พันต่อ ศรีไตรรัตน์ ชีวิตสองเส้นทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/430024

พันต่อ ศรีไตรรัตน์ ชีวิตสองเส้นทาง

โดย…กองทรัพย์ ภาพ… ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ชายหนุ่มหน้าตาคมคาย บุคลิกตรงหน้าที่สง่าผ่าเผย พูดจาฉะฉานทั้งสำเนียงภาษาไทยและภาษาอังกฤษ บอมบ์-พันต่อ ศรีไตรรัตน์ บอกกับเราว่า เขาเป็นหนึ่งในผู้บริหาร ACTIV PARC ศูนย์ออกกำลังกายแนวใหม่ที่เน้นการเคลื่อนไหวร่างกายที่ถูกต้องโดยผสมผสานกีฬาหลากหลายรูปแบบไว้ และให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งตั้งอยู่ในโซนเอาต์ดอร์ของอัมรินทร์พลาซ่า พันต่อทำหน้าที่ดูแลทีมการตลาดและในฐานะผู้จัดการฝ่ายขาย แต่สิ่งที่เรารู้มาก็คืออีกหนึ่งงานของเขาที่สหรัฐอเมริกามีความน่าสนใจ เพราะเขาคือหนึ่งในคนไทยที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจของเมืองลอสแองเจลิส หรือ LAPD-Los Angeles Police Department ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าทั้งสองงานมีความเหมือนกันอย่างประหลาด

พันต่อ บอกว่า หลังจากทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งแต่ 6 ปีที่แล้ว เขาจะกลับมาเมืองไทยปีละ 1 เดือน ซึ่งนี่คือวันหยุดที่กัปตันของเขาอนุญาต แต่การมาเมืองไทยของเขาในคราวนี้ยาวนานกว่า เพราะเขาขออนุญาตลามานานถึง 8 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หนุ่มวัย 33 ปีคนนี้กำลังตัดสินใจว่าจะเดินทางในสายตำรวจที่กำลังไปได้สวยต่อไป หรือจะกลับเมืองไทยเพื่อมาสานต่อธุรกิจที่กำลังเริ่มต้นกับพี่ชาย (ฟาน ศรีไตรรัตน์)

“ผมไปอยู่อเมริกาตั้งแต่จบโรงเรียนอัสสัมชัญที่เมืองไทยตั้งแต่อายุ 12 ปี อยู่แบบไม่รู้ภาษาอังกฤษจนกระทั่งได้ร่วมทีมอเมริกันฟุตบอล ผมมีเพื่อน ได้ภาษา และเริ่มรู้จักการทำงานเป็นทีมจากวันนั้น แต่ผมก็ยังรักเมืองไทยและคิดว่าที่นี่คือบ้านของเราตลอด จึงเป็นเหตุผลของการกลับมาทำงานที่เมืองไทยในครั้งนี้คือการทำธุรกิจซึ่งเป็นโอกาสใหม่ที่ผมจะสามารถปูพื้นฐานของการสร้างอะไรเป็นของตัวเอง แต่ขณะเดียวกันผมก็ยังลังเลในอีกเส้นทางหนึ่งคือการเป็นตำรวจซึ่งเป็นความฝันของคุณพ่อและเป็นงานที่ผมรักอีกงานหนึ่งด้วย”

คำถามต่อมาคือ การลางานมาเกือบหนึ่งปีเพื่อค้นหาคำตอบของตัวเองครั้งนี้เขาเจออะไรบ้าง “อย่างแรกสิ่งที่ผมเจอคือ ผมพบว่ามุมมองตำรวจของผมนำมาใช้ในงานต่างๆ ได้ และใช้ได้ดีด้วย ทั้งในเรื่องของการวางแผนการทำงาน การทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมาย รวมทั้งการตัดสินใจอันรวดเร็วภายใต้ความกดดันให้ผิดพลาดน้อยที่สุด

อธิบายง่ายๆ คือ งานของเราคือการทำให้กลุ่มเป้าหมายมาใช้บริการของเรา ในงานของตำรวจคนกลุ่มนี้คือผู้ร้ายที่เราจะจับ เราต้องรู้จักว่าคนร้ายเป็นใคร ทำงานอะไร มีที่มาอย่างไร ชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร เมื่อเรารู้ข้อมูลเหล่านี้ก็นำไปสู่การติดตามจับกุม ซึ่งการชักชวนคนมาออกกำลังกายที่ ACTIV PARC ก็ไม่ต่างกัน

 

ระยะแรกที่ผมมาทำงาน ทีมที่นี่จะมีข้อสงสัยกับวิธีการทำงานของผมเพราะเขาไม่ชิน เพราะผมทำงานเชิงรุกและเด็ดขาดสไตล์ตำรวจ แต่พอเข้าที่เข้าทางเป็นทีมเดียวกัน เราก็ทำงานด้วยกันง่ายขึ้น เขาเข้าใจสไตล์การทำงานที่คิดเร็ว และเทคแอ็กชั่นทันทีก็เบาใจขึ้น”

ในสายงานของเจ้าหน้าที่ LAPD พันต่ออยู่ในระดับ Police Officer II เป็นตำแหน่งที่ได้ทำงานหลากหลาย ได้จับผู้ร้าย จับกุมยาเสพติด ไปกระทั่งปฏิบัติภารกิจพิเศษต่างๆ แล้วแต่วาระโอกาส เขาถูกทาบทามให้ไปสอบเพื่อเลื่อนเป็น Police Officer III ซึ่งเทียบเท่ากับครูผู้สอนนักเรียนตำรวจใหม่ แต่เขายังอยากท้าทายในตำแหน่งปัจจุบันให้ถึงที่สุดก่อน

“ครูฝึกชักชวนและทวงมาทางข้อความที่คุยกันตลอดที่ผมอยู่เมืองไทย ซึ่งนี่คือหนึ่งในความลำบากใจของผมว่าจะเลือกอะไรต่อจากนี้ แต่สำหรับวันนี้ผมสนุกกับงานที่ทำมากๆ คือผมได้ออกไปบอกกับลูกค้าว่าความสำคัญของสุขภาพที่ดีคืออะไร และที่ ACTIV PARC จะมอบทัศนคติและร่างกายที่แข็งแรงกลับให้คุณอย่างไร ถ้างานตำรวจคือการได้ช่วยคนให้พ้นจากอันตราย หรือความทุกข์ทรมานที่เขากำลังเผชิญอยู่ งานที่เมืองไทยของผมตอนนี้ก็คือการช่วยคนให้เข้าใจถึงความสำคัญของสุขภาพและร่างกายที่แข็งแรงเหมือนกัน”

 

เมื่อเอ่ยถึงการช่วยเหลือคน นี่เองเป็นเหตุผลหนึ่งของการได้ก้าวมาเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจของหนุ่มคนนี้ “ผมทำงานเพื่อส่งตัวเองเรียนระดับมหาวิทยาลัย ตอนนั้นจึงคิดทำโครงการช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการพาเขาออกจากบ้านไปสู่สถานที่ปลอดภัย ซึ่งการทำงานนี้ทำให้ผมมีทุนการศึกษาจนจบ 4 ปี และงานนี้เองปูพื้นฐานและเปิดทางสำหรับงานช่วยเหลือคนที่กว้างขึ้นคือในอาชีพตำรวจให้กับผม”

นอกจากความเด็ดเดี่ยวและความเป็นผู้นำในตัวเขาคนนี้ที่ทำให้ผู้บังคับบัญชาไว้วางใจมอบหมายงานสำคัญให้สม่ำเสมอ ชายหนุ่มบอกว่าเลือดคนไทยในตัวเขาก็ส่งผลต่อการยอมรับและเป็นที่รักของเพื่อนฝูง จน “เวลากลับมาที่บ้านคุณพ่อคุณแม่จะให้พูดภาษาไทย และปลูกฝังความเคารพผู้ใหญ่ให้ผมเสมอ งานตำรวจเป็นงานที่ต้องมีสติ และต้องใช้วาทศิลป์อยู่บ่อยๆ ผมว่าจุดนี้ความเป็นคนไทยช่วยได้มาก ตำรวจบางคนไม่พูดอะไรซ้อมคนร้ายก่อน โมโหก็ทำร้ายร่างกาย ซึ่งอันนี้ไม่ดี แต่สติช่วยผมได้มาก” หนุ่มบอมบ์ อธิบายถึงตัวตนอีกด้านของเขา

 

แม้วันนี้เวลาที่เขาขอลางานมาหาคำตอบที่บ้านที่เมืองไทยจะเดินมาถึงครึ่งทางแล้ว แต่พันต่อก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าเขาจะเลือกเส้นทางใดที่แน่ชัด “วันที่ผมบอกคุณพ่อว่าจะเป็นตำรวจท่านดีใจมาก ขณะที่คนอื่นๆ ในบ้านทั้งคุณแม่ พี่สาว และพี่ชายทุกคนบอกว่าอาชีพนี้อันตราย มาถึงวันนี้ถ้าผมตัดสินใจว่าจะเป็นตำรวจต่อไปเชื่อว่าทุกคนก็คงเคารพในการตัดสินใจของผมเหมือนที่ผ่านมา และงานที่ทำในเมืองไทยตอนนี้ก็คงต้องวางระบบให้รัดกุมเพื่อให้เขาสามารถเดินต่อไปได้หากผมไม่อยู่บริหารในส่วนนี้

“แต่ถ้าหากผมตัดสินใจวางมือจาก LAPD แล้ว สิ่งที่ผมต้องทำต่อไปคือการสร้างอะไรบางอย่างด้วยตัวเองเพื่อความยั่งยืนของตัวเองต่อไป แต่ผมเชื่อว่าความเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและวิชาที่ร่ำเรียนมาในโรงเรียนตำรวจของผมจะใช้ได้กับทุกงานที่ผมเข้าไปเกี่ยวข้อง” พันต่อ ทิ้งท้ายให้รอติดตาม

 

คุยกับสองตัวเอก Shrek the Musical

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/429795

คุยกับสองตัวเอก Shrek the Musical

โดย…ศศิธร จำปาเทศ-ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ… ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ใครหลายคนที่ชื่นชอบภาพยนตร์แอนิเมชั่นรางวัลออสการ์ Shrek ในปี 2544 คงแอบหวังว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้จะถูกนำมาทำเป็นละครเวทีบ้าง ซึ่งก็ได้สมใจ เมื่อดรีมเวิร์คสได้นำเรื่องราวความสนุกของ Shrek มาตีความและถ่ายทอดสู่ละครเวที ภายใต้ชื่อ Shrek the Musical (เชร็ค เดอะ มิวสิคัล) สร้างสรรค์โดยทีมงานของ เดวิด ลินด์เซย์-อาแบร์ เจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์ รับหน้าที่ดูแลเรื่องบทละครและคำร้อง และเจ้าของรางวัลโอลิเวอร์ อย่าง จานีน เทสโซรี รับผิดชอบเรื่องดนตรี คริส เบลีย์ ดูแลเรื่องท่าเต้น ทิม แฮทลีย์ ดีไซเนอร์ชื่อดังเจ้าของรางวัลโทนี่ รับหน้าที่ดูแลเรื่องฉากและเสื้อผ้า และกำกับการแสดงโดย สตีเฟ่น สโปซิโต

Shrek the Musical เปิดตัวครั้งแรกในฤดูร้อนปี 2551 ที่ฟิฟท์ อเวนิว เธียเตอร์ ในเมืองซีแอตเติล ก่อนที่จะมาเปิดการแสดงที่บรอดเวย์ในวันที่ 14 ธ.ค. 2551 ละครเวทีเรื่องนี้เปิดแสดงมากกว่า 500 รอบ ในระหว่างที่แสดงในบรอดเวย์ และเข้าชิงรางวัลโทนี่ ปี 2552 ไปถึง 8 รางวัล และเป็นละครเวทีที่ทำรายได้สูงสุด 10 อันดับแรกในปี 2552 ต่อมา ก็ได้เปิดทำการแสดงทั่วประเทศ โดยเริ่มต้นที่ชิคาโกในปี 2553 ก่อนจะก้าวไปแสดงในระดับโลกด้วยการเปิดการแสดงที่ลอนดอนในเดือน พ.ค. 2555

มาวันนี้ เป็นข่าวดีของพวกเราชาวไทย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ (หัวใจเด็ก) ที่ละครเวทีเรื่องนี้ จะมาเปิดทำการแสดงที่เมืองไทยในวันที่ 1-5 ก.ค. นี้ ณ โรงละครเมืองไทยรัชดาลัย แต่ก่อนที่พวกเราชาวไทยจะได้ดูได้ชมละครเพลงเรื่องนี้ เราได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษกับสองนักแสดงนำ ไคล์ ทิมสัน ผู้รับบท เชร็ค และลินด์เซย์ เอสเทลี ดันน์ ผู้รับบท ฟีโอน่า แม้ว่าทั้งคู่จะไม่ใช่นักแสดงนำในแคสต์เดียวกับบรอดเวย์ หากได้รับคัดเลือกมาโดยเฉพาะสำหรับการแสดงนำในเวอร์ชั่นเวิลด์ทัวร์ ทั้งสองจะมาเผยถึงเรื่องราวชีวิตบนเส้นทางละครเวที รวมทั้งสิ่งที่ได้จากตัวละครอย่างเชร็คและฟีโอน่า…

จากจุดเริ่มต้น สู่การเดินทางผ่านละครเวที

เรามักพบว่า พ่อแม่ คนใกล้ชิด รวมถึงวัฒนธรรม คือต้นแบบการดำเนินชีวิตให้กับคน อาชีพ พฤติกรรม วิธีคิด เป็นสิ่งกล่อมเกลาเป็นรากฐานของอาชีพในอนาคต เช่นเดียวกับนักแสดงทั้งสอง ที่ผูกพันกับละครเวทีมาตั้งแต่เกิด

 

