ชมพูนุท อิ่มอุดม เปลี่ยนชีวิตไปสร้างฝัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มิถุนายน 2559 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/436441

ชมพูนุท อิ่มอุดม เปลี่ยนชีวิตไปสร้างฝัน

โดย…นกขุนทอง

หลายคนเริ่มรู้สึกเบื่อกับการทำงานประจำ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเมื่อคิดจะออกจากคอมฟอร์ตโซน ที่มีเงินเดือนมั่นคง ระบบเวลาลงตัวแล้ว เพราะทำงานในสาขาเดิมมาเป็นสิบปี ที่สำคัญต้องก้าวออกจากสภาพแวดล้อมที่คุ้นชินไปสู่สภาพแวดล้อมใหม่ ผู้คนใหม่ๆ งานใหม่ ซ้ำยังเป็นงานที่ไม่เคยทำมาก่อน ผลลัพธ์จะออกมาเช่นไรก็ไม่มีอะไรมาการันตีได้ นอกจากใช้ “ใจ” ที่ต้องเติมความกล้า ความมุ่งมั่นใส่ลงไปให้มากๆ หน่อย ชีวิตถึงจะ “เปลี่ยน”

เก๋-ชมพูนุท อิ่มอุดม ก้าวข้ามห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชีวิตมาแล้ว เธอใช้เวลาไตร่ตรองนานนับปี ก่อนที่จะพลิกบทบาทจากผู้บริหารด้านการเงิน มาสู่เจ้าของกิจการ อะลาคอมปาณย์ พัทยา (A La Campagne) ที่ลงทุนกว่า 100 ล้านบาท (ไม่รวมมูลค่าที่ดิน)

แตกต่างด้วยความเป็นตัวเอง

นับตั้งแต่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อที่ University of Illinois, Urbana Champagn ด้าน Master of Science, Economics (MSPE) กลับมาเมืองไทยก็ทำงานสาขาการเงินที่ธนาคารไทย และทำงานธนาคารต่างชาติอยู่ 10 ปี ด้าน Global Payment and Cash Management ตำแหน่งหน้าที่การงาน ณ ตอนนั้น เรียกว่ามั่นคงและสูงสุดแล้ว ไยชีวิตจะต้องมาเสี่ยงและเริ่มนับหนึ่งใหม่

“มาถึงจุดหนึ่งคิดว่า การทำอาชีพที่เป็นลูกจ้างดีไหม ถ้าเราไม่ซีเรียสทุกวันที่ 25 ของเดือนมีเงินใช้มันก็ดี แต่เรามีฝันๆ หนึ่ง ถ้าเราไม่ทำตอนนี้จะช้าไปหรือเปล่า ในตอนที่คิดทบทวนกับตัวเองนั้น มีเพื่อนที่พัทยา (อรรณพ ชาญเชี่ยววิชัย) ชวนมาเป็นพาร์ตเนอร์ ตอนนั้นคิดเลยเรามาทำสถานที่ให้เราอยู่เองแล้วคนอื่นมาแล้วต้องชอบด้วย ก็มาดูสถานที่ที่พัทยา 45 ไร่ ติดถนนสุขุมวิท

ใครถามก็บอกว่าจะมาเปิดร้านส้มตำ ร้านชาที่พัทยา จริงๆ เรามีไอเดียแต่เราอธิบายภาพทั้งหมดให้คนอื่นเข้าใจไม่ได้หรอก ก็มีคนทักท้วง แต่ ณ ตอนนี้เราอยู่ในช่วงประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานแล้ว ครอบครัวมั่นคง ไม่มีภาระ คือทุกคนอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งเรา ถ้าเราไปไม่รอดที่บ้านก็ไม่ได้เดือดร้อน เราคนตัวเบาอยากทำอะไรก็ลองทำดู เราทำอะไรค่อนข้างตัดสินใจเด็ดขาด ก็ลาออกใช้เวลาเคลียร์งานครึ่งปี ต้องย้ายที่อยู่ ย้ายสังคม เหมือนการเริ่มต้นใหม่ ที่สำคัญคือ ไม่มีประสบการณ์ในการทำอาชีพนี้ แต่เรื่องการเงินเราสู้ตาย เราไม่น้อยหน้าใคร ก็เจอปัญหาเยอะค่ะ อาหารจะจัดซื้อยังไง เราไม่ได้เรียนเกี่ยวกับเรื่องฟู้ด ที่เจออุปสรรคหลักๆ เลยคือเรื่องคน การบริหารคนคืองานยากที่สุด เราคิดว่าบริหารคนมาระดับหนึ่งแต่พอมาเจอคนก็คนละแบบ ระบบงานก็ต่างกัน บางอย่างเราไม่รู้คำตอบแต่ต้องทำให้งานเดินหน้าต่อไปได้”

เมื่อตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิต หันหลังให้เมืองกรุง ฝันที่ติดค้างในใจก็ค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นด้วยสองมือ “โจทย์แรกที่คิดเลยคือ เราจะทำอะไร ถ้าคนมีเงินเยอะกว่าเรา มีทีมแข็งแกร่งกว่าเราเขาทำแล้วได้ดีกว่าเรา เราก็คงไม่รอด เราต้องทำอะไรที่คนมีพร้อมกว่าเราทำออกมาแล้วไม่เหมือนเรา เราจะทำอะไรได้ดีกว่าคนอื่น เราชอบท่องเที่ยว สะสมของเก่า ชอบการเดินทาง ชอบเรื่องสวน ปลูกต้นไม้ ชอบทานอาหาร ชอบดื่มชา นี่เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว ทำไมเราต้องไปไกล เราทำคอนเซ็ปต์ขึ้นมา เราอยากสร้างสถานที่ที่พักผ่อนจริงๆ ลูกค้ามาเที่ยวแล้วได้รีแลกซ์จริงๆ ต้องมีต้นไม้เยอะๆ ร่มรื่น ได้กินอาหารอร่อย ได้ถ่ายรูปสวยๆ ด้วยตอนแรกที่อะลาคอมปาณย์มีต้นไม้แค่ 5 ต้น แต่ตอนนี้เป็นสวนในเวลา 2 ปีที่เริ่มทำกันนั้น ค่อยๆ ปลูก เลือกต้นไม้เอง รดน้ำเอง ปรับสภาพดิน ค่อยๆ สร้างขึ้นมาอย่างที่เราเป็น”

อะลาคอมปาณย์ สถานที่ที่เต็มไปด้วยความฝันของชมพูนุท ซึ่งตั้งใจสร้างขึ้นมาให้นักเที่ยวและนักชิมได้สัมผัสความสวยงามและอรรถรสไปพร้อมๆ กัน จากที่เธอชอบการเดินทางและหลงใหลศิลปะ สนใจในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของสถานที่ที่พบพาน จึงนำความคิดนี้มาเป็นคอนเซ็ปต์หลัก จำลองหมู่บ้านขนาดเล็กๆ ในยุโรปชนบทที่ยังคงความงดงามทางสถาปัตยกรรม และกลิ่นอายของความมีชีวิตชีวา เรียบง่าย จริงใจและเป็นมิตร โดยหวังให้พื้นที่แห่งนี้ เป็นที่คืนความชุ่มชื่นให้แก่ทุกชีวิตที่มาเยือน

“เราทำงานร่วมกับทีมอินทีเรียร์ ของตกแต่งทุกชิ้นเราเลือกซื้อเองหมด ของสะสมของเราเองด้วย เหนื่อยทุกจุด ก่อสร้างเราคุมเอง เรามีวิศวกรแต่ไม่มีโฟร์แมน เราอยู่หน้างาน โชคดีที่พาร์ตเนอร์เขาทำธุรกิจเรียลเอสเตทอยู่แล้ว”

โรงชา พื้นที่แห่งความสุข

ภายในโครงการอะลาคอมปาณย์ มีโซนส้มตำวิลล่า ช็อปแอนด์แกลเลอรี่ ร้านไวน์ และ Tea Factory and More ที่เกิดขึ้นจากความชอบในเรื่อง “ชา” ของชมพูนุท โซนนี้สถาปัตยกรรมจำลองโรงงานผลิตชาแบบย้อนยุคในประเทศศรีลังกา

“ชอบดื่มชาตั้งแต่เด็ก มีอยู่ช่วงหนึ่งไปเที่ยวอินเดีย ในร้านขายชาประมาณ 500 ชนิด นั่งอยู่ที่นั่นนานมาก สิ่งที่เจ้าของร้านเล่าน่าสนใจมาก นับจากนั้นก็ชอบชามาตลอด เป็นสิบปีแล้ว ศึกษาเรื่องชามาตลอดและสะสมด้วย ไม่ว่าจะเดินทางไปไหน ก็จะซื้อทั้งชาและอุปกรณ์เกี่ยวกับชา ตอนนี้ก็เอามาตกแต่งร้านด้วย ก่อนเปิดร้านก็ไปเรียนเกี่ยวกับชาเพิ่มเติม ศึกษาประวัติชาแต่ละประเทศ คาแรกเตอร์ของชา ชาไหนกินร้อนเย็นอร่อย ชิมชา ทดลองเบลนด์ชา เรียนแพร์ริ่งชาแบบนี้เหมาะกับขนมแบบไหน เพราะเรามาทำร้านต้องควบคุมคุณภาพของชา

โชคดีได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ และครูที่มาช่วยกันพัฒนา อย่างล่าสุด ทำน้ำชามา 50 ชนิด ให้เพื่อนๆ ชิม เหมือนทำแรงกิ้ง ทำรีเสิร์ช แบ่งกลุ่มคนชอบดื่มชา ไม่ชอบดื่ม ไม่เคยดื่มชา เอาผลออกมาประมวล เลือกชาเข้าร้าน ทำเหมือนที่เราทำงานธนาคาร เพียงแต่ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนจากเงินมาเป็นชา จาก 50 ชนิด เหลือ 20 ก็คัดที่เราชอบจริงๆ บางตัวเราไม่ได้ชอบมาก แต่ฟีดแบ็กดีมากสำหรับคนไม่ดื่มชาเราก็เลือก เพราะคนไม่ดื่มชาในไทยเยอะมาก เราต้องการให้เขามาเจอเราแล้วชอบ จึงต้องมีชาเบลนด์ เอากลิ่นดอกไม้ ผลไม้มาใส่ด้วย”

 

เมื่อทำด้วยความชอบ แล้วเลือกทำในสิ่งที่ถนัด รู้จริง การคัดสรรชาเข้าร้านจึงดีที่สุดเพื่อลูกค้า ซึ่งจะทำให้ร้านชาที่นี่แตกต่างจากร้านอื่นๆ

“เราเป็นทีเลิฟเวอร์ และซีเลกเตอร์ คัดสรรชาดีๆ ที่เราชอบ ชาที่นำเข้ามาส่วนใหญ่ปลูกในพื้นที่ซึ่งมีจำนวนจำกัด ปีนี้ปลูกได้แค่นี้ จะมีการเหมาไป เราประมาณการอยากได้เท่าไหร่ คอนเฟิร์มปีนี้เพื่อซื้อของปีหน้า การนำเข้าต้องมีโควตา ร้านชาส่วนใหญ่จึงไม่นิยมเล่นชาซิงเกิ้ลออริจิ้นแบบเรา เพราะมีความไม่แน่นอน แต่ถ้าเป็นชาเบลนด์ ยังสามารถหาตัวช่วยได้ คนที่มาที่นี่มาดื่มแล้วไม่ได้เจอชาแบบที่เขาเคยเจอ เพราะชาแต่ละตัวคาแรกเตอร์เขาชัดเจน เรามองว่าชาเหมือนผู้หญิงน่าสนใจ น่าค้นหา เข้าไปลึกๆ มีอะไรให้เราค้นหาอีกมากมาย และแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

สิ่งที่เราแตกต่างคือคาแรกเตอร์ของเรา เราเซอร์วิสเองอยู่ร้านเกือบทุกวัน ทำอันนี้ฟูลไทม์ อธิบายเอง ถือใบชามาต้มให้ลูกค้าเอง ให้สูตรไปชงชาที่ทำได้ใกล้เคียงกับร้าน คุณเข้ามา
น่าจะสัมผัสได้ถึงคาแรกเตอร์ของร้าน เราได้ฟีดแบ็กมาส่วนใหญ่คนไม่ชอบชามาแล้วชอบ ส่วนคนที่ชอบชาที่นี่เหมือนเป็นอีกโลกหนึ่งของเขาที่ได้เจอชาที่ไม่เคยดื่มมาก่อน นี่คือประสบการณ์ของเรา ที่อื่นอาจหาชาได้ดีกว่าแพงกว่าแต่ไม่เหมือนเราแน่นอน เพราะนี่คือตัวเรา ของสะสมของเรา แค่กระดาษรองแก้วก็ปั๊มมือเอง”

ไม่เพียงแค่นี้ ชมพูนุทยังใช้พื้นที่บางสวนปลูกผัก และเลี้ยงไก่ไข่ด้วย ซึ่งเธอยังยึดกฎเดิม ทำอะไรต้องรู้จริง ต้องทำเป็น ด้วยการเข้าคอร์สเรียนเกษตรธรรมชาติ ที่โครงการพัฒนาพื้นที่วัดญาณสังวราราม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

“เรียนผสมปุ๋ยหลายแบบ ทำน้ำหมัก ลงแปลง วิธีการทำดิน วิธีคลุมพลาสติก หยอดเมล็ด เพื่อเอามาใช้ในโครงการของเรา ปลูกผัก 3 ไร่ เลี้ยงไก่แบบอิสระ 800 ตารางเมตร มี 200 ตัว ให้เขาได้เดิน ไก่มีความสุขก็ได้ไข่ที่มีคุณภาพ ปลูกผักที่ใช้ในร้าน เช่น ถั่ว บวบ พริก ลูกมะเดื่อฝรั่ง แคนตาลูป ให้พนักงานเขาได้กินผักปลอดสารด้วย ที่คิดปลูกผักเพราะผักบางอย่างหาซัพพลายเออร์ที่เป็นเกษตรธรรมชาติยากมาก หรือมีผลผลิตก็คอนโทรลไม่ได้ เรามีที่อยู่แล้วก็ทำเองซะเลย ตอนนี้ยังเริ่มต้น ทำเป็นโมเดลปลูกดูก่อน ต่อไปทำจริงจัง อาจเป็นพาร์ตหนึ่งเพราะเป็นสิ่งที่เรารักอีกหนึ่งอย่าง”

