มาริโอ โรดริเกซ กาโก ทั้งชีวิตเลือกอยู่ในครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2559 เวลา 10:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/439242

มาริโอ โรดริเกซ กาโก ทั้งชีวิตเลือกอยู่ในครัว

โดย…ปอย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ร้านใหม่เอี่ยมอ่องบนถนนนางลิ้นจี่ ไทม์ อีทเทอร์รี่ แอนด์ บาร์ ร้านสุดเท่ในสไตล์โมเดิร์นอินดัสเทรียล ดูเข้มขรึม อบอุ่น หนักแน่นในแบบฉบับยุโรป อาหารจึงดีไซน์เมนูให้สอดคล้องกับการตกแต่งร้าน คือมีอาหารยุโรปทุกๆ ชาติให้เลือกสั่ง ทั้งอิตาลี ฝรั่งเศส แต่วันนี้เน้นอาหารสเปนแบบดั้งเดิม เพราะมีเชฟชาวเมืองกระทิงดุ ตัวจริง เสียงจริง มาแนะนำจานเด็ดอาหารสเปนของแท้

มาริโอ โรดริเกซ กาโก เชฟเคราสุดเท่ แต่ใบหน้า (ที่ดูว่า) โหดๆ ก็คลายความเข้มขรึมลงไปได้ในทันทีที่เขาโปรยยิ้มทักทายคนมาชิมอาหารรอบข้าง เชฟมาริโอ อายุเพียง 26 ปี แต่วันนี้ก็ได้ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งเฮดเชฟ ประจำร้านไทม์ อีทเทอร์รี่ แอนด์ บาร์ การทำงานในร้านซึ่งให้บริการในคอนเซ็ปต์ All-Day Dining ไม่ว่าจะเป็นมื้อเช้า มื้อสาย มื้อกลางวัน และมื้อกลางคืน ทำให้งานใหม่ในเมืองไทย ซึ่งเชฟหนุ่มได้เริ่มต้นใช้ชีวิตที่นี่เพียง 8 เดือนเท่านั้นเป็นเรื่องสุดท้าทาย

เชฟมาริโอ อธิบายคำว่า Thyme มาจากชื่อสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในยุโรปนิยม ใช้ปรุงอาหารกันอย่างแพร่หลาย มีเอกลักษณ์เฉพาะในเรื่องกลิ่นหอม แล้วด้วยการออกเสียงพ้องกับคำว่า Time ในภาษาอังกฤษ ที่แปลว่า เวลา ก็เป็นกิมมิกที่นำใช้สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ของร้าน ที่พร้อมบริการกันตลอด 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว

“หน้าที่เชฟใหญ่ไม่ใช่ว่าต้องทำอาหารเองทุกๆ จานหรอกนะครับ แต่การคอยกำกับดูแลให้ลูกทีมในครัวทำหน้าที่ในการเตรียมสิ่งของและปรุงอาหารได้ในแบบของเรา มีการฝึกทีมงานโดยต้องเป็นครูที่ดีด้วยครับ ทีมงานที่ดีทำให้เราไม่ต้องเหนื่อยมาก” เชฟมาริโอ เริ่มต้นสนทนาพร้อมรอยยิ้มสดชื่น ทำให้เขาดูสดใสอ่อนเยาว์สมวัย

ใครอยากลองชิมรสชาติอาหารแดนกระทิงดุ เชฟแนะนำก็ต้องเลือกจานนี้ก่อนเลย ปาเอญ่า (Paella) หรือข้าวผัดสเปน ที่คนไทยคุ้นชื่อกันดีอยู่แล้ว สูตรของเชฟมาริโอจะใส่ดีหมึกสีดำ (Black Ink) เพิ่มความมันให้ข้าวเมล็ดกลมๆ สั้นๆ ที่ดูคล้ายข้าวญี่ปุ่นแต่รสสัมผัสข้าวสเปนกรุบกริบกว่า

 

“วัตถุดิบทุกอย่างสั่งพิเศษจากประเทศสเปน ทำให้ผมทำงานด้วยความคุ้นเคย อะไรที่เคยทำในครัวตอนเป็นลูกมือของคุณแม่ พอมาทำงานเมืองไทยก็ทำแบบเดิมๆ เลย ผมมาจากครอบครัวที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับร้านอาหาร (บอกพร้อมรอยยิ้ม) พ่อกับแม่เป็นเชฟใหญ่ของร้าน ซึ่งอยู่ในเมืองบายาโดลิด ที่นี่เป็นเมืองเล็กๆ ครับ แต่ก็คึกคักเพราะเป็นเมืองท่องเที่ยวในสมัยยุคโรมัน ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงมาดริดซึ่งเป็นเมืองหลวง ไม่ไกลนะครับราว 200 กว่ากิโลเมตร ทำให้คนเดินทางต่อมาท่องเที่ยวกันที่นี่ด้วย ร้านอาหารของเราจึงต้อนรับผู้คนจากทั่วโลก

หลายคนก็ถามผมนะครับว่า ทำไมไม่สานต่องานร้านอาหารของครอบครัวล่ะ? แล้วทำไมจึงเลือกเมืองไทย ผมว่าที่นี่ดูน่าตื่นเต้น น่าค้นหาสำหรับวัยของผมนะ (หัวเราะ) แล้วอาหารไทยก็ขึ้นชื่อมีชื่อเสียงไปทั่วโลกอีกด้วย ผมมาถึงก็หัดทำต้มยำกุ้งได้บ้างแล้ว มีสมุนไพรแปลกๆ หลายชนิดเลยครับ ส่วนคำถามแรกผมได้เริ่มต้นงานครัวของที่บ้านและได้เก็บประสบการณ์ ได้เรียนรู้ในสิ่งที่อยากจะรู้ไปได้ทั้งหมดแล้ว พ่อกับแม่ก็แข็งแรงและยังมีพลังดูแลร้านอาหารได้อีกนาน และการเดินทางไปเรียนรู้โลกกว้าง คือคุณสมบัติสำคัญอย่างหนึ่งของคนทำงานอาชีพเชฟเลยนะครับ” เชฟมาริโอ บอกน้ำเสียงนุ่มนวล

ถึงแม้จะเติบโตและคลุกคลีอยู่ในร้านอาหารตั้งแต่เด็ก เชฟมาริโอ ย้ำว่า แต่การเรียนรู้ก็ไม่มีวันจบ หลังศึกษาจบจากไฮสกูล ที่ Virgen Nina European Schooling System จึงไปเรียนต่อด้านการครัวโดยเฉพาะที่สถาบัน I.E.S.Diego de Praves

“ตอนวัยรุ่นผมไม่ได้ไปไหนเลยนะครับ อยู่ในบ้านเกิดและเริ่มทำงานกับที่บ้าน เพราะเมืองบายาโดลิด เป็นเมืองมีชื่อเสียงของสเปน ทั้งในด้านอาหารการกิน ไวน์ และวิถีชีวิตของผู้คนที่มีรากเหง้าในด้านนี้ ส่งต่อกันมาเป็นพันๆ ปี โรงเรียนทำอาหารที่ดีๆ ก็อยู่ที่นี่ครับ ร้านอาหารที่มีชื่อเสียงก็อยู่ในเมืองนี้ ผมจึงอยากออกไปหาประสบการณ์ออกไปเห็นโลกใบใหม่ๆ บ้าง แล้วเมืองไทยก็เป็นความประทับใจแรกที่ได้เดินทางออกจากบ้านเกิดเลยครับ”

เชฟมาริโอ ทิ้งท้ายไว้ด้วยรอยยิ้ม ก่อนขอตัวเข้าครัวเพื่อควบคุมการปรุงปาเอญ่าสูตรเด็ด เชฟบอกว่า อีกหน้าที่คือการดูแลไม่ให้พนักงานใช้ของแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ดูแลให้ห้องครัวอยู่ในสภาพที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ และอาหารที่ทำออกมาต้องมีคุณภาพและมาตรฐานสูง คือความรับผิดชอบสำคัญอีกประการหนึ่งของงานครัววันนี้

Black Ink Paella

ส่วนผสม

ข้าว Carnaroli 260 กรัม

กุ้ง 150 กรัม

หมึก 160 กรัม

ซอสหมึกดำ Black Ink 10 กรัม

น้ำสต๊อกกุ้ง 300 ซีซี

ซอสมะเขือเทศเข้มข้น (สูตรเฉพาะ) 10 กรัม

น้ำมันมะกอก

กระเทียมสับหยาบ

ปลาหมึก Octopus

หมึกหั่นแว่น

มะนาวเหลือง

พาร์สลีย์

วิธีทำ

กระทะตั้งไฟปานกลาง ใส่น้ำมัน กุ้งหั่นเต๋า และหมึกหั่นแว่นผัดพอสุก

ใส่ข้าวลงผัด จากนั้นใส่ซอสมะเขือเทศเข้มข้น น้ำสต๊อกกุ้ง และซอสหมึกดำ คลุกเคล้าจนเข้ากัน

ลดไฟลงแล้วเคี่ยวจนเกือบงวด ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทยป่นเล็กน้อยนำเข้าตู้อบประมาณ 3-5 นาที

ตกแต่งจานด้วยหมึกหั่นแว่นและหนวดหมึกผัดกับกระเทียมสับน้ำมันมะกอกมะนาวเหลืองหั่นชิ้น และพาร์สลีย์สับพร้อมเสิร์ฟ

 

ม.ล.พลอยนภัส ลีนุตพงษ์ เทคโนโลยีทำให้ชีวิตง่ายขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มิถุนายน 2559 เวลา 10:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/438999

ม.ล.พลอยนภัส ลีนุตพงษ์ เทคโนโลยีทำให้ชีวิตง่ายขึ้น

โดย…วราภรณ์ ภาพ… ทวีชัย ธวัปปกรณ์

เมืองนอกมีหุ่นยนต์ช่วยพับผ้า เมืองไทยก็มีหุ่นยนต์ช่วยทำงานบ้านด้วยเช่นกัน เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงไทยยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป นำเข้าโดย คุณขวัญ-ม.ล.พลอยนภัส ลีนุตพงษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ทีเอชโรโบติก ผู้นำเข้าและจำหน่ายหุ่นยนต์ทำความสะอาดแบรนด์ไอโรบอท จากสหรัฐอเมริกา มาช่วยให้การทำงานบ้านของแม่บ้านยุคใหม่เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ซึ่งการติดต่อและนำเข้าไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากประเทศไทยมีหลายเจ้าที่ยื่นความจำนงขอเป็นผู้นำเข้า แต่ค่าที่ ม.ล.พลอยนภัสเป็นแฟนพันธุ์แท้ของไอโรบอท จึงไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งเทคโนโลยีช่วยทำงานบ้านเป็นเทรนด์ที่แม่บ้านยุคใหม่กำลังมองหา

“เราเป็นแม่บ้านยุคใหม่ อย่างรุ่นคุณแม่ทำทุกอย่างประดิดประดอย รู้เทคนิคทำความสะอาดบ้านทุกอย่าง พอยุคเราแต่งงานมีลูก แต่เราก็ยังต้องทำงานนอกบ้านทัดเทียมกับชาย และเราน่าจะทำประโยชน์ได้มากกว่ามานั่งทำงานบ้านเอง เราไปเตรียมการสอนให้ความรู้กับนิสิต หรือใช้เวลาเล่นกับลูกแล้วปล่อยให้มีเทคโนโลยีมาช่วยทำงานบ้านดีกว่า และเอาเวลาที่อยู่บ้านไปสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในครอบครัว”

เมื่อไลฟ์สไตล์ของแม่บ้านยุคใหม่เปลี่ยนไป เธอจึงทดลองใช้เทคโนโลยีมาช่วยแบ่งเบาทำงานบ้านเมื่อ 4 ปีที่แล้ว “พอลองใช้ทั้งเครื่องดูดฝุ่น เครื่องทำความสะอาดสระว่ายน้ำ หุ่นยนต์ช่วยถูบ้านและอื่นๆ ด้วยความที่เราใช้สินค้าของเขาอยู่แล้ว เราคิดว่ามันเจ๋งคิดว่าผู้หญิงทำงานเหมือนเราน่าจะชอบ เราอยากเป็นคนนำเอง เราเลยเชิญผู้บริหารไอโรบอทมาที่บ้านเพราะช่วงนั้นเขามาทำธุระแถวๆ เอเชียพอดี เราเชิญเขามากินข้าวที่บ้าน พอเขาเห็นว่าเราใช้หุ่นยนต์ของเขาถึง 4 ตัวเขาก็แปลกใจว่า เรารู้จักสินค้าของเขาจริงๆ เขาจึงให้เราเป็นผู้จัดจำหน่ายเป็นเจ้าเดียวในเมืองไทย ซึ่งขวัญดีใจมากๆ”

อะไรทำให้ ม.ล.พลอยนภัสคิดว่า หากมาจับธุรกิจนำเข้าหุ่นยนต์ช่วยทำงานบ้านเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทยแล้วจะเวิร์ก เพราะตลอด 4 ปีของการทำธุรกิจ มีการเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของเธอเป็นอย่างดี เธอบอกว่า สังเกตจากไลฟ์สไตล์ผู้หญิงยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป คือทำงานนอกบ้านกันมากขึ้น ไม่มีเวลาทำงานบ้านรวมทั้งตัวเธอเองด้วย และผู้หญิงไทยก็มีแนวโน้มทำงานนอกบ้านกันมากขึ้น