ไคล์ วัย 22 ปี เกิดมาในครอบครัวที่เป็นมิวสิคัล ทั้งพ่อและแม่ เป็นผู้จัดการในละครเวทีต่างๆ ตั้งแต่เขาเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษา เขาก็เริ่มเล่นละครเวที นับแต่นั้นเป็นต้นมา เขาก็ได้พบว่าตัวเองชอบในสิ่งเดียวกันกับพ่อแม่ เป็นเหตุผลให้เขาเลือกเรียนด้านศิลปะการแสดง และละครเวทีเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เพิ่งได้แสดงหลังเรียนจบ สำหรับลินด์เซย์ วัย 23 ปี ความหลงใหลละครเวทีได้เริ่มพัฒนามาจากการเรียนยิมนาสติกและชื่นชอบการเต้นตั้งแต่ 3 ขวบ กระทั่งเลือกเรียนด้านการแสดง จากนั้นก็มีคนเห็นแววชักชวนให้เธอเล่นละครเวที และมีเป้าหมายอยากเป็นดาวเด่นของบอร์ดเวย์

“สำหรับเด็กจบใหม่อย่างผม ได้มีโอกาสเดินทางไปเล่นละครเวทีตามประเทศต่างๆ ทำให้ได้เห็นวัฒนธรรมใหม่ๆ ซึ่งมันไม่มีประสบการณ์อะไรที่ดีไปกว่านี้อีกแล้ว ทำให้เราได้เจอคนในแวดวงเดียวกันและมากความสามารถด้วย แต่ก่อนไม่เคยคิดว่าจะชอบการเดินทาง แต่ตอนนี้คิดว่าจะไม่หยุดเดินทาง เพราะมันทำให้เราได้เห็นอะไรใหม่ๆ เยอะมาก อย่างมาที่ประเทศไทย เราได้เรียนรู้ภาษา เรียนรู้คำทักทาย คำขอบคุณ รวมทั้งการไหว้ และที่สำคัญที่สุด อาหารไทย ผมชอบอาหารไทยมาก โดยเฉพาะผัดไทย”

ทั้งสองเล่าว่า Shrek เป็นภาพยนตร์ที่พวกเขาโปรดปรานมาตั้งแต่เด็ก ชอบอย่างไรก็ยังชอบอย่างนั้น ก่อนหน้าที่จะได้รับบท เขาทั้งสองต้องทำการแคสติ้ง ทั้งร้อง ทั้งเต้น และเล่นทุกอย่างตามบท ลินด์เซย์ เล่าว่า เมื่อได้รับบทเจ้าหญิงฟีโอน่า มีอยู่ฉากหนึ่งที่เจ้าหญิงฟีโอน่าจะต้องแปลงร่างเป็นยักษ์เขียวเป็นฉากที่เธอต้องใช้เวลาอันจำกัดเปลี่ยนชุดอย่างรวดเร็ว และเข้าฉากมาร้องเพลงและเต้นอีกครั้ง นับเป็นฉากที่เธอบอกว่าเหนื่อยมาก

 

ลินด์เซย์ เผยว่า เธอศึกษาการเล่นบทฟีโอน่าจาก คาเมรอน ดิแอซ และสั่งสมประสบการณ์จากการดูนักแสดงหลายๆ คนที่อยู่ในบอร์ดเวย์ แล้วก็ออกแบบฟีโอน่าในแบบฉบับของตัวเธอเอง ขึ้นมา ส่วนไคล์ ในฐานะนักแสดง เขาให้ความสำคัญกับการเคารพต่อบทเป็นอันดับแรก ด้วยการพยายามศึกษาคาแรกเตอร์จริงๆ เป็นอย่างไร และพัฒนาตัวเองให้เป็นแบบนั้น จากนั้นจึงเติมเทคนิคเข้าไป

เรียนรู้ตัวเองจาก Shrek

แน่นอนว่า ตัวละครใน Shrek ทั้งภาพยนตร์และละครเวที เกิดจากจินตนาการของนักวาดภาพ เดอะ นิวยอร์กเกอร์ ที่วาดเป็นหนังสือนิทานสำหรับเด็ก การทำให้เหล่าตัวละครมีชีวิตขึ้นมาได้จริงๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย นั่นคือสิ่งที่ ไคล์และลินด์เซย์ ได้เรียนรู้ตัวละครอย่างเข้าใจ และเมื่อได้เข้าถึงบทบาท ตัวนักแสดงก็ได้เรียนรู้อะไรบางอย่างไปกับตัวละครตัวนั้นๆ ด้วย

ไคล์ ผู้รับบท เชร็ค เผยถึงความลำบากกับเครื่องแต่งกายที่จะต้องแปลงร่างเป็นยักษ์สีเขียวว่า มีแต่ตากับฟันของตัวเองเท่านั้นที่โผล่ออกมา นอกเหนือจากนั้นคือเครื่องแต่งกายที่มีโครงสร้างใหญ่มาก รองเท้าและเครื่องแต่งกายทุกอย่างสูงเพิ่มขึ้น 4 ฟุต เพื่อให้ตัวสูงใหญ่เหมือนในภาพยนตร์จริงๆ ด้วยอุณหภูมิที่ถูกจำกัด จึงไม่สามารถทำอะไรได้มาก และอยู่ในภาวะขาดน้ำได้ง่าย

 

“ฉากแรกจะเปิดตัวด้วยตัวละครยักษ์ร่างใหญ่สีเขียวกำลังเอาหนังสือบังหน้า แต่พอได้จังหวะหนึ่ง หนังสือก็เปิดเผยหน้าตัวละครตัวนั้นที่จะทำให้เด็กๆ ตกตะลึงที่ได้เห็นเชร็คตัวจริงจากในการ์ตูนที่เขาดู นั่นเป็นความรู้สึกที่ทำให้ผมอยากแสดงต่อ จากเด็กในโรงละครที่ถูกล้อว่าสูงกว่าคนอื่น ผมรู้สึกว่าต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้คนอื่นยอมรับ เมื่อได้เข้าสู่วงการแล้วได้เดินทางไปทำการแสดงในที่ต่างๆ ทั่วโลก ทำให้ผมรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้ว และตัวละครเชร็คก็สะท้อนให้ผมได้เห็นตัวเองมากขึ้นในเพลง Who I’d Be ที่ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า ในที่สุดแล้ว เราก็ปฏิเสธในสิ่งที่เราเป็นไม่ได้ เหมือนที่เชร็ค ก็ได้เรียนรู้ว่า ไม่ว่าจะอย่างไร เขาก็ยังเป็นยักษ์สีเขียวอยู่ดี”

สำหรับลินด์เซย์ เธอก็ได้เรียนรู้จากตัวละครเจ้าหญิงฟีโอน่าไม่ต่างกัน “ฉันได้เรียนรู้ว่า เราให้อภัยคนอื่นได้ทุกวัน เราก็ต้องให้อภัยตัวเองได้ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะคนเราทำผิดพลาดกันได้ เราจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ เมื่อเราได้ให้อภัยตัวเอง”

การได้เรียนรู้และยอมรับในสิ่งที่ตัวเราเป็น เป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถศึกษาได้ตลอดชีวิตอย่างไม่มีวันจบสิ้น และละครเวทีเรื่องนี้ ก็จะเป็นอีกหนึ่งการแสดงที่จะทำให้คุณได้เรียนรู้ เข้าใจ และยอมรับตนเองผ่านความสนุกสานของการแสดงอันมหัศจรรย์ที่ห้ามพลาดในครั้งนี้

 

อนุพงษ์ นวลฉวี ‘ถ้ามีความรัก…ผมอยู่ได้นาน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2559 เวลา 11:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/429218

อนุพงษ์ นวลฉวี ‘ถ้ามีความรัก...ผมอยู่ได้นาน’

โดย…ปอย  ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

งานเบเกอรี่คืองานสายอาร์ต เชฟได้ใช้ไอเดียสร้างสรรค์ขนมจานเล็กๆ ได้ใช้เทคนิคใหม่ๆ เพื่อผลลัพธ์ขนมหน้าตาสวยงามน่าตื่นตาตื่นใจ เป็นไปได้ทั้งอาหารปากและตามองแล้วจินตนาการเหมือนได้หลีกลี้ไปหลบอยู่โลกแสนหวาน “เชฟเอ๋” อนุพงษ์ นวลฉวี เริ่มต้นงานในตำแหน่งเพสตรี้เชฟ ประจำโรงแรมเลอ เมอริเดียน สุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ กอล์ฟ รีสอร์ท แอนด์ สปา ด้วยการพิสูจน์ฝีมือครีเอทขนมซิกเนเจอร์ของเลอ เมอริเดียน โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท ซึ่งทุกๆ โรงแรมในเครือจะต้องมี “เอแคลร์” ขนมคลาสสิกของฝรั่งเศส โดยทำขนมในรูปแบบใหม่ของโรงแรมแต่ละแห่งที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำแบบกัน

“เชฟเอ๋” อนุพงษ์ บอกว่าเอแคลร์ชิ้นนี้ ต้องใช้วัตถุดิบบ่งบอกความเป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่ได้ดี ย่านสุวรรณภูมิถ้าเลือกใช้ปลาสลิด (บางบ่อ) เป็นส่วนผสมก็ล้ำเกินไป เชฟขนมหน้าตาดีบอกพร้อมเสียงหัวเราะร่วน จึงตีความขนมชิ้นเอกของโรงแรมใหม่โดยใช้โลเกชั่นเป็นโจทย์  โรงแรมเลอ เมอริเดียน สุวรรณภูมิ คือกอล์ฟรีสอร์ทแห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก แวดล้อมด้วยแมกไม้รื่นรมย์ บึงน้ำ และดอกบัวก็เป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งของที่นี่ การสร้างสรรค์ขนมกลิ่นดอกไม้ไทยสูงค่ากลิ่นหอมอ่อนละมุนน่าจะเป็นเสน่ห์ล้ำลึก

“ขนมหวานคลาสสิกของฝรั่งเศสชิ้นนี้ เป็นขนมคอนเซ็ปต์ที่ต้องนำมาทวิสต์เข้ากับโรงแรมทุกๆ แห่งในโลก ไม่ว่า เลอ เมอริเดียน จะอยู่ที่ไหนก็ต้องมีเอแคลร์ไส้ของตัวเอง  เอแคลร์กลิ่นดอกไม้ คือขนมชิ้นแรกๆ ที่ผมทำตอนเข้ามาทำงานที่นี่ครับ ผมใช้วิธีต้มรากบัวด้วยวิธี Poaching คือการทำให้สุกในน้ำเชื่อมซึ่งมีความร้อนไม่ถึงจุดเดือด วิธีนี้ก็ไม่เชิงการฉาบน้ำตาลนะครับแล้วนำไปเข้าเครื่องเป่าลมร้อน Dehydrator เป่าไป 1 คืน รากบัวก็เหมือนเคลือบน้ำตาลแผ่นชิปบางๆ กรอบๆ วางตกแต่งบนหน้าขนมเอแคลร์

การทำขนมเป็นเหมือนการทดลองวิทยาศาสตร์นะครับ ต้องหมั่นทดลองทำซ้ำๆ เพื่อสรรหาความชำนาญ ความแม่นยำ เพื่อให้ได้ขนมหน้าตาแปลใหม่ ผมเลือกโทนสีขนมสีแดงจัดๆ แรงๆ เป็นเทรนด์แปลกตาไปจากโทนสีพาสเทลที่เราเคยเห็นกัน” อนุพงษ์ บอกพร้อมรอยยิ้ม

ใครมาที่นี่สั่งมาชิมกันเลย ในบรรดาขนมหวานทั่วโลกเชฟหนุ่มรุ่นใหม่ขอยกให้ขนมสัญชาติฝรั่งเศส ทั้งเรื่องรสล้ำเลิศ ทั้งหน้าตาดูหรูหราที่สุดแล้ว อนุพงษ์ อธิบายกว่าจะฝึกทำขนมชนิดนี้ได้ต้องฝึกปรือวิทยายุทธ์หน้าเตาอบนานเลยทีเดียว

 

“ผมผ่านมาแล้วทุกครัว ครัวเย็น ครัวร้อน ถ้าทำต้มยำยังไม่เปรี้ยวก็เติมน้ำมะนาวได้ ไม่เค็มก็เติมเกลืออีกได้ ปรุงไปเรื่อยๆ แต่ใช้วิธีนี้ไม่ได้เลยกับขนมอบ แต่ที่สุดได้ผลลัพธ์เป็นขนมหน้าตาสวยงามอย่างตั้งใจไว้ ผมมีความสุขมากเพราะรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่าย จึงขอจบไว้ที่เบเกอรีเพราะเป็นครัวใช้ไอเดียมากที่สุดแล้ว และโรงแรมนี้ก็มีความเป็นอาร์ตตรงรสนิยมผมที่สุดอีกด้วยครับ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) การตกแต่งโรงแรมมีการใช้ลายเส้นเยอะทั้งเส้นโค้งเส้นตรง ผมนำกิมมิคตรงนี้มาตกแต่งบนขนมได้สนุกมากครับ ผมชอบการตกแต่งชอบการวาดรูปก็น่าไปได้ดีกับขนมหวาน ที่ได้ปั้นน้ำตาลทำช็อกโกแลตไม่ใช่แค่ทำขนมปังขนมอบแค่นั้น แล้วเป็นงานเชฟที่เล่นได้มากกว่าการทำอาหารคาวจานเดียวอีกด้วย” อนุพงษ์ บอก

เส้นทางการเป็นเชฟ  เริ่มต้นเมื่อเรียนจบจาก Pastry Advance วิทยาลัยดุสิตธานี  ซึ่งเชฟอนุพงษ์เล่าว่าทางบ้านก็ดูงงๆ ว่าลูกชายไปเรียนทำกับข้าวทำขนมแล้วจะไปทำงานอะไรได้ เพราะตอนนั้นอาชีพเชฟขนมหวานยังไม่เป็นที่รู้จักกันนัก