แม้เธอจะบอกว่าเหนื่อยกับทุกๆ จุด แต่มองไปรอบๆ อาณาจักรที่เธอบรรจงสร้างขึ้นก็มีความสุข “ลุ้นมากว่าต้นไม้จะตายไหม พนักงานกลับหมดห้าโมงเย็นลากสายยางมารดน้ำเอง เห็นต้นชมพู่ม่าเหมี่ยวออกลูกดีใจมาก มองไปรอบๆ มันคือสิ่งที่เราสร้างทุกอย่างนี่คือความสุขแรก ความสุขที่สองเห็นลูกค้ามาแล้วเขาชอบ เขามีความสุข คนพัทยาเองมาก็ชอบบอกว่าดีใจที่พัทยามีสถานที่แบบนี้

ตั้งแต่เปิดมาเศรษฐกิจตก เราไม่ได้คิดว่าจะรวยจากตรงนี้ เราทำเพราะมีความสุข ไม่ซีเรียสกับเศรษฐกิจ การลงทุนถ้าเราประเมินว่าจะคุ้มทุนไหม ไม่คุ้มแน่นอน มูลค่าที่ดินเอามาทำร้านอาหารสามร้าน มีต้นไม้เต็มไปหมด แต่นี่คือสิ่งที่เราอยากทำ เราอยากทำสวน และโชคดีที่มีคนชอบ แต่ว่าในอนาคตน่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะถ้าเราพยายามทำอะไรแล้วอยู่ด้วยตัวเองไม่ได้ ความชอบเราจะกลายเป็นความเครียดของเรา ต้องอยู่บนโลกของความจริง ไม่ใช่หยอดเงินทุกเดือน เราต้องปรับให้ทำไงอยู่ได้ ให้ลูกค้ามาเยอะกว่านี้ เชิงบิซิเนสเราต้องทำ แต่ถ้าให้มาล้มสวนเพิ่มโต๊ะ เราไม่ทำแน่นอน เพราะสวนคือจุดแรกของเรา ต่อให้โครงการโตขนาดไหนก็ตามพื้นที่สวนก็จะเก็บไว้ เราต้องสร้างอะไรให้อยู่กับธรรมชาติให้ได้”

นี่คือธุรกิจที่เกิดขึ้นจากความรัก เธอกล้าที่จะทำมัน และเมื่อทำอย่างสุดหัวใจ สิ่งที่เห็นทุกๆ อย่างในโครงการอะลาคอมปาณย์ พัทยา จึงอบอวลไปด้วยรายละเอียดของความสุข ที่ใครได้มาจะสัมผัสได้

 

จารุจิต ใบหยก ตามฝันธุรกิจขนมหวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2559 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/436214

จารุจิต ใบหยก ตามฝันธุรกิจขนมหวาน

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

แม้จะมีธุรกิจกลุ่มโรงแรมของครอบครัวเป็นหลัก ให้ต้องกลับมาสานต่อในฐานะทายาทตระกูล “ใบหยก” แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า บุ๋ม-จารุจิต ใบหยก สาวสังคมหน้าเก๋ ต้องหยุดทุกความฝันของตัวเอง ทุกวันนี้แม้เธอจะรับหน้าที่ผู้บริหารโรงแรมหัวช้าง เฮอริเทจ พร้อมๆ กับนั่งเก้าอี้ผู้ช่วยประธานกรรมการกลุ่มโรงแรมใบหยก เธอก็ยังวิ่งตามความฝันที่อยากมีร้านขนมเป็นของตัวเองจนสำเร็จ ด้วยการอิมพอร์ตร้านขนมสัญชาติเกาหลี สวีท มอนสเตอร์ (Sweet Monster) มาเอาใจเหล่าไอศกรีมเลิฟเวอร์

จากเด็กเนิร์ดสู่สาวพีอาร์

“เรียกว่าเนิร์ดมั้ย ก็ไม่รู้นะ รู้แต่ว่าเราชอบเรียนอะไรที่ท่องเยอะๆ ชอบใช้ชีวิตในห้องสมุด ชอบจด ชอบเขียน ชอบอ่านหนังสือ ตอนแรกเลยตั้งเป้าว่าอยากเข้าอักษรศาสตร์ หรือไม่ก็นิติศาสตร์ ซึ่งที่บ้านให้อิสระมาก ไม่บังคับเลย แต่สุดท้ายที่เลือกเรียนนิเทศศาสตร์ เพราะคุณพ่อมองว่าน่าจะเป็นตัวเรามากกว่า”

มาถึงวันนี้ เมื่อมองย้อนกลับไป บุ๋มยอมรับว่า ตัดสินใจไม่ผิดที่เลือกเรียนนิเทศศาสตร์ โดยเธอเลือกเรียนสาขาประชาสัมพันธ์ ซึ่งมองว่าเป็นศาสตร์ที่น่าสนใจ สามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจของครอบครัวได้ หลังจากคว้าปริญญามาครองได้สนใจ บุ๋มเข้ามาทำงานในฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกลุ่มใบหยกอยู่เกือบปี เพื่อสั่งสมประสบการณ์ชั่วโมงบินในการทำงานจริง ก่อนจะขอพักไปเรียนทำอาหารและขนมที่สถาบันเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต

 

“ส่วนหนึ่งคือเราชอบทำขนม ชอบทำอาหารเป็นทุนเดิม บวกกับพอเข้ามาทำงานในโรงแรม เราพบว่าจุดอ่อนอย่างหนึ่งของโรงแรมเรา คือ แผนกเบเกอรี่ เพราะฉะนั้นเลยตัดสินใจไปเรียนดีกว่า อย่างน้อยความรู้ที่เราไปเรียนมาเกือบปี ก็ทำให้มีความรู้พื้นฐานมีไอเดียที่จะมาคุยกับเชฟที่โรงแรมได้”

ช่วงที่บุ๋มเฟดตัวออกมาหาความรู้ในการทำขนมนี่เอง เป็นจังหวะเดียวกับที่โปรเจกต์โรงแรมหัวช้าง เฮอริเทจ เริ่มต้น ทำให้บุ๋มได้รับโอกาสครั้งสำคัญอีกครั้ง ด้วยการเข้ามาช่วยวางคอนเซ็ปต์โรงแรม คุมโทนในการตกแต่งจนเสร็จสิ้น เข้าสู่กระบวนการก่อสร้าง เธอจึงตัดสินใจไปเรียนต่อด้านการบริหารจัดการโรงแรมที่มหาวิทยาลัยซุกเมียง ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดร่วมกับเลอ กอร์ดอง เบลอ

“ตอนแรกตั้งใจจะไปฝรั่งเศส แต่ปรากฏว่าหลักสูตรที่จะไปเรียนจะเปิดสอนเป็นภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น เราเองแม้จะเรียนมาตอน ม.ปลาย แต่ถ้าไปเรียนจริงจังขนาดนั้นคงไม่ไหว เลยเบนเข็มมาหาหลักสูตรเดียวกันแต่เป็นที่เกาหลี ซึ่งสอนด้วยภาษาอังกฤษ ที่สำคัญตอนยื่นเอกสารสมัครไป ยังโชคดีมีคุณสมบัติเข้าข่ายได้ทุนเรียนฟรีครึ่งนึง ก็เลยคิดว่านี่เป็นอีกหนึ่งเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ”

พอเรียนจบกลับมา เป็นช่วงที่โรงแรมหัวช้าง เฮอริเทจ เปิดไปได้แค่ 1 เดือนพอดี คุณพ่อซึ่งเห็นว่าคาแรกเตอร์ของลูกสาวคนนี้เหมาะกับโรงแรม เลยมอบหมายให้เข้ามาดูแลห้องไอวอรี เลานจ์ ซึ่งเป็นมัลติฟังก์ชั่นรูม โดยบุ๋มและน้องสาว (บุ๊ค-พิมพ์เลิศ ใบหยก) ช่วยกันคิดและเนรมิตให้ออกมาในคอนเซ็ปต์ห้องหนังสืออเนกประสงค์ สามารถใช้จัดอีเวนต์ จิบน้ำชายามบ่าย โดยชูจุดขายเรื่องความเป็นไทย ด้วยไฮทีที่เสิร์ฟกับอาหารคาวหวานแบบไทย ซึ่งหาไม่ได้ที่ไหน

จุดกระแสมอนสเตอร์บุกไทย

หลังจากปลุกปั้นโรงแรมจนเริ่มเข้าที่เข้าทาง ก็ถึงเวลาที่บุ๋มจะโบยบินอีกครั้ง ด้วยการสานต่อความฝันที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองรัก นั่นคือการมีร้านขนมเป็นของตัวเอง บุ๋มบอกว่า เดิมเธอตั้งใจอยากเปิดร้านขนมที่ทำเอง แต่สุดท้ายมาลงตัวที่ สวีท มอนสเตอร์ เพราะมองเห็นโอกาสทางธุรกิจบวกกับอยากเรียนรู้ระบบการทำงานของการทำร้านขนมจากแบรนด์อื่นก่อนมาทำร้านของตัวเองจริงจัง

“บุ๋มรู้จักแบรนด์สวีท มอนสเตอร์ ตั้งแต่เรียนอยู่เกาหลี เพราะนอกจากชอบทำขนมยังชอบกินสุดๆ ถึงจะดูแลรูปร่าง ใส่ใจเรื่องอาหารการกิน แต่ถ้าของหวานคือสู้ตาย เรารู้ว่าแบรนด์นี้ป๊อปปูลาร์มากในหมู่วัยรุ่นเกาหลี เพียงแต่ตอนแรกยังไม่ได้คิดจะนำเข้า จนคุณพ่อไปเดินในงานแฟรนไชส์งานหนึ่ง แล้วได้รู้จักกับแบรนด์สวีท มอนสเตอร์ ยิ่งพอรู้ว่าแบรนด์จากเกาหลี เลยไลน์มาถามว่าเรารู้จักมั้ย จุดนั้นเองทำให้เราเลยรู้สึกว่าแบรนด์นี้ต้องมีความน่าสนใจบางอย่าง เพราะแม้แต่คุณพ่อไปเห็นยังเตะตา เลยคิดว่าอยากจะนำเข้ามาเปิดตลาดในไทย”

บุ๋มบอกว่า พอตัดสินใจแล้ว เธอก็ฉายเดี่ยวในการติดต่อกับแบรนด์ เพื่อขอนำเข้ามาเปิดในประเทศไทย ซึ่งตอนนั้นไทยถือเป็นแฟรนไชส์ประเทศแรกของสวีท มอนสเตอร์ ก่อนจะขยายไปที่ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน และดูไบ ซึ่งแม้แต่ทางเกาหลีก็ยอมรับว่า การที่เรานำแบรนด์เขาเข้ามา ช่วยให้แบรนด์เขาเติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะอย่างสิงคโปร์เองที่ติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์ เพราะรู้จักแบรนด์เขาจากประเทศไทย

 

“ถามว่าเห็นศักยภาพอะไรในแบรนด์นี้ หนึ่งต้องยอมรับว่าตัวสินค้าเขาดี คือ ถ้าใครชอบกินไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟจะรู้เลยว่า ของเขาคือ นมคือนมจริงๆ เนื้อสัมผัสก็แน่น ยิ่งมาบวกกับท็อปปิ้ง หรือป๊อปคอร์น ยิ่งทำให้ดูน่าสนใจ สองคือการทำการตลาดของแบรนด์ ตัวเจ้าของแบรนด์อาจจะมีอายุนิดนึง แต่ทีมงานยังวัยรุ่นหมด เขาวางกลยุทธ์มาแล้วว่า จะสื่อสารด้วยตัวคาแรกเตอร์มอนสเตอร์ที่สร้างขึ้นมาเป็นตัวแทนของแต่ละเมนู เพื่อทำให้ลูกค้าจดจำด้วยความน่ารักของตัวการ์ตูน เราเชื่อว่าจะครองใจผู้บริโภคชาวไทยได้ไม่ยาก”

ถึงผลตอบรับของแบรนด์จะดีเกินคาด แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และแน่นอนว่าก้าวต่อไปของแบรนด์ก็ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องคิดให้ดี ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย

“เราไม่ได้ตั้งเป้าว่าต้องเปิดให้ได้กี่สาขาภายใน 5 ปี แต่มองว่า ถ้ามีสถานที่ที่เหมาะสมเราก็ไป นอกจากนี้เราพยายามสร้างความแปลกใหม่ให้กับลูกค้าตลอด ด้วยการนำเสนอเมนูใหม่ๆ สินค้าใหม่ๆ เพื่อไม่ให้แบรนด์ของเรากลายเป็นกระแสช่วงเดียวแล้วลูกค้าก็เบื่อ

ถามว่า สินค้าของเราสวนกระแสรักสุขภาพยุคนี้มั้ย ก็ยอมรับนะ แต่เรายังเชื่อว่ามีคนอีกกลุ่มใหญ่ที่คิดเหมือนเราว่า ของหวานก็คือของหวาน ถ้าจะให้ความสุขตัวเองด้วยของหวานทั้งที ต้องเป็นของที่อร่อยจริงๆ เรายังเชื่อเสมอว่า คนเราถ้ารู้จักบาลานซ์ในทุกๆ ด้าน ทั้งการใช้ชีวิต การเลือกกินอาหาร ไม่จำเป็นต้องเฮลตี้ตลอดเวลา เมื่อนั้นจะได้พบกับความสุข” ผู้บริหารคนเก่ง กล่าวทิ้งท้าย

ขอบคุณ แพลทินัม คลับ สยามพารากอน เอื้อเฟื้อสถานที่ถ่ายภาพ

 

อภิรดี หิรัญรามเดช ปั้นสปาไทยสู่ตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2559 เวลา 09:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/435995

อภิรดี หิรัญรามเดช ปั้นสปาไทยสู่ตลาดโลก

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

ในวันฟ้าครึ้มและฝนพรำทั้งวัน เราฝ่าการจราจรที่แน่นขนัดและฝ่าสายฝนโปรยปรายไปพบกับนักธุรกิจหญิงหน้าตายิ้มแย้ม อดีตพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ทำงานที่สายการบินสวิสแอร์มานานกว่า 10 ปี ผันตัวเองมาเป็นเจ้าของธุรกิจสปาเพื่อสุขภาพและความงามเมื่อ 14 ปีที่ผ่านมา

