นภัสสร ธีรเนตร คนตัวเล็กคิดใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/433359

นภัสสร ธีรเนตร คนตัวเล็กคิดใหญ่

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ… ขจรเลิศ ฮกซุ่นเฮง

ความท้าทายในบริษัทสตาร์ทอัพต่างชาติคืองานน่าเร้าใจของ ปิ่น-นภัสสร ธีรเนตร แบรนด์แอมบาสซาเดอร์แฮพเพ่น (Happn) ประจำประเทศไทย แอพพลิเคชั่นน้องใหม่สัญชาติฝรั่งเศสที่กำลังแพร่หลายไปทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือประเทศไทยที่ข้ามทวีปเข้ามาได้เพราะเธอ

ในยุคที่ทุกคนมีสมาร์ทโฟนและแอพพลิเคชั่นหลากหลายบนหน้าจอ แอพพลิเคชั่นใหม่จึงน่าสนุกสำหรับผู้ใช้และน่าสนใจสำหรับผู้คิด อย่างแฮพเพ่น หนึ่งไอเดียที่จับไลฟ์สไตล์คนเมืองด้วยเทคโนโลยีระบุตำแหน่งแบบเรียลไทม์ (Geolocated) ที่ช่วยให้เพื่อนใหม่รอบตัวมีโอกาสกลับมาพบกันอีกครั้งในโลกออนไลน์ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาสู่การพบปะกันในชีวิตจริง

คนไทยเพิ่งรู้จักแฮพเพ่นอย่างเป็นทางการเมื่อ ก.พ.ที่ผ่านมา จากความพยายามของสาวรุ่นใหม่วัย 26 ปี ที่กล้าดีสมัครเข้าไปเป็นพนักงานคนไทยคนแรกในบริษัท แฮพเพ่น ของฝรั่งเศสที่เพิ่งก่อตั้งมาเพียง 2 ปี แต่มีคนใช้มากกว่า 17 ล้านคนทั่วโลก โดยเฉพาะในอังกฤษ ฝรั่งเศส และฝั่งอเมริกาใต้ สำหรับประเทศที่เพิ่งเปิดตัวไป 3 เดือน วันนี้มีคนรู้จักและใช้แอพพลิเคชั่นกว่า 2.5 แสนคน

“ยุคนี้เทคโนโลยีมาแรง คนจำนวนมหาศาลใช้บริการผ่านแอพและธุรกิจแอพก็เติบโตได้ในเวลาอันรวดเร็ว” เธอให้ข้อมูลว่า ตามสถิติมีคนไทยร้อยละ 37 เล่นมือถือทุกวัน และมีคนไทยอายุระหว่าง 20-37 ปี จำนวนกว่า 1.9 ล้านคน เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของแอพ ทว่าตัวเลขในไทยก็ยังไม่น่าพอใจถ้าเทียบกับฮ่องกงขยายไปเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว

หน้าที่หลักของแบรนด์แอมบาสซาเดอร์มี 2 อย่าง คือ เป็นกระบอกเสียงแทนคนไทยบอกเล่าวัฒนธรรม ลักษณะนิสัย เพื่อให้บริษัทเข้าใจลูกค้า และอีกด้านหนึ่งคือประชาสัมพันธ์บริษัทให้เป็นที่รู้จักของคนไทยซึ่งโดยสรุปแฮพเพ่นไม่ได้เป็นแอพพลิเคชั่นหาคู่หาแฟนเท่านั้น แต่แบ่งวิธีการเป็น 2 ประเภทใหญ่ ได้แก่ เพื่อหาเพื่อนที่มีไลฟ์สไตล์ตรงกัน และเพื่อทำความรู้จักกับคนที่อยากคุยมานาน แต่ได้เพียงเดินผ่านไปมา

“ปิ่นมองว่าผู้หญิงไทยอาจจะเขิน ยังไม่ชินกับการใช้แอพประเภทนี้ แต่เมื่อเราอยู่ในภาวะที่ผู้ชายหายากและผู้หญิงเป็นโสดเยอะ นี่จึงเป็นยุคที่ไม่ต้องรอปาฏิหาริย์ ผู้หญิงยุคใหม่ต้องเปิดโอกาสให้ตัวเอง ทำไมต้องรอให้ผู้ชายมาเลือก แอพนี้มันเหมือนประตูบานหนึ่งที่ผู้หญิงจะเปิดออกไปหาคนที่ถูกใจบ้าง”

จากสถิติแสดงให้เห็นว่า ผู้ชายตัดสินใจโหลดเร็วกว่าผู้หญิง นั่นเป็นเพราะรากฐานด้านขนบธรรมเนียมที่มีความละเอียดอ่อนและอ่อนไหว จึงกลายเป็นความท้าทายสำคัญในการทำตลาด“แอพนี้พิเศษตรงที่ว่า คุณต้องเคยเดินผ่านกันแล้วจริงๆ เหมือนเป็นโอกาสครั้งที่สอง ให้คนที่เดินสวนกันบนถนนแบบไม่สนใจกันได้มีโอกาสกลับมาคุยกันอีกครั้งผ่านแอพ ซึ่งกระบวนการคุยกันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองกดสัญลักษณ์รูปหัวใจเหมือนกัน หมายความว่าคุณมีใจตรงกัน มีความสนใจซึ่งกันและกันจริง และจากนั้นถึงอนุญาตให้แชตได้” นอกจากนี้ ข้อมูลต่างๆ ยังเชื่อมโยง
กับเฟซบุ๊กส่วนตัว ทำให้มั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าเขาหรือเธอมีตัวตนอยู่จริง และผู้ใช้งานต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป

เธอรู้จักแฮพเพ่นครั้งแรกตอนไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ ตอนนั้นเพื่อนๆ ชาวลอนดอนนิยมใช้เป็นปกติเพื่อหาเพื่อนที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งเธอก็ได้สัมผัสเองแล้วว่าน่าสนใจ จากนั้นในตอนที่สำเร็จการศึกษาและกำลังจะกลับเมืองไทย ทางบริษัท แฮพเพ่น ได้เปิดรับสมัครพนักงาน ซึ่งเธอก็ไม่รอช้า ได้ยื่นใบสมัครไปตั้งแต่ตอนนั้น

เธอเท้าความว่า บริษัทเปิดตัวครั้งแรกที่ปารีสเมื่อปี 2557 และแพร่หลายไปทั่วโลก ทั้ง ลอนดอน นิวยอร์ก ซานฟรานซิสโก มาดริด บาร์เซโลนา บัวโนสไอเรส เซาเปาโล เม็กซิโก มิลาน และไทย ส่วนเหตุที่เธอเลือกเริ่มงานในบริษัทสตาร์ทอัพ มิใช่องค์กรใหญ่ เพราะเห็นหนทางเติบโตในยุคดิจิทัล กำลังหาโอกาสเรียนรู้การทำงานในบริษัทต่างชาติ และอยากทำงานที่ค่อนข้างอิสระ

“สิ่งที่เป็นอุปสรรคน่าจะเป็นวัฒนธรรมระหว่างคนไทยและต่างชาติที่แตกต่างกัน และเรื่องของเวลาหรือไทม์โซนระหว่างไทยกับฝรั่งเศสที่มีเวลาทำงานตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง” นภัสสร กล่าว และความที่ไม่มีสำนักงานในเมืองไทยทำให้ต้องมีความรับผิดชอบในตัวเองสูง ทุกอย่างต้องจัดสรรจัดการเองและรายงานตรงกับบริษัทแม่ที่ฝรั่งเศสผ่านวิธีออนไลน์ อีกทั้งยังต้องรับแรงกดดันเรื่องการทำตลาดในสังคมไทยที่มีขนบธรรมเนียมเฉพาะ ทว่าปัจจัยทั้งหมดเธอกลับมองเห็นเป็นโอกาสที่จะแสดงฝีมืออย่างเต็มที่ สร้างความแปลกใหม่ให้สังคมไทยรู้จักแพลตฟอร์มการสื่อสารอื่นๆ ผ่านเทคโนโลยี และสามารถพูดได้เต็มปากว่าคนไทยรู้จักแฮพเพ่นได้เพราะเธอ

นอกจากเรื่องการทำธุรกิจ เธอยังมีความสนใจเรื่องจิตวิทยา “จิตวิทยาทำให้ใจกว้างขึ้น” เธอกล่าว “ทำให้เปิดรับคน เข้าใจคนมากขึ้น เพราะเราเข้าใจที่มาของอารมณ์และพฤติกรรม ซึ่งไม่ต่างจากการศึกษาธรรมะ”

เธอยังกล่าวด้วยว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม มนุษย์ต้องการเพื่อน ต้องการความรัก แต่ในยุคสมัยนี้ที่ทุกคนทำงานหนักและอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมตลอดวัน แอพจึงตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ นภัสสรจบการศึกษาระดับปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ 1 จากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นได้รับทุนการศึกษาต่อไปสู่ระดับปริญญาโทด้านการทำธุรกิจ มหาวิทยาลัยอิมพีเรียล ประเทศอังกฤษ

การเริ่มต้นทำงานในบริษัทสตาร์ทอัพหลังจบปริญญาโทจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เล็กน้อยแต่มหาศาล เพราะทำให้เธอได้ใช้ประสิทธิภาพในตัวเอง แสดงศักยภาพให้ประจักษ์ และยังเป็นจุดเชื่อมโยงไทยกับนานาชาติให้เกิดมิติใหม่ในสังคม

 

ประไพศรี ประเสริฐแก้ว นักธุรกิจที่ดี ต้องยึดมั่นคุณธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/432110

ประไพศรี ประเสริฐแก้ว นักธุรกิจที่ดี ต้องยึดมั่นคุณธรรม

โดย…วรธาร ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

การทำธุรกิจทั้งหลายบรรดามีไม่ว่าใครก็ต้องการผลกำไร เพราะยิ่งกำไรมากเท่าใดก็ยิ่งการันตีความเจริญมั่นคงและความอยู่รอดของบริษัทมากเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ คนที่ทำธุรกิจส่วนใหญ่จึงมุ่งเป้าไปที่ผลกำไรเป็นที่ตั้ง บางครั้งอาจละเลยเรื่องของคุณธรรมหรือธรรมาภิบาล

ทว่า สำหรับหญิงเก่งมากความสามารถคนนี้ น้ำตาล-ประไพศรี ประเสริฐแก้ว เจ้าของผลงานพ็อกเกตบุ๊กติดเบสต์เซลเลอร์ “พ่อจนสอนให้รวย 4 ปี 4 ร้อยล้าน” สาวหนองคาย วัย 40 ผู้ไปตั้งรกรากสร้างธุรกิจอย่างมั่นคงที่เชียงใหม่ กล้าพูดได้เต็มปากว่าการทำธุรกิจของเธออยู่บนพื้นฐานของคุณธรรมและไม่ได้มองผลกำไรเป็นที่ตั้ง เธอเชื่อว่าถ้าทำธุรกิจบนพื้นฐานของคุณธรรมไม่เอาเปรียบลูกค้าแล้วกำไรจะมาเอง เพราะลูกค้าให้ความเชื่อมั่นศรัทธา

ธุรกิจที่เธอทำอยู่ในปัจจุบันมี 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท ทักษะเพอเฟ็คท์ พรีเซนท์เทชั่น เอเจนซี่ ซึ่งเป็นบริษัทเกี่ยวกับงานโฆษณาและกิจกรรมทางการตลาด เช่น รับจัดกิจกรรมงานเปิดตัวสินค้า ห้างร้าน องค์กร (Grand Openning) กิจกรรมส่งเสริมการขาย งานประกวดต่างๆ งานเทศกาล โรดโชว์ เอ็มซี พริตตี้ แดนเซอร์ วางแผนการตลาดและบริหารงานขาย รับผลิตและออกแบบนิตยสาร โปสเตอร์ โบรชัวร์ นามบัตร รับผลิตและออกแบบป้ายทุกประเภท รวมถึงงานสติ๊กเกอร์และบูธแสดงสินค้า

บริษัทที่ 2 บริษัท เชียงใหม่ เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ ทำเกี่ยวกับการจัดฝึกอบรม สัมมนาทุกรูปแบบ และบริษัท เดอะจิ๊กซอว์ ดีเวลลอปเม้นท์ ธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่รู้จักดีในเชียงใหม่และเป็นธุรกิจที่ทำให้น้ำตาลประสบความสำเร็จอย่างมากในด้านการเงิน เพราะตลอด 4 ปีที่ทำโครงการจิ๊กซอว์ คอนโดมิเนียม ตั้งแต่โครงการหนึ่ง โครงการสอง โครงการสาม สามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทถึง 400 ล้านบาท

 

ใครจะคิดว่าลูกชาวนาที่มาจากครอบครัวยากจน มีพี่น้อง 10 คน และเธอเป็นคนที่ 9 จะนำพาตัวเองก้าวมายืนอยู่จุดนี้ได้อย่างทรนงองอาจไม่อายใคร ถือเป็นตัวอย่างของลูกอีสานขนานแท้ที่สู้ชีวิตจนประสบความสำเร็จ เหนืออื่นใดน้ำตาลมีแบ็กดีศรีประเสริฐคือคุณพ่อที่เป็นคนวัดใกล้ชิดพระศาสนา (ตอนนี้จากเธอไปแล้ว) คอยพร่ำสอนให้ตั้งมั่นอยู่ในความดีตั้งแต่เล็กจนโต

ถึงบรรทัดนี้ชีวิตและงานของน้ำตาลจึงน่าสนใจเพราะชีวิตของเธอสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายๆ คนได้เป็นอย่างดี แม้เป็นเด็กบ้านนอกและฐานะทางบ้านยากจน แต่เธอมีความมุ่งมั่นแรงกล้า เวลาทำอะไรจะตั้งใจและทุ่มเทเต็มที่ ตั้งแต่เรียนหนังสือก็หาเงินส่งตัวเองเรียนตั้งแต่ปริญญาตรีจนจบปริญญาโทไม่ทำให้ครอบครัวต้องเดือดร้อน

 

“ตาลจบ กศน.แล้วย้ายจากหนองคายมาอยู่กับพี่สาวที่เชียงใหม่ เรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยพายัพ เพราะพ่อสอนว่าถ้าอยากมีชีวิตที่ดีก็ต้องเรียน ปีแรกเรียนมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษจนสามารถพูดอังกฤษได้ค่อนข้างเยอะ แต่ขึ้นปี 2 เปลี่ยนมาเรียนนิเทศศาสตร์เพราะรู้ว่าตัวเองชอบพูดชอบคุย ชอบพรีเซนต์และนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ช่วงเรียนได้ทำงานไปด้วย โดยไปสมัครเป็นผู้ช่วยดีเจตามสถานีวิทยุ จัดรายการแทนดีเจบ้าง ทำสกู๊ปข่าวส่งบ้าง ส่งตัวเองเรียนจนจบ”