“ผมเลือกเดินทางสายนี้ด้วยเป้าหมาย ต้องเป็นเพสตรี้เชฟก่อนอายุ 30 ปี ซึ่งก็ได้เป็นตอนผมอายุ 27 ปี แต่ก็เป็นช่วงผิดหวังด้วยครับ ผมเคยไปทำงานที่รัฐนิวแฮมป์เชียร์ สหรัฐ แล้วได้ฝึกทำ
เบเกอรีกับเชฟลูกครึ่งชาวฝรั่งเศส-แคนาเดียน ซูซาน เกนดอท ผมชอบติดตามสไตล์การทำขนมของเชฟฝรั่งเศส เพราะล้ำหน้าเรื่องขนมกว่าชาติอื่น ผมกำลังทำงานและเรียนรู้ไปได้สวยเลยครับ แต่ก็ต้องกลับเมืองไทยเพราะวีซ่าหมดอายุ และแรงงานไทยอยู่ในลิสต์ที่ต้องถูกตัด เพราะเป็นช่วงอัตราว่างงานในสหรัฐสูง ผมทำอะไรไม่ได้เสียทั้งงาน เสียทั้งโอกาส แต่ก็บอกตัวเองว่า ถอยหลัง 1 ก้าว ตั้งหลักเพื่อเราจะก้าวกระโดดไปไกลขึ้น เมื่อเลือกมาทางนี้เราต้องก้าวต่อไป

เชฟเป็นอาชีพที่มีความสุขมากนะครับ ถึงจะทำงานด้วยโจทย์ยาก เช่น เอแคลร์ทำอย่างไรให้ลูกทีมในครัวทำขนมออกมาได้หน้าตาเหมือนกันทุกๆ วัน งานท้าทายครับ (ยิ้ม) ต้องแม่นยำ และเป็นนักวางแผน ให้ความใส่ใจ ขยันฝึกฝนซ้ำๆ เดิมๆ เพื่อความชำนาญ คือคุณสมบัติคนทำงานอาชีพเพสตรี้เชฟ แล้วงานทำขนมหวานดูน่าสนุกสวยหวาน ผมทำงานมากกว่า 12 ชั่วโมง เป็นงานที่หนักมากนะครับ แต่เมื่อทำด้วยความรักงานนี้ อยู่ในชั่วโมงงานยาวนานแค่ไหน ผมก็อยู่ได้ครับ” เชฟย้ำบอกพร้อมรอยยิ้ม

Boston Cheese cake

ส่วนผสม

1.ครีมชีส 400 กรัม

2.น้ำตาลทราย 120 กรัม

3.ไข่ไก่สด 2 ฟอง

4.ไข่แดง 3 ฟอง

5.แป้งข้าวโพด 10 กรัม

6.ผิวเลม่อน 5 กรัม

7.วิปปิ้งครีม 160 กรัม

วิธีทำ

1.ตีครีมชีสกับน้ำตาลทราย จนกระทั่งเนียนไม่เป็นก้อน ใส่แป้งข้าวโพด

2.ค่อยๆ ใส่ไข่ไก่ทีละฟอง จนหมด แล้วตามด้วยไข่แดงและผิวเลม่อน

3.ค่อยๆ เติมวิปปิ้งครีม ให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว เทใส่พิมพ์ เคาะ เพื่อไล่ฟองอากาศ

4.อบในถาดน้ำใช้ไฟ 150 องศา ประมาณ 1 ชั่วโมง สังเกตชีสเค้กจะขึ้นฟูและสีเนียนเสมอทั่วกัน

 

พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์ หญิงแกร่ง แห่งวงการรถยนต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 เมษายน 2559 เวลา 11:28 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/429013

พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์ หญิงแกร่ง แห่งวงการรถยนต์

โดย…อณุสรา ทองอุไร-ศศิธร จำปาเทศ  ภาพ… วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ผู้หญิงกับเครื่องยนต์ดูจะเป็นอะไรที่ดูไม่เข้ากันนัก แต่สำหรับผู้หญิงคนนี้เรื่องรถคงเป็นสิ่งที่ซึบซับมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะเธอคือลูกสาวคนเดียวของ วสันต์ เบนซ์ทองหล่อ และขึ้นแท่นบริหารเจ้าของโชว์รูมรถหรูชื่อดังอย่างเบนซ์ทองหล่อ พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์ กับหลักบริหารโชว์รูมรถในตำนาน และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรักษามาตรฐานที่รุ่นคุณพ่อวางรากฐานไว้จนเป็นที่ยอมรับมายาวนานกว่า 39 ปี

บริการครบวงจร

พลอยกาญจน์ไม่ได้แค่ขายรถ แต่มาครบทั้งโปรโมชั่นฟรีดาวน์ ฟรีประกัน ดอกเบี้ยต่ำศูนย์เปอร์เซ็นต์ กลายเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดรถยนต์ที่ทุกโชว์รูมรถเบนซ์กว่า 30 แห่งทั่วประเทศแทบทุกแห่ง มักใช้เป็นวิธีส่งเสริมการขายไม่ต่างกัน

“แน่นอนว่าการขอต่อราคาเป็นสัจธรรม ไม่ใช่ไม่มีเงิน แต่ขอต่อหน่อยเถอะไม่มีใครอยากซื้อของแพง เรื่องราคาจึงแพงกว่าคนอื่นไม่ได้เลย บางครั้งต้องสู้กันจนเลือดซิบ ฉะนั้นเรื่องขายลืมไปได้เลย การลดราคามันมีอยู่เรื่อยๆ เป็นโปรโมชั่นแบบพื้นๆ อยู่แล้ว เดี๋ยวนี้จะไปที่ไหนมันก็มี อยากได้อะไรเขาก็ทำให้หมด กลับมาตั้งคำถามกับตัวเองดีกว่าว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้านึกถึงเรา ทำไมคนจากภาคใต้ต้องนั่งเครื่องบินมาออกรถที่เรา มันอยู่ตรงเทคนิคแล้วว่าเราจะทำอย่างไร พลอยขอแค่โอกาสจากตรงนี้ที่จะได้เจอลูกค้ามากกว่า”

หลายคนคงจดจำเบนซ์ทองหล่อได้จาก วสันต์ เบนซ์ทองหล่อ เจ้าของที่เป็นพรีเซนตอร์ให้โชว์รูมตัวเอง จนวันนี้หลักการบริหารงานได้ตกทอดมาถึงลูกสาว

“พลอยรับสิ่งนี้มาจากทั้งคุณพ่อคุณแม่ คุณแม่ก็จะเป็นต้นแบบในการดูแลคน ส่วนคุณพ่อจะเป็นเรื่องบริหาร แต่ทั้งสองท่านก็จะเน้นเรื่องคุณธรรม ถ้าเรามีสิ่งนี้ในการบริหารคน มันก็คือหลักเดียวกันที่ต้องบริหารคนที่อยู่กับเราให้เขามีความสุข มีการเป็นอยู่ที่ดี เราดูจิตใจพนักงานที่อยู่รอบๆ เราด้วย กับลูกค้าก็เหมือนกันก็ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาแต่จะขายรถอย่างเดียว

 

คุณพ่อเล่าว่า ลูกค้าที่มาคุยกับคุณพ่อ ไม่เคยคุยกันเรื่องรถกันสักคำเดียว คุยกันเรื่องอื่นที่ลูกค้าสบายใจ พอมั่นใจเขาก็จองรถเราเอง เขาตั้งใจจะซื้อรถแต่แรกอยู่แล้ว อย่าไปมุ่งจะขายรถอย่างเดียว เราไม่ใช่พ่อค้าที่ตั้งหน้าตาจะเอาแต่กำไร พลอยก็เพิ่งมาซึมซับสิ่งเหล่านี้ เราไม่ได้ตั้งใจจะขายรถอย่างเดียว แต่สิ่งต่างๆ ที่เราทำเพื่อสังคม เช่น จัดปฏิบัติธรรมต่างจังหวัดที่คุณแม่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงจัดขึ้นประจำปีละ 1-2 ครั้ง และจัดฟังธรรมเดือนละ 2 ครั้ง สิ่งเหล่านี้มันกลับกลายว่ามาช่วยเราในด้านบวก มันอาจจะมีผลกลับมาในเรื่องธุรกิจภายหลัง แต่แน่นอนว่า เราไม่ได้คิดหรอกว่าคนเหล่านั้นจะกลับมาซื้อรถอีกร้อยคัน มันจัดมาเองโดยปริยายโดยไม่ต้องไปหวังอะไร”

ในยุคเศรษฐกิจซบเซาไม่เพียงแต่ธุรกิจขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น ธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถซึ่งถือป็นสิ่งค้าราคาสูงก็พลอยได้ผลกระทบไปด้วย การกระตุ้นการรับรู้ถือเป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจ ที่จะทำให้ธุรกิจดูมีชีวิต และไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ด้วยแนวคิดเช่นนี้ ทำให้โชว์รูมเบนซ์ทองหล่อ มีการจัดตลาดนัดโดยประกาศให้จองพื้นที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย ให้คนตื่นตัว สร้างบรรยากาศคึกคัก และหวังว่าสักวันหนึ่งเมื่อคนเหล่านั้นนึกถึงรถจะคิดถึงเบนซ์ทองหล่อ

สีสันใหม่ของเมอร์เซเดส

อาจจะแปลกตากับรถยนต์สีแป๊ดบาดใจ สร้างสีสันบนท้องถนนได้เป็นอย่างดี และวันนี้เบนซ์หันมาสร้างความรู้สึกแบบนั้นบนท้องถนนมากขึ้น “เบนซ์ส่วนใหญ่ที่คุ้นเคยจะเป็นสีดำ เทา น้ำเงินเข้ม ถ้าเป็นรถประกอบนอกก็จะมีแดง ตอนนี้ก็มีสีที่แปลกออกไป เช่น สีเขียว ที่โชว์อยู่ที่งานมอเตอร์โชว์ครั้งล่าสุด เมืองไทยยังไม่แรงขนาดนั้น คนบางกลุ่มอยากได้สีที่ต่างออกไป เช่น สีแดง ม่วง สีพวกนี้ในฐานะคนขายก็จะกลัวขายไม่ออก เราต้องจับคู่กับเจ้าของที่เหมาะกับรถแต่ละคัน เดี๋ยวนี้เบนซ์ก็เริ่มออกรุ่นเล็ก ดีไซน์สปอร์ตมากขึ้น ผลตอบรับก็ดี วัยรุ่นหันมาใช้รถแบบนี้เยอะเดี๋ยวนี้รถเบนซ์ก็ถูกลง ยอดขายก็ดีขึ้น ลบภาพเบนซ์ ต้องเป็นคนรุ่นเก่าออกไปก็จะมีความเห็นขัดกัน เพราะคุ้นเคยกับเอกลักษณ์เบนซ์รุ่นเก่าต้องคันใหญ่ๆมากกว่า”

ด้วยสภาพเศรษฐกิจปีนี้ก็อย่างที่ทราบกัน คงยากกว่าปีที่แล้ว ไม่ว่าทำธุรกิจอะไรก็ได้รับผลกระทบไปหมด อาจจะเหนื่อยขึ้น อย่างไรมันก็ต้องดันรถขายออกไปให้ได้ แต่กำไรก็น้อยลงเมื่อก่อนเวลาขายรถกันทีเคยรอนานสุด 7 เดือน เดี๋ยวนี้สั่งปุ๊บได้เลยไม่ต้องรอนาน มาสองปีหลังที่ยอดจองล่วงหน้าน้อยมาก จนรู้สึกได้ว่าน้อยจนอาการออก เราได้ผลกระทบตรงที่ลีสซิ่งมันขอยากขึ้น ถ้ามันง่ายมันก็เป็นผลดีที่ปล่อยรถได้เร็ว แต่ช่วงหลังที่รู้สึกว่ารถไม่ได้ขายอนาคตอีกแล้ว จ่ายเงินปุ๊บคนก็จะรับรถเลย เลยรู้สึกว่ามันไม่ง่าย อนาคตคิดว่ายังคงต้องเหนื่อยต่อไปอีก 2-3 ปีช่วงนี้มันแข่งขันกันเยอะ ก็คงต้องเปลี่ยนวิธีการ น่าจะเป็นเรื่องของการดูแลลูกค้ามากกว่า ให้เขารู้สึกเหมือนครอบครัว ลูกค้าเก่าๆ ก็ยังเหนียวแน่น

ปัจจุบันพลอยกาญจน์รับหน้าที่ดูแลฝ่ายขายและบริการหลังการขาย เป็นงานที่ต้องดูแลความรู้สึกของลูกค้า “เท่าที่เห็นก็มีผู้หญิงที่เข้ามาบริหารในวงการรถยนต์ไม่ถึงสิบคน ซึ่งถือว่าเป็นส่วนน้อย แต่สำหรับพลอยถือว่าไม่เห็นต้องปรับตัวอะไรเลย เพราะมันไม่ได้หมายความว่าพลอยต้องซ่อมรถเป็น การที่เราจะคุมช่างได้ต้องมีความรู้เรื่องช่างบ้าง แต่พลอยคิดว่าวันนี้ มันเป็นเรื่องของการบริหารคนมากกว่า แน่นอนเราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการเบื้องต้น เพื่อให้เข้าใจปัญหาต่อการที่จะปล่อยรถออกไปหนึ่งคัน ซึ่งเป็นทักษะการบริหาร ไม่ได้เกี่ยวว่าเราต้องเป็นผู้ชายถึงจะทำได้ อาจจะมีนิสัยเหมือนผู้ชายนิดนึง เช่น บางครั้งต้องทดสอบสมรรถภาพรถ เราก็ต้องผาดโผนบ้าง ซึ่งพลอยรู้สึกสนุก”

ผู้บริหารหญิงคนนี้บอกต่อว่า สิ่งที่ยากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องการรักษาความรู้สึกของลูกค้า จะบริหารงานอย่างไรไม่ให้เกิดภาพลบต่อบริษัท กับปัญหาที่พบเจอเกือบทุกวัน เช่น ซ่อมรถแล้วไม่หาย รถเฉี่ยวในศูนย์บริการ ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถทำให้ถูกใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ จะแก้ไขความรู้สึกลูกค้าที่พบกรณีแบบนี้อย่างไร เพราะถ้าปล่อยผ่านไป วันหนึ่งลูกค้าคนนี้อาจจะไปบอกต่อ สร้างผลเสียต่อบริษัทได้ ส่วนเรื่องเป็นผู้บริหารหญิงในวงการรถก็ไม่ได้มีข้อเสียเปรียบแต่อย่างใด