อภิรดี หิรัญรามเดช เธอเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนยุคก่อตั้งของดิวาน่าเวสเนสสปา ที่มีอยู่ทั้งหมด 5 สาขา จับกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม โดยสปาของเธอทั้งหมดตั้งอยู่ที่ถนนสุขุมวิทและสีลม เน้นชาวต่างชาติและคนไทยที่มีกำลังซื้อสูง พร้อมยังขยายโปรดักต์สปาแยกเฉพาะมาจำหน่ายตามสนามบินและห้างสรรพสินค้าหรูกลางเมืองอีกกว่า 10 แห่งด้วย โดยเธอเปิดธุรกิจมา 14 ปีกว่า มีเงินหมุนเวียนในการลงทุนมูลค่าสูงเกือบ 100 ล้านบาท

ด้านการศึกษา เธอจบปริญญาตรีจากคณะครุศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจบปริญญาโทด้านการสอนภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเช่นเดียวกัน หลังทำงานสายการบินมา 10 ปี จึงร่วมหุ้นกับเพื่อนสนิทอีก 3 คนมาเปิดสปาตอนอายุ 27 ปี นับเป็นธุรกิจแรกที่ทำมาถึงตอนนี้ โดยในช่วง 5-6 ปีแรก เธอยังทำงานสายการบินควบคู่ไปด้วย

“ตอนแรกยังไม่ได้ลาออก ทำควบคู่ไปด้วยกัน โดยที่สปารับผิดชอบงานทางด้านเทรนนิ่งให้กับพนักงานทั้งในเรื่องบุคลิกภาพ กิริยามารยาท รวมทั้งฝึกภาษาอังกฤษให้พนักงานควบคู่กันไปด้วย รวมไปถึงการปลูกฝังทัศนคติที่ดีในการให้บริการกับลูกค้า เนื่องจากเราจบทางด้านจิตวิทยาและการสอนมาด้วย ซึ่งเป็นงานที่เราถนัดและชอบมาก เหมือนได้รื้อฟื้นสิ่งที่เรียนมาใช้งานแบบจริงจัง เพราะเราชอบสอนหนังสือ อยากเป็นครู” เธอเล่าด้วยรอยยิ้มใจดี

หลังจากที่ธุรกิจเติบโตขยายงานมากขึ้น เธอจึงลาออกจากงานการบินมาทำธุรกิจเต็มตัว โดยเปลี่ยนงานมารับผิดชอบทางด้านวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และโปรแกรมการให้บริการทรีตเมนต์อื่นๆ ของสปา รวมทั้งขยายบริการงานทางด้านแพทย์แผนไทย ที่นำสมุนไพรมาใช้ในส่วนผสมแนวแพทย์ทางเลือกให้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้น่าใช้มากยิ่งขึ้น โดยเธอได้ไปเรียนปริญญาโทเพิ่มอีกใบทางด้านแอนไทเอจจิ้ง ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และไปอบรมทางด้านแพทย์แผนไทยอีกหลายวิชาเพื่อมาพัฒนาผลิตภัณฑ์สปาให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

เธอกล่าวว่า ยิ่งทำงานยิ่งต้องเรียนรู้ให้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะงานด้านวิชาการ งานวิจัยใหม่ๆ มีเข้ามาตลอดเวลา เรียนรู้กันไม่จบไม่สิ้น เทรนด์ด้านวิชาการก็เติบโตมากขึ้นทุกวัน และแนวโน้มคนรุ่นใหม่หันมาสนใจสุขภาพมากยิ่งขึ้น แพทย์ทางเลือกจึงได้รับความสนใจและเติบโตมากขึ้นตลอดเวลา

“ใครๆ ก็ไม่อยากเจ็บป่วยใช่ไหมคะ คนเราจึงหันมาสนใจธรรมชาติบำบัดมากขึ้น ดอกไม้ สมุนไพรไทยก็มีเยอะที่น่าสนใจ มีขั้นตอนวิธีการปลูกและผลิตที่พัฒนามากขึ้น บรรจุภัณฑ์ต่างๆ ก็สวยงามน่าใช้ ตลาดตรงนี้เริ่มโตขึ้นอย่างน่าจับตามอง เราจึงพัฒนาต่อยอดจุดนี้มากยิ่งขึ้นไปอีก พยายามเลือกใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติของไทยเป็นส่วนผสมมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจำหน่ายที่สปาและจุดขายข้างนอกทั้งสนามบิน ห้างสรรพสินค้า ซึ่งตอนนี้มีอยู่ 10 ช็อปด้วยกัน และมองตลาดส่งออกในอนาคตอันใกล้นี้” เธอเล่าอย่างมีความสุข

นอกจากนั้น เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เธอขยายงานไปสู่ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและการฟื้นฟูจากภายใน ด้วยการใช้เทคโนโลยีมาเป็นตัวช่วยมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่นวดโดยใช้แต่คน เช่น การเปิดธุรกิจในตอนแรก ที่เรียกว่าการแพทย์เชิงรุก ป้องกันดีกว่าแก้ไข เป็นสปาแนวเมดิคัลมากยิ่งขึ้น โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมากเป็นที่ปรึกษาใกล้ชิด

ล่าสุดเธอได้พัฒนาผลิตภัณฑ์สกินแคร์ระดับพรีเมียมชื่อ Dii ที่ช็อปปิ้งสโตร์หรูกลางเมืองเป็นสาขาแรกเมื่อเดือนที่ผ่านมา จับกลุ่มสาวทำงาน โดยมีผลิตภัณฑ์ล็อตแรกออกมาประมาณ 10 ชนิด และปีหน้าจะพัฒนาให้ครบ 20 ชนิด คุณภาพเทียบเท่าระดับอินเตอร์แบรนด์ได้เลย เพราะชื่อว่าผลิตภัณฑ์ที่ดีๆ ของไทยก็มีคุณภาพไม่แพ้ใคร อีกทั้งเธอยังนำเข้าวัตถุดิบออร์แกนิกคุณภาพดีจากต่างประเทศที่มีงานวิจัยรองรับมาเป็นส่วนผสมหลายชนิดด้วย

ในปลายปีนี้เธอมีแผนจะเปิดโรงเรียนเล็กๆ เพื่อสร้างบุคลากรเพื่อมารองรับธุรกิจสปาโดยตรง ที่บุคลากรที่มีคุณภาพยังขาดแคลน การเรียนการสอนครบวงจรตั้งแต่การนวดไทย นวดทรีตเมนต์ ทั้งแบบการแพทย์แผนไทย และแบบแอนไทเอจจิ้ง เพื่อต่อยอดธุรกิจที่เธอทำในอนาคตที่จะเปิดสาขาเพิ่มทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันขาดแคลนและมีการซื้อตัวกันมากขึ้น

อภิรดี กล่าวถึงแผนงานในอนาคตของเธอว่า คงขยายงานที่ทำอยู่อีก 2-3 สาขา ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้นและมากขึ้น โดยพยายามพัฒนาวัตถุดิบจากดอกไม้และสมุนไพรไทยให้มากขึ้นเพื่อสนับสนุนของไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับ

หลักการทำงานของเธอนั้น คือเต็มที่และมีความสุขกับการทำงานทุกอย่างที่ได้เลือกทำ “เราจะไม่กดดันกับงานที่ทำ และเรียนรู้งานใหม่ๆ อยู่เสมอ และพยายามที่จะช่วยยกระดับคุณภาพ ภาพพจน์ของสปาไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งแบรนด์ดิวาน่าก็ถือว่าเป็นแบรนด์ระดับต้นๆ ของสปาไทยที่ต่างชาติรู้จัก

เมื่อเจอปัญหาและอุปสรรคก็ยอมรับกล้าเผชิญหน้ากับปัญหา พร้อมที่จะเรียนรู้และแก้ไขไม่ให้ผิดพลาดซ้ำ ที่สำคัญคือต้องใจเย็นมีสติในการแก้ปัญหา ไม่ฟูมฟาย ทุกปัญหามีทางออกเสมอ แม้จะต้องใช้เวลาบ้างก็ตาม” เธอกล่าวทิ้งท้าย

 

วัจรินทร์ เดชเทวัญดำรง ทำธุรกิจต้องมีวิสัยทัศน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มิถุนายน 2559 เวลา 09:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/435817

วัจรินทร์ เดชเทวัญดำรง ทำธุรกิจต้องมีวิสัยทัศน์

โดย…วรธาร ภาพ คอลเลกชั่น ของวัจรินทร์ เดชเทวัญดำรง

หากเอ่ยถึงศูนย์กลางกระจายผลไม้ไทยนำเข้าและส่งออกต่างประเทศที่มีขนาดใหญ่และทันสมัยที่สุดของไทยเวลานี้คงต้องยกให้ตลาดไอยรา จ.ปทุมธานี แม้เพิ่งจะเปิดโครงการมาได้ไม่กี่ปี ไอยราก็เป็นที่รู้จักของนักค้าผลไม้ทั่วทุกมุมประเทศและในต่างประเทศ

โดยผู้ที่สร้างอาณาจักรผลไม้แห่งนี้ ก็คือ สุวัจ เดชเทวัญดำรง ประธานกรรมการ บริษัท พี เอส เมนแลนด์ เจ้าของตลาดไอยรา ซึ่งทำธุรกิจส่งออกและนำเข้าผลไม้มา 4 ทศวรรษ ตั้งแต่อายุ 15 ปี ก่อนจะขยับมาสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กับโครงการ “ตลาดผลไม้ไอยรา” ในปัจจุบัน ซึ่งสุวัจต้องการให้เป็นศูนย์กลางกระจายผลไม้ส่งออกและนำเข้าผลไม้ที่ทันสมัยและดีที่สุดในแถบอาเซียน

สุวัจมีลูกสาวแสนสวยและเก่งอยู่คนหนึ่ง ชื่อ “แยม-วัจรินทร์ เดชเทวัญดำรง” ที่พอจบการศึกษาปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยเอแบค ก็เข้ามาช่วยธุรกิจของครอบครัวทันที โดยเริ่มจากงานประชาสัมพันธ์และการตลาด โดยปัจจุบันนั่งตำแหน่งกรรมการบริหาร บริษัท พี เอส เมนแลนด์

วัจรินทร์ คือ ผู้ที่ช่วยขับเคลื่อนผลไม้ตลาดไอยราให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางในเวลาแค่ปีกว่าๆ เท่านั้น และวันนี้เรามารู้จักเธอผ่านแนวคิดและมุมมองในการบริหารและพัฒนาไอยราให้ก้าวไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็คือ การเป็นศูนย์กระจายผลไม้ส่งออกและนำเข้าที่ทันสมัยที่สุดในอาเซียน

แยมเล่าความเป็นมาก่อนจะมาเป็นไอยราให้ฟังคร่าวๆ ว่า ครอบครัวอยู่วงการค้าขายผลไม้มานาน 40 กว่าปี เริ่มจากมีแผงขายผลไม้ที่ปากคลองตลาด ต่อมาได้ย้ายไปขายที่ตลาดไทและหันไปเป็นผู้ส่งออกและนำเข้าผลไม้ ก่อนที่พ่อของเธอจะมองถึงการสร้างศูนย์กระจายผลไม้นำเข้าและส่งออกผลไม้ที่ทันสมัย จึงไปซื้อที่ดิน 50 ไร่ เพื่อผุดโครงการตลาดไอยราในปัจจุบัน

“คุณพ่อทำตลาดไอยราขึ้นมาเพื่อต้องการให้เป็นศูนย์กระจาย ส่งออก และนำเข้าผลไม้ที่ทันสมัย พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน โดยสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ 225 คูหา โดยรูปลักษณ์อาคารได้ถูกออกแบบและพัฒนาให้เหมาะแก่การค้าขายผลไม้ มีสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้ค้าและผู้มาใช้บริการที่ทันสมัย”

กรรมการบริหาร บริษัท พี เอส เมนแลนด์ กล่าวว่า ตลาดผลไม้จะแบ่งเป็น 2 โซน คือ โซนผลไม้ไทย กับอาคารผลไม้ต่างประเทศ ส่วนตรงกลางจะเป็นลานผลไม้ฤดูกาล สำหรับอาคารผลไม้ไทยจะแตกต่างจากที่อื่น คือ ตัวอาคารจะถูกดีไซน์อย่างเหมาะสมกับการขนถ่ายสินค้า โดยรถสามารถขับขึ้นมาขนถ่ายสินค้าที่หน้าร้านบนอาคารได้ ไม่ต้องเสียเวลาไปจอดยังที่หนึ่งแล้วมาขนของไปขึ้นรถ ซึ่งเสียเวลาและลำบาก

“ส่วนอาคารผลไม้ต่างประเทศ เราได้สร้างห้องเย็นเก็บผลไม้สำหรับทุกร้าน เนื่องจากผลไม้เป็นของสดและเสียง่าย ฉะนั้นเราจึงสร้างห้องเย็นเก็บผลไม้เพื่อให้อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม เป็นการช่วยยืดอายุและรักษาความสดของผลไม้ให้อยู่นานๆ ขณะที่ผู้ค้าเราก็บริหารบนหลักของความแฟร์ พวกเขาต้องมีเงินเก็บ อยู่ได้ และอยู่แล้วสบายใจ

ไม่เพียงแค่นี้ จากการที่เราได้สังเกตเห็นพฤติกรรมของผู้บริโภคทุกวันนี้ค่อนข้างเปลี่ยนไป เช่น รักความสะดวกสบายแต่ยังอยากได้ของดีราคาไม่แพงมากไว้บริโภค เราจึงเปิดไอยรา พรีเมี่ยม ฟรุ๊ต ซูเปอร์มาร์เก็ตผลไม้ที่จำหน่ายผลไม้ไทยตามฤดูกาลเกรดส่งออก และผลไม้นำเข้าทุกชนิดจากทั่วโลก พร้อมผุดบริการส่ง Delivery ผลไม้เกรดพรีเมียมถึงหน้าประตูบ้านเอาใจผู้บริโภคยุคโซเชียลทันที”