“ตอนนั้นขวัญเป็นคุณแม่ ลูกชายเป็นภูมิแพ้มาก พอถึงวัยคลานกับพื้นแล้วเราชอบเลี้ยงสุนัข อย่างไรเราก็ไม่ทิ้งสุนัขแน่นอน ก็ต้องสั่งแม่บ้านให้มาทำความสะอาดพื้น ถ้าสุนัขวิ่งมาก็ต้องถูพื้นทันที แม้เอาสุนัขไปอยู่ข้างนอกลูกก็ยังแพ้อยู่ เราเดาว่าลูกอาจจะแพ้ไร้ฝุ่น อารมณ์อยากช่วยลูกก็เสิร์ชหายี่ห้อเครื่องช่วยทำความสะอาดบ้าน ก็เจอยี่ห้อนี้ซึ่งเชี่ยวชาญทำหุ่นยนต์ค้นหาวัตถุระเบิดในกองทัพ มีหุ่นยนต์สำรวจอวกาศ มีหุ่นยนต์ช่วยค้นหาคนรอดชีวิตในตึกเวิลด์เทรด เราก็เลยลองซื้อหุ่นยนต์ทำความสะอาดมาใช้แล้วก็ชอบมากๆ เพราะฝุ่นออกมาเป็นก้อน หุ่นยนต์ชอนไชเข้าไปทำความสะอาดตามมุมที่คนทำไม่ได้ เรารู้สึกทึ่งมากๆ ก็ซื้อหุ่นยนต์ช่วยถูพื้นมาใช้ มันก็ถูแล้วได้น้ำโคลนดำๆ ซึ่งเราแปลกใจว่าบ้านเราสะอาดมากๆ อยู่แล้ว ทำไมยังสกปรกอยู่ พอซื้อหุ่นยนต์อีกตัวเป็นหุ่นยนต์ทำความสะอาดสระว่ายน้ำ ก็ปล่อยให้เขาลงไปทำความสะอาดดูดฝุ่นขัดพื้นใต้น้ำ ปล่อยให้เขาทำความสะอาดสระ 2 ชั่วโมง ปรากฏน้ำในเครื่องเขาดำมากๆ อย่างคาดไม่ถึง ขวัญจึงเข็ดขยาดกับการให้ลูกลงไปว่ายน้ำในสระอยู่นานเพราะไม่คิดว่าจะมีความสกปรกที่ตาเรามองไม่เห็น”

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาบริษัทของเธอเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่กว่าจะผ่านมาถึงวันนี้ได้ก็ต้องใช้ความพยายามในการทำการตลาดเพื่อให้คนไทยได้รู้จักเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังมา

“ตอนนี้เทคโนลยีกำลังมา อาจเป็นเพราะไลฟ์สไตล์คนเมืองเปลี่ยนไปและตอบรับเทคโนโลยีมากขึ้น แม้การทำการตลาดแรกๆ ยาก แต่พวกนักเรียนนอกที่เคยใช้ชีวิตเช่นที่สหรัฐ จะรู้จักกับหุ่นยนต์ชนิดนี้  เคยใช้เคยรู้จัก เราจึงได้ลูกค้ากลุ่มนี้มาก ระยะแรกๆ คนจะมองเทคโนโลยีช่วยทำงานบ้านเป็นของเล่น แต่มันคือเทคโนโลยีเพื่อคนรุ่นใหม่จริงๆ พอใช้แล้วดีจึงบอกต่อกัน ลูกค้าเริ่มกลุ่มใหญ่ คนต่างจังหวัดก็อยากได้ เริ่มขยายไปวางจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ เราเริ่มมองตลาดที่กว้างขึ้น ถ้าเห็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไหนต้องเห็นไอโรบอทที่นั่น”

เทคโนโลยีช่วยทำงานของมนุษย์จะพัฒนาไปมากแค่ไหน ม.ล.พลอยนภัส มองว่า ตอนนี้มีหุ่นยนต์ช่วยทำความสะอาดรางน้ำที่หลังคา คงจะดีไม่น้อยหากมีผู้สร้างหุ่นยนต์สามารถช่วยทำกับข้าวได้ หรือมีหุ่นยนต์ช่วยแต่งหน้าหรือมีหุ่นยนต์มาจัดการเรื่องเสื้อผ้าจนเสร็จสิ้นกระบวนจนถึงรีดผ้าเรียบ เตรียมพร้อมสำหรับสวมใส่เลยคงดีไม่น้อย

ขณะนี้หุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้านก้าวไปไกลมาก เพราะพัฒนาไปจนถึงมีแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือสามารถสั่งให้หุ่นยนต์ทำงานบ้านผ่านแอพพลิเคชั่น ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนของบ้าน ก็สามารถสั่งผ่านแอพ หุ่นยนต์ก็ทำงานบ้านได้ เช่น หุ่นยนต์เรามี 10 ตัว สามารถซิงก์เครื่องหนึ่งแล้วสั่งให้เขาไปทำความสะอาดห้องครัว อีกตัวทำห้องนั่งเล่น ถ้าห้องไหนสกปรกมากสามารถสั่งให้เขาทำความสะอาด 2 รอบได้ ถ้าเขาทำงานจนพลังงานใกล้หมดเขาจะขอเราว่า ขอกลับไปบ้านของเขาเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ก่อน แล้วค่อยออกมาทำงานอีกครั้งหนึ่งได้ด้วย

“หุ่นยนต์พวกนี้จะเดินได้ เขาสามารถคำนวณและประมวลผลได้ว่า เขาจะทำความสะอาดบ้านรูปแบบไหน วันนี้ทำงาน 2 รอบ เราสามารถสั่งเพิ่มแรงดูด หรือเขาสามารถบอกปัญหาของเขาให้เรารับรู้ได้เช่น หม้อเก็บผงเต็มแล้วนะ ล้อพังนะให้เปลี่ยนด่วน หรือแจ้งว่าเขาทำงานเสร็จแล้วนะ เรามาตรวจได้เลย มันฉลาดมากๆ  ถ้าให้ดูดฝุ่นใต้เตียง เขาจะพยายามปีน พยายามชอนไชดูดฝุ่นจนใต้เตียงสะอาดมาก เขามีตามองเห็นว่านี่เฟอร์นิเจอร์ เขาโดนแล้วเขาจะหลบ แต่พยายามจะเข้าไปให้ได้ เขาน่ารักมากๆ”

ก่อนจะตั้งบริษัทนำเข้าไอโรบอทจากสหรัฐม.ล.พลอยนภัส ศึกษาจบระดับปริญญาตรี (เกียรตินิยม) จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทสาขา Technology Management จากมหาวิทยาลัย New South Wales ประเทศออสเตรเลีย เคยรับราชการในตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อลาออกจากชีวิตข้าราชการ เธอก่อตั้งบริษัท ทีเอชโรโบติก นำเข้าหุ่นยนต์ช่วยทำงานตั้งแต่ปี 2554 จนประสบความสำเร็จ หลักการทำงาน 5 ปีที่มีบริษัทเป็นของตัวเองคือ เธอให้ความสำคัญกับการทำงานที่มีความสุขใจทั้งกายและใจ ผ่านการทำกิจกรรม เช่น การออกกำลังกาย และสวดมนต์

ขวัญได้หลักคิดแบบนี้เพราะคุณพ่อบอกเราเสมอว่า อย่ามาร้องไห้ตอนพ่อแม่เสียชีวิตไปแล้ว ต้องทำทุกวันนี้ให้ดีที่สุด ตั้งแต่เด็กพ่อแม่ไม่เคยทิ้งเราไปไหน เวลาไปไหนต้องไปกัน 5 คนตลอด พ่อมีหน้าที่หลักดูแลบ้านและทำงานหนัก ส่วนคุณแม่ต้องดูแลลูก เราก็นำหลักแบบนั้นมาดูแลลูก เราต้องอยู่กับลูกทุกช่วงที่เขามีปัญหา หากเวลาที่เขามีปัญหาเขาต้องหันมาแล้วเจอเรา เราพร้อมซัพพอร์ตลูก แม่ต้องเป็นตัวอย่างที่เข้มแข็ง และปล่อยลูกให้เขามีอิสระ แม้โตแล้ว แม่ไม่ได้อยู่ใกล้ตลอดแต่ลูกเวลามีปัญหาให้โทรหาได้ทันทีทุกเวลา แม่พร้อมเสมอ”

อีกสิ่งที่ ม.ล.พลอยนภัส ยึดมั่นเพื่อทำให้ชีวิตสมดุลก็คือ หลักธรรมะ หากมีปัญหาทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่เธอเลือกขึ้นไปนั่งสวดมนต์ทำสมาธิที่ห้องพระ การได้นั่งเงียบๆ และอยู่กับตัวเอง จะทำให้จิตใจที่ว้าวุ่นสงบและหลุดพ้นจากปัญหาได้เร็วขึ้น

 

สถาปนิกหนุ่มสุดฮิป เอกสิทธิ์ แจ้งอ่างหิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2559 เวลา 11:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/438825

สถาปนิกหนุ่มสุดฮิป เอกสิทธิ์ แจ้งอ่างหิน

โดย…ภาดนุ ภาพ… เสกสรร โรจนเมธากุล

เฟียท-เอกสิทธิ์ แจ้งอ่างหิน สถาปนิกหนุ่มวัย 32 ปี จากบริษัท Anghin Architecture จบการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต นับเป็นคนรุ่นใหม่มากความสามารถที่มีเรื่องราวน่าสนใจ นอกจากงานในสายอาชีพสุดสร้างสรรค์ของตัวเองแล้ว เขายังเสียสละเวลาส่วนตัวมาเป็นสถาปนิกจิตอาสา ที่ลุกขึ้นมาทำงานเพื่อสังคมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

“ผมเกิดและโตที่ จ.ชลบุรี พอเรียนจบ ม.3 ก็เลือกเรียนทางสายอาชีวะที่โรงเรียนเทคนิคสัตหีบ โดยเลือกเรียนทางด้านก่อสร้างโดยเฉพาะ พอเข้า ปวช.ปี 1 ก็ลงมือก่ออิฐถือปูนกันเลยละ ต้องฝึกวิชาก่อสร้างทุกอย่าง แล้วยังต้องเขียนแบบได้ด้วย เรียกว่าเรียนจบ ปวช.ปี 3 นี่ต้องสร้างบ้านไม้ได้1 หลัง ประกอบกับตัวผมชอบวาดรูปและชอบงานออกแบบต่างๆ มาตั้งแต่เด็ก พอโรงเรียนมีงานอะไรผมก็มักจะได้รับหน้าที่ตรงนี้ แล้วผมยังส่งผลงานหลายชิ้นเข้าประกวดและเข้าแข่งขันด้านวิชาชีพอีกด้วย ซึ่งก็ได้รับรางวัลติดไม้ติดมือมาบ้าง แต่เหนือสิ่งอื่นใดผมรู้สึกดีที่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ซะมากกว่า”

หลังเรียนจบอาชีวะ เฟียทเลือกเรียนต่อปริญญาตรี เอกภาษาอังกฤษ ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แต่พอขึ้นปี 2 ก็รู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเอง จึงไปดูงานออกบูธแนะแนวการศึกษา และสนใจคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรังสิต แต่เพราะฐานะทางบ้านไม่ได้ร่ำรวย เขาจึงไปสมัครกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จนได้เข้าเรียนต่อคณะที่ชอบสมใจ

“จะพูดว่าผมเริ่มต้นอาชีพสถาปนิกและอินทีเรียร์ ดีไซเนอร์ มาตั้งแต่เรียนอยู่ปี 2 ปี 3 ก็ไม่ผิดนัก เพราะผมได้เข้าไปขอฝึกงานที่บริษัทสถาปนิกต่างชาติแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาก็ยอม เพราะได้เห็นผลงานที่ผมเคยส่งประกวดและได้รางวัลผ่านตามาบ้าง ผมจึงใช้ช่วงเวลาตอนปิดเทอมไปฝึกงานที่บริษัทนี้ อยู่ที่ภูเก็ต ซึ่งบริษัทยังใจดีส่งตั๋วเครื่องบินมาให้ พร้อมให้อยู่ฟรีกินฟรีด้วย (ยิ้ม) ผมฝึกงานที่นี่ปีละ 2 เดือน ติดต่อกัน 3 ปีซ้อน

ที่นี่ทำให้ผมได้ฝึกออกแบบโครงสร้างอาคาร ออกแบบภายใน และออกแบบเฟอร์นิเจอร์ โดยเจ้าของบริษัทซึ่งเป็นสถาปนิกจะบอกคอนเซ็ปต์มา แล้วผมจึงมาวาดลงกระดาษแปลนอีกที การที่ผมมีความรู้ด้านก่อสร้างดีอยู่แล้วจึงทำงานได้ง่ายขึ้น

 

ผลงานจริงจังชิ้นแรกของผมก็คือการออกแบบตกแต่งภายในคอนโดขนาด 75 ตร.ม. สไตล์โมเดิร์น มินิมัล ของเพื่อน พอตกแต่งเสร็จปุ๊บ ‘นิตยสารบ้านและสวน’ ก็มาติดต่อขอถ่ายภาพลงคอลัมน์ ตอนนั้นรู้สึกตื่นเต้นและดีใจมาก เพราะเหมือนงานชิ้นแรกของเราประสบความสำเร็จ”

พอผลงานได้ลงนิตยสาร ก็เริ่มมีคนมาจ้างให้เฟียทออกแบบตกแต่งบ้านหรือคอนโดอยู่เรื่อยๆ ที่ผ่านมาผลงานของเขาได้ลงนิตยสารหลายเล่ม อาทิ room art4D และ
home & decor ซึ่งเมื่อเรียนจบมาเขาก็รับงานอิสระมาโดยตลอด ด้วยฝีมือและผลงานที่สามารถการันตีได้จากรางวัลประกวดออกแบบต่างๆ ที่คว้ามาได้ เช่น “นาวาวู้ด ดีไซน์ อวอร์ด 2007” “ไทยน็อกซ์ ดีไซน์ อวอร์ด 2008” และ “ไมก้า เบสต์ ดีไซเนอร์ เสิร์ช 2008” ซึ่งเป็นการประกวดออกแบบบ้านพร้อมสระว่ายน้ำ (ได้รางวัลรองชนะเลิศ) ก็ทำให้มีลูกค้ามาจ้างงานอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในผลงานการออกแบบที่คนรู้จักดีก็คือ ร้านอาหารบ้าน (Baan) ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น 1 ใน 7 ร้าน อาหารไทยที่มีสไตล์สำหรับคน “เจเนอเรชั่น ซี” (Generation Z) โดยเฉพาะ ตั้งอยู่บนถนนวิทยุ เมื่อเดินเข้ามาในร้านจะให้ความรู้สึกเหมือนกับนั่งกินข้าวอยู่ที่บ้านกับครอบครัวในวันสบายๆ เพราะตกแต่งได้อย่างอบอุ่นลงตัว หน้าร้านมีฉากกั้นด้วยต้นไม้สีเขียวสบายตา หรือแม้แต่คอนโดคอมแพกต์ไซส์ที่มีขนาดห้อง 40 ตร.ม. เขาก็สามารถปรับเปลี่ยนบรรยากาศการใช้งานและการลื่นไหลของสเปซระหว่างความโปร่งโล่งและความเป็นส่วนตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

