มุกดา นรินทร์รักษ์ จากลูกเป็ดขี้เหร่สู่นางเอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/441678

มุกดา นรินทร์รักษ์ จากลูกเป็ดขี้เหร่สู่นางเอก

โดย…นกขุนทอง ภาพ… วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เธอ…ถูกวางตัวเป็น “นางเอก” เลือดใหม่ของช่อง 7 สี

เธอ…ถูกเปรียบจะมาแทน ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่

แต่เธอบอกกับตัวเองว่า “เธอเป็นลูกเป็ดขี้เหร่”

มุกดา นรินทร์รักษ์ มิสทีน ไทยแลนด์ 2011 ในครานั้นอายุเพียง 15 ปี หลังจากรับตำแหน่งเธอแทบจะเลือนหายไปจากวงการบันเทิง ชื่อชั้น หน้าตาแทบจะไม่เป็นที่จดจำของใครๆ เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี เธอถูกกล่าวถึงและได้รับความสนใจยิ่งกว่ามีมงกุฎใดสวมศีรษะ นั่นเพราะรูปลักษณ์ที่โดดเด่น สวยหวานก็เป็น เปรี้ยวซ่าก็ได้ เซ็กซี่ชวนมองก็ดี เรียกได้ว่า กลับมาอีกครั้งครบเครื่อง

ปรับ เปลี่ยน เป็น นางแบบ

การก้าวเขาสู่วงการบันเทิงในอายุ 15 สำหรับมุกดา ยังจัดระดับเป็นเด็กอ่อนหัดทั้งรูปร่าง หน้าตา เรียกว่ารูปลักษณ์ยังดูเป็นเด็กกะโปโล ส่วนทัศนคตินั้นยังไม่พร้อมที่จะลุยงาน ไม่มีทักษะเพียงพอที่จะก้าวมาสู้นางเอกแถวหน้าได้ สิ่งเหล่านี้เธอรู้ตัวเอง และจากเสียงคนรอบข้างที่แว่วมากระหน่ำให้รู้สึกไม่มั่นใจเข้าไปอีก ต้องมีบ้างละที่คิดท้อ น้อยใจ

 

 

ในระหว่างปี 2012 มุกดา ได้รับเลือกเป็นตัวแทนนางเเบบไทย ร่วมงานในฐานะนางแบบประจำนิตยสาร Ray ประเทศญี่ปุ่น 1 ปี จุดนี้ละที่เปลี่ยนหลายๆ สิ่ง จนมาเป็นมุกดาในวันนี้ มุกดาเล่าย้อนไปถึงประสบการณ์ที่ญี่ปุ่น ที่สอนการโพส อย่างนางแบบอาชีพจนเธอติดนิสัยโพสจิกเป็นนางแบบประจำแม้กระทั่งท่านั่ง

“ตอนนั้นคิดว่าตัวเองไม่สวยไม่เหมาะที่จะทำงานในวงการบันเทิง แต่พอไปญี่ปุ่นได้เห็นโลกมากขึ้นกว่าคนอื่นจะมาอยู่จุดนี้ได้เขาต้องพยายามอะไรบ้าง เขาต้องแก้ไขอะไร กลับมาที่เราอายุ 15 เอง แล้วก็นั่งนอยด์ๆ คนเดียว ไม่ได้ลุกขึ้นทำอะไรเลย เมื่อก่อนแต่งตัวไม่เป็น ชอบใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้น ไม่แต่งหน้า ทั้งอวบ ผิวไม่ได้ขาวมาก เหมือนเด็กบ้านนอก ก็ได้เรียนรู้แฟชั่น แต่งหน้า ม้วนผม ค่อยๆ ปรับให้ตัวเองดูดีขึ้น แต่งหน้าเอง จิ้มหน้าทุกวันจนชิน จนแต่งหน้าได้หลายแบบ

ที่ชอบที่สุดคือแต่งลุคเฉี่ยว ดูเป็นคนมั่นใจ เวลาคนดูจากหนูเดินกับคุยกันจะคนละคนเลย เวลาเดินเชิดมั่นใจแน่ๆ แต่เวลาคุยไม่ใช่ มีความขี้อายสูงมาก (หัวเราะ) สร้างลุคไว้ป้องกันตัวเอง ที่นั่นสอนโพส
ยังไง ยิ้มยังไง สื่อสายตายังไง นางแบบญี่ปุ่นไม่ถึงนาทีเขาโพสได้ 20-30 ท่า หนูก็อึ้ง เหมือนเขาไม่คิดอะไรเป็นท่าในชีวิตประจำวันของเขา เขาสอนให้โพสเป็นธรรมชาติ ท่ายืนท่านั่งเป็นท่าโพสได้หมด ตอนนี้ขนาดเล่นละครขาหนูจะพอยต์ไปเองซึ่งหนูไม่รู้ตัว เขาให้ยืนปกติขาก็พอยต์อยู่นิ่ง เท้าจะจิกอัตโนมัติ

 

เรียน ซ้อม เป็น นางเอก

แสดงละคร เป็นอีกหนึ่งงานที่มุกดาอยากทำ แม้ว่าที่ผ่านมาจะไม่มีมาให้ชิมลางเลย แต่เธอก็ยังไม่หยุดเตรียมความพร้อมเพื่อรอโอกาส จนในที่สุดช่อง 7 สี ก็ส่งละคร ขมิ้นกับปูน มาให้ “ลงเรียนแอ็กติ้งสองสามที่ ค่าใช้จ่ายออกเองหมด เพราะช่วง 2-3 ปีหลังจากประกวดไม่มีงานเลย ช่วงนั้นเก็บกดมาก ก็พิจารณาตัวเอง ไม่สวย แอ็กติ้งไม่ได้ ที่ผ่านมาแคสละครมาสองสามครั้ง ตอนนั้นยังเด็กมากยังไม่ใช่ลุคที่จะทำงานได้ขนาดนี้ ตอนนั้นการตอบคำถามหนูก็ตอบไม่ได้เลย ไม่กล้าแสดงออก ความพร้อม ความมั่นใจก็ไม่ดี เลยคิดว่าต้องทำอะไรเพิ่ม

มีเรียนเฉพาะจุดด้วย อย่างเรียนการพูด เพราะหนูพูดไม่ชัด ติดสำเนียงเหน่อใต้ ที่ผ่านมาโดนแซวก็มีนอยด์จนไม่อยากทำงานในวงการบันเทิง อาจารย์ให้อ่านหนังสือให้ฟัง เน้นเป็นคำๆ คำนี้ต้องใช้ลิ้นแบบนี้ เรียนอยู่ 5 เดือนค่ะ จากนั้นก็ค่อยๆ ฝึกเอง ฝึกพูดกับคนอื่น ตอนแรกประกวดยืนอยู่บนเวทีตัวสั่นมาก คิดว่าตัวเองไม่เหมาะ ไม่อยากคุยกับใคร อยู่โลกตัวเอง หลังๆ พี่ๆ ก็บอกข้อเสียว่าควรปรับ ควรแก้อะไร พูดกับตัวเองในกระจก พูดกับคนเยอะๆ ตอนนี้ให้คะแนนตัวเอง พูดชัดขึ้น แต่ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ จนได้งานละครโล่งใจมากค่ะ ความรู้สึกคือ ได้สักที รอมาสามสี่ปีแล้วนะในที่สุดก็ได้แล้วนะที่หวังมาทั้งหมด โล่งใจมากกว่าดีใจ เพราะคิดว่าชาตินี้หนูจะไม่ได้เล่นละคร พอมาตอนนี้มั่นใจขึ้นเยอะ รู้สึกเรียนมาเยอะแล้วขอลองใช้บ้างเถอะ พยายามปรับตัวเองทุกอย่างอยากมีโอกาสได้ทำงาน”

 

สวย เก๋ เป็น ตัวเอง

ตอนนี้มุกดากลายเป็นนางเอกป้ายแดงที่หลายคนจับตา ซึ่งเป็นแรงกดดันเธอบางส่วน เพราะมักถูกมองว่าเป็นตัวตายตัวแทน ใหม่ ดาวิกา ที่ไม่ต่อสัญญากับช่อง 7 สี แต่อย่างไรก็ตาม มุกดาบอกว่า ที่เธอพัฒนาดูแลตัวเองให้ดูดีขึ้นก็เพราะต้องการทำงานในวงการบันเทิงต่อไป และต้องการใช้ฝีมือพิสูจน์คุณภาพของตัวเอง ไม่อยากถูกมองว่าจะมาแทนที่ใคร เพราะแต่ละคนก็มีเอกลักษณ์ของตัวเอง

“ที่เรียนแอ็กติ้งมาเป็นไกด์ไลน์ได้ระดับหนึ่ง พอมาเล่นจริงๆ ได้เห็นข้อผิดพลาด แก้ไขหน้างาน และทักษะการแสดงของเรามันไปได้ไวกว่าที่เรียนในห้อง ยิ่งเล่นยิ่งชอบมาก เป็นงานที่รอคอยมานาน แต่หนูชอบกดดันตัวเอง จะทำได้ไหมๆ อยากทำได้ดี ต้องทำได้ พอผู้กำกับสังเทกก็เริ่มเครียดๆ กลัว ชอบนอยด์ไปเองคนเดียว

ตอนนี้หนูยังแค่เด็กนักแสดงเล่นเรื่องแรก แค่คำว่านักแสดงดาวรุ่งช่อง 7 หนูยังไม่กล้ารู้สึกจะขึ้นไปจุดนั้นด้วยซ้ำ เพราะตอนนี้เพิ่งเริ่มต้น ยังค่อยๆ ไต่ไปเรื่อยๆ ยังมองภาพตัวเองไม่เห็นด้วยซ้ำ ยังมีข้อบกพร่องที่ยังพัฒนาอีกเยอะเหมือนกัน ยิ่งมาแทนพี่ใหม่ เอาจริงๆ นะคะหนูก็กดดันเพราะพี่เขาสวยมาก และหนูก็มองว่าไม่เหมือนกันเลย มีหลายคนบอกว่าตาเหมือนกันแต่หนูก็ว่าไม่เหมือนนะ หนูก็มาสไตล์หนู อย่างเวลาถ่ายรูปชอบโพสอะไรที่ดูเท่ ดูสตรอง เปรี้ยวบ้าง ไม่อยากให้มองว่าใครพยายามเหมือนใคร”

แม้จะได้เล่นละครสมใจ แถมยังถูกวางตัวเป็นนางเอก หากแต่มุกดาก็ยืนยันว่า เรื่องการเรียนก็ไม่ทิ้งจะทำหน้าที่ทั้ง 2 อย่าง ควบคู่กันไปให้ดีที่สุด ส่วนอนาคตในการแสดงอยู่ที่ผู้ใหญ่จะหยิบยื่นให้ เพราะเพิ่งเซ็นสัญญาเข้าช่อง 7 สี ไป 5 ปี โดยไม่ได้ระบุว่าจะต้องมีผลงานกี่เรื่องต่อปี ดังนั้นงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตขึ้นอยู่ที่ความสามารถของมุกดาว่าจะพัฒนาไปได้ถึงขนาดไหน จะสามารถขึ้นเป็นนางเอกแถวหน้าของช่องได้หรือไม่

 

จิรัชญา เกตุคง พิชิตฝันเส้นทางแฟชั่น-รันเวย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/441439

จิรัชญา เกตุคง พิชิตฝันเส้นทางแฟชั่น-รันเวย์

โดย…กองทรัพย์ ภาพ… ทวีชัย ธวัชปกรณ์

หลังผลประกาศอย่างเป็นทางการ ชื่อของ ตะวัน-จิรัชญา เกตุคง เจ้าของตำแหน่ง The Winner จากเวทีประกวดนางแบบระดับเอเชีย Asia’s Next Top Model ซีซั่นที่ 4 ก็เป็นที่กล่าวถึงในแวดวงแฟชั่นมากขึ้น สื่อรุมตอม นิตยสารจ่อคิวขึ้นหน้าปก ในช่วงเดือนที่ผ่านมาเธอมีงานเดินแบบไม่เว้นแต่ละวัน และตอนนี้ก็บินลัดฟ้าเพื่อไปทำงานให้กับโมเดลลิ่งชื่อดังในลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เหนือสิ่งอื่นใด เธอบอกว่าสิ่งที่ได้รับคือโอกาสในการทำงาน ได้เจอเพื่อนที่ดีที่สุด และได้เรียนรู้โลกกว้าง

“ก่อนหน้านี้เขาห้ามรับงาน เพราะว่ารายการยังออนแอร์ไม่จบ พอผลประกาศออกมา ก็เลยดูเหมือนคิวแน่น” เธอ เปิดบทสนทนาอย่างถ่อมตัว แม้อาชีพนางแบบจะเป็นความฝันสิ่งเดียวของเธอมาตลอด แต่สาววัย 21 ที่พกส่วนสูง 177 ซม. จากลพบุรี ไม่เคยคาดคิดว่าตัวเองจะมาไกล ถึงขั้นมีแฟนคลับระดับเอเชียมาก่อน

“ตะวันหยุดเรียนหลังจากจบ ม.6 เพราะทางบ้านมีปัญหาการเงิน เราเป็นลูกคนโตก็เลยหยุดเรียนและเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อหาเงิน ด้วยการประกวดรายการนางแบบต่างๆ ไปแคสติ้ง
เพื่อหางานนางแบบ สมหวังบ้างผิดหวังบ้าง ร้องไห้บ่อยๆ เป็นอะไรที่เศร้าเหมือนกันสำหรับเด็กอายุ 17-18 ที่มาอยู่กรุงเทพฯ คนเดียว แต่เหตุการณ์พวกนั้นก็ให้ประสบการณ์ ทำให้ตะวันอดทน และทำให้เมื่อเราไปอยู่ต่างประเทศ เราผ่านความกดดันและความเครียดที่ทับถมมาง่ายกว่าคนอื่น”

 

ตะวันตระเวนหางานในกรุงเทพฯ พักใหญ่ เธอก็พบโมเดลลิ่งที่ชักชวนเธอไปทำงานที่ฮ่องกง อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้รู้จัก ตะวัน สาวไทยหนึ่งเดียวในรายการ Asia’s Next Top Model ซีซั่นที่ 4