ทายาทไอยรา กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามพอทำช่องทางธุรกิจนี้ขึ้นมา ทำให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในแบรนด์ไอยราอย่างมาก เพราะส่วนใหญ่จะสั่งซื้อโดยไม่จำเป็นต้องมาดูสินค้าที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแต่อย่างใด เพราะต่างมั่นใจคุณภาพและเชื่อในแบรนด์ ถ้าลูกค้าอยากมาเดินเล่นก็จะเห็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่ตระการตาไปด้วยผลไม้คุณภาพเรียงรายสวยงามในห้องแอร์ที่เย็นสบายด้วย

 

“สำหรับผลไม้เป็นผลไม้ตามฤดูกาล มีทั้งนำเข้าและส่งออก วนกันทั่วโลก เช่น เชอร์รี่ องุ่น แอปเปิ้ล อย่างองุ่นช่วงนี้เป็นองุ่นออสเตรเลีย ต่อไปก็อเมริกา ส่วนเชอร์รี่ช่วงนี้อเมริกา แล้วก็แคนาดา ชิลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ วนไปทั่วโลก ส่วนผลไม้ไทยตอนนี้ก็จะเป็นเงาะ มังคุด ทุเรียน เยอะ นอกจากจะมีซูเปอร์มาร์เก็ตผลไม้แล้ว เรายังเปิดให้ผู้ส่งออกบางท่านที่อยากจะเอาสินค้ามาโชว์ ไอยราก็ยินดีที่จะเป็นหน้าร้านให้ด้วย”

นอกจากมีความพร้อมในด้านสินค้า คุณภาพของสินค้า รวมไปถึงช่องทางการขนส่งสู่มือผู้บริโภคแล้ว วัจรินทร์ยังเผยแนวคิดอีกว่า ไอยรายังต้องการสร้างผู้ค้าผลไม้รายใหม่ๆ ขึ้นมาโดยเฉพาะผู้ที่อยากมีรายได้แต่ไม่มีอาชีพ จึงสร้างโมเดลธุรกิจแฟรนไชส์ ไอยรา พรีเมี่ยมฟรุ๊ต แฟรนไชส์ผลไม้ระดับพรีเมียมรูปแบบใหม่ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ลงทุนได้มากที่สุด

“ช่วงเริ่มต้นผู้ลงทุนไม่ต้องแบกรับภาระค่าแฟรนไชส์ ค่าแรกเข้า ค่ารายปี ค่าส่วนแบ่งยอดขาย ตลอดจนค่าอุปกรณ์ ซึ่งได้แก่ ตู้โชว์ติดแอร์ขนาดยาว ตู้โชว์ติดแอร์ขนาดสั้น คีออสก์ ตู้แช่ผลไม้ 3 ประตู แต่อย่างใด ผู้ซื้อแค่ชำระค่าผลไม้ที่สั่งไปลงตู้เท่านั้น ซึ่งธุรกิจนี้ใช้พื้นที่ไม่เยอะด้วย นักลงทุนที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามเข้ามาได้ บริษัทยินดีให้คำปรึกษาเรื่องทำเล รวมไปถึงวิธีการขาย การบริหารจัดการ ฯลฯ ตลอดระยะเวลาของการทำธุรกิจ ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 6-7 สาขา”

ทายาทของไอยรา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ค

นได้หันมารับประทานผลไม้มากขึ้นและเป็นการสร้างการรับรู้แบรนด์ของไอยราให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

“อย่างวันที่ 9-20 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ เราได้ร่วมกับ จ.ปทุมธานี หอการค้าไทย หอการค้าจังหวัดปทุมธานี และหน่วยงานอื่นๆ จัดงานเทศกาลผลไม้ไทย ตลาดไอยรา จ.ปทุมธานี ณ อาคารผลไม้ต่างประเทศ พรีเมี่ยม ฟรุ๊ต ตลาดไอยรา รวมทั้งสิ้น 12 วัน เพื่อสนับสนุนการทำงานของคณะทำงานสานพลังประชารัฐ ในโครงการ Amazing Thai Taste ที่มุ่งหวังให้ภาคการท่องเที่ยวมีส่วนในการส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวบริโภคอาหารไทย ข้าวไทย และผลไม้ไทยมากขึ้น

พร้อมกันนี้ เพื่อยกระดับและสร้างแบรนด์ผลไม้ไทยให้เป็นพรีเมียมโปรดักต์ ตลอดจนเพิ่มมูลค่าและสร้างชื่อเสียงผลไม้ไทยให้เป็นรู้จักแพร่หลายไปทั่วโลก อาทิ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง หวังว่าประชาชนตลอดจนนักท่องเที่ยว คนไทยหรือชาวต่างชาติจะหันมาบริโภคผลไม้ไทยมากขึ้น นอกจากจะมีการออกบูธจำหน่ายผลไม้คุณภาพตามฤดูกาล จำนวน 30 บูธ แต่ไฮไลต์คงอยู่ที่บุฟเฟ่ต์ผลไม้ ซึ่งจัดเต็มเพื่อคนรักผลไม้โดยเฉพาะ ในราคาพิเศษเพียง 99 บาท/คน อาทิ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ส้มโอ สละ ลิ้นจี่ มะละกอ กล้วยหอม ฯลฯ ส่วนผลไม้เกรดพรีเมียม นำเข้าจากต่างประเทศ ได้แก่ แอปเปิ้ล สาลี่ องุ่น เมลอน ฯลฯ จึงขอเชิญทุกท่านไปลิ้มลองผลไม้อร่อยๆ กันตามวันเวลาดังกล่าว” ผู้บริหารสาว ทิ้งท้าย

 

สุภรดี ศิวพรพิทักษ์ ฟินทุกครั้งที่เข้าครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มิถุนายน 2559 เวลา 11:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/435423

สุภรดี ศิวพรพิทักษ์ ฟินทุกครั้งที่เข้าครัว

โดย…วรธาร ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ความสุขของคนเรา หลายๆ คนคือการได้ทำตามความฝันของตัวเอง สุภรดี ศิวพรพิทักษ์ หรือ เชฟฟิน อดีตพิธีกรรายการครัวอินดี้ ช่อง 5 คือหนึ่งในนั้นที่ได้เดินตามฝันและแพสชั่นของตัวเอง ก็คือการผันตัวเองจากทนายมาเป็นเชฟที่มีความสุขกับการเข้าครัวทำอาหาร ต่อด้วยการทำธุรกิจอาหาร ทั้งเปิดร้านอาหารและโรงเรียนสอนทำอาหาร

เดิมก่อนจะมาเป็นเชฟ สุภรดีเรียนจบกฎหมายจากรั้วจามจุรี แล้วสวมบทบาททนายความ 2 ปี ก่อนจะเบนเข็มมาเอาดีในการทำอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบมาตั้งแต่เด็ก และคิดว่าเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ชีวิต โดยเริ่มจากการทำขนม ซึ่งเป็นสิ่งที่ชอบก่อนและตามด้วยอาหารในสไตล์ต่างๆ

 

 

การหันมามุ่งมั่นในการทำขนมและอาหารของสุภรดีนั้นถือว่าน่าสนใจ เพราะเธอไม่ได้เรียนรู้จากสถาบันหรือโรงเรียนสอนทำอาหารที่ไหนมาก่อน แต่มาจากเรียนรู้และฝึกฝนด้วยตัวเองด้วยความรักและทุ่มเท โดยมีตำราทำอาหารเล่มแล้วเล่มเล่าเป็นครูและการฝึกฝนลงมือทำครั้งแล้วครั้งเล่า ผิดบ้างถูกบ้าง เสียบ้างได้บ้าง น่าพอใจบ้าง ไม่น่าพอใจบ้าง

ในที่สุดก็ไม่เกินความพยายาม เมื่อวันหนึ่งเธอประกาศตัวเป็นครูสอนทำอาหารและขนม ผ่านยูทูบและเฟซบุ๊กในชื่อ Finny the Chef ซึ่งมีคนคลิกเข้าไปดูจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็ใช้เวลาว่างไปฝึกงานตามร้านอาหารและโรงแรม จากนั้นชื่อเชฟฟินก็เป็นที่รู้จักเรื่อยมา ด้วยความที่ทำอะไรมักมีเป้าหมายระหว่างนั้นจึงได้เรียนโทเอ็มบีเอ ที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ เพื่อจะเอาความรู้มาผสมผสานความสามารถในการทำอาหารและใช้ในการทำธุรกิจ

 

“เริ่มเปิดธุรกิจออนไลน์ก่อนชื่อRadi Catering & Delivery รับจัดอาหารตามงานอีเวนต์และปาร์ตี้ต่างๆ งานเปิดตัวสินค้าและจัดทำเค้กตามออร์เดอร์ ซึ่งพอทำมาได้ 6 เดือนก็มีเงินเข้ามาจนสามารถเปิดร้านรดี คาเฟ่ (Radi Cafe) สาขาแรก ที่ทองหล่อ 11 จากนั้นก็ขายมาเรื่อยๆ ถึงวันนี้มีอยู่ 7 สาขา ในเวลา 4 ปี เช่น สาขาเอ็มโพเรียม พารากอน เอ็มควอเทียร์ เพลินจิตข้างตึกมหาทุน เซ็นทรัล ลาดพร้าว ตึกยิปซัม ถนนศรีอยุธยา แต่ละร้านล้วนมีจุดดีจุดเด่นและฐานลูกค้าที่ต่างกัน”

ปัจจุบันนอกจากเธอจะรับบทบาทเฮดเชฟและเป็นหุ้นส่วนของรดี คาเฟ่ ในรดี กรุ๊ป แล้ว ยังเปิดโรงเรียนสอนทำอาหารอีกด้วย ชื่อว่า เชฟยู ทาวน์ (Chefu Town) สาขาแรก ที่เซ็นทรัลลาดพร้าว และกำลังจะเปิดสาขา 2 ในเดือน มิ.ย.นี้ ที่เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ ถนนรามอินทรา

“เป็นโรงเรียนสอนทำอาหารที่เน้นการสอนทำอาหารเพื่อเพิ่มพัฒนาการทางสมองให้เด็กๆ ขณะเดียวกันก็เน้นให้เด็กเรียนรู้ด้วยความรู้สึกสนุกสนานและสมองได้พัฒนาทั้งสองด้านพร้อมกัน โดยจะเน้นความเป็นอาร์ตและภาษาเข้าไปด้วย ซึ่งกลุ่มเป้าหมายคือเด็ก 3-10 ขวบ นอกจากนี้ยังเน้นกลุ่มผู้ใหญ่กับเด็ก ซึ่งก็จะเป็นกลุ่มโมเดิร์นมัมเป็นหลักด้วย” ผู้จัดการทั่วไปและเฮดเชฟของรดี คาเฟ่ ให้ข้อมูลโรงเรียน

เชฟฟิน กล่าวว่า การทำอาหารเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ แม้ใครจะเรียนมาจากไหนก็ต้องมาฝึกฝนทำอยู่ดี แต่เธอเรียนจากหนังสือและฝึกทำมาเรื่อยๆ มีลองผิดลองถูก แต่ก็ได้ทักษะการทำอาหารที่แน่นขึ้น นอกจากนี้ถ้ามีเวลาก็จะไปเป็นพาร์ตไทม์ฝึกเสิร์ฟและเป็นผู้ช่วยเชฟในร้านอาหารหรือโรงแรมเพื่อเพิ่มประสบการณ์ให้กับตัวเอง

“การเรียนรู้มีหลายทาง แต่ฟินเลือกจากประสบการณ์ตรงเลย เรียนเองฝึกเองซึ่งถือว่ามีประโยชน์มากเพราะได้ฝึกจริงทำจริงและได้อยู่ในสถานการณ์จริง ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ฟินรู้สึกมีความสุขเสมอกับการทำอาหาร การคิดสูตรและออกเมนูต่างๆ ตลอดจนการทำธุรกิจอาหารทุกอย่างโดยไม่เคยรู้สึกเบื่อและท้อแต่อย่างใด” เชฟฟิน ทิ้งท้าย

 

 

 

Penne Tom Yum Koong

ส่วนผสม

เส้นเพนเน่ต้มสุก 120 กรัม น้ำพริกเผา 1 ช้อนโต๊ะ

กุ้ง 4 ตัว ครีม 30 กรัม

เห็ดออรินจ 20 กรัม น้ำสต๊อก 30 กรัม

ข่าซอย 1 ช้อนชา เกลือ

ตะไคร้ซอย 1 ช้อนชา น้ำมะนาว

ใบมะกรูดซอย 1/2 ช้อนชา พริกชี้ฟ้าแดง

วิธีทำ

นำกุ้งทอดในกระทะพอสุก พักไว้

นำครีมและน้ำสต๊อกตั้งไฟกลาง ใส่เห็ด ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกเผาเกลือ มะนาว พริกชี้ฟ้าแดง เคี่ยวพองวด แล้วใส่เส้นเพนเน่ตามลงไป

ตักใส่จานก้นลึก วางกุ้งทอด ตกแต่งด้วยใบมะกรูดหั่นฝอยและพริกชี้ฟ้าแดง

 

Pancake Delight

ส่วนผสม

แป้งอเนกประสงค์ 1 ถ้วย สตรอเบอร์รี่สด

ผงฟ 2 ช้อนชา กล้วยสด

น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ วิปครีม

เกลือ 1/8 ช้อนชา เบอร์รี่ซอส

นม 3/4 ถ้วย เมเปิ้ลไซรัป

ไข่ 2 ฟอง

วิธีทำ

ผสมแป้ง ผงฟู น้ำตาล เกลือ นม ไข่ พอเข้ากันอย่างเบามือ

ทอดในกระทะที่ทาเนยบางๆ จนเหลืองทองทั้งสองด้าน

จัดใส่จาน ตกแต่งด้วย สตรอเบอร์รี่สด กล้วย เสิร์ฟพร้อมเบอร์รี่ซอสเมเปิ้ลไซรัป และวิปครีม

 

เล็กพริกขี้หนู กรชนก ตรีวิทยานุรักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มิถุนายน 2559 เวลา 10:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/435194

