมาณ 1 นาที เสร็จแล้วพักไว้

ทำซอสทารากอน โดยตั้งกระทะใส่น้ำสต๊อกไก่และครีม เคี่ยวจนข้น ใส่ทารากอนสดลงไป ปรุงรสเล็กน้อย ลองชิมดู แล้วพักไว้

ทำข้าวพิลาฟ โดยผัดหัวหอมกับเนยจนนิ่ม ใส่ข้าวสวยลงไป ตามด้วยลูกเกดและน้ำเล็กน้อย นำเข้าเตาอบประมาณ 20 นาที ที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส

นำอกไก่ไปทอดในกระทะด้วยน้ำมันมะกอก (ประมาณ 12 นาที) จนผิวภายนอกอกไก่สุกเป็นสีเหลืองทอง

ผัดผักทั้งหมดที่ลวกไว้ด้วยเนย ปรุงรสเล็กน้อย ตักข้าวพิลาฟนิดหน่อยลงบนจาน ตกแต่งด้วยผักที่ผัดไว้ให้สวยงาม จากนั้นหั่นอกไก่ที่ทอดแล้ววางลงบนข้าวอีกที ราดซอสให้ทั่วจาน เสิร์ฟได้เลย

 

นักการเงิน-การลงทุนสุดเท่ ดาลัด ตันติประสงค์ชัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/442881

นักการเงิน-การลงทุนสุดเท่ ดาลัด ตันติประสงค์ชัย

โดย…วราภรณ์ ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

นักบริหารหญิงยุคใหม่ กับไลฟ์สไตล์ทำงานที่มีตารางเวลายุ่งและต้องเดินทางต่างประเทศอยู่เสมอๆ ค่าที่ ดาลัด ตันติประสงค์ชัย รองประธานกรรมการ Crescent Point Group บริษัทที่ปรึกษาด้านการเงินและการลงทุนไพรเวท อิควิตี้ชั้นนำในแถบเอเชียแปซิฟิก แต่บริษัทตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ เธอจึงต้องบินไปให้คำปรึกษาด้านการเงินและการลงทุนอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดแนวคิดสร้างธุรกิจ FABbrigade ไลฟ์สไตล์แอพพลิเคชั่นที่ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองในยุคดิจิทัล รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านการแต่งหน้า ช่างทำผม ครูสอนโยคะพิลาทีส เทอราปีสนวด หรือช่างทำเล็บระดับมืออาชีพตรงถึงบ้านได้ทุกที่ทุกเวลา ลูกค้าสามารถจองบริการผ่านแอพพลิเคชั่น เพื่อการเดลิเวอรี่ไปให้บริการถึงบ้าน โรงแรม หรือที่ที่ลูกค้าต้องการได้ตลอด 24 ชั่วโมง ถือเป็นครั้งแรกของเมืองไทยกับบริการที่พิเศษแบบนี้

การทำงานเก่ง มีแนวคิดการทำธุรกิจแบบใหม่ๆ ดาลัดนักบริหารวัย 32 อาจได้มาจากการที่เธอเป็นทายาท อุดม ตันติประสงค์ชัย อดีตเจ้าของและผู้บริหารบริษัท โอเรียนท์ ไทย แอร์ไลน์ เจ้าของสายการบิน โอเรียนท์ ไทย และสายการบินวันทูโก สายการบินต้นทุนต่ำรายแรกของไทย ทำให้เธอคุ้นเคยกับการบริหารจัดการธุรกิจเป็นอย่างดี

หลังจากศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะบริหารธุรกิจ ภาคภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอเข้าไปช่วยบริหารสายการบินพักหนึ่ง ก่อนย้ายไปทำงานเป็น Account Planner ที่บีบีดีโอ (ประเทศไทย) เรียกว่าเป็นนักวางแผนกลยุทธ์ด้านการตลาดที่อายุน้อยที่สุดของบริษัทด้วยวัยเพียง 19 ปี จากนั้นเธอเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทสาขา Public Policy and Administration ที่ เดอะ ลอนดอน สคูล ออฟ อีโคโนมิกส์ แอนด์ โพลิติคัล ไซน์ซ เรียนจบก็เข้าทำงานเป็นผู้จัดการที่ Bain & Company ถือเป็นหนึ่งในผู้บริหารหญิงที่เก่งของบริษัทในฐานะที่ปรึกษามือฉมังที่อายุน้อยที่สุดกับประสบการณ์ระดับอินเตอร์ในหลายภูมิภาคทั่วโลก อาทิ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, อังกฤษ, จีน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เธอจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองผู้อำนวยการบริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุนผู้หญิงเพียงคนเดียวในบริษัท

 

สำหรับความสามารถทั้งหลายที่มี ดาลัด ยกประโยชน์ทั้งหมดให้คุณพ่อ ซึ่งถือเป็นไอดอลในการทำงานของเธอ

“ดิฉันเติบโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อเป็นนักธุรกิจที่สร้างมาเองกับมือ คุณพ่อเป็นลูกคนจีนที่ต้องทำอะไรเองตั้งแต่เด็กๆ ส่วนดิฉันเป็นลูกสาวคนกลาง มีพี่สาว 1 คน และน้องชาย 1 คน ดิฉันเป็นลูกคนที่สองซึ่งคุณพ่ออยากได้ลูกชายมาก ดิฉันจึงมีนิสัยและท่าทางเหมือนเด็กผู้ชาย ตอนเด็กๆ ชอบไปแคมปิ้งมาก ตั้งแต่เด็กเห็นคุณพ่อทำงานเยอะและทำงานหนักมาโดยตลอด และเดินทางเยอะ แต่คุณพ่อจะพาครอบครัวไปด้วย ทำให้ดิฉันเห็นการทำงานของคุณพ่อ เพราะท่านอยากเราเห็นด้วยว่า ท่านทำงานอย่างไร

แรกๆ ท่านทำธุรกิจซื้อขายเครื่องบินแบบเหมาเครื่อง มีครั้งหนึ่งคุณพ่อต้องบินไปสหรัฐเพื่อไปซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 747 ซึ่งคุณพ่อก็พาเราไปกันทั้งครอบครัว และถือเป็นการพักผ่อนไปด้วย คุณพ่อพาไปดิสนีย์แลนด์ ไปเพื่อนั่งเครื่องบินกลับมาที่เมืองไทย จำได้ว่าตอนนั้นอายุ 12 และระหว่างทางต้องหยุดแต่ละประเทศ เราได้ไปเที่ยวประเทศหรือเกาะที่ไม่เคยไป ทำให้ดิฉันเห็นอะไรเยอะตั้งแต่เด็กๆ ทำให้มุมมองดิฉันเปิดกว้าง บางครั้งคุณพ่อให้ดิฉันนั่งด้วยในห้องประชุม เพื่อให้สังเกตการณ์ สิ่งที่ได้เห็นคือ วิธีการเจรจาธุรกิจ การดีลในแต่ละงาน เหมือนการอ่านหนังสือ The Art of War คือวิธีการอ่านคำพูดของคน พ่อสอนวิธีเจรจาธุรกิจ คุณพ่อมักถามดิฉันว่า ได้เรียนรู้อะไรบ้างเสมอ ตั้งแต่เด็กๆ พ่อสอนเรื่องความอดทน เป็นคนมีสัจจะในคำพูด คุณพ่อไม่ดุ แต่คุณพ่อไม่ชอบคนโกหก เช่น ลูกอย่าโกหกเรื่องไปเที่ยวกับเพื่อน มีอะไรให้พูดขอตรงๆ”