“ตะวันไปทำงานเดินแบบ ถ่ายแบบที่ฮ่องกงได้เกือบปี พี่ที่ดูแลเขาก็ส่งประวัติและผลงานของเราเข้าไปสมัครในรายการ แล้วเขาก็แจ้งว่าเข้ารอบ 14 คน เข้าไปแข่งขันที่สิงคโปร์ 2 เดือน ถ่ายทำแบบเรียลิตี้ เจอคู่แข่งตอนแรกก็คิดว่า ด้วยหน้าตา ส่วนสูง ก็น่าจะพอสู้คนอื่นได้ แต่ไม่คิดหรือหวังว่าตัวเองจะชนะเป็นที่หนึ่ง เพราะเราไม่ได้ตั้งความหวังว่าไปเพื่อชนะเหมือนคนอื่น แต่เราคิดว่าไปเพื่อเก็บประสบการณ์ ไปดูว่าระดับอินเตอร์เขาทำงานกันแบบไหน แต่พอเริ่มแข่งขันก็เห็นชัดเจนว่าแต่ละคนเก่งๆ กันทั้งนั้น และทุกคนมาเพื่อจะชนะ”

แต่ไหนแต่ไรมา ตะวันบอกว่า เธอเรียนรู้ด้วยการครูพักลักจำ เห็นเขาทำอะไรก็เก็บมาทำตามความเข้าใจของตัวเองซึ่งทักษะการเดินแบบหรือโพสท่าถ่ายรูปไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับคนที่มีความฝันว่าจะเป็นนางแบบอย่างเธอ ทว่าปัญหาสำคัญที่ตะวันต้องเผชิญในช่วงต้นคือภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของเธอ แม้ว่าการฝึกภาษาด้วยตัวเองตั้งแต่มาทำงานที่ฮ่องกงเช่นการดูหนัง ขยันฟังเพลงภาษาอังกฤษ แต่นั่นก็ทำให้เธอเข้าใจเพียงบางคำสั่ง แต่เมื่อเข้ามาทำงานกับบรรดามืออาชีพในกองถ่าย เธอยอมรับว่านี่คือปัญหาใหญ่ แต่เธอก็ผ่านมาได้ ด้วยการยอมรับความจริง และบอกทุกคนตามตรงว่าไม่เข้าใจ

 

นี่คือโชคดีที่ตะวันได้เจอคนเก่งๆ ระดับมืออาชีพทั้งฝั่งพิธีกรซึ่งเป็นไอดอลของเธอ (ซินดี้-สิรินยา บิชอพ) และตัวพ่อตัวแม่ในวงการแฟชั่นทั้งดีไซเนอร์ ช่างภาพ สไตลิสต์ในฝั่งเอเชีย และสหรัฐ

“ช่วงแรกๆ ถ้าเจอคำศัพท์ที่ตะวันไม่เข้าใจก็จะแค่ยิ้ม แต่ไม่กล้าถาม ไม่กล้าพูด เก็บไว้ในใจถ้าได้ยินอีกจะสังเกตว่าเพื่อนทำยังไง แล้วทำตามเขา แล้วกลับมาถามเพื่อนทีหลังว่ามันแปลว่าอะไร ช่วงแรกๆ ก็เลยเห็นว่าอยู่ในบ้านตะวันจะเงียบ (หัวเราะ) แต่หลังๆ กรรมการจะสังเกตว่าเราไม่เข้าใจคำสั่ง เขาก็เตือนเราว่าถ้าไม่เข้าใจก็ต้องบอก พอมันปลดล็อกความไม่มั่นใจตรงนั้นได้ก็เลยทำให้ตะวันกล้าแสดงออก และมั่นใจมากขึ้น โดยไม่กลัวว่าตัวเองจะทำผิดหรือถูก ทำให้ตะวันได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีมแบบมืออาชีพด้วย”

คำถามต่อมาก็คือ แล้วอะไรที่ทำให้สาวไทยที่ใครต่อใครในรายการคิดว่าเป็นแมวเหมียว ผงาดขึ้นมาเป็นแม่เสือสาวหนึ่งในตัวเต็งที่จะซิวเดอะวินเนอร์ เธอยิ้มกว้างแต่น้ำเสียงในคำตอบแผ่วลง “เป็นวีกท้ายๆ ค่ะ เหลือผู้เข้าแข่งขันประมาณ 6 คน เป็นวันที่ตะวันและเพื่อนสนิทชื่อตูติ นางแบบชาวมาเลเซีย ไปยืนเป็นสองคนสุดท้าย เรายืนกอดกัน แล้วพบว่า สุดท้ายเพื่อนของเราซึ่งเป็นหนึ่งในตัวเต็งต้องตกรอบ กลับบ้านไปก่อน แต่สิ่งที่เขาบอกกับเราก็คือ ให้ตะวันสู้เพื่อเขา ชนะเพื่อเขา ถึงคืนนั้นจะร้องไห้หนัก แต่วันต่อมาทำให้เราฮึดสู้ และเข้มแข็งขึ้น เพราะอยากให้เขาภูมิใจในตัวเรา และเราก็อยากภูมิใจในตัวเองด้วย”

 

การประกวดเป็นเสมือนทางลัดสำหรับคนที่มีต้นทุนเพียงรูปร่างหน้าตาอย่างตะวัน แต่นั่นไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองมีน้อยกว่าคนอื่น เพราะเธอเชื่อว่าทุกคนสามารถฉกฉวยโอกาสตรงหน้าได้เท่าๆ กัน “การประกวดโดยเฉพาะรายการ Asia’s Next Top Model เปลี่ยนแปลงชีวิตตะวันค่อนข้างเยอะ อย่างแรกคือเรามีงาน มีเงิน พอเราเป็นที่รู้จักมากขึ้น ต้องเรียนรู้ที่จะดูดีตั้งแต่ปลายผมจรดปลายเท้า จากเมื่อก่อนเราแทบไม่มีตัวตนในวงการ แต่เมื่อได้รับตำแหน่งเราก็ถูกกล่าวถึง โอกาสวิ่งเข้ามาหามากมาย การประกวดทำให้ตะวันก้าวผ่านความกลัวสู่ความกล้า และคิดว่าอะไรก็เป็นไปได้ ถ้าเราทำโอกาสที่มีอยู่ต่อหน้าเราให้ดีที่สุด เพื่อครอบครัว เพื่อพ่อแม่ที่เขามีความสุขกับฝันที่สำเร็จอีกขั้นของเรา”

เส้นทางนางแบบ อาชีพในฝันของตะวันกำลังท้าทายอยู่เบื้องหน้ากับโมเดลลิ่งยักษ์ใหญ่อย่าง Storm ในอังกฤษ “การชนะเป็น The Winner การันตีอาชีพได้แค่ช่วงหนึ่งเท่านั้น ที่เหลือมันอยู่ที่ว่าเราจะสามารถสร้างให้วงการนี้อยากจ้างงานเราต่อไปได้ยังไง มันขึ้นอยู่กับการตีโจทย์ การวางตัว และการพรีเซนต์สินค้าของเรา

แต่ถ้าถามว่าตะวันวางเป้าหมายของตัวเองไว้ด้านไหนเป็นพิเศษ ก็อยากไปทางรันเวย์ เป็นนางแบบแฟชั่น มากกว่าสายบิวตี้ เพราะว่าด้วยลุคของตะวันอาจจะไปสายบิวตี้ยากสักหน่อย (หัวเราะ) ซึ่งสัปดาห์ที่มีโจทย์ถ่ายบิวตี้ ตะวันสอบตก แต่ชอบสัปดาห์ที่เราได้เดินแบบและถ่ายแฟชั่นมากกว่า”

ตะวันทิ้งท้ายกับเราก่อนจะพาร่างสูงๆ ไปเปลี่ยนเป็นเสื้อยืดตัวเก่ง และเก็บกระเป๋าเดินทางต่อ

 

โทชิยูกิ อิโนะโกะ นักสร้างสรรค์แห่งศตวรรษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/441185

โทชิยูกิ อิโนะโกะ นักสร้างสรรค์แห่งศตวรรษ

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร

ใครว่าโลกของเด็กไม่สนุกสำหรับผู้ใหญ่!

ในฐานะที่เราเป็นผู้ใหญ่ เราอาจต้องเปลี่ยนความคิด เมื่อเราได้เดินทางเข้าสู่สวนสนุกอินเตอร์แอ็กทีฟ (พร้อมกับเด็กๆ) ที่ใช้ชื่อว่า ทีมแล็บ ไอส์แลนด์ ที่ตั้งอยู่ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งถือว่าเป็นสวนสนุกที่ผสมผสานทั้งศิลปะ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกัน

เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ โทชิยูกิ อิโนะโกะ วัย 39 ปี ผู้ก่อตั้ง ทีมแล็บ อินคอร์ปอเรต โดยจุดเริ่มต้นของชายหนุ่มคนนี้ เริ่มต้นเมื่อเขาจบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยโตเกียว ในปี 2001 และได้ก่อตั้งทีมแล็บในปีเดียวกัน โดยเขาได้เผยว่า ทีมแล็บดังกล่าว คือกลุ่มนักเทคโนโลยีจากหลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนโปรแกรม วิศวกรฮาร์ดแวร์ นักวาดการ์ตูนแอนิเมชั่น ศิลปิน นักคณิตศาสตร์ สถาปนิก นักออกแบบเว็บไซต์ นักออกแบบกราฟฟิก และบรรณาธิการ ซึ่งการทำงานของทีมแล็บนี้ ตั้งเป้าจะกำจัดขอบเขตของศิลปะ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความสร้างสรรค์นั่นเอง

“ในตอนนั้น เรากำลังสร้างสรรค์งานแสดงผลงานศิลปะ แต่เราไม่ค่อยมีโอกาสได้จัดนิทรรศการมากนัก และไม่สามารถจินตนาการได้ว่า จะจัดการรายจ่ายและรักษากลุ่มด้วยการจัดเพียงนิทรรศการได้อย่างไร ในทางกลับกันผมเชื่อในพลังของเทคโนโลยีดิจิทัลและความสร้างสรรค์อย่างหนักแน่น ผมรักและหลงใหลมันอย่างแท้จริง เราแค่ต้องการจะสร้างอะไรใหม่ๆ โดยไม่มีการแบ่งแยกให้มันเฉพาะเจาะจง ในขณะที่เราหารายได้จากงานเสริมอื่นๆ เพื่อพยุงทีมแล็บที่ก็เริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นกลุ่มนักเทคโนโลยีที่สร้างสรรค์ทีมแล็บ ไอส์แลนด์นี้ขึ้นมา”

ทีมแล็บ ไอส์แลนด์ ที่ถือเป็นสวนสนุกอินเตอร์แอ็กทีฟ ได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในนิทรรศการ 10 อันดับแรก ประจำปี 2015 ด้านสื่อครีเอทีฟดิจิทัลที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกในนิตยสาร Designboom “สวนสนุกอินเตอร์แอ็กทีฟนี้ เราต้องการสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นโรงเรียนของศตวรรษที่ 21 เพื่อเด็กๆ จะได้กลายเป็นคนสร้างสรรค์และร่วมมือกันพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ต่อไป”

โทชิยูกิ เผยว่า การทำงานในครั้งนี้ของทีมแล็บ คือ การได้แบ่งปันความคิดสร้างสรรค์ให้แก่ผู้อื่นด้วยทัศนคติด้านบวกผ่านศิลปะดิจิทัล และสามารถสร้างสถานที่ที่เราทุกคนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ผ่านศิลปะดิจิทัลได้

“การทำงานหลายอย่างในทุกวันนี้ขึ้นอยู่กับเครื่องจักร อย่างไรก็ตามมันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่มีเพียงมนุษย์ที่สามารถทำได้ เช่น ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ซึ่งสิ่งนี้จะมีค่ามากขึ้นในอนาคต เช่นเดียวกับผู้คนในทุกวันนี้ที่ถูกทำให้ติดสมาร์ทโฟน ซึ่งหมายความว่าผู้คนจะรู้สึกโดดเดี่ยวและแยกตัวออกไป หากมนุษย์ดำรงอยู่ในโลกนี้โดยได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่ประสบร่วมกับผู้อื่น ที่ใช้ทั้งความคิดและร่างกายของพวกเขา และประสบความสำเร็จผ่านการทำงานร่วมกัน ซึ่งได้พัฒนาสังคมที่พวกเขาอาศัยอยู่ ผมเชื่อว่าประสบการณ์การร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์นี้ มันจะเป็นประสบการณ์ที่สำคัญมากสำหรับเราทุกคนในการเป็นมนุษย์”

สำหรับทีมแล็บ หรือสวนสนุกอินเตอร์แอ็กทีฟนี้ โทชิยูกิ ได้บอกเล่าว่า ได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเป็นโซนๆ ไป โดยแต่ละโซนจะมีคอนเซ็ปต์ที่แตกต่างกันออกไป เช่น โซน “Sketch Town” มีวัตถุประสงค์ให้ผู้ชมได้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างภาพสองมิติและภาพสามมิติ เนื่องด้วยความแตกต่างที่ว่านี้ ส่งผลให้คนเรามองสิ่งต่างๆ แปลกออกไป “โดยปกติแล้ว มนุษย์เรามักจะถ่ายทอดไอเดียต่างๆ ลงบนกระดาษ ซึ่งเป็นการจำกัดไอเดียให้อยู่แค่ในรูปสองมิติ แต่ในยุคดิจิทัลที่คนเราใช้อินเทอร์เน็ตในชีวิตประจำวัน เราควรจะปรับเปลี่ยนให้ความคิดของเราไม่จำกัด และมีหลากหลายมิติมากขึ้นเหมือนกับอินเทอร์เน็ต”

 

สำหรับโซน “Light Ball Orchestra” และโซน “Create! Hopscotch for Geniuses” นั้น โทชิยูกิ เผยว่า มีวัตถุประสงค์ให้ผู้ชมได้มีความรู้เกี่ยวกับศักยภาพของร่างกายตนเอง “ปกติแล้ว เมื่อพูดถึงคำว่า ความรู้ เรามักนึกถึงการได้เรียนรู้ข้อมูลต่างๆ โดยที่ร่างกายเรานั้นอยู่เฉยๆ แต่จริงๆ แล้วเราสามารถรับรู้ข้อมูลได้มากขึ้นเมื่อขยับร่างกายไปพร้อมๆ กัน ซึ่งทั้งสองโซนนี้ได้มีกิจกรรมที่จะส่งเสริมให้ผู้เล่นนั้นขยับตัวไปพร้อมๆ กับการคิดตามไปด้วย นอกจากนี้ยังมีโซน ‘Hopscotch’ ที่จะทำให้คุณคิดถึงรูปแบบต่างๆ ในขณะที่กระโดด ในโซน ‘Light Ball Orchestra’ คุณอยู่ในพื้นที่กับคนอื่นๆ โดยที่ไม่แบ่งฝ่าย คุณไม่สามารถควบคุมพวกมันได้ แต่คุณสามารถเคลื่อนร่างกายไปในที่ที่เหมือนกัน ขณะที่ประมวลผลการเคลื่อนไหวได้ครับ”