หลังจบปริญญาตรีจึงได้ไปสมัครทำงานเป็นเออีที่บริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง เป็นเวลา 3 ปี จนมีความรอบรู้และเชี่ยวชาญในด้านการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ทำให้มองเห็นโอกาสทางธุรกิจโฆษณา จึงออกมาเปิดบริษัทของตัวเองในปี 2547 คือ บริษัท ทักษะเพอเฟ็คท์ พรีเซนท์เทชั่น เอเจนซี่ ทำธุรกิจโฆษณาประชาสัมพันธ์

“ช่วงแรกเราเป็นเอเยนซี เป็นผู้วางแผนโฆษณาไม่ได้ผลิตเอง ธุรกิจดีมาก มีงานเข้ามาเรื่อยๆ แต่พอธุรกิจดีหน่อย ปีที่ 3-4 ก็มีคนเปิดตามมากขึ้น เกิดการแข่งขัน มีการตัดราคาอย่างรุนแรง เราเป็นเอเยนซีนี่ลำบากเลยเพราะต้องจ้างเอาต์ซอร์ส คิดตลอดเวลาทำยังไงบริษัทจะอยู่ได้ จึงหันไปจับงานขายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จวบวันหนึ่งโอกาสพลิกผันนำพาชีวิตมาเป็นดีเวลลอปเปอร์จนถึงปัจจุบัน”

นักธุรกิจหญิงเมืองหนองคาย เล่าว่า ด้วยความที่เป็นคนชอบมองอะไรสองมุมและชอบตั้งคำถามอยู่เสมอ ประกอบกับเป็นคนช่างสังเกต วันหนึ่งขับรถไปมองเห็นป้ายโฆษณาอสังหาริมทรัพย์ในเชียงใหม่ผุดขึ้นเยอะ แต่ละโครงการต้องการเซลส์ ทำให้มองเห็นหนทางในการทำให้บริษัทอยู่ได้ จึงฟอร์มทีมงานขายขึ้นมาแล้วไปเสนอต่อโครงการอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง

“ความที่เรามีพื้นฐานด้านการพูด ถนัดในการพรีเซนต์ จึงฟอร์มทีมงานขายเล็กๆ ขึ้นมาสองสามคนกับตัวเรา ได้ไปบริหารงานขายให้กับโครงการอสังหาริมทรัพย์โครงการหนึ่ง และด้วยความที่เราเป็นเออีเก่าและมีวิญญาณของการนักบริการในตัวเองทำให้สามารถปิดโครงการซึ่งไม่ใหญ่นัก คือ บ้านจำนวน 20 หลังได้ใน 6 เดือน เจ้าของโครงการชื่นชมมาก แต่เราได้มากกว่าที่เจ้าของโครงการตรงที่เริ่มเห็นว่าเงินไม่ได้หายาก เพราะพอเข้าไปบริหารไม่ได้ลงทุนอะไรมากก็แค่ลงทุนความรู้เท่านั้น ทำให้เจ้าของโครงการเชื่อว่าเราขายได้”

น้ำตาล เล่าต่อว่า พอปิดโครงการได้ก็มีการจ้างต่อ ทำให้ทีมของเธอมีชื่อเสียงขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นที่รู้จักในเชียงใหม่ จนกระทั่งได้มาบริหารการขายโครงการคอนโดมิเนียมซึ่งก็คือ จิ๊กซอว์ คอนโดมิเนียม (ต่อมาโครงการนี้เธอทำเอง) ซึ่งเจ้าของมีหลายคน เซ็นสัญญาล็อตแรกเธอทำได้ตามเงื่อนไข สามารถขายได้เกือบ 25 เปอร์เซ็นต์ของการขายทั้งหมด แต่ทำไปได้สักพัก ต่อสัญญารอบสองก็เกิดปัญหาถึงขั้นจะล้มโครงการ

“เชื่อไหมโครงการนี้ยังไม่ได้มีอะไรเลย ทีมของตาลขายกระะดาษและความน่าเชื่อถืออย่างเดียว ลูกค้าซื้อเพราะเชื่อถือในเราและทีมของเรา แต่จู่ๆ มาเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น แล้วเราเป็นคนเซ็นสัญญากับลูกค้ามันพันตัวเราด้วย เลยคิดว่าถ้าเจ้าของล้มโครงการลูกค้าจะรู้สึกอย่างไรเพราะที่เขาตัดสินซื้อนั้นเพราะเขาเชื่อในเรา จึงปรึกษาผู้ใหญ่ท่านหนึ่งท่านก็บอกว่าถ้าไม่ทำก็ต้องฟ้องกันยาว เพราะเอาเงินลูกค้ามาแล้วและเงินก็เข้าบริษัท ส่วนเราก็เสียชื่อไปด้วย”

นักธุรกิจหญิงคนเก่งยอมรับว่า ช่วงนั้นปัญหาหนักหน่วง เพราะมีเรื่องของการดำเนินการทางกฎหมายด้วย แต่ด้วยความที่เธอเป็นคนยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรมและเห็นว่าถ้าไม่ทำอะไรเลยคงไม่ดีแน่ จึงคุยกับเจ้าของโครงการและผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง บอกไปว่า ถ้าโครงการเป็นของเธอจะสามารถปิดโครงการได้แน่นอน

 

“คำพูดของตาลทำให้ผู้ใหญ่ท่านนั้นซึ่งเป็นเพื่อนของพี่สาวและท่านก็เห็นพัฒนาการของตาลมาตั้งแต่เด็ก รู้ว่าตาลลองได้ทำอะไรแล้วมุ่งมั่นทุ่มเท ท่านถามตาลว่าถ้ามั่นใจจะทำต่อไหมจะหาทุนให้ เลยบอกท่านว่าจะทำต่อ และเป็นโชคดีที่เจ้าของที่ดินให้ผ่อนเป็นปี ในที่สุดตาลทำโครงการนี้ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องสำเร็จในช่วง 4 ปี (2552-2556) มีรายได้อยู่ที่ 400 ล้านบาท”

นักธุรกิจหญิงจากเมืองหนองคาย กล่าวว่า หลังจากประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่ปี 2556-2557 เป็นช่วงที่ธุรกิจอยู่ตัว โดยเฉพาะบริษัทโฆษณา บริษัท ทักษะเพอเฟ็คท์ พรีเซนท์เทชั่น เอเจนซี่ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักก็ออโตรันโดยเธอไม่ได้เข้าไปยุ่งเพราะวางระบบไว้ดีแล้ว ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างก็ขายหมดแล้ว ส่วนที่ดินที่มีก็จะไปขึ้นก็ไม่ได้เพราะอสังหาริมทรัพย์ล้นตลาด และด้วยความที่เป็นคนอยู่ว่างไม่เป็นจึงหันจัดสัมมนา “รวยด้วยอสังหา” เพื่อให้ความรู้เรื่องต่างๆ เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์แก่คนที่สนใจ ซึ่งผลตอบรับดีมาก

“ก่อนที่จะจัดสัมมนาก็มีคนมาขอคำปรึกษาเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก ทั้งเจ้าของโครงการ ทั้งคนที่อยากซื้อ รวมถึงมีหลายโครงการจ้างไปเทรนฝ่ายขาย เลยคิดว่าถ้าจัดสัมมนาน่าจะเป็นประโยชน์แก่คนที่สนใจ ตาลมองว่า ดีเวลลอปเปอร์ (นักพัฒนา) มักมีข้อเสียคือสร้างมาแล้วขายๆ โดยไม่ได้คิดอะไร แต่ตาลจะมองว่าคนที่ซื้ออสังหาบางคนต้องเก็บเงินทั้งชีวิต ดีเวลลอปเปอร์ต้องสร้างสิ่งที่ดี ไม่ใช่ขายเอากำไรอย่างเดียว แต่ทุกวันนี้ทำธุรกิจเอาแต่กำไร เลยทำให้รู้สึกว่าเจอแต่ดีเวลอปเปอร์ที่แย่ๆ สงสารคนที่ไปซื้อเจอโครงการที่หลอกลวงบ้าง เอาเปรียบบ้าง”

น้ำตาล กล่าวว่า การสัมมนาเธอจะเอามุมที่ตัวเองเป็นดีเวลลอปเปอร์ทุกอย่างมาเล่าให้คนฟัง เช่น ถ้าจะซื้อต้องดูโครงการแบบไหนที่ไม่เอาเปรียบลูกค้า สัญญาต้องดูอะไรที่ซ่อนอยู่ โครงการไหนที่รับประกันก็ต้องเขียนไว้ในสัญญา ถ้าไม่อยู่ในสัญญาแสดงว่าโครงการไม่รับประกัน ไม่ต้องซื้อโครงการแบบนี้ทำไปก็ทะเลาะกัน นอกจากนี้ยังสอนหลายเรื่อง เช่น สอนให้ดูสัญญา สอนการเลือก การสกรีนโครงการที่ดี เลือกห้องและสอนวิธีกู้แบงก์ เป็นต้นอย่างครบถ้วน

“จริงๆ ตาลเปิดเพจให้ความรู้เรื่องอสังหาริมทรัพย์มาก่อน มีคนอินบ็อกซ์มามากหลากหลายปัญหา เช่น บางคนเจอโครงการไม่คืนเงิน ยึดเงิน บางโครงการไม่ได้คุณภาพตามที่โฆษณา ซึ่งตาลว่าคนทำธุรกิจสมัยนี้คุณธรรมลดลง ไม่มีความรับผิดชอบต่อลูกค้า ตาลจึงอยากจะสร้างดีเวลลอปเปอร์ที่สร้างเหมือนเรา มองเหมือนเรา คือมองคนที่จะซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมสักหลังเขาต้องเก็บเงินมาทั้งชีวิต ก่อนซื้อเขาก็ต้องอยากได้สิ่งที่ดี

การทำธุรกิจที่ดีต้องประกอบด้วยคุณธรรมเสมอ สำหรับตาลแล้วไม่ว่าจะทำอะไร ธุรกิจอะไร ตาลจะยึดมั่นในคุณธรรม ไม่คิดและไม่เคยเอาเปรียบลูกค้า ไม่เคยเอากำไรเป็นที่ตั้ง แต่ตาลเชื่อว่าให้สิ่งดีๆ ต่อลูกค้าแล้วเราก็จะได้สิ่งดีๆ กลับมาอย่างแน่นอน ตาลเชื่อในคำที่พ่อสอนเสมอ ที่ว่าทำอะไรก็ขอให้ยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องดีงามและไม่ผิดศีลธรรม” นักธุรกิจหญิงเมืองหนองคายทิ้งท้าย

 

เจฟเฟรี่ เดวิด พิทแมน เต็มที่กับเส้นทางที่เลือก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/431679

เจฟเฟรี่ เดวิด พิทแมน เต็มที่กับเส้นทางที่เลือก

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“หากวันนี้ผมไม่ได้เป็นเชฟ ผมคงเป็นนักสเกตทีมชาติ (หัวเราะ) เพราะสมัยเด็กผมชอบเล่นสเกตมาก และเคยคิดว่าจะเอาดีทางกีฬา แต่สุดท้ายเมื่อชีวิตมาถึงทางแยก ผมกลับเลือกเป็นเชฟ ถามว่ามองย้อนกลับไป เสียใจกับเส้นทางที่เลือกมั้ย ไม่นะครับ มีบ้างที่คิดเล่นๆ ว่า ถ้าได้เป็นนักสเกตคงดี แต่กลับกัน เพื่อนเราที่เห็นเราเป็นเชฟ เขาก็แอบชื่นชมและอยากเป็นแบบเราบ้างเหมือนกัน”

ความรู้สึกจากใจของเชฟเจฟเฟรี่ เดวิด พิทแมน เชฟหนุ่มลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ซึ่งปัจจุบันรับหน้าที่เป็นซูส์เชฟอยู่ที่ร้านเดอะ การ์เด้นส์ ออฟ ดินสอ พาเลซ

เชฟเจฟเฟรี่พาย้อนวันวานไปสู่จุดเริ่มต้นของการเข้าสู่อาชีพเชฟว่า เพราะรักในการทำอาหาร สมัยเด็กชอบเข้าครัวตามคุณยายไปทำอาหารเสมอ ในวัยเด็กเขาไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งแพชชั่นที่มีต่อการทำอาหารนี้จะเป็นแรงผลักดันให้เขาก้าวสู่อาชีพเชฟ

“จำได้ว่าประมาณ 10 ขวบผมก็เริ่มเข้าครัวทำอาหารแล้ว ตอนนั้นผมยังไม่ได้คิดถึงขั้นว่าเชฟจะเป็นอาชีพในฝันของผม เพราะช่วงวัยรุ่นผมเริ่มชอบเล่นสเกตด้วย ได้มีโอกาสเข้าไปอยู่ในชมรมสเกตบอร์ดประเทศไทยและใฝ่ฝันอยากเป็นนักกีฬาสเกตบอร์ดทีมชาติ ผมเล่นกีฬานี้ตั้งแต่อายุ 16-23 ปี ตอนหลังๆ ถึงเริ่มห่างๆ ส่วนหนึ่งเพราะผมมองว่ากีฬานี้ยังไม่ค่อยได้รับความนิยมในบ้านเรา กับอีกเหตุผลสำคัญคือ ช่วงนั้นผมเริ่มพบกับอีกเส้นทางของชีวิต”

เชฟเจฟเฟรี่ บอกว่า หลังจากเรียนจบอินเตอร์เนชั่นแนล สคูล สาธิต อุดมศึกษาที่พัทยา เขาตัดสินใจเก็บกระเป๋าเข้ามาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยแสตมฟอร์ด ในกรุงเทพฯ โดยเลือกเรียนด้านบิซิเนส แมเนจเมนต์ ระหว่างที่เรียน เขาก็ทำงานพาร์ตไทม์ไปด้วย โดยเขาเลือกไปทำงานที่ร้านอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนแห่งหนึ่ง

“ผมทำงานที่ร้านนี้นานถึง 5 ปี เริ่มตั้งแต่การเป็นผู้ช่วยเชฟ เตรียมผัก หั่นผัก ไต่เต้ามาเรื่อยๆ จนสุดท้ายได้เป็นหัวหน้าแผนกครัว ผมสนุกมากกับการทำงานที่นี่ ได้เรียนรู้หลายอย่าง จากตอนแรกเราแค่พอมีพื้นฐานในการทำอาหาร มาร้านนี้ก็ได้เรียนรู้การทำอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ช่วงปีแรกที่ผมมาทำงานที่นี่ ผมทำแค่วันธรรมดา แล้วหยุดเสาร์ อาทิตย์ เพื่อไปเรียน แต่พอทำมาสักพัก ผมตัดสินใจพักการเรียนไว้ก่อนเพื่อมาทำงานเต็มตัว เพราะปกติคนทำงานร้านอาหารจะรู้ว่าเสาร์-อาทิตย์งานในครัวจะยุ่งมาก เพราะฉะนั้นถ้าผมอยากเรียนงานในครัวให้ครบกระบวนการ ผมก็ต้องพักการเรียนไว้ก่อน”