เล็กพริกขี้หนู กรชนก ตรีวิทยานุรักษ์

โดย…วราภรณ์ ภาพ… กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

หญิงสาวร่างเล็กพริกขี้หนู กรชนก ตรีวิทยานุรักษ์ วัยเพียง 20 ปี บุตรสาวของ ชัชชฎา ตรีวิทยานุรักษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เพรสเซนท์ เทล แต่ความสามารถมากเกินตัว เพราะเธอคือผู้อยู่เบื้องหลังขอลิขสิทธิ์ผลิตตุ๊กตามูมินสุดน่ารัก มาเอาใจแฟนคลับคนไทย และต่อยอดเปิดมูมิน คาเฟ่ สาขาแรกของประเทศไทย ณ บริเวณชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ ร้านอาหารอินเตอร์เนชั่นแนล โมเดิร์น ควิซีน ที่นำคาแรกเตอร์ของการ์ตูนมูมินมาตกแต่งภายในร้าน ซึ่งเป็นตัวการ์ตูนยอดฮิตของ โทฟ แยนส์สัน จัดพิมพ์เป็นซีรี่ส์หนังสือและการ์ตูนครั้งแรกในประเทศสวีเดนและฟินแลนด์ เมื่อเกือบ 100 ปี โดยมูมินเป็นคาแรกเตอร์ของตัวโทรล หรือภูตพิทักษ์ป่าที่มีนิสัยน่ารัก ใจดี รักสนุก ชอบผจญภัยเป็นครอบครัวตัวสีขาวอ้วน กับจมูกขนาดใหญ่ และด้วยความน่ารักของตัวการ์ตูนทำให้ กรชนก หลงรัก

นอกจากคร่ำเคร่งกับการช่วยที่บ้านปั้นธุรกิจตัวนี้แล้ว เธอยังต้องแบ่งเวลาไปเรียนในชั้นปีที่ 3 คณะศิลปกรรม สาขาดนตรีตะวันตก (ไวโอลิน) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรชนก เล่าถึงแรงบันดาลใจการดีลธุรกิจที่แข่งขันกันประมาณ 30 เจ้าในประเทศไทย เพื่อหวังได้ลิขสิทธิ์ผลิตมูมินสุดน่ารักนี้

“ตอนอายุ 16 ปี ได้มีโอกาสเรียนไวโอลินกับอาจารย์ชาวรัสเซีย ซึ่งอาจารย์ได้เล่าความประทับใจเกี่ยวกับตัวการ์ตูนเรื่องนี้ คืออาจารย์ให้หนูเล่นเพลงๆ หนึ่ง แต่หนูจินตนาการไม่ได้ อาจารย์จึงแนะนำให้ไปลองหาการ์ตูนเรื่องมูมินดูนะ เพื่อหนูจะได้เกิดแรงบันดาลใจในการเล่นเพลงนี้ให้ได้เข้าถึงอารมณ์ พอเอาการ์ตูนมาดูหนูก็รู้สึกหลงรักในคาแรกเตอร์ของมูมิน และเชื่อว่าในประเทศไทยมีกลุ่มคนที่ชื่นชอบตัวการ์ตูนนี้เช่นเดียวกัน จึงได้ยื่นซองร่วมประมูลแข่งขันกับคู่แข่งรายอื่นๆ”

 

ก่อนหน้าที่จะตัดสินใจขอลิขสิทธิ์มูมินมาเมืองไทย เธอบินไปญี่ปุ่นไปลองนั่งกินอาหารในมูมินคาเฟ่ และยิ่งเกิดสนใจในตัวมูมิน พร้อมกับที่เมืองไทยยังไม่มีใครได้ลิขสิทธิ์

“คนอยากได้ตุ๊กตา แต่ที่ญี่ปุ่นแพงมาก ประกอบกับที่บ้านหนูทำของที่ระลึกประเภทตุ๊กตา ผ้าห่ม หมอนที่ตัดเย็บมาจากผ้าอยู่แล้ว หนูคิดว่าที่บ้านสามารถผลิตตุ๊กตามูมินได้ แล้วเราก็น่าจะทำได้ดีกว่าญี่ปุ่นแน่ๆ หนูจึงปรึกษากับคุณแม่ดู บริษัทที่ดูแลลิขสิทธิ์ในเซาท์อีสต์เอเชีย ทีแรกคนที่ดูแลประเทศไทยไม่รู้จักมูมิน หนูก็เล่าให้เขาฟังว่าหนูอยากได้มากๆ คุณติดต่อให้เราหน่อยได้ไหม

ผ่านไป 2 เดือนเขาโทรกลับมาว่าดีลมูมินให้ได้แล้วนะ แต่เราต้องยื่นพอร์ตบริษัทของเราไปที่บริษัทแม่มูมินที่ฟินแลนด์ ระบุรายละเอียดทั้งหมดว่าเราผลิตสินค้าเกรดไหน ขายสินค้าระดับไหน พรีเมียร์หรือไฮเอนด์หรือเปล่า เพราะเขาอยากยกระดับมูมินให้กลายเป็นสินค้าไฮเอนด์ ซึ่งหนูบอกถึงเป้าหมายของหนูซึ่งตรงกับใจเขา ซึ่งตอนติดต่อแรกๆ หนูรู้สึกเครียดมาก เพราะเราอยากได้ เราอยากกำหนดโพสิชันนิ่งของมูมินเป็นแบบไหน มีศักยภาพอย่างไร ก็เขียนรายงานโน้มน้าวสุดฤทธิ์ ซึ่งเขาอยากให้มูมินเป็นไฮเอนด์ เป็นสินค้าหายาก คุณต้องเป็นคนมีรสนิยม ต้องอ่านหนังสือ และรู้จักมูมิน เพราะเขามีอายุอยู่เป็น 100 ปี ขนาดวอลต์ดิสนีย์อยากได้ลิขสิทธิ์เขายังไม่ขายให้เลย เพราะเจเนอเรชั่นที่ 3 เจ้าของมูมิน อยากให้มูมินเหมือนเป็นงานศิลปะ เพราะคนสร้างมูมินก็เป็นอาร์ติสต์ เขาวางมูมินให้มีคาแรกเตอร์ที่ลึกซึ้งมากกว่าความน่ารัก พยายามสอนเด็กๆ ทั่วโลกเรื่องครอบครัวและมิตรภาพ”

แม้ กรชนก ไม่ได้ศึกษาจบด้านบริหารธุรกิจโดยตรง แต่การเติบโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่สอนให้เธอมีความรับผิดชอบ และช่วยงานที่บ้านมาโดยตลอด ทำให้เธอสามารถทำงานได้ทุกประเภท และรู้ขั้นตอนการผลิตตุ๊กตาทั้งหมด และแล้ว กรชนก ก็ได้ลิขสิทธิ์ในการที่จะผลิตตุ๊กตามูมินและผองเพื่อน และล่าสุดได้ต่อยอดโดยการเปิดมูมิน คาเฟ่ ด้วย

 

“ทุกการทำงานหนูปรึกษากับคุณแม่และคุณพ่อ เพราะที่บ้านถนัดงานผ้าอยู่แล้ว ซึ่งแต่ละสาขาก็จะมีอิสระในการตกแต่งร้านและครีเอทเมนูอาหาร ต้องผ่านการตรวจจากทางเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย”

กว่าจะได้ลิขสิทธิ์ผลิตตุ๊กตามูมินไม่ใช่เรื่องง่าย เธอต้องเตรียมข้อมูลทุกคืน หลังเลิกเรียนก็ต้องมาคร่ำเคร่งกับการเตรียมเอกสาร นั่งดูการ์ตูนมูมินทุกวัน เพราะฟินแลนด์พิถีพิถันในการผลิตมูมินของประเทศไทยมาก เช่น การเลือกเส้นใยข้างในตัวตุ๊กตาต้องนุ่มอย่างไร

“หนูอยากผลิตมูมินให้ดีกว่าญี่ปุ่น เรามีการปรับแบบ ส่งแบบเข้าโรงงาน เริ่มปรับแบบที่เราชอบ การปักสีตา เย็บตะเข็บ ใช้โทนสีแบบไหนให้ถูกต้องตามแพนโทน เรียกว่าแก้แบบบ่อยมากๆ แล้วเขาก็ให้คำแนะนำเพิ่มเติมตลอด ส่งแบบให้เขาดูและมีการปรับแก้แบบอยู่หลายรอบมากๆ ในที่สุดก็ผ่านภายใน 6 เดือน”

ครั้งแรกที่ กรชนก รู้ว่าเธอได้ลิขสิทธิ์แล้ว เธอรู้สึกดีใจมากๆ รู้สึกว่าคุ้มเหนื่อย แต่ผู้บริหารมูมินของฟินแลนด์ไม่รู้ว่าเธออายุเพียง 20 ปี เพราะติดต่อกันผ่านอีเมลเท่านั้น

“หนูให้พ่อเปิดบริษัทให้ใหม่ เจ้าของมูมินไม่รู้ว่าหนูอายุเท่าไหร่ หน้าตาเป็นอย่างไร เพราะเขาไม่สนใจเลยว่าเราเป็นใคร เขาสนใจแค่ว่างานของเราดีพอสำหรับเขาไหม” พอได้ลิขสิทธิ์ผลิตตุ๊กตาไม่พอ เธอไปติดต่อขอลิขสิทธิ์อิมพอร์ตตุ๊กตามูมินจากญี่ปุ่นมาจำหน่ายเพิ่ม โดยเธอดีลทุกขั้นตอนเองทั้งหมดผ่านเพื่อนของพ่อที่แต่งงานกับสาวญี่ปุ่น การติดต่อจึงเป็นเรื่องที่ง่ายมากขึ้น

 

“พอเราผลิตมูมินได้เอง และนำเข้าจากญี่ปุ่นได้ เปิดร้านสาขาแรกที่ชั้น 3 สยามพารากอน ปรากฏว่าสินค้าขายดีมาก ขายไม่ทันเลย จากวันนั้นถึงวันนี้ผ่านมาเกือบ 10 เดือนแล้วค่ะ ตอนนี้ตุ๊กตามูมินมีจำหน่ายที่เซ็นทรัลด้วย ฟีดแบ็กก็ดีมากๆ ผู้ชายยังนิยมซื้อเลย ซึ่งหนูไม่เคยคาดคิดว่าจะมีคนชอบมูมินมากขนาดนี้  เกินความคาดหมาย”

พอวันเปิดตัวมูมิน คาเฟ่ ที่เมืองไทย เจ้าของลิขสิทธิ์ 2 คนบินตรงมาจากฟินแลนด์เพื่อร่วมงานเปิดด้วย พอเขาพบว่า กรชนก ที่ทางทีมงานเขาติดต่ออายุเพียง 20 ปีเท่านั้น เขารู้สึกแปลกใจ และรู้ว่า กรชนก ก็มีความฝันเกี่ยวกับมูมิน และเขายังรู้สึกประทับใจคนไทยที่ชอบมูมินมากขนาดนี้เลยหรือ

“เขารู้สึกดีใจที่ได้ร่วมงานกับเรา พอเขาเห็นร้านคาเฟ่ และเขาลองชิมอาหารด้วย เขาบอกว่าร้านมูมิน คาเฟ่ ของประเทศไทยดีที่สุดในโลก เพราะเขาบอกว่าเราออกแบบให้ความรู้สึกที่อบอุ่น เหมือนได้อยู่บ้านมูมินจริงๆ แล้วเขาชมว่าอาหารอร่อยมากๆ เพราะคุณแม่ลงทุนไปเรียนทำอาหาร และคัดเลือกเชฟที่มีประสบการณ์มาช่วยครีเอทเมนู และคัดเลือกที่รสชาติและวัตถุดิบดีมาปรุงเพื่อให้ลูกค้าได้รับประทาน”

แม้อายุเพียง 20 ปี แต่กรชนก บอกว่าการเป็นวัยรุ่นไม่ใช่อุปสรรคในการทำงาน

“พ่อแม่จะสอนหนูเสมอว่าหนูทำได้  หนูไม่ใช่เด็กแล้ว จะทำอะไรต้องทำให้ดีที่สุด ถ้าหนูทำอะไรแล้วเกิดผิดพลาด พ่อสอนว่าถ้าผิดพลาดหนูต้องรับผิดชอบ ต้องหาทางแก้ไขด้วยตัวเอง ต้องกล้ารับผิด หนูรู้สึกว่าการที่เรากล้ารับผิดชอบ มันทำให้เราโตขึ้น อย่าคิดว่าไม่ทำอะไรก็ไม่ผิด เราเกิดมาทั้งทีต้องทำให้เต็มที่ อีกทั้งหนูเป็นลูกคนโตก็ต้องรับผิดชอบมากหน่อย แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ภูมิใจที่หนูทำได้ คุณแม่หนูจะเลี้ยงสไตล์ฝรั่ง

 

ครอบครัวเราเริ่มจากการตั้งบริษัทเล็กๆ ตั้งแต่หนูยังเด็กพ่อแม่สอนให้หนูทำงานอยู่ทุกจุด พาหนูไปทุกที่ ท่านให้หนูรับรู้ทุกปัญหา ท่านไม่กลัวลูกจะคิดมาก เช่น ถ้าบ้านเรามีปัญหา ลูกต้องทำตัวอย่างไร พ่อแม่ไม่เคยสปอยล์เลย มันทำให้เรายอมรับความจริงว่าโลกไม่สวยหรู แต่เราต้องทำอย่างไรให้ดี ชีวิตจริงมันยากทุกอย่าง แต่หนูคิดว่ามันไม่ยากเกินไป ถ้าเราตั้งใจมากพอ หนูเป็นคนชอบย้ำคิดย้ำทำ ตอนเด็กๆ จำได้ว่าแม่เคยดุว่าอย่าทำตัวเป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทำอะไรก็คงไม่สำเร็จหรอก แม่ว่าตรงๆ เราต้องแก้ไข แม่สอนให้เราสู้ให้สุดใจ เพราะบ้านเราไม่ได้ร่ำรวย ฐานะธรรมดา เราก็ต้องขยันอดทนเพื่อมีวันนี้”

ความตั้งใจก้าวต่อๆ ไปของกรชนก คือ เธออยากทำมูมินให้อยู่ในใจแฟนคลับและนักกินไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เป็นแฟชั่นของร้านคาแรกเตอร์ที่คนมากินแล้วถ่ายรูปแล้วก็ไม่มาอีก ดังนั้นการเซตราคาอาหารไม่สูงมาก เพื่อให้คนมากินบ่อยๆ