 

อีกสิ่งที่ดาลัดได้เรียนรู้จากคุณพ่อคือ อย่ายอมแพ้ “คุณพ่อผ่านอะไรมาเยอะ พ่อออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 15 ชีวิตวัยเด็กคุณพ่อไม่ได้สบาย ทุกอย่างที่เขาทำ เขาเสียสละให้น้องชายได้ไปเรียนเมืองนอก เพราะเขาเป็นลูกชายคนโตจาก 7 คน หลายอย่างที่พ่อเลือกทำ ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ดิฉันถือว่าตัวเองโชคดีที่เกิดมาไม่ลำบาก พ่อเตือนว่าอย่าลืม ยูเกิดมาแล้วยูมี พ่อจะสอนให้เรารักษาโอกาสที่เราได้มาให้ดี และก็ต้องทำทุกโอกาสที่เราได้มาให้ดียิ่งขึ้น เราไม่ควรที่จะปล่อยให้โอกาสที่ได้มาให้หายไป ”

ดาลัดจัดเป็นเด็กหัวดีและเรียนเร็วเพราะอายุเพียง 19 ปีก็ศึกษาจบระดับปริญญาตรีแล้ว ทำให้เธอก้าวสู่วัยทำงานที่เร็วกว่าเด็กๆ ในรุ่นเดียวกัน “ดิฉันเรียนมหาวิทยาลัยตอนอายุ 16 จบเมื่ออายุ 19 แล้วก็เข้าไปทำงานที่บริษัทเอเยนซี แล้วคุณพ่อก็ให้ไปบริหารสายการบิน แต่ด้วยความที่ดิฉันไม่มีประสบการณ์และยังเด็กมาก อย่างเรียกบอร์ดมาประชุมซึ่งเขาก็คาดหวังว่าจะได้เจอผู้บริหารที่อายุมากและมีประสบการณ์ แต่เขามาเจอเราซึ่งเป็นเด็ก ก็รู้สึกท้อ

 

คุณพ่อก็พูดให้ฟังว่า เรื่องอายุไม่ใช่เรื่องที่ยูจะยอมแพ้ การทำงานไม่เกี่ยวกับอายุ ถ้ายูมีความสามารถในการเป็นผู้นำคนจริงๆ เราต้องทำให้ทีมเห็นว่า เขาเข้ามาประชุมกับเราแล้วเห็นผลงานได้จริง ซึ่งเราก็พยายาม แต่เราก็ยังเด็ก เลยบอกคุณพ่อว่า ยังไม่พร้อมจริงๆ เลยขอไปเรียนต่อปริญญาโท เพราะเราอยากทำงานข้างนอกที่ไม่ใช่อยู่ในฐานะลูกเจ้าของ เพราะดิฉันเชื่อว่า เราควรทำงานในตำแหน่งที่ต่ำที่สุดก่อน เพราะดิฉันคิดว่า เราจะเป็นหัวหน้าหรือซีอีโอที่ดี เราต้องเข้าใจลูกน้องก่อนว่าเขาคิดอะไร และต้องการอะไร ถ้าลูกเจ้าของก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารเลย เราจะมีสิทธิอะไรไปสั่งงานเขา เพราะเรายังไม่รู้รายละเอียดของงานเขาเลย ก็เลยขอไปทำงานข้างนอกอยากเจอนายที่ดีที่สอนงานเราได้ เพราะดิฉันชอบเรียนรู้ เพื่อเราจะได้โตมาในจุดที่เราจะนำคนได้ นั่นคือความคิดของเรา”

ด้วยฐานของบริษัท Crescent Point Group บริษัทที่ปรึกษาด้านการเงินและการลงทุนไพรเวท อิควิตี้ชั้นนำในแถบเอเชียแปซิฟิก แต่บริษัทตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์เธอจึงต้องบินอยู่เสมอๆ แม้อายุเพียง 32 ปีแต่ก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองประธานกรรมการบริษัท และเธอเป็นเพียงผู้หญิงคนเดียวในบริษัท ซึ่งกว่าจะพิสูจน์ตัวเองและก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ความอดทนและตั้งใจเป็นที่ตั้ง

“ดิฉันทำงานต่างประเทศมาตั้งแต่อายุ 23 ปี ซึ่งปัจจุบันบริษัทที่ดิฉันทำอยู่เป็นของบริษัทข้ามชาติ ที่มีหน้าที่บริหารกองทุนมูลค่า 800 ล้านเหรียญสหรัฐ เรามีหน้าที่ให้คนมาลงทุนในกองทุนต่างๆ แล้วเราก็นำเงินไปลงทุนในบริษัทอื่นๆ อีกที ซึ่งดิฉันก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารตั้งแต่อายุ 31 ปี ต้องใช้ทั้งความอดทนและความตั้งใจ

 

เราทำตลาดในเอเชีย ซึ่งมีมุมมองที่ต่างกัน อีกทั้งการที่ดิฉันทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมที่ทีมงานเป็นชายเสียส่วนใหญ่ ดิฉันเป็นหญิงเดียวมาตลอด แต่อาจเป็นเพราะดิฉันไม่เกี่ยงงาน บางครั้งเวิร์กฮาร์ดกว่าผู้ชาย เพราะเราเคยมีนายเป็นอเมริกันเอเชีย ตอนนั้นดิฉันอายุ 20 กลางๆ เขาเรียกดิฉันไปคุยว่า ดาลัดเธอรู้ไหมว่าเธอเป็นผู้หญิง อีกทั้งเธอยังหน้าเหมือนเด็ก ไอก็เหมือนกัน ไอรู้ว่า ถ้ายูจะไปในจุดที่อยากไป ยูต้องเวิร์กฮาร์ดกว่าคนอื่นถึง 5 เท่า เพราะคนจะตัดสินใจจากสิ่งที่เขาเห็น เธอทำได้ไหม เธอต้องเวิร์กฮาร์ดเพื่อพิสูจน์ตัวเองนะ

จริงๆ แล้วโลกเราผู้หญิงก็เก่ง แต่ในเมืองไทยอาจมีมุมมองเป็นผู้หญิงทำได้ไหมเนี่ย อ่อนไปหรือเปล่า ซึ่งเราต้องพิสูจน์ตัวเอง แต่ดิฉันคิดว่าตัวเองโตเร็ว เพราะเราโดนให้อยู่ในสถานการณ์ที่เร่งให้เราโต