เราได้ตั้งคำถามถามโทชิยูกิว่า ทำไมคนไทยถึงต้องพาลูกพาหลานมาทีมแล็บ และลูกหลานเราจะได้อะไรจากทีมแล็บกลับไปบ้าง เขาบอกเล่าด้วยรอยยิ้มว่า เด็กๆ จะได้รับทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม และความรู้ทางกายภาพ “สังคมจะเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง เพราะเทคโนโลยีกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว อาชีพมากมายถูกทดแทนด้วยเครื่องจักร 30 ปีต่อจากนี้ เด็กๆ จะสร้างสรรค์อาชีพใหม่ๆ ที่เราไม่เคยนึกถึงมาก่อน สังคมในอนาคตจะให้คุณค่ากับทักษะที่มนุษย์มี โดยเฉพาะความสร้างสรรค์ มนุษย์เป็นคนสร้างสรรค์โดยธรรมชาติ ระบบการศึกษาปัจจุบันสอนว่า มีคำตอบที่ถูกเพียงข้อเดียว ส่วนข้ออื่นๆ คือผิด  อิสรภาพในการพูด การเป็นตัวของตัวเองที่แตกต่างจากทั่วๆ ไปถูกตัดสินว่า ไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งที่ไม่เหมาะสม แต่เป็นสิ่งที่ผิด การถูกสอนให้กลัวการทำผิดพลาดเช่นนั้น ทำให้ความคิดสร้างสรรค์ค่อยๆ หายไป”

นอกจากนี้ โทชิยูกิ ยังเผยอีกว่า ในโลกแห่งความจริง คำตอบไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว และสิ่งอื่นๆ จะผิด ความเป็นไปได้ของคำตอบเป็บสิ่งที่ไม่สิ้นสุด คำตอบที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ทำให้คนอื่นมีความสุข นั่นคงเป็นคำตอบใหม่สำหรับทุกคำถาม

“ความคิดสร้างสรรค์เป็นการปฏิสัมพันธ์รอบด้าน มันไม่มีการแบ่งประเภทหรือขอบเขต ไม่มีผิดหรือถูก มีเพียงความสามารถที่จะเอาชนะคำถาม การทดสอบถูกทำแบบตัวต่อตัว และแต่ละคนถูกประเมินค่าโดยความสามารถของพวกเขา ภายในจิตใต้สำนึก เราถูกหล่อหลอมให้คิดอย่างแบ่งแยก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในปัจจุบันมากมายถูกทำให้ติดสมาร์ทโฟน สมองของพวกเขาอาจจะถูกติดต่อกับคนอื่นผ่านการใช้สมาร์ทโฟน แต่ร่างกายกลับถูกปล่อยให้โดดเดี่ยว การเป็นมนุษย์ต้องผ่านประสบการณ์ชีวิต และเรียนรู้คนอื่นที่พวกเขาพบเจอด้วยร่างกายและสติปัญญา สังคมถูกสร้างโดยการสร้างสรรค์ที่ร่วมมือกัน ประสบการณ์ที่ถูกสร้างสรรค์และการทำงานเป็นทีมหรือโคครีเอทีฟถูกทำให้เชื่อว่ามีคุณค่ากับเรามาก”

ท้ายสุด โทชิยูกิ ได้บอกเล่าถึงหลักในการดำเนินชีวิตและการทำงานของเขาไว้ว่า เขาอยากจะทำอะไรสักอย่างที่มีความหมายกับมนุษยชาติ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม “ถ้าอนาคตของเราสามารถมุ่งไปในทางที่ดีได้ ที่เป็นแบบที่ทำให้เราตื่นเต้น ผมก็อยากเป็นส่วนหนึ่งของมัน คติประจำชีวิตของผม คือ ถ้าเวลาที่เราตื่นขึ้นมา ส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการทำงาน สิ่งที่ดีที่สุด คือ คุณต้องทำงานที่คุณสามารถสนุกไปกับมันได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผมในตอนนี้ คือ ทีมแล็บ และสมาชิกทีมในทีมแล็บของผมครับ (ยิ้ม)”

 

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน คนเบื้องหลัง TEDx Bangkok

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/441018

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน คนเบื้องหลัง TEDx Bangkok

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

การเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่อาจเกิดจากคนตัวเล็กที่คิดอยากเปลี่ยนแปลง อย่างเวที เท็ดเอ็กซ์ (TEDx) ที่ได้รวมคนและความคิดที่หลากหลายเพื่อสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับบุคคล สังคม และโลก

เท็ดเอ็กซ์ กรุงเทพฯ จะทำหน้าที่นั้นอีกครั้งในอีกไม่กี่วันข้างหน้า มีคนเบื้องหลังสำคัญอย่าง พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน หนุ่มไฟแรงวัย 24 ปี ผู้ทำหน้าที่เป็นภัณฑารักษ์ เขาคือคนจัดการเรื่องราวทั้งหมดบนเวทีซึ่งเป็นหัวใจของงาน

เท็ดทอล์ก (TED Talk) เกิดขึ้นครั้งแรกที่อเมริกา ย่อมาจาก เทคโนโลยี (Technology) ความบันเทิง (Entertainment) และการออกแบบ (Design) เป็นเวทีให้คนที่มีชื่อเสียงในด้านต่างๆ มาแบ่งปันความคิดแก่คนทั่วไปผ่านการพูด 18 นาที จากนั้นได้แตกไลน์เป็น เท็ดเอ็กซ์ โดยได้ออกแบบแพลตฟอร์มการทอล์กในแบบฉบับของเท็ดขึ้นมา เพื่อนำไปใช้ที่ไหนก็ได้ และใครก็ได้สามารถขอลิขสิทธิ์จากบริษัทแม่ที่นิวยอร์กผ่านระบบออนไลน์แล้วนำมาจัดที่เมืองของตน สำหรับประเทศไทยเคยมีเท็ดเอ็กซ์ เชียงใหม่ จัดขึ้นเมื่อปี 2556 และเท็ดเอ็กซ์ กรุงเทพฯ ที่เพิ่งเกิดเมื่อปีที่แล้ว และจะจัดเป็นปีที่ 2 ในวันที่ 20 ส.ค.นี้

ค้นพบตัวเอง

หลังจบการศึกษาปริญญาตรี พิริยะได้ไปสัมภาษณ์งานหลายที่ แต่ก็เกิดคำถามขึ้นกับตัวเองหลายครั้งว่า จะตื่นขึ้นมาทำงานประจำจริงหรือ จนกระทั่งจุดเปลี่ยนก็เกิดขึ้นเมื่อเขาเป็นอาสาร่วมงานกับเท็ดเอ็กซ์ เชียงใหม่ ในตำแหน่งผู้จัดการอีเวนต์ มีหน้าที่ดูแลแทบทุกอย่างตั้งแต่คุยกับสปีกเกอร์ จองตั๋วเครื่องบิน คุยกับคนงาน และได้มีโอกาสเป็นผู้ช่วยทำเนื้อหาซึ่งหลายคนมองว่า เขาทำสิ่งนั้นได้ดี

“ศาสตร์นี้เรียกว่า คิวเรชั่น (Curation) แปลเป็นไทยคือ ภัณฑารักษ์ หรือคนที่จัดวางสิ่งของในพิพิธภัณฑ์ แต่สำหรับผม ผมเป็น สตอรี่ คิวเรเตอร์ (Story Curator) มีหน้าที่จัดเรียงเหมือนกัน แต่สิ่งของของผมคือ ชีวิตคน ไอเดียคน ความรู้คน จัดวางบนเวทีที่สามารถเป็นได้ทั้งหอประชุม ทุ่งนา ภูเขา หรือที่ไหนก็ได้ จัดเรียงเรื่องราวของสปีกเกอร์ เรื่องราวบนเวที และขัดเกลาให้มันมีพลังมากที่สุด” เขา กล่าว

ภัณฑารักษ์

หลังจากจบงานที่เชียงใหม่ เขาและคนอื่นๆ ที่ทำงานร่วมกัน หนึ่งในนั้นคือ โอ-อรรณวุฒิ ลีไพศาลสุวรรณา ผู้ถือลิขสิทธิ์เท็ดเอ็กซ์ (License Holder) จุดประกายไอเดียว่าจะทำเท็ดเอ็กซ์ในกรุงเทพฯ โดยปี 2558 เป็นธีม Catching the Ripples ด้วยความเชื่อว่า คนตัวเล็กๆ สามารถสร้างแรงกระเพื่อมอันกว้างใหญ่ได้

“คนสมัยนี้หรือสังคมสมัยนี้ จะไม่ถูกชี้นำด้วยคนใหญ่โตคนใดคนหนึ่ง แต่มาจากคนเล็กๆ อย่างพวกเรานี่แหละ ที่เป็นคลื่นเล็กๆ ให้สังคมเคลื่อนไปทางใดทางหนึ่งพร้อมๆ กัน ถ้าอยากรู้ว่าคลื่นใหญ่จะเคลื่อนไปทางไหน ให้ดูที่แรง
กระเพื่อมเล็กๆ”

ส่วนปีนี้ชื่อธีม Learn-Unlearn-Relearn ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแนวคิดที่ว่า ความไม่รู้หนังสือของคนสมัยนี้ ไม่ใช่คนที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่คือคนที่ไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมือนน้ำเต็มแก้ว

“เราเชื่อว่าคนในสังคมจะมีชุดความคิดของตัวเอง เช่น คนสวยต้องเป็นแบบนี้ คนดีต้องเป็นแบบนี้ แต่จริงๆ แล้วมันอาจจะมีอีกมุมมองอื่นที่ถ้าเรามองในมุมที่ต่างออกไป อาจจะทำให้สังคมขับเคลื่อนไปในทางที่ดีขึ้นได้”

สปีกเกอร์

ปีนี้ประกอบด้วย สปีกเกอร์ 16 คน โดยไม่ได้คัดเลือกจากการแบ่งสาย แต่เกิดจากการระดมสมองจากสิ่งที่เป็นปัญหา แล้วคิดว่าอะไรจะแก้หรือลดปัญหานั้น และค่อยไปตามหาคำตอบจากสปีกเกอร์ ซึ่งบุคคลนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นคนโด่งดัง แต่เป็นใครก็ได้ที่มีความคิดดีและมีวิธีสร้างสรรค์

ประเด็นที่พบมีหลากหลาย เช่น เรื่องอนาคตของลูก มาจากแนวคิดที่ว่าพ่อแม่สมัยนี้พยายามเลี้ยงลูกให้สมบูรณ์แบบ จึงเกิดเป็นคำถามขึ้นว่า นี่คือความหวังดีหรือเป็นการเติมเต็มในสิ่งที่พ่อแม่ขาดหายไปเมื่อครั้งยังเป็นเด็กเหมือนลูก

เรื่องประเด็นเพศทางเลือกในสังคมไทยที่คนยังมีมายาคติอย่าง ทอมต้องอารมณ์รุนแรง กระเทยต้องบ้าเซ็กซ์ ซึ่งเป็นการตีตราคนด้วยชุดความคิดของตัวเอง และเรื่องไทยประยุกต์ว่า การนำวัฒนธรรมไทยมาประยุกต์ให้ร่วมสมัยจะเรียกว่าการรักษาหรือทำลายตัวตนกันแน่

“เราไม่ได้ตัดสินว่าอะไรถูกอะไรผิด แต่เราจะทำให้เห็นมุมมองที่หลากหลาย สิ่งที่สปีกเกอร์พูดไม่จำเป็นต้องถูกเสมอไป ไม่ได้แปลว่าเขาเก่งที่สุดเสมอไป แต่เขาเป็นคนที่ลงมือทำอะไรบางอย่าง ซึ่งควรค่าให้เรามองคิดพิจารณา และสุดท้ายแล้วคนฟังจะเป็นคนเลือกเอง”

พลัง

เท็ดเอ็กซ์จะไม่ประกาศรายชื่อสปีกเกอร์เพื่อวัตถุประสงค์สำคัญ คือ อยากให้คนซื้อบัตรเพราะอยากฟังความคิด ไม่ใช่เพราะสปีกเกอร์ ซึ่งการรับฟังความคิดที่หลากหลายอาจทำให้เกิดบทสนทนาแลกเปลี่ยนกับคนข้างๆ และเกิดความเข้าใจว่าแม้จะชอบต่างกันแต่ก็ยังนั่งข้างๆ กัน ซึ่งนั่นอาจนำพาสังคมไปสู่จุดที่ดีกว่าทุกวันนี้

“เราอยากสร้างสังคมที่อิงจากความคิดมากกว่าอิงจากบุคคลหรือชื่อเสียง เราอยากสร้างสังคมที่คนให้ค่าแก่คนตัวเล็ก” เขา กล่าวถึงเป้าหมายสูงสุด

“ภาพที่ผมตั้งเป้าหมายไว้ คือ ภาพพี่วินมอเตอร์ไซค์เปลี่ยนจากนั่งเล่นตารางหมากรุกมาเป็นนั่งดูเท็ด และทอล์กนั้นอาจสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในตัวพวกเขาก็ได้ เพราะสปีกเกอร์ที่อยู่บนเวทีก็เป็นคนธรรมดาเหมือนกับเรา เขาเป็นคนในระนาบเดียวกับเรา ซึ่งวันหนึ่งคุณอาจเป็นคนขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีก็ได้”

การเปลี่ยนแปลง

หนึ่งปีผ่านไป เท็กเอ็กซ์กลายเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วและสร้างแรงบันดาลใจให้คนไม่มากก็น้อย อย่างพิริยะได้สร้างบริษัท โกลว์ (Glow) ร่วมกับเพื่อนที่เป็นอาสา เพราะได้รับพลังจากเท็ดเอ็กซ์เมื่อปีที่แล้ว

“ทุกครั้งที่ได้คุยกับสปีกเกอร์จะรู้สึกตื่นเต้น และรู้สึกสนุกกับการทำงานกับทีมอาสาทุกคน จนเกิดความคิดว่า ถ้าตื่นขึ้นมาได้ทำงานแบบนี้ทุกวันก็คงดี” เขา เล่า

“จนกระทั่งเมื่อจบงานเท็ดเอ็กซ์ วันรุ่งขึ้นต่อมาก็ตัดสินใจลาออกจากงานประจำเลย โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไร รู้แต่ว่าอยากทำงานลักษณะนี้ จึงคิดกับ ป่าน อาร์ตไดเรกเตอร์อาสาที่เคยเป็น
ฟรีแลนซ์รับดีไซน์งานได้เงินเยอะมาก คุยกันว่าอยากรับงานสร้างอีเวนต์ที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม สร้างงานที่มีความหมาย และสร้างประโยชน์ให้ใครสักคนและสังคมในวงกว้าง”

