กีรติ ศุภดิเรกกุล ผู้ชายชอบ (กิน) ของหวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2559 เวลา 10:18 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/426692

กีรติ ศุภดิเรกกุล ผู้ชายชอบ (กิน) ของหวาน

โดย…วรธาร ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

คงหน้าคุ้นตากันดี หนุ่มอัธยาศัยดี กี-กีรติ ศุภดิเรกกุล ผู้ประกาศข่าวบันเทิงไนน์เอ็นเตอร์เทน ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี ทุกวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 11 โมงครึ่งเป็นต้นไป และเอฟเอ็ม 99 จันทร์ อังคาร พุธ 10 โมงเช้า เกี่ยวกับบันเทิงวาไรตี้ ล่าสุดมีละครซิทคอมเรื่องฟิตเนสสะเด็ดยาด ที่มีนักแสดงอารมณ์ดีอย่างเสนาหอย และนักแสดงอีกคับคั่ง อาทิ วิลลี่ แมคอินทอช อุ้ม ลักขณา เป็นต้น กำลังออนแอร์ทางช่อง 9 ทุกวันเสาร์ โดยกีรับบทเป็นเทรนเนอร์

“งานหลักของกีคืออ่านข่าวบันเทิง พอฉีกแนวมาเล่นละครบ้าง ก็รู้สึกสนุกดีครับชอบๆ ถือเป็นประสบการณ์ทำให้ได้เรียนรู้งานละครไปด้วย ทั้งมีโอกาสได้เจอพี่ๆ นักแสดงคุณภาพมากมาย เช่น พี่เสนาหอย พี่วิลลี่ แมคอินทอช พี่อุ้ม ลักขณา ถามว่ายากไหม ก็ยากเหมือนกันตรงที่ต้องอดขำให้ได้ เพราะพี่ๆ แต่ละคนยิงมุขสดๆ บางทีรับไม่ทัน”

นอกจากเป็นผู้ประกาศข่าวและเล่นละคร กียังร่วมกับเพื่อนเปิดร้านน้ำแข็งไสเล็กๆ แต่เก๋ไก๋น่ารัก เสิร์ฟในแบบชาบู ชื่อร้านเบาเบา (Bbao Bbao) อยู่ที่โครงการ acmen ekamai ระหว่างเอกมัยซอย 13 กับ 15 เพิ่งเปิดร้านได้ไม่นานก็เริ่มเป็นที่รู้จักของลูกค้ามากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งกลุ่มนักเรียน นักศึกษา หนุ่มสาวออฟฟิศ และบุคคลทั่วไป โดยช่วงนี้อากาศร้อนจัด เบาเบาจึงมีลูกค้าเข้าออกตลอด

 

 

สำหรับแรงบันดาลใจในการเปิดร้าน กีรติบอกว่า ครั้งหนึ่งเคยไปเที่ยวไต้หวันและมีโอกาสได้ไปกินน้ำแข็งไสรู้สึกอร่อยมาก กลับมาแล้วก็พยายามหาที่เรียนประมาณ 4-5 ที่ แต่ละที่ก็ทำแตกต่าง ก็เอามาอะแดปทำเป็นเมนูที่เป็นแนวของตัวเอง ฝึกทำนานพอสมควรกว่าจะได้สูตรหนึ่ง

“โรงเรียนส่วนใหญ่เปิดสอนทำรสเบสิก เช่น รสนม รสช็อกโกแลต แต่ผมคิดว่าน่าจะทำรสอื่นได้ เลยทำน้ำแข็งไสรสอื่นๆ เช่น น้ำแข็งไสน้ำเต้าหู้ น้ำแข็งไสรสสตรอเบอร์รี่ รสมะม่วง อย่างรสมะม่วงก็เอามะม่วงไปปั่นใส่กับนมสดแล้วตีให้เข้ากัน แล้วอัดเข้าบล็อกใส่ช่องฟรีซ ออกมายังกินได้ ได้น้ำแข็งไสรสมะม่วงจริงๆ ไม่เหมือนบางเจ้าเอาหัวเชื้อมาราด

สำหรับเมนูในร้านมีให้เลือกประมาณ 7 เมนู แต่ละเมนูจะมีท็อปปิ้ง เช่น ซอสต่างๆ พานาคอตต้า เพื่อให้ทุกคนมีแอคทิวิตี้กับการกิน เหมือนกินชาบูที่เราต้องจิ้มต้องจุ่มใส่โน่นใส่นี่ ต่างกันแค่เบาเบาเป็นไอซ์ชาบู”

กีรติ บอกว่า การที่มาเปิดร้านน้ำแข็งไสในวันนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากตัวเองชอบกินขนม แต่ไม่ชอบทำเองในตอนแรก แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้หันมารักการทำขนมในเวลาต่อมาเกิดจากเรื่องบังเอิญ ก็คือ มีเพื่อนไปจองคอร์สเรียนทำขนมและจ่ายเงินไปแล้ว แต่ไม่สามารถไปเรียนได้ เลยโทรหาให้ไปเรียนแทน เพราะเสียดายเงินที่จ่ายไปแล้ว

 

“ตอนนั้นบอกตรงว่าชอบกิน แต่ไม่ได้ชอบทำหรือคิดที่จะทำ พอเพื่อนบอกให้ไปเรียนแทน ปรากฏพอเรียนจริงมันสนุกมาก ความรู้สึกบอกได้เลยตอนที่เราได้ทำมันเอนจอย ไม่เหนื่อย เราสนุกกับการทำขนม ซึ่งหลังจากนั้นก็หาโอกาสไปเรียนตามสถาบันหรือโรงเรียนต่างๆ ที่เปิดสอน เป็นคอร์สเดียว วันเดียวจบ เช่น เค้ก บราวนี่ ช็อกโกแลตชิป เรียนหลายที่ แต่ละที่ก็จะมีทริก มีเคล็ดลับไม่เหมือนกัน เราก็เอามาอะแดปใช้”

อากาศร้อนอย่างนี้ ถ้าใครแวะไปแถวเอกมัยระหว่างซอย 13 กับ 15 ก็อย่าลืมเข้าไปอุดหนุนผู้ประกาศข่าวหนุ่ม โดยทุกสูตรทุกเมนูเขาคิดเองรังสรรค์เอง ร้านเปิดทำการตั้งแต่เวลา 11.24-23.24 น.ทุกวัน เชิญอร่อยเย็นๆ ได้เลย

เมนูไอซ์ชาบูที่ต้องไปลอง

Bbao Bbao Strawberry Love shabu

 

1. Bbao Bbao Strawberry Love shabu

ไอซ์ชาบู รสสตรอเบอร์รี่ ตัวความหวานกับน้ำแข็งไสจะไม่หวานมาก ทุกเมนูของทางร้านเหมือนกันหมด แต่รสชาติอร่อยเหลือล้นเย็นชื่นใจ ท็อปปิ้งมีสตรอเบอร์รี่สด ซอสสตรอเบอร์รี่ พานาคอตต้า ชีสเค้ก โดยตัวซอสสามารถเติมได้แบบบุฟเฟ่ต์ กินแบบไหนก็อร่อย จะตักพวกนี้ใส่น้ำแข็งไสผสมเลยก็ได้ หรือจะตักกินทีละอย่างก็อร่อยเหมือนกัน

Bbao Bbao Healthy Soya shabu

 

2.Bbao Bbao Healthy Soya shabu

น่าจะเจ้าแรกในไทย น้ำแข็งไสรสน้ำเต้าหู้ เจ้าของคิดเมนูนี้เพราะมองว่าน้ำเต้าหู้อยู่คู่กับคนไทยมานาน ตื่นเช้าตื่นมาก็กินน้ำเต้าหู้ก่อนไปทำงาน เลยเอาน้ำเต้าหู้มาทำเป็นไอซ์ชาบูกินกับสาคู แปะก๊วย ซอสไวท์ช็อกโกแลต และพานาคอตต้า อร่อยชื่นใจทุกคำจริง

 

ปรีติ บารมีอนันต์ ตัวตนในงานเพลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 เมษายน 2559 เวลา 11:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/426558

ปรีติ บารมีอนันต์ ตัวตนในงานเพลง

โดย…นกขุนทอง-วนิชชา ตาลสถิตย์  ภาพ… วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

นับจากขอพักจากวงแคลช มาเป็นศิลปินเดี่ยวในนาม แบงค์ แคลช ตัวตนของ แบงค์-ปรีติ บารมีอนันต์ ก็ชัดเจนมากขึ้น ถึงแม้จะประสบความสำเร็จในบทบาทวงร็อกมาหลายปี แต่แนวเพลงที่แบงค์ชอบที่สุดเสมอมาก็คือ อาร์แอนด์บี และเขาไม่เคยทิ้งมัน

“เราต้องทำเพลงใหม่ให้เขาได้ฟังกัน เพลงไม่ซัคเซสผมไม่สนใจ ผมสนใจแค่ว่าคนไทยต้องได้ยินเพลงแบบนี้บ้าง คือในฐานะศิลปินไทยมันต้องมีอย่างนี้แล้ว ในแวดวงดนตรีต้องแบบนี้”

จากเจตนารมณ์ที่ต้องการสร้างสรรค์งานเพลงใหม่ๆ ตามทิศทางดนตรีโลก เป็นโจทย์ให้แบงค์เลือกเส้นทางที่แตกต่าง แต่โคตรภูมิใจและมีความสุขที่ได้ทำงานเพลง

“แนวเพลงที่ผมยืนอยู่ตอนนี้คือ อาร์แอนด์บี ฮิปฮอป ที่มีพื้นฐานของเพลงป๊อป แต่ยุคนี้มันไม่สามารถใช้แนวนั้นได้แล้ว เพราะโลกมันเปลี่ยนไป แนวเพลงก็เปลี่ยนไป คือโลกมันเปลี่ยนไวมาก เราก็ย้ำกับทีมงานเสมอว่าเราจะไม่ทำเพลงที่คนไทยไม่เสพนะ แต่เราต้องทำเพลงใหม่ให้เขาได้ฟังกัน

คือมันพูดยากมากนะ ดนตรีที่เขาคุ้นเคยก็จะมีอัลเทอร์เนทีฟ บริตป๊อป ฮาร์ดร็อก อเมริกันร็อก นิวเมทัล ยูโรแดนซ์ ฮิปฮอป และตอนนี้ อีดีเอ็ม สังเกตว่านักร้องที่เป็นแร็ปเปอร์ ครึ่งเพลงก็จะร้องเป็นอีดีเอ็ม อย่างเพลงใหม่ผม อย่า Say Yes เป็นอีดีเอ็มเพียวเลย สิ่งที่ผมชอบมีแนวเดียวคืออาร์แอนด์บี ส่วนร็อกมันอยู่ในใจอยู่แล้ว แต่มันอยู่ในครรลองที่อาร์แอนด์บีสมัยใหม่ต้องเป็นอีดีเอ็ม เพลงใหม่เลยต้องออกมาแบบนี้”

อย่า Say Yes แบงค์เขียนเนื้อเพลงเอง จากการสังเกตเวลาเล่นคอนเสิร์ตตามผับบาร์ “เขียนขึ้นจากสังคมโดยรอบที่เกิดขึ้นจริง เดี๋ยวนี้ตั้งแต่มี 4จี พออัพโหลดไว ทุกอย่างไวหมด ที่จริงวัยรุ่นไทยเราไวมานานเรื่องชู้สาว หรือแม้แต่กิ๊กกันเล่นๆ เดี๋ยวนี้อาจใช้คำว่า ‘ฟีเจอริ่ง’ กันหรือเปล่า ผมคิดว่ามันเร็วไป

แล้วพอมันไวผู้หญิงก็เริ่มมานั่งคิดว่า ทำไมผู้ชายดีๆ มันไม่มี มันจะไปมีได้ยังไง ก็คุณหาแต่หล่อรวย หล่อรวยเขาอาจจะไม่ใช่คนดีก็ได้นะ เงินไม่ได้ตอบโจทย์ทุกอย่าง แต่สมัยนี้เป็นคนดีไม่มีตังค์มันก็ไม่ได้ เลยอยากจะบอกว่า ถ้าคุณเจอใครคุณอย่าเพิ่งเลย ตั้งการ์ดก่อน อย่าเพิ่งไปเซย์เยสกับเขา โดยเฉพาะผู้หญิงถ้าคุณเลิกกับแฟนเก่าแล้วคุณแกร่งไม่พอ คุณจะเป็นเหมือนผู้หญิงทั่วไปที่สลัดเรื่องคนเก่าไม่ออก หาแฟนใหม่ก็ลำบากอีก โดยเฉพาะคนที่หุนหันพลันแล่นแต่งงาน คือถ้าเลิกกันแล้วเป็นหม้ายมันเจ็บปวดมากเลยนะ แต่ที่จริงเพลงนี้ผมก็เตือนรวมๆ เลยทั้งผู้หญิงและผู้ชาย”