ดิฉันมีลูกน้องเป็นผู้ชายทั้งหมด ซึ่งเราจะดีลงานอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับคนเลย เพราะหญิงกับชายดีลงานก็ต่างกัน เวลาบริหารลูกน้องดิฉันก็ต้องคุยกับทีมว่า แต่ละคนมีแรงบันดาลใจในการทำงานของเขาคืออะไร ความฝันหรือสิ่งที่เขาอยากเป็นคืออะไร เมื่อเทียบกับสกิลที่เขามีเขาอยู่ตรงไหน เราคุยกับลูกน้องว่าคุณอยากไปตรงนั้นคุณจะต้องทำอะไรบ้าง เพื่อการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเขา และเพื่อเราและเขาจะได้ทำงานไปให้ถึงในจุดมุ่งหมายเดียวกัน และต้องบอกให้เขาพัฒนาตนเองตรงไหน และเราในฐานะหัวหน้าก็ต้องเป็นแรงที่ดีให้เขาไปถึงจุดที่เขาฝันให้ได้”

 

ในโลกแห่งความเป็นจริงบางครั้ง ผู้หญิงบางคนก็อาจไม่กล้าเติบโต เพราะอาจประเมินตัวเองต่ำเกินไป ดาลัดมีวิธีคิดมาแนะนำ เพื่อเพิ่มความก้าวหน้าในชีวิตการทำงานให้ทัดเทียมกับชาย

“ผู้หญิงไทยหลายคนคิดว่า เราเติบโตในหน้าที่การงานไมได้หรอก คงบอกได้อย่างดียว ไม่มีใครเพอร์เฟกต์ ไม่ว่าเราเก่งแค่ไหน ทุกคนเฟลได้ ทุกคนผิดพลาดได้ ทำงานเราอาจพบอุปสรรค หรือบางครั้งก็อาจโดนนายว่า หรือบางครั้งเราอาจตัดสินใจผิดไป ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ทั้งในชีวิตทำงาน ความคิดส่วนตัว ถ้าเราแทนที่จะโทษคนอื่น แต่เราลองมองย้อนกลับมาว่า เราทำอะไรไปบ้าง มันมีอะไรตรงไหนที่เรายังมองไม่เห็น หรือมองเห็นแล้วเราเรียนรู้อะไร เพื่อที่เราจะได้หาวิธีแก้ปัญหาให้ตรงจุด” บางครั้งหากใครทำผิดพลาด ก็ต้องโทษตัวเองบ้าง และต้องเข้าใจว่า ทุกคนมีจุดบกพร่องตรงไหน

“ยิ่งผู้หญิงมีอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าผู้ชาย บางครั้งเราก็รับแรงกระแทกไม่ไหว ซึ่งในชีวิตเราทุกคนก็เคยเฟล แต่เราอาจต้องรู้วิธีการดึงตัวเองออกมาจากตรงนั้น เราต้องมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ ต้องหาข้อผิดพลาด อย่ามัวหมกมุ่นกับปัญหา แล้วเราจะก้าวไปได้ อีกทั้งทัศนคติต้องดี เราต้องกล้าให้คนมาด่าเรา เราต้องเปิดใจคุยกันในการทำงาน ยิ่งอยู่ในระดับหัวหน้าเราเปิดใจทำงาน เราต้องรับฟีดแบ็กได้ เพราะไม่มีใครดีไปหมด 100 อย่างค่ะ”

 

ดีไซเนอร์ไทยสไตล์อินเตอร์ ตะวันนา ธารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2559 เวลา 12:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/442676

ดีไซเนอร์ไทยสไตล์อินเตอร์ ตะวันนา ธารา

โดย…ภาดนุ

หากพูดถึงดีไซเนอร์ชาวไทยที่มีฝีมือการออกแบบแบรนด์เสื้อผ้าระดับอินเตอร์ที่คนรู้จักดีก็มีอยู่ไม่กี่คนนัก ซึ่งหนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ หนูใหม่-ตะวันนา ธารา ดีไซเนอร์สาวไฟแรงวัย 33 ปี ที่มีผลงานซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากลและน่าจับตามองทีเดียว

“แรกเริ่มเดินทีหนูใหม่เรียนจบปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขานฤมิตศิลป์ (Fashion Design) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นได้ไปเรียนต่อด้านออกแบบแฟชั่นที่ Parsons School of Design ที่นิวยอร์ก ต่อด้วยเรียนเกี่ยวกับการทำแพตเทิร์นเสื้อผ้าที่ Fashion Institute of Technology ที่นิวยอร์กเช่นกัน แล้วจึงไปเรียนที่ Surface Embroidery Designs มหาวิทยาลัยเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ ค่ะ

หลังจากเรียนจบหนูใหม่ก็เริ่มทำงานเกี่ยวกับการออกแบบพื้นผิวของตัวผ้าที่บริษัท เซอร์เฟซ เอ็มบอยเดอรี่ ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่ติดอันดับท็อป 10 ที่มีดีไซเนอร์ชื่อดังหลายคน เช่น ฟิลิป ลินส์ แอนนา ซุย และอื่นๆ มาใช้บริการให้ออกแบบลายปักหรือออกแบบเทคนิคของพื้นผิวผ้าให้ดูมีมิติมากยิ่งขึ้น เพื่อนำไปทำคอลเลกชั่นเสื้อผ้าของแบรนด์พวกเขาอยู่เสมอ หลังจากนั้นหนูใหม่ก็ไปทำงานอีกบริษัทหนึ่งซึ่งเน้นงานเกี่ยวกับดีไซน์ล้วนๆ และทำเกี่ยวกับการรีเสิร์ชและสรุปเทรนด์จากทั่วโลก ซึ่งแบรนด์ต่างๆ จะมาใช้บริการข้อมูลจากบริษัทเราอีกทีว่าปีต่อไปเทรนด์เสื้อผ้าจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร”

 

หนูใหม่ บอกว่า เธอทำงานหาประสบการณ์ที่นิวยอร์กอยู่ 7 ปี ระหว่างนั้นก็มีโอกาสได้ไปอัพเดตงานนิทรรศการผ้าและงานนิวยอร์กแฟชั่นวีกเป็นระยะ ต่อมาเธอจึงสร้างสรรค์ผลงานแรกของตัวเองภายใต้ชื่อแบรนด์ “ธารา” (Thara) ขึ้นที่นิวยอร์กในปี 2006 แต่พอทำได้เกือบ 2 ปี เธอก็ตัดสินใจเดินทางกลับมาสร้างแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง พร้อมทั้งตั้งโรงงานผลิตขึ้นที่เมืองไทยแทน เนื่องจากค่าผลิตสินค้าที่นิวยอร์กนั้นแพงเกินไป