กลายเป็นว่าเท็ดเอ็กซ์ได้สร้างแรงบันดาลใจให้คนหลังเวที ทำให้เขากล้าลุกขึ้นมาทำสิ่งใหม่ กล้าสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จะเป็นแรงบันดาลใจต่อไปได้ไม่รู้จบ ซึ่งแท้จริงแล้วเขา ก็คือ แรงกระเพื่อมเล็กๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดทิศทางคลื่นใหญ่ ซึ่งสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมต่อไป และอาจจะยิ่งใหญ่ระดับโลก

 

นิโคลาส์ เพลลัว หยุดหัวใจไว้ที่ขนม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/440625

นิโคลาส์ เพลลัว หยุดหัวใจไว้ที่ขนม

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ทวีชัย ธวัช ปกรณ์

แม้ใจจะฝักใฝ่ในการเป็นเชฟขนมมาตลอด แต่ตลอดชีวิตการเป็นเชฟของ นิโคลาส์ เพลลัว หัวหน้าแผนกครัวเบเกอร์รี่ของโรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ กลับไม่เคยไปฝึกทำขนมกับเชฟขนมเก่งๆ ที่ยกให้เป็นไอดอล เพราะมองว่าการทำขนมอาศัยหลักพื้นฐานบวกกับการสร้างสรรค์ของเชฟ เขาจึงเลือกไปสั่งสมฝีมือด้วยการเรียนรู้งานครัวผ่าน 2 เชฟมิชลินชื่อดัง พร้อมตักตวงเอาประสบการณ์มาหล่อหลอมให้เขาเป็นเชฟขนมที่มีเอกลักษณ์ในการทำขนมที่ไม่เหมือนใคร

เชฟนิโคนิลาส์ เริ่มแนะนำตัวให้เรารู้จักด้วยการพาย้อนวันวานวัยเด็กว่าเขาหลงใหลในการทำอาหารตั้งแต่อายุ 10 ขวบ เขามักตามแม่เข้าไปในครัวเพื่อเป็นทั้งลูกมือทำอาหารและเป็นผู้ช่วยชิม จนเมื่ออายุ
17 ปี เขาตัดสินใจเริ่มต้นทำตามความฝันด้วยการไปฝึกงานในครัว 4 ปี และฝึกเป็นเชฟทำขนมอีก 1 ปี ก่อนจะเริ่มต้นทำงานแรกในร้านเค้กที่เมืองนีซ

 

“สมัยเป็นเชฟใหม่ผมอยากเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง เป้าหมายของผมคือการไปปารีส เพราะที่ปารีสเต็มไปด้วยโอกาสใหม่ๆ มากมายในชีวิต ผมตัดสินใจส่งประวัติส่วนตัวไปสมัครงานตามร้านมิชลินต่างๆ แต่ไม่มีที่ไหนมีตำแหน่งไหนว่าง สุดท้ายผมโชคดีไปได้ทำงานกับ เชฟปิแอร์ กานแยร์ ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าของร้านอาหารมิชลินสตาร์มากมายทั้งในฮ่องกง มาเก๊า เบอร์ลิน ลอนดอน และปารีส”

เชฟนิโคลาส์ บอกว่า เขาทำงานกับเชฟปิแอร์ 10 ปี แรกๆ ก็เริ่มจากช่วยงานในครัว จนในที่สุดจึงได้มีโอกาสไปดูแลในส่วนร้านขนม

“ตอนที่ผมตัดสินใจมาร่วมงานกับปิแอร์มีหลายเหตุผลด้วยกัน เขาเป็นเชฟที่ดังมากแถมยังเป็นคนบ้านเดียวกับผม คนในเมืองส่วนใหญ่จะชื่นชมเขาเพราะว่าเขาสร้างชื่อเสียงให้เมืองเราในฐานะเชฟมิชลิน แม้แต่อาจารย์ของผมเองก็ชมให้ฟังว่าเขาเป็นคนดี ผมน่าจะไปทำงานกับเขาเหมือนกัน ส่วนตัวผมเองก็อยากร่วมงานกับเขา เพราะผมคิดว่าเรามีแพสชั่นเดียวกัน ดังนั้นเราน่าจะเดินไปด้วยกันได้”

 

นอกจากจะได้ร่วมงานกับเชฟดีกรีมิชลินสตาร์ที่เป็นไอดอลแล้ว เชฟนิโคลาส์ยังได้รับโอกาสสำคัญในการร่วมงานกับเชฟโชเอล โรบูชง ผู้ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเชฟเทวดาอีก 2 ปี ซึ่งการร่วมงานกับสองเชฟระดับตำนานทำให้เชฟนิโคลาส์ได้พบกับการทำงานของเชฟมืออาชีพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่กลับหลอมรวมอยู่ในตัวเขาได้อย่างลงตัว

“ผมคิดว่าเชฟทั้งสองคนมีสไตล์ที่เหมือนอยู่กันคนละโลก สำหรับเชฟปิแอร์ ผมว่าเขามีความเป็นศิลปินสูงมาก เขามักใส่ไอเดียใหม่ๆ ลงไปในอาหารตลอดเวลา ลูกค้าที่มากินอาหารที่ร้านถึงสั่งเมนูเดิม ก็ได้รสชาติหรือหน้าตาอาหารที่ไม่เหมือนเดิม ผิดกับร้านของเชฟโชเอลที่ต่อให้ปรุงอาหาร 20 จาน ก็ได้มาตรฐานเดียวกันทุกอย่าง แต่สิ่งที่ทั้งคู่มีเหมือนกันคือพวกเขาจะใช้วัตถุดิบที่มีอย่าง
คุ้มค่าที่สุด”

เชฟนิโคลาส์ บอกว่า เขาได้นำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากเชฟทั้งคู่มาปรับใช้ในการทำขนมอย่างมาก ในฝั่งของเชฟปิแอร์ เขาเลือกเก็บเอาวิธีการใส่ไอเดียสร้างสรรค์ในการเลือกสรรวัตถุดิบ ขณะที่เชฟโชเอลเขาเลือกเก็บเอาเทคนิคพิเศษในการทำอาหารมาใช้ในการทำขนม

 

“ผมว่าไม่ง่ายเลยนะที่เชฟคนหนึ่งจะมีโอกาสได้ร่วมงานกับเชฟทั้งสองท่านนี้ เพราะส่วนใหญ่เชฟแต่ละคนจะมีเชฟที่เป็นไอดอลเพียงคนเดียวแต่พอดีผมชอบทั้งสองคน ก็เลยไปหาโอกาสไปร่วมงานกับทั้งคู่”

เชฟนิโคลาส์ ในวัย 47 ปี บอกว่าทุกวันนี้เขามีความสุขกับงานที่ทำ ได้นำสิ่งที่เรียนรู้มาถ่ายทอดออกมาเป็นเมนูขนมแสนอร่อย และเขาคิดว่าทุกวันนี้โชคดีที่ได้ทำอาชีพในฝัน สนุกกับการทำงานที่มีความท้าทายใหม่ๆ เข้ามาทดสอบและให้เรียนรู้

“ถามว่าจะทำอาชีพนี้ตลอดไปไหม แน่นอนครับตราบที่ผมยังมีแพสชั่นกับงานที่ทำ แต่ถ้าวันไหนรู้สึกหมดไฟหรือเบื่อ ก็พร้อมจะหยุด” เชฟนิโคลาส์ กล่าวทิ้งท้าย

 

Pineapple Jelly Confit with Coconut Cream,Pineapple, and Lemongrass Sorbet

ส่วนผสม Pineapple Jelly

น้ำตาล 7 กรัม

ซอสเสาวรส 15 กรัม

ซอสสับปะรด 60 กรัม

เจลาติน 2.8 กรัม

ผงซินนามอน 0.5 กรัม

วิธีทำ

นำซอสสับปะรดและซอสเสาวรสไปต้มให้เดือด จากนั้นใส่น้ำตาล ผงซินนามอน และเจลาตินคนให้เข้ากัน เมื่อเข้าที่แล้ว นำมาเทใส่พิมพ์ แล้วนำไปเก็บในตู้เย็น

ส่วนผสม Lemongrass Sorbet

นมสด 90 กรัม

นมผง 7 กรัม

น้ำตาล 30 กรัม

ผงกลูโคส 8 กรัม

ไข่แดง 14 กรัม

ครีมสด 50 กรัม

โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 22 กรัม

แบะแซ 0.8 กรัม

ผิวมะนาว 0.5 กรัม

ตะไคร้ 15 กรัม

วิธีทำ

อุ่นนมสดให้เดือด แล้วจึงใส่นมผง และตะไคร้ที่หั่นเป็นแว่นๆ ลงไป จากนั้นพักไว้ 30 นาที จึงใส่ผงกลูโคส และแบะแซคนให้เข้ากัน นำไปต้มอีกครั้งแล้วอุ่นให้เดือดใส่ผิวเลมอนลงไปแล้วพักไว้ 30 นาที ให้เติมไข่แดงและน้ำตาล จากนั้นคนให้เข้ากัน แล้วพักไว้ให้เย็น จึงใส่โยเกิร์ตรสธรรมชาติ พร้อมนำไปแช่ตู้เย็น

ส่วนผสม Pineapple Confit

สับปะรดหั่นแว่น 1 ชิ้น

ซอสสับปะรด 50 กรัม

น้ำเปล่า 15 กรัม

ใบสะระแหน่ 1.5 กรัม

เหล้ามาลิบู 8 กรัม

ฝักวานิลลาครึ่งฝัก

วิธีทำ

นำซอสสบั ปะรดพรอ้ มฝกั วานิลลามาต้มในน้ำเปล่า หลังจากทิ้งไว้ให้เย็นแล้วใส่ใบสะระแหน่และเหล้ามาลิบู จากนั้นนำสับปะรดที่หั่นไว้ลงไปแช่ เพื่อให้ซอสซึมเข้าเนื้อ

ส่วนผสม Coconut Mousse

มูสมะพร้าว

ซอสมะพร้าว 50 กรัม

น้ำตาล 5 กรัม

เจลาติน 1.6 กรัม

เหล้ามาลิบู 1 กรัม

วิปปิ้งครีม 40 กรัม

วิธีทำ

ต้มซอสมะพร้าวกับน้ำตาลเข้าด้วยกัน จากนั้นเติมเจลาตินพักไว้ให้เย็น แล้วจึงใส่เหล้ามาลิบู และวิปปิ้งครีม

จากนั้นตกแต่งจานด้วยครัมเบิ้ลมะพร้าวอบแห้ง แผ่นช็อกโกแลตใบสะระแหน่

 

มธุสร สุรชาติธำรงรัตน์ ออกแบบบ้านทางเลือก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มิถุนายน 2559 เวลา 10:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/440404

มธุสร สุรชาติธำรงรัตน์ ออกแบบบ้านทางเลือก

โดย…อณุสรา ทองอุไร-ศศิธร จำปาเทศ ภาพ… เสกสรร โรจนเมธากุล

ด้วยสภาวะโลกที่ร้อนขึ้น ป่าไม้บ้านเราลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย อากาศประเทศไทยถือว่าร้อนมากขึ้นทุกปี ส่งผลให้ปีนี้อากาศของประเทศไทยร้อนมากขึ้นสูงสุดในรอบ 20 ปี เรียกว่าเดินอยู่ริมถนนเหมือนอยู่ในเตาอบเหงื่อซึมตลอดเวลา บวกกับแสงแดดอันร้อนแรง จนแทบจะไม่มีใครอยากย่างกรายออกจากบ้านพักหรืออาคารสำนักงานกันเลยทีเดียว ดังนั้นทางออกสำหรับหลายคน ก็แน่นอนว่าคงเลือกที่จะเปิดแอร์

แต่ทว่าในยุคที่ต้องช่วยกันประหยัดน้ำ ไฟฟ้า ทางเลือกอีกหนทางหนึ่ง นั่นคือการออกแบบภายในที่พักอาศัยของคุณให้สามารถใช้งานได้อย่างประหยัดพลังงาน โดยพยายามที่จะใช้ลมใช้แสงจากธรรมชาติเป็นตัวช่วยได้บ้าง เมื่อก่อนบ้านไทยโบราณของเราใต้ถุนสูง หลังคาโปร่งมีช่องลม มีหน้าต่างเยอะ มีช่องกันลม และมีต้นไม้ใหญ่อยู่รอบบ้าน แต่วิถีชีวิตสมัยใหม่เราอยู่ตึกแทบไม่มีหน้าต่าง บ้านอับทึม ไม่ได้ลมจากธรรมชาติเลย แถมไม่มีที่ให้ปลูกต้นไม้อีกด้วย

แม้กระนั้นก็ตาม ในยุคที่ความคิดสร้างสรรค์เป็นผู้นำให้เกิดประโยชน์ใช้สอย เกิดคำถามขึ้นมาว่า จะทำอย่างไรให้วัสดุประหยัดพลังงานสามารถใช้งานได้โดยตอบสนองต่อผู้ใช้มากที่สุด ฉะนั้นนักออกแบบจึงเป็นผู้มีบทบาทให้ความสวยกับประโยชน์เข้ากันได้อย่างลงตัว Elle Decoration Young Talent Desing Project เป็นโครงการที่จัดขึ้นทุกปีและปีนี้ก็ก้าวสู่ปีที่ 14 แต่ละปีก็จะมีคอนเซ็ปต์แตกต่างกันไป ในปีนี้คอนเซ็ปต์ Super Natural – บ้านอิงธรรมชาติ บ้านประหยัดพลังงาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาเป็นส่วนรวมในการออกแบบ เช่น การวางตำแหน่งห้อง การแบ่งพื้นที่ใช้สอยเป็นแบบพื้นที่แบบเปิด-ปิด การนำแสงธรรมชาติเข้ามาสู่ภายใน การเลือกใช้วัสดุ รวมถึงการลดพื้นที่ผิวสัมผัสความร้อน เป็นต้น

 

ผู้เข้าประกวดต้องเลือกใช้หลักการ “Ecological Design” อย่างน้อย 1 ข้อในการออกแบบ ได้แก่ ออกแบบให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม แดด ลม ฝน ต้นไม้ ร่มเงา Recycle วัสดุเหลือใช้ นำมาเป็นเฟอร์นิเจอร์ ตกแต่งภายในใหม่ Eminent Energy การเลือกใช้ Materialที่ใช้ค่าพลังงานในการผลิตต่ำ หลักการเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน หรือการจัดวางช่วยลดพลังงาน เพื่อใช้ประกอบการนำเสนองานการออกแบบโดยต้องสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริงอย่างถูกต้อง สวยงาม และสร้างสรรค์ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเป็นบ้านที่อยู่สบายด้วย