“หนูเชื่อว่าถ้าเราทำดี คนไทยจะกลับมา เรามั่นใจ และเรากำหนดให้อาหารในร้านเป็นแบบฟิวชั่นทั้งไทยและอิตาเลียน หนูก็ตั้งใจบริหารธุรกิจตรงนี้ให้ดี เพราะการเรียนดนตรีไม่เอื้อกับการทำธุรกิจเลย แต่ดนตรีทำให้เรามีความสุข ดนตรีเป็นสิ่งที่หนูชอบ แต่เราทำธุรกิจกับสิ่งที่ชอบไม่ได้ สิ่งที่รักกับสิ่งที่ชอบคนละเรื่องกัน”

สุดท้ายสำหรับคนที่ไม่กล้าจะลงมือทำอะไรเพราะกลัวทำแล้วไม่สำเร็จ กรชนก มีคำแนะนำว่า ทุกคนอยากทำอะไรก็ให้ลงมือทำ มันแค่อยู่ที่ว่าเราจะเลือกทำหรือเปล่า อย่าบอกว่าเราทำไม่ได้ ต้องลองก่อน ต้องสู้ แพ้ก็ต้องสู้

“หนูอยากพัฒนามูมิน และทำตุ๊กตาเพิ่มเรื่อยๆ กำลังออกคอลเลกชั่นใหม่ เราดีไซน์เองและดูคอนเซ็ปต์เอง บริษัทหนูเป็นบริษัทเล็กๆ ฝันๆ หน่อย แล้วมีทีมงานช่วยออกแบบ ต้องยอมรับว่าเพราะทีมงานที่ช่วยกันทำงานอย่างดี เราจึงมีทุกวันนี้ค่ะ”

 

สร้างแบรนด์หรูด้วยใจรัก เมธ เฮ้งตระกูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มิถุนายน 2559 เวลา 11:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/434993

สร้างแบรนด์หรูด้วยใจรัก เมธ เฮ้งตระกูล

โดย…ภาดนุ ภาพ… ขจรเลิศ ฮกซุ่นเฮง

นักธุรกิจรุ่นใหม่วัย 32 ปี เมธ เฮ้งตระกูล แมเนจจิ้ง ไดเรกเตอร์ และเจ้าของแบรนด์เครื่องหนังซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่สัญชาติไทย “เมธธีค” (Mettique) สร้างแบรนด์ขึ้นจากความหลงใหลด้านแฟชั่นและเครื่องหนังที่เขาคลุกคลีมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งตอนนี้แบรนด์เมธธีคของเขากำลังเป็นที่รู้จักในหมู่คนรักเครื่องหนังระดับอินเตอร์และกำลังไปได้สวยทีเดียว

“ผมเรียนจบปริญญาตรีสาขาชีววิทยาจากโรลลินส์ คอลเลจ รัฐฟลอริดา สหรัฐ ช่วงที่เรียนอยู่ผมเคยเป็นนักกีฬาว่ายน้ำและเคยได้เหรียญมาบ้างประปราย แล้วผมยังเล่นไวโอลินให้กับวิทยาลัยด้วย เมื่อเรียนจบปริญญาตรี ผมก็กลับมาเมืองไทย แล้วเรียนต่อปริญญาโททางด้านบริหารธุรกิจ (MBA) ที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ ระหว่างนั้นก็ได้ไปเทกคอร์สเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จที่สหรัฐมาอีกหนึ่งคอร์สด้วยครับ”

ด้วยความที่ครอบครัวทำธุรกิจโรงงานผลิตเครื่องหนังส่งออกให้กับแบรนด์ไทยและแบรนด์ชั้นนำระดับโลกอย่าง แอร์เมส หลุยส์ วิตตอง และซัลวาตอเร แฟร์รากาโม ซึ่งต้องนำเข้าหนังชนิดต่างๆ ที่ดีที่สุดในโลกเพื่อนำมาผลิตด้วยมือแบบคราฟต์แมนชิป เขาจึงซึมซับความชอบและปลูกฝังความชำนาญในเรื่องเครื่องหนังมาตั้งแต่นั้น และได้ต่อยอดพัฒนาไปสู่ธุรกิจเครื่องหนังในที่สุด

 

“การที่ผมโตมากับโรงงานผลิตเครื่องหนัง นอกจากจะได้เห็นและได้เรียนรู้เทคนิคทางด้านการตัดเย็บแล้ว ผมยังแยกแยะคุณภาพของหนังได้ด้วยว่า หนังผืนนี้เป็นหนังคุณภาพดีหรือหนังเกรดเอหรือไม่ เช่น หนังวัวที่คุณภาพดีที่สุดก็คือหนังท็อปเกรนหรือฟูลเกรน คุณภาพรองลงมาก็คือหนังกำมะหยี่ ซึ่งเป็นหนังใต้ผิวหนังอีกชั้นหนึ่งของวัว เป็นต้น ซึ่งผมสามารถแยกหนังได้ทุกชนิด เพราะตอนเด็กๆ ผมมักตามคุณพ่อไปโรงงานและได้พูดคุยกับช่างจนรู้กระบวนการทำกระเป๋าหนัง การเลือกหนัง และวิธีการฟอกหนังซึ่งโรงงานของเราต้องติดต่อกับโรงฟอกหนังอีกที พูดง่ายๆ ว่าหนังชนิดไหนต้องฟอกแบบไหนนี่ผมจะทราบดีเลยครับ

หรืออย่างการทำกระเป๋าหนังทรงแข็งสักใบ หากใช้หนังวัวในการตัดเย็บก็ต้องเป็นหนังชนิดหนาที่มีความแข็งกว่าปกติ ซึ่งช่วงแรกๆ ผมก็ยังช่วยดูแลธุรกิจครอบครัวอยู่บ้าง แต่หลังจากเรียนจบ ป.โท ผมก็ไปทำงานเพื่อหาประสบการณ์โดยเป็นแบรนด์ แมเนเจอร์ ให้กับบริษัทประกันภัยระดับสากลแห่งหนึ่ง มีหน้าที่ดูแลภาพลักษณ์ต่างๆ ในทุกๆ ด้านขององค์กร ก็เป็นงานที่สนุกนะครับ เพราะได้ใช้วิชาที่เรียนมาเพื่อสร้างแบรนด์และปรับภาพลักษณ์องค์กรให้ดูดีขึ้น”

เมธบอกว่า หลังจากทำงานได้ 2 ปี เขาก็ลาออกมาเพื่อสานต่อความฝัน โดยสร้างเครื่องหนังแบรนด์เมธธีคขึ้น เพราะคิดไว้แล้วว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้องเป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องหนังที่เป็นชื่อของตัวเองให้ได้

“การที่ผมชอบในเรื่องแฟชั่น ชอบเครื่องหนัง และมีความรู้เกี่ยวกับหนังดี ว่าการจะทำกระเป๋าขึ้นมาสักใบหนึ่งนั้น ต้องใช้หนังเท่าไหร่ มีต้นทุนแค่ไหน และทราบเรื่องการตลาดดี จึงเป็นแรงผลักดันให้ผมสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา อีกอย่างผมรู้สึกว่ากระเป๋าหนังแบรนด์เนมสมัยนี้ แม้จะขายในราคาแพงแต่คุณภาพของหนังที่ใช้นั้นมักจะไม่ใช่หนังคุณภาพดีที่สุดอย่างที่ควรจะเป็น บางแบรนด์ใช้หนังวัวเกรดท็อปเกรน ซึ่งเป็นหนังที่ดีที่สุด มีลวดลายที่สวยและมีความยืดหยุ่นสูงก็จริง แต่ก็กลับใช้หนังแสตมป์ซึ่งเป็นหนังท็อปเกรนที่มีตำหนิหรือมีความยืดหยุ่นน้อยมาทำกระเป๋าแทนเพื่อลดต้นทุน ซึ่งตรงนี้ลูกค้าทั่วไปที่ไม่เชี่ยวชาญเรื่องหนังก็จะดูไม่ออก ผมจึงอยากทำสินค้าเครื่องหนังที่มีคุณภาพสูงให้คนรักหนังได้ใช้กัน

ผมเริ่มลองทำแบรนด์เมธธีคจริงๆ ในปี 2010 โดยวิเคราะห์ตลาดแล้วแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มคือ เทคโนโลยี แฟชั่น และซิการ์ ซึ่งโปรดักต์แรกที่ทำก็คือ เคสหนังของมือถือไอโฟนซึ่งทำจากหนังจระเข้ หนังนกกระจอกเทศ และหนังงู โดยไปติดต่อวางขายตามร้านไอสตูดิโอ ต่อมาก็ทำเคสใส่ซิการ์ขึ้นมา ซึ่งเป็นงานแฮนด์เมดเย็บด้วยมือ ลงสีด้วยมือ และใช้หนังอย่างดีที่สุด แต่อาจจะเฉพาะกลุ่มสักหน่อย จากนั้นก็เริ่มทำโปรดักต์แฟชั่นไปฝากขายตามร้านเพื่อนๆ ก็มีกระเป๋าสตางค์ กระเป๋านามบัตร ซึ่งก็ได้รับฟีดแบ็กที่ดี ผมจึงทำสินค้าหลากหลายขึ้น ซึ่งแรกๆ ก็นำมาเสนอและเปิดเป็นป๊อปอัพสโตร์เล็กๆ ที่ศูนย์การค้าเกษร”

เมธบอกว่า ด้วยผลตอบรับที่ดีเกินคาดจากลูกค้า จึงลงเอยด้วยการเปิดแฟล็กชิปสโตร์แบรนด์เมธธีคอย่างเป็นทางการที่ชั้น 2 ของศูนย์การค้าเกษรตอนปลายปี 2015 ซึ่งโปรดักต์ทุกชิ้นจะมีรุ่นคลาสสิกดั้งเดิม หลายไซส์หลายแบบ รวมทั้งมีหนังสีสันใหม่ๆ เข้ามาในทุกซีซั่น เพื่อให้ลูกค้าสามารถมาเลือกประเภทและสีสันของหนังได้ทุกชนิด ทั้งหนังจระเข้ หนังวัว หนังนกกระจอกเทศ และหนังงู พร้อมกับให้ความรู้ในเรื่องหนังชนิดต่างๆ กับลูกค้าไปด้วย จากนั้นจึงให้ช่างผู้เชี่ยวชาญทำด้วยมือในแบบที่ต้องการ แล้วยังปั๊มชื่อของลูกค้าลงไปในโปรดักต์ได้ด้วย

“ในการออกแบบกระเป๋าทุกรูปทรง ทั้งกระเป๋าสะพาย กระเป๋าคลัตช์ กระเป๋าถือ และกระเป๋าสตางค์ ผมจะมีส่วนในการออกแบบในทุกๆ รุ่น ซึ่งตอนทำแรกๆ ผมชอบกระเป๋าแบบไหนผมก็จะออกแบบมายังงั้น อย่างใบที่ใช้ประจำจะเป็นโท้ตแบ็กที่ทำจากหนังจระเข้ ผมก็ออกแบบและตั้งชื่อให้มันว่า ‘เมธโท้ต’ ซึ่งเป็นกระเป๋าที่เราใช้งานในชีวิตจริงได้ เป็นต้น แม้ผมจะไม่ได้เรียนด้านดีไซน์มาโดยตรง แต่ด้วยความชอบจึงทำให้สามารถสเกตช์แบบออกมาได้ แต่ก็ต้องมาคุยกับช่างเพื่อปรับไซส์กระเป๋ากันอีกทีตอนผลิตจริง ตอนนี้ที่แฟล็กชิปสโตร์จึงมีกระเป๋าเป็นร้อยแบบเลยครับ”

 

การที่เขากล้าพูดว่าเมธธีคเป็นแบรนด์ซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ สามารถวัดได้จากการที่เขาบินไปเลือกหนังระดับพรีเมียมซึ่งแพงที่สุดจากโรงฟอกหนังระดับโลกที่สิงคโปร์ ซึ่งเป็นที่เดียวกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง
แอร์เมสและหลุยส์ วิตตองเลือกใช้ ยิ่งเมื่อนำหนังมาผลิตด้วยวิธีเย็บมือจากช่างผู้ชำนาญการ จนออกมาเป็นโปรดักต์สุดเนี้ยบแล้ว จึงเป็นการการันตีคุณภาพระดับไฮคลาสของแบรนด์เมธธีคได้ แม้โปรดักต์จะมีราคาสูงสักหน่อย แต่ลูกค้าที่เป็นแฟนพันธุ์แท้เครื่องหนังตัวจริงและมีกำลังซื้อก็จะเข้าใจได้เป็นอย่างดี

“ลูกค้าส่วนใหญ่ของเรามาจากตะวันออกกลาง จีน ญี่ปุ่น และมีคนไทยบ้าง ซึ่งก็คงต้องใช้เวลาทำตลาดและทำพีอาร์กันต่อไปเรื่อยๆ คือต้องบอกว่าการที่เราจะสร้างแบรนด์ตัวเองขึ้นมาสักแบรนด์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเป็นแบรนด์ลักซ์ชัวรี่ด้วยแล้วก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก หลายคนอาจจะคิดว่าผมมีต้นทุนที่ดีพร้อมหมดทุกอย่าง จึงย่อมได้เปรียบคนอื่นอยู่แล้ว แต่ผมอยากบอกว่า การจะทำแบรนด์ลักซ์ชัวรี่สักแบรนด์ มันต้องคิดต้องวางแผนให้รอบคอบแบบ 360 องศา ทั้งในเรื่องคุณภาพสินค้า การจ่ายค่าแรง การตั้งราคา และกลุ่มลูกค้าหลัก ที่สำคัญเราต้องมีความรู้ในเรื่องสินค้าของเราเป็นอย่างดีด้วยครับ”

เมธทิ้งท้ายว่า การสร้างแบรนด์ใหม่หรือทำโปรดักต์ที่มีคอนเซ็ปต์ที่คนอื่นไม่เคยทำมาก่อน อาจดูเป็นเรื่องยากและมีอุปสรรคมากมาย แต่ถ้าเรายืนหยัดในจุดยืนหรือคอนเซ็ปต์ของตัวเองอย่างมั่นคงแล้ว เชื่อว่าสักวันหนึ่งแบรนด์ของคุณก็จะเป็นที่ยอมรับในเรื่องความพิเศษและแตกต่างอย่างแน่นอน เพียงแต่ต้องทำด้วยความรักและความหลงใหลในสิ่งนั้นจริงๆ