อนาคตธุรกิจรุ่นที่ 2

เธอเล่าถึงแผนงานในอนาคต การต่อยอดธุรกิจในอีก 5-6 ปีข้างหน้ายังคงทำในสิ่งที่ถนัดในสายงานที่มีอยู่ “ช่วงนี้มันเป็นช่วงที่ไม่ได้หมู แค่เคยคิดเฉยๆ ว่าอยากมีอะไรมารองรับธุรกิจตรงนี้บ้าง เพราะว่ามันคงไม่ได้อยู่ไปตลอด แต่คงไม่ฉีกไปไหนไกล ตอนนี้เราก็เป็นตัวแทนลอนดอนแท็กซี่อยู่ด้วยเหมือนกัน อนาคตก็อยากทำธุรกิจวีไอพีแท็กซี่ มันก็น่าจะน่ารักดี ลีมูซีนที่เราใช้ แบบลอนดอนแท็กซี่ ราคาอาจจะแพงหน่อย น่าจะอีกสองปี คงต้องใช้เวลาหน่อย ตอนนี้เราทำลีมูซีนบริการที่สนามบินอยู่แล้ว รอขยายเป็นแท็กซี่วีไอพี”

พลอยกาญจน์ในมาดนักบริหารหญิง ทำให้เราเห็นว่าเพศ สถานะ ไม่ได้จำกัดศักยภาพการทำงาน ความเข้าใจและใส่ใจธุรกิจคือสิ่งที่ทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปในอนาคตได้

 

ทองพล อุลปาทร โชว์ก้าวแกร่งในวงการอุตสาหกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 เมษายน 2559 เวลา 11:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/428556

ทองพล อุลปาทร โชว์ก้าวแกร่งในวงการอุตสาหกรรม

โดย…ปอย ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

หากจะบอกว่าทำธุรกิจผลิตเครื่องมืออุตสาหกรรม พูดอย่างนี้คนฟังร้อยทั้งร้อยก็บอกกันว่า น่าจะคุยกันในเรื่องเข้าใจยาก ทองพล อุลปาทร ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท สุมิพล อธิบายเพิ่มเติมความเข้าใจว่า สุมิพล มาจากคำว่า ซูมิโตโม่ เพราะคุณพ่อ-จิระพันธ์ อุลปาทร บุกเบิกธุรกิจนี้ โดยเริ่มต้นจากการทำงานในกลุ่มบริษัท ซูมิโตโม่อิเล็กตริก กรุ๊ป ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย แล้วด้วยความมุ่งมั่นจึงได้เป็นผู้ถือหุ้นในที่สุด

ในวงการอุตสาหกรรม สุมิพล เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้จัดจำหน่ายเครื่องมืออุตสาหกรรมการผลิต ตั้งแต่ครื่องมือตัดแต่งขึ้นรูปโลหะ ตัดเจาะกลึง ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นอันดับต้นของวงการ เป็นผู้ผลิตเครื่องมือวัดอุตสาหกรรมที่มีอยู่ในทุกๆ โรงงาน ผลิตเครื่องมือซ่อมบำรุง เครื่องจักรกลและอุปกรณ์โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ก็เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์และการบริการที่ดีเยี่ยม

เร็วๆ นี้ ในงานใหญ่ประจำปี Intermach 2016 งานแสดงเทคโนโลยีทางด้านเครื่องจักร เครื่องมือในงานอุตสาหกรรม (11-14 พ.ค.) ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงก็บอกว่ามีสินค้านวัตกรรมมาโชว์ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคอีกมากมายหลายชิ้น ถือเป็นการสานต่อธุรกิจในรุ่นที่สองที่กำลังก้าวสู่ทศวรรษที่สามอย่างก้าวแกร่ง

 

ลูกชายคนโต (ต้อง) รับบทหนัก

ในช่วงทศวรรษแรกก้าวแรกของบริษัท สุมิพล คือบริษัทขนาดเล็กที่มีพนักงานไม่กี่สิบคนโดยถือกำเนิดขึ้นบนถนนเอกมัย ในปี 2531 จัดจำหน่ายเครื่องมืออุตสาหกรรมประเภทงานตัดแต่งขึ้นรูปโลหะ นำเข้าแบรนด์ชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น และมุ่งหวังขยายงานให้เป็นศูนย์รวมเครื่องมืออุตสาหกรรมในอนาคต จากความพยายามอย่างต่อเนื่อง สุมิพล สามารถจัดหาสินค้าเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ

มาถึงก้าวย่างของคนรุ่นที่สอง ทองพล คือผู้ต่อยอด ขยายการผลิตที่มีเพียงเครื่องมือตัดแต่งขึ้นรูปโลหะ เพิ่มผลิตภัณฑ์ด้านเครื่องมือวัดละเอียดระดับโลก เข้ามาเสริมโดยมีเป้าหมายดำเนินงานรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว

“แค่ให้อธิบายว่าธุรกิจเราทำเกี่ยวกับอะไร ก็เข้าใจยากแล้วนะครับ ถ้าถามว่าสมัยวัยรุ่นผมอยากสานต่องานของครอบครัวไหม ก็คงไม่มีเด็กคนไหนอยากทำ เข้ามาในโรงงานก็มีทั้งกลิ่นทั้งคราบน้ำมัน (บอกพร้อมรอยยิ้ม) ผมอยู่ในช่วงคน Gen Y ก็อยากทำธุรกิจเกี่ยวกับร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงแรม ก็ต้องถือว่าเป็นไฟต์บังคับที่ผมในฐานะลูกชายคนโต ก็ต้องมุ่งไปเรียนต่อปริญญาตรีทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ ประเทศญี่ปุ่น โดยไม่ต้องคิดถึงเรื่องเอนทรานซ์มหาวิทยาลัยในเมืองไทยเลย” ทองพล บอกด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง

การสนทนากับนักธุรกิจแถวหน้าของวงการอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งจะเป็นผู้บอกได้ชัดเจนถึงสถานการณ์ข่าวสาร ที่วันนี้ฐานการผลิตโรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์ อาจโยกย้ายไปตั้งในประเทศเพื่อนบ้านแทนไทยเราเสียแล้ว และน่าจะมีผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจในอนาคตอีกด้วย

“เออีซี 10 ประเทศ ไทยคือฐานใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในเรื่องโรงงานผลิตเครื่องมืออุตสาหกรรม รองลงมาคือ อินโดนีเซีย ซึ่งเคยบูมมากๆ มาพักหนึ่งนะครับ แต่ด้วยพื้นฐานหลายๆ อย่างไม่พร้อม และความเป็นเกาะทำให้มีค่าโลจิสติกส์สูงมากเกินไป จึงซบเซาเงียบลงไป มาเลเซียก็เน้นการผลิตเฉพาะในประเทศ และอีกประเทศที่ได้รับความสนใจขึ้นมาแทน ก็คือ เวียดนาม ที่มีค่าแรงถูกกว่าไทย

ขณะที่พื้นฐานประเทศไทย เรามีซัพพลายเชนที่แข็งแกร่งมานานกว่า 50 ปีแล้วนะครับ เรามีโรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ครบวงจร โดยเฉพาะจุดเด่นของเราคือ โลเกชั่น การโยกย้ายฐานการผลิตทำไม่ได้ง่ายๆ แน่นอนครับ ทำให้ไทยเข้มแข็งที่สุดในภูมิภาคนี้กับการผลิตชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์

พูดถึงเวียดนามค่าแรงของเขาถูกกว่าเราก็จริง แต่เหมาะสำหรับสินค้าที่ผลิตไม่ยากนัก เช่น โรงงานเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ปัจจุบันเราแข่งขันกับเขายากเพราะต้นทุนในเรื่องค่าแรงเขาถูกมาก จึงทำให้โรงงานสิ่งทอล้มหายตายจากไปจากรังสิตเมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้ว แต่สำหรับฝั่งอุตสาหกรรมหนักถ้านักลงทุนใหญ่ญี่ปุ่น เกาหลี ต้องการแรงงานมีฝีมือก็ต้องมาไทยแน่นอนกว่าครับ” ทองพล อธิบายชัดเจน เข้าใจง่าย

จากยอดรายได้ในปีที่ผ่าน ราว 1,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นผู้นำตลาดในรุ่นบุกเบิกสร้างไว้ได้อย่างมั่นคง และการต่อยอดพัฒนาในรุ่นที่สอง ทองพลบอกว่าต้องดำเนินไปอย่างมั่นใจในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในช่วงนี้

“ผมโชคดีครับที่การทำงานของผมกับพ่อ เหมือนแพ็กเกจที่ผสานความต่างของคนสองรุ่นเข้าไว้ด้วยกัน คนเจนสองมีสไตล์การทำงานรวดเร็วกว่าเจนหนึ่ง ผมจะมุ่งไปข้างหน้า 1-2-3-4 โดยบางครั้งก็คำนึงถึงจุดไม่ระมัดระวัง แต่ผมมีพ่อเป็นจุดบาลานซ์ในวันที่ผมพุ่งไปข้างหน้า พ่อคอยดึงอยู่หลัง คอยบอกเรื่องความเสี่ยง ชี้ให้เห็น Worst Case ในสิ่งที่อาจเกิดขึ้น แต่สิ่งที่ผมเสียใจคือไม่ทันเหตุการณ์ ปี 2540 ตอนนั้นยอดขายรถยนต์ลดฮวบทำให้ฝั่งอุตสาหกรรมเรากระทบแรงมาก ผมเรียนหนังสืออยู่ญี่ปุ่น คุณพ่อพยายามรักษาสถานะการเงินที่ดีของบริษัทจนผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งไปได้

ผมมาเจอช่วงปี 2549 วิกฤตเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger Crisis) ซึ่งก็ลากไม่ยาวแค่ปีเศษเท่านั้น ก็โชคดีไป ถ้าวิกฤตยาวนานกว่านี้ ก็อาจกระทบหนักเกินไปสำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามารับไม้ต่อเมื่อสิบปีที่แล้ว ซึ่งต้องทำงานในแบบรับคำสั่ง ปัญหา และหาวิธีแก้ไข”  ทองพล กล่าว

 

นักธุรกิจพันล้านบุคลิกเรียบง่าย

บุคลิกการพูดจาดูเรียบง่าย แต่ก็แฝงไปด้วยความเนี้ยบเป๊ะ ความระเบียบจัด แสดงออกในการพูดจาสื่อสารชัดเจนทุกๆ ประโยค

“สิ่งมีค่าที่สุดที่ผมได้มาจากรุ่นพ่อ คือท่านได้สร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบญี่ปุ่นไว้อย่างแข็งแกร่ง ตั้งแต่ในเรื่องระเบียบวินัย การตรงต่อเวลา การเคารพองค์กร ในเวลานี้ สุมิพล เป็นบริษัทไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มีวิธีทำงานในแบบญี่ปุ่นแท้ เช่น พนักงานไม่กลับบ้านในเวลาเลิกงาน เป็นที่รู้กันครับว่าหลัง 6 โมงครึ่ง ทำงานไม่มีโอที ชีวิตงานไม่ติดกับแค่เรื่องค่าตอบแทนเท่านั้น ผมเคยฝึกงานตอนเรียนซัมเมอร์ในญี่ปุ่น ก็จะต้องรอกลับบ้านพร้อมนายในตอน 4 ทุ่ม ทุกคนเดินเข้ามาในบริษัทต้องสวัสดีกัน ถ้าคนนอกเดินเข้ามาก็ต้องลุกพรึ่บทั้งออฟฟิศเพื่อแสดงการต้อนรับ เป็นวัฒนธรรมที่เราปลูกฝังกันมายาวนานกว่า 30 ปี

ความเข้มแข็งตรงนี้ทำให้ผมโชคดี สามารถออกไปต่อยอดทำธุรกิจที่อยากทำได้อีกเยอะแยะ ผมทำร้านกาแฟ นำเข้ากิฟต์ช็อปจากญี่ปุ่น ทำบริษัทอีเวนต์มาร์เก็ตติ้ง ทำค่ายมวย (หัวเราะ) มีเวลาก็ออกไปทำได้สบายใจครับ ด้วยไม่ต้องกังวลเพราะปัญหาที่เกิด ซึ่งก็ล้วนเกิดจากคนทำงานทั้งสิ้น พนักงานเริ่มต้น 40 คน เวลานี้ 180 คน และด้วยรากฐานเรื่องวัฒนธรรมองค์กรที่ดีช่วยลดปัญหาไปได้เยอะเลยครับ” ทองพล บอกพร้อมรอยยิ้ม

การสร้างวัฒนธรรมนี้ต้องสั่งสมกันยาวนาน ทองพล บอกว่าพ่อเคี่ยวกรำเขาหนักพอดู ตั้งแต่เส้นทางการศึกษาไปเรียนรู้วิถีนักธุรกิจสายเลือดอาทิตย์อุทัย ห้ามกลับไทยในทุกซัมเมอร์เพราะต้องฝึกงานที่นั่น แล้วเมื่อเรียนจบก็ต้องหาประสบการณ์การทำงานโดยไม่ได้กลับบ้านทันที

“ช่วงนั้นพ่อก็จะโทรศัพท์หาผมทุกๆ วัน ไม่ใช่ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบเท่านั้นนะครับ แต่พ่อจะบอกเล่าให้ผมฟังว่าวันนี้บริษัททำอะไรไปบ้าง และพ่อได้ตัดสินใจแก้ไขปัญหาอะไรไปแล้วบ้าง

ทำให้เป็นพื้นฐานสร้างการทำงานวันนี้ครับ ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท สุมิพล หน้าที่หลักของผมคือออกไปพบลูกค้า รับปัญหากลับมา และแก้ไข การทำงานในสถานการณ์แบบนี้ทำให้ผมมีหลักในการทำงาน คือ การเปลี่ยนแปลง พัฒนา จะต้องทำได้เสมอ เพราะทำให้เกิดไดนามิคมีการเคลื่อนไหวภายในองค์กร แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงก็ต้องเกิดความต่อเนื่องต่อไปได้อีกด้วย ถ้าไม่อย่างนั้นอย่าเปลี่ยน อย่าทำ เพราะตอนที่ผมเข้ามาใหม่ๆ ก็อยากเปลี่ยนไปเสียทุกๆ เรื่อง