“พอกลับมาเมืองไทยหนูใหม่ได้ออกแบบเสื้อผ้าแบรนด์ Thea by Thara (เธีย บาย ธารา) คอลเลกชั่นสปริง-ซัมเมอร์ซึ่งเป็นคอลเลกชั่นแรกขึ้นในปี 2011 พอทำเสร็จก็นำไปพรีเซนต์ให้ผู้บริหารห้าง ดิ เอ็มโพเรียม ชม โชคดีว่าเขาตกลงให้เปิดช็อปขึ้นที่นี่เป็นที่แรก ซึ่งคอนเซ็ปต์ของเสื้อผ้าคอลเลกชั่นนี้จะเป็นสไตล์คอมเทมโพรารีที่มีกลิ่นอายของความเป็นเฟมินีนค่อนข้างเยอะ เพราะเราใส่ความเป็นเอเชียเข้าไปให้มีความหวานมากขึ้น ขณะที่แบรนด์ธาราซึ่งเคยทำที่นิวยอร์กนั้นจะมีกลิ่นอายความเป็นสตรีทแฟชั่นสไตล์อเมริกันซะมากกว่า

พอทำแบรนด์เธีย บาย ธารา ได้สักพักก็ได้รับผลตอบรับที่ดีมาก เพราะเรามีหน้าร้าน มีแบรนดิ้ง ที่คนทั่วไปสามารถสัมผัสได้ จุดเด่นของแบรนด์อยู่ที่การผสมผสานระหว่างความเป็นเอเชียกับความเท่สไตล์นิวยอร์ก โดยใส่ความเป็นเฟมินีนที่มีความมินิมัลเข้าไปในคอลเลกชั่นเสื้อผ้านี้ จึงโดนใจสาวเอเชียมากๆ จะบอกว่าเราโชคดีก็ได้ เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจดี คนมีกำลังซื้อเยอะ ทำให้เรียนรู้ว่าการเริ่มทำธุรกิจอะไรขึ้นมาสักอย่าง ต้องทำในช่วงที่เศรษฐกิจดี เพราะจะทำให้เราได้รับผลตอบรับที่ดีไปด้วย ไม่อย่างนั้นจะเป็นเรื่องยากสำหรับสตาร์ทอัพที่จะเริ่มต้นธุรกิจขึ้นมาสักอย่างนึง”

 

สาวเก่ง บอกว่า ความโชคดีอีกอย่างคือเมืองไทยเป็นที่ที่มีบายเยอร์ (Buyer) จากแถบเอเชีย เช่น จีน เกาหลี ไต้หวัน และญี่ปุ่น บินมาดูคอลเลกชั่นเสื้อผ้าแบรนด์ต่างๆ ของดีไซเนอร์ไทยอยู่ตลอด เมื่อมีตัวแทนมาติดต่อแบรนด์เธีย บาย ธารา เธอจึงคิดว่าควรจะทำแบรนด์เพื่อส่งออกในตลาดเอเชียน่าจะดีที่สุด

“ตอนนี้แบรนด์ของเราเปิดสาขาทั้งที่ ดิ เอ็มโพเรียม สยามพารากอน สยามสแควร์วัน เซน (เซ็นทรัลเวิลด์) เซ็นทรัลลาดพร้าว และ ดิ เอ็มควอเทียร์ ซึ่งตอนนี้หนูใหม่จะโฟกัสไปที่ลูกค้าชาวเอเชียซะมากกว่า ฉะนั้นนอกจากช็อปสาขาในไทยแล้ว เรายังมีช็อปสาขาที่สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไต้หวันด้วยค่ะ

ถ้าจะให้จัดระดับว่าแบรนด์ของเราอยู่ระดับไหน ก็ขอบอกว่าอยู่ในระดับกลางๆ ขึ้นไปถึงไฮแบรนด์ค่ะ แต่ด้วยความที่ตอนนี้แบรนด์จากดีไซเนอร์ไทยยังไม่มีแบรนด์ไหนที่ก้าวไปถึงระดับไฮแบรนด์อย่างของต่างประเทศที่เขาทำกันจนกลายเป็นแบรนด์ในตำนาน หนูใหม่จึงขอใช้คำว่าตอนนี้แบรนด์ไทยยังอยู่ในช่วงที่แต่ละแบรนด์กำลังเริ่มสร้างตำนานของตัวเองก็แล้วกันค่ะ” (ยิ้ม)

 

หนูใหม่ เสริมว่า ตอนนี้แบรนด์ของเธอก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว และธุรกิจก็กำลังไปได้สวยทีเดียว ซึ่งหลักในการทำงานของเธอ ก็คือ ทำงานในหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดและต้องไม่เดือดร้อนต่อหน้าที่ของคนอื่น แล้วทุกอย่างก็จะดำเนินไปได้ด้วยดี

“ยิ่งตอนนี้หนูใหม่มีลูกสาว 1 คน ชื่อน้องมิลลี่ แถมเร็วๆ นี้ก็จะคลอดลูกสาวอีก 1 คนด้วย จึงต้องจัดสรรเวลาในเรื่องงานกับเวลาของครอบครัวให้ดี ในวันธรรมดาหนูใหม่จะเข้าออฟฟิศไปเคลียร์งานในช่วงเช้าทุกวัน เนื่องจากเราเป็นเจ้าของบริษัทที่มีทีมงาน 20 คน เราก็ต้องไปดูแลให้ทีมงานสามารถสานต่องานต่อไปได้ รวมทั้งโรงงานผลิตเสื้อผ้าเราก็ต้องไปดูแลให้พนักงานสานต่องานได้ด้วยเช่นกัน หลังจากนั้นก็จะเป็นเวลาที่ต้องอยู่กับครอบครัวแล้วค่ะ โชคดีว่าก่อนแต่งงานหนูใหม่ได้เซตอัพทุกอย่างไว้หมดแล้ว คนที่มาสานต่อหน้าที่ต่างๆ จึงสามารถทำงานต่อจากเราได้ทันที

ซึ่งรายละเอียดของงานที่ทำไว้ เป็นการคิดคอนเซ็ปต์และการออกแบบเสื้อผ้า โดยการสเกตช์แบบซะส่วนใหญ่ แต่ยุคนี้เราจะไปสเกตช์แบบลงบนกระดาษแบบเดิมๆ ก็จะเกิดความไม่สะดวกในหลายด้าน หนูใหม่จึงมีผู้ช่วยเป็นคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต รุ่น Surface Pro 4 ซึ่งมีปากกาสำหรับวาดรูปติดมาด้วย จึงสามารถสเกตช์แบบไว้ในคอมพ์ได้เลย ช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้น พกพาไปได้ทุกที่ นี่แหละคือข้อดีของเทคโนโลยีสมัยใหม่ค่ะ”

 

หนูใหม่ ทิ้งท้ายว่า ในอนาคตเธอตั้งใจจะขยายสาขาของแบรนด์เธีย บาย ธารา ในประเทศแถบเอเชียให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเมืองไทยน่าจะเป็นตลาดเฉพาะกลุ่มที่แคบกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชีย

“หนูใหม่คิดว่าปีนี้จะเน้นทำการตลาดในประเทศจีนเพราะเป็นตลาดใหญ่ที่สุด ซึ่งจริงๆ แล้วทุกวันนี้ลูกค้าจากจีนก็บินมาออร์เดอร์สินค้าแบรนด์เราเยอะอยู่แล้ว แต่เพราะกำลังผลิตของเราทำให้ไม่ทัน เลยมีความคิดว่าจะขยายการผลิตเพิ่มขึ้นค่ะ