ในเนื้อเพลงมีแง่คิดสอดแทรกอยู่ มาพร้อมจังหวะดนตรีสนุกแบบอีดีเอ็ม ที่เหมาะเหม็งในการเปิดในผับฟังสนุกปลุกอารมณ์เต้นตามได้ไม่ยาก “ตอนที่ได้บีตมา ผมนึกถึงผับก่อนเลย คือตอนอยู่บนเวทีในผับเรามองเห็นหมดเลย คือโต๊ะนี้จีบกับโต๊ะนี้ ส่งเบอร์แลกไลน์กันอยู่ คือถ้าเรามองในแง่บวกเขาอาจจะอยู่กับเพื่อน หรือถ้ามองในแง่ไม่ดีคือเขาต้องจีบกันอยู่ คือในนั้นมันบวกกับแอลกอฮอล์ด้วย บรรยากาศแสงสี คือเพลงนี้มันเข้าผับบาร์อยู่แล้ว แล้วเรื่องนี้มันน่าจะเหมาะกับผับบาร์ ในเนื้อเพลงนี้มันสอดแทรกสาระอยู่แล้ว (แบงค์ร้องเพลง) …ก็มันอันตราย ถ้าเธอปล่อยใจ เธอนั้นต้องดูว่าใครที่ดูปลอดภัย ใจระแวงกลัวเธอจะ Say yeah…say yeah”

 

แม้จะสร้างผลงานเพลงใหม่ออกมาหลายเพลงแล้ว แต่ แบงค์ แคลช ยังเป็นพะยี่ห้อติดหนึบ ซึ่งแบงค์ไม่คิดสลัดไปไหนอยู่แล้ว เพราะยังย้ำคำเดิมว่า วงไม่ได้แตก แค่แยกย้ายกันไปทำงานเพลงในแบบที่ตัวเองอยากทำ แต่ตอนนี้ เมื่อยืนอยู่บนชื่อ แบงค์ แคลช ก็ขอทำงานเพลงตรงนี้ให้เต็มที่

“เมื่อก่อนผมมีความอยากได้เยอะมาก คือด้วยความที่เรายืนอยู่ความเป็นร็อก มันเหมือนเรายืนอยู่บนไฟ แต่พอเรายืนอยู่อาร์แอนด์บีเหมือนเรายืนอยู่บนน้ำเย็น ทุกอย่างมันสบาย เหมือนเราใส่ชุดทหารแล้วเปลี่ยนมาใส่ชุดบุรุษพยาบาล มันเหมือนออโต ทุกอย่างมันจะเปลี่ยนไปเอง

เพลงที่ผมทำ ผมสะใจเองคนเดียว คือผมเชื่อว่าศิลปินที่อยู่มานาน 15-16 ปีอย่างผม ผมว่ามันเลยจุดที่เพลงของเรามันต้องติดชาร์ตอันดับหนึ่งแล้ว เด็กสมัยใหม่ก็บ่นทำไมพี่ไม่ทำเพลงเหมือน 2-3 ชุดแรก หนูชอบแบบนั้น ทำไมเพลงพี่มันฟังยากขึ้น แต่เราผ่านความซัคเซสแล้ว เราต้องการทำเพลงให้มันยากขึ้น คือเพลงไม่ติดชาร์ตไม่เป็นไร แต่คนทำมีความสุขมากเลยนะที่ได้ทำเพลงที่อยากทำ คนฟังไม่เข้าใจวันนี้ไม่เป็นไร เดี๋ยวเขาก็เข้าใจเอง

คนฟังมีหลายกลุ่ม กลุ่มที่ 1 พี่แบงค์กลับมาทำร่วมกันกับวงแคลชได้ไหม กลุ่มที่ 2 ดีใจจังเลยที่มีศิลปินทำเพลงแนวนี้ ทุ่มเทขนาดนี้ ทำเอ็มวีขนาดนี้ กลุ่มที่ 3 พี่แบงค์ทำมาเถอะหนูฟังหมด กลุ่มที่ 4 คือหนูไม่ฟังพี่แล้วนะ พี่ไม่ใช่วงแคลช ก็เป็นปกติสำหรับมนุษย์ คือคนที่ยังไม่เก็ตวันนี้ว่าผมทำอะไรอีกหน่อยเขาจะเก็ต เขามองแต่ภาพลักษณ์ภายนอกเป็นหลัก คือเขาไม่ได้เสพดนตรีโดยที่มองว่าเรากำลังวิ่งไปข้างหน้า”

 

เมื่อถามถึงเรื่องการกลับมาของวงแคลช แบงค์ให้คำตอบอย่างฉับพลันว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเขาไม่เคยบอกว่าวงแตก และแฟนเพลงของวงแคลชก็เตรียมเฮได้เลย เพราะวงแคลชกลับมาแน่ “วงแคลชจะกลับมาครับ เราแค่แยกย้ายกันออกไปทำหน้าที่ของใครของมัน แต่บอกเลยว่าต้องกลับมารวมวงแน่ ไม่เร็วและไม่ช้า รวมกันครั้งนี้คือรวมกันเพื่อทำอัลบั้ม ทัวร์คอนเสิร์ตอย่างที่เคยทำ การกลับมารวมกันครั้งนี้มันก็แอบคันๆ นะ ก็จะมีไลน์คุยกันในกลุ่มแคลชว่าเรานัดซ้อมเพลงกันไหม ไม่ต้องเอาเพลงยากอะไรหรอก หรือไม่เอาเพลงแคลชก็ได้ ซ้อมเพลงที่เราชอบ ซ้อมเพลงที่เราถนัดก็ได้ คือ 5 คนนี้ (แบงค์ สุ่ม ยักษ์ พล แฮ็ค) มายืนอยู่ด้วยกัน ไม่มีใครมาแทนใครได้ หรือเป็นเพราะวงเราไม่เคยมีปัญหากันมั้งครับ ไม่เคยเปลี่ยนสมาชิก เรานึกภาพนั้นไม่ออก ถ้าวงแคลชจะไม่ใช่ 5 คนนี้”

15 ปี ที่แบงค์ทำงานเพลง ได้ใส่พลังทั้งหมดเพื่อให้วงการดนตรีไทยขยับขึ้น และเพื่อตัวเองที่ยังสามารถทำงานได้อย่างมีความสุขอย่างไม่ฝืนใจทำงาน “ผมว่าผมมาถึงตรงนี้เพราะว่าผมเอาชนะตัวเอง ผมออกมาในแนวนี้วันนี้ผมไม่มีคู่แข่งนะ ผมไม่รู้จะแข่งกับใคร เพราะมันไม่มีใครทำ ผมก็เอาชนะตัวเองเพราะมันสนุก แต่ไม่ใช่ว่าใครจะมาตีโพยตีพายทำอะไรก็ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องออกจากค่ายแล้วไปโปรโมทเอง คือทุกอย่างเราต้องทำด้วยใจเขาใจเรา นายทุนเราก็แคร์บ้าง แต่เราก็ไม่ได้ขายวิญญาณอะไร ถ้าเราไม่แฮปปี้เราก็ไม่ทำ ถึงตอนนี้ก็ยังไม่สิ้นสุด ผมเพิ่งจะมาเริ่มนับศูนย์ใหม่เมื่อ 2-3 ปีที่แล้วเอง กับวงแคลชก็นับสิบไปแล้ว จะมานับต่อจากวงแคลชไม่ได้ คิดแบบนั้นพังครับ ถ้าคิดแบบนั้นจะไม่มีเพลงแบบนี้ออกมา”

และนี่คือความจากใจผู้ชายนาม “แบงค์ แคลช”

 

นนท์ณัฐดา อำมาตย์ เทรนเนอร์คิวทองผู้ปั้นหุ่นเป๊ะให้ซุป’ตาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 เมษายน 2559 เวลา 18:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/426524

นนท์ณัฐดา อำมาตย์ เทรนเนอร์คิวทองผู้ปั้นหุ่นเป๊ะให้ซุป'ตาร์

โดย…กองทรัพย์ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

สาวๆ เฮลตี้ที่กำลังฟิตร่างเพื่อให้มีซิกซ์แพ็กต้องรู้จักกับเทรนเนอร์สาวคนนี้ เชอรี่-นนท์ณัฐดา อำมาตย์ หรือมิสฟิตเนสสุดสวยดีกรีนักกีฬาเพาะกายฟิตเนสทีมชาติไทย ด้วยเทคนิคการเวทเทรนนิ่งจากประสบกาณ์ที่สั่งสมมาหลายปีบวกกับเทคนิคและคำแนะนำด้านโภชนาการ ทำให้เธอกลายเป็นคนสำคัญในการปั้นหุ่นสุดเป๊ะให้กับเหล่าคนดังมากมายทั้ง กาละแมร์-พัชรศรี เบญจมาส, ชมพู่-อารยา เอฮาร์เก็ต, แอน ทองประสม, คิมเบอร์ลี่ แอน เทียมศิริ และสาวๆ เดินดินกินข้าวแกงอีกมากมายที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างของตัวเองได้ด้วยฝีมือเธอคนนี้

เพาะกายบ่มเพาะคน

เรานัดเจอครูเชอรี่ของสาวๆ ที่ คาสเคท คลับ (Cascade Club) เฮลท์คลับสุดหรูที่ให้ความเป็นส่วนตัวใจกลางสาทร หลังจากโพสท่าสุดสตรองให้เราเก็บภาพแล้ว เธอก็เริ่มเล่าที่มาของฉายาเทรนเนอร์เซเลบให้ฟังว่า จากเด็กสาวที่เป็นครูสอนเต้นแอโรบิกหารายได้พิเศษเพื่อเป็นทุนในการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย การอยากมีซิกซ์แพ็กจุดประกายให้เธอขวนขวายและก้าวเข้าสู่วงการกีฬาเพาะกายในที่สุด

“ตอนเรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง เราเข้าไปในยิมสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง มีโอกาสได้รู้จักกับรุ่นพี่นักกีฬาเพาะกายทีมชาติ พี่โอ๋ (สิทธิ เจริญฤทธิ์) แชมป์โลก 3 สมัย พี่เจี๊ยบ (อภิภรณ์ ชมสมบูรณ์) ซึ่งเป็นครูของเชอรี่สมัยก่อน และพี่ซิงห์ (รุ้งตะวัน จินดาซิงห์) ซึ่งตอนนั้นไทยมีนักกล้ามสาวสองคนดังมาก ทั้งสองคนนี้เป็นคนปูพื้นฐานการเล่นฟิตเนสให้ เป็นคนชักชวนให้เราเล่นกีฬาชนิดนี้ แนะนำให้คัดเลือกทีมชาติ ทำให้เชอรี่ค้นพบทางของตัวเอง ถึงเราไม่ได้แชมป์โลกแต่เราก็มีความสุข”

สำหรับนักเพาะกายมือใหม่อย่างเชอรี่ในตอนนั้น เธอบอกว่าในความสุขที่ได้พบมีทั้งความกดดันและความเครียด และต้องปรับตัวอย่างหนักเพื่อไปสู่เป้าหมาย “กีฬาชนิดนี้ที่ยากที่สุดคือการเอาชนะใจตัวเอง อย่างแรกเราไม่ต้องไปสู้กับใคร เราจะต้องตื่นมาคาร์ดิโอตอนเช้า แบ่งเวลามาซ้อมในฟิตเนส ต้องเตรียมอาหารทานเอง จะต้องมีตารางการซ้อม มีตารางอาหารของตัวเอง จะไปไหนจะต้องเตรียมอาหารของเราเอง เราต้องเป๊ะ และยิ่งเราเตรียมตัวในการแข่งขัน เรื่องโภชนาการในช่วง 2 เดือนสุดท้ายจะต้องเป๊ะมากๆ เพราะฉะนั้นจะต้องต่อสู้กับใจตัวเอง เด็กบางคนที่เข้ามาใหม่ต้องเตรียมตัวเป็นปีๆ เพื่อแข่งหนึ่งรายการ ซึ่งเราเองกว่าจะชินก็ใช้เวลานานเป็นปีเหมือนกันค่ะ” เทรนเนอร์สาวแชร์ประสบการณ์

 

ฉายาเทรนเนอร์ซุป’ตาร์

“หลายคนจะเข้าใจผิดคิดว่าเชอรี่เทรนแต่ดาราเซเลบเหรอ ความจริงคือไม่ใช่ เพราะนักเรียนเชอรี่ 70 เปอร์เซ็นต์คือคนทั่วไป ที่เหลือเป็นศิลปินดารา” เธอรีบออกตัวเมื่อเราถามถึงฉายาที่ใครๆ ต่างยกให้ เพราะคนที่ติดตามเธอในอินสตาแกรมส่วนตัว (Cherry_Missfitness) จะเห็นภาพวิดีโอและภาพถ่ายของศิลปินนักแสดงหลายคน จึงเข้าใจไปว่าเธอรับสอนเฉพาะคนดังเท่านั้น

“ที่เราใช้ดาราเป็นสื่อ เพราะอยากให้ผู้หญิงที่กลัวว่าการเล่นกล้าม เล่นเวทเทรนนิ่งจะทำให้ล่ำ ทำให้กล้ามใหญ่นั้นเขาเข้าใจผิด เลยต้องใช้ศิลปินดาราที่มาเทรนกับเราเป็นสื่อเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้เขา รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้กับสาวๆ ที่ติดตามเราด้วย เราชัดเจนมาตลอดว่ากลุ่มเป้าหมายคือผู้หญิง ที่เน้นเพราะว่าการที่ได้เทรนผู้หญิงทำให้เราเข้าถึง และเป็นเรื่องที่เราอยากถ่ายทอดให้ผู้หญิงเข้าใจว่าเวทเทรนนิ่งทำให้เรามีรูปร่างและบุคลิกภาพที่ดีขึ้นได้อย่างไร โดยไม่ต้องกลัวว่าจะล่ำ เราอยากโฟกัสผู้หญิงให้ตรงประเด็น”