 

เชฟหนุ่มผู้รักในการทำอาหารเป็นชีวิตจิตใจ บอกว่า โชคดีที่ทางบ้านให้อิสระกับการตัดสินใจ ไม่คัดค้านที่เขาจะเลิกเรียนแล้วมาจริงจังกับการเป็นเชฟ แต่เขายังบอกตัวเองเสมอว่า วันหนึ่งจะต้องกลับไปเรียนให้จบและคว้าใบปริญญามาให้ได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากสั่งสมฝีมือในร้านอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนได้ 5 ปี เขาตัดสินใจพาตัวเองไปสู่อีกบททดสอบด้วยการมองหาวัตถุดิบและสไตล์การปรุงอาหารใหม่ๆ ด้วยการย้ายไปทำงานในร้านอาหารสไตล์อิตาเลียน

“ผมย้ายมาทำงานที่ร้านอาหารสไตล์อิตาเลียน เพื่อเรียนรู้พื้นฐานการทำอาหารอิตาเลียน ได้ฝึกการทำพิซซ่า สปาเกตตี ผมอยู่ที่นี่ได้ 1 ปี ก็ย้ายไปทำร้านอาหารซีฟู้ด เพื่อเปิดโลกการเรียนรู้ของตัวเองอีกครั้ง มาที่ร้านนี้ทำให้ผมได้รู้จักกับปลาอีกหลายชนิดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ได้เรียนรู้การทำอาหารสเปน ผมทำงานอยู่ที่นี่ปีครึ่งก็ย้ายมาทำงานที่ร้านเดอะ การ์เด้นส์ ออฟ ดินสอ พาเลซ”

หลังจากโลดแล่นในวงการอาหารมาร่วม 10 ปี เชฟหนุ่มในวัย 27 ปี บอกว่า ภายใน 5 ปีนี้ เขาวางแผนว่าอยากจะเปิดร้านอาหารของตัวเอง โดยตั้งใจเปิดร้านอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน เพราะหลงใหลในอาหารสไตล์นี้ ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่การเลือกวัตถุดิบทั้งอาหารทะเลและเครื่องปรุงที่ได้คุณภาพมาปรุง ด้วยดึงเอารสชาติที่มีเอกลักษณ์หลากหลายของทั้งฝรั่งเศสตอนใต้ อิตาลี โมร็อกโก มาไว้รวมกัน

“ทุกวันนี้นอกจากการทำอาหาร ผมยังเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการร้านอาหารไปด้วย เพราะการเป็นเชฟไม่ได้หมายความว่าแค่ทำอาหารให้อร่อย แต่ต้องบริหารคน บริหารทีมให้ได้ และตัวผมเองยังคิดว่ามีอีกหลายอย่างที่อยากเรียนรู้ สิ่งหนึ่งที่ผมทำเสมอคือ การถามในทุกสิ่งที่สงสัย ผมเรียนรู้ตลอดเวลา ไม่เฉพาะจากคนที่ตำแหน่งสูงกว่า แต่จากน้องๆ ในครัวก็เช่นกัน“

ถามว่าอะไรคือเสน่ห์ของอาชีพนี้ เชฟหนุ่มอมยิ้มแล้วตอบว่า คงเป็นเพราะโลกของอาหารไม่มีคำว่าสิ้นสุด ทุกวันมีเรื่องใหม่ให้เรียนรู้ตลอดเวลา ยกตัวอย่าง ต่อให้เป็นเมนูบ้านๆ อย่างกะเพรา เราก็ใส่
ไอเดียสร้างสรรค์เข้าไปได้ไม่สิ้นสุด เช่น วันนี้เป็นกะเพราหมู เราอาจจะเลเวลอัพต่อมาให้เป็นกะเพราเนื้อแกะก็ได้ เป็นต้น

“งานเชฟเป็นงานที่เหนื่อยนะ แต่ทุกครั้งที่ผมเห็นคนอื่นกินอาหารที่เราทำแล้วบอกว่าอร่อย ผมก็มีความสุขแล้ว หายเหนื่อยเลย ผมคิดว่าตลอดชีวิตของผมคงไม่ไปจากอาชีพนี้ ถึงต้องทำอาหารจานเดิมๆ แต่ผมต้องทำให้อร่อยกว่าเดิมทุกครั้ง” เชฟเจฟเฟรี่ กล่าวทิ้งท้าย

เมนู Roasted Rack of Lamb

ส่วนผสม

1.ซี่โครงแกะ 250 กรัม 6.ไวน์แดง 100 มิลลิลิตร

2.มันฝรั่ง 150 กรัม 7.น้ำสต๊อกแกะ 100 มิลลิลิตร

3.เบบี้ แครอต 20 กรัม 8.หัวหอม 50 กรัม

4.มะเขือเทศเชอร์รี่ 20 กรัม 9.ผิวส้ม 20 กรัม

5.โรสแมรี่ 10 กรัม 10.เนย 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1.นำเนื้อแกะไปหมักเกลือ พริกไทย และโรสแมรี่ จากนั้นนำไปเซียร์จนได้สีโกลเด้น บราวน์ ทั้งสองด้าน ก่อนจะเอาขึ้นมาพักให้ใส่เนยลงไปที่กระทะ 1 ช้อนโต๊ะ เพื่อเพิ่มความหอมให้กับเนื้อแกะ

2.นำมันฝรั่งไปต้มจนสุกโดยใส่ใบเบย์ โรสแมรี่ และเกลือ จากนั้นนำมาหั่นเป็นลูกเต๋า แล้วนำไปผัดกับหัวหอม เกลือ พริกไทย และพาร์สลีย์

3.นำมะเขือเทศเชอร์รี่ตุ๋นในน้ำมันมะกอก และผิวส้ม ใบเบย์ ที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส ประมาณ 20 นาที แล้วนำมาพักไว้

4.นำไวน์แดงมาตั้งเตา ค่อยๆ เคี่ยวให้ไวน์เหลือ 1 ใน 4 ของหม้อจากนั้นใส่น้ำสต๊อกแกะลงไป ปรุงด้วยเกลือ พริกไทย และก้านโรสแมรี่เคี่ยวจนเป็นซอสข้น จากนั้นนำส่วนผสมที่ทำเสร็จตั้งแต่ 1-3 มาจัดแต่งในจาน แล้วราดด้วยน้ำซอสที่เตรียมไว้

 

ขอทำในสิ่งที่มีความสุข มนต์ริสสา ลีนุตพงษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/431435

ขอทำในสิ่งที่มีความสุข มนต์ริสสา ลีนุตพงษ์

โดย…วราภรณ์  ภาพ… ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ผลงานของอาร์ติสต์จากประเทศไทยเพียง 5 คนเท่านั้นที่เคยได้ลงในเว็บไซต์โชว์งานศิลปินใน notjustalabel.com เว็บไซต์ที่จะคัดเฉพาะผลงานของนักออกแบบที่โดดเด่น และเป็นที่รู้จักดีของคนในแวดวงนักออกแบบ หากใครมีผลงานได้ลงในเว็บไซต์นี้การันตีฝีมือได้ว่าไม่ธรรมดา

หนึ่งในคนไทยที่ผลงานได้ลงในเว็บไซต์นี้คือ ผลงานออกแบบเครื่องประดับและเสื้อผ้าของ โบว์-มนต์ริสสา ลีนุตพงษ์ เจ้าของแบรนด์ สกิน ออน สกิน บาย มนต์ริสสา (Skin on Skin by Monrissa) ซึ่งสืบเนื่องมาจากผลงานออกแบบเสื้อลายจิ๊กซอว์ของมนต์ริสสาได้ลงในหลุยส์ วิตตอง ซิตี้ไกด์ จึงทำให้การเสนอชื่อและผลงานของเธอเพื่อลงในเว็บไซต์ notjustalabel ไม่ใช่เรื่องยาก

นับย้อนไป 5 ปีก่อน เซเลบริตี้สาวสุดมั่น มนต์ริสสา เจ้าของแบรนด์ สกิน ออน สกิน บาย มนต์ริสสา ที่ผลงานมีความเป็นตัวของตัวเองสูง เธอเรียนจบปริญญาโทด้าน Image and Communications ปริญญาตรีด้าน Media Arts จากอังกฤษ และสร้างแบรนด์เสื้อผ้าของตนเองตามแรงบันดาลใจสุดศิลป์ของเธอ ที่แต่เดิมเสื้อผ้าแบรนด์ สกิน ออน สกิน บาย มนต์ริสสา และมนต์ริสสา กูตูร์ (Monrissa Couture) เคยเปิดที่ชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ ปัจจุบันย้ายร้านมาอยู่ย่านปทุมวันได้ประมาณ 2 ปีแล้ว ซึ่งเป็นบ้านของเธอเองที่คุณตายกให้ และต่อเติมสนามหญ้าด้านหน้าให้กลายเป็น คาเฟ่ แอท อีส (Cafe at Ease) คาเฟ่สุดชิกที่รวบรวมทั้งงานอาร์ต และดีไซเนอร์บูติก เพื่อปรับตัวให้รับกับสภาพเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน ที่ทำเพียงอาชีพเดียวคงไม่พอ

 

จากเดิมที่เคยขายเสื้อผ้าได้ดิบดี พอย้ายร้านสินค้ากลับขายดียิ่งขึ้น แล้วไม่ต้องเครียดเรื่องค่าเช่าอีกต่อไป แถมยังมีคาเฟ่ไว้ต้อนรับแขกที่สนใจงานศิลปะ เพราะแต่ละการออกแบบทั้งการตกแต่งภายใน การสร้างสรรค์ทั้งเมนูเครื่องดื่ม อาหาร และขนมรับประทานเล่น มนต์ริสสาเป็นผู้ออกแบบเองทั้งหมด

“ร้านนี้โบว์บริหารจัดการเอง จึงมีความเป็นตัวของตัวเองมาก คือเราทำผลงานที่ชอบมานำเสนอเท่านั้น แต่เดิมที่โบว์ชอบงานออกแบบที่ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่โบว์ชอบงานออกแบบทุกอย่าง จากเดิมเราเคยถูกจำกัด แต่ที่นี่เราได้เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น โบว์อยากนำเสนอความสุขให้ทุกคน ทั้งงานเสื้อผ้า การนำเสนออาหาร คาแรกเตอร์อาร์ต สถานที่ก็ตกแต่งแบบศิลปะ ดึงอะไรที่เป็นตัวตนออกมา โบว์ชอบออกแบบพวกวัสดุ งานตกแต่งภายในปีแรกๆ ที่เปิดแม้ไม่ได้โปรโมทแต่มีคนเข้ามาขอรีวิวเยอะมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่โบว์ภูมิใจมาก เพราะเราทำทุกอย่างด้วยใจ ด้วยความสุข และจริงใจ”

เมื่อมนต์ริสสาทำทุกอย่างด้วยความสุข แม้กระทั่งการสวมบทบาทเป็นดีไซเนอร์ เสื้อผ้าของเธอจึงไม่มีฤดูกาล แต่เสื้อผ้ากลับขายไปได้เรื่อยๆ เนื่องจากไม่ต้องเสียค่าเช่าร้าน จึงไม่มีความกดดันทั้งสิ้น แถมทำกำไรได้มากกว่าถึง 10 เท่าจากปีก่อน อาจเป็นเพราะเธอเรียนรู้การปรับตัวให้เข้ากับสภาวะเศรษฐกิจและตลาดเสื้อผ้าที่แข่งขันกันสูง ซึ่งธุรกิจที่ทำกำไรเลี้ยงตัวได้ดีที่สุดคือ โซนกาแฟ และเพิ่มสินค้าคือของตกแต่งบ้าน เช่น ครกที่ทำจากเรซิ่น รวมถึงเครื่องประดับที่มีส่วนผสมของเรซิ่น ซึ่งมีเสน่ห์และมีลูกเล่น เป็นที่ถูกใจลูกค้าที่แวะเวียนเข้ามาชมผลงานการออกแบบของเธอ

 

“มีลูกค้าคนหนึ่งเป็นชาวต่างชาติ เข้ามาในร้านเห็นงานของโบว์และก็เข้ามาแนะนำตัวว่าเขาเป็นสื่อมาจากหลุยส์ วิตตอง ซิตี้ไกด์ ขอนำผลงานออกแบบเสื้อที่เป็นรูปจิ๊กซอว์ เขาเห็นแล้วเขาชอบ อยากนำผลงานโบว์ไปลงในหนังสือเขาหน่อย ทีแรกไม่เชื่อและโบว์ก็ไม่ได้สนใจว่าเขามาจากไหน ก็นั่งคุยกับเขา ผ่านไปสักระยะผลงานของโบว์ได้ลงในหนังสือคอลัมน์ 10 ท็อปเทนของงานอาร์ตที่ดี เขาเลือกชิ้นงานจากตัวงานจริงๆ” จากผลงานออกแบบเสื้อที่ได้ลงใน หลุยส์ วิตตอง ซิตี้ไกด์ ถือเป็นโปรไฟล์ที่ดีของมนต์ริสสา จากนั้นการที่เธอเป็นแฟนคลับของเว็บไซต์ notjustalabel ตัวยง เพราะเธอรู้สึกศรัทธาในเว็บไซต์นี้ ซึ่งเธอติดตามอาร์ติสต์คนหนึ่งซึ่งไม่ได้มีชื่อเสียงมาก แต่เธอเห็นภาพกระเป๋าของเขาในแอพพลิเคชั่นหนึ่งแล้วชอบมาก จนเธอกลายเป็นแฟนคลับแบรนด์ในที่สุด

“กระเป๋าของอาร์ติสต์คนนี้สวยมาก เป็นชาวฮังการี ชื่อแบรนด์ลินดาซีโต (Lindasieto) งานเขาเหมือนงานสถาปัตยกรรม เราดูแล้วไม่ธรรมดา ซึ่งเมื่อ 3 ปีก่อนโบว์เข้าไปเยี่ยมชมเฟซบุ๊กของเขา มี 100 คนที่กดไลค์ แต่ปัจจุบันเป็นพันคน โบว์ได้สัมผัสว่าอาร์ติสต์คนนี้มีแนวการสร้างสรรค์งานคล้ายโบว์ คือไม่เน้นโปรโมท แต่เน้นการสร้างสรรค์ผลงานที่ดี ขายผลงานที่ผลงานจริงๆ โบว์ก็ซื้อผลงานของเขามาใช้ประมาณ 3 ปีแล้ว