สำหรับคนที่คิดจะเริ่มต้นทำธุรกิจเสื้อผ้าแบรนด์เนม นอกจากต้องมีการทำพีอาร์และทำการตลาดที่ดีแล้ว สินค้าที่ทำออกมายังต้องมีคุณภาพสูงสุดที่เราต้องให้ความใส่ใจ และต้องเข้าใจในเรื่องการทำแบรนดิ้งด้วย ซึ่งคนที่เริ่มต้นทำธุรกิจแต่ละคนก็จะมีเรื่องราวที่ไม่เหมือนกัน สังเกตได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่จะมีความครีเอทีฟ และมีความเป็นอาร์ติสต์สูง แต่ในแง่ของการทำธุรกิจที่มีอยู่ในตัวนั้นจะค่อนข้างน้อย

ดังนั้น ในการทำธุรกิจจึงไม่ควรมีแค่ความอยากจะทำอย่างเดียว แต่ต้องมีความรู้รอบตัวทั้งด้านการบริหาร ด้านการตลาด การทำบัญชี รวมทั้งการออกแบบควบคู่กันไปด้วย จากนั้นค่อยเซตอัพให้ทุกอย่างอยู่ตัว แล้วจึงหาคนที่สามารถสานต่องานที่เราไม่ค่อยถนัดมารับหน้าที่ต่ออีกที ซึ่งเขาต้องทำได้ดีกว่าเรานะ แล้วธุรกิจก็จะดำเนินไปได้ด้วยดีค่ะ”

 

เปิดใจคอวส์ ศิลปินสตรีทอาร์ตสุดแนว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/442498

เปิดใจคอวส์ ศิลปินสตรีทอาร์ตสุดแนว

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

ผ่านไปผ่านมาแถวเพลินจิตเวลานี้ หลายคนคงสะดุดตากับประติมากรรมขนาดยักษ์ความสูงกว่า 8 เมตร ที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ซึ่งเป็นผลงานของสตรีทอาร์ตอย่าง คอวส์ สำหรับแฟนคลับของคอวส์ ลำพังแค่เห็นซิกเนเจอร์อย่างดวงตาที่มีเครื่องหมายกากบาทก็คงจะร้องอ๋อ

แต่สำหรับใครที่ไม่ใช่แฟนตัวยง เพียงแต่ตกหลุมรักในอารมณ์ขัน หรือความน่ารักที่สอดแทรกอยู่ในผลงานประติมากรรมชิ้นนี้ และอยากตามไปรู้จักศิลปินผู้มากความสามารถคนนี้อย่ารอช้า เพราะในโอกาสที่เขาเดินทางมาเมืองไทย เพื่อร่วมนิทรรศการ “KAWS : BFF” โชว์ผลงานมาสเตอร์พีซดังกล่าว ได้เปิดโอกาสให้สัมภาษณ์เพื่อพาไปรู้จักตัวตนของเขาให้มากขึ้น

คอวส์ หรือไบรอัน ดอนเนลลี เกิดที่เจอร์ซีย์ ซิตี้ หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากสคูล ออฟ วิชวล อาร์ต ที่นิวยอร์ก เขาเป็นฟรีแลนซ์ให้กับบริษัทผลิตการ์ตูนดิสนีย์ ในขณะเดียวกันก็เริ่มต้นสร้างชื่อกับผลงานศิลปะข้างถนนด้วยการนำเอาโปสเตอร์โฆษณาที่ติดตามป้ายรถเมล์ ตู้โทรศัพท์สาธารณะ มาแต่งแต้มคาแรกเตอร์ที่มีเอกลักษณ์รูปกากบาทลงไปแล้วนำมาติดคืนไว้ที่เดิม ทำให้ผลงานของเขาเผยแพร่สู่สายตาประชากรชาวนิวยอร์กอย่างรวดเร็ว

 

“ตอนเด็กผมไม่ได้มีเป้าหมายว่าจะต้องเป็นศิลปิน เพียงแต่สมัยเรียน ผมไม่ชอบเรียนทั้งเลขและภาษาต่างๆ ดังนั้นสิ่งเดียวที่ดึงดูดผมเข้าไปหาในเวลานั้น คือ ศิลปะ ซึ่งผมเองก็ไม่เคยคิดว่า ศิลปะที่ผมชอบจะเป็นอาชีพได้ แต่ด้วยโอกาสที่เข้ามาในชีวิต ก็ทำให้วันนี้ผมกลายเป็นศิลปิน”

ปัจจุบัน คอวส์ ประสบความสำเร็จในการเป็นศิลปินอย่างสูง ผลงานของเขาเคยนำไปแสดงในพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรี่มาแล้วทั่วโลก อาทิ ที่ฮาร์เบอร์ ซิตี้ในฮ่องกง และเคยมีนิทรรศการเดี่ยวที่ซีเอซี มาลากา ประเทศสเปน พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ฟอร์ทเวิร์ธในรัฐเทกซัส แกลเลอรี่ เพอโรตินที่ปารีส นิวยอร์ก และฮ่องกง โดยจุดเด่นที่ทำให้ผลงานของคอวส์ครองใจคนทั่วโลก คือ การนำตัวละครจากป๊อปคัลเจอร์มาทำเป็นผลงานศิลปะที่ชวนให้คิดวิเคราะห์แทรกอารมณ์ขัน ทว่ามีความละเอียดอ่อน โดดเด่น สนุกสนาน มีความลงตัวระหว่างความงามแบบวิจิตรศิลป์กับศิลปะเพื่อการค้า ทำให้เขาสามารถร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลกมากมาย และก้าวข้ามโลกแห่งศิลปะมาสู่โลกแห่งทุนนิยมได้ง่ายมากๆ

ถามว่าอะไรเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเลือกเติบโตในการเป็นศิลปินสตรีทอาร์ต คอวส์ บอกว่า อย่างที่บอกว่าเขาสนใจศิลปะตั้งแต่เด็ก แต่ที่เลือกมาเอาดีในสายสตรีทอาร์ต เพราะเป็นสิ่งที่เข้าหาง่ายที่สุด ซึ่งในการสร้างสรรค์ผลงานของเขาแต่ละครั้ง เขาจะเลือกนำแรงบันดาลใจมาจากวัสดุแปลกใหม่ที่เลือกใช้เป็นที่ตั้ง มากกว่าจะตั้งต้นว่าต้องการสื่อสารอะไรกับผู้ชม

 