เชอรี่เล่าย้อนเส้นทางเทรนเนอร์ของตัวเองว่า เมื่อประมาณ 8-9 ปีที่แล้ว เป็นนักกีฬาฟิตเนสเพาะกายทีมชาติไทย ถึงแม้ว่าตอนนั้นมันจะยังไม่ดัง ยังไม่มีใครรู้จัก แต่ด้วยความที่เริ่มเล่นแล้วชอบ “จากที่เราเปลี่ยนรูปร่างได้จริง จนกระทั่งนำมาสู่เส้นทางการเป็นนักกีฬาทีมชาติ ก็เลยภูมิใจลึกๆ ช่วงนั้นต้องเก็บตัว ทำให้ต้องอยู่ยิมทั้งวัน ไลฟ์สไตล์ของเราทำงานด้านอื่นก็ลำบาก เลยคิดว่าอาชีพ Personal Trainer เหมาะกับเรา เพราะสามารถจัดสรรเวลาได้ว่าจะสอนและซ้อมช่วงเวลาไหน เริ่มจากทำงานในฟิตเนสเพื่อเรียนรู้การทำงานในระบบ ได้รู้จักคนเยอะมากขึ้น พอได้ประสบการณ์ 2-3 ปี ก็ผันตัวเองออกมาเป็นฟรีแลนซ์สอนตามบ้านตามคอนโด โรงแรม แม้จะลำบากหน่อยช่วงแรกแต่มีความสุข

ทำงานเทรนเนอร์มาเรื่อยๆ จนกระทั่งมีโอกาสได้ไปออกรายการกาละแมร์ในฐานะตัวแทนสมาคมกีฬาเพาะกายและฟิตเนสแห่งประเทศไทย พี่แมร์ชวนทำคลิปแนะนำการออกกำลังกายสั้นๆ ท้ายรายการ จากนั้นก็ได้เทรนให้จริงจัง ตอนนั้นคิดว่าถ้ามีโอกาสได้เทรนคนดังต้องทำให้ดีที่สุด ก็เริ่มเข้าโปรแกรม 3 เดือน คือทั้งอาหารและการออกกำลังกาย เขาเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง และคนที่เห็นการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของพี่แมร์อย่างคุณชมพู่ อารยา ก็สนใจและติดต่อให้เราเทรน หลังจากนั้นก็มีคนติดต่อให้เทรนมาเรื่อยๆ บางคนเราก็ไม่รู้ว่าเขาดังจนกระทั่งได้เรียนด้วยกัน เพราะบางรายก็ให้ผู้จัดการติดต่อเข้ามา

สไตล์ของเชอรี่จะฟังก์ชั่นนัลเทรนนิ่ง เน้นการใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน คุณสามารถออกกำลังกายได้ทุกที่ อยู่ที่ไหนได้หมด เราจะเน้นทักษะการเคลื่อนไหวร่างกายให้ถูกต้องการคอนโทรลกล้ามเนื้อให้ถูกต้องซึ่งสำคัญมาก เชอรี่มองว่าข้อดีของการมีเทรนเนอร์คือเขาจะออกแบบการเทรนได้เลยเพียงแค่เห็นรูปร่างครั้งแรก เขาจะรู้ว่าจะทำให้คุณมีรูปร่างดีได้อย่างไร อย่างที่สองคือเขาดีไซน์โปรแกรมการออกกำลังกายและหลักโภชนาการเบื้องต้นของเราได้” เจ้าของฉายาเทรนเนอร์ซุป’ตาร์ เล่า

ตารางเวลาเทรนเนอร์คิวทอง

หากเป็นสมัยก่อนตารางหนึ่งวันของเชอรี่จะมีเพียงการซ้อมและการสอน คือ ช่วงเช้าถึงเที่ยงฟิตซ้อมร่างกายก่อนทำงานเทรนนักเรียน ช่วงบ่ายทำงาน จากนั้นช่วงดึกก็ทำการซ้อมอีกหนึ่งรอบ “ตอนนี้ความรับผิดชอบมากขึ้น เราเทรนคิวแรก 7 โมงเช้า เสร็จหนึ่งทุ่ม แล้วจากนั้นก็ซ้อมตอนเย็นยาว ทำแบบนี้ทุกวัน เพราะฉะนั้นตารางเวลาของเราก็จะฟิกซ์มาก ถ้าทำได้ตามตารางก็จะได้ผลค่อนข้างดี วางแผนสัปดาห์ต่อสัปดาห์ ทุกวันอาทิตย์เชอรี่จะส่งตารางการเทรนไปให้นักเรียน เพื่อให้ทุกคนคอนเฟิร์มก่อนจะเริ่มงานใหม่ในเช้าวันจันทร์”

วงการกีฬาเพาะกายและฟิตเนสทำให้เชอรี่มีความรู้และสร้างอาชีพให้เธอ ดังนั้นเธอบอกว่าทุกครั้งที่ได้รับโอกาสให้ลงแข่งขันในนามประเทศไทยเธอจะทำโอกาสที่ได้รับให้ได้ดีที่สุด อย่างไรก็ตามเป้าหมายของสาวคนนี้คืออยากมีสตูดิโอเล็กๆ ของตัวเอง และเป็นโลโก้ของสาวไซส์ใหญ่ที่อยากเปลี่ยนรูปร่าง

“เชอรี่อยากเป็นคนที่สาวบิ๊กไซส์แต่อยากมีรูปร่างและสุขภาพดีนึกถึงเป็นคนแรก ไม่ต้องเป็นเซเลบหรือดาราก็ได้ เพราะเราอยากให้ผู้หญิงทุกคนรักรูปร่างตัวเอง ดังนั้นเชอรี่จึงทำพ็อกเกตบุ๊กเพื่อแชร์ประสบการณ์การสร้างซิกซ์แพ็กซุป’ตาร์ รวมทั้งการที่คุณแม่ลูก 2 ให้กลับมามีซิกซ์แพ็ก เราอยากให้คนอ่านได้เห็นเรียลโมเดลที่ประสบความสำเร็จไม่เฉพาะคนดังเท่านั้น”

ต้องอดใจรอหนังสือของเทรนเนอร์คนดัง เพื่อเก็บเกี่ยวกำลังใจจากตัวเธอ และเรียลโมเดลของเธอเสียแล้ว

 

คริสติน่า อากีล่าร์ #แม่ก็คือแม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 เมษายน 2559 เวลา 10:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/426262

คริสติน่า อากีล่าร์ #แม่ก็คือแม่

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ…กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ในที่สุด ควีนออฟแดนซ์ของเมืองไทย คริสติน่า อากีล่าร์ ก็ได้มีคอนเสิร์ตใหญ่สมการรอคอยของแฟนๆ อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ห่างหายไปนานกว่า 5 ปี กับคอนเสิร์ต คริสติน่า คิงดอม ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 21-22 พ.ค. ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ และวันนี้ ผมก็มีโอกาสได้พูดคุยกับเธอแบบใกล้ชิด ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง

“กับการห่างหายจากคอนเสิร์ตใหญ่ไป 5 ปี ระหว่างนี้ก็มีไปแจมกับคนนั้นคนนี้บ้าง ถือเป็นการวอร์มตัวเองไปในตัวด้วย ทำให้เรารักษาอารมณ์และมู้ดที่อยู่บนเวทีไว้ด้วย ส่วนน้ำหนักมันก็มีช่วงสมบูรณ์มากสมบูรณ์น้อย ติ๊นาก็ต้องออกกำลังกาย และควบคุมอาหาร ก็จะกินพวกคลีนฟู้ด กินแป้งน้อยมาก แต่มื้อเย็นไม่มีแป้งเลย แต่ด้วยความที่เราทำงาน บางที มื้อเย็น ก็จะกินพวกอาหารญี่ปุ่น กินปลาดิบ ให้มีโปรตีนเข้ามาเสริม ติ๊นาชอบกินอาหารญี่ปุ่นมาก (ยิ้ม) ส่วนการออกกำลัง ช่วงนี้ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 5 วัน และดูแลเรื่องอาหารการกินมากเป็นพิเศษ ใครอย่าพยายามชวนไปกินอาหารนอกบ้านโดยเด็ดขาด เพราะกำลังไดเอตอยู่”

 

นอกจากจะดูแลตัวเองในด้านของร่างกายแล้ว ด้านจิตใจ เธอมักอยู่ใกล้ชิดกับหลานๆ ทำให้เธอมีความสุขและสนุกไปด้วยในตัว “หลานๆ เรียกติ๊นาว่า ตาต๊า เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่า ป้า แต่ฟังดูดีกว่าป้านิดนึง (หัวเราะ) ส่วนใหญ่จะพาหลานไปกินข้าว ดูหนังการ์ตูนบ้าง ไปนอนกับเขาที่บ้านของเขาบ้าง หรือเขามานอนกับติ๊นาที่บ้านของติ๊นาบ้าง เขาชอบให้เราเล่านิทานให้ฟัง โดยต้องแต่งเรื่องเอง เราก็ไม่รู้จะแต่งอย่างไร เขาบอกไม่ชอบนิทานเศร้าๆ โดยเฉพาะเรื่องความตาย ถ้าพูดถึงเรื่องความตาย เขาจะร้องไห้ หลานคนโตเคยบอกว่าไม่อยากให้ติ๊นาตาย พูดแล้วก็น้ำตาซึม เซนซิทีฟมาก มีอยู่ครั้งหนึ่งเคยพาหลานๆ ไปดูคอนเสิร์ตของพี่เบิร์ด แล้วพี่เบิร์ดร้องเพลงถึงแม่ของพี่เบิร์ด เขาถามติ๊นาว่าแม่พี่เบิร์ดอยู่บนสวรรค์แล้วใช้มั้ย พูดจบน้ำตาก็ซึม และบอกว่า เขาไม่อยากให้ติ๊นาตาย ส่วนหลานคนเล็กนี่บู๊มาก (หัวเราะ)”

เวลาเกิดเรื่องกระทบใจ คริสติน่า เผยว่า เธอใช้ความเข้าใจในการรับมือ “เวลามีอะไรเกิดขึ้นกับตัวเรา มันมีเหตุผลหมด เราเลยปล่อยวางเร็ว หันมาใช้ชีวิตในแต่ละวันให้มีความสุข ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ดูแลคนใกล้ตัวทั้งพ่อแม่ น้องสาว หลานๆ ของเราให้ดีที่สุดดีกว่า”

 

สำหรับบทบาทการทำงาน ใครหลายคนคงอยากเห็นผู้หญิงคนนี้เล่นละครบ้าง คริสติน่า เผยว่า ไม่ใช่โอกาสมาแล้วจะคว้าไว้ทุกอย่าง เราถนัดตรงไหน เราต้องโฟกัสตรงนั้น อย่างละคร เคยมีคนมาทาบทาม แต่ติ๊นารู้สึกว่ามันไม่ใช่ แต่ถ้ามีบทดีๆ เข้ามา ก็ขอดูก่อนว่าเราทำแล้วทำได้ดีมั้ย ถ้าไม่ได้ดี ก็ไม่รับเล่น แต่ถ้ามีการเทรนอย่างจริงจัง ก็ไม่แน่ อาจจะลองดู พี่เบิร์ดเคยบอกว่าติ๊นาเล่นละครไม่ได้หรอก เพราะมัน
เหนื่อยมาก ทำงานทั้งวัน ทำจนดึกดื่น ทำงานเอาต์ดอร์ เจอห้องน้ำไม่สะอาด เจอตุ๊กแก พี่เบิร์ดพูดซะจนเราไม่อยากเล่นเลย (หัวเราะ)”

กับความเป็นควีนออฟแดนซ์มาอย่างยาวนาน แต่ยังไม่มีใครมาแทนที่ คริสติน่าพูดจากใจจริงว่า จริงๆ แล้วมีคนเก่งๆ เยอะ เพียงแต่ช่วงเวลาของเขาเหล่านั้นอาจจะยังไม่ใช่ หรือไม่ได้นำพาพวกเขาให้ไปถึงจุดนั้น “ติ๊นาไม่ใช่คนเต้นเก่ง แต่ชอบเต้น อาศัยความขยันในการฝึกซ้อม คนที่จะก้าวมาสู่จุดนี้ได้ ต้องมุ่งมั่น ตั้งใจจริง ขยันฝึกซ้อม ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไม่ยึดตัวเองเป็นหลัก ที่ต้องให้ทุกคนมาตามเรา ดูแลเรา เราต้องมีวินัยในการดูแลตัวเอง อย่างติ๊นาเป็นคนที่ทำอะไรแล้วต้องทำให้ได้ ต้องเป๊ะ”

เมื่อพูดถึงเรื่องความรัก คริสติน่า เผยว่า ตอนนี้เธอไม่ได้หวัง รู้สึกเฉยๆ แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้นตัวเอง “ถ้ามีดีๆ ก็เปิดโอกาส ถ้าเข้ามาแล้วไม่ใช่ ก็ไม่เอาเลย อยู่อย่างนี้สบายกว่าเยอะ ติ๊นาว่าตัวเองเป็นคนมีข้อแม้เยอะเกินไป เลือกเยอะ ถ้าถามว่าเรามีโมเมนต์ที่ตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมเรายังไม่มี เวลาไปไหนกับคนมีคู่ ก็แอบนอยด์ แต่มันก็เป็นแค่ช่วงเวลาแป๊บเดียว

ติ๊นาชินกับการไปไหนคนเดียว หรือไปกับน้องสาว ไปกับหลานๆ เรื่องแฟน ถ้าตั้งใจหาคงไม่ดี อยู่เฉยๆ ดีกว่า ถ้ามีก็ดี ถ้าไม่มีก็ไม่เดือดร้อน ไม่ลำบาก ออกจะแฮปปี้มากๆ ติ๊นาค่อนข้างมีโลกส่วนตัวสูง อยู่บ้านนี่อยู่แต่ในห้อง ทำนั่น โน่น นี่ ไม่คุยกับใครเลย มีความสุขดีนะ