 

ศิรดา หันนาคินทร์ ถอดรหัสธุรกิจออนไลน์สู่มัลติสโตร์สุดชิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/434781

ศิรดา หันนาคินทร์ ถอดรหัสธุรกิจออนไลน์สู่มัลติสโตร์สุดชิก

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ… ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

เจ้าของธุรกิจยุคนี้ต่างยอมศิโรราบให้กับเทรนด์ออนไลน์ที่กำลังมาแรง ไม่ว่าธุรกิจไหนที่เคยมีหน้าร้าน ก็ต้องหันไปง้อหาที่ยืนในโลกออนไลน์ ทว่าสำหรับ จิ๊บ-ศิรดา หันนาคินทร์ สาวหน้าเก๋ เจ้าของบุคลิกมาดมั่น กลับมีแนวคิดที่ฉีกกรอบการทำธุรกิจ เธออาศัยความเข้าใจในธุรกิจออนไลน์มาต่อยอดเป็นธุรกิจใหม่อย่างน่าสนใจ ด้วยการก่อตั้งธุรกิจมัลติแบรนด์สโตร์แห่งแรกของไทยที่รวบรวมแบรนด์ยอดฮิตจากโลกออนไลน์มาสู่ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง ภายใต้ชื่อ แฟ้บแล็บ ดีพาร์ทเม้นท์ ออฟ แฟชั่น (FabLab Department of Fashion)

หลังจากจบระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร จิ๊บเลือกเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี หลักสูตรนานาชาติ สาขาการตลาด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยความฝันที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เธอจึงมุ่งมั่นเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทางด้านธุรกิจอย่างจริงจัง ด้วยการเข้าฝึกงานกับธนาคารและบริษัทต่างๆ พร้อมเก็บเกี่ยวความรู้ด้วยการศึกษาเพิ่มเติมจากสถาบันการศึกษาจากประเทศต่างๆ อาทิ การบริหารจัดการแบรนด์ จากโรงเรียนไอเอสซี และความรู้ด้านการตลาด จากมหาวิทยาลัยปารีสดาฟฟิ่น ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

 

“ตอนที่เลือกเรียนบีบีเอ จิ๊บไม่ได้มีโจทย์ของอาชีพที่ฝันในใจ แค่รู้ว่าตัวเองอยากทำธุรกิจของตัวเอง บวกกับมีความสนใจด้านแฟชั่น แต่ยังไม่รู้ว่าจะอยู่ในจุดไหนของธุรกิจนี้ดี โชคดีที่สมัยเรียนได้รับการคัดเลือกจากมหาวิทยาลัยเข้าแข่งขันด้านการตลาดระดับประเทศ จนได้เป็นตัวแทนไปสู่เวทีนานาชาติ พอเรียนจบกลับมาเลยได้มาเป็น Management Trainee ที่ลอรีอัล ประเทศไทย ซึ่งจะรับปีละ 10 คน ให้มาหมุนเวียนทำงานในแผนกต่างๆ เป็นเวลา 1 ปี เพื่อดูว่าแต่ละคนเหมาะกับงานส่วนไหน ของจิ๊บสุดท้ายได้ไปเป็นผู้ช่วยผู้จัดการดูแลลอรีอัล ปารีส ทำหน้าที่ดูแลโปรดักต์ที่นำเข้าจากต่างประเทศตั้งแต่ต้นว่าจะใช้ชื่อโปรดักต์ภาษาไทยว่าอย่างไร จะทำการตลาดแบบไหน”

ระหว่างที่ทำงานประจำ ความฝันที่อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเองของจิ๊บไม่เคยจางหายไป เธอบอกว่าไอเดียการทำแฟ้บแล็บถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่เธอยังเป็นมนุษย์เงินเดือน เธอและแฟนหนุ่มวาดฝันกับธุรกิจนี้ไว้ไกล ถึงขั้นตัดสินใจตั้งบริษัท แฟ้บแล็บ กรุ๊ป ขึ้น ตั้งแต่ยังไม่ได้ไปเสนอไอเดียกับห้างเลยด้วยซ้ำ แต่ด้วยภาระงานที่รัดตัวของทั้งคู่ ทำให้โปรเจกต์ที่คิดร่วมกันจนแล้วจนรอดก็ไปไม่ถึงไหนเสียที กระทั่งเมื่อทั้งคู่ตัดสินใจแต่งงานและเริ่มต้นใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน จิ๊บจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อเลือกเส้นทางเดินใหม่ให้ชีวิต

“ตอนแรกจิ๊บจะทำงานประจำและธุรกิจส่วนตัวไปคู่กัน แต่เอาเข้าจริง เราไม่สามารถโฟกัสทั้งสองอย่างไปพร้อมกันได้ และถ้าเราไม่ออกจากงานประจำ แฟ้บแล็บก็คงไม่เกิด ถามว่าเสี่ยงมั้ยสำหรับพนักงานประจำที่ออกมาปั้นธุรกิจส่วนตัว ก็เสี่ยงนะ แต่แฟนจิ๊บพูดให้คิดว่า การที่เราไม่ออกมาทำอะไรของตัวเองเสียทีก็เสี่ยงเหมือนกัน”

จิ๊บบอกว่าด้วยความที่รักแฟชั่นเป็นทุนเดิมอย่างที่เกริ่นไว้ จึงไม่แปลกที่ธุรกิจแรกในชีวิตของเธอจะตั้งต้นจากการทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองแล้วขายผ่านอินสตาแกรม ประสบการณ์จากการปลุกปั้นธุรกิจของตัวเองกับเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนอีก 1 คน เป็นเวลา 2 ปี ตั้งแต่สมัยยังเป็นนิสิต ทำให้จิ๊บได้เข้าไปคลุกคลีกับธุรกิจในโลกออนไลน์อย่างจริงจัง ได้ศึกษาธรรมชาติของธุรกิจในออนไลน์อย่างใกล้ชิด

“ในฐานะที่เราก็ทำแบรนด์ขายในไอจีมาตลอด เรารู้ดีว่าเจ้าของแบรนด์ออนไลน์ต้องการอะไร หลายครั้งที่บรรดาเจ้าของแบรนด์ออนไลน์ยอมมาออกบูธก็เพื่อจะได้มีโอกาสพบปะกับลูกค้า ให้ลูกค้าได้เห็นสินค้า ลองใส่ของจริงแทนที่จะวัดดวงสั่งของกันผ่านหน้าจอ ในแง่หนึ่ง ต้องยอมรับงานเหล่านี้ก็ช่วยตอบโจทย์แม่ค้าออนไลน์อย่างเรา แต่อีกมุมก็ต้องยอมรับว่า ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ในงานแฟร์ บางครั้งก็ยังไม่เอื้ออำนวยกับคนทำธุรกิจอย่างเราเท่าที่ควร ยกตัวอย่าง บางครั้งลูกค้าเห็นบูธเรา อยากลองสินค้า แต่ด้วยพื้นที่บูธที่จำกัด ก็ไม่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้อยู่ดี”

เช่นเดียวกับการทำแบรนดิ้ง ไม่ว่าจะแบรนด์ออฟไฟน์ หรือออนไลน์ การทำแบรนดิ้งเป็นสิ่งสำคัญ แต่ข้อจำกัดที่ทำให้การทำแบรนดิ้งของแบรนด์ออนไลน์ยากคือ เราขาดหน้าร้าน บางแบรนด์อยากจะเข้าไปวางขายในห้างก็ยาก เพราะแบรนด์ยังไม่น่าเชื่อถือพอ ห้างก็ไม่ยอมให้เข้าไปวางขาย

“จากช่องว่างที่เห็นนี้เอง ทำให้จิ๊บตั้งใจตั้งแต่วันแรกที่จะทำแฟ้บแล็บว่า ด้วยคอนเซ็ปต์ของเรา เราจะต้องเปิดในห้างเท่านั้น เพราะถ้าเราไปเปิดในโลเกชั่นที่ไม่ใช่ห้าง ร้านออนไลน์ที่ไหนมีทุนก็ไปเปิดได้ ซึ่งไม่ตอบโจทย์กับช่องว่างที่เราพบในตลาด ดังนั้นสาขาแรกของแฟ้บแล็บเราจึงประเดิมเปิดที่เซ็นทรัลเวิลด์ สาขาต่อมาคือ เซ็นทรัลอีสต์วิลล์ โดยเราตั้งใจเป็นแหล่งรวมของแบรนด์ออนไลน์อย่างแท้จริง รวมสินค้าทุกประเภทไม่เฉพาะเสื้อผ้า แต่รวมทั้งแอกเซสซอรี่ต่างๆ เครื่องสำอาง เคสโทรศัพท์ รองเท้า และเครื่องประดับ”

สำหรับร้านค้าที่เลือกเข้ามา จิ๊บบอกว่า 50% ทางแฟ้บแล็บไปทาบทามมา อีก 50% คือแบรนด์ต่างๆ ติดต่อมาเพราะสนใจอยากเข้ามาวางขายที่แฟ้บแล็บ ซึ่งกระบวนการเลือกแบรนด์เข้ามาของเราก็ต้องพิถีพิถัน อย่างน้อยเราต้องศึกษาแล้วว่าเป็นแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ สินค้ามีคุณภาพ เพราะเราเองก็เหมือนสโตร์เล็กๆ ที่ต้องเลือกผู้เช่า เพราะทุกร้านที่เข้ามาวางจำหน่ายสินค้าที่เรา เราดูแลให้ทุกอย่าง ตั้งแต่พนักงานขาย ถุงสำหรับใส่สินค้า ดูแลสต๊อก พร้อมรับพรีออร์เดอร์ให้ด้วย

 

ถามว่า การดึงเอาร้านออนไลน์มาอยู่ในสโตร์ตามห้างสรรพสินค้าแบบนี้ จะทำให้เสน่ห์ของการช็อปปิ้งออนไลน์หายไปไหม จิ๊บมองว่า ไม่ ในทางกลับกัน กลับเป็นโอกาสที่ทำให้แบรนด์ทำรายได้ได้มากขึ้น จากเดิมที่ลูกค้าดูเดรสในไอจีแล้วซื้อตัวเดียว แต่ถ้ามาช็อปที่ร้าน ลูกค้ามีโอกาสได้เห็นสินค้ามากขึ้น แทนที่จะซื้อเดรส 1 ตัว อาจจะซื้อแอกเซสซอรี่มามิกซ์แอนด์แมตช์ให้ได้โททัลลุคเลยก็ได้

“หลายคนอาจมองว่าเราทำธุรกิจสวนกระแส แต่จริงๆ แล้วเราแค่พยายามอุดรอยรั่วของธุรกิจออนไลน์ ซึ่งส่วนใหญ่อยากมีหน้าร้านทั้งนั้น แต่เพราะต้องลงทุนสูง บวกกับถ้าแบรนด์ยังไม่สตรองพอก็เข้าห้างลำบาก เราก็มาตอบโจทย์ตรงนี้”

 

ในอนาคต จิ๊บบอกว่า วางแผนจะติดต่อกับแบรนด์ออนไลน์ของต่างประเทศที่มีสินค้าน่าสนใจมากมายมาวางขายในแฟ้บแล็บ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค ให้สมกับคอนเซ็ปต์ของชื่อ แฟ้บแล็บ (FabLab มาจาก Fabulous+Laboratory) หมายถึงสถานที่แห่งการทดลองของทั้งตัวเราที่ทดลองนำแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามา ตัวแบรนด์เองที่มาทดลองตลาด และลูกค้าเองที่ได้มาทดลองใช้บริการของแบรนด์ใหม่ๆ

“มาถึงวันนี้ แฟ้บแล็บกำลังจะขยายสาขา 3 แล้ว ถามว่าเร็วมั้ย แน่นอน แต่ถ้าถามว่าเราประสบความสำเร็จหรือยัง ยังอีกไกล เรายังเป็นแค่คนตัวเล็กๆ ที่อยากทำตามความฝันและความชอบของตัวเอง ทุกวันนี้สิ่งที่เราทำคืองานที่เรารัก ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาควบคู่ไปกับการทำงานเกี่ยวกับแฟชั่นที่เราชอบ” จิ๊บ กล่าวทิ้งท้าย

 

กฤษฎา อัศวพรสกุล ปรุงขนมในเทพนิยาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/434177

กฤษฎา อัศวพรสกุล ปรุงขนมในเทพนิยาย

โดย…ปอย   ภาพ  วิศิษฐ์ แถมเงิน

คาเฟ่ขนมหวานและบาร์ค็อกเทลนานาชนิด ร้านม็อกกิงเทลส์ (Mocking Tales) ร้านคาเฟ่สุดชิก อยู่ในโครงการเดอะเมซ ช็อปปิ้งมอลล์ แกะกล่องใหม่ล่าสุดในซอยทองหล่อ ตกแต่งสไตล์ปราสาทโกธิกสีดำสร้างบรรยากาศลึกลับเหมือนหลงเข้าไปอยู่ในเทพนิยายเรื่องโปรด วันนี้ เชฟเจี้ยน-กฤษฎา อัศวพรสกุล จึงมาในชุดอัศวินแต่ไม่มีดาบเป็นอาวุธ เพราะหน้าที่เชฟ คือ ปรุงขนมแสนอร่อยปรนเปรอแด่เจ้าหญิงเลอโฉม

ก่อนจินตนาการจะเพริศแพร้วไปไกลกว่านี้ เชฟหนุ่มวัยเพียง 24 ปี ก็รีบเล่าถึงโทสต์หน้าตาน่าตื่นเต้นที่เขาตั้งใจทำอย่างสุดฝีมือ

“เพิ่งเปิดร้าน 4 เดือนครับ คอนเซ็ปต์ร้านแฟรี่เทล ขนมช่วงต้นปี Chapter 1 ผมครีเอทให้เข้ากับช่วงเฉลิมฉลอง เบเกอรี่เสิร์ฟแบบจุดไฟให้ความรู้สึกเหมือนต้องเวทมนตร์ ต่อมาใน Chapter 2 จึงต้อง
ตื่นเต้นไม่แพ้กัน กลายเป็นคอนเซ็ปต์โจรสลัด โทสต์ชิ้นนี้ชื่อ The Lost Treasure-หีบสมบัติที่สาบสูญ แล้วจะถูกค้นพบโดยโจรสลัดผู้ที่ได้ดื่มค็อกเทลที่ชื่อ Mermaid Tear-น้ำตานางเงือก ทั้งเบเกอรี่และค็อกเทลมีกิมมิกสอดคล้องกัน

 

 

 

ในแต่ละซีซั่นก็จะเปลี่ยนเมนูไปทุกๆ ฤดู เพื่อความตื่นเต้นเพราะคนกินขนมร้านเราส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นชอบอัพรูปขึ้นอินสตาแกรมกันทั้งนั้นนะครับ” เชฟเจี้ยน แนะวิธีกินให้อร่อย ขุด ขุด และขุด ขนมปังที่เป็นหีบสมบัติมีอะไรซุกซ่อนอยู่ข้างในหนอ?!!