“งานของผมส่วนใหญ่เป็นการออกแบบสร้างบ้าน ปรับโครงสร้างตึกเก่า ตกแต่งภายในคอนโด ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และอื่นๆ ต้องบอกว่าผมเริ่มต้นกับโปรเจกต์ก่อสร้างและงานออกแบบมาหลายแห่ง จนตกหลุมรักงานสถาปนิกและงานดีไซน์ที่เน้นรูปโฉมของความเรียบง่าย แต่มีรายละเอียดที่แสดงถึงความใส่ใจ ซึ่งผมต้องไปพูดคุยให้รู้ถึงความชอบและความเป็นตัวตนของผู้จ้าง เพราะผมมีความเชื่อที่ว่า ไม่ว่าพื้นที่จะมีขนาดใหญ่หรือเล็กแค่ไหน ถ้าเราเห็นถึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของพื้นที่นั้น เราก็จะนำมันออกมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดและถูกใจลูกค้ามากที่สุดด้วย”

เมื่อไม่นานมานี้ เฟียทมีโอกาสได้รับหน้าที่สถาปนิกจิตอาสาและดีไซน์ ไดเรกเตอร์ ในการออกแบบ “ศูนย์ไฟฟ้า สาขาบางกอกน้อย” บนถนนอิสรภาพ ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ฟรีสำหรับเยาวชนที่ได้รับการสนับสนุนโดย ทีเอ็มบี (TMB) ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์และสร้างแรงบันดาลใจสำหรับเยาวชนอายุ 12-19 ปี ได้ค้นพบศักยภาพตนเอง เห็นพลังของตนเอง คิดเอง ทำเอง พึ่งตนเอง และสร้างสรรค์แนวทางในการเปลี่ยนแปลงเพื่อส่งต่อสิ่งดีๆ ให้คืนสู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวชุมชนบางกอกน้อย ผ่านการชักชวนของ ภารไดย ธีระธาดา ประธานมูลนิธิทีเอ็มบี ซึ่งเคยได้เห็นผลงานของเขามาก่อน

“ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ถือเป็นแห่งที่ 4 ที่มูลนิธิทีเอ็มบีได้ทำมา โดยทั้ง 3 แห่งที่ผ่านมาล้วนใช้สถาปนิกฝีมือดีชาวต่างชาติเป็นผู้ออกแบบทั้งสิ้น ซึ่งทุกคนเป็นสถาปนิกจิตอาสาที่ทำงานด้วยใจโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เมื่อทางทีเอ็มบีติดต่อมา ผมรู้สึกดีใจมาก เพราะเป็นสถาปนิกคนไทยคนแรกที่ได้รับเกียรตินี้ ผมจึงตอบตกลงในทันทีเพราะถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในชุมชนบางกอกน้อย ซึ่งมีภูมิหลังทางด้านฐานะครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนกับตัวผม”

เฟียทเล่าว่า จุดเริ่มต้นของงานนี้เริ่มจากต้องเข้าไปสำรวจอาคารและดูสถานที่จริงก่อน ซึ่งแต่เดิมเป็นอาคารพาณิชย์ที่ถูกทิ้งร้างมานาน จากนั้นก็เริ่มศึกษาชุมชนรอบข้าง โดยได้นำคอนเซ็ปต์เรื่องวิถีชีวิตความเป็นไทยตามบริบทของชุมชนบางกอกน้อย ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์หลักของการดีไซน์มาตีความ แต่ด้วยตัวอาคารที่มีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยม เลยมีโจทย์ที่ว่าจะดึงจิตวิญญาณความเป็นไทยเข้ามาได้อย่างไร เขาและทีมจึงได้ศึกษาชีวิตของชาวชุมชนบางกอกน้อยเพิ่มเติม จึงพบว่ามีการใช้ชีวิตแบบริมน้ำและกลางแจ้งผสมผสานกัน ดังนั้นศูนย์เรียนรู้นี้จึงมีพื้นที่ส่วนกลางเป็นลานไว้ให้คนสามารถมาใช้สอยได้

“อย่างตัวพื้นของศูนย์ก็จะเป็นลักษณะของอิฐ หรือการตกแต่งส่วนใหญ่ก็จะใช้สีของวัสดุนั้นๆ ไปเลย หรือใช้เฟอร์นิเจอร์และการเคลื่อนไหวของคนที่มาใช้สอยพื้นที่เป็นสีสันแทน รวมทั้งมีลานกว้างไว้ให้ใช้สอยด้วย ซึ่งให้ความรู้สึกคล้ายๆ กับลานวัด ลานหมู่บ้าน ที่คนมักจะมาปฏิสัมพันธ์กัน เพื่อสื่อความหมายของความเป็นอิสระ จึงไม่ต้องมีประตูหรือกระจกมากมายมากั้น แต่ก็ยังมีบางอย่างที่ต้องคำนึงถึง นั่นคือโครงสร้างของที่นี่ เราจึงต้องทุบกำแพงเพื่อเพิ่มแสงธรรมชาติให้มากขึ้น

ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้เปิดตั้งแต่เดือน พ.ย.ปีที่ผ่านมา ต้องบอกว่าแต่ละศูนย์ก็จะมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ตอนที่ลงมือทำก็มีทีมมาช่วยครับ ทั้งทีมช่าง ทีมวิศวกร และทีมออกแบบ โดยผมจะทำหน้าที่สถาปนิกและดีไซน์ ไดเรกเตอร์อีกที ซึ่งทุกคนก็อาสามาช่วยด้วยใจทั้งสิ้น ที่นี่จึงมีทั้งห้องสมุด ห้องเรียนศิลปะ และลานกิจกรรม โดยให้เยาวชนในชุมชนเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกได้ฟรี และได้ข่าวว่าตอนนี้ก็มีคนมาสมัครสมาชิกเต็มแล้วครับ”

สถาปนิกหนุ่มทิ้งท้ายว่า ที่เขารับงานจิตอาสาเพราะต้องการช่วยสังคมเท่าที่ตนเองสามารถช่วยได้ ถ้ามีงานเพื่อสังคมอื่นๆ ที่เหมาะสมเขาก็ยินดีช่วยเสมอ เพราะรำลึกว่าตนเองก็เคยได้รับการหยิบยื่นโอกาสที่ดีมาเช่นกัน ตั้งแต่เริ่มโครงการมาแม้ต้องใช้เวลาถึง 6 เดือน กว่าจะแล้วเสร็จ แต่ความเหนื่อยล้าก็กลายเป็นความภาคภูมิใจ เมื่อรู้ว่าสิ่งดีๆ ที่ได้ทำจะตกอยู่กับเด็กและเยาวชนในสังคมไทยต่อไป ติดตามผลงานได้ที่ FB : Anghin Architecture

 

ชาตรี ตรีศิริพิศาล เริ่มต้นที่ศูนย์เป็นเศรษฐีพันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2559 เวลา 10:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/438384

ชาตรี ตรีศิริพิศาล เริ่มต้นที่ศูนย์เป็นเศรษฐีพันล้าน

โดย…โยธิน อยู่จงดี

เรากล้าที่จะแนะนำกับคนไทยทุกคนว่า เราควรจะได้รู้จักกับชายที่ชื่อ ชาตรี ตรีศิริพิศาล หรือ ชาตรี ศิษย์ยอดธง ผู้บริหาร อีโวลฟ์ เอ็ม เอ็ม เอ (Evolve mixed martial arts) สถาบันสอนศิลปะการป้องกันตัวแบบผสมสาน ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และโปรโมเตอร์จัดการแข่งขัน เอ็มเอ็มเอ วันแชมเปี้ยนชิพ (One Championship) เขาเป็นลูกครึ่งไทยญี่ปุ่น เคยเรียนมวยไทยที่ค่ายศิษย์ยอดธง และได้ทุนเรียนต่อ
ที่ด้านบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา เขาเคยยากจนถึงขนาดอดมื้อกินมื้อกับครอบครัว ก่อนที่เขาจะเรียนจบแล้วกู้เงินเพียง 2,000 เหรียญสหรัฐ มาเปิดบริษัทซอฟต์แวร์จนสามารถขายกิจการต่อได้ถึง 40 ล้านเหรียญสหรัฐ และตอนนี้เขามีธุรกิจหลายอย่างในความดูแลรวมมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ

มวยไทยสอนให้สู้ชีวิต

“ผมกล้าพูดได้เลยว่าชีวิตผมมีวันนี้ได้เพราะมวยไทย มวยไทยไม่ได้สอนให้ผมต่อสู้ป้องกันตัวเป็น แต่มวยไทยสอนให้ผมมีจิตใจที่แข็งแกร่ง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหาต่างๆ ครั้งหนึ่งในวัยเด็กผมเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย มีทุกอย่างพร้อม มีครอบครัวที่อบอุ่น คุณพ่อผมเป็นคนไทย คุณแม่เป็นชาวญี่ปุ่น มีน้องชายอีก 1 คน

“ธุรกิจคุณพ่อตั้งอยู่ที่พัทยา ที่นั่นมีค่ายมวยไทยศิษย์ยอดธง ผมสนใจจะเรียนมวยไทยมากจึงเดินทางไปเรียน ท่ามกลางเพื่อนๆ ในวัยเดียวกันแต่มีฐานะยากจนกว่าผมมาก ผมเห็นความลำบากและความฝันของเด็กที่มาเรียนมวยไทยด้วยความฝันอย่างหนึ่งว่าจะลืมตาอ้าปากได้ด้วยการขึ้นชกเลี้ยงชีพ

 

“ตอนอายุประมาณ 18 ปี ธุรกิจคุณพ่อล้มละลาย เราเสียทุกสิ่งที่มี คุณพ่อหนีหายไปจากชีวิตพวกเรา ทิ้งให้ผมอยู่กับแม่และน้องชาย ตอนนั้นผมกลายเป็นเสาหลักของครอบครัวโดยไม่ทันตั้งตัว ผมตัดสินใจพาแม่และน้องไปอยู่ที่อเมริกา ตอนนั้นผมเรียนปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยทัฟส์ และต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผมพาทุกคนมาอาศัยอยู่ในหอพักด้วยกัน ทุกวันผมมองแม่และน้องอยู่อย่างลำบากและเขียนบันทึกความฝันของผมหลายอย่างลงในสมุดจด โดยฝันแรกของผมคือต้องมีธุรกิจของตัวเองให้ร่ำรวยเพื่อแม่และน้องอยู่สบาย ฝันที่ 2 ผมจะต้องมีครอบครัวที่อบอุ่น ฝันที่ 3 ของผมคือการมีค่ายมวยไทยเป็นของตัวเอง

“ระหว่างเรียนผมทำงานเป็นโค้ชมวยไทยตามยิมต่างๆ เอาเงินมาเลี้ยงครอบครัว ถ้าไม่มีวิชามวยไทยที่ติดตัวมาจากเมืองไทยผมคงไม่มีวันนี้แน่นอน พอเรียนจบผมไปจับธุรกิจซอฟต์แวร์และขายกิจการต่อได้เงินมาประมาณ 40 ล้านเหรียญ ซื้อบ้านให้แม่และน้องอยู่ที่นิวยอร์ก ตอนนั้นความฝันของผมบรรลุไปแล้วหนึ่งอย่าง ต่อมาผมทำงานในบริษัทวิเคราะห์การลงทุน

“ตอนนั้นก็มีรายได้ดีมากแต่ดีกว่านั้นคือมีเจ้านายให้ทุนกับผมมาเปิดบริษัทวิเคราะห์การลงทุนประมาณ 500 ล้านเหรียญ ผมบริหารจนกลายเป็นบริษัทวิเคราะห์การลงทุนที่ใหญ่ที่สุดบริษัทหนึ่งของโลกไปแล้ว ต่อมาผมเริ่มลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และเปิดธุรกิจอีกหลายอย่างของตัวเอง”

ย้อนกลับมาหาสุขที่แท้จริง

เมื่อเป้าหมายชีวิตหลักของเขาได้ประสบความสำเร็จไปแล้ว เขาจึงกลับมาเปิดสมุดบันทึกความฝันที่เหลืออยู่ แล้วพบว่าเขาฝันอยากเป็นนักมวยไทย อยากมีค่ายมวยเป็นของตัวเอง แม้มีเงินมากแต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกมีความสุขในแบบที่ตัวเองอยากจะเป็น จึงตั้งค่ายอีโวลฟ์ เอ็ม เอ็ม เอ แล้วนำนักมวยไทยระดับแชมป์ที่เป็นศิษย์ยอดธงด้วยกันมาเป็นโค้ชในค่าย จากนั้นประมาณ 2 ปีเขาจัดรายการ วันแชมเปี้ยนชิพ (One Championship) รายการต่อสู้เอ็มเอ็มเอที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีผู้ชมมากกว่าพันล้านครัวเรือนชมรายการแข่งขันของเขา จนชาตรีได้รับรางวัลผู้ทรงอิทธิพลในกีฬาเอ็มเอ็มเอ แห่งเอเชีย จาก เว็บไซต์ ยาฮู สปอร์ต (Yahoo Sport) และเอ็มเอสเอ็น สปอร์ต (MSN Sport)

ชาตรีทิ้งท้ายให้กับทุกคนว่า เคล็ดลับที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในชีวิตเฉพาะตัวของเขาโดยมีมวยไทยเป็นต้นแบบคือ ข้อแรกเราต้องทำสิ่งที่เรารัก เมื่อเราทำสิ่งที่รัก เราจะทำได้ดีและมีความสุข เหมือนกับที่เขารักมวยไทยและวันหนึ่งก็กลับมาเปิดค่ายมวยไทยได้ฝึกมวยไทย ทุกวันนี้เขามีความสุขมากกับธุรกิจที่ทำ ข้อ 2 เราควรศึกษาชีวิตของคนที่ประสบความสำเร็จมาก่อนว่าเขาประสบความสำเร็จได้อย่างไรเขาเจออุปสรรคและผ่านปัญหานั้นมาด้วยวิธีไหนและนำประสบการณ์มาปรับใช้กับตัวเรา

ข้อที่ 3 ต้องทำชีวิตให้ดีขึ้น 1% ในทุกวันใหม่ที่มาถึง ต้องตั้งเป้าหมายว่าวันนี้เราจะทำอะไรให้ดีขึ้น เราจะทำงานให้เร็วขึ้น 1% เราจะให้เวลากับครอบครัวมากขึ้น เราจะทำอะไรบ้างในชีวิตให้ดีขึ้นอีกนิดและเมื่อดีขึ้น วันหนึ่งเราจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทำ ข้อ 4 ต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี พยายามพาตัวเราเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมดี คบมิตรที่ดี เพื่อนที่ดีเป็นสิ่งสำคัญมากถ้าคุณมีเพื่อนที่ดีเขาจะพาคุณไปในทางที่ดี และชาตรีเองก็บอกว่าเขาโชคดีมากที่ได้อยู่ท่ามกลางเพื่อนๆ ที่ดีทุกคน และข้อสุดท้ายคุณต้องสู้อย่ายอมแพ้ทุกอย่างมีอุปสรรคหมด ถ้าคุณมีใจสู้ไม่ย่อท้อคุณพยายามคุณจะพบหนทางแห่งความสำเร็จ เหมือนที่มวยไทยสอนให้เราสู้เป็นไม่ใช่แค่กาย
ที่แข็งแรงแต่ใจเราก็ต้องแข็งแกร่งด้วยเช่นกัน