ถ้ามีผู้ชายเข้ามา ต้องทำให้ชีวิตเราดีขึ้น ถ้าฉุดให้เราแย่ลง ไม่เอาเลย แต่ถ้ามีดีๆ ก็เข้ามาได้นะไม่ได้ปิด แต่ต้องดีจริงๆ นะ ต้องเอาติ๊นาให้อยู่หมัด (หัวเราะ) แต่ถ้าเป็นเด็กเข้ามา เขาต้องมีความเป็นผู้นำนะ แต่เด็กมากก็ไม่ไหว อยากมีแฟน ไม่ได้อยากมีลูก (หัวเราะ) ขอผู้ชายที่มีความเป็นผู้นำ”

 

ยามว่าง คริสติน่ามักจะทำสวน เลี้ยงนก ทำความสะอาดบ้าน “ชีวิตก็เหมือนคนปกติทั่วไป เวลาทำงาน เราคือคริสติน่า แต่อยู่บ้านก็คือคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ล้างจงล้านจาน ล้างห้องน้ำ ขัดห้องน้ำ ทำกับข้าว แม่บ้านแม่เรือน หายากนะ แบบนี้ (หัวเราะ)”

สำหรับการดำรงชีวิต คริสติน่า บอกเล่าว่า เธอมักศึกษาในหลักธรรมคำสอนของศาสนาต่างๆ แล้วนำมาปรับใช้กับชีวิต “ติ๊นาเชื่อว่าทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี ศาสนาพุทธสำหรับติ๊นาคือปรัชญา ที่สอนวิธีคิด วิธีการดำรงชีวิตที่ดีให้แก่เรา ติ๊นาชอบเข้าวัดนะ เวลาอยู่ในนั้นแล้วรู้สึกตัวเบา อาจมีคนตั้งคำถามว่าภาพแบบนั้นมันขัดกับภาพเซ็กซี่ของติ๊นามั้ย คิดว่าไม่ เราต้องรู้จักแยกแยะ เรื่องงานกับเรื่องการเรียนรู้หลักธรรม อย่างหลักธรรมของพุทธ เมื่อติ๊นานำมาปรับใช้ มันทำให้เราคิดได้ คลายเร็ว ทำให้เราหายเหนื่อย ทำให้เราไม่เอาใจไปหมกหมุ่นอยู่กับสิ่งใดจนทำให้ตัวเองเป็นทุกข์ ก็พยายามฝึกนะ ของอย่างนี้ต้องฝึก ไม่ใช่รู้แล้วทำได้เลย”

 

แฟนคลับของคริสติน่านั้น เห็นหน้าค่าตากันมาตั้งแต่ชุดแรก ใส่ชุดนักเรียน จนทำงาน มีครอบคัรว มีลูก “เราต่างไม่ใช่แฟนเพลงกับนักร้อง เราคือคนในครอบครัวเดียวกัน ทุกเรื่องราวชีวิต เราต่างเกี่ยวกันพัน แฟนคลับเหมือนครอบครัวหนึ่งของติ๊นา ตอนนี้ก็มีฐานแฟนคลับเป็นรุ่นลูกแล้ว (หัวเราะ) กับแฟนคลับที่เป็นลูกสาว ก็มีเยอะมาก เวลามีคอนเสิร์ต ลูกสาวจัดเต็มกันมาก เวลาเล่นคอนเสิร์ตแล้วมองออกไปเห็นเขาจัดเต็ม ทำให้เรามีพลังจนต้องจัดเต็มคืนกลับไป เขาสุภาพ เป็นเด็กดี กับนิยาม #แม่ก็คือแม่ ที่บรรดาลูกสาวเรียกขานกัน ก็คงเรียกๆ กันมา เราก็รู้สึกว่า เขารักเรา เขาถึงเรียกเราอย่างนั้น ติ๊นาเชื่อว่า เวลาติ๊นาแสดงบนเวที ติ๊นามีความเป็นผู้หญิงที่เกินความเป็นหญิง เขาอาจจะชอบเราตรงนั้นก็ได้”

ผมถามคริสติน่าไปตามตรงว่า เธอเคยคิดที่จะแขวนไมค์มั้ย เธอนิ่ง เงียบ พร้อมรอยยิ้มบางๆ ก่อนตอบ “มันต้องมีวันนั้นนะ แต่จะเมื่อไหร่ บอกไม่ได้จริงๆ ตอนที่ติ๊นามีอายุประมาณนึง ก็เคยคิดเลิกร้องเพลง แต่พอถึงตรงนั้นจริงๆ เราก็ยังทำงานได้ จนทำให้คิดว่าทำไมเราต้องจำกัดการทำงานตอนอายุเท่านั้นเท่านี้ เราต้องฟังตัวเราเองว่า เรายังทำได้อยู่หรือเปล่า แต่ถ้าเราดูแลสุขภาพ มีวินัยในการทำงาน ติ๊นาเชื่อว่า เราก็ยังทำไปได้เรื่อยๆ แต่คงไม่ใช่ 70 แล้วยังมาเต้นอยู่ เราอาจไปทำงานเบื้องหลังก็ได้แต่งานคอมเมนเตเตอร์คงไม่ ติ๊นาไม่ชอบคอมเมนต์คน ก็มีคนชวนนะ แต่ไม่เอา สงสารเด็กๆ ให้คนที่ฝีปากเก่งๆ เขาทำกันดีกว่า”

ท้ายสุด ควีนออฟแดนซ์ของเมืองไทย เผยว่า เธอขอทำทุกวันให้ดีที่สุด และมีความสุขกับสิ่งที่ทำ “อันนี้สำคัญ ถ้าเราไม่มีความสุข เราก็ทำสิ่งไหนได้ไม่ดี”

 

หญิงเก่งโลกออนไลน์ ปาริฉัตร แฮห์เนน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 เมษายน 2559 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/426087

หญิงเก่งโลกออนไลน์ ปาริฉัตร แฮห์เนน

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

หญิงเก่งแห่งโลกออนไลน์ ปาริฉัตร แฮห์เนน เธอเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ร่วมงานกับ Booking.com สำนักงานสิงคโปร์ เริ่มทำงานในตำแหน่งผู้จัดการ จากนั้นได้รับการเลื่อนขั้น 3 ครั้ง ปัจจุบันเป็นผู้จัดการภาคพื้นประเทศไทย อินโดจีน และเมียนมา ทั้งยังมีส่วนสำคัญในการผลักดันระบบจองห้องพักออนไลน์สู่ตลาดไทย

กล้าลาออก มีวิสัยทัศน์

เมื่อ 9 ปีก่อนปาริฉัตรตัดสินใจลาออกจากบริษัทโรงแรมยักษ์ใหญ่ เพื่อเข้าทำงานกับ Booking.com ประเทศสิงคโปร์ ที่ในตอนนั้นยังเป็นสำนักงานเล็กๆ มีพนักงานไม่ถึง 20 คน “อินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับคนเอเชีย ยังไม่มีเฟซบุ๊ก คนยังไม่จองห้องพักออนไลน์” เธอกล่าว

แต่เหตุที่ยื่นใบสมัครด้วยตัวเอง เพราะเห็นกระแสการใช้อินเทอร์เน็ตในยุโรปและอเมริกา เธอจึงเห็นโอกาสในเอเชีย ซึ่งหลังจากทำงานอยู่ที่สิงคโปร์ 3 ปี Booking.com ก็ได้เปิดสำนักงานในไทยเมื่อปี 2553 เป็นการตอกย้ำว่าพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

“เรามีแพสชั่น (Passion) ที่อยากเป็นตัวเชื่อมให้โรงแรมไทยเข้าสู่ระบบการจองที่พักออนไลน์ที่เป็นสากลแบบนี้ ในฐานะที่เป็นคนไทย เราต้องทำได้แน่นอน” และเธอก็ทำได้จริง จากที่ช่วงแรก Booking.com มีโรงแรมเพียง 200 แห่ง ผิดจากวันนี้ที่มีมากถึง 1.2 หมื่นแห่ง ในเมืองไทย และกว่า 8.6 แสนแห่งทั่วโลก ซึ่งไม่ต่างจากจำนวนผู้ใช้บริการคนไทยที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หนึ่ง-เป็นเพราะกระแสการใช้อินเทอร์เน็ตของคนทั่วโลก และเพราะความโดดเด่นของเว็บไซต์ที่แตกต่างจากเจ้าอื่น โดยผู้จองสามารถยกเลิกการจองก่อนเข้าพัก และการชำระเงินด้วยเงินสดเมื่อเข้าพักจึงไม่ต้องกังวลเรื่องบัตรเครดิต

งานหลักของเธอคือ โลคอล พาร์ทเนอร์ เซอร์วิส (Local Partner Service) หรือการติดต่อประสานงานกับโรงแรมที่พักต่างๆ ในประเทศไทย โดยต้องเสาะหาที่พักหลากหลายตั้งแต่โรงแรมหรู 5 ดาว เกสต์เฮาส์ โฮเต็ล ในทำเลต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีครบแล้วทั้ง 77 จังหวัด

 

เต็มร้อยกับหน้าที่

ปาริฉัตร เริ่มทำงานกับ Booking.com สำนักงานสิงคโปร์ตอนอายุ 27 ปี ในตำแหน่งผู้จัดการ จากนั้นอายุ 30 ปี เธอได้รับหน้าที่ให้เป็นผู้จัดการประเทศไทย ขณะนี้เธออายุ 36 ปี ดำรงตำแหน่งผู้จัดการภาคพื้นประเทศไทย อินโดจีน และเมียนมา ดูแล 5 ประเทศ ซึ่งทั้งหมดเป็นผลของความสามารถและเป็นเพราะลักษณะขององค์กรที่เปิดโอกาสสำหรับทุกคน

“ในบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลทุกอย่างอยู่ที่ความสามารถและประสิทธิภาพในการทำงานของเรา ไม่มีเรื่องเพศ ไม่มีเรื่องเชื้อชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง” รวมถึง Booking.com เป็นองค์กรแบบแฟลต (Flat) นั่นคือ ทุกฝ่ายสามารถพูดคุยและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ รวมถึงบรรยากาศในออฟฟิศเป็นแบบเปิด เธอเองก็ไม่มีห้องทำงานประจำ เพราะพนักงานทุกคนจะทำงานร่วมกันประหนึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานทั้งหมด

“ทุกครั้งที่ได้เลื่อนขั้น นั่นคือภาระความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้น” ปาริฉัตร กล่าว “นั่นคือความไว้วางใจที่บริษัทยื่นให้ ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องท้าทายทุกครั้งตลอดระยะเวลาการทำงานที่นี่” เธอยังมีแนวคิดโตไปพร้อมกับทีม ซึ่งจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากกว่าการโตอย่างโดดเดี่ยว

 

บริหารเวลา

ถามเธอต่อว่า เป็นเพราะการทำงานมากกว่าคนอื่นหรือไม่ จึงทำให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว “ทุกคนมีแปดชั่วโมงเท่ากัน” เธอตอบ ซึ่งเป็นคำตอบที่น่าคิด เพราะนั่นหมายความว่าเธอแบ่งเวลาทำงานและเวลาส่วนตัวได้ดี “มันอยู่ที่ว่าเราจะจัดการเวลาที่มีเหล่านั้นอย่างไร ทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้หมดถ้ารู้จักใช้เวลา”

เทคนิคการทำงานของเธอมีข้อเดียวคือ Getting things done today, tomorrow will be a new challenge. “ถ้าต้องการความช่วยเหลือก็ขอให้ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องยื่นมือขึ้นมา ถามเพื่อนร่วมงานในประเทศต่างๆ ว่าเคยเจอปัญหาแบบเดียวกันไหม เขาแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอย่างไร และเมื่อรู้วิธีแก้ไขแล้วให้ลงมือทำทันที” เธออธิบาย “เชื่อว่าวันพรุ่งนี้จะมีความท้าทายใหม่ๆ มาตลอด ถ้าเราตัดสินใจและลงมือทำตั้งแต่วันนี้ นั่นคือเราประสบความสำเร็จไปแล้วหนึ่งวัน”

นอกจากนี้ เธอยังมีเป้าหมายให้คนไทยจองห้องพักผ่าน booking.com มากขึ้น โดยได้พัฒนาบริการสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ เช่น เว็บไซต์ภาษาไทย ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ที่คอยให้บริการเป็นภาษาไทย และฮอตไลน์ให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชม.