“ผมเริ่มต้นด้วยการเป็นสตรีทอาร์ตก็จริง แต่ผมมองว่าผลงานของผมจะถูกเรียกชื่อแตกต่างกันไปตามแพลตฟอร์มที่ถูกนำไปจัดวาง เช่น หากอยู่ตามท้องถนนก็จะถูกเรียกว่าสตรีทอาร์ต แต่ถ้าไปอยู่ในแกลเลอรี่ก็จะถูกเรียกว่าคอนเท็มโพรารี่ หรืองานโมเดิร์น ส่วนตัวเวลาผมสร้างงานไม่ได้เริ่มจากเจตจำนงแต่แรกว่าคนเสพจะรู้สึกอย่างไร เพราะผมเลือกหยิบเอาแรงบันดาลใจมาจากวัสดุที่ใช้งาน ส่วนวิธีการจะเชื่อมโยงกับคนเสพงานผมนั้น ผมจะปล่อยให้เป็นไปตามการตีความของแต่ละคน”

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นศิลปินที่มีแฟนคลับทั่วโลก รวมทั้งเมืองไทย ไม่ว่าผลงานจะไปจัดแสดงที่ไหนก็ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่น แต่ คอวส์ บอกว่า เขาไม่มีกุญแจหรือสูตรแห่งความสำเร็จใดๆ ที่มาถึงจุดนี้ได้ เพราะเขาก็คงเหมือนกับศิลปินอีกหลายคนที่ทำงานไปตามความชอบและสัญชาตญาณ

“สำหรับผม ทุกโปรเจกต์มีความท้าทายในตัวเอง เพราะแต่ละงานผมก็เลือกใช้รูปแบบในการสื่อสารที่ต่างกัน ใช้วัสดุที่ต่างกัน บางงานผมใช้วิธีเพนติ้ง แต่บางชิ้นหากผมต้องการสร้างประติมากรรมไม้ชิ้นใหญ่ ผมก็อาจต้องอาศัยความรู้เรื่องวิศวกรรมศาสตร์เข้ามาช่วย เพื่อให้งานออกมาตามดีไซน์ที่อยากได้”

คอวส์ ยังพูดถึงการนำผลงานมาจัดการแสดงในครั้งนี้ว่า ส่วนตัวเขาสนใจเมืองไทยมานานแล้ว เพราะทราบว่าที่นี่มีแฟนๆ ที่ติดตามงานเขาอยู่มาก ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่ได้สร้างผลงานเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ

“ผมคิดว่าแฟนๆ ของผมคงมีโอกาสได้ดูผลงานของผมผ่านทางโลกออนไลน์ แต่ในฐานะศิลปินผมมองว่าการชื่นชมผลงานของศิลปินคนโปรดผ่านหน้าจอออนไลน์ กับการได้เห็นผลงานออริจินัลของจริงนั้นคนละเรื่องเลย ดังนั้นเมื่อมีโอกาส ผมก็อยากสร้างงานออริจินัลที่ทำขึ้นมาเพื่อให้คนไทยได้ดูโดยเฉพาะ”

ถามว่าอะไรคือเสน่ห์ของผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างผลงานศิลปะ คอวส์ ตอบอย่างน่าสนใจว่า สิ่งที่เขาชอบที่สุดเกี่ยวกับศิลปะ คือเป็นสิ่งที่ใครทำก็ได้ ฉะนั้นเวลาเขามีโอกาสเดินทางไปสร้างสรรค์งานในแต่ละประเทศ แน่นอนว่าเขาจะพยายามสร้างงานที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ คุณค่าที่แฝงอยู่

“การที่ผลงานของผมได้ไปจัดแสดงตามที่สาธารณะให้คนทั่วไปได้เห็น ผมคิดว่านั่นเป็นการจุดประกายหรือสร้างแรงบันดาลใจต่อไปว่า ไม่ว่าใครก็สามารถสร้างงานศิลปะได้เหมือนกัน สำหรับใครที่อยากเข้ามาโลดแล่นในวงการนี้ ผมคงไม่มีคำแนะนำอะไรให้เป็นพิเศษ เพราะผมคิดว่าศิลปินแต่ละคนมีวิธีการทำงานและแรงบันดาลใจต่างกัน ผมไม่อยากให้คำพูดของผมไปมีอิทธิพลกับความคิดของใคร”

 

ฉัตรชัย ตั้งจิตตรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/442284

ฉัตรชัย ตั้งจิตตรง

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ… ทวีชัย ธวัชปกรณ์

“ผมผ่านงานด้านซอฟต์แวร์มาจนประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่อีกฝันผมอยากจะทำฮาร์ดแวร์ของตัวเองขึ้นมาสักชิ้น แม้ไม่รู้ว่าอนาคตจะประสบความสำเร็จ ผมใช้เงินเก็บเกือบทั้งหมดที่มีถ้าล้มก็คงเจ็บมาก แต่คงดีกว่าไปทำความฝันตอนอายุ 50 แล้วถ้าเราล้มเราคงจะเจ็บหนักกว่านี้”

ฉัตรชัย ตั้งจิตตรง กรรมการผู้จัดการ บริษัท โพโมะ เฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (สิงคโปร์)  คือคนที่ทำให้ โพโมะ นาฬิกาข้อมือช่วยเหลือเด็กและผู้สูงอายุ เป็นหนึ่งในสินค้าไอทีแบรนด์ไทยที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกจนได้รับเชิญเข้าร่วมงาน อินโนวเฟส อันบาวด์ งานแสดงผลงานนวัตกรรม ทุกแขนงที่เกี่ยวกับ เทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต ซึ่งจัดขึ้นทุกๆ 2 ปี และรวบรวมสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ ทั่วทั้งเอเชียมาไว้ในงานนี้งานเดียว

“การสร้างผลิตภัณฑ์นี้ขึ้นมาผมได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์แอนิเมชั่น 2 เรี่อง เรื่องแรกคือเรื่อง Up เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมเลือกที่จะทำตามความฝัน ตัวเอกของเรื่องเป็นคนแก่อายุ 78 ชีวิต
ทำตามทุกอย่างในสิ่งที่สังคมให้ทำจนไม่ได้ทำตามความฝันที่จะไปเที่ยวกับภรรยาจนกระทั่งเธอเสียชีวิต ทำให้ผมรู้สึกว่าถ้าเรามีความฝันเราก็ควรจะทำสิ่งนั้น

ต่อมาคือเรื่อง Big Hero หุ่นยนต์ตัวเอกของเรื่องถูกออกแบบมาเพื่อดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของคนในครอบครัว ทำให้ผมนึกถึงคนที่ต้องการเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยดูแลลูกๆ และผู้สูงอายุในบ้าน ผมจึงเริ่มตั้งทีมทำงานออกแบบนาฬิกาข้อมือช่วยดูแลเด็กและผู้สูงอายุ เริ่มตั้งแต่ออกแบบ ทดลอง ทดสอบ แก้ไขดูว่าออกแบบแล้วสามารถทำได้อย่างที่ต้องการได้ไหม หน้าจอที่ออกแบบมาใส่ได้ไหม เสาอากาศจะอยู่ตรงไหนปรับเปลี่ยนให้ได้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ แล้วก็ต้องออกแบบซอฟต์แวร์เพื่อให้ใช้งานร่วมกันได้ตามต้องการ

ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับคนที่มาจากสายซอฟต์แวร์แล้วมาจับฮาร์ดแวร์ ทำให้เราใช้เวลานานกว่าจะได้ผลิตภัณฑ์ที่เราต้องการ ยังไม่นับรวมเรื่องการติดต่อกับโรงงานรับผลิตให้เราเกิดความผิดพลาดในการผลิต เราบอกไปแล้ว แต่เขาทำออกมาอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเขาไม่ได้โกงเราหรอก เป็นปัญหาในเรื่องของการสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน

ตอนนี้เราก็ต้องหาวิธีสื่อสารให้เข้าใจตรงกันลองหลายๆ วิธีเพื่อให้ผลออกมาดีที่สุด แต่ยังดีกว่าไม่ได้เริ่มเรียนรู้ลองผิดลองถูกอะไรเลย ถึงวันนี้จะยังไม่มีสูตรสำเร็จต้องปรับปรุงแก้ไขแต่เราก็รู้สึกสนุกกับมันเหมือนเวลาเราปั่นจักรยานแรกๆ ต้องมีล้ม แต่ล้มแล้วเราต้องลุกขึ้นมาปั่นใหม่จนกว่าเราจะปั่นได้ ซึ่งเราใช้เวลาไปกับสินค้าตัวนี้กว่า 2 ปีกว่าจะประสบความสำเร็จได้นาฬิกาข้อมือที่สามารถระบุตำแหน่งผู้สวมใส่ส่งเข้าสมาร์ทโฟน และยังสามารถกดปุ่มติดต่อเพื่อนฟังเสียงว่าอยู่ที่ไหนและพูดคุยได้ทันที”

 

ฉัตรชัย เล่าด้วยความภูมิใจต่อว่า แม้ว่าเวลานี้จะมีคู่แข่งเข้ามาทำตลาดเดียวกัน แต่ก็มั่นใจว่ามีดีกว่าเจ้าอื่นคือตรงที่มีประสบการณ์กับลูกค้ามากกว่า
รู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร โรงเรียน ผู้ปกครองต้องการอะไร และเด็กๆ ต้องการอะไร ไม่ใช่ว่าพ่อแม่จะชอบเพียงอย่างเดียวเด็กในฐานะผู้ใส่เขาก็ต้องชอบด้วย และที่สำคัญคือต้องมีความยืดหยุ่นเพื่อให้สามารถใช้ได้จริง

นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จสินค้าขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศได้เร็วเพราะมีเพื่อนมีพาร์ตเนอร์ที่ดีในช่วงที่กำลังทดลองสินค้าลองผิดลองถูกเราก็โพสต์เฟซบุ๊กไปเรื่อยๆ ทำให้เพื่อนๆ ก็รู้สึกสนใจสินค้าอยากเข้ามาร่วมธุรกิจด้วยกัน หรือบางคนก็เดินทางมาเที่ยวไทยซื้อกลับไปให้ลูกใช้ก็ถูกใจติดต่อเข้ามาขอเป็นพาร์ตเนอร์ก็มีจนตอนนี้มีวางจำหน่ายใน รัสเซีย มาเลเซีย สหรัฐ สิงคโปร์ ซึ่งออฟฟิศหลักอยู่ที่สิงคโปร์เป็นทั้งศูนย์วิจัยและฮับกระจายสินค้าที่นั่น

ล่าสุดได้ไปจัดแสดงสินค้าที่งานอินโนวเฟส อันบาวด์ ที่สิงคโปร์ ซึ่งงานนี้จะจัดทุกๆ 2 ปีสลับระหว่างอังกฤษและสิงคโปร์ เป็นงานจัดแสดงนวัตกรรมใหม่ๆ ที่น่าสนใจซึ่งผู้จัดงานจะทำการคัดเลือกสินค้านวัตกรรม ที่มีความโดดเด่น ไปร่วมแสดงในงาน ซึ่งครั้งนี้เราได้รับเกียรติไปร่วมจัดแสดง เพราะงานนี้จะรวบรวบเฉพาะผลงานที่น่าสนใจจริงๆ เท่านั้น

 

“สิ่งที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จ ผมเชื่อว่า อย่างแรกคือต้องเลือกทำงานในสิ่งที่เรารัก เพราะทุกธุรกิจต้องมีอุปสรรค มีล้ม มีสูญเงิน แต่ถ้าเรารักที่จะทำในสิ่งนั้นเราจะสู้ต่อ ต่อมาในการเลือกทีมงานเราต้องเลือกทีมงานที่มีวิสัยทัศน์เดียวกับเรา เราไม่ได้ต้องการคนเก่งไปมากกว่าการมีวิสัยทัศน์ที่ตรงกัน งานทุกอย่างเราสอนได้หมดแต่การมีวิสัยทัศน์ร่วมกันต่างหากที่น่าสนใจ และทำให้ทีมเราประสบความสำเร็จได้ แม้จะมีอุปสรรคมากแค่ไหนก็ตาม”

 

เชฏฐ์ภูชิชย์ เถกิงศักดิ์ เชฟอาหารไทยระดับมือโปร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/441898

เชฏฐ์ภูชิชย์ เถกิงศักดิ์ เชฟอาหารไทยระดับมือโปร

โดย…แมงโก้หวาน ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

แม้ความสามารถเป็นเลิศในการสร้างสรรค์เมนูอาหารได้หลากหลายทั้งสไตล์เอเชียและยุโรป แต่อาหารไทยคือความภาคภูมิใจของเชฟฮูโต๋ “เชฏฐ์ภูชิชย์ เถกิงศักดิ์” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “เชฟโต๋” เพราะทุกครั้งที่ออกสื่อมักจะออกตัวเสมอว่าเขาคือเชฟอาหารไทย และชอบอาหารไทยเพราะอาหารไทยมีสตอรี่ เอกลักษณ์ และเสน่ห์ในตัว

ปัจจุบันเชฟโต๋ทำงานอยู่ในทีมฟู้ดอินโนเวชั่นของบริษัท ซี.พี. ทว่าประสบการณ์การเป็นเชฟนั้นน่าสนใจ เพราะเคยเป็นเชฟโรงแรมและร้านอาหาร ทั้งเป็นคอนซัลต์ในการจัดอีเวนต์ให้กับร้านอาหารไทยต่างๆ เป็นวิทยากรให้ความรู้นักโภชนาการในโรงพยาบาลของรัฐ และรักการเรียนรู้อยู่เสมอ โดยเขาเคยทำอาหารออกรายการทีวี เขียนคอลัมน์ ถ่ายภาพอาหารให้กับสำนักพิมพ์ต่างๆ ขณะที่ประสบการณ์ที่สุดปลื้มในชีวิตคือการได้ทำอาหารถวายสมเด็จพระราชชนนีของกษัตริย์จิกมีแห่งภูฏานด้วยอาหารไทยและได้รับคำชื่นชมว่าอร่อยและโปรดเมนูที่เขาทำ

หากเมื่อย้อนเส้นทางของการเป็นเชฟของเขาก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจในความสามารถที่ว่า เพราะเชฟโต๋ซึมซับการทำอาหารไทยตั้งแต่เด็กจากคุณแม่ พอมาเรียนหนังสือก็เลือกคหกรรมตั้งแต่ ปวช. ปริญญาตรี กระทั่งปริญญาโท