 

ขนมหวานสุดสร้างสรรค์ นนทวรรธ โรจนศักดิ์ชัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2559 เวลา 11:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/437937

ขนมหวานสุดสร้างสรรค์ นนทวรรธ โรจนศักดิ์ชัย

โดย…ภาดนุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เชฟหนุ่มหน้าใสวัย 30 กว่าๆ นนท์-นนทวรรธ โรจนศักดิ์ชัย เรียนจบปริญญาตรีคณะเศรษฐศาสตร์ จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและจบปริญญาโทด้านการตลาด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อดูจากสาขาที่เรียนแล้วก็ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับอาชีพเชฟแต่อย่างใด แล้วไปไงมาไงเขาถึงได้มาเป็นเชฟและเป็นเจ้าของร้านขนม “บริกซ์ ดีเซิร์ต บาร์” (Brix Dessert Bar) ได้ล่ะ

“ตอนที่เรียนจบปริญญาตรี ผมก็ทำงานเป็นพนักงานบริษัทเหมือนคนอื่นๆ แต่พอจบปริญญาโทผมก็ไปช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัว ซึ่งทำโรงงานผลิตโครงเหล็กนั่งร้านที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารและตึก โดยรับผิดชอบงานด้านฝ่ายขายและเข้าไปช่วยจัดระบบให้เข้าที่ พอทำได้ 1 ปีทุกอย่างลงตัว ผมจึงเริ่มมองหาคอร์สการเรียนศิลปะที่น่าสนุกและน่าสนใจเพื่อเติมเต็มชีวิตตัวเอง โดยมองหาคอร์สที่สามารถเรียนวันเสาร์ได้

คอร์สที่ผมสนใจก็คือการออกแบบที่สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ แต่พอไปฟังดูจริงๆ แล้วมันยังไม่ค่อยโดนใจเท่าไร ขณะที่ผมขับรถไปหาเพื่อนที่สยามฯ แล้วติดไฟแดงอยู่แถวโรงแรมดุสิตธานี ผมก็เห็นเขาติดป้ายสถาบันเลอ กอร์ดอง เบลอ ไว้พอดี ซึ่งช่วงนั้นเพิ่งมาเปิดสอนที่เมืองไทยใหม่ๆ ผมจึงเปลี่ยนใจไปสมัครเรียนทำขนมที่นี่แทน”

นนท์ บอกว่า แม้ตอนเด็กๆ เขาจะชอบกินเบเกอรี่หรือของหวานมาก แต่ก็ยังไม่เคยคิดอยากจะเป็นเชฟขนมเลยสักที ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรมาดลใจให้อยากเรียนทำขนมขึ้นมาซะอย่างนั้น เพราะเป็นการตัดสินใจที่รวดเร็วมาก

“ผมไม่เคยทำขนมมาก่อนเลยนะ แต่ในเมื่อตัดสินใจแล้วก็ลุยไปข้างหน้าเลย ปกติเขาจะเรียนกันวันธรรมดา สัปดาห์ละ 3 วัน แต่ผมสะดวกเรียนทุกวันเสาร์ จึงต้องเรียนทั้งวันตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงสองทุ่ม แถมบางคลาสถ้าคนสมัครเรียนไม่เต็มก็ไม่เปิดสอน ทำให้ผมใช้เวลาเรียนถึงปีครึ่งกว่าจะจบ แต่ก็ถือว่าได้ฝึกฝีมืออยู่ตลอดเวลาจนได้ประกาศนียบัตรมา

ช่วงที่เรียนจบ ผมชอบทดลองทำขนมและมักจะอัพภาพลงเฟซบุ๊ก Nontawat Rojanasakchai บ่อยๆ พอดีพี่ๆ ทีมงานของรายการอาหารมาเห็นเข้า ก็เลยชวนผมไปเป็นเชฟในรายการ ‘กอสซิป คิตเช่น’ ทางช่องเฮลท์พลัสเป็นรายการแรก ต่อมาพอมีอินสตาแกรมผมก็อัพภาพขนมลงไปเรื่อยๆ จึงได้ไปเป็นเชฟในรายการ ‘เชฟชวนชิม’ ทางช่องอัมรินทร์ทีวี ซึ่งก็ทำอยู่เกือบปีจนรายการเลิกไป”

 

นนท์ เสริมว่า ระหว่างนั้นเขาได้ลงแข่งขันโปรเจกต์ทำขนมของบูติกโฮเต็ลแห่งหนึ่งที่เกาะสมุย โดยส่งสูตรขนมที่คิดเองไปให้คณะกรรมการพิจารณา ซึ่งจะดูทั้งวิธีทำ รสชาติ และรูปลักษณ์ของขนม แล้วเชฟนนท์ก็สามารถคว้ารางวัลที่ 1 มาครองได้ ทำให้เขารู้สึกมั่นใจในฝีมือการทำขนมของตัวเองมากขึ้น

“ผมคิดว่าตัวเองก็มาถูกทางเหมือนกันนะ แต่ผมก็ยังทำงานประจำ คือ ดูแลธุรกิจครอบครัวไปพร้อมกันด้วย โดยใช้เวลาหลังเลิกงานฝึกฝีมือการทำขนม จนเพื่อนๆ ให้ฉายาว่า ‘มิดไนต์เชฟ’ เพราะทำขนมเสร็จตอนเที่ยงคืนทุกที แต่ก็ไม่รู้สึกเหนื่อยนะ เหมือนเป็นการคลายเครียดจากงานและช่วยเติมเต็มชีวิตอีกส่วนหนึ่งของเราได้

แรกๆ ผมก็ยังไม่คิดที่จะเปิดร้านเบเกอรี่หรอกครับ เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังไม่เก่งเท่าคนที่ทำอาชีพเชฟแบบเต็มเวลา แต่พอผมอัพภาพขนมลง IG : Nonshiro ก็มีคนติดตามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมียอดฟอลโลว์หมื่นกว่าคน และเริ่มมีคนถามเข้ามาเรื่อยๆ ว่าขนมที่ลงในไอจีจะหาชิมได้ที่ไหน ทีนี้ผมก็เริ่มคิดละ บวกกับแรงยุจากครอบครัวด้วย ผมจึงตัดสินใจเปิดร้าน ‘บริกซ์ ดีเซิร์ต บาร์’ ขึ้นที่โครงการเดอะ คอมมอนส์ ทองหล่อ 17 โดยหุ้นกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ 5 คน”

นนท์ บอกว่า เปิดร้านมาตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ก็ได้รับผลตอบรับที่ดีเกินคาด มีลูกค้าเข้าร้านไม่ได้ขาด ซึ่งเมนูซิกเนเจอร์ของร้านก็คือ “ฮอตโตะเคกิ” เมนูนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากญี่ปุ่น เป็นซูเฟล่แพนเค้ก ที่มีส่วนผสมของไข่ขาวกับแพนเค้กอบสดๆ ได้ความหอมอร่อยนุ่มฟู อีกเมนูคือ “บริกซ์ บ็อกซ์” เป็นขนมปังที่ทำเองซึ่งภายนอกจะดูเหมือนโทสต์ แต่ข้างในจะมีช็อกโกแลตกานาจที่หยุ่นๆ เยิ้มๆ

“จุดเด่นของขนมที่ร้านคือความคิดสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ผมชอบคำพูดประโยคหนึ่งของลูกค้าที่บอกว่า ร้านนี้มีเมนูขนมมิติใหม่ ซึ่งฟังแล้วรู้สึกดีมากๆ เลยครับ ต่อไปรับรองว่าจะมีเมนูใหม่ๆ ที่ตื่นตาตื่นใจออกมาให้ชิมอีกแน่นอน”

นนท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในอนาคตเขาคิดไว้ว่าอยากจะเปิดสาขาร้านบริกซ์ฯ ให้มากขึ้น เพราะสาขาแรกนี้ถือเป็นสาขานำร่องที่ต้องลองผิดลองถูกและต้องปรับปรุงหลายอย่างให้ลงตัว ซึ่งในอนาคตเขาอยากจะเปิดสาขาเพิ่มทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แต่คงต้องรอให้พร้อมกว่านี้อีกสักหน่อย

“ตั้งแต่เปิดร้านมาผมยังไม่ค่อยได้หยุดพักเลยครับ แต่ถ้ามีช่วงที่ว่างจริงๆ ผมจะชอบไปเที่ยวต่างประเทศเพื่อหาแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เมนูขนมใหม่ๆ เพราะการที่มีโอกาสได้ไปตะลุยหาขนมอร่อยๆ กิน มันได้ทั้งฟีลลิ่งได้ทั้งแรงบันดาลใจ พอกลับมาก็จะได้ไอเดียดีๆ มาปรับใช้และครีเอทเมนูใหม่ๆ ของเราได้ด้วยครับ”

เบอร์รี่ บริยอช ไอศกรีม แซนด์วิช

ส่วนผสม

– ขนมปังบริยอช นม เนย ไข่ และน้ำตาล

– ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ราสพ์เบอร์รี่

– ไอศกรีมวานิลลาและซอสเบอร์รี่

วิธีทำ

1.นำขนมปังบริยอชที่ทำเองมาสไลซ์ให้เป็นแผ่น กว้างชิ้นละ 1.5 ซม. แล้วทาเนย นม และไข่ลงไปบนขนมปัง

2.จากนั้นนำขนมปังไปจี่บนกระทะที่ร้อนโดยใช้ไฟปานกลาง โรยน้ำตาลบนผิวขนมปังด้านหนึ่ง แล้วนำไปจี่กับกระทะอีกทีจนน้ำตาลละลายเคลือบผิวของขนมปัง ทำทั้งหมด 2 แผ่น แล้วพักไว้

3.นำสตรอเบอร์รี่มาหั่นเป็นชิ้นๆ จากนั้นนำทั้งบลูเบอร์รี่ ราสพ์เบอร์รี่ และสตรอเบอร์รี่ที่หั่นแล้วมาเทลงในซอสเบอร์รี่คนให้เข้ากัน

4.นำขนมปังที่พักไว้วางบนจานก่อน 1 ชิ้น ตักไอศกรีมวานิลลา 2 ก้อนวางลงบนขนมปัง แล้วราดด้วยซอสเบอร์รี่และผลไม้ที่ผสมไว้ สุดท้ายวางขนมปังอีกแผ่นประกบบนไอศกรีมโดยให้ด้านที่เคลือบน้ำตาลอยู่ข้างบน แล้วใช้ไม้ไอศกรีมเสียบไว้เพื่อไม่ให้ขนมปังขยับ เสิร์ฟได้เลย

 

พิมพ์มาดา พัฒนปรัชญาพงศ์ จากสงสัยสู่สร้างสรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มิถุนายน 2559 เวลา 11:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/437525

พิมพ์มาดา พัฒนปรัชญาพงศ์ จากสงสัยสู่สร้างสรรค์

โดย…กองทรัพย์ ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ความซุกซนและขี้สงสัยของ 3 พี่น้อง พิมพ์มาดา กิตติธเนศ และอมฤต พัฒนปรัชญาพงศ์ จุดประกายให้ของเหลือจากโต๊ะอาหารสามารถนำมาต่อยอดให้เกิดธุรกิจหลักล้านได้ พวกเขาเลือกที่จะเสี่ยง และช่วยกันสร้างธุรกิจ ลองผิดลองถูก ผิดหวังมาก็ไม่น้อย แต่ท้ายที่สุดก็สามารถพัฒนา “หัวกุ้ง” ที่ผู้คนส่วนใหญ่เด็ดทิ้งถังขยะให้กลายเป็น “คางกุ้งทอดกรอบ” ในแบรนด์ขนมขบเคี้ยวในชื่อ โอคุสโน่ ที่มีขายในห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ และกระฉ่อนโลกออนไลน์ วันนี้รสชาติแห่งความสำเร็จมาถึงพวกเขาเร็วกว่าที่คิด แต่ก็ไม่ไกลเกินจะคาดคิดแพร-พิมพ์มาดา สาวน้อยตาหยี วัย 26 ปี พี่คนโตของบ้านและในฐานะซีอีโอ บริษัท โอคุสโน่ ฟู้ด เผยเบื้องหลังความสำเร็จของคางกุ้งทอดกรอบ ธุรกิจจากความขี้สงสัยของเธอ…

“ขนมคางกุ้งทอด หรือโอคุสโน่ ในภาษาสโลวีเนีย แปลว่า อร่อย ที่ใช้ภาษานี้เพราะว่าหลังจากแพรเรียนจบจากคณะวารสารศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แพรมีโอกาสได้ทุนไปทำงานด้านกราฟฟิกดีไซน์ที่ประเทศสโลวีเนียอยู่ประมาณ 4 เดือน ที่นั่นทำให้เราตกผลึกกับตัวเอง ว่าอยากจะกลับมาสร้างธุรกิจ หลังกลับมาเมืองไทยไม่นานก็เริ่มต้นธุรกิจไอศกรีมสับปะรดก่อน เป็นแบบซื้อมาขายไป แต่ขนมคางกุ้งนี่เกิดจากเรื่องบังเอิญบนโต๊ะอาหารแท้ๆ เลยค่ะ เราเห็นว่าคุณแม่แกะหัวกุ้งทิ้ง เราก็เลยสงสัยว่าส่วนนี้ของกุ้งสามารถกินได้ไหม พวกเรา 3 คนพี่น้องก็ช่วยกันคิดโปรดักต์ขึ้นมาจากส่วนที่เราเรียกมันว่าคางกุ้งนี่แหละค่ะ”

 

 

ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ กว่าจะลงตัวและเห็นวางขายอย่างสวยงามขนาดนี้ พวกเขาลองผิดลองถูก เสียวัตถุดิบไปไม่ใช่น้อย และโดนแพปลาไล่ตะเพิดมาก็มีเช่นกัน “พอพวกเราคิดแล้วก็ทำเลย แอบทำด้วยค่ะ (ยิ้ม) ก็ตามหาว่าที่ไหนที่พอจะขายหัวกุ้งได้บ้าง แรกๆ เราไปซื้อกุ้งเป็นตัวมาแล้วมาแกะเอาเฉพาะหัว เนื้อกุ้งก็เอามาทำอาหาร แต่หลังๆ ต้องใช้เยอะ ก็เลยไปตามแพปลาขอซื้อเฉพาะหัวกุ้ง บางเจ้าไล่ตะเพิดมาเลย บอกว่าไม่มีใครเขาทำกัน แต่ในที่สุดก็มีคนยอมทำให้เรา จึงมาสู่การลองผิดลองถูกในครัวที่บ้านนานถึง 3 เดือน ทำทุกกรรมวิธีทั้งนึ่ง ทอด อบ ย่าง ก่อนจะมาสรุปที่การทอด เสียน้ำมันไปเยอะเหมือนกันกว่าจะได้สูตรที่ลงตัว”

แพร เล่าว่า สองพี่น้องตัดสินใจเดินหน้าธุรกิจคางกุ้งทอดกรอบเต็มตัว ด้วยเงินทุนเริ่มแรกที่มี 3 หมื่นบาท โดยระยะแรกนำไปฝากขายตามร้านคาเฟ่ ให้ทดลองชิม ทำแพ็กเกจให้น่าสนใจ และอาศัยเสียงตอบรับจากคนที่ได้ชิมเพื่อนำคำติชมมาพัฒนาสินค้าให้คุณภาพคงที่ ทั้งเรื่องรสชาติ และการเก็บรักษา

“ตอนแรกทำแพ็กเกจเป็นซองน้ำตาลด้านหน้าใส ให้เขาเห็นผลิตภัณฑ์เราชัดๆ แต่ปัญหาคือมันเก็บนานไม่ได้ และขนมเรายังกรอบไม่พอ มีน้ำมันเยิ้มออกมา ก็เลยยังต้องพัฒนาสูตรมาเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็ไปออกบูธ เอาไปให้ชิมตามแนวรถไฟฟ้า คนที่ได้ชิมก็คงเห็นว่ามันเป็นอะไรที่แปลกใหม่ เอาคางกุ้งมาทอดกินเล่น เสียงตอบรับก็เลยค่อนข้างดีในเวลาที่ค่อนข้างรวดเร็ว เราจึงปรับแพ็กเกจใหม่ให้เป็นซองสีขาว และออกแบบให้น่ารักด้วยจุดเด่นอยู่ที่ลายเส้นบนซอง ซึ่งเป็นการออกแบบของแพรเอง”

 

เมื่อธุรกิจขยายวงกว้างออกไป มีออร์เดอร์เข้ามามากมาย เกินที่กำลังผลิตในครัวบ้านของสามพี่น้องจะรับไหว เมื่อเห็นช่องทางธุรกิจว่าน่าจะไปได้ไกล จึงตัดสินใจเดินเรื่องขอการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ทำให้ต้องเร่งขยายโรงงาน โกดัง และออฟฟิศ รับพนักงานเพื่อเก็บของและทำแพ็กเกจใหม่ เติมเงินลงทุนเข้าไปอีก 2 ล้านบาท และช่วงเวลาที่ความลับซึ่งเก็บมานานก็แตกโพละ

“เราสามคนเก็บเงียบกับคุณพ่อคุณแม่มาตลอด เพราะกลัวจะโดนด่า แต่เมื่อถึงเวลาที่จะต้องขยายธุรกิจและเริ่มจริงจังแล้วก็ต้องบอก ซึ่งก็ตามคาดว่าโดนตำหนิกันถ้วนหน้า (หัวเราะ) แต่ก็ไม่มาก เพราะว่าท่านเห็นว่าเราจริงจัง และน่าจะไปได้ไกล ก็เลยช่วยสนับสนุน ซึ่งตอนนี้คุณพ่อก็มาช่วยดูแลเรื่องการเงิน เพราะเป็นสิ่งที่พวกเราไม่ถนัด

ระยะเวลาเกือบ 1 ปี กับธุรกิจตัวนี้ไปได้ดี จากสมัยก่อนผลิตช่วงแรกแค่ 100-200 ห่อ แต่ตอนนี้ในหนึ่งเดือนต้องส่งให้ลูกค้ามากถึง 5 หมื่นห่อ มันเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับเด็กจบใหม่อย่างแพรกับน้องๆ ตอนนี้เราพัฒนารสชาติให้หลากหลาย มี 3 รสชาติให้เลือก คือ รสดั้งเดิม ต้มยำ และแกงเขียวหวาน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีค่ะ”

การเริ่มต้นจากความเสี่ยง ทำให้ธุรกิจขนมคางกุ้งทอดกรอบ มีคำห้อยท้ายว่าเจ้าแรกของประเทศไทย เวลานี้ก็มีลูกค้าจากต่างประเทศ ทั้งสิงคโปร์ ฮ่องกง เวียดนาม และกัมพูชา และยังขยายช่องทางในประเทศจากเดิมที่มีขายแค่ในห้างเดอะมอลล์ ขยับไปที่สยามพารากอน ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ซีเอ็ดบุ๊ค

 

“เราต้องการเจาะกลุ่มตลาดที่ต้องการความแปลกใหม่ เราบอกว่าเราเป็นขนมก็จริง แต่การตลาดของเราก็พยายามบอกว่าจะกินกับอาหารคาว เช่น ข้าวต้ม โรยหน้าบนสลัด ก็เพิ่มรสชาติและเพิ่มแคลเซียมให้ทุกคนได้ เพราะเรามีสโลแกนว่า เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินแล้วดี เพราะว่าเป็นแคลเซียมที่กินได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ไม่ใช่ขนมขบเคี้ยวที่ได้พลังงานเท่านั้น แต่ได้แคลเซียมด้วย เป็นอีกหนึ่งทางเลือกหนึ่ง”

แต่สำหรับแพรและน้องชายอีก 2 คน ขนมคางกุ้งทอดไม่ใช่แค่ขนมขบเคี้ยว แต่เป็นสนามที่เคี่ยวกรำให้ต้องลองผิดลองถูก ทดลองเดินในสนามธุรกิจ ทดสอบความคิดสร้างสรรค์ ฝึกให้แก้ปัญหา ซึ่งแพรบอกว่าสำหรับตัวเธอเอง นี่คือการก้าวกระโดดไปเป็นผู้ใหญ่ และเข้าใจว่าการทำอะไรเพื่อคนอื่นและมองเห็นความสำคัญของคนข้างหลังมากขึ้น

“ตอนแรกเราทำกันสนุกๆ สามคน ได้เงินมาก็เห็นว่ามันเยอะดี แต่เมื่อธุรกิจเราเติบโตขึ้น ขยายเป็นโรงงาน มีออฟฟิศ เราเห็นว่ามีคนที่เราต้องดูแลรับผิดชอบเขา นั่นคือพนักงาน ซึ่งเราต้องทำให้เขามีความเป็นอยู่ที่ดี”

ภาพที่สาวน้อยคนนี้มองเห็นตัวเองในอนาคต เธอหวังว่าจะได้ทำธุรกิจที่เติบโตไปเรื่อยๆ และมีโอกาสที่จะแบ่งปันให้คนอื่น ส่วนข้อคิดทิ้งท้ายของเธอ ก็คือ “สำหรับคนที่อยากทำธุรกิจหรือไม่อยากเป็นลูกจ้าง ให้สำรวจตัวเองก่อนว่ากล้าเสี่ยงแค่ไหน ถ้าคุณกล้าเสี่ยงให้ทำเลย คนที่กล้าเสี่ยงจะไม่กลัวความผิดหวัง และจะสนุกกับการแก้ปัญหาไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งคุณจะพบว่าอะไรที่คุณเสี่ยงแล้วมีความสุขกับมัน นั่นอาจจะเป็นธุรกิจของคุณ เหมือนที่แพรกับน้องๆ ได้เสี่ยงที่จะแอบทำขนมในครัว เสี่ยงที่ไปหาซื้อหัวกุ้งจากแพปลา หรือเสี่ยงที่จะสร้างโรงงานในวัยเท่านี้ แต่พวกเราก็เสี่ยงจนได้ผล” เจ้าของขนมคางกุ้งทอด โอคุสโน่ กล่าว

 

ณวัฒน์ อิสรไกรศีล กับการประกวดนางงามแบบแกรนด์แกรนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มิถุนายน 2559 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/437280

ณวัฒน์ อิสรไกรศีล กับการประกวดนางงามแบบแกรนด์แกรนด์

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ… วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ไม่น่าเชื่อว่าจากเด็กชาวดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ที่เข้ามาร่ำเรียนในเมืองกรุง มุ่งหน้าสู่การตระเวนเล่นเกมโชว์ ผันตัวเข้าสู่วงการท่องเที่ยว จนได้เข้าสู่วงการบันเทิง ทั้งเป็นผู้ผลิตรายการ เป็นพิธีกร เป็นผู้อำนวยการกองประกวดนางงาม จนมาวันนี้ ณวัฒน์ อิสรไกรศีล วันที่เขาได้สวมบทบาทการเป็นประธานและผู้ก่อตั้ง องค์กรมิสแกรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล ที่มีเวทีประกวดนางงามทั้งในระดับนานาชาติ ระดับประเทศ และระดับจังหวัด ภายใต้ชื่อ มิสแกรนด์ อย่างสมภาคภูมิ

เส้นทางหลังจากนี้ จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง บุคคลผู้นี้จะมาบอกเล่าเรื่องราวดีๆ ให้เราได้อัพเดทกัน

ที่ไหน? เมื่อไหร่? อย่างไร?

“มาวันนี้ ก็รู้สึกดีใจที่องค์กรมิสแกรนด์ฯ ของเรา สามารถก้าวมาถึงจุดที่เรามีทั้งเวทีระดับจังหวัด ซึ่งมีผู้ซื้อลิขสิทธิ์ของเราไปทำการจัดการประกวดเพื่อเฟ้นหา 77 สาวงาม เพื่อเป็นตัวแทนของ 77 จังหวัด มาประกวดเวทีระดับประเทศ เพื่อเป็นตัวแทนของประเทศไปประกวดยังเวทีระดับนานาชาติถึง 5 เวที รวมทั้งเวทีมิสแกรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล ที่จะจัดประกวดในปลายปีนี้ที่ลาสเวกัส สหรัฐ”

สำหรับเวทีมิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2016 ได้เริ่มเปิดฉากการแข่งขันอย่างคึกคักเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา และคึกคักมากขึ้น เมื่อได้มีการจัดการเดินแฟชั่นโชว์ ทั้งลุคนางแบบ และลุคนางงาม พร้อมเปิดตัวมงกุฎมิสแกรนด์ไทยแลนด์ ในวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมานี้ด้วย

“สำหรับวันนี้ ก็เป็นวันที่น้องๆ สาวงามทั้ง 77 คน จะได้เดินทางไปเก็บตัวที่ จ.อุดรธานี ซึ่งขอบอกเลยว่า กิจกรรมแน่นมาก น้องๆ ต้องอึด และแกร่งจริง โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่วันที่ 15 มิ.ย.เราจะมีขบวนแห่รอบเมืองแบบคาร์นิวัล พร้อมวงโยธวาทิต และวันที่ 17 มิ.ย.เราจะมีแฟชั่นโชว์ชุดว่ายน้ำ และประกวดขวัญใจ จ.อุดรธานี ซึ่งทั้ง 3 อีเวนต์นี้ จะมีการถ่ายทอดสดผ่านทางยูทูบ หลังจากนั้นก็จะเป็นการประกวดชุดประจำชาติ และมีประกวดรอบ Preliminary ในวันที่ 24 มิ.ย.จนไปถึงรอบไฟนอล ในคืนวันที่ 26 มิ.ย.ที่อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก โดยเป็นการถ่ายทอดสดแบบเรียลไทม์ หลังละครจบ ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7 เพื่อให้แฟนนางงามทั้งในอินดอร์ฯ และผู้ชมทางบ้านได้ลุ้นกันวินาทีต่อวินาทีไปพร้อมกันทั้งประเทศ”

คุณค่าของการได้รับตำแหน่ง

เมื่อพูดถึงการที่สาวงามทั้งหลายได้รับตำแหน่งมิสแกรนด์ของทั้ง 77 จังหวัดมาแล้ว ณวัฒน์เผยว่า คุณค่าของการได้รับตำแหน่งนี้อยู่ที่ก่อนการเก็บตัวเพื่อประกวดมิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2016 สาวงามทั้ง 77 คน จะต้องลงพื้นที่เพื่อทำประโยชน์ให้กับจังหวัดที่ตนได้สวมสายสะพายมา

“เหนือไปกว่านั้น หน้าที่ของแต่ละสาวงาม คือ การทำให้คนในจังหวัดได้รับรู้ว่ามีเวทีมิสแกรนด์ มีสาวงามที่ถือเป็นความภาคภูมิใจของจังหวัดของตนเอง และสาวงามจะต้องสร้างฐานแฟนคลับผ่านทั้งสื่อโซเชียลมีเดีย และออกพื้นที่เพื่อเจอหน้าค่าตากัน”

การประกวดนางงาม นอกจากสาวงามจะต้องเตรียมความพร้อมทางด้านร่างกาย ความสวยความงาม แน่นอนว่ายังต้องเตรียมความพร้อมทางด้านจิตใจแบบขั้นแอดวานซ์กันมาเลยทีเดียวเชียว

“เมื่อสาวงามมารวมตัวกัน 77 คน มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันกว่า 3 อาทิตย์ มันต้องมีหวั่นวิตก ยิ่งพอได้รับกระแสจากแฟนนางงาม ทั้งในด้านดีและไม่ดี ก็ยิ่งจะทำให้เกิดอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ไหนจะต้องทำกิจกรรมต่างๆ ซ้อมเดิน ซ้อมโชว์ต่างๆ บนเวที ย่อมเกิดความเครียดความกดดัน ซึ่งสาวงามทั้ง 77 คน ก็ต้องพร้อมสู้ คนที่แกร่งและเก่งจริงเท่านั้น ถึงจะคว้ามงกุฎมิสแกรนด์ไทยแลนด์ ไปครอบครอง”

นี่แหละคือมิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2016

ใครหลายคนคงอยากรู้ว่า คนที่จะมาเป็นมิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2016 รวมทั้งมิสซูปราเนชั่นแนลไทยแลนด์ มิสอินเตอร์คอนติเนนตัลไทยแลนด์ มิสทัวริซึมอินเตอร์เนชั่นแนลไทยแลนด์ และท็อปโมเดลออฟเดอะเวิลด์ไทยแลนด์ จะต้องมีองค์ประกอบหรือคุณลักษณะใดบ้าง