ในฐานะคนทำงานในวงการท่องเที่ยวผ่านระบบออนไลน์ เธอยืนยันว่าประเทศไทยจะเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ในเอเชีย ซึ่งเมืองที่มีแนวโน้มว่าจะมาแรงในอนาคตคือ จ.พิษณุโลก ขอนแก่น และหาดจอมเทียน นอกจากนี้เธอยังเชื่อว่าการใช้อินเทอร์เน็ตและการทำธุรกรรมผ่านมือถือจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยสถิติระบุว่า 1 ใน 3 ของการจองที่พักออนไลน์เป็นการจองผ่านมือถือ ดังนั้นการทำธุรกิจออนไลน์ยังมีอนาคตที่สดใส ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายของคนออนไลน์อย่างเธอ

 

ชาลี กาเดอร์ ไม่มีอะไรสุขกว่าการเข้าครัวทำอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2559 เวลา 16:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/425792

ชาลี กาเดอร์ ไม่มีอะไรสุขกว่าการเข้าครัวทำอาหาร

โดย…วรธาร ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ชาลี กาเดอร์ เชฟลูกครึ่งจีน-อินเดีย วัย 30 กลางๆ เกิดและโตที่เมืองไทย แต่ไปเรียนหนังสือที่สหรัฐ โดยจบมาทางด้านจิตวิทยาการตลาด ปัจจุบันประกอบธุรกิจร้านอาหารในย่านทองหล่อ เช่น เซอร์เฟซ (Surface) ร้านอาหารสไตล์ฝรั่งเศส ทองหล่อ 11 ร้านโฮลี โมลี (Holy Moly) ร้านพายแสนอร่อย ที่ทองหล่อ 17 ซึ่งตั้งอยู่ชั้น 1 โครงการเดอะ คอมมอนส์ ทองหล่อ โดยร่วมกับหุ้นส่วนอีกหลายคน

ชาลีเล่าความสนใจในการทำอาหารให้ฟังว่า มาจากการเข้าครัวเป็นลูกมือช่วยพ่อและแม่ที่ต้องทำอาหารรับประทานทุกวันตั้งแต่เด็ก โดยทุกครั้งที่เข้าครัวก็จะรู้สึกมีความสุุขและสนุกกว่าการทำอย่างอื่น แล้วพอได้มาสัมผัสกับการทำอาหารจริงๆ ด้วยตนเองก็รู้ว่าการทำอาหารคือทางของตัวเอง

“ผมเข้าครัวกับคุณแม่ทุกวันครับ ส่วนกับคุณพ่อมักจะเข้าด้วยกันวันเสาร์-อาทิตย์ ทุกครั้งที่เข้าครัวผมรู้สึกแฮปปี้มากๆ ผมว่ามันสนุกกว่าการไปโรงเรียนเลยนะ สนุกกว่าทำการบ้านและสนุกกว่าการทำอะไรต่อ
มิอะไร แล้วพอได้สัมผัสจริง ทำจริงๆ ทำให้ผมรู้สึกเพลิดเพลินไปกับมันมาก” เชฟลูกครึ่งจีน อินเดีย เล่าความชอบในการทำอาหารตั้งแต่เด็ก

พร้อมบอกเล่าเส้นทางของการมาเป็นเชฟให้ฟังว่า เกิดขึ้นเมื่อครั้งเดินทางไปเรียนปริญญาตรีที่ซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ตอนอายุประมาณ 18-19 ปี ซึ่งเป็นการทำงานและเรียนหนังสือควบคู่ด้วย โดยทำอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง เริ่มจากเป็นเด็กร้านจานแล้วไต่เต้าขึ้นมาเป็นผู้ช่วยเชฟ ฝึกปรือเรียนรู้การทำอาหารจากเชฟคนแล้วคนเล่าจนสามารถทำอาหารได้หลากหลายโดยเฉพาะอาหารฝรั่งเศสจนเรียนจบถึงได้กลับเมืองไทย

“ผมเรียนและทำงานอยู่สหรัฐอเมริกาประมาณ 4 ปี ก็เดินทางกลับไทย ซึ่งพอกลับมาแล้วก็ได้มาทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งที่อิมพอร์ตอาหารจากต่างประเทศเข้ามาขาย ในตำแหน่งอิมพอร์ตแมเนเจอร์ ส่วนใหญ่จะอิมพอร์ตสินค้าจากยุโรปบ้าง ออสเตรเลียบ้าง หน้าที่คือต้องไปหาแหล่งวัตถุดิบในประเทศนั้นๆ หาโปรดักต์ดีๆ ดูว่าอันไหนขายได้ หรือน่านำเข้ามาขายในไทย งานที่ทำสนุกก็จริงครับ แต่ทำไปได้สักพักก็รู้ว่ามันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเรา เพราะเราชอบทำอาหาร เราเอนจอยกับการเข้าครัวมากกว่า ที่สุดก็ลาออก แต่ออกมาไม่นานก็ได้งานใหม่ ซึ่งงานนี้โอกาสใช่ว่าใครจะมีง่ายๆ”

ชาลีพูดถึงที่ทำงานใหม่ของเขาที่พอได้ยินแล้วต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสได้ทำง่ายๆ นั่นคือ สถานทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย โดยเขาทำงานในฐานะเชฟของสถานทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยนี้นานถึง 6 ปีเต็ม และทำกับทูตฝรั่งเศสถึง 3 คนด้วยกัน จึงเป็นประสบการณ์ที่หาได้ไม่ง่ายสำหรับเขา

“จุดเริ่มต้นของผมที่ได้มาเป็นเชฟประจำสถานทูตฝรั่งเศส มาจากวันหนึ่งผมกับเพื่อนได้มีโอกาสไปทำอาหารให้กับมูลนิธิการกุศลแห่งหนึ่งของฝรั่งเศสในประเทศไทย แล้วจากนั้น 2-3 สัปดาห์ต่อมา ทางมูลนิธิแห่งนี้ก็โทรมาหาและบอกผมว่ามีตำแหน่งงานที่สถานทูตฝรั่งเศสในประเทศไทยว่างอยู่ตำแหน่งหนึ่งเป็นตำแหน่งในครัวสนใจไหม ความรู้สึกผมตอนนั้นพอได้ยินว่าสถานทูตเลยตอบกลับไปว่า อย่าเลยผมยังไม่เก่งพอ แต่เขาก็ย้ำเอาไปคิดดูนะ เบนเนฟิตต่างๆ รายได้โน่นนี่นั่น จนผมมาคิดว่า ถ้าไม่รับคงไม่มีโอกาสอีกแล้วในที่สุดก็ตัดสินใจทำ ทดลองงาน 3 เดือนผ่าน แล้วทำอยู่ 6 ปีเลยนะ สนุกและมีความสุขมากกับการทำงานที่นี่”

ไม่เพียงแต่สนุกและมีความสุขกับการทำงานที่เขารักเท่านั้น แต่ชาลียังได้ประสบการณ์อีกมากมายกับการทำงานในห้องครัวของสถานทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย โดยตลอด 6 ปีที่ทำงานอยู่นั้น แต่ละปีเขาจะได้วันหยุดพิเศษหนึ่งเดือน ทั้งนี้เป็นไปตามวันหยุดของทูต ซึ่งจะมีวันหยุดยาวปีละ 1 เดือน

 

“ปกติในแต่ละปี ท่านทูตจะมีวันหยุดยาว 1 เดือน ส่วนใหญ่ท่านจะเดินทางจะกลับบ้าน ทางสถานทูตโดยท่านทูตก็จะให้ผมเลือกว่าจะหยุด หรือว่าจะไปทำงานในที่ต่างๆ (ทั้งไทยและต่างประเทศ) โดยสถานทูตจะลิสต์มาให้ผมเลือกที่จะไม่หยุด แต่ขอไปทำงานทุกปี ที่โน่นบ้างนี่บ้าง เช่น ที่โรงแรมโอเรียนเต็ล โรงแรมสุโขทัย บางปีก็ไปฝรั่งเศส ไปทำที่กระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส ที่กรุงปารีส และตามโรงแรมต่างๆ โดยทางสถานทูตประสานให้ ทำให้ผมได้เรียนรู้และประสบการณ์มากมาย ผมทำอยู่ 6 ปี จึงออกมาเปิดร้านอาหารของตัวเอง บางร้านก็หุ้นกับเพื่อนๆ”

ชาลีพูดถึงร้านโฮลี โมลี ที่เพิ่งเปิดได้ 2 เดือนกว่าๆ ว่า เขาและผองเพื่อนเห็นว่า ในเมืองไทยยังไม่มีใครทำพายอร่อยๆ ออกมาเลย ส่วนใหญ่ที่กินกันบางอันก็แป้งเยอะ ไส้น้อย บางทีกินไปตั้งเยอะยังไม่ถึงไส้ก็เริ่มไม่อยากกินต่อ บางอันกินเข้าไปแป้งดันติดเพดานปากอีก ดังนั้นเขาจึงต้องมาทำร้านโฮลี โมลี เพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสได้กินพายที่อร่อยและรู้สึกว่าได้กินพายจริงๆ

“พายของร้านจะเน้นไส้เยอะ แป้งน้อยๆ เปลือกพายจะบางๆ ซึ่งพายที่อร่อยนั้นต้องทำไส้ให้ดี และทำเปลือกพายให้ดี รสชาติผมทำให้ถูกปากทั้งคนไทย คนเอเชียและฝรั่ง เรามีหลายไส้ให้เลือกชิม เช่น ไส้เห็ด ไส้แกงไก่ ไส้หมูแดง พายไก่ธรรมดา เป็นต้น อย่างพายเห็ดเราอยากให้เป็นตัวเห็ดจริงๆ ทุกคำมีความโดดเด่นของเห็ด พายไก่ก็เป็นสตูไก่จริงๆ กินไปแล้วไม่ได้กินรู้สึกว่ามันเป็นวิญญาณไก่ หมูแดงใช้หมูชั้นดีจากสเปน เวลากินกลิ่นจะหอมอร่อย”

พายอร่อยที่ชาลีอยากให้ลอง

Hen’s Pottage รสชาติเผ็ดนิดๆ เพราะมีพริกปาปริก้าเป็นส่วนประกอบด้วย แต่เวลากินแล้วทำให้รู้สึกน่าตื่นเต้นแบบเผ็ดร้อนเบาๆ ทิ้งไว้ในปากหลังจากที่ได้ลิ้มรสความนุ่มหอมของไก่ที่ซ่อนอยู่ด้านในและส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้พายชิ้นนี้มีรสชาติกลมกล่อมก็คือ การใช้ Parmigiano Reggiano ซึ่งก็คือ พาเมซานชีสชั้นเยี่ยมจากอิตาลีกันเลย

Shrooms แค่วางไว้ตรงหน้ายังไม่ทันเข้าปากก็น้ำลายสอแล้ว เพราะกลิ่นหอมของเห็ดทรัฟเฟิลที่โชยมาเตะจมูกมันช่างกระตุ้นให้อยากกิ๊นอยากกิน บวกกับการแต่งหน้าตาอย่างน่าสนใจของพายชิ้นนี้ โดยเฉพาะใบไม้ที่ประดับมาด้วยนี่ ยิ่งได้ลองกัดชิมทั้งคำแล้วไม่ทำให้ผิดหวัง รสชาติดีสมกับหน้าตา เห็ดทรัฟเฟิลและเห็ดพอร์โตเบลโลแน่นเต็มคำล้นปากออกมาเลยไม่ต้องบอกก็รู้ได้เลยว่าวัตถุดิบทุกอย่างที่เป็นส่วนผสมของพายชิ้นนี้ของดีจริงๆ

Bangers&Mash อีกหนึ่งเมนูที่มองข้ามไม่ได้เลย การปรุงแบบ Slow-cooked ด้วยพริกแห้ง สมุนไพรและเครื่องเทศ ที่มาพร้อมมันบดสูตรพิเศษกินคู่กับแป้งพายที่กรอบในแบบฉบับของโฮลี โมลี อร่อยไม่เบา

Rouge Pig วัตถุดิบหลักคือเนื้อหมูอิเบริโค (Iberico) ที่หมักด้วยเครื่องเทศสูตรเฉพาะ เป็นหมูที่ในสเปนจะเลี้ยงกันในทุ่งโล่งกว้างให้กินแต่ลูกโอ๊ค เนื้อจะหอมและไขมันที่แทรกอยู่ในเนื้อหมูนี้จะให้รสสัมผัสที่นุ่มลิ้น รับรองว่าทุกคำที่เคี้ยวละมุนจนเคลิ้มบวกกับรสชาติเข้มของเนื้อหมูที่หมักมาได้ที่ตัดกับแป้งพายกรอบๆ ได้อย่างลงตัว

 

กรกนก เมฆศิลป์ งานดีไซน์นำทางชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 เมษายน 2559 เวลา 18:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/425454

กรกนก เมฆศิลป์ งานดีไซน์นำทางชีวิต

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ… วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ประทับใจในการนำเสนอความเป็นไทยของศูนย์อาหารอีทไทย (Eathai) ที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี และสัมผัสได้ถึงไอเดียการออกแบบมากมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังโซนแฟชั่นไทยไทย ที่เซ็นทรัล ชิดลม รับรองเลยว่าคุณต้องอยากรู้จักผู้หญิงเก่งคนนี้ เพราะเธอคือหนึ่งในทีมงานสำคัญที่มีส่วนร่วมในการคิดและออกแบบสองโปรเจกต์ดังกล่าว แถมล่าสุดเธอยังเข้ามาร่วมในทีมออกแบบอีทไทยที่กำลังจะรีโนเวตอีกครั้งด้วย

หลังจากมีโอกาสทำความรู้จักสาวเก๋ตรงหน้าผ่านโปรไฟล์ในกระดาษ เส้นทางอาชีพของแนน-กรกนก เมฆศิลป์ อาจไม่ต่างจากนักออกแบบทั่วไป ที่เริ่มต้นจากใจรักในการวาดเขียน แต่หลังจากได้พูดคุยและสัมผัสกับตัวตนของเธอ ถึงเข้าใจว่า เธอคือหนึ่งในนักออกแบบไม่กี่คน ที่เป็นส่วนผสมของสายอาร์ตและสายแบรนด์ดิ้งอย่างลงตัว ทำให้ผลงานการออกแบบของเธอมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