มีผู้เข้าร่วมส่งประกวดผลงานทั้งสิ้น 200 คน คัดเลือกเหลือ 15 ผลงาน โดยรางวัลชนะเลิศ 1 รางวัล รางวัลที่สอง 1 รางวัล และรางวัลชมเชย 2 รางวัล โดย มธุสร สุรชาติธำรงรัตน์ เป็นผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ Elle Decoration Young Talent Design Project เธอเล่าถึงแนวคิดในการทำงานครั้งนี้ว่า ด้วยโจทย์ที่ค่อนข้างท้าทายจากที่เคยได้รับมา ทำให้ต้องมีการหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ คอนเซ็ปต์ Eco และสิ่งแวดล้อม จึงยิ่งเห็นถึงความสำคัญของบ้านประหยัดพลังงาน และประโยชน์ที่ผู้อาศัยจะได้รับ จึงอยากถ่ายทอดบ้านที่ออกแบบให้ออกมาในเชิงธรรมชาติและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด

เน้นองค์ประกอบในการออกแบบที่นำหลักการบ้านประหยัดพลังงานผนวกเข้ากับการออกแบบอาคารให้เข้ากับสภาพแวดล้อม เพื่อสร้างกลิ่นอายของความเป็นธรรมชาติให้กับบ้าน โดยเลือกใช้ไม้เคลือบเมลามีนของพาเนล พลัส เป็นผลิตภัณฑ์วัสดุทดแทนไม้ โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตและระบบการบริหารการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่มีลวดลายไม้ดูเป็นธรรมชาติ เพิ่มความอ่อนโยนให้กับตัวบ้านมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยประหยัดการใช้ทรัพยากร

 

การชนะการประกวดในครั้งนี้นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้นำหลักการการออกแบบบ้านเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม บวกกับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมไปใช้ในการออกแบบงานในอนาคต ด้วยคอนเซ็ปต์ Blend Eco to Living แบบบ้านสร้างสรรค์เชิงธรรมชาติและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด เน้นองค์ประกอบในการออกแบบที่นำหลักการบ้านประหยัดพลังงานผสมผสานกับการออกแบบอาคารให้เข้ากับสภาพแวดล้อม

มธุสร บอกว่า แม้ว่าอีโคก็เหมือนเป็นเรื่องเก่าที่คนเคยพูดถึง ซึ่งฟังแล้วคนอาจจะนึกถึงเศษขยะ ซึ่งดูไม่สวยงาม นั่นก็คือโจทย์ที่ค่อนข้างท้าทายว่าจะทำอย่างไรให้มันมาอยู่ด้วยกัน แบบดูดีสวยงามน่าใช้ ยังประโยชน์ได้จริง การเอาวัสดุต่างๆ ที่มีความเป็นอีโคมาอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง แต่จะมีเทคนิคอย่างไรที่จะเอาวัสดุนั้นมาทำให้ลงตัวเป็นอีโคให้ราบรื่นไปด้วยกันได้

“จริงๆ ตั้งใจให้มันมีพื้นที่เอาต์ดอร์ เพื่อดึงคนให้ออกมาทำกิจกรรมด้านนอก ซึ่งมีลมพัด คนจะได้ไม่ใช้พลังงานในห้อง เช่น เปิดแอร์เปิดพัดลมกันตลอดเวลา แต่ถ้าเราทำกิจกรรมอยู่ด้านนอก จะเป็นการลดใช้พลังงานสำหรับกิจกรรมภายในบ้าน อันนี้ก็เป็นอันหนึ่งที่อีโคแล้ว ที่จริงเราต้องดูสภาพแวดล้อมอากาศบริเวณนั้นก่อนว่า ตั้งอยู่ในทิศไหน ลมเข้า ลมออก เราสามารถกั้นพื้นที่อย่างไหร่ให้ลมมันพัด เราจะได้ไม่ต้องใช้แอร์มากเกินไป คือเอาสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ดูทิศทางลม ดูแสงแดดมาช่วยในการออกแบบ”

 

ด้วยการทำงานนี่ต้องค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคอนเซ็ปต์อีโคและสิ่งแวดล้อม ทำให้เธอยิ่งเห็นความสำคัญของบ้านประหยัดพลังงาน และประโยชน์ที่ผู้อาศัยจะได้รับ และเพื่อสร้างกลิ่นอายของธรรมชาติให้กับบ้าน จึงเลือกใช้ไม้เคลือบเมลามีนของพานล พลัส ที่มีลวดลายไม้ดูเป็นธรรมชาติ เพิ่มความอ่อนโยนให้กับตัวบ้านมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยประหยัดการใช้ทรัพยากร  เป็นเรื่องดีที่จะนำหลักการออกแบบบ้านเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม บวกกับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมไปใช้ในการออกแบบงานในอนาคตของเธอด้วย

ปัจจุบัน มธุสร หันมาทำงานอิสระด้วยการรับออกแบบภายใน หลังดูแลโครงการออกแบบตกแต่งภายในให้กับบริษัท ดีพาร์ทเมนท์ ออฟ อาร์คิเทคเจอร์ อยู่ 2 ปีกว่าหลังจากจบจากคณะสถาปัตยกรรม จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ การทำงานอิสระมาเกือบ 2 ปี ทำให้เธอรู้ว่า การออกแบบอีโคยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก แต่ก็เริ่มมีการนำวัสดุทดแทนธรรมชาติไปใช้มากขึ้น

“เราต้องตีโจทย์ก่อนว่า เจ้าของบ้านต้องการอะไร แล้วผสมกับการเป็นอีโค ขึ้นอยู่กับต้นทุนด้วยว่าตั้งไว้ที่เท่าไหร่ สมมติตั้งราคาอยู่ที่ 5 ล้านบาท อาจจะใช้วัสดุที่ไม่ได้ดีมาก หรือกลางๆ ไปถึงคุณภาพที่ไม่ได้สวยทุกอย่าง แต่ก็ต้องออกแบบงานกันว่าเราจะเอาวัสดุถูกหน่อยให้มันสวยงามได้อย่างไร ยอมลงทุนเสียค่าตกแต่งให้บ้านประหยัดพลังงานใช้วัสดุอีโคผลที่ตามมามันอาจจะช่วยประหยัดค่าไฟในแต่ละเดือน แน่นอนว่าการออกแบบบ้านให้ประหยัดพลังงานนั้นต้นทุนการก่อสร้างจะสูงขึ้นกว่าปกติ แต่ก็ดีในระยะยาวที่จะช่วยประหยัดค่าน้ำค่าไฟได้ ก็มีบ้านหรือสำนักงานที่ยอมลงทุนครั้งแรก เขาลดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะมาก แค่ยอมลงทุนก้อนแรก แต่การออกแบบที่ดีต้องคำนึงถึงการใช้งานของผู้อยู่เป็นหลักว่า ผู้อยู่ต้องการอะไร”

 

มธุสร กล่าวต่ออีกว่า คนเมืองก็สามารถใช้บ้านประหยัดพลังงานได้ และไม่จำเป็นต้องเป็นบ้านไม้เท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ มันขึ้นอยู่กับการออกแบบที่จะปรับอย่างไรให้มันลงตัว สถาปนิกจะออกแบบตัวตึกด้านนอก แต่เราออกแบบด้านใน ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นการทำงานร่วมกัน

สำหรับการรีโนเวทบ้านก็สามารถทำให้ประหยัดพลังงานได้ ต้องดูทิศทางลม อาจจะต้องทุบกำแพงบางด้านออก ไม่จำเป็นต้องสร้างใหม่แล้วถึงจะอีโค ส่วนตึกจะทำค่อนข้างยาก เพราะตัวตึกมันกำหนดมาแล้ว จะให้น้ำหนักเรื่องการลดใช้วัสดุที่ทำลายธรรมชาติ หรือผ่านกระบวนการผลิตซ้ำๆ ทำให้ต้องสูญเสียพลังงานในการผลิตค่อนข้างสูง ก่อให้เกิดต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

“ที่จริงไม่ได้ขึ้นอยู่ที่งบประมาณ แต่ต้องเข้าใจว่ามีงบเท่าไหร่ สามารถทำได้แค่ไหน ถ้ามีงบแค่นี้ เราก็ต้องจำกัดเงิน จริงๆ บางงานมันก็ทำให้ความคิดของนักออกแบบไปไม่สุด เพราะมันมีงบจำกัด ซึ่งเราก็เข้าใจและพบลูกค้าแบบนี้อยู่บ่อยๆ แต่ขั้นแรกเราก็ออกแบบให้เต็มที่ไปก่อน แล้วให้ผู้รับเหมาตีราคา เราก็รู้ราคาแล้วค่อยมาตัดลดวัสดุ คนสมัยนี้นิยมให้บ้านหรืออาคารธุรกิจสวยงามมีเอกลักษณ์ ช่วยดึงดูดความสนใจ คนจึงหันมาจ้างสถาปนิก อินทีเรียร์เยอะขึ้นด้วยซ้ำ เพราะมันมีผลต่อการโฆษณาร้าน”

 

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากจะมีบ้านแนวนี้ มธุรส แนะนำว่า ต้องดูความชอบของตัวเองว่าชอบมากแค่ไหน สามารถรับวัสดุที่ไม่ได้สวยหรูเหมือนคนทั่วไปใช้กันได้หรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่าวัสดุที่เป็นอีโคบางอย่างไม่ได้ดูมีราคา แต่มันส่งผลที่ดีต่อชีวิตในภายหลัง ชีวิตของคนรุ่นใหม่หรือครอบครัวเล็กคงต้องคำนึงถึงความสบายเมื่ออยู่อาศัย ไม่ดูวุ่นวาย อารมณ์รีสอร์ท ตอบโจทย์คนทำงานจากข้างนอก เมื่อกลับบ้านแล้วอยากรู้สึกได้ไปเที่ยวพักผ่อน

“มันคงไม่มีเทรนด์ใหม่ๆ แล้วแต่สถาปนิกหรืออินทีเรียร์เองจะคิดออกแบบมาตอบโจทย์ลูกค้าอย่างไร ส่วนตัวคิดว่าไม่ได้มีเทรนด์ที่จำกัดขนาดนั้น มันก็คล้ายๆ แฟชั่น เดี๋ยวมาเดี๋ยวไป มันขึ้นอยู่ที่เราจะผสมมันอย่างไร เหมือนแฟชั่นปีนี้เทรนด์อย่างนี้หายไปแล้วก็กลับมาใหม่ ก็เหมือนคนรีโนเวทบ้านใหม่ ปีหน้าเทรนด์อีโคก็ยังพบเห็นได้อยู่ แต่อาจจะไม่ถึงกับอีโคมากนัก แค่เป็นพื้นที่ที่เป็นอีโคนิดๆ คือ ดูผ่อนคลาย มีลมพัด ไม่ต้องเปิดแอร์ คิดว่าคอนโดเป็นอีกสถานที่ที่พยายามจะดึงคนในเมืองให้คนเข้ามาซื้อ ด้วยการทำให้ห้องดูผ่อนคลาย มีระเบียงนอกห้อง เราอาจจะช่วยเรื่องการจัดวาง ใช้วัสดุที่ดูโปร่ง ไม่ใช้บิวต์อิน ผนังทึบ”

มธุสร กล่าวทิ้งท้ายว่า สไตล์การออกแบบสำหรับเธอไม่มีอะไรเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะต่างทำงานคนละครึ่งทางระหว่างนักออกแบบและความต้องการของลูกค้า “งานทุกงานไม่สามารถใส่ความเป็นเราได้เต็มร้อย นอกจากงานนั้นลูกค้าจะไม่มีไอเดียเลย ทุกๆ งานจะแตกต่างกันไปตามประเภทงาน การหันมาใส่ใจในการออกแบบบ้านที่ประหยัดพลังงานไม่เพียงแต่จะสร้างทำให้คนอาศัยอยู่ได้อย่างมั่นคง สุขสบายแล้วหากเพิ่มการใส่ใจเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยแล้ว ก็จะทำให้โลกสามารถอยู่อย่างยั่งยืนด้วย”

 

อดีตความฝันสู่อนาคต พาฝัน ศรีเริงหล้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2559 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/440163

อดีตความฝันสู่อนาคต พาฝัน ศรีเริงหล้า

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ… วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

สาวผู้ประกาศคนเก่งคนแกร่งจากโมโนกรุ๊ป ช่องโมโน ทเวนตี้ไนน์ (Mono 29) พาฝัน ศรีเริงหล้า หรือดรีม ในวัย 30 ปี จากความใฝ่ฝันในวัยเด็กต้องการเป็นผู้ประกาศข่าว แม้หลายคนจะทัดทานว่า หน้าตาแบบนี้เป็นไม่ได้หรอก ผู้ประกาศข่าวต้องสาวและสวย มากความสามารถ อ่านข่าวไม่ติดไม่ขัด วัดกันที่กึ๋น คอลัมนิสต์ชื่อดัง “หนุ่มเมืองจันทน์” กล่าวถึงดรีมว่า เธอเป็นคนหนึ่งที่เขาชื่นชม เพราะเมื่อโอกาสเปิด เธอไม่เคยรั้งรอ

คอลัมนิสต์คนดังบอกว่า เขาเห็นความมุ่งมั่นและตั้งใจกับสิ่งที่ฝัน รวมทั้งชื่นชมในพัฒนาการของดรีม เรื่องนี้เป็นความจริง เพราะเมื่อถึงวันหนึ่งเธอก็คว้าสิ่งที่ฝันไว้ได้ ดรีมเล่าถึงตัวเองว่า เธอชอบการเป็นผู้ประกาศข่าวมาก รู้ตัวว่าอยากทำงานอาชีพนี้ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เมื่อคุณครูให้เด็กหญิงพาฝัน ซึ่งตอนนั้นอยู่ชั้น ป.1 เข้าแข่งขันการอ่านข่าวของโรงเรียน

“จำได้ว่าเป็นข่าวกีฬาบาสเกตบอลชนะเลิศและต้องไปอ่านข่าวเป็นตัวอย่างให้พี่ๆ ชั้น ป.3 ฟัง ก็เป็นความภูมิใจของเด็กหญิงตัวน้อยที่จุดประกายสว่างไสว คิดได้เดี๋ยวนั้นเลยว่า ชีวิตฉันจะเป็นผู้ประกาศข่าวให้ได้”