“พอปีที่ 3 โบว์เข้าไปชมความก้าวหน้าของเขา ปรากฏว่ากระเป๋าของเขาได้ไปโชว์ในดีไซน์ มิวเซียม ของดูไบ เป็นเพราะเว็บไซต์ notjustalabel นำผลงานของศิลปินชาวฮังการีคนนี้ไปลง เขาก็เลยเป็นที่รู้จักของคนที่ชอบงานศิลปะในวงที่กว้างมากขึ้น” นอกจากกระเป๋าขวัญใจของมนต์ริสสาจะได้ไปโชว์ในดีไซน์ มิวเซียมแล้ว ผลงานของเขายังได้ลงในปฏิทินเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของกระเป๋าดีไซน์ที่เคยมีบนโลกนี้ เนื่องจากกระเป๋าของศิลปินท่านนี้สื่อถึงรสนิยมยุคสมัยได้ดี

 

มนต์ริสสาเล่าว่า ผลงานของศิลปินที่ได้ลงในเว็บไซต์ notjustalabel แปลว่าสินค้านั้นไม่ได้เป็นแค่แบรนด์เท่านั้น แต่หมายถึงสิ่งที่เขาขายมันมากกว่าแบรนด์ ผลงานของศิลปินต้องล้ำถึงจะเข้าตาจนสามารถเข้าไปโชว์ในเว็บไซต์นี้ได้ มนต์ริสสาจึงเกิดไอเดียอยากดำเนินรอยตามดิไอดอล ด้วยการเสนอผลงานของตัวเองไปนำเสนอให้ทางทีมงานของเว็บไซต์ดู โดยนำผลงานแหวนเรซิ่นผสมอีพ็อกซี่ รูปทรงเก๋ไก๋ เพื่อนำเสนอตัวตนของเธอ

“โบว์แนะนำตัวเองว่า เราโลว์โปรไฟล์นะ แต่เรามีชื่อเสียงด้านผลงานแหวกแนว ผลงานล่าสุดของเราลงได้ลงในหลุยส์ วิตตอง ซิตี้ไกด์นะ เรานำเสนอผลงานออกแบบแหวนของเราที่เขาที่แรกนะ เราอยากให้เขาดูว่าเป็นไง ส่งข้อมูลของโบว์ไปทางเฟซบุ๊ก ส่งเมสเซจง่ายๆ พอเขาเห็นผลงาน บอกตอบกลับมาว่า งานโบว์น่าสนใจมาก แต่เขาบอกว่าปกติวิธีคัดเลือกผลงานของเขา โบว์ต้องส่งลุคบุ๊กให้เขา เขาเลยให้โบว์ติดต่อไปที่บริษัทแล้วส่งลุคบุ๊กตามไปให้ หนึ่งเดือนต่อมาโบว์ถ่ายลุคบุ๊กเสร็จก็ส่งไปให้เขาดู วันต่อมาเขาส่งหนังสือเชิญให้โบว์นำผลงานของโบว์ลงในเว็บไซต์ของเขาได้เลย บอกวิธีเสร็จสรรพ ซึ่งโบว์เพิ่งลงผลงานไปในเว็บไซต์เมื่อเดือนที่แล้วเองค่ะ”

สิ่งที่มนต์ริสสาภูมิใจคือ ผลงานของเธอได้กระทบไหล่กับงานอาร์ตจากศิลปินเจ๋งๆ ทั่วโลก เป็นชิ้นงานที่ขายความคิดสร้างสรรค์จริงๆ

 

“มีผลงานศิลปินคนไทยเพียง 5 คนเท่านั้นที่ได้ลงในเว็บไซต์นี้ ซึ่งเขาเหล่านั้นไม่ใช่คนมีชื่อเสียง แต่มีผลงานที่โดดเด่น สำหรับโบว์ก็ไม่ได้ฮาร์ดคอร์ด้านศิลปะมาก โบว์คิดว่า โบว์เลยจุดที่จำเป็นกับการมีชื่อเสียงแล้ว แต่โบว์อยากสร้างคอมมูนิตี้เล็กๆ กับคนที่มีมุมมองคล้ายๆ กันกับโบว์ โบว์อยากเข้าไปเพื่อความสุข ตอนนี้โบว์ทำอะไรไม่ได้มองที่ชื่อเสียง โบว์อยากได้ความสุขที่สามารถอยู่กับเราไปได้นานๆ โบว์ศรัทธากับตรงนั้นมากกว่า ตอนนี้โบว์โฟกัสกับการสร้างผลงานศิลปะ สื่อไหนตรงกับเรา เราไปหาเขา อันไหนโฟกัสที่ความหวือหวา เราก็อย่าไป โบว์อยากอยู่ให้ถูกที่ถูกทาง เพราะถ้าเราอยู่ผิดที่เขาจะไม่เข้าใจกับผลงานที่เราทำ เราจะเสียอารมณ์และเสียแรงเปล่าๆ”

ความท้าทายอื่นๆ ที่มนต์ริสสาอยากทำต่อไปคือ พัฒนาโปรดักส์ของตกแต่งบ้านที่ทำจากเรซิ่น จนเธอรู้สึกพอใจแล้วค่อยออกวางจำหน่าย

“ตอนนี้โบว์ออกแบบทั้งเครื่องประดับ ของตกแต่งบ้าน ทำควบคู่กับงานออกแบบเสื้อผ้าด้วย ในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้นักออกแบบเสื้อผ้าต้องปรับตัว เพราะตอนนี้เหมือนเราแย่งเนื้อชิ้นเดียวกัน ก็เหนื่อยเกินไป โบว์โชคดีตรงไม่ต้องแข่งกับใคร

“เสื้อผ้าของโบว์ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นฝรั่งถึง 90% สำหรับนักออกแบบที่อยากทำงานออกแบบในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ลองออกแบบผลงานแล้วเก็บไว้เป็นพอร์ตโฟลิโออย่างเดียวพอ และหางานประจำอื่นๆ ทำไป ค่อยๆ ออกแบบผลงานไปเรื่อยๆ ในอนาคตถ้าเราชอบงานออกแบบจริงๆ เราก็เอาผลงานที่เราสร้างสรรค์นำไปเสนอแบรนด์ต่างๆ แต่ผลงานของเราต้องดีและได้มาตรฐาน เจ้าของแบรนด์หากชื่นชอบผลงานของเราก็จะจ้างเราออกแบบเสื้อผ้าเอง หรือนำไปเสนอแบรนด์เมืองนอกก็ได้ ก็หวังว่าจะโชคดี ซึ่งเราควรขยันและพัฒนาผลงานจนดีพอ”

 

เศรษฐีน้อยอสังหาฯ รวิโรจน์ อัมพลเสถียร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/431217

เศรษฐีน้อยอสังหาฯ รวิโรจน์ อัมพลเสถียร

โดย…ภาดนุ ภาพ… ทวีชัย ธวัชปกรณ์

นักธุรกิจหนุ่มหน้าตาดีวัย 32 ปี รวิโรจน์ อัมพลเสถียร หรือ โรจน์ เรียนจบด้านเภสัชกร จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แต่มาจับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สร้างอพาร์ตเมนต์ให้คนเช่า จนประสบความสำเร็จกลายเป็นนักอสังหาฯ ระดับร้อยล้าน

“เส้นทางสู่ธุรกิจอสังหาฯ ของผมได้ถูกปูทางมาตั้งแต่ผมยังเรียนเภสัชอยู่ปี 1-ปี 2 แล้วครับ อันที่จริงผมไม่ชอบเรียนด้านเภสัชหรอก แต่เรียนเพราะตามใจพ่อแม่ ผมจะชอบศึกษาในเรื่องการลงทุนซะมากกว่า เช่น การเล่นหุ้น และการลงทุนอสังหาฯ ซึ่งช่วงนั้นผมได้อ่านชีวประวัติของเศรษฐีคนดังทั้ง โซอิจิโร่ ฮอนด้า ลี กาชิง วอร์เรน บัฟเฟตต์ และบิล เกตส์ อ่านแล้วผมรู้สึกประทับใจว่าทุกคนไม่ได้ร่ำรวยมาตั้งแต่ต้น แต่พวกเขาสร้างเนื้อสร้างตัวมาด้วยตนเอง แถมยังใช้ชีวิตและทำในสิ่งที่ต้องการได้อย่างมีความสุข ผมจึงได้แรงบันดาลใจจากตรงนี้”

โรจน์บอกว่า ตอนเรียนเภสัชเขายังนึกในใจว่า ถ้าเรียนจบไปคงไม่ทำงานเป็นเภสัชกรแน่นอน เพราะไม่ใช่สิ่งที่ใจปรารถนา เมื่อหาความชอบเจอแล้ว โรจน์จึงขยันและอดทนเรียนไปด้วย พร้อมทั้งทดลองทำธุรกิจแรกไปด้วย นั่นคือการทำน้ำขิงผงชนิดชงน้ำร้อนแบบซองออกมาขาย แต่ทำได้สักพัก ไม่ถึงกับขาดทุน เมื่อต้นทุนน้ำตาลแพงขึ้นจึงหยุดทำไป

“หลังจากลองทำธุรกิจแรกแล้ว ผมยังรู้สึกว่าตัวเองขายของไม่ค่อยเก่ง จึงลองมาขายประกันชีวิตเพื่อเพิ่มทักษะในการขาย ซึ่งช่วยให้ผมเรียนรู้ในเรื่องวางแผนการเงิน ทำให้ผมกล้าพูดกล้าคุยกับคนอื่น จนทำยอดได้ดี ผมจึงบอกกับพ่อแม่ว่าต่อไปนี้ผมจะจ่ายค่าเทอมเองนะ พ่อแม่ไม่ต้องห่วง ยังไงผมต้องเรียนให้จบแน่นอน

 

“พอขายประกันได้สักพักก็เริ่มมีเงินเก็บห้าหมื่นบาท ผมจึงตัดสินใจนำเงินเก็บไปลงทุนในหุ้น เรียกว่าช่วงพักจากคาบเรียนนี่ผมจะเช็กหุ้นที่หน้าจอคอมพ์ตลอด ตอนหุ้นขึ้นได้เงินมาก็ดี แต่พอหุ้นตกเสียเงินไปก็นอนไม่หลับเลย ผมจึงหันมาอ่านหนังสือเรื่องการลงทุนอย่างจริงจัง นั่นคือการลงทุนระยะยาว แทนที่เราจะไปซื้อขายหุ้นตามที่คนอื่นเชียร์หรือตามที่เป็นข่าว ก็เปลี่ยนมาซื้อหุ้นจากการวิเคราะห์ว่าธุรกิจนั้นจะเติบโตและไปได้ไกล” เมื่อทราบแนวคิดที่ถูกต้องแล้ว โรจน์ก็เริ่มลงทุนอย่างจริงจังโดยเลือกซื้อหุ้นที่มีแนวโน้มที่ดี ทำให้พอร์ตการลงทุนเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนคนในครอบครัวพากันนำเงินมาเปิดพอร์ตซื้อหุ้นโดยให้โรจน์ช่วยดูแลให้

“วันหนึ่งรุ่นพี่ผมคนนึงก็ชวนไปดูคอนโดที่เขาจะซื้อไว้ลงทุน นอกจากคอนโดแล้วรุ่นพี่คนนี้ยังสร้างอพาร์ตเมนต์ให้เช่าด้วย เขาทำให้ผมได้รู้จักกับการทำธุรกิจแบบ Passive Income คือมีรายได้จากค่าเช่าโดยให้เงินทำงานให้เรา รู้แบบนี้ผมจึงขายหุ้นส่วนหนึ่ง แล้วนำเงินไปซื้อคอนโดที่อยู่ใกล้รถไฟฟ้าโซนอ่อนนุชเมื่อสิบกว่าปีก่อนเพื่อลงทุน

“โชคดีว่าการลงทุนอสังหาฯ ครั้งแรกของผมได้รับผลตอบแทนที่ดีมาก จนพ่อแม่และญาติก็ไปซื้อคอนโดเพื่อลงทุนบ้าง แล้วพอขายต่อก็ได้กำไรกันทุกคน ตอนนั้นผมเรียนอยู่ปี 3 ปี 4 แต่มีเงินเก็บเป็นล้านบาทเลย จากนั้นผมก็ค่อยๆ ลงทุนเพิ่ม โดยซื้อหุ้นเพิ่มบ้างจนเริ่มมีเงินมากขึ้นเรื่อยๆ”

โรจน์บอกว่า ช่วงที่เขาใกล้จะเรียนจบ ป.ตรี ครอบครัวได้ย้ายจากบ้านเก่าเพื่อจะไปปลูกบ้านหลังใหม่บนที่ดินของครอบครัวแถวถนนศรีนครินทร์ โดยคิดจะสร้างบ้านขนาด 200 ตร.ว. บนที่ดินผืนนั้น

“ตอนนั้นผมจึงเสนอไอเดียกับคุณพ่อว่า เป็นไปได้ไหม ถ้าผมจะสร้างอพาร์ตเมนต์ให้เช่าบนที่ดินนี้ โดยครอบครัวเราอาศัยอยู่ชั้นบนสุด ก็เหมือนกับว่าเราปลูกบ้านที่คนอื่นสามารถเข้ามาเช่าอยู่ได้ แถมยังได้ค่าเช่ามาผ่อนค่าสร้างอพาร์ตเมนต์ให้เราด้วย ซึ่งหลังจากผ่อนหมดก็จะมีรายได้จากค่าเช่าแบบเต็มๆ

 

“สรุปว่าพ่อไม่เห็นด้วย เพราะมีการลงทุนสูงมาก ใช้เงินหลายสิบล้านบาท ซึ่งสมัยนั้นถือว่าเป็นเงินมหาศาล ผมงี้น้ำตาไหลพรากเลย แต่คุณแม่ก็มาพูดว่า ถ้าอยากทำจริงๆ ก็ลองนำโฉนดที่ดินไปขอกู้เงินกับธนาคารดูสิ แต่หลังจากผมเข้าไปคุยกับ 3 ธนาคาร โดยนำแผนธุรกิจไปให้เขาดูด้วย ก็ได้คำตอบเหมือนกันว่าไม่มีนโยบายให้กู้ อาจเพราะผมเด็กเกินไป เลยดูไม่น่าเชื่อถือ

“ผมจึงกลับมาเขียนแผนธุรกิจใหม่แล้วไปติดต่อธนาคารที่ 4 โดยบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า ผมกำลังจะมารับช่วงต่อธุรกิจของคุณพ่อโดยมีครอบครัวสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง จึงอยากขอกู้เงินเพื่อสร้างอพาร์ตเมนต์ให้เช่า เท่านั้นแหละ เจ้าหน้าที่แบงก์เลยขอดูแผนธุรกิจ ผมเลยบอกว่างั้นขอนัดมาคุยพร้อมกับครอบครัวเลยดีกว่า ปรากฏว่าคุณพ่อก็ต้องยอม แถมธนาคารยังให้วงเงินกู้ถึง 20 ล้านบาท”

ทุกอย่างดูเหมือนจะง่าย แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะจากเดิมที่คิดจะทำอพาร์ตเมนต์แค่ 4 ชั้น พอลงมือสร้างจริงกลับทำไปถึง 6 ชั้น เรียกว่าใช้เงินกู้ที่ได้มาแบบเต็มที่และคาดหวังว่าจะมีผู้เช่าเต็มทุกห้อง