จุดเริ่มความฝันของศิลปินตัวน้อย

คำถามข้อหนึ่งที่จนทุกวันนี้ผู้บริหารสาวเก่งก็ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ นั่นคือเริ่มชอบวาดรูปตั้งแต่ตอนไหน เพราะตั้งแต่จำความได้เธอก็เริ่มจับดินสอวาดเขียนแล้ว แนนบอกว่า สมัยเด็กไม่ได้วาดรูปเล่นไปวันๆ เท่านั้น แต่เคยส่งผลงานเข้าไปประกวดตามนิตยสารบ่อยๆ หลายครั้งผลงานของเธอก็ได้รับการตีพิมพ์ แต่ที่ภูมิใจที่สุด คือ ตอนที่ได้เป็นตัวแทนโรงเรียนส่งผลงานไปประกวดในระดับภาคกลาง และคว้ารางวัลชมเชยมาได้

“ถึงจะมาสายวาดรูป แต่ช่วง ม.ปลาย ก็มีเขวไปบ้างเหมือนกัน เพราะสมัยนั้นด้วยความที่เรายังเด็ก เราไม่รู้หรอกว่าสถาปัตย์คืออะไร เรียนแล้วไปทำอะไร รู้แต่ว่าเราชอบวาดรูป เพราะฉะนั้นในฐานะเด็กสายวิทย์ของเตรียมอุดมศึกษา เราก็ถูกหล่อหลอมว่าต้องเป็นหมอ เป็นวิศวะ แนนเองตอน ม.5 ก็ยังหลงๆ ไป แต่โชคดีที่ตอนไปฝึกงานที่ศิริราชกับเพื่อนแล้วเราไม่อินเลย จำได้ว่าแนนได้รับหน้าที่ให้ไปดูแลคนไข้ที่ป่วยเป็นมะเร็ง แต่แนนรู้สึกเลยว่านี่ไม่ใช่ตัวเรา เลยทำให้แนนตัดตัวเลือกที่จะเป็นหมอออกไปได้แบบไม่ต้องลังเล”

 

หลังจากนั้น แนนได้มีโอกาสไปลองเรียนวิชาความถนัดทางสถาปัตย์ตามคำชวนของเพื่อน แนนบอกว่าประสบการณ์ครั้งนี้เหมือนเป็นการเปิดโลกใบใหม่ เพราะคอร์สนี้ทำให้เธอรู้ว่าสถาปัตย์ที่แท้จริงคืออะไร การวาดรูปไม่ได้หมายความว่าวาดแต่การ์ตูนเท่านั้น แต่มีอะไรที่มากกว่านั้น ซึ่งเธอเองก็สนุก และสนใจมาก ด้วยเหตุนี้เมื่อต้องตัดสินใจเลือกเรียนต่อ เธอจึงเลือกสอบเข้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาสถาปัตยกรรมภายใน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อย่างไม่ต้องสงสัย

ตามหาสิ่งที่ใช่

แนนยอมรับว่า เธออาจโชคดีกว่าบัณฑิตจบใหม่หลายๆ คน ตรงที่พอเรียนใกล้จบก็ได้รับโอกาสจากบริษัท พี 49 ดีไซน์ แอนด์ แอสโซซิเอทส์ ชักชวนให้เข้าทำงานในฐานะจูเนียร์ อินทีเรียร์ ดีไซเนอร์ โดยไม่ต้องออกไปสมัครงานเอง

“แนนได้รับโอกาสที่ดีมากๆ ในงานแรก เพราะได้เข้ามาอยู่ในทีมที่ได้ออกแบบทั้งงานในและต่างประเทศ ได้เรียนรู้ประสบการณ์มากมาย แต่พอทำงานได้ครึ่งปี แนนก็ตัดสินใจอยากลาออกไปเรียนต่อปริญญาโท แต่พอออกมาจริงๆ กลับยังไม่รู้ตัวว่าจะไปต่อสาขาไหนดี เลยสมัครงานไปที่บริษัท ดีไซน์ เวิลด์ไวด์ พาร์ทเนอร์ชิพ (ดีดับเบิลยูพี) เป็นอินทีเรียร์เช่นกัน ทำมาได้ 2 ปี ก็มาถึงจุดที่บอกกับตัวเองว่าถึงเวลาไปเรียนต่อแล้วจริงๆ เลยตัดสินใจลาออกอีกครั้ง เพื่อหาตัวเองอย่างจริงจัง”

ช่วงที่หาตัวเองและเตรียมตัวเรียนต่อไปด้วยนี้เอง เป็นจังหวะที่แนนและเพื่อนอีก 2 คน มีไอเดียร่วมกันว่าจะทำแบรนด์กระเป๋านักเรียนของตัวเองภายใต้ชื่อ เนิร์บส์ (Nurbs) เน้นการออกแบบที่คิดว่าจะโดนใจวัยรุ่น

“ตอนที่เราออกแบบ หาโรงงาน เรามั่นใจมากว่าต้องขายได้ เพราะของเราดีจริง แถมยังได้ไปวางขายในเซ็นทรัลเวิลด์ แต่ปรากฏว่า การที่เริ่มต้นธุรกิจด้วยแพสชั่นด้านการออกแบบล้วนๆ ไม่มีความรู้ด้านการตลาดเลยแม้แต่น้อย ทำให้ผลลัพธ์ไม่น่าพอใจเลย เราผลิตกระเป๋าออกมา 20 ใบ แต่ขายได้แบบสมศักดิ์ศรีจริงๆ คือเต็มราคาแค่ใบเดียวที่เซ็นทรัลเวิลด์ ส่วนที่เหลือคือไปหาที่ขายแบบลดราคา ที่สุดหุ้นส่วนทั้งสามคนก็ยอมแพ้ และแยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง”

 

สำหรับแนนเลือกจะเก็บเอาบทเรียนจากการทำแบรนด์นี้ไปต่อยอดด้วยการเลือกเรียนปริญญาโทด้านกลยุทธ์ในการออกแบบและสร้างแบรนด์ที่มหาวิทยาลัยบรูเนล ประเทศอังกฤษ เพื่อเรียนรู้ในสิ่งที่เธอไม่เคยคิดว่าต้องใช้ในงานออกแบบ แต่ปรากฏว่าทุกวันนี้เธอกลับต้องนำมาเป็นส่วนผสมหนึ่งในการทำงานอย่างขาดไม่ได้

“การเรียนปริญญาโทเหมือนเปิดโลกอีกด้านให้แนน จากแต่ก่อนเวลาไปรับบรีฟลูกค้า เราจะเน้นแต่ว่าลูกค้าต้องการอะไรบ้างบนพื้นที่เท่านี้ แต่พอเรามีความรู้ด้านแบรนดิ้ง เราจะพยายามหยิบเอาคาแรกเตอร์ของแบรนด์มาใส่ในงานออกแบบได้มากขึ้น ช่วงแรกที่เรียนจบกลับมาเมืองไทยแนนมาเป็นฟรีแลนซ์ ได้ร่วมงานกับบริษัท พาโนรามาและได้รับโอกาสให้มาร่วมทีมออกแบบอีทไทย ซึ่งโปรเจกต์นี้ถือเป็นงานแรกที่เราได้นำความรู้ด้านดีไซน์มาบวกกับแบรนดิ้งอย่างแท้จริง”

จากอินทีเรียร์สู่สนามธุรกิจ

หลังจากเก็บเกี่ยวชั่วโมงบินในการทำงานมาอย่างไม่ลดละ ที่สุดโอกาสดีๆ ก็วิ่งเข้ามาหาแนนอีกครั้ง เมื่อเธอก็ได้รับการทาบทามจากเพื่อนให้มาร่วมหุ้นในบริษัท 67 สตูดิโอ ในฐานะดีไซน์ไดเรกเตอร์ แน่นอนว่าแนนเลือกไม่ปิดกั้นตัวเองจากบทบาทใหม่ที่เข้ามา เพราะการก้าวไปสู่บทบาทใหม่ยิ่งทำให้เธอได้พิสูจน์ฝีมือ และใช้ประสบการณ์ความรู้ที่มีมาสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างไร้ที่ติ โดยเฉพาะกับโปรเจกต์ใหม่อย่าง โซโห (SOHO) ออฟฟิศแนวคิดใหม่ในรูปแบบสำนักงานพร้อมใช้งาน (Micro Professional Office) ณ โครงการแวร์เฮ้าส์ สุขุมวิท 26 ซึ่งจะแตกต่างจาก Co-Working Space ที่หลายคนคุ้นหู

“แนนคิดว่า Co-Working Spaceจะให้ความรู้สึกของความเป็นคอมมูนิตี้มากกว่า มีการพบปะเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน แต่ที่เราทำจะให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวมากกว่า เหมาะกับกลุ่มสตาร์ทอัพที่ต้องการออฟฟิศขนาดเล็ก เพื่อลดต้นทุนการปฏิบัติการ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องการความน่าเชื่อถือ โดยการออกแบบของเราเน้นสร้างบรรยากาศที่เสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานให้ได้มากที่สุด ซึ่งสตาร์ทอัพที่สนใจสามารถสมัครสมาชิกเข้ามาเป็นรายเดือนหรือรายปีก็ได้เช่นกัน”

สำหรับก้าวต่อไปของแนน เธอบอกว่า มีไอเดียเต็มหัว แค่รอจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมเท่านั้น

“อย่างตอนนี้ แนนสนใจด้านอสังหาริมทรัพย์ อยากรีโนเวตบ้านเก่าเป็นเกสต์เฮาส์ หรือบ้านพักอาศัยก็ได้ แนนคิดว่าพอเราโตขึ้น พื้นฐานความรู้ด้านดีไซน์ยิ่งพาเราไปในเส้นทางที่แตกแขนงมากขึ้น เราก็แค่พาตัวเองไป” ดีไซน์ไดเรกเตอร์คนเก่งกล่าวทิ้งท้าย

 

โจวานนี ซาลิเซ คลาสสิก อิตาเลียนของแท้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 เมษายน 2559 เวลา 11:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/424620

โจวานนี ซาลิเซ คลาสสิก อิตาเลียนของแท้

โดย…ปอย ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

เข้าสู่ฤดูร้อน (ระอุ) แล้ว ไม่ใช่แค่เมนูข้าวแช่เท่านั้นที่กินแล้วชื่นใจคลายร้อน ตลอดเดือน เม.ย.นี้ ใครผ่านย่านหลังสวนแนะนำให้ลองแวะห้องอาหารนัมเบอร์ 43 อิตาเลียน บิสโตร เคป เฮ้าส์ ซึ่งเวลานี้ โจวานนี ซาลิเซ เฮดเชฟประจำร้านนำเสนอเมนูพิเศษ “ปลาตาเดียวกับซอสลิวอร์โน่” ปลาของฤดูกาลนี้ที่เนื้อสดหวานตัวกำลังโตได้ที่

มอตโตในการทำงานของเชฟอิมพอร์ตจากอิตาลี บอกว่า เขารักการทำงานที่ทุกวันเริ่มต้นด้วยรอยยิ้มเสมอ ซึ่งเป็นการปลูกฝังนิสัยในระหว่างเขาทำงานในร้านอาหารชั้นนำ และโรงแรมห้าดาวที่เขาได้ร่วมงานก็เน้นนโยบายนี้ ซึ่งทำให้การทำงานง่ายมากขึ้นกับการเริ่มต้นทักทายลูกค้าด้วยรอยยิ้ม แล้วยังทำให้บุคลิกภาพเชฟที่ต้องออกไปทักทายลูกค้าดูแลใกล้ชิดถึงโต๊ะอาหาร รอยยิ้มทำให้ดูดีที่สุดอีกด้วย

“ใครเดินเข้ามาที่ร้านนัมเบอร์ 43 ก็จะได้เห็นผมยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลาเลยครับ” เชฟโจวานนี บอกพร้อมรอยยิ้ม ทำให้ดูสดชื่นกระปรี้ประเปร่าในวันทำงานที่ยุ่งๆ มากๆ

งานเชฟไม่ได้ขลุกอยู่เพียงในครัวหรือวุ่นอยู่หลังเตาไฟเท่านั้น เฮดเชฟเป็นการทำงานในระดับเชฟผู้บริหาร เชฟโจวานนี บอกว่าเห็นเขาอารมณ์ดีมีรอยยิ้มติดใบหน้าอยู่ตลอดเวลาแบบนี้ แต่เมื่อถึงเวลาทำงานทีมก็จะรู้ดีทีเดียวว่า เขาจริงจังมากๆ หรือลูกน้องบางคนอาจมองว่าดุไปเลยก็ได้

“คนไทยชอบคุยกันเวลาทำงานนะ เวลาผมทำงานก็ชอบชวนผมคุย ผมไม่ชอบนะครับ เพราะการทำอาหารก็ต้องใช้สมาธิสูง คุยกันไปหัวเราะไปก็สับสนได้นะ ผมเสียสมาธิถ้ามีใครสะกิดไหล่ชวนผมคุย เวลาทำงานผมซีเรียสมากๆ เลยครับ (ย้ำเสียงเข้ม) ผมไม่ชอบความผิดพลาด ทุกอย่างต้องออกมาสมบูรณ์แบบ เพื่อคนได้กินอาหารที่ดีที่สุด” เชฟโจวานนี บอกน้ำเสียงจริงจังแต่ก็มีรอยยิ้มติดใบหน้า ซึ่งดูเป็นลายเซ็นอีกอย่างของเขาไปแล้ว