คู่ซ้อมการอ่านออกเสียงของ ด.ญ.พาฝัน คือคุณยาย ที่ให้หลานสวดมนต์เสียงดังลั่นในห้องพระ เป็นคู่สวดกันในทุกเย็นย่ำก่อนจะเข้านอน ถือเป็นการฝึกเด็กให้หัดอ่าน สระอา สระอี สระไอ ไปในตัวบุญคุณนี้ต้องทดแทน เพราะคุณยายยังเป็นคุณครูที่ทำหน้าที่สอนหลานอ่านหนังสือตัวแรก กระทั่งอ่านหนังสือแตกด้วยบทสวดสรภัญญะ

สำหรับคุณแม่เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว แยกทางกับคุณพ่อแล้วกัดฟันเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง ค้าขายบ้างอะไรบ้าง ก่อตั้งบริษัทขายเครื่องกีฬาเล็กๆ ของตัวเอง ตลอดเวลาที่เติบโตขึ้น แม่ไม่เคยตีลูก เคยถามแม่ว่าทำไม แม่ตอบไม่ตีเพราะมั่นใจว่าลูกถูกสอนมาดี เลี้ยงมากับมือ ทำไมจะไม่รู้ว่าลูกเป็นอย่างไร เจอเข้าประโยคนี้เลยไม่กล้าดื้อ

ดรีมเป็นลูกคนที่ 3 เธอมีพี่ชายอีก 2 คน ชื่อดรีม มาจากความฝันของแม่ที่อยากมีลูกผู้หญิง แม้กระทั่งชื่อจริง พาฝัน ก็มาจากความปรารถนาของแม่เรื่องลูกสาว หากดรีมบอกตัวเองว่าเธอเป็นลูกเป็ดขี้เหร่ หน้าตาไม่สะสวย ถึงจุดหนึ่งของชีวิต ดรีมจึงรู้ว่าจะเป็นผู้ประกาศข่าวได้ต้องหน้าตาดี เพราะเป็นจิตวิทยาการสื่อสารมวลชนว่า ผู้ที่หน้าตาดีย่อมได้รับการให้อภัยมากกว่าผู้ที่หน้าตาไม่ดี

“ดับฝัน 5 ขวบของดรีมไปเลย แต่เราก็ไม่ถอย มองโลกตามความเป็นจริง แต่ก็ยังดันดื้อกับความฝันของตัวเองต่อไป”

พาตัวเองไปอยู่ในจุดที่ใกล้ที่สุดด้วยการสมัครเป็นนักข่าว เริ่มงานแรกจากสายการตลาด ประชาชาติธุรกิจ รับผิดชอบเกี่ยวกับการตลาดด้านแฟชั่น เครื่องสำอาง และทีวีดิจิทัล เป็นนักข่าว 3 ปี ก่อนจะไปสมัครเป็นผู้สื่อข่าวทีวีของมติชน คราวนี้ต้องทำทุกสาย ต้องสัมภาษณ์ตั้งแต่นักโทษยันรัฐมนตรี โอกาสหนึ่งในชีวิตที่คงไม่ลืม

 

ดรีมทำงานเป็นผู้สื่อข่าวทีวีมติชน 2 ปี ก่อนจะเปลี่ยนค่ายไปอยู่อัมรินทร์ เป็นทั้งผู้ประกาศและนักข่าว แต่ก็ยังเน้นไปที่การทำข่าว หากต่อมาเธอได้จังหวะย้ายมาอยู่ที่โมโนกรุ๊ป คราวนี้สาวน้อยได้เป็นผู้ประกาศสมใจ ผ่าตัดทำจมูก ได้จมูกใหม่ พร้อมๆ กับได้เป็นผู้ประกาศข่าวตามใจฝัน

“กลับไปดูภาพตอนเข้าวงการใหม่ๆ แล้วก็ขำนะ ตอนนั้นตื่นเต้น เด๋อด๋า อ้วน อ่านข่าวเหมือนเด็กหัดอ่านหนังสือ ต้องขอบคุณหลายคนที่ให้โอกาสและขอบคุณตัวเองที่พยายามอย่างมากในการพัฒนาตัวเองขึ้นมา”

ชื่อดรีมและช่างเต็มไปด้วยความฝันจริงๆ ฝันอยากเป็นผู้ประกาศ ขอเป็นผู้ประกาศ ถ้าพ้นจากอาชีพนี้คงไม่มีความสุข ดรีมอยู่ที่โมโนกรุ๊ป นอกจากจะทำงานเป็นผู้ประกาศข่าวหญิงแถวหน้าของช่อง 29 เธอยังทำงานแปลข่าว เวลาว่างไม่มาก แต่ไม่อินัง เพราะสิ่งที่อยากทำที่สุดได้ทำแล้วคือการเป็นผู้ประกาศหญิง

การเป็นผู้ประกาศให้อะไรมากกว่าที่คิด คุณสมบัติที่ต้องมีคือการอ่านออกเสียงที่ถูกต้องและเป็นธรรมชาติ อีกทั้งต้องเป็นน้ำที่ไม่เต็มแก้วเพราะมีเรื่องใหม่ให้เรียนรู้ในทุกวัน ที่สำคัญต้องทำงานเป็นทีม เบื้องหน้าคือแบบหนึ่ง เบื้องหลังคืออีกแบบหนึ่ง เป็นสัจธรรมตำตาให้มองเห็นและเรียนรู้ ถามว่าเหมือนที่คิดหรือไม่ ดรีมตอบว่าไม่ 100% สิ่งที่แตกต่างไปคือมิติของการทำงานร่วมกับผู้อื่น ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาทักษะส่วนตัวตลอดเวลา หยุดนิ่งไม่ได้

“ชอบอยู่คนเดียว และดรีมเป็นเสือยิ้มยาก นั่งอยู่กับงาน ทำอยู่กับงาน แต่ถึงจุดหนึ่งงานต้องมีทีมซัพพอร์ต ต้องบริหารความสัมพันธ์ ต้องดูแลกันในทีมด้วย การมีชีวิตในแต่ละวันจึงเหมือนศิลปะ ไม่ใช่การแสดงนะ แต่เป็นศิลปะ” ดรีม เล่า

 

ทุกวันนี้มีความสุขกับงานที่ทำ สมัยก่อนกลัวชื่อคนเวลาอ่านข่าว แต่เดี๋ยวนี้ไม่กลัวแล้ว เพราะหมั่นทำการบ้านหาความรู้ ดูหนังฟังเพลงก็ช่วยมากในเรื่องสำเนียงเสียงต่างประเทศ กิจวัตรประจำวันย้อนศรเล็กน้อย ได้แก่ การเลิกงานประมาณตี 3 ถึงบ้านตี 4 กว่าจะได้นอนก็ปาเข้าไปตี 5 เศษ เข้างานช่วงบ่าย ทำงานแปลข่าว ก่อนจะเตรียมตัวอ่านข่าวประมาณช่วง 4-5 ทุ่ม และออกอากาศจริงในช่วงเวลาตี 1 เศษ

“เมื่อก่อนติดการออกกำลัง แต่เดี๋ยวนี้ไม่สามารถออกกำลังกายได้เลย เพราะนอนน้อย ทำให้เหนื่อยง่าย คาดิโอหรือออกกำลังกายต่อเนื่องด้วยความถี่ไม่ได้เท่าเก่า แต่ก็พยายามเดินวิ่งและเล่นเวตบ้างถ้ามีเวลาว่าง ดูแลเรื่องน้ำหนักตัว รวมทั้งกินวิตามินช่วยนิดหน่อย”

ความฝัน 5 ขวบนำทางมาจนถึงปัจจุบัน แล้วในอนาคตล่ะ ความฝันของดรีมคืออะไร ดรีมตอบว่าความฝันชิ้นใหม่ของเธอคือการตั้งโรงเรียนเพื่อการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง สอนเด็กไทยให้รู้หนังสือไทย อ่านภาษาไทยให้แตกฉาน ไม่เหมือนกับเดี๋ยวนี้ที่หันหูฟังไปทางไหนก็กลุ้มใจ เพราะเด็กไทยพูดไทยผิดเพี้ยน เขียนก็ผิด อ่านก็ผิด พูดก็ผิด กลุ้มใจไม่มี ล.ลิง ร.เรือ ว.แหวน และอีกหลายตัวอักษรที่มีปัญหา ทั้งคำควบกล้ำ วรรณยุกต์ผิดเพี้ยนไปหมด

“ไม่ใช่เรื่องยากที่จะโน้มน้าวเด็กๆ ให้หันมาออกเสียงให้ชัด อ่านหนังสือให้คล่อง และเขียนหนังสือให้ได้ดี เป็นอีกหนึ่งความฝันที่ดรีมอยากจะทำ โรงเรียนของดรีมเล็กๆ สอนเด็กๆ ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ในการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง ได้ใช้เวลาอยู่กับเด็กๆ ตอนนี้เก็บสตางค์อยู่ค่ะ” ดรีม เล่า

ดรีมจบปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์ สื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปัจจุบันสาวหน้าคมเป็นผู้ประกาศรายการ Welcome World และทำงานแปลข่าวต่างประเทศ ช่องโมโน ทเวนตี้ไนน์ ยามว่างคือการอ่านหนังสือ ออกกำลังกายและพาหลานไปเที่ยว (ฮา) ปั่นจักรยาน และเล่นเจตอยู่ข้างๆ กรงกระต่ายชื่อปานวาด ฝันถึงความฝันชิ้นใหม่…ที่กำลังจะมาถึง

 

บุษกร วงศ์พัวพันธ์ นักธุรกิจหน้าใหม่ในวงการความงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มิถุนายน 2559 เวลา 10:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/439905

บุษกร วงศ์พัวพันธ์ นักธุรกิจหน้าใหม่ในวงการความงาม

โดย…กิจจา อภิชนรจเรข

ถือว่ามาช้า แต่ในที่สุดก็ถึงวันเปิดตัวธุรกิจความงามของตัวเอง ในชื่อแบรนด์ ดีไอไอ เวลเนส สกินแคร์ (Dii wellness skincare) บุษกร วงศ์พัวพันธ์ อดีตนางเอกระดับตัวแม่ของวงการวันนี้ผันตัวเป็นนักธุรกิจ ทุ่มทุน 8 หลัก ร่วมหุ้นกับเพื่อนสนิทที่คบหากันตั้งแต่เรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สร้างผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าในหมวดเวลเนส สกินแคร์ และตั้งเป้าธุรกิจสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เคาน์เตอร์แบรนด์ให้ได้การยอมรับ ระดับคุณภาพ 1 ใน 5 ของเอเชีย

ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าแปลกใจได้เลยทีเดียว เพราะกว่า 20 ปีที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการบันเทิง มีสินค้ามากมายหลายชิ้นได้เลือกนางเอกผิวสีน้ำผึ้งคนนี้เป็นพรีเซนเตอร์ แต่สำหรับผลิตภัณฑ์ความงามกลับมีน้อยชิ้นที่ได้ร่วมงานกับ หน่อย บุษกร ย้ำบอกว่าการเลือกเป็นตัวแทนความงามให้แบรนด์ใดๆ จะต้องใช้อย่างจริงจัง และเน้นคุณภาพในระดับตัวเองใช้แล้วพึงพอใจเท่านั้น จึงเป็นเรื่องยากและอาจดูช้าไปสักนิด กับการตัดสินใจสร้างผลิตภัณฑ์แบรนด์ใหม่ขึ้นมา

บุษกร กล่าวว่า การเปิดตัว ดีไอไอ เวลเนส จัดขึ้นอย่างเป็นทางการไปในเดือนนี้ โดยเริ่มวางจำหน่ายในแผนกเคาน์เตอร์แบรนด์เครื่องสำอางของห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว ส่วนอนาคตจะมีเซ็นทรัลสาขาต่างๆ เซน และเดอะมอลล์ มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยทีมแพทย์จำนวน 16 คน เลือกใช้ส่วนผสมนำเข้าจากฝรั่งเศสและอังกฤษ ซึ่งในฐานะเจ้าของธุรกิจได้รับเป็นพรีเซนเตอร์ครีมบำรุงผิวซีรี่ส์แรก และขอเป็นตัวแทนของหญิงสาววัยขึ้นเลขสี่ ที่เข้าใจในนิยามความงามได้ถ่องแท้

เธอคือความงามต้นแบบ

เวลเนส สกินแคร์ ถือเป็นของใหม่ในตลาดเครื่องสำอาง บุษกร กล่าวว่า จึงนับเป็นเรื่องท้าทายแต่ก็เป็นจุดแข็งของดีไอไอ แบรนด์สกินแคร์ซึ่งมีดีเอ็นเอต่อยอดมาจาก ดีวานา สปา (Divana Spa) ซึ่งโด่งดังในกลุ่มคนใส่ใจสุขภาพและความงาม นางเอกผิวดีก็เป็นลูกค้าคนสำคัญของที่นี่ และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สปาที่มีครบไลน์ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทั้งแชมพู และครีมบำรุงผิว

แล้วเมื่อนักธุรกิจผู้ก่อตั้งดีวานา คือ พัฒนพงศ์ รานุรักษ์  และธเนศ จิระเสวกดิลก ต้องการแตกไลน์สู่ธุรกิจสกินแคร์ จึงขอเลือกอดีตนางเอกคนสนิทเป็นคู่ธุรกิจ โปรเจกต์นี้ใช้เวลา 5 ปีในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมา บุษกร เป็นต้นแบบในการคิดค้นเครื่องสำอางกลุ่ม Anti-aging ทดลองใช้ และปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ได้ในระดับคุณภาพ

“ในกลุ่มเครื่องสำอางระดับพรีเมียม คนไทยติดแบรนด์ค่ะ โดยเฉพาะจากเมืองนอก ซึ่งก็เข้าใจได้ค่ะว่าแบรนด์อินเตอร์ฯ มีการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง มีงบประมาณก้อนใหญ่จัดเต็มทุ่มได้ทั้งโฆษณา และการจ้างพรีเซนเตอร์ชื่อดัง คนเลือกใช้เพราะความน่าเชื่อถือเหล่านี้ การสร้างแบรนด์ไทยแท้ๆ ขึ้นมา จึงต้องศึกษาและเข้าใจในเรื่อง Barriers to entry หรืออุปสรรคในการเข้าสู่อุตสาหกรรมความงาม แต่ดิฉันก็เชื่อมั่นในสปาไทยที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกอยู่แล้วนะคะ คนมาใช้บริการดีวานามีทั้งยุโรป และเอเชีย สกินแคร์ที่ใช้ในสปาหรูจะเน้นคุณภาพโดดเด่น ส่วนผสมมีเอกลักษณ์ การต่อยอดธุรกิจเติบโตได้เรื่อยๆ แน่นอนค่ะ