อย่างที่บอกผมกับพ่อทำงานเป็นแพ็กเกจ พ่อก็คอยดึงไว้ วันนี้การเปลี่ยนแปลงก็ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ครับ ผมยกตัวอย่างเช่น ในสมัยพ่อคู่แข่งในตลาดไม่มีเกรย์มาร์เก็ตในกลุ่มอุตสาหกรรมอะไหล่รถยนต์ ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลง เราอยู่นิ่งๆ เราก็แพ้ สิ่งที่คนในสุมิพลต้องคิดต้องทำ คือ กล้าเปลี่ยนแปลง ทำให้ต่อเนื่อง และที่สำคัญคือต้องเร็วพอเราจึงจะทันรับโอกาสใหม่ที่เข้ามา ภาวะเศรษฐกิจขาลงครั้งนี้ ลงยาวครับ และเป็นไปทั่วโลก ทำให้เราต้องเตรียมรับสถานการณ์ใหม่ที่ท้าทายเราอยู่เสมอครับ” ทองพล บอกทิ้งท้ายชัดเจน

การเป็นสมาชิกในครอบครัวที่สร้างความเป็นปึกแผ่นไว้อย่างแน่นหนา ไม่ใช่การก้าวไปบนกลีบกุหลาบแต่อย่างใด การสร้างงานต่อ ก่องานใหม่ ในฐานะที่เป็นเจเนอเรชั่นถัดมา คือความท้าทายที่คนรุ่นใหม่ต้องหยัดยืน

 

วีระเวช อรธนาลัย ทรัพย์สินทางปัญญาไทยที่ต้องปกป้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 เมษายน 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/428339

วีระเวช อรธนาลัย ทรัพย์สินทางปัญญาไทยที่ต้องปกป้อง

โดย…วรธาร ภาพ สตูดิโอแมงโก้

การประชุมนานาชาติด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลก AUTM Asia 2016 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 15-18 มี.ค.ที่ผ่านมา ณ โรงแรมแชงกรีล่า จ.เชียงใหม่ เป็นงานที่เต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญและนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากหลากหลายประเทศทั่วโลกมาให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านทรัพย์สินทางปัญญามากหน้าหลายตา

หนึ่งในนั้นมี กาย-วีระเวช อรธนาลัย หนุ่มมาดเท่บุคลิกดี อดีตเคยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่พัฒนาธุรกิจ สถาบันทรัพย์สินทางปัญญาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันเป็นเจ้าของและผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา บริษัท อินเทลเล็คชวล ดีไซน์ กรุ๊ป หรือ IDG ถือเป็นคนไทยคนหนึ่งที่โดดเด่นในงาน เพราะเขาได้นำเสนอผลงานที่เขารักออกสู่สายตาผู้เข้าร่วมประชุมและวิทยากรจากทั่วโลก โดยบริษัท IDG ของเขาเป็นหนึ่งในสองบริษัทไทยที่ได้รับเกียรติในการจัดแสดงพรีเซนต์ผลงานด้วย

ถ้าถามว่าหนุ่มเจ้าของและผู้ตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาคนนี้ดูจากบริษัทที่เขาก่อตั้งก็น่าจะเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา ทว่าเขาได้ให้คำจำกัดความหน้าที่ของตัวเองสั้นๆ ว่า เป็นคนกลางในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและผู้ปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา

“งานของผม คือถ่ายทอดเทคโนโลยี และการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งก่อนหน้านี้ผมดูแลในส่วนของการคุ้มครองนวัตกรรมและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ประมาณ 6-7 ปี จึงออกมาตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง คือ อินเทลเล็คชวล ดีไซน์ กรุ๊ป โดยให้บริการทั้งในด้านการออกแบบแบรนด์ โลโก้ ดีไซน์บรรจุภัณฑ์ โปรดักต์ รวมท้้งดูแลในเรื่องของการจดทะเบียนคุ้มครองเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตรทั้งในไทยและต่างประเทศ

 

การช่วยวางกลยุทธ์ในการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา การจดสิทธิบัตรในต่างประเทศ และเป็นตัวกลางถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับทั้งในฝั่งของนักพัฒนานวัตกรรม นักวิจัย รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยเป็นตัวกลางในการติดต่อและดูแลทั้งในส่วนเอกสารสัญญาต่างๆ และการประเมินมูลค่าและเก็บค่าใช้สิทธิจากธุรกิจต่างๆ” ผู้บริหาร IDG พูดถึงงานที่เขาทำอยู่

วีระเวช มองว่า ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ยังไม่มีที่ปรึกษาในแง่ของความคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญา จึงยังไม่ค่อยทราบและเห็นความสำคัญในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาเท่าไรนักโดยเฉพาะในช่วงตั้งต้นของการทำธุรกิจ

เขายกตัวอย่างให้เห็นว่า อย่างธุรกิจเอสเอ็มอี สมมติ นาย A คิดค้นและสามารถผลิตรองเท้าที่มีคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งขึ้นมาได้ อันดับแรกนาย A ควรไปจดแจ้งลิขสิทธิ์ ซึ่งเท่ากับจะเป็นเจ้าของนวัตกรรมนั้นโดยตรง แล้วนาย A สามารถนำไอเดียนี้ไปขายให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมเพื่อผลิตขายโดยสามารถเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์ได้ แต่ถ้าต้องการผลิตเอง ขายเอง ทำธุรกิจเอง ในเชิงกฎหมายควรจะจดทั้งสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าเพิ่มเติม เป็นหลักฐานการยืนยันถึงเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาและสินค้า รวมถึงผลิตภัณฑ์เหล่านั้น ซึ่งจะเป็นผลดีในกรณีเกิดการลอกเลียนแบบขึ้นหลังจากนั้น

“หากนาย A ต้องการขยายตลาดเพื่อส่งออกไปยังประเทศต่างๆ จะต้องมีการตรวจสอบว่าชื่อแบรนด์นี้ นวัตกรรมนี้ เคยมีการจดแจ้งในประเทศนั้นๆ หรือไม่อย่างไร จำเป็นต้องมีการตรวจเช็กอย่างละเอียด เมื่อเช็กแล้วไม่มี จึงสามารถนำสินค้าไปจดทะเบียนการค้าและสิทธิบัตรในประเทศนั้นๆ เพื่อทำธุรกิจได้ต่อไป

รายละเอียดในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาต่างๆ เหล่านี้ ผู้ประกอบการรายย่อยในไทยมักจะยังไม่ทราบและยังไม่เห็นความสำคัญมากนักในช่วงตั้งต้นธุรกิจ หลายๆ กรณีเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาแล้วจึงมาตามฟ้องร้องหรือเป็นคดีความ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยากจะหาหลักฐานหรือข้อโต้แย้ง เรียกง่ายๆ ว่า ถ้าจดก่อนก็ได้สิทธิก่อน”

 

ขณะที่การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) เขากล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีนักวิจัยเก่งๆ เยอะ แต่ยังก้าวไปไม่ถึงในจุดของการนำเทคโนโลยีหรือผลงานวิจัยเหล่านั้นมาพัฒนาต่อยอด หรือนำไปใช้ประโยชน์ที่มีผลในเชิงพาณิชย์ได้จริงๆ

“สิ่งที่ผมกำลังทำคือ การจับคู่และเจรจาระหว่างภาคเอกชนกับเจ้าของผลงานนวัตกรรม ทั้งในการเข้ามาช่วยดูแลในส่วนของการจัดการด้านทรัพย์สินทางปัญญา การประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา ถือเป็นการช่วยคุ้มครองผลงานให้แก่นักวิจัย นักประดิษฐ์ หรือนักพัฒนานวัตกรรมด้วย นอกจากนี้จะยังสรรหานวัตกรรมหรืองานวิจัยที่สอดคล้องกับความต้องการจากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมด้วย โดยงานที่ผมทำจะเป็นส่วนหนึ่งในการนำองค์ความรู้ต่างๆ ออกสู่ตลาดและสังคมเพื่อผลักดันให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งในเชิงธุรกิจ อุตสาหกรรม พาณิชย์ หรือแม้กระทั่งสังคมและวัฒนธรรมได้ ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว เพราะรัฐบาลเองก็ได้มีนโยบายสนับสนุนให้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งเราเปรียบเสมือนฟันเฟืองเล็กๆ ที่มีส่วนร่วมด้วย”

ปัจจุบันบริษัท อินเทลเล็คชวล ดีไซน์ กรุ๊ป หรือ IDG มีพนักงานกว่า 10 คน ซึ่งเขาบอกว่ากำลังขยายขึ้นเรื่อยๆ ตามความต้องการของตลาด และจะเห็นได้ว่าประเทศไทยมี Startup มากขึ้น มีผู้ประกอบการรายใหม่เกิดขึ้นทุกวัน ทุกคนมีไอเดีย ทุกคนมี Business Model ที่ดี แต่มีไม่กี่บริษัทที่ให้ความสำคัญในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา หรือตระหนักถึงข้อดีของการจดสิทธิบัตร จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่างๆ

“ปัจจัยหนึ่งคนอาจมองว่าเป็นเพราะส่วนใหญ่คิดว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายสูง มีแต่บริษัทใหญ่ๆ เท่านั้นที่ทำได้ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่เลยครับ ผมก้าวมาทำตรงจุดนี้เพื่อซัพพอร์ตธุรกิจตั้งแต่ขนาดเล็ก อยากให้เห็นความสำคัญกัน ไม่ใช่เฉพาะในประเทศเท่านั้น ถ้าจะขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศก็ต้องศึกษากฎหมายการค้าระหว่างประเทศด้วย เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้อง” ผู้บริหารหนุ่มผู้แสดงให้เห็นวิสัยทัศน์

พร้อมย้ำว่า การทำงาน ณ จุดนี้รู้สึกมีความสุขและสนุกเพราะได้ใช้ความรู้ความสามารถและทักษะต่างๆ ที่มี ช่วยเหลือธุรกิจ SMEs ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยให้ก้าวไปในโลกธุรกิจได้อย่างมั่นคงและปลอดภัย

 

โดมินิก ไฮซ์แมนน์ รักการผสมผสานเมนูฟิวชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2559 เวลา 11:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/427935

โดมินิก ไฮซ์แมนน์ รักการผสมผสานเมนูฟิวชั่น

โดย…ภาดนุ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

หนุ่มหน้าตาดี วัย 35 ปี ชาวสวิตเซอร์แลนด์ โดมินิก ไฮซ์แมนน์ (Dominik Heizmann) เชฟประจำร้านอาหาร DOM Cafe & Bistro ซึ่งอยู่ที่ชั้นจี เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ เล่าว่า เขาเริ่มสนใจการทำอาหารมาตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น (อายุ 15 ปี) โดยเข้าเรียนที่โรงเรียนสอนทำอาหารในบ้านเกิด และเริ่มเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้วยการทำงานตามร้านอาหารอยู่หลายปี ก่อนจะเป็นเชฟที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของนักชิม

“ที่จริงแล้วความใฝ่ฝันช่วงวัยรุ่นของผมคือการได้ทำงานสายการบิน เพราะคิดว่าจะทำให้ผมได้เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลก ในตอนนั้นผมจึงอยากเป็นกัปตันขับเครื่องบินมาก แต่ที่สวิตเซอร์แลนด์การจะสอบเป็นนักบินได้เป็นเรื่องที่ยากมาก อีกอย่างช่วงนั้นสายการบินของสวิสได้ถูกขายให้ประเทศอื่นไป จึงไม่มีโรงเรียนสอนการบินในประเทศไปโดยปริยาย ฉะนั้นการที่จะได้ใบอนุญาตการบินจึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่งขึ้นไปอีก ผมก็เลยเริ่มคิดใหม่และเริ่มเปลี่ยนใจ

แล้วพอดีว่าผมมีคุณลุงซึ่งทำอาชีพเชฟ แล้วท่านได้เดินทางไปทำงานทั่วโลก แถมยังเปิดร้านอาหารที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย ถึง 5 ร้าน ผมก็เลยหันเหความสนใจมาที่อาชีพเชฟบ้าง เพราะอยากมีโอกาสเดินทางไปทั่วโลกแบบคุณลุงบ้าง (หัวเราะ) ผมจึงมุ่งมั่นเรียนทำอาหารและมุ่งสู่อาชีพเชฟนับตั้งแต่นั้น”

 

เชฟโดมินิก บอกว่า หลังจากเรียนจบเขาก็เข้าไปฝึกงานในร้านอาหารหลายร้าน โดยฝึกฝีมือทุกด้านอยู่นาน 3 ปี จนขยับขึ้นมาเป็นเชฟในร้านอาหารที่มีชื่อเสียงหลายร้าน และยังเคยทำงานในครัวของโรงแรมอีกด้วย

“ระหว่างที่ทำงานผมไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาทักษะและความสามารถทางด้านการทำอาหารของตัวเองเลยล่ะ ผมจึงมักครีเอท
เมนูแปลกๆ ใหม่ๆ ออกมาให้ลูกค้าได้ประหลาดใจอยู่เสมอ ซึ่งนอกจากหน้าตาเมนูต้องดูดีแล้ว รสชาติอาหารยังต้องดีควบคู่กันไปด้วย กระทั่งวันหนึ่งผมจึงได้รับดาวจากมิชลินสตาร์เป็นเครื่องการันตี

หลังจากเป็นเชฟในร้านอาหารมาหลายร้าน ผมก็ลาออกไปเป็นซูส์เชฟของโรงแรมแมริออท สวิส อยู่พักใหญ่ ก่อนจะย้ายไปเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟ ซูส์เชฟในโรงแรมเล็กๆ แห่งหนึ่ง จากนั้นผมก็บินมาทำงานที่โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ ในตำแหน่งเจเนอรัล แมเนเจอร์ อยู่ 2 ปี แล้วจึงบินกลับไปทำงานในร้านอาหารที่สวิตเซอร์แลนด์”