“ขนมชิ้นนี้เป็นลาวาโทสต์ กินให้อร่อย ต้องกินทุกอย่างมิกซ์รวมกันครับ มาร์ชเมลโล่ คอร์นเฟล็กส์ และผลไม้เปรี้ยวส้มและหวานกล้วยเชื่อมอยู่ในลาวาซอสชาสูตรพิเศษของร้าน ต้องขุดหีบสมบัติ (ขนมปัง) หรือผ่ากลางก็ได้นะครับให้ไส้ลาวาทะลักออกมา กินคู่กับไอศกรีมรสรัมแครนเบอร์รี่ และคุกกี้มอนสเตอร์ ผมเสิร์ฟพร้อมน้ำมะนาวสดช่วยตัดเลี่ยนได้ดี

ร้านนี้เปิดในสไตล์ Dessert and Bar เปิดตั้งแต่กลางวันเป็น Daylight เสิร์ฟชากาแฟ ขนมเบเกอรี่ ไอศกรีมหรือสมูทตี้ และกลางคืนกลายเป็นอีกด้านมืดของนิทานแฟรี่เทล Night Time บรรยากาศร้าน
ดิมเมอร์แสงไฟลง เสิร์ฟค็อกเทลคู่กับของหวานไปจนถึงสี่ทุ่ม มีเบอร์เกอร์เนื้อวางุ ไส้กรอกหมู เป็นตัวเลือกให้ด้วยและทั้งหมดนี้ผมกับเพื่อนอีกสามคนช่วยกันทำครับ” เชฟเจี้ยน หนุ่มหน้าใสบอกว่างานในครัวได้มาจากการไปหาประสบการณ์ในออสเตรเลียสองปีกว่า

“ผมไม่เคยทำขนมทำอาหารจริงจังนะ ตอนจบบริหารธุรกิจที่เอแบคก็เหมือนวัยรุ่นทั่วๆ ไป อยากค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบจริงๆ ก็เลือกไปเรียนเมลเบิร์น เด็กไทยไปเรียนเป็นพวก Work and Holiday ผมทำพาร์ตไทม์เป็นบาริสต้าเพราะเงินดีกว่าเสิร์ฟ ก็กลายเป็นว่าที่นี่วัฒนธรรมกาแฟสไตล์อินดี้คาเฟ่กำลังอยู่ในกระแสแรงมาก ทำให้ผมหลงใหลกาแฟไปเลยและได้ความรู้เยอะมาก

พอช่วงบ่ายๆ ก็ไปทำงานต่อ Kitchen Hand ผู้ช่วยในครัว หั่นผัก หั่นเนื้อ ก็ได้ประสบการณ์ทำอาหารคาว พวกเบอร์เกอร์ง่ายๆ ขนมทำยากกว่าเยอะครับ ใช้ความรู้สึกแบบของคาวไม่ได้เลยที่เราชิมแล้ว
พอดีก็โอเคแล้ว ขนมต้องเป๊ะตั้งแต่ขั้นการตวง ถ้าสูตรเพี้ยนขนมก็ไม่ฟู ต้องรอเวลาเคี่ยวน้ำตาลให้พอดี แล้วยังมีการประดิดประดอยหน้าตาขนมปั้นน้ำตาลเป็นโซ่ทั้งปั่นทั้งพิมพ์บล็อก สำหรับผู้ชายยากมากครับ” เชฟเจี้ยน กฤษฎา บอกพลางหัวเราะทิ้งท้าย

 

เกรซ ล้อบุณยารักษ์ เรื่องสุขภาพต้องลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/433981

เกรซ ล้อบุณยารักษ์ เรื่องสุขภาพต้องลงทุน

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ…  ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ในวันที่แดดจัดอากาศร้อนจนแทบละลาย เรามีนัดกับหญิงสาวรูปร่างกะทัดรัด หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสเสียงดังฟังชัด เธอเป็นนักธุรกิจสาววัย 30 เศษๆ ที่สร้างเนื้อสร้างตัวมาตั้งแต่จบจากมหาวิทยาลัยในวัย 20 ต้นๆ ใช้เวลาเพียง 10 กว่าปี เธอสามารถปั้นธุรกิจให้มีเงินสะพัดหมุนเวียนในระดับหลายร้อยล้านบาทด้วยความมุมานะอุตสาหะทุ่มเทกับงานอย่างเต็มที่

เกรซ ล้อบุณยารักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมคโคร ไบโอติกส์ ผู้นำเข้าอาหารเสริมสุขภาพจากสหรัฐอเมริกา ผู้บริหารสาวรุ่นใหม่ไฟแรงที่กล้าคิดนอกกรอบและทำในสิ่งที่ตัวเองรัก จนเกือบจะขึ้นแท่นว่าที่นักธุรกิจพันล้านคนล่าสุดของประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้ เธอเล่าย้อนหลังให้ฟังว่าครอบครัวของเธอประกอบธุรกิจโรงงานผลิตเส้นจันท์ส่งออกไปยังหลายประเทศในแถบเอเชียมีโรงงานผลิตอยู่ที่ภาคเหนือ เธอจึงเลือกเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร (Food Science) จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อหวังจะมาช่วยต่อยอดธุรกิจของบ้านที่ จ.แพร่

หลังจากเรียนจบปริญญาตรีแล้ว เธอกลับพบว่าไม่ได้ชอบงานแบบที่ครอบครัวทำอยู่ และโชคดีที่มีพี่ๆ ช่วยอยู่แล้ว จึงขออนุญาตคุณพ่อสร้างธุรกิจใหม่ของตัวเอง โดยธุรกิจที่เธอสนใจนั้นเป็นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สร้างโครงการบ้านจัดสรร ทาวน์เฮาส์ อาคารพาณิชย์ การลงทุนในที่ดินเปล่าซื้อมาขายไป หรือซื้อมาเพื่อพัฒนาโครงการ โดยเริ่มทางภาคเหนือตามถิ่นกำเนิดของเธอ โดยร่วมหุ้นกับพี่สาวอีกคน ในชื่อบริษัท อัญชลี เรียลเอสเตท ทำโครงการบ้านอมันตรา ที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ รวมๆ กว่า 1,000 หลังคาเรือน

“คือคุณพ่อก็ทำอยู่บ้างแต่ไม่จริงจังเท่าไหร่ ท่านทำโครงการเล็กๆ เราเห็นงานตรงนี้ว่ามันมีศักยภาพ มีตลาดที่น่าจะเติบโตได้อีก ก็เลยขอคุณพ่อทำ โดยเราแยกออกมาทำเองเลยตอนอายุ 22 ปี คือเรียนจบปุ๊บก็มาทำปั๊บมีคุณพ่อเป็นที่ปรึกษา เป็นผู้ค้ำประกันให้ ที่เหลือเธอก็ไปกู้ธนาคารเขียนโครงการเริ่มลุยเองทุกขั้นตอนตั้งแต่หาที่ดิน เลือกแบบงาน คุยกับสถาปนิก คุยกับวิศวกร คุมงานก่อสร้างอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ดูการตลาดการขายเอง ก็ถือว่าเป็นงานที่หนักเหนื่อยและไม่ง่ายเลยมีเรื่องจุกจิกเยอะ โดนโกงก็มี ฟ้องร้องขึ้นศาลกันก็มี โดยเฉพาะช่วงแรกๆ นี่เราเป็นผู้หญิงหน้าใหม่เพิ่งจบไม่มีประสบการณ์โดนลองของบ่อยมาก โดนขู่ฆ่าก็มี แต่เราก็ฟันฝ่ามาจนถึงวันนี้ได้ก็สาหัสเหมือนกัน แต่เราก็ผ่านมาถึงจุดนี้ได้ทำให้เราเป็นคนเข้มแข็งสู้ไม่ถอยไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้มภูมิใจ

จนถึงวันนี้มูลค่าสินทรัพย์ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของเธอนั้นเกือบ 1,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันเธอเริ่มลดบทบาทลง โดยจ้างมืออาชีพเข้ามาดูแลมากยิ่งขึ้น ไม่ลุยเดี่ยวเหมือนยุค 4-5 ปีแรก ประกอบกับช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เริ่มซบเซา เธอจึงเริ่มชะลอโครงการลงไม่ทำปีละหลายๆ โครงการหมือนเช่นที่ผ่านมา ซึ่งจากการทำธุรกิจเป็นของตัวเองมาตลอด 12 ปีนั้น ทำให้เธอเติบโตเข้มแข็งและเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก

กระทั่งเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมาคุณพ่อของเธอเริ่มเจ็บป่วย มีปัญหาสุขภาพอย่างรุนแรง เธอจึงเริ่มลดงานน้อยลงเพื่อแบ่งเวลามาดูแลคุณพ่ออย่างใกล้ชิด และเริ่มหันมาสนใจใส่ใจในเรื่องสุขภาพอย่างจริงจังและเข้มข้นขึ้นทุกขณะจนกระทั่งล่าสุด เธองดเนื้อสัตว์ใหญ่ และพัฒนามาเป็นมังสวิรัติมา 3 ปีกว่าแล้ว เรียกได้ว่าเป็นสาวรักสุขภาพมากๆ

 

เธอเล่าว่ากินอาหารเพื่อสุขภาพมานานมาก ก่อนที่จะฮิตอย่างในปัจจุบันเสียอีก ยามว่างของเธอชอบการออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจ โดยชอบไตรกีฬามากที่สุด หากมีการจัดแข่งไตรกีฬาเมื่อไรจะต้องมีเธออยู่ในเกือบทุกครั้ง และปกติเธอจะวิ่งเครื่องวิ่งที่บ้านทุกวัน เพราะนอกจากได้ออกกำลังกายตามประสาคนรักสุขภาพ เธอบอกว่ายังเป็นวิธีคลายเครียดชั้นเลิศของเธอ

นอกจากนี้ เธอยังศึกษาเรื่องแพทย์ทางเลือกมากขึ้น เพราะคุณพ่อป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง จนกระทั่งทุกวันนี้คุณพ่อหายเป็นปกติ ทำให้เกรซมีความฝันที่จะสร้างศูนย์ดูแลสุขภาพจากแพทย์ทางเลือก เพราะอยากจะแบ่งปันสุขภาพที่ดีให้คนทั่วไป โดยหวังว่าจะให้พวกเขาเหล่านั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากที่นอนป่วยอยู่ก็สามารถลุกขึ้นมาช่วยเหลือตัวเองได้

ล่าสุด ได้จัดโปรเจกต์แชริตี้ทำสิ่งดีๆ ตอบแทนสังคม เดอะกิฟเวอร์ โปรเจกต์ 1 (The Giver Project 1) ขึ้นมา เพื่อหารายได้สมทบทุนช่วยเหลือวัดพระบาทน้ำพุ เนื่องในวันเอดส์โลก 1 ธ.ค. และเขียนหนังสือที่ให้ความรู้เรื่องสุขภาพ โดยนำประสบการณ์จากการดูแลรักษาคุณพ่ออย่างใกล้ชิดของเธอชื่อ กินกันตาย เป็นบันทึกเรื่องเล่าจากประสบการณ์คนป่วยใกล้ตายที่หายจากโรคร้ายแค่กินผัก กินหญ้า เท่านั้น

 

“หลังจากที่คุณพ่อป่วยมา 4 ปีกว่านี่เราหมดเงินในการรักษามากมายและโชคดีที่รักษาหายกลับมาเกือบเท่าเดิม ทำให้ได้สติขึ้นมาว่า ต่อให้มีเงินมากมายแต่สุขภาพย่ำแย่ชีวิตก็แทบจะหาความสุขไม่ได้เลย ทั้งตัวคนป่วยเองและคนรอบข้าง ดังนั้นถ้าจะลงทุนเรื่องการทำธุรกิจหาเงินทองมากมายเพื่อให้ได้ผลกำไร เราก็ควรจะมาลงทุนเรื่องสุขภาพกันด้วยในการดูแลให้ร่างกายแข็งแรงไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ มีเวลาออกกำลังกาย ได้เลือกอาหารสุขภาพดีๆ มีเวลาทำอาหารดีๆ กินเองบ้าง ได้เลือกอาหารเสริมบำรุงสุขภาพดีให้กับตัวเอง เมื่อก่อนไม่สนใจว่าต้องกินอาหารเสริมคิดว่าไม่จำเป็น จนกระทั่งคุณพ่อป่วยถึงรู้ว่าหลายครั้งอาหารปกติที่กิน มันไม่เพียงพอบางอย่างเราต้องหาอาหารเสริมเป็นตัวช่วยในยามที่เราเจ็บป่วย ถึงเริ่มนำเข้าเมื่อต้นปีที่ผ่านมา”

เกรซ กล่าวทิ้งท้ายว่า ตอนที่ยังเป็นหนุ่มเป็นสาวร่างกายยังแข็งแรง มนุษย์เราอาจจะยังไม่เห็นความจำเป็นว่าต้องดูแลสุขภาพเรื่องอาหารการกิน เรื่องการออกกำลังกาย การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ จนกระทั่งเข้าสู่วัยกลางคนโรคภัยไข้เจ็บเริ่มมาเราถึง จึงรู้ว่าการมีร่างกายที่แข็งแรงนั้นเป็นลาภอันประเสริฐ รีบดูแลร่างกายเสียแต่วันนี้เพื่อที่จะเป็นคนสูงวัยที่แข็งแรงเป็นคนแก่ที่มีความสุขทั้งร่างกายและจิตใจ