“ก่อนจะไปพูดถึงเรื่องนั้น ผมต้องบอกก่อนว่า ปีนี้เรามีสาวงามค่อนข้างเยอะ แต่เราต้องคัดให้เหลือเพียง 5 คนเท่านั้น ถ้าใครไปไม่ถึงฝัน ปีหน้าอยากให้กลับมาใหม่ สามารถย้ายไปประกวดจังหวัดอื่นได้ เพราะผมปล่อยล้อฟรีให้สาวงามมีอิสระในการประกวดจังหวัดใดก็ได้ ไม่ใช่จังหวัดบ้านเกิดของตนเองก็ได้ แต่ผู้ที่ซื้อลิขสิทธิ์ของผมไปจัดการประกวดต้องเป็นคน
จังหวัดนั้นๆ”

มาที่องค์ประกอบหรือคุณลักษณะของคนที่จะได้เป็นท็อป 5 ของมิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2016 ซึ่งเป็นองค์ประกอบหรือคุณลักษณะที่องค์กรมิสแกรนด์ต้องการและตามหาอยู่ โดยณวัฒน์ได้เผยไต๋ไว้ว่า เขาจะมองไปที่รูปร่างก่อนเป็นอันดับแรก

“รูปร่างต้องดี สมดุล ไม่มีช่วงไหนสั้นยาวไปกว่ากัน ถามว่าไปยืดไปหดไปตัดต่อได้มั้ย ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นรูปร่างต้องดีและสมดุลนำมาก่อน ต่อมาเรื่องหน้าตาและผิวพรรณ ในส่วนของผิวพรรณ ผมไม่ได้สนใจสีผิว ต้องขาวแล้วจะสวย หรือดำแล้วจะสวย สีผิวไหนก็ได้ แต่สุขภาพของผิวต้องดี เนียน ไม่เปรอะ ไม่แตก ไม่กระดำกระด่าง และไม่มีสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่บนผิว เช่น รอยแผลเป็น หรือสิว ถามว่ารอยสักมีด้วยได้มั้ย มีได้ แต่ต้องมีเล็กๆ น้อยๆ และอยู่ในจุดที่มองไม่เห็น”

 

ในส่วนของหน้าตา ณวัฒน์ เผยว่า คำว่าสวยไม่ได้หมายความว่าหวาน หรือเป็นพิมพ์นิยม

“คำว่าสวยในความหมายของผม คือ มองแล้วรู้สึกเป็นมิตร มีแรงดึงดูดที่ทำให้อยากมองแล้วอยากมองอีก และน่าเมตตา คำว่าน่าเมตตาเป็นจุดที่แข็งแรงมากสำหรับคนที่ดัง เพราะนั่นหมายความว่าคุณได้ใจคน คนเห็นคุณแล้วรู้สึกเมตตา ทำให้คุณก้าวเข้าไปนั่งอยู่ในใจของเขาได้ นอกจากนี้องค์ประกอบของใบหน้าต้องดีด้วย รวมทั้งสามารถสื่อสารความรู้สึกผ่านทางสายตา หรือการยิ้มได้อย่างลงตัวและพอดี ถามว่าศัลยกรรมได้มั้ย ได้ครับ แต่ต้องไม่รุนแรงจนเกินไป สำหรับวิธีการแต่งหน้าหรือทำผม ก็มีส่วนช่วยได้ แต่ต้องฝึกซ้อมและลองทำในหลายๆ รูปแบบมาก่อนที่จะเข้ากองประกวด ทำให้เสร็จสรรพเรียบร้อย จะได้ไม่มามีปัญหาในกอง อย่างคนที่ผมน้อย ก็ต้องเตรียมแฮร์พีชมาให้เยอะนิดนึง อย่างคนที่หัวไม่กลม แล้วไปแสกกลาง ก็จะเห็นรอยแบนของหัว ถ้าหัวแบน ก็ต้องยีฟู แล้วเสยเปียกโด่งๆ เพื่อให้หัวสูงและกลม ทุกคนสามารถหาเทคนิคส่วนตัวมาก่อนเข้ากองประกวดได้”

แต่สิ่งที่สำคัญมากไปกว่ารูปร่างหน้าตา ณวัฒน์ เผยว่า มันคือความจริงใจและความบริสุทธิ์ใจที่อยากเป็นผู้ชนะ

“บางคนเป็นผู้ชนะเพราะอยากได้เงิน หรือพี่เลี้ยงให้มา หรือมาเพราะชอบแค่การแข่งขัน แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด คนที่จะได้ตำแหน่งสูงสุดบนเวทีนี้ จะต้องเป็นคนที่ตระหนักรู้ว่า นี่คือจุดสูงสุดของชีวิตที่ตั้งใจมาเพื่อจะคว้ามันไปจริงๆ และจะไม่ทำอะไรให้เสื่อมเสียต่อตำแหน่งที่คุณได้รับ เพราะฉะนั้นบางคนมาเพื่อช็อปปิ้งตำแหน่ง
ไม่ได้ที่ 1 ก็ขอที่ 2 3 4 ก็ได้ หรือได้รางวัลพิเศษก็ได้ หรือมาแล้วได้ 5 หมื่นบาทแล้วไปประกวดเวทีอื่นต่อก็ได้ พวกนี้ไม่มีวันชนะ สิ่งเหล่านี้เราสามารถสืบรู้ได้ว่าเขามาด้วยความเต็มใจหรือไม่ มาด้วยความบริสุทธิ์ใจหรือเปล่า เขามีเป้าหมายในใจว่าต้องการเป็นผู้ชนะหรือมาเพื่อสิ่งนี้หรือเปล่า เมื่อได้มาแล้วต้องพร้อมใช้งานได้ทุกเวลา ไม่มีพันธะและความงอแงใดๆ ทั้งสิ้น”

ท้ายที่สุด ณวัฒน์ เผยว่า บนเวทีนี้เขามีรางวัลให้ 5 ตำแหน่ง สำหรับ 5 สาวงาม ซึ่งทุกตำแหน่งไม่จำเป็นต้องมีบุคลิกลักษณะตามบริบทของเวทีต่างๆ ที่จะต้องส่งไปเป็นตัวแทนเข้าร่วมประกวด

“ข้อนี้ ผมอยากให้ผู้เข้าประกวดวางใจได้เลย ไม่ต้องกังวล และไม่ต้องห่วงว่าแฟนนางงามทั้งหลายจะมาบลัฟเราว่า สวยแบบนี้ ต้องได้ตำแหน่งนี้เท่านั้น ไม่จำเป็น ท้ายที่สุดผมจะเขย่าเอาสาวงามทั้ง 77 จังหวัด มาดูว่าใครคือคนที่ใช่ที่สุด เหมาะสมที่สุด ลงตัวที่สุด เพียง 1 เดียวเท่านั้น ที่เหลือ 2 3 4 5 เราก็มาดูว่า คะแนนของเขาได้เท่าไหร่ ก็ลดหลั่นกันไปตามลำดับครับ”

 

มนุษย์เดินทางกับแซ็กโซโฟน ภราดล พรอำนวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มิถุนายน 2559 เวลา 11:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/437078

มนุษย์เดินทางกับแซ็กโซโฟน ภราดล พรอำนวย

โดย….กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

เขาโบกรถไปฝรั่งเศส เขาบรรเลงแซ็กโซโฟน เขาปลุกคนปลูกต้นไม้ แต่เขาเป็นเพียงคนตัวเล็กคิดใหญ่ที่ผสมความบ้าเล็กน้อยถึงปานกลาง ปอ-ภราดล พรอำนวย เป็นคนเชียงใหม่แต่กำเนิด เคยไปเป็นกรรมกรที่นิวยอร์ก และกล้าที่จะออกเดินทางรอบโลกกับแซ็กโซโฟน

“ผมเริ่มหัดเดินทางไปเรื่อยๆ เริ่มจากการโบกรถ” ตั้งแต่ครั้งแรกเขาแบกแซ็กโซโฟนคู่ใจออกเดินทาง โดยเริ่มจากประเทศใกล้ๆ อย่าง ลาว กัมพูชา เวียดนาม จากนั้นทุกๆ ปีก็ขยับไกลขึ้น ไปญี่ปุ่น เกาหลี และไกลข้ามทวีปถึงอังกฤษและฝรั่งเศส โดยอาศัยการโบกรถเป็นหลักในการเดินทาง

“ตอนนั้นผมมีเงินน้อยแค่หมื่นกว่าบาท แต่อยากเห็นโลก” เขากล่าวถึงทริปเชียงใหม่-ฝรั่งเศส “ที่ผ่านมาผมเดินทางโดยวิธีโบกรถมาโดยตลอด เลยมีความเชื่อมั่นว่าถ้าเราไปตามทางนั้น เราค่อยๆ ไป ระหว่างทางก็เปิดหมวกเล่นดนตรี เราก็ได้เห็นโลกอย่างที่เราอยากเห็น”

เขาเริ่มต้นจากบ้าน โบกรถไปเชียงราย เชียงของ ข้ามแม่น้ำโขงไปลาว โบกรถต่อไปจนถึงประเทศจีนผ่านคุนหมิง ต้าลี่ แชงกรีลา ปักกิ่ง ออกไปทางอูราบาตอร์ จากนั้นขึ้นรถไฟสายทรานไซบีเรียไปมอสโก เข้าลัตเวีย โบกรถเข้าเบลเยียม และจบที่ปารีส

“การออกไปเผชิญโลกโดยที่ไม่รู้ว่าข้างหน้าเป็นอย่างไร และความรู้สึกที่ได้พูดคุยกับคนแปลกหน้า ได้มองเห็นหัวใจกันและกันโดยที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน คือ สิ่งพิเศษ” เขากล่าวว่า “การโบกรถมันได้พิสูจน์บางอย่างในใจของผมโดยเฉพาะเรื่องความอดทน และความเชื่อมั่นในตัวเองในผู้อื่น ผมเชื่อมั่นว่าถ้าเราอดทนรอคอยได้ ก็จะมีคนรับเราไปได้”

ถึงอย่างไรการเดินทางไปในดินแดนที่ไม่รู้จักหรือไปกับคนที่เราไม่คุ้นเคยย่อมเกิด “ความกลัว” เขาเล่าว่าคืนก่อนที่จะออกเดินทางไปฝรั่งเศส ขณะที่กำลังเดินกลับบ้านหลังจากเล่นดนตรี เขาเดินไป ร้องไห้ไป

“รู้สึกกลัวตาย” เขาสารภาพ “กลัวว่าจะไม่ได้กลับมา กลัวว่าจะไม่ได้กลับมาเจอแม่ รู้สึกว่าเราต้องตายแน่ๆ เดินทางไปไกลขนาดนั้น แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ขอบคุณเวลาและโอกาสที่จะได้ทำตามความฝัน เพราะการเดินทางรอบโลกมันเป็นความฝันของเรา เลยกลั้นใจ กลั้นน้ำตา พอตื่นเช้ามาก็ออกไปโบกรถและลุย”

นักรณรงค์

ล่าสุดปอเพิ่งโบกรถไปรอบประเทศไทย 42 จังหวัด โบกรถ 71 คัน ใช้เวลานาน 3 เดือน เพื่อตามหาคน 5,000 คน ในการสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อม ปอเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มมือเย็นเมืองเย็น เชียงใหม่ กลุ่มคนเมืองที่ฝันอยากเห็นเมืองร่มเย็นเต็มไปด้วยต้นไม้ จึงชักชวนเพื่อนๆ เพิ่มต้นไม้ในเชียงใหม่ แจกต้นไม้ และจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ในเมืองทั่วประเทศ

“ก่อนเดินทางไกล เราต้องเดินทางใกล้ ก่อนเริ่มปลูกป่า เราก็ปลูกต้นไม้ที่บ้านตัวเอง จับมือกันกับเพื่อนบ้าน กับชุมชน แล้วเริ่มปลูก ถ้าทุกคนร่วมมือกัน 70 ล้านคนเท่ากับ 70 ล้านต้น ซึ่งก็เท่ากับป่า 7 แสนไร่”

เขาไม่ใช่นักปลูกต้นไม้ นักปลูกป่า แต่เป็นคนเชียงใหม่ที่เห็นการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมแบบคาตา ภาพที่ต้นไม้น้อยลง แต่เมืองกลับขยายขึ้น จนมนุษย์สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงนั้น แต่มนุษย์ก็ยังทำร้ายธรรมชาติแม้ว่าจะบอกรักธรรมชาติ อุดมการณ์ของมือเย็น เมืองเย็น มีสั้นว่าๆ “อยู่ที่ไหน ปลูกที่นั่น” ดังที่เกิดขึ้นแล้วกับการปลูกต้นไม้ 800 ต้น รอบคูเมืองเชียงใหม่และ 5,000 ต้น ทั้งจังหวัด

“นอกจากจะได้ปลูกต้นไม้ลงดิน เรายังได้ปลูกต้นไม้ลงใจคน ต้นไม้ปลูกร้อยต้นอาจรอดแค่ห้าสิบต้น แต่คนหนึ่งคนสามารถปลูกต้นไม้ได้ร้อยๆ ต้น”

ปอลุกขึ้นมาปลูกต้นไม้เพื่อที่จะสื่อสารออกไปว่า ไม่ว่าใครก็สามารถทำได้ ทำให้เห็น ทำให้เป็นจริง ก่อนบอกคนอื่นให้ปลูกหรือก่อนบอกคนอื่นให้เชื่อ และจากวันแรกที่ต้นกล้าเริ่มผลิใบวันนี้มือเย็น เมืองเย็น ขยายรากแก้วไปยังเชียงราย ขอนแก่น แม่สอด และอีกหลายพื้นที่ในระยะเวลา 4 ปี

 

นักดนตรี

“ดนตรีเป็นสิ่งที่เรารัก ถ้าสิ่งที่เรารักเรียกว่าชีวิต ก็อาจจะเรียกดนตรีเป็นชีวิตของเราก็ได้” เขากล่าว และยังมองว่าเพราะดนตรีทำให้เขาได้ออกเดินทางเฉกเช่นกับมนุษย์ทั่วไปที่เกิดมาเพื่อตามหาหัวใจตัวเอง

“การเดินทางทำให้เราเข้าไปสู่รายละเอียดของการใช้ชีวิต การเดินทางทำให้เราเห็นศักยภาพของชีวิต การเข้าไปอยู่ในพื้นที่ใหม่พื้นที่ที่มีจิตวิญญาณใหม่ ก็เพื่อปลุกจิตวิญญาณของเราที่ไม่เคยตื่นให้รู้ว่าแท้จริงแล้วตนเองเป็นอย่างไร ซึ่งการค้นพบสิ่งใหม่มันทำให้เราเข้าใจชีวิตมากขึ้น”