“ด้วยความที่ตอนนั้นผมยังอายุน้อย แถมยังขาดประสบการณ์ในการบริหาร บัญชีก็ทำไม่เป็น แม้จะมีพ่อแม่มาช่วย แต่การสร้างตึกหลายชั้นเกินไป ทำให้งบที่ตั้งไว้บานปลายไปเยอะมาก ก่อสร้างไม่จบ ผู้รับเหมาทิ้งงาน เจอแบบนี้ผมก็อึ้งไปเลย แต่ก็ตั้งสติโดยหาทีมทนายมาฟ้องร้องผู้รับเหมาเจ้าเก่า แล้วมองหาผู้รับเหมารายใหม่

 

“ช่วงนั้นผมเรียนจบแล้วและทำงานเป็นเซลส์ขายยารักษาโรคไปด้วย แม้จะรายได้ดีมาก แต่การที่ต้องทำงานไปด้วย แล้วเอาเงินมาโปะหนี้ธนาคารไปด้วย ก็ทำให้ผมแทบแย่เหมือนกัน ผมจึงขอรีไฟแนนซ์และแก้ปัญหาแบบไม่ค่อยได้หลับได้นอนอยู่หลายเดือนจนถูกหามส่งโรงพยาบาลเลย”

โรจน์เสริมว่า หลังจากแก้ปัญหาจบ พอตึกสร้างเสร็จก็หวังว่าจะมีผู้เช่าเกินครึ่ง แต่ปรากฏว่ามีผู้เช่าแค่ 4 ห้อง เขาจึงลาออกจากการเป็นเซลส์ขายยาเพื่อลงมาแก้ปัญหาแบบเต็มตัว โดยใช้เฟซบุ๊กเป็นสื่อให้คนทั่วไปได้เห็นอพาร์ตเมนต์ การตกแต่งห้อง รวมทั้งโลเกชั่น ซึ่งก็ใช้เวลาถึงครึ่งปีทุกอย่างจึงค่อยๆ ดีขึ้น แต่ก็ยังต้องหมุนเงินจ่ายหนี้ไปเรื่อยๆ ทำอยู่อย่างนี้ 2 ปี ทุกอย่างจึงลงตัว

“จากนั้นมาผมก็เริ่มขยายธุรกิจโดยเปิดอพาร์ตเมนต์เฟสที่ 2 ที่ผมกล้าขยายธุรกิจต่อ เพราะคิดว่าตัวเองเจอปัญหาหนักที่สุดในชีวิตมาแล้ว เมื่อมีประสบการณ์แล้ว ผมจะไม่ยอมให้ตัวเองเจอปัญหาแบบที่ผ่านมาอีกเด็ดขาด ปัจจุบันนี้ผมมีอพาร์ตเมนต์ให้เช่าถึง 5 ตึก โดยตึก 1-3 อยู่แถวศรีนครินทร์ ส่วนตึก 4-6 อยู่แถวสุขุมวิท

“ต่อมาผมก็เริ่มแชร์เรื่องราวของผมให้เพื่อนๆ ในวงการได้รู้ข้อมูลกันในกลุ่มเล็กๆ ทั้งเรื่องการซื้อคอนโดให้เช่าหรือขายต่อ ซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไร สร้างตึกให้เช่า และการซื้อขายหุ้น จนกลายเป็นการจัดสัมมนาที่มีคนเข้าร่วมถึง 50 คน และต่อยอดเป็นธุรกิจจัดสัมมนาในที่สุด ซึ่งตอนนี้ผมก็มีทีมงานที่มีความรู้มาช่วยจัดสัมมนาหลายคน ไม่ใช่แค่ผมคนเดียว”

หลังจากนั้นโรจน์ก็ได้รับเชิญให้ไปบรรยายตามสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ จนได้ออกพ็อกเกตบุ๊กชื่อ “ปั๊มเงินด้วยอสังหาฯ ไว้ใช้ตลอดชาติ” เล่มแรก ซึ่งถ่ายทอดประสบการณ์ทั้งหมดที่ได้พบเจอมา พร้อมทั้งแผนธุรกิจเพื่อการกู้แบงก์ด้วย จนเป็นหนังสือขายดีที่สุดด้านธุรกิจในร้านซีเอ็ด ทำให้เขาถูกตั้งฉายาว่าเศรษฐีน้อยอสังหาฯ จนเป็นที่มาของพ็อกเกตบุ๊กเล่มสอง “สร้างเครื่องผลิตเงินอัตโนมัติที่ใครก็ทำได้” ล่าสุดได้วางแผงไปเรียบร้อยแล้ว

“ปัจจุบันนี้ผมทำธุรกิจหลากหลาย มีทั้งธุรกิจอสังหาฯ ธุรกิจซื้อขายหุ้น ธุรกิจสัมมนา-วิทยากร เปิดสำนักพิมพ์ทำหนังสือเสียงให้ความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจ รวมทั้งธุรกิจออนไลน์ให้ความรู้ด้านการลงทุน ซึ่งมีทั้งดาวน์โหลดฟรีและเสียเงินครับ ถ้าถามว่าตอนนี้ผมประสบความสำเร็จหรือยัง ก็ขอตอบว่าผมเดินมาได้ครึ่งทางแล้วครับ อีกครึ่งทางผมแพลนไว้ว่าอยากจะนำธุรกิจของผมเข้าไปสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯให้ได้ ซึ่งตอนนี้ผมก็กำลังคิดโมเดลและพยายามจะทำให้สำเร็จต่อไป”

 

กฤตธี มโนลีหกุล ชีวิตที่สนุกๆ ออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/430970

กฤตธี มโนลีหกุล ชีวิตที่สนุกๆ ออนไลน์

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ… กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

อยากรู้ว่าในปทานุกรมส่วนตัวของกฤตธี มโนลีหกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สนุกออนไลน์ บัญญัติศัพท์คำว่า “สนุก” ไว้อย่างไร เนื่องจากเขาจะต้องเข้าใจความหมายของคำคำ นี้อย่างลึกซึ้ง ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถบริหารรับผิดชอบความสนุกของชุมชนออนไลน์ “สนุกดอทคอม” ได้ถูกใจคนไทยจนกลายเป็นเว็บไซต์ข่าวและไลฟ์สไตล์ออนไลน์อันดับ 1 ในกลุ่มเว็บไซต์ที่มีคนเข้าชมผ่านช่องทางต่างๆ มากที่สุด 20-30 ล้านเพจวิว/วัน

ล่าสุดคือการบุกบริการด้านมือถือ Sanook! Application ที่ประสบความสำเร็จจากการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ Joox และ iPick โดยเฉพาะ Joox แอพพลิเคชั่นของคนชอบเพลงที่ถอดรหัสมาจากผู้ที่เข้ามาใช้งานคอนเทนต์ของสนุกนั่นเอง จนถึงขณะนี้เพจวิว/วันสูงถึง 60 ล้าน ทั้งที่เพิ่งเปิดได้ 2-3 เดือน เบื้องหลังเบื้องลึกความสำเร็จมาจากทีมของสนุกและคนสนุก ๆ คนนี้

ก่อนร่วมงานกับสนุก กฤตธีทำงานอยู่กับเอ็กซ์พีเดีย เจ้าของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซจองตั๋วและโรงแรมออนไลน์รายใหญ่ เขาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกที่สำนักงานใหญ่ในฮ่องกงถึง 4 ปีเต็ม จากก่อนหน้าเป็นที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ของซัมซุง (Samsung) ที่โซล เกาหลี รวมทั้งเคยร่วมงานกับบริษัท เอเอ็มเอส (AMS) ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา

 

รู้ตัวตั้งแต่เด็กว่าชอบวิทยาศาสตร์ สนใจตัวเลข จึงตัดสินใจเรียนด้านวิศวกรรม จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยบราวน์ สหรัฐ เขียนโปรแกรมเองได้ก็พอดิบพอดีกับช่วงอินเทอร์เน็ตบูม เทรนด์โลกมาทางนี้และเขาก็ตัดสินใจมุ่งมาทางนี้ อีกประการหนึ่งคือบิดามารดาที่แม้จะประกอบอาชีพด้านการเงินการธนาคารทั้งคู่ แต่พอใจมากกว่าหากลูกจะเรียนวิศวกรรม เนื่องจากมองว่าเป็นองค์ความรู้ที่ปลูกฝังการคิดวิเคราะห์ที่เป็นระบบได้สูงสุด

“ผมตามคุณแม่ไปเรียนหนังสือที่นิวยอร์กตั้งแต่อายุ 12 ปี ตอนนั้นคุณแม่เป็นผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้รับมอบหมายภารกิจเป็นตัวแทนของแบงก์ชาติ เพื่อไปก่อตั้งสาขาของแบงก์ชาติในสหรัฐ ช่วงแรกผมไปอยู่กับคุณแม่สองคน ต้องหัดดูแลตัวเองเพราะคุณแม่ทำงาน ผมเดินไปโรงเรียนเอง ดูการ์ตูนเอง เล่นบาสเอง รวมทั้งหาอะไรกินเองเวลาที่แม่ติดงาน ยังกลับไม่ถึงบ้าน”

ชีวิตวัยเด็กในต่างแดนที่จำได้แม่น คือ ในบางคืนวันที่คุณแม่จะโทรมาจากที่ทำงาน ค่อยๆ บอกให้ทำไปทีละขั้นตอน เช่น เตรียมเนื้อหมูอย่างนี้นะลูก หั่นผักอย่างนี้นะลูก อีกประเดี๋ยวสองทุ่มแม่กลับมาผัดให้กิน (ฮา) กฤตธีเป็นลูกชายคนโต คุณแม่พาลูกชายคนโตมาอยู่ด้วยกันก่อน ส่วนน้องชายสองคนอยู่กับคุณพ่อที่เมืองไทย อีก 2-3 ปีต่อมา จึงค่อยๆ ส่งน้องบินตามมาเรียนและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันที่สหรัฐ

 

ไม่เหงาเพราะไม่มีเวลาให้เหงา เมื่อคุณแม่เสร็จสิ้นภารกิจบินกลับประเทศไทยพร้อมน้องชายทั้งสองในอีก 5 ปีต่อมา ตอนนี้ต้องอยู่คนเดียว จุดประสงค์คือตั้งใจเรียน บอกตัวเองว่าพ่อแม่ไม่ได้มีฐานะ เพราะฉะนั้นก็ตั้งใจมาก เรียนจบปริญญาตรีแล้วทำงานทันทีในวอชิงตัน ดี.ซี. กับบริษัทไอทีชื่อ เอเอ็มเอส (AMS) เป็นที่ปรึกษาไอที พร้อมกับเรียนควบคู่ไปด้วยด้านเศรษฐศาสตร์ เรียนและทำงาน 5 ปีเต็ม เรียนอย่างจริงจังและสนุกกับการทำงาน

“ผมชอบทำงานที่แตกต่าง ชอบทำในสิ่งที่พลวัต มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา”

ถึงจุดหนึ่งเมื่อก้าวขึ้นเป็นทีมลีดของบริษัท ถึงเวลาต้องมีทักษะเรื่องการบริหารคน กฤตธีตัดสินใจเรียนปริญญาโทบริหารธุรกิจ (MBA) ด้านการตลาด การเงินและกลยุทธ์ที่เคลล็อกก์ (Kellogg School of Management) สถาบันชั้นนำที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่ง และจุดนี้เองที่ทำให้เขาได้มองต่างเห็นต่าง จากการได้เห็นได้สัมผัสโลกทัศน์ใหม่ๆ จากที่นี่ น่าแปลกที่ทำให้เขาอยากกลับมาเอเชีย เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตด้านอินเทอร์เน็ตในภูมิภาคบ้านเกิด

“ผมเลือกกลับมาที่เกาหลีก่อน ทำงานด้านกลยุทธ์อยู่กับซัมซุง 2 ปีก่อนจะไปอยู่ที่ฮ่องกงอีก 4 ปี สร้างธุรกิจเอ็กซ์พีเดียในเอเชีย เป็นจังหวะที่ได้รู้จักกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของเทนเซนต์ บริษัทพัฒนาธุรกิจออนไลน์รายใหญ่ของจีนที่กำลังมองหาฐานในไทย”

 

จังหวะที่ดีมาพร้อมกับโอกาสที่สมบูรณ์แบบ ทั้งที่ขณะนั้นยังไม่คิดว่าถึงเวลาจะกลับมาทำงานในประเทศไทย แต่ก็เป็นจังหวะที่สนุกออนไลน์ภายใต้ผู้ร่วมทุนจีนต้องการหาผู้บริหารคนใหม่พอดี ขณะนั้นตลาดหรือธุรกิจเว็บไซต์ในไทยยังไม่เติบโตเท่าไร เว็บไซต์ใหญ่ๆ ที่ให้บริการเนื้อหาข่าวสารออนไลน์และบันเทิงออนไลน์ยังมีไม่มาก

“ผมนึกมาตลอดว่าอยากทำประโยชน์ให้บ้านเรา นี่คือโอกาสที่มาถึง ก้าวที่กำลังจะเดินไป อย่างน้อยอาจมีส่วนช่วยให้อุตสาหกรรมไอทีในบ้านเราพัฒนาขยับขยาย มีคนมีพนักงานในอุตสาหกรรมมากขึ้น เปิดโอกาสให้คนใหม่ๆ เข้ามามากขึ้น สนุกขึ้น (ฮา)”

จากคอนเทนต์ที่ส่งผ่านช่องทางพีซี ต่อไปคือมือถือ อนาคตคือแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ นี่คือคำตอบว่าทำไมสนุกออนไลน์จึงกำลังจะก้าวไปสู่จุดนั้น คิดคอนเซ็ปต์ใหม่ๆ คิดสินค้าใหม่ๆ ป้อนความต้องการของตลาดคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะไลฟ์สไตล์ กฤตธีบอกว่า คนไทยฟังเพลงเยอะมาก เป็นชนชาติที่ต้องติดอันดับแรกๆ ของการชอบฟังเพลงแน่ๆ

 

“ยิ่งถ้าเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศใกล้เคียง ก็ยิ่งเห็นชัด ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฯลฯ ไทยกินขาด เราฟังเพลงเฉลี่ยแล้ว 90 นาที/คน/วัน อาจเพราะรถติด ก็ฟังเพลงเพื่อผ่อนคลาย หากเดี๋ยวนี้คนไม่ฟังเพลงจากวิทยุ แต่ฟังจากช่องทางอื่น” กฤตธี เล่า