แต่สปาโปรดักต์ก็มีจุดอ่อนนะคะ ในเรื่องความน่าเชื่อถือ เพราะมีหลายแบรนด์ออกมาวางขายโดยที่เน้นเกาะกระแส ไม่เน้นคุณภาพดีที่สุด เราจึงใช้เวลานานค่ะกับการสร้างผลิตภัณฑ์ ดิฉันเข้ามาร่วม
ทีมอาร์แอนด์ดี Research & Development ทำงานกับหุ้นส่วนผู้บริหาร และสร้างแพทย์ทีมวิจัยและพัฒนา นำร่องสร้างคลินิกองค์รวมในเรื่องสุขภาพและความงามขึ้นในสปา คิดค้นสกินแคร์ใช้เฉพาะในคลินิก

ขวดไหนที่ยังไม่ดีก็ปรับสูตรให้คุณภาพมีมาตรฐาน ตอนนี้มี 5 ขวดค่ะ ตั้งแต่เซรั่ม ครีมบำรุงเดย์-ไนต์ ครีมคอลลาเจน ไปจนถึงครีมกันแดด คนเลือกใช้แบรนด์ดีไอไอ จึงมีทั้งคนไทยและต่างชาติที่ใช้บริการในสปาอยู่แล้ว” บุษกร เริ่มต้นอธิบายถึงธุรกิจใหม่แกะกล่อง

เคล็ดลับวัยงามสมบูรณ์แบบ

“ยอมรับค่ะเคยตกอยู่ในกระแสอยากผิวขาว” บุษกร เผยความลับพร้อมเสียงหัวเราะ ตอนนั้นเริ่มสวมบทบาทนางเอกหน้าใส ความสวยขาวผิวออร่าสร้างความโดดเด่นและกลายเป็นค่านิยมความงามของสาวไทยไปในที่สุด แต่เมื่อสั่งสมประสบการณ์การดูแลตัวเองมาจนถึงวัยที่เข้าใจถ่องแท้ถึงคำว่าผิวสุขภาพดี สิ่งนี้คือบทสรุปจีรังที่สุดแห่งนิยามความงามพร้อมสมบูรณ์แบบ

“หุ้นส่วนที่เป็นเพื่อนสนิทดิฉัน คุณตี๋ พัฒนพงศ์ คุณโทนี่ ธเนศ บอกค่ะว่า พอเอ่ยถึงครีมบำรุงผิวในกลุ่ม Anti-aging ใบหน้าของดิฉันลอยขึ้นมาเลยนะคะ (ว่าแล้วก็หัวเราะชอบใจ) เพราะเขารู้ว่าบุษกรดูแลตัวเองมากๆ ครีมเคาน์เตอร์แบรนด์ดังๆ นี่ใช้มาหมดแล้ว แต่พอได้ใช้ครีมของคลินิก ก็เลิกบ่นเรื่องครีมข้นเหนียวๆ เนื้อหนักๆ ไปเลยค่ะ เพราะคิดค้นขึ้นมาเพื่อผิวคนไทย และคนเอเชีย ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักเลยค่ะ”  บุษกร ย้ำบอกว่าขอเวลาอีก 5 ปี ที่ตั้งเป้าธุรกิจไว้ว่าแบรนด์ต้องเป็นที่รู้จักดี

“ก็ต้องยอมรับนะคะว่าตลาดเครื่องสำอางการแข่งขันรุนแรง แต่แบรนด์ใหม่มีความน่าทดลอง ยิ่งถ้าราคาจับต้องได้ ดิฉันคิดว่าใครก็อยากลองใช้” บุษกร บอกพร้อมรอยยิ้มสวยหวาน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าพระเอกมีอายุงานมากกว่านางเอก ขณะที่สามีสุดหล่อ เคน ธีรเดช รับงานพระเอกอยู่ แต่ละครไทยไม่มีพื้นที่สำหรับบทนางเอกวัยเลขสี่อัพ งานแสดงละครจึงอยู่ในช่วงพักแต่ก็ชั่วคราว รอเวลาบทดีเหมาะสมก็คงได้เห็นกันอีกแน่ๆ บนหน้าจอทีวี

“นางเอกเรื่องสุดท้ายคือ พยัคฆ์สาวแซ่บอีหลี  8 ปีแล้วค่ะที่ไม่ได้แสดงละคร แต่ตอนนี้ทำธุรกิจเป็นผู้จัดละครด้วยค่ะ เมื่อมีเวลาพักกองดิฉันจึงตัดสินใจทำอีกธุรกิจ ในเรื่องความงามที่เราก็ถนัดและรู้จริง (ยิ้ม) ส่วนละครไม่รู้นะคะว่าจะเล่นบทบาทไหน เป็นแม่ก็ได้สิคะเพราะเราก็มีลูกแล้ว เข้าใจบทบาทนี้ดีเลยค่ะ เป็นแม่ร้ายๆ ก็สนุกดี (หัวเราะ) แม่ดีๆ ก็น้ำตาไหลได้ ถ้าอ่านบทแล้วรู้สึกว่าสนุก เล่นได้เลยค่ะ”

สิ่งสำคัญในผู้หญิงวัยงามสมบูรณ์แบบ บุษกร บอกว่าไม่พ้นเรื่องครอบครัว และหน้าที่การงานแน่นอน ซึ่งถ้ามีสองอย่างนี้ดีพร้อมสรรพแล้ว การหันมาดูแลตัวเองให้ดีทั้งสุขภาพและความงามก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กันเลย

“การดูแลสุขภาพ อะไรที่ใครบอกว่าดี ทำหมดค่ะ ตั้งแต่การดื่มน้ำให้ได้วันละ 2 ลิตร ซึ่งแต่ก่อนสามารถดื่มได้ถึง 4 ลิตร เริ่มตั้งแต่ก่อนกินข้าวเช้าจะค่อยๆ จิบระหว่างวันไปเรื่อยๆ แต่เมื่อมีลูกเราจะดูแลตัวเองได้น้อยลง ดิฉันรับหน้าที่ไปส่งลูกชายทั้งสองคนไปโรงเรียนทุกๆ วัน เพราะเวลาส่วนหนึ่งก็ต้องยกให้การดูแลลูกด้วยนะคะ แต่ก็พยายามไม่ลืมการดูแลตัวเองทุกๆ เรื่องค่ะ เช่น ไม่ดื่มน้ำเย็น ข้าวกล้องกินมาร่วมสิบปีแล้วก่อนที่ฮิตๆ กันอีกนะคะ โยคะเรียนมา 15 ปีแล้วและหยุดไปในช่วงเลี้ยงลูกเล็ก แล้วเมื่อเด็กๆ โตตอนนี้ก็กลับมาเริ่มเล่นอีกครั้งค่ะ

เลือกใช้ในสิ่งดีที่สุด ดูแลเรื่องอาหารการกิน และการออกกำลังกาย คือเคล็ดที่ไม่ลับเลยค่ะ” บุษกร บอกทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้มสวย สไตล์ต้นแบบสวยไทยแท้จริง

 

วิศรุต วิญญูเอกสิทธิ์ อยากให้โลกรู้ว่าเด็กไทยก็มีความสามารถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มิถุนายน 2559 เวลา 11:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/439706

วิศรุต วิญญูเอกสิทธิ์ อยากให้โลกรู้ว่าเด็กไทยก็มีความสามารถ

โดย…วรธาร   ภาพ… วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

หนุ่มตี๋บุคลิกและอัธยาศัยดีร่าเริง “บอล” วิศรุต วิญญูเอกสิทธิ์ บัณฑิตใหม่ สาขาการจัดการวิศวกรรม วัย 26 ปี จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (SIIT) คนนี้ต้องบอกว่ามีความรู้ความสามารถ วิสัยทัศน์ และทัศนคติที่ดีเยี่ยม ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้รับคัดเลือกให้เป็น CEO for One Month ของบริษัท อเด็คโก้ ประเทศไทย ซึ่งจะได้โอกาสเรียนรู้งานโดยตรงกับซีอีโอของอเด็คโก้ ประเทศไทย เป็นเวลา 1 เดือนเต็ม

หลายคนอาจสงสัยว่า CEO for One Month คืออะไรและทำไมวิศรุตถึงเข้าร่วมวงแข่งขันเพื่อเป็นหนึ่งตัวแทนคนไทยไปแข่งขันกับ CEO for One Month อีก 49 ประเทศ บัณฑิตใหม่จาก SIIT ให้ข้อมูลว่า CEO for One Month เป็นโครงการที่บริษัท อเด็คโก้ ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลก ในการให้บริการด้านการบริหารงานทรัพยากรบุคคลครบวงจร ได้จัดขึ้นเพื่อให้โอกาสกับคนรุ่นใหม่ได้เข้าร่วมทำงานกับผู้บริหารสูงสุดของอเด็คโก้ในประเทศของตน เพื่อเรียนรู้เก็บประสบการณ์ทำงานที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่น และมีเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่จะได้รับเลือกเป็น CEO for One Month ของกลุ่มบริษัท อเด็คโก้ ได้ร่วมทำงาน
กับ Alain Dehaze ซีอีโอของกลุ่มบริษัท อเด็คโก้ ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นเวลา 1 เดือน

 

“โครงการนี้กลุ่มอเด็คโก้จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 แต่อเด็คโก้ไทยจัดเป็นปีที่ 2 ผมเองพอรู้ว่าเปิดให้นักศึกษาใกล้จบสมัครก็เขียนเรซูเม่ส่งเข้าไป รอบแรกเป็นวิดีโอชาเลนจ์ให้ผู้สมัครแต่ละคนส่งคลิปวิดีโอแนะนำตัวเองเป็นภาษาอังกฤษ 1 นาทีทำไมถึงอยากประกวด ในส่วนของผมจะพูดเรื่องทัศนคติของตัวเองที่อเด็คโก้ไทยมองว่าค่อนข้างเด่นก็คือ เรื่องของการเป็นคนคิดบวก พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ และมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเรียนรู้จริงๆ นอกจากนี้ ก็จะพูดถึงว่าทำไมตัวเองถึงเหมาะเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งตัวแทนกับอีก 49 ประเทศ” วิศรุต ให้ข้อมูล

พร้อมกับเผยความปรารถนาของตัวเองตั้งแต่เด็กว่า ความฝันของเขาคืออยากเป็นผู้บริหารในองค์กรข้ามชาติ เพราะชอบภาษาอังกฤษและอยากใช้ภาษาอังกฤษในการทำงาน ซึ่งพอเห็นโครงการตรงกับความต้องการของตัวเองและเป็นโครงการพิเศษที่พร้อมให้โอกาสอันพิเศษในการเรียนรู้ด้วย กล่าวคือปกติทั่วไปการที่จะก้าวไปเป็นผู้บริหารระดับสูงจะต้องไต่เต้าจากระดับล่างขึ้นไป แต่โครงการนี้ถ้าใครได้ตำเหน่งนี้ก็เท่ากับเป็นซีอีโอเงา โดยจะได้เรียนรู้การบริหารทุกอย่างโดยตรงกับผู้บริหารระดับสูงของอเด็คโก้ ประเทศไทย

 

“พูดตรงๆ ตอนแรกผมไม่ได้คาดหวังจะมาถึงจุดนี้และเป็นตัวแทนประเทศไทย เพราะเพื่อนๆ ทั้ง 9 คนจากที่สมัครเข้ามา 190 คน ล้วนเก่งทั้งนั้น แต่พอมาถึงตรงนี้ผมคาดหวังเข้ารอบ 10 คน เพื่อจะเข้า Boot Camp ที่ต่างประเทศ 1 อาทิตย์ และถ้าโชคดีมีชัยได้เป็น CEO for One Month ของกลุ่มบริษัท อเด็คโก้ ซึ่งจะได้ร่วมงานกับซีอีโอใหญ่ของกลุ่มอเด็คโก้ต้องถือเป็นประสบการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตที่ไม่ลืม แต่การที่จะไปถึงจุดสูงสุดหรือไม่ ตอนนี้ยังไม่มองถึงขั้นนั้น

“เพราะจากนี้ไป 1 เดือนผมต้องเรียนรู้งานจากพี่ธิดารัตน์ กาญจนวัฒน์ ผู้อำนวยการส่วนภูมิภาคไทยและเวียดนาม กลุ่มบริษัท อเด็คโก้ ประเทศไทย ให้มากที่สุด ศึกษาและเรียนรู้ว่าพี่เขาใช้วิธีการ เทคนิคในการบริหารอย่างไรให้องค์กรเติบโตมีผลกำไร ไม่เพียงแค่นั้นพี่ธิดารัตน์บริหารคนของอเด็คโก้เป็นร้อยๆ ได้อย่างไร ผมว่าอันนี้น่าสนใจเพราะคนสมัยนี้อาจจะเก่งเชิงเทคนิคหรือทำงานเก่งอย่างเดียว แต่บริหารคนไม่เก่ง สำหรับผมอยากเก่งทั้งสองอย่างทั้งเก่งงานและเก่งบริหารคน ฉะนั้น CEO for One Month จึงตอบโจทย์ในสิ่งที่ผมต้องการหมดเลย ส่วนผลลัพธ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไรนั้นพร้อมยอมรับเสมอ เพราะการมาถึงจุดนี้ก็ถือว่าได้ความรู้และประสบการณ์ที่ล้ำค่าแล้ว”

 

วิศรุต เสริมอีกว่า อีกอย่างการที่เขาสมัครเข้าโครงการนี้เพราะต้องการแสดงให้ทั่วโลกได้เห็นว่าคนไทยก็มีศักยภาพไม่แพ้ชาติใดในโลก และอยากเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กไทยรุ่นต่อๆ ไป กล้าที่จะแสดงความสามารถและศักยภาพของเราให้คนทั่วโลกเห็น แต่จากการมีประสบการณ์ที่เป็นติวเตอร์ภาษาอังกฤษให้รุ่นน้องในระหว่างเรียนปริญญาตรีจนถึงวันนี้ รวมถึงการไปใช้ชีวิตในประเทศสิงคโปร์อยู่หลายปี ยอมรับว่าคนไทยนั้นเก่ง แต่มีข้อจำกัดในด้านภาษาที่ทำให้ไม่สามารถแสดงศักยภาพออกไปให้คนได้เห็นเท่านั้น