 

เชฟเสริมว่า ร้านอาหารล่าสุดที่เขาทำงานก่อนจะย้ายมาเป็นเชฟที่เมืองไทย (อีกครั้ง) ก็คือร้านที่ชื่อ เคเคแอล ในเมืองลูเซิร์น ซึ่งเป็นร้านดังที่คนมีชื่อเสียงระดับโลกมักแวะเวียนมารับประทานอาหารกันอยู่บ่อยๆ

“การทำงานที่เคเคแอลให้ประสบการณ์ที่ดีนอกเหนือจากที่อื่นซึ่งผมเคยทำมาก็คือ การได้ทำแคเทอริ่งสำหรับแขกในงาน 1,500 คนขึ้นไป ผมอยากบอกว่ามันเป็นงานที่สเกลใหญ่มากๆ เหนื่อยน่าดู แต่ผมก็สามารถผ่านมันมาได้ด้วยดี

วันหนึ่ง ดร.บอย-เชษฐา ส่งทวีผล (เจ้าของร้าน DOM Cafe & Bistro) ก็มาเจอผมที่ร้านเคเคแอล เราเลยมีโอกาสได้คุยกัน พอคุยกันถูกคอ ดร.บอย ก็บอกว่ากำลังจะเปิดร้านอาหารที่เมืองไทย เขาจึงชวนให้ผมมาเป็นเชฟประจำร้าน ผมได้เห็นไอเดียของเขาแล้วก็รู้สึกว่าท้าทายดี ในที่สุดผมจึงตัดสินใจมาเป็นเชฟให้ โดยบินมาอยู่ที่เมืองไทยก่อนเกือบ 1 ปี เพื่อมาทำความคุ้นเคย มาเตรียมคิดค้นเมนูอาหารในร้าน แล้ว ดร.บอย ยังพาไปตระเวนชิมอาหารตามร้านดังๆ ทั่วเมืองไทยอีกด้วย”

เชฟบอกว่า ตอนอยู่ต่างประเทศเมนูส่วนใหญ่ที่เขาทำก็คืออาหารยุโรปที่เน้นวิธีการปรุงสไตล์ฝรั่งเศส หรือมีกลิ่นอายความเป็นฝรั่งเศส แต่พอได้มาอยู่ที่เมืองไทย เขากลับชอบทำเมนูสไตล์ฟิวชั่นที่ผสมผสานความเป็นเอเชียกับตะวันตกเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกลืน

 

“นอกจากอาหารสไตล์ฝรั่งเศสที่ทำมาตลอดแล้ว ผมยังชอบทำอาหารสไตล์ฟิวชั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำวิธีการปรุงอาหารของเอเชีย ทั้งญี่ปุ่นและไทยมาผสมผสานกัน และสร้างสรรค์ออกมาเป็นเมนูใหม่ที่หน้าตาดีและรสชาติอร่อย ซึ่งผมว่ามันเป็นสิ่งที่ท้าทายมากๆ เพราะการเป็นเชฟที่บ้านเกิดในสวิตเซอร์แลนด์กับการมาเป็นเชฟที่เมืองไทยนั้นแตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เครื่องมือและส่วนผสมต่างๆ ในการปรุงอาหารซึ่งจะไม่เหมือนกันเลย แต่ผมถือว่าเป็นความสนุกและความท้าทาย ที่ผมได้ลองเปลี่ยนสไตล์ของเมนูอาหารที่เคยทำ แล้วยังสามารถคงความมีเอกลักษณ์และความอร่อยเอาไว้ด้วยการใช้วัตถุดิบที่ใกล้เคียงกันได้

ถ้าถามถึงอาหารไทย ต้องบอกว่าผมรักอาหารไทยมาก (เชฟมีแฟนเป็นสาวไทยด้วย) ผมจึงชอบทดลองทำอาหารไทยกินเองอยู่บ่อยๆ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นไทยฟิวชั่นซะมากกว่า เช่น สปาเกตตีต้มยำกุ้ง ที่รสชาติจะเป็นต้มยำกุ้งแท้ๆ แต่จะมีเส้นสปาเกตตีพ่วงมาด้วย หรืออย่างกะเพราหมูข้าวทอด ซึ่งหน้าตาอาจจะแปลกไปจาก
เดิม แต่รสชาติก็ยังคงความเป็นไทยเอาไว้ ซึ่งคนที่ได้กินส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าอร่อยครับ”

เชฟโดมินิก ทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้พูดได้เต็มปากเลยว่าอาชีพเชฟเป็นอาชีพที่ดีที่สุดสำหรับเขา เพราะนอกจากจะได้ทำอาหารอย่างที่ตัวเองชอบแล้ว ยังมีโอกาสได้เจอกับผู้คนหลากหลาย ได้เรียนรู้อะไรมากมาย แถมยังได้ไปเดินตามตลาดต่างๆ ได้เห็นวัตถุดิบแปลกๆ ใหม่ๆ มากมายที่เป็นแรงบันดาลใจ และสามารถนำมาใช้ทำเมนูใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา

“สำหรับอนาคตทางด้านอาชีพเชฟ ผมคิดไว้ว่าผมอยากเป็นเชฟทำอาหารให้ลูกค้าได้รับประทานไปนานๆ และมีความใฝ่ฝันว่าอยากจะเขียนคู่มือการปรุงอาหาร (Cook Book) ของตัวเองขึ้นมา เพราะผมชอบที่จะถ่ายทอดทักษะการทำอาหารให้ผู้อื่นได้เรียนรู้ เพื่อพวกเขาจะได้นำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ นอกจากนี้ผมยังอยากสร้างสรรค์เมนูแปลกๆ ใหม่ๆ ให้มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งถ่ายทอดลงไปในคู่มือปรุงอาหารของผมด้วยครับ”

 

ดอม บีฟ สเต๊ก

ส่วนผสม

– เนื้อเทนเดอร์ลอยน์

– ฟัวกราส์

– แป้งพาย และเนย

– ซอสทรัฟเฟิลสูตรเฉพาะ

– มันฝรั่งบด

– ผักต่างๆ เช่น มะเขือเทศ

ข้าวโพดอ่อน ถั่วฝักยาว ยอดอ่อน

สมุนไพร

วิธีทำ

1.อบแป้งพายและเนยที่ผสมเข้ากันเรียบร้อยแล้วในเตาอบจนได้ที่ จากนั้นนำแป้งพายออกมาพักไว้

2.นำเนื้อเทนเดอร์ลอยน์มาเซียบนกระทะโดยใช้เวลา 2 นาที จากนั้นนำเนื้อไปใส่ในเตาอบอีก 4 นาที

3.นำฟัวกราส์มาเซียบนกระทะให้สุกทั้งสองด้านภายในระยะเวลา 30 วินาที

4.นำทั้งสามชิ้นที่ทำเสร็จแล้วมาจัดวางลงบนจานเป็นชั้นๆ โดยวางฟัวกราส์เป็นชั้นแรก ตามด้วยเนื้อเทนเดอร์ลอยน์เป็นชั้นที่สอง (ตรงกลาง) แล้ววางแป้งพายที่อบแล้วไว้ด้านบน แล้วราดด้วยซอสทรัฟเฟิลสูตรเฉพาะ5.ท็อปปิ้งด้วยโฟมที่มีส่วนผสมของถั่วเหลือง นม และไวน์ขาว ที่ตีจนเกิดฟอง แต่งจานด้วยมันฝรั่งบดและผักต่างๆ ซึ่งต้มไว้และใส่เกลือนิดหน่อยโดยรอบจานให้สวยงาม เสิร์ฟได้เลย

 

รวิสรา เวชากร ดาวรุ่งนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 เมษายน 2559 เวลา 11:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/427702

รวิสรา เวชากร ดาวรุ่งนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติไทย

โดย…วราภรณ์ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

สาวน้อยวัย 20 ปี นิสิตปี 2 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี (ภาคอินเตอร์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซี-รวิสรา เวชากร สมาชิกบ้านคนรักม้า และทายาทยูโรเปียนฟู้ด เธอคือหนึ่งในดาวรุ่งนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติไทยประเภทศิลปะการบังคับม้าซึ่งน่าจับตามอง ที่เคยเป็นตัวแทนเข้าแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 28 ณ ประเทศสิงคโปร์ โดยเธอทำผลงานได้ดีในลำดับที่ 5 ประเภทบุคคลแบบเกินความหมาย ซึ่งอาจเป็นเพราะการได้รับสนับสนุนเป็นอย่างดีจากฮาราลด์ ลิงค์ นายกสมาคมขี่ม้าแห่งประเทศไทย

“นักกีฬาขี่ม้าประเภทศิลปะบังคับม้าในเมืองไทยมีน้อยมาก เพราะกีฬาประเภทนี้ต้องฝึกซ้อมเยอะและนานกว่าประเภทอื่นๆ ทำให้คนไม่รักจริงเบื่อในที่สุด อย่างซีต้องฝึกซ้อม 2-3 ชั่วโมง/วัน เพราะศิลปะการบังคับม้าเหมือนยิมนาสติก เราต้องให้เวลาม้ายืดเส้นยืดสาย ให้ม้าวอร์มร่างกาย เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับม้า ม้าก็ต้องอารมณ์ดีไม่เครียดเพราะเขาต้องทำตามคำสั่งเรา บางครั้งม้าอยู่ในคอกเขาอารมณ์ดีไม่ดี วันนี้อยากเชื่อฟัง เราต้องจับอารมณ์ม้าให้ได้ทั้งขณะฝึกซ้อมและลงแข่ง เพราะต้องสั่งให้ม้าทำท่า ดังนั้นเราจึงต้องรู้จักนิสัยม้าระดับหนึ่ง เขากลัวอะไร เวลาเขาดื้อเราต้องรู้วิธีปราบ เช่น บางตัวชอบให้ดุ บางตัวยิ่งดุยิ่งดื้อ แต่เราอยู่กับเขานานเป็นปี อยู่ด้วยกันทั้งวัน เราจะรู้ว่าเราจะดีลกับเขาอย่างไร ตอนนี้ซีมีม้า 3 ตัว 2 ตัวชื่อคาลอส กับแจ๊ส แต่แจ๊สเลี้ยงไว้ที่เยอรมนี”

รวิสรา อธิบายต่อว่า เดรสสาจ คือ ศิลปะบังคับม้า ผู้ขี่นั่งบนหลังม้าแล้วบังคับทำท่าเหมือนยิมนาสติก ห้อยขา ไขว้ขา สะบัดขา โชว์ลีลาสวยงาม เดินหมุนเป็นวงกลม มีคณะกรรมการให้คะแนนการควบคุมระหว่างคนกับม้า ให้มีลีลาออกมาสวยงาม

 

“ซีเป็นนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติไทยเริ่มตอนอายุ 17 ปี ร่วมแข่งขันเอเชียนเกมส์ที่เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพ ผลที่ได้คืออันดับที่ 26 ประเภทบุคคลของเอเชีย ถือเป็นลำดับที่ซีพอใจนะคะ เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้ไปแข่งระดับอาเซียนซึ่งมีระดับท็อปๆ ของเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น จีนมาเจอกัน ในฐานะตัวแทนทีมชาติไทยก็ต้องฝึกซ้อมเพื่อเตรียมตัวแข่งต่อไปในกีฬาซีเกมส์ที่มาเลยเซีย ปี 2017 และเอเชียนเกมส์ที่อินโดนีเซีย ตอนนี้เราฝึกซ้อมหนักมาก แต่ก็ต้องแบ่งเวลาให้กับการเรียนด้วย”

แมตช์การแข่งขันครั้งที่ประทับใจสำหรับน้องซี คือ เอเชียนเกมส์ที่อินชอน เกาหลีใต้ เพราะไปแข่งได้ครบทีมขี่ม้าทั้งทีม 12 คน ทำให้นักกีฬารู้สึกถึงความเป็นทีม เกิดฮึกเหิม ฝึกซ้อมกันเป็นทีม ทำให้พวกเขารู้สึกว่ามาแข่งเพื่อชาติจริงๆ มีการเก็บคะแนนเป็นทีม ผลการแข่งขันทีมไทยได้อันดับ 6 ซึ่งถือเป็นอันดับที่น่าพอใจ

ในฐานะตัวแทนทีมชาติไทย แน่นอนสร้างทั้งความภาคภูมิใจในตัวเองและวงศ์ตระกูล เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะมีธงชาติไทยติดที่หน้าอกด้านซ้าย ในฐานะนักกีฬาขี่ม้าชุดใหญ่ทีมชาติไทย การ
เตรียมตัวสำหรับกีฬาขี่ม้าในรายการถัดไป ทำให้รวิสราต้องตัั้งใจฝึกซ้อม 2-3 วัน/สัปดาห์ วันละ 2-3 ชั่วโมง ใช้ม้า 2 ตัวในการซ้อมเพื่อให้ม้าร่างกายฟิต ไม่เหนื่อยจนเกินไป เพราะเธอต้องการพัฒนาฝีมือให้มากกว่าคนอื่นๆ ที่ได้ฝึกซ้อมทุกวัน เพื่อสานความฝันอยากเป็นตัวแทนทีมชาติไทยไปแข่งโอลิมปิกดั่งเช่นรุ่นพี่ๆ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว นอกจากฝึกซ้อมในเมืองไทยแล้ว ก็ต้องส่งตนเองไปลองประสบการณ์ใหม่ๆ ฝึกซ้อมขี่ม้ายังต่างประเทศด้วย

 