ในธุรกิจนี้ความเปลี่ยนแปลงมาอย่างรวดเร็วและไปอย่างรวดเร็ว หมายถึงคนในธุรกิจนี้ก็ต้องพุชอัพหรือผลักดันตัวเองตลอดเวลาเช่นกัน คีย์เวิร์ดคือการมองไปข้างหน้าและวิ่งไปข้างหน้า โดย 1-2 ปีจากนี้ กฤตธี มองว่า แอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนที่จะเป็นสนามใหญ่ หรือหากจะมองไปให้ไกลกว่านั้น ก็คือสนุกออนไลน์ที่ในอีก 10 ปีข้างหน้า จะคงยังเป็นแบรนด์ใหญ่ของคนไทย อยู่ในหัวใจคนไทย

“สนุกฯ วิ่งแข่งกับตัวเอง เรารีบทำในสิ่งที่อินอะเวย์ ไม่ติดกับสิ่งที่ทำอยู่แล้ว หรือสิ่งที่ดีอยู่แล้ว แต่จะคิดโปรดักต์หรือสินค้าใหม่ๆ เสมอ สำหรับผมแล้วงานกับชีวิตคือความสนุก ชีวิตวันนี้ไม่เคยฝันหรือกำหนดไว้ล่วงหน้า แต่เป็นชีวิตที่จะทำในสิ่งที่อยากทำ เป็นสัญชาตญาณที่ไขว่คว้าอยู่ลึกๆ ในเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรม”

ปัจจุบันของกฤตธีคืออนาคตของสนุกออนไลน์ ที่จะวิ่งอย่างเร็วๆ ไปข้างหน้า รวมทั้งอีกด้านหนึ่งคือการเป็นแฟมิลี่แมนผู้รักครอบครัว ภรรยาคือเพื่อนนักศึกษาที่พบรักกันตั้งแต่สมัยเรียนหนังสืออยู่ที่สหรัฐ และลูกสาวคนแรก-ธนัญญา วัย 6 ขวบครึ่ง ที่ทำให้ชีวิตนอกสนุกออนไลน์ สนุกไม่แพ้กัน

 

ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ กับบทบาท วิศวกรระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/430792

ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ กับบทบาท วิศวกรระดับโลก

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ…  วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เมื่อถามถึงนักวิศวกรโยธาคนไหนที่มีความสามารถเป็นที่รู้จักในระดับประเทศและระดับโลก ทุกคนล้วนชี้เป้ามาที่ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผู้ออกแบบรถไฟฟ้าใต้ดินสายแรกของประเทศไทย ท่ามกลางความกังขาว่ากรุงเทพฯ สามารถสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินได้จริงหรือ จนถึงบัดนี้เวลาก็เป็นผู้พิสูจน์แล้วว่า ความสามารถในการออกแบบรถไฟฟ้าใต้ดินของคนไทยนั้นไม่แพ้ชาติใดในโลกจริงๆ

ฝันอยากสร้างสิ่งอัศจรรย์ให้คนรุ่นหลัง

“ตั้งแต่เด็กผมมีความฝันว่าอยากเรียนรู้งานด้านวิศวกร จะได้ออกแบบสร้างสิ่งที่มีความใหญ่โตมหัศจรรย์ เห็นวิศวกรถ่ายรูปกับตึกเอ็มไพร์สเตต วิศวกรถ่ายภาพคู่กับสะพานโกลเด้นเกต เราก็รู้สึกว่าอยากจะสร้างสิ่งเหล่านี้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้รู้สึกทึ่งและประหลาดใจบ้าง และสิ่งที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้ก็คือการเป็นวิศวกร

“หลังจากที่ผมเรียนจบมัธยมที่ จ.ระยอง ก็ได้โควตาช้างเผือกเข้ามาเรียนต่อวิศวกรรมโยธาที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

“สมัยผมเรียนที่ลาดกระบังต้องนั่งรถประจำทางมาเรียนทุกวัน สิ่งที่ผมเห็นบนท้องถนนก็คือใบหน้าของคนที่ไม่มีความสุข เพราะการเดินทางที่ยากลำบาก การจราจรติดขัด จึงเริ่มออกแบบรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นครั้งแรกตั้งแต่สมัยเรียนปี 3 กับเพื่อน เป็นงานใหญ่และยากมาก ต้องใช้องค์ความรู้หลายด้านเข้ามาประกอบกัน พอออกแบบเสร็จแล้วก็คิดอยากจะทำให้เป็นจริง จึงเดินทางไปศาลาว่าการ กทม. ขอพบ ร.อ.กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา ซึ่งเป็นผู้ว่าฯ กทม. ในสมัยนั้น มาขอพบทุกวันจนเลขาฯ ผู้ว่าฯ กทม. บอกกับเราว่าจะให้เราพบท่านผู้ว่าฯ ก็ได้ แต่ขอให้พาคณบดีมาด้วย ผมก็กลับไปขอกับคณบดีให้ช่วยพาผมไปพบท่านผู้ว่าฯ เพื่อนำเสนอแบบสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน ท่านก็ให้ความกรุณาพาผมไปพบกับผู้ว่าฯ กทม. ตอนนั้นท่านกำลังติดภารกิจงานในห้องประชุม

 

“คณบดีก็บอกกับท่านผู้ว่าฯ กทม. ว่ามีนักศึกษามาเสนอแบบสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินสายแรกของประเทศไทย ท่านก็บอกว่าดี กำลังคิดกันอยู่เลยว่าจะสร้างบนดินหรือใต้ดินดี ท่านก็รับเรื่องส่งต่อให้รองผู้ว่าฯ เพราะท่านมีภารกิจต้องสะสางต่อ ผมก็บอกกับท่านว่า ท่านครับ มันจำเป็นต้องทำในการแก้ปัญหาการจราจร แต่เมืองไทยไม่มีใครจบด้านนี้เลย ท่านก็บอก เหรอ เห็นด้วยว่ามันจำเป็นที่จะต้องมี แล้วที่ไหนมีสอนด้านนี้บ้าง ผมก็ตอบกลับไปว่า ก็ที่เอ็มไอที สถาบันที่ท่านเรียนจบนั่นล่ะครับ ท่านผู้ว่าฯ เรียนจบด้านสถาปัตย์มาจาก
เอ็มไอที ผมขอความกรุณาท่านช่วยเขียนจดหมายแนะนำตัวผมไปที่เอ็มไอทีหน่อยได้ไหมครับ

“ท่านผู้ว่าฯ ก็มีเมตตาเขียนจดหมายแนะนำตัวผมไปให้ เพราะการที่เราจะเข้าเรียนสถาบันเอ็มไอทีได้ จะต้องมีจดหมายแนะนำตัว และนอกเหนือจากจดหมายรับรอง ผมก็เขียนจดหมายแนะนำตัว 300 คำ สรุปใจความสั้นๆ ว่า ผมนั่งรถเมล์มาเรียนหนังสือไปกลับวันละ 2 ชั่วโมง ประเทศไทยที่ได้ชื่อว่า สยามเมืองยิ้ม แต่วันนี้รอยยิ้มได้หายไป คนที่เรียนจบสถาบันเอ็มไอที มีบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลกมากมาย แต่ผมไม่ขออะไรมาก ขอแค่เรียนเอาวิชาความรู้กลับมาพัฒนาประเทศ เรียกรอยยิ้มให้คนไทยแค่นั้นก็พอแล้ว” เล่าถึงความหลังเมื่อแรกเริ่มการเป็นวิศวกรหนุ่มไฟแรง

เขาเดินทางไปเรียนต่อวิศวกรโยธาสิ่งแวดล้อม และอีกใบคือการบริหารนโยบายและเทคโนโลยีจากเอ็มไอที และปริญญาเอกด้านวิศวกรโยธาและสิ่งแวดล้อมที่เอ็มไอที สหรัฐ หลังจากนั้นก็มีคนติดต่อเรียกตัวเสนอเงินเดือนสูงๆ มากมาย แต่เขามีความฝันอย่างหนึ่งว่าอยากจะกลับมาพัฒนาประเทศ จึงเดินทางกลับมาทำงานที่เมืองไทย เพื่อสานฝันการสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินสายแรกของประเทศไทย โดยใช้ความรู้ที่ได้จากเอ็มไอทีมาช่วยพัฒนาประเทศ โดยมีงานวิจัยชิ้นสำคัญจากฝีมือของเขาคือ การพยากรณ์การทรุดตัวของดินในการก่อสร้างอุโมงค์ ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัย 1 ใน 5 ของโลกที่มีคนอ้างอิงมากที่สุด

จินตนาการคือความท้าทายของนักวิศวกร

เมื่อถามว่าโครงการไหนที่ท้าทายความสามารถมากที่สุด อธิการบดีหนุ่มตอบอย่างอารมณ์ดีว่า ทุกโครงการมีความยากง่ายแตกต่างกันออกไป ซึ่งล้วนแต่มีเสน่ห์ทำให้เขารักในงานวิศวกร “ผมเคยแก้ปัญหาด้านฐานรากอาคารการทรุดตัวต่างๆ งานด้านการสร้างอุโมงค์ และรถไฟฟ้าใต้ดิน งานที่เกี่ยวกับธรณีฟิสิกส์ก็มีความยาก ต้องมีการคาดการณ์ เพราะไม่มีใครสามารถเจาะได้ทุกเมตร ต้องใช้ทั้งความรู้หลายๆ ด้านเข้ามาประกอบการคาดการณ์ในการสร้างนั้น

“อย่างการสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินในกรุงเทพฯ ก็เป็นอีกความท้าทายความสามารถ จริงอยู่ว่ากรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนแผ่นดินที่มีความอ่อนไหว ง่ายต่อแผ่นดินไหว แต่นั่นคือที่ระดับผิวดินตั้งแต่ 0-15 เมตร แต่ตั้งแต่ 15-25 เมตรลงไปเป็นดินเหนียวแข็งที่เหมาะกับการเดินเส้นทางรถไฟ และลึกไปกว่านั้นจะเป็นชั้นทรายชั้นแรก

“ถามว่าการสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินในกรุงเทพฯ นั้นยากไหม ตอบได้เลยว่ายากปานกลาง แต่ของเรายังดีกว่าญี่ปุ่นที่ขุดไปก็เจอแต่หินกับทรายเป็นระยะๆ ซึ่งทำให้การสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินนั้นเป็นไปได้ยากกว่าหลายเท่า

 

“แต่ถ้าให้ยกว่างานด้านวิศวกรรมไหนที่น่าอัศจรรย์ที่สุดในสายตาผม คือ อุโมงค์ช่องแคบอังกฤษ ลอดใต้ทะเล เชื่อมระหว่างเกาะอังกฤษกับฝรั่งเศส ความคิดนี้มีมาตั้งแต่สมัยยุคนโปเลียนมหาราช แต่มาสร้างสำเร็จในยุคของเรา อุโมงค์นี้มีความยาว 50.5 กิโลเมตร มีส่วนที่อยู่ใต้ทะเลยาว 37.9 กิโลเมตร ส่วนที่อยู่ใต้น้ำต่ำที่สุดที่ 75 เมตร และลึกสุดที่ 230 เมตร ต้องออกแบบให้รองรับชั้นหินอ่อน การป้องกันน้ำและแรงดันข้างใต้ และอุปสรรคอีกมากมาย จึงจัดเป็นสุดยอดของการออกแบบที่ประกาศศักดาในทางวิศวกรรมที่น่ายกย่อง

“ผมคิดว่าจะเป็นวิศวกรที่เก่งได้ ต้องเป็นนักคิด นักจินตนาการ และนักสร้าง ต้องมีความคิดว่าอยากจะสร้างสิ่งต่างๆ จากจินตนาการนั้นออกมา และจินตนาการนั้นจะสร้างแรงบันดาลใจให้เราค้นหาความรู้ต่างๆ เพื่อจะนำจินตนาการนั้นมาสู่กระดาษเพื่อออกแบบจินตนาการนั้นให้เป็นจริง และที่สำคัญคือต้องขยันอ่านหนังสือหาความรู้พัฒนาตัวเอง แม้จะเก่งแล้วก็ต้องขยันหาความรู้ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นนักวิศวกรที่มีคุณภาพต่อไป”

 

นท พนายางกูร เส้นทางสายอินดี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/430627

นท พนายางกูร เส้นทางสายอินดี้

โดย…รอนแรม ภาพ… นท พนายางกูร

สาวสายอินดี้ นท พนายางกูร กำลังเดินบนเส้นทางที่เธอเลือกเองกับการทำเพลงแบบไร้ค่าย ไร้สังกัด แล้วไปจับมือกับสหายคอเดียวกันทำเพลงแนวอิเล็กทรอนิกส์อินดี้ที่จะปล่อยให้ฟังเร็วๆ นี้ ด้วยความโดดเด่นทั้งแนวเพลงและสไตล์การแต่งตัว ทำให้ใครๆ ก็ขนานนามเธอว่าเป็น “เด็กแนว” เช่นเดียวกับ “การเดินทาง” นทก็มีเส้นทางในแบบของตัวเอง

เส้นทางสายอินดี้

“นทชอบเที่ยวแบบแบ็กแพ็ก” เธอกล่าวเป็นสิ่งแรกเมื่อถามถึงการเดินทาง อาจไม่ได้หิ้วกระเป๋าเป็นแบ็กแพ็กเกอร์ตัวยง แต่เธอจะเป็นคนวางแผนการเดินทางเองทั้งหมด

“นทจะไม่ให้อะไรมาปิดกั้นทำให้เราต้องเดินตามทางที่เราไม่อยากไป บางครั้งเราอาจไปเจอเหตุการณ์ที่ไม่ได้อยู่ในแผน แต่เราก็ยังอยากเดินทางต่อไป ไปเจอสิ่งที่ไม่คาดฝันข้างหน้า ซึ่งมันน่าสนุก
และน่าตื่นเต้นกว่ามาก”

 

ถามเธอว่า ปกติเลือกสถานที่ท่องเที่ยวแบบไหนเธอตอบว่า “มีอะไรให้เที่ยว เราเที่ยวได้หมด” รวมถึงบางอย่างที่ไม่ใช่สถานที่ อย่างชาวบ้าน ผู้คนระหว่างทาง เธอก็มองว่าเป็นเรื่องราวที่เธอต้องใช้เวลาเก็บเกี่ยว จะไม่เดินผ่านไป แต่จะหยุดแวะพูดคุยสนทนา ซึ่งแม้ว่าจะต่างชาติต่างภาษา เธอก็สนุกที่จะสื่อสารกัน

แบกเป้ไปยุโรป

ทริปที่สนุกที่สุด เธอเล่าถึงทริปแบกเป้เที่ยวยุโรป นทไปแบ็กแพ็กยุโรปกับเพื่อนผู้หญิงอีกคน ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ไป 5 ประเทศ โดยลงเครื่องบินที่อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ จากนั้นซื้อตั๋วรถไฟแบบยูเรลพาส (Eurail Pass) ไปเดนมาร์ก เยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลี ซึ่งแต่ละประเทศจะมีการวางไกด์ไลน์คร่าวๆ ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง แต่ทุกอย่างค่อนข้างฟรีสไตล์เพราะสามารถเปลี่ยนแปลงการเดินทางได้ตลอดเวลา