“ผมเองชอบภาษาอังกฤษและอยากพูดอังกฤษได้อยู่แล้ว ประกอบกับความฝันอยากเป็นผู้บริหารองค์กรข้ามชาติคุณพ่อจึงส่งไปเรียนมัธยมที่สิงคโปร์ซึ่งจะได้ภาษาจีนด้วย ก่อนไปผมเรียนที่เมืองไทยถึง ม.3 แต่พอไปที่โน่นต้องไปเข้า ม.1 ใหม่เพราะภาษาอังกฤษสู้เขาไม่ได้ ทั้งที่ตอนเรียนเกรด 4 ตลอด เหตุนี้ผมจึงจบ ป.ตรี ขณะมีอายุ 26 ปี ซึ่งจบหลังน้องผมทั้งสองคนด้วย (หัวเราะ) ดังนั้นจึงอยากฝากให้เยาวชนไทยว่าภาษอังกฤษสำคัญมาก อยากให้เรียนที่ไม่ใช่เพื่อสอบให้ผ่านเท่านั้น แต่สามารถเอามาใช้ในการสื่อสาร ในการดำรงชีวิต การทำงาน และแสดงศักยภาพของเราให้คนอื่นได้เห็นโดยเฉพาะต่างชาติ ในส่วนของผมจะไปถึงเป้าหมายสูงสุดหรือไม่ ไม่อาจรู้ได้ แต่อย่างน้อยก็อยากเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนว่าคนไทยเราก็มีความสามารถไม่แพ้ชาติอื่น” วิศรุต ทิ้งท้าย

ถ้าอย่างนั้น มาเอาใจลุ้นให้วิศรุตก้าวไปถึงฝั่งแห่งความสำเร็จได้เป็น 1 ใน 10 และก้าวไปเป็นสุดยอด CEO for One Month ประจำปี 2016 ให้ได้ เพื่อให้โลกได้รู้ว่า เด็กไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก

 

‘เน็ตเบย์’ สร้างนวัตกรรมเทคโนโลยี ผู้ช่วยธุรกิจลดต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มิถุนายน 2559 เวลา 09:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/439551

‘เน็ตเบย์’ สร้างนวัตกรรมเทคโนโลยี ผู้ช่วยธุรกิจลดต้นทุน

โดย…บงกชรัตน์ สร้อยทอง

ปัจจุบันในยุคข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีมีความสำคัญในทุกขั้นตอนของการใช้ชีวิตและการดำเนินธุรกิจ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับทุกชีวิต ให้มีความรวดเร็วและลดความยุ่งยากลงไปได้มาก

บริษัท เน็ตเบย์ (NETBAY) ที่รุกธุรกิจด้านบริการธุรกรรมออนไลน์มานานกว่า 17 ปี แต่เริ่มในนามว่า ซอฟท์แวร์ลิงก์ ก่อน จาก “พิชิต วิวัฒน์รุจิราพงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้ก่อตั้งและเจ้าของธุรกิจ ซึ่งที่จริงก็คือฟินเทค หรือ อี-เพย์เมนต์ที่เกิดขึ้นมานานแล้ว

ปัจจุบันมีรายได้จาก 3 ธุรกิจ คือ 1.กลุ่มบริการ e-Logistics Trading ที่ให้บริการพิธีการศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร (e-Customs Paperless) การให้บริการชำระค่าภาษีอากรทางอิเล็กทรอนิกส์ และการให้บริการระบบรายงานบัญชีสินค้าเข้า/ออกแบบไร้เอกสาร 2.กลุ่มบริการ e-Business Services หรือระบบการให้บริการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (Customer Due Diligence Gateway) และระบบการให้บริการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อส่งรายงานธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (สำหรับสถาบันการเงิน) และ 3.กลุ่มโปรเจกต์และอื่นๆ

ย้อนถึงจุดเริ่มต้น “พิชิต” เล่าว่า ก่อนมาเป็นเน็ตเบย์ธุรกิจเดิมคือการนำเข้าเครื่องจักรเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการพิมพ์ แต่ 30-40 ปีที่แล้ว มีความชอบส่วนตัวที่ชอบเรื่องเทคโนโลยีและมักจะมุ่งมั่นที่จะศึกษาเอง ตั้งแต่ที่บริษัท ไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) เพิ่งเอาเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (พีซี) เข้ามา ก็มักจะหาเวลาไปเข้าฟังสัมมนาตลอด แม้หลายเรื่องจะฟังไม่ค่อยเข้าใจก็ตาม แต่ความรู้สึกก็ยังชอบที่จะเรียนรู้ตลอด และคิดมาโดยตลอดว่า วันหนึ่งน่าจะมาเริ่มทำธุรกิจนี้อย่างจริงจัง

“ผมว่าเรื่องไอทีน่าจะเป็นเรื่องสำคัญของชีวิตและน่าจะมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต และพอเกิดอินเทอร์เน็ตขึ้นทุกอย่างก็ไปเร็วมาก ซึ่งขณะที่ทุกคนให้ความสำคัญกับตัว T คือ เทคโนโลยีมากกว่า แต่ผมกลับมองว่าตัว I คือ Information เรื่องข้อมูลข่าวสารเป็นเรื่องสำคัญมาก และถ้าที่ทำงานทุกแห่งแต่ละแผนกสามารถเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารได้ดี การวางระบบโครงสร้างพื้นฐานของแต่ละบริษัทในทุกเรื่องน่าจะเป็นตัวหลักที่จะทำให้บริษัทสามารถประสบความสำเร็จได้ดี ประกอบกับตอนนั้นเริ่มมองอนาคตแล้วว่า ธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่เราเกี่ยวข้องด้วยจะเริ่มเข้าสู่แนวโน้มขาลง (Sunset) แน่นอน ทางหนึ่งเรากำลังจะผ่องถ่ายธุรกิจเก่าออก ก็มีคนสนใจมาซื้อเครื่องจักรไปทำต่อพอดี”

จากนั้นเขาก็เริ่มรวบรวมนิสิตนักศึกษาที่เพิ่งจบปริญญาตรีใหม่ๆ เข้ามาร่วมทำงานด้วย เพราะบริษัทเพิ่งจะเริ่มต้นและยังไม่เป็นที่รู้จัก การไปจ้างซีเนียร์ทางคอมพิวเตอร์มาก็คงไม่มีใครมา อีกทั้งน่าจะเป็นการสื่อสารที่เข้าใจยาก เนื่องจากส่วนใหญ่ต้องยึดติดกับงานหรือประสบการณ์ที่เขาเคยทำกันมาด้วย จึงเริ่มหาฝ่ายเทคนิคโปรแกรมเมอร์ รวมกันแค่ 3-4 คนก่อน

ต่อจากนั้นเริ่มมานั่งพิจารณาและวิเคราะห์ตลาดไอทีที่มีการแข่งขันอยู่ตอนนั้นมีเพียง 2 สายธุรกิจ คือ ออกแบบและรับเหมาวางระบบโครงข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (System Integration) หรือ SI ที่จะไปรับงานประมูลจากภาครัฐหรือรับงานโปรเจกต์ของภาคเอกชนมา และการรับจ้างเขียนโปรแกรม Software House

เพราะเป็นผู้เล่นรายใหม่ที่ไม่มีใครรู้จักและเป็นบริษัทขนาดเล็ก สิ่งที่ควรทำคือการวางกลยุทธ์ให้มีความแตกต่างจากอุตสาหกรรม เขาจึงเริ่มมองความจำเป็นที่ต้องมีซอฟต์แวร์และผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ส่วนกลุ่มเป้าหมายที่น่าจะเข้าไปหามากที่สุดคือ ตามการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ เพราะตลาดใหญ่ นั่นคือ กลุ่มผู้นำเข้าและส่งออก ที่สุดท้ายสามารถพัฒนาโปรแกรมบริหารให้กับลูกค้านำเข้าและส่งออก โดยไม่ใช่ทำเพียงขายโปรแกรมให้กับแต่ละบริษัท (ไลเซนส์) แต่จะเก็บค่าบริการจากลูกค้าด้วยวิธีทรานแซคชั่น เทียบได้กับการจ่ายค่าบริการใช้เครือข่ายมือถือ ค่าน้ำหรือค่าไฟ ที่ลูกค้าใช้เท่าไรก็จ่ายตามจำนวนจริงที่ใช้ ใครใช้น้อยก็จ่ายน้อย ใครใช้มากก็จ่ายมาก

เมื่อได้คุยกับลูกค้าส่งออกนำเข้าที่ทำธุรกิจชิปปิ้ง โลจิสติกส์ รับเหมา ทำเรื่องศุลกากรให้ จัดการจองสายเรือ สายเครื่องบิน ทำประกัน ชำระภาษีให้ และพบว่ากลุ่มเป้าหมายที่เลือกกว้างมากและอุตสาหกรรมนี้กำลังเริ่มเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะหลังจากที่ไทยเจอวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ก็ให้กรมศุลกากรบังคับเปลี่ยนการชำระศุลกากรจากกระดาษเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้ระบบ EDI (Electronic Data Interchange)

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมจากที่เราจะพัฒนาโปรแกรมให้ลูกค้าสามารถมีการชำระศุลกากรได้สะดวกมากขึ้น แต่ปรากฏว่าทางกรมศุลกากรต้องการให้มีตัวกลางที่สามารถเชื่อมต่อตัวกลางในทุกๆ ส่วนที่มาทำธุรกรรมกับหน่วยงาน (เกตเวย์กลาง) ทำให้บริษัทพัฒนาโปรแกรมที่หลากหลายในอุตสาหกรรมของลูกค้าที่มีความแตกต่างกัน เพื่อให้เชื่อมโยงกับระบบศุลกากรและระบบเกตเวย์ทั้งหมด อีกทั้งต้องแปลงแพลตฟอร์มลูกค้าให้เข้ากับอีกปาร์ตี้หนึ่งที่เป็นเอกชนและหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็นชิปปิ้ง ทางเรือทางอากาศ ธนาคารพาณิชย์ ที่สำคัญที่สุดคือต้องทำให้ทุกหน่วยงานมีการเชื่อมโยงเข้ากันทั้งหมด เท่ากับว่าเน็ตเบย์ได้พัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยทั้งหมดบริษัทคิดแค่ค่าทรานแซคชั่นเท่านั้น โดยแตกต่างจากคู่แข่งในอุตสาหกรรมที่จะทำแค่งานต้นน้ำ หรืองานกลางน้ำไปเลย

สิ่งที่ลูกค้าได้คือ การลดขั้นตอนการดำเนินงาน ลดเวลาการทำงาน ส่งต่อช่วยลดต้นทุน ค่าใช้จ่ายทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กับลูกค้า ทำให้ลูกค้าแต่ละรายมีเวลาและโอกาสที่จะไปคิดกลยุทธ์หรือพัฒนาธุรกิจหลักของเขามากกว่า

4-5 ปีแรกที่ดำเนินธุรกิจช้ำเลือดช้ำหนองเพราะขาดทุน ความยากคือ มุมมองและทัศนคติ (Mind Set) ที่คิดว่ากระดาษคือคำตอบของทุกอย่างที่มีรายละเอียดชี้แจงเป็นทางการ ให้ลองใช้ฟรีลูกค้ายังไม่เอาเลย แต่ความจริงเขาเจอต้นทุนที่แอบแฝงหลายเรื่อง เขามองว่าต้นทุนคือไม่ใช่ต้นทุน เช่น การให้เมสเซนเจอร์ไปส่งเอกสารต่างๆ

กระบวนการที่บริษัททำเริ่มตั้งแต่เชื่อมระบบผู้นำเข้าส่งออกกับศุลกากร ส่งใบขนสินค้าระบุว่าขนส่งสินค้า หมายเลขและอยู่พิกัดอะไร ยอดภาษีเท่าไร สามารถระบุได้เลยว่าเขาใช้แบงก์อะไร จำนวนภาษีเท่าไร ลูกค้าก็แค่ส่งข้อมูลมายังเกตเวย์กลาง แล้วบริษัทก็ส่งต่อข้อมุูลให้ศุลกากรเป็นคนเช็กว่าข้อมูลสินค้าพิกัดถูกต้องหรือไม่ จากนั้นส่งกลับไปยังเกตเวย์กลาง เกตเวย์กลางก็ส่งข้อมูลไปยังธนาคาร ธนาคารดูในบัญชีว่ามีเงินพอจ่ายและทำการตัดเงินจ่ายให้กรมศุลกากร แล้วก็แจ้งมาที่เกตเวย์กลาง เราก็แจ้งไปที่กรมศุลกากรว่าเงินเข้าแล้ว กรมศุลกากรเมื่อได้รับว่าได้เงินแล้วก็มีการสั่งให้ออกใบปล่อยสินค้าออกมาได้เลย จากนั้นแจ้งไปที่ลูกค้า แล้วลูกค้าก็ออกสินค้าได้เลย ซึ่งกระบวนการทั้งหมดใช้เวลาทั้งหมด 5 นาที จากเดิมที่ลูกค้าต้องใช้เวลา 2-3 วัน สิ่งที่ทำมาตลอด เท่ากับสิ่งที่ปัจจุบันเรากำลังเรียกว่า “อี-เพย์เมนต์” หรือ “ฟินเทค”

จากนั้นบริษัทก็มีการลงทุนเรื่องคลาวด์คอมพิวติ้งของไอบีเอ็ม พัฒนาโปรแกรมต่างๆ ที่ใช้บนมือถือและสมาร์ทโฟน จนปัจจุบันกลายเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ให้บริการอย่างครบวงจร (Software as a Service) และที่บริษัทดำเนินการนี้ก็อยู่ในช่วงที่นโยบายภาครัฐและทุกฝ่ายกำลังให้ความสำคัญกับการดำเนินเศรษฐกิจบนยุคดิจิทัล (Digital Economy)

เขาเชื่อว่า สิ่งที่ทำให้เน็ตเบย์ประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งคือการให้ความสำคัญด้านการบริหารคน จนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร เมื่อเกิดเหตุที่ผิดพลาดกับลูกค้าจะไม่มีการโทษกันว่าใครเป็นคนทำผิด แต่เกิดวัฒนธรรมที่ว่า “เรา” จะช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกค้าอย่างไรมากกว่า พร้อมกับทำให้พนักงานรู้สึกไปในทิศทางเดียวกัน ถึงความพร้อมที่วันหนึ่งบริษัทเข้ามาเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ และก็ได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุนเป็นอย่างดีอย่างที่ปรากฏ จากราคาเสนอขายประชาชนครั้งแรกที่หุ้นละ 4 บาท เมื่อเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ วันแรก 16 มิ.ย. ราคาปิดที่ 11.30 บาท