“เกือบทุกปีตอนปิดเทอม คุณพ่อจะส่งซีไปฝึกซ้อมเมืองนอกซึ่งไม่สบายเลย เราต้องเลี้ยงม้า เก็บขี้ม้า ให้อาหารม้าเอง ซึ่งซีวางแผนว่าปีหน้าจะคัดตัวทีมชาติไปแข่งซีเกมส์ และเตรียมตัวเพื่อขี่กรังด์ปรีซ์ให้ได้ ซีวางแผนไปเทรนที่เยอรมนีเหมือนเดิมกับโค้ชที่เป็นทีมชาติศิลปะบังคับม้าของเยอรมนี เขาจะสอนให้เราไปแข่งระดับกรังด์ปรีซ์ได้ ซีคิดว่าความยากของการศิลปะบังคับม้าอยู่ตรง เรากับม้าต้องรวมกันเป็นหนึ่ง จึงเป็นการแข่งขันที่ยาก เวลาแข่งก็จะมีอุปสรรคที่เราควบคุมไม่ได้ เราก็ต้องใช้สติ วางแผนล่วงหน้า กฎจะออกมาแบบไหน เราต้องเตรียมตัวเอง ซึ่งโอกาสที่ซีจะไต่เต้าขึ้นสู่อันดับต้นๆ ของชนิดกีฬาชนิดนี้ ก็เป็นเรื่องยากเพราะมีนักกีฬาชาวญี่ปุ่นอายุ 70 ปีไปแข่งที่โอลิมปิกแล้วครองแชมป์อยู่ เขาเจอม้ามาหลายตัวกว่าซี อีกทั้งกีฬาชนิดนี้ไม่จำกัดอายุนักกีฬา แต่มีหลายคนอายุ 30 40 ก็เลิกแข่งแล้ว”

สำหรับการแข่งขันซีเกมส์ที่จะมาถึงในปีหน้า เธอไม่หวังเหรียญรางวัลในประเภทเดี่ยวบุคคลศิลปะบังคับม้า แต่อยากได้เหรียญประเภททีม ซึ่งประเทศที่น่ากลัวที่สุดคือ อินโดนีเซียและสิงคโปร์

“จริงๆ ซีอยากทำแรงกิ้งอยู่ในท็อปไฟว์ดีกว่า เพราะนักแข่งแต่ละคนประสบการณ์เยอะกว่าซีมาก อีกทั้งจำนวนเหรียญรางวัลก็น้อยกว่า แข่งทั้งหมด 50 คน แต่ชิงเหรียญกันแค่ 6 เหรียญจาก 3 ประเภท ซีจึงมีความสุขกับการได้ลงแข่งขัน ซึ่งได้เหรียญก็ดี แต่เราได้ประสบการณ์มันยิ่งใหญ่กว่า เพราะการไปแข่งทำให้เราได้เจอนักกีฬาคนไทยคนอื่น หรือประเทศอื่น ประสบการณ์ตรงนั้นดีกว่า เหรียญเหมือนเป็นเครื่องการันตีว่า คุณเก่งคู่ควร คนที่ไม่ได้ก็ต้องทุ่มเทมากกว่านี้ แต่ระหว่างทางมันก็สนุก ก็อยากให้กองเชียร์คนไทยอดทนเชียร์ต่อไป เพราะนักกีฬาขี่ม้าคนไทยก็พัฒนาตนเองมากขึ้นทุกปี”

 

อย่างไรก็ดี อนาคตของการเป็นนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติไทยอนาคตไกลอย่างเธอก็คือ อยากเข้าแข่งขันในระดับกรังด์ปรีซ์ซึ่งตอนนี้ซีอยู่ระดับพรี เซนต์จอร์จ เธออธิบายว่า การขี่ม้าจะแบ่งเป็นเลเวล อย่าง พรี เซนต์จอร์จ เปรียบเหมือนการแข่งขันระดับเอเชียนเกมส์ แต่กรังด์ปรีซ์เหมือนการแข่งขันระดับโอลิมปิก

“ซีคิดว่าไปถึงตรงนั้นได้ ซึ่งเป็นระดับที่สูงของศิลปะบังคับม้า แต่เราต้องไปฝึกซ้อมที่เมืองนอก ต้องมีโค้ช ฝึกซ้อมกับม้าที่ขี่กรังด์ปรีซ์เป็น มีคนขี่เป็นมาสอนเราซึ่งเป็นความฝันที่อยากทำ ซีมีกำหนดไปฝึกซ้อมที่เยอรมนีช่วงปิดเทอมตอนธันวาแล้วอยู่ซ้อม 2-3 เดือน เพื่อเราจะได้เรียนรู้เทคนิคการขี่ม้าเยอะๆ และเปลี่ยนครูเปลี่ยนม้าไปเรื่อย ๆ ซึ่งเทคนิคและตำราสอนของแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน เช่น เยอรมนี ฮอลแลนด์ ฝรั่งเศสซึ่งกีฬาประเภทนี้เขาเก่งมาก การที่เราเจอม้าหลายๆ ตัวก็ทำให้เราได้เจอปัญหาที่หลากหลายเราจะได้แก้ปัญหาของม้าหลายประเภท ซึ่งคอกม้าที่ซีไม่ฝึกซ้อมก็มีนักกีฬาโอลิมปิกสอนอยู่ 2-3 คน ซึ่งเขาเก่งมากและเขาไม่ยึดติดกับความสำเร็จตรงนั้น เขาจะมองไปข้างหน้าตลอดว่า เขาจะพัฒนาต่อไปอย่างไร มันสอนให้เราตั้งใจเล่นกีฬามากกว่าคิดว่าเราได้รางวัลอะไรมาบ้าง สอนให้เราไม่หลงระเริงกับชื่อเสียงค่ะ”

 

นักวาดภาพประกอบที่น่าจับตา ศุภศรา หงศ์ลดารมภ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 เมษายน 2559 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/427457

นักวาดภาพประกอบที่น่าจับตา ศุภศรา หงศ์ลดารมภ์

โดย…ภาดนุ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

สาวหน้าตาน่ารักวัย 23 ปี พริม-ศุภศรา หงศ์ลดารมภ์ คือนักวาดภาพประกอบรุ่นใหม่ฝีมือดีที่มีผลงานโดดเด่นเป็นภาพวาดสีน้ำอันเป็นซิกเนเจอร์ประจำตัวของเธอ ซึ่งดูเหมือนว่าผลงานที่เธอสร้างสรรค์จะเข้าตาใครหลายๆ คนจนทำให้เธอเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น เราจึงอดไม่ได้ที่จะตามไปพูดคุยกับสาวเก่งคนนี้

“พริมเรียนจบทางด้านเอกนิเทศศิลป์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากรค่ะ ซึ่งคณะมัณฑนศิลป์ที่เรียนจะครอบคลุมทั้งการทำภาพยนตร์ การทำโฆษณา และการตกแต่งภายใน แต่พริมเลือกเรียนทางด้านวิชวลอาร์ต หรือศิลปะที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายที่สุด เช่น ลวดลายของผ้า การทำนิตยสาร และสื่ออื่นๆ

ตอนที่เรียนจบใหม่ๆ พริมทำงานประจำเป็นกราฟฟิก ดีไซเนอร์ ซึ่งจัดเลย์เอาต์หน้านิตยสารฉบับหนึ่ง ด้วยความที่พริมชอบวาดรูปก็เลยรับวาดภาพประกอบคอลัมน์ให้นิตยสารเล่มนั้นด้วย ที่จริงก็เป็นงานที่พริมชอบนะ แต่พอทำได้ 6 เดือนพริมก็รู้สึกว่างานประจำมันมีกรอบและต้องทำงานภายใต้ความคิดของคนอื่นซะเป็นส่วนใหญ่ พริมจึงคิดว่าตัวเองน่าจะเหมาะกับการเป็นนักวาดภาพประกอบฟรีแลนซ์ (Illustrator Freelance) เพราะสามารถสร้างผลงานที่เป็นตัวเราเองได้”

 

พริม บอกว่า หลังจากออกจากงานประจำเธอก็ต้องแอ็กทีฟและขยันกว่าปกติ เพราะงานฟรีแลนซ์นั้นเธอจะต้องเป็นฝ่ายเข้าไปหาลูกค้าเพื่อพรีเซนต์ผลงานให้ลูกค้าได้เห็นก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ

“ช่วงนั้นงานอะไรที่เกี่ยวกับศิลปะพริมรับทำหมด แม้จะไปสอนศิลปะให้เด็กๆ ทั้งวันแล้วได้เงิน 500 บาทพริมก็ทำมาแล้วค่ะ (ยิ้ม) คือเราอยากให้คนรู้ว่าเราทำได้ กว่าจะมีงานฟรีแลนซ์เข้ามาเยอะเท่าทุกวันนี้ พริมต้องใช้เวลาบ่มเพาะผลงานในชื่อ Primiita เพื่อให้คนรู้จักเกือบ 1 ปี คือตั้งใจทำไปเรื่อยๆ โดยไม่เคยสังเกตว่าเรามาถึงจุดที่มีงานเข้ามาเยอะเหมือนตอนนี้ได้ยังไง

ตั้งแต่รับงานวาดภาพประกอบมาได้ปีครึ่ง คนก็เริ่มรู้จักเราและผลงานของเรามากขึ้น จะเรียกว่าโชคดีก็ได้ที่ตอนเรียนอยู่พริมมีโอกาสได้ไปฝึกงานกับนิตยสารแฟชั่นหัวนอกเล่มหนึ่ง แล้วพอดีเขาจัดงานอีเวนต์ พริมก็เลยได้ไปสเกตช์ภาพให้แขกที่มาในงาน ปรากฏว่าแขกชอบและบอกกันแบบปากต่อปาก แถมยังนำไปลงบนโซเชียลเน็ตเวิร์กด้วย กระทั่งพริมมีโอกาสได้ร่วมงานกับแบรนด์เครื่องสำอางและแบรนด์เสื้อผ้าดังๆ ซึ่งต้องการโลโก้หรือรูปภาพไอคอนการ์ตูนประกอบแบรนด์ ตั้งแต่นั้นก็มีงานเข้ามาเรื่อยๆ เลยค่ะ”

 

พริม บอกว่า ตัวการ์ตูนลายเส้นที่เป็นซิกเนเจอร์ของเธอส่วนใหญ่จะเป็นภาพผู้หญิงที่ใช้ลายเส้นหวานๆ มีเส้นผมพลิ้วไหวคล้ายกับกำลังปลิวอยู่ในสายลม ภาพนางเงือกผมสยายในน้ำ รวมทั้งภาพสเกตช์บุคคลหรือคนดังกึ่งภาพเหมือนด้วย ที่ชอบวาดภาพผู้หญิงเพราะเธอรู้สึกว่าเป็นลายเส้นที่สบายตา น่ามอง มองแล้วสบายใจ ซึ่งผลงานส่วนใหญ่ที่เธอวาดจะเป็นภาพวาดสีน้ำซึ่งถือเป็นซิกเนเจอร์ประจำตัวของเธอ

 

“ที่ผ่านมาพริมมีโอกาสได้ร่วมงานกับแบรนด์เครื่องสำอาง เช่น ลาแมร์ คลินิก คีล รวมทั้งแบรนด์เสื้อผ้าอย่าง ดีวีเอฟ ตอนที่แบรนด์เหล่านี้จัดอีเวนต์ด้วยค่ะ ซึ่งพริมมักได้ไปวาดภาพประกอบในงานหรือวาดภาพลูกค้าที่ซื้อเครื่องสำอางโดยวาดออกมาเป็นภาพสเกตช์แฟชั่นกึ่งๆ ภาพเหมือนเมื่อลูกค้าแต่งหน้าหรือแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบรนด์นั้นๆ

พริมว่าการที่ได้ร่วมงานกับแบรนด์แฟชั่นเป็นงานที่สนุกที่สุด เพราะเขาไม่ตีกรอบเรา เราจะวาดออกมาเป็นสไตล์ไหนก็ได้ แต่ขอให้ดูมีความเป็นแฟชั่นก็พอ ชื่อที่พริมใช้เป็นลายเซ็นในผลงานซึ่งคนเริ่มรู้จักกันก็คือ ‘Primiita’ ซึ่งมาจากชื่อเล่นของพริมเอง ถ้าถามว่าเราเป็นที่รู้จักของคนเยอะไหม พริมก็ยังไม่กล้าฟันธงหรอกค่ะ แต่ถ้าดูจากงานที่เข้ามาก็เยอะจนเกือบทำไม่ทันเลยค่ะ”

พริม เสริมว่า การดูแลลูกค้าสำหรับเธอแล้วถือว่าสำคัญมากกว่าฝีมือซะอีก เพราะการที่เธอคุยกับลูกค้าให้รู้เรื่อง ให้เคลียร์ ว่าต้องการชิ้นงานแบบไหน และปรับความต้องการทั้งของลูกค้าและของเธอให้ลงตัวนั้นคือสิ่งสำคัญที่สุด อีกอย่างคือการส่งงาน ก็ต้องเป็นไปตามเวลาที่กำหนดไว้ด้วย

“แรงบันดาลใจส่วนใหญ่ของพริมได้มาจากการที่พริมสามารถจัดการความคิดของตัวเองได้ เช่น ตื่นเช้าขึ้นมาได้เก็บกวาดบ้านให้สะอาด แล้วทำงานในสภาพแวดล้อมนั้นให้เสร็จตรงเวลา นี่แหละคือแรงบันดาลใจของพริม เพราะพริมว่าสภาพแวดล้อมที่ดีจะช่วยให้เราสร้างสรรค์ผลงานที่ดีออกมาได้ค่ะ

 

พริมมองว่าอาชีพนักวาดภาพประกอบในยุคนี้ หรือยุคที่มีคนสนใจนิตยสารน้อยลง แต่ความต้องการผลงานภาพประกอบกลับเพิ่มขึ้นในโลกออนไลน์ งานอีเวนต์ แบรนด์เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ร้านค้า ร้านอาหาร รวมทั้งแพ็กเกจจิ้งขนม ก็ล้วนแต่ต้องการภาพการ์ตูนที่มีเอกลักษณ์ประจำของแบรนด์ทั้งนั้น ซึ่งพริมมองว่าโลกโซเชียลยุคนี้มันบูมมาก จึงทำให้คนต้องการศิลปะมากกว่าเดิมเสียอีก เพราะคนส่วนใหญ่กำลังมองหาความเป็นออริจินัลให้กับตัวเอง ดังนั้นศิลปะจึงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดีเลยค่ะ”