“นทไม่รับงานเลย 1 เดือน เพื่อออกเดินทางเพื่อไปชาร์จพลังให้ตัวเอง หาแรงบันดาลใจใหม่ๆ” โดยครั้งนั้นเธอเน้นอาศัยนอนบนรถไฟแทนการนอนในโรงแรม เพื่อประหยัดเงินและประหยัดเวลา นอนบ้านเพื่อนที่รู้จัก และนอนในสถานีรถไฟบ้าง! ซึ่งตลอดทริปเสียค่าใช้จ่ายไม่ถึง 1 แสนบาท รวมตั๋วเครื่องบิน

ตามความชอบส่วนตัว เธอชอบยุโรปมากเป็นพิเศษ หนึ่งเพราะความผูกพัน จากที่เคยไปเรียนแลกเปลี่ยนที่อิตาลีนาน 1 ปี สองเพราะวัฒนธรรมที่น่ารัก และเหตุผลแวดล้อมต่างๆ เช่น อากาศดี
อัธยาศัยของผู้คน

“สิ่งแรกที่นทนึกถึงอิตาลีคือ อาหารอร่อยมากและผู้คนเปิดเผยมาก เวลาเจอกันจะหอมแก้มไม่ว่าจะหญิงหรือชาย ซึ่งตอนแรกที่ไปอยู่ก็ยังไม่ชิน แต่พออยู่ได้สักระยะกลับรู้สึกว่ามันคือความจริงใจของคนอิตาลี”

หลังจากนั้นเธอได้ออกเดินทางไกลและยาวนานอีกหน เมื่อต้องไปฝึกงานที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้เวลาฝึกงาน 2 เดือน และเที่ยวต่ออีก 1 เดือน ที่ซานฟรานซิสโก อลาสกา และฮาวาย “เคยไปดำน้ำที่ฮาวายแต่ทะเลของเขาสู้ของเราไม่ได้เลย แบบไม่ได้เลย” เธอย้ำ

นทเป็นนักดำน้ำระดับแอดวานซ์ ซึ่งถ้าให้แนะนำว่าท้องทะเลที่ไหนสวย เธอแนะนำท้องทะเลอันดามันทางใต้ “เวลาไปเที่ยวอย่าทิ้งขยะ อย่าทำร้ายสิ่งที่เรากำลังชื่นชม ไม่ต้องเด็ดใบไม้ เด็ดดอกไม้ ดูแต่ตา มืออย่าต้อง อย่าทิ้งอะไรไว้ที่นั่นนอกจากความประทับใจ ถ้าเราไม่ดูแล ก็คงไม่มีคนอื่นมาดูแลแล้ว” เธอทิ้งท้าย

เส้นทางสายชีวิต

นทไปฝึกงานด้านกราฟฟิกดีไซน์ในบริษัทแบรนดิ้งที่นิวยอร์ก เธอเล่าว่า นั่นเป็นประสบการณ์การทำงานกับชาวต่างชาติที่ไม่รู้สึกกดดัน แต่กลับรู้สึกสนุก ด้วยความที่เจ้านายให้ทำงานจริง คิดจริงเสนองานจริง ขายงานจริง จนมีงานโลโก้ของนทชิ้นหนึ่งที่ลูกค้าซื้อและนำไปใช้จริงในนิวยอร์ก

ปัจจุบันนทเพิ่งเป็นอิสระ ไม่มีพันธสัญญากับค่ายใดๆ และเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท NOTTEE รับงานด้านครีเอทีฟทุกรูปแบบ ซึ่งงานนี้เป็นสิ่งที่เธอรัก และมีแรงบันดาลใจที่จะทำ แต่แรงบันดาลใจนั้นเธอก็ต้องขวนขวายหาจากแหล่งต่างๆ หนึ่งในนั้นคือการเดินทาง

“ไม่ว่างานจะเยอะขนาดไหน นทต้องหาเวลาเบรก เช่น ช่วงนี้เป็นช่วงที่เริ่มต้นอะไรหลายอย่างทั้งบริษัทครีเอทีฟและงานเพลง แต่ก็มีแผนเที่ยวเดือนหน้าแล้ว” เธอจะไปมาเก๊า 3 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่มีงานอาร์ตเฟสติวัล “จะไปเคลียร์ตัวเองไปหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ นำมาใช้กับชีวิตและการทำงาน”

นทกล่าวด้วยว่า การเดินทางสำคัญกับชีวิตตรงที่ว่าเราอยู่บนโลกที่ใหญ่มาก โลกมีคนหลายประเภท หลายภาษา และหลายวัฒนธรรม ที่ล้วนแล้วแต่พร้อมให้เราไปเจอ ไปค้นหา เราเกิดมาแล้วบนโลกใบนี้ ดังนั้นเราควรไปเห็นโลกให้มากที่สุดเท่าที่จะเห็นได้ ถ้าไม่เดินทาง เราก็จะไม่เห็นอะไรใหม่ๆ เราต้องทะลุกล่องออกไป ออกไปเรียนรู้ว่าโลกใบนี้มีอะไรบ้าง ไปเรียนรู้คนอีกซีกโลกหนึ่งว่าเขาใช้ชีวิตอยู่กันอย่างไร มีชุดความคิดแบบไหน ซึ่งการเดินทางเป็นวิธีเดียวที่ทำให้เราไปเจอสิ่งเหล่านั้น

โลกของสาวอินดี้

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ นทอยากให้โลกใบนั้นมีสันติภาพ “เป็นโลกที่ไม่มีการทะเลาะ ไม่มีคอร์รัปชั่น ทุกคนใช้ชีวิตแบบชิลๆ รักกัน นทว่าน่าจะเป็นโลกที่น่าอยู่ดี”

ติดตามผลงานการแสดงในซีรี่ส์เรื่อง U-Prince Series ทางช่องจีเอ็มเอ็ม 25 และเดือนนี้เธอจะปล่อยซิงเกิ้ลแรกชื่อเพลง Minus Thirty (ลบสามสิบองศา หมายถึง อุณหภูมิที่คนจะทนได้มากที่สุดก่อนตาย) เป็นแนวเพลงแบบอิเล็กทรอนิกส์อินดี้ซึ่งทั้งอัลบั้มจะเป็นเพลงภาษาอังกฤษทั้งหมด เยี่ยมเยือนโลกอินดี้ของเธอได้ทางอินสตาแกรม @notep

 

อภิศฎา ขัติรัตน์ อาหารคือศิลปะที่กินได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/430395

อภิศฎา ขัติรัตน์ อาหารคือศิลปะที่กินได้

โดย…แมงโก้หวาน ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

สาววัยละอ่อนที่พกความสดใสน่ารักและรอยยิ้มหวานๆ คนนี้ “อภิศฎา ขัติรัตน์” หรือ เชฟฟ้า พาร์ตเนอร์คนหนึ่งของร้านสเต๊กเชฟคลิ้นท์ (Steak Chef Clint) ร้านสเต๊กที่อร่อยขึ้นชื่อที่สุดบนc ฝั่งเดียวกับห้างแม็คโคร อยู่ตรงข้ามกับศูนย์อีซูซุ (ก่อนถึงทางด่วนเเจ้งวัฒนะ) หรือเข้าซอยแจ้งวัฒนะ 34 เดินเข้าด้านหลังร้านได้เลย

เชฟฟ้าเป็นสาวเชียงใหม่ที่ชื่นชอบการทำอาหารตั้งแต่เด็ก โดยมักเข้าครัวกับคุณพ่อเสมอ แต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ประลองฝีมือสักครั้ง จนกระทั่งตอนเรียนอยู่ชั้น ม.5 ได้มีโอกาสไปกินอาหารที่ร้านสเต๊กเชฟคลิ้นท์ ของเชฟคลิ้นท์ (สิทธันดร สุนทรเดช) ที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อเห็นเชฟทำอาหารอย่างมีความสุขจนเกิดแรงบันดาลใจที่อยากเป็นแบบเชฟ

“ฟ้าจึงขอเชฟคลิ้นท์มาทำงานที่ร้านทุกวัน เพื่อหวังให้เชฟสอนการทำอาหารให้ แต่กว่าที่เชฟจะสอนให้ทำอาหารด้วยตัวเองต้องใช้เวลานานถึง 2 ปี ซึ่งใน 2 ปีนี้เชฟไม่ให้ฟ้าทำอาหารอะไรเลยนะ แต่จะสอนให้เรียนรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบอย่างเดียว ให้ฟ้าจำรสชาติของวัตถุุดิบทุกอย่างให้ได้ก่อน เช่น เกลือ น้ำตาล พริก เครื่องเทศต่างๆ บังคับให้ชิมสดๆ เพื่อให้รู้รสชาติ หลังจากนั้นก็จะสอนเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ครัว เช่น การใช้เตา การใช้ไฟ มีด เป็นต้น”

 

เชฟฟ้า บอกว่า เธอทำอย่างนี้อยู่สองปีด้วยความพยายามและมุ่งมั่น ในที่สุดเชฟคลิ้นท์จึงให้โอกาสเธอทำอาหารในครัว แต่ยังไม่อนุญาตทำให้ลูกค้า เพราะอาหารจะได้รับการการันตีและนำเสิร์ฟลูกค้าได้ต้องผ่านการชิมของเชฟคลิ้นท์ด่านสุดท้าย ซึ่งไม่ว่าเชฟคนไหนก็เหมือนกัน ถ้าเชฟโอเคผ่านก็จะได้ปรุงเมนูนั้นๆ ให้ลูกค้า ถ้าไม่ผ่านก็ต้องทำให้ผ่านให้ได้

“เชฟคลิ้นท์บอกฟ้าว่า ก่อนทำอาหารให้ลูกค้ารับประทานนั้น ต้องทำกินเองก่อนและทำทุกวัน ถ้าวันใดที่คุณบอกกินแล้วเบื่อ ลูกค้าจะไม่เบื่อได้อย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำคือคุณต้องใส่ความไม่เบื่อซึ่งก็คือความรัก ความเข้าใจในวัตถุดิบ และความสุขในการทำลงไปด้วย หลังจากนั้นอาหารของคุณก็จะไม่น่าเบื่อ ลูกค้าที่กินก็จะไม่เบื่ออาหารคุณด้วย ยกตัวอย่าง พาสต้าคาโบนาราที่ใส่วัตถุดิบไม่กี่อย่าง ทำอย่างไรให้ไม่น่าเบื่อ ถ้าคุณทำได้ลูกค้าก็จะกินอาหารของคุณอย่างมีความสุขคุณเองก็พลอยมีความสุขไปด้วย นี่คือสิ่งที่เชฟคลิ้นท์บอกกับฟ้า”

ด้วยการเคี่ยวกรำของเชฟคลิ้นท์และการฝึกฝนทำอาหารอยู่เสมอ ในที่สุดเชฟฟ้าก็ผ่านบททดสอบกลายเป็นเชฟอายุน้อยที่สุดในร้าน แต่ก็ต้องใช้เวลาเกือบ 7 ปี ตั้งแต่ร้านเปิดที่เชียงใหม่ มาถึงร้านสเต๊กเชฟคลิ้นท์ ซึ่งเปิดอยู่แถวมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ก่อนจะย้ายมาเปิดที่แจ้งวัฒนะในปัจจุบัน

 

ทุกวันนี้ฝีมือการทำอาหารของเธอโดยเฉพาะอาหารสไตล์ยุโรป เช่น เมนูเกี่ยวกับพาสต้า อาหารกริลล์ทุกอย่าง เช่น สเต๊ก บาร์บีคิว ก็เป็นที่จดจำของลูกค้าทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยรสชาติจะออกกลางๆ กลมกล่อม ละมุนละไม อย่างเช่นเมนูในวันนี้ก็เป็นฝีมือของเธอที่รังสรรค์ขึ้นอย่างสวยงามและน่ากินอย่างยิ่ง

“ฟ้าว่าอาหารถ้าเราเข้าใจวัตถุดิบเป็นอย่างดี เข้าใจลูกค้าแต่ละคน บางคนชอบกลิ่นอย่างนี้ รสชาติอย่างนี้ บางคนมองตารู้เลยว่าต้องการแบบนี้ คนนี้ชอบกินเครื่องเทศเราก็หนักเครื่องเทศ คนนี้ไม่ชอบกลิ่นหัวหอมเราก็ไม่ใส่ คนนี้ไม่ชอบผักเราก็ใส่เครื่องเทศเข้าไปบ้าง ฟ้าว่าอาหารคือศิลปะอย่างหนึ่งและเป็นศิลปะที่กินได้ ทุกครั้งที่ลูกค้ากินอาหารจากฝีมือเราแล้วเขายิ้มและบอกเราว่าอร่อยฟ้ามีความสุขมากๆ ค่ะ” เชฟฟ้า บอกเล่าความรู้สึก

สเต๊กเนื้อ Rip Eye Steak

ส่วนผสม

1.เนื้อริบอายเกรดพรีเมียม

2.เกลือ

3.พริกไทย

วิธีทำ

1.โรยเกลือ พริกไทย นำไปเซียร์ในกระทะ เฟรมไวน์เพื่อรักษาความชุ่มของเนื้อ

2.กริลล์ด้วยถ่าน 100% จนสุกตามต้องการ

ส่วนผสมทำเกรวี่สเต๊ก

1.กระดูกวัว

2.น้ำเปล่า

3.พริกไทยดำ

4.มะเขือเทศ

5.แครอต

6.ใบเบย์ลีฟ

7.ต้นหอมยักษ์

8.ต้นเซเลอรี่

9.ใบออริกาโน่

10.เกลือ

11.ไวน์แดง

วิธีทำเกรวี่ราดสเต๊ก

1.นำส่วนผสมทุกอย่างใส่ลงหม้อต้มเกรวี่

2.เคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ 12 ชม.