ก่อนที่จะเล่นแซ็กโซโฟน ปอเคยเล่นกีตาร์คลาสสิก แต่เพราะสุ้มเสียง อารมณ์ และโทนของเทเนอร์แซ็กโซโฟนตรงกับความรู้สึกที่เขาอยากจะสื่อสารออกไปจึงผูกใจไว้กับมัน

“ดนตรีมีชีวิต” เขาเชื่อแบบนั้น “เสียงดนตรีมันโบยบินขึ้นไป แต่เพื่อจากไปมีชีวิตของตัวเอง ส่วนอารมณ์และความรู้สึกที่เราเล่นยังโบยบินอยู่บนท้องฟ้า และมันก็จะค่อยๆ บินลงมาสถิตอยู่ในใจคนฟัง ไม่ว่าใครก็ตาม”

จากนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อมา คือ ความสุข เขาเคยได้ยินมาว่า ความสุขคือความเพลิดเพลิน แต่เนื้อหาของความสุขถูกปรับเปลี่ยนไปตามวุฒิภาวะ อย่างตอนนี้ความสุขของเขา คือ การได้ยินหัวใจของตัวเองแล้วไปตามเส้นทางนั้น ใจอยากเล่นดนตรี ใจอยากเดินทาง ใจอยากเขียนหนังสือ ใจอยากร้องไห้ หรือใจอยากโดดเดี่ยว ทุกอย่างที่ใจต้องการเขาเรียกมันว่าความสุข

“จุดหมายคือทิศทาง ส่วนระหว่างทางคือ บีตและริทึ่ม” เขาเปรียบเทียบ “เรื่องราวที่เข้มข้นที่สุดของชีวิตหรือการเดินทาง มันมักจะอยู่ตรงกลางกระดาษ เพราะมันเป็นช่วงที่ต้องคิด พิจารณาว่าจะเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เป็นช่วงที่ต้องใช้การตัดสินใจ ซึ่งอาจเป็นตัวกำหนดว่าเราจะไปถึงจุดหมายปลายทางอย่างที่วางไว้หรือไม่ หรือจะไปถึงปลายทางนั้นอย่างไร แต่ประเด็นสำคัญคืออย่าหยุดก้าวต่อไปจนกว่าจะสำเร็จ”

ทุกบทเพลงมีจุดเริ่มต้น มีจุดจบ มีท่อนฮุก และท่วงทำนอง ซึ่งตอบได้ยากว่าส่วนไหนสำคัญที่สุด เพราะทั้งหมดคือส่วนประกอบที่ทำให้เพลงนั้นสมบูรณ์ เหมือนกับชายคนนี้ที่ประกอบด้วยดนตรี การเดินทาง และธรรมชาติ หล่อหลอมให้ชีวิตดำเนินไปตามแต่ใจจะนำพา ซึ่งเขาเรียกเส้นทางนี้ว่า ความสุข

 

จักรพงษ์ (แอนดรูว์) จักราจุฑาธิบดิ์ ลิขิตสวยด้วยตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มิถุนายน 2559 เวลา 16:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/437019

จักรพงษ์ (แอนดรูว์) จักราจุฑาธิบดิ์ ลิขิตสวยด้วยตัวเอง

โดย…กองทรัพย์

วันที่เขาประสบความสำเร็จ ได้รับการยอมรับ เขาวางหน้าที่รับผิดชอบ และคำว่าลูกชายคนโตซึ่งแบกไว้บนบ่านานเกือบ 40 ปีลงได้ และกล้าที่จะออกมาทำตามหัวใจปรารถนา ลุกขึ้นมาบอกใครต่อใครอย่างหน้าชื่นตาบานว่า “ถึงเวลาแล้วล่ะที่ฉันจะใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการ และฉันจะเป็นผู้หญิง” เอาเมื่อตอนอายุกำลังจะสี่สิบ โดยที่คนรอบข้างต่างยินดีต้อนรับเขาที่ปัจจุบันกลายเป็นเธออย่างสมบูรณ์ด้วยรอยยิ้ม เธอเดินทางไปที่เกาหลีเมื่อปลายปีที่แล้ว และกลับมาพร้อมร่างใหม่ที่เฉิดฉายเป็นผู้หญิง แม้จะยังไม่ทุกกระเบียดนิ้ว แต่นี่คือสิ่งที่เธอฝันมาตลอด แต่สิ่งที่ได้มาคือคำว่าเกินฝัน “จักรพงษ์ (แอนดรูว์) จักราจุฑาธิบดิ์” คือคนที่เราพูดถึง คนส่วนใหญ่รู้จักเขาจากฐานะผู้บริหาร JKN Global Media ผู้นำเข้าและส่งออกคอนเทนต์ระดับโลกรายใหญ่ของประเทศ กรุณาจับตาไว้ให้ดี เพราะเธอคนนี้จะทำอีกหลายอย่างให้เราคาดไม่ถึง

ใช้แรงกดดันเป็นแรงผลักดัน

จักรพงษ์เป็นลูกชายคนโต เกิดในครอบครัวคนจีนฐานะปานกลาง แต่ชอบเรียนภาษาอังกฤษ และคิดมาตลอดว่าต้องไปเรียนต่างประเทศให้ได้ เขาจึงตัดสินใจขอพ่อ “ไปเรียนต่างประเทศตอนอายุ 15 ปี ไปเรียนมัธยมปลายที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ก็ได้เงินจากทางบ้านประมาณหนึ่ง แต่เราก็หารายได้ของตัวเองที่ปั๊มน้ำมันส่งเสียตัวเองเรียน สร้างเนื้อสร้างตัวตั้งแต่เด็กตอนอายุ 15 ไปเรียนหนังสือแต่ก็ทำงานพาร์ตไทม์ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ได้นอนทีเดียว ตอนกลางคืน ก็ตอนประมาณตีสอง ตีสาม ทำงานได้อยู่ประมาณสามปี จนเข้ามหาวิทยาลัย เรียนจบด้านรัฐศาสตร์และกลับมาที่ประเทศไทยเพื่อมารับช่วงกิจการต่อจากคุณพ่อ

 

“เรียนหนังสือจบตอนอายุ 20 กลับมาเมืองไทย พยายามที่จะกลับเข้ามารับใช้ ทำหน้าที่ความรับผิดชอบ ในฐานะลูกชายคนโต ความรับผิดชอบ ตลอดจนหน้าที่ อยู่บนไหล่ อยู่บนบ่าของเรามาโดยตลอดตั้งแต่เกิด คุณพ่อคุณแม่ฝากความหวังเอาไว้ สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาก็ต้องการให้ลูกชายคนนี้สืบทอด ที่บ้านของแอนดรูว์ทำกิจการ ST VDO เป็นร้านเช่าวิดีโอแถวบางแค แต่ตอนที่กลับมาวิดีโอมันไม่ได้รับความนิยมแล้ว แอนดรูว์ก็เลยต่อยอดเป็นร้านซีดี ซึ่งช่วงแรกขายดีมาก ไม่นานจากนั้นแผ่นผีก็รุกเข้ามาทำให้เราต้องหาทางฉีกตัวเองออกมา เราคิดว่าสิ่งที่คนต้องการไม่ใช่วิดีโอหรือซีดีแต่มันคือเนื้อหาในนั้นที่เรียกว่า คอนเทนต์ (Content) ต่างหาก ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการนำเข้าคอนเทนต์จากต่างประเทศมาขายในเมืองไทย”

ขณะที่แอนดรูว์เล่าย้อนถึงชีวิตวัยเด็กกับหน้าที่และสิ่งที่ลูกชายต้องรับผิดชอบต่อครอบครัวด้วยท่าทางจริงจัง แต่แววตาของเขาก็เริ่มเปล่งประกายเมื่อพูดถึงสิ่งที่อยู่ในใจ “เราทำหน้าที่ของลูกชายได้สมบรูณ์นะในแง่ของการเรียน การทำงานสืบทอดกิจการ ทั้งสองท่านอาจจะภูมิใจในลูกชายคนโตมาก แต่ไม่อาจรู้ความจริงเลยว่าเราคือผู้หญิงที่เกิดอยู่ในร่างของเด็กผู้ชาย รู้สึกมาโดยตลอดว่าตัวเองนั้นเกิดผิดที่ ผิดร่าง แต่ไม่สามารถบอกกับใครได้ ทุกวันที่เราไปโรงเรียนหรือไปทำงานแม้แต่ตอนอยู่เมืองนอกซึ่งเสรีมากเราก็เลือกที่จะปกปิดตัวเองกับคนอื่น แต่ก็มีแอบแต่งหญิงไปปาร์ตี้หลังเลิกงานบ้าง แต่เราไม่บอกคนอื่นแม้แต่เพื่อนต่างชาติก็ปิด เพราะคิดว่าเราทำให้คนที่บ้านผิดหวังไม่ได้ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทุกเช้ายืนหน้ากระจกบางวันก็ร้องไห้ จากนั้นก็ปาดน้ำตาแล้วไปทำหน้าที่ลูกชายต่อไป”

 

กล้าเมื่อทุกอย่างพร้อม

เหมือนกำแพงที่แอนดรูว์สร้างขึ้น ณ ขณะนั้น ที่ว่าการเป็นผู้หญิงของเราไม่สามารถเกิดขึ้นได้แน่นอน และชาตินี้คงไม่มีโอกาส ความคิดนี้เป็นตัวผลักดันให้เขาเร่งสร้างเนื้อสร้างตัว และคิดในใจมาโดยตลอดว่า หากเป็นคนดีและมีจิตคิดกตัญญูกับผู้มีพระคุณ เป็นคนรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ สร้างเนื้อสร้างตัวและประสบความสำเร็จแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเป็นไปได้

“To Live Your Best Life คำพูดของ Martha Stewart คือปรัชญาการใช้ชีวิตของแอนดรูว์ อยากจะใช้ชีวิตให้ดีที่สุดภายใต้ Passion หรือการหลงใหลใฝ่หาที่เราใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดีที่สุด อยู่กับคำว่ามีความสุข อยู่กับคำว่าสีสันของชีวิต และอยู่กับสุนทรียะในการใช้ชีวิต แอนดรูว์มีความฝันตั้งแต่เด็ก อยากเป็นพิธีกรรายการทีวี Oprah Winfrey เป็นแรงบันดาลใจ เพราะเธอนั้นคือ Queen of talk show อยู่ที่สหรัฐอเมริกา เราต้องมาเปิดดูทุกๆ ช่วงเย็นหลังเลิกเรียน ตั้งแต่เรียนมัธยมจนเข้ามหาวิทยาลัย ติดตามชมวิธีการพูด จนกลายเป็น Public Speaker หรือว่าเป็นคนที่พูดหน้าชั้นเรียนตลอดเวลา ฉะนั้นจึงเป็นแรงบันดาลใจว่าพอเวลากลับมาเมืองไทยแล้ว ฉันจะอยู่หน้าจอทีวี ทำไปทำมา งานของเรามันสเกลใหญ่กว่านั้น คือการนำเข้าคอนเทนต์ต่างประเทศแทน ก็เลยเก็บความฝันนี้ไว้ก่อน”

เมื่อทำงานมาระยะหนึ่งจนประสบความสำเร็จ สร้างอาณาจักร JKN ของตัวเองได้ จักรพงษ์จึงตัดสินใจว่าจะใช้ชีวิตตามที่ตัวเองต้องการ ดังนั้นสิ่งแรกที่เขาบอกกับคนใกล้ตัวก็คือ เขามีใจเป็นผู้หญิงและต้องการเป็นผู้หญิง “ตอนนี้สังคมเปิดโอกาสมากๆ ผลของการเปิดตัวจึงค่อนข้างแฮปปี้ (หัวเราะ) คนในครอบครัวเห็นว่าเราดูแลทุกคนได้ ท่านก็วางใจ ผู้ใหญ่ที่เคยร่วมงานก็เอ็นดูไม่ได้มองว่าเราเป็นเพศอะไร ท่านทั้งหลายมองผลงานของเราเป็นหลัก ส่วนเพื่อนทั้งเมืองไทยเมืองนอกอ้าแขนต้อนรับ แอนดรูว์ว่ามันเป็นจังหวะที่ดีมากที่เปิดตัวตอนนี้ เพราะเราพร้อมแล้วทุกอย่างจริงๆ ทุกอย่างเป็นไปได้ เพราะในอดีตทำไม่ได้ หน้าที่ความรับผิดชอบมันค้ำคออยู่ และมันสำคัญมากๆ สำหรับอีกหลายชีวิตในครอบครัวของเรา” แววตาที่เปล่งประกายความสุขกลับมาอีกครั้ง

ความฝันที่อยากจะสวย

การนำเข้าคอนเทนต์ต่างประเทศเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้แอนดรูว์ต้องเดินทางบ่อยครั้ง และประเทศที่สถิติสูงสุดก็หนีไม่พ้นเกาหลีใต้ ซึ่งนอกจากจะทำให้ผู้บริหาร JKN ได้คอนเทนต์เป็นซีรี่ส์เกาหลี ได้ธุรกิจ Caffe’ Bene ซึ่งเป็นแฟรนไชส์ร้านขนมกลับมาแล้ว เธอยังได้ New Andrew กลับมาด้วย

“แอนดรูว์ได้เจอสิ่งที่มหัศจรรย์ล่าสุดคือ Grand Plastic Surgery โรงพยาบาลศัลยกรรมของเกาหลีใต้ ที่แปลงโฉมแอนดรูว์ทั้งตัว เริ่มต้นจากแค่ว่าเราต้องการไปปลูกผมอย่างเดียว ไม่ได้อยากทำอย่างอื่นเลย แต่คุยไปคุยมาหมอบอกว่าจะแก้ไขหน้าให้ด้วย แต่ในความหมายของหมอคือยังทำให้เป็นผู้ชายอยู่ แต่เราบอกหมอว่าเราจะทำหน้า ถ้าหมอทำให้เราเป็นผู้หญิงได้ โอ๊ย!! คุณคะ หมอก็เรียกหมอทั้ง โรงพยาบาลมารุมที่ดิฉันคนเดียว ปรึกษากันพักใหญ่ ก็ได้คำตอบว่า โอเค! ภายใต้เงื่อนไขว่าเราต้องเป็นพรีเซนเตอร์ให้โรงพยาบาลเขา และนั่นเป็นเหตุว่าเราจึงต้องไปอยู่เกาหลีใต้ 1 เดือนเพื่อเข้าสู่กระบวนการ Transform ตัวเอง”