แหม ได้ฟังอย่างนี้ก็น่าดีใจแทนว่า งานศิลปะภาพประกอบจะยังคงเติบโตไปเรื่อยๆ ในยุคนี้และไม่มีวันตายแน่นอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเจ้าของผลงานก็ต้องมีฝีมือซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ที่โดดเด่นโดนใจด้วยนะ

“พริมว่าศิลปินทุกคนที่มีผลงานซิกเนเจอร์ซึ่งเป็นเหมือนลายเซ็นประจำตัว ผลงานเหล่านั้นจะเป็นตัวดึงดูดให้ลูกค้าวิ่งเข้ามาหาคุณเอง โดยคุณอาจไม่ต้องทำอะไรมาก อย่างตอนเริ่มงานนี้ใหม่ๆ พริมยังไม่มีคาแรกเตอร์การ์ตูนที่โดดเด่น ช่วงนั้นพริมก็ต้องเป็นฝ่ายเข้าหาลูกค้าเอง แต่พอเรารู้จุดตรงกลางที่ลูกค้าชอบและหาซิกเนเจอร์ของเราเจอแล้ว (ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ด้วย) ลูกค้าก็จะจดจำได้และเข้ามาติดต่อให้เราทำงานให้เองค่ะ”

พริม บอกว่า ในอนาคตเธออยากจะพัฒนาผลงานให้แปลกใหม่มากกว่านี้ เพราะต้องการวิ่งหนีตัวเองและวิ่งหนีคนที่ก๊อบปี้ผลงานของเธอด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่เธอจะได้พัฒนาตัวเองไม่ให้หยุดนิ่งอยู่กับที่

“ตอนนี้งานที่พริมอยากทำต่อไปคืองานประเภทไฟน์อาร์ตที่นอกจากการวาดภาพแล้ว ยังอยากทำงานที่เป็นแอบสแทรกต์มากขึ้น รวมทั้งอยากใช้เทคนิคอื่นๆ เข้ามาสร้างผลงานนอกจากใช้สีน้ำ ปากกา และกระดาษ ในอนาคตพริมอาจใช้แผ่นไม้หรือกระจกมาสร้างผลงานก็ได้ ซึ่งความฝันของพริมตอนนี้คืออยากจะเพนต์ผนังกระจกของร้านอาหารหรือโรงแรมค่ะ ถ้ามีโอกาสได้ทำคงน่าสนุกไม่น้อย”

 

สาวเก่งบอกว่า การเป็นนักวาดภาพประกอบฟรีแลนซ์ รายได้จะดีกว่างานประจำหากบริหารเวลาเป็น และต้องขยัน ทำงานให้เสร็จตรงเวลา ไม่เช่นนั้นอาจเสียเครดิตได้ ซึ่งถ้าแบ่งเวลาได้แล้ว งานและรายได้ก็จะตามมาอีกมากมาย

“ในอนาคตพริมคิดไว้สองทาง คือ หนึ่ง วาดรูปแบบนี้และพัฒนาฝีมือของตัวเองต่อไปเรื่อยๆ สอง อาจจะตัดสินใจไปเรียนต่อทางด้านศิลปะที่ต่างประเทศ เพราะคิดว่าตัวเองอายุยังน้อย ซึ่งน่าจะมีประสบการณ์อีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ค้นหาและยังไม่ได้ทำ

ความฝันอีกอย่างของพริมคืออยากเปิดร้านดอกไม้ เพราะพริมชอบสีสันของมัน รู้สึกว่าดอกไม้คือศิลปะอย่างหนึ่งที่เมื่อเราได้เสพแล้วจะมีความสุขมาก รวมทั้งอยากเปิดสตูดิโอเพื่อให้คนมาเวิร์กช็อปเรียนการจัดดอกไม้หรือสอนศิลปะอย่างอื่นให้ผู้ที่สนใจมาลงเรียนด้วยค่ะ”

พริมทิ้งท้ายถึงคนรุ่นใหม่ที่กำลังค้นหาตัวตนว่า ให้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ไม่ว่าใครจะพูดยังไงก็อย่าหวั่นไหวง่ายๆ ให้มุ่งมั่นทำในสิ่งที่ตัวเองรักไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งถ้าเราทำผลงานออกมาดี คนอื่นก็จะเข้ามาให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรารักนั้นเอง สำคัญคือแค่ลงมือทำเท่านั้น และนำตัวเองเข้าไปใกล้สิ่งที่ทำแล้วมีความสุขก็พอ

ติดตามผลงานภาพประกอบลายเส้นสวยๆ ของเธอได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจและไอจี : Primiita

 

วิจักขณ์ สุวรรณภักดี ผสานโลกดิจิทัลอาร์ตและการตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 เมษายน 2559 เวลา 11:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/427086

วิจักขณ์ สุวรรณภักดี ผสานโลกดิจิทัลอาร์ตและการตลาด

โดย…โยธิน อยู่จงดี

วิจักขณ์ สุวรรณภักดี ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ บริษัท ดรีมเบส เป็นนักออกแบบรุ่นใหม่ที่สามารถผสมผสานงานศิลปะ โลกดิจิทัล และการตลาด เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว และผลงานของเขาเป็นที่ยอมรับในวงการว่าเป็นงานที่มีความคิดสร้างสรรค์สวยงามและขายได้จริง

รู้ว่ารักอะไรต้องเริ่ม

“จุดเริ่มต้นการทำงานในสายนี้มาจากการค้นพบตัวเองว่าเป็นคนที่ชอบงานในแนวศิลปะ เพราะเราชอบวาดรูป ชอบทางสายอาร์ต รู้อย่างชัดเจนเพราะผมชอบวาดรูป วาดทุกวัน งานประดิษฐ์ต่างๆ เราทำได้ดีหมด แต่สมาชิกครอบครัวคนอื่นต่างมุ่งไปทางด้านเรียนกฎหมายหมดเลย ผมเลยกลายเป็นคนเดียวในตระกูลที่แหกคอกออกไป แต่กระนั้นผมยังโชคดีตรงที่ว่าคุณพ่อคุณแม่กลับส่งเสริมให้เราได้ทำในสิ่งที่รักอย่างเต็มที่ ไม่ได้บังคับว่าจะต้องไปเรียนทางกฎหมาย หรืออาจจะเบื่อกฎหมายแล้ว มีลูกเรียนด้านอื่นบ้างก็ดี (หัวเราะอารมณ์ดี)

“จนปี พ.ศ. 2550 ผมเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะศิลปกรรม เอกคอมมูนิเคชั่นดีไซน์ ระหว่างที่เรียนก็ได้เจอกับอาจารย์ที่เป็นดีไซเนอร์ชั้นนำในเมืองไทย ทำให้เราได้แรงบันดาลใจและแนวคิดหลายอย่าง ทำให้เรารู้สึกมีไฟในการทำงาน และต้องไปให้ถึงฝันให้ได้ ผมก็มุ่งเรียนมาทางออกแบบผสานกับเรื่องของดิจิทัล เพราะผมคิดว่าเรียนมาแล้วน่าจะจับกลุ่มตลาดได้มากกว่า และพัฒนางานไปได้ไกลกว่านั้น

“ก่อนเรียนจบผมทำธีซิส ผมทำในหัวข้อเรื่องเปเปอร์คัต เป็นหนังสือป๊อปอัพ เรื่องธรรมะ และจับเอาเรื่องแสงเงาของหนังตะลุงเข้ามาประกอบเป็นหนังสือป๊อปอัพเกี่ยวกับธรรมะ ด้วยความตั้งใจว่าจะให้คนเข้าถึงธรรมะมากขึ้นด้วยความเพียร ผมทำออกมาทั้งหมด 9 เล่ม และได้คัดเลือกการแสดงที่เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งการที่ผมได้รับผลตอบรับที่ดีมากกว่าผลงานชิ้นนี้ คนที่สนใจเกี่ยวกับงานคราฟต์ก็สนใจติดต่อมาให้ออกแบบทำหนังสือทำมือ เลยกลายเป็นฟรีแลนซ์รับงานออกแบบ ก่อนที่จะมีคนติดต่อเข้ามาทำงานที่ดรีมเบสแห่งนี้”

กล้าที่จะเริ่ม

“ตอนที่เข้ามาที่นี่พี่เรียกตัวเข้ามาพูดคุยว่าอยากให้ลองร่วมงานด้วยกันที่นี่ แต่ผมก็ไม่มั่นใจว่าจะทำได้ เพราะผมเองก็ทำงานเป็นฟรีแลนซ์มาตลอด แต่ที่นี่จะทำเกี่ยวกับเว็บออกแบบสินค้า มีเรื่องการตลาดเข้ามาด้วย แต่พี่เขาก็มั่นใจว่าเราสามารถทำได้ก็เลยให้เราลองทำ โปรเจกต์แรกของบริษัทที่ได้ทำก็คือผ้าเย็นที่มีสารสกัดจากใบทับทิม เป็นสินค้าผ้าเย็นที่ผสานในเรื่องความเชื่อของไทย ที่เวลากลับจากงานศพต้องหาใบทับทิมมาปัดเช็ดตัวเพื่อไล่สิ่งอัปมงคลออกไป ก็ทำออกมาเป็นผ้าเย็นให้เช็ดตัวได้ทันที ไม่ต้องไปวิ่งหาใบทับทิม

 

“จากนั้นเราคิดต่อยอดออกมาเป็นอีกผลิตภัณฑ์ คือผ้าเย็นสกัดจากเมล็ดทับทิม ใช้ในงานมงคล เช่น งานแต่งงาน ใช้เป็นของชำร่วย หลังจากนั้นก็เริ่มทำเกี่ยวกับดิจิทัลอย่างเต็มตัว เพื่อทำให้งานอาร์ตและดิจิทัลออกมาในแนวทางเดียวกันให้ได้ ในส่วนของผมจะรับผิดชอบในเรื่องออกแบบอินเทอร์เฟซและลูกเล่นการเคลื่อนไหวที่มีผลต่อความรู้สึกของคนและมีความอาร์ตอยู่ในตัว หลังจากนั้นเราก็เริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นว่าเราสามารถทำงานตรงนี้ได้ และเริ่มเก็บความรู้ประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานของเราออกมา”

พบกันครึ่งทางระหว่างทุกสิ่ง

“เวลาเรารับงานลูกค้ามาชิ้นหนึ่ง เราก็ต้องเอาโจทย์ความต้องการของลูกค้ามาตีให้แตก เอาสไตล์ของเราใส่ไปครึ่งและสไตล์ของลูกค้าอีกครึ่ง เป็นการพบกันครึ่งทาง เพราะเราจะออกแบบตามใจเราอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูสิ่งที่ลูกค้าต้องการด้วย แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องดูด้วยว่าสิ่งที่ลูกค้าต้องการนั้นตอบโจทย์ทางการตลาดของเขาหรือเปล่า มีอะไรที่ดูเอาต์ไปแล้วก็ต้องแนะนำเขาไป

“ซึ่งการทำงานสายนี้เราต้องวิ่งตามให้ทัน เพราะตลาดดิจิทัลเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก เราต้องคอยศึกษาค้นคว้าข้อมูลให้ทันโลก ในวันๆ หนึ่งผมจะต้องคอยตามเทรนด์ต่างๆ ให้ทัน เข้าไปดูเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับเทรนด์แฟชั่น บล็อกต่างๆ พินเทอเรสต์ เดินเล่นในพิพิธภัณฑ์ งานแสดงศิลปะ หาเวลาเข้าเวิร์กช็อปอบรม เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและทัศนคติกับนักออกแบบคนอื่นๆ เพื่อมองในมุมมองใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากความคิดของเรา แล้วดูว่ามีอะไรที่เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเราได้บ้าง หรือแม้กระทั่งเดินในศูนย์การค้า ก็เป็นสิ่งหนึ่งในการค้นหาแรงบันดาลใจในการออกแบบเช่นกัน”

ทำทุกอย่างให้สมดุล

“แม้ในการทำงานผมพยายามบาลานซ์ชีวิตงานกับชีวิตส่วนตัว ทำงานให้เสร็จตามกำหนด หลังจากนั้นเวลาส่วนตัวก็ออกไปหาอิสไปเรชั่น ดื่มกาแฟ ใช้ชีวิตตามไลฟ์สไตล์ของเราไป ผมจะไม่เป็นคนที่โหมงาน แต่จะพยายามบาลานซ์ชีวิตให้ดี เพราะงานออกแบบเป็นงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ การใช้ชีวิตให้สมดุลจะมีประสิทธิภาพกับการทำงานมากกว่าที่จะหักโหมงานในทุกเวลา

“จุดสำคัญอีกอย่างหนึ่งในที่ทำงานของผมเองก็คือ การมีเพื่อนร่วมงานที่มีแนวความคิดคล้ายๆ กัน ปัญหาในการทำงานเรื่องการออกแบบที่บริษัทส่วนใหญ่จะพบ เช่น ปัญหาเรื่องความขัดแย้งในการออกแบบที่ไม่ลงตัวนั้น เราจะไม่พบจากที่นี่ เพราะเรารู้กันดีว่าแต่ละคนก็มีสไตล์ในการออกแบบที่ไม่เหมือนกัน บางคนชอบวินเทจ บางคนชอบแนวคลาสสิก

“เราจะไม่ได้มานั่งตำหนิว่าสไตล์ของใครไม่สวยหรือแบบไหนดีกว่า แต่เราจะดูในเรื่องความสวยงามความลงตัวว่าตอบโจทย์ลูกค้าหรือเปล่า ดูแนวความคิดของเขา แต่เราจะไม่ก้าวก่ายและวิจารณ์ในทางเสียหาย ซึ่งโชคดีมากที่เพื่อนร่วมงานทุกคนจะมีแนวคิดในการทำงานคล้ายๆ กัน เพราะหัวใจในการออกแบบของผมก็คือ สวยและตอบโจทย์ บางงานสวยแต่ไม่ตอบโจทย์ของลูกค้าก็ไม่ได้ ทุกอย่างต้องไปได้ด้วยกันทั้งคู่ ถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จในการทำงานชิ้นนั้น”