“5-6 ขวบก็เห็นคุณแม่ทำอาหารเพราะที่บ้านเปิดร้านอาหาร ผมก็เอาครก ตะหลิว กระทะมาเล่นคุณแม่เห็นเลยจับมาสอนทำอาหาร เริ่มจากง่ายๆ เช่น หุงข้าว ผัดข้าวผัด ตำกระเทียม หั่นผัก เด็ดพริก ซึมซับมาตั้งแต่เล็กจนโต แต่พอเรียนจบ ม.ต้น จากโรงเรียนสวนกุหลาบ นนทบุรี ทางบ้านเกิดวิกฤตการเงินเนื่องจากร้านอาหารที่ทำอยู่หมดสัญญาลงโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ส่งผลต่อการเรียนจนผมไม่อาจเรียนต่อ ม.ปลาย ที่เดิมได้ แต่อาจารย์ไม่อยากให้ทิ้งการเรียน จึงแนะนำให้ผมทำงานและเรียนไปด้วยที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา

ผมเลือกเรียนคหกรรมต่อเนื่อง ปวส.และทำงานไปด้วยในโรงแรมที่คอนแท็กต์กับวิทยาลัยโดยเป็นแคชชวล (พนักงานรายวัน) ทำทุกอย่างตั้งแต่ปูโต๊ะ เช็ดโต๊ะ ขัดห้องน้ำ ปูเตียง จบแล้วต่อปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตโชติเวช (ปัจจุบันไม่มีวิทยาเขตแล้ว) ก็ยังทำงานไปด้วย บางวันก็มีงานซ้อนสองงานเลิกตีสองตีสาม เช้าก็ไปเรียนแต่ก็รู้สึกสนุกเพราะได้เงินด้วย” เชฟโต๋ เล่าความหลัง

หลังจากที่ทำงานและเรียนไปด้วย วันหนึ่งก็มีโอกาสได้ไปสัมผัสงานในโรงแรมแห่งหนึ่งเป็นแคชชวลเหมือนเดิมในงานครัว ซึ่งเขารู้สึกว่าได้ทำอะไรที่เป็นตัวตน ไม่ต้องเรียนรู้อะไรมากเพราะรู้อยู่แล้ว หัวหน้าเชฟให้ทำอะไรก็ทำทันทีทางโรงแรมเห็นแววจึงดึงมาช่วยครัว เรื่อยจนกระทั่งเรียนจบปริญญาตรีจึงหันไปลุยงานอย่างเดียว

 

“จบตรีพักเรียน 1 ปี ลุยงานอย่างเดียว ทำงานเต็มตัวทั้งในส่วนของรายการทีวี เขียนหนังสือ ถ่ายภาพอาหารให้กับสำนักพิมพ์ต่างๆ ที่คอนแท็กต์มา พอครบ 1 ปี ก็เรียนโทด้านโภชนาการที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ตอนนี้อยู่ช่วงทำวิทยานิพนธ์) ทำงานโรงแรมบ้างเป็นวิทยากรในโรงพยาบาลบ้าง ก่อนจะเป็นเชฟเต็มตัวที่โรงแรมหัวช้าง เฮอริเทจ และเป็นชูส์เชฟที่ร้านอาหารผักบุ้ง แถวทองหล่อ รวมประมาณ 5 ปี ก่อนจะย้ายมาอยู่ ซี.พี. ในปัจจุบัน”

พูดถึงอาหารที่ถนัด เชฟโต๋ บอกว่า ศึกษาการประกอบอาหารมาทั้งอาหารเอเชีย ยุโรป แต่ความชอบส่วนตัวคืออาหารไทยเพราะอาหารไทยมีเรื่องราว เอกลักษณ์ วัฒนธรรมและมีเสน่ห์ในตัว และอาหารจานหนึ่งไม่ได้บ่งบอกแค่รสชาติความอร่อยและหน้าตาน่ากินเท่านั้น แต่ยังบอกเรื่องราวอาหารและแหล่งที่มาของวัตถุดิบอีกด้วย

ที่สำคัญเขาใส่ใจในการทำอาหารไทยมากและหากใครที่เคยชิมฝีมือแล้วจะติดใจ ซึ่งไม่เพียงอาหารอร่อยเท่านั้นแต่เขาสามารถถ่ายทอดความรู้อาหารจานนั้นๆ ให้คนกินได้ยินแล้วทึ่ง และด้วยคุณสมบัตินี้พระสหายคนไทยของพระราชมารดาของกษัตริย์จิกมีจึงพรรณนาฝีมือการทำอาหารของเขาให้ทรงทราบจนวันหนึ่งพระองค์เสด็จเมืองไทย เพื่อมาเสวยอาหารฝีมือเขาตอนที่เขาเป็นเชฟที่ร้านผักบุ้ง ทองหล่อ ในปี 2557

ตอนนี้เขากำลังเปิด Thai Cooking Private Class มีแกะสลักผักผลไม้ อาหารไทย ขนมไทย ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานเป็นต้นไป ส่วนรายละเอียดติดตามได้ทาง Facebook : เชฏฐ์ภูชิชย์ เถกิงศักดิ์ Instagram : Chetphuchit Thakoengsak ขณะที่เวลาว่างจากงานเขามักจะไปร้านอิงสยาม by พุทธพงษ์ แถวพระราม 5 ซึ่งเป็นร้านอาหารไทยของเพื่อนรุ่นพี่ที่เขาอยากให้ทุกคนไปลองชิม

น้ำพริกลงเรือ

ส่วนผสม

กระเทียมไทยปอกเปลือก 1 ช้อนโต๊ะ

กะปิแท้ (เผาจนหอม) 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ

เนื้อมะอึกหั่นบาง 2 ลูก

พริกขี้หนูสวน 10-20 เม็ด

น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำมันพืช สำหรับผัด

กุ้งแห้งโขลกละเอียด 3 ช้อนโต๊ะ

หมูหวาน (เครื่องเคียง)

ปลาดุกฟู (เครื่องเคียง)

ไข่เค็มต้ม หรือไข่ต้ม (เครื่องเคียง)

ผักสดตามชอบ (เครื่องเคียง)

วิธีทำ

1.โขลกกระเทียมกับกะปิและน้ำตาลมะพร้าวจนละเอียดเข้ากันดี ใส่เนื้อมะอึกและพริกขี้หนูโขลกผสมจนเข้ากันอีกครั้ง ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว คนผสมให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ เตรียมไว้

2.ใส่น้ำมันพืชลงในกระทะ นำขึ้นตั้งไฟปานกลางพอร้อน ใส่เครื่องที่โขลกไว้ลงผัดจนหอม ใส่หมูหวาน และกุ้งแห้งลงผัดจนเข้ากัน ตักใส่ถ้วย รับประทานคู่กับหมูหวาน ปลาดุกฟูกรอบ และไข่เค็ม