 

เชฟโจวานนี บอกว่าเขาได้รับการปลูกฝังมาแบบนี้ที่งานทุกๆ ขั้นตอนต้องไร้ที่ติ เชฟใหญ่ทุกคนที่เขามีโอกาสได้ร่วมงานด้วย ทุกๆ คนยึดข้อนี้เคร่งเครียดกันทั้งนั้น

“ผมเป็นเชฟมา 22 ปีแล้วครับ ได้เริ่มทำงานในครัวอย่างจริงจังในร้านอาหารที่ชื่อว่า S.Lucia เป็นร้านดังมากในมิลาน และมีวิธีการทำงานในแบบมาตรฐานสากล ผมเป็นเด็กจัดเรียงผักครับ (บอกพลางยิ้ม) แล้ววันแรกที่ผมไปทำงานคงเป็นความตื่นเต้นกับที่ทำงานใหม่ ลืมใส่ผักร็อกเกตในจานสลัดรวมไปกับผัดชนิดอื่น เชฟใหญ่เดินมาหาผมทันที บอกให้ถอดผ้ากันเปื้อนออกแล้วกลับบ้านไปเลย เสียใจสิครับ (แต่เวลานี้ก็บอกพร้อมเสียงหัวเราะได้)

พอกลับบ้านไปเล่าให้พ่อแม่ฟัง ท่านก็ดุกว่าอีกยกใหญ่ พ่อตำหนิผมว่าเริ่มต้นทำงานแล้วมาพลาดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ ก็กลับมาอยู่บ้านเถอะ แต่ผมก็ไม่ยอมแพ้หรอก อีกสองวันผมก็กลับไปขอโทษ และขอเชฟใหญ่ทำงานใหม่อีกครั้ง โดยสัญญาว่าจะไม่มีข้อผิดพลาดอีกแน่นอน

ครอบครัวผมทำธุรกิจเกี่ยวกับร้านอาหาร เป็นแรงบันดาลใจให้ผมอยากเป็นเชฟมืออาชีพ ซึ่งก็ต้องออกจากบ้านออกไปแสวงหาประสบการณ์นะครับ ผมเติบโตมาในครัวของพ่อแม่ท่านเลี้ยงผมมาให้นอนอยู่ในลังที่ใส่ผ้าปูโต๊ะ เช้าขึ้นก็ได้เห็นพี่ชายทำพิซซ่าทุกๆ วันจนทำได้เองไม่ต้องมีใครสอนผมคงไม่ทำงานที่ร้านอาหารของพ่อแม่ตลอดไปแน่นอน อยู่ที่เดิม แน่นอนก็ต้องทำเป็นเมนูเดิม” เชฟโจวานนี บอกย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นงานครัว

ชายหนุ่มนักปรุงยิ้มเก่ง มาจากเมืองเลกโก (Lecco) เชฟใหญ่บอกว่าบ้านเกิดของเขาเป็นเมืองตากอากาศแสนสงบริมทะเลสาบโคโม (Lake Como) แล้วถึงเป็นเมืองเล็กๆ แต่ก็เป็นเมืองท่องเที่ยวทางภาคเหนือของอิตาลี มีความงดงามของสถาปัตยกรรม วิลล่าเก่าแก่มากมาย และร้านอาหาร S.Gennaro Malgrate ของครอบครัวเขาก็ได้ต้อนรับทั้งคนท้องถิ่นในเมือง และนักท่องเที่ยวมากหน้าหลายตา ทำให้เขาได้ฝึกปรือฝีมือในครัวจนเชี่ยวชาญ

 

“อิตาลีตอนเหนืออาหารการกินอุดมสมบูรณ์มากครับ ใครอยากกินของอร่อยๆ ก็ต้องมาที่นี่ (ว่าแล้วก็ยิ้มอีก) จานอร่อยของเลกโก คือ สคาร์พาเรลโล (Scarpariello) สปาเกตตีซีฟู้ดครับ จานนี้จัดเป็น Classic Italian Dish เชฟอิตาเลียนทุกคนต้องทำจานนี้ได้ เป็นสูตรต้นตำรับ เชฟหลายๆ คนนำมาปรับเป็นอาหารจานเด็ดของตัวเอง ซึ่งก็แล้วแต่สไตล์ของแต่ละคน แต่เคล็ดลับจานนี้สำหรับผม ก็คือทำให้ง่ายๆ ที่สุด อย่าไปพลิกแพลงปรุงแต่งอะไรเยอะ

ผมชอบครีเอทเมนูใหม่ๆ ที่เป็นปลา ผมชอบกินปลา งานอดิเรกของผมคือการออกไปตกปลา ตอนอยู่อิตาลีก็ตกปลาทูน่า ปลากะพง แล้วนำมาปรุงอาหาร แต่บ่อตกปลาในกรุงเทพฯ ก็มีให้ตกแต่ปลาสวาย
ไม่ไหว กลิ่นคาวมาก ผมตกได้ก็ต้องปล่อยลงน้ำไป คงนำมาทำอาหารอร่อยๆ ยาก” เชฟโจวานนี บอกพลางหัวเราะชอบใจ

สำหรับอาหารจานอิตาเลียนคลาสสิก ในร้านนัมเบอร์ 43 ก็มีหลายๆ จานให้เลือก เช่น พิซซาหน้าผักโขมกุ้ง คาลโซเน่พิซซ่า มัสคาโปนชีส พิซซ่า พาร์มาแฮม พิซซ่า หรือถ้าเป็นพาสต้าก็ต้องเป็นเส้นหมึกดำซีฟู้ด ตบท้ายด้วยทิรามิสุ หรือพานาค็อตต้า ของหวานประจำของร้านอาหารอิตาลี แต่แน่นอนว่าแต่ละร้านก็ต้องมีสูตรพิเศษ

“ทุกสูตรต้องเน้นกรรมวิธีในแบบ easy and fast คือหลักการทำอาหารที่มีประสิทธิภาพ ประสบการณ์การทำงานในโรงแรมชั้นนำสั่งสมมาแบบนี้ครับ งานในห้องครัวเชฟต้องพยายามทำอย่างรวดเร็ว และในขณะเดียวกันก็ต้องเน้นอาหารที่มีคุณภาพให้ได้อีกด้วย”

 

ปลาตาเดียวกับซอสลิวอร์โน่ (Sole with Livorno Sauce)

ส่วนผสม

– ปลาตาเดียวขนาด 100 กรัม

– กุ้งแชบ๊วย 100 กรัม

– ซอสมะเขือเทศ 50 กรัม

– มะเขือเทศเชอร์รี่ 30 กรัม

– มะกอกดำ 30 กรัม

– เคเปอร์ 20 กรัม

– กระเทียมสับ 1 ช้อนชา

– ผักชีฝรั่ง 2 กรัม

– โหระพาอิตาเลียน 2 ใบ

– น้ำมันมะกอก 1 ช้อนชา

– เกลือและพริกไทย 5 กรัม

วิธีทำ

ตั้งกระทะใส่น้ำมันเล็กน้อยพร้อมกระเทียม พอกระเทียมเริ่มมีกลิ่นหอมให้ใส่มะเขือเทศเชอร์รี่แบบปอกเปลือกลงไป เมื่อทุกอย่างสุกแล้วให้ใส่ปลาตาเดียวลงไปผัดคลุกเคล้าตามด้วยกุ้งให้ความร้อนพอสุก อย่าลืมใส่เกลือ พริกไทยและโหระพาอิตาเลียน เสิร์ฟในขณะที่ยังร้อน

 

คนสวยหมัดหนัก เจด มาริสา ศิริสัมพันธ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2559 เวลา 15:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/423903

คนสวยหมัดหนัก เจด มาริสา ศิริสัมพันธ์

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ… วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ใครว่ามวยไทยเป็นกีฬาที่ไม่เหมาะกับผู้หญิง ถ้าคุณกำลังคิดเช่นนั้นโปรดมองสาวน้อยหน้าหวาน ลูกครึ่งไทย-อังกฤษ เจด มาริสา ศิริสัมพันธ์ เจ้าของเข็มขัดแชมป์มวยไทยหญิง 2 เส้น หนึ่งในนักมวยไทยหญิงที่มีชื่อเสียงแห่งยุคคนหนึ่งในเวลานี้ ยิ่งถ้าเห็นเวลาที่เธอเตะต่อยแต่ละลูกแต่ละดอก บอกได้เลยว่าแค่เห็นก็รู้สึกจุกแทน

มวยไทยลองแล้วจะติดใจ

“เริ่มเล่นมวยไทยตั้งแต่อายุประมาณ 18 ปี เราอยู่ต่างประเทศไม่เคยได้สัมผัสมวยไทยมาก่อน เห็นแต่รูปที่คุณพ่อส่งมาให้ดู ตอนนั้นเราก็เล่นกีฬาอย่างอื่นที่วัยรุ่นทั่วไปนิยมเล่นกัน จนกระทั่งกลับมาเมืองไทยมาดูการสอนมวยของคุณพ่อ ซึ่งท่านก็เป็นโปรโมเตอร์มวยไทยด้วย เห็นผู้หญิง 2 คน กำลังฝึกชกมวยไทยอยู่ เราก็เห็นว่าเออผู้หญิงก็เล่นมวยไทยได้นี่นา เลยขอคุณพ่อซ้อมด้วย แรกๆ คุณพ่อไม่อนุญาตเพราะกลัวเราจะเจ็บ แต่เราก็ยืนยันว่าจะฝึก ท่านจึงอนุญาต แต่ก็ยังคอยกังวลอาการบาดเจ็บของเราอยู่

 

“เวลาฝึกมวยไทยแรกๆ จะมีครูฝึกมาสอนส่วนคุณพ่อจะช่วยในเรื่องเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ในการชกมวยไทยให้กับเรา ฝึกซ้อมทุกวันเหมือนนักมวยจริงๆ ต้องตื่นแต่เช้าประมาณ 6 โมง เพื่อออกวิ่งประมาณ 4 กม. ทุกวัน แต่ถ้ามีรายการชกจะวิ่งมากกว่าปกติประมาณ 6-7 กม.แล้วกลับมาซ้อมชกลม เตะต่อยกระสอบทราย แล้วไปเรียนต่อ จากนั้นกลับมาซ้อมอีกครั้งตอนเย็น เพื่อให้ฟิตพอที่จะขึ้นสังเวียน การฝึกของนักมวยหญิงจะแล้วแต่ละคนว่าสามารถรับการฝึกได้มากน้อยแค่ไหน บางคนก็ฝึกหนักแบบเดียวกับนักมวยผู้ชายเลย แต่สิ่งเดียวที่แตกต่างกันก็คือร่างกายของผู้หญิงจะเจ็บง่ายกว่าผู้ชาย ในขณะที่ผู้ชายจะทนต่อการเจ็บได้มากกว่าเท่านั้น”

จนกระทั่งเจดได้ขึ้นชกไฟต์แรก เป็นรายการเล็กๆ ของนักชกที่เพิ่งเริ่มขึ้นชก เจดได้เจอนักชกหญิงชาวไทย เธอเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเหมือนเพิ่งลงจากเวทีมาเมื่อวานว่า “จำได้ว่านัดนั้นตื่นเต้นมาก เพราะเป็นไฟต์แรกของเราและคุณพ่อคุณแม่พี่ชายก็มาเชียร์เราทั้งครอบครัว เราชกมั่วมาก (หมายถึงต่อยมั่วๆ) บุกลุยเข้าไปต่อยๆ เดินหน้าออกอาวุธอย่างเดียว ชกเสร็จเดินลงจากเวที คุณพ่อคุณแม่เข้ามากอดแสดงความยินดี เราก็งงว่าจะวิ่งมากอดทำไม เพราะตอนนั้นเรายังไม่รู้เลยว่าเราชกชนะคะแนนไปแล้ว หลังจากนั้นก็ขึ้นชกอีกหลายรายการจนเป็นที่รู้จักมากขึ้น”

 

ยิ่งชกยิ่งมากประสบการณ์

“หลังจากขึ้นชกมาได้ 6 ปี กับ 20 ไฟต์ทำให้เราพัฒนาในเรื่องระบบความคิด และมีแผนการชกที่ดีขึ้น มีสมาธิโฟกัสกับคู่ชก สามารถฟังสิ่งที่โค้ชตะโกนบอกเทคนิคระหว่างชกได้ จากแต่ก่อนที่มั่วๆ ชกเดินหน้าออกอาวุธก็เปลี่ยนมาคิดก่อนออกอาวุธ เน้นการเตะ มีลูกเล่นลูกไม้มากขึ้น ก็เพราะด้วยส่วนหนึ่งเราเก็บประสบการณ์จากการชกมาได้สักระยะหนึ่ง จนเรารู้สึกว่าอยากถอยออกมาเป็นคนช่วยคุณพ่อดูแลค่ายมวย และเรียนรู้มวยไทยโบราณให้ลึกซึ้งกว่าเดิม เพราะอายุเราก็มากขึ้นทุกวัน ชกต่อไปคงไม่ไหว อีกอย่างเราก็มีประสบการณ์และความรู้มากพอแล้วว่านักมวยต้องฝึกอย่างไร และต้องการอะไรมาเสริมในการฝึกซ้อม เพื่อให้เขาประสบความสำเร็จในการฝึกมวยไทย