คำวินิจฉัยของหมอบอกว่า แอนดรูว์ต้องศัลยกรรมถึง 10 อย่าง เริ่มจากปลูกผม ฉีดไขมันหน้าผาก ศัลยกรรมตาสองชั้น ศัลยกรรมเสริมจมูก ลดโหนกแก้ม ศัลยกรรมเสริมแก้ม เสริมร่องแก้ม ดึงหน้า ตัดกราม และคางวีไลน์ (V-Line) พอผ่านกระบวนการวินิจฉัยแล้วก่อนวันผ่า 1 วัน ก็พาไปถ่ายแบบเพื่อค้นพบว่าถ้าเขาจะกลายเป็นเธอต้องมีบุคลิกหน้าตาและดีไซน์สรีระออกมาเป็นอย่างไร และนั่นคือครั้งสุดท้ายที่เขาได้เห็นหน้าเก่าและร่างเก่า

 

เวลาในห้องผ่าตัดเดินอย่างไม่เร่งเร้านัก 18 ชั่วโมงที่เขานอนหลับนิ่งๆ ให้แพทย์ศัลยกรรม 3 คนจัดการกับแอนดรูว์คนเก่า กรรมวิธีของการศัลยกรรมอาจเปิดเผยเป็นตัวอักษรไม่ได้ แต่ความเจ็บปวดหลังจากนั้นแอนดรูว์ถ่ายทอดได้ไม่ตกหล่น “แอนดรูว์ผ่าตัดทำพร้อมกัน 10 อย่าง ซึ่งคนอื่นเขาไม่ทำ ที่เราทำเพราะไม่มีเวลา อยากทำครั้งเดียวให้จบเลย จึงเป็น 18 ชั่วโมงที่เราไม่รู้เรื่อง ไม่คิดว่าหน้าตาจะออกมาเป็นแบบไหน แต่พอลืมตาขึ้นมาพบว่าสายอะไรก็ไม่รู้ระโยงระยางเต็มไปหมด ตัวเองก็ถูกพันเป็นมัมมี่ ต้องนอนนิ่งๆ อ้าปากไม่ได้ พูดก็ยังไม่ได้ มันเจ็บปวดทรมานมาก ณ ตอนนั้นเราไม่คิดแล้วว่าจะเสียโฉมไหม อัปลักษณ์หรือเปล่า แค่อยากออกมาจากตรงนั้น อยากกลับบ้าน เราบีบมือเพื่อนเราแน่นจนคิดว่ามือเขาจะแตก แต่คนที่ปลอบเราก็คือเพื่อนคนนั้น ให้เราควบคุมลมหายใจซึ่งหายใจได้แค่ทางปาก ท่องพุท-โธ ทำแบบนี้จนหลับไป คืนแล้วคืนเล่า จนร่างกายค่อยฟื้นตัว

“ตอนเปิดหน้ามานึกหน้าตัวเองไม่ออกเลยค่ะ เพราะหน้าบวมมาก ทุกส่วนบวมผิดรูปไปหมด ปากใหญ่กว่าไส้กรอก (หัวเราะ) ก็พักฟื้นที่เกาหลี 1 เดือนหลังผ่าตัดเสร็จแพทย์พยาบาลดูแลร่วมกับนักกายภาพดูแลการออกกำลังพาแอนดรูว์เดิน ความจริงนะคะคนศัลยกรรมต้องเดินออกกำลังจะได้หายไวและไม่บวม และก่อนทำต้องเจริญสติด้วย (หัวเราะ) ถ้าแอนดรูว์ไม่ได้เพื่อนมาช่วยดูแลเรื่องลมหายใจ คิดว่าอาจจะรอดยาก การหายใจล้มเหลวจึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไปศัลยกรรมเกาหลีเสียชีวิต ซึ่งหากเด็กเกินไปก็ไม่ควรไปทำเหมือนกัน พอเรากลับมาและค่อยๆ เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง ก็ค้นพบว่าเราเป็นคนใหม่แล้วจริงๆ สวยมากด้วย ตอนนี้เห็นตัวเองในกระจกบางวันก็น้ำตาซึม แต่ไม่ใช่อารมณ์หดหู่เช่นเดิม แต่มันคือความสุขที่เห็นตัวเองพัฒนา (หัวเราะ)” รสชาติของเสียงหัวเราะที่ผ่านความเจ็บปวดอย่างถึงที่สุดมาแล้ว มีรสโอชาไม่น้อยกว่าความพึงพอใจกับตัวเองในปัจจุบันของเธอ

 

ท้ายที่สุดแล้ว แอนดรูว์บอกว่าอยากให้เรื่องราวชีวิตของตัวเองเป็นแรงบันดาลใจสำหรับคนที่พัฒนาตัวเอง เพราะเรื่องราวของเธอก็ว่าด้วยการพัฒนาตัวเองด้วยแรงบันดาลใจ และความเชื่อที่ว่าทุกสิ่งในชีวิตย่อมเป็นไปได้ แม้ทุกอย่างบนโลกไม่มีอะไรได้มาง่าย แต่เมื่อถึงเวลาและเมื่อคุณพร้อม ก็สามารถทำในสิ่งที่ใจปรารถนาได้ แอนดรูว์เองก็เช่นกัน

 

นกุล กวินรัตน์ ตกหลุมรักการทำอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มิถุนายน 2559 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/436652

นกุล กวินรัตน์ ตกหลุมรักการทำอาหาร

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

แม้จะเริ่มต้นเข้าสู่ถนนการเป็นเชฟช้ากว่าคนอื่น แต่ด้วยความมุ่งมั่นและไม่ยอมหยุดฝันของเชฟยีสต์-นกุล กวินรัตน์ ก็พาให้วันนี้เขาเดินทางมาถึงหลักไมล์สำคัญของอาชีพ ด้วยการเป็นหัวหน้าพ่อครัวร้านอาหารเนเวอร์ เอนดิ้ง ซัมเมอร์ และเดอะ ซัมเมอร์ เฮาส์ โปรเจกต์

ในบ่ายที่อากาศร้อนจัด เชฟยีสต์ พ่อครัวหนุ่มมาดเซอร์ ชวนเรามานั่งคลายร้อนที่ร้านเดอะ ซัมเมอร์ โปรเจกต์ พร้อมเล่าย้อนไปถึงเส้นทางชีวิตก่อนจะมาเป็นเชฟ ว่าหลังจากเรียนจบด้านการท่องเที่ยวและการโรงแรมจากมหาวิทยาลัยมหิดล แรกเริ่มไม่รู้ตัวว่าชอบทำอาหาร แต่เพราะมีเหตุจำเป็นให้ต้องลุกขึ้นมาทำอาหารด้วยตัวเองทุกวันเป็นเวลา 3 เดือน จึงทำให้เขาได้รู้ใจตัวเองว่าแท้จริงแล้วเขาตกหลุมรักการทำอาหารมาตลอด

“ช่วงที่เรียนจบผมมาช่วยงานที่บ้าน ปรากฏว่าผมเกิดอาการสะอึกหนักมาก เรียกว่าเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวันเลย แต่ไปหาหมอแผนปัจจุบันก็ไม่หาย หมอไม่สามารถวินิจฉัยหาสาเหตุได้ รักษาก็ไม่หาย สุดท้ายผมเลยไปหาหมอจีน เขาบอกว่าระดับฮอร์โมนในร่างกายผมผิดปกติ ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร แล้วเขาก็จดเมนูมาให้ลองทำกินเองที่บ้านเป็นเวลา 3 เดือน”

เชฟยีสต์ เล่าว่า ผ่านไปแค่ 2-3 สัปดาห์ อาการสะอึกที่เคยมีก็หายไป แต่เขาก็ยังเดินหน้าปรุงอาหารกินเองตามเมนูที่หมอจีนจัดมาจนครบ 3 เดือน ช่วงนั้นเองเป็นเหมือนช่วงที่ทำให้เขาได้พบรักกับการทำอาหาร

“ถึงกระบวนการเตรียมอาหารจะยุ่งยาก ต้องใช้เวลา แต่สำหรับผมไม่เคยนึกเบื่อการทำอาหารเลย ตอนนั้นผมเริ่มรู้ตัวว่าชอบการทำอาหาร เลยนึกย้อนไปถึงสมัยเรียนช่วงที่ไปฝึกงานตามโรงแรม ซึ่งได้มีโอกาสฝึกหลายแผนกทั้งในครัว เป็นพนักงานต้อนรับ ทำความสะอาด แต่แผนกที่ผมชอบที่สุดก็คือ ครัว ผมเริ่มคิดอยากจะเอาจริงเอาจังด้านนี้”

เชฟยีสต์อยากเอาดีทางนี้ แต่ยังไม่ได้เริ่มต้นทันที เพราะชีวิตของเขาอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เขายังต้องช่วยสานต่อธุรกิจที่บ้าน ขณะเดียวกันก็เริ่มไปลงขันทำร้านขนมกับเพื่อน แต่สุดท้ายเมื่อเห็นว่าทั้งสองงานที่ทำอยู่ไม่ได้มีอนาคตที่สดใส เลยตัดสินใจเดินทางไปฝรั่งเศสเพื่อไปเรียนต่อด้านการทำอาหารโดยเฉพาะ

 

“ผมเริ่มต้นเข้ามาในอาชีพนี้ช้ากว่าคนอื่น เพราะฉะนั้นทางลัดที่สุดคือการไปเรียนต่อและหาประสบการณ์ในร้านอาหาร ผมตัดสินใจไปเรียนพื้นฐานอาหารฝรั่งเศสที่โรงเรียนสอนทำอาหารเฟอร์รันดี เรียนอยู่ปีครึ่งเพื่อให้เข้าใจพื้นฐานการทำอาหารทั้งหมด สมัยก่อนผมอาจจะทำอาหารได้ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมเนื้อเราต้องทำให้สุกหลายๆ ระดับ เพราะบ้านเราก็มีแค่ทำสุกหรือไม่สุก”

ช่วงที่เรียนอยู่เชฟยีสต์ก็เลือกฝึกงานไปด้วย เริ่มแรกเขาไม่ได้ตั้งใจไปฝึกงานตามร้านเชฟมิชลิน เพราะคิดว่าตัวเองไม่ได้ตั้งใจเอาดีเป็นพ่อครัว ที่เน้นการตกแต่งจาน เสิร์ฟแบบจานเล็กๆ แต่พอคิดว่านี่คงเป็นโอกาสเดียวในชีวิตที่จะได้ทำงานกับเชฟมิชลิน เลยอยากลองดูสักครั้ง ปรากฏว่าพอไปสมัครขอฝึกงาน ทางร้านก็รับและพอฝึกงานจบก็ได้โอกาสให้ทำงานต่อ

“ผมทำงานอยู่ที่นั่น 3 ปีกว่า เรียนรู้หลายอย่าง สำคัญเลยคือความใจเย็น ความอดทน ช่วงที่ทำงานที่ฝรั่งเศส ผมแทบไม่ได้เที่ยวเลย ชีวิตมีแต่งาน เดิมผมวางแผนจะอยู่ที่นั่น 5 ปี แต่ตอนที่พี่สาวผมคลอดลูก ประจวบกับวีซ่าหมดพอดี เลยกลับมาเมืองไทย แต่ปรากฏกลับมาแล้วมาต่อวีซ่าไม่ผ่าน ซึ่งจนวันนี้ผมก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร สุดท้ายผมก็เลยไม่ได้กลับไปอีก

โชคดีที่ผมรู้จักกับเจ้าของร้านเนเวอร์ เอนดิ้ง ซัมเมอร์ อยู่แล้ว ช่วงที่กลับมาตั้งใจมาขอฝึกงานที่ร้านนี้ ดังนั้นพอช่วงที่ฝึกงานแล้วรู้ว่าวีซ่าไม่ผ่าน เลยทำงานที่นี่ยาวเลย (หัวเราะ)”

ในอนาคตแน่นอนว่าเชฟยีสต์ฝันว่าอยากเปิดร้านอาหารของตัวเอง แต่คงยังไม่ใช่ฝันที่เขาจะทำให้เป็นจริงในเร็ววัน อย่างน้อยต้องรออีก 5-6 ปี เพราะลำพัง ณ จุดที่เขายืนอยู่ทุกวันนี้ก็ถือว่าก้าวมาไวมากแล้ว ถามว่าคิดว่าตัวเองมีพรสวรรค์ในการทำอาหารหรือไม่ เชฟยีนส์ ตอบว่า ไม่ได้เรียกว่าพรสวรรค์แต่ทุกอย่างเป็นเพราะเขาเต็มที่กับสิ่งที่ทำ

“ถามว่าอะไรคือเสน่ห์ของอาชีพนี้ ผมว่าเสน่ห์ที่ผมสัมผัสได้ คือ ความรู้สึกดีๆ เวลาได้ทำอะไรให้คนอื่น อย่างที่บอกผมเรียนด้านการโรงแรมมาเพราะชอบงานบริการ ซึ่งการทำอาหารให้ออกมาให้ดี ให้คนที่กินมีความสุข ก็เป็นการบริการรูปแบบหนึ่ง สำหรับผมนี่คือความสุขของผม” เชฟยีสต์ กล่าวทิ้งท้าย

ข้าวผัดปลากุเลาตากใบ

ส่วนผสม

ปลากุเลาตากใบ 30 กรัม

2 ชิ้น (สำหรับผัดกับข้าวและสำหรับทอด)

คะน้าฮ่องกง 2 ต้น

ข้าวสวย 1 ถ้วย

ไข่ไก่ 1 ฟอง

เกลือครึ่งช้อนชา

ซีอิ๊วขาวครึ่งช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทรายปลายช้อนชา

แตงกวา

หอมแดง

พริกขี้หนู

มะนาว

วิธีทำ

ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมันเล็กน้อย นำปลากุเลาลงไปผัดให้หอม

ตอกไข่ไก่ลงไป รอจนไข่เกือบสุกใส่ข้าวลงไป แล้วเอาตะหลิวบี้ข้าวไม่ให้เป็นก้อน

ผัดให้เข้ากัน เติมเครื่องปรุง จากนั้นใส่คะน้าลงไป ระหว่างที่ผัดต้องใช้ไฟแรงตลอด เสร็จแล้วพักไว้

นำปลากุเลาตากใบ 1 ชิ้นไปทอดจนเหลืองกรอบ เสิร์ฟพร้อมข้าวผัด และเครื่องเคียง