3.นำน้ำที่เคี่ยวจนงวดมากรองส่วนผสมออก

4.ใส่กระทะตั้งไฟอ่อนๆ เคี่ยวจนได้ที่

5.ใส่เนยสด

6.ปรุงรสด้วยพริกไทย เกลือ

7.ชิมรสชาตินำไปราดสเต๊กที่กริลล์เสร็จแล้วเสิร์ฟ

ซี่โครงหมูย่างซอสบาร์บีคิว

ส่วนผสม

1.ซี่โครงหมูอ่อน 2 กิโลกรัม

2.น้ำเปล่า 3-4 ลิตร

3.ต้นหอมยักษ์ 1 ต้น

4.ต้นเซเลอรี่ 1 ต้น

5.หัวหอม 1 หัว

6.แครอต 1 หัว

7.มะเขือเทศ 2 ลูก

8.ใบเบย์ลีฟ 3 ใบ

9.พริกไทยดำเม็ด 15 เม็ด

10.ใบออริกาโน่ 1/2 ช้อนโต๊ะ

11.เกลือ 1/4 ช้อนโต๊ะ

12.พริกปาปริก้า

วิธีทำ

1.ใส่ทุกอย่างลงหม้อต้มสต๊อก ตั้งแก๊สด้วยไฟอ่อน เคี่ยวประมาณ 3 ชม. (ทำให้ซี่โครงหมูนุ่มแต่ไม่เละ)

2.นำซี่โครงที่ต้มในน้ำสต๊อกมาทาด้วยซอสบาร์บีคิวสูตรเชฟคลิ้นท์

3.กริลล์ด้วยถ่านจนได้ที่

4.จัดเสิร์ฟใส่จานโรยด้วยออริกาโน่เเละพริกปาปริก้า

 

สวย โสด สุข รฐา โพธิ์งาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/430201

สวย โสด สุข รฐา โพธิ์งาม

โดย…นกขุนทอง-วนิชชา ตาลสถิตย์  ภาพ… เสกสรร โรจนเมธากุล

แม่ก็คือแม่ สำหรับนักร้องและนักแสดงสาว หญิง-รฐา โพธิ์งาม บุคคลที่คงความสวยสุขภาพดีไม่เคยสร่าง ปัจจุบันมีดีกรีเป็นนักธุรกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพความงาม D24 วันนี้เธอมาเปิดเล่าเรื่องราวชีวิต ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า นอกจาก “ความสามารถ” เธอก็มี “ความสวย” ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งที่เป็นใบเบิกทางให้เธอมีงานทำจนสามารถปลดหนี้ให้แม่ได้หลายสิบล้านบาท

ตั้งแต่เข้าวงการบันเทิงมาในวัยขบเผาะถึงวันนี้ สิ่งที่ผู้ชมจดจำเธอได้ก็คือฝีไม้ลายมือ ไม่ว่าจะเรื่องการแสดงที่บทบาทนับวันจะหลากหลายและจัดจ้านขึ้น น้ำเสียงที่ไม่ได้ใช้เส้นสายแต่พิสูจน์ได้ด้วยเส้นเสียงล้วนๆ ส่งให้ขึ้นแท่นนักร้องหญิงได้สบาย และความสวยทั้งรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่นขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้หญิงยังเดินทางบนเส้นทางบันเทิงได้อย่างงดงาม

“ด้วยการทำงานในวงการของหญิงเกือบ 20 ปี จากวันนั้นถึงวันนี้ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลงและการแสดงละคร เราอยู่ในคาแรกเตอร์ที่ต้องสวยเป๊ะตลอด หญิงถูกวางคาแรกเตอร์มาตั้งแต่เป็นสาวแดนซ์ จนกระทั่งมาเล่นละครเป็นนางร้าย คืองานที่เราทำมันบังคับให้เราต้องดูแลตัวเอง เมื่อเทียบกับแต่ก่อนเราวิ่งเราออกกำลังกายไม่กี่วันหน้าท้องเราก็ยุบแล้ว แต่ในปัจจุบันมันไม่ใช่แบบนั้น ด้วยการทำงานที่ทำให้เรานอนไม่ตรงเวลา กินไม่เป็นเวลา ระบบการเผาผลาญร่างกายมันก็เริ่มไม่ดีแล้ว หญิงเลยรู้สึกว่าถ้าเป็นอยู่แบบนี้บ่อยๆ มันไม่ได้แล้วนะ เลยมองหาสิ่งที่ทำให้มันพอจะมีตัวช่วยที่ทำให้เราไม่ต้องเครียดกับสิ่งนี้ไหม

 

D24 เป็นอาหารเสริม หญิงทำออกมาขายได้ประมาณ 2 ปีแล้วก็ได้รับการตอบรับที่ดี แล้วสินค้าของเราผ่าน อย.เรียบร้อย และปีที่แล้วเราได้รับรางวัลอาหารเสริมที่มียอดขายดีที่สุดของวัตสันประเทศไทยค่ะ”

หลายคนกังขาว่าอาชีพที่สองของดารามักหนีไม่พ้นเรื่องความสวยความงาม นอกจากรับจ้างเป็นพรีเซนเตอร์แล้ว ตอนนี้ยังนิยมออกผลิตภัณฑ์จำพวกปรับผิวกระจ่างใส ลดความอ้วน “หญิงคิดว่าเป็นโลโก้ของนักแสดงมากกว่าถึงทำธุรกิจนั้น มันเหมือนกับการดูแลตัวเองมากกว่านะ และถ้ามองในธุรกิจของตัวเองหญิงก็อยากทำนะ คือทำธุรกิจที่เป็นโลโก้ของตัวเอง คือถ้าคนมองแล้วเขาจะเข้าใจเลย อย่างหญิงคนรู้จักหญิงว่าเป็นคนที่ดูแลตัวเองมาตลอด ออกกำลังกาย มันก็เลยเป็นผลที่คนเชื่อมั่นเราเพราะเราทำแบรนดิ้ง มันเป็นผลบวกมากกว่า ถ้าหญิงไปทำธุรกิจหลอดไฟ มันอาจจะทำได้ก็ได้นะแต่ต้องใช้เวลา แต่ถ้าเราทำธุรกิจความสวยความงามมันอาจจะง่ายกว่า”

ด้วยอาชีพที่ทำอยู่ การดูแลรูปร่างหน้าตาเป็นสิ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าสิ่งใด “หญิงออกกำลังกายเดือนละ 3-4 ครั้ง ส่วนใหญ่ผลสำเร็จของการออกกำลังกายมันจะต้อง 3 ครั้ง/สัปดาห์ แต่ด้วยเวลาการทำงานของหญิงมันไม่สามารถที่จะออกกำลังกายแบบนั้นได้ จึงต้องมีอย่างอื่นเข้ามาช่วย แต่ส่วนใหญ่ก็จะออกกำลังกาย ซึ่งการออกกำลังกายของหญิงมันไม่ได้ช่วยแค่เรื่องหุ่นเพียงอย่างเดียว คือเราทำงานหลายอย่าง แล้วตัวละครแต่ละตัวที่หญิงเล่นมันต้องใช้พลัง นอกเหนือจากละครแล้วก็ยังมีคอนเสิร์ตที่หญิงยังรับอยู่ ใจยังรักอยู่ เราไม่สามารถที่จะได้หุ่นนักแสดงเพียงอย่างเดียว ผอมบางมาเลยไม่ได้ เราต้องใช้พลังอย่างสูงเลย เราก็เลยต้องดูแลตัวเอง ส่วนมากจะเล่นเวตกับพิลาติส แต่การเล่นเวตเยอะๆ จะมีกล้ามเหมือนผู้ชายซึ่งหญิงไม่ชอบ แต่พิลาติสมันจะดึงค่ะ มันจะช่วยให้เราผ่อนคลาย หญิงจะเล่นสลับกัน”

สวย โสด อย่างสุข สไตล์หญิง เพราะประสบการณ์ชีวิตสอนให้รู้ว่า รักตัวเองให้มากจนเหลือแบ่งปันคนอื่น ดีกว่าทำอะไรเพื่อให้คนอื่นมาสนใจ

“หญิงเป็นคนที่ดูแลตัวเองนะ แต่ไม่มีแฟน การที่เราจะทำตัวเองให้ดูดีเพื่อให้บางคนมาสนใจ หญิงว่าอย่าทำเลย ถ้าเราดูแลตัวเองให้ดูดีเดี๋ยวก็มีคนมาสนใจเราเอง ไม่ว่าโอกาสทางความรัก หรือโอกาสอะไรก็ตาม สมมติไปเดินที่ถนนข้าวสารแล้วมีหนังเมืองนอกมาเจอเราตอนนั้น เราจะดูดีเราพร้อมเข้าฉากตอนนั้นได้เลย คือพร้อมที่จะทำงานตลอดเวลา

คำว่าพร้อมของหญิงไม่ได้หมายความว่าสวยจรดเท้านะ สิ่งที่อยู่กับเราไปได้ยาวคือข้างในค่ะ หญิงว่าผู้หญิงเราไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ต้องดูแลตัวเอง แต่ถ้าต้องยกเครื่องทั้งตัว หญิงมองว่าไม่จำเป็น เพราะผู้หญิงเรามีความสวยอยู่ในตัวอยู่แล้ว และหญิงเชื่อว่าข้างในของผู้หญิงสวยหลายคนอาจจะไม่สวยเท่าคุณก็ได้ แค่เรามั่นใจที่เป็นเรา ถ้าถามหญิง หญิงจะแนะนำว่าหัวจรดเท้าคุณไม่ต้องสวยเหมือนดารา สิ่งสำคัญคือต้องรักตัวเอง สุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี จะมีคนเข้าหาคุณเอง”

 

หญิงวางแผนชีวิตเสมอ ซึ่งทำให้เธอมีเส้นทางที่จะเดินไปอย่างชัดเจนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “ต้องแพลนชีวิตค่ะ แต่ก่อนอยากเห็นตัวเองในอายุ 30 ตอนนี้ก็อยากเห็นตัวเองในอายุ 40 แล้ว ถ้าโชคดีเรามีแฟนมีครอบครัวเราก็พร้อม แต่ถ้าไม่มีเราก็เป็นผู้หญิงแซ่บคนหนึ่งแล้วมีความสุขกับชีวิตตัวเอง อาจจะมีแฟนที่ไม่ต้องแต่งงานกันก็ได้ หญิงมองตัวเองในอายุ 40 เป็นแบบนั้น

มันไม่ผิดที่ผู้หญิงจะสวยเก่งและโสดนะ (หัวเราะ) มันผิดที่ผู้ชายดีๆ ไม่เหลือแล้ว เพื่อนหญิงในวัยเดียวกันแต่งงานมีครอบครัวก็เริ่มบ่นว่ารู้อย่างนี้ไม่แต่งดีกว่า (หัวเราะ) คือบางทีมันก็มีความสุข แต่บางทีมันมีความทุกข์บ้าง ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนค่ะ หญิงมองว่าไม่เห็นต้องโฟกัสใครเลย เรามีความสุขของเราอยู่แล้ว อยากทำอะไรก็ทำ แต่บางทีก็เหงานะ แต่ก็มีคุยๆ บ้าง แต่ยังไม่โฟกัสใครมาเป็นคู่ชีวิตเพราะหญิงมีความสุขกับการทำงานอยู่ค่ะ

หญิงเคยพูดกับตัวเองเหมือนกัน ถ้าวันหนึ่งฉันไม่ได้แต่งงานแล้วเราจะไม่มีใครมาเลี้ยงเราตอนแก่ ซึ่งนั่นเป็นการที่เรารู้สึกคาดหวังกับเด็กคนหนึ่งที่ยังไม่เกิดเลย ถ้าวันหนึ่งเรามีลูกเราจะไม่คาดหวังกับลูก เราก็จะเตรียมพร้อมชีวิตเราให้ดี จะทำประกันไว้บั้นปลายชีวิตเราจะได้มีเงินใช้ เราไม่รู้หรอกว่าเราจะเลี้ยงเขาดีหรือไม่ดี คือหญิงมองแบบนั้นมากกว่า แต่ตอนนี้ไม่อยากมี หญิงอยากมีแฟนกุ๊กกิ๊กๆ ไปเที่ยวทั่วโลกด้วยกัน แต่ไม่ได้ผูกมัดเรื่องความสัมพันธ์กันค่ะ แต่อาจจะยังไม่เจอคนที่เรามั่นใจพร้อมจะแชร์”

 

ตอนนี้นอกจากโฟกัสเรื่องธุรกิจแล้ว งานในวงการบันเทิงก็มีทั้งงานละคร หนัง  เพลง และอีกก้าวสำคัญกับซีรี่ส์ประเทศสวีเดน

“ตอนนี้มีถ่ายทำละครตะวันยอแสง เถียนมีมี่ และจะมีซิงเกิ้ลด้วยค่ะ เป็นเพลงเต้นค่ะ คือเรามีฐานเรื่องนี้อยู่แล้ว หญิงรู้สึกว่าหญิงอยากกลับมาทำให้คนยิ้มกับเราได้ เต้นกับเราได้ อย่างเถียนมีมี่ก็มีการร้องเพลงด้วยก็ยากมากค่ะ ต้องร้องเป็นภาษาจีน แต่โชคดีที่หว่าหวาเพื่อนของหญิงเป็นลูกครึ่งไต้หวัน ก็ให้หว่าหวาช่วยฟังให้ เพลงที่ร้องออกมาก็ให้แม่หว่าหวาฟัง เขาก็ชอบ ฟังรู้เรื่อง

ช่วงวันหยุดก็เอาเวลาไปถ่ายหนัง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวน ตอนนี้ก็มีงานซีรี่ส์ของสวีเดนคิวถ่ายคือ เดือน เม.ย.-พ.ค. ทุกวันนี้ถ้ามีงานของเมืองนอกมา หญิงก็ยังไปแคสต์เพื่ออย่างน้อยให้เขาเก็บเทปไว้ วันนี้ไม่ได้แต่วันหนึ่งเขาเปิดเทปเราเขาอาจจะอยากร่วมงานกับเราก็ได้”

 

20 ปีที่ทำงานในวงการบันเทิง หญิงได้เรียนรู้เยอะ ทั้งชีวิตยามรุ่งริ่งและรุ่งโรจน์ “ทุกอย่างมันเป็นเซอร์เคิลค่ะ ชีวิตหญิงมันเป็นวงกลมมากๆ ด้วยการที่หญิงตามแม่ไปกองถ่ายบ่อยๆ ผู้จัดเขาก็มองหญิงเป็นลูกเป็นหลานทั้งที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน มันเป็นวงกลมค่ะ วันหนึ่งเรากลับมาเจอกันไม่ว่ารูปแบบไหน ซึ่งสิ่งนี้สอนให้หญิงรู้ว่า การที่เราทำอะไรกับใครไว้ มันต้องกลับมาเจอกัน ในรูปแบบการทำงานหรือรูปแบบการใช้ชีวิตหรืออะไรก็ตาม ทุกวันที่เราทำงานเราต้องทำให้ดีที่สุด ทำดีกับทุกคน ใช้ชีวิตให้มีความสุข หญิงมีร้ายบ้างค่ะ หญิงไม่ใช่คนดี จังหวะงี่เง่าก็มี แต่ขอให้มีน้อยดีกว่า ไม่อย่างนั้นมันจะเสียเวลา”

ถึงวันนี้หญิงมองว่า ชีวิตไม่มีอะไรน่ากังวลใจอีกแล้ว หลังจากปลดหนี้ก้อนโตให้แม่ งานที่ทำก็ไม่ได้รู้สึกว่าหนักเพราะทุกงานที่ทำล้วนคือความสุข สนุกที่ได้ทำ ยิ่งมีคนดูแล้วชอบ ฟังเพลงแล้วเต้นไปด้วยกัน ยิ่งหายเหนื่อยและมีกำลังใจที่จะลุยงานใหม่ๆ ต่อไป และชีวิตที่ค่อยๆ เติบโตเธอบอกว่าจะใช้อย่างมีความสุข