“อีกอย่างตอนนี้การฝึกมวยไทยกำลังเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก มีนักมวยต่างชาติสนใจเข้ามาเรียนมวยไทยที่ประเทศไทยเยอะมาก ในต่างประเทศเองก็มียิมเปิดสอนมวยไทยแทบทุกที่ เลยอยากจะมาช่วยกิจการค่ายมวยอย่างเต็มตัว และจะได้เริ่มเรียนรู้มวยไทยโบราณของคุณพ่อ ซึ่งเป็นมวยไทยทางสายพระเจ้าเสือ หรือสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 แห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้คิดค้นกระบวนท่าแม่ไม้มวยไทยต่างๆ เป็นแม่แบบสืบทอดจนถึงปัจจุบัน ซึ่งรวมทั้งท่วงท่าการใช้อาวุธกระบี่กระบอง เราอยากศึกษาให้ลึกถึงแก่น เพื่อบอกกับคนอื่นๆ ว่ามวยไทยโบราณนั้นเยี่ยมยอดขนาดไหน กว่าจะเปลี่ยนแปลงมาเป็นมวยไทยเช่นในปัจจุบัน”

เจดทิ้งท้ายว่า เธอรักมวยไทยอย่างมากตั้งแต่วันแรกที่ได้ฝึกมวยไทยจนถึงวันนี้ ซึ่งสิ่งที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จก็คือ การที่เราได้ทำในสิ่งที่เรารัก เรามักจะทำได้ดีและมีความสุขมากที่สุด ผู้หญิงทุกคนสามารถเล่นมวยไทยได้ขึ้นอยู่กับว่าต้องการฝึกไปถึงระดับไหน เพราะมวยไทยคือการออกกำลังกายที่ดีอย่างหนึ่ง เป็นกีฬาที่ช่วยคลายเครียดได้ดี และใช้ป้องกันตัวในชีวิตจริงได้อีกด้วย

 

ณัฐ ปัญจางคกุล เชฟอาหารไทยแนวฟู้ดอาร์ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มีนาคม 2559 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/423350

ณัฐ ปัญจางคกุล เชฟอาหารไทยแนวฟู้ดอาร์ต

โดย…ภาดนุ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

คลุกคลีอยู่กับการทำอาหารมาตั้งแต่วัยเด็ก เพราะครอบครัวเปิดร้านอาหารไทยตั้งแต่รุ่นคุณย่า ทำให้ ณัฐ ปัญจางคกุล หรือที่หลายคนเรียกกันติดปากว่า “เชฟลุงณัฐ” (สุดแนว) ผันตัวเองจากจานสีและปลายพู่กัน งานดีไซเนอร์ และงานโปรดิวเซอร์ หันหน้าเข้าสู่วงการอาหารอย่างจริงจังจนถึงทุกวันนี้

“ผมชอบทำอาหารมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เพราะครอบครัวผมเปิดร้านอาหารมาตั้งแต่รุ่นคุณย่า ผมเลยช่วยที่บ้านทำอาหารเกือบทุกวัน พอโตมาก็เลยรักการทำอาหารไปโดยปริยาย ช่วงที่ผมเรียนอยู่ที่วิทยาลัยช่างศิลปและช่วงที่ทำงานเป็นดีไซเนอร์ให้กับเสื้อผ้าแบรนด์เกรย์ฮาวนด์ เพื่อนๆ ก็มักจะมารวมตัวเฮฮาปาร์ตี้ที่บ้านผมเป็นประจำ และผมจะชอบทำอาหารให้เพื่อนๆ กินอยู่เสมอ ก็เลยเหมือนเป็นการฝึกปรือฝีมือและความสร้างสรรค์ในเรื่องทำอาหารมาเรื่อยๆ

ผมเป็นดีไซเนอร์ให้เกรย์ฮาวนด์ได้ 3-4 ปี วันหนึ่งก็ตัดสินใจลาออกเพื่อไปเรียนภาษาที่ประเทศอังกฤษ ระหว่างนั้นผมก็ทำงานพิเศษที่ร้านอาหารบลู อีเลฟเฟ่น ซึ่งเป็นร้านอาหารไทยที่มีชื่อเสียงในกรุงลอนดอนเพื่อหาเงินเรียนไปด้วย โดยเป็นผู้ช่วยเชฟ ผมทำทุกอย่าง ทั้ง หั่นผัก จัดหาวัตถุดิบ หยิบจับโน่นนี่ เรียกว่าเป็นลูกมือของเชฟประจำร้าน ซึ่งก็ถือว่าได้ประสบการณ์ที่ดีมากๆ จากตรงนี้ผมใช้ชีวิตอยู่ที่ลอนดอนเป็นเวลา 1 ปี พอเรียนภาษาจบคอร์สก็บินกลับเมืองไทย”

หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์และได้ทำในสิ่งที่อยากทำแล้ว เชฟณัฐก็ตัดสินใจเดินทางกลับเมืองไทย และเข้าทำงานที่บริษัทเอเยนซีโฆษณาและโพรดักชั่น เฮาส์ โดยมีหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์อยู่หลายปี ใช้ชีวิตเหมือนคนทำงานทั่วไป แต่ด้วยมนต์เสน่ห์ของการทำอาหาร ทำให้เขาย้อนกลับเข้ามาสู่วงการอาหารอย่างเต็มตัวอีกครั้ง

ด้วยการเป็นที่ปรึกษาด้านอาหารให้กับโรงแรม 5 ดาวแห่งหนึ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเมนูที่เขาทำนั้นมีหลากหลาย ทั้งอาหารไทยแท้ๆ ที่สืบทอดมาจากครอบครัว และอาหารไทยฟิวชั่นที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยตัวเขาเอง รวมทั้งยังใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมารับหน้าที่เป็นอินทีเรียร์ ดีไซเนอร์ ดูแลเรื่องแลนด์สเคปให้กับโรงแรมแห่งนี้ด้วย

 

“ผมทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านอาหารที่โรงแรมแห่งนี้มาได้ 4 ปี จากนั้นจึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ผมควรจะเปิดกิจการเป็นของตัวเองสักที ดังนั้นในปี 2552 ผมจึงเปิดร้านอาหารชื่อ ‘พระนครบาร์ แอนด์ แกลเลอรี’ ขึ้นที่บริเวณสี่แยกคอกวัว โดยทำหน้าที่เป็นทั้งเชฟและผู้บริหารงานในร้านไปพร้อมกัน ซึ่งกิจการก็ไปได้ดี มีลูกค้าแวะเวียนมาเรื่อยๆ ไม่ขาด

ต่อมาในปี 2556 ผมได้เปิดร้านใหม่ขึ้นอีกร้านที่หอศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยกรุงเทพฯ โดยคอนเซ็ปต์ของร้านพระนครบาร์ฯ และร้านใหม่ที่ผมเปิดนี้ จะเป็นเหมือนที่รวบรวมงานด้านอาหารและศิลปะที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัวเอาไว้ เมนูในร้านจะเป็นอาหารไทยฟิวชั่นหลากหลาย รสชาติจัดจ้าน หอมกลิ่นปรุงรสแบบไทยๆ พร้อมทั้งมีหน้าตาเมนูที่สวยงามไม่แพ้การสร้างสรรค์งานศิลปะ ซึ่งจะถูกเสิร์ฟให้ลูกค้าได้ชิมและชมงานศิลป์ไปพร้อมกัน”

หลังจากเปิดร้านอาหารมาได้หลายปี ปัจจุบันนี้เชฟณัฐวางมือจากการเป็นเจ้าของกิจการ และกลับมาเป็นเชฟรับจ้างให้กับร้านบอน โสเหล่ (Bon Sole) ที่อยู่หัวมุมถนนเกษตร-นวมินทร์ เพราะเพื่อนขอร้องให้มาช่วย ซึ่งเมนูอาหารของที่ร้านนี้ เชฟณัฐขอจำกัดความว่าเป็นฟู้ดอาร์ต (Food Art) ที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นมา อาทิ ท้องปลาแซลมอนทอดน้ำปลา เนื้อย่างบอน โสเหล่ ยำวุ้นเส้นกรอบ เย็นตาโฟผัดแห้ง สลัดเนื้อคาบัคชิโอ และอื่นๆ อีกมากมาย

เชฟณัฐ บอกว่า อาหารที่เขาถนัดที่สุดก็คืออาหารไทยโบราณและอาหารฝรั่ง ซึ่งจุดเด่นนอกจากรสชาติที่อร่อยแล้ว ยังอยู่ที่การตกแต่งเมนูด้วยวัตถุดิบต่างๆ ให้หน้าตาสวยงามน่ารับประทาน ประมาณว่าเป็นศิลปะด้านอาหารที่เสพได้ด้วยตาและสัมผัสได้ด้วยรสชาตินั่นเอง

“อาหารไทยเป็นเมนูที่ผมชอบทำและรู้สึกว่ามีความท้าทายที่สุด เพราะปัจจุบันผมรู้สึกว่าผักผลไม้ต่างๆ หน้าตามันเปลี่ยนไป เพราะคนสมัยนี้พยายามกลับไปหาผักสมัยก่อน เช่น มะแว้ง ซึ่งหลายคนก็สงสัยว่ามันกินได้มั้ย (หัวเราะ) เพราะลูกมันสวยดี หลายคนไม่เคยเห็น แต่มะแว้งนี่คนรุ่นปู่ย่าตายายของเราใช้กันมานานแล้ว ผมจึงพยายามหาวัตถุดิบเหล่านี้มาเสริมในเมนูที่ผมครีเอทขึ้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแรงบันดาลใจในช่วงนั้นด้วย

 

อย่างเมนูง่ายๆ ที่ผมคิดขึ้น เช่น ข้าวผัดแมว (ข้าวผัดน้ำพริกปลาทู) เมื่อวานผมอาจจะตกแต่งจานด้วยปลาทูทอดทั้งตัว แต่วันนี้ผมอาจจะเอาหัวปลาทูออก เพราะรู้สึกว่าหน้ามันงอเหลือเกิน มันไม่สวย แล้วผมก็อาจจะเอาผักมาประดิษฐ์ให้มีรูปทรงคล้ายๆ หัวปลาทูแทน เป็นต้น” (หัวเราะ)

พูดง่ายๆ ว่าใช้ศิลปะที่มีในหัวใจมาตกแต่งเมนูอาหารให้แปลกใหม่น่ารับประทานว่างั้นเถอะ…

”ผมชอบครีเอทเมนูด้วยการใช้ศิลปะแบบนี้มาตั้งแต่ตอนเป็นเจ้าของร้านพระนครบาร์ฯ แล้วล่ะ ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาก็จะถามว่า เชฟลุงณัฐ วันนี้มีอะไรกินบ้าง บางคนถึงกับไปตลาดเพื่อซื้อวัตถุดิบมาให้ผมทำอาหารให้กินก็มีครับ (หัวเราะ) คือลูกค้าเข้าใจว่าผมเป็นเชฟที่ค่อนข้างจะติสต์นิดนึง แต่พวกเขาก็มักจะชอบเมนูแปลกๆ ที่ผมครีเอทขึ้นมาแทบจะทุกคนเลย

สำหรับการเป็นหัวเชฟที่ร้านบอน โสเหล่ ผมมีหน้าที่ควบคุมดูแลในเรื่องเมนูอาหารภายในร้านทั้งหมด ซึ่งจุดเด่นก็คือเมนูของร้านจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกๆ เดือน โดยมีทั้งอาหารไทยและอาหารฝรั่งให้ลูกค้าได้เซอร์ไพรส์อยู่ตลอดเวลา

ในอนาคตผมวางแผนไว้ว่า อยากจะเปิดบังกะโลเล็กๆ สัก 3-4 หลัง พร้อมกับทำอาหารสไตล์โฮมเมดให้แขกที่มาพักในบังกะโลได้ชิมด้วย ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับวัตถุดิบในแต่ละวันที่ผมหามาได้ด้วยนะ ถ้าความฝันนี้เป็นจริงได้ ผมคงจะมีความสุขมากๆ เลยครับ”

แหม พูดซะขนาดนี้ ทำให้อยากรู้ซะแล้วสิว่า ครั้งนี้เชฟลุงณัฐจะนำเสนอเมนูอะไรให้เราได้ลิ้มลองนะ

ผัดไทยบอน โสเหล่

ส่วนผสม

-น้ำปรุงผัดไทยสูตรเฉพาะของเชฟ 1 ถ้วย

-เส้นจันท์ ถั่วงอก ใบกุยช่าย ใบบัวบก หัวปลี กุ้ง

-มะนาว เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ไชโป๊หวาน ปลาข้าวสาร

วิธีทำ

1.เทน้ำมันหมูลงในกระทะร้อนๆ จากนั้นใส่เส้นจันท์ลงไป ผัดพอเส้นเริ่มเหลืองนวลได้ที่

2.ใส่น้ำปรุงผัดไทยลงไปให้ชุ่มเส้นจันท์ คลุกเคล้าให้เข้ากันจนเส้นเริ่มมันเงาออกสีส้มๆ

3.พอเส้นได้ที่แล้ว ให้ตอกไข่เป็ดใส่ลงไป 1 ฟอง ตามด้วยใบกุยช่าย ถั่วงอก และกุ้ง คลุกเคล้าให้เข้ากันอีกครั้ง

4.ตักผัดไทยใส่จาน แล้วตกแต่งด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์บุบปลาข้าวสาร มะนาว หัวปลี และอื่นๆ

เคล็ดลับความอร่อย อยู่ที่ซอสสูตรพิเศษของเชฟ และส่วนผสมต่างๆ ที่สดใหม่ ถ้ากินร้อนๆ เส้นจันท์จะเหนียวนุ่ม อร่อยมากๆ